อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต

บาลีโรมัน (มหาสังคีติ) · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๒๒ · ๕๐๓ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๒๒๖ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๒ เสขพลสูตร พระพุทธเจ้าตรัสแก่ภิกษุที่วัดเชตวันว่า กำลัง (พละ) ของผู้ยังต้องศึกษา (เสขะ) มี ๕ ประการ คือ ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ และปัญญา จากนั้นทรงอธิบายความหมายของแต่ละข้อโดยละเอียด เช่น ศรัทธาคือความเชื่อมั่นในการตรัสรู้ของพระตถาคต หิริคือความละอายต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต เป็นต้น ทรงสอนให้ภิกษุหมั่นศึกษาตนให้สมบูรณ์ด้วยพละทั้ง ๕ นี้เพื่อความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม
  2. หน้า ๓–๔ สูตรว่าด้วยธรรมนำสู่ทุกข์หรือสุขในปัจจุบันและอบายหรือสวรรค์ ตรัสว่าภิกษุผู้ขาดศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญา ย่อมอยู่เป็นทุกข์เดือดร้อนในปัจจุบันและตายไปเข้าถึงทุคติ ส่วนภิกษุผู้มีธรรมทั้ง ๕ นี้ย่อมอยู่เป็นสุขไม่เดือดร้อนและตายไปสู่สุคติ ทรงเปรียบเหมือนของที่ถูกนำไปวางไว้อย่างไรก็ต้องเป็นเช่นนั้น หมายถึงกรรมย่อมส่งผลตามเหตุที่ทำไว้ เน้นความสำคัญของพละ ๕ ทั้งในแง่ความสุขทุกข์เฉพาะหน้าและภพหน้า
  3. หน้า ๔–๕ สิกขาปัจจักขานสูตร ตรัสว่าภิกษุหรือภิกษุณีที่บอกคืนสิกขาสึกไปเป็นคฤหัสถ์ ย่อมมีข้อที่ผู้รู้ติเตียนได้ ๕ ประการ คือถูกกล่าวหาว่าไม่มีศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญาในกุศลธรรม ในทางตรงข้าม ผู้ที่แม้ต้องทนทุกข์ทนโทมนัสร้องไห้อยู่ก็ยังประพฤติพรหมจรรย์ให้บริบูรณ์บริสุทธิ์ได้ ย่อมได้รับการสรรเสริญด้วยเหตุ ๕ ประการเดียวกันในทางตรงข้าม สะท้อนคุณค่าของความอดทนต่อความยากลำบากในการรักษาสมณเพศ
  4. หน้า ๕–๖ สูตรว่าด้วยเหตุที่อกุศลจะเกิดขึ้นได้เมื่อขาดพละ ๕ ตรัสว่าตราบใดที่ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ และปัญญายังตั้งมั่นอยู่ในกุศลธรรม อกุศลย่อมไม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ แต่เมื่อใดที่ธรรมเหล่านี้เสื่อมหายไป และความไม่มีศรัทธา ความไม่ละอาย หรือปัญญาทรามเข้ามาแทนที่ อกุศลย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นทันที แสดงให้เห็นว่าพละ ๕ ทำหน้าที่เป็นเครื่องป้องกันจิตจากอกุศลธรรม
  5. หน้า ๖–๗ สูตรเปรียบภิกษุผู้ยังไม่ฝึกกับกุมารที่พี่เลี้ยงต้องคอยดูแล ตรัสเปรียบภิกษุผู้ยังไม่ได้อบรมด้วยศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญาในกุศลธรรม เหมือนทารกอ่อนที่พี่เลี้ยงต้องคอยระวังไม่ให้เอาเศษไม้หรือก้อนกรวดใส่ปาก แม้ต้องควักออกจนเลือดออกก็ยังต้องทำเพื่อประโยชน์ของเด็ก แต่เมื่อภิกษุอบรมตนด้วยธรรมเหล่านี้แล้ว ก็เปรียบเหมือนกุมารที่เติบโตรู้จักดูแลตนเองได้ พระพุทธเจ้าจึงไม่ต้องทรงห่วงใยอีกต่อไป สื่อถึงความสำคัญของการฝึกตนจนพึ่งตนเองได้ในทางธรรม
  6. หน้า ๗–๑๐ สูตรว่าด้วยเหตุแห่งความเสื่อมหรือความเจริญในพระสัทธรรม ตรัสว่าภิกษุผู้ขาดศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญา ย่อมเคลื่อนจากพระสัทธรรมไม่มั่นคง ส่วนผู้มีธรรมเหล่านี้ย่อมไม่เคลื่อนตั้งมั่นอยู่ได้ ทรงขยายความว่าความไม่เคารพยำเกรง (อคารวะ) ยิ่งซ้ำเติมความเสื่อม ส่วนความเคารพยำเกรง (สคารวะ) ยิ่งส่งเสริมความมั่นคง และสุดท้ายตรัสว่าธรรม ๕ นี้เป็นเหตุให้ภิกษุเจริญงอกงามไพบูลย์ในพระธรรมวินัยหรือในทางตรงข้ามทำให้ไม่อาจเจริญได้เลย จบวรรคที่ ๑ คือเสขพลวรรค
  7. หน้า ๑๐ ตถาคตพลสูตร พระพุทธเจ้าทรงประกาศว่าพระองค์ทรงบรรลุถึงที่สุดแห่งอภิญญาในธรรมที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน และทรงมีตถาคตพละ ๕ ประการเช่นเดียวกับเสขพละ คือศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญา อันเป็นกำลังที่ทำให้ทรงกล้าปฏิญาณฐานะผู้องอาจ บันลือสีหนาทในบริษัท และประกาศพรหมจักร แสดงว่าพละเดียวกับที่พระเสขะฝึกฝนนั้น เมื่อบริบูรณ์เต็มที่ก็เป็นกำลังของพระตถาคตเอง
  8. หน้า ๑๐–๑๑ สูตรว่าด้วยปัญญาพละเป็นยอดแห่งเสขพละ ตรัสย้ำเสขพละ ๕ ประการอีกครั้ง แล้วชี้ว่าในบรรดาพละทั้ง ๕ นั้นปัญญาพละเป็นยอด เป็นที่รวม เป็นศูนย์รวมของพละทั้งหมด เปรียบเหมือนยอดจั่วเป็นส่วนสำคัญที่สุดของเรือนยอดแหลม ทรงสอนให้ภิกษุตั้งใจศึกษาให้สมบูรณ์ด้วยพละทั้ง ๕ นี้โดยเฉพาะปัญญาซึ่งเป็นยอดสุด
  9. หน้า ๑๑–๑๓ พลสูตร ว่าด้วยศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ตรัสถึงพละอีกชุดหนึ่งต่างจากเสขพละ คือศรัทธาพละ วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ และปัญญาพละ ทรงอธิบายความหมายของแต่ละข้อ โดยสมาธิพละหมายถึงการเข้าถึงฌานทั้ง ๔ ตามลำดับ จากนั้นทรงชี้ว่าแต่ละพละควรเห็นได้ที่ไหน คือศรัทธาในโสตาปัตติยังค์ ๔ วิริยะในสัมมัปปธาน ๔ สติในสติปัฏฐาน ๔ สมาธิในฌาน ๔ และปัญญาในอริยสัจ ๔ พร้อมย้ำอีกครั้งว่าปัญญาพละเป็นยอดของพละทั้งหมดดุจยอดจั่วเรือน
  10. หน้า ๑๓–๑๕ สูตรว่าด้วยการปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น ตรัสถึงธรรม ๕ ประการ คือความถึงพร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ ทรงแสดงกรณีต่างๆ ได้แก่ ภิกษุผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนแต่ไม่ชักชวนผู้อื่น ภิกษุผู้ชักชวนผู้อื่นแต่ตนเองไม่บรรลุ ภิกษุผู้ไม่บรรลุทั้งสองทาง และภิกษุผู้บรรลุทั้งเพื่อตนเองและชักชวนผู้อื่นได้ด้วย ซึ่งเป็นแบบอย่างที่สมบูรณ์ที่สุด สอนให้เห็นว่าการบรรลุธรรมด้วยตนเองควรควบคู่กับการช่วยผู้อื่นให้บรรลุด้วย จบวรรคที่ ๒ คือพลวรรค
  11. หน้า ๑๕–๑๗ สูตรว่าด้วยความเคารพเป็นเหตุแห่งความบริบูรณ์ในธรรมขั้นต่างๆ ตรัสว่าภิกษุผู้ไม่มีความเคารพยำเกรง ประพฤติไม่สอดคล้องกับหมู่คณะ ย่อมไม่อาจทำอาภิสมาจาริกธรรม (มารยาทเบื้องต้น) ให้บริบูรณ์ได้ และเมื่อขาดข้อนั้นก็ไม่อาจทำเสขธรรม ศีล สัมมาทิฏฐิ และสัมมาสมาธิให้บริบูรณ์ตามลำดับได้เลย ในทางตรงข้าม ภิกษุผู้มีความเคารพย่อมบรรลุความบริบูรณ์ในธรรมทั้งหมดนี้ได้ตามลำดับ แสดงว่าความเคารพยำเกรงเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาไปสู่มรรคผล
  12. หน้า ๑๗–๒๐ สูตรเปรียบจิตเศร้าหมองกับทองคำมีสนิม ตรัสเปรียบทองคำที่เจือด้วยเหล็ก ทองแดง ดีบุก ตะกั่ว เงิน ย่อมไม่อ่อนนุ่มไม่ควรแก่การใช้งาน ฉันใด จิตที่เศร้าหมองด้วยกามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ และวิจิกิจฉา ก็ไม่ควรแก่งานฉันนั้น เมื่อจิตหลุดพ้นจากนิวรณ์ทั้ง ๕ นี้แล้ว จิตย่อมอ่อนนุ่มควรแก่งาน สามารถน้อมไปทำอภิญญาต่างๆ ให้แจ้งได้ เช่น แสดงฤทธิ์ หูทิพย์ ทายใจผู้อื่น ระลึกชาติได้ ตาทิพย์ และความสิ้นอาสวะ
  13. หน้า ๒๑–๒๒ สูตรเปรียบผู้ทุศีลกับต้นไม้ที่กิ่งใบเสียหาย ตรัสว่าผู้ทุศีลมีศีลวิบัติ ย่อมทำให้เหตุใกล้แห่งสัมมาสมาธิเสียหายไปด้วย และเมื่อขาดสัมมาสมาธิ ก็ทำให้ญาณทัสสนะตามความเป็นจริง ความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด และวิมุตติญาณทัสสนะเสียหายตามกันเป็นลูกโซ่ เปรียบเหมือนต้นไม้ที่กิ่งใบเสียหายแล้ว เปลือก กระพี้ แก่นก็ไม่อาจสมบูรณ์ได้ ในทางตรงข้าม ผู้มีศีลบริบูรณ์ย่อมเป็นอุปนิสัยให้ธรรมขั้นสูงเจริญขึ้นตามลำดับ เหมือนต้นไม้ที่กิ่งใบสมบูรณ์ทำให้ส่วนอื่นสมบูรณ์ตามไปด้วย
  14. หน้า ๒๒ สูตรว่าด้วยองค์ ๕ ที่สนับสนุนสัมมาทิฏฐิ ตรัสว่าสัมมาทิฏฐิที่ได้รับการสนับสนุนด้วยองค์ ๕ ประการ คือศีล การสดับสุตะ การสนทนาไต่ถาม สมถะ และวิปัสสนา ย่อมมีผลเป็นเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติพร้อมทั้งอานิสงส์ของวิมุตติทั้งสอง แสดงว่าการเจริญปัญญาที่ถูกต้องต้องอาศัยองค์ประกอบรอบด้านทั้งศีล การศึกษา การสนทนา และการภาวนาทั้งสมถะวิปัสสนาร่วมกัน
  15. หน้า ๒๒–๒๕ วิมุตตายตนสูตร ตรัสถึงวิมุตตายตนะ ๕ ประการอันเป็นโอกาสที่จิตของภิกษุผู้ไม่ประมาทมีความเพียรจะหลุดพ้นหรืออาสวะจะสิ้นไปได้ คือ เมื่อฟังพระศาสดาหรือครูแสดงธรรม เมื่อตนแสดงธรรมแก่ผู้อื่น เมื่อสาธยายธรรม เมื่อตรึกตรองธรรมด้วยใจ หรือเมื่อเรียนกรรมฐานได้ดี ในแต่ละกรณีย่อมเกิดความปราโมทย์ ปีติ กายสงบ สุข และจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิตามลำดับ ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยให้จิตหลุดพ้นจากอาสวะได้
  16. หน้า ๒๕–๒๖ สูตรว่าด้วยญาณ ๕ ที่เกิดแก่ผู้เจริญสมาธิ ตรัสสอนให้เจริญสมาธิอย่างไม่มีประมาณ ด้วยปัญญารักษาตนและมีสติระลึกได้ เมื่อเจริญสมาธิเช่นนี้ ญาณ ๕ ประการย่อมเกิดขึ้นเฉพาะตนแก่ผู้นั้น คือรู้ว่าสมาธินี้มีสุขทั้งในปัจจุบันและอนาคต เป็นอริยะไม่มีอามิส ไม่ใช่สิ่งที่คนชั่วเสพ เป็นความสงบประณีต และรู้ว่าตนเข้าออกจากสมาธินี้ได้อย่างมีสติ
  17. หน้า ๒๖–๓๑ ปัญจังคิกสมาธิสูตร ตรัสแสดงการเจริญสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ ๕ อย่างประเสริฐ ผ่านฌานทั้ง ๔ พร้อมอุปมาที่มีชื่อเสียง เช่น นายช่างสระผงสบู่ให้ชุ่มทั่วดุจปีติสุขแผ่ไปทั่วกายในฌานที่ ๑ ห้วงน้ำที่มีตาน้ำผุดขึ้นภายในดุจปีติสุขในฌานที่ ๒ ดอกบัวแช่น้ำเย็นทั่วต้นดุจสุขไม่มีปีติในฌานที่ ๓ และบุรุษคลุมผ้าขาวทั่วตัวดุจจิตบริสุทธิ์ผ่องแผ้วในฌานที่ ๔ รวมถึงองค์ที่ ๕ คือนิมิตสำหรับพิจารณาทบทวนตนเองไว้ดี เมื่อเจริญสมาธินี้มากแล้วย่อมน้อมจิตไปทำอภิญญาต่างๆ ให้แจ้งได้ดุจน้ำในหม้อที่พร้อมใช้ได้ทันที
  18. หน้า ๓๑ จังกมสูตร ตรัสถึงอานิสงส์ ๕ ประการของการเดินจงกรม คือ อดทนต่อการเดินทางไกลได้ อดทนต่อความเพียรได้ มีอาพาธน้อย อาหารที่กินดื่มเคี้ยวลิ้มย่อยได้ดี และสมาธิที่ได้จากการเดินจงกรมตั้งอยู่ได้นาน แสดงถึงประโยชน์ของอิริยาบถเดินในการปฏิบัติธรรมนอกเหนือจากการนั่งสมาธิ
  19. หน้า ๓๑–๓๓ นาคิตสูตร เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จถึงหมู่บ้านอิจฉานังคละ ชาวบ้านพากันมาถวายภัตตาหารด้วยเสียงอึกทึก พระองค์ตรัสห้ามพระนาคิตะไม่ให้ทรงเกี่ยวข้องกับยศ เพราะผู้ที่ได้เสวยสุขจากเนกขัมมะ ความสงัด ความสงบ และการตรัสรู้แล้ว ย่อมไม่ปรารถนาความสุขจากลาภสักการะและเสียงสรรเสริญซึ่งเปรียบเหมือนความสุขทางกิเลส ทรงแสดงต่อว่าการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในผัสสายตนะ ๖ และอุปาทานขันธ์ ๕ ทำให้เกิดความรังเกียจในสิ่งเหล่านั้น ปิดท้ายวรรคที่ ๓ คือปัญจังคิกวรรค
  20. หน้า ๓๔–๓๖ สุมนาสูตร พระนางสุมนาราชกุมารีทูลถามว่าสาวกสองรูปที่มีศรัทธา ศีล ปัญญาเท่ากัน แต่รูปหนึ่งให้ทานอีกรูปหนึ่งไม่ให้ทาน เมื่อไปเกิดเป็นเทวดา เป็นมนุษย์ หรือบวชแล้ว จะต่างกันหรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าผู้ให้ทานย่อมเหนือกว่าผู้ไม่ให้ทานด้วยฐานะ ๕ ประการในแต่ละภพภูมิ คือ อายุ วรรณะ สุข ยศ และความเป็นใหญ่ แต่เมื่อบรรลุอรหัตต์แล้วไม่มีความแตกต่างกันเพราะวิมุตติเสมอกัน
  21. หน้า ๓๖–๓๘ จุนทีสูตร พระนางจุนทีราชกุมารีทูลถามถึงคำสอนของพระเชษฐาว่าผู้ถึงพระรัตนตรัยและมีศีล ๕ ย่อมไปสุคติ จึงทูลถามว่าความเลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และศีลแบบใดจึงให้ผลเช่นนั้น พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าในบรรดาสัตว์ทั้งหลายพระตถาคตเป็นเลิศ ในบรรดาธรรมทั้งหลายวิราคะ (นิพพาน) เป็นเลิศ ในบรรดาหมู่คณะพระสงฆ์สาวกเป็นเลิศ และในบรรดาศีลทั้งหลายศีลที่บริสุทธิ์ไม่ขาดไม่ทะลุเป็นเลิศ ผู้เลื่อมใสในสิ่งที่เลิศเหล่านี้ย่อมได้รับผลอันเลิศตามไปด้วย
  22. หน้า ๓๘–๔๑ อุคคหสูตร ว่าด้วยโอวาทแก่กุมารีก่อนไปเรือนสามี อุคคหะ เมณฑกนัดดา ทูลอาราธนาให้พระพุทธเจ้าประทานโอวาทแก่บุตรสาวก่อนไปอยู่เรือนสามี พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่าสตรีที่จะไปเกิดในหมู่เทวดาที่มีกายน่าพอใจ ต้องประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ คือ ตื่นก่อนนอนทีหลังสามี เชื่อฟังคำสั่งประพฤติถูกใจพูดไพเราะ เคารพยกย่องผู้ที่สามีเคารพ ขยันขันแข็งในงานบ้าน และรักษาทรัพย์สินที่สามีหามาได้ไม่ให้เสียหายด้วยความซื่อสัตย์ไม่ลักขโมยหรือมัวเมา
  23. หน้า ๔๑–๔๓ สีหเสนาปติสูตร สีหเสนาบดีทูลถามว่าสามารถบัญญัติผลของทานที่เห็นได้ในปัจจุบันหรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าผู้ให้ทานย่อมเป็นที่รักที่ชอบใจของคนหมู่มาก สัตบุรุษย่อมคบหา มีชื่อเสียงดีงามขจรไป และเข้าสู่บริษัทใดก็องอาจไม่เก้อเขิน ส่วนผลในภพหน้าคือไปสู่สุคติโลกสวรรค์ สีหเสนาบดีทูลยืนยันว่าตนประจักษ์ผลสี่ข้อแรกด้วยตนเองแล้ว ส่วนเรื่องสวรรค์นั้นเชื่อด้วยศรัทธาต่อพระพุทธเจ้า
  24. หน้า ๔๓–๔๔ ทานานิสังสสูตร (สรุปย่อ) ตรัสสรุปอานิสงส์ของทาน ๕ ประการโดยย่อ คือเป็นที่รักที่ชอบใจของคนหมู่มาก สัตบุรุษคบหา มีชื่อเสียงดีงามขจรไป ไม่เสื่อมจากธรรมของคฤหัสถ์ และตายไปเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เป็นการย้ำเนื้อความเดียวกับสูตรสีหเสนาบดีในรูปแบบที่กระชับขึ้น
  25. หน้า ๔๔ กาลทานสูตร ตรัสถึงกาลทาน ๕ ประการ คือ การให้ทานแก่ผู้มาใหม่ แก่ผู้จะเดินทางไกล แก่ผู้เจ็บป่วย ในยามข้าวยากหมากแพง และการถวายผลผลิตข้าวใหม่ผลไม้ใหม่แก่ผู้มีศีลก่อนบริโภคเอง แสดงว่าทานที่ให้ถูกจังหวะเวลาเหมาะสมย่อมมีอานิสงส์มาก
  26. หน้า ๔๔–๔๕ โภชนทานสูตร ตรัสว่าผู้ให้ทานอาหารชื่อว่าให้ฐานะ ๕ ประการแก่ผู้รับ คือ อายุ วรรณะ สุข กำลัง และปฏิภาณ และเมื่อให้สิ่งเหล่านี้แล้ว ตนเองก็ย่อมได้รับส่วนแบ่งแห่งอายุ วรรณะ สุข กำลัง และปฏิภาณนั้นทั้งในโลกทิพย์และโลกมนุษย์ด้วยเช่นกัน สะท้อนหลักที่ว่าผลของทานย่อมสอดคล้องกับสิ่งที่ให้
  27. หน้า ๔๕–๔๖ สัทธกุลปุตตสูตร ตรัสว่าสัตบุรุษในโลกย่อมอนุเคราะห์ เข้าไปหา รับของถวาย และแสดงธรรมแก่ผู้มีศรัทธาก่อนผู้ไม่มีศรัทธาเสมอ และกุลบุตรผู้มีศรัทธาเมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ทรงเปรียบกุลบุตรผู้มีศรัทธาเหมือนต้นไทรใหญ่ที่เป็นที่พึ่งของฝูงนกทั่วไป เป็นที่พึ่งของภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาทั้งหลาย
  28. หน้า ๔๖–๔๗ ปุตตสูตร ว่าด้วยเหตุที่มารดาบิดาปรารถนาบุตร ตรัสถึงเหตุ ๕ ประการที่มารดาบิดาเห็นแล้วจึงปรารถนาบุตรเกิดในตระกูล คือ บุตรจะเลี้ยงดูตอบแทน จะช่วยทำกิจแทน จะสืบสกุลวงศ์ต่อไป จะได้รับมรดกทรัพย์สิน และจะทำบุญอุทิศให้ผู้ล่วงลับไปแล้ว มีคาถาสรุปย้ำว่าบุตรที่มีศรัทธาและศีลสมบูรณ์เป็นผู้ที่ควรได้รับการสรรเสริญ
  29. หน้า ๔๗–๔๘ มหาสาลสูตร เปรียบครัวเรือนกับต้นสาละบนภูเขาหิมพานต์ ตรัสเปรียบว่าต้นสาละใหญ่ที่อาศัยภูเขาหิมพานต์ย่อมเจริญเติบโตด้วยกิ่งใบ เปลือก กระพี้ และแก่น ฉันใด ครัวเรือนที่อาศัยหัวหน้าครอบครัวผู้มีศรัทธาก็ย่อมเจริญด้วยศรัทธา ศีล การสดับ การเสียสละ และปัญญา ฉันนั้น แสดงว่าคุณธรรมของหัวหน้าครอบครัวเป็นรากฐานที่ทำให้สมาชิกในบ้านเจริญงอกงามตามไปด้วย ปิดท้ายวรรคที่ ๔ คือสุมนวรรค
  30. หน้า ๔๘–๕๐ โภคาทิยสูตร ว่าด้วยประโยชน์ของโภคทรัพย์ พระพุทธเจ้าตรัสแก่อนาถบิณฑิกเศรษฐีว่าอริยสาวกผู้แสวงหาทรัพย์โดยชอบธรรมด้วยความเพียรของตน ย่อมใช้ทรัพย์เพื่อประโยชน์ ๕ ประการ คือ เลี้ยงตนเองและมารดาบิดาให้เป็นสุข เลี้ยงบุตรภรรยาและคนรับใช้ เลี้ยงมิตรสหาย ป้องกันภยันตรายเช่นไฟไหม้น้ำท่วมโจรภัย และทำพลี ๕ อย่างแก่ญาติ แขก ผู้ล่วงลับ ราชการ และเทวดา รวมถึงถวายทานแก่สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติดี หากทรัพย์หมดไปหลังใช้ตามนี้ก็ไม่เดือดร้อนใจ
  31. หน้า ๕๐–๕๑ สัปปุริสสูตร ตรัสว่าสัตบุรุษที่เกิดในตระกูลใด ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่คนหมู่มาก ทั้งมารดาบิดา บุตรภรรยา คนรับใช้ มิตรสหาย และสมณพราหมณ์ ทรงเปรียบเหมือนมหาเมฆที่ยังพืชพันธุ์ธัญญาหารทั้งปวงให้สมบูรณ์เพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มาก แสดงว่าคุณธรรมของบุคคลหนึ่งสามารถแผ่ประโยชน์ไปถึงผู้เกี่ยวข้องรอบตัวได้อย่างกว้างขวาง
  32. หน้า ๕๑–๕๓ สูตรว่าด้วยธรรม ๕ ประการที่หาได้ยากในโลก พระพุทธเจ้าตรัสแก่อนาถบิณฑิกเศรษฐีว่า อายุ วรรณะ สุข ยศ และสวรรค์ เป็นสิ่งที่น่าปรารถนาแต่หาได้ยากในโลก และไม่อาจได้มาเพียงด้วยการอ้อนวอนหรือตั้งความปรารถนาเท่านั้น อริยสาวกผู้ต้องการสิ่งเหล่านี้จึงต้องปฏิบัติตามข้อปฏิบัติที่เป็นเหตุให้ได้มาซึ่งอายุ วรรณะ สุข ยศ และสวรรค์นั้นๆ ด้วยตนเอง แสดงหลักว่าผลดีในชีวิตเกิดจากการกระทำที่ถูกต้อง ไม่ใช่จากคำอธิษฐาน
  33. หน้า ๕๓–๕๕ อุคคคหปติสูตร ว่าด้วยอุคคคหบดีชาวเวสาลีถวายของโปรด อุคคคหบดีชาวเวสาลีทูลว่าเคยได้ยินมาว่าผู้ถวายของที่ตนชอบใจย่อมได้รับของที่ชอบใจตอบแทน จึงทูลถวายของที่ตนโปรดปรานที่สุด เช่น ขนมดอกสาละ เนื้อสุกรอย่างดี แกงผักที่ปรุงด้วยน้ำมัน ข้าวสาลีหุงสุกไม่มีเมล็ดดำพร้อมกับข้าวหลายอย่าง ผ้าแคว้นกาสี ตลอดจนบัลลังก์ปูลาดอย่างดีและแผ่นไม้จันทน์ราคาแพง พระพุทธเจ้าทรงรับด้วยความอนุเคราะห์และทรงอนุโมทนา ตอนท้ายของช่วงนี้เริ่มเล่าว่าต่อมาอุคคคหบดีถึงแก่กรรมไปเกิดเป็นเทพชนิดหนึ่ง ซึ่งเรื่องราวจะดำเนินต่อในหน้าถัดไปนอกเหนือจากช่วงที่คัดมานี้
  34. หน้า ๕๖ ปิดท้ายสูตรเทวบุตรอุคคะ และเริ่มปุญญาภิสันทสูตร หน้านี้เปิดด้วยตอนจบของสูตรก่อนหน้า (มาจากตอนที่แล้ว) ที่เทพบุตรชื่ออุคคะเปล่งรัศมีเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้ายามค่ำคืน และพระองค์ตรัสคาถาว่าผู้ให้สิ่งที่ถูกใจย่อมได้สิ่งที่ถูกใจ ผู้ให้สิ่งเลิศย่อมได้สิ่งเลิศตอบแทน จากนั้นเริ่มพระสูตรใหม่ทันที คือทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลายว่าเมื่อภิกษุใช้สอยจีวร บิณฑบาต ที่อยู่ ที่นอน และยาแก้ไข้ด้วยจิตที่แผ่เมตตาไม่มีประมาณ ย่อมเกิดกระแสบุญกุศลห้าอย่างไม่มีประมาณเช่นกัน
  35. หน้า ๕๗–๕๘ ปุญญาภิสันทสูตร (จบ) สัมปทาสูตร และธนสูตร พระพุทธเจ้าทรงเปรียบบุญของอริยสาวกผู้มีกระแสบุญห้าอย่างนี้ว่ายากจะประมาณได้ ดุจน้ำในมหาสมุทรที่ไม่อาจนับเป็นจำนวนได้ ปิดท้ายด้วยคาถาเปรียบบุญที่ไหลมาสู่บัณฑิตดุจแม่น้ำหลายสายไหลลงสู่สาคร จากนั้นทรงแสดงสัมปทาสูตรสั้นๆ ว่าความถึงพร้อมมีห้าอย่างคือ ศรัทธา ศีล การฟัง การเสียสละ และปัญญา แล้วเริ่มธนสูตรที่อธิบายทรัพย์ห้าอย่างเดียวกันนี้อย่างละเอียดต่อในหน้าถัดไป
  36. หน้า ๕๙–๖๓ ธนสูตรและอลัพภนียัฏฐานสูตร ห้าสิ่งที่ไม่มีใครล่วงพ้นได้ ช่วงต้นหน้า 59 เป็นตอนจบของธนสูตร อธิบายทรัพย์ห้าคือศรัทธา ศีล การฟัง การสละ และปัญญา พร้อมคาถาสรรเสริญผู้มีศรัทธามั่นในพระรัตนตรัยว่าชีวิตไม่สูญเปล่า จากนั้นเป็นพระธรรมเทศนาสำคัญว่าไม่มีใครในโลกไม่ว่าสมณะ พราหมณ์ เทวดา หรือพรหม จะขอให้ตนไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ไม่สิ้นไป ไม่พินาศไปได้เลย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับเมื่อเผชิญสิ่งเหล่านี้ย่อมโศกเศร้าคร่ำครวญทำร้ายตนเอง ต่างจากอริยสาวกผู้ได้สดับซึ่งพิจารณาว่าสัตว์ทั้งปวงล้วนเป็นเช่นนี้จึงถอนลูกศรแห่งความโศกออกได้ ปิดท้ายด้วยคาถาสอนว่าการโศกเศร้าไม่ช่วยอะไร บ
  37. หน้า ๖๓–๖๔ พระเจ้าปเสนทิโกศลกับการสิ้นพระชนม์ของพระนางมัลลิกา เมื่อพระนางมัลลิกาเทวีสิ้นพระชนม์ พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้าด้วยความทุกข์โทมนัสจนนั่งซบเซาพูดไม่ออก พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงธรรมเรื่องห้าสิ่งที่ไม่มีใครล่วงพ้นได้ในโลก (ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ไม่สิ้น ไม่พินาศ) แบบย่อซ้ำกับที่ทรงแสดงแก่ภิกษุก่อนหน้า เพื่อปลอบพระทัยให้ทรงคลายความโศกด้วยการเข้าใจธรรมดาของชีวิต
  38. หน้า ๖๔–๗๑ พระนารทะแสดงโสกสัลลหรณสูตรแก่พระเจ้ามุณฑะ เมื่อพระนางภัททาเทวีมเหสีของพระเจ้ามุณฑะสิ้นพระชนม์ พระองค์ทรงเศร้าโศกจนไม่อาบน้ำไม่เสวยและให้เก็บพระศพไว้ในรางน้ำมันเพื่อทอดพระเนตรได้นาน ปิยกะ ผู้ดูแลคลังจึงแนะนำให้ไปหาพระนารทะที่กุกกุฏาราม พระนารทะแสดงธรรมเรื่องห้าสิ่งที่ไม่มีใครล่วงพ้นได้แบบเดียวกับที่ทรงแสดงแก่ภิกษุและพระเจ้าปเสนทิ แต่ในที่นี้เล่าอย่างละเอียดเต็มรูปแบบ เมื่อพระเจ้ามุณฑะสดับแล้วทรงคลายความโศกได้ ตรัสถามชื่อธรรมบรรยายนี้และพระนารทะตอบว่าชื่อ "โสกสัลลหรณะ" (ผู้ถอนลูกศรแห่งความโศก) พระราชาจึงสั่งให้ฌาปนกิจพระศพและกลับมาดำเนินช
  39. หน้า ๗๒–๗๓ นีวรณสูตร: อุปมาแม่น้ำถูกกั้นด้วยรั้วไถ เริ่มทุติยปัณณาสก์ นีวรณวรรค พระพุทธเจ้าทรงแสดงนิวรณ์ห้าคือ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ และวิจิกิจฉา ว่าเป็นเครื่องกางกั้นจิตทำให้ปัญญาอ่อนกำลัง ทรงเปรียบเหมือนแม่น้ำจากภูเขาที่ไหลเชี่ยวแรง หากถูกเปิดร่องน้ำสองข้างให้แตกกระจายก็จะไม่ไหลไกลไม่แรงอีก เช่นเดียวกับภิกษุที่ไม่ละนิวรณ์ห้าย่อมไม่อาจรู้ประโยชน์ตนประโยชน์ผู้อื่นได้ แต่ผู้ละได้แล้วก็สามารถรู้แจ้งได้ดุจแม่น้ำที่ไหลแรงเมื่อร่องน้ำถูกปิด
  40. หน้า ๗๔ อกุสลราสิสูตรและปธานิยังคสูตร สูตรแรกกล่าวสั้นๆ ว่าผู้ที่กล่าวถูกต้องเรียกนิวรณ์ห้าว่าเป็น "กองอกุศลทั้งมวล" ก็กล่าวถูกแล้ว เพราะนิวรณ์ห้าคือกองอกุศลทั้งหมดนั่นเอง สูตรถัดมาแสดงองค์ประกอบห้าประการของผู้มีความเพียร ได้แก่ มีศรัทธาในพระรัตนตรัย มีสุขภาพดีย่อยอาหารสมดุล ไม่โอ้อวดไม่มีมารยา เพียรพยายามละอกุศลเจริญกุศลอย่างจริงจัง และมีปัญญาเห็นความเกิดดับที่นำไปสู่ความสิ้นทุกข์
  41. หน้า ๗๕–๗๖ กาลที่ไม่เหมาะและกาลที่เหมาะแก่ความเพียร พระพุทธเจ้าทรงแสดงห้ากาลที่ไม่เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียร คือเมื่อภิกษุแก่ชรา เจ็บป่วย เกิดข้าวยากหมากแพง เกิดภัยสงครามทำให้ผู้คนอพยพ หรือสงฆ์แตกแยกทะเลาะกัน ตรงข้ามกับห้ากาลที่เหมาะแก่การเพียร คือเมื่อยังหนุ่มแน่น สุขภาพดี บ้านเมืองอุดมสมบูรณ์ ผู้คนสามัคคีกลมเกลียว และสงฆ์มีความพร้อมเพรียงกัน ซึ่งล้วนเอื้อให้การปฏิบัติธรรมก้าวหน้าได้ดี
  42. หน้า ๗๖–๗๙ มาตาปุตติกสูตร: ภัยแห่งรูปสตรี มีภิกษุกับภิกษุณีที่เป็นแม่ลูกกันจำพรรษาอยู่ในเมืองเดียวกัน ต่างคิดถึงกันมากจนไปมาหาสู่บ่อย เกิดความคุ้นเคยเกินขอบเขตจนในที่สุดทั้งคู่ละเมิดสิกขาบทมีเพศสัมพันธ์กัน พระพุทธเจ้าทรงถือเหตุการณ์นี้แสดงธรรมว่าไม่มีรูป เสียง กลิ่น รส หรือสัมผัสอื่นใดที่ผูกมัดจิตใจบุรุษได้เท่ารูปสตรีอีกแล้ว พร้อมตรัสคาถาเตือนไม่ให้อยู่ตามลำพังกับหญิงสองต่อสอง เปรียบเหมือนเดินกับโจรถืออาวุธหรืองูพิษ และสรรเสริญผู้เข้าใจกามอย่างถ่องแท้ว่าเป็นผู้ข้ามพ้นโลกได้
  43. หน้า ๗๙–๘๑ ภิกษุผู้ท้อแท้ในกามและการบรรลุอรหัตต์ ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปหาพระอุปัชฌาย์เล่าว่าตนรู้สึกกายเหมือนเมามัว ทิศทางสับสน ธรรมไม่แจ่มแจ้ง จิตถูกความง่วงเหงาครอบงำ ไม่ยินดีในพรหมจรรย์ และมีความสงสัยในธรรม เมื่อนำไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงชี้ว่าอาการทั้งหมดเกิดจากไม่สำรวมอินทรีย์ ไม่รู้ประมาณในการบริโภค ไม่เพียรเจริญธรรมฝ่ายโพธิปักขิยธรรมทั้งกลางวันกลางคืน จึงทรงสอนให้ฝึกในทางตรงข้าม ภิกษุรูปนั้นปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดจนไม่นานก็บรรลุอรหัตตผล แล้วกลับไปกราบทูลรายงานผลแก่พระอุปัชฌาย์และพระพุทธเจ้าอีกครั้ง
  44. หน้า ๘๑–๘๖ ฐานะห้าประการที่ควรพิจารณาเนืองๆ พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าทั้งสตรีและบุรุษ คฤหัสถ์และบรรพชิต ควรพิจารณาเนืองๆ ถึงห้าสิ่งคือ ตนมีความแก่เป็นธรรมดายังไม่ล่วงพ้นความแก่ มีความเจ็บป่วยเป็นธรรมดา มีความตายเป็นธรรมดา จะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งปวง และตนมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทของกรรม ทรงอธิบายประโยชน์ของการพิจารณาแต่ละข้อว่าช่วยลดความมัวเมาในความหนุ่ม สุขภาพ ชีวิต และความยึดติดในของรัก อริยสาวกผู้พิจารณาเช่นนี้ย่อมเกิดมรรคเพื่อละสังโยชน์ได้ ปิดท้ายด้วยคาถาที่พระพุทธเจ้าตรัสเล่าถึงการพิจารณาธรรมเหล่านี้ของพระองค์เองก่อนตรัสรู้
  45. หน้า ๘๖–๙๐ เจ้าลิจฉวีหนุ่มและคุณสมบัติของกุลบุตรผู้เจริญ ขณะประทับที่มหาวัน เมืองเวสาลี เจ้าลิจฉวีหนุ่มกลุ่มหนึ่งซึ่งปกติซุกซนพกอาวุธออกล่าสัตว์ เมื่อพบพระพุทธเจ้ากลับวางอาวุธเข้าเฝ้าด้วยความสงบสำรวม มหานามะลิจฉวีเห็นดังนั้นจึงเปล่งอุทานว่าพวกวัชชีจะเจริญรุ่งเรือง พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่ากุลบุตรผู้ใดมีธรรมห้าประการ คือใช้ทรัพย์ที่หามาด้วยความเพียรโดยชอบธรรมบำรุงบิดามารดา บุตรภรรยาบริวาร กิจการงาน เทวดาผู้รับพลี และสมณพราหมณ์ให้เกิดความอนุเคราะห์ ย่อมมีแต่ความเจริญไม่มีความเสื่อม ปิดท้ายด้วยคาถาสรรเสริญคฤหัสถ์ผู้ครองเรือนโดยธรรมเช่นนี้
  46. หน้า ๙๐ คุณสมบัติที่หาได้ยากของผู้บวชเมื่อชรา พระพุทธเจ้าทรงแสดงสองสูตรสั้นๆ ต่อเนื่องกันว่าผู้บวชเมื่อสูงอายุที่มีคุณสมบัติห้าประการนั้นหาได้ยาก สูตรแรกกล่าวถึงความเป็นผู้ฉลาด มีอากัปกิริยาดี เป็นพหูสูต เป็นนักแสดงธรรม และทรงพระวินัย ส่วนสูตรที่สองเปลี่ยนสามข้อแรกเป็นการเป็นผู้ว่าง่าย รับคำแนะนำได้ถูกต้อง และรับได้โดยเคารพ ปิดท้ายวรรคนีวรณวรรคด้วยบทสรุปหัวข้อ
  47. หน้า ๙๐–๙๑ สัญญาห้าประการที่มีผลมาก เริ่มสัญญาวรรค พระพุทธเจ้าทรงแสดงซ้ำสองครั้งว่าสัญญาห้าอย่าง เมื่อเจริญและทำให้มากแล้วย่อมมีผลมากมีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด ได้แก่ อนิจจสัญญา (ความรู้สึกถึงความไม่เที่ยง) อนัตตสัญญา มรณสัญญา ปฏิกูลสัญญาในอาหาร และความไม่ยินดีในโลกทั้งปวง
  48. หน้า ๙๑–๙๒ ความเจริญห้าประการของอริยสาวกและอริยสาวิกา พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าอริยสาวกชายผู้เจริญด้วยความเจริญห้าประการ คือศรัทธา ศีล การฟัง การสละ และปัญญา ชื่อว่าเจริญด้วยความเจริญอย่างประเสริฐ ถือเอาสิ่งเป็นสาระแก่นสารของชีวิตไว้ได้ พร้อมคาถาประกอบ จากนั้นทรงแสดงเนื้อความเดียวกันสำหรับอริยสาวิกาหญิงพร้อมคาถาซ้ำอีกบท
  49. หน้า ๙๒–๙๓ ภิกษุผู้ควรแก่การสนทนาธรรมและอยู่ร่วมกับเพื่อนพรหมจรรย์ พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรมห้าประการชื่อว่าเป็นผู้ควรสนทนาด้วย และในสูตรถัดมาคือควรอยู่ร่วมด้วย กับเพื่อนพรหมจรรย์ ได้แก่ ตนเองสมบูรณ์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ ทั้งยังสามารถตอบปัญหาเกี่ยวกับคุณธรรมแต่ละข้อเหล่านั้นเมื่อมีผู้ถามได้อย่างถูกต้องด้วย
  50. หน้า ๙๓–๙๔ อิทธิบาทสี่กับความเพียรยวดยิ่ง นำสู่อรหัตต์หรืออนาคามี พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าภิกษุหรือภิกษุณีใดเจริญอิทธิบาทสี่ (ที่ประกอบด้วยฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา) ร่วมกับความเพียรยวดยิ่งเป็นข้อที่ห้า ย่อมหวังผลอย่างใดอย่างหนึ่งในสองอย่าง คือบรรลุอรหัตต์ในชาตินี้ หรือถ้ายังมีเชื้อเหลือก็เป็นอนาคามี จากนั้นพระองค์ตรัสเล่าว่าก่อนตรัสรู้เมื่อยังเป็นพระโพธิสัตว์ พระองค์ก็ทรงเจริญธรรมห้าอย่างนี้เช่นกัน จนสามารถบรรลุอภิญญาต่างๆ ได้ตามปรารถนา
  51. หน้า ๙๔–๙๕ ธรรมที่นำไปสู่นิพพานและความสิ้นอาสวะ พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมห้าประการที่เมื่อเจริญทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายโดยส่วนเดียว คลายกำหนัด ดับ สงบ รู้ยิ่ง ตรัสรู้ และนิพพาน ได้แก่ การพิจารณาเห็นความไม่งามในกาย ความปฏิกูลในอาหาร ความไม่ยินดีในโลกทั้งปวง ความไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง และมรณสัญญาที่ตั้งมั่นอยู่ภายใน สูตรถัดมาแสดงธรรมชุดเดียวกันนี้ว่าเป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะโดยตรง ปิดท้ายสัญญาวรรค
  52. หน้า ๙๕–๙๘ อุปมาภิกษุผู้หลุดพ้น: ถอนลิ่มกลอน ถมคูเมือง เริ่มโยธาชีววรรค พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมห้าประการ (ชุดเดียวกับก่อนหน้า และในสูตรถัดมาเป็นสัญญาอีกชุดหนึ่งคือความไม่เที่ยง ความทุกข์ในสิ่งไม่เที่ยง ความไม่ใช่ตัวตนในทุกข์ ความละ และความคลายกำหนัด) ว่านำไปสู่ผลแห่งเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ ภิกษุผู้หลุดพ้นเช่นนี้ทรงเปรียบด้วยภาพพจน์ต่างๆ คือผู้ถอนลิ่มกลอนออกแล้ว (ละอวิชชา) ถมคูเมืองแล้ว (ละการเวียนเกิด) ถอนเสาระเนียดแล้ว (ละตัณหา) ปลดบานประตูแล้ว (ละสังโยชน์เบื้องต่ำห้า) และเป็นอริยะผู้ปลดธงลงแล้ว (ละมานะว่าเรามีเรา)
  53. หน้า ๙๘–๑๐๐ ธรรมวิหารีสูตร: ผู้อยู่ด้วยธรรมอย่างแท้จริง ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามพระพุทธเจ้าว่าคำว่า "ธรรมวิหารี" (ผู้อยู่ด้วยธรรม) หมายความว่าอย่างไร พระองค์ทรงอธิบายว่าภิกษุที่หมกมุ่นอยู่กับการท่องจำพระธรรม การแสดงธรรมแก่ผู้อื่น การสาธยาย หรือการตรึกตรองธรรมเพียงอย่างเดียว จนละเลยการหลีกเร้นบำเพ็ญสมถะภายใน ยังไม่ชื่อว่าธรรมวิหารีที่แท้จริง แต่เป็นเพียง "ผู้มากด้วยการเรียน" เป็นต้น ส่วนผู้ที่ศึกษาธรรมแต่ไม่ละเลยการหลีกเร้นเจริญจิตใจภายในนั่นแหละจึงชื่อว่าธรรมวิหารีอย่างแท้จริง (สูตรถัดมาเสริมว่าต้องเข้าใจเนื้อความด้วยปัญญาด้วย) ปิดท้ายด้วยพระดำรัสเตือนให้
  54. หน้า ๑๐๐–๑๐๖ โยธาชีวสูตรที่หนึ่ง: นักรบกับภิกษุผู้พ่ายแพ้กาม พระพุทธเจ้าทรงเปรียบนักรบห้าจำพวกในโลก คือผู้เห็นเพียงฝุ่นธุลีก็ท้อถอย ผู้เห็นธงข้าศึกจึงท้อถอย ผู้ได้ยินเสียงกึกก้องจึงท้อถอย ผู้บาดเจ็บในสนามรบ และผู้ชนะครองสนามรบได้ กับภิกษุห้าจำพวกที่เผชิญสตรี คือผู้ลาสิกขาเพียงได้ยินว่ามีหญิงงาม ผู้ลาสิกขาเมื่อเห็นหญิงงามด้วยตา ผู้ลาสิกขาเมื่อถูกหญิงยั่วเย้าหัวเราะเยาะ ผู้ทำผิดวินัยเสพเมถุนเมื่อถูกสตรีเข้าใกล้ตัว และผู้ที่อดทนหลีกเร้นสู่ป่าเจริญฌานทั้งสี่จนสิ้นอาสวะบรรลุอรหัตตผลได้ในที่สุด
  55. หน้า ๑๐๖–๑๑๐ โยธาชีวสูตรที่สอง: ภิกษุผู้บาดเจ็บเพราะกาม พระพุทธเจ้าทรงแสดงอุปมานักรบห้าจำพวกอีกชุดหนึ่ง คือผู้ตายในสนามรบ ผู้ถูกหามไปตายระหว่างทาง ผู้ตายเพราะบาดแผลแม้ญาติดูแล ผู้หายจากบาดแผล และผู้ชนะสงคราม เทียบกับภิกษุที่ถูกราคะครอบงำเมื่อเห็นสตรีนุ่งห่มไม่เรียบร้อย บางรูปเสพเมถุนทำผิดวินัยทันที บางรูปคิดจะไปสารภาพแต่สิกขาล้มเลิกเสียก่อนถึงวัด ส่วนบางรูปไปถึงวัดสารภาพความอ่อนแอของตนต่อเพื่อนภิกษุได้ทัน ซึ่งเพื่อนภิกษุจะช่วยตักเตือนด้วยอุปมาโทษของกามชุดที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ (เช่น เปรียบกามดุจร่างโครงกระดูก ชิ้นเนื้อ คบเพลิงหญ้า หลุมถ่านเพลิง) ตอนท้
  56. หน้า ๑๑๑–๑๑๕ อุปมาด้วยนักรบ (โยธาชีวูปมาสูตร) ต่อ พระพุทธเจ้าตรัสอุปมาภิกษุ ๕ จำพวกด้วยนักรบ ๕ แบบ ต่อจากที่เริ่มไว้ก่อนหน้า โดยตอนนี้กล่าวถึงนักรบแบบที่ ๓-๕ คือผู้ถูกข้าศึกทำร้ายแล้วสารภาพความอ่อนแอแล้วสึกไปเลย ผู้บาดเจ็บแต่มีญาติพยาบาลจนหายแล้วกลับไปรบใหม่ และผู้รบชนะเด็ดขาดครองสมรภูมิ เปรียบกับภิกษุที่เมื่อถูกกามคุณยั่วยวนแล้วยอมแพ้สึกไป กับภิกษุที่ถูกเพื่อนตักเตือนแล้วสำรวมอินทรีย์จนบรรลุจตุตถฌานและวิมุตติในที่สุด สุดท้ายสรุปว่าบุคคลทั้ง ๕ แบบนี้มีจริงในหมู่ภิกษุ
  57. หน้า ๑๑๕–๑๑๗ อนาคตภัยสูตรที่ ๑ (ภัยของภิกษุผู้อยู่ป่า) พระพุทธเจ้าตรัสภัยในอนาคต ๕ อย่างที่ภิกษุผู้อยู่ป่าควรพิจารณาเพื่อเตือนตนให้ไม่ประมาท ได้แก่ อาจถูกงูกัด แมงป่องหรือตะขาบต่อย อาจล้มป่วยกะทันหันด้วยอาหารไม่ย่อยหรือดีเสมหะลมกำเริบ อาจถูกสัตว์ร้ายเช่นสิงโตเสือทำร้าย อาจพบโจรมุ่งร้าย และอาจพบอมนุษย์ในป่าที่คุกคามชีวิต เมื่อพิจารณาภัยเหล่านี้แล้วภิกษุจึงเร่งทำความเพียรเพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ
  58. หน้า ๑๑๗–๑๒๑ อนาคตภัยสูตรที่ ๒ (ภัยแห่งวัยชรา ความเจ็บป่วย ฯลฯ) ภิกษุพึงพิจารณาภัยในอนาคตอีก ๕ ประการที่จะมาถึงตนแน่นอน คือความแก่ชราที่ทำให้ปฏิบัติธรรมและอยู่ป่าลำบาก ความเจ็บไข้ที่บั่นทอนกำลัง ทุพภิกขภัยที่ทำให้ต้องละถิ่นสงบไปอยู่รวมกันในเมือง ภัยจากสงครามหรือความวุ่นวายในบ้านเมือง และความแตกแยกในหมู่สงฆ์ ทั้งหมดนี้ล้วนขัดขวางการปฏิบัติธรรม จึงควรรีบเร่งความเพียรเสียแต่เนิ่นๆ ก่อนภัยเหล่านี้จะมาถึง
  59. หน้า ๑๒๑–๑๒๔ อนาคตภัยสูตรที่ ๓ (ความเสื่อมแห่งพระธรรมวินัย) พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ภัยในอนาคตที่ยังไม่เกิดแต่จะเกิดขึ้น อันเกี่ยวกับความเสื่อมของพระศาสนา คือภิกษุในอนาคตจะไม่อบรมกาย ศีล จิต ปัญญา แล้วยังบวชให้ผู้อื่นหรือให้ผู้อื่นพึ่งพาตนซึ่งไม่สามารถแนะนำใครได้ ภิกษุจะพากันสนใจแต่การพูดเรื่องอภิธรรมแบบซับซ้อนจนไม่เข้าใจ จะไม่สนใจฟังพระสูตรที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับสุญญตาแต่กลับชอบฟังบทกวีของสาวกภายนอก และพระเถระจะมักมากละเลยความเพียร เป็นเหตุให้ธรรมวินัยเสื่อมทราม
  60. หน้า ๑๒๔–๑๒๖ อนาคตภัยสูตรที่ ๔ (ความมักมากในปัจจัย ๔) ภัยในอนาคตชุดสุดท้ายของกลุ่มนี้กล่าวถึงภิกษุที่ในอนาคตจะละทิ้งความเป็นอยู่เรียบง่าย มักมากอยากได้จีวร บิณฑบาต และเสนาสนะที่ดี จนต้องประกอบอเนสนาที่ไม่เหมาะสมเพื่อให้ได้มา อีกทั้งจะคลุกคลีกับภิกษุณี สิกขมานา สามเณรี และคนวัด อย่างไม่เหมาะสม ซึ่งนำไปสู่ความไม่ยินดีในพรหมจรรย์ การล่วงอาบัติ หรือการลาสิกขา จบวรรคที่ ๓ คือโยธาชีววรรค
  61. หน้า ๑๒๖–๑๒๙ ธรรมที่ทำให้พระเถระเป็นที่รักหรือไม่เป็นที่รักของหมู่ ชุดพระสูตรสั้นๆ หลายสูตรกล่าวถึงคุณสมบัติของภิกษุผู้เป็นเถระที่ทำให้เพื่อนพรหมจารีไม่รักไม่เคารพ ได้แก่ การยังกำหนัด ขัดเคือง หลง โกรธ และมัวเมาได้ง่าย, การเป็นคนหลอกลวงลบหลู่คุณท่านผู้อื่น, การใช้เล่ห์เหลี่ยมเพื่อให้ได้ลาภ, การไม่มีศรัทธา ไม่มีหิริโอตตัปปะ เกียจคร้าน ปัญญาทราม, และการทนต่ออารมณ์ทางตาหูจมูกลิ้นกายไม่ได้ พร้อมทั้งแสดงคุณสมบัติตรงข้ามที่ทำให้เป็นที่รักเคารพ รวมถึงความแตกฉานในปฏิสัมภิทา ๔ และความขยันช่วยกิจของหมู่คณะ
  62. หน้า ๑๒๙–๑๓๑ พระเถระผู้สมบูรณ์ และเถระผู้นำหมู่ไปถูกทางหรือผิดทาง ตอนแรกแสดงภาพพระเถระที่สมบูรณ์พร้อม คือมีศีล เป็นพหูสูต มีวาจาไพเราะ ได้ฌาน ๔ โดยง่าย และบรรลุวิมุตติ ทำให้เป็นที่รักเคารพของหมู่ ตอนต่อมาแสดงว่าพระเถระผู้บวชมานาน มีชื่อเสียง มีบริวารมาก และเป็นพหูสูต แต่หากมีมิจฉาทิฏฐิ ย่อมชักจูงคนจำนวนมากออกจากธรรมที่ดีไปสู่อธรรม เป็นโทษแก่มหาชน ในทางกลับกันหากมีสัมมาทิฏฐิ ย่อมนำคนจำนวนมากเข้าสู่ธรรมที่ดี เป็นประโยชน์แก่มหาชนเช่นกัน
  63. หน้า ๑๓๑–๑๓๓ ธรรมที่ทำให้เสขะเสื่อมหรือไม่เสื่อม (จบเถรวรรค) พระพุทธเจ้าตรัสธรรม ๕ ประการที่ทำให้ภิกษุผู้ยังเป็นเสขะ (ผู้กำลังศึกษา) เสื่อมจากคุณธรรม ได้แก่ มีภาระมากจนละเลยการหลีกเร้น ใช้เวลาไปกับงานเล็กน้อยไม่สำคัญ คลุกคลีกับคฤหัสถ์และบรรพชิตอย่างไม่เหมาะสม เข้าบ้านเร็วกลับสายเกินไป และไม่ได้ฟังถ้อยคำที่ขัดเกลากิเลสอย่างเต็มที่ แล้วแสดงธรรมตรงข้ามที่ป้องกันความเสื่อม จบวรรคที่ ๔ คือเถรวรรค
  64. หน้า ๑๓๔–๑๓๕ สมบัติ ๕ อัญญาพยากรณ์ ๕ และผาสุวิหาร ๕ เปิดวรรคใหม่คือกกุธวรรคด้วยรายการธรรมสั้นๆ หลายชุด ได้แก่ สมบัติ ๕ คือศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา (และอีกชุดคือศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ), การพยากรณ์อรหัตผล ๕ แบบทั้งที่ถูกและผิด (เช่นเพราะมันมัวเมา เพราะความอยากลาภ เพราะวิกลจริต เพราะถือตัว หรือเพราะรู้จริง), และผาสุวิหาร ๕ คือการอยู่เป็นสุขด้วยฌานทั้ง ๔ และความหลุดพ้นจากอาสวะ
  65. หน้า ๑๓๕–๑๓๗ ธรรมสำหรับบรรลุอกุปปธรรมโดยเร็วด้วยอานาปานสติ ตรัสธรรม ๕ ประการที่ทำให้ภิกษุบรรลุความไม่หวั่นไหว (อกุปปธรรม) ได้เร็ว คือความแตกฉานในปฏิสัมภิทา ๔ พร้อมการพิจารณาจิตที่หลุดพ้นแล้ว จากนั้นแสดงธรรม ๕ ประการอีกชุดหนึ่งสำหรับผู้เจริญอานาปานสติ คือมีความปรารถนาน้อย กิจน้อย เลี้ยงง่าย พอใจง่าย กินน้อย นอนน้อย เป็นพหูสูต ซ้ำกันสามครั้งสำหรับผู้เสพ ผู้เจริญ และผู้ทำให้มากซึ่งอานาปานสติ
  66. หน้า ๑๓๗–๑๓๘ สีหสูตร (อุปมาราชสีห์) พระพุทธเจ้าทรงเปรียบพระองค์เองกับราชสีห์ที่ออกจากถ้ำในเวลาเย็น เหลียวดูรอบทิศ บันลือสีหนาทสามครั้ง แล้วจึงออกหาเหยื่อ และเมื่อจะตะปบสัตว์ใดก็ตะปบด้วยความระมัดระวังเสมอไม่ว่าสัตว์นั้นจะใหญ่หรือเล็ก เพื่อไม่ให้พลาดท่า ฉันใดก็ฉันนั้น เมื่อพระตถาคตแสดงธรรมแก่บริษัทใด ไม่ว่าภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา หรือแม้แต่ปุถุชนทั่วไป ก็ทรงแสดงด้วยความเคารพเสมอกันหมด เพราะพระองค์ทรงเคารพธรรม
  67. หน้า ๑๓๘–๑๔๓ กกุธสูตร (เทวบุตรกกุธะแจ้งข่าวเทวทัต) กกุธเทวบุตร อดีตอุปัฏฐากของพระมหาโมคคัลลานะผู้ตายไปเกิดเป็นเทวดา มาแจ้งแก่พระมหาโมคคัลลานะว่าเทวทัตเกิดความคิดอยากปกครองสงฆ์แทนพระพุทธเจ้า และพร้อมกับความคิดนั้นเทวทัตก็เสื่อมจากฤทธิ์ทันที เมื่อพระมหาโมคคัลลานะนำความไปกราบทูล พระพุทธเจ้าตรัสอธิบายว่าในโลกมีศาสดา ๕ จำพวกที่ไม่บริสุทธิ์จริงในศีล อาชีวะ การแสดงธรรม การตอบปัญหา หรือญาณทัสสนะ แต่ปฏิญาณว่าบริสุทธิ์ จึงต้องอาศัยสาวกคอยปกปิดป้องกันไม่ให้ความจริงรั่วไหลถึงคฤหัสถ์ ต่างจากพระองค์เองซึ่งบริสุทธิ์จริงทุกด้านจึงไม่ต้องพึ่งการปกป้องจากสาวกเลย
  68. หน้า ๑๔๔ เสขเวสารัชชกรณธรรม เปิดปัณณาสก์ที่สามด้วยผาสุวิหารวรรค ตรัสธรรม ๕ ประการที่ทำให้ภิกษุผู้เป็นเสขะมีความกล้าหาญไม่เก้อเขิน คือความมีศรัทธา ศีล ความเป็นพหูสูต ความเพียร และปัญญา เพราะความครั่นคร้ามที่เกิดแก่ผู้ไม่มีคุณธรรมเหล่านี้จะไม่เกิดแก่ผู้มีคุณธรรมนั้นเลย
  69. หน้า ๑๔๔–๑๔๕ เหตุที่ทำให้ภิกษุถูกระแวงว่าเป็นภิกษุเลว ตรัสว่าภิกษุที่ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการย่อมถูกสงสัยระแวงว่าเป็นภิกษุเลวได้ แม้จะไม่ได้ทำผิดจริง หากมักไปมาหาสู่ในที่ที่ไม่เหมาะสม เช่น ที่อยู่ของหญิงแพศยา หญิงหม้าย สาวใหญ่ที่ยังไม่แต่งงาน บัณเฑาะก์ (กะเทย) หรือภิกษุณี เพราะพฤติกรรมเช่นนี้ทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดได้ง่าย
  70. หน้า ๑๔๕–๑๔๗ มหาโจรสูตร พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบมหาโจรที่ปล้นสะดม ตัดช่อง ปล้นเดี่ยว หรือดักปล้นตามทาง ว่าประกอบด้วยองค์ ๕ คือ อาศัยที่ขรุขระ อาศัยที่รกทึบ อาศัยผู้มีอำนาจคุ้มครอง ยอมสละทรัพย์เพื่อซื้อความปลอดภัย และปฏิบัติการคนเดียวไม่ให้ความลับรั่วไหล แล้วทรงเทียบกับภิกษุเลวที่ประกอบด้วยองค์ ๕ แบบเดียวกัน คือมีกายวาจาใจไม่สุจริต (ที่ขรุขระ) มีมิจฉาทิฏฐิยึดถือสุดโต่ง (รกทึบ) อาศัยพระราชาหรือขุนนางเป็นที่พึ่ง ยอมสละลาภเพื่อซื้อความคุ้มครอง และไปอยู่ตามชายแดนเพียงลำพังเพื่อแสวงหาลาภจากตระกูลต่างๆ
  71. หน้า ๑๔๗–๑๔๙ สมณสุขุมาลสูตร ตรัสถึงภิกษุที่นับได้ว่าเป็นสมณะผู้ละเอียดอ่อนที่สุดในหมู่สมณะ คือรับจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัชเมื่อมีผู้ขอร้องให้รับเท่านั้น ไม่ใช่รบเร้าขอเอง เพื่อนพรหมจารีปฏิบัติต่อท่านด้วยกายวาจาใจอันน่าพอใจเป็นส่วนใหญ่ ท่านมีอาพาธน้อย และได้ฌาน ๔ พร้อมวิมุตติโดยง่าย จากนั้นพระพุทธเจ้าตรัสว่าหากจะกล่าวถึงผู้ที่สมควรเรียกว่าสมณะผู้ละเอียดอ่อนที่สุดโดยชอบ ก็คือพระองค์เองนั่นเอง
  72. หน้า ๑๔๙–๑๕๐ ผาสุวิหาร ๕ (ชุดที่สอง) แสดงผาสุวิหารอีกชุดหนึ่งที่ต่างจากชุดฌาน ๔ ก่อนหน้า ได้แก่ การตั้งมั่นเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม และเมตตามโนกรรมต่อเพื่อนพรหมจารีทั้งต่อหน้าและลับหลัง การมีศีลบริสุทธิ์ไม่ขาดไม่ทะลุร่วมกับเพื่อนพรหมจารี และการมีสัมมาทิฏฐิอันประเสริฐที่นำออกจากทุกข์ได้จริงร่วมกับเพื่อนพรหมจารีทั้งต่อหน้าและลับหลัง
  73. หน้า ๑๕๐–๑๕๒ พระอานนท์ทูลถามความผาสุกของหมู่สงฆ์ พระอานนท์ทูลถามพระพุทธเจ้าว่าด้วยเหตุใดหมู่สงฆ์จึงจะอยู่ผาสุก พระองค์ตรัสตอบเป็นลำดับขั้นเมื่อพระอานนท์ทูลถามซ้ำหาเหตุผลเพิ่มเติมทุกครั้ง เริ่มจากภิกษุมีศีลสมบูรณ์เองไม่คอยจับผิดผู้อื่น ต่อมาเพิ่มการพิจารณาตนเองไม่คอยพิจารณาผู้อื่น เพิ่มความไม่หวั่นไหวต่อคำติชม เพิ่มการได้ฌาน ๔ โดยง่าย และสุดท้ายเพิ่มความสิ้นอาสวะบรรลุวิมุตติ ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นผาสุวิหารอันยอดเยี่ยมที่สุด ไม่มีอื่นใดยิ่งไปกว่านี้อีกแล้ว
  74. หน้า ๑๕๒–๑๕๓ ผู้ควรแก่ทักษิณาและภิกษุจตุทิส ตรัสธรรม ๕ ประการที่ทำให้ภิกษุเป็นผู้ควรแก่ของคำนับ ควรแก่การต้อนรับ ควรแก่ทักษิณา ควรแก่การกราบไหว้ เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก คือศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ ทั้งในระดับทั่วไปและระดับอเสขะ (เหนือการศึกษา) จากนั้นตรัสถึงภิกษุที่เรียกว่า "จาตุทิส" คือผู้ที่ไปอยู่ทิศใดก็เป็นที่ยอมรับได้เพราะมีศีล เป็นพหูสูต และสันโดษในปัจจัย ๔
  75. หน้า ๑๕๓–๑๕๔ ธรรมที่เหมาะแก่การอยู่เสนาสนะป่า (จบผาสุวิหารวรรค) ปิดท้ายวรรคด้วยธรรม ๕ ประการที่ทำให้ภิกษุสมควรอยู่เสนาสนะป่าอันสงัดไกล คือมีศีล เป็นพหูสูต และมีความเพียรกล้าไม่ทอดธุระในกุศลธรรม จนได้ฌาน ๔ และวิมุตติโดยง่าย จบวรรคที่ ๑ คือผาสุวิหารวรรค
  76. หน้า ๑๕๔ กุลูปกสูตร เปิดอันธกวินทวรรค ตรัสธรรม ๕ ประการที่ทำให้ภิกษุผู้เข้าไปหาตระกูลเป็นที่ไม่รักไม่เคารพ ได้แก่ สนิทสนมเกินไปโดยไม่มีเหตุ ก้าวก่ายกิจการของเจ้าของบ้าน คบหาไม่เหมาะสม กระซิบข้างหูคนอื่น และขอสิ่งของเกินควร แล้วแสดงคุณสมบัติตรงข้ามที่ทำให้เป็นที่รักเคารพของตระกูลต่างๆ
  77. หน้า ๑๕๔–๑๕๕ ปัจฉาสมณสูตร ตรัสถึงคุณสมบัติของภิกษุผู้ติดตามที่ไม่ควรและควรพาไปด้วย ผู้ไม่ควรพาไปคือผู้เดินไกลหรือใกล้เกินไป ไม่รับบาตรให้เรียบร้อย ไม่ห้ามปรามเมื่อมีผู้พูดเรื่องใกล้อาบัติ และคอยขัดจังหวะคำพูด เป็นคนโง่เขลา ส่วนผู้ควรพาไปมีคุณสมบัติตรงข้ามคือฉลาดรอบคอบ
  78. หน้า ๑๕๕ ธรรมที่ทำให้ไม่อาจหรืออาจบรรลุสัมมาสมาธิ ตรัสสั้นๆ ว่าภิกษุผู้ทนต่ออารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กายไม่ได้ ย่อมไม่อาจบรรลุสัมมาสมาธิ ส่วนผู้ที่อดทนต่ออารมณ์เหล่านี้ได้ย่อมสามารถบรรลุสัมมาสมาธิได้ ซึ่งเป็นการย้ำหลักความอดทนต่อผัสสะที่เคยกล่าวถึงมาก่อนหน้านี้แล้ว
  79. หน้า ๑๕๕–๑๕๗ อันธกวินทสูตร (ธรรมที่ควรปลูกฝังแก่ภิกษุใหม่) ณ หมู่บ้านอันธกวินทะ แคว้นมคธ พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระอานนท์ว่าภิกษุใหม่ผู้เพิ่งบวชควรได้รับการแนะนำและปลูกฝังให้มั่นคงในธรรม ๕ ประการ คือ สำรวมในพระปาติโมกข์ มีอาจาระโคจรสมบูรณ์ สำรวมอินทรีย์มีสติคุ้มครอง พูดน้อยมีขอบเขต อยู่ป่าเสนาสนะอันสงัด และมีสัมมาทิฏฐิถูกต้อง เพื่อวางรากฐานการปฏิบัติที่มั่นคงตั้งแต่ต้น
  80. หน้า ๑๕๗–๑๖๐ ธรรมของภิกษุณีที่นำไปสู่นรกหรือสวรรค์ (จบอันธกวินทวรรค) ชุดพระสูตรต่อเนื่องกันหลายสูตรกล่าวถึงภิกษุณีผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการต่างๆ ที่เหมือนถูกนำไปทิ้งในนรกทันที ได้แก่ ความตระหนี่ที่อยู่ ตระกูล ลาภ คำสรรเสริญ และธรรม, การกล่าวติชมผู้อื่นโดยไม่ไตร่ตรองให้ถ่องแท้จนทำลายศรัทธาของทายก, ความริษยาและตระหนี่, มิจฉาทิฏฐิและมิจฉาสังกัปปะ, มิจฉาวาจาและมิจฉากัมมันตะ, และมิจฉาวายามะกับมิจฉาสติ พร้อมแสดงคุณสมบัติตรงข้ามที่นำไปสู่สวรรค์แทน จบวรรคที่ ๒ คืออันธกวินทวรรค
  81. หน้า ๑๖๐–๑๖๑ คิลานสูตร (ภิกษุไข้ที่เวสาลี) ที่กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เมืองเวสาลี พระพุทธเจ้าเสด็จไปเยี่ยมโรงพยาบาลสงฆ์ ทอดพระเนตรเห็นภิกษุอาพาธอ่อนกำลังรูปหนึ่ง จึงตรัสสอนว่าภิกษุไข้ที่อ่อนกำลังใดๆ ก็ตามหากมีธรรม ๕ ประการไม่ทอดทิ้งไป ย่อมหวังได้ว่าจะสิ้นอาสวะบรรลุวิมุตติในไม่ช้า คือ การพิจารณาเห็นความไม่งามในกาย เห็นความน่าเบื่อหน่ายในอาหาร เห็นความไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง เห็นความไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง และมีสัญญาเรื่องความตายตั้งมั่นอยู่ภายใน เปิดวรรคใหม่คือคิลานวรรค
  82. หน้า ๑๖๑ ธรรมที่นำไปสู่อรหัตต์หรืออนาคามี ผู้ใดก็ตามไม่ว่าภิกษุหรือภิกษุณีที่เจริญและทำให้มากซึ่งธรรม ๕ ประการเดียวกันกับที่กล่าวแก่ภิกษุไข้ คือมีสติตั้งมั่นภายในประกอบกับปัญญาเห็นความเกิดดับ พร้อมกับสัญญาเรื่องความไม่งาม ความน่าเบื่อในอาหาร ความไม่น่ายินดีในโลก และความไม่เที่ยงของสังขาร ย่อมหวังผลอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๒ อย่าง คือบรรลุอรหัตตผลในปัจจุบัน หรือเป็นพระอนาคามีเมื่อยังมีอุปาทานเหลืออยู่
  83. หน้า ๑๖๑–๑๖๓ คิลานุปัฏฐากสูตร (ผู้พยาบาลไข้ที่ดีและไม่ดี) ตรัสถึงคุณสมบัติของผู้พยาบาลภิกษุไข้ที่ไม่เหมาะสมและเหมาะสม ผู้ไม่เหมาะสมคือไม่รู้จักจัดยาให้ถูกกับโรค ไม่รู้จักประมาณสิ่งที่เป็นและไม่เป็นสัปปายะ ไม่บอกอาการป่วยตามจริงแก่ผู้ที่หวังดี และทนไม่ได้ต่อการดูแลสิ่งปฏิกูลของผู้ป่วย ส่วนผู้พยาบาลที่ดีมีคุณสมบัติตรงข้ามทั้งหมด รวมทั้งสามารถแสดงธรรมให้กำลังใจผู้ป่วยได้เป็นครั้งคราว
  84. หน้า ๑๖๓–๑๖๔ ธรรมที่ทำให้อายุสั้นหรืออายุยืน แสดงธรรม ๒ ชุดที่เกี่ยวเนื่องกัน ชุดแรกคือธรรมที่ไม่เป็นไปเพื่ออายุยืน ได้แก่ ทำสิ่งที่ไม่เป็นสัปปายะ ไม่รู้ประมาณในสิ่งที่เป็นสัปปายะ กินของที่ย่อยยาก เที่ยวไม่ถูกเวลา และประพฤติไม่พรหมจรรย์ (หรืออีกชุดคือมีศีลเสียและคบมิตรชั่ว) ส่วนธรรมที่เป็นไปเพื่ออายุยืนคือคุณสมบัติตรงข้ามทั้งหมด
  85. หน้า ๑๖๔ ธรรมที่ควรหรือไม่ควรแก่การแยกจากสงฆ์ไปอยู่ผู้เดียว ตรัสว่าภิกษุที่ไม่สันโดษในจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัช และยังมีความคิดทางกามมากอยู่ ไม่สมควรแยกจากสงฆ์ไปอยู่ผู้เดียวตามลำพัง เพราะจะเสื่อมเสียได้ง่าย ส่วนภิกษุที่สันโดษในปัจจัย ๔ และมีความคิดเรื่องการออกจากกามเป็นส่วนมาก จึงสมควรแยกไปอยู่ผู้เดียวได้
  86. หน้า ๑๖๔–๑๖๕ ทุกข์และสุขของสมณะ แสดงความทุกข์ของสมณะ ๕ ประการ คือความไม่สันโดษในจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ เภสัช และความไม่ยินดีในการประพฤติพรหมจรรย์ ในทางตรงข้ามความสุขของสมณะ ๕ ประการคือความสันโดษในปัจจัยทั้ง ๔ และความยินดีในการประพฤติพรหมจรรย์นั่นเอง
  87. หน้า ๑๖๕ บุคคลผู้ตกนรกอย่างแก้ไขไม่ได้ ๕ จำพวก ตรัสถึงบุคคล ๕ จำพวกที่ประกอบกรรมหนักจนต้องตกนรกอย่างแน่นอนแก้ไขไม่ได้อีก คือผู้ฆ่ามารดา ผู้ฆ่าบิดา ผู้ฆ่าพระอรหันต์ ผู้ทำร้ายพระตถาคตจนห้อพระโลหิตด้วยจิตประทุษร้าย และผู้ทำสงฆ์ให้แตกแยกกัน ถือเป็นอนันตริยกรรมที่ร้ายแรงที่สุดในพระพุทธศาสนา
  88. หน้า ๑๖๕ พยสนสูตร (ความเสื่อมและความถึงพร้อม ๕ ประการ) ตรัสถึงความเสื่อม (พยสนะ) ๕ ประการ คือ ความเสื่อมญาติ เสื่อมโภคทรัพย์ เสื่อมเพราะโรค เสื่อมศีล และเสื่อมทิฏฐิ โดยระบุว่าความเสื่อมญาติ โภคทรัพย์ หรือโรคภัยไม่ใช่เหตุให้สัตว์ตายแล้วไปเกิดในอบาย แต่ความเสื่อมศีลและเสื่อมทิฏฐิต่างหากที่เป็นเหตุ จากนั้นเริ่มแสดงความถึงพร้อม (สมบัติ) ๕ ประการคือญาติ โภคทรัพย์ ความไม่มีโรค ศีล และทิฏฐิ แต่เนื้อหาส่วนนี้ถูกตัดขาดกลางประโยคเมื่อไฟล์จบลง
  89. หน้า ๑๖๖–๑๖๗ ท้ายคิลานวัคค์ + เริ่มราชวัคค์: พระเจ้าจักรพรรดิหมุนล้อโดยธรรม ตอนต้นหน้า ๑๖๖ เป็นโคลงปิดท้ายคิลานวัคค์ (หมวดว่าด้วยผู้ป่วย) หมวดที่ ๓ พร้อมคาถาสรุปหัวข้อ ก่อนเข้าสู่ราชวัคค์ หมวดที่ ๔ ซึ่งเปิดด้วยพระสูตรเปรียบพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงคุณ ๕ ประการ (รู้เหตุผล รู้หลักธรรม รู้ประมาณ รู้กาล รู้บริษัท) จึงทรงหมุนล้อราชรถได้โดยธรรมจนไม่มีศัตรูใดต้านทานได้ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบพระองค์เองว่าทรงคุณ ๕ ประการเดียวกันจึงทรงหมุนธรรมจักรอันยอดเยี่ยมได้โดยไม่มีสมณพราหมณ์ เทวดา มาร หรือพรหมใดคัดค้านได้ เนื้อความต่อเนื่องไปถึงหน้า ๑๖๗
  90. หน้า ๑๖๗–๑๖๙ พระสารีบุตรสืบหมุนธรรมจักร + ธรรมราชาผู้คุ้มครองโดยธรรม พระสูตรเปรียบราชโอรสองค์ใหญ่ของพระเจ้าจักรพรรดิผู้สืบสานหมุนล้อที่พระบิดาทรงตั้งไว้ กับพระสารีบุตรผู้สืบสานหมุนธรรมจักรอันยอดเยี่ยมที่พระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้โดยชอบธรรม จากนั้นภิกษุรูปหนึ่งทูลถามว่าใครคือ 'พระราชา' ของพระเจ้าจักรพรรดิผู้เป็นธรรมราชา พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าคือ 'ธรรม' นั่นเอง แล้วทรงอธิบายว่าธรรมราชาผู้ทรงธรรมย่อมจัดการคุ้มครองอันเป็นธรรมแก่คนในปกครองทุกระดับ เปรียบได้กับพระตถาคตผู้ทรงวางแนวทางความประพฤติทางกาย วาจา ใจ การเลี้ยงชีพ และการคบหาที่ควรและไม่ควรแก่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาส
  91. หน้า ๑๖๙–๑๗๑ พระราชาผู้เป็นอิสระในแดนตน กับภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้น พระเจ้าแผ่นดินผู้ได้รับมูรธาภิเษกซึ่งประกอบด้วยองค์ ๕ (ชาติกำเนิดบริสุทธิ์ทั้งสองฝ่าย มั่งคั่ง มีกองทัพเข้มแข็ง มีอำมาตย์ผู้ปรีชา) ย่อมทรงเป็นอิสระไม่มีใครข่มได้ไม่ว่าจะประทับ ณ ทิศใดในแว่นแคว้นของพระองค์ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบว่าภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการคล้ายกัน (มีศีล เป็นพหูสูต เห็นแจ้งแทงตลอด มีความเพียร มีปัญญา) ก็ย่อมมีจิตหลุดพ้นเป็นอิสระไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่ใด
  92. หน้า ๑๗๑–๑๗๔ สองความปรารถนา: ราชโอรสใฝ่ราชสมบัติ/อุปราช เทียบภิกษุใฝ่ความสิ้นอาสวะ สองพระสูตรคู่ขนานเล่าว่าราชโอรสองค์ใหญ่ของพระเจ้าแผ่นดินผู้ได้มูรธาภิเษก เมื่อพิจารณาเห็นคุณสมบัติของตน (ชาติกำเนิดดี รูปงาม เป็นที่รักของบิดามารดาและประชาชน ชำนาญศิลปะ) ย่อมมั่นใจปรารถนาราชสมบัติหรือตำแหน่งอุปราชได้โดยชอบ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบว่าภิกษุผู้เห็นคุณธรรมในตน (มีศรัทธา สุขภาพดี ซื่อตรงไม่มีมารยา มีความเพียร มีปัญญา หรือในสูตรที่สองคือ มีศีล เป็นพหูสูต ตั้งสติในสติปัฏฐาน มีความเพียร มีปัญญา) ก็ย่อมมั่นใจปรารถนาความสิ้นอาสวะได้เช่นกัน สื่อว่าความมั่นใจในการบรรลุธรรมต้องอาศัยการสั่งสมคุณธ
  93. หน้า ๑๗๕ ห้าจำพวกที่นอนน้อยตื่นมาก พระพุทธเจ้าตรัสถึงบุคคล ๕ จำพวกที่นอนน้อยแต่ตื่นอยู่มาก ได้แก่ หญิงที่ใฝ่ในชาย ชายที่ใฝ่ในหญิง โจรที่มุ่งลักทรัพย์ พระราชาที่ทรงพันธะราชกิจ และภิกษุผู้มุ่งความหลุดพ้นจากกิเลสเครื่องผูก แต่ละจำพวกล้วนมีความกังวลหรือความมุ่งมั่นบางอย่างที่ทำให้ไม่อาจหลับสนิทได้นาน
  94. หน้า ๑๗๕–๑๗๖ ช้างต้นกับภิกษุ: คุณสมบัติผิวเผินที่ยังไม่สมบูรณ์ ช้างต้นของพระราชาที่มีคุณสมบัติเพียงกินอาหาร ยึดพื้นที่ ขับถ่าย และจับสลากตามพิธี ยังนับว่าเป็นเพียง 'ช้างของพระราชา' แบบผิวเผิน เพราะยังทนไม่ได้ต่อรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส พระพุทธเจ้าทรงเปรียบภิกษุที่มีเพียงคุณสมบัติพื้นฐานคล้ายกัน (ฉันอาหาร ครองที่อยู่ นั่ง/นอนบนเตียงตั่ง จับสลาก) แต่ยังทนไม่ได้ต่ออารมณ์ที่มากระทบ ก็ยังนับว่าเป็นเพียง 'ภิกษุ' ในนามเท่านั้น ยังไม่สมบูรณ์แท้จริง
  95. หน้า ๑๗๖–๑๘๑ ช้างศึกที่ทนไม่ได้/ทนได้ต่ออารมณ์ กับภิกษุผู้ควรแก่ทักษิณา พระพุทธเจ้าทรงแสดงอุปมาช้างศึกที่พอเผชิญรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสในสนามรบ (เห็นกองทัพ ได้ยินเสียงกลองสังข์ ได้กลิ่นมูตรคูถช้างอื่น ถูกฟันถูกยิง) แล้วท้อถอยล่าถอยไม่กล้ารบ ช้างเช่นนี้ไม่สมควรเป็นช้างศึกของพระราชา เปรียบได้กับภิกษุที่ยังยินดีติดใจในรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสจนควบคุมจิตไม่ได้ ย่อมไม่ควรแก่การรับของทำบุญ ไม่เป็นเนื้อนาบุญของโลก ในทางตรงข้าม ช้างศึกและภิกษุที่อดทนไม่หวั่นไหวต่อสิ่งเหล่านั้นย่อมสมควรเป็นช้างศึกแท้จริงและเป็นเนื้อนาบุญอันเลิศของโลกตามลำดับ
  96. หน้า ๑๘๑–๑๘๔ ช้างต้นกับภิกษุ: ผู้ฟัง ผู้ทำลาย ผู้พิทักษ์ ผู้อดทน ผู้ไปถึง + จบราชวัคค์ ช้างต้นที่สมควรเป็นช้างของพระราชาต้องมีคุณสมบัติ ๕ คือ เชื่อฟังคำสั่งควาญช้าง ทำลายข้าศึกได้ พิทักษ์ป้องกันส่วนต่างๆ ของร่างกาย อดทนต่อการถูกทำร้ายในสนามรบ และไปถึงที่หมายได้รวดเร็ว พระพุทธเจ้าทรงเปรียบภิกษุที่สมควรแก่ทักษิณาว่าต้องฟังธรรมโดยตั้งใจ ทำลายกามวิตกและความคิดอกุศลต่างๆ พิทักษ์อินทรีย์ อดทนต่อความหนาวร้อนหิวกระหายและถ้อยคำหยาบคาย และก้าวไปถึงนิพพานอันเป็นที่ไม่เคยไปถึงมาก่อนได้อย่างรวดเร็ว จบราชวัคค์ หมวดที่ ๔ พร้อมคาถาสรุป
  97. หน้า ๑๘๔–๑๘๕ ติกัณฑกีวัคค์: ห้าจำพวกบุคคลที่ดูหมิ่นผู้อื่น ขึ้นวัคค์ใหม่ (ติกัณฑกีวัคค์ หมวดที่ ๕) พระพุทธเจ้าตรัสถึงบุคคล ๕ จำพวกที่มักดูหมิ่นผู้อื่นด้วยเหตุต่างๆ ได้แก่ ผู้ที่ให้แล้วดูหมิ่นผู้รับว่าตนเป็นฝ่ายให้ ผู้ที่ดูหมิ่นเพราะอยู่ร่วมกันมานาน ผู้ที่หูเบาเชื่อคำสรรเสริญหรือติเตียนคนอื่นง่ายเกินไป ผู้ที่มีศรัทธาความรักความเลื่อมใสไม่มั่นคง (โลเล) และผู้ที่โง่เขลาไม่รู้จักแยกแยะกุศลอกุศล
  98. หน้า ๑๘๕–๑๘๗ สี่จำพวกที่ยังไม่เข้าใจวิมุตติ เทียบกับผู้เป็นแบบอย่าง พระพุทธเจ้าทรงจำแนกบุคคล ๔ จำพวกตามการประกอบความเพียรและความเดือดร้อนใจ (พยายามแล้วเดือดร้อนใจ พยายามแล้วไม่เดือดร้อนใจ ไม่พยายามแต่เดือดร้อนใจ ไม่พยายามและไม่เดือดร้อนใจ) แต่ทั้งสี่จำพวกนี้ยังไม่รู้ตามความจริงถึงเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันเป็นที่ดับสนิทของอกุศลธรรม ต่างจากบุคคลจำพวกที่ ๕ ที่ไม่พยายามไม่เดือดร้อนใจและรู้ตามความจริงถึงวิมุตตินั้น พระพุทธเจ้าทรงแนะนำให้ทั้งสี่จำพวกฝึกฝนจิตและปัญญาจนเสมอกับบุคคลจำพวกที่ ๕ ได้ในที่สุด
  99. หน้า ๑๘๗–๑๘๙ แก้วห้าประการหายาก ณ เมืองเวสาลี: พระพุทธเจ้าทรงชี้แก้วที่แท้จริง ณ กรุงเวสาลี เหล่าเจ้าลิจฉวีสนทนากันถึงความหายากของรัตนะ ๕ อย่างในโลก คือ ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว และคหบดีแก้ว เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมา ทรงตรัสว่าที่พวกเขาสนทนากันนั้นเป็นเรื่องของผู้ยังใฝ่ในกาม แล้วทรงชี้ว่ารัตนะที่หายากยิ่งกว่าคือ การอุบัติของพระตถาคต บุคคลผู้แสดงธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศไว้ บุคคลผู้เข้าใจธรรมที่แสดงนั้น บุคคลผู้ปฏิบัติตามธรรมสมควรแก่ธรรม และบุคคลผู้กตัญญูกตเวทีที่หายากในโลก
  100. หน้า ๑๘๙–๑๙๑ การเจริญสัญญาในสิ่งปฏิกูล/ไม่ปฏิกูล ณ เมืองสาเกต ณ เมืองสาเกต พระพุทธเจ้าทรงสอนภิกษุให้ฝึกเจริญสัญญาสลับกัน คือบางคราวมองสิ่งที่ไม่น่ารังเกียจให้เห็นเป็นสิ่งน่ารังเกียจ บางคราวมองสิ่งน่ารังเกียจให้เห็นเป็นไม่น่ารังเกียจ บางคราวมองทั้งสองอย่างเป็นน่ารังเกียจก็ได้ และบางคราวก็วางเฉยมีสติสัมปชัญญะโดยไม่คำนึงถึงทั้งสองฝ่ายเลย โดยทรงอธิบายเหตุผลของแต่ละแบบว่าเป็นไปเพื่อป้องกันมิให้ราคะหรือโทสะเกิดขึ้นในใจ เป็นการฝึกจิตให้ยืดหยุ่นไม่ยึดติดกับการรับรู้แบบใดแบบหนึ่งตายตัว
  101. หน้า ๑๙๑ ห้าเหตุสู่นรกและห้าเหตุสู่สวรรค์ พระพุทธเจ้าตรัสสั้นๆ ว่าผู้ที่ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ และเสพของมึนเมา ย่อมถูกนำไปเกิดในนรกเหมือนถูกโยนทิ้ง ส่วนผู้ที่งดเว้นจากบาปทั้งห้าประการนี้ย่อมได้ไปเกิดในสวรรค์ เป็นการยืนยันหลักศีล ๕ ในฐานะปัจจัยกำหนดคติหลังความตาย
  102. หน้า ๑๙๑–๑๙๒ มิตรที่ไม่ควรคบและมิตรที่ควรคบ พระพุทธเจ้าทรงแสดงคุณสมบัติ ๕ ประการของภิกษุที่ไม่ควรคบเป็นมิตร คือ ชอบให้ทำงานให้ตน ก่อคดีความ ขัดแย้งกับภิกษุผู้เป็นประธาน ชอบเที่ยวไปไกลไม่มีจุดหมาย และไม่สามารถแสดงธรรมให้กำลังใจได้ตามกาล ส่วนภิกษุที่ตรงข้ามกันทั้งหมดนี้จึงเป็นมิตรที่ควรคบ
  103. หน้า ๑๙๒–๑๙๓ ทานของอสัตบุรุษและทานของสัตบุรุษ ทานที่ให้โดยไม่เคารพ ไม่ให้ด้วยมือตนเอง ให้เหมือนทิ้งของเหลือ หรือให้โดยไม่เชื่อผลของกรรม จัดเป็นทานแบบอสัตบุรุษ ส่วนทานที่ให้ด้วยศรัทธา ให้โดยเคารพ ให้ถูกกาล ให้ด้วยจิตอนุเคราะห์ และให้โดยไม่เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น จัดเป็นทานแบบสัตบุรุษ พระพุทธเจ้าทรงอธิบายต่อว่าทานแต่ละแบบให้ผลต่างกันไป เช่น ทำให้ผู้ให้ได้ทรัพย์และรูปงาม ได้บริวารที่เชื่อฟัง ได้ผลตามเวลาที่ต้องการ และทรัพย์นั้นไม่ถูกทำลายด้วยไฟ น้ำ โจร หรือทายาทที่ไม่ชอบ
  104. หน้า ๑๙๓–๑๙๔ เหตุเสื่อม/ไม่เสื่อมของภิกษุผู้หลุดพ้นตามสมัย + จบติกัณฑกีวัคค์และปัณณาสก์ที่ ๓ ภิกษุผู้ 'หลุดพ้นตามสมัย' (สมยวิมุตต์ ยังต้องอาศัยเหตุปัจจัยประคับประคองการหลุดพ้น) จะเสื่อมได้ถ้ายินดีในการงาน การพูดคุย การนอนหลับ การคลุกคลีหมู่คณะ และไม่หมั่นพิจารณาทบทวนจิตที่หลุดพ้นแล้ว พระสูตรถัดมาเพิ่มเติมว่าการไม่สำรวมอินทรีย์และไม่รู้จักประมาณในการบริโภคก็เป็นเหตุเสื่อมเช่นกัน ส่วนตรงข้ามทั้งหมดนี้เป็นเหตุไม่เสื่อม ปิดท้ายด้วยคาถาสรุปติกัณฑกีวัคค์ หมวดที่ ๕ และประกาศว่าจบปัณณาสก์ที่ ๓ (ห้าสิบสูตรกลุ่มที่ ๓) แล้ว
  105. หน้า ๑๙๕–๑๙๗ สัทธรรมวัคค์: คุณสมบัติที่ทำให้ฟังธรรมแล้วเข้าถึง/ไม่เข้าถึงความแน่นอนแห่งกุศล เปิดปัณณาสก์ที่ ๔ ด้วยสัทธรรมวัคค์ หมวดที่ ๑ พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าผู้ฟังธรรมที่ดูหมิ่นคำพูด ดูหมิ่นผู้แสดงธรรม ดูหมิ่นตนเอง มีจิตฟุ้งซ่าน และไม่ใส่ใจโดยแยบคาย แม้ฟังธรรมอยู่ก็ไม่อาจก้าวเข้าสู่ความแน่นอนที่จะบรรลุกุศลธรรมได้ ส่วนผู้ที่ตรงข้ามย่อมมีโอกาสบรรลุได้ พระสูตรถัดมาเพิ่มเรื่องความโง่เขลาอวดรู้ทั้งที่ไม่รู้จริง และความมีอคติเพ่งโทษผู้แสดงธรรมคอยจับผิด ว่าเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงธรรมเช่นกัน
  106. หน้า ๑๙๗–๒๐๒ เหตุที่ทำให้พระสัทธรรมเลือนหายหรือดำรงมั่น พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม ๕ ประการที่ทำให้พระสัทธรรมเสื่อมสูญ ได้แก่ การไม่ฟัง ไม่เล่าเรียน ไม่ทรงจำ ไม่พิจารณาความหมาย และไม่ปฏิบัติตามธรรมโดยเคารพ ตรงข้ามกันคือเหตุที่ทำให้พระสัทธรรมดำรงมั่น พระสูตรถัดมาขยายความถึงการไม่เล่าเรียนคัมภีร์เก้าประเภท ไม่สอนผู้อื่นโดยพิสดาร ไม่ท่องบ่น ไม่ใคร่ครวญด้วยใจ และพระสูตรสุดท้ายในกลุ่มนี้กล่าวถึงเหตุลึกซึ้งกว่านั้น เช่น เรียนพระสูตรผิดบทผิดพยัญชนะจนตีความคลาดเคลื่อน ภิกษุว่ายากไม่รับฟังคำแนะนำ พระเถระผู้ทรงพระไตรปิฎกไม่สอนผู้อื่นให้ดีทำให้รากฐานขาดหาย พระเถระม
  107. หน้า ๒๐๒–๒๐๕ คำพูดที่เป็นเรื่องยาก (ทุกกถา) หรือเรื่องง่าย (สุกถา) ขึ้นอยู่กับผู้ฟัง พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่าการพูดเรื่องศรัทธา ศีล ความเป็นพหูสูต ความเสียสละ หรือปัญญา แก่ผู้ที่ไม่มีคุณธรรมนั้นๆ ในตน ย่อมเป็นคำพูดที่ยากลำบาก (ทุกกถา) เพราะผู้ฟังจะขุ่นเคืองใจไม่พอใจ เนื่องจากไม่เห็นคุณธรรมนั้นในตนเองและไม่ได้รับความปีติยินดีจากคำพูดนั้น ในทางตรงข้าม การพูดเรื่องเดียวกันแก่ผู้ที่มีคุณธรรมนั้นอยู่แล้วในตน ย่อมเป็นคำพูดที่ง่าย (สุกถา) เพราะผู้ฟังจะเห็นคุณธรรมนั้นในตนและเกิดความปีติยินดี
  108. หน้า ๒๐๕ ภิกษุขี้อาย (สารัชชะ) กับภิกษุกล้าหาญ (วิสารทะ) ภิกษุที่ขาดศรัทธา ขาดศีล ไม่เป็นพหูสูต เกียจคร้าน และไม่มีปัญญา ย่อมเป็นผู้มีจิตหวาดกลัวขี้อาย (สารัชชะ) ในหมู่คณะ ส่วนภิกษุที่มีคุณธรรมทั้งห้าประการนี้ครบถ้วนย่อมเป็นผู้มีความกล้าหาญมั่นใจ (วิสารทะ) ในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น
  109. หน้า ๒๐๕–๒๐๖ การแสดงธรรมแก่ผู้อื่นมิใช่เรื่องง่าย: หลัก ๕ ประการก่อนแสดงธรรม ณ เมืองโกสัมพี พระอานนท์เห็นพระอุทายีแสดงธรรมแก่คฤหัสถ์หมู่ใหญ่จึงกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสว่าการแสดงธรรมแก่ผู้อื่นมิใช่เรื่องง่าย ผู้แสดงธรรมพึงตั้งธรรม ๕ ประการไว้ในใจก่อน คือ ตั้งใจว่าจะแสดงไปตามลำดับขั้น จะแสดงโดยชี้แจงเหตุผล จะแสดงด้วยความเอ็นดูกรุณา จะไม่แสดงเพราะหวังลาภสักการะ และจะแสดงโดยไม่กระทบกระเทือนทั้งตนเองและผู้อื่น
  110. หน้า ๒๐๖ สิ่งที่บรรเทาได้ยากเมื่อเกิดขึ้น + จบสัทธรรมวัคค์ พระพุทธเจ้าตรัสถึงสิ่ง ๕ อย่างที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วบรรเทาได้ยาก คือ ราคะ โทสะ โมหะ ปฏิภาณ (ความคิดหรือถ้อยคำที่ผุดขึ้นขณะแสดงธรรม) และคมิกจิต (ความคิดอยากเดินทางจากไป) ปิดท้ายด้วยคาถาสรุปสัทธรรมวัคค์ หมวดที่ ๑ ของปัณณาสก์ที่ ๔
  111. หน้า ๒๐๗ อาฆาตวัคค์: ห้าวิธีบรรเทาความอาฆาต เปิดวัคค์ใหม่ (อาฆาตวัคค์ หมวดที่ ๒) พระพุทธเจ้าทรงแสดงวิธีบรรเทาความอาฆาตพยาบาทต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ๕ วิธี คือ เจริญเมตตา เจริญกรุณา เจริญอุเบกขา ทำใจไม่ใส่ใจถึงผู้นั้น หรือพิจารณาว่าทุกคนมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม ใครทำกรรมดีหรือชั่วก็ต้องรับผลของกรรมนั้นเอง
  112. หน้า ๒๐๗–๒๑๒ พระสารีบุตรสอนวิธีบรรเทาความอาฆาตด้วยอุปมาสี่แบบ พระสารีบุตรทรงแสดงหลักบรรเทาความอาฆาตเช่นเดียวกันแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยจำแนกบุคคล ๔ แบบตามความบริสุทธิ์ทางกายและวาจา และการมีหรือไม่มีช่วงเวลาที่จิตใจผ่องใส แล้วทรงยกอุปมาประกอบ เช่น เปรียบกับคนเก็บผ้าเปื้อนฝุ่นที่เลือกเก็บเฉพาะส่วนดี เปรียบกับคนกระหายน้ำที่ปาดสาหร่ายในบึงออกเพื่อดื่มน้ำใต้นั้น เปรียบกับคนกระหายน้ำที่ยอมคุกเข่าดื่มน้ำจากรอยเท้าโคเล็กๆ และเปรียบกับความกรุณาต่อคนป่วยหนักกลางทางไกลที่ไม่มีใครช่วยเหลือ ส่วนบุคคลที่บริสุทธิ์ทั้งกายวาจาและมีจิตผ่องใสอยู่เสมอ เปรียบดั่งสระน้ำใสสะอาดที่ทำ
  113. หน้า ๒๑๒–๒๑๓ คุณสมบัติภิกษุที่ควรค่าแก่การสนทนาธรรมและการอยู่ร่วมกับเพื่อนพรหมจรรย์ ภิกษุที่ควรค่าแก่การสนทนาด้วย (อลังสากัจโฉ) ต้องเป็นผู้สมบูรณ์และสามารถตอบปัญหาเกี่ยวกับศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะได้ พระสูตรถัดมากล่าวคุณสมบัติแบบเดียวกันสำหรับภิกษุที่ควรค่าแก่การอยู่ร่วมด้วย (อลังสาชีโว) แสดงว่าคุณสมบัติทั้งห้าด้านนี้เป็นมาตรฐานของภิกษุที่น่าเชื่อถือทั้งในการสนทนาและการใช้ชีวิตร่วมกัน
  114. หน้า ๒๑๓–๒๑๔ แรงจูงใจห้าประการในการถามปัญหาผู้อื่น พระสารีบุตรทรงชี้ว่าผู้ที่ถามปัญหาผู้อื่นย่อมมีแรงจูงใจอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๕ ประการ คือ ถามเพราะโง่เขลา ถามเพราะปรารถนาลามกอยากอวดตน ถามเพื่อดูหมิ่นผู้ตอบ ถามเพราะต้องการรู้จริง หรือถามด้วยเจตนาที่ดีว่าหากผู้ถูกถามตอบได้ดีก็เป็นการดี หากตอบไม่ได้ดีตนเองจะตอบให้ดีเอง พระสารีบุตรทรงยืนยันว่าท่านเองถามด้วยเจตนาแบบสุดท้ายนี้
  115. หน้า ๒๑๔–๒๑๗ ข้อโต้แย้งพระสารีบุตร-พระอุทายี เรื่องสัญญาเวทยิตนิโรธของเทพมโนมยกาย พระสารีบุตรกล่าวว่าภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา แม้ยังไม่บรรลุอรหัตตผลในชาตินี้ ก็อาจไปเกิดเป็นเทพผู้มีกายสำเร็จด้วยใจ (มโนมยกาย) ที่เสวยปีติเป็นอาหารแล้วเข้าและออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธได้ พระอุทายีคัดค้านซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยเข้าใจผิดว่าหมายถึงเทพอรูปพรหมที่ไม่มีกาย ทำให้พระสารีบุตรไม่มีผู้ใดสนับสนุนจนต้องนิ่งเงียบและไปกราบทูลพระพุทธเจ้า ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่าคำกล่าวของพระสารีบุตรถูกต้อง และทรงตำหนิที่ประชุมสงฆ์ผ่านพระอานนท์ที่ไม่ช่วยปกป้องพระเถระผู้ทรงคุณธรรมจากการโต้แย้งของพระอุทายี
  116. หน้า ๒๑๗–๒๑๘ คุณสมบัติของพระเถระที่เป็นที่รักและเคารพของหมู่สงฆ์ หลังเหตุการณ์นั้น พระอานนท์สนทนากับพระอุปวาณะถึงความอัศจรรย์ที่พระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าในตอนเย็นดูเหมือนพุ่งเป้ามาที่เหตุการณ์นั้นพอดี ต่อมาพระพุทธเจ้าตรัสถามพระอุปวาณะว่าพระเถระผู้ประกอบด้วยธรรมเท่าใดจึงเป็นที่รัก เป็นที่เคารพ และเป็นที่น่ายกย่องของเพื่อนพรหมจรรย์ พระอุปวาณะทูลตอบว่าด้วยธรรม ๕ ประการ คือ มีศีล เป็นพหูสูต มีวาจาไพเราะสละสลวย ได้ฌาน ๔ โดยง่าย และสิ้นอาสวะแล้ว พระพุทธเจ้าทรงรับรองคำตอบนั้น และย้ำว่าคุณธรรมเหล่านี้ต่างหากที่ทำให้พระเถระได้รับความเคารพ มิใช่เพียงเพราะความชรา (หัวล
  117. หน้า ๒๑๘–๒๒๐ หลักการตักเตือนผู้อื่นโดยชอบธรรม (เริ่มต้น ยังไม่จบในไฟล์นี้) พระสารีบุตรทรงสอนว่าภิกษุผู้ประสงค์จะตักเตือนผู้อื่นพึงตั้งธรรม ๕ ประการไว้ในใจก่อน คือ จะพูดโดยกาลอันควรมิใช่มิควร จะพูดคำจริงมิใช่คำเท็จ จะพูดด้วยคำอ่อนหวานมิใช่คำหยาบ จะพูดสิ่งที่เป็นประโยชน์มิใช่ไม่เป็นประโยชน์ และจะพูดด้วยจิตเมตตามิใช่มีโทสะแฝงอยู่ จากนั้นทรงอธิบายว่าเมื่อถูกตักเตือนโดยไม่ชอบธรรม (ผิดกาล ไม่จริง หยาบคาย ไม่เป็นประโยชน์ มีโทสะ) ผู้ถูกตักเตือนไม่ควรเดือดร้อนใจ และเริ่มอธิบายกรณีตรงข้ามคือการตักเตือนโดยชอบธรรม เนื้อหาส่วนนี้ยังไม่จบและมีข้อความต่อเนื่องเกินขอบเขตหน้า ๒๒๐ ของไฟ
  118. หน้า ๒๒๑–๒๒๓ การรับคำตักเตือน (โจทนา) ส่วนต่อจากคำสอนก่อนหน้าที่พระสารีบุตรอธิบายวิธีที่ภิกษุพึงตั้งอยู่ในความจริงและความไม่โกรธเมื่อถูกผู้อื่นตักเตือน ไม่ว่าคำตักเตือนนั้นจะถูกกาลหรือไม่ก็ตาม จริงหรือไม่จริง อ่อนหวานหรือหยาบคาย มีประโยชน์หรือไม่ก็ตาม จากนั้นแยกแยะภิกษุสองประเภท คือ พวกโมฆบุรุษที่บวชเพราะปากท้อง ไม่มีศรัทธา หลอกลวง เกียจคร้าน ไม่ยอมรับคำตักเตือนโดยดี กับกุลบุตรที่บวชด้วยศรัทธาแท้ มีศีลบริสุทธิ์ ตั้งใจปฏิบัติ ย่อมรับฟังและปรับปรุงตนเมื่อถูกตักเตือน เนื้อหานี้ต่อเนื่องมาจากพระสูตรก่อนหน้าในอาฆาตวรรค
  119. หน้า ๒๒๓–๒๒๔ ศีลเป็นฐานแห่งวิมุตติญาณทัสสนะ พระสารีบุตรแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ผู้ทุศีลย่อมทำลายเหตุแห่งสัมมาสมาธิ เมื่อไม่มีสัมมาสมาธิก็ทำลายยถาภูตญาณทัสสนะ ต่อเนื่องไปจนถึงนิพพิทาวิราคะและวิมุตติญาณทัสสนะตามลำดับ ในทางตรงข้าม ผู้มีศีลย่อมเกื้อกูลให้เกิดสัมมาสมาธิและธรรมขั้นสูงขึ้นไปตามลำดับ ท่านเปรียบด้วยต้นไม้ที่กิ่งใบเสียหายย่อมทำให้เปลือก กระพี้ และแก่นไม่บริบูรณ์ ตรงข้ามกับต้นไม้ที่กิ่งใบสมบูรณ์ แสดงให้เห็นว่าศีลเป็นรากฐานที่ขาดไม่ได้ของการปฏิบัติธรรมขั้นสูง
  120. หน้า ๒๒๔–๒๒๕ คุณสมบัติของภิกษุผู้เรียนรู้ได้เร็ว พระอานนท์ไปหาพระสารีบุตรและถามว่าภิกษุจะประกอบด้วยคุณสมบัติเช่นไรจึงจะเป็นผู้ฉลาดในการเรียนรู้ธรรม จับประเด็นได้เร็ว เก็บความรู้ไว้ได้มากและไม่ลืม พระสารีบุตรขอให้พระอานนท์ผู้เป็นพหูสูตตอบเอง พระอานนท์จึงแสดงคุณสมบัติห้าประการ คือ ฉลาดในอรรถ ฉลาดในธรรม ฉลาดในพยัญชนะ ฉลาดในนิรุตติ และฉลาดในเหตุที่มาก่อนหลัง พระสารีบุตรชื่นชมว่าพระอานนท์เองก็มีคุณสมบัติทั้งห้านี้
  121. หน้า ๒๒๕–๒๒๖ สิ่งที่เลิศ (ภัททชิสูตร) ณ โฆสิตาราม เมืองโกสัมพี พระอานนท์ถามพระภัททชิว่าอะไรคือสิ่งที่เลิศในบรรดาสิ่งที่เห็น ที่ได้ยิน สุข สัญญา และภพ พระภัททชิตอบตามความเชื่อทางจักรวาลวิทยา เช่น การเห็นพระพรหม การได้ยินเสียงอุทานของเทพอาภัสสระ เป็นต้น แต่พระอานนท์ชี้ให้เห็นคำตอบที่ลึกซึ้งกว่าคือ การเห็น การฟัง การมีสุข มีสัญญา และมีภพ ที่นำไปสู่ความสิ้นอาสวะโดยตรงต่างหากคือสิ่งเลิศที่แท้จริง จบอาฆาตวรรคที่สองพร้อมอุทานคาถาสรุป
  122. หน้า ๒๒๖–๒๒๗ อุบาสกผู้หวาดกลัวและผู้กล้าหาญ เริ่มอุปาสกวรรคที่สาม พระพุทธเจ้าตรัสว่าอุบาสกผู้ประกอบด้วยธรรมห้าประการ คือ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ และดื่มสุราเมรัย ย่อมเป็นผู้หวาดกลัวไม่กล้าหาญในหมู่ชน ส่วนอุบาสกที่งดเว้นจากธรรมทั้งห้านี้ย่อมเป็นผู้กล้าหาญมั่นใจ แสดงให้เห็นว่าศีลห้าเป็นพื้นฐานของความมั่นคงทางจิตใจในสังคม
  123. หน้า ๒๒๗–๒๒๘ อุบาสกครองเรือนอย่างมั่นใจหรือหวาดกลัว ต่อเนื่องจากเรื่องศีลห้า พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าอุบาสกที่ผิดศีลห้าย่อมครองเรือนอย่างหวาดกลัวไม่มั่นใจ ส่วนผู้รักษาศีลห้าย่อมครองเรือนอย่างมั่นใจ จากนั้นทรงเปรียบเทียบต่อไปว่าอุบาสกผู้ผิดศีลเมื่อตายไปย่อมถูกทอดทิ้งในนรกเหมือนของที่ถูกนำไปทิ้ง ส่วนผู้มีศีลย่อมได้รับการต้อนรับในสวรรค์เหมือนของที่ถูกนำกลับคืนสู่เจ้าของ
  124. หน้า ๒๒๘–๒๓๐ ภัยเวรห้าประการ (อนาถปิณฑิกเศรษฐี) อนาถปิณฑิกเศรษฐีเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงแสดงว่าผู้ไม่ละภัยเวรห้าประการ คือ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ และดื่มสุรา ชื่อว่าเป็นผู้ทุศีลและไปเกิดในนรก ส่วนผู้ละได้ชื่อว่าเป็นผู้มีศีลและไปสู่สุคติ ทรงอธิบายว่าการกระทำแต่ละอย่างนำมาซึ่งภัยเวรทั้งในปัจจุบันและภายหน้ารวมทั้งความทุกข์ทางใจ ส่วนผู้งดเว้นย่อมพ้นจากภัยเวรเหล่านั้น ปิดท้ายด้วยคาถาสรุปเนื้อความทั้งหมด
  125. หน้า ๒๓๐–๒๓๒ อุบาสกจัณฑาลกับอุบาสกรัตนะ และปีติแห่งวิเวก พระพุทธเจ้าทรงแสดงคุณสมบัติห้าประการที่ทำให้อุบาสกเป็น "อุบาสกจัณฑาล" (ไร้ศรัทธา ทุศีล ถือมงคลตื่นข่าว หาเขตบุญนอกศาสนา ทำบุญนอกก่อน) ตรงข้ามกับ "อุบาสกรัตนะ" ผู้มีศรัทธาและศีลบริสุทธิ์ จากนั้นเมื่ออนาถปิณฑิกเศรษฐีพร้อมอุบาสกห้าร้อยมาเฝ้า พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าการถวายปัจจัยสี่แก่สงฆ์ยังไม่พอ ควรฝึกเข้าถึงปีติแห่งวิเวกเป็นครั้งคราว พระสารีบุตรอธิบายเสริมว่าเมื่อพระอริยสาวกเข้าถึงปีติแห่งวิเวก อกุศลธรรมทั้งห้าประการที่เกี่ยวกับกามและทุกข์-สุขทางโลกย่อมไม่มีในขณะนั้น
  126. หน้า ๒๓๒–๒๓๖ การค้าที่อุบาสกไม่พึงทำ และผู้มีศีลย่อมไม่ถูกลงโทษ พระพุทธเจ้าทรงแสดงการค้าห้าประเภทที่อุบาสกไม่พึงประกอบ คือ ค้าอาวุธ ค้ามนุษย์ ค้าเนื้อสัตว์ ค้าของมึนเมา และค้ายาพิษ จากนั้นทรงถามภิกษุทั้งหลายเป็นชุดๆ ว่าเคยเห็นหรือได้ยินไหมว่าผู้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ หรือดื่มสุรา ถูกพระราชาลงโทษเพราะเหตุที่งดเว้นนั้น ภิกษุตอบว่าไม่เคย พระองค์ทรงชี้ว่าที่จริงแล้วคนถูกลงโทษเพราะการกระทำผิดจริงต่างหาก ไม่ใช่เพราะการงดเว้น แสดงให้เห็นว่าศีลนำมาซึ่งความปลอดภัยไม่ใช่โทษ
  127. หน้า ๒๓๖–๒๓๙ ศีลห้าและองค์แห่งโสดาบัน อนาถปิณฑิกเศรษฐีพร้อมอุบาสกห้าร้อยเข้าเฝ้าอีกครั้ง พระพุทธเจ้าตรัสกับพระสารีบุตรว่าคฤหัสถ์ผู้นุ่งขาวที่สำรวมในศีลห้าและได้ธรรมเป็นเครื่องอยู่สุขในปัจจุบันสี่ประการโดยง่าย สามารถพยากรณ์ตนเองได้ว่าเป็นโสดาบัน ธรรมสี่ประการนั้นคือความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และศีลที่พระอริยะพอใจ นี่คือสูตรของ "องค์แห่งโสดาบัน" (โสตาปัตติยังคะ) ที่มีชื่อเสียง ปิดท้ายด้วยคาถาสรุปว่าผู้เห็นภัยในนรกพึงเว้นบาปและถือธรรมของพระอริยะ
  128. หน้า ๒๓๙–๒๔๕ เรื่องภเวสีอุบาสกสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงยิ้มระหว่างเสด็จจาริกในแคว้นโกศล พระอานนท์ทูลถามเหตุ พระองค์ทรงเล่าเรื่องในอดีตกาลว่า ณ สถานที่นั้นเคยเป็นนครรุ่งเรืองสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า มีอุบาสกชื่อภเวสีผู้เป็นหัวหน้าอุบาสกห้าร้อยแต่ยังรักษาศีลไม่บริบูรณ์ ท่านจึงค่อยๆ ยกระดับตนเองทีละขั้น ตั้งแต่รักษาศีลบริบูรณ์ ถือพรหมจรรย์ ฉันมื้อเดียว จนบวชและบรรลุอรหัตผล โดยที่อุบาสกห้าร้อยก็เจริญรอยตามท่านทุกขั้นตอนจนบรรลุธรรมเช่นกัน แสดงถึงพลังของการเป็นผู้นำที่ดีในการชักชวนหมู่คณะสู่ความดี จบอุปาสกวรรคที่สาม
  129. หน้า ๒๔๕–๒๔๗ ผู้อยู่ป่าและธุดงควัตรต่างๆ เริ่มอรัญญวรรคที่สี่ พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าผู้อยู่ป่ามีห้าประเภท คือ อยู่ป่าเพราะโง่เขลา เพราะมีความปรารถนาลามก เพราะเป็นบ้า เพราะเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าและสาวกสรรเสริญ และเพราะอาศัยความมักน้อยสันโดษขัดเกลาวิเวกอย่างแท้จริง ประเภทหลังเป็นเลิศเปรียบดังโครงสร้างนมส้มเนยใสที่ยอดคือหัวนมเนยใส จากนั้นทรงย่อรูปแบบเดียวกันไว้กับธุดงค์อื่นๆ เช่น ผู้ถือผ้าบังสุกุล อยู่โคนไม้ อยู่ป่าช้า อยู่กลางแจ้ง นั่งเป็นวัตร ถือเสนาสนะตามที่จัดให้ นั่งฉันที่เดียว ไม่รับอาหารเพิ่ม และผู้ถือฉันในบาตรใบเดียว ซึ่งอธิบายเต็ม
  130. หน้า ๒๔๘–๒๔๙ ธรรมของพราหมณ์โบราณที่เหลืออยู่ในสุนัข เริ่มพราหมณวรรคที่ห้า พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าธรรมโบราณของพราหมณ์ห้าประการ ที่แต่ก่อนพราหมณ์เคยประพฤติ บัดนี้กลับพบเห็นได้แต่ในหมู่สุนัขเท่านั้น เช่น เคยไปหาแต่นางพราหมณีคู่ครองของตน ไม่ซื้อขายภรรยา และไม่สะสมทรัพย์สินเงินทอง แต่พราหมณ์สมัยปัจจุบันได้ละทิ้งจารีตเหล่านั้นไปแล้ว ขณะที่สุนัขยังคงรักษาลักษณะบางอย่างที่คล้ายจารีตพราหมณ์เก่าไว้ เป็นการเสียดสีความเสื่อมของพราหมณ์ยุคนั้น
  131. หน้า ๒๔๙–๒๕๗ โทณพราหมณสูตร โทณพราหมณ์เข้าเฝ้าและทูลถามเรื่องข่าวลือว่าพระพุทธเจ้าไม่แสดงความเคารพต่อพราหมณ์ผู้เฒ่าชรา พระองค์ตรัสถามกลับว่าโทณเป็นพราหมณ์ประเภทใดในห้าประเภทที่ฤๅษีโบราณบัญญัติไว้ คือ พราหมณ์ผู้เสมอพรหม เสมอเทวดา ผู้ตั้งอยู่ในขนบธรรมเนียม ผู้ทำลายขนบธรรมเนียม และพราหมณ์จัณฑาล แล้วทรงอธิบายรายละเอียดแต่ละประเภทอย่างพิสดาร ตั้งแต่การเรียนมนตร์ การหาภรรยาโดยธรรม การเจริญพรหมวิหารสี่หรือฌานสี่ ไปจนถึงพราหมณ์ที่หาเลี้ยงชีพด้วยวิธีใดก็ได้ไม่เลือกแม้ผิดธรรม เปรียบเหมือนไฟที่เผาทั้งของสะอาดและสกปรกโดยไม่แปดเปื้อน โ
  132. หน้า ๒๕๗–๒๖๓ สังคารวสูตร: นิวรณ์กับการท่องมนตร์ สังคารวพราหมณ์ทูลถามพระพุทธเจ้าว่าเหตุใดบางครั้งแม้ท่องมนตร์มานานก็จำไม่ได้ แต่บางครั้งแม้ไม่ได้ท่องนานก็จำได้แม่นยำ พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่าเป็นเพราะนิวรณ์ห้าประการ คือ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ และวิจิกิจฉา ที่ครอบงำจิตทำให้ไม่เห็นแจ้งสิ่งใดตามจริง ทรงเปรียบด้วยน้ำในภาชนะที่ถูกย้อมสี ถูกต้ม ถูกสาหร่ายปกคลุม ถูกลมพัดกระเพื่อม หรือขุ่นมัว ทำให้มองไม่เห็นเงาหน้าตนเอง ตรงข้ามกับน้ำใสสะอาดเมื่อจิตปราศจากนิวรณ์ สังคารวพราหมณ์เลื่อมใสและประกาศตนเป็นอุบาสก
  133. หน้า ๒๖๓–๒๖๗ การณปาลีถามปิงคิยานี และรัตนะห้าประการอันหาได้ยาก การณปาลีพราหมณ์พบปิงคิยานีพราหมณ์เดินทางมาจากสำนักพระพุทธเจ้า จึงถามว่าเหตุใดจึงเลื่อมใสในพระโคดมถึงเพียงนั้น ปิงคิยานีตอบด้วยอุปมาหลายข้อ เช่น ผู้ที่เคยลิ้มรสเลิศย่อมไม่อยากรสอื่น ผู้หิวโหยพบก้อนน้ำผึ้ง ผู้ป่วยหนักพบหมอเก่ง และผู้กระหายพบสระน้ำเย็นใส การณปาลีเลื่อมใสจนประกาศตนเป็นอุบาสก จากนั้นเมื่อเจ้าลิจฉวีหลายร้อยองค์แต่งกายหลากสีมาเฝ้าที่เมืองเวสาลี ปิงคิยานีสรรเสริญพระพุทธเจ้าด้วยคาถาเปรียบดังดอกบัวหอมยามเช้า พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงรัตนะห้าประการที่หาได้ยากยิ่งในโลก คือ การอุบัติของพระตถาคต
  134. หน้า ๒๖๗–๒๗๐ มหาสุบิน ๕ ประการก่อนตรัสรู้ พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ก่อนตรัสรู้ครั้งยังเป็นพระโพธิสัตว์ พระองค์ทรงพระสุบินใหญ่ห้าเรื่อง คือ แผ่นดินใหญ่เป็นที่บรรทมมีเขาหิมพานต์เป็นหมอน มือเท้าหยั่งลงในมหาสมุทรทั้งสี่ทิศ หญ้าแพรกงอกจากพระนาภีสูงจรดฟ้า หนอนขาวหัวดำไต่ขึ้นถึงเข่า และทรงพระดำเนินบนภูเขาอุจจาระโดยไม่แปดเปื้อน แต่ละความฝันทรงตีความภายหลังตรัสรู้ว่าหมายถึงการบรรลุพระโพธิญาณ การประกาศอริยมรรค คฤหัสถ์ห่มขาวมาถึงพระองค์เป็นสรณะ วรรณะสี่ปวารณาบวชและบรรลุวิมุตติ และการรับปัจจัยสี่โดยไม่ติดข้องตามลำดับ
  135. หน้า ๒๗๐–๒๗๑ เหตุขัดขวางฝนและวาจาสุภาษิต พระพุทธเจ้าทรงแสดงเหตุขัดขวางฝนห้าประการที่นักพยากรณ์อากาศไม่อาจล่วงรู้ได้ คือ ธาตุไฟกำเริบในอากาศ ธาตุลมกำเริบ อสูรราหูวักน้ำทิ้งลงมหาสมุทร เทพผู้บันดาลฝนประมาท และมนุษย์ประพฤติไม่เป็นธรรม จากนั้นทรงแสดงองค์ประกอบห้าประการของวาจาที่เป็นสุภาษิตไม่มีโทษ คือ พูดถูกกาล พูดจริง พูดอ่อนหวาน พูดมีประโยชน์ และพูดด้วยจิตเมตตา
  136. หน้า ๒๗๑–๒๗๒ บุญที่เกิดจากการต้อนรับผู้มีศีล พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าเมื่อนักบวชผู้มีศีลไปเยือนตระกูลใด ตระกูลนั้นย่อมได้บุญมากด้วยเหตุห้าประการ คือ เมื่อเห็นแล้วจิตเลื่อมใสนำไปสู่สวรรค์ เมื่อลุกรับไหว้และถวายอาสนะนำไปสู่ตระกูลสูง เมื่อขจัดความตระหนี่นำไปสู่ความมีอำนาจ เมื่อแบ่งปันตามกำลังนำไปสู่โภคทรัพย์มาก และเมื่อไต่ถามฟังธรรมนำไปสู่ปัญญามาก แสดงให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างการปฏิบัติต่อสงฆ์กับผลบุญเฉพาะเจาะจง
  137. หน้า ๒๗๒–๒๗๔ ธาตุแห่งการสลัดออกห้าประการ พระพุทธเจ้าทรงแสดงธาตุที่เป็นเครื่องสลัดออกห้าประการ (นิสสารณิยธาตุ) คือ เมื่อภิกษุใส่ใจในเนกขัมมะแทนกาม ในอัพยาบาทแทนพยาบาท ในอวิเหสาแทนวิเหสา ในอรูปแทนรูป และในความดับสักกายะแทนสักกายะ จิตย่อมแล่นไปเลื่อมใสตั้งมั่นหลุดพ้นในสิ่งนั้น พ้นจากอาสวะที่เกิดจากสิ่งตรงข้าม เมื่อความเพลิดเพลินในกาม พยาบาท วิเหสา รูป และสักกายะไม่นอนเนื่องอยู่ในจิตอีกต่อไป ภิกษุนั้นชื่อว่าผู้ตัดตัณหาคลายสังโยชน์และทำที่สุดทุกข์ได้ จบพราหมณวรรคที่ห้าและปัณณาสก์ที่สี่
  138. หน้า ๒๗๕ กิมพิลสูตร: เหตุที่พระสัทธรรมดำรงอยู่ได้ไม่นานหรือยั่งยืน เริ่มปัณณาสก์ที่ห้า กิมพิลวรรคที่หนึ่ง ณ เมืองกิมิลา พระกิมพิละทูลถามพระพุทธเจ้าว่าเหตุใดเมื่อพระตถาคตปรินิพพานแล้วพระสัทธรรมจึงดำรงอยู่ได้ไม่นาน พระพุทธเจ้าเริ่มตอบว่าเป็นเพราะภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาไม่มีความเคารพยำเกรงในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในสิกขา และในกันและกัน ส่วนคำอธิบายเหตุที่ทำให้พระสัทธรรมดำรงอยู่ยั่งยืนซึ่งตรงข้ามกันนั้นเริ่มปรากฏในตอนท้ายไฟล์นี้แต่ยังไม่จบ เนื้อหาต่อเนื่องไปยังส่วนถัดไปของเล่ม
  139. หน้า ๒๗๖–๒๗๘ อานิสงส์การฟังธรรม เจโตขิละ และเจตโสวินิพันธ์ ต่อจากท้ายสูตรก่อนหน้า พระพุทธเจ้าตรัสอานิสงส์ ๕ ประการของการฟังธรรม (ได้ฟังสิ่งใหม่ ทำสิ่งที่ฟังแล้วให้แจ่มแจ้ง บรรเทาความสงสัย ทำความเห็นให้ตรง จิตผ่องใส) และตรัสถึงภิกษุผู้มีคุณสมบัติ ๕ อย่าง (ซื่อตรง ว่องไว อ่อนโยน อดทน สงบเสงี่ยม) ว่าเป็นดุจม้าอาชาไนยที่ควรแก่พระราชา จึงเป็นผู้ควรแก่ของทำบุญ จากนั้นตรัสพละ ๕ (ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญา) และเจโตขิละ ๕ คือความรกร้างของจิตที่เกิดจากความลังเลสงสัยในพระศาสดา พระธรรม พระสงฆ์ สิกขา หรือความโกรธเคืองเพื่อนพรหมจารี ซึ่งทำให้จิตไม่น้อมไปเพื่อค
  140. หน้า ๒๗๘–๒๘๐ อานิสงส์ข้าวยาคู ไม้สีฟัน โทษการสวดขับทำนอง และการหลับอย่างมีสติ (จบกิมพิลวัคค) ตรัสอานิสงส์ของการดื่มข้าวยาคูตอนเช้า เช่น บรรเทาความหิวกระหาย ปรับลม ช่วยขับถ่าย แล้วตรัสโทษของการไม่เคี้ยวไม้สีฟันเทียบกับอานิสงส์ของการเคี้ยว ซึ่งเป็นเรื่องสุขอนามัยประจำวันของภิกษุ จากนั้นทรงเตือนโทษของการแสดงธรรมด้วยเสียงขับยาวเป็นทำนองเพลง เพราะทำให้ทั้งผู้แสดงและผู้ฟังกำหนัดในเสียง ถูกชาวบ้านตำหนิ และสมาธิกำเริบ สุดท้ายตรัสโทษของการหลับอย่างไม่มีสติ (หลับเป็นทุกข์ ฝันร้าย เทวดาไม่คุ้มครอง) เทียบกับอานิสงส์ของการหลับอย่างมีสติสัมปชัญญะ อันเป็นการปิดท้ายกิมพิลวัคคที่ ๑
  141. หน้า ๒๘๐–๒๘๒ อักโกสกวัคค: โทษของการด่าว่า ก่อการทะเลาะ และโทษ-คุณของศีล เริ่มวัคคใหม่ว่าด้วยพฤติกรรมที่บั่นทอนหมู่สงฆ์ ตรัสว่าภิกษุที่ด่าว่าตำหนิเพื่อนพรหมจารีผู้เป็นอริยะจะประสบโทษ ๕ อย่าง เช่น ต้องอาบัติหนักถึงขาดจากความเป็นภิกษุ เจ็บป่วยรุนแรง หรือหลงตายไปสู่อบาย เช่นเดียวกับภิกษุผู้ชอบก่อการทะเลาะวิวาทในสงฆ์ก็มีโทษคล้ายกัน จากนั้นตรัสโทษ ๕ ประการของผู้ทุศีล (เสียทรัพย์มาก มีชื่อเสียงเสีย เข้าหมู่ด้วยความเก้อเขิน หลงตายไปอบาย) เทียบกับอานิสงส์ ๕ ของผู้มีศีลบริบูรณ์ที่ตรงกันข้ามทุกข้อ
  142. หน้า ๒๘๒–๒๘๔ โทษของการพูดมาก ความไม่อดทน และการไม่เป็นที่เลื่อมใส ตรัสโทษของผู้พูดมาก (มักพูดเท็จ ส่อเสียด หยาบคาย เพ้อเจ้อ) เทียบกับอานิสงส์ของผู้พูดพอประมาณด้วยปัญญา จากนั้นตรัสโทษของความไม่อดทนสองชุด (ไม่เป็นที่รักมีเวรมาก และโลภมากเดือดร้อนใจ) เทียบกับอานิสงส์ของขันติ และปิดท้ายด้วยโทษของการเป็นผู้ไม่น่าเลื่อมใสสองชุด คือการติเตียนตนเอง เสียชื่อเสียง และการทำให้ผู้เลื่อมใสเสื่อมศรัทธา เทียบกับอานิสงส์ของผู้น่าเลื่อมใสที่ตรงข้ามกัน
  143. หน้า ๒๘๔–๒๘๕ โทษของไฟและน้ำผึ้ง (จบอักโกสกวัคค) ทรงแสดงโทษของไฟ ๕ ประการ เช่น ทำให้ตาบอด ผิวเสีย กำลังถอย ทำให้คนมั่วสุมและพูดเรื่องไร้สาระ และโทษของการหาน้ำผึ้ง ๕ ประการ เช่น สถานที่ขรุขระ ฝุ่นมาก มีสุนัขดุ ยักษ์ดุร้าย และหาบิณฑบาตยาก เป็นอุปมาสั้นๆ ปิดท้ายอักโกสกวัคคที่ ๒
  144. หน้า ๒๘๕–๒๘๗ ทีฆจาริกวัคค: โทษของการจาริกไม่หยุดนิ่ง และการยึดติดที่อยู่ เริ่มวัคคใหม่ว่าด้วยการดำรงชีวิตของภิกษุ ตรัสโทษของภิกษุที่เที่ยวจาริกไม่มีที่พักแน่นอนนานเกินไป เช่น ไม่ได้ฟังธรรมใหม่ ไม่ได้ทบทวนธรรมเก่า เจ็บป่วยง่าย ไม่มีมิตร เทียบกับอานิสงส์ของการอยู่ประจำที่พอดี แล้วตรัสโทษของการยึดติดในที่อยู่ (อภินิวาส) มากเกินไป เช่น สะสมของและยามากมาย ยุ่งกับกิจกรรมจุกจิก คลุกคลีกับคฤหัสถ์ไม่เหมาะสม และเมื่อจะจากไปก็ยังห่วงหา รวมถึงความตระหนี่ที่อยู่และตระกูลที่มากับความยึดติดนั้น
  145. หน้า ๒๘๗–๒๘๙ โทษของการคลุกคลีกับตระกูล ทรัพย์สมบัติ และมาตุคามเปรียบดังงูดำ (จบทีฆจาริกวัคค) ตรัสโทษของภิกษุผู้คลุกคลีกับตระกูลอุปัฏฐากมากเกินไป ทั้งการเข้าไปโดยไม่บอกกล่าวและการนั่งในที่ลับ ซึ่งนำไปสู่ความสนิทสนมเกินขอบเขตกับสตรีจนอาจต้องอาบัติหรือลาสิกขา จากนั้นตรัสโทษของโภคทรัพย์ที่อาจถูกไฟ น้ำ โจร หรือทายาทที่ไม่ชอบพอทำลาย เทียบกับอานิสงส์เมื่อใช้ทรัพย์เลี้ยงตนและผู้อื่นโดยชอบ ตรัสโทษของครัวเรือนที่กินอาหารสายเกินเวลา และปิดท้ายด้วยอุปมาโทษของงูดำ ๕ ประการเปรียบกับโทษของมาตุคาม (สตรี) ในแง่ความไม่สะอาด กลิ่นเหม็น ความขลาด ภัยอันตราย และการทรยศมิตร
  146. หน้า ๒๙๐–๒๙๒ อาวาสิกวัคค: คุณสมบัติของภิกษุเจ้าอาวาสที่ควร/ไม่ควรเจริญ เริ่มวัคคใหม่ว่าด้วยภิกษุเจ้าถิ่น (อาวาสิก) ตรัสธรรม ๕ ประการที่ทำให้อาวาสิกภิกษุไม่เป็นที่เจริญใจ เช่น มารยาทไม่งาม ไม่รักษาวัตร ไม่เป็นพหูสูต ปัญญาทึบ เทียบกับ ๕ ประการตรงข้ามที่ทำให้เป็นที่เจริญใจ จากนั้นตรัสคุณสมบัติ ๕ ที่ทำให้อาวาสิกภิกษุเป็นที่รัก เคารพ และควรเจริญใจของเพื่อนพรหมจารี ได้แก่ มีศีล เป็นพหูสูต มีวาจาไพเราะ และได้ฌานทั้งสี่โดยง่าย รวมถึงคุณสมบัติที่ทำให้ภิกษุเป็นผู้ประดับวัดให้งดงามและเป็นประโยชน์มากแก่วัด
  147. หน้า ๒๙๒–๒๙๕ การอนุเคราะห์คฤหัสถ์ และผลกรรมดุจถูกโยนไปสวรรค์-นรก (จบอาวาสิกวัคค) ตรัสธรรม ๕ ประการที่ทำให้อาวาสิกภิกษุอนุเคราะห์คฤหัสถ์ได้ เช่น ชักชวนในอธิศีล แสดงธรรม และดูแลคนป่วย จากนั้นตรัสชุดธรรมหลายชุดโดยใช้อุปมาว่าภิกษุผู้มีธรรมฝ่ายไม่ดี (เช่น พูดติเตียนโดยไม่ไตร่ตรอง ตระหนี่ที่อยู่และตระกูล) เหมือนถูกโยนลงนรก ส่วนผู้มีธรรมตรงข้ามเหมือนถูกนำขึ้นสวรรค์ ย้ำเรื่องความตระหนี่ ๕ ประเภท (ที่อยู่ ตระกูล ลาภ วรรณะ ธรรม) ว่าเป็นเหตุแห่งอบาย ปิดท้ายอาวาสิกวัคคที่ ๔
  148. หน้า ๒๙๖–๒๙๘ ทุจฺจริตวัคค: โทษของทุจริตและอานิสงส์ของสุจริตทางกาย วาจา ใจ เริ่มวัคคใหม่ว่าด้วยกรรมดี-ชั่ว ตรัสโทษ ๕ ประการของการประพฤติทุจริตโดยรวม (ติเตียนตนเอง ผู้รู้ตำหนิ เสียชื่อเสียง หลงตาย ไปอบาย) เทียบกับอานิสงส์ของสุจริต แล้วทรงแยกแสดงโดยละเอียดสำหรับกายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริตแต่ละอย่าง ก่อนย้อนแสดงชุดเดียวกันอีกครั้งโดยเน้นผลที่ทำให้เสื่อมจากพระสัทธรรมหรือตั้งมั่นในพระสัทธรรม
  149. หน้า ๒๙๘–๓๐๐ อุปมาป่าช้าผีดิบกับบุคคลไม่สะอาด และโทษของความเลื่อมใสในบุคคล (จบปัญจกนิบาต) พระพุทธเจ้าทรงเปรียบบุคคลผู้มีกาย วาจา ใจ ไม่สะอาดกับป่าช้าผีดิบ ๕ ประการ คือสกปรก มีกลิ่นเหม็น น่ากลัว เป็นที่อยู่ของสัตว์ร้าย และเป็นที่คร่ำครวญของคนดี เพื่อนพรหมจารีจึงเลี่ยงห่างจากคนเช่นนี้ จากนั้นตรัสโทษของการเลื่อมใสในตัวบุคคล ว่าเมื่อบุคคลที่ตนเลื่อมใสต้องอาบัติจนถูกสงฆ์ลงโทษ หนีไป สึก หรือตาย ผู้เลื่อมใสในตัวบุคคลนั้นจะหมดศรัทธาในภิกษุอื่น ไม่เข้าหาใคร ไม่ได้ฟังธรรม และเสื่อมจากพระสัทธรรม เป็นการปิดท้ายทุจฺจริตวัคคที่ ๕ และจบปัญจกนิบาตในหมวดวัคค
  150. หน้า ๓๐๑–๓๐๔ ธรรมนอกหมวดวัคค: คุณสมบัติผู้ให้อุปสมบท และความตระหนี่ ๕ ประการ เป็นหมวดสุตตันตะที่ไม่ได้จัดรวมเข้าวัคคใด ตรัสธรรม ๕ ประการ (ศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ของพระอเสขะ) ที่ภิกษุพึงมีก่อนจะให้อุปสมบท ให้นิสสัย หรือรับสามเณรไว้อุปัฏฐาก จากนั้นตรัสความตระหนี่ ๕ ประการ (ที่อยู่ ตระกูล ลาภ วรรณะ ธรรม) โดยธรรมตระหนี่ถือว่าเลวร้ายที่สุด และตรัสว่าการละความตระหนี่ทั้ง ๕ นี้เป็นจุดมุ่งหมายของการประพฤติพรหมจรรย์ รวมถึงเป็นเงื่อนไขจำเป็นก่อนจะบรรลุฌานและมรรคผลต่างๆ
  151. หน้า ๓๐๔–๓๐๙ คุณสมบัติเจ้าหน้าที่สงฆ์ ธรรมนำไปนรก-สวรรค์ และธรรมที่ควรเจริญเพื่อละกิเลส (จบปัญจกนิบาต) ตรัสคุณสมบัติที่ทำให้บุคคลไม่ควรหรือควรได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าหน้าที่ต่างๆ ในสงฆ์ เช่น ผู้แจกอาหาร ผู้จัดเสนาสนะ ภัณฑาคาริก ผู้แจกจีวร โดยพิจารณาจากความลำเอียงด้วยฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ภยาคติ จากนั้นตรัสว่าภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา หรือแม้นักบวชนอกศาสนาผู้ล่วงศีล ๕ ข้อ (ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดพรหมจรรย์ พูดเท็จ ดื่มสุรา) ย่อมถูกโยนไปสู่นรกเหมือนของที่ถูกนำมาทิ้ง ส่วนผู้งดเว้นย่อมไปสู่สวรรค์ ปิดท้ายด้วยธรรม ๕ ประการ (เช่น อสุภสัญญา มรณสัญญา อินทรีย์ ๕ พละ ๕) ที่ควรเจริญเพื่อรู้ยิ่ง กำห
  152. หน้า ๓๑๑–๓๑๔ เริ่มฉักกนิบาต - อาหุเนยยวัคค: ภิกษุผู้ควรแก่ของทำบุญด้วยอุเบกขาและอิทธิวิธี ขึ้นต้นหมวดหก (ฉักกนิบาต) พระพุทธเจ้าตรัสแก่ภิกษุที่เชตวันว่า ภิกษุผู้เห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องโผฏฐัพพะ และรู้ธรรมารมณ์ทางใจ โดยไม่ยินดียินร้าย มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ ย่อมเป็นผู้ควรแก่ของทำบุญ จากนั้นตรัสถึงภิกษุผู้ได้อิทธิวิธีหลากหลาย (เนรมิตกาย ทะลุกำแพง ดำดิน เดินบนน้ำ เหาะได้ หูทิพย์ ทายใจผู้อื่น ระลึกชาติได้ ตาทิพย์เห็นการเวียนว่ายตายเกิดตามกรรม) จนถึงการสิ้นอาสวะ ก็เป็นผู้ควรแก่ของทำบุญเช่นกัน
  153. หน้า ๓๑๔–๓๑๗ อุปมาม้าอาชาไนย และอนุตตริยะ-อนุสสติฏฐาน ๖ ประการ ตรัสถึงอินทรีย์ ๕ และพละ ๕ ร่วมกับความสิ้นอาสวะว่าเป็นธรรมที่ทำให้ควรแก่ของทำบุญ แล้วทรงเปรียบภิกษุกับม้าอาชาไนยของพระราชาสามครั้ง คือม้าที่อดทนต่อรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และสมบูรณ์ด้วยวรรณะ กำลัง หรือฝีเท้าตามลำดับ เทียบกับภิกษุผู้อดทนต่ออารมณ์ทั้งหกรวมถึงธรรมารมณ์ จากนั้นตรัสอนุตตริยะ ๖ (การเห็น การฟัง การได้ การศึกษา การบำรุง และการระลึกอันยอดเยี่ยม) และอนุสสติฏฐาน ๖ ประการ (พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ สีลานุสสติ จาคานุสสติ เทวตานุสสติ) เป็นการปูทางสู่พระสูตรถัดไป
  154. หน้า ๓๑๗–๓๒๑ มหานามสูตร: อนุสสติ ๖ ประการโดยพิสดาร (จบอาหุเนยยวัคค) เจ้าศากยะมหานามะทูลถามพระพุทธเจ้าที่นิโครธาราม กรุงกบิลพัสดุ์ ว่าพระอริยสาวกผู้บรรลุผลแล้วมีวิหารธรรมอย่างไร พระองค์ตรัสตอบโดยขยายความอนุสสติ ๖ ประการทีละข้อ คือ การระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ศีลของตน การบริจาคของตน และคุณธรรมของเทวดาเทียบกับตน เมื่อระลึกถึงสิ่งเหล่านี้จิตของอริยสาวกจะปลอดจากราคะ โทสะ โมหะ เกิดปีติปราโมทย์ กายสงบ และจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ อันเป็นวิธีอยู่อย่างสงบท่ามกลางหมู่ชนที่ยังมีกิเลส เป็นการจบอาหุเนยยวัคคที่ ๑ ของฉักกนิบาต
  155. หน้า ๓๒๒–๓๒๔ สาราณิยาทิวัคค: ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกัน ๖ ประการ เริ่มวัคคใหม่ว่าด้วยธรรมที่เสริมความสามัคคีในหมู่สงฆ์ ตรัสสาราณียธรรม ๖ ประการ คือ ตั้งเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรมต่อเพื่อนพรหมจารีทั้งต่อหน้าและลับหลัง แบ่งปันลาภที่ได้มาโดยธรรม มีศีลเสมอกัน และมีทิฏฐิอันประเสริฐเสมอกันที่นำไปสู่ความสิ้นทุกข์ ทรงย้ำชุดเดียวกันอีกครั้งโดยเน้นว่าธรรมเหล่านี้ทำให้เป็นที่รัก เป็นที่เคารพ เอื้อต่อการสงเคราะห์ ไม่มีวิวาท และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของหมู่สงฆ์
  156. หน้า ๓๒๔–๓๒๗ นิสสารณิยธาตุ ๖: ธรรมเครื่องสลัดออกจากพยาบาท วิเหสา และมานะ ตรัสธาตุเป็นเครื่องสลัดออก ๖ ประการ โดยยกตัวอย่างภิกษุที่อวดอ้างว่าเจริญเมตตาเจโตวิมุตติแล้วแต่ยังมีพยาบาทครอบงำจิต พระองค์ตรัสว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะเมตตาเจโตวิมุตติเป็นเครื่องสลัดออกจากพยาบาทโดยธรรมชาติ ทรงแสดงทำนองเดียวกันสำหรับกรุณา (สลัดวิเหสา) มุทิตา (สลัดอรติ) อุเบกขา (สลัดราคะ) อนิมิตตเจโตวิมุตติ (สลัดการยึดนิมิต) และการเห็นว่าไม่มี "เรา" หรือ "ของเรา" (สลัดความสงสัยและมานะ) แสดงให้เห็นว่าการเจริญภาวนาแท้จริงย่อมขจัดกิเลสที่ตรงข้ามได้เสมอ
  157. หน้า ๓๒๗–๓๓๐ พระสารีบุตรแสดงธรรมเรื่องการตายมีที่ติ-ไม่มีที่ติ และเริ่มต้นนกุลปิตุสูตร พระสารีบุตรแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ภิกษุที่ยินดีในการงาน การพูดคุย การนอนหลับ การคลุกคลี และความฟุ้งซ่านทางความคิด (ปปัญจะ) ย่อมตายอย่างไม่งามเพราะยังยินดีในสักกายะ ส่วนผู้ที่ไม่ยินดีในสิ่งเหล่านี้ย่อมตายอย่างงามเพราะละสักกายะได้ ท่านแสดงหลักเดียวกันอีกครั้งโดยเน้นว่าการตายเช่นนั้นน่าเสียใจหรือไม่ ท้ายบทเริ่มเรื่องที่ป่าเภสกฬาวัน เมืองสุงสุมารคีระ แคว้นภัคคะ ซึ่งนกุลปิตาคหบดีป่วยหนัก นางนกุลมาตาภรรยาจึงปลอบให้สามีอย่าตายด้วยความห่วงกังวล เพราะนางสามารถเลี้ยงดูบุตรและดำรงเรือนต่อไปได้เอง (เรื
  158. หน้า ๓๓๑–๓๓๓ นกุลปิตุสูตร (ส่วนท้าย) นี่คือส่วนท้ายของพระสูตรที่เริ่มก่อนหน้าไฟล์นี้ นางนกุลมาตาปลอบใจนกุลปิตาสามีที่ป่วยหนักไม่ให้ตายอย่างมีความห่วงกังวล เพราะพระพุทธเจ้าทรงติเตียนการตายเช่นนั้น นางยืนยันว่าตนเองสมบูรณ์ด้วยศีล สมาธิ และความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระธรรมวินัย หากสงสัยให้ไปทูลถามพระผู้มีพระภาคเอง เมื่อนกุลปิตาฟังคำสอนนี้แล้วอาการป่วยก็ทุเลาและหายขาด จึงไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อกราบทูลขอบคุณภรรยา
  159. หน้า ๓๓๓–๓๓๖ เถระประชุมยามเย็น ภิกษุใหม่นอนหลับจนรุ่งสาง พระผู้มีพระภาคประทับที่หอฉันยามเย็นพร้อมพระเถระผู้ใหญ่ เช่น พระสารีบุตร พระมหาโมคคัลลานะ พระมหากัสสปะ เมื่อพระองค์เสด็จเข้าที่พักแล้ว พระเถระแยกย้ายกันไป แต่ภิกษุใหม่ที่เพิ่งบวชกลับนอนกรนจนถึงรุ่งอรุณ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบว่าแม้กษัตริย์หรือสมณพราหมณ์ผู้หมกมุ่นในความสุขจากการนอนก็ไม่เป็นที่รักของใคร จึงทรงสอนให้ภิกษุสำรวมอินทรีย์ รู้จักประมาณในอาหาร และหมั่นเจริญภาวนาทั้งกลางวันกลางคืน
  160. หน้า ๓๓๖–๓๓๘ อุปมาชาวประมงและผู้ฆ่าสัตว์ พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นชาวประมงจับปลาขายระหว่างเสด็จจาริก จึงตรัสถามภิกษุว่าเคยเห็นคนฆ่าปลา ฆ่าโค ล่าเนื้อ หรือดักนกแล้วได้ขี่ช้างขี่ม้าหรือมีทรัพย์สมบัติมากมายหรือไม่ ภิกษุตอบว่าไม่เคย พระองค์ทรงอธิบายว่าเป็นเพราะผู้ทำอาชีพเบียดเบียนสัตว์มีจิตคิดร้ายต่อสัตว์ที่ถูกฆ่า และยิ่งร้ายแรงกว่านั้นคือการฆ่ามนุษย์ ซึ่งนำไปสู่ทุคติหลังความตาย
  161. หน้า ๓๓๘–๓๔๑ มรณสติ (๑): ระดับความเพียรในการเจริญมรณสติ ณ หมู่บ้านนาทิกะ พระพุทธเจ้าตรัสว่ามรณสติที่เจริญให้มากมีอานิสงส์ใหญ่หยั่งลงสู่อมตะ ภิกษุหลายรูปกราบทูลวิธีที่ตนเจริญมรณสติ เช่น ปรารถนามีชีวิตอยู่ได้ทั้งวันทั้งคืน หรือเพียงวันเดียว หรือชั่วเวลาฉันบิณฑบาตหนึ่งคำ หรือแค่ชั่วลมหายใจเข้าออกครั้งเดียว พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่าสี่แบบแรกยังเป็นผู้ประมาท เจริญมรณสติอย่างเชื่องช้า ส่วนสองแบบหลังคือผู้ไม่ประมาท เจริญมรณสติอย่างแหลมคมเพื่อความสิ้นอาสวะ
  162. หน้า ๓๔๑–๓๔๔ มรณสติ (๒): วิธีพิจารณาเหตุแห่งความตายเพื่อเร่งละอกุศล พระพุทธเจ้าทรงสอนวิธีเจริญมรณสติโดยละเอียด ให้ภิกษุพิจารณาทุกเช้าเย็นว่าตนอาจตายได้จากเหตุต่างๆ เช่น ถูกงูหรือแมงป่องกัด สะดุดล้ม หรืออาหารเป็นพิษ แล้วย้อนดูว่าตนยังมีอกุศลธรรมที่ละไม่ได้ซึ่งจะเป็นอันตรายหากต้องตายในคืนหรือวันนั้นหรือไม่ หากยังมีให้เพียรละอย่างเร่งด่วนดุจผ้าหรือศีรษะไฟไหม้ หากไม่มีให้อยู่ด้วยปีติปราโมทย์ต่อไป จบวรรคที่ ๒ ชื่อสาราณิยาทิวรรค
  163. หน้า ๓๔๔–๓๔๖ ธรรมที่ทำให้ภิกษุเสื่อม ๓ และ ๖ ประการ เทวดาองค์หนึ่งเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าตอนกลางคืน กราบทูลว่าธรรม ๓ ประการที่ทำให้ภิกษุเสื่อมคือ ความยินดีในการงาน การพูดคุย และการนอนหลับ พระพุทธเจ้าทรงรับรอง และวันรุ่งขึ้นทรงเล่าเหตุการณ์นี้แก่ภิกษุพร้อมเพิ่มอีก ๓ ประการคือ ความยินดีในหมู่คณะ เป็นคนว่ายาก และคบมิตรชั่ว รวมเป็นธรรมเสื่อม ๖ ประการที่ทำให้ภิกษุในอดีต ปัจจุบัน อนาคตเสื่อมจากกุศลธรรม
  164. หน้า ๓๔๖ ธรรมที่ทำให้ภิกษุไม่เสื่อม ๖ ประการ พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม ๖ ประการที่ตรงข้ามกับธรรมเสื่อมในสูตรก่อนหน้า คือ ไม่ยินดีในการงาน การพูดคุย การนอนหลับ การคลุกคลีหมู่คณะ เป็นคนว่าง่าย และคบกัลยาณมิตร ธรรมเหล่านี้ทำให้ภิกษุในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตไม่เสื่อมจากกุศลธรรม
  165. หน้า ๓๔๖–๓๔๗ กามคุณเปรียบด้วยภัย ทุกข์ โรค เครื่องผูก และเปือกตม พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าคำว่า ภัย ทุกข์ โรค เครื่องผูก และเปือกตม ล้วนเป็นชื่อเรียกของกามทั้งสิ้น เพราะผู้กำหนัดยินดีติดพันในกามย่อมไม่พ้นจากภัยทั้งปัจจุบันและภายหน้า มีพระคาถาสรุปว่าปุถุชนผู้ยึดติดในกามย่อมเห็นภัยจากอุปาทานที่นำไปสู่การเกิดตาย ส่วนผู้หลุดพ้นได้โดยไม่ยึดมั่นย่อมถึงความปลอดโปร่งพ้นทุกข์ทั้งปวง
  166. หน้า ๓๔๗–๓๔๘ ธรรม ๖ ประการทำลายอวิชชาดุจภูเขาหิมพานต์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการพึงทำลายภูเขาหิมพานต์ได้ ไม่ต้องพูดถึงอวิชชาอันเล็กน้อย ธรรมเหล่านั้นคือความฉลาดในสมาธิด้านต่างๆ ได้แก่ ฉลาดในการเข้าสมาธิ การตั้งอยู่ในสมาธิ การออกจากสมาธิ ความพร้อม อารมณ์ของสมาธิ และการน้อมจิตไปสู่สมาธิ
  167. หน้า ๓๔๘–๓๕๐ อนุสสติฏฐาน ๖ ประการ (พระพุทธเจ้าทรงแสดง) พระพุทธเจ้าทรงแสดงที่ตั้งแห่งการระลึก ๖ ประการที่ทำให้จิตพ้นจากราคะ โทสะ โมหะชั่วขณะ ได้แก่ การระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ศีลของตน การบริจาคทานของตน และคุณธรรมของเทวดาเทียบกับตนเอง แต่ละข้อเมื่อระลึกแล้วจิตจะตั้งมั่น เป็นเหตุให้สัตว์บางพวกบริสุทธิ์ได้
  168. หน้า ๓๕๐–๓๕๔ พระมหากัจจานะแสดงอนุสสติฏฐาน ๖ แก่ภิกษุ พระมหากัจจานะแสดงธรรมเรื่องเดียวกับที่พระพุทธเจ้าเคยแสดง คือที่ตั้งแห่งการระลึก ๖ ประการ (พุทธ ธรรม สงฆ์ ศีล จาคะ เทวดา) โดยยืนยันว่าได้ฟังมาจากพระพุทธเจ้าโดยตรง และเสริมว่าอริยสาวกผู้ระลึกเช่นนี้ย่อมมีจิตกว้างขวางดุจอากาศ ไพบูลย์ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่เบียดเบียน เป็นเหตุให้บางท่านบริสุทธิ์
  169. หน้า ๓๕๔–๓๕๗ โอกาสที่ควรเข้าไปหาภิกษุผู้เจริญจิตใจ (มโนภาวนิยะ) ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามว่ามีกี่โอกาสที่ควรเข้าไปหาภิกษุผู้ควรเจริญจิตใจ พระพุทธเจ้าตรัสว่ามี ๖ โอกาส คือเมื่อจิตถูกครอบงำด้วยกามราคะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา หรือเมื่อไม่รู้จักนิมิตที่นำไปสู่ความสิ้นอาสวะ ในแต่ละกรณีภิกษุควรเข้าไปบอกสภาพจิตของตนตามจริงและขอฟังธรรมเพื่อละกิเลสนั้น
  170. หน้า ๓๕๗–๓๖๐ พระเถระที่อิสิปตนะถกกันเรื่องโอกาสเข้าหาภิกษุผู้เจริญจิตใจ พระเถระหลายรูปที่ป่าอิสิปตนะสนทนากันว่าเวลาใดเหมาะสมเข้าไปหาภิกษุผู้เจริญจิตใจ มีผู้เสนอความเห็นต่างๆ เช่น หลังฉันอาหารเสร็จ ตอนเย็นในร่มเงาวิหาร หรือยามเช้ามืด แต่ละความเห็นถูกคัดค้านด้วยเหตุผลว่ายังมีความเหนื่อยล้าอยู่ ในที่สุดพระมหากัจจานะยุติข้อถกเถียงโดยยืนยันว่าตนได้ฟังจากพระพุทธเจ้าโดยตรงถึง ๖ โอกาสตามที่กล่าวไว้ในสูตรก่อนหน้า
  171. หน้า ๓๖๐–๓๖๓ พระอุทายีนิ่งเงียบ พระอานนท์แสดงอนุสสติฏฐาน ๕ พระพุทธเจ้าเพิ่มเป็น ๖ พระพุทธเจ้าตรัสถามพระอุทายีว่ามีที่ตั้งแห่งการระลึกกี่ประการ พระอุทายีนิ่งเงียบถึงสามครั้งเพราะตอบไม่ได้ พระอานนท์จึงตอบแทนโดยเริ่มจากการระลึกชาติหนหลัง พระพุทธเจ้าตรัสว่าทรงทราบอยู่แล้วว่าพระอุทายีมิได้เจริญอธิจิต จึงให้พระอานนท์แสดงต่อ ได้แก่ ฌานถึงตติยฌาน อาโลกสัญญา การพิจารณาอวัยวะ ๓๒ ส่วนของร่างกาย การพิจารณาซากศพระยะต่างๆ และจตุตถฌานเพื่อแทงตลอดธาตุต่างๆ พระพุทธเจ้าทรงเพิ่มข้อที่ ๖ คือการมีสติสัมปชัญญะในทุกอิริยาบถ
  172. หน้า ๓๖๓–๓๖๘ อนุตตริยะ ๖ ประการ พระพุทธเจ้าทรงแสดงสิ่งอันยอดเยี่ยม ๖ ประการ คือ การเห็น การฟัง การได้ การศึกษา การบำเรอ และการระลึกถึง ทรงเปรียบว่าการไปดูช้างแก้วม้าแก้วหรือสมณพราหมณ์ผู้มีความเห็นผิดแม้มีอยู่จริงแต่เป็นของต่ำทราม ไม่นำสู่นิพพาน ส่วนการเห็น ฟัง ศรัทธา ศึกษา บำเรอ หรือระลึกถึงพระตถาคตหรือสาวกด้วยศรัทธาตั้งมั่นเท่านั้นที่เป็นสิ่งยอดเยี่ยมแท้จริงเพื่อความบริสุทธิ์และนิพพาน จบวรรคที่ ๓ อนุตตริยวรรค
  173. หน้า ๓๖๘–๓๖๙ ธรรมเสื่อมและไม่เสื่อมของพระเสขะ พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม ๖ ประการที่ทำให้ภิกษุผู้ยังต้องศึกษา (เสขะ) เสื่อมจากคุณธรรม ได้แก่ ความยินดีในการงาน การพูดคุย การนอนหลับ การคลุกคลีหมู่คณะ การไม่สำรวมอินทรีย์ และการไม่รู้ประมาณในการบริโภค พร้อมแสดงธรรม ๖ ประการตรงข้ามที่ทำให้ไม่เสื่อม เปิดวรรคที่ ๔ เสขปริหานิยวรรค
  174. หน้า ๓๖๙–๓๗๐ เทวดาแสดงธรรมไม่เสื่อม ๖ ประการ (ความเคารพ ๖) เทวดาองค์หนึ่งเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าตอนกลางคืน กราบทูลธรรม ๖ ประการที่ทำให้ภิกษุไม่เสื่อม คือ ความเคารพในพระศาสดา พระธรรม พระสงฆ์ การศึกษา ความไม่ประมาท และการต้อนรับปฏิสันถาร พระพุทธเจ้าทรงรับรองและนำมาเล่าแก่ภิกษุในวันรุ่งขึ้นพร้อมพระคาถาสรุป
  175. หน้า ๓๗๐ เทวดาแสดงธรรมไม่เสื่อมอีก ๖ ประการ (หิริโอตตัปปะ) เทวดาอีกองค์หนึ่งเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าในทำนองเดียวกัน แสดงธรรม ๖ ประการที่ทำให้ภิกษุไม่เสื่อม แต่เปลี่ยนสองข้อสุดท้ายเป็นหิริ (ความละอายบาป) และโอตตัปปะ (ความเกรงกลัวบาป) แทนความไม่ประมาทและปฏิสันถาร มีพระคาถาสรุปเช่นเดียวกัน
  176. หน้า ๓๗๐–๓๗๓ พระมหาโมคคัลลานะสนทนากับพรหมติสสะเรื่องเทวดาผู้เป็นโสดาบัน พระมหาโมคคัลลานะครุ่นคิดว่าเทวดาพวกใดรู้ตนว่าเป็นโสดาบัน จึงเหาะไปหาพรหมชื่อติสสะ อดีตภิกษุที่มรณภาพแล้วไปเกิดเป็นพรหม พรหมติสสะอธิบายว่าในหมู่เทวดาแต่ละชั้นตั้งแต่จาตุมหาราชิกาจนถึงปรนิมมิตวสวัตตี มีเฉพาะเทวดาที่ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัยและศีลที่พระอริยะรักเท่านั้นที่รู้ตนว่าเป็นโสดาบัน ไม่ใช่เทวดาทุกองค์ในชั้นนั้น
  177. หน้า ๓๗๓ ธรรม ๖ ประการที่เป็นไปในส่วนแห่งวิชชา พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม ๖ ประการที่เป็นไปเพื่อความรู้แจ้ง ได้แก่ อนิจจสัญญา ทุกขสัญญาในสิ่งที่ไม่เที่ยง อนัตตสัญญา ปหานสัญญา วิราคสัญญา และนิโรธสัญญา เป็นหมวดสั้นๆ ที่สรุปแนวการเจริญปัญญาเพื่อความหลุดพ้น
  178. หน้า ๓๗๓–๓๗๕ มูลเหตุแห่งการวิวาท ๖ ประการ พระพุทธเจ้าทรงแสดงมูลเหตุแห่งการทะเลาะวิวาทในหมู่สงฆ์ ๖ ประการ เช่น ภิกษุผู้มักโกรธผูกโกรธ หรือผู้ริษยา ตระหนี่ มีมารยา ปรารถนาลามก มีความเห็นผิดและยึดถือทิฐิของตนเหนียวแน่นสละคืนได้ยาก ล้วนเป็นเหตุให้ไม่เคารพพระรัตนตรัย ไม่ทำการศึกษาให้บริบูรณ์ และก่อความวิวาทที่เป็นไปเพื่อความไม่เกื้อกูลแก่คนหมู่มาก จึงทรงสอนให้ภิกษุพยายามละมูลเหตุแห่งวิวาทเหล่านี้
  179. หน้า ๓๗๕–๓๗๗ ทักษิณาที่ประกอบด้วยองค์ ๖ (นางเวฬุกัณฏกีนันทมาตา) อุบาสิกาเวฬุกัณฏกีนันทมาตาถวายทานที่ประกอบด้วยองค์ ๖ แด่สงฆ์ที่มีพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเป็นประธาน พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่าองค์ ๖ ประกอบด้วยองค์ของผู้ให้ ๓ คือดีใจก่อน ระหว่าง และหลังให้ และองค์ของผู้รับ ๓ คือปราศจากราคะ โทสะ โมหะ หรือกำลังปฏิบัติเพื่อละสิ่งเหล่านั้น ทานเช่นนี้มีอานิสงส์ประมาณมิได้ เปรียบดังน้ำในมหาสมุทร
  180. หน้า ๓๗๗–๓๗๘ โต้แย้งความเห็นผิดว่าไม่มีการกระทำของตนและผู้อื่น พราหมณ์ผู้หนึ่งกราบทูลว่าตนมีความเห็นว่า ไม่มีการกระทำของตนเองและของผู้อื่น (ปฏิเสธผลของความเพียร) พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่เคยเห็นผู้ใดยึดถือเช่นนี้แล้วยังก้าวเดินไปมาได้ ทรงถามถึงการมีอยู่ของธาตุแห่งความริเริ่ม บากบั่น กำลัง ความมั่นคง และความพยายาม เมื่อธาตุเหล่านี้มีอยู่จริงย่อมแสดงว่าสัตว์มีการกระทำได้จริง พราหมณ์จึงเลื่อมใสขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ
  181. หน้า ๓๗๘–๓๗๙ เหตุเกิดแห่งกรรม ๓ ประการ (ฝ่ายอกุศลและกุศล) พระพุทธเจ้าทรงแสดงเหตุ ๓ ประการที่ทำให้เกิดกรรม คือ โลภะ โทสะ โมหะ ซึ่งกรรมที่เกิดจากสิ่งเหล่านี้นำไปสู่นรก กำเนิดสัตว์เดรัจฉาน และเปตวิสัย ส่วนอโลภะ อโทสะ อโมหะเป็นเหตุแห่งกรรมฝ่ายกุศลที่นำไปสู่การเกิดเป็นเทวดาและมนุษย์ ทรงย้ำว่าเหตุอย่างหนึ่งย่อมไม่ก่อผลตรงข้ามกัน
  182. หน้า ๓๗๙–๓๘๐ กิมิลสูตร: เหตุที่พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้นานหรือไม่นาน พระกิมิละทูลถามพระพุทธเจ้าว่าเพราะเหตุใดเมื่อพระตถาคตปรินิพพานแล้ว พระสัทธรรมจึงไม่ดำรงอยู่นาน พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นเพราะภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาไม่มีความเคารพในพระศาสดา พระธรรม พระสงฆ์ การศึกษา ความไม่ประมาท และการปฏิสันถาร ส่วนเหตุที่พระสัทธรรมดำรงอยู่นานคือการมีความเคารพในสิ่งเหล่านี้
  183. หน้า ๓๘๐–๓๘๑ อุปมาท่อนไม้กับธาตุต่างๆ (พระสารีบุตร) พระสารีบุตรพาภิกษุเดินลงจากภูเขาคิชฌกูฏ เห็นท่อนไม้ใหญ่จึงอธิบายว่าภิกษุผู้มีฤทธิ์ทางใจสามารถน้อมจิตให้ท่อนไม้นั้นกลายเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม หรือแม้แต่สิ่งงามและไม่งามได้ เพราะในท่อนไม้นั้นมีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม และธาตุแห่งความไม่งามอยู่จริง จึงอาศัยธาตุเหล่านั้นน้อมจิตไปตามต้องการได้
  184. หน้า ๓๘๑–๓๘๔ นาคิตสูตร: พระพุทธเจ้าไม่ทรงยินดีในเกียรติยศและลาภสักการะ พระพุทธเจ้าเสด็จถึงหมู่บ้านอิจฉานังคละ ชาวบ้านนำอาหารมาถวายพร้อมส่งเสียงอึกทึก พระองค์ตรัสแก่พระนาคิตะผู้อุปัฏฐากว่าไม่ทรงประสงค์เกี่ยวข้องกับเกียรติยศ เพราะผู้ยังติดในลาภสักการะและชื่อเสียงย่อมไม่ได้รับความสุขจากการออกจากกาม ความสงบ และการตรัสรู้โดยง่าย ทรงเปรียบเทียบภิกษุผู้อยู่ใกล้หมู่บ้านกับผู้อยู่ป่า โดยพอพระทัยภิกษุผู้อยู่ป่าที่มุ่งบำเพ็ญสมาธิมากกว่า จบวรรคที่ ๔ เสขปริหานิยวรรค
  185. หน้า ๓๘๔–๓๘๕ เริ่มธรรมิกวรรค: เรื่องช้างเศวตนาคของพระเจ้าปเสนทิโกศล (ยังไม่จบ) เปิดวรรคที่ ๕ ธรรมิกวรรค พระพุทธเจ้าเสด็จไปยังปุพพารามพร้อมพระอานนท์เพื่อพักกลางวัน จากนั้นเสด็จไปสรงน้ำที่ปุพพโกฏฐกะ ขณะนั้นช้างพระที่นั่งของพระเจ้าปเสนทิโกศลชื่อเสตะเดินผ่านมาพร้อมดนตรีบรรเลง ผู้คนต่างชื่นชมว่าเป็นช้างงดงามน่าดู พระอุทายีจึงทูลถามว่าผู้คนเรียกเฉพาะสัตว์ใหญ่ว่า นาค เท่านั้นหรือมีสิ่งอื่นที่เรียกเช่นนั้นได้ด้วย เนื้อหาถูกตัดขาดกลางคันเนื่องจากไฟล์จบลง คาดว่าพระสูตรนี้จะดำเนินต่อในไฟล์ถัดไป
  186. หน้า ๓๘๖–๓๘๘ นาคสูตร (ตอนจบ) - พระคาถาสรรเสริญพระพุทธเจ้าในฐานะนาค เนื้อหาต่อจากบทสนทนาระหว่างพระพุทธเจ้ากับปริพาชกอุทายิ ที่อธิบายความหมายของคำว่า "นาค" (ผู้ยิ่งใหญ่) ว่าไม่ได้หมายถึงช้างหรือสัตว์ใหญ่ แต่หมายถึงผู้ไม่ทำบาปทางกาย วาจา ใจ ต่อสัตว์โลกทั้งปวง จบด้วยคาถายาวที่อุทายิกล่าวอนุโมทนา พรรณนาพระพุทธเจ้าด้วยอุปมาช้างศึก (นาค) ผู้สงบสำรวม มีศรัทธาเป็นงวง มีสติเป็นคอ มีปัญญาเป็นเศียร และเปรียบพระองค์กับดอกบัวที่เกิดในน้ำแต่ไม่เปื้อนน้ำ
  187. หน้า ๓๘๘–๓๙๓ มิคสาลาสูตร นางมิคสาลาอุบาสิกาสงสัยพระอานนท์ว่าเหตุใดพระพุทธเจ้าจึงทรงพยากรณ์ทั้งบิดาของนาง (ปุราณะ ผู้ประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์) และอิสิทัตตะ (ผู้ครองเรือนแต่ยินดีเฉพาะภรรยาตน) ว่าเป็นพระสกทาคามีเหมือนกันหลังตาย พระอานนท์นำเรื่องไปทูลถาม พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่าไม่ควรตัดสินบุคคลด้วยมาตรวัดภายนอกเพียงอย่างเดียว เพราะบุคคลที่มีคุณสมบัติภายนอกต่างกันอาจมีระดับจิตภายในต่างกันหรือเสมอกันก็ได้ โดยยกตัวอย่างบุคคล 6 จำพวกที่ต่างกันด้วยความโกรธ ความโลภ และคำพูด ทรงสรุปว่าเรื่องนี้พระตถาคตเท่านั้นทรงทราบแจ้ง จึงไม่คว
  188. หน้า ๓๙๓–๓๙๖ ทาลิททิยสูตร (ความยากจนที่แท้จริงคือขาดธรรม) พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบความทุกข์ของคนจนในโลกที่ต้องกู้หนี้ ถูกทวงหนี้ ถูกตามตัว และถูกจองจำ กับความทุกข์ของผู้ขาดศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ และปัญญาในกุศลธรรม ผู้เช่นนี้ชื่อว่า "คนจน" ในทางพระวินัยของพระอริยะ เพราะเมื่อทำทุจริตแล้วต้องปกปิดกลัวถูกรู้ ก็เหมือนลูกหนี้ที่หนีทวงหนี้ ในที่สุดต้องถูก "จองจำ" ในนรกหรือกำเนิดสัตว์เดรัจฉาน ส่วนผู้มีศรัทธาตั้งมั่น มีหิริโอตตัปปะ ปัญญา และสำรวมศีล ย่อมมีความสุขทางธรรมและก้าวหน้าสู่ความหลุดพ้น จบด้วยคาถายาวขยายความทั้งสองฝ่าย
  189. หน้า ๓๙๗–๓๙๘ ธรรมโยคีและฌายีภิกษุ (พระมหาจุนทะ) พระมหาจุนทะแสดงธรรมแก่ภิกษุที่เจตียชนบท เตือนว่าภิกษุฝ่าย "ธรรมโยคะ" (ผู้เล่าเรียนคัมภีร์) กับฝ่าย "ฌายี" (ผู้เจริญฌาน) ไม่ควรดูหมิ่นกันและกัน หรือยกย่องเฉพาะพวกตน เพราะต่างฝ่ายต่างมีคุณค่าที่หาได้ยาก จึงสอนให้ภิกษุทั้งสองฝ่ายกล่าวสรรเสริญกันและกันแทน โดยชี้ว่าผู้บรรลุอมตธรรมด้วยกายก็ดี ผู้แทงตลอดอรรถอันลึกซึ้งด้วยปัญญาก็ดี ล้วนเป็นบุคคลที่หาได้ยากในโลก
  190. หน้า ๓๙๘–๓๙๙ โมฬิยสิวกสูตร (ธรรมที่เห็นได้ด้วยตนเอง) ปริพาชกโมฬิยสิวกะทูลถามพระพุทธเจ้าว่า "สันทิฏฐิกธรรม" (ธรรมที่ผู้ปฏิบัติเห็นได้ด้วยตนเอง) หมายความอย่างไร พระพุทธเจ้าทรงตอบด้วยการย้อนถามให้สิวกะพิจารณาจิตของตน ว่าสามารถรู้ได้เองหรือไม่ว่าขณะนี้มีหรือไม่มีโลภะ โทสะ โมหะ อยู่ภายใน เมื่อสิวกะยอมรับว่ารู้ได้ พระองค์จึงชี้ว่านั่นเองคือความหมายของสันทิฏฐิกธรรม สิวกะเลื่อมใสประกาศตนเป็นอุบาสก
  191. หน้า ๓๙๙–๔๐๑ สันทิฏฐิกธรรม (พราหมณ์ทูลถาม) พราหมณ์ผู้หนึ่งทูลถามพระพุทธเจ้าเรื่องสันทิฏฐิกธรรมในทำนองเดียวกับสิวกะ พระองค์ทรงใช้วิธีสอนแบบเดียวกัน คือให้พราหมณ์พิจารณาว่าตนรู้ได้เองหรือไม่ว่ามีหรือไม่มีราคะ และความเศร้าหมองทางกาย วาจา ใจ (สันโทสะ) อยู่ภายในหรือไม่ เมื่อพราหมณ์ยอมรับว่ารู้ได้ พระพุทธเจ้าทรงสรุปว่านี่คือธรรมที่เห็นได้เอง ไม่ประกอบด้วยกาล เรียกให้มาพิสูจน์ได้ พราหมณ์เลื่อมใสขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ
  192. หน้า ๔๐๑–๔๐๒ เขมสูตรและสุมนสูตร (พระอรหันต์ไม่เปรียบเทียบตน) พระเขมะและพระสุมนะแยกกันเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า แสดงข้อธรรมทำนองเดียวกันว่าภิกษุผู้เป็นพระอรหันตขีณาสพ สิ้นภาระ บรรลุประโยชน์ตนแล้ว ย่อมไม่มีความคิดเปรียบเทียบตนกับผู้อื่นว่าดีกว่า เสมอกัน หรือด้อยกว่า พระเขมะกล่าวในแง่ปฏิเสธการมีความคิดเช่นนั้นเลย ส่วนพระสุมนะกล่าวในแง่ปฏิเสธการคิดว่าตน "ไม่มี" ผู้เสมอ ผู้ดีกว่า หรือผู้ด้อยกว่า ทั้งสองรูปได้รับความเห็นชอบจากพระบรมศาสดา แสดงให้เห็นว่าจิตของพระอรหันต์พ้นจากการเปรียบเทียบทุกรูปแบบโดยสิ้นเชิง
  193. หน้า ๔๐๒–๔๐๓ อินทรียสังวรเป็นฐานแห่งไตรสิกขา พระพุทธเจ้าทรงแสดงลำดับความเสื่อมและความเจริญของธรรมที่อิงอาศัยกัน เริ่มจากการไม่สำรวมอินทรีย์ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ย่อมทำให้ศีลเสื่อม ศีลเสื่อมทำให้สมาธิเสื่อม สมาธิเสื่อมทำให้ญาณทัสสนะตามความเป็นจริงเสื่อม จนถึงวิมุตติญาณทัสสนะเสื่อมไปด้วย โดยทรงเปรียบกับต้นไม้ที่กิ่งใบเสียหายย่อมทำให้เปลือก กระพี้ และแก่นไม่บริบูรณ์ ในทางตรงข้าม การสำรวมอินทรีย์ย่อมเป็นอุปนิสัยหนุนให้ธรรมทุกข้อเจริญขึ้นตามลำดับจนถึงวิมุตติ
  194. หน้า ๔๐๓–๔๐๕ อานันทสูตร-สารีปุตตสูตร (คุณสมบัติภิกษุพหูสูต) พระอานนท์ทูลถามพระสารีบุตรว่าภิกษุจะฟังธรรมที่ไม่เคยฟังแล้วไม่ลืม และเข้าใจธรรมที่ยังไม่เข้าใจได้อย่างไร เมื่อพระสารีบุตรขอให้พระอานนท์ตอบเองก่อนเพราะเป็นผู้พหูสูต พระอานนท์จึงอธิบายว่าภิกษุต้องเล่าเรียนพระธรรมทุกหมวด ทั้งแสดง สอน สาธยาย และตรึกตรองด้วยใจ ทั้งต้องเข้าจำพรรษาในอาวาสที่มีพระเถระผู้พหูสูตทรงพระธรรมวินัย เพื่อไต่ถามข้อสงสัย พระสารีบุตรฟังแล้วชื่นชมและกล่าวสรรเสริญพระอานนท์ว่ามีคุณธรรม 6 ประการนี้ในตัวเองอยู่แล้ว
  195. หน้า ๔๐๕–๔๐๗ ชาณุสโสณิสูตร (จุดหมายของคน 6 จำพวก) พราหมณ์ชาณุสโสณิทูลถามพระพุทธเจ้าถึงความมุ่งหมาย เครื่องเกี่ยวข้อง ที่ตั้งมั่น ความยึดถือ และจุดจบของคนแต่ละประเภท พระพุทธเจ้าทรงตอบแยกเป็น 6 จำพวก คือกษัตริย์ (มุ่งโภคะ ยึดแผ่นดิน จบที่ความเป็นใหญ่) พราหมณ์ (มุ่งโภคะ ยึดยัญพิธี จบที่พรหมโลก) คฤหบดี (มุ่งโภคะ ยึดการงาน จบที่งานสำเร็จ) สตรี (มุ่งบุรุษ ยึดบุตร จบที่ความเป็นใหญ่ในเรือน) โจร (มุ่งเอาทรัพย์ ยึดความมืด จบที่การไม่ถูกเห็น) และสมณะ (มุ่งขันติโสรัจจะ ยึดความไม่มีเครื่องกังวล จบที่นิพพาน) พราหมณ์ทึ่งในพระปรีชาญาณและขอถึงสรณะ
  196. หน้า ๔๐๗–๔๐๙ อัปปมาทสูตร (ธรรมข้อเดียวที่ยังประโยชน์ทั้งสอง) พราหมณ์อีกท่านหนึ่งทูลถามว่ามีธรรมข้อเดียวที่เมื่อเจริญแล้วอำนวยประโยชน์ทั้งในชาตินี้และชาติหน้าหรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าคือ "อัปปมาทะ" (ความไม่ประมาท) และทรงยกอุปมาหลายข้อมาขยายความ ได้แก่ รอยเท้าช้างที่ใหญ่กว่ารอยเท้าสัตว์บกอื่นทั้งปวง กลอนเรือนยอดที่คุมเข้าหายอด ผลมะม่วงที่ติดขั้วเดียวกัน กษัตริย์เล็กที่ขึ้นต่อพระเจ้าจักรพรรดิ และแสงดาวที่ไม่ถึงหนึ่งในสิบหกของแสงจันทร์ เพื่อแสดงว่าอัปปมาทะเป็นยอดของกุศลธรรมทั้งปวง
  197. หน้า ๔๐๙–๔๑๘ ธัมมิกสูตร (พระถูกขับไล่และเรื่องต้นไทรสุปปติฏฐะ) พระธัมมิกะเป็นเจ้าอาวาสในชาติภูมิ 7 แห่ง แต่มีนิสัยด่าว่าข่มเหงภิกษุอาคันตุกะจนต้องหนีไปทุกแห่ง อุบาสกชาวชาติภูมิจึงพร้อมใจกันขับไล่ท่านออกจากอาวาสทั้ง 7 แห่ง ท่านจึงไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่ราชคฤห์ พระองค์ทรงเล่านิทานเปรียบเทียบหลายเรื่อง ทั้งเรื่องนกหาฝั่งที่ต้องกลับเรือเมื่อหาฝั่งไม่พบ และเรื่องต้นไทรสุปปติฏฐะที่ให้ร่มเงาและผลแก่ทุกคนโดยไม่หวงห้าม จนวันหนึ่งชายคนหนึ่งเก็บกินผลจนหมดแล้วยังหักกิ่ง เทวดาประจำต้นไม้จึงบันดาลไม่ให้ออกผลอีก ทำให้พระอินทร์ต้องบันดาลลมพายุถอนราก เมื่อเทวดาสำนึกและยอมกลับไ
  198. หน้า ๔๑๙–๔๒๔ โสณสูตร (สายพิณตึงพอดี) เริ่มทุติยปัณณาสก์ มหาวรรคที่ 1 พระโสณะปรารภจะสึกเพราะเพียรมากแล้วจิตยังไม่หลุดพ้น ทั้งที่ตระกูลตนมีทรัพย์พร้อมจะสึกไปใช้สอยและบำเพ็ญบุญได้ พระพุทธเจ้าเสด็จไปหาท่านและทรงเปรียบเทียบกับสายพิณ ว่าตึงเกินไปเสียงไม่ไพเราะ หย่อนเกินไปก็เช่นกัน ต้องตึงพอดีจึงไพเราะ ทรงสอนให้ปรับความเพียรให้สม่ำเสมอพอดีกับสมาธิ พระโสณะปฏิบัติตามจนบรรลุอรหัตตผล แล้วแสดงธรรมว่าพระขีณาสพย่อมน้อมไปสู่ 6 ฐานะ คือความสงัด ไม่เบียดเบียน สิ้นตัณหา สิ้นอุปาทาน และไม่ลุ่มหลง โดยเปรียบจิตท่านกับภูเขาศิลาที่ไม่หวั่นไหวต่อลมจากทิศใ
  199. หน้า ๔๒๔–๔๒๙ ผัคคุณสูตร (พระผัคคุณอาพาธหนักและอานิสงส์ฟังธรรมทันกาล) พระผัคคุณอาพาธหนัก พระอานนท์ทูลขอให้พระพุทธเจ้าเสด็จไปเยี่ยม ท่านพรรณนาความเจ็บปวดรุนแรงด้วยอุปมาหลายข้อ เช่น ปลายแหลมทิ่มศีรษะ ผ้าคาดศีรษะรัดแน่น มีดถลกท้อง และการถูกลนไฟจากคนสองคน พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมโปรดท่าน หลังจากนั้นไม่นานท่านก็มรณภาพโดยอินทรีย์ผ่องใส เมื่อพระอานนท์ทูลถาม พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่าเป็นเพราะท่านได้ฟังธรรมกัณฑ์สุดท้ายจนสังโยชน์เบื้องต่ำ 5 ประการถูกละ แล้วทรงแสดงอานิสงส์ 6 ประการของการฟังธรรมและพิจารณาอรรถให้ทันกาล คือไม่ว่าจะได้เห็นพระตถาคต เห็นสาวกของพระองค์ หรือเพียงตรึกตรอ
  200. หน้า ๔๒๙–๔๓๓ ฉฬาภิชาติสูตร (การเกิด 6 จำพวกตามหลักพระพุทธศาสนา) พระอานนท์ทูลถามเรื่องอภิชาติ 6 (การเกิดจำแนกด้วยสี) ที่ปูรณกัสสปะบัญญัติไว้ตามชนชั้นและอาชีพ เช่น คนฆ่าสัตว์เป็นอภิชาติดำ นักบวชเปลือยเป็นอภิชาติขาว พระพุทธเจ้าตรัสว่าการบัญญัตินั้นไม่มีใครยอมรับจริง เปรียบเหมือนคนจนถูกยัดเยียดเนื้อให้กิน แล้วทรงบัญญัติอภิชาติ 6 ของพระองค์เองตามผลกรรม โดยไม่ขึ้นกับชาติกำเนิด คือคนเกิดในตระกูลต่ำอาจทำกรรมดำ (ตกนรก) หรือทำกรรมขาว (ไปสวรรค์) หรือบวชปฏิบัติจนบรรลุนิพพานอันไม่ดำไม่ขาวก็ได้ เช่นเดียวกับคนเกิดในตระกูลสูงก็ทำกรรมดำ กรรมขาว หรือบรรลุนิพพานได้เหมือนกัน แส
  201. หน้า ๔๓๓–๔๓๗ อาสวปหานสูตร (การละอาสวะ 6 วิธี) พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม 6 ประการที่ทำให้ภิกษุควรแก่ของทำบุญ คือการละอาสวะด้วยวิธีต่างๆ ได้แก่ การสำรวมอินทรีย์ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) เพื่อละอาสวะที่พึงละด้วยความสำรวม การพิจารณาก่อนใช้สอยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และยา (ปฏิเสวนา) การอดทนต่อความหนาวร้อนหิวกระหายและคำพูดหยาบคาย (อธิวาสนา) การเว้นสัตว์ร้ายและสถานที่อันตรายและมิตรชั่ว (ปริวัชชนา) การละความตรึกในกามและพยาบาทที่เกิดขึ้น (วิโนทนา) และการเจริญโพชฌงค์ 7 (ภาวนา) ครบ 6 วิธีนี้ทำให้ภิกษุหมดจากอาสวะและกิเลสที่เผาลนใจ
  202. หน้า ๔๓๗–๔๓๙ ทารุกัมมิกสูตร (การถวายทานแก่สงฆ์เป็นส่วนรวม) ทารุกัมมิกคหบดีกราบทูลว่าตนถวายทานเฉพาะแก่ภิกษุที่เชื่อว่าเป็นพระอรหันต์หรือกำลังปฏิบัติเพื่ออรหัตตผลเท่านั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่าคฤหัสถ์ผู้บริโภคกามยากที่จะหยั่งรู้จิตใจผู้อื่นได้ถูกต้อง แม้ภิกษุจะอยู่ป่า บิณฑบาต ถือผ้าบังสุกุล หรือรับนิมนต์ ก็อาจเป็นผู้น่าตำหนิได้หากยังฟุ้งซ่านเย่อหยิ่งไม่สำรวม หรืออาจเป็นผู้น่าสรรเสริญได้แม้ปฏิบัติต่างออกไป หากมีจิตสงบสำรวม จึงทรงแนะให้ทารุกัมมิกถวายทานแก่สงฆ์โดยรวมแทนการเลือกเฉพาะบุคคล เพราะเมื่อให้แก่สงฆ์จิตจะผ่องใสและนำไปสู่สุคติได้แน่นอน คหบดีน้อมรับคำแนะนำ
  203. หน้า ๔๓๙–๔๔๐ จิตตหัตถิสารีปุตตสูตร (ตอนต้น) ที่ป่าอิสิปตนะ พระเถระหลายรูปสนทนาอภิธรรมกถากันอยู่ในมณฑป พระจิตตหัตถิสารีบุตรพูดแทรกกลางคันเป็นระยะ พระมหาโกฏฐิกะจึงขอให้ท่านรอจนจบการสนทนาก่อน สหายของพระจิตตหัตถิสารีบุตรตำหนิพระมหาโกฏฐิกะว่าไม่ควรข่มพระจิตตหัตถิสารีบุตรผู้เฉลียวฉลาดสามารถแสดงอภิธรรมได้เอง พระมหาโกฏฐิกะตอบว่ายากที่จะหยั่งรู้จิตใจผู้อื่น และเริ่มอธิบายว่าบางคนดูสงบเสงี่ยมอ่อนน้อมได้ตราบเท่าที่ยังอาศัยอยู่ใกล้ศาสดาหรือครูอาจารย์ผู้เป็นที่เคารพ แต่เมื่อแยกตัวออกไปคลุกคลีกับคนหมู่มาก ราคะอาจเข้าครอบงำจิตจนต้องสึก เปรียบเหมือนโคที่
  204. หน้า ๔๔๑–๔๔๖ จิตตหัตถิสาริปุตตสูตร (ตอนจบ) ส่วนท้ายของเรื่องพระจิตตหัตถิสาริปุตตะ ผู้คลุกคลีสนิทสนมกับคฤหัสถ์และนักบวชนอกศาสนามากเกินไปจนราคะครอบงำจิต ทำให้ลาสิกขากลับไปเป็นคฤหัสถ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าแม้จะได้ฌานทั้งสี่และอนิมิตตเจโตสมาธิแล้วก็ตาม มีอุปมาหลายเรื่อง เช่น ฝุ่นที่ทางสี่แพร่ง บึงน้ำ อาหารที่ย่อยแล้ว ห้วงน้ำสงบ และเสียงในป่าที่เงียบเมื่อกองทัพจากไป แสดงว่าความยินดีพอใจในการคลุกคลีนั้นจะกลับมาอีกได้เสมอ ในที่สุดพระจิตตหัตถิสาริปุตตะกลับมาบวชอีกครั้ง อยู่ผู้เดียวไม่ประมาท เพียรพยายาม จนบรรลุอรหัตตผลในที่สุด เรื่องนี้เตือนใจว่าแม้ผู้มี
  205. หน้า ๔๔๖–๔๔๙ สิพพนีสูตร (เทฺวอันตะ) หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสคาถาในเมตเตยยปัญหาว่า ผู้ใดรู้ทั้งสองส่วนสุดแล้วไม่ติดอยู่ตรงกลางผู้นั้นชื่อว่ามหาบุรุษ ภิกษุหลายรูปที่วัดอิสิปตนะถกเถียงกันว่าอะไรคือส่วนสุดสองข้างและรอยเย็บตรงกลาง แต่ละรูปตอบต่างกัน เช่น ผัสสะกับความดับผัสสะ อดีตกับอนาคต สุขเวทนากับทุกขเวทนา นามกับรูป อายตนะภายในกับภายนอก สักกายะกับความดับสักกายะ เมื่อนำไปกราบทูลถาม พระพุทธเจ้าตรัสว่าทุกคำตอบล้วนถูกต้องตามนัย แต่สิ่งที่พระองค์ทรงหมายถึงแท้จริงคือผัสสะเป็นส่วนสุดข้างหนึ่ง เหตุเกิดผัสสะเป็นส่วนสุดอีกข้างหนึ่ง และตัณหาคือรอ
  206. หน้า ๔๔๙–๔๕๘ เทวทัตตสูตร และบุคคลหกจำพวก ภิกษุกลุ่มหนึ่งสงสัยว่าพระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์พระเทวทัตว่าตกนรกชั่วกัปป์แก้ไขไม่ได้โดยไม่ทรงพิจารณาจิตของท่านทั้งหมดหรือไม่ พระอานนท์นำเรื่องไปทูลถาม พระพุทธเจ้าตรัสว่าทรงพยากรณ์เช่นนั้นเพราะไม่ทรงเห็นกุศลธรรมแม้เพียงปลายขนของพระเทวทัตเลย เปรียบเหมือนคนจมอยู่ในหลุมอุจจาระจนหาที่จับยกขึ้นไม่ได้แม้ปลายขนก็ไม่เปื้อน จากนั้นทรงแสดงการหยั่งรู้จิตบุคคลหกจำพวกแบ่งเป็นสองชุดชุดละสาม คือผู้ที่กุศลธรรมกำลังจะเสื่อม (เหมือนเมล็ดพืชดีที่ยังปลูกได้) ผู้ที่กุศลกำลังเสื่อมจนหมดราก และผู้ที่อกุศลธรรมเสื่อมจนดับสน
  207. หน้า ๔๕๘–๔๖๖ นิพเพธิกปริยายสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักธรรมที่ช่วยทะลุทะลวงกิเลส (นิพเพธิกปริยาย) โดยยกหกเรื่องที่ควรรู้แจ้งคือ กาม เวทนา สัญญา อาสวะ กรรม และทุกข์ แต่ละเรื่องทรงวิเคราะห์เป็นห้าแง่มุมคือลักษณะของมันเอง เหตุเกิด ความหลากหลาย ผลวิบาก และทางดับซึ่งคืออริยมรรคมีองค์แปด เช่น กามคุณห้าอย่างไม่ใช่กามที่แท้จริง แต่ความดำริด้วยราคะต่างหากที่เป็นกาม ผู้เข้าใจทั้งหกเรื่องนี้ตามจริงชื่อว่าเข้าใจพรหมจรรย์อันเป็นเครื่องทำลายกิเลสอย่างแท้จริง และย่อมเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันชาติ
  208. หน้า ๔๖๗–๔๗๑ ตถาคตพลสูตร (จบมหาวรรค) พระพุทธเจ้าทรงแสดงกำลัง (พละ) หกประการของตถาคตอันเป็นเหตุให้ทรงปฏิญาณฐานะผู้องอาจ บันลือสีหนาทในท่ามกลางบริษัท และประกาศพรหมจักร ได้แก่ ทรงรู้เหตุที่เป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ตามจริง ทรงรู้ผลวิบากของกรรมทั้งสามกาล ทรงรู้ความเศร้าหมองและผ่องแผ้วของฌานสมาบัติ ทรงระลึกชาติได้ ทรงมีจักษุทิพย์เห็นการจุติอุบัติของสัตว์ตามกรรม และทรงสิ้นอาสวะแล้ว หากมีผู้มาถามปัญหาเหล่านี้ พระองค์ย่อมทรงตอบได้ตามจริงเพราะทรงมีสมาธิมั่นคงไม่ฟุ้งซ่าน ปิดท้ายด้วยคาถาสรุปจบ "มหาวรรค" วรรคแรกของหมวดหกในอังคุตตรนิกาย
  209. หน้า ๔๗๑ ธรรมกั้นและเกื้อกูลอนาคามิผล-อรหัตตผล สองสูตรสั้นเปิด "เทวดาวรรค" แสดงธรรมหกประการที่หากยังละไม่ได้ย่อมไม่อาจทำอนาคามิผลและอรหัตตผลให้แจ้งได้ คือความไม่มีศรัทธา ความไม่มีหิริ ความไม่มีโอตตัปปะ ความเกียจคร้าน ความหลงลืมสติ และปัญญาทราม ส่วนผู้ละธรรมทั้งหกนี้ได้แล้วย่อมมีโอกาสบรรลุผลทั้งสองนั้น แสดงให้เห็นว่าคุณธรรมพื้นฐานเหล่านี้เป็นรากฐานที่ขาดไม่ได้ก่อนจะก้าวสู่มรรคผลชั้นสูง
  210. หน้า ๔๗๒–๔๗๓ มิตตสูตร และสังคณิการามสูตร ภิกษุผู้คบมิตรชั่ว (ปาปมิตร) เอาอย่างมิตรชั่ว ย่อมไม่มีทางบำเพ็ญอภิสมาจาริกธรรม เสขธรรม ศีล และการละราคะในกามภพ รูปภพ อรูปภพได้เลย ตรงข้ามกับผู้คบกัลยาณมิตรซึ่งย่อมบำเพ็ญธรรมเหล่านี้ได้โดยลำดับ อีกสูตรหนึ่งกล่าวถึงภิกษุที่ยินดีในการคลุกคลีเป็นหมู่คณะ ย่อมไม่อาจยินดีในความสงัดผู้เดียว ไม่อาจถือเอานิมิตแห่งจิตเพื่อสมาธิ ไม่อาจบำเพ็ญสัมมาทิฏฐิ สัมมาสมาธิ และละสังโยชน์เพื่อบรรลุนิพพานได้ ตรงข้ามกับผู้ไม่ยินดีในหมู่คณะซึ่งย่อมก้าวหน้าไปตามลำดับขั้นเหล่านี้ได้
  211. หน้า ๔๗๓–๔๗๕ อปริหานิยธรรม ๖ (เทวดาสูตร) เทวดาองค์หนึ่งเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้ายามราตรี ทูลว่าธรรมหกประการเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมของภิกษุ คือความเคารพในพระศาสดา พระธรรม พระสงฆ์ สิกขา ความเป็นผู้ว่าง่าย และความมีกัลยาณมิตร พระพุทธเจ้าทรงเล่าเรื่องนี้แก่ภิกษุทั้งหลายในเช้าวันรุ่งขึ้น พระสารีบุตรจึงขยายความว่าภิกษุที่มีความเคารพเหล่านี้ต้องทั้งเป็นผู้เคารพเองและสรรเสริญความเคารพนั้น ทั้งชักชวนผู้ยังไม่เคารพให้เคารพและยกย่องผู้ที่เคารพอยู่แล้วตามความจริงตามกาลอันควร พระพุทธเจ้าทรงรับรองคำอธิบายของพระสารีบุตรว่าถูกต้องตรงตามที่ทรงประสงค์
  212. หน้า ๔๗๕–๔๗๗ ธรรม ๖ เพื่ออภิญญา ภิกษุที่ปราศจากสมาธิอันสงบ ประณีต ระงับแล้ว และเป็นเอกัคคตา ย่อมไม่อาจแสดงฤทธิ์ต่างๆ ไม่อาจมีหูทิพย์ ไม่อาจหยั่งรู้ใจผู้อื่น ไม่อาจระลึกชาติได้ ไม่อาจมีตาทิพย์เห็นการจุติอุบัติของสัตว์ และไม่อาจสิ้นอาสวะได้เลย ส่วนภิกษุผู้มีสมาธิดังกล่าวครบถ้วนย่อมสามารถบรรลุอภิญญาทั้งหกนี้ได้ทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าสมาธิที่มั่นคงประณีตเป็นรากฐานสำคัญของอภิญญาและความหลุดพ้นในที่สุด
  213. หน้า ๔๗๗–๔๗๙ เงื่อนไขการบรรลุด้วยตนเองและปฐมฌาน (จบเทวดาวรรค) กลุ่มสูตรสั้นแสดงเงื่อนไขของการทำให้แจ้งด้วยตนเอง (สักขิภัพพตา) ในอายตนะต่างๆ ซึ่งต้องอาศัยความรู้เท่าทันธรรมฝ่ายเสื่อม ฝ่ายทรงตัว ฝ่ายก้าวหน้า และฝ่ายทำลายกิเลส พร้อมทั้งทำการโดยเคารพและถูกวิธี ตามด้วยความแกร่งกล้าในสมาธิที่ต้องอาศัยความชำนาญในการเข้า การตั้งอยู่ และการออกจากสมาธิ และเงื่อนไขของการเข้าปฐมฌานซึ่งขึ้นอยู่กับการละนิวรณ์ทั้งห้าและเห็นโทษของกาม รวมถึงวิตกและสัญญาฝ่ายกาม พยาบาท เบียดเบียนที่ต้องละให้ได้ก่อน ปิดท้ายด้วยคาถาสรุปจบ "เทวดาวรรค" วรรคที่สอง
  214. หน้า ๔๗๙–๔๘๐ วิตกและมานะที่กั้น/เกื้อกูลอรหัตตผล เปิด "อรหันตวรรค" ด้วยธรรมสองชุด ชุดแรกคือวิตกและสัญญาฝ่ายกาม พยาบาท เบียดเบียน ซึ่งทำให้ภิกษุอยู่เป็นทุกข์คับแค้นในปัจจุบันและตายไปเกิดในทุคติ ตรงข้ามกับวิตกและสัญญาฝ่ายเนกขัมมะ ไม่พยาบาท ไม่เบียดเบียน ซึ่งทำให้อยู่เป็นสุขและตายไปเกิดในสุคติ ชุดที่สองคือมานะหกรูปแบบ ได้แก่ มานะ โอมานะ อติมานะ อธิมานะ ถัมภะ อตินิปาต คือความยึดถือตัวตนในรูปแบบต่างๆ ที่ต้องละให้หมดจึงจะทำอรหัตตผลให้แจ้งได้
  215. หน้า ๔๘๐–๔๘๑ อุตตริมนุสสธรรม และธรรมเครื่องอยู่เป็นสุข ธรรมหกประการที่หากยังละไม่ได้ ภิกษุย่อมไม่อาจบรรลุอุตตริมนุสสธรรมคือญาณทัสสนะอันวิเศษของพระอริยะ ได้แก่ ความหลงลืมสติ ไม่มีสัมปชัญญะ ไม่สำรวมอินทรีย์ ไม่รู้จักประมาณในการบริโภค หลอกลวง และพูดประจบเอาใจ ส่วนผู้ปราศจากธรรมเหล่านี้ย่อมมีโอกาสบรรลุได้ อีกสูตรหนึ่งกล่าวถึงธรรมหกประการที่ทำให้ภิกษุอยู่เป็นสุขโสมนัสมากในปัจจุบันและเป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะ คือความยินดีในธรรม ในการเจริญกุศล ในการละอกุศล ในความสงัด ในความไม่เบียดเบียน และในความไม่เนิ่นช้าปรุงแต่ง
  216. หน้า ๔๘๑–๔๘๒ ธรรม ๖ เพื่อความเจริญในกุศลธรรม ภิกษุผู้ไม่ฉลาดในความเจริญ ความเสื่อม และอุบายวิธี ทั้งไม่มีฉันทะจะบรรลุกุศลธรรมที่ยังไม่บรรลุและไม่รักษากุศลธรรมที่บรรลุแล้วให้มั่นคง ย่อมไม่อาจบรรลุหรือทำให้กุศลธรรมเจริญงอกงามได้ ตรงข้ามกับผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนย่อมบรรลุและเจริญได้ อีกสูตรหนึ่งกล่าวถึงคุณสมบัติหกประการที่ทำให้ภิกษุบรรลุความเป็นใหญ่ไพบูลย์ในธรรมทั้งหลายได้อย่างรวดเร็ว คือมากด้วยการเห็นแจ้ง มากด้วยความเพียร มากด้วยความรู้ ไม่สันโดษพอใจง่าย ไม่ทอดธุระ และมุ่งหน้าก้าวต่อไปในกุศลธรรมอยู่เสมอ
  217. หน้า ๔๘๒–๔๘๓ ธรรม ๖ นำไปสู่นรกและสวรรค์ สองสูตรเปรียบเทียบผลกรรมเหมือนของที่ถูกนำไปวางไว้ในนรกหรือสวรรค์ ชุดแรกคือการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ มีความปรารถนาลามก และมีมิจฉาทิฏฐิ นำไปสู่นรก ส่วนการงดเว้นสิ่งเหล่านี้พร้อมมักน้อยและมีสัมมาทิฏฐินำไปสู่สวรรค์ ชุดที่สองคือการพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ มีความโลภ และความคะนอง นำไปสู่นรก ส่วนการงดเว้นพร้อมความไม่โลภและความสงบเสงี่ยมนำไปสู่สวรรค์ แสดงให้เห็นความเชื่อมโยงตรงไปตรงมาระหว่างการกระทำกับผลที่ตามมา
  218. หน้า ๔๘๓–๔๘๔ ธรรม ๖ ที่กั้น/เกื้อกูลอรหัตตผล ธรรมหกประการที่ทำให้ภิกษุไม่อาจทำอัคคธรรมคืออรหัตตผลให้แจ้งได้ คือความไม่มีศรัทธา ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ เกียจคร้าน ปัญญาทราม และยังห่วงใยในร่างกายและชีวิต ส่วนผู้มีศรัทธา หิริ โอตตัปปะ ความเพียร ปัญญา และไม่ห่วงใยในร่างกายชีวิตย่อมมีโอกาสบรรลุอรหัตตผลได้ เป็นการย้ำว่าคุณธรรมพื้นฐานและการปล่อยวางความยึดติดในกายชีวิตเป็นเงื่อนไขจำเป็นสำหรับการบรรลุธรรมขั้นสูงสุด
  219. หน้า ๔๘๔–๔๘๕ ธรรมฝ่ายเสื่อมและฝ่ายเจริญ (จบอรหันตวรรค) ภิกษุผู้มีความปรารถนามาก มีความคับแค้นใจ ไม่สันโดษในปัจจัยสี่ ไม่มีศรัทธา ทุศีล เกียจคร้าน หลงลืมสติ และปัญญาทราม ไม่ว่าคืนหรือวันที่ผ่านไปย่อมมีแต่ความเสื่อมในกุศลธรรมไม่มีความเจริญเลย ส่วนภิกษุผู้ตรงข้ามคือมักน้อย สันโดษ มีศรัทธา มีศีล มีความเพียร มีสติ มีปัญญา ย่อมมีแต่ความเจริญในกุศลธรรมทุกวันคืนที่ผ่านไป ปิดท้าย "อรหันตวรรค" วรรคที่สามด้วยคาถาสรุป
  220. หน้า ๔๘๕–๔๘๘ ธรรมกั้นความเย็นสนิทและอนันตริยกรรม เปิด "สีติวรรค" ด้วยธรรมหกประการที่หากยังมีอยู่ย่อมทำความเย็นสนิทอันยอดเยี่ยมคือนิพพานให้แจ้งไม่ได้ คือการไม่ข่มจิต ไม่ประคองจิต ไม่ทำจิตให้ร่าเริง และไม่วางเฉยในเวลาอันควร ทั้งยังน้อมใจไปในธรรมเลวและยินดีในสักกายะ ตรงข้ามกับผู้ทำจิตให้เหมาะสมตามเวลาและน้อมใจไปในธรรมประณีตยินดีในนิพพานย่อมบรรลุได้ ต่อมากล่าวถึงธรรมที่กั้นและเกื้อกูลการหยั่งลงสู่ความถูกต้องแม้ขณะฟังพระสัทธรรม เช่น การถูกกรรม กิเลส หรือวิบากขัดขวาง และที่ร้ายแรงที่สุดคืออนันตริยกรรมทั้งห้า (ฆ่ามารดา ฆ่าบิดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระ
  221. หน้า ๔๘๘–๔๙๐ ทิฏฐิสัมปทาและอภัพพฐานะของโสดาบัน (จบสีติวรรค) กล่าวถึงองค์ประกอบของ "ทิฏฐิสัมปทา" คือความถึงพร้อมด้วยความเห็นชอบแบบพระโสดาบัน อันได้แก่การละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส และราคะ โทสะ โมหะที่นำไปสู่อบาย ซึ่งเป็นธรรมที่พระโสดาบันละได้แล้วและจะไม่เกิดขึ้นอีกเลย จากนั้นแสดงรายการ "อภัพพฐานะ" คือสิ่งที่พระโสดาบันไม่มีทางทำได้อีก เช่น ไม่เคารพในพระรัตนตรัยและสิกขา ไม่เห็นสังขารใดเที่ยงหรือเป็นสุข ไม่เห็นธรรมใดเป็นตัวตน ไม่ทำอนันตริยกรรม ไม่แสวงหาความบริสุทธิ์ด้วยมงคลตื่นข่าว ไม่แสวงหาผู้ควรรับทักษิณานอกพระศาสนา และไม่เชื่อว่าสุขทุกข์เกิดขึ้
  222. หน้า ๔๙๑–๔๙๕ อานิสังสวรรค - สิ่งหาได้ยาก ๖ ประการ และอานิสงส์การเห็นอนิจจัง (จบทุติยปัณณาสก์) เปิดอานิสังสวรรคที่ ๕ พระพุทธเจ้าทรงแสดงสิ่งที่หาได้ยากในโลก ๖ ประการ ได้แก่ การอุบัติของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้แสดงธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศไว้ การเกิดในอริยายตนะ ความไม่บกพร่องแห่งอินทรีย์ ความไม่โง่เขลาบ้าใบ้ และความมีฉันทะในกุศลธรรม จากนั้นทรงแสดงอานิสงส์ ๖ ประการที่ภิกษุพึงได้เมื่อพิจารณาเห็นสังขารทั้งปวงโดยความไม่เที่ยงโดยไม่มีข้อยกเว้น เช่น จิตจะน้อมไปสู่ความไม่ยึดมั่นในโลกทั้งปวง ความถือตัวตนและของตนจะดับไป และเห็นเหตุที่แท้จริงของธรรมทั้งหลาย ปิดท้ายด้วยคาถาอุทานสรุปหัวข้อของทุ
  223. หน้า ๔๙๖–๔๙๙ ติกวัคคะ (หมวดธรรมสาม) ในฉักกนิบาต พระสูตรชุดนี้ (ข้อ ๑๐๗-๑๑๖) เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ตรัสถึงอกุศลธรรมสามอย่างในแต่ละคู่ที่ต้องละ พร้อมกุศลธรรมสามอย่างที่ต้องเจริญเพื่อละอกุศลธรรมนั้น เช่น ละราคะด้วยอสุภสัญญา ละโทสะด้วยเมตตา ละโมหะด้วยปัญญา ละกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ด้วยสุจริตสามอย่าง ละกามวิตกและพยาบาทวิตกด้วยเนกขัมมวิตกและอัพยาบาทวิตก ตลอดจนละมิจฉาทิฏฐิ ความไม่สันโดษ ความคะนอง และความประมาทด้วยธรรมฝ่ายตรงข้าม เป็นการแสดงหลักปฏิบัติแบบคู่ตรงข้ามเพื่อขัดเกลากิเลสทีละคู่อย่างเป็นระบบ จบลงด้วยคาถาอุทานสรุปหัวข้อทั้งหมดของว
  224. หน้า ๕๐๐–๕๐๑ ธรรม ๖ ประการที่เป็นอุปสรรคและเกื้อกูลต่อการเจริญสติปัฏฐาน พระพุทธเจ้าตรัสว่าภิกษุที่ยังละธรรม ๖ ประการไม่ได้ ย่อมไม่สามารถเจริญสติปัฏฐานพิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรมได้ ทั้งภายใน ภายนอก และทั้งภายในภายนอก ธรรมที่เป็นอุปสรรคนั้นคือความยินดีในการงาน การพูดคุย การนอนหลับ การคลุกคลีด้วยหมู่คณะ การไม่สำรวมอินทรีย์ และความไม่รู้จักประมาณในการบริโภคอาหาร ในทางตรงข้าม ภิกษุที่ละธรรมเหล่านี้ได้แล้วย่อมสามารถเจริญสติปัฏฐานได้สำเร็จ แสดงให้เห็นว่าการฝึกสติต้องอาศัยการควบคุมพฤติกรรมพื้นฐานในชีวิตประจำวันเป็นรากฐานก่อน
  225. หน้า ๕๐๑–๕๐๒ ตปุสสคหบดีและอุบาสกผู้เข้าถึงธรรมด้วยองค์ ๖ กล่าวถึงตปุสสคหบดีและอุบาสกจำนวนมาก เช่น ภัลลิกะ อนาถบิณฑิกคหบดี จิตตคหบดีชาวมัจฉิกาสัณฑ์ หัตถกะอาฬวกะ มหานามศากยะ ชีวกโกมารภัจจ์ นกุลบิดา และท่านอื่นๆ ว่าเป็นผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ ได้แก่ ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ศีลอันเป็นอริยะ ญาณอันเป็นอริยะ และวิมุตติอันเป็นอริยะ ด้วยธรรม ๖ นี้ท่านเหล่านั้นจึงเป็นผู้ถึงที่สุดในพระตถาคต เห็นอมตธรรม และอยู่ด้วยการทำอมตธรรมให้แจ้งแล้ว แสดงว่าฆราวาสก็บรรลุธรรมขั้นสูงได้เช่นเดียวกับนักบวชหากมีศรัทธาและคุณธรรมครบถ้วน
  226. หน้า ๕๐๒–๕๐๓ ธรรม ๖ ประการเพื่อรู้ยิ่งละราคะและกิเลสอื่นๆ / จบฉักกนิบาต พระพุทธเจ้าตรัสว่าเพื่อรู้ยิ่ง กำหนดรู้ ละ สิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไป และสละคืนซึ่งราคะ ควรเจริญธรรม ๖ ประการหลายชุด เช่น อนุตตริยะ ๖ (การเห็น การฟัง ลาภ การศึกษา การบำเรอ และอนุสสติอันยอดเยี่ยม) อนุสสติ ๖ (ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ศีล จาคะ และเทวดา) และสัญญา ๖ อย่าง (อนิจจสัญญา ทุกขสัญญา อนัตตสัญญา ปหานสัญญา วิราคสัญญา นิโรธสัญญา) จากนั้นทรงขยายหลักการเดียวกันนี้ไปใช้กับกิเลสอื่นอีกมากมายโดยวิธีย่อ เช่น โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ การลบหลู่ ความริษยา ความตระหนี่ มานะ และความประมาท เ