Linked Discourses: The Chapter on Causation
Pāli Siam Raṭṭha · Sutta Piṭaka — The Basket of Discourses · Volume 16 · 332 pages
Summarized by AI from the full volume (136 topics) — click to jump to where each topic begins.
- Page 1–2 เทสนาสูตร (ปฏิจจสมุปบาทเทศนา) พระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักปฏิจจสมุปบาทแก่ภิกษุทั้งหลายเป็นครั้งแรกในวรรคนี้ โดยแสดงทั้งสายเกิด (อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร ฯลฯ จนถึงชรามรณะและกองทุกข์ทั้งมวล) และสายดับ (เมื่อดับอวิชชาโดยไม่เหลือ สังขารก็ดับ ฯลฯ จนกองทุกข์ทั้งมวลดับ) นี่คือสูตรวางกรอบหลักการพื้นฐานที่สุตตันตะทั้งหมดในสังยุตต์นี้จะขยายความต่อไป แสดงให้เห็นว่าทุกข์ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่เกิดจากเหตุปัจจัยที่สืบเนื่องกันเป็นลำดับ เมื่อตัดเหตุที่ต้นตอ ผลทั้งสายก็ดับไปด้วย
- Page 2–5 วิภังคสูตร พระพุทธเจ้าทรงแจกแจงความหมายของแต่ละองค์ประกอบในปฏิจจสมุปบาททีละข้อ ตั้งแต่ชรามรณะ ชาติ ภพ อุปาทาน ตัณหา เวทนา ผัสสะ สฬายตนะ นามรูป วิญญาณ สังขาร จนถึงอวิชชา โดยให้คำนิยามที่ชัดเจนของแต่ละคำ เพื่อให้ภิกษุเข้าใจว่าคำแต่ละคำในหลักปฏิจจสมุปบาทหมายถึงอะไรจริงๆ ไม่ใช่เพียงท่องจำเป็นสูตรลอยๆ สูตรนี้จึงเป็นเหมือนคำอธิบายศัพท์อย่างละเอียดที่จำเป็นต่อการเข้าใจกระบวนการเกิดทุกข์
- Page 5 ปฏิปทาสูตร (มิจฉาปฏิปทาและสัมมาปฏิปทา) สูตรนี้ชี้ว่าการดำเนินตามสายเกิดของปฏิจจสมุปบาท (อวิชชานำไปสู่สังขาร ฯลฯ) คือ "มิจฉาปฏิปทา" หรือทางปฏิบัติที่ผิด เพราะนำไปสู่การก่อทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่วนการดับอวิชชาจนสังขารและองค์อื่นๆ ดับตามไปคือ "สัมมาปฏิปทา" หรือทางปฏิบัติที่ถูกต้อง สูตรสั้นๆ นี้จึงเชื่อมโยงหลักปฏิจจสมุปบาทเข้ากับการปฏิบัติจริง เป็นตัวชี้วัดว่ากำลังเดินไปในทางที่ก่อทุกข์หรือทางที่ดับทุกข์
- Page 5–13 วิปัสสีสูตร และพระพุทธเจ้าในอดีตทั้งเจ็ดพระองค์ สูตรนี้เล่าเรื่องพระวิปัสสีโพธิสัตว์ก่อนตรัสรู้ ทรงพิจารณาว่าเหตุใดสัตว์โลกจึงเวียนว่ายเกิดแก่ตายอยู่ร่ำไป และทรงใช้โยนิโสมนสิการไล่สอบสวนย้อนกลับทีละข้อว่าอะไรเป็นเหตุให้เกิดชรามรณะ จนพบว่าอวิชชาเป็นต้นเหตุสุดท้ายของสายเกิด และเมื่อดับอวิชชาได้ก็ดับได้ทั้งสาย เกิดปัญญาเห็นแจ้งเป็นครั้งแรก คัมภีร์ระบุย่นย่อว่าพระพุทธเจ้าในอดีตอีกห้าพระองค์ (สิขี เวสสภู กกุสันธะ โกนาคมนะ กัสสปะ) ก็ทรงตรัสรู้ด้วยกระบวนการพิจารณาแบบเดียวกันทุกประการ และท้ายสุดพระโคตมพุทธเจ้าเองก็ทรงเล่าประสบการณ์ตรัสรู้ของพระองค์ใน
- Page 14–15 อาหารสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงอาหารสี่อย่างที่หล่อเลี้ยงสัตว์ที่เกิดแล้วและอนุเคราะห์สัตว์ที่กำลังจะเกิด ได้แก่ กวฬิงการาหาร (อาหารคำข้าว) ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร และวิญญาณาหาร จากนั้นทรงสืบสาวว่าอาหารทั้งสี่นี้มีตัณหาเป็นแดนเกิด และตัณหาก็สืบเนื่องมาจากเวทนา ผัสสะ ฯลฯ ย้อนไปจนถึงอวิชชาตามหลักปฏิจจสมุปบาทเดิม สูตรนี้จึงขยายมุมมองว่าแม้แต่สิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตก็สืบสาวไปถึงตัณหาและอวิชชาได้เช่นกัน
- Page 15–17 ผัคคุนสูตร พระโมลิยผัคคุนะทูลถามว่าใครเป็นผู้กินวิญญาณาหาร ใครถูกต้อง (ผัสสะ) ใครเสวยเวทนา ใครอยากได้ (ตัณหา) และใครยึดมั่น (อุปาทาน) พระพุทธเจ้าทรงตอบว่าคำถามเหล่านี้ตั้งผิด เพราะไปสมมุติว่ามี "ผู้กระทำ" อยู่เบื้องหลังกระบวนการ ทรงสอนให้ถามใหม่ว่าอะไรเป็นปัจจัยให้เกิดสิ่งนั้นแทน เช่น ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา เป็นการชี้ว่าไม่มีตัวตนที่แท้จริงอยู่เบื้องหลังกระบวนการเหล่านี้ มีแต่กระแสเหตุปัจจัยที่เกิดดับสืบเนื่องกัน
- Page 18–20 สมณพราหมณสูตร (ว่าด้วยผู้รู้และผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท) สูตรคู่นี้กล่าวถึงสมณพราหมณ์ที่ไม่รู้จักชรามรณะ เหตุเกิด เหตุดับ และทางดับของชรามรณะ (และองค์อื่นๆ) ว่าไม่สมควรได้ชื่อว่าเป็นสมณะหรือพราหมณ์ที่แท้จริง เพราะไม่อาจทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะได้ด้วยตนเอง ส่วนผู้รู้แจ้งสิ่งเหล่านี้จึงสมควรได้รับการยกย่องว่าเป็นสมณะหรือพราหมณ์ที่แท้จริง สูตรที่สองย้ำเนื้อหาเดียวกันแต่กล่าวถึง "ธรรมเหล่านี้" โดยรวมแทนการแยกทีละองค์ประกอบ เน้นว่าความรู้เรื่องปฏิจจสมุปบาทคือมาตรวัดความเป็นสมณะพราหมณ์ที่แท้จริง
- Page 20–21 กัจจานโคตตสูตร พระกัจจานะโคตรทูลถามเรื่องสัมมาทิฏฐิ พระพุทธเจ้าทรงตอบว่าโลกส่วนใหญ่อาศัยสุดโต่งสองด้าน คือความเห็นว่า "มีอยู่" (สัสสตทิฏฐิ) กับความเห็นว่า "ไม่มีอยู่" (อุจเฉททิฏฐิ) แต่ผู้เห็นเหตุเกิดและเหตุดับของโลกตามความเป็นจริงด้วยปัญญาจะไม่ยึดติดสุดโต่งทั้งสอง พระตถาคตทรงแสดงธรรมโดยทางสายกลางคือปฏิจจสมุปบาท ไม่กล่าวว่าสรรพสิ่งมีอยู่จริงถาวรหรือไม่มีอยู่เลย แต่กล่าวถึงกระแสเหตุปัจจัยที่เกิดแล้วดับไป นี่คือสูตรสำคัญที่วางรากฐานปรัชญาทางสายกลางของพุทธศาสนา
- Page 21–22 ธัมมกถิกสูตร ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามว่าอย่างไรจึงเรียกว่าเป็นพระธรรมกถึก (ผู้แสดงธรรม) ที่แท้จริง พระพุทธเจ้าทรงตอบว่าผู้แสดงธรรมเพื่อความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และดับในชรามรณะและองค์อื่นๆ ของปฏิจจสมุปบาทเท่านั้นจึงควรเรียกว่าธรรมกถึก ผู้ปฏิบัติตามธรรมนั้นเรียกว่าธรรมานุธรรมปฏิบัติ และผู้หลุดพ้นแล้วโดยไม่ยึดมั่นเรียกว่าผู้บรรลุนิพพานในปัจจุบัน สูตรนี้ให้เกณฑ์วัดว่าการแสดงธรรมที่แท้จริงต้องมุ่งสู่การคลายทุกข์ ไม่ใช่เพียงพูดเก่งหรือมีความรู้ทางปริยัติ
- Page 22–26 อเจลกัสสปสูตร อเจลกัสสปะ (นักบวชเปลือยกาย) ทูลถามพระพุทธเจ้าว่าทุกข์เป็นสิ่งที่ตนเองทำขึ้น ผู้อื่นทำให้ ทั้งสองอย่าง หรือเกิดขึ้นเองโดยไม่มีเหตุ พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธทุกข้อ เพราะการกล่าวว่า "ผู้ทำและผู้เสวยผลเป็นคนเดียวกัน" นำไปสู่ความเห็นว่าเที่ยงแท้ถาวร ส่วนการกล่าวว่าเป็นคนละคนนำไปสู่ความเห็นว่าขาดสูญ พระองค์ทรงแสดงทางสายกลางคือปฏิจจสมุปบาทแทน หลังฟังธรรมแล้วอเจลกัสสปะเลื่อมใสขอบวชและต่อมาบำเพ็ญเพียรจนบรรลุอรหัตตผล แสดงผลจริงของการเข้าใจปฏิจจสมุปบาทอย่างถูกต้อง
- Page 26–28 ติมพรุกขสูตร ปริพาชกชื่อติมพรุกขะทูลถามพระพุทธเจ้าด้วยคำถามชุดเดียวกับอเจลกัสสปะ แต่เปลี่ยนจากคำว่า "ทุกข์" เป็น "สุขทุกข์" คือถามว่าเป็นสิ่งที่ตนทำเอง ผู้อื่นทำให้ หรือเกิดขึ้นเองหรือไม่ พระพุทธเจ้าทรงตอบด้วยหลักการเดียวกัน คือปฏิเสธทั้งสองสุดโต่งและแสดงทางสายกลางผ่านปฏิจจสมุปบาท หลังฟังธรรมแล้วติมพรุกขะเลื่อมใสประกาศตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต ต่างจากอเจลกัสสปะที่ขอบวชเป็นภิกษุ
- Page 28–30 พาลปัณฑิตสูตร พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่าทั้งคนพาลและบัณฑิตต่างมีกายนี้เกิดขึ้นโดยอาศัยอวิชชาที่กางกั้นและตัณหาที่ผูกไว้เหมือนกัน แต่ความแตกต่างอยู่ที่คนพาลไม่ละอวิชชาและตัณหาให้หมดสิ้น เพราะไม่ได้ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ จึงไม่พ้นจากชาติ ชรา มรณะ ส่วนบัณฑิตประพฤติพรหมจรรย์เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ จึงละอวิชชาและตัณหาได้และหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง ความแตกต่างระหว่างคนพาลกับบัณฑิตจึงไม่ได้อยู่ที่การเกิดของร่างกาย แต่อยู่ที่การปฏิบัติเพื่อดับทุกข์
- Page 30–32 ปัจจยสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าปฏิจจสมุปบาทเป็นกฎธรรมชาติที่ตั้งอยู่แน่นอน (ธัมมัฏฐิตตา ธัมมนิยามตา) ไม่ว่าพระตถาคตจะอุบัติขึ้นหรือไม่ก็ตาม เช่นชาติเป็นปัจจัยให้เกิดชรามรณะเสมอ พระตถาคตเพียงตรัสรู้และนำมาแสดงให้ปรากฏชัดเท่านั้น ทรงแสดงต่อว่าธรรมทั้งหลายที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นล้วนไม่เที่ยง ถูกปรุงแต่ง มีความเสื่อมและดับไปเป็นธรรมดา เมื่อพระอริยสาวกเห็นแจ้งทั้งสองอย่างนี้ตามความเป็นจริงแล้ว จะไม่วิ่งไปหาความคิดฟุ้งซ่านเรื่องอดีตชาติหรืออนาคตชาติของตนอีกต่อไป
- Page 33–35 ทสพลสูตร พระพุทธเจ้าทรงประกอบด้วยทศพลญาณและเวสารัชชธรรมสี่ประการ ทรงปฏิญาณฐานะผู้องอาจบันลือสีหนาทในบริษัท ทรงแสดงความเกิดและความดับของขันธ์ห้า (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ผ่านหลัก "เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี" ของปฏิจจสมุปบาท สูตรที่สองซ้ำเนื้อหาเดียวกันแล้วต่อด้วยคำสอนว่าธรรมที่ทรงแสดงไว้ดีแล้วนี้เปิดเผยชัดเจน จึงสมควรที่กุลบุตรผู้มีศรัทธาจะปรารภความเพียรอย่างเต็มที่ แม้เนื้อหนังจะเหือดแห้งไปก็จะไม่ละความเพียรจนกว่าจะบรรลุผล เป็นการปลุกใจให้ภิกษุไม่เกียจคร้าน
- Page 35–38 อุปนิสสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าความรู้ในความสิ้นอาสวะ (ขยญาณ) ก็มีเหตุอุปการะรองรับเช่นกัน ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ โดยไล่ทวนถามว่าวิมุตติ วิราคะ นิพพิทา ฯลฯ มีอะไรเป็นเหตุ จนได้สายเหตุปัจจัยที่เชื่อมจากอวิชชาไปจนถึงตัณหา เวทนา และต่อเนื่องขึ้นไปถึงศรัทธา ปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิ สุข สมาธิ ญาณทัสสนะ นิพพิทา วิราคะ และวิมุตติตามลำดับ ทรงเปรียบด้วยน้ำฝนที่ตกบนภูเขาไหลลงลำธาร แม่น้ำน้อยใหญ่ จนถึงมหาสมุทร แสดงว่าการหลุดพ้นก็มีกระบวนการเป็นลำดับขั้นเช่นเดียวกับกระบวนการเกิดทุกข์ เพียงแต่เป็นสายที่นำไปสู่ความดับ
- Page 38–44 สารีปุตตสูตร ว่าด้วยความลึกซึ้งของปฏิจจสมุปบาท พระสารีบุตรถูกปริพาชกลัทธิอื่นถามว่าทุกข์เป็นสิ่งที่ทำเอง ทำโดยผู้อื่น หรือไม่มีเหตุ ท่านตอบตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะ ไม่ใช่เพราะสมมุติว่ามีผู้ทำหรือผู้เสวยอยู่นอกเหนือกระบวนการปัจจัย พระอานนท์ได้ยินจึงนำความไปกราบทูล พระพุทธเจ้าทรงรับรองคำตอบนั้นว่าถูกต้อง และเมื่อพระอานนท์ทูลว่าปฏิจจสมุปบาทดูเหมือนง่ายแต่แท้จริงลึกซึ้งมาก พระพุทธเจ้าจึงทรงสาธิตความลึกซึ้งนั้นด้วยการไล่ถามตอบทีละข้อจากชรามรณะย้อนไปจนถึงผัสสะ
- Page 44–48 ภูมิชสูตร พระภูมิชะทูลถามพระสารีบุตรด้วยคำถามทำนองเดียวกับสูตรก่อนหน้า แต่เปลี่ยนเป็นเรื่องสุขทุกข์แทนทุกข์อย่างเดียว พระสารีบุตรตอบเช่นเดิมว่าสุขทุกข์อาศัยผัสสะเป็นปัจจัย พระอานนท์นำไปกราบทูลและพระพุทธเจ้าทรงรับรอง จากนั้นทรงขยายความว่าสุขทุกข์ภายในเกิดจากการปรุงแต่งกายสังขาร วจีสังขาร และมโนสังขาร ไม่ว่าจะปรุงแต่งเองหรือถูกผู้อื่นชักจูง รู้ตัวหรือไม่รู้ตัว แต่ทั้งหมดมีอวิชชาแฝงอยู่เบื้องหลังเสมอ เมื่อดับอวิชชาได้หมดสิ้น สังขารเหล่านั้นก็ไม่มีให้ปรุงแต่งสุขทุกข์อีกต่อไป
- Page 48–50 อุปวาณสูตร พระอุปวาณะทูลถามพระพุทธเจ้าโดยตรงด้วยคำถามชุดเดียวกันเรื่องทุกข์ว่าตนทำเอง ผู้อื่นทำให้ หรือไม่มีเหตุ พระพุทธเจ้าทรงตอบเหมือนที่เคยตรัสแก่พระสารีบุตรและพระอานนท์ว่าทุกข์อาศัยผัสสะเป็นปัจจัยเกิดขึ้น ไม่มีสมณพราหมณ์ลัทธิใดกล่าวถึงทุกข์โดยพ้นจากผัสสะได้เลย สูตรนี้เป็นการย้ำหลักการเดิมอีกครั้งในบริบทของผู้ถามที่ต่างออกไป แสดงว่าคำตอบเรื่องเหตุแห่งทุกข์ของพระพุทธเจ้าเป็นหลักการเดียวกันไม่ว่าใครจะเป็นผู้ถาม
- Page 50–53 ภิกขุสูตร สูตรคู่นี้แสดงว่าภิกษุที่รู้ทั่วถึงชรามรณะ เหตุเกิด เหตุดับ และทางปฏิบัติที่นำไปสู่ความดับ (คืออริยมรรคมีองค์แปด) ของแต่ละองค์ประกอบในปฏิจจสมุปบาท ได้ชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ถึงพร้อมด้วยการเห็นธรรม เป็นผู้มาถึงพระสัทธรรม และเป็นผู้จรดประตูอมตะ สูตรที่สองซ้ำเนื้อหาเดียวกันโดยเปลี่ยนจาก "อริยสาวก" เป็น "ภิกษุ" เน้นว่าความรู้แจ้งในปฏิจจสมุปบาทพร้อมมรรคที่นำไปสู่ความดับทุกข์คือเครื่องวัดความก้าวหน้าทางธรรมของผู้ปฏิบัติ
- Page 53–55 สมณพราหมณสูตร (ผู้ก้าวล่วงชรามรณะได้หรือไม่) สูตรคู่สุดท้ายของวรรคนี้กล่าวว่าสมณพราหมณ์ที่ไม่รู้ทั่วถึงชรามรณะ เหตุเกิด เหตุดับ และทางดับของแต่ละองค์ประกอบในปฏิจจสมุปบาท ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่จะก้าวล่วงพ้นชรามรณะและองค์ประกอบเหล่านั้นไปได้ ส่วนผู้ที่รู้ทั่วถึงสิ่งเหล่านี้อย่างแท้จริงย่อมมีความเป็นไปได้ที่จะก้าวล่วงพ้นไปได้ สูตรนี้ปิดท้ายทสพลวรรคด้วยการย้ำว่าความรู้แจ้งในปฏิจจสมุปบาทไม่ใช่เพียงความรู้ทางทฤษฎี แต่เป็นเงื่อนไขจำเป็นต่อการหลุดพ้นจากวัฏสงสารอย่างแท้จริง
- Page 56–59 ภูตมิทสูตร พระพุทธเจ้าตรัสถามพระสารีบุตรให้อธิบายความหมายของคาถาในปารายนวรรคเรื่องเสขบุคคลและผู้สงบแล้ว (สังขาตธรรม) พระสารีบุตรทูลตอบว่าผู้เห็นตามความเป็นจริงว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอาศัยอาหารเป็นเหตุ แล้วปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดดับ แต่ยังไม่หลุดพ้นเด็ดขาด ชื่อว่าเสขะ ส่วนผู้ที่เห็นแล้วหลุดพ้นโดยไม่ยึดมั่นถือมั่นโดยสิ้นเชิง ชื่อว่าสังขาตธรรม แสดงให้เห็นว่าความต่างระหว่างพระเสขะกับพระอเสขะอยู่ที่ระดับความหลุดพ้นจากอุปาทาน มิใช่ที่ความรู้เพียงอย่างเดียว
- Page 59–67 กฬารขัตติยสูตร พระกฬารขัตติยะไปถามพระสารีบุตรว่าพระโมลิยผัคคุนะสึกจากธรรมวินัยจริงหรือไม่ และพระสารีบุตรพอใจในธรรมวินัยหรือไม่ พระสารีบุตรยืนยันความหมดกิเลสของตน พระพุทธเจ้าจึงตรัสถามว่าหากมีผู้ถามว่ารู้เห็นอย่างไรจึงพยากรณ์อรหัตตผลได้ พระสารีบุตรทูลตอบเป็นลำดับย้อนจากชาติ ภพ อุปาทาน ตัณหา จนถึงเวทนา และเห็นว่าเวทนาทั้งสามไม่เที่ยง จึงไม่มีความเพลิดเพลินเหลืออยู่ในเวทนา อันเป็นการหลุดพ้นภายในโดยสิ้นอุปาทานทั้งปวง แสดงวิธีตรวจสอบการอ้างมรรคผลด้วยเหตุผลเป็นลำดับขั้น มิใช่การกล่าวอ้างลอยๆ
- Page 67–71 จตุจัตตาฬีสญาณวัตถุสูตร (ญาณวัตถุ ๔๔) พระพุทธเจ้าทรงแสดงญาณ ๔๔ อย่าง คือความรู้ในตัวธรรม เหตุเกิด ความดับ และทางปฏิบัติให้ถึงความดับของปัจจยาการแต่ละข้อทั้ง ๑๑ ข้อ ตั้งแต่ชรามรณะจนถึงสังขาร ทรงอธิบายความหมายของชราและมรณะโดยละเอียด แล้วสอนว่าเมื่อรู้แจ้งปัจจยาการทั้งสายเกิดและสายดับด้วยตนเอง (ธรรมญาณ) และรู้ว่าสมณพราหมณ์ในอดีตอนาคตต่างก็รู้แจ้งด้วยหลักเดียวกัน (อันวยญาณ) จึงชื่อว่าเป็นอริยสาวกผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิ
- Page 71–72 สัตตสัตตติญาณวัตถุสูตร (ญาณวัตถุ ๗๗) ทรงแสดงญาณ ๗๗ อย่าง ขยายจากญาณ ๔๔ โดยเพิ่มว่าแต่ละปัจจัยเป็นจริงทั้งในอดีตและอนาคตด้วย เช่นรู้ว่าเพราะชาติเป็นปัจจัยชรามรณะจึงมี ทั้งในกาลอดีต ปัจจุบัน อนาคต และรู้ว่าแม้ความรู้เรื่องความตั้งอยู่แห่งธรรมดา (ธรรมฐิติญาณ) นั้นเองก็ยังเป็นสภาวะที่ต้องสิ้นไปเสื่อมไป แสดงว่าความเข้าใจปฏิจจสมุปบาทที่แท้จริงต้องครอบคลุมทั้งสามกาล มิใช่เพียงขณะปัจจุบัน
- Page 72–77 สูตรว่าด้วยการปฏิเสธคำถามที่ไม่ควรถาม (โน กัลโล ปัญโห) มีภิกษุทูลถามว่าชรามรณะเป็นของใคร หรือใครเป็นผู้แก่ตาย พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นคำถามที่ไม่ควรถาม เพราะไม่ว่าจะตอบว่าผู้ทำกับผู้เสวยผลเป็นคนเดียวกัน (ทิฏฐิเรื่องอัตตา) หรือเป็นคนละคนกัน (ทิฏฐิเรื่องขาดสูญ) ล้วนเป็นมิจฉาทิฏฐิที่ทำให้พรหมจรรย์ตั้งอยู่ไม่ได้ พระองค์ทรงแสดงธรรมโดยสายกลางผ่านปัจจยาการแทน คือชาติเป็นปัจจัยให้เกิดชรามรณะ ไล่ไปจนถึงอวิชชา ทรงย้ำหลักการนี้ทั้งกับภิกษุรูปเดียวและกับหมู่ภิกษุโดยรวม และสอนว่าเมื่อดับอวิชชาได้สิ้นเชิง ความดิ้นรนกวัดแกว่งทางทิฏฐิเหล่านี้ก็ถูกถอนรากถอนโคนหมดสิ้น
- Page 77–78 สูตรว่าด้วยกายนี้ไม่ใช่ของใคร พระพุทธเจ้าตรัสว่ากายนี้ไม่ใช่ของเราหรือของผู้อื่น แต่เป็นผลจากกรรมเก่าที่ปรุงแต่งและจงใจไว้ ควรเห็นว่าเป็นสิ่งที่ต้องเสวยผล จากนั้นทรงสอนว่าอริยสาวกผู้ได้ฟังมาแล้วย่อมพิจารณาปฏิจจสมุปบาทโดยแยบคายว่า เมื่อสิ่งนั้นมี สิ่งนี้จึงมี เมื่อสิ่งนั้นดับ สิ่งนี้จึงดับ ตามลำดับตั้งแต่อวิชชาจนถึงกองทุกข์ทั้งมวล แสดงว่าแม้ร่างกายและชีวิตปัจจุบันก็เป็นผลพวงจากเหตุปัจจัยที่สืบเนื่องมา มิใช่สิ่งที่บังคับให้เป็นไปตามใจได้
- Page 78–81 สูตรว่าด้วยเจตนา ความดำริ และอนุสัยเป็นเหตุให้เกิดภพใหม่ (๓ สูตร) ทรงแสดงสามสูตรที่มีโครงสร้างคล้ายกันว่า สิ่งที่บุคคลจงใจ ดำริ และมีอนุสัยนอนเนื่องอยู่ ย่อมเป็นอารมณ์ให้วิญญาณตั้งอยู่ เมื่อวิญญาณตั้งมั่นเจริญขึ้นย่อมนำไปสู่การเกิดในภพใหม่ ความมีชาติชรามรณะและกองทุกข์ทั้งมวลตามมา ทรงแสดงต่อว่าเหตุเดียวกันนี้ยังนำไปสู่การหยั่งลงของนามรูป และไปสู่ความน้อมใจ (นติ) ที่นำไปสู่การจุติอุบัติในภพต่างๆ ในทางกลับกัน เมื่อไม่มีเจตนา ไม่มีความดำริ ไม่มีอนุสัยนอนเนื่อง วิญญาณย่อมไม่มีที่ตั้ง ภพใหม่จึงไม่เกิด กองทุกข์ทั้งมวลจึงดับ แสดงว่ากรรมและตัณหาที่ฝังลึกในใจคือรากเหง้า
- Page 82–86 สูตรว่าด้วยภัยเวรห้าประการที่สงบแล้วของโสดาบัน พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่อนาถบิณฑิกเศรษฐี และภายหลังแก่หมู่ภิกษุด้วยเนื้อความเดียวกัน ว่าอริยสาวกผู้ใดมีภัยเวร ๕ ประการสงบแล้ว (จากเว้นปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท และการเสพของมึนเมา) ประกอบด้วยองค์แห่งโสดาบัน ๔ (ความเลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และศีลอันเป็นที่รักของพระอริยะ) และเห็นแจ้งแทงตลอดในปฏิจจสมุปบาททั้งสายเกิดสายดับด้วยปัญญาแล้ว ผู้นั้นพยากรณ์ตนเองได้ว่าสิ้นแล้วจากอบาย เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า
- Page 86–89 สูตรว่าด้วยเหตุเกิดและความดับแห่งทุกข์และโลก ทรงแสดงว่าเหตุเกิดแห่งทุกข์ (และเหตุเกิดแห่งโลก ซึ่งมีนัยเดียวกัน) คือเมื่ออาศัยตากับรูปเกิดจักขุวิญญาณ การประจวบกันทั้งสามเป็นผัสสะ ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา เช่นเดียวกันทางหู จมูก ลิ้น กาย และใจ ส่วนความดับแห่งทุกข์และโลกคือ เมื่อตัณหาที่เกิดจากผัสสะนั้นดับไปโดยไม่เหลือ อุปาทาน ภพ ชาติ ชรามรณะ และความโศกเศร้าคร่ำครวญทั้งปวงก็ดับตาม แสดงว่าโลกในความหมายทางธรรมมิใช่โลกภายนอก แต่คือกระบวนการรับรู้ทางอายตนะทั้งหกที่ก่อทุกข์ขึ้นในใจ
- Page 89–90 สูตรที่ทรงแสดงธรรมเพียงลำพัง ณ ตำบลญาติกะ ขณะประทับหลีกเร้นอยู่ ณ ตำบลญาติกะ พระพุทธเจ้าทรงเปล่งพระธรรมเทศนาเรื่องปฏิจจสมุปบาทตามอายตนะทั้งหกขึ้นเองโดยไม่มีผู้ทูลถาม มีภิกษุรูปหนึ่งแอบยืนฟังอยู่ใกล้ที่ประทับ เมื่อทรงทราบจึงตรัสสอนให้ภิกษุนั้นเรียน จำ และทรงไว้ซึ่งธรรมบรรยายนี้ เพราะเป็นธรรมที่ประกอบด้วยประโยชน์และเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ สะท้อนความสำคัญของปฏิจจสมุปบาทถึงขั้นที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงเองแม้ไม่มีผู้ทูลถาม
- Page 90–91 สูตรพราหมณ์ผู้หนึ่งทูลถามเรื่องผู้ทำกับผู้เสวยผล พราหมณ์ผู้หนึ่งทูลถามว่าผู้ทำก็เป็นผู้เสวยผลเอง หรือผู้ทำเป็นคนหนึ่งผู้เสวยผลเป็นอีกคนหนึ่ง พระพุทธเจ้าตรัสว่าทั้งสองข้อล้วนเป็นทิฏฐิสุดโต่ง คืออัตตวาทกับอุจเฉทวาท ที่ทำให้อยู่ประพฤติพรหมจรรย์ไม่ได้ พระองค์ทรงแสดงธรรมโดยสายกลางผ่านปฏิจจสมุปบาทแทน พราหมณ์เลื่อมใสจึงประกาศตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต
- Page 91 สูตรพราหมณ์ชาณุสโสณีทูลถามเรื่องทุกสิ่งมีอยู่หรือไม่มีอยู่ พราหมณ์ชาณุสโสณีทูลถามว่าทุกสิ่งมีอยู่ หรือทุกสิ่งไม่มีอยู่ พระพุทธเจ้าตรัสว่าทั้งสองคือทิฏฐิสุดโต่งสองข้าง คือสัสสตทิฏฐิกับอุจเฉททิฏฐิ พระองค์ทรงแสดงธรรมโดยสายกลางผ่านปฏิจจสมุปบาทแทนเช่นเดียวกับสูตรก่อน พราหมณ์เลื่อมใสจึงขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ แสดงว่าพระพุทธศาสนาไม่ยืนยันทั้งความมีอยู่แบบเที่ยงแท้และความไม่มีอยู่แบบขาดสูญ แต่ชี้ตามเหตุปัจจัยที่เกิดดับ
- Page 91–92 สูตรพราหมณ์โลกายติกะทูลถามทฤษฎีโลกายตะสี่ข้อ พราหมณ์ผู้ยึดถือลัทธิโลกายตะทูลถามสี่แนวคำถาม คือทุกสิ่งมีอยู่ ทุกสิ่งไม่มีอยู่ ทุกสิ่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และทุกสิ่งแยกเป็นหลายอย่าง พระพุทธเจ้าตรัสว่าทั้งสี่ข้อล้วนเป็นทฤษฎีสุดโต่งของลัทธิโลกายตะ พระองค์ทรงแสดงธรรมโดยสายกลางผ่านปฏิจจสมุปบาทเช่นเดิม พราหมณ์เลื่อมใสจึงขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ
- Page 92–96 สูตรว่าด้วยการรู้เหตุเกิดและความดับแห่งโลกด้วยตนเอง ทรงแสดงว่าอริยสาวกผู้ได้สดับแล้วไม่ต้องสงสัยว่าเมื่ออะไรมีอะไรจึงมี แต่มีปัญญารู้เอง (อปรัปปัจจยญาณ) ว่าปัจจัยแต่ละข้อในปฏิจจสมุปบาทเนื่องกันอย่างไร บางสูตรเริ่มตั้งแต่วิญญาณเป็นปัจจัยให้มีนามรูป บางสูตรเริ่มตั้งแต่อวิชชาเป็นปัจจัยให้มีสังขาร ไล่ไปจนถึงชรามรณะทั้งสายเกิด และสายดับ เมื่อรู้แจ้งเช่นนี้ด้วยตนเองจึงชื่อว่าเป็นผู้รู้ว่าโลกนี้เกิดขึ้นและดับไปอย่างไร นับเป็นคุณสมบัติของอริยสาวกผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิ จบวรรคที่ ๕ (คหปติวรรค)
- Page 97–101 สูตรว่าด้วยการพิจารณาสอบสวนหาเหตุแห่งทุกข์ (ปริวีมังสนา) ต้นวรรคทุกขวรรค พระพุทธเจ้าทรงแสดงวิธีที่ภิกษุผู้ต้องการสิ้นทุกข์โดยสิ้นเชิงพึงพิจารณาสอบสวนหาเหตุแห่งทุกข์นานัปการที่เกิดขึ้นในโลก โดยไล่ย้อนถามว่าชรามรณะมีอะไรเป็นเหตุ แล้วรู้ว่าเพราะชาติเป็นเหตุ ไล่ย้อนไปเรื่อยๆ จนถึงอวิชชา ทรงชี้ว่าผู้ที่ยังมีอวิชชาย่อมปรุงแต่งกรรมไม่ว่าบุญ บาป หรือกรรมที่ไม่หวั่นไหว วิญญาณก็โน้มเอียงไปตามนั้น ส่วนผู้สิ้นอวิชชาแล้วย่อมไม่ปรุงแต่งกรรมใดๆ อีก เปรียบเหมือนหม้อที่ยกลงจากเตาเผาแล้วความร้อนย่อมค่อยๆ เย็นลงเอง แม้เสวยเวทนาใดก็รู้ว่าไม่เที่ยง ไม่ยึดติด ไม่เพลิดเพลิน เมื่อกายแตกดับจ
- Page 101–103 สูตรอุปมาไฟกองใหญ่กับธรรมที่เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ทรงเปรียบเทียบว่าผู้มองเห็นแต่ความน่าเพลิดเพลิน (อัสสาทะ) ในธรรมที่เป็นอารมณ์แห่งอุปาทาน ตัณหาย่อมเจริญงอกงามขึ้น เหมือนกองไฟใหญ่ที่มีคนคอยเติมเชื้อฟืนหญ้าแห้งอยู่เสมอย่อมลุกโพลงอยู่นาน ส่วนผู้มองเห็นโทษ (อาทีนวะ) ในธรรมเหล่านั้น ตัณหาย่อมดับไป เหมือนกองไฟที่ไม่มีใครเติมเชื้อย่อมดับไปเองเมื่อเชื้อเก่าหมดลง แสดงว่าทุกข์เกิดจากมุมมองที่มีต่อสิ่งต่างๆ มิใช่จากตัวสิ่งนั้นเอง
- Page 103–105 สูตรอุปมาตะเกียงน้ำมันกับธรรมที่เป็นเครื่องผูกมัด ทรงแสดงหลักเดียวกับสูตรก่อนแต่เปลี่ยนอุปมาเป็นตะเกียงน้ำมัน กล่าวคือเมื่อเพลิดเพลินในธรรมที่เป็นสังโยชน์ (เครื่องผูกมัดใจ) ตัณหาย่อมเจริญขึ้นเหมือนตะเกียงที่มีคนคอยเติมน้ำมันและใส่ไส้ตะเกียงใหม่ให้ลุกอยู่นาน ส่วนเมื่อเห็นโทษ ตัณหาย่อมดับไปเหมือนตะเกียงที่ไม่มีใครเติมน้ำมันย่อมดับไปเอง ทรงแสดงเนื้อความนี้ซ้ำสองครั้งเพื่อเน้นย้ำหลักการ
- Page 105–107 สูตรอุปมาต้นไม้ใหญ่กับธรรมที่เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ทรงเปรียบเทียบว่าผู้เพลิดเพลินในธรรมที่เป็นอารมณ์แห่งอุปาทาน ตัณหาย่อมเจริญขึ้นเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่รากทั้งที่หยั่งลึกและที่แผ่ขนานย่อมลำเลียงน้ำเลี้ยงขึ้นสู่ลำต้นทำให้ยืนต้นอยู่ได้นาน ส่วนผู้เห็นโทษ ตัณหาย่อมดับไปเหมือนคนตัดต้นไม้ที่ราก ขุดรากขึ้น ผ่าเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ผึ่งแดด เผาไฟ แล้วโปรยขี้เถ้าในกระแสลมหรือแม่น้ำ ทำให้ไม่มีทางงอกขึ้นอีกได้ ทรงแสดงเนื้อความนี้ซ้ำสองครั้ง
- Page 107–108 สูตรอุปมาต้นไม้อ่อนกับธรรมที่เป็นเครื่องผูกมัด ทรงเปรียบเทียบผู้เพลิดเพลินในธรรมที่เป็นสังโยชน์กับต้นไม้อ่อนที่มีคนคอยพรวนดินรอบราก ใส่ปุ๋ย รดน้ำ ย่อมเจริญเติบโตงอกงาม ส่วนผู้เห็นโทษเปรียบเหมือนต้นไม้อ่อนที่ถูกถอนรากทำลายจนไม่อาจงอกขึ้นได้อีก แสดงหลักการเดียวกับสูตรต้นไม้ใหญ่ก่อนหน้าแต่ใช้ต้นไม้เล็กเป็นอุปมาแทน
- Page 108–109 สูตรอุปมาต้นไม้ใหญ่กับการหยั่งลงแห่งนามรูป ทรงนำอุปมาต้นไม้ใหญ่มาอธิบายเฉพาะขั้นการหยั่งลงแห่งนามรูป (นามรูปสฺส อวกฺกนฺติ) ว่าเมื่อเพลิดเพลินในธรรมที่เป็นสังโยชน์ นามรูปย่อมหยั่งลงเป็นปัจจัยให้เกิดสฬายตนะสืบไป เหมือนต้นไม้ใหญ่ที่มีรากคอยลำเลียงน้ำเลี้ยงหล่อเลี้ยงลำต้น ส่วนเมื่อเห็นโทษ นามรูปย่อมไม่หยั่งลง สฬายตนะจึงไม่เกิด เหมือนต้นไม้ที่ถูกตัดรากทำลายจนหมดสิ้น
- Page 109–110 สูตรอุปมาต้นไม้ใหญ่กับการหยั่งลงแห่งวิญญาณ (จบทุกขวรรคที่ ๖) ทรงนำอุปมาต้นไม้ใหญ่มาอธิบายขั้นการหยั่งลงแห่งวิญญาณ (วิญฺญาณสฺส อวกฺกนฺติ) ว่าเมื่อเพลิดเพลินในธรรมที่เป็นสังโยชน์ วิญญาณย่อมหยั่งลงเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูปสืบไป ส่วนเมื่อเห็นโทษ วิญญาณย่อมไม่หยั่งลง นามรูปจึงไม่เกิด สูตรนี้เป็นสูตรสุดท้ายของทุกขวรรคที่ ๖ ปิดท้ายชุดอุปมาไฟ ตะเกียง และต้นไม้ที่แสดงหลักเดียวกันซ้ำหลายรูปแบบ
- Page 110 จุดเริ่มต้นสูตรใหม่ที่ตำบลกัมมาสทัมมะ (เนื้อหาถูกตัดขาด) หลังจบทุกขวรรคที่ ๖ เนื้อหาเริ่มสูตรใหม่ทันทีในหน้าเดียวกัน โดยกล่าวว่าพระพุทธเจ้าประทับอยู่ในแคว้นกุรุ ณ นิคมชื่อกัมมาสทัมมะ พระอานนท์เข้าไปเฝ้าและทูลว่าปฏิจจสมุปบาทนี้ลึกซึ้งและดูเหมือนลึกซึ้งยิ่งนัก ข้อความส่วนนี้ถูกตัดขาดกลางคันเมื่อจบช่วงข้อมูลที่ได้รับมา จึงบันทึกไว้เป็นส่วนที่ยังไม่จบสมบูรณ์
- Page 111–113 ตอนจบพระสูตรเรื่องความลึกซึ้งแห่งปฏิจจสมุปบาทกับอุปมามหารุกฺข (ต้นไม้ใหญ่) — ปิดท้ายทุกฺขวคฺโค เนื้อหาช่วงต้นของหน้าที่ยกมานี้เป็นตอนท้ายของพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ (เนื้อหาต้นเรื่องอยู่ก่อนหน้าที่ไม่ปรากฏในช่วงนี้) ทรงเปรียบว่าเมื่อบุคคลเพลิดเพลินเห็นคุณในสิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ตัณหาย่อมเจริญงอกงามดุจต้นไม้ใหญ่ที่รากทุกรากหล่อเลี้ยงลำต้นให้ยืนยงอยู่ได้นาน แต่เมื่อเห็นโทษของสิ่งเหล่านั้น ตัณหาก็จะดับไปดุจต้นไม้ที่ถูกตัดราก ผ่าเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เผาไฟจนเป็นเถ้าถ่านแล้วซัดไปในสายลมหรือกระแสน้ำจนไม่อาจงอกขึ้นได้อีก ท้ายพระสูตรมีคาถาอุทานสรุปหัวข้อของทุกฺขวคฺโค (วรรคที่
- Page 114–116 อสฺสุตวสุตฺต พระสูตรที่ ๑ — ปุถุชนควรยึดกายเป็นตนยิ่งกว่าจิต พระพุทธเจ้าตรัสว่าปุถุชนผู้ไม่ได้สดับควรเบื่อหน่ายคลายกำหนัดในกายอันประกอบด้วยมหาภูตทั้งสี่ได้ง่ายกว่าในจิต เพราะกายยังปรากฏความเจริญและเสื่อมให้เห็นชัด แต่จิตหรือที่เรียกว่ามโนและวิญญาณนั้นปุถุชนมักยึดถือว่าเป็นตัวตนอย่างเหนียวแน่น ทั้งที่แท้จริงจิตแปรเปลี่ยนเร็วยิ่งกว่ากาย เกิดดับอยู่ทุกขณะทั้งกลางวันกลางคืน ทรงเปรียบจิตนี้กับลิงที่เที่ยวจับกิ่งไม้ในป่า ปล่อยกิ่งหนึ่งแล้วจับอีกกิ่งหนึ่งไม่หยุดนิ่ง จากนั้นทรงสอนให้พิจารณาปฏิจจสมุปบาทตามความเป็นจริงจนเกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดและหลุดพ้นในที่สุ
- Page 116–118 อสฺสุตวสุตฺต พระสูตรที่ ๒ — เวทนาเกิดและดับเพราะอาศัยผัสสะ พระสูตรนี้เริ่มด้วยเนื้อหาเดียวกับสูตรก่อน คือปุถุชนควรยึดกายเป็นตนมากกว่าจิต แต่ตอนท้ายทรงแสดงต่างออกไปว่าเวทนาทั้งสามคือสุข ทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์ เกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะที่เป็นเหตุแห่งเวทนานั้นๆ และดับไปเมื่อผัสสะนั้นดับ ทรงเปรียบด้วยไม้สองท่อนเสียดสีกันทำให้เกิดความร้อนและไฟ เมื่อแยกไม้ทั้งสองออกจากกัน ความร้อนนั้นก็ดับไปเอง แสดงให้เห็นว่าเวทนาไม่ใช่สิ่งเที่ยงแท้แต่เกิดจากเหตุปัจจัยเช่นเดียวกับความร้อนจากการเสียดสีไม้
- Page 118–122 พระสูตรว่าด้วยอาหารสี่ (ตอนที่ ๓) — กพฬีการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร พระพุทธเจ้าทรงแสดงอาหารสี่อย่างที่หล่อเลี้ยงสัตว์ทั้งที่เกิดแล้วและกำลังจะเกิด คือ กพฬีการาหาร (อาหารคำข้าว) ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร และวิญญาณาหาร โดยใช้อุปมาที่สะเทือนใจอธิบายแต่ละอย่าง เช่น สามีภรรยาหลงป่าต้องกินเนื้อบุตรเพื่อประทังชีวิตข้ามทะเลทราย แม่วัวไม่มีหนังถูกสัตว์รบกวนกัดกินทุกด้าน บุรุษถูกลากเข้าใกล้หลุมถ่านเพลิงที่ไม่อยากตกลงไป และโจรที่ถูกแทงด้วยหอกสามร้อยเล่มตลอดวัน อุปมาเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าอาหารทั้งสี่นำมาซึ่งทุกข์และควรกำหนดรู้ด้วยปัญญา เมื่อกำหนดรู้ได้แล้วก็ละราคะ ตัณหา และสัง
- Page 122–126 พระสูตรว่าด้วยอาหารสี่ (ตอนที่ ๔) — ราคะ นันทิ ตัณหา เป็นเหตุให้วิญญาณตั้งมั่น พระสูตรนี้อธิบายต่อว่า หากในอาหารทั้งสี่ยังมีราคะ ความเพลิดเพลิน และตัณหาอยู่ วิญญาณจะตั้งมั่นและเจริญงอกงามในอาหารนั้น นำไปสู่การหยั่งลงของนามรูป ความเจริญแห่งสังขาร และการเกิดใหม่พร้อมชราและมรณะอันเป็นทุกข์ประกอบด้วยโศก ทรงเปรียบด้วยช่างเขียนที่ใช้สีวาดรูปหญิงชายลงบนแผ่นไม้หรือผนังได้ครบทุกอวัยวะเพราะมีวัตถุดิบคือสี ในทางตรงข้าม หากปราศจากราคะ นันทิ และตัณหาในอาหารทั้งสี่ วิญญาณย่อมไม่ตั้งมั่น ไม่มีการหยั่งลงของนามรูปและไม่มีภพใหม่อีก ดังอุปมาลำแสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านหน้าต่างเรือนยอดแต่ไม่มีผนัง
- Page 126–130 พระสูตรว่าด้วยการค้นพบปฏิจจสมุปบาทของพระโพธิสัตว์ก่อนตรัสรู้ และอุปมาทางเก่า-นครโบราณ พระพุทธเจ้าทรงย้อนเล่าถึงก่อนตรัสรู้ เมื่อยังเป็นพระโพธิสัตว์ ทรงพิจารณาว่าโลกตกอยู่ในความยากลำบากเพราะเวียนว่ายเกิดแก่ตายโดยไม่รู้ทางออกจากทุกข์ จึงสืบสาวหาเหตุปัจจัยย้อนกลับไปตามลำดับจนถึงวิญญาณกับนามรูปที่อาศัยซึ่งกันและกัน แล้วพบว่าไม่อาจสืบสาวเลยไปได้อีก จึงสรุปเป็นสมุทัยและนิโรธแห่งกองทุกข์ทั้งมวล ทรงเปรียบการค้นพบนี้ดุจบุรุษที่พบทางเก่าและเมืองโบราณรกร้างในป่า แล้วนำผู้คนไปสร้างเมืองนั้นขึ้นใหม่จนเจริญรุ่งเรือง เช่นเดียวกับที่ทรงค้นพบมรรคมีองค์แปดอันเป็นทางเก่าที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอดีต
- Page 130–136 สัมมสสุตต์ ณ กัมมาสทัมมนิคม — การพิจารณาสืบสาวเหตุแห่งทุกข์ภายในตน ณ นิคมกัมมาสทัมมะ พระพุทธเจ้าทรงแนะให้ภิกษุพิจารณาสืบสาวเหตุแห่งทุกข์ภายในตนเอง โดยเริ่มจากชราและมรณะสืบไปถึงอุปธิ (สิ่งเป็นที่ตั้งของทุกข์) และตัณหาที่เกิดและตั้งอยู่ในสิ่งที่น่ารักน่าพอใจในโลกคืออายตนะทั้งหก ทรงชี้ว่าสมณพราหมณ์ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตที่เห็นสิ่งเหล่านี้โดยความเป็นของเที่ยง เป็นสุข เป็นตน ย่อมพอกพูนตัณหาและทุกข์ไม่พ้นจากทุกข์ ส่วนผู้เห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยงย่อมละตัณหาและหลุดพ้นได้ ทรงเปรียบด้วยขันน้ำงามน่าดื่มแต่เจือยาพิษ ผู้ไม่พิจารณาดื่มเข้าไปย่อมถึงตายหรือทุกข์ปางตาย ส่วน
- Page 136–140 พระสูตรสนทนาสารีบุตร-มหาโกฏฐิตะ — ชรามรณะไม่ใช่สิ่งที่ทำเองหรือผู้อื่นทำ พระมหาโกฏฐิตะถามพระสารีบุตรว่าชรามรณะและองค์ประกอบอื่นๆ ในปฏิจจสมุปบาทเป็นสิ่งที่ตนทำเอง ผู้อื่นทำ ทั้งสองทำร่วมกัน หรือเกิดขึ้นลอยๆ โดยไม่มีเหตุ พระสารีบุตรปฏิเสธทั้งสี่ข้อ แล้วชี้ว่าแต่ละองค์ประกอบเกิดขึ้นเพราะอาศัยองค์ประกอบก่อนหน้าเป็นปัจจัย ไล่เรียงไปจนถึงวิญญาณกับนามรูปที่อาศัยซึ่งกันและกัน ท่านเปรียบด้วยไม้อ้อสองกำที่พิงอาศัยกันจึงตั้งอยู่ได้ หากดึงกำหนึ่งออกอีกกำหนึ่งก็ล้มลง แสดงถึงความเป็นเหตุปัจจัยที่อิงอาศัยกันไม่ใช่สิ่งที่ใครสร้างขึ้น พระมหาโกฏฐิตะจึงอนุโมทนาคำอธิบายนี้ถึง ๓๖ ประการ
- Page 140–144 พระสูตร ณ โฆสิตาราม — พระมุสิละ พระปวิฏฐะ พระนารทะ และพระอานนท์ สนทนาเรื่องญาณในปฏิจจสมุปบาท พระปวิฏฐะถามพระมุสิละว่าท่านมีญาณเห็นแจ้งปฏิจจสมุปบาทด้วยตนเอง ไม่ใช่เพียงเชื่อตามศรัทธา คำบอกเล่า หรือการตรึกตรองเอาเองใช่หรือไม่ พระมุสิละยืนยันว่าใช่ในทุกข้อทั้งฝ่ายเกิดและฝ่ายดับ จนถึงข้อที่ว่าความดับภพคือนิพพาน แต่เมื่อพระปวิฏฐะสรุปว่าเช่นนั้นท่านย่อมเป็นพระอรหันต์ พระมุสิละกลับนิ่งเงียบ พระนารทะจึงตอบแทนโดยยืนยันความรู้เช่นเดียวกันแต่ย้ำว่าตนยังไม่ใช่พระอรหันต์ พร้อมเปรียบตนเหมือนบุรุษที่เห็นน้ำในบ่อกลางทางแต่ไม่มีเชือกหรือภาชนะตักขึ้นมาสัมผัสกายได้ คือรู้ด้วยปัญญาว่านิพพานเป็นอย่างไรแต่ยั
- Page 144–146 อุปมาน้ำทะเลไหลเข้า-ไหลออก กับความเกิดและความดับแห่งอวิชชาจนถึงชรามรณะ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบว่ามหาสมุทรเมื่อน้ำเอ่อล้นย่อมทำให้แม่น้ำใหญ่เอ่อล้น แม่น้ำใหญ่ทำให้แม่น้ำน้อยเอ่อล้น ไล่ลงไปจนถึงหนองน้ำเล็กๆ ฉันใด อวิชชาที่เอ่อล้นย่อมทำให้สังขารเอ่อล้น สังขารทำให้วิญญาณเอ่อล้น ไล่เรียงไปจนถึงชาติทำให้ชรามรณะเอ่อล้นฉันนั้น ในทางกลับกัน เมื่อน้ำในมหาสมุทรลดลง แม่น้ำทั้งหลายก็ลดลงตามกันเป็นลำดับฉันใด เมื่ออวิชชาดับไป สังขารและองค์ประกอบอื่นๆ ก็ดับตามกันเป็นลำดับจนถึงชรามรณะฉันนั้น อุปมานี้แสดงความเชื่อมโยงเป็นลูกโซ่ของปัจจัยทั้งฝ่ายเกิดและฝ่ายดับทุกข์
- Page 146–157 สุสิมสุตต์ — ปริพาชกผู้บวชเพื่อขโมยธรรมะ แล้วได้รู้แจ้งเรื่องปัญญาวิมุตติ เมื่อคณะสงฆ์ได้รับความเคารพและลาภสักการะมาก ปริพาชกชื่อสุสิมะถูกส่งมาบวชเพื่อเรียนคำสอนไปสอนคนอื่นแสวงลาภ เมื่อได้ยินภิกษุหลายรูปประกาศอรหัตผล ท่านจึงซักถามว่ามีฤทธิ์ มีหูทิพย์ ตาทิพย์ รู้ใจผู้อื่น ระลึกชาติได้ หรือบรรลุอรูปฌานหรือไม่ ภิกษุเหล่านั้นตอบปฏิเสธทั้งหมดเพราะเป็นเพียง "ปัญญาวิมุตติ" คือหลุดพ้นด้วยปัญญาโดยไม่ต้องมีอภิญญาหรือฌานสมาบัติ สุสิมะงุนงงจึงไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงสอนให้พิจารณารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน และทรงแสดงว่าความรู้เรื่องเหตุป
- Page 158–159 สมณพราหมณวรรค — ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาทไม่ชื่อว่าเป็นสมณะหรือพราหมณ์ที่แท้จริง พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าสมณะหรือพราหมณ์ใดที่ไม่รู้ชัดชรามรณะ เหตุเกิด ความดับ และทางปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งชรามรณะ (คือไม่รู้อริยสัจสี่ในแต่ละองค์ประกอบของปฏิจจสมุปบาท) ย่อมไม่นับว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะหรือพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์อย่างแท้จริง เพราะยังไม่ได้ทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะหรือพราหมณ์ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง ส่วนผู้รู้ชัดในสิ่งเหล่านี้ย่อมได้ชื่อว่าเป็นสมณะและพราหมณ์ที่แท้จริง หลักการนี้ทรงขยายให้ครอบคลุมองค์ประกอบทั้งสิบสองในปฏิจจสมุปบาท พระสูตรนี้ปิดท้ายวรรคที่แปดพร้อมคาถาอุทานสรุ
- Page 160–161 อันตรเปยยาลวรรค — ความจำเป็นต้องมีครูและความเพียรเพื่อรู้แจ้งปฏิจจสมุปบาท (ชุดพระสูตรสั้นซ้ำรูปแบบ) หมวดนี้ประกอบด้วยพระสูตรสั้นจำนวนมากที่ซ้ำรูปแบบเดียวกัน แสดงว่าผู้ที่ยังไม่รู้ไม่เห็นชรามรณะและองค์ประกอบอื่นๆ ในปฏิจจสมุปบาทตามความเป็นจริง จำเป็นต้องแสวงหาศาสดา ต้องศึกษา ต้องประกอบความเพียร มีฉันทะ มีความอุตสาหะ ไม่ท้อถอย มีความเพียรเผากิเลส มีความเพียรต่อเนื่อง มีสติ มีสัมปชัญญะ และไม่ประมาท เพื่อให้เกิดญาณรู้แจ้งในองค์ประกอบทั้งสิบสองแต่ละอย่างครบทั้งสี่ด้าน (ตัวมันเอง เหตุเกิด ความดับ และทางปฏิบัติ) เนื้อหาเป็นการย้ำถึงปัจจัยสนับสนุนสิบสองประการในการบรรลุปัญญา ไม่ใช่หลักธรรมใหม่ จึงถูกจัด
- Page 162–165 อภิสมยวรรค — อุปมาความทุกข์ที่เหลืออยู่ของพระโสดาบันเทียบกับกองทุกข์ในสังสารวัฏทั้งหมด (ชุดอุปมาสั้นต่อเนื่องกัน — เนื้อหาถูกตัดที่ท้ายไฟล์) หมวดนี้เป็นชุดพระสูตรสั้นหลายสูตรที่ใช้อุปมาต่างๆ แสดงว่ากองทุกข์ที่ดับไปแล้วของพระอริยสาวกผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ (พระโสดาบัน ผู้จะเวียนว่ายอีกอย่างมากไม่เกินเจ็ดชาติ) มีปริมาณมากมายเทียบไม่ได้เลยกับทุกข์เพียงเล็กน้อยที่ยังเหลืออยู่ โดยเปรียบด้วยฝุ่นดินติดปลายเล็บเทียบกับผืนแผ่นดินทั้งหมด หยดน้ำที่ปลายใบหญ้าเทียบกับน้ำเต็มสระใหญ่ หยดน้ำสองสามหยดเทียบกับน้ำในแม่น้ำใหญ่ทั้งห้าสาย และก้อนดินเจ็ดก้อนขนาดเท่าเมล็ดกระเบาเทียบกับผืนแผ่นดินทั้งหมด แต่ละอุปมามีข้อสรุปเดียวกันคือธรรมาภิสมัยและการได้ดวงตาเห็
- Page 166–169 อภิสมยสังยุตต์ (ตอนจบ) - อุปมาหยดน้ำและก้อนกรวดเทียบภูเขา เนื้อหาส่วนนี้เริ่มกลางเรื่อง ต่อจากพระสูตรก่อนหน้าในชุดเดียวกัน โดยเปรียบเทียบปริมาณเล็กน้อย เช่น น้ำสองสามหยดที่วักออกจากมหาสมุทร หรือก้อนกรวดเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดเทียบกับภูเขาหิมพานต์และภูเขาสิเนรุ เพื่อชี้ให้เห็นว่าทุกข์ที่เหลืออยู่ของพระอริยบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ (มีอย่างมากอีกเพียง ๗ ชาติ) นั้นน้อยนิดมากเมื่อเทียบกับกองทุกข์มหาศาลที่ได้สิ้นไปแล้ว แต่ละอุปมาจบด้วยประโยคย้ำว่าการได้ดวงตาเห็นธรรมมีอานิสงส์ใหญ่หลวงเพียงใด ส่วนนี้เป็นสูตรสุดท้ายของอภิสมยสังยุตต์ ซึ่งจบลงพร้อมคาถาอุทานสรุปหัว
- Page 170–179 ธาตุสังยุตต์ นานัตตวรรคที่ ๑ - ธาตุนานัตตสูตร อธิบายว่าเพราะมีธาตุหลากหลาย (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และอารมณ์ของแต่ละอายตนะ) จึงเกิดผัสสะที่หลากหลายตามมา และผัสสะที่หลากหลายก็ทำให้เกิดเวทนา สัญญา ความดำริ ฉันทะ ความเร่าร้อน (ปริฬาหะ) และการแสวงหาที่หลากหลายตามลำดับ เป็นการแสดงกระบวนการที่อาศัยเหตุปัจจัยกันในระดับอายตนะอย่างละเอียด ชี้ให้เห็นว่าความหลากหลายของประสบการณ์ทางใจทั้งหมดมีรากฐานมาจากความหลากหลายของธาตุ ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นลอยๆ โดยไม่มีเหตุ
- Page 180–185 ธาตุสังยุตต์ ทุติยวรรคที่ ๒ (ตอนต้น) - สัตตธาตุสูตร และกัจจานสูตร เริ่มด้วยธาตุ ๗ ประการ (อาภาธาตุ สุภาธาตุ อรูปฌาน ๔ และนิโรธ) ซึ่งแต่ละอย่างปรากฏได้เพราะอาศัยสิ่งตรงข้ามของมันเป็นเงื่อนไข เช่น อาภาธาตุปรากฏเพราะอาศัยความมืด จากนั้นแสดงว่าความตรึกในกาม พยาบาท และการเบียดเบียน ล้วนมีเหตุมีปัจจัยมาจากกามธาตุ พยาบาทธาตุ วิหิงสาธาตุ พร้อมอุปมาคบเพลิงไฟที่ต้องรีบดับก่อนลุกลาม เปรียบกับอกุศลสัญญาที่ต้องละเสียโดยเร็วเพื่อไม่ให้เกิดทุกข์ในภายหลัง ส่วนสุดท้ายเป็นคำตอบแก่พระกัจจานะว่าทิฏฐิ สัญญา ความดำริ และคำพูด ล้วนมีคุณภาพเลว ปานกลาง หรือประณีต ตามธาตุที่เป็นฐานรองร
- Page 186–197 ธาตุสังยุตต์ ทุติยวรรคที่ ๒ (ตอนปลาย) - สัตว์ย่อมคบหากันโดยธาตุ (ธาตุโสสูตร) แสดงหลักที่ว่าสัตว์ทั้งหลายย่อมคบหาสมาคมกันโดยธาตุหรืออัธยาศัยที่คล้ายคลึงกัน ดังตัวอย่างพระสารีบุตร พระมหาโมคคัลลานะ พระมหากัสสปะ และพระเถระผู้เลิศด้านต่างๆ ต่างเดินจงกรมอยู่กับหมู่ภิกษุที่มีคุณสมบัติแบบเดียวกับตน ในขณะที่พระเทวทัตกลับแวดล้อมด้วยภิกษุผู้มีความปรารถนาลามก มีอุปมาว่าของสกปรกย่อมเข้ากันกับของสกปรก ส่วนของประณีตเช่นน้ำนมย่อมเข้ากันกับของประณีตด้วยกัน พร้อมคาถาเตือนให้หลีกเลี่ยงคนเกียจคร้านและคบหาแต่บัณฑิตผู้มีความเพียร จากนั้นพระสูตรที่เหลือในหมวดนี้ล้วนย้ำหลักการเดียวกันซ้ำๆ โดยไล
- Page 198–202 ธาตุสังยุตต์ ทสกัมมปถวรรคที่ ๓ - สัตว์คบหากันโดยศีลและกรรมบถ สืบเนื่องจากหลักการที่ว่าสัตว์ย่อมคบหากันโดยธาตุที่คล้ายกัน แต่ในวรรคนี้ขยายไปถึงระดับความประพฤติที่ละเอียดขึ้น ได้แก่ ผู้ไม่มีสมาธิและผิดศีลกับผู้มีสมาธิและมีศีล ผู้ล่วงศีล ๕ กับผู้งดเว้นจากศีล ๕ ผู้ประกอบกรรมบถ ๑๐ ฝ่ายอกุศล (ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ส่อเสียด หยาบคาย เพ้อเจ้อ โลภ พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ) กับฝ่ายกุศลที่ตรงข้าม รวมถึงผู้มีมรรคมีองค์ ๘ ที่ผิดกับที่ถูก และสัมมัตตะ ๑๐ (รวมสัมมาญาณและสัมมาวิมุตติ) เป็นการเน้นย้ำว่าคุณธรรมหรือความเสื่อมทางศีลธรรมเป็นเหตุให้คนจำพวกเดียวกันโ
- Page 203–211 ธาตุสังยุตต์ จตุตถวรรคที่ ๔ - จตุธาตุสูตร (ปฐวี อาโป เตโช วาโย) พระพุทธเจ้าทรงแสดงธาตุ ๔ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ และย้อนเล่าว่าก่อนตรัสรู้ พระองค์ทรงพิจารณาหาคุณ (อัสสาทะ) โทษ (อาทีนวะ) และทางออก (นิสสรณะ) ของธาตุแต่ละอย่าง จนทรงรู้แจ้งตามความเป็นจริงจึงทรงปฏิญาณว่าตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ทรงชี้ว่าเพราะธาตุมีทั้งด้านที่น่าพอใจ (ทำให้สัตว์กำหนัด) และด้านที่มีโทษ (ทำให้สัตว์เบื่อหน่ายได้) สัตว์จึงกำหนัดหรือเบื่อหน่ายในธาตุตามเหตุนั้นๆ และสมณพราหมณ์ผู้ใดไม่รู้แจ้งคุณโทษและทางออกของธาตุทั้ง ๔ ตามจริง ย่อมไม่นับว่าเป็นสมณะหรือพราหมณ์ที่แท้จริ
- Page 212–220 อนมตัคคสังยุตต์ ปฐมวรรคที่ ๑ - อุปมาความยาวนานแห่งสังสารวัฏ เปิดสังยุตต์ใหม่ด้วยหลักที่ว่าสังสารวัฏนี้มีเบื้องต้นและเบื้องปลายที่กำหนดไม่ได้ (อนมตัคคะ) เพราะสัตว์ทั้งหลายถูกอวิชชาปิดบังและตัณหาผูกมัดให้ท่องเที่ยวไปมาไม่รู้จบ พระสูตรชุดนี้ใช้อุปมาต่อเนื่องกันหลายเรื่องเพื่อให้เห็นภาพความยาวนานอย่างเหลือคณานับ เช่น ไม้และใบหญ้าทั่วชมพูทวีปก็ยังนับไม่ได้ว่าเคยเป็นมารดากี่ชาติ ก้อนดินทั่วแผ่นดินก็ยังนับไม่ได้ว่าเคยเป็นบิดากี่ชาติ น้ำตาที่หลั่งเพราะพลัดพรากจากของรักและน้ำนมมารดาที่เคยดื่มมีมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้งสี่ นอกจากนี้ยังมีอุปมากัปว่ายาวนานกว่าภูเขาศิ
- Page 221–223 ทุคคตสูตร สุขิตสูตร และตึสมัตตสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่าสังสารวัฏไม่ปรากฏเบื้องต้น เมื่อเห็นสัตว์ที่มีทุกข์หรือแม้แต่สัตว์ที่มีสุขพรั่งพร้อม ก็พึงทราบว่าล้วนเคยผ่านทุกข์มานับไม่ถ้วนมาแล้ว จากนั้นภิกษุชาวปาไวยกะ 30 รูปผู้ถือธุดงค์เข้าเฝ้า พระองค์ทรงถามว่าเลือดที่หลั่งจากศีรษะที่ถูกตัดของสัตว์ทั้งหลายในสังสารวัฏยาวนานนี้ กับน้ำในมหาสมุทรทั้งสี่ อย่างไหนมากกว่ากัน แล้วทรงชี้ว่าเลือดนั้นมากกว่าน้ำทะเลเสียอีก แสดงทุกข์มหาศาลที่สัตว์ประสบมา เมื่อจบพระธรรมเทศนา ภิกษุทั้ง 30 รูปบรรลุอรหัตตผลทันที
- Page 223–224 สูตรว่าด้วยมารดา บิดา พี่น้อง บุตรธิดา พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นเรื่องยากที่จะหาสัตว์ผู้ไม่เคยเป็นมารดา บิดา พี่ชาย พี่สาว บุตร หรือธิดาของเรามาก่อนในสังสารวัฏอันยาวนานนี้ เป็นชุดสูตรสั้นๆ ที่ทวนซ้ำรูปแบบเดียวกันเปลี่ยนเพียงญาติแต่ละประเภท เพื่อชี้ให้เห็นความสัมพันธ์อันไม่มีที่สิ้นสุดของสรรพสัตว์ในวัฏสงสาร มุ่งให้เกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดในสังขารทั้งปวง
- Page 225–228 เวปุลลปัพพตสูตร พระพุทธเจ้าตรัสเล่าว่าภูเขาเวปุลละใกล้กรุงราชคฤห์เคยมีชื่อต่างกันไปในแต่ละยุคที่พระพุทธเจ้าองค์ก่อนอุบัติ คือปาจีนวงศ์สมัยพระกกุสันธะ วังกกะสมัยพระโกนาคมนะ และสุปัสสะสมัยพระกัสสปะ พร้อมทั้งอายุขัยมนุษย์ที่ลดลงเรื่อยๆ ในแต่ละยุค แสดงความไม่เที่ยงของสังขาร แม้ชื่อภูเขา หมู่มนุษย์ และพระพุทธเจ้าเองก็ล้วนแปรเปลี่ยนดับสูญไป จบด้วยคาถาว่าสังขารทั้งปวงมีเกิดมีดับเป็นธรรมดา ความสงบระงับจากสังขารต่างหากคือความสุขแท้จริง เป็นการจบอนมตัคคสังยุตต์
- Page 229–230 สันตุฏฐสูตร พระพุทธเจ้าทรงยกย่องพระมหากัสสปะว่าเป็นผู้สันโดษยินดีตามมีตามได้ในจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัช ไม่แสวงหาสิ่งเหล่านี้โดยไม่ถูกต้อง ไม่ทุกข์ร้อนเมื่อไม่ได้ และไม่ติดใจหลงใหลเมื่อได้มา ทรงสอนภิกษุทั้งหลายให้ฝึกฝนตนตามแบบอย่างพระกัสสปะในความสันโดษนี้
- Page 230–233 อนาตาปีสูตร พระสารีบุตรถามพระมหากัสสปะถึงความหมายของผู้ไม่มีความเพียรเผากิเลส (อนาตาปี) และไม่มีความเกรงกลัวต่อบาป (อโนตตาปี) ซึ่งไม่มีทางบรรลุธรรม ตรงข้ามกับผู้มีความเพียรและความเกรงกลัวบาปที่มีโอกาสบรรลุ พระมหากัสสปะอธิบายว่าคือการไม่พยายามละอกุศลธรรมที่เกิดแล้วหรือป้องกันที่ยังไม่เกิด และในทางตรงข้ามคือการมีความเพียรพยายามในสี่กรณีนั้นอย่างจริงจัง
- Page 233–235 จันทูปมสูตร พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ภิกษุเข้าไปหาตระกูลดุจดวงจันทร์ คือไม่ยึดติดผูกพันทั้งกายและใจ อ่อนน้อมถ่อมตนเสมอไม่คะนอง ทรงยกพระกัสสปะเป็นแบบอย่าง จากนั้นทรงอธิบายว่าการแสดงธรรมไม่บริสุทธิ์คือแสดงเพื่อหวังให้ผู้ฟังเลื่อมใสตนเอง ส่วนการแสดงธรรมบริสุทธิ์คือแสดงด้วยความกรุณาปรารถนาให้ผู้ฟังเข้าใจและปฏิบัติตามธรรม ซึ่งพระกัสสปะก็แสดงธรรมด้วยจิตบริสุทธิ์เช่นนี้เสมอ
- Page 235–237 กุลูปกสูตร พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าภิกษุที่ไม่สมควรเข้าไปสู่ตระกูลคือผู้ที่หวังให้เขาให้มาก ให้ของดี ให้เร็ว ให้ด้วยความเคารพ แล้วเป็นทุกข์เสียใจเมื่อไม่ได้ดังหวัง ส่วนภิกษุที่สมควรเข้าไปสู่ตระกูลคือผู้ไม่ยึดติดในผลที่จะได้รับ จึงไม่ทุกข์ไม่ว่าจะได้หรือไม่ได้ตามคาดหวัง พระกัสสปะเป็นแบบอย่างของภิกษุประเภทหลังนี้
- Page 237–240 ชิณณสูตร พระพุทธเจ้าตรัสกับพระมหากัสสปะผู้ชราแล้วว่าจีวรผ้าบังสุกุลหนักเกินไป ขอให้ท่านใช้คหบดีจีวร รับนิมนต์ฉัน และอยู่ใกล้พระองค์ แต่พระมหากัสสปะทูลขอถือปฏิบัติธุดงค์ต่อไปตามเดิม โดยเหตุผลว่าตนเห็นทั้งความสุขในปัจจุบันของตนและหวังเป็นแบบอย่างให้คนรุ่นหลังปฏิบัติตาม พระพุทธเจ้าทรงอนุโมทนาและอนุญาตให้ท่านดำเนินตามที่ตั้งใจ
- Page 240–245 โอวาทสูตร (การว่ากล่าวตักเตือนภิกษุ) ตอนที่ 1-2 พระพุทธเจ้าขอให้พระมหากัสสปะช่วยโอวาทภิกษุ ท่านทูลว่าภิกษุสมัยนี้ว่ายากเพราะขาดคุณธรรม ยกตัวอย่างภิกษุหนุ่มสองรูปที่แข่งกันพูดโอ้อวดจนพระพุทธเจ้าต้องทรงตักเตือนและทั้งสองสำนึกผิดขอขมา จากนั้นพระมหากัสสปะอธิบายว่าผู้ขาดศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญา ย่อมเสื่อมจากกุศลธรรมดุจพระจันทร์ข้างแรม ส่วนผู้มีคุณธรรมเหล่านี้ครบถ้วนย่อมเจริญขึ้นดุจพระจันทร์ข้างขึ้น
- Page 245–248 โอวาทสูตร ตอนที่ 3 (พระเถระในอดีตกับปัจจุบัน) พระมหากัสสปะทูลเปรียบเทียบว่าในอดีตพระเถระผู้ถือธุดงค์และสรรเสริญคุณธุดงค์ย่อมได้รับเชิญให้นั่งใกล้ ทำให้ภิกษุใหม่ปรารถนาเจริญรอยตาม แต่ในปัจจุบันพระเถระกลับยกย่องเชื้อเชิญเฉพาะภิกษุที่มีชื่อเสียงและลาภสักการะ ทำให้ภิกษุใหม่มุ่งแสวงหาลาภแทนการปฏิบัติธรรม ซึ่งเป็นอันตรายร้ายแรงต่อพรหมจรรย์และหมู่คณะ
- Page 248–253 ฌานาภิญญาสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์ทรงเข้าฌานทั้งสี่ อรูปสมาบัติ และอภิญญาทั้งหกได้ตามปรารถนาฉันใด พระมหากัสสปะก็เข้าถึงได้เช่นเดียวกันฉันนั้น เป็นการยืนยันว่าพระอรหันตสาวกผู้เลิศเช่นพระกัสสปะมีความสามารถทางจิตเทียบเท่าพระศาสดาในด้านสมาธิและอภิญญา แม้จะต่างกันในฐานะของผู้ตรัสรู้เองเป็นพระองค์แรก
- Page 253–256 อุปัสสยสูตร (เหตุการณ์ที่สำนักภิกษุณี) พระอานนท์ชวนพระมหากัสสปะไปเยี่ยมสำนักภิกษุณี หลังท่านแสดงธรรมแก่ภิกษุณีแล้ว ภิกษุณีถุลลติสสาไม่พอใจ กล่าวว่าพระกัสสปะไม่ควรแสดงธรรมต่อหน้าพระอานนท์ผู้ฉลาดกว่า พระมหากัสสปะได้ยินจึงถามพระอานนท์และยืนยันว่าตนได้รับการรับรองจากพระพุทธเจ้าเองว่าเข้าฌานและอภิญญาได้ ไม่ใช่ผู้ด้อยกว่าใคร ภิกษุณีถุลลติสสาจึงลาสิกขาไปในที่สุด
- Page 256–261 จีวรสูตร สัทธิวิหาริกของพระอานนท์ 30 รูปลาสิกขาเพราะยังเยาว์วัยไม่สำรวม พระมหากัสสปะถามถึงเหตุผลกฎการรับนิมนต์ฉันไม่เกินสามตระกูลติดต่อกัน แล้วตำหนิพระอานนท์ที่พาภิกษุใหม่ผู้ไม่สำรวมเที่ยวจาริก จนภิกษุณีถุลลนันทากล่าวหาว่าพระกัสสปะเคยเป็นเดียรถีย์มาก่อนจึงไม่บังควรตำหนิ พระมหากัสสปะจึงเล่าเรื่องการออกบวชของตน การพบพระพุทธเจ้า การแลกจีวรผ้าบังสุกุลกับพระองค์ และคำรับรองว่าตนเป็นบุตรแท้ของพระศาสดา พร้อมยืนยันคุณวิเศษเทียบเท่าพระองค์ ภิกษุณีถุลลนันทาจึงลาสิกขาไปเช่นกัน
- Page 261–263 ปรัมมรณปัญหาสูตร (คำถามที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์) พระสารีบุตรถามพระมหากัสสปะว่าเหตุใดพระพุทธเจ้าจึงไม่ทรงพยากรณ์ว่าตถาคตเบื้องหน้าแต่ตายเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะมีอยู่ ไม่มีอยู่ ทั้งมีทั้งไม่มี หรือไม่ใช่ทั้งสอง พระมหากัสสปะตอบว่าเพราะคำถามเหล่านั้นไม่เป็นประโยชน์ ไม่นำไปสู่ความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดหรือนิพพาน ส่วนสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์คืออริยสัจสี่ เพราะเป็นประโยชน์และนำไปสู่การหลุดพ้นโดยตรง
- Page 263–265 สัทธัมมปฏิรูปกสูตร พระมหากัสสปะทูลถามเหตุที่สมัยก่อนมีสิกขาบทน้อยแต่ภิกษุบรรลุธรรมมาก ขณะที่ปัจจุบันมีสิกขาบทมากแต่บรรลุธรรมน้อย พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นเพราะสัตว์เสื่อมลง และพระสัทธรรมจะยังไม่เสื่อมจนกว่าจะมี "สัทธรรมปฏิรูป" หรือธรรมปลอมเกิดขึ้นในโลก มิใช่ธาตุดินน้ำไฟลมที่ทำให้เสื่อม แต่เป็นคนพาลนั่นเอง ทรงแสดงธรรม 5 ประการที่ทำให้พระสัทธรรมเสื่อมและเจริญ คือความไม่เคารพหรือเคารพในพระศาสดา พระธรรม พระสงฆ์ สิกขา และสมาธิ เป็นการจบกัสสปสังยุตต์
- Page 266–267 พาฬิสิกสูตร (เริ่มลาภสักการสังยุตต์) พระพุทธเจ้าตรัสเปิดสังยุตต์ใหม่ว่าลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งร้ายแรง เป็นอันตรายต่อการบรรลุธรรมยิ่งกว่าสิ่งใด ทรงเปรียบมารเหมือนชาวประมงที่หย่อนเบ็ดมีเหยื่อลงในห้วงน้ำลึก ภิกษุที่ยินดีติดใจในลาภสักการะเปรียบเหมือนปลาที่กลืนเบ็ดแล้ว ย่อมตกอยู่ในอำนาจของมารไม่มีทางหนีพ้น
- Page 267–269 กุมมสูตรและเอฬกสูตร (อุปมาเต่าและแกะ) พระพุทธเจ้าเปรียบผู้ติดใจลาภสักการะเหมือนเต่าที่หลงเดินไปในที่มีนายพรานจนถูกฉมวกแทงและมีเชือกติดตัว แม้รอดชีวิตแต่บรรพบุรุษพลอยเดือดร้อนเพราะเชือกนั้น และเหมือนแกะขนยาวที่เดินเข้าพงหนามจนติดขัดเกี่ยวพันไปทุกแห่ง แสดงว่าภิกษุที่ลุ่มหลงลาภสักการะเมื่อเข้าไปในหมู่บ้านย่อมติดข้องเดือดร้อนในที่นั้นๆ เช่นเดียวกัน
- Page 269–270 กังสฬกาสูตร อสนิสูตร และสัลลสูตร พระพุทธเจ้าเปรียบภิกษุที่หลงระเริงในลาภสักการะจนดูหมิ่นภิกษุอื่นเหมือนแมลงที่กินมูลอิ่มแล้วดูหมิ่นแมลงตัวอื่นที่มีน้อยกว่า จากนั้นตรัสด้วยความห่วงใยว่า ขอให้สายฟ้าฟาดหรือลูกศรอาบยาพิษแทงภิกษุผู้ยังไม่บรรลุอรหัตตผลเสียยังดีกว่าที่จะถูกลาภสักการะครอบงำจิตใจ เพราะการถูกลาภสักการะครอบงำเป็นอันตรายร้ายแรงยิ่งกว่าความตายทางกาย
- Page 270–272 สิคาลสูตรและเวรัมภสูตร พระพุทธเจ้าเปรียบภิกษุที่ถูกลาภสักการะครอบงำเหมือนสุนัขจิ้งจอกแก่เป็นโรคขี้เรื้อนที่กระวนกระวายไม่อาจอยู่นิ่งได้ ณ ที่ใด และเหมือนนกที่ถูกลมเวรัมภาซัดจนปีกหัวเท้ากระจัดกระจายไปคนละทิศ ภิกษุที่ถูกลาภสักการะครอบงำเมื่อเข้าบิณฑบาตโดยไม่สำรวมกายวาจาใจ เห็นสตรีนุ่งห่มไม่เรียบร้อยก็เกิดราคะจนลาสิกขา ถูกเพื่อนภิกษุริบบาตรจีวรไปดุจนกที่ถูกลมพัดกระจัดกระจาย
- Page 272–273 สักการสูตร (จบปฐมวรรค) พระพุทธเจ้าตรัสว่าทรงเห็นบุคคลบางคนที่ถูกการได้รับสักการะครอบงำ หรือถูกการไม่ได้รับสักการะครอบงำ หรือถูกทั้งสองอย่างครอบงำจิตใจ ล้วนไปสู่อบายภูมิหลังตายได้ทั้งสิ้น จบด้วยคาถาสรรเสริญผู้มีสมาธิไม่หวั่นไหวไม่ว่าจะได้รับสักการะหรือไม่ก็ตาม เป็นผู้เพ่งพินิจเห็นแจ้งอย่างละเอียด มุ่งสิ้นอุปาทาน ท่านผู้นั้นแลคือสัตบุรุษ เป็นการจบวรรคแรกของลาภสักการสังยุตต์
- Page 274–275 สูตรชุดว่าด้วยผู้ไม่มุสาแม้เพราะเหตุแห่งทรัพย์ (ทุติยวรรค) พระพุทธเจ้าตรัสว่าทรงทราบด้วยพระทัยว่าบุคคลบางคนตั้งใจแน่วแน่จะไม่กล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่ แม้เพราะเหตุแห่งทองคำ เงิน แผ่นดินเต็มไปด้วยทองคำ ทรัพย์เล็กน้อย ชีวิตของตน หรือแม้แต่หญิงงามประจำแคว้น แต่ต่อมาเมื่อถูกลาภสักการะครอบงำจิตใจ พระองค์กลับทรงเห็นบุคคลนั้นกล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่ แสดงให้เห็นว่าลาภสักการะมีอานุภาพร้ายแรงยิ่งกว่าสิ่งยั่วยวนอื่นใด สามารถทำให้แม้คนที่มั่นคงที่สุดก็เสื่อมเสียได้ เป็นสูตรชุดซ้ำรูปแบบเดียวกันจนครบ 10 สูตรจบทุติยวรรค
- Page 276–278 ลาภสักการสังยุตต์ ตติยวรรค สูตรที่ ๑-๔ พระพุทธเจ้าตรัสว่าลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณยิ่งกว่าการถูกมาตุคามหรือหญิงงามเมืองครอบงำจิตใจ เพราะทำให้ผู้ที่ยังไม่บรรลุธรรมหลงตกไปในความประมาท พระองค์ทรงยกอุบาสกอย่างจิตตคหบดีและหัตถกอาฬวกะ อุบาสิกาอย่างขุชชุตตราและนันทมารดา รวมถึงพระสารีบุตรกับพระมหาโมคคัลลานะ พระเขมาและพระอุบลวรรณา มาเป็นมาตรฐานเปรียบเทียบว่าบุตรหรือศิษย์ที่ดีควรเป็นเช่นใด และเตือนว่าผู้ยังไม่บรรลุอรหัตต์ไม่ควรให้ลาภสักการะเข้าครอบงำจิต
- Page 278–279 ลาภสักการสังยุตต์ ตติยวรรค สูตรที่ ๕-๗ สมณพราหมณ์เหล่าใดไม่รู้แจ้งตามความเป็นจริงถึงคุณ โทษ และทางออกจากลาภสักการะ (หรือความเกิดและความดับของมัน) ย่อมไม่พ้นจากการถูกครอบงำ ส่วนผู้ที่รู้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองย่อมดำรงอยู่ได้อย่างปลอดภัย พระธรรมเทศนาชุดนี้เน้นย้ำว่าการเข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงของลาภยศเป็นเงื่อนไขสำคัญของการไม่ตกเป็นทาสของมัน
- Page 279–280 ลาภสักการสังยุตต์ ตติยวรรค สูตรที่ ๘-๙ (อุปมาเชือกถูกาย) พระพุทธเจ้าทรงเปรียบลาภสักการะว่าทารุณเหมือนเชือกหนังเหนียวที่คนแข็งแรงใช้ถูรัดขาจนบาดผิวหนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ไปจนถึงเยื่อในกระดูก แสดงให้เห็นภาพความรุนแรงของอันตรายจากลาภยศที่กัดกินคุณธรรมไปทีละชั้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปแต่ลึกซึ้งถึงแก่น เป็นคำเตือนให้ภิกษุระมัดระวังไม่ประมาทต่อสิ่งนี้
- Page 280–281 ลาภสักการสังยุตต์ ตติยวรรค สูตรที่ ๑๐ (ปุจฉาของพระอานนท์) พระอานนท์ทูลถามว่าเหตุใดลาภสักการะจึงเป็นอันตรายแม้แก่ภิกษุผู้ขีณาสพ พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่าเจโตวิมุตติอันไม่กำเริบของพระอรหันต์ไม่มีวันถูกลาภสักการะทำลายได้ แต่สำหรับภิกษุที่ยังเป็นเสขะซึ่งได้บรรลุทิฏฐธรรมสุขวิหาร (ฌานสมาบัติ) แล้วแต่ยังไม่ถึงอรหัตต์ ลาภสักการะอาจเป็นเหตุให้เสื่อมจากคุณธรรมเหล่านั้นได้ จึงทรงสอนให้ทุกรูปพึงศึกษาละลาภสักการะที่เกิดขึ้นไม่ให้ครอบงำจิต จบวรรคที่สามและมีคาถาสรุป (อุทานคาถา) ปิดท้าย
- Page 282–284 ลาภสักการสังยุตต์ จตุตถวรรค สูตรที่ ๑-๕ (พระเทวทัตพินาศเพราะลาภสักการะ) พระพุทธเจ้าตรัสว่าลาภสักการะที่เกิดขึ้นแก่พระเทวทัตเป็นไปเพื่อความพินาศและความเสื่อมของตนเอง เพราะถูกลาภสักการะครอบงำจิตจนทำสังฆเภทและตัดรากกุศลมูล กุศลธรรม และธรรมฝ่ายขาวจนหมดสิ้น ทรงเปรียบด้วยต้นกล้วย ไม้ไผ่ ไม้อ้อ และแม่ล่อที่ออกผลหรือตั้งครรภ์แล้วต้องตายเพราะผลนั้นเอง ปิดท้ายด้วยคาถาว่าลาภสักการะย่อมฆ่าคนชั่วเหมือนผลฆ่าต้นกล้วย ไม้ไผ่ และไม้อ้อ เช่นเดียวกับครรภ์ฆ่าแม่ล่อ
- Page 284–285 ลาภสักการสังยุตต์ จตุตถวรรค สูตรที่ ๖ (อุปมาสุนัขบ้า) เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูเสด็จไปอุปัฏฐากพระเทวทัตด้วยรถห้าร้อยคันและภัตตาหารห้าร้อยหม้อทุกเช้าเย็น พระภิกษุนำเรื่องนี้กราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสห้ามไม่ให้อิจฉาลาภของพระเทวทัต เพราะตราบใดที่ยังมีการอุปัฏฐากเช่นนี้ ย่อมหวังได้แต่ความเสื่อมในกุศลธรรม มิใช่ความเจริญ ทรงเปรียบด้วยการเจาะจมูกสุนัขดุแล้วใส่น้ำดี ยิ่งทำให้สุนัขดุร้ายยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับลาภสักการะที่ยิ่งทำให้พระเทวทัตเสื่อมทรามลง
- Page 285–286 ลาภสักการสังยุตต์ จตุตถวรรค สูตรที่ ๗-๑๓ (แม้ไม่ยอมพูดเท็จเพื่อญาติก็ยังถูกลาภสักการะครอบงำได้) พระพุทธเจ้าทรงยกตัวอย่างบุคคลที่พระองค์ทรงทราบด้วยพระทัยว่าจะไม่ยอมกล่าวเท็จทั้งที่รู้แม้เพื่อมารดาของตน แต่ภายหลังกลับถูกลาภสักการะครอบงำจิตจนกล่าวเท็จทั้งที่รู้ได้จริง ทรงขยายความซ้ำในลักษณะเดียวกันสำหรับบิดา พี่ชายน้องชาย พี่สาวน้องสาว บุตร ธิดา และภรรยา รวมเป็นสิบสามหัวข้อทั้งวรรค แสดงให้เห็นว่าลาภสักการะมีอำนาจทำลายแม้คุณธรรมที่ดูมั่นคงที่สุดได้ จบวรรคที่สี่และจบลาภสักการสังยุตต์ทั้งหมด
- Page 287–292 ราหุลสังยุตต์ ปฐมวรรค (พิจารณาความไม่เที่ยงแห่งอายตนะ วิญญาณ ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา ตัณหา ธาตุ และขันธ์) พระราหุลทูลขอให้พระพุทธเจ้าแสดงธรรมโดยย่อเพื่อนำไปปฏิบัติเป็นผู้เดียวอย่างไม่ประมาท พระพุทธเจ้าทรงใช้วิธีถาม-ตอบให้พระราหุลพิจารณาเห็นเองว่าอายตนะภายในหก อายตนะภายนอกหก วิญญาณหก ผัสสะหก เวทนาที่เกิดจากผัสสะหก สัญญาหก เจตนาหก ตัณหาหก ธาตุหก และขันธ์ห้า ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ควรเห็นว่าเป็นตัวตน เมื่อเห็นเช่นนี้แล้วอริยสาวกย่อมเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และหลุดพ้น รู้ชัดว่าสิ้นชาติแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว เป็นสูตรสิบสูตรที่ใช้แบบแผนคำสอนเดียวกันซ้ำกับหมวดธรรมต่างกัน
- Page 293–295 ราหุลสังยุตต์ ทุติยวรรค สูตรที่ ๑-๑๐ พระพุทธเจ้าทรงย้ำคำสอนแบบเดียวกับวรรคก่อนแก่พระราหุลอีกครั้ง โดยให้พิจารณาความไม่เที่ยงของจักษุ โสต ฆานะ ชิวหา กาย ใจ ตลอดจนรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ วิญญาณหก ผัสสะหก เวทนาหก สัญญาหก เจตนาหก ตัณหาหก และธาตุหก จนถึงขันธ์ห้า ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน เพื่อให้เกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดและหลุดพ้นเช่นเดิม เป็นการทบทวนหลักอนัตตาผ่านหมวดธรรมสิบหมวดอีกครั้งหนึ่ง
- Page 295–297 ราหุลสังยุตต์ ทุติยวรรค สูตรที่ ๑๑-๑๒ (ละอหังการ มมังการ มานานุสัย) พระราหุลทูลถามว่าบุคคลรู้เห็นอย่างไรจึงจะไม่มีอหังการ มมังการ และมานานุสัยในกายที่มีวิญญาณครองนี้และในนิมิตภายนอกทั้งปวง พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พิจารณารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ภายในภายนอก หยาบละเอียด เลวประณีต ไกลใกล้ ว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง สูตรที่สิบสองขยายความต่อไปว่าเมื่อเห็นด้วยปัญญาเช่นนี้แล้วย่อมหลุดพ้นโดยไม่ถือมั่น (อนุปาทาวิมุตติ) จบราหุลสังยุตต์
- Page 298–300 ลักขณสังยุตต์ ปฐมวรรค สูตรที่ ๑ (เปรตร่างโครงกระดูก) พระมหาโมคคัลลานะขณะลงจากภูเขาคิชฌกูฏพร้อมพระลักขณะได้ทรงยิ้มเมื่อเห็นโครงกระดูกลอยอยู่กลางอากาศถูกฝูงแร้งกาเหยี่ยวรุมจิกจนร้องครวญคราง เมื่อกลับมาเฝ้าพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงยืนยันว่าสาวกทั้งหลายเป็นผู้มีจักษุและญาณจริง เพราะสิ่งนี้พระองค์เคยเห็นมาก่อนแต่ไม่ทรงพยากรณ์เนื่องจากเกรงผู้ไม่เชื่อจะได้รับโทษ ทรงเฉลยว่าสัตว์นี้เคยเป็นคนฆ่าโคในกรุงราชคฤห์ ต้องเสวยผลกรรมในนรกนับแสนปี แล้วยังต้องรับผลกรรมที่เหลือในอัตภาพเปรตเช่นนี้ สูตรนี้วางแบบแผน (เปยยาล) ให้สูตรต่อๆ ไปในสังยุตต์นี้ใช้ซ้ำ
- Page 300 ลักขณสังยุตต์ ปฐมวรรค สูตรที่ ๒ (เปรตชิ้นเนื้อ) พระมหาโมคคัลลานะเห็นก้อนชิ้นเนื้อลอยอยู่กลางอากาศถูกฝูงแร้งกาเหยี่ยวรุมจิกกัดจนร้องด้วยความเจ็บปวด พระพุทธเจ้าทรงเฉลยว่าสัตว์นี้เคยเป็นคนฆ่าโคในกรุงราชคฤห์มาก่อนเช่นเดียวกับสูตรแรก แต่ปรากฏในอัตภาพเปรตรูปแบบที่ต่างออกไป แสดงให้เห็นว่ากรรมเดียวกันอาจส่งผลเป็นภาพความทุกข์ทรมานได้หลายลักษณะ
- Page 300 ลักขณสังยุตต์ ปฐมวรรค สูตรที่ ๓ (เปรตก้อนเนื้อ) พระมหาโมคคัลลานะเห็นก้อนเนื้อ (มังสปิณฑะ) ลอยอยู่กลางอากาศถูกฝูงแร้งกาเหยี่ยวรุมจิกกัดจนร้องครวญคราง พระพุทธเจ้าทรงเฉลยว่าสัตว์นี้เคยเป็นพรานนก (สากุณิกะ) ในกรุงราชคฤห์มาก่อน จึงต้องเสวยผลกรรมในรูปเปรตที่ถูกรุมทำร้ายไม่หยุดหย่อน
- Page 300–301 ลักขณสังยุตต์ ปฐมวรรค สูตรที่ ๔ (เปรตชายไร้ผิวหนัง) พระมหาโมคคัลลานะเห็นชายไร้ผิวหนัง (นิจฉวิปุริส) ลอยอยู่กลางอากาศถูกฝูงแร้งกาเหยี่ยวรุมจิกกัดเนื้อที่เปิดเผยจนร้องด้วยความเจ็บปวด พระพุทธเจ้าทรงเฉลยว่าสัตว์นี้เคยเป็นคนฆ่าแกะ (โอรัพภิกะ) ในกรุงราชคฤห์มาก่อน แสดงความเชื่อมโยงระหว่างอาชีพฆ่าสัตว์กับสภาพเปรตที่ไร้เครื่องปกป้องร่างกาย
- Page 301 ลักขณสังยุตต์ ปฐมวรรค สูตรที่ ๕ (เปรตชายขนดาบ) พระมหาโมคคัลลานะเห็นชายมีขนเป็นดาบคมกริบพุ่งขึ้นแล้วตกลงมาปักลงในกายตนเองซ้ำไม่หยุด พระพุทธเจ้าทรงเฉลยว่าสัตว์นี้เคยเป็นคนฆ่าสุกร (สูกริกะ) ในกรุงราชคฤห์มาก่อน ต้องเสวยทุกข์เป็นภาพสะท้อนของอาวุธที่เคยใช้ฆ่าสัตว์อื่น
- Page 301 ลักขณสังยุตต์ ปฐมวรรค สูตรที่ ๖ (เปรตชายขนหอก) พระมหาโมคคัลลานะเห็นชายมีขนเป็นหอกพุ่งขึ้นแล้วตกลงปักกายตนเองซ้ำไม่หยุด พระพุทธเจ้าทรงเฉลยว่าสัตว์นี้เคยเป็นพรานเนื้อ (มาควิกะ) ในกรุงราชคฤห์มาก่อน สะท้อนหลักกรรมว่าเครื่องมือที่ใช้ทำร้ายสัตว์อื่นย้อนกลับมาทำร้ายตนเองในภพเปรต
- Page 301 ลักขณสังยุตต์ ปฐมวรรค สูตรที่ ๗ (เปรตชายขนลูกศร) พระมหาโมคคัลลานะเห็นชายมีขนเป็นลูกศรพุ่งขึ้นแล้วตกลงปักกายตนเองซ้ำไม่หยุด พระพุทธเจ้าทรงเฉลยว่าสัตว์นี้เคยเป็นเพชฌฆาตหรือผู้ทรมานนักโทษ (การณิกะ) ในกรุงราชคฤห์มาก่อน แสดงความสัมพันธ์ระหว่างการสร้างความเจ็บปวดแก่ผู้อื่นกับผลกรรมที่ย้อนคืนสู่ตน
- Page 301 ลักขณสังยุตต์ ปฐมวรรค สูตรที่ ๘ (เปรตชายขนเข็ม) พระมหาโมคคัลลานะเห็นชายมีขนเป็นเข็มพุ่งขึ้นแล้วตกลงปักกายตนเองซ้ำไม่หยุด พระพุทธเจ้าทรงเฉลยว่าสัตว์นี้เคยเป็นผู้ใส่ร้ายป้ายสีหรือผู้ส่อเสียด ในกรุงราชคฤห์มาก่อน แสดงว่าวาจาที่ทิ่มแทงผู้อื่นย่อมกลับมาทิ่มแทงตนในภพหน้า
- Page 301–302 ลักขณสังยุตต์ ปฐมวรรค สูตรที่ ๙ (เปรตชายถูกเข็มแทงทะลุตัว) พระมหาโมคคัลลานะเห็นชายที่มีเข็มแทงทะลุจากศีรษะออกทางปาก จากปากทะลุอก จากอกทะลุท้อง จากท้องทะลุขา ไล่ลงมาจนถึงเท้าอย่างต่อเนื่อง ร้องด้วยความทรมานแสนสาหัส พระพุทธเจ้าทรงเฉลยว่าสัตว์นี้เคยเป็นผู้ส่อเสียดยุยงในกรุงราชคฤห์มาก่อน ภาพเข็มที่แทงทะลุตลอดร่างกายสื่อถึงความเจ็บปวดที่ทวีคูณของวาจาส่อเสียดที่ทำลายความสามัคคีของผู้อื่น
- Page 302 ลักขณสังยุตต์ ปฐมวรรค สูตรที่ ๑๐ (เปรตชายแบกอัณฑะ) พระมหาโมคคัลลานะเห็นชายที่ต้องแบกลูกอัณฑะขนาดใหญ่ไว้บนบ่าเมื่อเดินและต้องนั่งทับมันเมื่อนั่ง ถูกฝูงแร้งกาเหยี่ยวรุมจิกกัดจนร้องด้วยความเจ็บปวด พระพุทธเจ้าทรงเฉลยว่าสัตว์นี้เคยเป็นกำนันหรือผู้ใหญ่บ้านที่ฉ้อฉล ในกรุงราชคฤห์มาก่อน จบวรรคที่หนึ่งของลักขณสังยุตต์พร้อมคาถาอุทานสรุปเปรตทั้งสิบตน
- Page 303 ลักขณสังยุตต์ ทุติยวรรค สูตรที่ ๑ (เปรตจมในหลุมอุจจาระ) พระมหาโมคคัลลานะเห็นชายจมอยู่ในหลุมอุจจาระจนมิดศีรษะ พระพุทธเจ้าทรงเฉลยว่าสัตว์นี้เคยเป็นชายเจ้าชู้ผิดภรรยาผู้อื่น ในกรุงราชคฤห์มาก่อน สภาพจมในของโสโครกสะท้อนถึงความสกปรกของกามวิตถารที่ล่วงละเมิดผู้อื่น
- Page 303 ลักขณสังยุตต์ ทุติยวรรค สูตรที่ ๒ (เปรตกินอุจจาระ) พระมหาโมคคัลลานะเห็นชายจมในหลุมอุจจาระใช้มือทั้งสองข้างตักกินอุจจาระ พระพุทธเจ้าทรงเฉลยว่าสัตว์นี้เคยเป็นพราหมณ์ในสมัยพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้นิมนต์พระสงฆ์มาฉันภัตตาหารแล้วกลับหลอกให้เติมรางด้วยอุจจาระแทนอาหาร พร้อมพูดจาดูหมิ่นให้ฉันตามสบาย จึงต้องเสวยผลกรรมแห่งการลบหลู่พระสงฆ์
- Page 303–304 ลักขณสังยุตต์ ทุติยวรรค สูตรที่ ๓ (เปรตหญิงไร้ผิวหนัง) พระมหาโมคคัลลานะเห็นหญิงไร้ผิวหนังลอยกลางอากาศถูกฝูงแร้งกาเหยี่ยวรุมจิกกัดจนร้องด้วยความเจ็บปวด พระพุทธเจ้าทรงเฉลยว่าสตรีนี้เคยเป็นหญิงคบชู้นอกใจสามี ในกรุงราชคฤห์มาก่อน แสดงผลกรรมของการประพฤตินอกใจในชีวิตคู่
- Page 304 ลักขณสังยุตต์ ทุติยวรรค สูตรที่ ๔ (เปรตหญิงเหม็นน่าเกลียด) พระมหาโมคคัลลานะเห็นหญิงเหม็นน่าเกลียดน่ารังเกียจลอยกลางอากาศถูกฝูงนกรุมทำร้าย พระพุทธเจ้าทรงเฉลยว่าสตรีนี้เคยเป็นหมอดูหรือผู้ทำนายทายทัก ในกรุงราชคฤห์มาก่อน สื่อถึงผลกรรมของการหลอกลวงผู้อื่นด้วยการทำนายเท็จ
- Page 304 ลักขณสังยุตต์ ทุติยวรรค สูตรที่ ๕ (เปรตหญิงถูกลวก) พระมหาโมคคัลลานะเห็นหญิงมีร่างกายถูกลวกเปียกโชกด้วยน้ำร้อนลอยกลางอากาศ พระพุทธเจ้าทรงเฉลยว่าสตรีนี้เคยเป็นอัครมเหสีของพระเจ้ากลิงคะ ผู้มีจิตริษยาจนเทถ่านไฟใส่หญิงร่วมสามี แสดงผลกรรมของความหึงหวงอิจฉาที่นำไปสู่การทำร้ายผู้อื่นอย่างโหดร้าย
- Page 304–305 ลักขณสังยุตต์ ทุติยวรรค สูตรที่ ๖ (เปรตร่างไม่มีศีรษะ) พระมหาโมคคัลลานะเห็นร่างที่ไม่มีศีรษะ แต่มีตาและปากอยู่ที่หน้าอกแทน ลอยกลางอากาศถูกฝูงแร้งกาเหยี่ยวรุมจิกกัด พระพุทธเจ้าทรงเฉลยว่าสัตว์นี้ชื่อหาริกะ เคยเป็นเพชฌฆาตประหารโจรในกรุงราชคฤห์มาก่อน สภาพร่างที่ไร้ศีรษะสะท้อนถึงผลกรรมของการตัดศีรษะผู้อื่นเป็นอาชีพ
- Page 305 ลักขณสังยุตต์ ทุติยวรรค สูตรที่ ๗-๑๐ (ภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณรผู้ทุศีลถูกไฟไหม้) พระมหาโมคคัลลานะเห็นภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา และสามเณร มีสังฆาฏิ บาตร ประคดเอว และแม้แต่กายลุกเป็นไฟลอยกลางอากาศ ร้องด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส พระพุทธเจ้าทรงเฉลยเป็นแบบเดียวกันสำหรับทั้งสี่กรณีว่าล้วนเคยเป็นบรรพชิตผู้ทุศีลในสมัยพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ไฟที่ลุกไหม้เครื่องบริขารสื่อถึงผลกรรมของการบวชแล้วประพฤติไม่สมควรแก่เพศบรรพชิต
- Page 305–306 ลักขณสังยุตต์ ทุติยวรรค สูตรที่ ๑๑ (สามเณรีผู้ทุศีลถูกไฟไหม้) พระมหาโมคคัลลานะเห็นสามเณรีมีสังฆาฏิ บาตร ประคดเอว และกายลุกเป็นไฟลอยกลางอากาศ ร้องด้วยความเจ็บปวด เมื่อนำมากราบทูล พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่าพระองค์เคยเห็นสัตว์นี้มาก่อนแต่ไม่ทรงพยากรณ์ ทรงเฉลยว่าสามเณรีนี้เคยทุศีลในสมัยพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องเสวยผลกรรมในนรกนับแสนปีแล้วยังเหลือผลกรรมมาปรากฏในอัตภาพเปรตเช่นนี้ จบวรรคที่สองและจบลักขณสังยุตต์ทั้งหมด
- Page 307 โอปัมมสังยุตต์ สูตรที่ ๑ (อุปมาจันทันเรือนยอด) พระพุทธเจ้าทรงเปรียบว่ากลอนเรือนยอดทุกอันย่อมโน้มไปสู่ยอด รวมลงที่ยอด และถูกรื้อพร้อมยอด ฉันใด อกุศลธรรมทั้งปวงก็มีอวิชชาเป็นราก รวมลงที่อวิชชา และถูกทำลายไปพร้อมกับการทำลายอวิชชาฉันนั้น ทรงสอนให้ภิกษุพึงเป็นผู้ไม่ประมาทเพื่อขจัดรากเหง้าแห่งอกุศลธรรมทั้งปวง
- Page 307–308 โอปัมมสังยุตต์ สูตรที่ ๒ (อุปมาฝุ่นปลายเล็บ) พระพุทธเจ้าทรงยกฝุ่นเล็กน้อยบนปลายพระนขาเปรียบเทียบกับมหาปฐพี แล้วตรัสว่าสัตว์ที่เกิดมาเป็นมนุษย์มีจำนวนน้อยยิ่งเช่นเดียวกับฝุ่นนั้น ส่วนสัตว์ที่เกิดในภพภูมิอื่นนอกจากมนุษย์มีมากมายเช่นเดียวกับมหาปฐพี ทรงใช้อุปมานี้เตือนให้ตระหนักถึงความหายากของความเป็นมนุษย์และไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต
- Page 308 โอปัมมสังยุตต์ สูตรที่ ๓ (อุปมาบ้านมีหญิงมากชายน้อย) พระพุทธเจ้าทรงเปรียบตระกูลที่มีหญิงมากชายน้อยว่าถูกโจรกำจัดง่าย เช่นเดียวกับภิกษุที่ไม่เจริญเมตตาเจโตวิมุตติย่อมถูกอมนุษย์เบียดเบียนได้ง่าย ส่วนตระกูลที่มีชายมากหญิงน้อยถูกโจรกำจัดยาก เช่นเดียวกับภิกษุที่เจริญเมตตาเจโตวิมุตติมากแล้วย่อมยากที่อมนุษย์จะเบียดเบียนได้ ทรงสอนให้เจริญเมตตาให้มากเพื่อความปลอดภัยจากภยันตราย
- Page 308–309 โอปัมมสังยุตต์ สูตรที่ ๔ (ให้ทานร้อยหม้อเทียบเจริญเมตตาชั่วครู่) พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้ให้ทานหม้อข้าวร้อยหม้อในเวลาเช้า เที่ยง และเย็น ยังมีผลบุญน้อยกว่าผู้เจริญเมตตาจิตแม้เพียงชั่วครู่เท่าเวลารีดนมโค แสดงให้เห็นว่าการเจริญเมตตาภาวนามีอานิสงส์สูงยิ่งกว่าทานวัตถุ เป็นการยกย่องคุณค่าของภาวนามัยที่เหนือกว่าทานมัย
- Page 309–310 โอปัมมสังยุตต์ สูตรที่ ๕ (อุปมาหอกคม) พระพุทธเจ้าทรงเปรียบหอกที่คมกริบว่าไม่มีผู้ใดจะจับด้วยมือเปล่าได้โดยไม่บาดเจ็บ เช่นเดียวกับภิกษุผู้เจริญเมตตาเจโตวิมุตติจนแก่กล้าแล้ว หากอมนุษย์คิดจะทำร้ายจิตใจของท่าน อมนุษย์นั้นเองจะเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนและความลำบากแทน ทรงสอนให้เจริญเมตตาให้มั่นคงเพื่อคุ้มครองตนจากอันตราย
- Page 310–311 โอปัมมสังยุตต์ สูตรที่ ๖ (อุปมานักธนูสี่ทิศ) พระพุทธเจ้าทรงเปรียบความเร็วของบุรุษผู้สามารถรับลูกศรที่นักธนูฝีมือฉกาจสี่คนยิงออกไปสี่ทิศพร้อมกันก่อนตกถึงพื้น ว่ายังช้ากว่าความเร็วของพระจันทร์พระอาทิตย์ และช้ากว่าเทวดาที่วิ่งนำหน้าพระจันทร์พระอาทิตย์ แต่อายุสังขารของสัตว์ทั้งหลายกลับสิ้นไปเร็วยิ่งกว่านั้นทั้งหมด ทรงใช้อุปมานี้เตือนให้เห็นความเร่งด่วนของความไม่เที่ยงแห่งชีวิตและไม่พึงประมาท
- Page 311–312 โอปัมมสังยุตต์ สูตรที่ ๗ (อุปมากลองอานกะ) พระพุทธเจ้าทรงเล่าเรื่องกลองอานกะของกษัตริย์ทสารหะที่เมื่อแตกก็ถูกซ่อมด้วยลิ่มไม้จนในที่สุดเนื้อไม้เดิมของกลองสูญหายไปหมด เหลือแต่กองลิ่มไม้ ทรงเปรียบว่าในอนาคตพระสูตรที่ตถาคตภาษิตอันลึกซึ้ง มีเนื้อความลึกซึ้งเกี่ยวข้องกับสุญญตาจะเสื่อมสูญไป เพราะภิกษุจะไม่สนใจฟังหรือศึกษา แต่จะนิยมฟังคำประพันธ์ของกวีภายนอกที่มีถ้อยคำไพเราะแทน ทรงสอนให้ตั้งใจศึกษาพระสูตรที่ลึกซึ้งเหล่านี้ไว้ให้มั่นคง
- Page 312–313 โอปัมมสังยุตต์ สูตรที่ ๘ (หมอนไม้ของเจ้าลิจฉวี) พระพุทธเจ้าตรัสว่าเจ้าลิจฉวีในปัจจุบันยังใช้หมอนไม้และไม่ประมาทในการฝึกฝน ทำให้พระเจ้าอชาตศัตรูไม่มีโอกาสรุกราน แต่ในอนาคตเจ้าลิจฉวีจะสำรวยมือเท้าอ่อนนุ่ม นอนบนที่นอนอ่อนนุ่มจนตะวันขึ้น ย่อมเปิดช่องให้ข้าศึกรุกราน ทรงเปรียบเทียบกับภิกษุในปัจจุบันผู้ไม่ประมาทในการเพียรทำให้มารไม่มีโอกาส แต่ในอนาคตหากภิกษุสำรวยเช่นนั้นจะเปิดช่องให้มารได้โอกาสเช่นกัน ทรงสอนให้ดำรงตนอย่างไม่ประมาทดุจใช้หมอนไม้
- Page 313–315 โอปัมมสังยุตต์ สูตรที่ ๙ (อุปมาช้างกินเหง้าบัว) เมื่อภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งเที่ยวเข้าตระกูลเกินขอบเขตแล้วโต้แย้งเมื่อถูกภิกษุอื่นตักเตือน พระพุทธเจ้าทรงเล่าเรื่องช้างใหญ่ที่ล้างเหง้าบัวให้สะอาดปราศจากโคลนก่อนกินจนมีผิวพรรณและกำลังดี ในขณะที่ลูกช้างที่เลียนแบบโดยไม่รู้จักล้างเหง้าบัวให้สะอาดกลับได้รับโทษ ทรงเปรียบว่าพระเถระผู้รับลาภสักการะโดยไม่ติดข้องมัวเมา เห็นโทษและทางออกย่อมไม่เป็นอันตราย ส่วนภิกษุใหม่ที่เลียนแบบโดยติดข้องมัวเมาย่อมได้รับโทษเช่นลูกช้างนั้น
- Page 315–316 โอปัมมสังยุตต์ สูตรที่ ๑๐ (อุปมาแมวจับหนู) เมื่อภิกษุรูปหนึ่งประพฤติเที่ยวไปตามตระกูลเกินขอบเขตและไม่พอใจเมื่อถูกตักเตือน พระพุทธเจ้าทรงเล่าเรื่องแมวที่ดักจับหนูกินอย่างเร่งรีบ แต่เครื่องในของหนูกลับทำอันตรายแก่แมวจนถึงตาย ทรงเปรียบว่าภิกษุที่เข้าบ้านโดยไม่รักษากาย วาจา ใจ และอินทรีย์ เมื่อเห็นมาตุคามนุ่งห่มไม่เรียบร้อยแล้วเกิดราคะ ย่อมถึงความพินาศจากพรหมจรรย์หรือต้องอาบัติที่หนักยิ่งกว่าความตาย ทรงสอนให้สำรวมกาย วาจา ใจ และอินทรีย์เมื่อเข้าไปในหมู่บ้าน
- Page 316–317 โอปัมมสังยุตต์ สูตรที่ ๑๑-๑๒ (อุปมาสุนัขจิ้งจอกขี้เรื้อน) พระพุทธเจ้าทรงเล่าถึงสุนัขจิ้งจอกแก่ที่เป็นโรคเรื้อนแต่ยังไปไหนมาไหนได้ตามใจปรารถนา แล้วตรัสว่าน่าจะดีกว่าหากผู้ที่ปฏิญาณตนเป็นศากยบุตรแต่ประพฤติไม่สมควรได้รับอัตภาพเช่นสุนัขจิ้งจอกนั้นเสียยังดีกว่า สูตรที่สองเสริมว่าในสุนัขจิ้งจอกขี้เรื้อนยังพอมีความกตัญญูรู้คุณอยู่บ้าง แต่ในผู้ปฏิญาณตนเป็นศากยบุตรที่ประพฤติไม่ดีกลับไม่มีความกตัญญูรู้คุณเลย ทรงสอนให้เป็นผู้กตัญญูกตเวทีต่อผู้มีคุณ จบโอปัมมสังยุตต์
- Page 318–319 ภิกขุสังยุตต์ สูตรที่ ๑ (พระมหาโมคคัลลานะกับอริยตุณหีภาวะ) พระมหาโมคคัลลานะเล่าแก่ภิกษุทั้งหลายว่าขณะหลีกเร้นเกิดความคิดสงสัยว่า อริยตุณหีภาวะ (ความสงบนิ่งอย่างประเสริฐ) คืออะไร ท่านพิจารณาเห็นว่าคือทุติยฌาน แต่ขณะเข้าฌานนั้นกลับมีสัญญาและมนสิการที่ประกอบด้วยวิตกเกิดแทรกขึ้น พระพุทธเจ้าทรงเสด็จมาด้วยฤทธิ์ตักเตือนไม่ให้ประมาทและให้ตั้งจิตในอริยตุณหีภาวะให้มั่นคง ท่านจึงสามารถเข้าทุติยฌานได้สำเร็จในภายหลัง
- Page 319–320 ภิกขุสังยุตต์ สูตรที่ ๒ (พระสารีบุตร - ไม่มีสิ่งใดในโลกทำให้เศร้าโศกได้) พระสารีบุตรพิจารณาเห็นว่าไม่มีสิ่งใดในโลกที่หากมันแปรปรวนไปแล้วจะทำให้ท่านเกิดความโศกเศร้าคร่ำครวญได้ พระอานนท์ทูลถามว่าแม้ความแปรปรวนของพระศาสดาเองก็จะไม่ทำให้ท่านเศร้าโศกหรือ พระสารีบุตรตอบว่าแม้เช่นนั้นก็จริง แต่ท่านอาจคิดเพียงว่าเสียดายที่บุคคลผู้มีศักดิ์ใหญ่เช่นนี้ต้องอันตรธานไป พระอานนท์อธิบายเสริมว่าเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะพระสารีบุตรถอนอหังการมมังการและมานานุสัยได้อย่างสิ้นเชิงแล้วเป็นเวลานาน
- Page 320–322 ภิกขุสังยุตต์ สูตรที่ ๓ (พระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะสนทนาธรรม) พระสารีบุตรสังเกตเห็นอินทรีย์ของพระมหาโมคคัลลานะผ่องใสจึงถามถึงเหตุ พระมหาโมคคัลลานะเล่าว่าได้สนทนาธรรมกับพระพุทธเจ้าโดยผ่านทิพยจักษุและทิพยโสตธาตุโดยไม่ต้องเข้าเฝ้าด้วยกาย เรื่องความหมายของ "ผู้ปรารภความเพียร" คือผู้ไม่ยอมหยุดความเพียรจนกว่าจะบรรลุสิ่งที่พึงบรรลุได้ด้วยกำลังบุรุษ แม้ผิวหนัง เอ็น กระดูก จะเหลืออยู่ก็ตาม พระสารีบุตรเปรียบตนเองเป็นก้อนกรวดเล็กน้อยเทียบกับภูเขาหิมพานต์ (คือฤทธิ์ของพระมหาโมคคัลลานะ) ส่วนพระมหาโมคคัลลานะเปรียบตนเป็นเกลือเล็กน้อยเทียบกับไหเกลือใหญ่ (คือปัญญาของพระสารี
- Page 322–324 ภิกขุสังยุตต์ สูตรที่ ๔ (ภิกษุหนุ่มผู้ได้ฌานสี่โดยง่าย) ภิกษุใหม่รูปหนึ่งกลับจากบิณฑบาตแล้วเข้าไปนั่งเงียบในวิหารไม่ช่วยงานภิกษุอื่นในคราวทำจีวร เมื่อถูกตำหนิก็ตอบเพียงว่าตนก็ทำกิจของตนเองอยู่ พระพุทธเจ้าทรงตรัสห้ามภิกษุทั้งหลายไม่ให้ตำหนิภิกษุรูปนั้น เพราะเธอเป็นผู้ได้ฌานทั้งสี่อันเป็นทิฏฐธรรมสุขวิหารโดยง่ายไม่ยากลำบาก ซึ่งเป็นจุดหมายที่กุลบุตรออกบวชเพื่อแสวงหา ทรงประทานคาถายกย่องว่าภิกษุนั้นทรงกายสุดท้ายไว้ได้ เพราะได้ชนะมารพร้อมเสนามารแล้ว
- Page 324 ภิกขุสังยุตต์ สูตรที่ ๕ (พระสุชาต) เมื่อพระสุชาตเดินมาแต่ไกล พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้ภิกษุทั้งหลายเห็นว่ากุลบุตรนี้งามทั้งสองทาง คือมีรูปกายงดงามน่าดูน่าเลื่อมใส และยังบรรลุจุดหมายสูงสุดแห่งพรหมจรรย์ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองแล้ว ทรงประทานคาถาว่าภิกษุนี้งามด้วยจิตอันซื่อตรง หลุดพ้นแล้วโดยไม่ยึดมั่น สอนให้เห็นว่าความงามที่แท้จริงคือความหลุดพ้นทางจิตใจ มิใช่เพียงรูปลักษณ์ภายนอก
- Page 324–325 ภิกขุสังยุตต์ สูตรที่ ๖ (พระลกุณฏกภัททิยะ) เมื่อพระลกุณฏกภัททิยะผู้มีรูปร่างเล็กและน่าเกลียดเดินมาแต่ไกล พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้ภิกษุทั้งหลายสังเกตรูปลักษณ์ที่ไม่น่าเลื่อมใสของท่าน แต่ตรัสว่าภิกษุนี้มีฤทธิ์มากและมีสมาบัติที่หาได้ยากซึ่งท่านบรรลุแล้วทุกอย่างจนถึงจุดหมายสูงสุด ทรงประทานคาถาเปรียบว่าแม้หงส์ นกกระเรียน นกยูง ช้าง เนื้อทรายต่างเกรงกลัวราชสีห์ทั้งที่ตัวใหญ่กว่า ฉันใด ในหมู่มนุษย์ผู้มีปัญญาแม้ตัวเล็กย่อมยิ่งใหญ่กว่าคนโง่ที่มีร่างกายใหญ่โต
- Page 325–326 ภิกขุสังยุตต์ สูตรที่ ๗ (พระวิสาขะปัญจาลบุตรแสดงธรรม) พระวิสาขะปัญจาลบุตรแสดงธรรมแก่ภิกษุในหอฉันด้วยถ้อยคำไพเราะ ชัดเจน ปราศจากโทษ ให้เข้าใจเนื้อความได้ พระพุทธเจ้าเสด็จมาสดับแล้วประทานสาธุการยกย่อง ทรงประทานคาถาว่าผู้ไม่พูดย่อมไม่มีใครรู้ว่าปะปนกับคนพาลหรือบัณฑิต แต่ผู้พูดแสดงบทอมตธรรมย่อมเป็นที่รู้จัก สอนให้กล่าวธรรมให้รุ่งเรืองเพื่อยกธงแห่งฤๅษี เพราะธรรมคือธงชัยของผู้แสวงหาสัจธรรม
- Page 326–327 ภิกขุสังยุตต์ สูตรที่ ๘ (พระนันทะแต่งกายหรูหรา) พระนันทะซึ่งเป็นพระญาติทางฝ่ายพระมารดาของพระพุทธเจ้า เข้าเฝ้าโดยนุ่งห่มจีวรที่รีดเรียบดี เขียนขอบตาด้วยยาหยอด และถือบาตรมันวาว พระพุทธเจ้าทรงตำหนิว่าไม่เหมาะสมแก่กุลบุตรผู้ออกบวชด้วยศรัทธา แล้วทรงสอนให้เป็นผู้อยู่ป่า ถือบิณฑบาตเป็นวัตร นุ่งห่มผ้าบังสุกุล และไม่เยื่อใยในกามคุณแทน ภายหลังพระนันทะได้ปฏิบัติตามคำสอนนี้อย่างจริงจัง
- Page 327–328 ภิกขุสังยุตต์ สูตรที่ ๙ (พระติสสะเสียใจถูกต่อว่า) พระติสสะซึ่งเป็นพระญาติทางฝ่ายพระบิดาของพระพุทธเจ้า เข้าเฝ้าด้วยความทุกข์ใจน้ำตาไหล เพราะถูกภิกษุทั้งหลายต่อว่าด้วยวาจา พระพุทธเจ้าทรงตำหนิว่าไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้ชอบว่ากล่าวผู้อื่นแต่กลับทนต่อคำว่ากล่าวไม่ได้ ทรงสอนให้เป็นทั้งผู้กล้าตักเตือนผู้อื่นและอดทนต่อคำตักเตือนของผู้อื่นได้ ทรงประทานคาถาว่าเหตุใดจึงโกรธ อย่าโกรธเลย ความไม่โกรธเป็นสิ่งประเสริฐกว่า เพราะพรหมจรรย์มีไว้เพื่อฝึกละความโกรธ ความถือตัว และการลบหลู่คุณผู้อื่น
- Page 328–330 ภิกขุสังยุตต์ สูตรที่ ๑๐ (พระเถระผู้ชอบอยู่ผู้เดียว) ภิกษุชื่อเถระเป็นผู้ชอบอยู่ผู้เดียวและยกย่องการอยู่ผู้เดียวอย่างเดียว ทั้งบิณฑบาต กลับ นั่ง และเดินจงกรมก็ทำแต่ผู้เดียว เมื่อภิกษุนำเรื่องนี้กราบทูล พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่าการอยู่ผู้เดียวเช่นนั้นมีจริง แต่มีการอยู่ผู้เดียวที่สมบูรณ์กว่านั้นคือ การละอดีต สลัดอนาคต และกำจัดฉันทราคะในอัตภาพปัจจุบันได้อย่างดี ทรงประทานคาถาว่าผู้ครอบงำสิ่งทั้งปวง รู้แจ้งสิ่งทั้งปวง มีปัญญาดี ไม่แปดเปื้อนในธรรมทั้งปวง ละสิ่งทั้งปวง หลุดพ้นในความสิ้นตัณหา ผู้นั้นแลที่พระองค์เรียกว่าผู้อยู่ผู้เดียวอย่างแท้จริง
- Page 330 ภิกขุสังยุตต์ สูตรที่ ๑๑ (พระมหากัปปินะ - เริ่มต้น เนื้อหาขาดตอนท้ายไฟล์) เมื่อพระมหากัปปินะเดินมาแต่ไกล พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้ภิกษุทั้งหลายสังเกตลักษณะของท่านว่ามีผิวขาว ร่างบาง และจมูกโด่ง ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่าเห็นเช่นนั้น พระพุทธเจ้าทรงเริ่มตรัสว่าภิกษุนี้มีฤทธิ์มากและมีสมาบัติที่หาได้ยาก แต่เนื้อหาของสูตรนี้ถูกตัดขาดกลางประโยคที่ท้ายไฟล์ ยังไม่ทราบว่าท้ายสูตรจะเฉลยคุณธรรมใดของพระมหากัปปินะ
- Page 331 กัปปินสูตร (ตอนจบ) ส่วนท้ายของพระสูตรที่กล่าวถึงพระผู้เป็นอรหันต์ (พระมหากัปปินะ) ผู้บรรลุที่สุดแห่งพรหมจรรย์ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบัน จากนั้นพระศาสดาตรัสคาถาเปรียบเทียบสิ่งที่ประเสริฐที่สุดในแต่ละหมู่ เช่น กษัตริย์ประเสริฐในหมู่ชน ผู้สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะประเสริฐในหมู่เทวดาและมนุษย์ ดวงอาทิตย์ส่องสว่างกลางวัน ดวงจันทร์ส่องสว่างกลางคืน แต่พระพุทธเจ้าทรงรุ่งเรืองด้วยเดชตลอดทั้งวันทั้งคืน สื่อถึงความเป็นเลิศอันไม่มีผู้ใดเทียบได้ของพระพุทธองค์เหนือสิ่งประเสริฐทั้งปวงในโลก
- Page 331–332 สหายกสูตร ภิกษุสหายสองรูปซึ่งเป็นศิษย์ของท่านพระมหากัปปินะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค พระองค์ทอดพระเนตรเห็นแต่ไกลจึงตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่ารู้จักภิกษุสหายทั้งสองนี้หรือไม่ พร้อมตรัสยกย่องว่าท่านทั้งสองมีฤทธิ์มากมีอานุภาพมาก และได้บรรลุที่สุดแห่งพรหมจรรย์ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองเช่นเดียวกัน จากนั้นตรัสคาถาสรรเสริญมิตรภาพอันยาวนานของท่านทั้งสองที่ลงรอยกันในธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง ได้รับการฝึกฝนอบรมดีจากพระกัปปินะ ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันเป็นครั้งสุดท้ายเพราะชนะมารพร้อมทั้งเสนามารได้แล้ว พระสูตรนี้เป็นสูตรสุดท้า
หน้า 1–50
หน้า 51–100
หน้า 101–150
หน้า 151–200
หน้า 201–250
หน้า 251–300