ผ้าที่ไม่ทรงเหยียบ ร่ม ไม้เท้า และเมล็ดข้าว: กิริยาที่คนอื่นมองเห็น
น ภควา เจฬปฏิกํ อกฺกมิสฺสติพระพุทธเจ้าไม่ทรงเหยียบผ้าที่โพธิราชกุมารปูถวายเพราะทรงคิดถึงคนรุ่นหลัง ภิกษุกางร่มเดินจนคนเข้าใจว่าเป็นขุนนาง…
กนฺทรกสุตฺตํ
บุตรครูฝึกช้างบอกว่าสัตว์อ่านง่าย แต่มนุษย์รกชัฏ — พระพุทธเจ้าทรงแสดงบุคคล ๔ จำพวก: ทำตนให้เดือดร้อน ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ทำทั้งสองฝ่าย และไม่ทำใครเดือดร้อน ซึ่งเป็นผู้เย็นและเป็นสุขในปัจจุบัน
ในกันทรกสูตร มัชฌิมนิกาย พระพุทธเจ้าประทับที่ฝั่งสระคัคคราใกล้นครจำปา เปสสะบุตรของครูฝึกช้าง กับกันทรกปริพาชก เข้าไปเฝ้า กันทรกะมองภิกษุสงฆ์ที่นั่งเงียบแล้วชมว่าพระพุทธเจ้าทรงให้สงฆ์ปฏิบัติชอบ พระองค์ตรัสว่าในสงฆ์นี้มีทั้งพระอรหันต์ และผู้ยังศึกษาที่มีจิตตั้งมั่นในสติปัฏฐาน ๔
เปสสะกล่าวว่า แม้ตนเป็นคฤหัสถ์ก็ฝึกสติปัฏฐานตามกาลที่สมควร แล้วตั้งข้อสังเกตว่ามนุษย์เป็นสิ่งรกชัฏ สัตว์เป็นสิ่งตื้น ช้างที่เขาฝึกจะแสดงนิสัยโกงหรือคดออกมาให้เห็นหมด แต่คนใช้ของเขาทำทางกายอย่างหนึ่ง พูดอย่างหนึ่ง และคิดอีกอย่างหนึ่ง
พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นอย่างนั้น แล้วทรงแสดงบุคคล ๔ จำพวก ถามเปสสะว่าชอบจำพวกไหน เปสสะตอบว่าผู้ไม่ทำตนและผู้อื่นให้เดือดร้อน แล้วขอตัวไปเพราะมีธุระมาก หลังจากนั้นพระองค์ทรงอธิบายแต่ละจำพวกโดยละเอียดแก่ภิกษุ
เปสสะบอกว่าช้างที่ฝึกแล้ว เมื่อเดินไปในนครจำปาจะแสดงความโกง ความคด ความงอออกมาให้เห็นหมด แต่คนใช้ของเขาทำอย่างหนึ่ง พูดอย่างหนึ่ง คิดอีกอย่างหนึ่ง เขาจึงทึ่งที่พระพุทธเจ้ารู้ว่าอะไรเป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์แก่สัตว์ ในเมื่อมนุษย์ซับซ้อนเช่นนี้
สังเกตช่องว่างระหว่างสิ่งที่เราคิด พูด และทำในวันหนึ่ง ยิ่งสามอย่างนี้ตรงกันมากเท่าไร คนรอบตัวก็ยิ่งไว้ใจเราง่ายขึ้น
พระพุทธเจ้าทรงยกตัวอย่างนักบวชที่ถือข้อปฏิบัติทรมานตนหลายแบบ เช่น เปลือยกาย จำกัดอาหารอย่างสุดโต่ง ถอนผมและหนวด ยืนไม่นั่ง หรือนอนบนหนาม เปสสะให้เหตุผลว่าไม่ชอบคนจำพวกนี้ เพราะเขาทำตนซึ่งรักสุขเกลียดทุกข์ให้เดือดร้อน
สังเกตวิธีที่เราลงโทษตัวเองในนามของความตั้งใจ เช่น อดนอน อดอาหาร หรือด่าตัวเองซ้ำ ๆ แล้วถามว่ามันพาไปสู่สิ่งดีจริงหรือไม่
ตัวอย่างในพระสูตรคือคนที่เลี้ยงชีพด้วยการฆ่าสัตว์ โจร ผู้คุมเรือนจำ และคนที่ทำงานทารุณอื่น ๆ บุคคลเหล่านี้ทำผู้อื่นซึ่งรักสุขเกลียดทุกข์ให้เดือดร้อน
ดูว่างานหรือธุรกิจของเราได้กำไรจากความทุกข์ของใครบ้าง แม้แก้ทั้งหมดไม่ได้ ก็เริ่มลดส่วนที่ลดได้
ตัวอย่างคือพระราชาหรือพราหมณ์มหาศาลที่ทำพิธีบูชายัญ ตนเองต้องถือข้อปฏิบัติที่ลำบาก และยังสั่งให้ฆ่าโค แพะ ม้า ตัดต้นไม้ ส่วนทาสและคนงานถูกขู่ด้วยอาชญาและภัย ต้องร้องไห้น้ำตานองหน้าขณะทำงาน
ระวังโครงการที่เรายอมลำบากเองแล้วใช้ความลำบากนั้นเป็นเหตุผลกดดันคนอื่นให้ลำบากตาม
ผู้ไม่ทำตนและผู้อื่นให้เดือดร้อน ไม่มีความหิว ดับสนิท เป็นผู้เย็น เสวยสุข มีตนเป็นดังพรหมอยู่ในปัจจุบัน เปสสะตอบว่าคนจำพวกนี้เท่านั้นที่ทำให้ใจของเขายินดี
ใช้คำว่า "เย็น" เป็นเครื่องวัดในแต่ละวัน การตัดสินใจไหนทำให้ใจเราและคนรอบตัวเย็นลง การตัดสินใจไหนทำให้ร้อนขึ้น
เปสสะกล่าวว่า แม้พวกเขาเป็นคฤหัสถ์นุ่งผ้าขาว ก็ยังมีจิตตั้งมั่นในสติปัฏฐาน ๔ ตามกาลที่สมควร คือพิจารณากาย เวทนา จิต และธรรม มีความเพียร มีสติ มีสัมปชัญญะ
ไม่ต้องรอให้ว่างหรือเข้าวัดจึงฝึกสติ เลือกช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เหมาะในแต่ละวัน เช่น ตอนเดินทางหรือก่อนนอน
เมื่อเปสสะขอตัวไปเพราะมีธุระมาก พระพุทธเจ้าตรัสกับภิกษุว่าเปสสะเป็นบัณฑิต มีปัญญามาก ถ้านั่งต่ออีกครู่หนึ่งให้พระองค์จำแนกบุคคล ๔ จำพวกโดยละเอียด เขาจะได้ประโยชน์ใหญ่ แม้ฟังเพียงย่อ ๆ ก็ได้ประโยชน์ใหญ่แล้ว
เมื่อกำลังได้ฟังเรื่องที่มีประโยชน์ ลองอยู่ต่ออีกสักครู่ก่อนรีบไปทำธุระ เรื่องเร่งด่วนหลายเรื่องรอได้มากกว่าที่คิด
พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่าบุคคลจำพวกที่ ๔ คือผู้ที่ฟังธรรมแล้วออกบวช รักษาศีล สำรวมอินทรีย์ มีสติสัมปชัญญะ ละนิวรณ์ ๕ บรรลุฌาน ๔ และวิชชา ๓ จนจิตหลุดพ้นจากอาสวะ
สำหรับคนทั่วไป เริ่มจากส่วนแรกของทางนี้ก่อน คือศีลที่ไม่เบียดเบียนใคร แล้วค่อยเพิ่มการดูแลตาหูใจในชีวิตประจำวัน
ข้อสังเกตของเปสสะยังจริงในทุกวันนี้ คนเราพูดอย่าง ทำอย่าง คิดอีกอย่างได้ จึงเข้าใจกันยาก พระสูตรไม่ได้ให้วิธีอ่านใจคนอื่น แต่ให้เกณฑ์ที่ใช้กับตัวเองก่อน ว่าชีวิตที่เราเลือกทำให้ใครเดือดร้อนบ้าง
บุคคลจำพวกที่ ๓ น่าสังเกต พระราชาที่ทำพิธีบูชายัญทั้งทรมานตนเองด้วยข้อปฏิบัติที่ลำบาก และทำให้สัตว์ถูกฆ่ากับคนงานต้องร้องไห้ทำงาน ในชีวิตสมัยใหม่ก็มีรูปแบบคล้ายกัน เช่น คนที่ทำงานหนักจนป่วยและกดดันลูกทีมไปพร้อมกันเพื่อเป้าหมายบางอย่าง
บุคคลจำพวกที่ ๔ ในพระสูตรคือผู้ออกบวชและฝึกตามลำดับจนสิ้นอาสวะ ฆราวาสอาจยังไปไม่ถึงขั้นนั้น แต่เดินในทิศเดียวกันได้ ด้วยการรักษาศีล สำรวมอินทรีย์ และไม่เลือกทางที่ต้องเบียดเบียนตนหรือผู้อื่น
คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง
พระพุทธเจ้าไม่ทรงเหยียบผ้าที่โพธิราชกุมารปูถวายเพราะทรงคิดถึงคนรุ่นหลัง ภิกษุกางร่มเดินจนคนเข้าใจว่าเป็นขุนนาง…
พระนางเขมา มเหสีพระเจ้าพิมพิสาร ภูมิใจในรูปงามและไม่ยอมไปเฝ้าพระพุทธเจ้าเพราะกลัวถูกติรูป เมื่อถูกชวนไปชมเวฬุว…
ภิกษุหนุ่มที่ยังอยู่ในวัยคึกคะนองรักษาพรหมจรรย์ได้ตลอดชีวิตอย่างไร พระบิณโฑลภารทวาชะตอบพระเจ้าอุเทนเป็นสามชั้น…
พระเถระหลายรูปเปิดคาถาของตนด้วยการบอกว่าเคยเป็นพรานเนื้อหรือคนฆ่าสัตว์ขาย และบอกตรง ๆ ว่ากุศลกรรมของตนไม่มี ก่…