อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต
บาลีโรมัน (มหาสังคีติ) · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๒๑ · ๓๔๖ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๘๘ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๒ อนุพุทธสูตร พระพุทธเจ้าตรัสแก่ภิกษุที่ภัณฑคามว่า เหตุที่พระองค์และเหล่าสัตว์ต้องท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏมายาวนาน ก็เพราะยังไม่รู้แจ้งแทงตลอดธรรม ๔ ประการ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุตติอันเป็นของพระอริยะ เมื่อรู้แจ้งแทงตลอดธรรมทั้ง ๔ นี้แล้ว ตัณหาในภพย่อมถูกตัดขาด ภพใหม่ย่อมไม่มีอีกต่อไป สูตรนี้วางรากฐานว่าศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ คือหัวใจของการหลุดพ้นจากทุกข์
- หน้า ๒–๓ ปปติตสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่าภิกษุผู้ไม่ประกอบด้วยศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุตติอันเป็นของพระอริยะ ชื่อว่าตกไปจากธรรมวินัยนี้ ส่วนผู้ที่ประกอบด้วยธรรมทั้ง ๔ นี้ ชื่อว่าไม่ตกไปจากธรรมวินัย เป็นการย้ำว่าความสำเร็จในศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ คือเครื่องวัดว่าผู้บวชยังดำรงอยู่ในหนทางแห่งพระศาสนาหรือไม่
- หน้า ๓–๔ พาลบัณฑิตสูตร (การยกย่องติเตียนโดยไม่ไตร่ตรอง) พระพุทธเจ้าทรงแสดงคุณสมบัติของคนพาลผู้ทำร้ายตนเองและถูกวิญญูชนติเตียน คือ กล่าวยกย่องคนที่ไม่ควรยกย่องและติเตียนคนที่ควรยกย่องโดยไม่ไตร่ตรอง รวมทั้งทำให้เกิดความเลื่อมใสในที่ไม่ควรและหมดเลื่อมใสในที่ควร ตรงข้ามกับบัณฑิตผู้ไตร่ตรองก่อนแล้วจึงกล่าวตามความจริง ปิดท้ายด้วยคาถาเปรียบผู้พูดพร่ำเพรื่อโดยไม่ไตร่ตรองกับนักเลงการพนัน แต่การประทุษร้ายจิตต่อพระสุคตนั้นร้ายแรงยิ่งกว่า
- หน้า ๔–๖ มิจฉาปฏิปัตติสูตร (มารดา บิดา พระตถาคต และสาวก) พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้ปฏิบัติผิดต่อบุคคล ๔ จำพวก คือ มารดา บิดา พระตถาคต และสาวกของพระตถาคต ย่อมทำตนให้เสียหายและก่อบาปอกุศลเป็นอันมาก ส่วนผู้ปฏิบัติชอบต่อบุคคลทั้ง ๔ นี้ย่อมได้รับการสรรเสริญและก่อบุญเป็นอันมาก มีคาถาย้ำว่าผู้ประพฤติอธรรมต่อมารดาบิดาถูกบัณฑิตติเตียนในโลกนี้และไปสู่อบายในโลกหน้า ส่วนผู้ประพฤติธรรมได้รับสรรเสริญและไปสู่สวรรค์
- หน้า ๖–๘ บุคคลสูตร ๔ จำพวก (อนุโสตคามีถึงติณณะ) พระพุทธเจ้าทรงจำแนกบุคคล ๔ จำพวกในโลก คือ ผู้ลอยตามกระแสกิเลส (อนุโสตคามี) ผู้ทวนกระแสด้วยความยากลำบาก (ปฏิโสตคามี) ผู้มีจิตตั้งมั่นดุจพระอนาคามีที่จะปรินิพพานในภพนั้น (ฐิตัตตะ) และผู้ข้ามถึงฝั่งยืนบนบกแล้วดุจพระอรหันต์ผู้สิ้นอาสวะ มีคาถาขยายความเปรียบการฝืนกระแสกิเลสของผู้ปฏิบัติธรรมกับกระแสน้ำ
- หน้า ๘–๙ บุคคลสูตร ๔ จำพวกว่าด้วยพหูสูต สูตรนี้จำแนกบุคคล ๔ จำพวกตามความเป็นผู้ได้สดับน้อยหรือมาก และเข้าใจหรือไม่เข้าใจอรรถธรรมที่สดับมา คือ สดับน้อยไม่เข้าใจ สดับน้อยแต่เข้าใจ สดับมากไม่เข้าใจ และสดับมากทั้งเข้าใจและปฏิบัติตาม คาถาท้ายสูตรชี้ว่าความเป็นพหูสูตอย่างเดียวไม่พอ ต้องประกอบด้วยศีลด้วยจึงได้รับการยกย่องอย่างสมบูรณ์
- หน้า ๙–๑๐ ผู้ทำให้สงฆ์งาม ๔ จำพวก พระพุทธเจ้าตรัสถึงบุคคล ๔ จำพวกที่ฉลาด ได้รับการฝึกดี แกล้วกล้า เป็นพหูสูต ทรงจำธรรม และปฏิบัติสมควรแก่ธรรม อันช่วยทำให้หมู่สงฆ์งดงาม ได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกาผู้มีคุณสมบัติดังกล่าว แสดงว่าความงามของพุทธบริษัทขึ้นกับคุณธรรมและความรู้ธรรม มิใช่เพศหรือสถานะ
- หน้า ๑๐–๑๒ เวสารัชชสูตร พระพุทธเจ้าตรัสถึงเวสารัชชญาณ ๔ ประการ คือความแกล้วกล้าไม่หวั่นเกรงเมื่อประกาศพระองค์เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้แก่ ไม่มีผู้ใดท้วงได้ว่ายังไม่ตรัสรู้ธรรมบางอย่าง ไม่มีผู้ใดท้วงได้ว่าอาสวะยังไม่สิ้น ไม่มีผู้ใดท้วงได้ว่าธรรมที่แสดงว่าเป็นอันตรายนั้นไม่เป็นจริง และไม่มีผู้ใดท้วงได้ว่าธรรมที่แสดงเพื่อความสิ้นทุกข์ไม่นำไปสู่ผลนั้นจริง ด้วยความมั่นใจนี้พระองค์จึงบันลือสีหนาทและหมุนธรรมจักรได้อย่างไม่หวั่นเกรง
- หน้า ๑๒ ตัณหุปปาทสูตร พระพุทธเจ้าตรัสถึงเหตุแห่งการเกิดตัณหาของภิกษุ ๔ ประการ คือ เพราะจีวร เพราะบิณฑบาต เพราะเสนาสนะ และเพราะความอยากมีอยากเป็น (ภวาภวะ) เป็นการเตือนให้ภิกษุระวังตัณหาที่แอบแฝงในปัจจัยสี่และในความทะยานอยาก มีคาถาท้ายสูตรกล่าวถึงภิกษุผู้เห็นโทษของตัณหาแล้วปราศจากตัณหา มีสติ เที่ยวไป
- หน้า ๑๓–๑๖ โยคสูตรและวิสังโยคสูตร สูตรนี้แสดงโยคะ (เครื่องผูกสัตว์ไว้ในสังสารวัฏ) ๔ ประการ คือ กามโยคะ ภวโยคะ ทิฏฐิโยคะ และอวิชชาโยคะ ซึ่งเกิดจากการไม่รู้แจ้งความเกิดดับ คุณ โทษ และทางออกของกาม ภพ ทิฏฐิ และผัสสายตนะตามจริง แล้วแสดงวิสังโยคะคือความหลุดพ้นจากโยคะทั้ง ๔ ด้วยการรู้แจ้งตามความเป็นจริง ผู้พัวพันโยคะย่อมท่องเที่ยวในสังสารวัฏ ส่วนผู้หลุดพ้นทั้งหมดเรียกว่าผู้ถึงฝั่งแห่งโยคะ จบวรรคที่ ๑ (ภัณฑคามวรรค) ที่นี่
- หน้า ๑๖–๑๘ วิตักกสูตร (อิริยาบถกับความเพียร) เริ่มวรรคที่ ๒ (จรวรรค) พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่ว่าภิกษุจะเดิน ยืน นั่ง หรือนอนตื่นอยู่ก็ตาม หากเกิดกามวิตก พยาบาทวิตก หรือวิหิงสาวิตกแล้วปล่อยให้ครอบงำใจไม่ละทิ้ง ก็ชื่อว่าเกียจคร้านไม่มีความเพียร แต่หากละวิตกอกุศลเหล่านั้นได้ทันทีในทุกอิริยาบถ ก็ชื่อว่าเป็นผู้มีความเพียร แสดงว่าความเพียรทางจิตขึ้นกับการจัดการความคิดอกุศล ไม่ใช่ท่าทางภายนอก
- หน้า ๑๘–๑๙ สัมปันนสีลสูตร พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ภิกษุถึงพร้อมด้วยศีล สำรวมในปาติโมกข์ สมบูรณ์ด้วยอาจาระและโคจร เห็นภัยในโทษแม้เล็กน้อย เมื่อถึงพร้อมด้วยศีลเหล่านี้แล้ว ไม่ว่าเดิน ยืน นั่ง หรือนอน อภิชฌา พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ และวิจิกิจฉาย่อมถูกละได้ ความเพียรเกิด สติตั้งมั่น กายสงบ จิตเป็นสมาธิ แสดงความเชื่อมโยงระหว่างศีลบริสุทธิ์กับการข่มนิวรณ์ในทุกอิริยาบถ
- หน้า ๑๙–๒๐ สัมมัปปธานสูตร พระพุทธเจ้าตรัสถึงสัมมัปปธาน (ความเพียรชอบ) ๔ ประการ คือ เพียรระวังไม่ให้บาปอกุศลที่ยังไม่เกิดได้เกิด เพียรละบาปอกุศลที่เกิดแล้ว เพียรทำกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิด และเพียรรักษากุศลที่เกิดแล้วให้เจริญยิ่งขึ้น เป็นหลักความเพียรพื้นฐานของภิกษุ มีคาถาสรรเสริญผู้มีสัมมัปปธานว่าชนะมารและถึงความปลอดโปร่งจากภัยแห่งชาติมรณะ
- หน้า ๒๐–๒๒ ปธานสูตร พระพุทธเจ้าตรัสถึงปธาน (ความเพียร) อีก ๔ ประการ คือ สังวรปธาน (สำรวมอินทรีย์ไม่ให้บาปเกิดจากการเห็นได้ยินเป็นต้น) ปหานปธาน (ละวิตกอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว) ภาวนาปธาน (เจริญโพชฌงค์ ๗) และอนุรักขนาปธาน (รักษาสมาธินิมิตที่ดีไว้ เช่น อสุภสัญญาต่างๆ) ธรรม ๔ ประการนี้ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้เป็นเครื่องนำภิกษุผู้มีความเพียรไปสู่ความสิ้นทุกข์
- หน้า ๒๒ อัคคปัญญัตติสูตร พระพุทธเจ้าตรัสถึงบัญญัติว่าผู้เป็นเลิศ ๔ ประการ คือ ราหุอสุรินทร์เป็นเลิศในหมู่ผู้มีอัตภาพ พระเจ้ามันธาตุเป็นเลิศในหมู่ผู้บริโภคกาม มารผู้มีบาปเป็นเลิศในหมู่ผู้มีอธิปไตย ส่วนพระตถาคตทรงเป็นเลิศในโลกทั้งปวงพร้อมเทวโลก มารโลก พรหมโลก และหมู่มนุษย์ เป็นการยกย่องพุทธคุณเทียบกับผู้เป็นเลิศประเภทอื่นในโลก
- หน้า ๒๒–๒๓ โสขุมมสูตร พระพุทธเจ้าตรัสถึงความละเอียดประณีต (โสขุมมะ) ๔ ประการ ได้แก่ ความละเอียดแห่งรูป เวทนา สัญญา และสังขาร ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยความละเอียดอย่างยิ่งในธรรมเหล่านี้ย่อมไม่แสวงหาความละเอียดอื่นที่ยิ่งกว่า คาถาท้ายสูตรกล่าวถึงภิกษุผู้รู้แจ้งความเกิดดับของขันธ์โดยความเป็นทุกข์มิใช่ตัวตน ว่าเป็นผู้สงบทรงร่างกายสุดท้าย
- หน้า ๒๓ อคติคมนสูตร พระพุทธเจ้าตรัสถึงอคติ (ทางที่ผิดเพราะลำเอียง) ๔ ประการ คือ ลำเอียงเพราะรัก (ฉันทาคติ) ชัง (โทสาคติ) หลง (โมหาคติ) และกลัว (ภยาคติ) ผู้ที่ล่วงละเมิดธรรมด้วยอคติทั้ง ๔ นี้ย่อมเสื่อมยศเหมือนดวงจันทร์ข้างแรม
- หน้า ๒๓ นาคติคมนสูตร ตรงข้ามกับสูตรก่อนหน้า พระพุทธเจ้าตรัสถึงการไม่ลำเอียงด้วยอคติ ๔ คือไม่ลำเอียงเพราะรัก ชัง หลง หรือกลัว ผู้ไม่ล่วงละเมิดธรรมด้วยอคติเหล่านี้ย่อมมียศเจริญขึ้นเหมือนดวงจันทร์ข้างขึ้น เน้นย้ำความสำคัญของความเที่ยงธรรมในการตัดสินใจและปฏิบัติต่อผู้อื่น
- หน้า ๒๓–๒๔ อคติ-นาคติคมนสูตร (ทวนซ้ำ) สูตรนี้ทวนเนื้อหาเรื่องอคติ ๔ (ฉันทา โทสา โมหา ภยาคติ) และการไม่มีอคติ ๔ ไว้ในสูตรเดียวกัน พร้อมคาถาเดิมเรื่องยศเสื่อมและยศเจริญเปรียบกับข้างแรมข้างขึ้นของดวงจันทร์ เป็นการย้ำหลักธรรมเรื่องความเที่ยงธรรมอีกครั้งก่อนเชื่อมโยงไปสู่สูตรถัดไปเรื่องผู้แจกอาหารในสงฆ์
- หน้า ๒๔–๒๕ ภัตตุทเทสกสูตร พระพุทธเจ้าทรงยกตัวอย่างภัตตุทเทสก์ (ภิกษุผู้ทำหน้าที่แจกจ่ายอาหารในสงฆ์) ผู้ประกอบด้วยอคติ ๔ ว่าย่อมตกนรกเหมือนถูกโยนลงไปตามที่ทำไว้ ส่วนผู้ไม่ลำเอียงด้วยอคติย่อมไปสวรรค์ เป็นอุปมาที่นำหลักอคติ ๔ มาใช้กับตำแหน่งหน้าที่ในสงฆ์ที่ต้องอาศัยความยุติธรรม ปิดท้ายวรรคที่ ๒ (จรวรรค) ด้วยคาถาว่าผู้ตั้งอยู่ในธรรมไม่ลำเอียงย่อมเป็นเครื่องประดับหมู่คณะ
- หน้า ๒๕–๒๘ ปฐมอุรุเวลสูตร เริ่มวรรคที่ ๓ (อุรุเวลวรรค) พระพุทธเจ้าทรงเล่าย้อนถึงคราวประทับที่ต้นอชปาลนิโครธริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราหลังตรัสรู้ใหม่ๆ ทรงครุ่นคิดว่าการอยู่โดยไม่มีที่เคารพเป็นทุกข์ จึงทรงหาสมณะหรือพราหมณ์ที่จะทรงเคารพพึ่งพิง แต่ไม่ทรงเห็นผู้ใดสมบูรณ์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติยิ่งกว่าพระองค์ จึงทรงตัดสินพระทัยเคารพธรรมที่ตรัสรู้เองแทน ขณะนั้นท้าวสหัมบดีพรหมมาปรากฏรับรองว่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ในอดีต อนาคต และปัจจุบันต่างเคารพธรรมเป็นใหญ่เช่นกัน
- หน้า ๒๘–๓๐ ทุติยอุรุเวลสูตร (เถรกรณธรรม) พระพุทธเจ้าทรงเล่าเหตุการณ์ที่พราหมณ์ชราต่อว่าพระองค์ไม่แสดงความเคารพต่อพราหมณ์ผู้เฒ่าตามธรรมเนียม พระองค์ตรัสตอบว่าความเป็นผู้เฒ่า (เถระ) แท้จริงไม่ได้วัดที่อายุ แต่วัดที่ธรรม ๔ ประการที่ทำให้เป็นเถระ คือ มีศีล เป็นพหูสูตทรงจำธรรม ได้ฌาน ๔ โดยไม่ยาก และสิ้นอาสวะ ผู้เฒ่าทางกายที่พูดจาไร้สาระยังนับเป็นพาล ส่วนหนุ่มที่พูดจามีเหตุผลตรงกาลนับเป็นบัณฑิตและเรียกว่าเถระได้
- หน้า ๓๐–๓๑ โลกสูตร (ความหมายของคำว่าตถาคต) พระพุทธเจ้าทรงอธิบายความหมายของพระนาม "ตถาคต" ว่าเพราะทรงตรัสรู้แจ้งโลก เหตุเกิดของโลก ความดับของโลก และทางปฏิบัติให้ถึงความดับของโลกตามความเป็นจริง สิ่งใดที่สัตว์โลกเห็น ได้ยิน รู้สึก และรู้แจ้งแล้ว พระองค์ก็ทรงรู้แจ้งสิ่งนั้นด้วย และคำที่ตรัสก็สอดคล้องตรงกับการกระทำเสมอจึงได้พระนามว่าตถาคต
- หน้า ๓๑–๓๓ กาฬการามสูตร พระพุทธเจ้าตรัสที่กาฬการาม เมืองสาเกต ว่าทรงรู้แจ้งสิ่งที่สัตว์โลกทั้งปวงเห็น ได้ยิน รู้สึก รู้แจ้งแล้ว แต่ไม่ทรงยึดติดว่าสิ่งที่เห็นคือสิ่งที่พึงเห็นหรือสิ่งที่ยังไม่เห็นคือสิ่งที่พึงเห็น ทรงวางพระทัยเป็นกลางเหนือการยึดมั่นในผัสสะทุกประเภท แสดงลักษณะพิเศษของพระตถาคตที่ไม่ยึดติดในประสบการณ์รับรู้ใดๆ แม้จะทรงรู้แจ้งมันอย่างถ่องแท้
- หน้า ๓๓ พรหมจริยสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่าการประพฤติพรหมจรรย์ไม่ได้มีไว้เพื่อหลอกลวงผู้คน ไม่ใช่เพื่อเรียกร้องการสรรเสริญ ลาภสักการะ หรือชื่อเสียง ไม่ใช่เพื่อเอาชนะคำวิจารณ์ผู้อื่นหรือให้คนรู้จักตน แต่มีไว้เพื่อสำรวม เพื่อละ เพื่อคลายกำหนัด และเพื่อความดับทุกข์อย่างแท้จริง เป็นการเตือนสติภิกษุถึงเป้าหมายที่แท้จริงของการบวช
- หน้า ๓๓–๓๔ กุหสูตร พระพุทธเจ้าทรงแยกภิกษุ ๒ ประเภท คือ ผู้มีมารยาหลอกลวง กระด้าง ประจบสอพลอ โอ้อวด ฟุ้งซ่าน ไม่มีสมาธิ ซึ่งตรัสว่าไม่ใช่สาวกแท้และไม่เจริญในธรรมวินัยนี้ ส่วนผู้ไม่มีมารยา ไม่ประจบ มีปัญญา ไม่กระด้าง มีสมาธิดี จึงเป็นสาวกแท้และเจริญงอกงามในธรรมวินัยนี้
- หน้า ๓๔–๓๕ อัปปสูตร (ปัจจัยสี่ที่หาง่ายและไม่มีโทษ) พระพุทธเจ้าตรัสถึงปัจจัย ๔ ที่หาได้ง่าย มีน้อย และไม่มีโทษ คือ ผ้าบังสุกุลสำหรับจีวร อาหารบิณฑบาต โคนไม้เป็นเสนาสนะ และมูตรเน่าเป็นยา ภิกษุผู้สันโดษพอใจในปัจจัยที่หาได้ง่ายนี้ย่อมได้ชื่อว่าเป็นองค์ประกอบหนึ่งของความเป็นสมณะ เนื้อหานี้ปูทางไปสู่สูตรอริยวงศ์ที่ตามมา
- หน้า ๓๕–๓๗ อริยวังสสูตร พระพุทธเจ้าตรัสถึงอริยวงศ์ ๔ ประการ อันเป็นธรรมเนียมเก่าแก่ของพระอริยะที่ไม่เคยถูกลบล้างและไม่มีผู้รู้ตำหนิได้ คือ สันโดษในจีวร บิณฑบาต และเสนาสนะตามมีตามได้โดยไม่ยกตนข่มผู้อื่น และยินดีในการเจริญกุศลและการละอกุศล ภิกษุผู้ตั้งอยู่ในอริยวงศ์ทั้ง ๔ นี้ย่อมอดทนต่อความไม่ยินดีในการปฏิบัติธรรมได้ทุกทิศทาง
- หน้า ๓๗–๓๘ ธรรมบทสูตร พระพุทธเจ้าตรัสถึงธรรมบท ๔ ประการที่เป็นของเก่าแก่ ไม่เคยถูกลบล้างและไม่มีวิญญูชนตำหนิได้ คือ ความไม่เพ่งเล็งอยากได้ของผู้อื่น (อนภิชฌา) ความไม่พยาบาท สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ เป็นหลักธรรมพื้นฐานสากลที่ใช้ได้กับทุกลัทธิ ไม่ว่าใครจะปฏิเสธหรือยอมรับก็ไม่อาจเปลี่ยนความจริงของธรรมเหล่านี้ได้
- หน้า ๓๘–๔๑ ปริพพาชกสูตร (ธรรมบท ๔ กับปริพาชก) พระพุทธเจ้าเสด็จไปยังอารามปริพาชกที่ริมฝั่งแม่น้ำสัปปินี ทรงแสดงธรรมบท ๔ ประการเดียวกันแก่เหล่าปริพาชก และทรงท้าให้ผู้ใดตำหนิธรรมเหล่านี้ออกมาโต้แย้งได้ ชี้ว่าหากตำหนิธรรมบทนี้ก็เท่ากับยกย่องผู้มีจิตโลภ พยาบาท หลงลืมสติ และฟุ้งซ่านให้เป็นที่เคารพแทน ซึ่งขัดแย้งในตัวเอง แม้ปริพาชกกลุ่มอเหตุกวาทะ อกิริยวาทะ นัตถิกวาทะก็ยังไม่กล้าตำหนิเพราะเกรงถูกครหา จบวรรคที่ ๓ (อุรุเวลวรรค) ที่นี่
- หน้า ๔๑–๔๒ จักกสูตร เริ่มวรรคที่ ๔ (จักกวรรค) พระพุทธเจ้าตรัสถึงล้อ (จักร) ๔ ประการที่นำเทวดาและมนุษย์ไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็ว คือ การอยู่ในถิ่นที่เหมาะสม การคบหาสัตบุรุษ การตั้งตนไว้ชอบ และการได้ทำบุญมาแต่ปางก่อน เปรียบเสมือนล้อที่ขับเคลื่อนชีวิตไปสู่ความมั่งคั่งทั้งทางโลกและทางธรรม
- หน้า ๔๒ สังคหวัตถุสูตร พระพุทธเจ้าตรัสถึงสังคหวัตถุ ๔ ประการ อันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจคนไว้ด้วยกัน คือ การให้ (ทาน) การพูดจาไพเราะ (ปิยวาจา) การประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น (อัตถจริยา) และการวางตนสม่ำเสมอ (สมานัตตตา) มีคาถาเปรียบสังคหวัตถุเหมือนสลักเพลาที่ทำให้รถแล่นไปได้ หากขาดสิ่งนี้แม้มารดาก็ไม่ได้รับความเคารพจากบุตร
- หน้า ๔๒–๔๔ สีหสูตร (อุปมาราชสีห์) พระพุทธเจ้าทรงเปรียบพระองค์กับราชสีห์ที่บันลือสีหนาทยามเย็นก่อนออกหาเหยื่อจนสัตว์ทั้งหลายแตกตื่นวิ่งหนี ฉันใด เมื่อพระตถาคตอุบัติขึ้นและทรงแสดงธรรมเรื่องสักกายะ เหตุเกิด ความดับ และทางดับสักกายะ แม้เทวดาผู้มีอายุยืนในวิมานสูงส่งก็ยังสังเวชใจว่าตนไม่เที่ยงอย่างที่เคยเข้าใจผิดมา ฉันนั้น แสดงอานุภาพของพระธรรมเทศนาที่สั่นคลอนความเชื่อผิดๆ แม้ในหมู่เทวดาชั้นสูง
- หน้า ๔๔–๔๕ อัคคัปปสาทสูตร พระพุทธเจ้าตรัสถึงความเลื่อมใสในสิ่งที่เลิศ ๔ ประการอันให้ผลเลิศ คือ เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าผู้เป็นเลิศในหมู่สัตว์ เลื่อมใสในอริยมรรคมีองค์ ๘ อันเป็นเลิศในหมู่สังขตธรรม เลื่อมใสในวิราคะคือนิพพานอันเป็นเลิศในธรรมทั้งปวง และเลื่อมใสในพระสงฆ์สาวกผู้เป็นเลิศในหมู่คณะ ผู้เลื่อมใสในสิ่งเลิศทั้ง ๔ นี้ย่อมได้รับผลบุญ อายุ วรรณะ ยศ และความสุขอันเลิศตามมา
- หน้า ๔๕–๔๘ วัสสการสูตร (มหาปัญญามหาบุรุษ) พราหมณ์วัสสการะ มหาอมาตย์แคว้นมคธ ทูลว่าพวกตนบัญญัติผู้มีมหาปัญญามหาบุรุษด้วยธรรม ๔ ประการ คือ เป็นพหูสูต จำแม่นยำ ขยันในกิจคฤหัสถ์ และฉลาดในการจัดการ พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่ทรงเห็นด้วยหรือคัดค้าน แต่ทรงบัญญัติด้วยธรรม ๔ ประการอื่น คือ ปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขของคนหมู่มาก มีอำนาจเหนือความคิดตน ได้ฌาน ๔ โดยง่าย และสิ้นอาสวะ เมื่อพราหมณ์ยกย่องว่าพระองค์ทรงมีคุณสมบัติทั้ง ๔ นี้ พระองค์ก็ทรงยืนยันรับรอง
- หน้า ๔๘–๕๐ โทณสูตร โทณพราหมณ์พบรอยพระบาทมีลายจักรของพระพุทธเจ้า เกิดอัศจรรย์ใจว่าเท้าเช่นนี้จะเป็นของมนุษย์ได้อย่างไร จึงทูลถามว่าพระองค์เป็นเทวดา คนธรรพ์ ยักษ์ หรือมนุษย์ พระพุทธเจ้าตรัสปฏิเสธทุกข้อเพราะทรงสิ้นอาสวะที่จะทำให้เป็นสิ่งเหล่านั้นในความหมายที่ยังมีกิเลส และตรัสอุปมาพระองค์เหมือนดอกบัวที่เกิดในน้ำเจริญในน้ำแต่ไม่แปดเปื้อนน้ำ พระองค์ก็เกิดในโลกแต่ชนะโลกไม่แปดเปื้อนด้วยโลก จึงควรเรียกพระองค์ว่า "พุทธะ"
- หน้า ๕๐–๕๒ อภัพพสูตร (ธรรมที่ทำให้ไม่เสื่อม) พระพุทธเจ้าตรัสถึงธรรม ๔ ประการที่ทำให้ภิกษุไม่เสื่อมและอยู่ใกล้พระนิพพาน คือ ถึงพร้อมด้วยศีล สำรวมอินทรีย์ไม่ยึดถือนิมิตเมื่อรับรู้อารมณ์ทางทวารทั้ง ๖ รู้จักประมาณในการบริโภคอาหารเพื่อยังชีวิตมิใช่เพื่อสนุกหรือประดับตน และหมั่นเพียรตื่นอยู่ทั้งกลางวันกลางคืนโดยแบ่งเวลานอนเพียงยามกลาง เป็นแนวปฏิบัติพื้นฐานที่ค้ำจุนความก้าวหน้าของภิกษุ
- หน้า ๕๒–๕๓ ปนุณณปัจเจกสัจจสูตร สูตรนี้อธิบายคำเรียกภิกษุผู้บรรลุธรรมด้วยคำสี่คำ คือ ผู้บรรเทาทิฏฐิเฉพาะตัวได้แล้วโดยละทิฏฐิเรื่องโลกเที่ยงหรือไม่เที่ยงเป็นต้นได้หมด ผู้แสวงหาที่สงบระงับแล้วโดยละการแสวงหากาม ภพ และพรหมจรรย์ (ความสงสัยในข้อปฏิบัติ) ผู้มีสังขารกายสงบแล้วคือได้ฌานที่ ๔ และผู้หลีกเร้นแล้วคือละมานะว่าเรามีเราเป็นได้โดยสิ้นเชิง คำเหล่านี้ล้วนเป็นคำเรียกพระอรหันต์ในแง่มุมต่างๆ
- หน้า ๕๔–๕๕ อุชชยสูตร (เรื่องยัญ) อุชชยพราหมณ์ทูลถามว่าพระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญการบูชายัญหรือไม่ พระองค์ตรัสว่าไม่ทรงสรรเสริญยัญที่มีการฆ่าโค แพะ แกะ ไก่ สุกร และสัตว์นานาชนิด เพราะพระอรหันต์ไม่เข้าไปในยัญที่เบียดเบียนเช่นนี้ แต่ทรงสรรเสริญยัญที่ไม่มีการฆ่าสัตว์ เป็นทานที่ให้อยู่เป็นนิตย์แก่ตระกูล มีคาถาตำหนิยัญใหญ่ที่ฆ่าสัตว์ว่าไม่มีผลมาก ส่วนยัญที่ไม่เบียดเบียนสัตว์เท่านั้นที่มีผลมากและทำให้เทวดาพอใจ
- หน้า ๕๕ อุทายิสูตร (เรื่องยัญ ต่อ) อุทายิพราหมณ์เข้าเฝ้าทูลถามคำถามเดียวกันกับอุชชยพราหมณ์ก่อนหน้าว่าทรงสรรเสริญการบูชายัญหรือไม่ พระองค์เริ่มตรัสตอบด้วยเนื้อหาเดียวกัน คือไม่ทรงสรรเสริญยัญที่ฆ่าสัตว์แต่ทรงสรรเสริญยัญที่ปราศจากการเบียดเบียน ข้อความในหน้านี้ขาดตอนกลางประโยคเนื่องจากไฟล์นี้สิ้นสุดที่หน้า ๕๕ เนื้อหาที่เหลือของสูตรจะปรากฏต่อในไฟล์ถัดไป
- หน้า ๕๖ ท้ายจักกวรรค (คาถาปิดวรรค) ส่วนท้ายของจักกวรรคที่สี่ซึ่งเริ่มต้นมาก่อนหน้าไฟล์นี้ เป็นคาถาสรุปเรื่องยัญที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญ คือยัญที่ปราศจากการเบียดเบียน (นิรารัมภยัญ) ซึ่งถวายด้วยจิตเลื่อมใสแด่ผู้ทรงศีล ไม่ใช่การฆ่าสัตว์บูชายัญแบบพราหมณ์ ปิดท้ายด้วยอุทานคาถาสรุปหัวข้อสิบเรื่องในวรรคที่สี่
- หน้า ๕๗–๕๙ สมาธิภาวนา ๔ เปิดโรหิตัสสวรรคที่ห้า พระพุทธเจ้าตรัสแสดงการเจริญสมาธิ ๔ แบบที่ให้ผลต่างกัน คือเพื่อความสุขในปัจจุบัน (ด้วยฌานสี่) เพื่อได้ญาณทัสสนะ (ด้วยการเจริญสัญญาแสงสว่าง) เพื่อสติสัมปชัญญะ (ด้วยการรู้ทันเวทนา สัญญา และวิตกที่เกิดดับ) และเพื่อความสิ้นอาสวะ (ด้วยการพิจารณาเห็นความเกิดดับในอุปาทานขันธ์ห้า) ปิดท้ายด้วยคาถาจากปารายนสูตรเรื่องผู้ข้ามพ้นชาติชรา
- หน้า ๕๙ ปัญหาพยากรณ์ ๔ ทรงแสดงวิธีตอบปัญหา ๔ แบบ คือ ตอบโดยตรงทันที ตอบแบบแยกแจกแจง ตอบด้วยการย้อนถาม และปัญหาบางประเภทที่ควรงดไว้ไม่ตอบ ผู้ฉลาดในการรู้ว่าปัญหาแบบใดควรตอบอย่างไรจึงได้ชื่อว่าเป็นบัณฑิตผู้เข้าถึงประโยชน์
- หน้า ๕๙–๖๐ บุคคลผู้หนักในโกรธ-หนักในธรรม ทรงแสดงบุคคล ๔ จำพวกที่มีอยู่ในโลก คือผู้หนักในความโกรธ หนักในความลบหลู่ หนักในลาภ และหนักในสักการะยิ่งกว่าหนักในพระสัทธรรม ซึ่งเป็นเหตุให้ธรรมไม่งอกงามในตัวเขา ตรงข้ามกับบุคคลผู้หนักในพระสัทธรรมยิ่งกว่าสิ่งเหล่านั้น ซึ่งธรรมย่อมงอกงามในตัวเขา
- หน้า ๖๐ อสัทธรรมและสัทธรรม ๔ เนื้อหาเดียวกับสูตรก่อนหน้าแต่ตรัสในรูปนามธรรม คือความหนักในโกรธ ลบหลู่ ลาภ สักการะ เทียบกับความหนักในสัทธรรม เปรียบผู้ไม่หนักในธรรมเหมือนพืชที่หว่านในนาเลวไม่งอกงาม ส่วนผู้หนักในธรรมย่อมงอกงามดุจได้รับยางบำรุง
- หน้า ๖๐–๖๔ โรหิตัสสสูตร เทพบุตรโรหิตัสสะทูลถามพระพุทธเจ้าว่าจะเดินทางไปให้ถึงที่สุดโลก (ที่ไม่มีเกิด แก่ ตาย) ได้หรือไม่ พระองค์ตรัสว่าไม่มีทางถึงที่สุดโลกด้วยการเดินทาง แม้เทพบุตรจะเล่าว่าในอดีตชาติเป็นฤๅษีมีฤทธิ์เหาะเร็วยิ่งกว่าลูกศร เดินทางนานร้อยปีก็ยังไม่ถึงที่สุดโลกและสิ้นชีวิตไปก่อน พระพุทธเจ้าทรงสรุปว่าที่สุดโลก เหตุเกิดโลก ความดับโลก และทางให้ถึงความดับโลก ล้วนบัญญัติอยู่ในร่างกายที่มีสัญญาและใจนี้เอง วันรุ่งขึ้นทรงเล่าเรื่องนี้ซ้ำแก่ภิกษุทั้งหลาย
- หน้า ๖๔–๖๕ สุวิทูรวิทูร ๔ (สิ่งไกลกันยิ่งนัก) ทรงแสดงสิ่งที่ห่างไกลกันที่สุด ๔ อย่าง คือฟ้ากับแผ่นดิน ฝั่งนี้กับฝั่งโน้นของมหาสมุทร ที่พระอาทิตย์ขึ้นกับที่พระอาทิตย์ตก และธรรมของสัตบุรุษกับธรรมของอสัตบุรุษ โดยทรงชี้ว่าธรรมของคนดีกับคนชั่วห่างไกลกันยิ่งกว่าสิ่งทางกายภาพเหล่านั้นเสียอีก เพราะการอยู่ร่วมของคนดีให้ผลยั่งยืนต่างจากคนชั่วที่ผลไม่ยั่งยืน
- หน้า ๖๕–๖๖ พระวิสาขะปัญจาลีบุตรแสดงธรรม พระวิสาขะปัญจาลีบุตรแสดงธรรมแก่ภิกษุในหอฉันด้วยถ้อยคำไพเราะชัดเจนมีเหตุผล เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาทรงทราบเรื่องนี้จึงตรัสสรรเสริญท่านว่าแสดงธรรมได้ดี ปิดท้ายด้วยคาถาสรรเสริญผู้แสดงธรรมเปรียบดั่งผู้ชูธงแห่งฤๅษี
- หน้า ๖๖–๖๘ วิปลาส ๔ ทรงแสดงความวิปลาสแห่งสัญญา จิต และทิฏฐิ ๔ ประการ คือเห็นสิ่งไม่เที่ยงว่าเที่ยง เห็นสิ่งเป็นทุกข์ว่าเป็นสุข เห็นสิ่งไม่ใช่ตัวตนว่าเป็นตัวตน และเห็นสิ่งไม่งามว่างาม ซึ่งทำให้สัตว์หลงวนเวียนในสังสารวัฏ เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแสดงธรรม ผู้มีปัญญาจึงเห็นตามความเป็นจริงและพ้นจากวิปลาสเหล่านี้ได้
- หน้า ๖๘–๗๐ อุปกิเลสแห่งพระจันทร์-พระอาทิตย์ เทียบสมณพราหมณ์ ทรงเปรียบมลทินของพระจันทร์พระอาทิตย์ ๔ อย่าง (เมฆ หมอก ควันธุลี และราหู) กับมลทินของสมณพราหมณ์ ๔ อย่าง คือการดื่มสุราเมรัย การเสพเมถุน การรับทองเงิน และการเลี้ยงชีพผิด ซึ่งทำให้สมณพราหมณ์เหล่านั้นไม่มีความรุ่งเรือง จบวรรคที่ห้า (โรหิตัสสวรรค) และจบปฐมปัณณาสก์ห้าสิบสูตรแรกของอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต
- หน้า ๗๑–๗๒ บุญญาภิสันท์ ๔ จากการใช้สอยปัจจัยด้วยจิตไม่มีประมาณ เริ่มทุติยปัณณาสก์ วรรคว่าด้วยกระแสบุญ ทรงแสดงว่าภิกษุผู้ใช้สอยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัชบริขาร ขณะที่จิตเข้าถึงเจโตสมาธิอันหาประมาณมิได้ (แผ่จิตเมตตาอย่างไม่มีขอบเขต) ย่อมได้กระแสบุญมหาศาลจนประมาณมิได้ ดุจน้ำในมหาสมุทรที่ไม่อาจนับได้
- หน้า ๗๓–๗๔ บุญญาภิสันท์ ๔ จากความเลื่อมใสในรัตนตรัยและศีล ทรงแสดงกระแสบุญ ๔ อย่างของอริยสาวกผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และมีศีลอันเป็นที่รักของพระอริยะ องค์ธรรมทั้งสี่นี้คือคุณสมบัติของโสดาบัน ผู้มีสิ่งเหล่านี้ชื่อว่าไม่ยากจนแม้จะขัดสนทรัพย์ทางโลก
- หน้า ๗๔–๗๗ สังวาส ๔ (คู่ครองซากศพ-เทวดา) ระหว่างเสด็จทางไกล พระพุทธเจ้าตรัสแก่คหบดีและคหปตานีที่เดินทางร่วมกันว่า การอยู่ร่วมกันของสามีภรรยามี ๔ แบบ คือทั้งคู่ทุศีล (ซากศพกับซากศพ) สามีทุศีลภรรยามีศีล (ซากศพกับเทวี) สามีมีศีลภรรยาทุศีล (เทพกับซากศพ) และทั้งคู่มีศีล (เทพกับเทวี) โดยวัดจากความประพฤติทางศีลธรรมของแต่ละฝ่าย คู่ที่มีศีลเสมอกันย่อมมีความสุขและได้ไปเกิดในเทวโลกร่วมกัน
- หน้า ๗๗–๘๐ สังวาส ๔ (แสดงแก่ภิกษุโดยพิสดาร) พระพุทธเจ้าทรงแสดงเรื่องสังวาส ๔ แบบเดียวกันซ้ำแก่ภิกษุทั้งหลายโดยตรง แต่ขยายเกณฑ์ตัดสินให้ครอบคลุมกรรมบถสิบอย่างทั้งทางกาย วาจา ใจ แทนที่จะเป็นเพียงศีลห้า เนื้อหาและคาถาปิดท้ายเหมือนกับสูตรก่อนหน้า
- หน้า ๘๐–๘๑ นกุลปิตาและนกุลมาตาสูตร สองสามีภรรยาชราชื่อนกุลปิตาและนกุลมาตากราบทูลว่าตนไม่เคยคิดนอกใจกันแม้แต่ในใจตลอดชีวิตสมรส และปรารถนาจะได้เห็นกันทั้งในชาตินี้และชาติหน้า พระพุทธเจ้าตรัสว่าคู่สามีภรรยาที่ปรารถนาเช่นนั้นต้องมีศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญาเสมอกัน จึงจะได้พบกันทั้งภพนี้ภพหน้า ทรงแสดงหลักการเดียวกันซ้ำแก่ภิกษุทั้งหลายทั่วไปด้วย
- หน้า ๘๒–๘๓ สุปปวาสาสูตร (ผลของการให้โภชนะ) นางสุปปวาสาโกฬิยธิดาถวายภัตตาหารประณีตแด่พระพุทธเจ้าด้วยมือของตน พระองค์ตรัสสอนว่าผู้ให้โภชนะแก่ผู้อื่นชื่อว่าให้ฐานะ ๔ ประการทั้งแก่ตนเองในภพหน้าด้วย คือ อายุ วรรณะ สุขะ และพละ ทานที่ให้แก่ผู้ปฏิบัติตรงจึงมีผลมาก
- หน้า ๘๓ อนาถบิณฑิกะ (ผลของการให้โภชนะ) เนื้อหาเดียวกับสูตรก่อนหน้าเรื่องฐานะ ๔ จากการให้โภชนะ แต่ตรัสแก่อนาถบิณฑิกเศรษฐีโดยเฉพาะ พร้อมคาถาสรุปว่าผู้ให้อายุ กำลัง สุข และวรรณะย่อมมีอายุยืนและมียศในภพที่ตนไปเกิด
- หน้า ๘๔ โภชนสูตร (แสดงแก่ภิกษุทั่วไป) ทรงแสดงหลักฐานะ ๔ จากการให้โภชนะซ้ำอีกครั้งในรูปแบบทั่วไปแก่ภิกษุทั้งหลาย มีเนื้อหาและคาถาเหมือนสองสูตรก่อนหน้าเรื่องอานิสงส์ของการให้อาหาร
- หน้า ๘๔–๘๕ คิหิสามีจิปฏิปทา (ธรรมของอุบาสกอุปถัมภ์สงฆ์) พระพุทธเจ้าตรัสแก่อนาถบิณฑิกเศรษฐีว่าอริยสาวกผู้อุปัฏฐากภิกษุสงฆ์ด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานเภสัช ชื่อว่าปฏิบัติตามแบบแผนอันเหมาะสมของคฤหัสถ์ ซึ่งนำไปสู่ยศและสวรรค์ จบวรรคที่หนึ่ง (ปุญญาภิสันทวรรค) ของทุติยปัณณาสก์
- หน้า ๘๕–๙๐ ปัตตกัมมวรรค: ธรรม ๔ ที่หาได้ยากและปัตตกัมม ๔ เริ่มวรรคที่สอง พระพุทธเจ้าตรัสแก่อนาถบิณฑิกเศรษฐีถึงสิ่งน่าปรารถนาแต่หาได้ยากในโลก ๔ อย่าง คือโภคทรัพย์ที่ได้มาโดยธรรม ยศ อายุยืน และการไปสู่สุคติ ซึ่งจะได้มาด้วยความถึงพร้อมด้วยศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญา (โดยปัญญาสัมปทาอธิบายผ่านการละนิวรณ์ ๕) จากนั้นทรงแสดงการใช้โภคทรัพย์ที่ได้มาโดยธรรมให้ถูกต้อง ๔ ทาง คือเลี้ยงตนและครอบครัวให้เป็นสุข ป้องกันภัยพิบัติ ทำพลี ๕ (แก่ญาติ แขก บรรพชน กษัตริย์ เทวดา) และถวายทานแก่สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติดี
- หน้า ๙๐–๙๑ สุข ๔ ของคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ตรัสแก่อนาถบิณฑิกเศรษฐีว่าคฤหัสถ์ผู้บริโภคกามพึงได้รับสุข ๔ อย่างตามกาลอันควร คือสุขจากความมีทรัพย์ สุขจากการใช้จ่ายทรัพย์และทำบุญ สุขจากความไม่เป็นหนี้ และสุขจากการประพฤติสุจริตทางกาย วาจา ใจ โดยสุขสามอย่างแรกไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ ของสุขจากความบริสุทธิ์ทางกรรม
- หน้า ๙๑–๙๒ มารดาบิดาเสมือนพรหม ทรงแสดงว่าตระกูลที่บุตรบูชามารดาบิดาในบ้านชื่อว่าเสมือนมีพรหม มีบุรพาจารย์ และมีผู้ควรแก่การบูชาอาศัยอยู่ในบ้าน เพราะมารดาบิดาเป็นผู้มีอุปการะมาก อุปการะเลี้ยงดูและแสดงโลกนี้แก่บุตร จึงควรได้รับการบำรุงด้วยข้าว น้ำ ผ้า ที่นอน และการนวดอาบน้ำ
- หน้า ๙๒–๙๓ ธรรม ๔ นำไปสู่นรก ทรงแสดงสั้นๆ ว่าผู้ประกอบด้วยการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม และพูดเท็จ ย่อมถูกนำไปเกิดในนรกดุจถูกโยนทิ้ง
- หน้า ๙๓ บุคคล ๔ จำพวก: วัดคุณค่าคนด้วยรูป เสียง หรือธรรม ทรงแสดงบุคคล ๔ จำพวกที่ตัดสินคุณค่าคนอื่นต่างกัน คือถือรูปเป็นประมาณและเลื่อมใสในรูป ถือเสียงเป็นประมาณ ถือความสมถะเป็นประมาณ และถือธรรมเป็นประมาณ คาถาชี้ว่าผู้ยึดรูปเสียงภายนอกโดยไม่รู้แจ้งภายในย่อมถูกเสียงพัดพาไป ต่างจากผู้เห็นแจ้งทั้งภายในภายนอกจนไร้เครื่องกางกั้น
- หน้า ๙๓–๙๔ บุคคล ๔ จำพวก: ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทรงแสดงบุคคล ๔ จำพวกที่มีอยู่ในโลก คือผู้ยังมีราคะ โทสะ โมหะ และมานะครอบงำ คาถาชี้ว่าผู้ถูกอวิชชาห่อหุ้มย่อมทำอกุศลกรรมอันนำทุกข์มาให้โดยไม่รู้ตัวว่าตนกำลังหลงผิด
- หน้า ๙๔–๙๕ เมตตาต่อตระกูลพญางู (ภิกษุถูกงูกัดตาย) เมื่อภิกษุรูปหนึ่งถูกงูกัดตาย พระพุทธเจ้าตรัสว่าหากภิกษุนั้นแผ่เมตตาจิตไปยังตระกูลพญางูทั้งสี่ (วิรูปักขะ เอราปถะ ฉัพยาบุตร กัณหาโคตมกะ) ก็คงไม่ถูกงูกัดตาย จึงทรงอนุญาตให้ภิกษุแผ่เมตตาแก่ตระกูลพญางูเหล่านี้เพื่อป้องกันคุ้มครองตน พร้อมประทานคาถาเมตตา (ปริตร) ที่ใช้สวดสืบมาจนถึงปัจจุบัน
- หน้า ๙๕–๙๖ เทวทัตตสูตร (ลาภสักการะทำลายเทวทัต) หลังเทวทัตจากไปไม่นาน พระพุทธเจ้าตรัสว่าลาภสักการะและชื่อเสียงที่เกิดขึ้นแก่เทวทัตเป็นไปเพื่อความพินาศของเขาเอง เปรียบเหมือนต้นกล้วย ไผ่ อ้อ ที่ออกผลแล้วตาย และม้าอัสดรที่ตั้งท้องแล้วตาย ชี้ให้เห็นว่าลาภสักการะฆ่าคนชั่วได้เหมือนผลไม้ฆ่าต้นของมันเอง
- หน้า ๙๖–๙๗ ปธาน ๔ (ความเพียรชอบ) ทรงแสดงความเพียร ๔ ประการ คือเพียรระวังไม่ให้อกุศลที่ยังไม่เกิดเกิดขึ้น เพียรละอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว เพียรเจริญกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น และเพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อม ภิกษุผู้มีความเพียรทั้งสี่นี้ย่อมถึงความสิ้นทุกข์
- หน้า ๙๗–๙๙ เมื่อพระราชาไม่ตั้งอยู่ในธรรม ทรงแสดงว่าเมื่อพระราชาไม่ตั้งอยู่ในธรรม ข้าราชบริพาร พราหมณ์คหบดี และชาวเมืองชนบทก็พลอยไม่ตั้งอยู่ในธรรมตามไปเป็นลูกโซ่ ส่งผลให้ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ ดาวนักษัตร ฤดูกาล และลมฟ้าอากาศแปรปรวน เทวดาพิโรธ ฝนไม่ตกตามฤดู พืชผลเสียหาย คนอายุสั้นทุพพลภาพ ตรงข้ามกันหากพระราชาตั้งอยู่ในธรรมทุกอย่างก็เป็นไปโดยปกติสุข เปรียบด้วยโคจ่าฝูงที่เดินคดหรือตรงย่อมนำฝูงโคไปตามนั้น จบวรรคที่สอง (ปัตตกัมมวรรค)
- หน้า ๙๙ อปัณณกปฏิปทา ๔ (ศีล พาหุสัจจะ วิริยะ ปัญญา) เริ่มวรรคที่สาม (อปัณณกวรรค) ทรงแสดงธรรม ๔ ประการที่ทำให้ภิกษุปฏิบัติทางที่แน่นอนไม่ผิดพลาดและมุ่งสู่ความสิ้นอาสวะ คือมีศีล เป็นพหูสูต มีความเพียร และมีปัญญา
- หน้า ๙๙–๑๐๐ อปัณณกปฏิปทา ๔ (เนกขัมมวิตกและสัมมาทิฏฐิ) ทรงแสดงอปัณณกปฏิปทาอีกชุดหนึ่ง คือความตรึกในการออกจากกาม ความตรึกในการไม่พยาบาท ความตรึกในการไม่เบียดเบียน และสัมมาทิฏฐิ ซึ่งเป็นทางปฏิบัติที่แน่นอนนำไปสู่ความสิ้นอาสวะเช่นกัน
- หน้า ๑๐๐–๑๐๒ อสัตบุรุษและสัตบุรุษ ๔ (การพูดถึงคนอื่นและตนเอง) ทรงแสดงลักษณะอสัตบุรุษ ๔ อย่าง คือกล่าวโทษผู้อื่นทั้งที่ไม่ถูกถาม กล่าวชมผู้อื่นแม้ถูกถามก็ไม่กล่าว กล่าวโทษตนเองแม้ถูกถามก็ไม่กล่าว และกล่าวชมตนเองทั้งที่ไม่ถูกถาม ส่วนสัตบุรุษมีลักษณะตรงข้าม จากนั้นตรัสอุปมาหญิงสะใภ้ใหม่ที่มีความละอายเกรงใจในวันแรกแต่ค่อยๆ เสื่อมถอยลงเมื่ออยู่นานไป เตือนภิกษุให้รักษาความละอายเกรงใจไว้เสมือนวันแรกที่บวช
- หน้า ๑๐๒ อัคคะ ๔ (ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ) ทรงแสดงธรรมที่เป็นยอด ๔ อย่างโดยย่อ คือศีลอันเป็นยอด สมาธิอันเป็นยอด ปัญญาอันเป็นยอด และวิมุตติอันเป็นยอด อันเป็นแก่นแกนของการปฏิบัติทั้งหมดในพระศาสนา
- หน้า ๑๐๒ อัคคะ ๔ (รูป เวทนา สัญญา ภพ) ทรงแสดงยอดหรือจุดสุดยอด ๔ อย่างในความมีอยู่ของสิ่งต่างๆ คือยอดของรูป ยอดของเวทนา ยอดของสัญญา และยอดของภพ (ภวัคคะ หมายถึงภพสูงสุดคือเนวสัญญานาสัญญายตนะ)
- หน้า ๑๐๒–๑๐๔ ไม่มีภิกษุใดสงสัยในรัตนตรัย (ก่อนปรินิพพาน) ณ เมืองกุสินารา ใกล้เวลาปรินิพพาน พระพุทธเจ้าตรัสถามภิกษุสามครั้งว่ามีผู้ใดสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือมรรคปฏิปทาหรือไม่ ขอให้ถามเสียก่อนจะเสียใจภายหลัง แต่ภิกษุทั้งหมดนิ่งเงียบ พระอานนท์กราบทูลด้วยความอัศจรรย์ใจว่าไม่มีภิกษุรูปใดสงสัยเลย พระพุทธเจ้าตรัสยืนยันด้วยพระญาณว่าแม้ภิกษุที่บวชล่าสุดในที่ประชุมห้าร้อยรูปนั้นก็เป็นโสดาบันแล้วทุกรูป
- หน้า ๑๐๔ อจินไตย ๔ ทรงแสดงสิ่งที่ไม่ควรคิดเพราะคิดแล้วจะเป็นบ้าหรือลำบากใจ ๔ อย่าง คือวิสัยของพระพุทธเจ้า วิสัยของผู้ได้ฌาน ผลของกรรม และความคิดเรื่องโลก (เช่นว่าเที่ยงหรือไม่เที่ยง มีที่สุดหรือไม่มีที่สุด)
- หน้า ๑๐๔–๑๐๕ ทักษิณาวิสุทธิ ๔ ทรงแสดงความบริสุทธิ์ของทานที่ถวาย ๔ แบบ ขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ของผู้ให้และผู้รับ คือบริสุทธิ์ฝ่ายผู้ให้แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายผู้รับ บริสุทธิ์ฝ่ายผู้รับแต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายผู้ให้ ไม่บริสุทธิ์ทั้งสองฝ่าย และบริสุทธิ์ทั้งสองฝ่าย โดยวัดจากความมีศีลหรือทุศีลของแต่ละฝ่าย
- หน้า ๑๐๕–๑๐๗ พระสารีบุตรทูลถามเรื่องการค้าขาย พระสารีบุตรทูลถามพระพุทธเจ้าว่าเหตุใดการค้าขายของบางคนจึงขาดทุน บางคนไม่ได้ผลตามที่หวัง บางคนได้ผลตามที่หวัง และบางคนได้ผลเกินความหวัง พระพุทธเจ้าตรัสอธิบายว่าขึ้นอยู่กับว่าบุคคลนั้นเคยรับปากถวายปัจจัยแก่สมณพราหมณ์ในชาติก่อนแล้วไม่ให้เลย ให้ไม่ครบตามที่รับปาก ให้ตามที่รับปาก หรือให้เกินกว่าที่รับปากไว้
- หน้า ๑๐๗ เหตุที่สตรีไม่นั่งในที่ประชุมหรือทำการงานสำเร็จ พระอานนท์ทูลถามเหตุที่สตรีไม่นั่งในสภา ไม่ทำการงาน และไม่ประสบความสำเร็จในอาชีพ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเพราะสตรีมักมีความมักโกรธ มักริษยา มักตระหนี่ และมีปัญญาน้อย จบวรรคที่สาม (อปัณณกวรรค)
- หน้า ๑๐๗–๑๐๘ ธรรมนำสู่นรก-สวรรค์ ๔ (ศีลห้าข้อต้น) เริ่มวรรคที่สี่ (มจลวรรค) ทรงแสดงว่าผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม และพูดเท็จ ย่อมถูกนำไปเกิดในนรก ส่วนผู้งดเว้นจากสี่สิ่งนี้ย่อมถูกนำไปเกิดในสวรรค์
- หน้า ๑๐๘ ธรรมนำสู่นรก-สวรรค์ ๔ (วจีทุจริต) ทรงแสดงหลักเดียวกันแต่ในแง่วจีกรรม คือผู้พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ และพูดเพ้อเจ้อ ย่อมไปนรก ส่วนผู้งดเว้นวจีทุจริตทั้งสี่ย่อมไปสวรรค์
- หน้า ๑๐๘–๑๐๙ ธรรมนำสู่นรก-สวรรค์ ๔ (การตัดสินโดยไม่ไตร่ตรอง) ทรงแสดงว่าผู้กล่าวติชมผู้อื่นหรือทำให้เกิดความเลื่อมใส-ไม่เลื่อมใสในที่ไม่สมควร โดยไม่ไตร่ตรองพิจารณาให้ถ่องแท้ก่อน ย่อมไปนรก ส่วนผู้ไตร่ตรองพิจารณาให้ดีก่อนจึงกล่าวย่อมไปสวรรค์
- หน้า ๑๐๙ ธรรมนำสู่นรก-สวรรค์ ๔ (หนักในโกรธหรือหนักในธรรม) ทรงย้ำหลักการเดิมเรื่องผู้หนักในความโกรธ ความลบหลู่ ลาภ และสักการะ ยิ่งกว่าหนักในพระสัทธรรม ว่าเป็นเหตุให้ไปนรก ส่วนผู้หนักในพระสัทธรรมยิ่งกว่าสิ่งเหล่านั้นย่อมไปสวรรค์
- หน้า ๑๐๙–๑๑๐ บุคคล ๔ จำพวก: มืดมามืดไป มืดมาสว่างไป (ยังไม่จบ) ทรงเริ่มแสดงบุคคล ๔ จำพวกตามพื้นเพกำเนิดและความประพฤติ คือผู้มืดมาแล้วมืดไป (เกิดในตระกูลต่ำยากไร้เช่นตระกูลจัณฑาล และประพฤติทุจริตต่อไปจึงไปสู่ทุคติ) และผู้มืดมาแต่สว่างไป (เกิดในตระกูลต่ำยากไร้เช่นเดียวกันแต่ประพฤติสุจริตทางกาย วาจา ใจ) เนื้อหาสูตรนี้ถูกตัดขาดกลางคันเมื่อจบไฟล์ที่หน้า ๑๑๐ ยังไม่ทันกล่าวถึงบุคคลอีกสองจำพวกคือสว่างมามืดไปและสว่างมาสว่างไป
- หน้า ๑๑๑–๑๑๒ ตโมตมสูตร (ต่อ): บุคคลผู้มืดมาสว่างไป ส่วนท้ายของพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงบุคคล ๔ จำพวก โดยเปรียบกับความมืดและความสว่าง คือเกิดในตระกูลต่ำแล้วประพฤติชั่ว (มืดมามืดไป) เกิดในตระกูลต่ำแต่ประพฤติดี (มืดมาสว่างไป) เกิดในตระกูลสูงแต่ประพฤติชั่ว (สว่างมามืดไป) และเกิดในตระกูลสูงทั้งประพฤติดี (สว่างมาสว่างไป) เนื้อหาที่ปรากฏในหน้า ๑๑๑-๑๑๒ นี้เป็นตอนจบของพระสูตร แสดงให้เห็นว่าฐานะทางสังคมไม่ได้เป็นตัวกำหนดคติภายหน้า แต่กรรมทางกาย วาจา ใจ ต่างหากที่กำหนดว่าจะไปสู่สุคติหรือทุคติ
- หน้า ๑๑๒–๑๑๓ โอณตุณณตสูตร: ต่ำและสูงโดยกำเนิดกับโดยความประพฤติ พระพุทธเจ้าตรัสถึงบุคคล ๔ จำพวกในทำนองเดียวกับพระสูตรก่อนหน้า แต่ใช้คำว่า "ต่ำ" และ "สูง" แทน คือเกิดในตระกูลต่ำ (เช่นตระกูลจัณฑาล) แล้วประพฤติชั่วจึงต่ำทั้งสองทาง เกิดในตระกูลต่ำแต่ประพฤติดีจึงต่ำแล้วกลับสูง เกิดในตระกูลสูงแต่ประพฤติชั่วจึงสูงแล้วกลับต่ำ และเกิดในตระกูลสูงทั้งประพฤติดีจึงสูงทั้งสองทาง ย้ำหลักการเดิมว่าความประพฤติทางกายวาจาใจเป็นตัวตัดสินคติในภพหน้า ไม่ใช่ชาติกำเนิด
- หน้า ๑๑๓–๑๑๖ สมณสุขุมาลสูตร: สมณะ ๔ ระดับ และพระพุทธเจ้าคือผู้ประณีตที่สุด พระพุทธเจ้าทรงจำแนกสมณะ ๔ ประเภทโดยเปรียบกับความมั่นคง คือ สมณะผู้มั่นคง (พระเสขะที่ยังปรารถนาความหลุดพ้น) สมณะบัวขาว (พระอรหันต์ผู้สิ้นอาสวะแต่ยังไม่ได้วิโมกข์ ๘) สมณะบัวหลวง (พระอรหันต์ผู้สิ้นอาสวะและได้วิโมกข์ ๘ ด้วย) และสมณะผู้ละเอียดอ่อนที่สุด คือภิกษุผู้บริโภคปัจจัยสี่แต่พอประมาณ ไม่เรียกร้อง และเป็นที่รักของเพื่อนพรหมจรรย์ ส่วนที่โดดเด่นคือพระพุทธเจ้าตรัสยืนยันด้วยพระองค์เองว่าพระองค์คือแบบอย่างสูงสุดของสมณะผู้ละเอียดอ่อนนี้ เพราะทรงบริโภคปัจจัยสี่แต่พอประมาณและเป็นที่รักของภิกษุสงฆ์เช่นก
- หน้า ๑๑๖–๑๑๗ สมณะ ๔ ระดับ ตามอริยบุคคล ๔ จำพวก พระพุทธเจ้าทรงนำคำเรียกสมณะ ๔ อย่างเดิม (มั่นคง บัวขาว บัวหลวง ละเอียดอ่อน) มาอธิบายใหม่โดยเทียบกับอริยบุคคล ๔ ระดับ คือ พระโสดาบัน (มั่นคง) พระสกทาคามี (บัวขาว) พระอนาคามี (บัวหลวง) และพระอรหันต์ผู้สิ้นอาสวะโดยสมบูรณ์ (ละเอียดอ่อนที่สุด) แสดงให้เห็นว่าคำอุปมาเดียวกันสามารถใช้อธิบายพัฒนาการทางจิตวิญญาณได้หลายมิติ ทั้งในแง่การฝึกฝนและในแง่ผลสำเร็จของมรรคผล
- หน้า ๑๑๗–๑๑๘ สมณะ ๔ ระดับ ตามองค์มรรคมีองค์ ๘ และ ๑๐ เป็นการอธิบายคำว่าสมณะมั่นคง บัวขาว บัวหลวง และละเอียดอ่อน อีกครั้งหนึ่ง คราวนี้เทียบกับผู้ประกอบด้วยมรรคมีองค์ ๘ (สัมมาทิฏฐิถึงสัมมาสมาธิ) ว่าเป็นสมณะมั่นคง ผู้ประกอบด้วยองค์ ๑๐ (เพิ่มสัมมาญาณะและสัมมาวิมุตติ) แต่ยังไม่ได้วิโมกข์ ๘ ว่าเป็นบัวขาว และผู้ที่ได้วิโมกข์ ๘ ด้วยว่าเป็นบัวหลวง เนื้อหาแสดงลำดับขั้นของการปฏิบัติธรรมจากมรรคพื้นฐานไปจนถึงผลสำเร็จที่สมบูรณ์ที่สุด
- หน้า ๑๑๘–๑๑๙ สมณะ ๔ ระดับ ตามการเห็นความเกิดดับในขันธ์ ๕ (จบวรรคที่ ๔) อธิบายคำอุปมาสมณะ ๔ ระดับเป็นครั้งสุดท้ายในชุดนี้ โดยเทียบกับพระเสขะผู้ยังปรารถนาความเกษมจากโยคะ และภิกษุผู้เจริญวิปัสสนาเห็นความเกิดและความดับในอุปาทานขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งที่ยังไม่ได้และที่ได้วิโมกข์ ๘ พระสูตรนี้ปิดท้ายมัจฉลวรรคที่ ๔ พร้อมคาถาสรุปหัวข้อ (อุทาน) รวมพระสูตรทั้งสิบเรื่องในวรรคนี้
- หน้า ๑๑๙–๑๒๐ อสุรสูตร: อสูรและเทพ ๔ จำพวก ตามศีลของตนและบริวาร พระพุทธเจ้าทรงเปิดวรรคใหม่ (อสุรวรรคที่ ๕) ด้วยการจำแนกบุคคล ๔ จำพวกเป็นอสูรมีอสูรเป็นบริวาร (ตนทุศีลและบริวารก็ทุศีล) อสูรมีเทพเป็นบริวาร (ตนทุศีลแต่บริวารมีศีล) เทพมีอสูรเป็นบริวาร (ตนมีศีลแต่บริวารทุศีล) และเทพมีเทพเป็นบริวาร (ตนมีศีลและบริวารก็มีศีล) แสดงให้เห็นว่าคุณธรรมของตนเองกับคุณธรรมของหมู่คณะที่แวดล้อมอาจไม่สอดคล้องกันเสมอไป
- หน้า ๑๒๐ บุคคล ๔ จำพวก ผู้ได้สมถะและวิปัสสนาต่างระดับกัน (บทตั้ง) เป็นการตั้งหัวข้อสั้นๆ ระบุบุคคล ๔ จำพวกตามการได้หรือไม่ได้ธรรม ๒ อย่างคือ เจโตสมถะ (ความสงบใจ) และอธิปัญญาธรรมวิปัสสนา (ปัญญาเห็นแจ้ง) ได้แก่ ผู้ได้สมถะแต่ไม่ได้วิปัสสนา ผู้ได้วิปัสสนาแต่ไม่ได้สมถะ ผู้ไม่ได้ทั้งสอง และผู้ได้ทั้งสอง พระสูตรนี้เพียงแจกแจงประเภทไว้เป็นพื้นฐาน ยังไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติม ซึ่งจะขยายความในพระสูตรถัดไป
- หน้า ๑๒๑–๑๒๒ วิธีฝึกตนให้ได้ทั้งสมถะและวิปัสสนา จากบุคคล ๔ จำพวกที่ตั้งไว้ก่อนหน้า พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าแต่ละจำพวกควรฝึกตนอย่างไรเพื่อบรรลุทั้งสมถะและวิปัสสนา ผู้ได้สมถะแล้วควรอาศัยสมถะนั้นเป็นฐานเจริญวิปัสสนาต่อ ผู้ได้วิปัสสนาแล้วควรอาศัยวิปัสสนานั้นเจริญสมถะต่อ ส่วนผู้ยังไม่ได้ทั้งสองต้องมีฉันทะ ความเพียร และสติสัมปชัญญะอย่างแรงกล้าดุจคนถูกไฟไหม้ผ้าไหม้ศีรษะรีบดับไฟ เมื่อได้ทั้งสองแล้วจึงควรเพียรต่อไปเพื่อความสิ้นอาสวะ
- หน้า ๑๒๒–๑๒๔ การขอคำแนะนำจากผู้ชำนาญกว่าเพื่อพัฒนาสมถะ-วิปัสสนา พระพุทธเจ้าทรงสอนวิธีปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นสำหรับบุคคล ๔ จำพวกเรื่องสมถะวิปัสสนา คือผู้ได้สมถะแต่ขาดวิปัสสนา ควรเข้าไปหาผู้ที่ได้วิปัสสนาแล้วถามว่าควรเห็นสังขารอย่างไร พิจารณาสังขารอย่างไร ส่วนผู้ได้วิปัสสนาแต่ขาดสมถะ ควรเข้าไปหาผู้ได้สมถะแล้วถามวิธีตั้งจิตให้สงบเป็นหนึ่ง ผู้ไม่ได้ทั้งสองก็ควรเข้าไปหาผู้ได้ทั้งสองเพื่อเรียนทั้งสองด้าน สะท้อนความสำคัญของการแสวงหาครูบาอาจารย์ที่เหมาะสมในการฝึกจิต
- หน้า ๑๒๔–๑๒๕ ประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน: อุปมาไม้ค่างและเนยใส พระพุทธเจ้าทรงจำแนกบุคคล ๔ จำพวกตามการปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนและ/หรือประโยชน์ผู้อื่น โดยผู้ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ทั้งสองฝ่ายทรงเปรียบเหมือนดุ้นฟืนเผาศพที่ไหม้ทั้งสองข้างตรงกลางเปื้อนคูถ ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ทั้งในบ้านและป่า ส่วนผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ทั้งตนและผู้อื่นทรงเปรียบเหมือนหัวเชื้อเนยใส (สัปปิมัณฑะ) ซึ่งเป็นสิ่งที่ประณีตที่สุดในบรรดาผลิตภัณฑ์จากนมทั้งหมด แสดงลำดับความประเสริฐจากต่ำสุดไปสูงสุดของบุคคลทั้งสี่จำพวกนี้
- หน้า ๑๒๕–๑๒๗ ประโยชน์ตน-ประโยชน์ท่าน ผ่านการฝึกละราคะ โทสะ โมหะ อธิบายบุคคล ๔ จำพวกเรื่องประโยชน์ตน-ประโยชน์ท่านอีกครั้ง คราวนี้ผ่านมุมมองการฝึกกำจัดราคะ โทสะ โมหะ คือผู้ฝึกตนแต่ไม่ชักชวนผู้อื่นให้ฝึกด้วย ผู้ชักชวนผู้อื่นแต่ตนเองไม่ฝึก ผู้ไม่ฝึกทั้งตนและไม่ชักชวนผู้อื่น และผู้ฝึกตนทั้งชักชวนผู้อื่นด้วย ซึ่งเป็นแบบอย่างที่สมบูรณ์ที่สุด แสดงให้เห็นว่าการปฏิบัติธรรมที่แท้จริงควรควบคู่ไปกับการเผื่อแผ่แนะนำผู้อื่นด้วย
- หน้า ๑๒๗–๑๒๙ ประโยชน์ตน-ประโยชน์ท่าน ผ่านปัญญาและวาจาไพเราะ อธิบายบุคคล ๔ จำพวกเรื่องประโยชน์ตน-ประโยชน์ท่านในอีกแง่มุมหนึ่ง คือผู้มีปัญญาไวเข้าใจกุศลธรรมได้เร็ว ทรงจำและพิจารณาความหมายได้ดี แต่พูดจาไม่ไพเราะไม่ชักจูงผู้อื่นได้ ถือว่าทำประโยชน์ตนแต่ไม่ทำประโยชน์ท่าน ตรงข้ามกับผู้พูดจาไพเราะชักจูงผู้อื่นได้ดีแต่ตนเองไม่มีปัญญาไวเช่นนั้น ถือว่าทำประโยชน์ท่านแต่ไม่ทำประโยชน์ตน ส่วนผู้มีครบทั้งสองคุณสมบัติจึงเป็นผู้ทำประโยชน์ทั้งสองฝ่ายอย่างสมบูรณ์
- หน้า ๑๒๙ บทสรุปย่อ บุคคล ๔ จำพวกเรื่องประโยชน์ตน-ประโยชน์ท่าน เป็นพระสูตรสั้นมาก เพียงตั้งหัวข้อบุคคล ๔ จำพวกเรื่องการปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นซ้ำอีกครั้งโดยไม่มีคำอธิบายขยายความ ทำหน้าที่เป็นบทสรุปคั่นกลางก่อนที่จะมีการอธิบายรายละเอียดในพระสูตรถัดไปด้วยมุมมองเรื่องศีล ๕
- หน้า ๑๒๙–๑๓๑ ประโยชน์ตน-ประโยชน์ท่าน ผ่านการรักษาศีล ๕ อธิบายบุคคล ๔ จำพวกเรื่องประโยชน์ตน-ประโยชน์ท่านผ่านมุมมองศีล ๕ ข้อ (เว้นจากปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท และการเสพของมึนเมา) คือผู้รักษาศีลด้วยตนเองแต่ไม่ชักชวนผู้อื่นให้รักษา ผู้ชักชวนผู้อื่นแต่ตนเองไม่รักษา ผู้ไม่รักษาทั้งตนและไม่ชักชวน และผู้รักษาศีลทั้งตนเองและชักชวนผู้อื่นด้วย ซึ่งถือเป็นแบบอย่างที่สมบูรณ์ที่สุดในบรรดาบุคคลทั้งสี่
- หน้า ๑๓๑–๑๓๔ โปตลิยสูตร: การกล่าวติชมที่ควรและไม่ควร กับความรู้จักกาลเทศะ ปริพาชกชื่อโปตลิยะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ทูลถามเรื่องบุคคล ๔ จำพวกในการกล่าวคำติชม คือผู้กล่าวติสิ่งที่ควรติแต่ไม่กล่าวชมสิ่งที่ควรชม ผู้กล่าวชมสิ่งที่ควรชมแต่ไม่กล่าวติสิ่งที่ควรติ ผู้ไม่กล่าวทั้งติทั้งชม และผู้กล่าวทั้งติและชมตามควรแก่กาละ โปตลิยะเห็นว่าผู้วางเฉยไม่กล่าวทั้งสองอย่างประเสริฐที่สุดเพราะเป็นอุเบกขา แต่พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่าผู้ที่กล่าวทั้งติและชมตามความจริงและถูกกาลเทศะต่างหากที่ประเสริฐที่สุด เพราะรู้จักกาลอันควร โปตลิยะเลื่อมใสจึงประกาศตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ปิดท้ายอสุรวร
- หน้า ๑๓๕–๑๓๖ วลาหกสูตรที่ ๑: เมฆกับคนพูดจริงทำจริง เปิดปัณณาสกที่ ๓ ด้วยวลาหกวรรค พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเมฆ ๔ ชนิด (ร้องแต่ไม่ตก ตกแต่ไม่ร้อง ไม่ร้องไม่ตก ทั้งร้องทั้งตก) กับบุคคล ๔ จำพวก คือผู้พูดแต่ไม่ทำ ผู้ทำแต่ไม่พูด ผู้ไม่พูดไม่ทำ และผู้ทั้งพูดทั้งทำ สอนให้เห็นคุณค่าของความสอดคล้องระหว่างคำพูดกับการกระทำ
- หน้า ๑๓๖–๑๓๘ วลาหกสูตรที่ ๒: เมฆกับการเรียนธรรมและเข้าใจอริยสัจ ใช้อุปมาเมฆ ๔ ชนิดแบบเดียวกันอีกครั้ง แต่คราวนี้เปรียบกับผู้เรียนพระธรรม (คือปริยัติ ๙ ประเภท เช่น สุตตะ เคยยะ ฯลฯ) โดยไม่รู้แจ้งอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง กับผู้ไม่ได้เรียนปริยัติแต่รู้แจ้งอริยสัจ ๔ ผู้ไม่ได้ทั้งสอง และผู้ได้ทั้งสองอย่าง ชี้ให้เห็นว่าความรู้ทางปริยัติกับความเข้าใจแจ่มแจ้งในอริยสัจเป็นคนละเรื่องกัน แต่ผู้ที่ดีที่สุดคือผู้มีทั้งสองอย่างพร้อมกัน
- หน้า ๑๓๘–๑๔๐ กุมภสูตร: หม้อน้ำกับท่าทีภายนอกและปัญญาภายใน พระพุทธเจ้าทรงเปรียบหม้อ ๔ ชนิด (ว่างปิดฝา เต็มเปิดฝา ว่างเปิดฝา เต็มปิดฝา) กับบุคคลผู้มีอากัปกิริยาภายนอกน่าเลื่อมใสหรือไม่ เทียบกับความรู้แจ้งอริยสัจ ๔ ภายในจิตใจ สอนว่าอย่าตัดสินคนจากท่าทีภายนอกเพียงอย่างเดียว เพราะบางคนดูน่าเลื่อมใสแต่ภายในว่างเปล่าจากปัญญา ขณะที่บางคนท่าทีไม่น่าประทับใจแต่กลับเปี่ยมด้วยความรู้แจ้ง
- หน้า ๑๔๐–๑๔๒ อุทกรหทสูตร: ห้วงน้ำตื้น-ลึก กับท่าทีภายนอกและปัญญาภายใน ใช้อุปมาแบบเดียวกับพระสูตรก่อนหน้าแต่เปลี่ยนเป็นห้วงน้ำ ๔ ชนิด (ตื้นดูเหมือนลึก ลึกดูเหมือนตื้น ตื้นดูตื้น ลึกดูลึก) เทียบกับบุคคลที่ท่าทีภายนอกกับความรู้แจ้งอริยสัจ ๔ ภายในอาจสอดคล้องหรือขัดแย้งกันก็ได้ ย้ำหลักการเดียวกันว่ารูปลักษณ์ภายนอกไม่ใช่เครื่องวัดปัญญาที่แท้จริง
- หน้า ๑๔๒–๑๔๔ อัมพสูตร: มะม่วงดิบ-สุก กับท่าทีภายนอกและปัญญาภายใน ใช้อุปมาแบบเดียวกันอีกครั้งด้วยมะม่วง ๔ ชนิด (ดิบแต่ดูสุก สุกแต่ดูดิบ ดิบดูดิบ สุกดูสุก) เทียบกับความสอดคล้องหรือไม่สอดคล้องระหว่างท่าทีภายนอกกับความรู้แจ้งอริยสัจภายใน มีเชิงอรรถบันทึกไว้ว่าพระสูตรลำดับที่ ๖ (ที่ควรอยู่ระหว่างนี้กับพระสูตรถัดไป) สูญหายไปจากคัมภีร์ที่หลงเหลืออยู่
- หน้า ๑๔๔–๑๔๖ มูสิกสูตร: หนูขุดรู กับการเรียนธรรมและเข้าใจอริยสัจ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบหนู ๔ ชนิด (ขุดรูแต่ไม่อยู่อาศัย อยู่อาศัยแต่ไม่ขุดรู ไม่ขุดไม่อยู่ ทั้งขุดทั้งอยู่) กับบุคคลผู้เรียนปริยัติธรรมแต่ไม่รู้แจ้งอริยสัจ ๔ กับผู้ไม่เรียนปริยัติแต่รู้แจ้งอริยสัจ ๔ ในทำนองเดียวกับอุปมาเมฆก่อนหน้า ย้ำอีกครั้งว่าความรู้ทางตำราต้องมาพร้อมกับการรู้แจ้งจึงจะสมบูรณ์
- หน้า ๑๔๖–๑๔๗ พลิพัททสูตร: โคผู้ทำลายฝูงตนหรือฝูงอื่น พระพุทธเจ้าทรงเปรียบโคถึก ๔ ชนิดที่ทำให้ฝูงโคของตนหรือฝูงอื่นแตกตื่น กับบุคคลผู้ก่อความแตกแยกในหมู่คณะของตนเองแต่ไม่ก่อในหมู่คณะอื่น ผู้ก่อในหมู่คณะอื่นแต่ไม่ก่อในหมู่คณะตน ผู้ก่อทั้งสองฝ่าย และผู้ไม่ก่อความแตกแยกเลย ชี้ให้เห็นโทษของการสร้างความแตกแยกไม่ว่าจะในหมู่ใด
- หน้า ๑๔๗–๑๔๙ รุกขสูตร: ต้นไม้แก่นและกระพี้ เทียบกับตนและบริวาร พระพุทธเจ้าทรงเปรียบต้นไม้ ๔ ชนิด (กระพี้ล้อมกระพี้ กระพี้ล้อมแก่น แก่นล้อมกระพี้ แก่นล้อมแก่น) กับบุคคลผู้ทุศีลมีบริวารทุศีล ผู้ทุศีลมีบริวารมีศีล ผู้มีศีลมีบริวารทุศีล และผู้มีศีลมีบริวารมีศีลด้วย เนื้อหาคล้ายกับอสุรสูตรก่อนหน้าแต่ใช้อุปมาต้นไม้แทน แสดงว่าคุณธรรมของผู้นำกับคุณธรรมของหมู่คณะอาจไปด้วยกันหรือไม่ก็ได้
- หน้า ๑๔๙–๑๕๐ อาสีวิสสูตร: งูพิษเร็ว-พิษร้าย เทียบกับความโกรธ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบงูพิษ ๔ ชนิด (พิษมาเร็วแต่ไม่ร้ายแรง พิษร้ายแรงแต่มาช้า ทั้งมาเร็วทั้งร้ายแรง ไม่เร็วไม่ร้ายแรง) กับบุคคลผู้โกรธง่ายแต่ไม่ผูกโกรธนาน ผู้ไม่โกรธง่ายแต่เมื่อโกรธแล้วผูกใจเจ็บนาน ผู้ทั้งโกรธง่ายทั้งผูกโกรธนาน และผู้ไม่โกรธง่ายไม่ผูกโกรธเลย ปิดท้ายวลาหกวรรคที่ ๑ ของปัณณาสกที่ ๓
- หน้า ๑๕๐–๑๕๒ เกสีสูตร: การฝึกม้าพยศกับการฝึกคน เกสีสารถีฝึกม้าเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ทูลว่าตนฝึกม้าด้วยวิธีละมุนละม่อม รุนแรง หรือทั้งสองอย่าง ถ้าม้าไม่ยอมฝึกก็ต้องฆ่าทิ้งเพื่อไม่ให้เสียชื่อตระกูลอาจารย์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์ก็ทรงฝึกคนด้วยวิธีละมุน รุนแรง หรือทั้งสองอย่างเช่นกัน โดยสอนผลกรรมดีชั่วทั้งทางกาย วาจา ใจ แต่หากผู้นั้นไม่ยอมรับการฝึกเลย พระองค์ก็ทรง "ฆ่า" เขาในความหมายว่าไม่ทรงว่ากล่าวสั่งสอนอีกต่อไป เพราะถือว่าเป็นการตายอย่างแท้จริงในอริยวินัย เกสีเลื่อมใสจึงประกาศตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ
- หน้า ๑๕๒–๑๕๓ คุณสมบัติ ๔ ของม้าอาชาไนยและภิกษุผู้ควรแก่ทักษิณา พระพุทธเจ้าทรงเปรียบคุณสมบัติ ๔ ประการของม้าอาชาไนยที่คู่ควรแก่พระราชา คือ ความซื่อตรง ความว่องไว ความอดทน และความสงบเสงี่ยม กับภิกษุผู้ควรแก่การรับของถวาย ผู้ควรแก่การต้อนรับ ผู้ควรแก่ทักษิณา และผู้ควรแก่การกราบไหว้ อันเป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก แสดงคุณสมบัติพื้นฐานของผู้ทรงศีลที่สมควรแก่การเคารพบูชา
- หน้า ๑๕๓–๑๕๖ ม้าอาชาไนยและบุรุษอาชาไนย ๔ จำพวก ผู้สังเวชในความทุกข์ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบม้าอาชาไนย ๔ จำพวกที่สลดใจเมื่อเห็นเงาปฏัก เมื่อขนถูกแทง เมื่อหนังถูกแทง หรือเมื่อกระดูกถูกแทงตามลำดับความไวต่อการฝึก แล้วทรงเทียบกับบุรุษอาชาไนย ๔ จำพวกที่เกิดความสังเวชเมื่อได้ยินข่าวคนอื่นทุกข์หรือตาย เมื่อเห็นด้วยตาตนเอง เมื่อญาติของตนประสบเหตุ หรือเมื่อตนเองต้องทนทุกขเวทนา ยิ่งไวต่อการรับรู้ทุกข์เท่าใด ยิ่งเป็นผู้ประเสริฐเท่านั้น เพราะสามารถนำความสังเวชมาเป็นแรงผลักดันในการปฏิบัติเพื่อบรรลุสัจธรรม
- หน้า ๑๕๖–๑๕๙ คุณสมบัติ ๔ ของช้างศึกและภิกษุผู้ควรแก่ทักษิณา พระพุทธเจ้าทรงเปรียบคุณสมบัติ ๔ ประการของช้างต้นของพระราชา คือ เป็นผู้ฟัง ผู้กำจัดศัตรู ผู้อดทนต่อการรบ และผู้ไปสู่ทิศที่ยังไม่เคยไป กับภิกษุผู้ตั้งใจฟังธรรม ผู้ละกามวิตกพยาบาทวิตกและวิหิงสาวิตกได้ ผู้อดทนต่อความหนาวร้อนหิวกระหายและถ้อยคำหยาบคาย และผู้ก้าวไปสู่นิพพานอันเป็นภาวะที่ไม่เคยไปถึงมาก่อน แสดงให้เห็นว่าคุณสมบัตินักรบสามารถเทียบเคียงกับคุณสมบัตินักปฏิบัติธรรมได้
- หน้า ๑๕๙–๑๖๑ ฐานะ ๔ ประการ: คนพาลกับบัณฑิตต่างกันอย่างไรเมื่อเผชิญสิ่งไม่ถูกใจ พระพุทธเจ้าทรงแสดงฐานะ ๔ อย่าง คือ การกระทำที่ไม่ถูกใจแต่นำไปสู่ผลเสีย การกระทำที่ไม่ถูกใจแต่นำไปสู่ผลดี การกระทำที่ถูกใจแต่นำไปสู่ผลเสีย และการกระทำที่ถูกใจและนำไปสู่ผลดี ทรงชี้ว่าคนพาลจะเลือกทำตามความถูกใจโดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ระยะยาว ขณะที่บัณฑิตจะพิจารณาผลลัพธ์เป็นหลักไม่ว่าการกระทำนั้นจะถูกใจหรือไม่ก็ตาม เป็นหลักธรรมที่สอนให้ใช้ปัญญาไตร่ตรองมากกว่าปล่อยตามอารมณ์
- หน้า ๑๖๑ ความไม่ประมาท ๔ ฐาน: ละความชั่วเจริญความดี และคุ้มครองจิตจากสิ่งยั่วยุ รวมสองพระสูตรสั้นที่สอนเรื่องความไม่ประมาท พระสูตรแรกสอนให้ละกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต และมิจฉาทิฏฐิ พร้อมเจริญกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต และสัมมาทิฏฐิแทน โดยไม่ประมาทในธรรมเหล่านี้ ผู้ทำได้ย่อมไม่กลัวความตายในภพหน้า พระสูตรที่สองสอนให้มีสติคุ้มครองจิตไม่ให้กำหนัดในสิ่งที่น่ากำหนัด ไม่ให้ประทุษร้ายในสิ่งที่น่าขัดเคือง ไม่ให้หลงในสิ่งที่น่าหลง และไม่ให้มัวเมาในสิ่งที่น่ามัวเมา
- หน้า ๑๖๑–๑๖๒ สังเวชนียสถาน ๔ แห่งอันควรเห็นแก่กุลบุตรผู้มีศรัทธา พระพุทธเจ้าทรงแสดงสถานที่ ๔ แห่งที่ควรเห็นและก่อให้เกิดความสังเวชแก่กุลบุตรผู้มีศรัทธา คือสถานที่ประสูติ สถานที่ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ สถานที่ทรงแสดงธรรมจักรเป็นครั้งแรก และสถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพาน อันเป็นที่มาของสังเวชนียสถาน ๔ แห่งที่พุทธศาสนิกชนนิยมไปแสวงบุญจนถึงปัจจุบัน
- หน้า ๑๖๒ ภัย ๔ ประการ สองหมวด: ภัยธรรมชาติของชีวิต และภัยจากภายนอก รวมสองพระสูตรสั้นที่เพียงแจกแจงรายการภัย ๔ อย่างโดยไม่มีคำอธิบายขยายความ หมวดแรกคือภัยที่เป็นธรรมดาของชีวิตทุกคนต้องเผชิญ ได้แก่ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ และความตาย หมวดที่สองคือภัยจากเหตุภายนอกที่อาจเกิดขึ้นได้ ได้แก่ ไฟ น้ำ พระราชา และโจร ปิดท้ายเกสีวรรคที่ ๒
- หน้า ๑๖๒–๑๖๔ ภัย ๔ ประการ (ต่อ): ภัยจากการติเตียนตน ผู้อื่น การลงโทษ และทุคติ เปิดภยวรรคที่ ๓ ด้วยการอธิบายภัย ๔ อย่างอย่างละเอียด คือ ภัยจากการติเตียนตนเอง (กลัวใจตนเองจะติเตียนตนว่าประพฤติชั่ว) ภัยจากการถูกผู้อื่นติเตียน ภัยจากการถูกลงราชอาญา (บรรยายวิธีลงโทษของราชาต่อโจรอย่างละเอียดน่าสยดสยองเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ) และภัยจากทุคติในภพหน้าอันเป็นผลจากกายวจีมโนทุจริต ทั้งหมดล้วนเป็นแรงจูงใจให้บุคคลละความชั่วและบำเพ็ญความดี
- หน้า ๑๖๔–๑๖๕ ภัยของผู้ลงน้ำ ๔ อย่าง เทียบกับภัยของผู้บวชใหม่ (ยังไม่จบ) พระพุทธเจ้าทรงเปรียบภัย ๔ อย่างของผู้ลงเล่นน้ำ คือ ภัยจากคลื่น จระเข้ น้ำวน และปลาร้าย กับภัยที่กุลบุตรผู้บวชใหม่ด้วยศรัทธาอาจเผชิญ ทรงอธิบาย "อูมิภัย" (ภัยจากคลื่น) ว่าหมายถึงความโกรธเมื่อถูกเพื่อนพรหมจรรย์ตักเตือนสั่งสอน จนอาจนำไปสู่การบอกคืนสิกขาลาสึก เพราะถือตัวว่าเคยเป็นผู้ใหญ่มาก่อนไม่ยอมให้ผู้อื่นสอน จากนั้นทรงเริ่มอธิบาย "กุมภีลภัย" (ภัยจากจระเข้) แต่เนื้อหาในหน้า ๑๖๕ ถูกตัดขาดกลางคัน คาดว่าจะกล่าวถึงความละโมบในอาหารต่อในไฟล์ถัดไป
- หน้า ๑๖๖–๑๖๘ ภัยของผู้บวช ๔ ประการ (ภัยจระเข้ ภัยวังน้ำวน ภัยปลาร้าย) ส่วนนี้เป็นตอนท้ายของพระสูตรว่าด้วยภัย ๔ อย่างที่ผู้บวชอาจเผชิญจนลาสิกขา ต่อจากภัยคลื่น (ความโกรธเมื่อถูกสอน) คือภัยจระเข้ซึ่งหมายถึงความละโมบในเรื่องอาหาร (การถือกฎเกณฑ์เรื่องกินของสงฆ์อย่างเคร่งครัดจนทนไม่ได้), ภัยวังน้ำวนซึ่งหมายถึงกามคุณ ๕ ที่ทำให้อยากสึกไปเสพสุขทางโลก และภัยปลาร้ายซึ่งหมายถึงมาตุคาม (สตรี) ที่ทำให้จิตกำหนัดจนสึก พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่ากุลบุตรผู้บวชด้วยศรัทธาพึงระวังภัยทั้งสี่นี้ไว้เสมอ เนื้อหาเป็นอุปมาเปรียบการเดินทางในแม่น้ำที่เต็มไปด้วยอันตรายกับชีวิตนักบวช
- หน้า ๑๖๘–๑๗๒ บุคคล ๔ จำพวกผู้ได้ฌาน ๔ กับการเกิดในพรหมโลก พระพุทธเจ้าทรงแสดงบุคคล ๔ จำพวกที่ได้ฌานที่ ๑ ถึงฌานที่ ๔ แล้วยินดีติดใจในฌานนั้นจนไปเกิดเป็นพรหมตามระดับ (พรหมกายิกา อาภัสสระ สุภกิณหะ เวหัปผละ) ตามลำดับอายุขัยที่ยาวขึ้น สาระสำคัญคือความต่างระหว่างปุถุชนกับอริยสาวก คือปุถุชนแม้ได้ฌานสูงก็ยังต้องเวียนกลับมาเกิดในนรก เดรัจฉาน หรือเปรตอีกเมื่อสิ้นอายุพรหม เพราะไม่ตัดกิเลสถึงราก แต่อริยสาวกของพระพุทธเจ้าเมื่อสิ้นอายุพรหมนั้นก็ปรินิพพานในภพนั้นเลย นอกจากนี้ยังมีอีกสูตรที่เสริมว่าหากผู้ได้ฌานพิจารณาเห็นรูปนามในฌานนั้นโดยความไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนั
- หน้า ๑๗๒–๑๗๖ บุคคล ๔ จำพวกผู้เจริญพรหมวิหาร ๔ กับการเกิด เนื้อหาคู่ขนานกับสูตรก่อนหน้าแต่เปลี่ยนจากฌานมาเป็นพรหมวิหาร ๔ คือเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ผู้เจริญแต่ละข้ออย่างแผ่ไพศาลไม่มีประมาณแล้วยินดีติดใจ จะไปเกิดเป็นพรหมตามลำดับชั้นเช่นเดียวกับฌาน และมีข้อแตกต่างระหว่างปุถุชนกับอริยสาวกเช่นเดิมคือปุถุชนต้องกลับมาเวียนว่ายอีกแต่อริยสาวกปรินิพพานในภพนั้น จากนั้นมีอีกสูตรเสริมว่าหากเจริญพรหมวิหารพร้อมกับพิจารณาเห็นรูปนามในภาวะนั้นโดยไตรลักษณ์ด้วย จะไปเกิดในสุทธาวาสซึ่งเป็นภูมิเฉพาะของพระอนาคามี แสดงให้เห็นว่าพรหมวิหารอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องประกอบด้วยปัญ
- หน้า ๑๗๖–๑๗๗ อัศจรรย์ ๔ ประการเมื่อพระตถาคตอุบัติ พระพุทธเจ้าทรงแสดงเหตุอัศจรรย์ ๔ ประการที่เกิดขึ้นเนื่องด้วยการอุบัติของพระตถาคตผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้แก่ ขณะที่พระโพธิสัตว์จุติจากดุสิตเทวโลกลงสู่ครรภ์มารดา ขณะประสูติจากครรภ์มารดา ขณะตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ และขณะทรงแสดงธรรมจักรเป็นครั้งแรก แต่ละครั้งจะมีแสงสว่างอันไพบูลย์เกินกว่าเทวานุภาพของเทวดาทั้งหลายปรากฏไปทั่วโลกธาตุ แม้กระทั่งในโลกันตริกนรกที่มืดมิดจนแสงจันทร์แสงอาทิตย์ส่องไม่ถึง ก็ยังมีแสงสว่างนี้ปรากฏให้สรรพสัตว์ที่อยู่ในที่นั้นมองเห็นกันได้
- หน้า ๑๗๗–๑๗๘ อัศจรรย์ ๔ ประการ: หมู่สัตว์ยินดีในสิ่งตรงข้ามธรรมแต่ยังฟังธรรมด้วยดี พระสูตรนี้แสดงอัศจรรย์อีกชุดหนึ่งที่เกี่ยวกับการอุบัติของพระตถาคต คือแม้หมู่ประชาชนจะยินดีติดพันอยู่ในความอาลัย (ตัณหา), ในมานะ, ในความไม่สงบ, และในอวิชชาอันเป็นเรื่องธรรมดาของปุถุชน แต่เมื่อพระตถาคตทรงแสดงธรรมที่ตรงกันข้าม คือธรรมเพื่อความหมดอาลัย ธรรมเพื่อกำจัดมานะ ธรรมเพื่อความสงบ และธรรมเพื่อกำจัดอวิชชา หมู่ชนเหล่านั้นกลับตั้งใจฟังด้วยดี น้อมโสตสดับ ตั้งจิตเพื่อรู้ทั่วถึง นี่ถือเป็นเรื่องอัศจรรย์เพราะขัดกับธรรมชาติทั่วไปของปุถุชนที่มักไม่ชอบฟังธรรมที่ขัดกับกิเลสของตน
- หน้า ๑๗๘–๑๘๐ อัศจรรย์ ๔ ประการของพระอานนท์ เทียบกับพระเจ้าจักรพรรดิ พระพุทธเจ้าทรงแสดงคุณสมบัติอัศจรรย์ ๔ ประการของพระอานนท์ คือบริษัททั้งสี่ (ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา) เมื่อเข้าไปพบท่านก็ปลื้มใจ เมื่อท่านแสดงธรรมก็ยิ่งปลื้มใจ และยังไม่อิ่มด้วยการฟังจนกว่าท่านจะหยุดพูด จากนั้นทรงเปรียบเทียบกับอัศจรรย์ ๔ ประการของพระเจ้าจักรพรรดิที่ทำให้บริษัทกษัตริย์ พราหมณ์ คหบดี และสมณะรู้สึกเช่นเดียวกันเมื่อเข้าเฝ้าและฟังพระดำรัส แสดงให้เห็นว่าพระอานนท์มีเสน่ห์และปฏิภาณในการแสดงธรรมเทียบเท่าพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ ท้ายหน้า ๑๘๐ เป็นการจบภยวรรคที่ ๓ พร้อมคาถาสรุปหัวข้อ (อุทาน)
- หน้า ๑๘๑–๑๘๒ บุคคล ๔ จำพวกตามสังโยชน์ที่ละได้ (เริ่มปุคคลวรรค) เริ่มต้นปุคคลวรรคที่ ๔ ด้วยการจำแนกบุคคล ๔ จำพวกตามการละสังโยชน์เบื้องต่ำ (โอรัมภาคิยสังโยชน์) และสังโยชน์ที่เกี่ยวกับการเกิดใหม่ ได้แก่ พระสกทาคามีผู้ยังละสังโยชน์เบื้องต่ำไม่ได้เลย, พระอนาคามีแบบอันตราปรินิพพายี (ผู้ปรินิพพานในระหว่างภพ) ผู้ละสังโยชน์เบื้องต่ำได้แล้วแต่ยังมีสังโยชน์เกี่ยวกับภพเหลืออยู่บางส่วน และพระอรหันต์ขีณาสพผู้ละสังโยชน์ทั้งหมดได้หมดสิ้น เนื้อหานี้เป็นการจัดลำดับขั้นของอริยบุคคลตามความละเอียดของกิเลสที่ยังเหลืออยู่
- หน้า ๑๘๒–๑๘๕ บุคคล ๔ จำพวกในหัวข้อต่างๆ (ปฏิภาณ ความเพียร โทษ ศีลสมาธิปัญญา) ช่วงนี้เป็นชุดพระสูตรสั้นๆ หลายสูตรที่จำแนกบุคคล ๔ จำพวกในหัวข้อต่างๆ อย่างรวบรัด ได้แก่ ผู้มีปฏิภาณเฉพาะเมื่อมีผู้ถามกับผู้มีปฏิภาณโดยไม่ต้องมีผู้ถาม, ผู้เรียนรู้ธรรมได้เร็วช้าต่างกัน ๔ ระดับ (อุคฆฏิตัญญู วิปจิตัญญู เนยยะ ปทปรมะ), ผู้อาศัยผลของความเพียรกับผู้อาศัยผลของกรรมเก่าเลี้ยงชีวิต, บุคคลผู้มีโทษมาก-น้อยทางกาย วาจา ใจ ไล่ระดับจากสาวัชชะถึงอนวัชชะ และบุคคลผู้บริบูรณ์ในศีล สมาธิ ปัญญา ครบถ้วนหรือไม่ครบถ้วนตามลำดับ เนื้อหาเหล่านี้เป็นการจัดหมวดหมู่คุณลักษณะของบุคคลเพื่อใช้พิจารณาว่าตนอยู่ในร
- หน้า ๑๘๕–๑๘๗ บุคคล ๔ จำพวกกาย-จิตสงัด และธรรมกถึก ๔ ประเภท ส่วนแรกกล่าวถึงบุคคล ๔ จำพวกจำแนกตามกายและจิตว่าสงัดหรือไม่สงัดจากกิเลส เช่น ผู้อยู่ป่าแต่จิตยังคิดเรื่องกาม พยาบาท เบียดเบียน ถือว่ากายสงัดแต่จิตไม่สงัด ตรงข้ามกับผู้ไม่อยู่ป่าแต่จิตคิดถึงเนกขัมมะ ไม่พยาบาท ไม่เบียดเบียน แสดงให้เห็นว่าความสงัดที่แท้จริงอยู่ที่จิตมิใช่สถานที่ ส่วนที่สองกล่าวถึงธรรมกถึก (ผู้แสดงธรรม) ๔ ประเภทตามการพูดน้อยหรือมากและว่าเหมาะสมกับบริษัทผู้ฟังหรือไม่ โดยสรุปว่าไม่ว่าจะพูดน้อยหรือมาก หากเหมาะสมกับผู้ฟังก็นับว่าเป็นธรรมกถึกที่ดีสำหรับบริษัทนั้น
- หน้า ๑๘๗ นักโต้วาที ๔ ประเภท (จบปุคคลวรรค) พระสูตรสั้นๆ นี้จำแนกนักโต้วาที (วาที) ๔ ประเภทตามความหมดไปของถ้อยคำ คือหมดเนื้อความแต่ไม่หมดสำนวน, หมดสำนวนแต่ไม่หมดเนื้อความ, หมดทั้งสองอย่าง และไม่หมดทั้งสองอย่าง สรุปว่าเป็นไปไม่ได้ที่ภิกษุผู้ประกอบด้วยปฏิสัมภิทา ๔ (ความแตกฉานทางเนื้อความ สำนวน นิรุตติ และปฏิภาณ) จะจนแต้มทั้งเนื้อความและสำนวน ถือเป็นการปิดท้ายปุคคลวรรคที่ ๔
- หน้า ๑๘๗–๑๘๙ แสงสว่าง ๔ ประเภท กาล ๔ วจีสุจริต-ทุจริต และแก่นสาร ๔ อาภาวรรคที่ ๕ รวมพระสูตรสั้นหลายสูตรที่เปรียบเทียบแสงสว่าง ๔ ชนิด (จันทร์ อาทิตย์ ไฟ และปัญญา) ในหลายคำ เช่น อาภา ปภา อาโลกา โอภาสา ปชโชตา โดยสรุปทุกครั้งว่าแสงแห่งปัญญาเป็นเลิศกว่าแสงอื่นทั้งหมด เพราะสามารถส่องให้เห็นสัจธรรมที่แสงทางกายภาพทำไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีกาล ๔ ที่เอื้อต่อความก้าวหน้าทางธรรม (การฟังธรรม การสนทนาธรรม การทำสมถะ การทำวิปัสสนา) วจีทุจริตและวจีสุจริต ๔ อย่าง และแก่นสาร ๔ ประการ (ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ) ปิดท้ายด้วยการจบปัณณาสก์ที่ ๓ พร้อมคาถาสรุป
- หน้า ๑๙๐–๑๙๑ อินทรีย์ ๔ พละหลายชุด และกัปป์ที่นับไม่ได้ ๔ เริ่มปัณณาสก์ที่ ๔ ด้วยอินทรียวรรคที่ ๑ แสดงอินทรีย์ ๔ (สัทธา วิริยะ สมาธิ ปัญญา) และพละหลายชุดที่มีองค์ประกอบต่างกันไป เช่น สัทธาพละ วิริยพละ สมาธิพละ ปัญญาพละ ชุดหนึ่ง และปัญญาพละ วิริยพละ อนวัชชพละ สังคาหกพละ อีกชุดหนึ่ง แสดงว่าพละสามารถจัดกลุ่มได้หลายแบบตามบริบท จากนั้นทรงแสดงกัปป์ที่นับไม่ได้ ๔ ประเภท (สังวัฏฏกัปป์ สังวัฏฏัฏฐายีกัปป์ วิวัฏฏกัปป์ วิวัฏฏัฏฐายีกัปป์) ซึ่งเป็นช่วงเวลาของโลกที่ยาวนานเกินกว่าจะนับเป็นปีหรือแม้แสนปีได้
- หน้า ๑๙๑–๑๙๓ โรคกาย-โรคใจ และโรคของนักบวช ๔ ประการ พระพุทธเจ้าทรงแยกโรค ๒ ประเภทคือโรคทางกายและโรคทางใจ ตรัสว่าสัตว์ที่ปฏิญาณตนว่าไม่มีโรคทางกายแม้เป็นเวลาร้อยปีขึ้นไปยังพอหาได้ แต่สัตว์ที่ไม่มีโรคทางใจแม้เพียงชั่วครู่นั้นหาได้ยากยิ่ง เว้นแต่พระขีณาสพเท่านั้น จากนั้นทรงแสดงโรคของนักบวช ๔ ประการ คือความมักมาก ความไม่พอใจ ความไม่สันโดษในปัจจัยสี่ และการขวนขวายหาลาภสักการะชื่อเสียงโดยใช้เล่ห์เหลี่ยม (เข้าหาตระกูล นั่ง พูด ขับถ่าย ด้วยการคำนวณเพื่อผลประโยชน์) ทรงสอนให้ภิกษุฝึกตนให้สันโดษ อดทนต่อความหนาวร้อนหิวกระหายและถ้อยคำหยาบคาย เพื่อไม่ให้ตกอยู่
- หน้า ๑๙๓–๑๙๔ พระสารีบุตรแสดงธรรมเรื่องความเสื่อมจากกุศลธรรม พระสารีบุตรแสดงแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ผู้ใดเห็นธรรม ๔ ประการในตน คือความหนาแน่นของราคะ โทสะ โมหะ และปัญญาจักษุไม่หยั่งลงในฐานะและอฐานะอันลึกซึ้ง พึงถือว่าตนกำลังเสื่อมจากกุศลธรรม ส่วนผู้ใดเห็นตรงข้าม คือราคะโทสะโมหะเบาบางและปัญญาจักษุหยั่งลงในฐานะอันลึกซึ้งได้ พึงถือว่าตนไม่เสื่อมจากกุศลธรรม เป็นคำสอนให้ภิกษุหมั่นสำรวจตนเองเพื่อวัดความก้าวหน้าทางธรรม
- หน้า ๑๙๔–๑๙๗ พระอานนท์แสดงธรรมโปรดภิกษุณีผู้อาพาธ มีภิกษุณีรูปหนึ่งป่วยหนักส่งคนไปนิมนต์พระอานนท์ แต่เมื่อท่านมาถึงกลับเอาผ้าคลุมศีรษะนอนหลบเพราะความอาย พระอานนท์จึงแสดงธรรมว่ากายนี้เกิดจากอาหาร ตัณหา มานะ และเมถุนธรรม จึงต้องละสิ่งเหล่านั้นตามลำดับ โดยอธิบายว่าภิกษุพึงฉันอาหารด้วยปัญญาพิจารณา ละตัณหาด้วยการตั้งเป้าหมายบรรลุธรรมตามที่ได้ยินผู้อื่นบรรลุ ละมานะด้วยการไม่ยกตนข่มท่านเมื่อเห็นผู้อื่นบรรลุธรรม และเมถุนธรรมเป็นสะพานที่พระพุทธเจ้าตรัสให้ตัดขาด เมื่อภิกษุณีได้ฟังธรรมนี้ก็สำนึกผิดในความประมาทของตนและขอแสดงโทษต่อพระอานนท์ ซึ่งท่านก็รับการ
- หน้า ๑๙๗–๑๙๙ สุคตและสุคตวินัย กับธรรมที่ทำให้พระสัทธรรมเสื่อมหรือดำรงอยู่ พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าทั้งพระสุคต (ตัวพระตถาคตผู้บรรลุธรรม) และสุคตวินัย (คำสอนที่ไพเราะทั้งเบื้องต้นท่ามกลางที่สุด) ต่างเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชนและเทวดามนุษย์ทั้งหลาย จากนั้นทรงแสดงธรรม ๔ ประการที่ทำให้พระสัทธรรมเสื่อมสูญ ได้แก่ การเรียนพระสูตรผิดบทผิดพยัญชนะ, ภิกษุว่ายากไม่รับฟังคำสอน, ผู้ทรงความรู้ไม่สอนสืบทอดสูตรอย่างถูกต้อง, และพระเถระเกียจคร้านไม่เพียรทำให้รุ่นหลังเอาอย่าง ส่วนธรรม ๔ ประการตรงข้ามย่อมทำให้พระสัทธรรมดำรงอยู่ยั่งยืน ปิดท้ายด้วยการจบอินทรียวรรคที่ ๑
- หน้า ๒๐๐–๒๐๗ ปฏิปทา ๔ (ทางปฏิบัติยาก-ง่าย รู้เร็ว-รู้ช้า) ปฏิปทาวรรคที่ ๒ แสดงปฏิปทา ๔ แบบซ้ำหลายครั้งในมุมต่างๆ คือทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา (ปฏิบัติลำบากและรู้ช้า) ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา (ปฏิบัติลำบากแต่รู้เร็ว) สุขาปฏิปทาทันธาภิญญา และสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา โดยอธิบายว่าความยากง่ายและช้าเร็วขึ้นอยู่กับว่าบุคคลนั้นมีราคะโทสะโมหะแรงกล้าตามธรรมชาติหรือไม่ และอินทรีย์ ๕ (สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) อ่อนหรือแก่กล้าเพียงใด นอกจากนี้ยังโยงกับการเจริญอสุภสัญญา อาหาเรปฏิกูลสัญญา และการเจริญฌาน ๔ ว่าล้วนเป็นปัจจัยส่งผลต่อความเร็วช้าในการบรรลุธรรม ตอนท้ายยังมีปฏิปทา
- หน้า ๒๐๗–๒๐๙ พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะสนทนาเรื่องปฏิปทาที่ทำให้จิตหลุดพ้น พระสารีบุตรเข้าไปหาพระมหาโมคคัลลานะและถามว่าในบรรดาปฏิปทา ๔ อย่าง ท่านอาศัยปฏิปทาใดจึงหลุดพ้นจากอาสวะโดยไม่ยึดมั่น พระโมคคัลลานะตอบว่าท่านอาศัยทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา (ปฏิบัติลำบากแต่รู้เร็ว) จากนั้นพระมหาโมคคัลลานะก็ไปถามพระสารีบุตรคำถามเดียวกันกลับ พระสารีบุตรตอบว่าท่านอาศัยสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา (ปฏิบัติสบายและรู้เร็ว) แสดงให้เห็นว่าพระอัครสาวกทั้งสองแม้บรรลุอรหัตต์เหมือนกันแต่มีวิถีทางปฏิบัติที่ต่างกัน
- หน้า ๒๐๙–๒๑๓ บุคคลปรินิพพาน ๔ แบบ และพระอานนท์แสดงมรรค ๔ พระพุทธเจ้าทรงแสดงบุคคล ๔ จำพวกผู้ปรินิพพานต่างกันตามว่าใช้ความเพียรมากหรือน้อย (สสังขาร-อสังขารปรินิพพายี) และปรินิพพานในปัจจุบันชาติหรือหลังจากตายไปแล้ว โดยอธิบายว่าผู้เจริญอสุภสัญญาและอาศัยเสขพละ ๕ จนอินทรีย์แก่กล้าจะปรินิพพานแบบอสังขาร ส่วนผู้อินทรีย์ยังอ่อนต้องใช้ความเพียรมากจะปรินิพพานแบบสสังขาร จากนั้นพระอานนท์แสดงมรรค ๔ ทางที่ภิกษุใช้บรรลุอรหัตต์ ได้แก่ เจริญวิปัสสนามีสมถะนำหน้า เจริญสมถะมีวิปัสสนานำหน้า เจริญสมถะและวิปัสสนาควบคู่กัน และเมื่อจิตฟุ้งซ่านด้วยธรรมุทธัจจ์ก็อาศัยจิตที่สงบตั้ง
- หน้า ๒๑๓–๒๑๖ เหตุแห่งสุขทุกข์ภายใน อัตภาพ ๔ ประเภท และเทวดาเนวสัญญานาสัญญายตนะ สัญเจตนิยวรรคที่ ๓ เริ่มด้วยคำสอนว่าสุขทุกข์ภายในเกิดจากการกระทำทางกาย วาจา ใจ ไม่ว่าจะทำเองหรือผู้อื่นทำให้ โดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม และล้วนมีอวิชชาเป็นรากฐาน เมื่อดับอวิชชาได้หมดสิ้นเหตุแห่งสุขทุกข์ก็ดับไปด้วย จากนั้นทรงแสดงอัตภาพ ๔ ประเภทตามว่าเจตนาของตนเองหรือของผู้อื่นเป็นเหตุให้เกิด พระสารีบุตรทูลถามขยายความจนพระพุทธเจ้าตรัสอธิบายว่าเทวดาชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะเป็นตัวอย่างของอัตภาพที่เกิดจากทั้งเจตนาตนและผู้อื่นไม่เกี่ยวข้อง และตรัสอธิบายเหตุที่ทำให้ผู้บางคนที่ตายจากภพนั้นต้องกลับมาเกิด
- หน้า ๒๑๖–๒๒๐ พระสารีบุตรแสดงปฏิสัมภิทา ๔ และคำถามเรื่องผัสสายตนะ ๖ ดับ พระสารีบุตรประกาศแก่ภิกษุทั้งหลายว่าเมื่อบวชได้เพียงกึ่งเดือนท่านก็บรรลุปฏิสัมภิทาทั้งสี่ (อัตถะ ธรรมะ นิรุตติ ปฏิภาณ) อย่างละเอียดแล้ว พร้อมท้าให้ผู้มีข้อสงสัยมาถามได้โดยตรง จากนั้นพระมหาโกฏฐิตะเข้าไปถามพระสารีบุตรด้วยปัญหาปฏิเสธสี่เชิง (จตุกโกฏิ) ว่าเมื่อผัสสายตนะ ๖ ดับสนิทไม่มีส่วนเหลือแล้ว ยังมีสิ่งอื่นอยู่หรือไม่ พระสารีบุตรตอบว่าคำถามแต่ละแบบล้วนเป็นการทำให้ปปัญจะ (ความเนิ่นช้าทางความคิด) ขยายตัวออกไปอีก เพราะขอบเขตของปปัญจะมีเท่ากับขอบเขตของผัสสายตนะ ๖ เท่านั้น เมื่อผัสสายตนะดับ ปปัญจะก็ด
- หน้า ๒๒๑ บทสรุปการสนทนาเรื่องวิชชาและจรณะ (ต่อจากสูตรก่อนหน้า) ส่วนนี้เป็นตอนท้ายของบทสนทนาที่เริ่มมาก่อนหน้าช่วงนี้ (สูตรโกฏฐิกะ) ระหว่างภิกษุสองรูปที่ซักถามกันว่าอะไรทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้ ระหว่างวิชชาอย่างเดียว จรณะอย่างเดียว หรือทั้งวิชชาและจรณะรวมกัน คำตอบชี้ว่าทั้งวิชชาและจรณะอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงลำพังไม่พอ ปุถุชนที่ขาดจรณะย่อมไม่รู้ไม่เห็นตามความเป็นจริง ต้องเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยจรณะจึงจะรู้เห็นตามจริงและกระทำที่สุดทุกข์ได้
- หน้า ๒๒๑–๒๒๒ ตุลาสูตร (มาตรฐานเปรียบเทียบ) พระพุทธเจ้าตรัสว่าภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาผู้มีศรัทธา เมื่อปรารถนาความดีงามควรตั้งความปรารถนาให้เป็นเช่นบุคคลตัวอย่างที่เป็นมาตรฐาน (ตุลา) คือ พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะสำหรับภิกษุ พระเขมาและพระอุบลวรรณาสำหรับภิกษุณี จิตตคหบดีและหัตถกอาฬวกะสำหรับอุบาสก และขุชชุตตราอุบาสิกากับนันทมาตาสำหรับอุบาสิกา แสดงให้เห็นว่าพระศาสดาทรงยกบุคคลเหล่านี้เป็นแบบอย่างสูงสุดของพุทธบริษัทแต่ละประเภท
- หน้า ๒๒๒–๒๒๓ ราหุลสูตร ว่าด้วยธาตุสี่ พระพุทธเจ้าทรงสอนพระราหุลให้พิจารณาธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ทั้งที่เป็นภายในตัวและภายนอกตัวว่า ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง เมื่อเห็นเช่นนี้แล้วจิตย่อมเบื่อหน่ายคลายกำหนัดในธาตุเหล่านั้น ผู้ที่ไม่ยึดถือธาตุทั้งสี่ว่าเป็นตนหรือของตนได้ชื่อว่าตัดตัณหา คลายสังโยชน์ และทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
- หน้า ๒๒๓–๒๒๖ บุคคลสี่จำพวกกับเจโตวิมุตติ (อุปมากิ่งไม้และบ่อโคลน) พระพุทธเจ้าทรงแสดงบุคคลสี่จำพวกที่เข้าถึงเจโตวิมุตติแล้วน้อมจิตพิจารณาความดับแห่งสักกายะหรือความกระจายแห่งอวิชชา แต่จิตไม่แล่นเข้าไปบ้าง แล่นเข้าไปบ้าง โดยเปรียบผลลัพธ์ด้วยอุปมามือที่เปื้อนยางจับกิ่งไม้ (ยึดติด) กับมือสะอาดจับกิ่งไม้ (ไม่ยึดติด) และอุปมาบ่อโคลนที่เปิดหรือปิดทางน้ำเข้าออก แสดงให้เห็นเงื่อนไขที่จิตจะหลุดพ้นจากกิเลสได้จริงหรือไม่
- หน้า ๒๒๖–๒๒๗ พระอานนท์สนทนากับพระสารีบุตร เรื่องเหตุแห่งการไม่ปรินิพพาน พระอานนท์ถามพระสารีบุตรว่าเหตุใดสัตว์บางพวกจึงไม่ปรินิพพานในปัจจุบันชาติ พระสารีบุตรตอบว่าเพราะไม่รู้ตามความเป็นจริงถึงสัญญาสี่ประเภท คือ สัญญาฝ่ายเสื่อม ฝ่ายตั้งอยู่ ฝ่ายวิเศษ และฝ่ายชำแรกกิเลส ส่วนผู้ที่รู้ชัดสัญญาทั้งสี่นี้ตามความเป็นจริงย่อมสามารถปรินิพพานได้ในปัจจุบันชาติ
- หน้า ๒๒๗–๒๓๑ มหาปเทสสี่ (หลักตรวจสอบคำสอน) พระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักมหาปเทสสี่ประการที่ใช้ตรวจสอบว่าคำกล่าวใดเป็นพุทธพจน์จริงหรือไม่ ไม่ว่าจะอ้างว่าได้ฟังมาจากพระพุทธเจ้าเอง จากสงฆ์พร้อมพระเถระ จากภิกษุผู้เป็นพหูสูตหลายรูป หรือจากพระเถระรูปเดียวผู้ทรงความรู้ ในทุกกรณีไม่ให้ด่วนเชื่อหรือปฏิเสธทันที แต่ต้องนำถ้อยคำนั้นมาเทียบเคียงกับพระสูตรและพระวินัยก่อน หากสอดคล้องจึงถือว่าเรียนมาถูกต้อง หากไม่สอดคล้องพึงทิ้งเสีย หลักนี้เป็นเกณฑ์สำคัญในการรักษาความบริสุทธิ์ของคำสอน จบวรรคที่ ๓ (สัญเจตนิยวรรค)
- หน้า ๒๓๑–๒๓๒ โยธาชีวสูตร (นักรบสี่คุณสมบัติ) เริ่มวรรคที่ ๔ (โยธาชีววรรค) พระพุทธเจ้าทรงเปรียบนักรบผู้สมควรแก่ตำแหน่งของพระราชาว่าต้องมีองค์สี่ คือ ยืนหยัดในที่ตั้งได้ ยิงได้ไกล ยิงได้แม่นในชั่วขณะ และทำลายกายใหญ่ได้ ฉันใด ภิกษุผู้สมควรแก่ทักษิณาก็ต้องมีองค์สี่คล้ายกัน คือ มีศีล เห็นรูปนามตามจริงว่าไม่ใช่ตน รู้อริยสัจสี่โดยไม่พลาด และทำลายกองอวิชชาใหญ่ได้
- หน้า ๒๓๒–๒๓๓ สิ่งที่ไม่มีใครรับประกันได้สี่ประการ พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าไม่มีสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร หรือพรหมใดในโลกจะรับประกันได้ว่า สิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาจะไม่แก่ สิ่งที่มีความเจ็บป่วยเป็นธรรมดาจะไม่เจ็บป่วย สิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดาจะไม่ตาย และผลของกรรมชั่วที่ทำไว้จะไม่เกิดผล เป็นการเตือนให้ตระหนักถึงกฎธรรมชาติที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้
- หน้า ๒๓๓–๒๓๕ วัสสการพราหมณ์ถามเรื่องสิ่งที่เห็น ได้ยิน รู้สึก และรู้แจ้ง วัสสการพราหมณ์มหาอำมาตย์แห่งแคว้นมคธมาทูลถามพระพุทธเจ้าว่าทรงเห็นด้วยหรือไม่กับหลักที่ว่าไม่ควรตำหนิผู้ที่พูดตามสิ่งที่ตนเห็น ได้ยิน รู้สึก หรือรู้แจ้งจริง พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์ไม่ได้สอนว่าทุกสิ่งที่เห็น ได้ยิน รู้สึก รู้แจ้งควรพูดหรือไม่ควรพูดเสมอไป แต่ให้พิจารณาว่าการพูดนั้นทำให้อกุศลธรรมเจริญหรือกุศลธรรมเจริญเป็นเกณฑ์ตัดสิน
- หน้า ๒๓๕–๒๓๘ ชานุสโสณีพราหมณ์ถามเรื่องความกลัวตาย ชานุสโสณีพราหมณ์ทูลถามว่ามีคนที่แม้จะต้องตายแต่ไม่กลัวตายหรือไม่ พระพุทธเจ้าทรงแสดงบุคคลสี่จำพวกที่กลัวตายเมื่อป่วยหนัก คือ ผู้ยังติดในกาม ผู้ยังติดในกาย ผู้ทำบาปไว้มาก และผู้ยังสงสัยไม่แน่ใจในสัทธรรม กับบุคคลสี่จำพวกที่ตรงข้ามซึ่งไม่กลัวตายเพราะปราศจากความติดในกามและกาย ไม่ทำบาป และไม่สงสัยในธรรม พราหมณ์ฟังแล้วเลื่อมใสประกาศตนเป็นอุบาสก
- หน้า ๒๓๘–๒๔๑ พราหมณสัจจ์สี่ประการ ณ ริมฝั่งแม่น้ำสัปปินี พระพุทธเจ้าเสด็จไปยังที่อยู่ของปริพาชกต่างศาสนาซึ่งกำลังสนทนากันเรื่อง "พราหมณสัจจ์" จึงทรงแสดงพราหมณสัจจ์สี่ประการที่พระองค์ตรัสรู้เอง คือ สัตว์ทั้งปวงไม่ควรถูกฆ่า กามทั้งปวงไม่เที่ยงเป็นทุกข์แปรปรวน ภพทั้งปวงไม่เที่ยงเป็นทุกข์แปรปรวน และ "เราไม่มีในที่ไหนๆ ไม่มีสิ่งใดเป็นของเราในที่ไหนๆ" ผู้ที่รู้แจ้งความจริงเหล่านี้ย่อมปฏิบัติเพื่อความหน่าย คลายกำหนัด และดับกิเลสตามลำดับ
- หน้า ๒๔๑–๒๔๓ ภิกษุทูลถามสี่ปัญหา (จิตนำโลก พหูสูต นิพเพธิกปัญญา บัณฑิต) ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามพระพุทธเจ้าสี่ปัญหาต่อเนื่องกัน คือ อะไรนำโลกไป (พระองค์ตอบว่าจิตเป็นผู้นำโลกไป) อย่างไรจึงเรียกว่าพหูสูตทรงธรรม (คือทรงจำธรรมได้มากและเข้าใจแทงตลอดด้วยปัญญา) อย่างไรจึงเรียกว่าผู้มีปัญญาแทงตลอด (คือรู้อริยสัจสี่ด้วยปัญญาแทงตลอดความหมาย) และอย่างไรจึงเรียกว่าบัณฑิตมีปัญญามาก (คือผู้ไม่คิดเบียดเบียนตนหรือผู้อื่น คิดแต่ประโยชน์เกื้อกูลแก่ทุกฝ่าย)
- หน้า ๒๔๓–๒๔๖ วัสสการพราหมณ์ถามเรื่องการรู้จักคนดีคนชั่ว วัสสการพราหมณ์ทูลถามว่าคนพาลจะรู้จักคนพาลหรือคนดีได้หรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสว่าคนพาลไม่อาจรู้จักทั้งคนพาลและคนดีด้วยกันได้ แต่คนดีย่อมรู้จักทั้งคนดีและคนพาลได้ พราหมณ์จึงเล่าเรื่องที่เคยมีผู้กล่าวหาพระเจ้าเอเฬยยะว่าโง่เขลาที่นับถือสมณะรามปุตตะ และพระพุทธเจ้าทรงแสดงเหตุผลว่าเหตุใดผู้มีปัญญาแท้จริงเท่านั้นจึงจะได้รับความเลื่อมใสจากผู้อื่นได้อย่างถูกต้อง
- หน้า ๒๔๖–๒๔๘ อุปกมัณฑิกาบุตร ว่าด้วยการติเตียนผู้อื่น อุปกมัณฑิกาบุตรทูลว่าตนถือหลักว่าผู้ใดกล่าวติเตียนผู้อื่นแต่ไม่อาจพิสูจน์ข้อกล่าวหาได้ย่อมมีความผิด พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้เห็นว่าตามหลักนี้ อุปกะเองก็กำลังติเตียนพระองค์โดยไม่อาจพิสูจน์ได้ อุปกะจนมุมยอมรับว่าตนติดบ่วงวาทะของพระพุทธเจ้า ต่อมาเมื่ออุปกะไปเล่าเรื่องนี้แก่พระเจ้าอชาตศัตรู พระราชาก็ทรงกริ้วและตำหนิอุปกะที่บังอาจดูหมิ่นพระพุทธเจ้า
- หน้า ๒๔๘ ธรรมที่พึงทำให้แจ้งสี่ประการ พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมสี่ประการที่พึงทำให้แจ้งด้วยอวัยวะหรือญาณต่างกัน คือ วิโมกข์แปดพึงทำให้แจ้งด้วยกาย ปุพเพนิวาสานุสติพึงทำให้แจ้งด้วยสติ จุติและอุบัติของสัตว์พึงทำให้แจ้งด้วยจักษุ(ทิพย์) และความสิ้นอาสวะพึงทำให้แจ้งด้วยปัญญา เป็นการจัดหมวดหมู่มรรคผลตามอวัยวะหรือกำลังที่ใช้บรรลุ
- หน้า ๒๔๘–๒๕๑ บริษัทในวันอุโบสถ กับภิกษุสี่จำพวก ในวันอุโบสถขณะพระพุทธเจ้าประทับท่ามกลางหมู่สงฆ์ที่นิ่งสงบ พระองค์ตรัสสรรเสริญบริษัทว่าบริสุทธิ์ปราศจากคำพูดเปล่าประโยชน์ แล้วทรงจำแนกภิกษุในสงฆ์เป็นสี่จำพวกตามภูมิธรรมที่บรรลุ คือ ผู้ถึงภาวะเทวะ (ด้วยฌานสี่) ผู้ถึงภาวะพรหม (ด้วยพรหมวิหารสี่) ผู้ถึงภาวะไม่หวั่นไหว (ด้วยอรูปฌาน) และผู้ถึงภาวะอริยะ (ด้วยการรู้อริยสัจสี่) จบวรรคที่ ๔ (โยธาชีววรรค)
- หน้า ๒๕๑–๒๕๔ อานิสงส์สี่ของธรรมที่ทรงจำไว้ดี (เริ่มมหาวรรค) เริ่มวรรคที่ ๕ (มหาวรรค) พระพุทธเจ้าทรงแสดงอานิสงส์สี่ประการของภิกษุผู้เรียนธรรมจนซึมซาบทางใจ แม้จะหลงลืมสติตายไปเกิดเป็นเทพ ก็ยังสามารถระลึกธรรมได้อย่างรวดเร็วเมื่อได้ยินเสียงกลองหรือเสียงสังข์ หรือได้ฟังเทพบุตรแสดงธรรม หรือมีเทพชาวอุปปาติกะที่เคยประพฤติพรหมจรรย์ร่วมกันมาช่วยเตือนความจำให้ระลึกได้ เปรียบดังคนคุ้นเสียงกลองที่พอได้ยินก็รู้ทันที
- หน้า ๒๕๔–๒๕๙ เหตุที่พึงรู้จักบุคคลด้วยสี่ฐานะ พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าศีลพึงรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกันเป็นเวลานาน ความสะอาดใจ(โสไจย)พึงรู้ได้ด้วยการทำธุรกิจติดต่อกัน กำลังใจ(ถาม)พึงรู้ได้เมื่อประสบภัยพิบัติ และปัญญาพึงรู้ได้ด้วยการสนทนาไต่ถาม โดยต้องใช้เวลานานพอสมควรและต้องตั้งใจพิจารณาด้วยปัญญาจึงจะประเมินได้ถูกต้อง มีอุปมาคนยืนริมสระเห็นปลาเล็กหรือปลาใหญ่โผล่ผุดขึ้นมา สามารถคาดเดาขนาดปลาได้จากลักษณะการเคลื่อนไหว เปรียบกับการประเมินปัญญาของผู้อื่นจากลีลาการตอบปัญหา
- หน้า ๒๕๙–๒๖๔ ภัททิยลิจฉวี กับข้อกล่าวหาเรื่องเวทมนตร์ล่อลวง (อาวัฏฏนีมายา) ภัททิยลิจฉวีทูลถามพระพุทธเจ้าเรื่องข่าวลือว่าทรงมีเวทมนตร์ล่อลวงสาวกของศาสนาอื่น พระพุทธเจ้าตรัสสอนหลักการไม่ให้เชื่อสิ่งใดเพียงเพราะฟังตามกันมา ตามประเพณี ตามคำเล่าลือ ตามตำรา หรือตามการคาดคะเนเหตุผล แต่ให้พิจารณาด้วยตนเองว่าธรรมใดเป็นอกุศลมีโทษควรละ ธรรมใดเป็นกุศลไม่มีโทษควรถือปฏิบัติ โดยทรงยกตัวอย่างโลภะ โทสะ โมหะ และความมักโกรธว่าล้วนเป็นเหตุแห่งอกุศลกรรม ภัททิยฟังแล้วเลื่อมใสยอมรับว่า "เวทมนตร์" เช่นนี้แหละที่ตนปรารถนาให้ทุกคนถูกล่อลวง
- หน้า ๒๖๔–๒๖๖ พยัคฆปัชชะ องค์แห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์สี่ประการ พระอานนท์แสดงธรรมแก่ชาวโกลิยะเมืองสาปุคะว่าพระพุทธเจ้าทรงแสดงองค์แห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์สี่ประการ คือ ความบริสุทธิ์แห่งศีล ความบริสุทธิ์แห่งจิต (ด้วยฌานสี่) ความบริสุทธิ์แห่งทิฏฐิ (ด้วยการรู้อริยสัจ) และความบริสุทธิ์แห่งวิมุตติ (การคลายจิตจากธรรมที่ควรกำหนัดและหลุดพ้นจากธรรมที่ควรหลุดพ้น) โดยในแต่ละข้อต้องมีฉันทะ ความเพียร ความบากบั่น สติ และสัมปชัญญะประกอบ เพื่อความหมดจดแห่งสัตว์ทั้งหลาย
- หน้า ๒๖๖–๒๗๑ วัปปะศากยะสาวกนิครนถ์ สนทนาเรื่องความสำรวมกับพระโมคคัลลานะและพระพุทธเจ้า วัปปะซึ่งเป็นสาวกนิครนถ์สนทนากับพระโมคคัลลานะเรื่องเหตุที่ทำให้อาสวะที่ก่อทุกข์ไม่เกิดขึ้นแก่ผู้สำรวมกายวาจาใจ ต่อมาพระพุทธเจ้าเสด็จมาซักถามยืนยันหลักการเดียวกัน คือ ผู้สำรวมทางกาย วาจา ใจ และปราศจากอวิชชาย่อมไม่สร้างกรรมใหม่ และกรรมเก่าก็ค่อยๆ สิ้นไป ผู้มีจิตหลุดพ้นโดยชอบเช่นนี้ย่อมมีธรรมประจำใจหกประการ คือ เห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส สัมผัสกาย รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจเป็นกลางไม่ยินดียินร้าย เปรียบดังตอไม้ที่ถูกขุดรากถอนโคนจนเงาไม่อาจเกิดขึ้นได้อีก วัปปะฟังแล้วเลื่อมใสประกาศตนเป็นอุบาสก
- หน้า ๒๗๑–๒๗๕ สาฬหลิจฉวีและอภัยลิจฉวี ถามเรื่องการข้ามโอฆะด้วยศีลบริสุทธิ์กับการทรมานตน สาฬหลิจฉวีทูลถามว่าการข้ามพ้นโอฆะ (กิเลสดุจกระแสน้ำ) ด้วยความบริสุทธิ์แห่งศีลกับด้วยการทรมานตน (ตโปชิคุจฉา) อย่างไหนที่พระพุทธเจ้าทรงสอน พระองค์ตรัสว่าผู้ทำกาย วาจา ใจไม่บริสุทธิ์ แม้จะถือการทรมานตนก็ไม่อาจข้ามโอฆะได้ เปรียบดังไม้ที่ผิวนอกเกลี้ยงเกลาแต่แก่นในผุจะจมน้ำ ส่วนผู้มีความประพฤติบริสุทธิ์ทั้งกาย วาจา ใจย่อมข้ามโอฆะได้ เปรียบดังเรือที่ไม้ดีทั้งข้างนอกข้างในต่อขึ้นอย่างถูกวิธี จากนั้นทรงแสดงต่อด้วยอุปมานักรบ (เช่นในโยธาชีวสูตร) เชื่อมโยงกับสัมมาสมาธิ สัมมาทิฏฐิ และสัมมาวิมุตติของอริยสาวก
- หน้า ๒๗๕ พระนางมัลลิกาเทวีทูลถามเหตุแห่งความงามและฐานะของสตรี (เริ่มต้น) พระนางมัลลิกาเทวีเสด็จเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและทูลถามถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้สตรีบางคนรูปไม่งามและยากจน บางคนรูปไม่งามแต่ร่ำรวย บางคนรูปงามแต่ยากจน และบางคนรูปงามทั้งร่ำรวย คำถามนี้เพิ่งเริ่มต้นในหน้าสุดท้ายของไฟล์นี้ ส่วนคำตอบของพระพุทธเจ้าจะปรากฏต่อในเนื้อหาถัดไปนอกขอบเขตไฟล์นี้
- หน้า ๒๗๖–๒๗๙ มัลลิกาสูตร (ตอนจบ) พระพุทธเจ้าตรัสตอบพระนางมัลลิกาเทวีถึงเหตุที่หญิงบางคนขี้โกรธ ไม่ให้ทาน และอิจฉาริษยา จึงเกิดเป็นคนอัปลักษณ์และยากจนในภายหน้า ส่วนหญิงที่ไม่โกรธ รู้จักให้ทาน และไม่อิจฉา จะเกิดเป็นคนงามและมั่งคั่ง เมื่อฟังแล้วพระนางมัลลิกาทรงสำนึกได้ว่าพระองค์เคยประพฤติเช่นนั้นมาก่อนจึงเป็นเช่นปัจจุบัน แล้วตั้งพระทัยจะเลิกโกรธ รู้จักให้ทาน ไม่อิจฉาต่อไป และประกาศพระองค์เป็นอุบาสิกาถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต
- หน้า ๒๗๙–๒๘๘ อัตตันตปสูตร - บุคคลสี่จำพวก พระพุทธเจ้าทรงแสดงบุคคล ๔ จำพวกที่มีอยู่ในโลก คือ ผู้ทรมานตนเอง (นักบวชเปลือยที่บำเพ็ญตบะทรมานร่างกายอย่างรุนแรงหลายแบบ) ผู้เบียดเบียนผู้อื่น (คนฆ่าสัตว์ นักล่า โจร รวมถึงกษัตริย์ผู้บวงสรวงยัญพิธีใหญ่โดยเบียดเบียนสัตว์และบ่าวไพร่) ผู้ทรมานทั้งตนเองและผู้อื่น และผู้ไม่ทรมานทั้งตนเองและผู้อื่น ซึ่งได้แก่ผู้ออกบวชในธรรมวินัยนี้ รักษาศีล สำรวมอินทรีย์ เจริญสติสัมปชัญญะ บำเพ็ญฌานจนได้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ จุตูปปาตญาณ และอาสวักขยญาณ บรรลุความหลุดพ้น อยู่เป็นสุขในปัจจุบันโดยไม่เบียดเบียนใคร
- หน้า ๒๘๘–๒๙๐ ตัณหาสูตร - ข่ายแห่งตัณหา พระพุทธเจ้าทรงแสดงตัณหาที่แผ่ซ่านครอบงำโลกดุจข่ายหรือรากไม้พันกัน ทำให้สัตว์ไม่อาจพ้นจากอบายและสังสารวัฏ ทรงจำแนกความคิดปรุงแต่งเกี่ยวกับตัวตน เช่น เราเป็นอย่างนี้ เราจักเป็นอย่างนั้น ทั้งที่เนื่องด้วยตนเองและด้วยสิ่งภายนอกอย่างละ ๑๘ ประการ รวมเป็นตัณหาวิจริต ๓๖ แล้วคูณด้วยกาลทั้งสาม (อดีต ปัจจุบัน อนาคต) รวมเป็น ๑๐๘ ประการ แสดงให้เห็นความละเอียดซับซ้อนของกิเลสตัณหาที่ผูกมัดสัตว์ไว้ในสังสารวัฏ
- หน้า ๒๙๐–๒๙๖ เปมสูตร - ความรักและความชังเกิดจากกันและกัน พระพุทธเจ้าทรงแสดงเหตุที่ความรัก (เปมะ) และความชัง (โทสะ) เกิดขึ้นได้ ๔ ทาง คือ จากรักเกิดรัก จากรักเกิดชัง จากชังเกิดรัก และจากชังเกิดชัง ขึ้นอยู่กับว่าคนที่เรารักหรือชังถูกผู้อื่นปฏิบัติต่อในทางที่พึงใจหรือไม่พึงใจ ทรงชี้ว่าเมื่อภิกษุเข้าฌานทั้งสี่ ความรักความชังเหล่านี้ย่อมสงบระงับชั่วคราว แต่เมื่อสิ้นอาสวะบรรลุอรหัตตผลแล้วจะถูกถอนรากถอนโคนถาวร จากนั้นทรงอธิบายเพิ่มเติมว่าผู้ยังมีอัสมิมานะ (ความถือตัวว่ามีตัวตน) ยังฟุ้งขึ้น ยังโต้ตอบเมื่อถูกด่า และยังคุกรุ่นด้วยความยึดถือ ต่างจากพระอรหันต์ผู้
- หน้า ๒๙๗–๓๐๘ สัปปุริสวรรค - อสัตบุรุษกับสัตบุรุษ พระพุทธเจ้าทรงแสดงความแตกต่างระหว่างอสัตบุรุษ (คนไม่ดี) กับผู้เลวยิ่งกว่านั้น (ผู้ทำชั่วเองและชักชวนผู้อื่นให้ทำชั่วด้วย) และระหว่างสัตบุรุษ (คนดี) กับผู้ประเสริฐยิ่งกว่านั้น (ผู้ทำดีเองและชักชวนผู้อื่นให้ทำดีด้วย) โดยทรงยกหลักเกณฑ์ตัดสินหลายชุดตามแบบแผนเดียวกันซ้ำๆ เช่น ศีล ๕ คุณธรรม ๗ ประการ (ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พาหุสัจจะ วิริยะ สติ ปัญญา) กรรมบถ ๗ และ ๑๐ ประการ มรรคที่ผิดและที่ถูกมีองค์ ๘ และ ๑๐ แสดงให้เห็นว่าความดีความชั่วมีทั้งระดับที่ทำเพื่อตนเองและระดับที่แผ่อิทธิพลชักนำผู้อื่นด้วย
- หน้า ๓๐๘–๓๑๐ โสภนวรรค - ผู้ทำให้หมู่คณะเศร้าหมองและงดงาม พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาผู้ทุศีลมีธรรมลามกย่อมทำให้หมู่คณะเศร้าหมอง ส่วนผู้มีศีลมีธรรมงามย่อมทำให้หมู่คณะงดงาม จากนั้นทรงแสดงชุดสูตรซ้ำแบบเดียวกันว่าผู้ประกอบด้วยธรรมฝ่ายชั่ว ๔ ประการ (ทุจริตทางกาย วาจา ใจ กับมิจฉาทิฏฐิ หรือความอกตัญญู หรือการอวดอ้างเห็น ได้ยิน รู้สิ่งที่ไม่จริง) ย่อมถูกนำไปสู่นรกเหมือนถูกโยนไปวางไว้ ส่วนผู้ประกอบด้วยธรรมฝ่ายดีตรงข้ามย่อมไปสู่สวรรค์
- หน้า ๓๑๑–๓๑๓ ทุจจริตวรรค - คนพาลกับบัณฑิต พระพุทธเจ้าทรงแสดงวจีทุจริตและวจีสุจริตอย่างละ ๔ ประการ แล้วแสดงว่าผู้ประกอบด้วยธรรมฝ่ายชั่ว ๔ ประการ (ทุจริตกาย วาจา ใจ กับมิจฉาทิฏฐิ หรือธรรมชุดคล้ายกัน เช่น ความอกตัญญู การล่วงศีล ๕ มรรคที่ผิด การกล่าวเท็จเรื่องที่เห็นที่ได้ยิน) ชื่อว่าเป็นคนพาลผู้ไม่ฉลาด ทำร้ายตนเอง มีผู้รู้ติเตียน และก่อบาปมาก ส่วนผู้ประกอบด้วยธรรมฝ่ายตรงข้ามชื่อว่าเป็นบัณฑิตผู้ฉลาด ไม่ทำร้ายตนเอง และก่อบุญมาก
- หน้า ๓๑๓ กวีสูตร - กวีสี่ประเภท พระพุทธเจ้าทรงแสดงกวี ๔ จำพวกไว้อย่างสั้นๆ คือ จินตกวี (แต่งจากการคิดพิจารณา) สุตกวี (แต่งจากสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมา) อัตถกวี (แต่งตามเนื้อความหรือเหตุการณ์จริง) และปฏิภาณกวี (แต่งได้ฉับพลันด้วยปฏิภาณ) เป็นสูตรสั้นที่จัดหมวดหมู่ความสามารถทางการประพันธ์ของกวีในสมัยนั้น
- หน้า ๓๑๓–๓๒๔ กัมมวรรค - กรรมดำกรรมขาว พระพุทธเจ้าทรงแสดงกรรม ๔ ประเภทที่ทรงตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง คือ กรรมดำมีวิบากดำ (การเบียดเบียนทางกาย วาจา ใจ นำไปเกิดในโลกที่มีแต่ทุกข์เช่นนรก) กรรมขาวมีวิบากขาว (การไม่เบียดเบียน นำไปเกิดในโลกที่มีแต่สุขเช่นพรหมชั้นสุภกิณหา) กรรมทั้งดำทั้งขาวมีวิบากปนกัน (นำไปเกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดาบางพวกที่มีทั้งสุขและทุกข์) และกรรมไม่ดำไม่ขาวอันเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม คือเจตนาละกรรมสามอย่างแรก ทรงแสดงหลักนี้ซ้ำหลายครั้งพร้อมตัวอย่างต่างกัน เช่น ตรัสแก่พราหมณ์สิขาโมคคัลลานะเพื่อแก้ข้อกล่าวหาว่าพระองค์สอนเรื่องไ
- หน้า ๓๒๔–๓๒๙ อาปัตติภยวรรค - ภัยแห่งอาบัติและเหตุแห่งสังฆเภท พระพุทธเจ้าตรัสถามพระอานนท์เรื่องกรณีพระวาหิยะสัทธิวิหาริกของพระอนุรุทธ์ที่ก่อความแตกแยกในสงฆ์ แล้วทรงแสดงเหตุ ๔ ประการที่ภิกษุชั่วยินดีต่อการแตกแยกในสงฆ์ คือ กลัวถูกรู้ว่าทุศีล กลัวถูกรู้ว่ามีมิจฉาทิฏฐิ กลัวถูกรู้ว่าเลี้ยงชีพผิด และอยากได้ลาภสักการะ จากนั้นทรงแสดงภัยแห่งอาบัติ ๔ ประเภทผ่านอุปมาที่ชัดเจน คือ โจรถูกนำไปประหารเปรียบกับความกลัวอาบัติปาราชิก ชายแบกสากประกาศความผิดเปรียบกับอาบัติสังฆาทิเสส ชายแบกถุงเถ้าประกาศความผิดเปรียบกับอาบัติปาจิตตีย์ และชายเพียงกล่าวคำสารภาพเปรียบกับอาบัติปาฏิเ
- หน้า ๓๒๙–๓๓๐ สิกขานิสังสสูตร (เริ่มต้น) พระพุทธเจ้าทรงเริ่มแสดงว่าพรหมจรรย์นี้มีการศึกษาเป็นอานิสงส์ มีปัญญาเป็นยอด มีวิมุตติเป็นแก่น และมีสติเป็นใหญ่ ทรงอธิบายว่าการศึกษาเป็นอานิสงส์อย่างไร คือทรงบัญญัติสิกขาบทฝ่ายอภิสมาจาร (มารยาทเบื้องต้น) เพื่อความเลื่อมใสของผู้ยังไม่เลื่อมใสและเพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของผู้เลื่อมใสแล้ว และทรงบัญญัติสิกขาฝ่ายเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ เนื้อหาส่วนนี้ถูกตัดขาดกลางคันเมื่อจบหน้า ๓๓๐ ยังไม่จบความ คาดว่าจะมีเนื้อหาต่อในส่วนถัดไป
- หน้า ๓๓๑–๓๓๒ เสยยาสูตร (๔ อิริยาบถการนอน) หน้าแรกเป็นตอนท้ายของพระสูตรก่อนหน้าว่าด้วยการมีสติเป็นใหญ่ (สตาธิปเตยยะ) ซึ่งกล่าวถึงพรหมจรรย์ที่มีการศึกษาเป็นอานิสงส์ มีปัญญาเป็นยอด มีวิมุตติเป็นแก่น จากนั้นพระพุทธเจ้าตรัสเรื่องการนอน ๔ แบบ คือ การนอนแบบเปรต (นอนหงาย) แบบผู้บริโภคกาม (นอนตะแคงซ้าย) แบบราชสีห์ (นอนตะแคงขวา เอาเท้าซ้อนเท้า หางสอดระหว่างขาหลัง ตื่นแล้วตรวจดูร่างกายตนเอง หากพบส่วนใดยู่ยี่ก็ไม่พอใจ) และแบบพระตถาคต (ผู้เข้าฌานทั้งสี่) ทรงใช้อาการนอนของราชสีห์เป็นอุปมาความมีสติสำรวมระวังตนแม้ในยามพักผ่อน เปรียบเทียบกับความสำรวมของ
- หน้า ๓๓๒ ถูปารหสูตร พระพุทธเจ้าตรัสถึงบุคคล ๔ จำพวกที่ควรแก่การสร้างสถูปบรรจุอัฐิไว้บูชา ได้แก่ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันตสาวกของพระตถาคต และพระเจ้าจักรพรรดิ พระสูตรนี้แสดงหลักเกณฑ์ว่าใครบ้างที่สังคมชาวพุทธควรให้ความเคารพบูชาด้วยการสร้างเจดีย์ ซึ่งล้วนเป็นผู้มีคุณธรรมสูงส่งหรือมีบุญบารมีเป็นเลิศในทางโลกและทางธรรม
- หน้า ๓๓๒–๓๓๓ ปัญญาวุฑฒิสูตรและมนุสสภูตสูตร สองพระสูตรสั้น ๆ ที่มีเนื้อหาซ้ำกันเกือบทั้งหมด แสดงธรรม ๔ ประการที่เป็นไปเพื่อความเจริญแห่งปัญญา และเป็นธรรมที่มีอุปการะมากแก่ผู้เกิดมาเป็นมนุษย์ ได้แก่ การคบสัตบุรุษ การฟังพระสัทธรรม การทำไว้ในใจโดยแยบคาย (โยนิโสมนสิการ) และการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม หลักทั้งสี่นี้เป็นกระบวนการพัฒนาปัญญาตามลำดับ เริ่มจากการมีกัลยาณมิตรไปจนถึงการลงมือปฏิบัติจริง
- หน้า ๓๓๓ อนริยโวหาร-อริยโวหารสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงถ้อยคำ ๔ คู่ที่เป็นอนริยโวหาร (วาจาไม่ประเสริฐ) คือ พูดว่าเห็นในสิ่งที่ไม่เห็น พูดว่าฟังในสิ่งที่ไม่ได้ฟัง ฯลฯ และในทางกลับกัน คือพูดว่าไม่เห็นในสิ่งที่ไม่เห็นจริง ๆ ก็เป็นอนริยโวหารเช่นกันหากขัดกับความจริง ส่วนอริยโวหารคือการพูดตรงตามความเป็นจริงทั้งในกรณีที่เห็นและไม่เห็น ฟังและไม่ได้ฟัง หลักนี้ชี้ว่าความสัตย์จริงในคำพูดต้องสอดคล้องกับข้อเท็จจริงทั้งสองด้าน ไม่ใช่แค่การไม่โกหก พระสูตรนี้ปิดท้ายอาปัตติภยวรรคที่ ๕
- หน้า ๓๓๓–๓๓๔ จตุกกะว่าด้วยธรรมที่พึงรู้ยิ่ง (เปิดอภิญญาวรรค) เริ่มอภิญญาวรรคที่ ๖ พระพุทธเจ้าตรัสธรรม ๔ หมวดที่เกี่ยวเนื่องกับการรู้ยิ่ง (อภิญญา) คือ ธรรมที่พึงกำหนดรู้รอบด้วยปัญญาอันยิ่ง ได้แก่อุปาทานขันธ์ ๕ ธรรมที่พึงละคืออวิชชาและภวตัณหา ธรรมที่พึงเจริญคือสมถะและวิปัสสนา และธรรมที่พึงทำให้แจ้งคือวิชชาและวิมุตติ นี่คือกรอบสรุปภาพรวมของการปฏิบัติธรรมทั้งหมดในพระพุทธศาสนา ตั้งแต่การเข้าใจทุกข์ การละสมุทัย การเจริญมรรค จนถึงการบรรลุนิโรธ
- หน้า ๓๓๔–๓๓๕ อนริยปริเยสนา-อริยปริเยสนาสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงการแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ ๔ อย่าง คือ ตนเองมีธรรมดาต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย และต้องเศร้าหมองเป็นธรรมดา แต่กลับแสวงหาสิ่งที่มีสภาพเดียวกันนั้นอีก (คือติดอยู่ในกามคุณที่พาให้แก่เจ็บตายเศร้าหมองต่อไป) ส่วนการแสวงหาที่ประเสริฐคือเมื่อเห็นโทษของความแก่ ความเจ็บ ความตาย และความเศร้าหมองแล้ว หันไปแสวงหาพระนิพพานอันไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ไม่เศร้าหมอง เป็นแอกเกษมจากโยคะ พระสูตรนี้ชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างการเวียนว่ายในสังสารวัฏกับการมุ่งสู่ความหลุดพ้น
- หน้า ๓๓๕ สังคหวัตถุสูตร พระพุทธเจ้าตรัสสังคหวัตถุ ๔ ประการ อันเป็นหลักการสงเคราะห์ยึดเหนี่ยวน้ำใจผู้อื่น ได้แก่ ทาน (การให้) เปยยวัชชะ (วาจาอ่อนหวานเป็นที่รัก) อัตถจริยา (การประพฤติตนให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น) และสมานัตตตา (การวางตนเสมอต้นเสมอปลาย ไม่ถือตัว) หลักธรรมนี้เป็นพื้นฐานสำคัญของการอยู่ร่วมกันในสังคมและการผูกมิตรไมตรี ทำให้เกิดความสามัคคีและความไว้เนื้อเชื่อใจกัน
- หน้า ๓๓๕–๓๓๖ มาลุงกยปุตตสูตร พระมาลุงกยบุตรเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าทูลขอให้ทรงแสดงธรรมโดยย่อ เพื่อจะได้ไปหลีกเร้นบำเพ็ญเพียรตามลำพัง พระพุทธเจ้าทรงตำหนิเล็กน้อยว่าท่านชราแล้วยังมาขอโอวาทย่อเหมือนหนุ่ม แต่ก็ทรงแสดงเหตุเกิดตัณหา ๔ ประการของภิกษุ คือ ตัณหาเกิดขึ้นเพราะจีวร เพราะบิณฑบาต เพราะเสนาสนะ และเพราะภาวะที่จะเป็นหรือไม่เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ (อิติภวาภวะ) เมื่อภิกษุละตัณหาเหล่านี้ได้เด็ดขาดแล้วชื่อว่าตัดตัณหา คลายสังโยชน์ ทำที่สุดทุกข์ได้ พระมาลุงกยบุตรฟังแล้วไปบำเพ็ญเพียรจนได้บรรลุอรหัตตผล
- หน้า ๓๓๖–๓๓๗ กุลสูตร พระพุทธเจ้าตรัสสาเหตุ ๔ ประการที่ตระกูลซึ่งมั่งคั่งด้วยโภคทรัพย์ไม่ตั้งอยู่นาน คือ ไม่แสวงหาของที่หายไป ไม่ซ่อมแซมของที่ชำรุด บริโภคดื่มกินอย่างไม่มีประมาณ และตั้งหญิงหรือชายผู้ทุศีลไว้ในตำแหน่งปกครองทรัพย์สิน ในทางตรงข้าม ตระกูลที่มั่งคั่งตั้งอยู่ได้นานเพราะทำสิ่งตรงข้ามทั้งสี่ประการนี้ เป็นคำสอนเชิงปฏิบัติเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพย์สินและครอบครัวให้มั่นคงยั่งยืน
- หน้า ๓๓๗–๓๓๙ อัสสาชานียสูตร (อุปมาม้าอาชาไนย ๒ สูตร) พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบภิกษุผู้ควรแก่ทักษิณาทาน (อาหุไนยบุคคล) กับม้าอาชาไนยของพระราชาที่สมบูรณ์ด้วยองค์ ๔ คือ สมบูรณ์ด้วยผิวพรรณ กำลัง ฝีเท้า และทรวดทรง ในสูตรแรกทรงอธิบายว่าภิกษุสมบูรณ์ด้วยผิวพรรณคือมีศีล สมบูรณ์ด้วยกำลังคือมีความเพียร สมบูรณ์ด้วยฝีเท้าคือรู้แจ้งอริยสัจสี่ และสมบูรณ์ด้วยทรวดทรงคือเป็นผู้มีลาภปัจจัยสี่ ในสูตรที่สองทรงแสดงอุปมาเดียวกันอีกครั้งแต่เปลี่ยนความหมายของฝีเท้าเป็นการสิ้นอาสวะบรรลุเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ แสดงถึงพัฒนาการทางจิตที่สูงขึ้นไปสู่ความหลุดพ้น
- หน้า ๓๓๙–๓๔๐ พลสูตรและอรัญวนัปปัตถสูตร พระพุทธเจ้าตรัสพละ (กำลัง) ๔ ประการ คือ วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ และปัญญาพละ อันเป็นกำลังภายในที่ค้ำจุนการปฏิบัติธรรม จากนั้นทรงแสดงว่าภิกษุที่ไม่ควรอยู่เสนาสนะป่าอันสงัดไกล คือผู้มีกามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก และเป็นผู้มีปัญญาทึบเขลา ส่วนภิกษุที่ควรอยู่ป่าได้คือผู้มีเนกขัมมวิตก อพยาบาทวิตก อวิหิงสาวิตก และมีปัญญา แสดงว่าการอยู่ป่าต้องอาศัยความพร้อมทางจิตใจ มิใช่เพียงแค่ไปอยู่ในสถานที่สงัดเท่านั้น
- หน้า ๓๔๐–๓๔๑ พาลปัณฑิตสูตร (ปิดอภิญญาวรรค) พระพุทธเจ้าตรัสว่าคนพาลผู้ไม่ฉลาดเป็นอสัตบุรุษ ย่อมบริหารตนให้บกพร่องเสียหาย มีโทษ ถูกผู้รู้ติเตียน และประสบบาปมาก เพราะประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่มีโทษ และมีความเห็นผิดที่มีโทษ ส่วนบัณฑิตผู้ฉลาดเป็นสัตบุรุษย่อมบริหารตนไม่ให้บกพร่องเสียหาย ไม่มีโทษ ไม่ถูกติเตียน และได้บุญมาก เพราะประกอบด้วยกรรมทั้งสามและความเห็นที่ไม่มีโทษ พระสูตรนี้ปิดท้ายอภิญญาวรรคที่ ๖
- หน้า ๓๔๑–๓๔๔ กัมมปถวรรค (สูตรกรรมบถ ๑๐ ประการ) วรรคที่ ๗ ประกอบด้วยพระสูตรสั้น ๑๐ สูตรที่มีโครงสร้างซ้ำกัน กล่าวถึงอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการตามลำดับ คือ ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท ปิสุณาวาจา ผรุสวาจา สัมผัปปลาปะ อภิชฌา พยาบาท และมิจฉาทิฏฐิ แต่ละสูตรแสดงว่าผู้ใดทำกรรมนั้นด้วยตนเอง ชักชวนผู้อื่นให้ทำ พลอยยินดีเมื่อผู้อื่นทำ และกล่าวสรรเสริญกรรมนั้น ย่อมถูกนำไปเกิดในนรกเสมือนถูกฝากขังไว้ ส่วนผู้งดเว้นกรรมนั้นทั้งสี่ทาง (ตนเองงดเว้น ชักชวนให้ผู้อื่นงดเว้น พลอยยินดีในการงดเว้น และสรรเสริญการงดเว้น) ย่อมได้ไปเกิดในสวรรค์ แสดงให้เห็นว่า
- หน้า ๓๔๕–๓๔๖ ปัณณาสกาสังคหิตสุตตันตา (สูตรท้ายเล่มและโคลงปิดท้ายจตุกกนิบาต) ส่วนสุดท้ายของเล่มเป็นกลุ่มพระสูตรที่ไม่ได้จัดเข้าในหมวดปัณณาสก์ห้าสิบสูตรใด ๆ เริ่มด้วยพระสูตรว่าด้วยธรรม ๔ ประการที่พึงเจริญเพื่อรู้ยิ่งซึ่งราคะ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ และอิทธิบาท ๔ แล้วขยายรูปแบบเดียวกันนี้ไปใช้กับการกำหนดรู้รอบ การละ ความสิ้นไป ความเสื่อมไป ความคลายกำหนัด และความสละคืนซึ่งราคะ จากนั้นซ้ำสูตรเดียวกันนี้ไปกับกิเลสอื่น ๆ อีกจำนวนมาก เช่น โทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปฬาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาเถยยะ ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ และปมาทะ แสดงว่าหลักโพธิปักขิยธรรมชุดเด
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐