Numbered Discourses: Sevens, Eights, Nines

Pāli Siam Raṭṭha · Sutta Piṭaka — The Basket of Discourses · Volume 23 · 487 pages

Summarized by AI from the full volume (191 topics) — click to jump to where each topic begins.

  1. Page 1–2 องค์ธรรม ๗ ประการที่ทำให้ภิกษุเป็นที่รักหรือไม่เป็นที่รักของเพื่อนพรหมจรรย์ พระพุทธเจ้าตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายที่วัดเชตวันว่า ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ เช่น อยากได้ลาภ อยากได้สักการะ อยากได้การยกย่อง ไม่มีหิริโอตตัปปะ มีความปรารถนาลามก และมีความเห็นผิด ย่อมเป็นที่รังเกียจไม่เป็นที่รักของเพื่อนภิกษุ ส่วนภิกษุที่ตรงข้ามคือไม่มีความอยากเหล่านั้น มีหิริโอตตัปปะ มีความปรารถนาน้อยและเห็นชอบ ย่อมเป็นที่รักที่เคารพ จากนั้นทรงแสดงชุดธรรม ๗ อีกชุดหนึ่งในทำนองเดียวกัน โดยเปลี่ยนจากความริษยาและความตระหนี่เป็นตัวชี้วัด แสดงให้เห็นว่าความอยากได้หน้าได้ตาและกิเลสเป็นเหตุให้เพื่อนสง
  2. Page 2–4 พลสูตร - กำลัง ๗ ประการ พระพุทธเจ้าทรงแสดงกำลัง ๗ ประการที่ทำให้ภิกษุอยู่เป็นสุขและเป็นบัณฑิต ได้แก่ ศรัทธา วิริยะ หิริ โอตตัปปะ สติ สมาธิ และปัญญา โดยทรงอธิบายรายละเอียดของแต่ละกำลังว่าคืออะไรในทางปฏิบัติ เช่น ศรัทธาคือความเชื่อมั่นในการตรัสรู้ของพระตถาคต วิริยะคือความเพียรละอกุศลเจริญกุศล หิริโอตตัปปะคือความละอายและเกรงกลัวต่อการทำชั่ว สมาธิคือการเข้าฌาน และปัญญาคือปัญญาที่รู้แจ้งเห็นความเกิดดับ ปิดท้ายด้วยคาถาสรุปว่าผู้มีกำลังทั้ง ๗ นี้ย่อมพิจารณาธรรมโดยแยบคายและบรรลุความหลุดพ้นได้
  3. Page 4–6 ธนสูตร - ทรัพย์ ๗ ประการ พระพุทธเจ้าทรงแสดงทรัพย์ ๗ ประการอันเป็นทรัพย์ภายใน คือ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ สุตะ (การสดับเล่าเรียน) จาคะ (การเสียสละแบ่งปัน) และปัญญา โดยอธิบายความหมายของแต่ละอย่างอย่างละเอียด เช่น สีลธนะคือการงดเว้นจากปาณาติบาตจนถึงการดื่มสุรา จาคธนะคือจิตใจที่ปราศจากความตระหนี่ยินดีในการให้ คาถาท้ายสูตรกล่าวว่าผู้ใดมีทรัพย์เหล่านี้ไม่ว่าหญิงหรือชาย ท่านเรียกผู้นั้นว่าไม่ยากจน ชีวิตของเขาไม่สูญเปล่า จึงควรหมั่นเจริญศรัทธาและศีลตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
  4. Page 6–7 อุคคสูตร - ทรัพย์ที่ไม่มีใครแย่งชิงได้ อุคคราชมหาอำมาตย์เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและกล่าวชื่นชมความมั่งคั่งมหาศาลของมิคารโรหเณยยะผู้มีทรัพย์เป็นแสน พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าทรัพย์ภายนอกเช่นนั้นเป็นของกลางที่ไฟ น้ำ พระราชา โจร หรือทายาทที่ไม่ชอบพอสามารถแย่งชิงไปได้ ต่างจากทรัพย์ ๗ ประการคือศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ สุตะ จาคะ และปัญญา ซึ่งไม่มีใครแย่งชิงไปได้เลย ผู้มีทรัพย์เหล่านี้ย่อมเป็นผู้มั่งคั่งแท้จริงที่ไม่มีใครเอาชนะได้ทั้งในโลกมนุษย์และเทวโลก
  5. Page 7–8 สัญโญชนสูตร - เครื่องผูกมัดใจ ๗ ประการ พระพุทธเจ้าทรงแสดงสังโยชน์ (กิเลสเครื่องร้อยรัดใจสัตว์ไว้กับสังสารวัฏ) ๗ ประการ คือ ความยินดี ความขัดเคือง ความเห็นผิด ความลังเลสงสัย มานะ ความกำหนัดในภพ และอวิชชา พร้อมทั้งตรัสว่าการประพฤติพรหมจรรย์มีจุดมุ่งหมายเพื่อละสังโยชน์เหล่านี้ให้หมดสิ้นถอนรากถอนโคน จากนั้นทรงแสดงสังโยชน์อีกชุดหนึ่งที่เปลี่ยนความกำหนัดในภพและอวิชชาเป็นความริษยาและความตระหนี่แทน ปิดท้ายวรรคธนวรรคที่หนึ่งด้วยบทสรุปรวมหัวข้อทั้งหมด
  6. Page 8–9 อนุสยสูตร - กิเลสที่นอนเนื่องในสันดาน ๗ ประการ ขึ้นต้นวรรคที่สอง (อนุสยวรรค) พระพุทธเจ้าทรงแสดงอนุสัย คือกิเลสที่แฝงนอนเนื่องอยู่ในจิตสันดาน ๗ ประการ ได้แก่ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย มานานุสัย ภวราคานุสัย และอวิชชานุสัย ทรงย้ำว่าการประพฤติพรหมจรรย์ก็เพื่อละอนุสัยเหล่านี้ให้หมดสิ้นเช่นเดียวกับสังโยชน์ในสูตรก่อนหน้า แสดงให้เห็นว่ากิเลสมีทั้งระดับที่ปรากฏชัด (สังโยชน์) และระดับที่แฝงลึกในจิตใจ (อนุสัย) ซึ่งล้วนต้องถูกถอนรากด้วยการปฏิบัติธรรม
  7. Page 9–10 สูตรว่าด้วยตระกูลที่ควรเข้าไปหาหรือไม่ควรเข้าไปหา พระพุทธเจ้าทรงแสดงองค์ ๗ ของตระกูลที่ภิกษุไม่ควรเข้าไปหาหรือหากเข้าไปแล้วก็ไม่ควรนั่ง คือตระกูลที่ต้อนรับด้วยความไม่พอใจ ไม่แสดงความเคารพ ปิดบังของที่มีอยู่ ให้ของน้อยทั้งที่มีมาก ให้ของเลวทั้งที่มีของดี และให้โดยไม่เคารพ ตรงข้ามกับตระกูลที่ควรเข้าไปหาซึ่งต้อนรับด้วยไมตรีจิตและให้ด้วยความเคารพ สูตรนี้สะท้อนหลักปฏิบัติในการโปรดสัตว์และรับกิจนิมนต์ของภิกษุ โดยพิจารณาจากน้ำใจของทายกทายิกาเป็นสำคัญ
  8. Page 10 บุคคลผู้ควรแก่ทักษิณา ๗ จำพวก (ตามประเภทวิมุตติ) พระพุทธเจ้าทรงแสดงบุคคล ๗ จำพวกที่ควรแก่ของทำบุญ ควรแก่การต้อนรับ ควรแก่ทักษิณา และควรแก่การอัญชลี คือ พระอุภโตภาควิมุตติ พระปัญญาวิมุตติ พระกายสักขี พระทิฏฐิปัตตะ พระสัทธาวิมุตติ พระธัมมานุสารี และพระสัทธานุสารี ซึ่งเป็นการจำแนกอริยบุคคลตามลักษณะการหลุดพ้นและกำลังธรรมที่โดดเด่นของแต่ละท่าน แสดงให้เห็นว่าเส้นทางสู่ความหลุดพ้นมีความหลากหลายตามอุปนิสัยของแต่ละบุคคล
  9. Page 10–12 อุทกูปมสูตร - อุปมาบุคคลด้วยน้ำ ๗ จำพวก พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบบุคคลในโลกกับคนที่อยู่ในน้ำ ๗ จำพวก ตั้งแต่จมมิดแล้วจมอยู่อย่างนั้น (คนที่มีแต่อกุศลธรรมดำสนิท) ไปจนถึงผุดขึ้นแล้วข้ามถึงฝั่งยืนอยู่บนบก (พระอรหันต์ผู้สิ้นอาสวะ) โดยระหว่างนั้นมีจำพวกที่ผุดขึ้นแล้วจมกลับลง ผุดขึ้นแล้วหยุดนิ่ง ผุดขึ้นแล้วมองดู ผุดขึ้นแล้วว่ายข้าม และผุดขึ้นแล้วถึงที่พึ่งพิงตื้น ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่าเทียบได้กับปุถุชนที่ศรัทธากุศลธรรมแล้วเสื่อมถอย ผู้ที่ทรงตัวอยู่ได้ พระโสดาบัน พระสกทาคามี และพระอนาคามีตามลำดับ อุปมานี้แสดงพัฒนาการทางจิตวิญญาณจากปุถุช
  10. Page 13–15 บุคคลผู้ควรแก่ทักษิณา ๗ จำพวก (ตามการเจริญอนุปัสสนา) พระพุทธเจ้าทรงแสดงบุคคล ๗ จำพวกอีกสองชุดที่ควรแก่ทักษิณา โดยจำแนกตามผู้ที่เจริญอนิจจานุปัสสนาในสังขารทั้งปวงอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย (สูตรแรก) และผู้ที่เจริญทุกขานุปัสสนา อนัตตานุปัสสนา และสุขานุปัสสนาในนิพพาน (สูตรที่สอง) ทั้งสองชุดแสดงผลลัพธ์เจ็ดระดับตั้งแต่ผู้สิ้นอาสวะบรรลุอรหัตตผลในชาตินี้ ไปจนถึงผู้ปรินิพพานในระหว่างภพต่างๆ และผู้มีกระแสจิตส่งขึ้นสู่ชั้นอกนิฏฐา แสดงให้เห็นว่าการเจริญวิปัสสนาอย่างสม่ำเสมอนำไปสู่ผลแห่งความหลุดพ้นในระดับต่างๆ กัน
  11. Page 15 นิททสวัตถุสูตร (สังเขป) - เหตุแห่งความเป็นผู้ไม่เป็นเด็กหนุ่ม ๗ ประการ พระพุทธเจ้าทรงแสดงนิททสวัตถุ คือเหตุที่ทำให้ภิกษุพ้นจากความเป็นผู้ยังอ่อนประสบการณ์ ๗ ประการโดยสังเขป ได้แก่ ความมีฉันทะแรงกล้าในการสมาทานสิกขาและมีความยินดีในอนาคต ในการพิจารณาธรรม ในการฝึกความปรารถนา ในการหลีกเร้น ในการปรารภความเพียร ในสติปัญญาไหวพริบ และในการแทงตลอดทิฏฐิ นี่เป็นบทตั้งสั้นๆ ปิดท้ายอนุสยวรรคที่สอง ซึ่งเรื่องราวเบื้องหลังของหัวข้อนี้จะถูกขยายความอย่างละเอียดในสูตรที่ ๓๙-๔๐ ต่อไปในเทวตาวรรค
  12. Page 15–17 วัชชีอปริหานิยธรรมสูตร - ธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อมของแคว้นวัชชี ที่เมืองเวสาลี พระพุทธเจ้าทรงแสดงอปริหานิยธรรม ๗ ประการแก่เจ้าลิจฉวีทั้งหลาย อันเป็นเหตุให้แคว้นวัชชีมีแต่ความเจริญไม่เสื่อมถอย ได้แก่ การหมั่นประชุมกันเนืองๆ พร้อมเพรียงกันประชุมและเลิกประชุม ไม่บัญญัติสิ่งใหม่หรือล้มล้างสิ่งที่บัญญัติไว้แล้วตามธรรมเนียมเดิม เคารพนับถือผู้ใหญ่ในวัชชี ไม่ข่มเหงลูกหลานสตรีของตระกูลอื่นโดยพลการ เคารพบูชาเจดีย์สถานของวัชชีทั้งในและนอกเมือง และให้ความอารักขาพระอรหันต์ผู้มาสู่แว่นแคว้นอย่างดี สูตรนี้เป็นต้นแบบของหลักการปกครองที่ดีซึ่งภายหลังพระพุทธเจ้าทรงนำมาปรับใช้ก
  13. Page 17–21 สูตรว่าด้วยพระเจ้าอชาตศัตรูและวัสสการพราหมณ์ พระเจ้าอชาตศัตรูแห่งแคว้นมคธประสงค์จะยกทัพไปปราบแคว้นวัชชี จึงส่งวัสสการพราหมณ์มหาอำมาตย์ไปทูลถามพระพุทธเจ้าถึงความเป็นไปได้ พระพุทธเจ้าไม่ตอบตรงแต่ตรัสถามพระอานนท์ต่อหน้าพราหมณ์ถึงอปริหานิยธรรม ๗ ประการของวัชชีที่เคยทรงแสดงไว้ที่สารันททเจดีย์ เมื่อพระอานนท์ยืนยันว่าวัชชียังคงปฏิบัติตามธรรมเหล่านั้นอยู่ครบถ้วน วัสสการพราหมณ์จึงสรุปเองว่าวัชชีจะไม่มีทางถูกทำลายด้วยการรบ นอกจากใช้กลอุบายยุแยงให้แตกความสามัคคีเท่านั้น แล้วจึงกราบทูลลากลับ สูตรนี้แสดงให้เห็นว่าความสามัคคีและการรักษาจารีตที่ดีคือเกรา
  14. Page 21–25 อปริหานิยธรรมสำหรับภิกษุสงฆ์ (๕ ชุด) พระพุทธเจ้าทรงนำหลักอปริหานิยธรรมมาปรับใช้กับหมู่สงฆ์โดยแสดงชุดธรรม ๗ ประการถึง ๕ ชุดติดต่อกัน ได้แก่ ชุดที่คล้ายกับของวัชชี (หมั่นประชุม พร้อมเพรียง ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจตัณหา อยู่ป่าเป็นวัตร), ชุดที่ว่าด้วยการไม่ยินดีในการงาน การพูดคุย การนอน และการคลุกคลี ไม่มีความปรารถนาลามก, ชุดคุณธรรมคือศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พาหุสัจจะ วิริยะ สติ ปัญญา, ชุดโพชฌงค์ ๗ ประการ, และชุดสัญญา ๗ ประการมีอนิจจสัญญาเป็นต้น แต่ละชุดจบด้วยคำยืนยันว่าตราบใดที่ภิกษุยังตั้งมั่นในธรรมเหล่านี้ ความเจริญเท่านั้นที่พึงหวังได้ ไม่ใ
  15. Page 25–26 ธรรมเป็นเหตุเสื่อมและไม่เสื่อมของภิกษุผู้เป็นเสขะ พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม ๗ ประการที่เป็นเหตุให้ภิกษุผู้ยังศึกษาอยู่ (เสขะ) เสื่อมจากคุณธรรม ได้แก่ ความยินดีในการงาน การพูดคุย การนอน การคลุกคลี การไม่สำรวมอินทรีย์ ความไม่รู้จักประมาณในการบริโภค และการไม่พิจารณาเมื่อสงฆ์มีกิจที่ควรทำ พร้อมทั้งแสดงธรรมตรงข้ามที่เป็นเหตุไม่เสื่อม สูตรนี้เตือนใจภิกษุหนุ่มผู้ยังไม่บรรลุธรรมสูงสุดให้ระวังพฤติกรรมที่จะฉุดรั้งความก้าวหน้าทางจิตใจ
  16. Page 26–28 ธรรมเป็นเหตุเสื่อมและไม่เสื่อมของอุบาสก พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม ๗ ประการที่เป็นเหตุให้อุบาสกเสื่อมจากสัทธรรม ได้แก่ การละเลยไม่ไปเยี่ยมภิกษุ การละเลยการฟังธรรม การไม่ศึกษาในอธิศีล การไม่มีความเลื่อมใสในภิกษุทั้งเถระ นวกะ และมัชฌิมะ การฟังธรรมด้วยจิตคอยจับผิด การแสวงหาผู้ควรรับทักษิณานอกพระศาสนา และการทำบุญแก่คนนอกก่อนคนในศาสนา พร้อมแสดงธรรมตรงข้ามที่ทำให้ไม่เสื่อม ปิดท้ายด้วยคาถาย้ำความสำคัญของแต่ละข้อ และจบวัชชีวรรคที่สามพร้อมบทสรุปหัวข้อทั้งหมดในวรรค
  17. Page 28–32 เทวตาสูตร - เทวดามาทูลธรรมไม่เสื่อมและพระสารีบุตรอธิบายความ เปิดเทวตาวรรคที่สี่ ด้วยเรื่องเทวดาหลายองค์ผลัดกันมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้ายามค่ำคืนที่วัดเชตวัน แต่ละองค์ทูลว่าธรรม ๗ ประการทำให้ภิกษุไม่เสื่อม เช่น ความเคารพในพระศาสดา พระธรรม พระสงฆ์ สิกขา สมาธิ ความไม่ประมาท และการปฏิสันถาร หรือในบางครั้งเปลี่ยนเป็นหิริโอตตัปปะหรือความเป็นผู้ว่าง่ายมีกัลยาณมิตร เมื่อพระพุทธเจ้าทรงเล่าเรื่องนี้แก่ภิกษุ พระสารีบุตรได้ขยายความว่าการมีความเคารพนั้นต้องทั้งเคารพเองและชักชวนสรรเสริญผู้อื่นที่มีความเคารพด้วย ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงรับรองว่าเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องตามที่ทรงแ
  18. Page 32–33 มิตตสูตร ๑ - องค์คุณของมิตรแท้ที่ควรคบ พระพุทธเจ้าทรงแสดงองค์ ๗ ของมิตรที่ควรคบหา คือ ให้สิ่งที่ให้ยาก ทำสิ่งที่ทำยาก อดทนต่อคำพูดที่ทนได้ยาก เปิดเผยความลับของตนแก่เพื่อน รักษาความลับของเพื่อน ไม่ทอดทิ้งในยามทุกข์ยาก และไม่ดูหมิ่นเมื่อเพื่อนสิ้นเนื้อประดาตัว พร้อมคาถาสรุปว่าผู้มีองค์ธรรมเหล่านี้คือมิตรแท้ที่ควรเข้าไปคบหาสำหรับผู้ปรารถนามิตร
  19. Page 33 มิตตสูตร ๒ - มิตรที่ควรคบแม้เมื่อถูกขับไล่ พระพุทธเจ้าทรงแสดงองค์ ๗ ของภิกษุผู้เป็นมิตรที่ควรคบหาแม้จะถูกผลักไสไล่ส่งก็ตาม คือ เป็นที่รัก เป็นที่เจริญใจ เป็นที่เคารพ เป็นที่ยกย่อง เป็นผู้กล่าวสอนได้ เป็นผู้อดทนต่อถ้อยคำ เป็นผู้พูดเรื่องลึกซึ้งได้ และไม่ชักชวนไปในทางที่ไม่ควร แสดงให้เห็นว่ามิตรที่ดีมีค่าควรรักษาไว้แม้ในยามที่ความสัมพันธ์ตึงเครียด
  20. Page 33–35 สูตรว่าด้วยเหตุแห่งปฏิสัมภิทา ๔ พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม ๗ ประการที่ทำให้ภิกษุบรรลุปฏิสัมภิทา ๔ (ความแตกฉานในอรรถ ธรรม ภาษา และปฏิภาณ) ได้อย่างรวดเร็ว คือรู้ชัดสภาพจิตที่หดหู่หรือฟุ้งซ่านทั้งภายในภายนอกตามความเป็นจริง รู้ชัดความเกิดดับของเวทนา สัญญา และวิตก และมีความชำนาญในการจับสัญลักษณ์ของธรรมที่เหมาะสมและไม่เหมาะสม จากนั้นทรงยกพระสารีบุตรเป็นตัวอย่างจริงว่าท่านประกอบด้วยธรรม ๗ ประการนี้เองจึงบรรลุปฏิสัมภิทาทั้งสี่ด้วยปัญญาอันยิ่งของท่านเอง
  21. Page 35–36 สูตรว่าด้วยผู้บังคับจิตได้ ไม่ใช่จิตบังคับผู้นั้น พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม ๗ ประการที่ทำให้ภิกษุเป็นผู้บังคับจิตได้ ไม่ใช่ถูกจิตบังคับ คือความชำนาญในสมาธิด้านการเข้า การตั้งอยู่ การออก ความคล่องแคล่ว อารมณ์ และการน้อมจิตไปสู่สมาธิ ทั้งหมดนี้คือความชำนาญรอบด้านในเรื่องสมาธิ จากนั้นทรงยกพระสารีบุตรเป็นตัวอย่างอีกครั้งว่าท่านมีความชำนาญครบทั้ง ๗ ด้านนี้ จึงเป็นผู้ควบคุมจิตได้อย่างสมบูรณ์ไม่ตกเป็นทาสของจิตตนเอง
  22. Page 36–38 นิททสวัตถุสูตร (พระสารีบุตร) - ความหมายที่แท้จริงของ "นิททสภิกษุ" พระสารีบุตรแวะไปยังอารามของปริพาชกลัทธิอื่นระหว่างบิณฑบาต และได้ยินพวกเขากล่าวว่าผู้ใดประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์ครบ ๑๒ ปีก็พอเรียกได้ว่าเป็น "นิททสภิกษุ" (ผู้ผ่านพ้นวัยอ่อนประสบการณ์) ท่านไม่คัดค้านหรือเห็นด้วยแต่นำไปกราบทูลถามพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสว่าเพียงนับจำนวนพรรษาไม่อาจกำหนดความเป็นนิททสภิกษุได้ แล้วทรงแสดงนิททสวัตถุที่แท้จริง ๗ ประการซึ่งทรงตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง คือความมีฉันทะแรงกล้าในการศึกษา การพิจารณาธรรม การฝึกความปรารถนา การหลีกเร้น ความเพียร สติปัญญา และการแทงตลอดทิฏฐิ ไม่ว่าจะบวชมา
  23. Page 38–41 นิททสวัตถุสูตร (พระอานนท์) - เรื่องเดียวกันที่เมืองโกสัมพี เหตุการณ์เดียวกันเกิดซ้ำกับพระอานนท์ที่เมืองโกสัมพี คือได้ยินปริพาชกต่างลัทธิกล่าวเรื่องนิททสภิกษุ ๑๒ ปีเช่นเดียวกัน จึงนำมากราบทูลถามพระพุทธเจ้า คราวนี้พระองค์ทรงแสดงนิททสวัตถุ ๗ ประการในชุดที่ต่างออกไป คือเพียงมีศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พาหุสัจจะ วิริยะ สติ และปัญญา ก็นับเป็นนิททสภิกษุได้ไม่ว่าจะบวชมากี่ปีก็ตาม แสดงให้เห็นว่าพระพุทธเจ้าทรงปรับคำสอนเรื่องเดียวกันให้เหมาะกับผู้ฟังต่างวาระกัน และจบเทวตาวรรคที่สี่ด้วยบทสรุปหัวข้อทั้งหมด
  24. Page 41–42 วิญญาณัฏฐิติสูตร - ภูมิเป็นที่ตั้งของวิญญาณ ๗ ประการ เปิดมหายัญญวรรคที่ห้า ด้วยพระพุทธเจ้าทรงแสดงวิญญาณฐิติ ๗ ประการ คือระดับภพภูมิที่วิญญาณของสัตว์ไปตั้งอยู่ ตั้งแต่มนุษย์และเทวดาบางพวกที่มีกายต่างกันสัญญาต่างกัน ไปจนถึงพรหมกายิกาที่มีกายต่างกันแต่สัญญาเดียวกัน เทวดาอาภัสราที่มีกายเดียวกันแต่สัญญาต่างกัน เทวดาสุภกิณหะที่มีทั้งกายและสัญญาเดียวกัน และภูมิอรูปฌานสามชั้นคืออากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ และอากิญจัญญายตนะ สูตรนี้เป็นแผนที่จักรวาลวิทยาทางจิตที่แสดงลำดับภพภูมิต่างๆ ที่จิตวิญญาณสามารถไปเกิดได้
  25. Page 42 สมาธิปริขารสูตร - บริขารของสมาธิ ๗ ประการ พระพุทธเจ้าทรงแสดงบริขารของสมาธิ ๗ ประการ คือองค์มรรคหกข้อแรกได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ และสัมมาวายามะ รวมกับสัมมาสติ ซึ่งเมื่อประชุมพร้อมกันแล้วทำให้จิตมีอารมณ์เดียว เรียกว่าอริยสมาธิที่มีทั้งเหตุปัจจัยรองรับและมีเครื่องประกอบพร้อมสรรพ แสดงให้เห็นว่าสัมมาสมาธิไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่ต้องอาศัยองค์มรรคอื่นเป็นฐานสนับสนุน
  26. Page 42 อัคคิสูตร - ไฟ ๗ กอง (บทตั้ง) พระพุทธเจ้าทรงแสดงรายชื่อไฟ ๗ กองโดยสังเขป ได้แก่ ไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ ไฟที่ควรบูชา (บิดามารดา) ไฟคือคฤหบดี (ผู้ที่ต้องเลี้ยงดู) ไฟที่ควรแก่ทักษิณา (สมณพราหมณ์ผู้ทรงศีล) และไฟจากฟืน เป็นการปูพื้นสำหรับการขยายความอย่างละเอียดในสูตรถัดไปที่ทรงแสดงแก่พราหมณ์อุคคตสรีระ
  27. Page 42–47 อุคคตสรีรสูตร - ไฟที่ควรละและไฟที่ควรบูชา พราหมณ์อุคคตสรีระกำลังเตรียมพิธีบูชายัญใหญ่โดยผูกโคผู้ โคหนุ่ม แม่โคสาว แพะ และแกะอย่างละ ๕๐๐ ตัวไว้กับหลัก แล้วทูลถามพระพุทธเจ้าถึงอานิสงส์ของการก่อไฟบูชายัญและปักหลักบูชา พระพุทธเจ้าทรงตอบพระอานนท์ว่าคำถามนี้ตั้งผิด แล้วทรงสอนพราหมณ์เองว่าเพียงคิด พูด หรือลงมือเตรียมฆ่าสัตว์เพื่อบูชายัญก็เป็นการก่อ "ศัสตรา" ทางใจ วาจา และกายอันเป็นอกุศลนำไปสู่ทุคติแล้วตั้งแต่ก่อนพิธีจะเริ่ม จากนั้นทรงแสดงไฟ ๓ กองที่ควรละคือราคะ โทสะ โมหะ และไฟ ๓ กองที่ควรบูชาด้วยความเคารพคือไฟบิดามารดา ไฟคฤหบดี (ครอบครัวที่ต้อ
  28. Page 47–55 สัตตสัญญาสูตร - สัญญา ๗ ประการที่มีผลมากนำสู่อมตะ พระพุทธเจ้าทรงแสดงสัญญา ๗ ประการที่เมื่อเจริญและทำให้มากแล้วมีผลมากมีอานิสงส์มากหยั่งลงสู่อมตะ คือ อสุภสัญญา มรณสัญญา อาหาเรปฏิกูลสัญญา สัพพโลเกอนภิรตสัญญา อนิจจสัญญา ทุกขสัญญาในสิ่งไม่เที่ยง และอนัตตสัญญาในสิ่งที่เป็นทุกข์ จากนั้นทรงขยายความแต่ละข้อทีละอย่างด้วยสูตรตายตัวเดียวกัน คือเมื่อจิตเจริญสัญญานั้นแล้วย่อมหดตัวถอยกลับจากอารมณ์ที่ไม่ควร (เช่น เมถุนธรรม ความอยากมีชีวิต ความอยากในรส โลกธรรม) เปรียบเหมือนขนไก่หรือเอ็นที่ถูกโยนเข้ากองไฟย่อมหดม้วนงอทันที และหากจิตยังไม่หดตัวเช่นนั้นก็พึงรู้ว่า
  29. Page 55 ชาณุโสณิสูตร (เริ่มต้น) - พราหมณ์ทูลถามเรื่องพรหมจรรย์ ท้ายไฟล์นี้เริ่มต้นสูตรใหม่ที่พราหมณ์ชาณุโสณิเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและทูลถามว่าพระองค์เองทรงปฏิญาณตนว่าเป็นพรหมจารีหรือไม่ พระพุทธเจ้าเริ่มตอบว่าผู้ที่จะกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์บริบูรณ์ไม่ขาดไม่ด่างพร้อยนั้นควรกล่าวเช่นไร แต่เนื้อหาส่วนนี้ถูกตัดขาดกลางคันเนื่องจากหมดหน้าของไฟล์ที่ได้รับมา บทสนทนาที่แท้จริงและคำตอบของพระพุทธเจ้าจะปรากฏต่อในส่วนถัดไปของเล่ม ๒๓
  30. Page 56–58 เมถุนสัญโญคสูตร (ต่อ) พระพุทธเจ้าตรัสตอบพราหมณ์ชานุสโสณีต่อจากตอนต้นเรื่อง ว่าการประพฤติพรหมจรรย์ที่ดูเหมือนบริสุทธิ์แต่ยังพอใจในการสัมผัสหรือคะนองเล่นกับหญิง หรือปรารถนาเกิดเป็นเทพเพราะติดใจในกามคุณ ก็ยังถือว่าขาด ด่างพร้อย ไม่บริสุทธิ์ เพราะยังพัวพันด้วยเครื่องผูกทางเพศเจ็ดประการ (เมถุนสังโยค) ทำให้ไม่พ้นทุกข์ พระองค์ตรัสว่าตราบใดที่ยังละเครื่องผูกทั้งเจ็ดนี้ไม่ได้ ก็ยังไม่ทรงปฏิญาณพระองค์เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท้ายเรื่องพราหมณ์ชานุสโสณีเลื่อมใสประกาศตนเป็นอุบาสก
  31. Page 58–60 สัญโญควิสัญโญคสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเรื่องความผูกพัน (สัญโญค) และความหลุดพ้นจากความผูกพัน (วิสัญโญค) ระหว่างเพศหญิงเพศชาย โดยชี้ว่าเมื่อหญิงหรือชายยังใส่ใจถึงอินทรีย์ อากัปกิริยา และเสน่ห์ของเพศตรงข้ามแล้วเกิดความกำหนัดพอใจ ก็ชื่อว่ายังข้องอยู่ในภาวะนั้น ไม่อาจก้าวล่วงพ้นได้ แต่หากไม่ใส่ใจปรุงแต่งเช่นนั้น ก็ชื่อว่าหลุดพ้นและก้าวล่วงภาวะนั้นได้ เป็นคำสอนที่ชี้ว่าการติดข้องทางเพศเริ่มจากความคิดปรุงแต่งในใจ ไม่ใช่การกระทำภายนอกเท่านั้น
  32. Page 60–64 ทานสูตร (แก่พระสารีบุตร) พระสารีบุตรทูลถามว่าเหตุใดทานอย่างเดียวกันที่ให้แก่บุคคลเดียวกันจึงมีผลมากน้อยต่างกัน พระพุทธเจ้าตรัสอธิบายว่าผู้ให้ทานด้วยความหวังผลตอบแทน ยึดติดจิต หรือหวังไปเสวยผลในภพหน้า เมื่อตายไปเกิดเป็นเทพชั้นต่ำ ครั้นสิ้นบุญแล้วยังต้องกลับมาเกิดอีก ส่วนผู้ที่ให้ทานโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ เพียงเห็นว่าเป็นเครื่องประดับและอุปกรณ์ของจิตใจ เมื่อตายไปเกิดในพรหมโลกและเป็นอนาคามีไม่ต้องกลับมาเกิดอีก แสดงให้เห็นว่าเจตนาและความยึดติดของผู้ให้เป็นตัวกำหนดผลของทานยิ่งกว่าวัตถุที่ให้
  33. Page 64–68 นันทมาตาสูตร เมื่อพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะพร้อมสงฆ์หมู่ใหญ่จาริกผ่านเวฬุกัณฏกะ นันทมาตาอุบาสิกาผู้สวดปาราสยนตอนใกล้รุ่งได้รับคำชมจากท้าวเวสสวัณมหาราชที่บังเอิญผ่านมาได้ยิน และขอให้เธอถวายภัตตาหารแก่สงฆ์อุทิศส่วนกุศลแก่ตน หลังจัดเลี้ยงพระสงฆ์แล้ว นางเล่าถวายพระสารีบุตรถึงธรรมอันน่าอัศจรรย์เจ็ดประการของตน เช่น ไม่หวั่นไหวเมื่อบุตรถูกฆ่า ไม่หวั่นไหวเมื่อเห็นสามีที่ตายไปเกิดเป็นยักษ์มาปรากฏ ซื่อสัตย์ต่อสามีมาแต่แรก ไม่เคยล่วงศีล และเจริญฌานทั้งสี่พร้อมละสังโยชน์เบื้องต่ำห้าประการได้ แสดงถึงคุณธรรมอันสูงของ
  34. Page 69–71 อัพยากตสูตร ขึ้นต้นปัณณาสกที่สอง วรรคที่หนึ่งชื่ออัพยากตวรรค ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามเหตุที่พระอริยสาวกผู้สดับแล้วไม่เกิดความสงสัยในปัญหาที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์ (เช่น ตถาคตมีอยู่หรือไม่หลังตาย) พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นเพราะการดับทิฏฐิ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับย่อมไม่รู้เหตุเกิดและความดับแห่งทิฏฐิ จึงหวั่นไหวต่อปัญหาเหล่านั้น ส่วนอริยสาวกผู้รู้ชัดจึงไม่พยากรณ์และไม่หวั่นไหว ตรัสสอนหลักเดียวกันซ้ำอีกครั้งด้วยเรื่องความเดือดร้อนใจ (วิปฏิสาร) ว่าเกิดจากความยึดถือเช่นกัน
  35. Page 71–75 สัตตปุริสคติสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงคติเจ็ดประการของบุคคล อันเป็นระดับการปรินิพพานของพระอนาคามีที่แตกต่างกัน เช่น ปรินิพพานในระหว่าง ปรินิพพานเมื่อจวนถึงฝั่ง ปรินิพพานโดยไม่ต้องเพียรหรือต้องเพียร และผู้มีกระแสสูงขึ้นสู่ชั้นอกนิฏฐะ โดยเปรียบกับสะเก็ดเหล็กร้อนที่ถูกเผาแล้วดับในที่ต่างกัน จากนั้นตรัสอธิบายอนุปาทาปรินิพพาน คือการดับกิเลสโดยสิ้นเชิงไม่มีส่วนเหลือของพระอรหันต์ ซึ่งต่างจากคติทั้งเจ็ดที่ยังเป็นของพระอนาคามีผู้ยังไม่หมดกิเลสสิ้นเชิง
  36. Page 75–80 เทวตาสูตร-ติสสพรหมสูตร ณ เขาคิชฌกูฏ เทวดาสององค์ทูลพระพุทธเจ้าว่าภิกษุณีเหล่านี้ "หลุดพ้นแล้ว" และ "หลุดพ้นดีแล้วโดยไม่มีอุปาทิเหลือ" พระมหาโมคคัลลานะสงสัยว่าเทพเหล่าใดมีญาณรู้ความต่างระหว่างสองระดับนี้ จึงไปหาติสสพรหม (อดีตภิกษุที่เพิ่งมรณภาพไปเกิดเป็นพรหม) ได้รับคำอธิบายว่าเทพพรหมที่ยังพอใจติดในชีวิตพรหมจะไม่รู้ความต่างนี้ แต่ผู้ไม่พอใจติดจะรู้ได้ พร้อมอธิบายวิธีที่เทวดาจำแนกรู้จักพระอริยบุคคลประเภทต่างๆ เช่น อุภโตภาควิมุตต์ ปัญญาวิมุตต์ กายสักขี ธัมมานุสารี เมื่อโมคคัลลานะกลับมากราบทูล พระพุทธเจ้าทรงเพิ่มบุคคลประเภ
  37. Page 80–84 สีหเสนาปติสูตร สีหเสนาบดีทูลถามว่าอาจแสดงผลของทานที่เห็นได้เองในปัจจุบันหรือไม่ พระพุทธเจ้าทรงใช้วิธีถามนำให้สีหะเปรียบเทียบระหว่างคนตระหนี่ใจร้ายกับคนมีศรัทธาเป็นทานบดี ทีละข้อจนสีหะยอมรับเองว่าคนให้ทานย่อมเป็นที่รักที่พระอรหันต์เข้าไปหาก่อน รับของก่อน แสดงธรรมให้ก่อน มีชื่อเสียงดี และกล้าเข้าสู่ที่ประชุมทุกหมู่โดยไม่ครั่นคร้าม ส่วนผลข้อที่หกคือการไปสู่สุคติหลังตายนั้นสีหะยอมรับด้วยศรัทธาต่อพระพุทธเจ้า แสดงทั้งผลทานที่ประจักษ์ได้เองในโลกนี้และผลที่เชื่อได้ด้วยศรัทธา
  38. Page 84–85 อรักเขยยสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมสี่ประการที่ตถาคตไม่จำต้องปกปิดรักษา (อรักเขยยะ) เพราะทรงบริสุทธิ์หมดจดทั้งทางกาย วาจา ใจ และการเลี้ยงชีพ ไม่มีทุจริตใดที่ต้องปิดบังไม่ให้ผู้อื่นรู้ และธรรมสามประการที่ทรงไม่ถูกติเตียนได้ (อนุปวัชชะ) คือไม่มีสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร หรือพรหมใดจะกล่าวโทษพระธรรมที่ทรงแสดงไว้ดีแล้วหรือปฏิปทาที่นำสาวกไปสู่ความหลุดพ้นว่าไม่ถูกต้อง แสดงถึงความไร้ที่ติของพระพุทธคุณอย่างสมบูรณ์
  39. Page 85–86 กิมิลสูตร พระกิมิละทูลถามเหตุที่พระสัทธรรมไม่ดำรงอยู่นานหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพาน พระองค์ตรัสว่าเป็นเพราะภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาไม่มีความเคารพยำเกรงในพระศาสดา พระธรรม พระสงฆ์ สิกขา สมาธิ ความไม่ประมาท และการต้อนรับปฏิสันถาร ส่วนเหตุที่พระสัทธรรมดำรงอยู่นานคือการมีความเคารพยำเกรงในสิ่งเหล่านี้ทั้งเจ็ดประการ ชี้ให้เห็นว่าความมั่นคงของพระศาสนาขึ้นอยู่กับทัศนคติความเคารพของพุทธบริษัทเป็นสำคัญ
  40. Page 86–87 สัตตธรรมสูตร (ธรรมเจ็ดประการเพื่อความหลุดพ้นเร็ว) พระพุทธเจ้าตรัสธรรมเจ็ดประการที่ทำให้ภิกษุผู้ประกอบพร้อมบรรลุความสิ้นอาสวะได้ไม่นาน ได้แก่ ความมีศรัทธา มีศีล เป็นพหูสูต หลีกเร้นสงบ ปรารภความเพียร มีสติ และมีปัญญา เป็นสูตรสั้นๆ ที่สรุปคุณสมบัติพื้นฐานของนักปฏิบัติที่จะบรรลุธรรมได้เร็ว
  41. Page 87–90 โมคคัลลานสูตร (วิธีแก้ความง่วง) พระพุทธเจ้าเสด็จไปหาพระมหาโมคคัลลานะด้วยฤทธิ์เมื่อพบว่าท่านกำลังนั่งโงกง่วงอยู่ในแคว้นมคธ ทรงสอนวิธีแก้ความง่วงหลายขั้นตอน เช่น ไม่นึกถึงสัญญาที่ทำให้ง่วง ตรึกตรองธรรมที่เคยฟัง สาธยายธรรมโดยพิสดาร ดึงหูนวดตัว ลุกล้างหน้าดูดาว เจริญอาโลกสัญญา เดินจงกรม จนถึงการนอนสีหไสยาสน์อย่างมีสติกำหนดเวลาลุก จากนั้นทรงสอนไม่ให้เที่ยวเข้าหาตระกูลด้วยความอวดดี ไม่พูดวิวาท และการคบหาที่เหมาะสม สุดท้ายเมื่อโมคคัลลานะทูลถามถึงความหลุดพ้นเพราะสิ้นตัณหาโดยย่อ พระพุทธเจ้าตรัสว่าคือการรู้แจ้งว่าธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่
  42. Page 90–92 อย่ากลัวบุญ (เมตตาภาวนาในอดีตชาติ) พระพุทธเจ้าตรัสสอนไม่ให้กลัวต่อบุญ เพราะบุญคือชื่อของความสุข ทรงยกอดีตชาติของพระองค์เองที่เจริญเมตตาจิตอยู่เจ็ดปีแล้วไม่กลับมาสู่โลกนี้อีกตลอดเจ็ดสังวัฏฏวิวัฏฏกัป ได้เกิดเป็นพรหม เป็นท้าวสักกะถึง ๓๖ ครั้ง และเป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรมอีกนับครั้งไม่ถ้วน พร้อมคาถาย้ำถึงผลแห่งบุญและเมตตาจิต แสดงให้เห็นอานุภาพอันไพศาลของการเจริญเมตตาและการสั่งสมกุศล
  43. Page 92–96 สุชาดาสูตร (ภริยาเจ็ดประเภท) พระพุทธเจ้าเสด็จไปบ้านอนาถบิณฑิกเศรษฐี พบว่าในเรือนมีเสียงอึกทึก ทรงทราบว่าเป็นเพราะสุชาดาบุตรสะใภ้ผู้มั่งมีไม่เคารพพ่อแม่สามีและสามี จึงตรัสสอนสุชาดาเรื่องภริยาเจ็ดประเภท คือ ภริยาดุจเพชฌฆาต ดุจโจร ดุจนาย ดุจมารดา ดุจพี่สาวน้อง ดุจเพื่อน และดุจทาสี โดยสี่ประเภทแรกเป็นภริยาไม่ดีที่ตายแล้วไปนรก ส่วนสามประเภทหลังเป็นภริยาดีที่ตายแล้วไปสุคติ เมื่อฟังจบสุชาดาสำนึกและขอตั้งตนเป็นดุจภริยาทาสีของสามีตั้งแต่นั้นไป
  44. Page 96–100 โกธนสูตร (โทษของความโกรธ) พระพุทธเจ้าตรัสธรรมเจ็ดประการที่ศัตรูปรารถนาให้เกิดแก่ผู้มักโกรธ ได้แก่ ขอให้มีผิวพรรณทราม นอนเป็นทุกข์ ขาดทุนแม้ได้กำไร เสื่อมทรัพย์ เสื่อมยศ ญาติมิตรหลีกหนี และตายแล้วไปสู่อบาย เพราะความโกรธครอบงำทำให้บุคคลกลายเป็นเช่นนั้นจริงตามที่ศัตรูปรารถนา พร้อมคาถาขยายความยาวเกี่ยวกับโทษของความโกรธที่ทำให้คนถึงกับฆ่าพ่อแม่หรือฆ่าตัวตายได้ เตือนให้บัณฑิตกำจัดความโกรธด้วยปัญญาและวิริยะ จบวรรคที่หนึ่ง (อัพยากตวรรค) ของปัณณาสกที่สอง แล้วขึ้นวรรคที่สอง (มหาวรรค)
  45. Page 100–101 หิโรตตัปปสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงลำดับธรรมที่อาศัยกันเป็นเหตุปัจจัย เมื่อไม่มีหิริโอตตัปปะ (ความละอายและเกรงกลัวต่อบาป) ย่อมทำลายฐานของการสำรวมอินทรีย์ ศีล สมาธิ ญาณทัสสนะตามความเป็นจริง และวิราคะ จนถึงญาณทัสสนะแห่งวิมุตติ เปรียบเหมือนต้นไม้ที่กิ่งใบเสียหายย่อมทำให้เปลือก กระพี้ และแก่นไม่บริบูรณ์ ในทางตรงข้าม เมื่อมีหิริโอตตัปปะย่อมเกื้อหนุนให้ธรรมทั้งปวงนี้เจริญบริบูรณ์ตามลำดับ
  46. Page 102–107 สัตตสุริยสูตร (ดวงอาทิตย์เจ็ดดวง) ณ เมืองเวสาลี พระพุทธเจ้าทรงแสดงความไม่เที่ยงแท้ของสังขารทั้งปวงด้วยอุปมาเรื่องดวงอาทิตย์เจ็ดดวงที่ผุดขึ้นตามลำดับเมื่อกัปสิ้นสุดลง ทำให้แม่น้ำ มหาสมุทร และในที่สุดแม้ภูเขาสิเนรุกับแผ่นดินก็ลุกไหม้เป็นเปลวเพลิงเดียวกันจนไม่เหลือแม้เถ้าถ่าน แสดงว่าไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้ยั่งยืนพอจะเชื่อได้ว่าจะไม่พินาศ จากนั้นทรงเล่าเรื่องอดีตศาสดาสุเนตตะผู้เจริญเมตตาจนมีอายุยืนยาวเป็นพรหม เป็นสักกะ เป็นจักรพรรดิหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่พ้นทุกข์ เพราะไม่ได้ตรัสรู้อริยศีล อริยสมาธิ อริยปัญญา และอริยวิมุตติ ชี้ว่าอายุยืนแ
  47. Page 107–110 นครสูตร (อุปมาเมืองชายแดน) พระพุทธเจ้าทรงเปรียบพระอริยสาวกผู้มีคุณธรรมเจ็ดประการและได้ฌานทั้งสี่โดยไม่ยาก ดุจเมืองชายแดนของพระราชาที่มีเครื่องป้องกันเจ็ดอย่างพร้อมสรรพ ได้แก่ เสาระเนียดมั่นคง คูเมืองลึกกว้าง ทางเดินตรวจการสูงกว้าง คลังอาวุธพร้อม กองทัพเข้มแข็ง นายประตูผู้ฉลาด และกำแพงเมืองแข็งแรง พร้อมเสบียงอาหารสี่อย่างสะสมไว้พร้อม ทำให้ข้าศึกภายนอกไม่อาจกล้ำกรายได้ ในทำนองเดียวกันอริยสาวกผู้มีศรัทธาและหิริครบถ้วนย่อมไม่เป็นช่องให้มารเข้าครอบงำได้ เนื้อหาส่วนนี้เริ่มอธิบายศรัทธาและหิริเป็นสองข้อแรกในเจ็ดข้อ แต่ยังไม่จบคร
  48. Page 111–113 อุปมาเมืองชายแดน (ต่อจากสูตรก่อนหน้า) ส่วนท้ายของพระสูตรที่เปรียบพระอริยสาวกกับเมืองชายแดนของพระราชาที่มีการป้องกันครบถ้วน คือคลังอาวุธ กองทัพ นายประตูผู้ฉลาด กำแพงสูงหนา และเสบียงอาหาร ซึ่งแต่ละอย่างเทียบได้กับคุณธรรมของอริยสาวก เช่น ความเพียร สติ และปัญญาที่รู้แจ้งความเกิดดับ เมื่อประกอบด้วยสัทธรรม ๗ ประการนี้ครบถ้วนและได้ฌานทั้งสี่โดยไม่ยาก ท่านจึงชื่อว่าเป็นผู้ที่มารไม่อาจทำอะไรได้ ปิดท้ายด้วยการเริ่มพระสูตรใหม่ว่าด้วยภิกษุผู้ควรแก่ของทำบุญ
  49. Page 113–118 ธัมมัญญูสูตร (ผู้รู้ ๗ ประการ) พระพุทธเจ้าทรงแสดงคุณสมบัติ ๗ ประการที่ทำให้ภิกษุเป็นผู้ควรแก่ของทำบุญ ได้แก่ ธัมมัญญู (รู้จักหลักคำสอนทุกประเภท) อัตถัญญู (รู้ความหมายของคำสอนนั้น) อัตตัญญู (รู้กำลังศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญาของตน) มัตตัญญู (รู้ประมาณในการรับปัจจัยสี่) กาลัญญู (รู้กาลอันควรเรียน ถาม ปฏิบัติ หลีกเร้น) ปริสัญญู (รู้จักปฏิบัติตัวให้เหมาะกับแต่ละหมู่ชน) และปุคคลปโรปรัญญู (รู้จักแยกแยะบุคคลสองประเภทในหลายแง่มุม เช่น ผู้ใคร่เห็นพระอริยะกับผู้ไม่ใคร่เห็น) แต่ละข้อมีคำอธิบายซ้ำแบบนิยามศัพท์อย่างละเอียดว่าเหตุใดจึงเรีย
  50. Page 118–121 อุปมาต้นปาริฉัตตกโกวิฬาระ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบพัฒนาการของต้นปาริฉัตตกโกวิฬาระของเทวดาชั้นดาวดึงส์ที่ผลิใบเหลือง ผลิใบใหม่ แตกดอกตูม จนบานสะพรั่งเต็มต้น กับพัฒนาการของอริยสาวกตั้งแต่คิดจะออกบวช บวชจริง ได้ฌานที่ ๑-๔ จนถึงบรรลุอาสวักขยญาณเป็นพระอรหันต์ เมื่อภิกษุบรรลุอรหัตตผล เหล่าภุมมเทวดาจะป่าวประกาศข่าวนี้ต่อกันไปจนถึงพรหมโลกภายในขณะเดียว แสดงถึงอานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระขีณาสพ
  51. Page 121–126 พระสารีบุตรทูลถามเรื่องความเคารพ ๗ ประการ พระสารีบุตรขณะหลีกเร้นเกิดความคิดว่าอะไรทำให้ภิกษุละอกุศลเจริญกุศลได้ ท่านคิดได้ว่าคือความเคารพยำเกรงในพระศาสดา พระธรรม พระสงฆ์ สิกขา สมาธิ ความไม่ประมาท และการปฏิสันถาร จึงนำไปกราบทูลพระพุทธเจ้าซึ่งทรงรับรองด้วยอุปมาทองคำที่นำไปให้ช่างทองตรวจสอบเพื่อให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น พระสารีบุตรอธิบายขยายความว่าภิกษุที่ไม่เคารพพระศาสดาย่อมไม่เคารพธรรมข้อถัดๆ ไปเป็นลำดับ แต่ผู้เคารพพระศาสดาก็ยังอาจขาดความเคารพในข้อถัดไปได้ พระพุทธเจ้าทรงรับรองคำอธิบายนี้และทรงขยายความเพิ่มเติมในทำนองเดียวกัน
  52. Page 126–129 อุปมาไข่ไก่และเชือกผูกเรือ พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าภิกษุที่ไม่ประกอบการเจริญภาวนา แม้ปรารถนาให้จิตหลุดพ้นจากอาสวะก็ไม่อาจสำเร็จได้ เปรียบเหมือนไข่ไก่ที่แม่ไก่ไม่กกให้ดี ลูกไก่ย่อมไม่อาจเจาะกะเปาะไข่ออกมาได้โดยสวัสดี ส่วนภิกษุที่ประกอบการเจริญภาวนาสติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ และมรรคมีองค์แปดเป็นประจำ จิตย่อมหลุดพ้นได้แม้ไม่ตั้งความปรารถนาไว้ก่อน ปิดท้ายด้วยอุปมาเชือกหนังผูกเรือที่ผุกร่อนไปเองตามฤดูกาลสำหรับผู้เจริญภาวนาสม่ำเสมอ สังโยชน์ย่อมค่อยๆ สิ้นไปโดยไม่ยาก
  53. Page 129–137 อัคคิขันธูปมสูตร (กองไฟใหญ่) ระหว่างเสด็จจาริกในแคว้นโกศล พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นกองไฟใหญ่ลุกโชนแล้วตรัสถามภิกษุว่าการกอดกองไฟนั้นกับการกอดสาวงามดีกว่ากัน ภิกษุตอบว่ากอดสาวงามดีกว่าเพราะกอดไฟเป็นทุกข์ พระองค์จึงทรงชี้ว่าสำหรับภิกษุทุศีลแล้ว การถูกไฟไหม้ตายยังดีกว่าการรับความเคารพ ใช้สอยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ หรือวิหารที่ทายกถวายด้วยศรัทธาโดยไม่สมควร เพราะผลกรรมนั้นรุนแรงกว่าความตายมากคือตกนรก พระองค์ทรงย้ำด้วยอุปมาที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เช่น ถูกเชือกบั่นขา ถูกหอกแทง ถูกเหล็กแดงสอดปาก จนจบด้วยการเตือนให้ภิกษุสำเหนียกฝึกตน เมื่
  54. Page 137–142 เรื่องศาสดาในอดีตทั้งเจ็ด และอรกศาสดา (จบมหาวรรคที่ ๒) พระพุทธเจ้าตรัสเล่าถึงศาสดาผู้ปราศจากราคะในอดีตเจ็ดท่าน มีสุเนตตะ มูคปักขะ อรเนมิ กุททาละ หัตถิปาละ โชติปาละ และอรกะ ผู้สอนสาวกให้ไปเกิดในพรหมโลก และตรัสว่าผู้ด่าว่าศาสดาทั้งเจ็ดนี้ได้บาปน้อยกว่าผู้ด่าว่าพระโสดาบันเพียงองค์เดียว จากนั้นทรงขยายความคำสอนของอรกศาสดาโดยละเอียดว่าชีวิตมนุษย์สั้นและเปราะบางดุจหยาดน้ำค้าง ฟองน้ำ รอยไม้ขีดในน้ำ ก้อนน้ำลาย เนื้อในกระทะร้อน และโคที่ถูกจูงไปสู่ที่ฆ่า ทั้งที่สมัยนั้นมนุษย์มีอายุถึงหกหมื่นปี ต่างจากปัจจุบันที่มีอายุเพียงร้อยปี พระองค์จึงทรงสอนให้ภิกษุเจริญฌา
  55. Page 142–145 วินยวรรคที่ ๓: ผู้ทรงวินัย ๗ ประการ เริ่มวินยวรรคที่ ๓ ด้วยชุดพระสูตรสั้นๆ หลายสูตรที่แสดงคุณสมบัติ ๗ ประการของภิกษุผู้ทรงวินัย (วินยธร) โดยทุกสูตรเริ่มจากการรู้อาบัติ อนาบัติ อาบัติเบา อาบัติหนัก แล้วต่อด้วยคุณสมบัติเสริมที่ต่างกันไปในแต่ละสูตร เช่น มีศีลสำรวมในปาติโมกข์ ชำนาญปาติโมกข์ทั้งสองอย่างละเอียด มั่นคงไม่หวั่นไหวในวินัย ระลึกชาติได้ และมีทิพยจักษุ ประกอบกับการได้ฌานสี่และอาสวักขยญาณ พระสูตรกลุ่มนี้มีทั้งที่กล่าวว่าภิกษุเช่นนี้ 'เป็น' (โหติ) วินยธร และที่กล่าวว่า 'งดงามในฐานะ' (โสภติ) วินยธร ซึ่งเป็นการย้ำเนื้อหาเดียวกันใ
  56. Page 145–146 พระอุบาลีทูลขอธรรมย่อ พระอุบาลีเข้าเฝ้าทูลขอให้พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมโดยย่อ เพื่อจะได้นำไปปฏิบัติหลีกเร้นอยู่ผู้เดียว พระพุทธเจ้าประทานหลักเกณฑ์สั้นๆ ว่า ธรรมใดไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ดับ สงบ รู้ยิ่ง ตรัสรู้ และนิพพาน พึงทราบโดยส่วนเดียวว่านั่นไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่คำสอนของพระศาสดา ส่วนธรรมใดเป็นไปเพื่อสิ่งเหล่านั้น พึงทราบว่านั่นคือธรรม วินัย และคำสอนที่แท้จริง เป็นเกณฑ์ตัดสินคำสอนที่สำคัญ
  57. Page 146 อธิกรณสมถะ ๗ (จบวินยวรรคที่ ๓) พระสูตรสั้นแสดงวิธีระงับอธิกรณ์ (คดีความ ข้อพิพาท) ในหมู่สงฆ์ ๗ วิธี ได้แก่ สัมมุขาวินัย (ระงับต่อหน้า) สติวินัย (ยกสติเป็นหลัก) อมูฬหวินัย (ยกความไม่มีสติฟั่นเฟือนเป็นหลัก) ปฏิญญาตกรณะ (ทำตามคำรับสารภาพ) เยภุยยสิกา (ตัดสินตามเสียงข้างมาก) ตัสสปาปิยสิกา (ลงโทษตามความผิดที่แท้จริง) และติณวัตถารกะ (ประนีประนอมดุจกลบด้วยหญ้า) เป็นการปิดท้ายวินยวรรคที่ ๓
  58. Page 146–149 สูตรรวมนอกวรรค: ความหมายของภิกขุ สมณะ พราหมณ์ และผู้ควรแก่ทักษิณา หมวดสูตรที่ไม่จัดเข้าวรรคใด เริ่มด้วยการอธิบายเชิงนิรุกติศาสตร์ว่าเหตุใดจึงเรียกว่า 'ภิกขุ' เพราะทำลาย (ภินฺน) กิเลส ๗ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ราคะ โทสะ โมหะ มานะ และขยายต่อว่าคำเรียก สมณะ พราหมณ์ โสตติกะ นหาตกะ เวทคู และอรหันต์ ก็มาจากการสงบ กำจัด ชำระ รู้แจ้ง หรือไกลจากกิเลสชุดเดียวกันนี้ ตามด้วยธรรมที่ไม่ดี ๗ กับธรรมที่ดี ๗ (เช่น ไม่มีศรัทธา-มีศรัทธา ไม่มีหิริ-มีหิริ) และปิดท้ายด้วยบุคคลผู้ควรแก่ทักษิณา ๗ ประเภทซึ่งไล่ตั้งแต่พระอรหันต์ลงมาถึงพระอนาคามีแบบต่างๆ โดยพิจารณาความไม
  59. Page 149–150 ธรรมที่ควรเจริญเพื่อรู้ยิ่งราคะและกิเลสอื่นๆ (จบสัตตกนิบาต) ชุดพระสูตรสั้นๆ แสดงธรรม ๗ ประการที่ควรเจริญเพื่อรู้ยิ่ง กำหนดรู้ และละราคะ ได้แก่ โพชฌงค์ ๗ ประการ, สัญญา ๗ อย่าง (เช่น อนิจจสัญญา อนัตตสัญญา อสุภสัญญา) ในสองชุดที่ต่างกันเล็กน้อย แล้วขยายหลักการเดียวกันนี้ไปใช้กับกิเลสอื่นๆ อีกมากมาย เช่น โทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาเถยยะ ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ และปมาทะ ปิดท้ายด้วยคำประกาศจบสัตตกนิบาต (หมวดเจ็ด) ของอังคุตตรนิกาย
  60. Page 151–152 เริ่มอัฏฐกนิบาต: เมตตาสูตร (อานิสงส์เมตตา ๘ ประการ) เริ่มต้นอัฏฐกนิบาต (หมวดแปด) วรรคที่ ๑ ชื่อเมตตาวรรค ด้วยพระสูตรที่มีชื่อเสียงว่าด้วยอานิสงส์ ๘ ประการของการเจริญเมตตาเจโตวิมุตติอย่างสม่ำเสมอ คือ หลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข ไม่ฝันร้าย เป็นที่รักของมนุษย์และอมนุษย์ เทวดารักษา ไฟ พิษ และศัสตราวุธไม่กล้ำกราย และหากยังไม่บรรลุคุณธรรมสูงกว่า ย่อมเข้าถึงพรหมโลก มีคาถาท้ายพระสูตรขยายความว่าผู้เจริญเมตตาแม้ต่อสัตว์เพียงตัวเดียวด้วยจิตไม่ประทุษร้ายย่อมได้บุญมาก ยิ่งกว่าการบูชายัญใหญ่ของกษัตริย์ในสมัยโบราณ
  61. Page 152–157 เหตุ ๘ ประการแห่งปัญญาเบื้องต้นในพรหมจรรย์ พระพุทธเจ้าทรงแสดงเหตุปัจจัย ๘ ประการที่ทำให้ปัญญาเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์เกิดขึ้นและเจริญไพบูลย์ ได้แก่ การอาศัยพระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจรรย์ผู้เป็นครูอาศัยความรักความเคารพ การเข้าไปไต่ถามข้อสงสัยตามกาล การสงัดกายและจิต การมีศีลสำรวมในปาติโมกข์ ความเป็นพหูสูต ความเพียร มีสติ และการพิจารณาเห็นความเกิดดับในอุปาทานขันธ์ห้า จากนั้นพระสูตรย้ำเนื้อหาเดิมอีกครั้งในมุมมองว่าเพื่อนพรหมจรรย์ย่อมยกย่องภิกษุเช่นนี้ว่าเป็นผู้รู้จริงเห็นจริง
  62. Page 157–158 ธรรมที่ทำให้เป็นที่รักหรือไม่เป็นที่รักของเพื่อนพรหมจรรย์ สองพระสูตรคู่กันแสดงธรรม ๘ ประการที่ทำให้ภิกษุไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่เคารพของเพื่อนพรหมจรรย์ เช่น ชอบสรรเสริญคนไม่ควรสรรเสริญ ชอบตำหนิคนควรสรรเสริญ อยากได้ลาภ อยากได้เกียรติ ไม่มีหิริโอตตัปปะ มีความปรารถนาลามก มีมิจฉาทิฏฐิ และธรรมฝ่ายตรงข้ามที่ทำให้เป็นที่รักเป็นที่เคารพ อีกสูตรหนึ่งเสริมด้วยคุณสมบัติเช่น ไม่รู้กาล ไม่รู้ประมาณ ไม่สะอาด พูดมาก ด่าว่าเพื่อนพรหมจรรย์ เป็นสูตรที่ใช้เตือนใจภิกษุให้ปรับปรุงพฤติกรรมต่อหมู่คณะ
  63. Page 158–162 โลกธรรม ๘ ประการ พระพุทธเจ้าทรงแสดงโลกธรรม ๘ ประการที่หมุนเวียนครอบงำโลกอยู่เสมอ คือ ลาภ เสื่อมลาภ ยศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข และทุกข์ พร้อมคาถาสอนว่าธรรมเหล่านี้ไม่เที่ยงแปรปรวนไปตามธรรมดา ผู้มีสติปัญญาย่อมไม่หวั่นไหวทั้งต่อสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ จากนั้นทรงขยายความว่าปุถุชนผู้ไม่ได้สดับเมื่อประสบโลกธรรมจะไม่พิจารณาว่าเป็นของไม่เที่ยง จิตจึงถูกครอบงำ ยินดียินร้าย ไม่พ้นทุกข์ ต่างจากอริยสาวกผู้ได้สดับซึ่งพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงจึงไม่ถูกครอบงำและหลุดพ้นจากทุกข์ได้ในที่สุด
  64. Page 162–163 อสัทธรรม ๘ ที่ครอบงำพระเทวทัต หลังพระเทวทัตจากไปไม่นาน พระพุทธเจ้าตรัสสอนภิกษุให้หมั่นพิจารณาความเสื่อมและความเจริญทั้งของตนและผู้อื่นตามกาล แล้วทรงชี้ว่าพระเทวทัตถูกอสัทธรรม ๘ ประการครอบงำจิตจนต้องไปเกิดในอบายตกนรกอยู่ตลอดกัปแก้ไม่ได้ คือ ลาภ เสื่อมลาภ ยศ เสื่อมยศ สักการะ ไม่มีสักการะ ความปรารถนาลามก และความมีมิตรชั่ว พระองค์จึงทรงสอนให้ภิกษุครอบงำสิ่งเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้น เพื่อไม่ให้อาสวะและความเร่าร้อนใจเกิดขึ้นตามมา
  65. Page 164–165 พระอุตตระแสดงธรรมแก่ภิกษุ ท้าวเวสสวัณทูลสักกะ (ตอนต้น) พระอุตตระพักที่ภูเขาสังเขยยกะแสดงธรรมสอนภิกษุให้หมั่นพิจารณาความวิบัติของตนและผู้อื่น ความถึงพร้อมของตนและผู้อื่นตามกาล ท้าวเวสสวัณมหาราชได้ยินคำสอนนี้ระหว่างเดินทางจึงเหาะไปทูลรายงานต่อท้าวสักกะจอมเทพ ท้าวสักกะจึงเสด็จไปหาพระอุตตระด้วยพระองค์เองเพื่อตรวจสอบว่าคำสอนนี้เป็นปฏิภาณของพระอุตตระเองหรือเป็นพระดำรัสของพระพุทธเจ้า พระอุตตระเริ่มอธิบายด้วยอุปมาเรื่องกองข้าวเปลือกใหญ่ที่คนจำนวนมากมาขนด้วยภาชนะต่างๆ ซึ่งเนื้อหาถูกตัดขาดกลางคันเมื่อจบตอนนี้ของไฟล์
  66. Page 166–168 พระอุตตระเถระแสดงธรรม (ต่อ) - เรื่องพระเทวทัตกับอสัทธรรม ๘ เนื้อหาส่วนนี้ต่อจากพระสูตรก่อนหน้าไฟล์นี้ พระอุตตระเถระอุปมาการแสดงธรรมของตนว่าเหมือนชาวนาที่นำข้าวจากยุ้งฉางมาแจกจ่าย คือทุกถ้อยคำอันดีงามล้วนมาจากพระผู้มีพระภาคทั้งสิ้น ท่านเล่าย้อนไปถึงครั้งที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนภิกษุทั้งหลายภายหลังพระเทวทัตหลีกไปว่า พระเทวทัตถูกอสัทธรรม ๘ ประการครอบงำจนตกนรก คือ ลาภ เสื่อมลาภ ยศ เสื่อมยศ สักการะ เสื่อมสักการะ ความปรารถนาลามก และการคบมิตรชั่ว พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ภิกษุครอบงำสิ่งเหล่านี้ให้ได้เพื่อไม่ให้ความเร่าร้อนใจเกิดขึ้น
  67. Page 168–170 นันทสูตร - เหตุที่พระนันทะประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์ได้ พระพุทธเจ้าตรัสยืนยันว่าพระนันทะมีกำลัง รูปงาม และราคะแรงกล้าจริง แต่ก็สามารถประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์ได้ เพราะสำรวมอินทรีย์คือไม่มองสิ่งต่างๆ ด้วยความยึดติดในทุกทิศ รู้จักประมาณในการบริโภคอาหารเพื่อดำรงชีวิตไม่ใช่เพื่อความเพลิดเพลิน หมั่นชำระจิตด้วยการเดินจงกรมและนั่งตลอดทั้งวันและยามต่างๆ ของคืน และมีสติสัมปชัญญะรู้ทันเวทนา สัญญา และวิตกที่เกิดขึ้นและดับไป เป็นตัวอย่างว่าการฝึกฝนอินทรีย์ช่วยเอาชนะกิเลสหนักได้
  68. Page 170–174 การัณฑวสูตร - การขับไล่ภิกษุทุศีลออกจากหมู่สงฆ์ เริ่มด้วยภิกษุรูปหนึ่งถูกกล่าวหาว่าต้องอาบัติแล้วพูดกลบเกลื่อนหนีประเด็น พระพุทธเจ้าทรงแสดงอุปมาสามเรื่องคือ ข้าวลีบปนอยู่ในกองข้าวดีที่ต้องฝัดทิ้ง ต้นไม้ผุที่ต้องตัดเพื่อทำรางน้ำ และเมล็ดข้าวเสียในนาที่ทำลายชื่อเสียงข้าวดีทั้งหมด สื่อถึงภิกษุทุศีลที่แม้ท่าทางภายนอกดูสงบเรียบร้อยเหมือนภิกษุดี แต่เมื่อรู้ความจริงแล้วต้องถูกขับออกเพื่อไม่ให้ภิกษุดีพลอยเสียชื่อ ปิดท้ายด้วยคาถาสอนให้สงฆ์ร่วมใจกันขับไล่คนชั่วออกไปเพื่อความผาสุกของหมู่คณะ และจบเมตตาวรรคที่ ๑ ด้วยอุทานคาถาสรุปสูตรทั้งหมดในวรรค
  69. Page 174–182 เวรัญชสูตร - พราหมณ์ตำหนิพระพุทธเจ้าด้วยฉายา ๘ และการบรรลุญาณ ๓ เวรัญชพราหมณ์เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและตำหนิว่าไม่ทรงเคารพพราหมณ์ผู้เฒ่า แล้วกล่าวหาพระองค์ด้วยฉายา ๘ คำ เช่น ไร้รส ไร้โภคะ มีวาทะไม่ทำ มีวาทะขาดสูญ ช่างรังเกียจ เป็นผู้ทำลายล้าง เคร่งครัดเกินไป และไม่กล้า พระพุทธเจ้าทรงรับคำแต่ละคำแต่ตีความใหม่เชิงธรรมะ เช่น "ไร้รส" เพราะทรงละรสในรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสได้หมดสิ้นแล้ว จากนั้นตรัสอุปมาลูกไก่ตัวแรกที่เจาะกะเปาะไข่ออกมาก่อนว่าเป็นพี่ใหญ่ ฉันใด พระองค์ก็ทรงตรัสรู้เองก่อนใครในโลกฉันนั้น แล้วทรงเล่าการบรรลุวิชชา ๓ ในคืนตรัสรู้คือ บุพเพนิวาสานุสติญาณ ทิพยจัก
  70. Page 182–192 สีหสูตร - เสนาบดีสีหะเปลี่ยนใจจากนิครนถ์มานับถือพระพุทธเจ้า เสนาบดีสีหะ สาวกของนิครนถ์ ได้ยินชาวลิจฉวีสรรเสริญพระพุทธเจ้าจนอยากไปเข้าเฝ้า แต่นิครนถ์นาฏบุตรห้ามถึง ๒ ครั้งโดยอ้างว่าพระโคดมมีวาทะไม่ทำ (อกิริยวาท) ในที่สุดสีหะตัดสินใจไปเองโดยไม่บอกลาอาจารย์เดิม พระพุทธเจ้าทรงอธิบายความหมายที่แท้จริงของฉายาต่างๆ ที่ผู้อื่นใช้ตำหนิพระองค์ สีหะเลื่อมใสจนได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นโสดาบันและขอถึงสรณะสามครั้ง เมื่อสีหะจัดภัตตาหารถวาย นิครนถ์ทั้งหลายกล่าวหาว่าสีหะฆ่าสัตว์ใหญ่เพื่อถวายและพระพุทธเจ้าเสวยเนื้อที่รู้ว่าฆ่าเพื่อพระองค์โดยเจตนา แต่ผู้รู้ความจริงยืนยันปฏิเสธข้
  71. Page 192–194 อัสสาชานียสูตร - ม้าอาชาไนยกับภิกษุผู้ควรแก่ทักษิณา พระพุทธเจ้าทรงเปรียบภิกษุผู้ควรแก่ของทำบุญด้วยม้าอาชาไนยของพระราชาที่มีองค์ประกอบ ๘ ประการ เช่น เกิดจากตระกูลม้าดี บริโภคอาหารเรียบร้อยไม่กระจัดกระจาย รังเกียจการถ่ายอุจจาระปัสสาวะขณะนั่งนอน อยู่ร่วมด้วยง่ายไม่รบกวนม้าอื่น เปิดเผยข้อบกพร่องของตนต่อสารถีเพื่อให้แก้ไข อดทนแบกภาระ วิ่งตรงทาง และมีกำลังจนถึงที่สุดชีวิต ภิกษุที่มีคุณสมบัติคู่ขนานคือมีศีล สำรวมในปาติโมกข์ เห็นภัยในโทษเล็กน้อย เปิดเผยข้อบกพร่องต่อครูอาจารย์ และมีความเพียรแรงกล้าจนกว่าจะบรรลุธรรม ย่อมเป็นผู้ควรแก่ทักษิณาเช่นกัน
  72. Page 194–198 อัสสขฬุงกสูตร - ม้าพยศกับคนพยศเมื่อถูกกล่าวหาว่าต้องอาบัติ พระพุทธเจ้าทรงแสดงโทษของม้าพยศ ๘ ประการ เช่น ถอยหลังเมื่อถูกไชให้เดิน กระโดดจนรถหัก ดึงสายบังเหียนพันตัว ออกนอกทาง กัดบังเหียนหนีไปตามใจ หรือหมอบนิ่งไม่ยอมขยับ แล้วเปรียบเทียบกับคนพยศ ๘ จำพวกที่เมื่อถูกสงฆ์กล่าวหาว่าต้องอาบัติจะแสดงพฤติกรรมคู่ขนาน เช่น อ้างว่าจำไม่ได้ ย้อนกล่าวหาผู้ทักท้วง กลบเกลื่อนพูดนอกเรื่อง ทำร้ายร่างกาย หรือขอลาสิกขาแล้วตำหนิสงฆ์ อุปมานี้ชี้ให้เห็นลักษณะการตอบโต้อย่างไม่มีสติของผู้ไม่ยอมรับความผิดของตนเอง
  73. Page 198–199 มลสูตร - มลทิน ๘ ประการและมลทินที่ร้ายแรงที่สุด พระพุทธเจ้าตรัสถึงมลทิน ๘ ประการ ได้แก่ การไม่ท่องบ่นเป็นมลทินของมนต์ ความไม่ขยันเป็นมลทินของเรือน ความเกียจคร้านเป็นมลทินของผิวพรรณ ความประมาทเป็นมลทินของผู้เฝ้ายาม ความประพฤติชั่วเป็นมลทินของหญิง ความตระหนี่เป็นมลทินของผู้ให้ทาน และอกุศลธรรมทั้งปวงเป็นมลทินทั้งในโลกนี้และโลกหน้า แต่ทรงสรุปว่าอวิชชาคือมลทินที่ร้ายแรงที่สุดเหนือมลทินทั้งปวง มีคาถาสรุปท้ายสูตรย้ำความหมายเดียวกัน
  74. Page 199 ทูเตยยสูตร - คุณสมบัติของภิกษุผู้ควรเป็นทูต พระพุทธเจ้าทรงแสดงองค์คุณ ๘ ประการของภิกษุผู้ควรได้รับมอบหมายให้ไปทำหน้าที่ทูตสื่อสาร คือ เป็นผู้ฟังเก่ง บอกเก่ง เรียนรู้เก่ง ทรงจำได้ดี เข้าใจเก่ง ทำให้ผู้อื่นเข้าใจเก่ง ฉลาดแยกแยะเรื่องที่เป็นประโยชน์กับไม่เป็นประโยชน์ และไม่ก่อการทะเลาะวิวาท พระพุทธเจ้ายกพระสารีบุตรเป็นตัวอย่างของผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนดังกล่าว มีคาถาสรุปท้ายสูตรย้ำคุณสมบัติของทูตที่ดี
  75. Page 199–200 อิตถีพันธนสูตร - วิธีที่หญิงผูกมัดใจชาย พระพุทธเจ้าทรงแสดงวิธี ๘ ประการที่หญิงใช้ผูกมัดใจชายไว้ ได้แก่ รูปร่าง การยิ้ม คำพูด การขับร้อง การร้องไห้ กิริยาท่าทาง ของกำนัลหรือกลิ่นหอม และการสัมผัส ทรงชี้ว่าสัตว์ทั้งหลายถูกผูกมัดไว้ด้วยบ่วงเหล่านี้อย่างแน่นหนา สื่อถึงธรรมชาติของกิเลสทางเพศที่ทำให้ผู้คนติดข้องอยู่ในสังสารวัฏ
  76. Page 200 ปุริสพันธนสูตร - วิธีที่ชายผูกมัดใจหญิง พระสูตรคู่กับสูตรก่อนหน้า พระพุทธเจ้าทรงแสดงวิธี ๘ ประการเดียวกันที่ชายใช้ผูกมัดใจหญิงไว้ คือ รูปร่าง การยิ้ม คำพูด การขับร้อง การร้องไห้ กิริยาท่าทาง ของกำนัลหรือกลิ่นหอม และการสัมผัส ทรงย้ำว่าสัตว์ทั้งหลายถูกผูกมัดไว้แน่นหนาด้วยบ่วงเหล่านี้เช่นกัน แสดงให้เห็นว่ากิเลสทางเพศผูกมัดทั้งสองเพศเท่าเทียมกัน
  77. Page 200–207 ปหาราทสูตร - ความอัศจรรย์ ๘ ประการของมหาสมุทรและธรรมวินัย พระสูตรที่มีชื่อเสียง ท้าวปหาราทะจอมอสูรทูลถึงความอัศจรรย์ ๘ ประการของมหาสมุทรที่ทำให้เหล่าอสูรพอใจ ได้แก่ ลาดลึกลงตามลำดับ ไม่ล้นฝั่ง ไม่คบซากศพ แม่น้ำสายต่างๆ ที่ไหลลงมาสูญเสียชื่อเดิมกลายเป็นมหาสมุทรเดียวกัน น้ำจากแม่น้ำและฝนไม่ทำให้พร่องหรือเต็ม มีรสเดียวคือรสเค็ม เต็มไปด้วยรัตนะ และเป็นที่อยู่ของสัตว์ใหญ่ พระพุทธเจ้าทรงเทียบเคียงกับธรรมวินัยนี้ที่มีความอัศจรรย์คู่ขนานกัน ๘ ประการ เช่น การศึกษาเป็นไปตามลำดับ สาวกไม่ล่วงสิกขาบทแม้ต้องเสียชีวิต ไม่คบคนทุศีล วรรณะทั้ง ๔ เมื่อบวชแล้วเรียกว่าสมณศ
  78. Page 207–211 อุโบสถสูตร - พระโมคคัลลานะขับไล่ภิกษุทุศีลออกจากที่ประชุม ในวันอุโบสถที่ปุพพาราม พระอานนท์กราบทูลขอให้พระพุทธเจ้าทรงแสดงปาติโมกข์ถึง ๓ ครั้ง แต่พระองค์ทรงนิ่งเพราะทรงทราบด้วยญาณว่าบริษัทไม่บริสุทธิ์ พระมหาโมคคัลลานะจึงใช้เจโตปริยญาณตรวจดูจนพบภิกษุทุศีลรูปหนึ่งนั่งปะปนอยู่กลางสงฆ์ เชิญให้ลุกออกไปถึง ๓ ครั้งแต่ไม่ยอม จึงจับแขนฉุดออกไปนอกซุ้มประตูแล้วลงกลอนกันไว้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าต่อไปพระองค์จะไม่ทรงแสดงปาติโมกข์เองอีก ให้สงฆ์ทำอุโบสถกันเอง แล้วทรงแสดงความอัศจรรย์ ๘ ประการของมหาสมุทรและธรรมวินัยซ้ำอีกครั้งเพื่อย้ำเหตุผลที่บริษัทสงฆ์ต้องบริสุทธิ์ ปิดท้
  79. Page 211–215 อุคคสูตร (เวสาลิกะ) - ความอัศจรรย์ ๘ ประการของอุคคคหบดีชาวเวสาลี เปิดคหปติวรรคที่ ๓ ด้วยพระพุทธเจ้าตรัสยกย่องอุคคคหบดีชาวเมืองเวสาลีว่าประกอบด้วยความอัศจรรย์ ๘ ประการ เมื่อภิกษุไปสอบถาม อุคคคหบดีเล่าว่าจิตของตนเลื่อมใสทันทีที่เห็นพระพุทธเจ้าแต่ไกล ฟังธรรมแล้วได้ดวงตาเห็นธรรมถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะพร้อมศีล ๕ ยกภรรยาสาวทั้ง ๔ ให้แก่บุรุษที่นางเลือกโดยไม่หวั่นไหวจิต แจกจ่ายทรัพย์ในตระกูลแก่ผู้มีศีลอย่างไม่หวงกัน อุปัฏฐากภิกษุด้วยความเคารพ ฟังธรรมด้วยความตั้งใจ เทวดามาบอกว่าธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นธรรมดีแต่ตนไม่ยึดติดหวั่นไหว และไม่เห็นสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ข้อใดที่ยั
  80. Page 215–219 อุคคสูตร (หัตถิคามกะ) - ความอัศจรรย์ ๘ ประการของอุคคคหบดีชาวหัตถิคาม พระสูตรคู่ขนานกับสูตรก่อนหน้า เล่าถึงอุคคคหบดีอีกท่านหนึ่งจากหัตถิคามผู้มีความอัศจรรย์ ๘ ประการเช่นกัน เริ่มด้วยความมึนเมาสุราหายไปทันทีที่เห็นพระพุทธเจ้าขณะเที่ยวอยู่ในป่าช้าง (นาควัน) จากนั้นได้ดวงตาเห็นธรรมและถึงสรณะ ยกภรรยาสาวให้ผู้อื่นเลือกเช่นเดียวกัน แจกจ่ายทรัพย์แก่ผู้มีศีล อุปัฏฐากสงฆ์ด้วยจิตเสมอกันไม่เลือกให้มากน้อย เทวดามาบอกชื่อภิกษุผู้หลุดพ้นประเภทต่างๆ ที่มาฉันในบ้านของตนแต่ตนไม่ยึดติดหวั่นไหว และเชื่อมั่นว่าหากตนตายก่อนก็จะไม่กลับมาเกิดในโลกนี้อีกเพราะสังโยชน์สิ้นแล้ว
  81. Page 219–220 หัตถกสูตร (อาฬวกะ) - ความอัศจรรย์ ๗ ประการของหัตถกะ (เนื้อหาขาดตอน) พระพุทธเจ้าทรงแสดงความอัศจรรย์ ๗ ประการของหัตถกะ ชาวอาฬวี ได้แก่ มีศรัทธา มีศีล มีหิริ มีโอตตัปปะ เป็นพหูสูต มีจาคะ และมีปัญญา เมื่อภิกษุรูปหนึ่งไปแจ้งข่าวและถามหัตถกะถึงเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องเช่นนี้ หัตถกะเริ่มถามกลับว่าในที่ประชุมนั้นไม่มีคฤหัสถ์นุ่งขาวคนอื่นอยู่ด้วยหรือ เนื้อหาส่วนนี้ถูกตัดขาดกลางประโยคเมื่อจบไฟล์นี้พอดี จึงยังไม่ปรากฏคำอธิบายรายละเอียดที่หัตถกะเตรียมจะเล่าต่อว่าเหตุใดจึงถามเช่นนั้น
  82. Page 221–222 ท้ายเรื่องหัตถกอาฬวกะ (คุณธรรม ๗ ประการ) ส่วนท้ายของพระสูตรที่เริ่มมาก่อนหน้าไฟล์นี้ ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปฉันในนิเวศน์ของหัตถกอาฬวกะแล้วกลับมากราบทูลพระพุทธเจ้าว่า หัตถกอาฬวกะถามตนว่าในที่ประชุมมีคฤหัสถ์นุ่งขาว (ผู้หญิง) อยู่หรือไม่ ซึ่งไม่มีเลย แสดงถึงความมักน้อยไม่ต้องการให้ผู้อื่นรู้คุณความดีของตน พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่านี่คือลักษณะของกุลบุตรที่มีความมักน้อยอย่างแท้จริง ไม่ปรารถนาให้คนอื่นรู้คุณธรรมที่ตนมีอยู่แล้ว
  83. Page 222–223 สังคหวัตถุ ๔ ของหัตถกอาฬวกะ พระสูตรใหม่ ณ อัคคาฬวเจดีย์ เมืองอาฬวี หัตถกอาฬวกะพาอุบาสกห้าร้อยคนเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสถามว่าเขาสงเคราะห์บริษัทหมู่ใหญ่เช่นนี้ได้อย่างไร หัตถกะตอบว่าอาศัยสังคหวัตถุ ๔ คือ ให้ทาน เจรจาไพเราะ ประพฤติประโยชน์ และวางตนสม่ำเสมอ ตามที่รู้ว่าใครควรสงเคราะห์ด้วยวิธีใด พระพุทธเจ้าทรงรับรองว่าผู้สงเคราะห์บริษัทใหญ่ในอดีต ปัจจุบัน อนาคต ล้วนอาศัยหลักนี้ทั้งสิ้น และเมื่อหัตถกะทูลลาไป พระองค์ตรัสสรุปคุณธรรมอัศจรรย์ ๘ ประการของหัตถกะแก่ภิกษุทั้งหลาย คือ มีศรัทธา มีศีล มีหิริ มีโอตตัปปะ เป็นพหูสูต ม
  84. Page 223–225 มหานามศากยะถามเรื่องความเป็นอุบาสก มหานามศากยะทูลถามพระพุทธเจ้าที่นิโครธาราม กรุงกบิลพัสดุ์ ว่าเพียงใดจึงชื่อว่าเป็นอุบาสก พระองค์ตรัสว่าคือผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ส่วนอุบาสกผู้มีศีลคือผู้เว้นจากศีล ๕ ครบถ้วน และทรงแยกแยะอุบาสกที่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนเท่านั้น กับอุบาสกที่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ทั้งตนและผู้อื่น โดยวัดจากธรรม ๘ ประการคือ ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา ศีล จาคะ ความใฝ่พบภิกษุ ใฝ่ฟังธรรม ทรงจำธรรม ใคร่ครวญอรรถ และปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม พร้อมทั้งชักชวนผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยธรรมเหล่านั้นด้วยหรือไม่
  85. Page 225–227 ชีวกโกมารภัจจ์ถามเรื่องความเป็นอุบาสก หมอชีวกโกมารภัจจ์ทูลถามพระพุทธเจ้าที่ชีวกัมพวัน กรุงราชคฤห์ ด้วยคำถามชุดเดียวกันกับที่มหานามทูลถาม คือความเป็นอุบาสก อุบาสกผู้มีศีล และอุบาสกผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนอย่างเดียวกับปฏิบัติเพื่อประโยชน์ทั้งตนและผู้อื่น พระพุทธเจ้าทรงตอบด้วยเนื้อหาเดียวกันทุกประการ แสดงให้เห็นว่าหลักเกณฑ์ความเป็นอุบาสกที่แท้จริงเป็นมาตรฐานเดียวกันไม่ว่าจะถามโดยใคร
  86. Page 227 กำลัง ๘ ของสัตว์ต่างจำพวก พระสูตรสั้นๆ แสดงกำลังพิเศษของสัตว์แต่ละประเภทที่ต่างกันไปตามธรรมชาติของตน คือ เด็กมีการร้องไห้เป็นกำลัง หญิงมีความโกรธเป็นกำลัง โจรมีอาวุธเป็นกำลัง พระราชามีอิสริยยศเป็นกำลัง คนพาลมีการยกโทษผู้อื่นเป็นกำลัง บัณฑิตมีการไม่ยกโทษ (ใคร่ครวญ) เป็นกำลัง ผู้เป็นพหูสูตมีการพิจารณาเป็นกำลัง และสมณพราหมณ์มีความอดทนเป็นกำลัง เป็นการเปรียบเทียบให้เห็นธรรมชาติกำลังของแต่ละฝ่าย
  87. Page 227–229 กำลัง ๘ ของพระขีณาสพ พระสารีบุตรทูลถามพระพุทธเจ้าว่าภิกษุขีณาสพผู้สิ้นอาสวะแล้วประกอบด้วยกำลังเท่าไรจึงปฏิญาณความสิ้นอาสวะได้ พระองค์ตรัสตอบกำลัง ๘ ประการ ได้แก่ เห็นสังขารทั้งปวงเป็นของไม่เที่ยงด้วยปัญญาชอบ เห็นกามเปรียบเหมือนหลุมถ่านเพลิง มีจิตน้อมไปในความสงัด เจริญสติปัฏฐาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ โพชฌงค์ ๗ และมรรคมีองค์ ๘ จนบริบูรณ์ดีแล้ว ธรรมเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันความหลุดพ้นของพระอรหันต์
  88. Page 229–232 ขณะและอกาลที่ไม่เอื้อต่อการประพฤติพรหมจรรย์ พระพุทธเจ้าตรัสแก้ไขความเข้าใจผิดของปุถุชนที่พูดว่า "โลกมีกิจทุกขณะ" โดยไม่รู้จักขณะที่ดีหรือไม่ดี ทรงแสดงอกาล ๘ ประการที่ไม่เอื้อต่อการประพฤติพรหมจรรย์ เช่น เกิดในนรก กำเนิดสัตว์เดรัจฉาน แดนเปรต เทวโลกที่มีอายุยืน ปัจจันตชนบทที่ไม่มีพุทธบริษัท หรือเกิดในมัชฌิมชนบทแต่มีมิจฉาทิฏฐิหรือทรามปัญญา แม้พระพุทธเจ้าจะทรงอุบัติแล้วก็ตาม ส่วนขณะเดียวที่เหมาะสมคือเกิดเป็นมนุษย์มัชฌิมชนบท มีปัญญา ในสมัยที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอยู่ ปิดท้ายด้วยคาถาเตือนให้รีบใช้โอกาสอันหาได้ยากนี้ อย่าปล่อยให้ขณะล่วงไปเปล่า
  89. Page 232–240 มหาปุริสวิตก ๘ ประการ (เรื่องพระอนุรุทธะ) พระอนุรุทธะเมื่อหลีกเร้นอยู่ที่ป่าจาริกวัน แคว้นเจตี ตรึกถึงธรรม ๗ ข้อของผู้มักน้อย สันโดษ สงัด ปรารภความเพียร มีสติตั้งมั่น มีสมาธิ และมีปัญญา แต่ยังขาดข้อที่ ๘ พระพุทธเจ้าเสด็จมาปรากฏต่อหน้าด้วยฤทธิ์ ทรงเติมข้อที่ ๘ คือความยินดีในธรรมที่ปราศจากปปัญจะ (ความเนิ่นช้า/หลงเพลิน) แล้วทรงอธิบายว่าเมื่อตรึกครบทั้ง ๘ ข้อจะได้ฌานทั้ง ๔ โดยง่าย และแม้ใช้ของเศร้าหมองก็จะพอใจได้เหมือนของประณีต ทรงชวนให้จำพรรษาต่อที่นั่น ต่อมาพระอนุรุทธะบรรลุอรหัตตผล กล่าวคาถาสรรเสริญพระศาสดา ปิดท้ายด้วยคำลงท้ายจบคหปติวรรคท
  90. Page 240–241 เริ่มทานวรรค: ทาน ๘ ประเภทตามเจตนา เริ่มต้นทานวรรคที่ ๔ พระพุทธเจ้าทรงแสดงทาน ๘ ประเภทตามแรงจูงใจของผู้ให้ เช่น ให้เพราะใกล้ชิด เพราะกลัว เพราะเขาเคยให้แก่ตน เพราะหวังจะได้ตอบแทน เพราะเห็นว่าเป็นความดี เพราะคิดว่าตนหุงต้มแล้วผู้อื่นไม่หุงต้มจึงควรให้ เพราะหวังชื่อเสียง หรือเพื่อประดับตกแต่งจิตใจ ตามด้วยคาถาสั้นๆ ว่าศรัทธา หิริ กุศล และทาน เป็นธรรมที่สัปบุรุษดำเนินตาม นำไปสู่เทวโลก
  91. Page 241 วัตถุแห่งทาน ๘ ประการ พระสูตรสั้นแสดงมูลเหตุ ๘ ประการของการให้ทาน คือให้เพราะฉันทะ โทสะ โมหะ ความกลัว ให้เพราะเป็นประเพณีที่บรรพบุรุษเคยให้มา ให้เพราะหวังสวรรค์ ให้เพราะเห็นว่าทำให้จิตผ่องใสเกิดปีติ และให้เพื่อประดับจิต แสดงให้เห็นว่าทานอย่างเดียวกันอาจเกิดจากเจตนาที่ต่างกันได้หลายแบบ
  92. Page 241–243 อุปมานาที่ดี-เลวกับผลของทาน พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบนาที่มีองค์ประกอบเลว ๘ อย่าง (ขรุขระ เป็นหิน เค็มจัด ไม่มีร่องน้ำ) กับสมณพราหมณ์ผู้มีมิจฉาทิฏฐิครบองค์ ๘ ว่าเมื่อหว่านพืชหรือให้ทานในที่เช่นนี้ย่อมไม่มีผลมาก ส่วนนาที่ดีเปรียบกับสมณพราหมณ์ผู้มีสัมมาทิฏฐิครบองค์ ๘ ซึ่งเมื่อให้ทานย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ปิดท้ายด้วยคาถายืนยันว่าความสมบูรณ์ของผู้รับและผู้ให้นำไปสู่ความสมบูรณ์แห่งผลจนถึงนิพพาน
  93. Page 243–245 ทานูปปัตติ ๘ (การให้ทานด้วยความหวังภพภูมิต่างๆ) พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าผู้ให้ทานพร้อมทั้งตั้งจิตปรารถนาเกิดในตระกูลกษัตริย์ พราหมณ์ คหบดีผู้มั่งคั่ง หรือในหมู่เทวดาชั้นต่างๆ ตั้งแต่จาตุมหาราชิกาจนถึงพรหมกายิกา เมื่อตั้งจิตเช่นนั้นแน่วแน่ ผลก็จะสำเร็จตามที่ปรารถนาได้ แต่ทรงย้ำว่าความสำเร็จนี้เกิดขึ้นได้เฉพาะผู้มีศีลเท่านั้น ไม่ใช่ผู้ทุศีล และการเกิดในพรหมโลกต้องอาศัยความปราศจากราคะเพิ่มเติมด้วย
  94. Page 245–248 บุญกิริยาวัตถุ ๓ กับภพภูมิที่ได้รับ พระพุทธเจ้าทรงแสดงบุญกิริยาวัตถุ ๓ ประการคือ ทานมัย สีลมัย และภาวนามัย โดยผู้ทำทานและศีลเพียงเล็กน้อยจะได้เกิดเป็นมนุษย์ผู้มีโภคะน้อยหรือมาก ส่วนผู้ทำทานและศีลอย่างยิ่งยวดแต่ยังไม่เจริญภาวนา จะได้เกิดในเทวโลกชั้นต่างๆ ตามลำดับ ตั้งแต่จาตุมหาราชิกาจนถึงปรนิมมิตวสวัตดี โดยเทพผู้เป็นใหญ่ในแต่ละชั้น (เช่น ท้าวสักกะ) ล้วนได้ตำแหน่งนั้นเพราะทำทานและศีลยิ่งกว่าเทวดาอื่นในหมู่เดียวกัน แสดงว่าอำนาจและความเป็นใหญ่ในสวรรค์ก็ยังเป็นผลของบุญที่สั่งสมมา
  95. Page 248–249 ทานของสัปบุรุษ และคุณของคนดีในครอบครัว ทรงแสดงทานของสัปบุรุษ ๘ ประการ คือให้ของสะอาด ประณีต ตามกาล เหมาะสม ด้วยการเลือกสรร ให้เป็นประจำ ให้ด้วยจิตเลื่อมใส และพอใจทั้งก่อนและหลังให้ ตามด้วยคำสอนว่าสัปบุรุษที่เกิดในตระกูลใดย่อมเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่คนหมู่มาก ทั้งบิดามารดา บุตรภรรยา ผู้รับใช้ มิตรสหาย ญาติที่ล่วงลับ พระราชา เทวดา และสมณพราหมณ์ เปรียบเหมือนเมฆใหญ่ที่ยังฝนให้ตกหล่อเลี้ยงพืชพันธุ์ธัญญาหารทั้งปวง
  96. Page 249–251 ห้วงบุญกุศล ๘ (สรณะและศีล ๕ ในฐานะมหาทาน) พระพุทธเจ้าทรงแสดงห้วงบุญกุศล ๘ ประการที่นำไปสู่สุขและสวรรค์ คือ การถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะ (๓ ข้อแรก) และการรักษาศีล ๕ แต่ละข้อ (อีก ๕ ข้อ) โดยทรงอธิบายว่าการงดเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้นนั้น คือการให้ความไม่มีภัย ไม่มีเวร ไม่เบียดเบียนแก่สัตว์ทั้งปวงอย่างไม่มีประมาณ จึงเรียกได้ว่าเป็น "มหาทาน" ที่บริสุทธิ์ยั่งยืนไม่มีใครติเตียนได้เลย
  97. Page 251–253 ผลของอกุศลกรรมบถเมื่อเกิดเป็นมนุษย์ (จบทานวรรค) ทรงแสดงว่าปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท วาจาส่อเสียด วาจาหยาบ วาจาเพ้อเจ้อ และการดื่มสุราเมรัย เมื่อทำเป็นอาจิณจะส่งผลให้ไปเกิดในนรก กำเนิดเดรัจฉาน หรือแดนเปรต แม้ผลเบาที่สุดเมื่อเกิดเป็นมนุษย์ก็ยังได้รับผลร้ายตามลักษณะของกรรมนั้น เช่น อายุสั้น เสื่อมทรัพย์ มีศัตรูเป็นเวร ถูกกล่าวหาเท็จ แตกจากมิตร ถูกด่าว่า พูดแล้วไม่มีใครเชื่อ หรือเป็นบ้า จบด้วยคำลงท้ายจบทานวรรคที่ ๔ พร้อมอุทานคาถา
  98. Page 253–256 เริ่มอุโปสถวรรค: อุโบสถประกอบด้วยองค์ ๘ เริ่มต้นอุโปสถวรรคที่ ๕ พระพุทธเจ้าตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่าอุโบสถที่ประกอบด้วยองค์ ๘ มีผลมากมีอานิสงส์มาก ทรงแสดงองค์ ๘ ประการ คือ อริยสาวกระลึกถึงพระอรหันต์ผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เสพเมถุน พูดเท็จ ดื่มสุรา ฉันอาหารในเวลาวิกาล ดูการละเล่นและประดับตกแต่งร่างกาย และนอนบนที่นอนสูงใหญ่ ตลอดชีวิต แล้วสมาทานประพฤติตามอย่างนั้นเพียงหนึ่งคืนหนึ่งวัน เพื่อเลียนแบบการดำเนินชีวิตของพระอรหันต์
  99. Page 256–264 อานิสงส์อุโบสถองค์ ๘ เทียบกับราชสมบัติและสวรรค์ (แสดงแก่ภิกษุและวิสาขา) พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าอุโบสถที่ประกอบด้วยองค์ ๘ มีอานิสงส์มากเพียงใด โดยเปรียบว่าแม้การได้เป็นใหญ่ปกครองมหาชนบททั้ง ๑๖ แคว้นก็ยังไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ ของผลอุโบสถ เพราะราชสมบัติของมนุษย์เป็นของเล็กน้อยเมื่อเทียบกับความสุขในสวรรค์ ทรงไล่เทียบอายุของเทวดาชั้นต่างๆ ที่ผู้รักษาอุโบสถอาจไปเกิด ตั้งแต่จาตุมหาราชิกาจนถึงปรนิมมิตวสวัตดี ปิดท้ายด้วยคาถาสรรเสริญอุโบสถองค์ ๘ ว่ามีค่ายิ่งกว่าดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ หรือรัตนะทั้งปวง คำสอนเดียวกันนี้ทรงแสดงซ้ำแก่นางวิสาขามิคารมาตาด้วยถ้อยคำเดียวกันทั้งหมด
  100. Page 264–265 อุโบสถองค์ ๘ แสดงแก่วาเสฏฐอุบาสก พระพุทธเจ้าทรงแสดงเรื่องอุโบสถองค์ ๘ แก่วาเสฏฐอุบาสกในกรุงเวสาลี ด้วยเนื้อความเดียวกัน เมื่อฟังจบวาเสฏฐะกราบทูลว่าหากญาติของตน หรือกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทรทั้งหมด ตลอดจนโลกพร้อมทั้งเทวดามารพรหมได้รักษาอุโบสถองค์ ๘ นี้ ก็จะเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่ทุกคนอย่างยาวนาน พระพุทธเจ้าทรงรับรองคำกล่าวนั้นทุกประการ
  101. Page 265–269 อุโบสถองค์ ๘ แสดงแก่โพชฌาอุบาสิกา พระพุทธเจ้าทรงแสดงเรื่องอุโบสถองค์ ๘ ซ้ำอีกครั้งแก่นางโพชฌาอุบาสิกาที่เชตวัน ด้วยเนื้อหาและคาถาเดียวกันกับที่ทรงแสดงแก่ภิกษุและวิสาขามาก่อน เป็นการย้ำแสดงหลักคำสอนเรื่องอุโบสถองค์ ๘ ให้แก่บุคคลต่างกลุ่มต่างสถานะ แสดงว่าคำสอนนี้เปิดกว้างสำหรับทุกคนไม่จำกัดเพศหรือวรรณะ
  102. Page 269–273 พระอนุรุทธะกับเทวดามนาปกายิกา และคุณของภรรยาที่ดี ขณะพระอนุรุทธะหลีกเร้นอยู่ที่โฆสิตาราม เมืองโกสัมพี หมู่เทวดามนาปกายิกาผู้มีอำนาจบันดาลสี เสียง และความสุขตามใจปรารถนามาปรากฏตัว เปลี่ยนสีกายและเครื่องประดับตามความคิดของท่าน พร้อมขับร้องฟ้อนรำเพื่อให้พอใจ แต่พระอนุรุทธะสำรวมอินทรีย์ไม่ยินดี เทวดาเหล่านั้นจึงหายไป ท่านจึงทูลถามพระพุทธเจ้าว่าสตรีประกอบด้วยธรรมเท่าไรจึงได้เกิดเป็นเทวดาเช่นนี้ พระองค์ตรัสตอบธรรม ๘ ประการของภรรยาที่ดี คือ ขยันตื่นก่อนนอนทีหลัง เคารพผู้เป็นที่เคารพของสามี ขยันทำงานบ้าน รู้จักดูแลคนใช้ รักษาทรัพย์สินของสามี และเป็นอุบ
  103. Page 273–275 ธรรม ๘ ของภรรยาที่ดี แสดงแก่วิสาขาและนกุลมารดา (และเริ่มเรื่องใหม่) พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม ๘ ประการของสตรีที่นำไปสู่การเกิดเป็นเทวดามนาปกายิกาซ้ำอีกสองครั้ง แก่นางวิสาขามิคารมาตาและนางนกุลมารดาคหปตานี ด้วยเนื้อหาและคาถาเดียวกันกับที่ทรงแสดงแก่พระอนุรุทธะ ท้ายหน้า ๒๗๕ เริ่มพระสูตรใหม่ที่ทรงแสดงแก่นางวิสาขาเรื่องธรรม ๔ ประการที่ทำให้สตรีชนะโลกนี้ได้ คือ จัดการงานบ้านดี สงเคราะห์คนในบังคับบัญชา ประพฤติถูกใจสามี และรักษาทรัพย์ที่หามาได้ ซึ่งเนื้อหาส่วนนี้ยังไม่จบและต่อเนื่องไปยังส่วนถัดไปของเล่ม
  104. Page 276–278 มาตุคามวิชยสูตร (ตรัสแก่นางวิสาขา) ส่วนท้ายของพระสูตรที่ตรัสแก่นางวิสาขา ต่อเนื่องมาจากตอนก่อนหน้า อธิบายธรรม ๔ ประการที่ทำให้หญิงชนะใจโลกนี้ (จัดการงานบ้านดี สงเคราะห์คนในบังคับบัญชา ประพฤติถูกใจสามี รักษาทรัพย์ที่หามาได้) และธรรม ๔ ประการที่ทำให้ชนะใจโลกหน้า (มีศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา) ปิดท้ายด้วยคาถาสรุปคุณสมบัติของอุบาสิกาผู้มีศีลว่าย่อมไปเกิดในเทวโลก
  105. Page 278–280 มาตุคามวิชยสูตร (ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย) พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมชุดเดียวกันกับที่ตรัสแก่นางวิสาขาซ้ำอีกครั้ง แต่คราวนี้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายโดยตรง ว่าด้วยธรรม ๔ ประการที่ทำให้หญิงชนะใจโลกนี้และโลกหน้า จบด้วยคาถาเดิม เป็นการปิดท้ายอุโปสถวรรคที่ ๕ และสิ้นสุดปัณณาสก์ (หมวด ๕๐ สูตร) แรกของหมวดแปด
  106. Page 281–287 พระนางมหาปชาบดีโคตมีทูลขอบวช และครุธรรม ๘ ประการ เรื่องราวสำคัญของการกำเนิดภิกษุณีสงฆ์ พระนางมหาปชาบดีโคตมีทูลขอให้สตรีออกบวชในธรรมวินัยถึงสามครั้งแต่ถูกปฏิเสธ จนเสด็จติดตามพระพุทธเจ้าไปถึงเมืองเวสาลีด้วยความทุกข์โศก พระอานนท์ช่วยทูลขอแทนและทูลถามว่าสตรีสามารถบรรลุโสดาปัตติผลจนถึงอรหัตตผลได้หรือไม่ เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสว่าได้ จึงทรงอนุญาตให้สตรีบวชได้โดยมีเงื่อนไขคือต้องรับครุธรรม ๘ ประการ (เช่น ภิกษุณีแม้บวชมานานต้องเคารพภิกษุแม้บวชวันเดียว) พร้อมทั้งทำนายว่าเพราะเหตุที่สตรีได้บวช พระศาสนาจะดำรงอยู่สั้นลงจากพันปีเหลือเพียงห้าร้อยปี
  107. Page 287–288 คุณสมบัติของภิกษุผู้เป็นโอวาทาจารย์ภิกษุณี พระอานนท์ทูลถามว่าภิกษุผู้จะได้รับแต่งตั้งเป็นผู้สั่งสอนภิกษุณีต้องประกอบด้วยธรรมเท่าไร พระพุทธเจ้าตรัสตอบธรรม ๘ ประการ ได้แก่ มีศีล เป็นพหูสูต ทรงจำปาฏิโมกข์ทั้งสองฝ่ายได้แม่นยำ มีวาจาไพเราะสื่อความชัดเจน สามารถแสดงธรรมให้ภิกษุณีสงฆ์เข้าใจและเป็นที่รักที่ชอบใจ ไม่เคยต้องครุธรรม และมีพรรษาตั้งแต่ ๒๐ ขึ้นไป
  108. Page 288–289 เกณฑ์ตัดสินธรรมวินัย (ตรัสแก่พระนางโคตมี) พระนางมหาปชาบดีโคตมีทูลขอให้ทรงแสดงธรรมโดยย่อเพื่อนำไปปฏิบัติอยู่ผู้เดียวอย่างไม่ประมาท พระพุทธเจ้าประทานหลักเกณฑ์สำคัญสำหรับตัดสินว่าคำสอนใดเป็นธรรมวินัยของพระองค์จริงหรือไม่ คือธรรมใดนำไปสู่ความกำหนัด ความผูกพัน การสั่งสมกิเลส ความมักมาก ความไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน และความเลี้ยงยาก พึงรู้ว่านั่นไม่ใช่ธรรมวินัยของพระองค์ ส่วนธรรมที่ตรงกันข้ามจึงเป็นคำสอนที่แท้จริง
  109. Page 289–294 ทีฆชาณุสูตร (ธรรมหัวใจเศรษฐี) ทีฆชาณุ โกฬิยบุตร ผู้ครองเรือนบริโภคกาม ทูลขอธรรมที่เกื้อกูลแก่คฤหัสถ์ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า พระพุทธเจ้าตรัสธรรม ๔ ประการเพื่อประโยชน์ปัจจุบัน คือ ความขยันหมั่นเพียรในการงาน การรักษาทรัพย์ที่หามาได้ การคบมิตรดี และการเลี้ยงชีพพอเหมาะ (เปรียบกับคนชั่งตราชู) พร้อมอุปมาอบายมุข ๔ กับปากทางรั่วไหลของทรัพย์ (นักเลงหญิง นักเลงสุรา นักเลงการพนัน คบคนชั่ว) และธรรม ๔ เพื่อประโยชน์ภายหน้า คือ ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา
  110. Page 294–298 อุชชยสูตร (ธรรมหัวใจเศรษฐี ตรัสแก่พราหมณ์) อุชชยพราหมณ์ผู้กำลังจะเดินทางไปต่างเมือง ทูลขอธรรมเพื่อประโยชน์ทั้งในชาตินี้และชาติหน้าเช่นเดียวกับทีฆชาณุ พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมชุดเดียวกันซ้ำอีกครั้ง คือธรรม ๔ ประการเพื่อประโยชน์ปัจจุบัน (ขยันทำมาหากิน รักษาทรัพย์ คบมิตรดี เลี้ยงชีพพอดี) และธรรม ๔ เพื่อประโยชน์ภายหน้า (ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา) พร้อมคาถาสรุปเช่นเดิม
  111. Page 298–299 คำแทนชื่อของกาม พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าคำว่า ภัย ทุกข์ โรค ฝี ลูกศร เครื่องผูก เปือกตม และครรภ์ ล้วนเป็นคำที่ใช้เรียกกามทั้งสิ้น เพราะผู้กำหนัดในกามย่อมไม่พ้นจากภัยทั้งในชาตินี้และชาติหน้า ปุถุชนผู้ติดในความยินดีย่อมต้องกลับไปสู่ครรภ์อีก ส่วนภิกษุผู้มีความเพียรและสัมปชัญญะย่อมข้ามพ้นทางลื่นอันยากนี้ไปได้
  112. Page 299–301 องค์คุณของพระผู้ควรแก่ทักษิณา (๒ นัย) สองสูตรที่แสดงองค์ธรรม ๘ ประการของภิกษุผู้สมควรแก่ของทำบุญ เป็นบุญเขตอันเลิศของโลก นัยแรกกล่าวถึงผู้มีศีล เป็นพหูสูต มีสัมมาทิฏฐิ ได้ฌาน ๔ ระลึกชาติได้ มีทิพยจักษุ และสิ้นอาสวะ (คือได้วิชชา ๓) นัยที่สองเพิ่มคุณสมบัติความเพียรกล้า อยู่ป่าเป็นวัตร อดทนต่อความไม่ยินดีและภัย แทนที่ระลึกชาติกับทิพยจักษุ
  113. Page 301–302 บุคคลผู้ควรแก่ทักษิณา ๘ จำพวก สองสูตรที่กล่าวซ้ำถึงบุคคล ๘ จำพวกที่เป็นบุญเขตอันเลิศของโลก คือผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุและผู้ตั้งอยู่ในผลแห่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตตผล มีคาถาสรุปว่าพระสงฆ์ผู้ตรงและสมบูรณ์ด้วยศีลปัญญานี้เป็นเนื้อนาบุญที่ให้ผลมากแก่ผู้บูชา ปิดท้ายด้วยการจบสันธานวรรคที่ ๑
  114. Page 302–305 ภิกษุผู้มีความอยากในลาภ (จาลวรรค) เปิดจาลวรรคที่ ๒ ด้วยการจำแนกภิกษุผู้อยู่สงบสงัดแต่ยังมีความอยากได้ลาภ ๘ แบบ ตามการประกอบกันของการขวนขวายหรือไม่ขวนขวายเพื่อลาภ ได้ลาภหรือไม่ได้ลาภ เศร้าโศกหรือไม่เศร้าโศกเมื่อไม่ได้ลาภ และมัวเมาหรือไม่มัวเมาเมื่อได้ลาภ ชี้ให้เห็นว่าภิกษุที่พึงประสงค์คือผู้ไม่หวั่นไหวไม่ว่าจะได้หรือไม่ได้ลาภ
  115. Page 305–308 องค์ธรรมที่พอแก่ตนและพอแก่ผู้อื่น ชุดสูตรสั้นต่อเนื่องกันแสดงองค์ธรรมจำนวนต่างๆ (๖, ๕, ๔, ๓, ๒) ที่ทำให้ภิกษุสามารถช่วยเหลือทั้งตนเองและผู้อื่นได้ หรือช่วยได้เพียงฝ่ายเดียว องค์ธรรมหลักคือความเข้าใจไว ทรงจำสิ่งที่ฟัง พิจารณาอรรถได้ ปฏิบัติตามธรรม และมีวาจาไพเราะสามารถสอนหมู่คณะได้ แสดงให้เห็นว่าการช่วยผู้อื่นได้ต้องอาศัยทั้งปัญญาและทักษะการสื่อสาร
  116. Page 308–311 โอวาทแก่ภิกษุผู้ขอธรรมโดยย่อ (สมาธิและสติปัฏฐาน) ภิกษุรูปหนึ่งทูลขอธรรมโดยย่อเพื่อไปปฏิบัติอยู่ผู้เดียวอย่างไม่ประมาท พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้ตั้งจิตมั่นไม่ให้อกุศลธรรมครอบงำ เจริญเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาเจโตวิมุตติให้เจริญเต็มที่ พัฒนาสมาธิผ่านระดับมีวิตกวิจารจนถึงไม่มี แล้วเจริญสติปัฏฐาน ๔ ในกาย เวทนา จิต ธรรม ภิกษุรูปนี้ปฏิบัติตามแล้วบรรลุอรหัตตผลในที่สุด
  117. Page 311–314 เรื่องแสงสว่างและเทวดา ณ คยาสีสะ พระพุทธเจ้าทรงเล่าประสบการณ์ก่อนตรัสรู้ว่าครั้งยังเป็นพระโพธิสัตว์ ทรงหมั่นเพียรจนสามารถรู้แสงสว่างและเห็นรูปได้ แล้วค่อยๆ พัฒนาญาณให้ละเอียดขึ้นเป็นลำดับ ๘ ขั้น ตั้งแต่เห็นรูปเทวดา สนทนากับเทวดา รู้จักประเภทเทวดา รู้กรรมที่นำเทวดามาเกิด รู้อาหารและสุขทุกข์ของเทวดา รู้อายุของเทวดา จนถึงรู้ว่าเคยอยู่ร่วมกับเทวดาเหล่านั้นมาก่อนหรือไม่ เมื่อญาณทัสสนะทั้ง ๘ รอบนี้บริสุทธิ์แล้วจึงทรงกล้าปฏิญาณว่าตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
  118. Page 314–315 อภิภายตนะ ๘ พระพุทธเจ้าทรงแสดงอภิภายตนะ (ฐานะแห่งความเป็นผู้ครอบงำอารมณ์) ๘ ประการ เป็นการฝึกจิตให้มีสัญญาว่ารูปภายในและภายนอกในลักษณะต่างๆ ทั้งจำนวนน้อยจำนวนมาก มีสีสวยไม่สวย และสีเฉพาะ เช่น สีเขียว เหลือง แดง ขาว โดยผู้ปฏิบัติสามารถครอบงำอารมณ์เหล่านั้นได้ด้วยญาณทัสสนะ
  119. Page 315–316 วิโมกข์ ๘ พระพุทธเจ้าทรงแสดงวิโมกข์ (ความหลุดพ้น) ๘ ประการ เริ่มจากผู้มีรูปเห็นรูป ผู้มีสัญญาในอรูปเห็นรูปภายนอก ผู้น้อมใจเชื่อว่างาม ไปจนถึงการเข้าอรูปฌานทั้งสี่ (อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ) และสิ้นสุดที่สัญญาเวทยิตนิโรธ อันเป็นความดับสัญญาและเวทนาโดยสมบูรณ์
  120. Page 316 โวหารอนารยะและอารยะ ๘ สองสูตรสั้นคู่กันแสดงโวหาร (การใช้คำพูด) ๘ ประการ โวหารอนารยะคือการพูดตรงข้ามกับความจริงที่ตนได้เห็น ได้ยิน ได้รู้สึก ได้รู้ เช่นไม่เห็นแต่พูดว่าเห็น ส่วนโวหารอารยะคือการพูดตามความจริงที่ตนประสบ เป็นหลักจริยธรรมพื้นฐานเรื่องความสัตย์ในการสื่อสาร
  121. Page 316–318 บริษัท ๘ จำพวก พระพุทธเจ้าทรงแสดงบริษัท ๘ จำพวกในโลก ได้แก่ กษัตริย์ พราหมณ์ คหบดี สมณะ และเทวดาสี่หมู่ (จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ มาร พรหม) พร้อมตรัสเล่าว่าพระองค์เคยเสด็จเข้าไปยังบริษัทเหล่านี้นับร้อยครั้ง ทรงปรับกายและเสียงให้กลมกลืนจนไม่มีใครรู้จักว่าเป็นเทวดาหรือมนุษย์ แสดงธรรมแล้วหายไปโดยไม่มีใครทันสังเกต แสดงถึงพระปรีชาญาณในการเข้าถึงและปรับตัวเข้ากับสัตว์โลกทุกประเภท
  122. Page 318–324 ปาวาลเจดีย์: ทรงปลงอายุสังขาร เหตุการณ์สำคัญก่อนปรินิพพาน พระพุทธเจ้าประทับที่ปาวาลเจดีย์ตรัสชมความงามของเจดีย์ต่างๆ ในเมืองเวสาลี พร้อมให้นิมิตแก่พระอานนท์ว่าผู้เจริญอิทธิบาท ๔ ดีแล้วสามารถดำรงชนม์อยู่ได้ตลอดกัป แต่พระอานนท์ถูกมารดลใจจึงไม่ทูลอาราธนาให้ทรงพระชนม์อยู่ต่อ เมื่อพระอานนท์จากไป มารทูลขอให้ปรินิพพาน พระพุทธเจ้าทรงเห็นว่าพุทธบริษัทสี่เจริญรุ่งเรืองพอแล้วจึงทรงปลงอายุสังขาร กำหนดจะปรินิพพานในอีก ๓ เดือน เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ ทรงอธิบายแก่พระอานนท์ถึงเหตุ ๘ ประการที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ เช่น ลมกำเริบ ฤทธิ์ของผู้มีอิท
  123. Page 324–327 องค์ธรรม ๘ ของภิกษุผู้บริบูรณ์ทุกด้าน เปิดยมกวรรคที่ ๓ ด้วยสองสูตรคู่กันแสดงว่าภิกษุแม้มีศรัทธาแต่ขาดองค์ธรรมอื่นย่อมยังไม่บริบูรณ์ ต้องประกอบครบทั้งศรัทธา ศีล พหูสูต ความเป็นนักแสดงธรรม กล้าพูดในที่ประชุม ได้ฌาน ๔ และสิ้นอาสวะ (หรือในสูตรที่สองคือสัมผัสวิโมกข์อันสงบด้วยกาย) จึงจะชื่อว่าเป็นผู้น่าเลื่อมใสโดยรอบด้านและบริบูรณ์ทุกประการ
  124. Page 327–330 มรณสติสูตร ณ หมู่บ้านนาทิกะ พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้ภิกษุเจริญมรณสติ ภิกษุหลายรูปทูลรายงานวิธีที่ตนเจริญมรณสติแตกต่างกันไป ตั้งแต่คิดว่าจะมีชีวิตอยู่ได้คืนหนึ่งวันหนึ่ง ครึ่งวัน ชั่วเวลาฉันบิณฑบาตหนึ่งมื้อ ครึ่งมื้อ กลืนอาหารสี่ห้าคำ หนึ่งคำ จนถึงเพียงชั่วลมหายใจเข้าออก พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่าผู้เจริญมรณสติแบบหยาบ (นึกถึงช่วงเวลานาน) ยังชื่อว่าประมาท ส่วนผู้เจริญละเอียดถึงระดับลมหายใจเข้าออกจึงชื่อว่าไม่ประมาทและเจริญมรณสติเพื่อความสิ้นอาสวะอย่างแท้จริง
  125. Page 330 พระสูตรใหม่ (เริ่มต้น ณ นาทิกะ) — ถูกตัดตอน ท้ายไฟล์นี้เริ่มต้นพระสูตรใหม่ด้วยประโยคเปิดมาตรฐานว่าพระพุทธเจ้าประทับ ณ หมู่บ้านนาทิกะ ในตำหนักอิฐ (คิญชกาวสถ์) แต่เนื้อหาพระสูตรถูกตัดตอนไปเนื่องจากไฟล์นี้จบลงเพียงเท่านี้ เนื้อหาที่แท้จริงของพระสูตรจะปรากฏต่อในไฟล์ถัดไป
  126. Page 331–333 มรณัสสติ (การเจริญสติถึงความตาย) เนื้อหาต่อจากตอนก่อนหน้า พระพุทธเจ้าตรัสสอนภิกษุให้เจริญมรณัสสติทุกเช้าเย็น โดยพิจารณาว่าตนอาจตายได้จากเหตุต่างๆ เช่น ถูกงูกัด แมงป่องต่อย อุบัติเหตุ หรือความเจ็บป่วย แล้วย้อนพิจารณาตนเองว่ายังมีอกุศลธรรมที่ยังละไม่ได้ซึ่งจะเป็นอันตรายหากตายในคืนหรือวันนั้นหรือไม่ หากพบว่ายังมีอยู่ ให้เร่งเพียรละอกุศลนั้นโดยเร็วดุจคนที่ถูกไฟไหม้ผ้าหรือศีรษะรีบดับไฟ การเจริญมรณัสสติเช่นนี้ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ
  127. Page 333–337 อัฏฐสัมปทา (ธรรมนำสุข ๘ ประการของคฤหัสถ์) พระพุทธเจ้าตรัสสอนคฤหัสถ์ถึงธรรม ๘ ประการที่นำมาซึ่งความสำเร็จ ได้แก่ ความขยันหมั่นเพียรในอาชีพ การรักษาทรัพย์ที่หามาได้ การคบมิตรดี การเลี้ยงชีพพอดี (อุปมาด้วยคนชั่งตราชู) ความมีศรัทธา ศีล การเสียสละ และปัญญา ทรงอธิบายแต่ละข้อโดยละเอียดพร้อมยกตัวอย่าง เช่น ผู้ใช้จ่ายเกินรายได้จะถูกตำหนิว่ากินเยี่ยงกินผลมะเดื่อ ส่วนผู้ตระหนี่เกินไปก็ถูกตำหนิเช่นกัน ปิดท้ายด้วยคาถาสรุปว่าธรรมเหล่านี้นำสุขทั้งปัจจุบันและภายหน้าแก่คฤหัสถ์ผู้มีศรัทธา
  128. Page 337–340 อัฏฐบุคคล - พระสารีบุตรว่าด้วยผู้ปรารถนาลาภ พระสารีบุตรแสดงธรรมแก่ภิกษุถึงบุคคล ๘ จำพวกที่มีอยู่ในโลก ล้วนเป็นภิกษุผู้อยู่สงัดแต่เกิดความอยากได้ลาภขึ้น จำแนกตามการขวนขวายหรือไม่ขวนขวาย ได้ลาภหรือไม่ได้ลาภ และตอบสนองต่อผลนั้นด้วยความเศร้าโศกหลงใหลหรือด้วยใจสงบไม่หวั่นไหว ท่านชี้ว่าผู้ยังหวั่นไหวไปกับลาภหรือความไม่ได้ลาภถือว่าเสื่อมจากสัทธรรม ส่วนผู้ไม่เศร้าโศกไม่มัวเมาไม่ว่าจะได้หรือไม่ได้ลาภถือว่าไม่เสื่อม เป็นการชี้ความสำคัญของใจที่เป็นอิสระจากลาภสักการะ
  129. Page 340–343 บุคคลผู้พอแก่ตนพอแก่ผู้อื่น พระสารีบุตรแสดงคุณสมบัติของภิกษุที่ "พอแก่ตนพอแก่ผู้อื่น" ได้แก่ ความเข้าใจธรรมได้เร็ว ทรงจำสิ่งที่ฟัง พิจารณาเนื้อความได้ ปฏิบัติตามธรรม มีวาจาไพเราะ และสามารถชี้แจงจูงใจเพื่อนพรหมจรรย์ได้ ท่านแจกแจงเป็นชุดลดหลั่นจาก ๖ ข้อ ลงมาถึง ๒ ข้อ แสดงว่าเมื่อขาดองค์ธรรมบางข้อ ภิกษุอาจพอแก่ตนเองแต่ไม่พอแก่ผู้อื่น หรือพอแก่ผู้อื่นแต่ไม่พอแก่ตนเอง ชี้ให้เห็นว่าความสามารถสอนผู้อื่นกับการปฏิบัติเพื่อตนต้องอาศัยองค์ประกอบต่างกันบ้าง
  130. Page 343 ธรรมเป็นเหตุเสื่อมและไม่เสื่อมของพระเสขะ ทรงแสดงธรรม ๘ ประการที่ทำให้ภิกษุผู้ยังเป็นพระเสขะเสื่อมจากคุณธรรม ได้แก่ ความยินดีในการงาน ในการพูดคุย ในการนอนหลับ ในการคลุกคลีหมู่คณะ การไม่สำรวมอินทรีย์ ความไม่รู้จักประมาณในการบริโภค ความยินดีในการคลุกคลี และความเพลิดเพลินในความฟุ้งซ่าน ธรรมฝ่ายตรงข้ามเป็นเหตุไม่เสื่อม เป็นคำเตือนสั้นๆ ให้ระวังพฤติกรรมที่บั่นทอนความก้าวหน้าทางธรรม
  131. Page 343–345 กุสีตวัตถุ - เหตุแห่งความเกียจคร้าน ๘ ประการ ทรงแสดงสถานการณ์ ๘ อย่างที่ภิกษุผู้เกียจคร้านมักใช้เป็นข้ออ้างเพื่อนอนไม่เพียรปฏิบัติ เช่น เมื่อมีงานต้องทำก็คิดว่าทำแล้วกายจะเหนื่อยจึงนอนเสียก่อน เมื่อทำงานเสร็จแล้วก็อ้างความเหนื่อยเช่นกัน เมื่อต้องเดินทางไกลหรือเดินทางมาแล้วก็อ้างเหตุเดียวกัน รวมถึงเมื่อบิณฑบาตได้อาหารน้อยหรือมากก็อ้างความไม่สบายกาย ตลอดจนเมื่อป่วยเล็กน้อยหรือเพิ่งหายป่วยก็ใช้เป็นข้ออ้างนอนพักโดยไม่เร่งเพียรเพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ
  132. Page 345–348 อารัพภวัตถุ - เหตุแห่งการปรารภความเพียร (จบยมกวรรค) เป็นธรรมตรงข้ามกับกุสีตวัตถุ ในสถานการณ์เดียวกันทั้ง ๘ อย่าง (มีงานต้องทำ ทำงานเสร็จแล้ว ต้องเดินทาง เดินทางมาแล้ว ได้อาหารน้อยหรือมาก เจ็บป่วยเล็กน้อยหรือเพิ่งหายป่วย) ภิกษุผู้ปรารภความเพียรกลับคิดว่าการปฏิบัติตามพระศาสนาไม่ใช่เรื่องง่าย จึงรีบเพียรเพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุทันที แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์เดียวกันอาจเป็นข้ออ้างของความเกียจคร้านหรือเป็นแรงกระตุ้นความเพียรก็ได้ ท้ายเนื้อหาจบยมกวรรคที่ ๓ พร้อมคาถาสรุปหัวข้อของวรรค
  133. Page 348–349 สติสัมปชัญญสูตร (เริ่มสติวรรค) เปิดสติวรรคที่ ๔ ด้วยธรรมที่แสดงความเชื่อมโยงเป็นลูกโซ่ว่า เมื่อขาดสติสัมปชัญญะย่อมทำลายหิริโอตตัปปะ เมื่อขาดหิริโอตตัปปะย่อมทำลายการสำรวมอินทรีย์ ไล่เรื่อยไปจนถึงศีล สมาธิชอบ ญาณทัสสนะตามความเป็นจริง ความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด และญาณทัสสนะแห่งวิมุตติ เปรียบเหมือนต้นไม้ที่กิ่งใบเสียหายย่อมทำให้เปลือก กระพี้ แก่นไม่บริบูรณ์ ในทางกลับกัน เมื่อมีสติสัมปชัญญะย่อมเกื้อกูลให้ธรรมทั้งปวงบริบูรณ์ตามลำดับ ดุจต้นไม้ที่กิ่งใบสมบูรณ์
  134. Page 349–350 ปุณณิยสูตร - เหตุที่ธรรมเทศนาบางครั้งแจ่มแจ้งบางครั้งไม่ พระปุณณิยะทูลถามพระพุทธเจ้าว่าเหตุใดบางครั้งพระธรรมเทศนาจึงแจ่มแจ้ง บางครั้งไม่แจ่มแจ้ง พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าขึ้นอยู่กับว่าภิกษุผู้ฟังมีคุณสมบัติครบถ้วนหรือไม่ ได้แก่ มีศรัทธา เข้าไปหา เข้าไปนั่งใกล้ ไต่ถาม เงี่ยโสตฟังธรรม ทรงจำธรรมที่ฟัง พิจารณาเนื้อความ และปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม หากภิกษุมีครบทุกข้อพระธรรมเทศนาย่อมแจ่มแจ้ง หากขาดข้อใดข้อหนึ่งย่อมไม่แจ่มแจ้ง
  135. Page 350–351 สัพเพธัมมมูลกสูตร - รากฐานของธรรมทั้งปวง พระพุทธเจ้าทรงสอนวิธีตอบหากปริพาชกลัทธิอื่นถามว่าธรรมทั้งปวงมีอะไรเป็นมูล เป็นแดนเกิด เป็นที่ประชุมลง เป็นประมุข เป็นใหญ่ เป็นยอด และเป็นแก่น พระองค์ทรงสอนคำตอบว่าธรรมทั้งปวงมีฉันทะเป็นมูล มนสิการเป็นแดนเกิด ผัสสะเป็นเหตุเกิด เวทนาเป็นที่ประชุมลง สมาธิเป็นประมุข สติเป็นใหญ่ ปัญญาเป็นยอด และวิมุตติเป็นแก่น เป็นสูตรให้กรอบความเข้าใจภาพรวมของกระบวนการปฏิบัติธรรม
  136. Page 351–352 มหาโจรสูตร - โจรใหญ่ ๘ องค์ประกอบ ทรงเปรียบเทียบองค์ประกอบ ๘ ประการของโจรใหญ่ที่ถูกจับได้เร็วไม่ตั้งอยู่นาน ได้แก่ ทำร้ายผู้ไม่ทำร้ายตน ริบทรัพย์จนหมดสิ้น ลักพาผู้หญิง ข่มขืนเด็กสาว ปล้นบรรพชิต ปล้นพระคลังหลวง ก่อคดีใกล้ถิ่นตน และไม่ฉลาดในการซ่อนทรัพย์ที่ปล้นมา ส่วนโจรใหญ่ที่มีคุณสมบัติตรงข้ามย่อมไม่ถูกจับง่ายและตั้งอยู่ได้นาน แม้เป็นอุปมาเรื่องโจร แต่แฝงนัยเตือนใจถึงพฤติกรรมที่นำไปสู่ความเสื่อมหรือความมั่นคง
  137. Page 352 พระนามของพระตถาคต ทรงแสดงพระนามหรือคำเรียกแทนพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๘ คำ ได้แก่ สมณะ พราหมณ์ เวทคู แพทย์ (ภิสักกะ) ผู้ปราศจากมลทิน ผู้หมดมลทิน ผู้รู้ (ญาณี) และผู้หลุดพ้น พร้อมคาถาสรุปว่าสิ่งที่สมณะ พราหมณ์ เวทคู แพทย์ ผู้ปราศจากมลทิน และผู้หลุดพ้นพึงบรรลุนั้น พระองค์ทรงบรรลุแล้วในฐานะผู้ชนะสงครามกิเลส ผู้หลุดพ้นและปลดปล่อยผู้อื่นจากเครื่องผูก เป็นผู้ปรินิพพานแล้ว
  138. Page 352–357 อิจฉานังคลสูตร (นาคิตสูตร) ระหว่างเสด็จจาริกถึงหมู่บ้านอิจฉานังคละ พราหมณ์คหบดีนำอาหารมาถวายและยืนคอยเสียงดังอยู่หน้าประตู พระพุทธเจ้าตรัสกับพระนาคิตะอุปัฏฐากว่าไม่ทรงปรารถนายศดุจนั้น เพราะไม่ต้องการให้เกียรติยศบดบังความสุขจากการสงัด ความสงบ และความรู้แจ้ง จากนั้นทรงแสดงแก่พระนาคิตะถึงพฤติกรรมของภิกษุที่ทรงพอพระทัยและไม่พอพระทัย เช่น ภิกษุอยู่ป่าแต่จิตไม่ตั้งมั่นหรือง่วงเหงา เทียบกับภิกษุอยู่ป่าด้วยจิตตั้งมั่นมุ่งหลุดพ้น ทรงชี้ว่าการคลุกคลีหมู่คณะและความยินดีในลาภสักการะเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติของภิกษุ
  139. Page 357 ปัตตนิกกุชชนสูตร - เหตุที่สงฆ์คว่ำหรือหงายบาตรแก่อุบาสก ทรงแสดงเหตุ ๘ ประการที่สงฆ์เมื่อปรารถนาอาจคว่ำบาตร(ไม่รับบิณฑบาต)แก่อุบาสกได้ ได้แก่ พยายามให้ภิกษุขาดลาภ ขาดประโยชน์ ขาดที่อยู่อาศัย ด่าว่าภิกษุ ยุยงให้ภิกษุแตกกัน และกล่าวติเตียนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ส่วนเหตุตรงข้ามทั้ง ๘ เป็นเหตุที่สงฆ์อาจหงายบาตรคืนความสัมพันธ์อันดีแก่อุบาสกนั้น เป็นมาตรการทางสังคมสงฆ์ต่อคฤหัสถ์ที่ประพฤติไม่เหมาะสมต่อพระศาสนา
  140. Page 357–358 ธรรมที่ทำให้อุบาสกเลื่อมใสหรือไม่เลื่อมใสในภิกษุ ในทำนองเดียวกับสูตรก่อน ทรงแสดงธรรม ๘ ประการฝ่ายภิกษุที่หากมีอยู่จะทำให้อุบาสกลดความเลื่อมใส เช่น พยายามให้คฤหัสถ์ขาดลาภหรือประโยชน์ ด่าว่ายุยงคฤหัสถ์ให้แตกกัน กล่าวติเตียนพระรัตนตรัย และถูกพบเห็นในที่ไม่ควร ส่วนธรรมฝ่ายตรงข้ามย่อมทำให้อุบาสกเกิดความเลื่อมใส สะท้อนว่าความสัมพันธ์ระหว่างสงฆ์กับคฤหัสถ์เป็นไปในสองทิศทาง ต่างฝ่ายต่างมีมาตรฐานความประพฤติที่ส่งผลต่อกัน
  141. Page 358–359 ปฏิสารณียกัมมสูตร - กรรมให้ภิกษุขอขมาคฤหัสถ์ ทรงแสดงธรรม ๘ ประการที่หากภิกษุประพฤติ สงฆ์อาจลงปฏิสารณียกรรม (บังคับให้ไปขอขมาคฤหัสถ์) ได้ เช่น พยายามให้คฤหัสถ์ขาดลาภหรือประโยชน์ ด่าว่ายุยงให้แตกกัน กล่าวติเตียนพระรัตนตรัย และไม่รักษาสัจจะที่ให้ไว้แก่คฤหัสถ์ ส่วนเมื่อภิกษุนั้นกลับประพฤติตรงข้ามและรักษาสัจจะแล้ว สงฆ์จึงระงับกรรมนั้นได้ เป็นกระบวนการทางวินัยสงฆ์เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างสงฆ์กับชุมชนคฤหัสถ์
  142. Page 359 ตัสสปาปิยสิกากรรม และสามัญญวรรค (รายนามอุบาสิกา-ภิกษุณีผู้เลิศ) ทรงแสดงข้อจำกัด ๘ ประการที่ภิกษุผู้ถูกสงฆ์ลงตัสสปาปิยสิกากรรม (โทษผู้มีความผิดร้ายแรง) ต้องประพฤติตน เช่น ห้ามให้อุปสมบทผู้อื่น ห้ามให้นิสัย ห้ามรับตำแหน่งในสงฆ์ อันเป็นการจบสติวรรคที่ ๔ ตามด้วยอุทานคาถาสรุปหัวข้อ จากนั้นเป็น "สามัญญวรรค" ซึ่งเป็นเพียงบัญชีรายพระนามภิกษุณีและอุบาสิกาผู้เป็นเลิศในด้านต่างๆ เช่น พระเขมาเถรี นางวิสาขามิคารมารดา นางขุชชุตตรา และนางนกุลมารดา โดยไม่มีเนื้อความขยายในที่นี้
  143. Page 360–362 ราคเปยยาละ - ธรรมที่พึงเจริญเพื่อรู้ยิ่งซึ่งราคะและกิเลสอื่น (จบอัฏฐกนิบาต) ทรงแสดงชุดธรรม ๘ ประการที่พึงเจริญเพื่อรู้ยิ่ง กำหนดรู้ ละ และสิ้นราคะ ได้แก่ มรรคมีองค์ ๘ ก่อน แล้วขยายเป็นอภิภายตนะ (ฐานครอบงำอารมณ์) อีก ๘ อย่าง และวิโมกข์ ๘ (ตั้งแต่การเห็นรูปด้วยความสำคัญในรูป จนถึงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ) จากนั้นทรงย่อรูปแบบเดียวกันไปใช้กับกิเลสอื่นอีก ๑๕ ชนิด เช่น โทสะ โมหะ โกธะ มักขะ มานะ เป็นต้น เนื้อหาส่วนนี้ปิดท้ายอัฏฐกนิบาตของอังคุตตรนิกาย โดยหน้า ๓๖๒ เป็นหน้าที่ไม่มีข้อมูลในต้นฉบับ
  144. Page 363–366 สัมโพธิสูตร (เริ่มนวกนิบาต) เปิดนวกนิบาต (หมวดเก้า) ด้วยคำสอนว่าหากถูกปริพาชกลัทธิอื่นถามถึงเหตุอุปถัมภ์การเจริญธรรมฝ่ายโพธิปักขิยะ พึงตอบว่ามีปัจจัย ๕ ประการ คือ ความมีกัลยาณมิตร ความมีศีล การได้ฟังคำพูดที่ขัดเกลากิเลส ความเพียรที่มุ่งมั่น และปัญญาที่เห็นความเกิดดับ เมื่อตั้งอยู่ในปัจจัยทั้ง ๕ นี้แล้ว ทรงสอนให้เจริญธรรมอีก ๔ ประการ คือ อสุภะเพื่อละราคะ เมตตาเพื่อละพยาบาท อานาปานสติเพื่อตัดวิตก และอนิจจสัญญาเพื่อถอนอัสมิมานะ นำไปสู่อนัตตสัญญาและการบรรลุนิพพานในปัจจุบันชาติ
  145. Page 366 นิสสยสัมปันนสูตร ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามพระพุทธเจ้าว่าคุณสมบัติเช่นไรที่เรียกว่า "ผู้ถึงพร้อมด้วยที่พึ่ง" พระองค์ตรัสตอบว่าคือภิกษุผู้อาศัยศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ และปัญญา ละอกุศลเจริญกุศลได้อย่างเด็ดขาด อีกทั้งยังต้องดำรงตนด้วยอุปนิสัย ๔ ประการ คือ การพิจารณาเสพ พิจารณาอดกลั้น พิจารณาเว้น และพิจารณาบรรเทาสิ่งต่างๆ อย่างมีปัญญา
  146. Page 366–371 เมฆิยสูตร เล่าเรื่องพระเมฆิยะผู้เป็นพุทธอุปัฏฐาก ขอลาไปเจริญความเพียรที่สวนมะม่วงริมฝั่งแม่น้ำแม้พระพุทธเจ้าจะทรงห้ามถึงสามครั้งให้รอก่อน เมื่อไปอยู่ลำพังกลับถูกอกุศลวิตกสามอย่างครอบงำ คือกามวิตก พยาบาทวิตก และวิหิงสาวิตก จึงกลับมาทูลถาม พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่าเจโตวิมุตติที่ยังไม่แก่กล้าต้องอาศัยธรรม ๕ ประการให้แก่กล้า คือกัลยาณมิตร ศีล วาจาที่ขัดเกลากิเลส ความเพียร และปัญญา พร้อมธรรมเพิ่มอีก ๔ ประการ (อสุภะ เมตตา อานาปานสติ อนิจจสัญญา) เช่นเดียวกับสัมโพธิสูตรก่อนหน้า
  147. Page 371–376 นันทกสูตร ขณะพระนันทกะกำลังแสดงธรรมแก่ภิกษุในหอฉัน พระพุทธเจ้าเสด็จมายืนรอฟังอยู่หน้าประตูจนเทศน์จบ แล้วตรัสติดตลกว่าหลังของพระองค์เกือบปวดเพราะยืนรอนาน จากนั้นทรงแสดงธรรมว่าภิกษุที่มีเพียงศรัทธาและศีลยังไม่สมบูรณ์ ต้องมีลาภแห่งเจโตสมาธิภายในและลาภแห่งอธิปัญญาวิปัสสนาด้วยจึงจะสมบูรณ์ ดุจสัตว์สี่เท้าที่ขาดข้างหนึ่งพิการ ปิดท้ายด้วยอานิสงส์ ๕ ประการของการฟังธรรมและสนทนาธรรมตามกาล เช่น เป็นที่รักของศาสดา เข้าใจอรรถและธรรม เห็นแจ้งเนื้อความอันลึกซึ้ง และเป็นไปเพื่อความก้าวหน้าของทั้งพระเสขะและพระอรหันต์
  148. Page 376–379 จตุพลสูตร - กำลัง ๔ ประการ ทรงแสดงกำลัง ๔ อย่างของอริยสาวก คือ ปัญญาพละ (กำลังปัญญาแยกกุศลอกุศล) วิริยพละ (กำลังความเพียรละอกุศลเจริญกุศล) อนวัชชพละ (กำลังแห่งกรรมที่ไม่มีโทษทางกาย วาจา ใจ) และสังคหพละ (กำลังแห่งสังคหวัตถุ ๔ คือ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา สมานัตตตา) ผู้ประกอบด้วยกำลังทั้งสี่นี้ย่อมก้าวข้ามภัย ๕ ประการ ได้แก่ ภัยเรื่องการเลี้ยงชีพ ภัยเรื่องเสียงติเตียน ภัยจากความครั่นคร้ามในที่ประชุม ภัยแห่งความตาย และภัยจากทุคติ เพราะมั่นใจว่าตนมีกำลังทั้งสี่พร้อมสรรพ
  149. Page 379–383 เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร พระสารีบุตรแสดงธรรมว่าบุคคล จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ หมู่บ้านนิคม และถิ่นชนบท ล้วนพึงพิจารณาได้สองแบบคือควรเสพหรือไม่ควรเสพ โดยใช้หลักเกณฑ์เดียวกันคือ หากการเสพสิ่งนั้นทำให้อกุศลธรรมเจริญขึ้นกุศลธรรมเสื่อมลง พึงหลีกเลี่ยง แต่หากทำให้กุศลธรรมเจริญขึ้นอกุศลธรรมเสื่อมลง พึงเสพ ท่านยังแนะนำว่าหากเสพบุคคลใดแล้วอกุศลเจริญขึ้นแม้ได้ปัจจัยสี่โดยง่ายก็ควรจากไปโดยไม่ต้องขออนุญาต แต่หากเสพบุคคลใดแล้วกุศลเจริญขึ้นแม้ต้องหาปัจจัยสี่โดยยากลำบากก็ควรติดตามอยู่ใกล้ตลอดชีวิต
  150. Page 383–384 สุตวาสูตร - พระขีณาสพไม่อาจกระทำ ๙ ฐานะ ปริพาชกชื่อสุตวาทูลเล่าว่าเคยได้ฟังจากพระพุทธเจ้าเองว่าภิกษุขีณาสพผู้หมดกิเลสแล้วไม่มีทางประพฤติผิด ๕ ฐานะ คือ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เสพเมถุน พูดเท็จทั้งที่รู้ และสะสมกามเพื่อบริโภคอย่างคฤหัสถ์ พระพุทธเจ้าทรงยืนยันคำนั้นและขยายเพิ่มอีกสี่ฐานะรวมเป็นเก้า คือ ไม่มีทางลำเอียงเพราะฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ และภยาคติ แสดงถึงความมั่นคงทางจิตใจของพระอรหันต์ที่ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใด
  151. Page 384–385 สัชฌสูตร ปริพาชกอีกท่านหนึ่งชื่อสัชฌะทูลถามพระพุทธเจ้าด้วยคำถามและเรื่องราวเดียวกันกับพระสุตวา คือเคยได้ยินว่าพระขีณาสพไม่อาจกระทำฐานะทั้งห้า และพระพุทธเจ้าทรงยืนยันขยายเป็นเก้าฐานะเช่นเดียวกัน คือเพิ่มการไม่ยอมสละพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และสิกขา เป็นการย้ำเน้นคำสอนเดิมผ่านคำถามของบุคคลต่างกัน แสดงว่าคำสอนนี้เป็นที่รู้จักและเชื่อถือกันในหมู่นักบวชต่างศาสนาร่วมสมัย
  152. Page 385 นวกบุคคลสูตร (เริ่มต้น ถูกตัดตอน) ท้ายไฟล์เริ่มต้นสูตรใหม่กล่าวถึง "บุคคล ๙ จำพวกที่มีอยู่จริงในโลก" แต่เนื้อหาถูกตัดที่นี่ก่อนจะขยายความว่าบุคคลทั้งเก้าจำพวกนั้นคือใครบ้าง เนื้อหาส่วนนี้จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของสูตรที่จะดำเนินต่อในไฟล์ถัดไป
  153. Page 386 จบวรรคสัมโพธิ (ปุคคลควรแก่ทักษิณาไทยธรรม) ส่วนท้ายของพระสูตรที่เริ่มก่อนหน้าไฟล์นี้ แสดงบุคคล ๙ จำพวกที่ยังปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรคผลว่าเป็นผู้ควรแก่ของทำบุญ (อาหุไนยบุคคล) นับแต่พระอรหันต์ผู้ปฏิบัติเพื่อพระอรหัตต์ลงมาถึงโคตรภูบุคคล จบแล้วปิดท้ายด้วยคาถาสรุปเนื้อหา เป็นการจบสัมโพธิวรรคที่ ๑ แห่งนวกนิบาต
  154. Page 386–391 สีหนาทสูตร (พระสารีบุตรบันลือสีหนาท) พระสารีบุตรทูลลาพระพุทธเจ้าเพื่อจาริกไป มีภิกษุรูปหนึ่งกล่าวหาว่าท่านกระทบกระทั่งแล้วจากไปโดยไม่ขอโทษ พระพุทธเจ้าจึงให้เรียกพระสารีบุตรกลับมาชี้แจง ท่านจึงเปล่งอาสภิวาจาเปรียบจิตของตนกับธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม และผ้าเช็ดธุลี ว่าไม่รังเกียจสิ่งใด ทั้งเปรียบตนเหมือนเด็กจัณฑาลผู้มีใจนอบน้อมและโคที่ถูกตอนเขาแล้วไม่ทำร้ายใคร พร้อมกล่าวว่ารังเกียจร่างกายตนเองดุจซากสัตว์เน่า ในที่สุดภิกษุผู้กล่าวหาสำนึกผิดขอขมา พระพุทธเจ้าและพระสารีบุตรทรงให้อภัย
  155. Page 391–396 สูตรว่าด้วยผู้มีอุปาทิเหลือที่พ้นจากอบาย พระสารีบุตรได้ยินพวกปริพาชกลัทธิอื่นกล่าวว่าผู้ใดตายไปทั้งที่ยังมีอุปาทิเหลืออยู่ ย่อมไม่พ้นจากนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน และอบายทั้งปวง ท่านไม่รับและไม่ค้าน แต่นำความไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสแก้ว่าแท้จริงมีบุคคล ๙ จำพวกซึ่งแม้ตายไปพร้อมอุปาทิเหลือก็พ้นจากอบายได้ คือพระอนาคามีประเภทต่างๆ ตามระดับการปรินิพพาน และพระโสดาบัน-สกทาคามีประเภทต่างๆ ตามระดับการละสังโยชน์
  156. Page 396–399 พระมหาโกฏฐิตะถามพระสารีบุตรเรื่องกรรม พระมหาโกฏฐิตะตั้งคำถามชุดหนึ่งแก่พระสารีบุตรว่าการประพฤติพรหมจรรย์มีไว้เพื่อให้กรรมที่ให้ผลอย่างหนึ่งกลับกลายเป็นอีกอย่างหนึ่งหรือไม่ เช่นกรรมที่ให้ผลในปัจจุบันกลายเป็นให้ผลในภพหน้า หรือกรรมที่ให้ผลเป็นสุขกลายเป็นให้ผลเป็นทุกข์ ซึ่งพระสารีบุตรตอบปฏิเสธทุกข้อ แล้วอธิบายว่าจุดประสงค์แท้จริงของการประพฤติพรหมจรรย์คือเพื่อรู้แจ้งอริยสัจ ๔ ที่ยังไม่เคยรู้เห็นบรรลุมาก่อน
  157. Page 399–400 พระสารีบุตรถามพระสมิทธิเรื่องมูลเหตุแห่งความดำริ พระสารีบุตรถามพระสมิทธิว่าความดำริตรึกนึกของบุรุษเกิดจากอะไร พระสมิทธิตอบเป็นลำดับว่าเกิดจากนามรูปเป็นอารมณ์ แยกไปตามธาตุ มีผัสสะเป็นเหตุเกิด มีเวทนาเป็นที่รวม มีสมาธิเป็นประมุข มีสติเป็นใหญ่ มีปัญญาเป็นเลิศ มีวิมุตติเป็นแก่น และหยั่งลงสู่อมตะคือนิพพานเป็นที่สุด ซึ่งพระสารีบุตรอนุโมทนาว่าตอบได้ถูกต้อง
  158. Page 400–401 อุปมาร่างกายดุจฝี (คัณฑสูตร) พระพุทธเจ้าตรัสเปรียบร่างกายอันประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔ เกิดจากมารดาบิดา เติบโตด้วยข้าวสุกและขนมกุมมาส มีธรรมดาต้องเสื่อมสลาย ว่าเหมือนฝีเรื้อรังที่มีปากแผล ๙ แห่ง ซึ่งมีแต่ของไม่สะอาดและมีกลิ่นเหม็นไหลออกอยู่ตลอดเวลา ทรงสอนให้ภิกษุเบื่อหน่ายในกายนี้
  159. Page 401 สัญญา ๙ ประการที่มีผลมาก ทรงแสดงสัญญา ๙ อย่างที่เมื่อเจริญและทำให้มากแล้วมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะคือนิพพาน ได้แก่ อสุภสัญญา มรณสัญญา อาหาเรปฏิกูลสัญญา สัพพโลเกอนภิรตสัญญา อนิจจสัญญา ทุกขสัญญาในสิ่งไม่เที่ยง อนัตตสัญญาในสิ่งเป็นทุกข์ ปหานสัญญา และวิราคสัญญา
  160. Page 401–402 ตระกูลที่ควรเข้าไปหาและไม่ควรเข้าไปหา ทรงแสดงองค์ ๙ ของตระกูลที่ภิกษุไม่ควรเข้าไปหาหรือนั่งด้วย เช่น ไม่ต้อนรับด้วยจิตยินดี ไม่กราบไหว้ ไม่ให้อาสนะ ปิดบังของที่มีอยู่ ให้น้อยทั้งที่มีมาก ให้ของเลวทั้งที่มีของประณีต และไม่ตั้งใจฟังธรรม จากนั้นทรงแสดงองค์ ๙ ตรงกันข้ามของตระกูลที่ควรเข้าไปหา
  161. Page 402–403 อุโบสถประกอบด้วยองค์ ๙ ทรงแสดงการรักษาอุโบสถศีลที่ประกอบด้วยองค์ ๙ ว่ามีผลมาก มีอานิสงส์มาก คือการถืออุโบสถศีล ๘ ข้อ (เว้นปาณาติบาต อทินนาทาน อพรหมจรรย์ มุสาวาท สุราเมรัย บริโภคอาหารผิดเวลา ฟ้อนรำขับร้อง และที่นอนสูงใหญ่) โดยตั้งจิตเจริญรอยตามพระอรหันต์ในแต่ละข้อ และองค์ที่ ๙ คือการแผ่เมตตาจิตไปทั่วสรรพสัตว์ทุกทิศ
  162. Page 403–404 เทวดาเล่าเรื่องภิกษุผู้ไม่เคารพพระเถระ ในราตรีหนึ่งหมู่เทวดามาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เล่าว่าเมื่อครั้งเป็นมนุษย์บวชเป็นภิกษุตนไม่ได้ปฏิบัติต่อพระเถระผู้บวชก่อนด้วยความเคารพครบถ้วน เช่น ไม่ลุกรับ ไม่กราบ ไม่ถวายอาสนะ ไม่แบ่งปัน ไม่ตั้งใจฟังธรรม จึงไปเกิดในกายที่เลว ต่างจากเทวดาอีกกลุ่มที่ปฏิบัติครบถ้วนจึงไปเกิดในกายประณีต พระพุทธเจ้าทรงเตือนภิกษุทั้งหลายให้เพียรเจริญภาวนาไม่ประมาท
  163. Page 405–408 เวลามสูตร (มหาทานของเวลามพราหมณ์) อนาถบิณฑิกเศรษฐีทูลถามเรื่องทาน พระพุทธเจ้าตรัสว่าผลของทานขึ้นอยู่กับความตั้งใจของผู้ให้ ทานที่ให้โดยไม่เคารพย่อมมีผลน้อยกว่าทานที่ให้โดยเคารพแม้เป็นของเศร้าหมองก็ตาม จากนั้นทรงเล่าเรื่องเวลามพราหมณ์ผู้เป็นพระองค์เองในอดีตชาติ ผู้ถวายมหาทานมโหฬารแต่ไม่มีทักขิไณยบุคคลรับ จึงมีผลน้อยกว่าการเลี้ยงพระโสดาบันเพียงรูปเดียว หรือแม้แต่น้อยกว่าการเจริญเมตตาจิตหรืออนิจจสัญญาเพียงชั่วขณะ ปิดท้ายด้วยคาถาสรุปจบสีหนาทวรรคที่ ๒
  164. Page 408–409 อุตตรกุรุทวีปเหนือกว่ามนุษย์และเทวดา ทรงแสดงเหตุ ๓ ประการที่ชาวอุตตรกุรุเหนือกว่าเทวดาชั้นดาวดึงส์และมนุษย์ชมพูทวีป คือไม่ยึดถือของส่วนตัว ไม่หวงแหน มีอายุแน่นอน เหตุ ๓ ที่เทวดาเหนือกว่ามนุษย์คืออายุ วรรณะ และความสุขอันเป็นทิพย์ และเหตุ ๓ ที่มนุษย์ชมพูทวีปเหนือกว่าทั้งอุตตรกุรุและเทวดา คือมีความกล้าหาญ มีสติ และสามารถประพฤติพรหมจรรย์ได้ในโลกนี้
  165. Page 409–413 อุปมาม้าและบุรุษ ๓ ประเภท ทรงแสดงม้าดุร้ายและบุรุษดุร้าย ๓ จำพวก ม้าและบุรุษปานกลาง ๓ จำพวก และม้าอาชาไนยกับบุรุษอาชาไนยชั้นเลิศ ๓ จำพวก โดยเทียบกับภิกษุตามความเร็ว (การรู้แจ้งอริยสัจ) ความงาม (ตอบปัญหาอภิธรรมอภิวินัยได้) และความสมบูรณ์ (ได้รับปัจจัยสี่บริบูรณ์) บุรุษอาชาไนยชั้นเลิศคือผู้บรรลุอรหัตต์พร้อมครบทั้งสามด้าน
  166. Page 413 ธรรมมีตัณหาเป็นมูล ๙ ประการ ทรงแสดงลำดับธรรมที่มีตัณหาเป็นต้นเหตุ ๙ ประการ คือตัณหาทำให้เกิดการแสวงหา การแสวงหาทำให้เกิดการได้ การได้ทำให้เกิดการตัดสินใจ เกิดฉันทราคะ ความยึดติด ความหวงแหน และการป้องกันรักษา ซึ่งนำไปสู่การทะเลาะวิวาท จับอาวุธ และอกุศลธรรมมากมาย
  167. Page 413–414 สัตตาวาส ๙ (ภูมิที่อยู่ของสัตว์) ทรงจำแนกภูมิที่อยู่ของสัตว์ทั้งหลาย ๙ ประเภทตามลักษณะกายและสัญญา เช่น มนุษย์และเทวดาบางพวกมีกายต่างกันสัญญาต่างกัน พรหมกายิกามีกายต่างกันสัญญาเดียวกัน อาภัสสรพรหมมีกายเดียวกันสัญญาต่างกัน สุภกิณหพรหมมีกายเดียวกันสัญญาเดียวกัน อสัญญีสัตว์ไม่มีสัญญา และอรูปพรหม ๔ ชั้นตามลำดับความละเอียด
  168. Page 414–415 จิตอบรมดีด้วยปัญญาย่อมพยากรณ์อรหัตตผลได้ ทรงแสดงว่าเมื่อภิกษุมีจิตอบรมดีแล้วด้วยปัญญาในลักษณะ ๙ ประการ คือรู้ว่าจิตปราศจากราคะ โทสะ โมหะ และมีธรรมชาติไม่กลับกำเริบด้วยกามภพ รูปภพ อรูปภพ ย่อมสามารถพยากรณ์ตนเองได้ว่าสิ้นชาติแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว
  169. Page 415–419 ข้อโต้แย้งพระจันทิกาบุตรกับพระสารีบุตรเรื่องคำสอนพระเทวทัต พระจันทิกาบุตรกล่าวแก่หมู่ภิกษุว่าพระเทวทัตสอนว่าเมื่อจิตถูกรวบรวมแล้วก็ควรพยากรณ์อรหัตตผลได้ พระสารีบุตรทักท้วงถึงสามครั้งว่าพระเทวทัตสอนถูกต้องกว่านั้น คือจิตต้อง "อบรมดีแล้ว" ด้วยใจ ไม่ใช่เพียงรวบรวม แล้วอธิบายว่าจิตที่หลุดพ้นโดยชอบเช่นนั้น แม้อารมณ์ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจอันรุนแรงมากระทบก็ไม่อาจครอบงำได้ เปรียบเหมือนเสาหินที่ฝังลึกไม่หวั่นไหวต่อลมพายุจากทิศใด
  170. Page 419–421 อนาถบิณฑิกเศรษฐีกับองค์แห่งความเป็นพระโสดาบัน พระพุทธเจ้าตรัสแก่อนาถบิณฑิกเศรษฐีว่า เมื่อภัยเวรทั้ง ๕ (จากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ดื่มสุราเมรัย) สงบระงับเพราะเว้นขาดจากอกุศลกรรมเหล่านั้น และประกอบด้วยโสตาปัตติยังคะ ๔ คือความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และมีศีลอันเป็นที่รักของพระอริยะ อริยสาวกนั้นย่อมพยากรณ์ตนได้ว่าเป็นพระโสดาบัน พ้นจากอบายภูมิ เที่ยงต่อการตรัสรู้ในเบื้องหน้า
  171. Page 421–422 องค์แห่งความเป็นพระโสดาบันแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย เนื้อหาเดียวกับพระสูตรก่อนหน้า แต่ทรงแสดงแก่ภิกษุสงฆ์โดยตรงแทนการสนทนากับคฤหัสถ์ คือภัยเวร ๕ ประการที่สงบระงับได้และโสตาปัตติยังคะ ๔ ที่ทำให้อริยสาวกพยากรณ์ตนเป็นพระโสดาบันได้
  172. Page 422–423 อาฆาตวัตถุ ๙ ประการ (เหตุแห่งความผูกโกรธ) ทรงแสดงเหตุแห่งการผูกโกรธ ๙ ประการ อันเกิดจากคิดว่าผู้อื่นได้ทำ กำลังทำ หรือจักทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ตน หรือแก่คนที่รัก หรือทำประโยชน์ให้แก่คนที่ไม่ชอบ ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
  173. Page 423 อุบายระงับความอาฆาต ๙ ประการ ทรงแสดงวิธีระงับความอาฆาตทั้ง ๙ กรณีที่กล่าวไว้ในพระสูตรก่อนหน้า โดยให้พิจารณาว่า "จะได้ประโยชน์อะไรจากความโกรธนี้" ในแต่ละสาเหตุ เป็นอุบายปลดปล่อยจิตจากความผูกโกรธ
  174. Page 423–424 อนุปุพพนิโรธ ๙ (ความดับไปตามลำดับ) ทรงแสดงความดับไปตามลำดับของสภาวธรรม ๙ ขั้น ตั้งแต่ผู้เข้าปฐมฌานสัญญาในกามดับ ผู้เข้าทุติยฌานวิตกวิจารดับ ไปจนถึงผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธสัญญาและเวทนาดับ ปิดท้ายด้วยคาถาสรุปจบสัตตาวาสวรรคที่ ๓ แล้วเริ่มมหาวรรคที่ ๔
  175. Page 424 อนุปุพพวิหาร ๙ (การอยู่ตามลำดับโดยสังเขป) ทรงแสดงรายการการอยู่ตามลำดับ ๙ ขั้นโดยสังเขป คือฌานที่ ๑-๔ อรูปฌาน ๔ และสัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นพื้นฐานสั้นๆ ก่อนที่พระสูตรถัดไปจะขยายความอย่างละเอียด
  176. Page 424–429 อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ โดยพิสดาร ทรงขยายความการเข้าสมาบัติตามลำดับทั้ง ๙ ขั้นอย่างละเอียด แต่ละขั้นทรงแสดงว่าเป็นที่ดับไปของสภาวะขั้นก่อนหน้า เช่นกามดับในปฐมฌาน วิตกวิจารดับในทุติยฌาน จนถึงสัญญาและเวทนาดับในสัญญาเวทยิตนิโรธ พร้อมทรงสอนว่าหากมีผู้กล่าวปฏิเสธไม่รู้ไม่เห็นภาวะดับเหล่านี้ ควรได้รับคำชี้แจงอย่างไร เป็นการยืนยันความจริงแท้ของสมาบัติแต่ละขั้น
  177. Page 429–433 พระสารีบุตรอธิบาย "นิพพานเป็นสุข" แก่พระอุทายี พระสารีบุตรกล่าวแก่หมู่ภิกษุว่า "นิพพานเป็นสุข" พระอุทายีแย้งว่าที่ใดไม่มีเวทนาจะมีสุขได้อย่างไร พระสารีบุตรอธิบายว่าความสุขจากกามคุณ ๕ เป็นกามสุขอย่างหนึ่ง แต่ในความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้น เมื่อภิกษุอยู่ในฌานหรือสมาบัติแต่ละขั้น สัญญาและมนสิการที่ยังเกี่ยวเนื่องกับขั้นก่อนหน้าถือเป็นความเจ็บป่วยเมื่อเทียบกับความสงบของขั้นที่สูงกว่า ดังนั้นภาวะที่ปราศจากสัญญาเช่นนั้นโดยสิ้นเชิงจึงเรียกว่าสุขได้ ไล่ไปจนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ
  178. Page 433–438 อุปมาโคภูเขากับการเจริญฌานให้ชำนาญก่อนก้าวหน้า ทรงเปรียบภิกษุผู้โง่เขลาไม่รู้จักภูมิประเทศเหมือนโคภูเขาที่โง่เขลาก้าวพลาดตกเหวเพราะรีบร้อนหาที่ใหม่โดยยังไม่วางเท้าให้มั่นคง เช่นเดียวกับภิกษุที่ยังไม่ชำนาญในฌานขั้นต้นแล้วรีบก้าวสู่ฌานขั้นสูง ย่อมเสื่อมทั้งสองทาง ส่วนภิกษุผู้ฉลาดชำนาญในนิมิตของฌานแต่ละขั้นก่อนก้าวหน้าไปขั้นต่อไป ย่อมเข้าออกสมาบัติได้คล่องแคล่ว จิตอ่อนควรแก่การงาน นำไปสู่การบรรลุอภิญญาต่างๆ ได้แก่ อิทธิวิธี ทิพยโสต เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสติ ทิพยจักษุ และอาสวักขยญาณ
  179. Page 438–440 ฌานเป็นที่อาศัยแห่งความสิ้นอาสวะ (เนื้อหาถูกตัดกลางเรื่อง) พระพุทธเจ้าตรัสว่าฌานทั้ง ๔ และอรูปสมาบัติแต่ละขั้นเป็นที่อาศัยให้ถึงความสิ้นอาสวะได้ ทรงอธิบายว่าเมื่อภิกษุเข้าปฐมฌานแล้วพิจารณาเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่เกิดในฌานนั้นโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค แล้วน้อมจิตไปสู่อมตธาตุคือนิพพาน ย่อมบรรลุความสิ้นอาสวะ หรือหากยังไม่บรรลุก็เป็นพระอนาคามีด้วยอำนาจธรรมราคะนั้น เปรียบเหมือนนายขมังธนูยิงรูปหุ่นฟางได้แม่นยำ เนื้อหาอธิบายจบฌานที่ ๑ แล้วเริ่มอธิบายฌานที่ ๒-๔ แต่ไฟล์ตัดจบกลางประโยคก่อนอธิบายเสร็จสมบูรณ์
  180. Page 441–444 ฌานนิสสยสุตต์ (ตอนจบ) - อาศัยฌานเพื่อสิ้นอาสวะ ส่วนท้ายของพระสูตรที่เริ่มก่อนหน้าไฟล์นี้ อธิบายวิธีที่ภิกษุผู้เข้าฌานแต่ละขั้น (ตั้งแต่ฌานที่ ๔ ไปจนถึงอากิญจัญญายตนะ) พิจารณาสภาวธรรมที่เกิดในสมาธินั้นว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นต้น แล้วน้อมจิตไปสู่อมตธาตุคือพระนิพพาน หากยังไม่สิ้นอาสวะโดยสมบูรณ์ก็จะเป็นพระอนาคามีที่ไปเกิดในพรหมโลกชั้นสุทธาวาสแล้วปรินิพพานที่นั่น ไม่กลับมาสู่โลกนี้อีก มีอุปมาเรื่องนายขมังธนูผู้ยิงเป้าได้แม่นและไกลเปรียบกับกำลังของภิกษุผู้เจริญฌาน ท้ายสุดสรุปว่าผู้ชำนาญการเข้า-ออกสมาบัติควรบอกสอนเรื่องอรูปสมาบัติสองอย่า
  181. Page 444–446 อานันทสุตต์ - อัศจรรย์แห่งการไม่รับรู้อายตนะ พระอานนท์แสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายที่โฆสิตาราม เมืองโกสัมพี ว่าพระพุทธเจ้าทรงแสดงหนทางอันน่าอัศจรรย์ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ยังคงมีอยู่ แต่จิตไม่รับรู้อารมณ์ของอายตนะนั้นเลย พระอุทายีถามว่าภาวะนี้มีสัญญาหรือไม่มีสัญญา พระอานนท์อธิบายว่ายังมีสัญญาอยู่แต่เป็นสัญญาที่ประณีตในอรูปฌานแต่ละขั้น (อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ) จากนั้นพระอานนท์เล่าเรื่องภิกษุณีชื่อชฏิลภาคิกาที่เคยทูลถามพระพุทธเจ้าเรื่องสมาธิที่ไม่เอนเอียงไปข้างหน้าข้างหลัง ไม่ถูกข่มไว้ด้วยการฝืนใจ แต่หลุดพ้นเพราะความมั่นคง
  182. Page 446–450 โลกายติกสุตต์ - ที่สุดโลกไม่อาจถึงได้ด้วยการเดินทาง พราหมณ์โลกายติกสองคนทูลถามพระพุทธเจ้าว่าระหว่างปูรณกัสสปที่อ้างว่ารู้เห็นทุกสิ่งตลอดเวลา กับนิครนถ์นาฏบุตรที่อ้างเช่นเดียวกัน ใครพูดจริงใครพูดเท็จ พระพุทธเจ้าทรงตรัสอุปมาว่านักธนูสี่คนที่เร็วเหมือนแสงแม้มีอายุร้อยปีก็ไม่อาจเดินทางไปถึงที่สุดโลกได้ และตรัสว่าพระองค์ไม่กล่าวว่าจะถึงที่สุดทุกข์ได้โดยยังไม่ถึงที่สุดโลก ทรงอธิบายว่า "โลก" ในทางวินัยของพระอริยะหมายถึงกามคุณห้า และภิกษุผู้เข้าฌานแต่ละขั้นไปจนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ ชื่อว่าถึงที่สุดโลกและอยู่จบที่สุดโลกแล้วในความหมายหนึ่ง แม้จะยังถูกบางคนกล
  183. Page 450–453 เทวาสุรสังคามสุตต์ - เทวดาชนะอสูรสามครั้ง พระพุทธเจ้าทรงเล่าเรื่องสงครามระหว่างเทวดากับอสูรในอดีต ซึ่งรบกันสามครั้ง ครั้งแรกอสูรชนะเทวดาแพ้หนีเข้าเทวปุระ รู้สึกปลอดภัยจากอสูร ครั้งต่อมาเทวดากลับเป็นฝ่ายชนะอสูรแพ้หนีเข้าอสุรปุระ รู้สึกปลอดภัยจากเทวดา ทรงเปรียบเทียบว่าเมื่อภิกษุเข้าฌานแต่ละขั้นจนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ ภิกษุนั้นก็รู้สึกปลอดภัยว่าตนพ้นจากอำนาจของมาร และมารเองก็ยอมรับว่าไม่อาจทำอะไรภิกษุนั้นได้อีก เป็นการแสดงว่าฌานและสมาบัติเป็นเครื่องปิดตามารไม่ให้เห็นภิกษุผู้บรรลุ
  184. Page 453–456 นาคสุตต์ - ช้างป่าหลีกออกจากโขลง พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบภิกษุผู้ชอบสงัดกับช้างป่าตัวหนึ่งที่ถูกโขลงช้างรบกวนอยู่เสมอ ทั้งเหยียบย่ำกินหญ้าก่อน ทำน้ำขุ่น และเบียดเสียดร่างกาย จนช้างนั้นอึดอัดรำคาญใจ จึงแยกตัวออกจากโขลงไปอยู่ลำพัง ได้กินหญ้าและดื่มน้ำใสสะอาดอย่างสบายใจ ในทำนองเดียวกัน เมื่อภิกษุรู้สึกอึดอัดเพราะแวดล้อมด้วยภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พระราชา มหาอำมาตย์ และเดียรถีย์ทั้งหลาย ท่านจึงไปอยู่ป่า โคนไม้ หรือเรือนว่างเพียงลำพัง ละนิวรณ์ห้า แล้วเจริญฌานทั้งสี่และอรูปสมาบัติไปจนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธด้วยความอิ่มใจ
  185. Page 456–469 ตปุสสสุตต์ - การบรรลุฌานเก้าขั้นของพระโพธิสัตว์ก่อนตรัสรู้ คหบดีชื่อตปุสสะสนทนากับพระอานนท์ที่อุรุเวลกัปปะว่า คฤหัสถ์ผู้บริโภคกามมองเนกขัมมะ (การออกจากกาม) เหมือนเหว แต่เหตุใดจิตของภิกษุหนุ่มกลับน้อมไปสู่เนกขัมมะได้อย่างง่ายดาย เมื่อพระอานนท์นำความไปกราบทูล พระพุทธเจ้าทรงยืนยันและเล่าประสบการณ์ของพระองค์เองสมัยยังเป็นโพธิสัตว์ก่อนตรัสรู้ว่า แม้ทรงเห็นคุณค่าของเนกขัมมะแต่จิตก็ไม่น้อมไปเพราะยังไม่เห็นโทษของกามและยังไม่เสพคุ้นกับเนกขัมมะ เมื่อทรงฝึกฝนเห็นโทษของสภาวะหยาบและอานิสงส์ของสภาวะละเอียดขึ้นตามลำดับ จิตจึงค่อยๆ ก้าวหน้าผ่านฌานทั้งสี่และอรูปสมาบัติท
  186. Page 469–476 ปัญจาลวรรค - สัมพาธสุตต์และคำอธิบายศัพท์ธรรมด้วยฌาน พระอุทายีถามพระอานนท์ถึงความหมายคาถาที่เทพบุตรปัญจาลจัณฑะเคยกล่าวไว้เรื่อง "การถึงโอกาสในที่คับแคบ" พระอานนท์อธิบายว่ากามคุณห้าคือความคับแคบ และการเข้าฌานแต่ละขั้นไปจนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ คือการพบโอกาส (ความโปร่งโล่ง) ในความคับแคบนั้น โดยฌานขั้นต้นๆ เป็นการพบโอกาสโดยปริยาย (กล่าวโดยนัย) ส่วนสัญญาเวทยิตนิโรธที่สิ้นอาสวะแล้วเป็นการพบโอกาสโดยนิปปริยาย (กล่าวโดยตรง) จากนั้นมีชุดพระสูตรสั้นๆ ต่อเนื่องกันที่ใช้แบบแผนเดียวกันอธิบายคำศัพท์สำคัญอื่นๆ ได้แก่ กายสักขี ปัญญาวิมุตติ อุภโตภาควิมุตติ สันทิฏฐิกธ
  187. Page 477–478 เขมวรรค - เขมะ อมตะ อภัย และธรรมเก้าที่ต้องละเพื่อบรรลุอรหัตต์ เป็นวรรคแรกของปัณณาสก์ที่สองในนวกนิบาต ใช้รูปแบบคำถาม-คำตอบเดียวกับปัญจาลวรรคอธิบายคำศัพท์ เขมะ (ความปลอดภัย) เขมัปปัตตะ อมตะ อมตัปปัตตะ อภัย อภยัปปัตตะ ปัสสัทธิ (ความสงบระงับ) อนุปุพพปัสสัทธิ นิโรธ และอนุปุพพนิโรธ ผ่านการเข้าฌานและสมาบัติทั้งเก้าขั้น จบด้วยพระสูตรว่าด้วยธรรมเก้าประการที่หากไม่ละ (ราคะ โทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ) ก็ไม่อาจบรรลุอรหัตต์ได้ แต่ถ้าละได้ก็สามารถบรรลุอรหัตต์ได้
  188. Page 479–483 สติปัฏฐานวรรค - ธรรมที่ควรละด้วยการเจริญสติปัฏฐานสี่ วรรคที่สองแสดงชุดธรรมฝ่ายเสื่อมจำนวนห้าอย่างต่างๆ ที่ควรละด้วยการเจริญสติปัฏฐานสี่ (พิจารณากาย เวทนา จิต และธรรมเป็นอารมณ์) ได้แก่ สิกขาทุพพลยะห้า (การผิดศีลห้าข้อ) นิวรณ์ห้า กามคุณห้า อุปาทานขันธ์ห้า โอรัมภาคิยสังโยชน์ห้า คติห้า มัจฉริยะห้า อุทธัมภาคิยสังโยชน์ห้า เจโตขีลห้า (ความลังเลในพระศาสดา ธรรม สงฆ์ สิกขา และความโกรธเพื่อนพรหมจารี) และเจตโสวินิพันธ์ห้า (ความติดข้องในกาม กาย รูป การกินนอนสบาย และการประพฤติพรหมจรรย์เพื่อหวังเป็นเทพ) แต่ละหมวดธรรมล้วนถูกกำจัดได้ด้วยการเจริญสติปัฏฐานสี่อย่างต่
  189. Page 483–485 สัมมัปปธานวรรค - ธรรมที่ควรละด้วยความเพียรชอบสี่ วรรคที่สามนำชุดธรรมฝ่ายเสื่อมแบบเดียวกับวรรคก่อน (สิกขาทุพพลยะ เจตโสวินิพันธ์ ฯลฯ) มาแสดงคู่กับสัมมัปปธานสี่แทน คือความเพียรระวังไม่ให้อกุศลที่ยังไม่เกิดเกิดขึ้น เพียรละอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว เพียรทำกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น และเพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อมและให้เจริญยิ่งขึ้น ข้อความส่วนใหญ่ใช้การย่อ (เปยยาล) โดยอ้างอิงให้ขยายความตามแบบสติปัฏฐานวรรค แสดงให้เห็นว่าความเพียรชอบเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการกำจัดกิเลสเหล่านั้น
  190. Page 485–486 อิทธิปาทวรรค - ธรรมที่ควรละด้วยอิทธิบาทสี่ วรรคที่สี่แสดงชุดธรรมฝ่ายเสื่อมแบบเดียวกันอีกครั้ง คราวนี้จับคู่กับอิทธิบาทสี่ อันได้แก่ ฉันทสมาธิปธานสังขาร วิริยสมาธิปธานสังขาร จิตตสมาธิปธานสังขาร และวีมังสาสมาธิปธานสังขาร ซึ่งเป็นฐานแห่งความสำเร็จทางจิตที่ภิกษุพึงเจริญเพื่อละสิกขาทุพพลยะและเจตโสวินิพันธ์ ปิดท้ายวรรคด้วยคาถาสรุปที่ผูกโยงสติปัฏฐาน สัมมัปปธาน และอิทธิบาทเข้าด้วยกันเป็นชุดธรรมที่สัมพันธ์กัน
  191. Page 486–487 วรรคที่ห้า (ไม่มีชื่อ) - ธรรมเก้าเพื่อรู้ยิ่งและละราคะ พร้อมปิดท้ายนวกนิบาต วรรคสุดท้ายของนวกนิบาตแสดงธรรมเก้าประการที่ควรเจริญเพื่อรู้ยิ่ง (อภิญญา) ในราคะ ได้แก่สัญญาเก้าอย่างเช่น อสุภสัญญา มรณสัญญา อาหาเรปฏิกูลสัญญา และอนัตตสัญญา เป็นต้น จากนั้นแสดงอีกชุดหนึ่งคือฌานสี่ อรูปฌานสี่ และสัญญาเวทยิตนิโรธ ว่าเป็นธรรมเก้าที่ควรเจริญเพื่อรู้ยิ่งในราคะเช่นกัน แล้วขยายหลักการนี้ให้ครอบคลุมทั้งการรู้รอบ (ปริญญา) ความสิ้นไป การละ ความคลายกำหนัด และความสละคืน ไม่เฉพาะราคะเท่านั้น แต่รวมถึงกิเลสอื่นอีกสิบสี่ชนิด เช่น โทสะ โมหะ โกธะ มานะ และปมาทะ พระผู้มีพระภาคตรัสจบแล้ว ภิกษุทั้งหล