ทีฆนิกาย มหาวรรค

บาลีโรมัน (มหาสังคีติ) · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๑๐ · ๓๙๑ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๕๕ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๑๒ พระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ในอดีตและปัจจุบัน (เบื้องต้นมหาปทานสูตร) พระพุทธเจ้าทรงเล่าแก่ภิกษุทั้งหลายที่เชตวันเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ในอดีตจนถึงพระองค์เอง คือ วิปัสสี สิขี เวสสภู กกุสันธะ โกนาคมนะ กัสสปะ และโคตมะ โดยตรัสถึงกัปที่อุบัติ วรรณะ โคตร พระชนมายุ ต้นไม้ตรัสรู้ คู่พระอัครสาวก จำนวนการประชุมสงฆ์ พระอุปัฏฐาก และพระราชบิดามารดา นครหลวงของแต่ละพระองค์ ภิกษุทั้งหลายพากันอัศจรรย์ใจว่าพระตถาคตทรงระลึกเรื่องราวของพระพุทธเจ้าในอดีตได้อย่างไร พระพุทธองค์ทรงอธิบายว่าเป็นเพราะทรงแทงตลอด "ธรรมธาตุ" ด้วยพระปัญญาของพระองค์เอง มิใช่เพียงเทวดามาบอก แสดงหลักว่าคว
  2. หน้า ๑๓–๒๓ ปาฏิหาริย์การปฏิสนธิและประสูติของพระโพธิสัตว์วิปัสสี กับมหาปุริสลักษณะ ๓๒ เนื้อหาแสดง "ธรรมดา" คือกฎธรรมชาติที่เกิดขึ้นเหมือนกันทุกครั้งเมื่อพระโพธิสัตว์จุติจากดุสิตมาปฏิสนธิในครรภ์มารดา เช่น แสงสว่างแผ่ไปทั่วหมื่นโลกธาตุ เทวดาสี่องค์คอยพิทักษ์รักษา พระมารดาทรงศีลบริสุทธิ์และปราศจากความรู้สึกทางกามต่อบุรุษอื่น ทรงเห็นพระโอรสในครรภ์ได้ดุจแก้วมณีในผ้าใส ทรงครรภ์ครบ ๑๐ เดือนแล้วประสูติในท่ายืนโดยไม่เจ็บปวด พระกุมารทรงพระดำเนิน ๗ ก้าวแล้วเปล่งอาสภิวาจาประกาศความเป็นเลิศ จากนั้นพระเจ้าพันธุมาให้พราหมณ์ผู้ทำนายตรวจดูพระกุมาร ซึ่งทำนายว่าจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิหรือพระพุทธเ
  3. หน้า ๒๔–๓๔ เทวทูตทั้งสี่และการเสด็จออกผนวชของเจ้าชายวิปัสสี เจ้าชายวิปัสสีทรงได้รับพระนามและเจริญวัยท่ามกลางความสุขสมบูรณ์ในปราสาทสามฤดู เมื่อเสด็จประพาสอุทยานตามลำดับ ทรงพบคนแก่ คนเจ็บ และคนตาย ทำให้ทรงสลดพระทัยเมื่อตระหนักว่าพระองค์เองก็ไม่พ้นความแก่ ความเจ็บ และความตายเช่นกัน จนในครั้งที่สี่ทรงพบสมณะผู้ออกบวชและทรงเลื่อมใสในเพศบรรพชิต จึงตัดสินพระทัยเสด็จออกผนวชด้วยพระองค์เอง มีประชาชนชาวราชธานีพันธุมตีจำนวนแปดหมื่นสี่พันคนออกบวชตามเสด็จด้วย เรื่องนี้สะท้อนหลักธรรมว่าการเผชิญความจริงของชีวิต คือความแก่ ความเจ็บ และความตาย เป็นจุดเริ่มต้นของการแสวงหาทา
  4. หน้า ๓๕–๔๐ พระโพธิสัตว์วิปัสสีทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาทและตรัสรู้ หลังผนวชแล้ว พระโพธิสัตว์วิปัสสีทรงปลีกตัวออกจากหมู่คณะไปอยู่ผู้เดียว ทรงพิจารณาเห็นว่าสัตว์โลกล้วนตกอยู่ในความเกิด แก่ และตาย เวียนว่ายไม่รู้จบ โดยไม่รู้ทางออกจากทุกข์ จึงทรงสืบสาวหาสาเหตุด้วยโยนิโสมนสิการย้อนไปตามลำดับปัจจัย ตั้งแต่ชรามรณะ ย้อนไปถึงชาติ ภพ อุปาทาน ตัณหา เวทนา ผัสสะ สฬายตนะ นามรูป และวิญญาณ จนพบว่าวิญญาณกับนามรูปอิงอาศัยกันเป็นวงจร ทรงเห็นทั้งเหตุเกิด (สมุทัย) และการดับ (นิโรธ) ของกองทุกข์ทั้งสิ้นตามลำดับย้อนกลับ จากนั้นทรงพิจารณาความเกิดดับของขันธ์ ๕ จนพระทัยหลุดพ้นจากอาสวะโดย
  5. หน้า ๔๑–๔๕ ท้าวมหาพรหมอาราธนาพระวิปัสสีพุทธเจ้าให้ทรงแสดงธรรม หลังตรัสรู้แล้ว พระพุทธเจ้าวิปัสสีทรงดำริว่าธรรมที่ทรงบรรลุนั้นลึกซึ้งยากที่หมู่สัตว์ผู้ยินดีในกิเลสจะเข้าใจได้ จึงทรงเกิดความท้อพระทัยที่จะแสดงธรรม จนท้าวมหาพรหมทราบด้วยใจ จึงเสด็จมาอาราธนาให้ทรงแสดงธรรมเพื่อสัตว์ผู้มีกิเลสเบาบาง พระพุทธเจ้าทรงตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลายมีกิเลสมากน้อยต่างกันดุจดอกบัวในสระที่จมอยู่ใต้น้ำ อยู่เสมอน้ำ หรือโผล่พ้นน้ำ จึงทรงตัดสินพระทัยแสดงธรรมโปรดสัตวโลก มีบทสนทนาโต้ตอบด้วยคาถาระหว่างพระพุทธเจ้ากับท้าวมหาพรหม แสดงหลักว่าพระธรรมนั้นมีคุณค่าสำหรับผู้พ
  6. หน้า ๔๖–๕๕ การโปรดขัณฑราชกุมารและติสสะ และการส่งพระสาวกออกประกาศศาสนา พระพุทธเจ้าวิปัสสีทรงเลือกแสดงธรรมโปรดขัณฑราชกุมารและติสสะบุตรปุโรหิตเป็นพวกแรก ณ ป่าเขมมิคทายวัน ใกล้ราชธานีพันธุมตี ด้วยอนุปุพพีกถาและอริยสัจสี่ ทั้งสองบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันแล้วทูลขอบวช ต่อมาชาวเมืองอีกแปดหมื่นสี่พันคน และผู้ที่เคยออกบวชตามเสด็จอีกแปดหมื่นสี่พันคน ก็ได้ฟังธรรมและบรรลุธรรมสิ้นอาสวะเช่นกัน เมื่อมีภิกษุสงฆ์มากถึงหกล้านแปดแสนรูปในพันธุมตีราชธานี พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุแยกย้ายกันจาริกไปประกาศพระศาสนาเพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชน โดยไม่ให้ไปทางเดียวกันสองรูป และทรงกำหนดให้กลับมาแส
  7. หน้า ๕๖–๖๔ มหาปทานสุตตัง (ตอนจบ) ตอนจบของพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องพระวิปัสสีพุทธเจ้า อดีตพุทธเจ้าในกัปก่อน ทรงเล่าว่าพระวิปัสสีทรงแสดงปาฏิโมกข์แก่หมู่ภิกษุทุกหกปี พร้อมภาษิตคาถาอันเป็นหลักคำสอนร่วมของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ คือ ไม่ทำบาปทั้งปวง ทำกุศลให้ถึงพร้อม ทำจิตให้ผ่องใส จากนั้นพระพุทธเจ้าทรงเล่าว่าครั้งหนึ่งทรงไปเยือนเหล่าเทวดาชั้นสุทธาวาส และเทวดาเหล่านั้นได้เล่าประวัติของพระพุทธเจ้าในอดีต 6 พระองค์ (วิปัสสี สิขี เวสสภู กกุสันธะ โกนาคมนะ กัสสปะ) จนถึงพระองค์เอง โดยทรงอธิบายว่าพระตถาคตสามารถระลึกถึงชาติ โคตร อายุ และส
  8. หน้า ๖๕–๘๔ มหานิทานสุตตัง (ว่าด้วยปฏิจจสมุปบาทอันลึกซึ้ง) พระอานนท์กราบทูลว่าปฏิจจสมุปบาทที่ดูลึกซึ้งนั้นสำหรับท่านกลับดูเข้าใจง่าย พระพุทธเจ้าทรงตำหนิและอธิบายละเอียดว่าเหตุใดปฏิจจสมุปบาทจึงลึกซึ้งจริง โดยไล่เหตุปัจจัยย้อนจากชราและมรณะกลับไปถึงชาติ ภพ อุปาทาน ตัณหา เวทนา ผัสสะ นามรูป และวิญญาณ แสดงให้เห็นว่าทุกข์ทั้งปวงเกิดจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องกัน ไม่ใช่เกิดขึ้นลอยๆ จากนั้นทรงอธิบายมุมมองต่างๆ เกี่ยวกับการบัญญัติ "ตัวตน" (อัตตา) ทั้งที่เป็นรูปและไม่มีรูป ทรงแสดงสถานะแห่งวิญญาณ (วิญญาณฐิติ) 7 ระดับ และวิโมกข์ 8 ประการ อันเป็นขั้นตอนของการหลุดพ้น
  9. หน้า ๘๕–๙๖ มหาปรินิพพานสุตตัง ตอนที่ 1 (พระเจ้าอชาตศัตรูกับวัชชี และธรรมไม่เสื่อม) จุดเริ่มต้นของพระสูตรที่ยาวที่สุดเล่มนี้ ว่าด้วยเรื่องราวช่วงปัจฉิมวัยของพระพุทธเจ้า เริ่มจากพระเจ้าอชาตศัตรูแห่งแคว้นมคธคิดจะยกทัพไปตีแคว้นวัชชี จึงส่งวัสสการพราหมณ์มาสอบถามความเห็นของพระพุทธเจ้าที่กรุงราชคฤห์ พระพุทธเจ้าตรัสตอบทางอ้อมด้วยการแสดงหลักอปริหานิยธรรม 7 ประการที่เคยสอนชาววัชชีให้เจริญไม่เสื่อม เช่น หมั่นประชุมกันสม่ำเสมอ เคารพผู้ใหญ่ ไม่คิดจะข่มเหงกัน วัสสการพราหมณ์ตีความว่าวัชชีจะไม่มีวันถูกปราบด้วยกำลังได้ นอกจากใช้กลอุบายยุแยง จากนั้นพระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักอปริหานิยธรรมชุดต่างๆ (ท
  10. หน้า ๙๗–๙๙ มหาปรินิพพานสุตตัง ตอนที่ 2 (สีหนาทของพระสารีบุตรที่นาฬันทา) ระหว่างเสด็จจากราชคฤห์ผ่านอัมพลัฏฐิกาไปยังนาฬันทา พระสารีบุตรเข้าเฝ้าและกราบทูลด้วยความมั่นใจอย่างแรงกล้าว่าไม่มีสมณะหรือพราหมณ์ใดในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคตที่จะมีปัญญาตรัสรู้ยิ่งไปกว่าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสถามท้าทายว่าท่านหยั่งรู้จิตของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ได้หรือไม่ พระสารีบุตรตอบว่าไม่ได้ แต่ท่านมั่นใจได้จาก "ธรรมานุมาน" คือการอนุมานจากหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ต้องทรงปฏิบัติเหมือนกัน คือละนิวรณ์ ตั้งสติปัฏฐาน และเจริญโพชฌงค์จนตรัสรู้ เปรียบดังนายประตูเมืองที่รู้ได้ว่าสัตว์ใหญ่ทุกตั
  11. หน้า ๑๐๐–๑๐๕ มหาปรินิพพานสุตตัง ตอนที่ 3 (ปาฏลิคาม โทษและอานิสงส์ของศีล และคำทำนายเมืองปาฏลีบุตร) พระพุทธเจ้าเสด็จถึงหมู่บ้านปาฏลิคาม ทรงแสดงธรรมแก่อุบาสกชาวปาฏลิคามเรื่องโทษ 5 ประการของผู้ทุศีล (เสียทรัพย์ เสียชื่อเสียง ไม่กล้าเข้าสังคม หลงตายและไปสู่ทุคติ) และอานิสงส์ 5 ประการของผู้มีศีล ในคืนนั้นพระองค์ทรงเห็นด้วยทิพยจักษุว่าเทวดาชั้นสูงกำลังเข้าครองพื้นที่ที่มหาอำมาตย์มคธกำลังสร้างเมืองใหม่เพื่อป้องกันวัชชี จึงทรงทำนายว่าเมืองนี้จะเจริญรุ่งเรืองเป็นเมืองเอกชื่อปาฏลีบุตร แต่จะมีภัยจากไฟ น้ำ หรือการแตกความสามัคคี จากนั้นเสด็จข้ามแม่น้ำคงคาที่น้ำเต็มฝั่งด้วยฤทธิ์ ขณะที่ชาวบ้านต้องหาเรือหรือ
  12. หน้า ๑๐๖–๑๐๗ มหาปรินิพพานสุตตัง ตอนที่ 4 (โกฏิคาม แสดงอริยสัจ 4) พระพุทธเจ้าเสด็จถึงโกฏิคาม ทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุสงฆ์ว่า เพราะไม่รู้แจ้งอริยสัจ 4 คือทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค ทั้งพระองค์และเหล่าภิกษุจึงต้องท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏมายาวนาน แต่บัดนี้เมื่อรู้แจ้งอริยสัจทั้งสี่แล้ว ตัณหาที่นำไปสู่ภพก็ถูกตัดขาด ไม่มีการเกิดอีกต่อไป ทรงย้ำความสำคัญของอริยสัจในรูปคาถาปิดท้าย
  13. หน้า ๑๐๘–๑๑๐ มหาปรินิพพานสุตตัง ตอนที่ 5 (นาทิกคาม เริ่มธรรมาทาส) พระพุทธเจ้าเสด็จถึงหมู่บ้านนาทิกะ พระอานนท์ทูลถามถึงคติหลังความตายของอุบาสก อุบาสิกา ภิกษุ และภิกษุณีหลายท่านที่มรณภาพหรือถึงแก่กรรมไปแล้วในหมู่บ้านนี้ พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ผลบุญและภูมิธรรมของแต่ละคนตามลำดับ เช่น ผู้ใดบรรลุอรหัตต์ อนาคามี สกทาคามี หรือโสดาบัน เมื่อพระอานนท์เห็นว่าการต้องมาทูลถามทีละคนเป็นเรื่องยุ่งยาก พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าจะทรงแสดง "ธรรมาทาส" คือกระจกส่องธรรม อันเป็นหลักที่พระอริยสาวกจะพยากรณ์ภูมิธรรมของตนเองได้ด้วยตนเอง เนื้อหาส่วนนี้ต่อเนื่องไปยังตอนถัดไป
  14. หน้า ๑๑๑ จบพระธรรมเทศนาเรื่องแว่นส่องธรรม (ธัมมาทาส) ที่หมู่บ้านนาทิกะ หน้านี้เป็นตอนจบของพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระอานนท์ที่หมู่บ้านนาทิกะ ทรงสรุปองค์ธรรม 4 ประการที่อริยสาวกใช้พยากรณ์ตนเองได้ว่าเป็นโสดาบัน คือ มีความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และมีศีลอันเป็นที่พอใจของพระอริยะ ทรงเรียกหลักนี้ว่า "ธัมมาทาส" หรือกระจกส่องธรรม เพื่อให้พุทธบริษัทใช้ตรวจสอบภาวะทางจิตใจของตนเองว่าพ้นจากอบายภูมิแล้วหรือไม่ โดยไม่ต้องรอให้พระพุทธเจ้าพยากรณ์ให้เป็นรายบุคคล
  15. หน้า ๑๑๒–๑๑๖ เสด็จเมืองเวสาลี ประทับสวนมะม่วงนางอัมพปาลี พระพุทธเจ้าเสด็จจากนาทิกะสู่เวสาลี ประทับที่สวนมะม่วงของนางอัมพปาลีคณิกาผู้มีชื่อเสียง ทรงสอนภิกษุให้มีสติสัมปชัญญะกำกับทุกอิริยาบถอย่างต่อเนื่อง นางอัมพปาลีเข้าเฝ้าด้วยศรัทธาและกราบทูลนิมนต์ถวายภัตตาหารในวันรุ่งขึ้น เมื่อเจ้าลิจฉวีแห่งเวสาลีทราบข่าวจึงรีบมาแย่งสิทธิ์นิมนต์ ถึงขั้นเสนอทรัพย์จำนวนมหาศาลแต่นางก็ไม่ยอมเปลี่ยนใจ หลังถวายภัตตาหารแล้วนางอัมพปาลีได้อุทิศสวนมะม่วงนั้นถวายแด่คณะสงฆ์ทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าพระพุทธศาสนาเปิดกว้างรับศรัทธาโดยไม่แบ่งแยกชนชั้นหรืออาชีพ
  16. หน้า ๑๑๗–๑๑๙ จำพรรษาที่เวฬุวคาม ทรงประชวรหนัก และโอวาทให้พึ่งตนพึ่งธรรม พระพุทธเจ้าทรงให้ภิกษุทั้งหลายแยกย้ายกันจำพรรษารอบเมืองเวสาลีตามที่คุ้นเคย ส่วนพระองค์ประทับจำพรรษาที่เวฬุวคามเพียงลำพัง ระหว่างพรรษาทรงประชวรหนักเกือบถึงแก่ชีวิตแต่ทรงข่มเวทนาไว้ด้วยความเพียร เพราะทรงเห็นว่ายังไม่สมควรปรินิพพานโดยมิได้ตรัสอำลาสงฆ์เสียก่อน เมื่อหายประชวรพระอานนท์กราบทูลด้วยความโล่งใจ พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนหลักสำคัญว่าไม่ทรงยึดถือว่าตนเป็นผู้นำหมู่สงฆ์ และให้ทุกคนมีตนเองและธรรมเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง ไม่ต้องพึ่งสิ่งอื่นใด
  17. หน้า ๑๒๐–๑๓๑ เจดีย์ปาวาล มารทูลขอให้ปรินิพพาน และการปลงอายุสังขาร ที่เจดีย์ปาวาลใกล้เวสาลี พระพุทธเจ้าทรงแสดงนิมิตชัดเจนแก่พระอานนท์ถึง 3 ครั้งว่าผู้เจริญอิทธิบาท 4 ดีแล้วสามารถดำรงชนม์อยู่ได้ตลอดกัป แต่พระอานนท์ถูกมารดลใจจึงมิได้ทูลอาราธนาให้ทรงพระชนม์อยู่ต่อ เมื่อพระอานนท์ออกไปแล้ว มารก็เข้าเฝ้าทูลขอให้เสด็จปรินิพพาน โดยอ้างว่าพุทธบริษัท 4 บริบูรณ์แล้วตามที่เคยทรงลั่นวาจาไว้ พระพุทธเจ้าจึงทรงตกลงว่าจะปรินิพพานในอีก 3 เดือนข้างหน้า แล้วทรงปลงอายุสังขารด้วยสติสัมปชัญญะ ทันใดนั้นเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ พระอานนท์ทูลถามสาเหตุ พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงเหตุแห่งแผ่นดินไหว 8
  18. หน้า ๑๓๒–๑๔๑ ทรงตำหนิพระอานนท์ และพระโอวาทสุดท้ายเรื่องโพธิปักขิยธรรมที่กูฏาคารศาลา พระพุทธเจ้าทรงย้อนเล่าแก่พระอานนท์ว่ามารเคยมาทูลขอให้พระองค์ปรินิพพานมาแล้วหลายครั้งในอดีต ทั้งที่ตำบลอุรุเวลาหลังตรัสรู้ใหม่ๆ และตามเจดีย์ต่างๆ รอบกรุงราชคฤห์และเมืองเวสาลี แต่ทุกครั้งพระอานนท์ก็มิได้ทูลขอให้ทรงพระชนม์อยู่ต่อทั้งที่ทรงแสดงนิมิตชัดเจน จึงตรัสว่าเป็นความบกพร่องของพระอานนท์เอง จากนั้นเสด็จไปยังกูฏาคารศาลาป่ามหาวัน รับสั่งให้ประชุมภิกษุทั้งหมดที่อาศัยอยู่รอบเวสาลี แล้วทรงแสดงโพธิปักขิยธรรม 37 ประการอันเป็นหมวดธรรมนำไปสู่การตรัสรู้ ให้ทรงจำและปฏิบัติเพื่อความมั่นคงยั่งยืนของพระศาสนา
  19. หน้า ๑๔๒–๑๔๓ เสด็จภัณฑคาม ทรงมองเวสาลีครั้งสุดท้าย และแสดงธรรมเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ พระพุทธเจ้าเสด็จออกจากเวสาลีไปยังภัณฑคาม ระหว่างทางทรงหันมองเมืองเวสาลีเป็นครั้งสุดท้าย ที่ภัณฑคามทรงแสดงว่าเหตุที่มนุษย์และแม้พระองค์เองต้องท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดมาช้านาน ก็เพราะยังไม่รู้แจ้งแทงตลอดธรรม 4 ประการอันเป็นของพระอริยะ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุตติ เมื่อรู้แจ้งธรรมเหล่านี้ได้แล้วตัณหาที่นำไปสู่ภพใหม่ก็จะถูกตัดขาด ไม่ต้องเวียนเกิดอีกต่อไป
  20. หน้า ๑๔๔–๑๔๖ เสด็จโภคนคร ทรงแสดงมหาปเทส 4 หลักตรวจสอบพระธรรมวินัย พระพุทธเจ้าเสด็จถึงโภคนคร ประทับที่เจดีย์ชื่ออานันทะ ทรงแสดงหลัก "มหาปเทส" 4 ประการ ซึ่งเป็นเกณฑ์สำหรับตรวจสอบคำสอนที่มีผู้อ้างว่าได้ยินมาโดยตรงจากพระพุทธเจ้าเอง จากสงฆ์ผู้มีพระเถระเป็นประธาน จากพระเถระผู้ทรงความรู้หลายรูป หรือจากพระเถระรูปเดียว ว่าเป็นพุทธพจน์แท้จริงหรือไม่ โดยให้นำคำสอนนั้นไปเทียบเคียงกับพระสูตรและพระวินัยที่มีอยู่แล้ว หากไม่สอดคล้องให้ทิ้งไป หากสอดคล้องจึงรับไว้ปฏิบัติ หลักนี้ถือเป็นเครื่องป้องกันมิให้คำสอนปลอมปนเข้ามาในพระศาสนาภายหลังพุทธปรินิพพาน
  21. หน้า ๑๔๗–๑๔๙ เสด็จเมืองปาวา นายจุนทะกัมมารบุตรถวายภัตตาหารมื้อสุดท้าย พระพุทธเจ้าเสด็จถึงเมืองปาวา ประทับที่สวนมะม่วงของนายจุนทะ ช่างทองผู้กราบทูลนิมนต์ถวายภัตตาหารซึ่งมีสูกรมัททวะเป็นของพิเศษ พระองค์รับสั่งให้ถวายสูกรมัททวะเฉพาะแด่พระองค์เท่านั้น ส่วนที่เหลือให้นำไปฝังเสีย เพราะไม่มีผู้ใดในโลกนี้นอกจากพระตถาคตที่จะย่อยอาหารนั้นได้โดยสวัสดิภาพ หลังเสวยแล้วไม่นานก็เกิดอาการประชวรอย่างรุนแรง ปวดท้องและถ่ายเป็นเลือดจนใกล้สิ้นพระชนม์ แต่ทรงอดกลั้นด้วยสติสัมปชัญญะ แล้วมีพระดำรัสให้มุ่งหน้าสู่กรุงกุสินาราต่อไป
  22. หน้า ๑๕๐–๑๕๖ เดินทางสู่กุสินารา สายน้ำใสอัศจรรย์ และปุกกุสะมัลลบุตรถวายผ้าสีทอง ระหว่างทางไปกุสินารา พระพุทธเจ้าทรงกระหายน้ำ พระอานนท์ทูลว่าน้ำในลำธารใกล้ๆ ขุ่นเพราะเกวียนหลายร้อยเล่มเพิ่งข้ามไป แต่เมื่อเสด็จเข้าไปน้ำนั้นกลับใสสะอาดขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ ระหว่างนั้นปุกกุสะ บุตรเจ้ามัลละผู้เป็นศิษย์ของอาฬารดาบส เข้าเฝ้าและเล่าว่าอาจารย์ของตนนั่งสมาธิลึกจนไม่ได้ยินเสียงเกวียน 500 เล่มผ่าน พระพุทธเจ้าตรัสเล่าเรื่องของพระองค์เองที่ไม่ได้ยินเสียงฟ้าผ่าจนคนและวัวตายอยู่ใกล้ๆ ปุกกุสะเกิดความเลื่อมใสประกาศตนเป็นอุบาสก และถวายผ้าสีทองคำคู่หนึ่ง เมื่อทรงห่มแล้วผิวพระวรกายกลับเปล่งปลั่ง
  23. หน้า ๑๕๗–๑๕๘ ข้ามแม่น้ำกกุธา และทรงปลอบขวัญนายจุนทะเรื่องบุญแห่งบิณฑบาตครั้งสุดท้าย พระพุทธเจ้าเสด็จข้ามแม่น้ำกกุธา สรงน้ำและเสวยน้ำแล้วเสด็จไปพักที่สวนมะม่วง โดยมีพระจุนทกะปูอาสนะถวายและทรงบรรทมแบบสีหไสยาสน์ ทรงรับสั่งกับพระอานนท์ว่าหากนายจุนทะกัมมารบุตรผู้ถวายภัตตาหารมื้อสุดท้ายเกิดความเดือดร้อนใจภายหลังว่าเป็นต้นเหตุให้พระองค์ประชวร ขอให้ช่วยปลอบใจว่าบิณฑบาตที่เสวยก่อนตรัสรู้กับก่อนปรินิพพานนั้นมีผลเท่ากันและมีอานิสงส์ยิ่งกว่าบิณฑบาตอื่นใดทั้งสิ้น เป็นบุญใหญ่ของนายจุนทะ มิใช่โทษแต่อย่างใด
  24. หน้า ๑๕๙–๑๖๕ เสด็จถึงป่าไม้สาละคู่กุสินารา และพระโอวาทสุดท้ายก่อนปรินิพพาน พระพุทธเจ้าเสด็จข้ามแม่น้ำหิรัญญวดีถึงป่าไม้สาละคู่ของเจ้ามัลละ เมืองกุสินารา ทรงให้ปูที่บรรทมระหว่างต้นสาละแล้วบรรทมแบบสีหไสยาสน์เป็นครั้งสุดท้าย ต้นสาละผลิดอกนอกฤดูกาลโปรยลงมาบูชาพระองค์พร้อมดอกไม้ทิพย์และดนตรีทิพย์ แต่พระองค์ตรัสว่าการบูชาที่แท้จริงคือการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม มิใช่เครื่องบูชาภายนอก จากนั้นทรงตอบข้อซักถามของพระอานนท์หลายเรื่อง เช่น เหตุที่ทรงห้ามพระอุปวาณะยืนบังพระพักตร์เพราะเทวดานับไม่ถ้วนพากันมาเฝ้าดูวาระสุดท้าย บ้างก็โศกเศร้าคร่ำครวญ สังเวชนียสถาน 4 แห่งที่พุทธศาสนิกชนควร
  25. หน้า ๑๖๖–๑๖๙ พระอานนท์เศร้าโศก พระพุทธเจ้าทรงปลอบและตรัสสรรเสริญคุณธรรมอัศจรรย์ของพระอานนท์ ตอนต้นเป็นส่วนท้ายของเรื่องบุคคล ๔ จำพวกที่ควรแก่การสร้างสถูป (พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระสาวก และพระเจ้าจักรพรรดิ) ต่อด้วยพระอานนท์พุทธอุปัฏฐากเข้าไปกันแสงเพราะตระหนักว่าตนยังต้องศึกษาอยู่แต่พระศาสดาจะปรินิพพานเสียก่อน พระพุทธเจ้าจึงตรัสปลอบว่าความพลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็นธรรมดาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ พร้อมตรัสยกย่องว่าพระอานนท์ปรนนิบัติพระองค์ด้วยกาย วาจา ใจ อันประกอบด้วยเมตตามาตลอดและจะบรรลุธรรมในไม่ช้า จากนั้นตรัสถึงคุณธรรมอัศจรรย์ ๔ ประการของพระอานนท์ คือบริษัททุกหมู่เหล่าต่างพอใจเมื่อได้
  26. หน้า ๑๖๙–๑๗๑ พระอานนท์ทูลขอร้องมิให้ปรินิพพานในเมืองเล็ก และเรื่องพระเจ้ามหาสุทัสสนะโดยย่อ พระอานนท์กราบทูลขอร้องมิให้พระพุทธเจ้าปรินิพพานในกุสินาราซึ่งเป็นเพียงเมืองเล็กๆ ควรเสด็จไปเมืองใหญ่ เช่น ราชคฤห์หรือสาวัตถี ที่จะมีกษัตริย์และเศรษฐีมาถวายสักการะพระสรีระอย่างสมพระเกียรติ พระพุทธเจ้าทรงห้ามและตรัสว่ากุสินาราในอดีตเคยเป็นราชธานีนามกุสาวดีของพระเจ้าจักรพรรดินามมหาสุทัสสนะ ซึ่งเจริญรุ่งเรืองไม่แพ้เมืองใหญ่ใดๆ ทรงเล่าโดยย่อถึงความรุ่งเรืองของนครนั้น แล้วรับสั่งให้พระอานนท์ไปแจ้งข่าวแก่เจ้ามัลละแห่งกุสินาราว่าพระองค์จะปรินิพพานในปัจฉิมยามของคืนนั้น เพื่อมิให้พวกเขาต้องเสียใจภายหลังที
  27. หน้า ๑๗๑–๑๗๒ พระอานนท์แจ้งข่าวแก่เจ้ามัลละกรุงกุสินารา พระอานนท์เดินทางเข้าไปในกรุงกุสินาราแจ้งข่าวแก่เจ้ามัลละซึ่งกำลังประชุมกันอยู่ที่สัณฐาคารว่าพระพุทธเจ้าจะปรินิพพานในคืนนี้ เจ้ามัลละพร้อมครอบครัวต่างเศร้าโศกเสียใจอย่างมาก บางคนถึงกับร้องไห้ฟูมฟาย พากันไปยังสาลวโนทยานที่ประทับ พระอานนท์เกรงว่าหากให้เข้าเฝ้าทีละคนจะไม่ทันเวลา จึงจัดให้เข้าเฝ้าถวายบังคมเป็นหมู่ตระกูลๆ ไป จนครบทุกตระกูลภายในปฐมยามของคืนนั้น
  28. หน้า ๑๗๒–๑๗๘ สุภัททปริพาชก สาวกองค์สุดท้ายของพระพุทธเจ้า สุภัททปริพาชกซึ่งอาศัยอยู่ในกุสินาราได้ยินข่าวว่าพระพุทธเจ้าจะปรินิพพานคืนนี้ จึงรีบมาขอเข้าเฝ้าเพื่อทูลถามข้อสงสัยเรื่องลัทธิของครูทั้งหกที่อวดอ้างว่าตรัสรู้ พระอานนท์ห้ามไว้ถึงสามครั้งเกรงจะรบกวนพระพุทธเจ้าซึ่งประชวรหนัก แต่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตเพราะเห็นว่าสุภัททะถามด้วยความใฝ่รู้ไม่ใช่เพื่อก่อกวน พระพุทธเจ้าตรัสว่าธรรมวินัยใดไม่มีมรรคมีองค์แปด ธรรมวินัยนั้นย่อมไม่มีสมณะที่แท้จริง มีแต่ในธรรมวินัยของพระองค์เท่านั้นที่มีสมณะแท้ทั้งสี่ระดับ สุภัททะเลื่อมใสขอบวชและได้รับยกเว้นไม่ต้องอยู่ปริวาสสี่เ
  29. หน้า ๑๗๘–๑๘๐ พระโอวาทครั้งสุดท้าย: ธรรมวินัยเป็นศาสดาแทนพระองค์ พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่าเมื่อพระองค์ปรินิพพานแล้วอย่าคิดว่าไม่มีศาสดาอีกต่อไป เพราะธรรมและวินัยที่ทรงแสดงและบัญญัติไว้จะเป็นศาสดาแทนพระองค์ ทรงกำหนดวิธีที่ภิกษุพึงเรียกกันตามลำดับอาวุโส ทรงอนุญาตให้สงฆ์ถอนสิกขาบทเล็กน้อยได้หากต้องการ และให้ลงพรหมทัณฑ์แก่พระฉันนะคือไม่มีใครว่ากล่าวตักเตือน จากนั้นทรงเปิดโอกาสให้ถามข้อสงสัยเกี่ยวกับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือมรรคเป็นครั้งสุดท้ายถึงสามครั้งแต่ไม่มีภิกษุรูปใดสงสัยเลย เพราะแม้ภิกษุที่บวชล่าสุดในที่ประชุมก็เป็นพระโสดาบันแล้ว สุดท้ายตรัสปัจฉิมโอ
  30. หน้า ๑๘๐–๑๘๓ การเสด็จปรินิพพาน แผ่นดินไหว และปฏิกิริยาของเทวดาและพระสาวก พระพุทธเจ้าทรงเข้าฌานสมาบัติตามลำดับตั้งแต่ปฐมฌานจนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ แล้วถอยกลับลงมาและขึ้นไปใหม่จนถึงจตุตถฌาน แล้วเสด็จดับขันธปรินิพพานจากจตุตถฌานนั้นเอง ขณะปรินิพพานเกิดแผ่นดินไหวใหญ่น่าสะพรึงกลัว ท้าวมหาพรหมสหัมบดี ท้าวสักกะ พระอนุรุทธะ และพระอานนท์ต่างกล่าวคาถาสรรเสริญและแสดงความรู้สึกต่อเหตุการณ์นี้ ภิกษุที่ยังไม่หมดกิเลสต่างร้องไห้คร่ำครวญ ส่วนภิกษุที่หมดกิเลสแล้วมีสติสัมปชัญญะยอมรับความไม่เที่ยงของสังขาร พระอนุรุทธะปลอบภิกษุทั้งหลายและอธิบายว่าแม้เทวดาก็มีทั้งพวกที่ยังโศกเศร้าและพวกที่ว
  31. หน้า ๑๘๓–๑๘๖ ชาวมัลละกรุงกุสินาราถวายสักการะพระบรมศพตลอด ๗ วัน พระอานนท์เข้าไปแจ้งข่าวการปรินิพพานแก่เจ้ามัลละที่สัณฐาคาร ทำให้ทุกคนเศร้าโศกเสียใจอย่างยิ่ง เจ้ามัลละจึงจัดเครื่องหอม ดอกไม้ และผ้าเพื่อบูชาพระสรีระด้วยการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี ทำเพดานผ้าและพวงมาลัยเป็นเวลา ๗ วัน โดยตั้งใจจะถวายพระเพลิงในวันที่ ๗ ทางทิศใต้นอกเมือง แต่เมื่อถึงเวลาจริงมัลลปาโมกข์ ๘ คนไม่สามารถยกพระสรีระได้ พระอนุรุทธะอธิบายว่าเทวดามีความประสงค์ต่างออกไป คือให้อัญเชิญเข้าเมืองทางประตูเหนือ ผ่านกลางเมือง แล้วออกทางประตูตะวันออกไปยังมกุฏพันธนเจดีย์ซึ่งเป็นสถานที่ถวายพระเพลิงตาม
  32. หน้า ๑๘๖–๑๘๙ พระมหากัสสปะทราบข่าวปรินิพพานระหว่างทาง และวาจาไม่บันยะบันยังของสุภัททะวุฑฒบรรพชิต ขณะพระมหากัสสปะกำลังเดินทางจากปาวามายังกุสินาราพร้อมภิกษุ ๕๐๐ รูป ท่านพบอาชีวกผู้ถือดอกมณฑารพเดินสวนทางมาและทราบว่าพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วได้ ๗ วัน ภิกษุบางรูปที่ยังมีกิเลสอยู่ต่างร้องไห้เศร้าโศก แต่มีภิกษุแก่บวชเมื่อชรา (วุฑฒบรรพชิต) ชื่อสุภัททะกลับพูดจาไม่สมควรว่าดีใจที่หมดภาระจากพระศาสดาผู้คอยกำหนดข้อห้ามข้ออนุญาต พระมหากัสสปะจึงกล่าวปลอบภิกษุทั้งหลายด้วยหลักความไม่เที่ยงเช่นเดิม เหตุการณ์นี้ภายหลังเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้พระมหากัสสปะดำริจัดทำสังคายนาพระธรรมวินัย
  33. หน้า ๑๘๙–๑๙๑ การถวายพระเพลิงพระบรมศพและปาฏิหาริย์แห่งพระบรมสารีริกธาตุ เมื่อขบวนอัญเชิญพระสรีระมาถึงมกุฏพันธนเจดีย์ ไฟกลับไม่ติดจนกว่าพระมหากัสสปะและภิกษุ ๕๐๐ รูปจะเดินทางมาถึงและถวายบังคมพระบาทก่อน เมื่อกราบพระบาทเสร็จ เปลวไฟจึงลุกโชนขึ้นเองโดยไม่มีผู้จุด เมื่อไฟไหม้พระสรีระหมดแล้วปรากฏว่าไม่มีเถ้าถ่านเจือปนเหมือนการเผาน้ำมันหรือเนยใส เหลือแต่พระบรมสารีริกธาตุล้วนๆ จากนั้นสายฝนจากอากาศและน้ำที่พุ่งขึ้นจากต้นสาละช่วยดับไฟ เจ้ามัลละกรุงกุสินาราจึงอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุไปประดิษฐานไว้ที่สัณฐาคาร ล้อมรั้วด้วยหอกและธนู ถวายสักการะด้วยการฟ้อนรำขับร้องอีก ๗ วัน
  34. หน้า ๑๙๑–๑๙๕ การแบ่งพระบรมสารีริกธาตุแปดส่วนและการสร้างสถูป (จบมหาปรินิพพานสูตร) เมื่อข่าวปรินิพพานแพร่ไป กษัตริย์และแคว้นต่างๆ รวมแปดฝ่าย ได้แก่ พระเจ้าอชาตศัตรูแห่งมคธ เจ้าลิจฉวีแห่งเวสาลี เจ้าศากยะแห่งกบิลพัสดุ์ เจ้าถูลิยะแห่งอัลลกัปปะ เจ้าโกลิยะแห่งรามคาม พราหมณ์แห่งเวฏฐทีปกะ เจ้ามัลละแห่งปาวา และเจ้ามัลละแห่งกุสินารา ต่างส่งทูตมาขอส่วนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุจนเกือบเกิดการปะทะกัน โทณพราหมณ์จึงเข้าห้ามปรามและอาสาแบ่งพระธาตุออกเป็นแปดส่วนเท่ากันให้แต่ละฝ่ายนำไปสร้างสถูป ตนเองขอทะนานตวงธาตุไว้สร้างสถูปด้วย ภายหลังเจ้าโมริยะแห่งปิปผลิวันมาทีหลังจึงได้แต่ถ่านไปสร้างสถูป รวมเป็น
  35. หน้า ๑๙๖–๒๐๑ เริ่มมหาสุทัสสนสูตร: พระเจ้าจักรพรรดิมหาสุทัสสนะและจักรแก้ว เมื่อพระอานนท์ทูลขอร้องอีกครั้งไม่ให้ปรินิพพานในเมืองเล็ก พระพุทธเจ้าจึงตรัสเล่าเรื่องพระเจ้ามหาสุทัสสนะอย่างละเอียดเป็นพระสูตรใหม่ คือมหาสุทัสสนสูตร ทรงบรรยายความรุ่งเรืองอลังการของกรุงกุสาวดี (ชื่อเดิมของกุสินารา) ที่มีกำแพงเจ็ดชั้นทำด้วยรัตนะต่างๆ และแนวต้นตาลทองคำที่ส่งเสียงไพเราะยามลมพัด จากนั้นทรงเล่าถึงจักรแก้วอันเป็นสมบัติชิ้นแรกในจำนวนแก้วเจ็ดประการของพระเจ้าจักรพรรดิ ซึ่งลอยนำเสด็จไปพิชิตทิศทั้งสี่โดยไม่ต้องใช้อาวุธ เพียงทรงสอนให้ปฏิรัฐทั้งหลายรักษาศีลห้าเท่านั้น
  36. หน้า ๒๐๑–๒๐๖ แก้วเจ็ดประการและฤทธิ์สี่ประการของพระเจ้ามหาสุทัสสนะ พระพุทธเจ้าทรงบรรยายต่อถึงแก้วอีกหกอย่างของพระเจ้ามหาสุทัสสนะ ได้แก่ ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณีที่ส่องสว่างได้ไกลหนึ่งโยชน์ นางแก้วผู้งดงามและซื่อสัตย์ คหบดีแก้วผู้มีตาทิพย์มองเห็นขุมทรัพย์ และปริณายกแก้วผู้ฉลาดปกครองแทนพระองค์ได้ รวมเป็นแก้วเจ็ดประการ นอกจากนี้ยังทรงมีฤทธิ์พิเศษสี่ประการติดพระองค์ คือรูปงาม อายุยืน สุขภาพแข็งแรง และเป็นที่รักของพราหมณ์คหบดีทั้งหลายดุจบิดาเป็นที่รักของบุตร แสดงให้เห็นถึงผลบุญอันยิ่งใหญ่ที่สั่งสมมา
  37. หน้า ๒๐๖–๒๑๔ การสร้างสระโบกขรณีและปราสาทธรรมของพระเจ้ามหาสุทัสสนะ พระเจ้ามหาสุทัสสนะโปรดให้สร้างสระโบกขรณีเรียงรายเต็มไปด้วยดอกบัวหลากชนิดตลอดทุกฤดูกาล พร้อมจัดคนดูแลอาบน้ำให้ประชาชนและตั้งทานถวายสิ่งของแก่ผู้ต้องการ เมื่อพราหมณ์คหบดีนำทรัพย์มาถวายแต่พระองค์ไม่ทรงรับ พวกเขาจึงพร้อมใจกันสร้างปราสาทถวายแทน ท้าวสักกะทรงทราบด้วยพระทัยจึงส่งวิสสุกรรมเทพบุตรมาเนรมิตปราสาทชื่อ ธรรมปราสาท อันโอ่อ่าด้วยรัตนะสี่ชนิดและเสียงกระดิ่งไพเราะ พร้อมทั้งสระธรรมโบกขรณีหน้าปราสาท เมื่อสร้างเสร็จมีผู้ทรงศีลจากทุกลัทธิได้รับเชิญขึ้นไปเสวยตามความปรารถนา ส่วนนี้จบลงที่เครื่องหมายปฐมภ
  38. หน้า ๒๑๔–๒๒๐ พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงเจริญฌานและพรหมวิหาร พระนางสุภัททาเทวีเข้าเฝ้า พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงพิจารณาว่าความมั่งคั่งยิ่งใหญ่นี้เป็นผลจากกรรมสามอย่างคือ ทาน ทมะ และสัญญมะ จึงเสด็จเข้าไปในเรือนยอดทองคำ ทรงข่มความคิดเรื่องกาม พยาบาท และเบียดเบียนไว้ แล้วทรงเจริญฌานทั้งสี่และแผ่พรหมวิหารทั้งสี่ (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) ไปทั่วทุกทิศ จากนั้นบรรยายถึงทรัพย์สมบัติมหาศาลจำนวนแปดหมื่นสี่พันอย่างของพระองค์ เช่น เมือง ปราสาท ช้าง ม้า รถ และนางสนม เมื่อกาลเวลาผ่านไปนาน พระนางสุภัททาเทวีมเหสีไม่ได้เข้าเฝ้ามานาน จึงเสด็จมาเยี่ยมและทรงเห็นพระเจ้ามหาสุทัสสนะบรรทมอยู่ในปราสาท ทรงส
  39. หน้า ๒๒๑–๒๒๘ มหาสุทัสสนสุตตัง ตอนจบ: พระนางสุภัททาทรงคร่ำครวญ และพระพุทธเจ้าทรงเปิดเผยว่าพระองค์คือพระเจ้ามหาสุทัสสนะในอดีตชาติ ในคืนสุดท้ายก่อนสวรรคต พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงขอให้พระนางสุภัททาละความอาลัยในสมบัติทั้งปวง เพราะการตายด้วยใจที่ยังห่วงกังวลนั้นเป็นทุกข์และน่าตำหนิ พระนางเสียพระทัยกันแสง แต่ในที่สุดก็ทรงกล่าวถ้อยคำเดียวกันสอนพระราชสวามีให้ปล่อยวางแทน หลังจากนั้นพระเจ้ามหาสุทัสสนะก็เสด็จสวรรคตและไปเกิดในพรหมโลก พระพุทธเจ้าตรัสเฉลยแก่พระอานนท์ว่าพระองค์เองคือพระเจ้ามหาสุทัสสนะในชาตินั้น เคยเป็นเจ้าของสมบัติมหาศาลทั้งหมดที่กล่าวมาแต่ก็เสื่อมสลายไปหมดแล้ว พระสูตรจบลงด้วยคาถาอันโด่งดังว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เกิดขึ้
  40. หน้า ๒๒๙–๒๓๖ ชนวสภสุตตัง ตอนต้น: พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ภพภูมิผู้ล่วงลับ และปริศนายักษ์ผู้เป็นพระเจ้าพิมพิสาร พระพุทธเจ้าประทับที่หมู่บ้านนาทิกะ ทรงพยากรณ์ภพภูมิของอุบาสกอุบาสิกาที่ล่วงลับไปในแคว้นต่างๆ ว่าใครบรรลุธรรมขั้นไหนแล้วไปเกิดที่ใด ทำให้ชาวนาทิกะปลื้มปีติยินดี พระอานนท์ได้ยินแล้วนึกถึงอุบาสกชาวแคว้นมคธจำนวนมากที่ยังไม่ทรงพยากรณ์ จึงเข้าไปทูลถาม แต่พระพุทธเจ้าไม่ตรัสตอบทันที กลับเสด็จเข้าฌานพิจารณาหาคติของอุบาสกเหล่านั้นด้วยพระองค์เอง เมื่อพระอานนท์มาเฝ้าอีกครั้งเห็นพระพักตร์ผ่องใส ก็มีเสียงยักษ์ที่มองไม่เห็นตัวประกาศชื่อว่า ‘ชนวสภะ’ แล้วเฉลยว่าแท้จริงคือพระเจ้าพิมพิสารผู้สวรรคตไปแล้ว ซึ่งบัดนี้
  41. หน้า ๒๓๗–๒๕๑ ชนวสภสุตตัง ตอนปลาย: ยักษ์ชนวสภะเล่าเรื่องเทวสมาคมดาวดึงส์และธรรมเทศนาของพรหมสนังกุมาร ยักษ์ชนวสภะ (พระเจ้าพิมพิสารในอดีต) เล่าว่าตนเห็นพระพุทธเจ้าระหว่างเดินทางไปทำธุระให้ท้าวเวสสวัณ จึงถือโอกาสมาเข้าเฝ้าเพื่อรายงานเรื่องที่เคยได้ยินในที่ประชุมเทวดาดาวดึงส์คืนวันเพ็ญ คือเทวดาทั้งปวงประชุมกัน ณ สุธรรมาสภา ท้าวสักกะทรงอนุโมทนาด้วยคาถาสรรเสริญเหล่าเทพที่เคยประพฤติพรหมจรรย์ในพระศาสนาแล้วมาเกิดใหม่รุ่งเรืองกว่าเทพอื่น จากนั้นพรหมสนังกุมารก็ปรากฏกายกลางที่ประชุม แสดงธรรมเรื่องอิทธิบาท ๔ (ฐานแห่งฤทธิ์) โอกาสที่จะได้รับความสุข ๓ ประการ สติปัฏฐาน ๔ และองค์ประกอบของสมาธิที่ถูกต้อง ๗ ประการ
  42. หน้า ๒๕๒–๒๕๖ มหาโควินทสุตตัง ตอนต้น: ปัญจสิขเทพบุตรรายงานคำสรรเสริญพระพุทธคุณ ๘ ประการของท้าวสักกะ ณ เขาคิชฌกูฏ กรุงราชคฤห์ ปัญจสิขคนธรรพ์เทพบุตรเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อทูลเรื่องที่ตนได้ยินในที่ประชุมเทวดาดาวดึงส์คืนวันเพ็ญที่ผ่านมา คือท้าวสักกะจอมเทพตรัสสรรเสริญพระพุทธคุณอันแท้จริง ๘ ประการแก่หมู่เทวดา เช่น ทรงปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขของชนหมู่มาก ทรงแสดงธรรมที่ผู้ปฏิบัติเห็นผลได้ด้วยตนเอง ทรงบัญญัติสิ่งที่เป็นกุศลอกุศลไว้ชัดเจน และทรงมีวาจากับการกระทำตรงกัน เป็นต้น เทวดาทั้งหลายปลื้มปีติจนบางพวกปรารถนาให้มีพระพุทธเจ้าหลายพระองค์อุบัติพร้อมกันในโลก แต่ท้าวสักกะทรงชี้แจงว่าเป็นไปไม่ได้ที่พระสัม
  43. หน้า ๒๕๗–๒๖๒ พรหมสนังกุมารปรากฏกายฟังคำสรรเสริญพระพุทธคุณ ๘ ประการอีกครั้ง แล้วเริ่มเล่าเรื่องมหาโควินทะ ขณะเทวดาดาวดึงส์กำลังปรารภเรื่องพระพุทธคุณ ก็ปรากฏแสงสว่างจากทิศเหนืออันเป็นบุพนิมิตว่าพรหมจะปรากฏกาย พรหมสนังกุมารจึงเนรมิตกายเป็นรูปกุมารน้อยเสด็จมาทางอากาศ ประทับนั่งขัดสมาธิในที่ว่างท่ามกลางเทวดาทั้งปวง ด้วยเสียงอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการไพเราะน่าฟัง พรหมทรงอนุโมทนาต่อคำสรรเสริญของท้าวสักกะ แล้วขอฟังพระพุทธคุณ ๘ ประการนั้นซ้ำอีกครั้ง เมื่อท้าวสักกะทูลสาธยายจบ พรหมสนังกุมารก็ปีติโสมนัสยิ่งนัก จึงเริ่มเล่าเรื่องราวอดีตชาติของพระพุทธเจ้าว่าเคยเป็นผู้มีปัญญามากมาช้านาน โดยเปิดเรื่องราวของพราหมณ์
  44. หน้า ๒๖๓–๒๖๙ ตำนานพราหมณ์มหาโควินทะ: จากโชติปาลมาณพสู่ผู้แบ่งแผ่นดินให้กษัตริย์เจ็ดนคร พรหมสนังกุมารเล่าว่า พระเจ้าทิสัมปติมีปุโรหิตชื่อโควินทพราหมณ์ และมีพระโอรสชื่อเจ้าชายเรณุ ซึ่งเป็นสหายสนิทกับโชติปาลมาณพบุตรของโควินทพราหมณ์ รวมเป็นสหายกัน ๘ คน เมื่อโควินทพราหมณ์ถึงแก่กรรม เจ้าชายเรณุแนะนำให้พระราชบิดาแต่งตั้งโชติปาลขึ้นเป็นปุโรหิตแทน เพราะมีปัญญาเหนือกว่าบิดาเสียอีก โชติปาลจึงได้รับตำแหน่งและสมญานามว่า ‘มหาโควินทะ’ เมื่อพระเจ้าทิสัมปติสวรรคต เจ้าชายเรณุขึ้นครองราชย์และขอให้มหาโควินทะแบ่งผืนแผ่นดินใหญ่ออกเป็นเจ็ดส่วนเท่ากัน มอบให้พระเจ้าเรณุและพระสหายกษัตริย์อีกหกพระองค์ปกครอง
  45. หน้า ๒๗๐–๒๗๕ มหาโควินทะบำเพ็ญฌานกรุณาสี่เดือน จนพรหมสนังกุมารปรากฏกายจริงต่อหน้า มหาโควินทะมีชื่อเสียงเลื่องลือว่าเคยเห็นและสนทนากับพรหมมาก่อน ทั้งที่ความจริงไม่เคยเห็นเลย ท่านจึงระลึกได้ว่าตามคำโบราณาจารย์กล่าวไว้ว่าผู้ใดหลีกเร้นเจริญฌานประกอบด้วยกรุณาตลอดสี่เดือนในฤดูฝนจะได้เห็นและสนทนากับพรหม จึงขออนุญาตพระเจ้าเรณุ กษัตริย์ทั้งหก พราหมณ์ผู้ใหญ่ และภรรยาทั้งสี่สิบคน เพื่อไปหลีกเร้นบำเพ็ญตบะโดยไม่ให้ผู้ใดรบกวนเว้นแต่ผู้นำอาหารมาถวาย เมื่อครบสี่เดือนโดยยังไม่เห็นพรหม ท่านก็เกิดความกระวนกระวายใจ แต่ด้วยอำนาจแห่งความตั้งใจจริง พรหมสนังกุมารก็เสด็จมาปรากฏต่อหน้าทันที ทำให้มหาโค
  46. หน้า ๒๗๖–๒๘๖ มหาโควินทสูตร (ตอนจบ) - อามคันธ์และการออกบวชของกษัตริย์เจ็ดพระนคร เนื้อหาต่อจากคาถาอธิบายว่า "อามคันธ์" หรือสิ่งเหม็นคาวที่แท้จริงไม่ใช่การกินเนื้อสัตว์ แต่คือกิเลสเช่นความโกรธ มุสาวาท และการหลอกลวง มหาโควินทพราหมณ์ผู้เป็นปุโรหิตจึงตัดสินใจออกบวช ทำให้พระเจ้าเรณุกับกษัตริย์อีก 6 พระนคร พราหมณ์มหาศาล ภรรยา 40 นาง และบริวารนับพันพากันออกบวชตามไปด้วย มหาโควินทะสอนพรหมวิหารสี่จนศิษย์ได้ไปเกิดในพรหมโลก แต่พระพุทธเจ้าทรงเฉลยว่าพระองค์เองคือมหาโควินทะในอดีตชาติ และธรรมนั้นนำไปสู่เพียงพรหมโลกเท่านั้น ไม่ใช่ทางหลุดพ้นที่แท้จริงซึ่งมีเพียงอริยมรรคมีองค์แปดที่นำไปสู่นิพพ
  47. หน้า ๒๘๗–๒๙๗ มหาสมยสูตร - การชุมนุมใหญ่ของเทวดาหมื่นโลกธาตุ พระพุทธเจ้าประทับที่ป่ามหาวันใกล้กรุงกบิลพัสดุ์พร้อมภิกษุ 500 รูปซึ่งล้วนเป็นพระอรหันต์ เทวดาจากหมื่นโลกธาตุพากันมาเฝ้าดูพระพุทธเจ้าและหมู่สงฆ์เป็นจำนวนมหาศาล พระพุทธเจ้าตรัสคาถาไล่เรียงชื่อและจำนวนเทพนิกายต่างๆ ยักษ์ นาค ครุฑ ท้าวจตุโลกบาล และอสูรที่มาชุมนุมกัน รวมถึงกองทัพมารที่ยกมาแต่พ่ายแพ้กลับไป แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของพระธรรมที่แม้เทพชั้นสูงสุดยังให้ความเคารพ
  48. หน้า ๒๙๘–๓๐๙ สักกปัญหสูตร (ตอนต้น) - ปัญจสิขขับร้องรักและเรื่องนางโคปิกา ท้าวสักกะ (พระอินทร์) ปรารถนาจะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่ถ้ำอินทสาละ จึงส่งปัญจสิขคนธรรพ์นำหน้าไปก่อน ปัญจสิขดีดพิณขับร้องเพลงรักที่แต่งขึ้นเมื่อครั้งหลงรักนางสุริยวัจฉสาธิดาท้าวติมพรุคนธรรพ์ราชา ซึ่งนางรับปากจะคบด้วยหากพาไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าได้ ปัญจสิขจึงเล่าเรื่องนางเทพธิดาโคปิกา อดีตสตรีศากยวงศ์ผู้ศรัทธาแรงกล้าจนได้เกิดเป็นเทพบุตรและกล้าตักเตือนโอรสของท้าวสักกะสามองค์ที่ประมาทไปเกิดในภพต่ำกว่า เป็นเรื่องปูพื้นก่อนท้าวสักกะจะได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าโดยตรง
  49. หน้า ๓๑๐–๓๒๑ สักกปัญหสูตร (ตอนถาม-ตอบธรรม) - ท้าวสักกะบรรลุโสดาบัน ท้าวสักกะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและทูลถามถึงต้นเหตุความริษยาหวงแหนที่ทำให้สรรพสัตว์ทะเลาะวิวาทกัน พระพุทธเจ้าทรงไล่สาวเหตุปัจจัยจากความชอบไม่ชอบ ไปสู่ฉันทะ วิตก จนถึงความคิดปรุงแต่งฟุ้งซ่าน (ปปัญจสัญญาสังขา) แล้วตรัสตอบคำถามเรื่องข้อปฏิบัติดับความฟุ้งซ่านนั้น การสำรวมในศีล และการสำรวมอินทรีย์ โดยใช้หลักว่าสิ่งใดควรเสพหรือไม่ควรเสพขึ้นอยู่กับว่าทำให้กุศลเจริญหรือเสื่อม ท้าวสักกะฟังแล้วเกิดดวงตาเห็นธรรมบรรลุเป็นพระโสดาบันพร้อมเทวดาอีกแปดหมื่นองค์ และประกาศนอบน้อมพระรัตนตรัยสามครั้งด้วยความปีติ
  50. หน้า ๓๒๒–๓๓๐ มหาสติปัฏฐานสูตร (ตอนต้น) - หมวดกายานุปัสสนา พระพุทธเจ้าประทับที่นิคมกัมมาสธัมมะแคว้นกุรุ ตรัสแสดงเอกายนมรรคคือสติปัฏฐานสี่ (กาย เวทนา จิต ธรรม) ว่าเป็นทางสายเดียวที่นำสัตว์ทั้งหลายไปสู่ความบริสุทธิ์และนิพพาน จากนั้นทรงอธิบายรายละเอียดการพิจารณากาย (กายานุปัสสนา) ทีละหมวด ได้แก่ การกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก การรู้ตัวในอิริยาบถและการเคลื่อนไหวย่อยทุกขณะ การพิจารณาส่วนต่างๆ ของร่างกาย 32 อาการว่าเป็นของไม่สะอาด การพิจารณาธาตุ 4 และการพิจารณาซากศพในป่าช้า 9 ระยะที่เน่าเปื่อยไปตามลำดับ เพื่อให้เห็นความไม่เที่ยงและไม่ยึดมั่นในกาย ก่อนเริ่มอธิบายเว
  51. หน้า ๓๓๑–๓๔๖ มหาสติปัฏฐานสูตร (ตอนจบ) — หมวดธรรมานุปัสสนา ส่วนท้ายของมหาสติปัฏฐานสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนภิกษุทั้งหลายเรื่องการพิจารณาธรรมในธรรม (ธัมมานุปัสสนา) ซึ่งแบ่งเป็น 5 หมวดคือ นิวรณ์ 5, ขันธ์ 5, อายตนะภายในภายนอก 6, โพชฌงค์ 7 และอริยสัจ 4 โดยแต่ละหมวดสอนให้ภิกษุรู้ชัดว่าสิ่งนั้นมีอยู่หรือไม่ในตน เกิดขึ้นอย่างไร ละไปอย่างไร ไม่เกิดขึ้นอีกอย่างไร ส่วนอริยสัจ 4 อธิบายละเอียดถึงลักษณะของทุกข์ เหตุแห่งทุกข์คือตัณหา ความดับทุกข์ และมรรคมีองค์ 8 ปิดท้ายด้วยพระดำรัสว่าผู้เจริญสติปัฏฐาน 4 นี้อย่างต่อเนื่องแม้เพียง 7 วันก็สามารถบรรลุอรหัตผลหรืออนาคามิผล
  52. หน้า ๓๔๗–๓๕๒ ปายาสิสูตร — เจ้าปายาสิผู้เห็นว่าโลกหน้าไม่มี พบพระกุมารกัสสปะ พระกุมารกัสสปะเดินทางถึงเมืองเสตัพยะ เจ้าปายาสิผู้ครองเมืองมีความเห็นผิดว่าไม่มีโลกหน้า ไม่มีสัตว์ผุดเกิด และกรรมดีกรรมชั่วไม่มีผล จึงไปพบพระเถระเพื่อโต้แย้ง พระกุมารกัสสปะเริ่มหักล้างด้วยอุปมาพระจันทร์พระอาทิตย์อยู่โลกอื่นแต่ยังส่องแสงมาถึงโลกนี้ได้ และชี้ให้เห็นว่าคนทำชั่วหรือทำดีที่ตายไปแล้วไม่มีใครกลับมาบอกผลกรรมได้ ไม่ได้แปลว่าโลกหน้าไม่มีจริง เป็นจุดเริ่มต้นของการโต้วาทีอันยาวนานระหว่างทิฏฐิผิดกับปัญญาของพระเถระ.
  53. หน้า ๓๕๓–๓๗๑ ปายาสิสูตร — โต้แย้งด้วยอุปมานักโทษ ตาชั่ง และหอยสังข์ เจ้าปายาสิยกเหตุผลต่างๆ มาแย้งว่าไม่มีชีวิตหรือวิญญาณที่ออกจากร่างได้จริง เช่น ต้มนักโทษในหม้อทั้งเป็นแต่ไม่เห็นชีวิตออกมา ชั่งน้ำหนักคนก่อนและหลังตายก็ไม่ต่างกัน ผ่าเนื้อนักโทษก็ไม่พบชีวิต พระกุมารกัสสปะหักล้างทีละข้อด้วยอุปมา เช่น ก้อนเหล็กร้อนกับเย็นเบาต่างกันเพราะไออุ่นและลม (เปรียบกับกายที่มีไอความร้อนและวิญญาณ) และหอยสังข์ที่มีเสียงได้เพราะคนเป่า ไม่ใช่เพราะตัวมันเอง สอนว่าโลกหน้าต้องเห็นได้ด้วยจักษุทิพย์ของผู้ปฏิบัติธรรม ไม่ใช่ด้วยตาเนื้อ จบภาณวารแรก.
  54. หน้า ๓๗๒–๓๘๕ ปายาสิสูตร — อุปมาผู้แบกปอกับทองคำ และเจ้าปายาสิกลับใจ พระกุมารกัสสปะแสดงอุปมาต่อเนื่องเพื่อชี้ให้เห็นว่าการเชื่อแบบเจ้าปายาสิเป็นความโง่เขลา เช่น เด็กหนุ่มพยายามหาไฟด้วยการผ่าไม้สีไฟแทนการสีให้เกิดไฟ กองเกวียนที่หลงเชื่อยักษ์ปลอมตัวจนถูกกินหมด นักเล่นการพนันโกงลูกเต๋า คนแบกอุจจาระแห้งที่ไม่ยอมทิ้งแม้เปียกฝน และเพื่อนสองคนที่คนหนึ่งแบกปอทิ้งเมื่อพบทองคำแต่อีกคนดื้อแบกปอเดิมกลับบ้านอย่างไร้ประโยชน์ เจ้าปายาสิแม้เห็นด้วยกับเหตุผลแต่ก็เกรงเสียหน้าต่อพระราชาปเสนทิและผู้อื่นที่รู้ทิฏฐิเดิมของตน จนในที่สุดฟังอุปมาสุดท้ายแล้วจึงยอมสละทิฏฐิผิด ประกาศตนถึงพร
  55. หน้า ๓๘๖–๓๙๑ ท้ายปายาสิราชัญญสุตตะ: อุปมายัญกับพืชที่หว่าน และผลต่างของทานที่ทำประณีตกับทานที่ทำอย่างไม่ใส่ใจ พระกุมารกัสสปะอธิบายแก่เจ้าปายาสิด้วยอุปมาชาวนา หว่านเมล็ดพืชดีในนาดีย่อมได้ผลมาก หว่านเมล็ดเสียในนาเลวย่อมได้ผลน้อย ฉันใด ยัญที่ฆ่าสัตว์และผู้รับมีมิจฉาทิฏฐิย่อมมีผลน้อย ส่วนยัญที่ไม่ฆ่าสัตว์และผู้รับมีสัมมาทิฏฐิย่อมมีผลมาก เจ้าปายาสิเลื่อมใสเลิกความเห็นผิดแล้วหันมาบำเพ็ญทาน แต่ทำทานอย่างไม่เอาใจใส่ ใช้อาหารและผ้าเลวๆ และมอบให้มาณพชื่ออุตตระเป็นผู้ดูแลแทนตน ขณะที่อุตตระเองกลับทำทานด้วยของประณีตด้วยมือตนเองอย่างเคารพ เมื่อทั้งสองตายไป ปายาสิไปเกิดเป็นเทพชั้นจาตุมหาราชิกาในวิมานร้าง (เสรีสกวิมาน)