อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต

บาลีโรมัน (มหาสังคีติ) · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๒๔ · ๓๙๒ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๒๑ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๘ อานิสังสสูตร: ลำดับธรรมจากศีลสู่วิมุตติ พระอานนท์ทูลถามพระพุทธเจ้าว่าศีลที่เป็นกุศลมีประโยชน์และอานิสงส์อะไร พระองค์ตรัสตอบเป็นลำดับต่อเนื่องกันว่า ศีลทำให้เกิดความไม่ร้อนใจ ความไม่ร้อนใจทำให้เกิดปราโมทย์ ปราโมทย์ทำให้เกิดปีติ ปีติทำให้กายสงบ กายสงบทำให้เกิดสุข สุขทำให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ สมาธิทำให้เห็นตามความเป็นจริง เห็นตามจริงทำให้เกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด และในที่สุดนำไปสู่ญาณทัสสนะแห่งวิมุตติ โดยแต่ละขั้นเกิดขึ้นเองตามธรรมดาไม่ต้องตั้งเจตนา เปรียบเหมือนต้นไม้ที่กิ่งใบไม่บริบูรณ์ เปลือกกระพี้แก่นก็ไม่บริบูรณ์ตามไปด้วย คำสอนนี้
  2. หน้า ๘–๑๑ สมาธิที่ไม่มีสัญญาในปฐวีธาตุเป็นต้น พระอานนท์ทูลถามว่าภิกษุจะได้สมาธิที่ไม่มีสัญญาในดิน น้ำ ไฟ ลม อรูปฌานทั้งสี่ โลกนี้และโลกหน้า แต่ยังคงมีสัญญาอยู่ได้หรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นไปได้ หากภิกษุมีสัญญาเพียงว่านิพพานคือความสงบระงับสังขารทั้งปวง เป็นความสงบอันประณีต พระอานนท์จึงนำคำถามเดียวกันไปถามพระสารีบุตร ผู้เล่าประสบการณ์ตรงครั้งหนึ่งที่ป่าอันธวันใกล้เมืองสาวัตถีว่าท่านเข้าสมาธิเช่นนั้นได้จริง โดยมีสัญญาเพียงว่าความดับภพคือนิพพาน ซึ่งเกิดดับสลับกันไปอย่างรวดเร็วเหมือนเปลวไฟที่เผาไหม้ฟืนเป็นท่อนๆ เปลวหนึ่งเกิดอีกเปลวหนึ่งก็ดับ
  3. หน้า ๑๑–๑๖ ภิกษุผู้บริบูรณ์ด้วยองค์ ๑๐ ประการ (๓ สูตร) พระพุทธเจ้าทรงแสดงองค์ประกอบของภิกษุผู้ควรแก่ความเลื่อมใสและบริบูรณ์ทุกด้าน คือ มีศรัทธา มีศีล เป็นพหูสูต เป็นนักแสดงธรรม กล้าเข้าสู่ที่ประชุม แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท ทรงพระวินัย อยู่ป่าเสนาสนะอันสงัด และมีคุณธรรมขั้นสูงสุดอีกหนึ่งข้อที่ผลัดเปลี่ยนกันไปในแต่ละสูตร ได้แก่ ได้ฌานทั้งสี่โดยง่าย หรือสัมผัสวิโมกข์อันสงบล่วงรูปด้วยกาย หรือระลึกชาติได้และมีทิพยจักษุ รวมกับการสิ้นอาสวะบรรลุอรหัตตผล หากภิกษุยังขาดข้อใดข้อหนึ่งถือว่ายังไม่บริบูรณ์ ต้องบำเพ็ญให้ครบทั้งสิบจึงจะเป็นผู้น่าเลื่อมใสโดยสมบูรณ
  4. หน้า ๑๖–๑๗ เสนาสนสูตร: องค์ ๕ ของภิกษุและเสนาสนะที่เกื้อกูลวิมุตติ พระพุทธเจ้าตรัสว่าภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ คือ มีศรัทธาในพระรัตนตรัย มีสุขภาพแข็งแรงย่อยอาหารดี ซื่อตรงเปิดเผยตนต่อพระศาสดาและเพื่อนพรหมจรรย์ ปรารภความเพียร และมีปัญญาเห็นความเกิดดับ หากได้อยู่ในเสนาสนะที่ประกอบด้วยองค์ ๕ เช่นกัน คือ ไม่ไกลไม่ใกล้จากหมู่บ้าน กลางวันไม่พลุกพล่านกลางคืนเงียบสงัด มีเหลือบยุงลมแดดรบกวนน้อย หาปัจจัยสี่ได้ง่าย และมีพระเถระผู้เป็นพหูสูตทรงธรรมวินัยอยู่ให้ไต่ถามข้อสงสัยได้ ภิกษุเช่นนี้ไม่นานก็จะบรรลุความหลุดพ้นจากอาสวะทั้งปวง
  5. หน้า ๑๗–๑๘ ภิกษุผู้ละองค์ ๕ ได้และถึงพร้อมองค์ ๕ (เกวลี) พระพุทธเจ้าตรัสว่าภิกษุผู้ได้ชื่อว่าเป็นผู้บริบูรณ์ อยู่จบพรหมจรรย์ เป็นบุรุษสูงสุดในธรรมวินัยนี้ ต้องเป็นผู้ละนิวรณ์ ๕ ได้แก่ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ และวิจิกิจฉา และในขณะเดียวกันต้องถึงพร้อมด้วยขันธ์ ๕ ของพระอเสขะ คือ ศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ และวิมุตติญาณทัสสนขันธ์ที่ไม่ต้องศึกษาต่อไปอีกแล้ว ท้ายสูตรมีคาถาสรุปย้ำว่าผู้ใดละองค์ห้าได้และถึงพร้อมองค์ห้านี้ ผู้นั้นได้ชื่อว่าเป็นผู้บริบูรณ์สิ้นเชิงในธรรมวินัยนี้
  6. หน้า ๑๘–๑๙ สังโยชนสูตร: สังโยชน์ ๑๐ ประการ พระพุทธเจ้าทรงแสดงสังโยชน์ซึ่งเป็นเครื่องผูกมัดสัตว์ไว้ในสังสารวัฏจำนวน ๑๐ ประการ แบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ อันเป็นเครื่องผูกในภพเบื้องต่ำ ได้แก่ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามฉันทะ และพยาบาท กลุ่มที่สองคืออุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ อันเป็นเครื่องผูกในภพเบื้องสูง ได้แก่ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชา สังโยชน์ทั้งสิบนี้เป็นกรอบที่ใช้วัดความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณของพระอริยบุคคลตั้งแต่พระโสดาบันจนถึงพระอรหันต์
  7. หน้า ๑๙–๒๓ เจโตขีลสูตร: ความรกร้างและเครื่องผูกพันแห่งใจ พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าภิกษุหรือภิกษุณีที่ยังละเจโตขีละ (ความรกร้างแห่งใจ) ๕ อย่างไม่ได้ และยังตัดเจตโสวินิพันธ์ (เครื่องผูกพันแห่งใจ) ๕ อย่างไม่ได้ ย่อมมีแต่ความเสื่อมในกุศลธรรม เจโตขีละ ๕ คือความลังเลไม่เลื่อมใสในพระศาสดา พระธรรม พระสงฆ์ สิกขา และความโกรธเคืองในเพื่อนพรหมจรรย์ ส่วนเจตโสวินิพันธ์ ๕ คือความยังไม่คลายกำหนัดในกาม ในกาย ในรูป การกินจนอิ่มแล้วหมกมุ่นในความสุขจากการนอนหลับ และการประพฤติพรหมจรรย์โดยหวังจะไปเกิดเป็นเทวดา พระองค์ทรงเปรียบผู้มีธรรมเหล่านี้ยังไม่หมดสิ้นเหมือนพระจันทร์ข้างแร
  8. หน้า ๒๓–๒๔ อัปปมาทสูตร: ความไม่ประมาทเป็นยอดแห่งกุศลธรรม พระพุทธเจ้าทรงแสดงด้วยอุปมาหลายข้อว่าความไม่ประมาทเป็นรากฐานและยอดแห่งกุศลธรรมทั้งปวง เปรียบเหมือนรอยเท้าสัตว์บกทั้งหลายที่ประชุมลงในรอยเท้าช้างซึ่งใหญ่ที่สุด เปรียบเหมือนกลอนเรือนยอดทั้งหมดที่รวมลงสู่ยอดเรือน เปรียบเหมือนกลิ่นราก กลิ่นแก่น กลิ่นดอกไม้ที่มีกฤษณาดำ จันทน์แดง และมะลิเป็นเลิศ เปรียบเหมือนพระราชาน้อยที่ขึ้นต่อพระเจ้าจักรพรรดิ แสงดาวที่สู้แสงจันทร์ไม่ได้ ดวงอาทิตย์ในสารทกาลที่ขจัดความมืด และแม่น้ำใหญ่ที่ไหลลงสู่มหาสมุทร กุศลธรรมทั้งปวงล้วนมีรากฐานอยู่ที่ความไม่ประมาทเช่นเดียวกัน
  9. หน้า ๒๕ ทักขิเณยยบุคคลสูตร: บุคคล ๑๐ ประเภทผู้ควรแก่ทักษิณา พระพุทธเจ้าทรงแสดงบุคคล ๑๐ ประเภทที่เป็นผู้ควรแก่ของทำบุญ ควรแก่การต้อนรับ ควรแก่ทักษิณา ควรแก่การกราบไหว้ และเป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก ได้แก่ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอริยบุคคลอีก ๘ จำพวกตามระดับการหลุดพ้นและการปฏิบัติ คือ ผู้หลุดพ้นทั้งสองส่วน ผู้หลุดพ้นด้วยปัญญา ผู้เป็นพยานด้วยกาย ผู้บรรลุด้วยทิฏฐิ ผู้หลุดพ้นด้วยศรัทธา ผู้เป็นธรรมานุสารี ผู้เป็นสัทธานุสารี และผู้เป็นโคตรภูบุคคล สูตรนี้เป็นเพียงบัญชีรายชื่อสั้นๆ ไม่มีคำอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมในที่นี้
  10. หน้า ๒๕–๓๑ นาถกรณสูตร: ธรรมที่ทำที่พึ่งแก่ตน ๑๐ ประการ (๒ สูตร) พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้ภิกษุทั้งหลายเป็นผู้มีที่พึ่งอยู่เถิด อย่าเป็นผู้ไม่มีที่พึ่ง เพราะผู้ไม่มีที่พึ่งย่อมอยู่เป็นทุกข์ แล้วทรงแสดงธรรม ๑๐ ประการที่ทำที่พึ่งให้แก่ตนเอง ได้แก่ มีศีลสำรวมในปาติโมกข์ เป็นพหูสูตทรงจำธรรมที่งามในเบื้องต้นท่ามกลางที่สุด มีกัลยาณมิตร เป็นผู้ว่าง่ายรับฟังคำแนะนำ ขยันช่วยเหลือกิจของเพื่อนพรหมจรรย์ รักใคร่พอใจในธรรมและอภิธรรม ปรารภความเพียร สันโดษในปัจจัยสี่ มีสติมั่นคง และมีปัญญาเห็นความเกิดดับที่นำไปสู่ความสิ้นทุกข์ ในสูตรที่สองทรงย้ำว่าภิกษุผู้มีคุณธรรมเหล่านี้ ไม่ว่
  11. หน้า ๓๑–๓๔ อริยวาสสูตร: ธรรมเครื่องอยู่ของพระอริยะ ๑๐ ประการ (๒ สูตร) พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเครื่องอยู่ของพระอริยะ ๑๐ ประการที่พระอริยเจ้าในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตล้วนอยู่ด้วยธรรมชุดนี้เหมือนกัน ได้แก่ ละนิวรณ์ ๕ ได้ ประกอบด้วยองค์ ๖ คือมีใจเป็นอุเบกขาเมื่อกระทบอารมณ์ทางทวารทั้งหกโดยไม่ยินดียินร้าย มีสติเป็นเครื่องรักษาอย่างเดียว มีธรรมเป็นที่พึ่งพิงสี่ประการ ละปัจเจกสัจจะ (ทิฏฐิเฉพาะตัว เช่น โลกเที่ยงหรือไม่เที่ยง) ได้สิ้นเชิง ระงับการแสวงหาทั้งในกาม ในภพ และในพรหมจรรย์ มีความดำริไม่ขุ่นมัว มีกายสังขารสงบระงับด้วยจตุตถฌาน มีจิตหลุดพ้นดีและมีปัญญาหลุดพ้นดี สูตรที่ส
  12. หน้า ๓๔–๔๑ สีหนาทสูตร-ทสพลสูตร: กำลังของพระตถาคต ๑๐ ประการ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบพระองค์กับราชสีห์ที่ออกจากที่อยู่ตอนเย็น เหลียวดูรอบทิศแล้วบันลือสีหนาทสามครั้งก่อนออกหาอาหารโดยไม่เบียดเบียนสัตว์เล็กที่อยู่ในที่คับขัน ฉันใด เมื่อพระตถาคตแสดงธรรมแก่บริษัทก็เป็นการบันลือสีหนาทฉันนั้น จากนั้นทรงแสดงตถาคตพลญาณ ๑๐ ประการที่ทำให้ทรงปฏิญาณฐานะผู้องอาจได้ ได้แก่ รู้ฐานะและอฐานะตามจริง รู้ผลของกรรมทั้งสามกาล รู้ทางไปสู่ภพภูมิทั้งปวง รู้โลกที่มีธาตุต่างๆ รู้อัธยาศัยสัตว์ รู้อินทรีย์ยิ่งหย่อนของผู้อื่น รู้ความเศร้าหมองผ่องแผ้วของฌานวิโมกข์สมาธิสมาบัติ ระลึกชาติได้ ม
  13. หน้า ๔๑–๔๔ ธรรมที่พึงละด้วยกาย ด้วยวาจา และด้วยปัญญา พระพุทธเจ้าทรงจำแนกธรรมบางอย่างที่พึงละด้วยกาย คือ เมื่อภิกษุประพฤติผิดทางกาย เพื่อนพรหมจรรย์ผู้รู้ตักเตือนแล้วภิกษุนั้นละกายทุจริตเปลี่ยนเป็นกายสุจริตได้ และธรรมบางอย่างที่พึงละด้วยวาจาในทำนองเดียวกัน แต่มีธรรมบางอย่างที่ไม่อาจละได้ด้วยกายหรือวาจา ต้องละด้วยปัญญาที่เห็นแจ้งซ้ำแล้วซ้ำเล่าเท่านั้น ได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ การลบหลู่คุณท่าน การตีเสมอ ความตระหนี่ ความริษยาที่ชั่วร้าย และความปรารถนาที่ชั่วร้าย (อยากให้คนอื่นเข้าใจว่าตนมีคุณธรรมทั้งที่ไม่มีจริง) พระองค์ทรงสอนวิธีสังเ
  14. หน้า ๔๔–๔๘ มหาจุนทสูตร: อุปมาคนจนอวดมั่งมี พระมหาจุนทะแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ผู้ใดกล่าวอ้างว่ามีญาณรู้เห็นธรรมนี้ หรืออ้างว่าได้อบรมกาย ศีล จิต ปัญญาแล้ว แต่ยังถูกโลภะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความริษยาและความปรารถนาชั่วร้ายครอบงำใจอยู่ พึงทราบว่าคำกล่าวอ้างนั้นไม่จริง เปรียบเหมือนคนยากจนแท้ๆ แต่อวดอ้างว่ามั่งมีทรัพย์ พอถึงคราวต้องใช้ทรัพย์จริงก็หาเงินทองมาไม่ได้ ความอวดอ้างจึงถูกเปิดโปง ในทางตรงข้าม ผู้ใดกล่าวอ้างความรู้ความเจริญทางจิตแต่กิเลสเหล่านั้นไม่ครอบงำใจเลย พึงทราบว่าคำกล่าวอ้างนั้นจริง เปรียบเหมือนคนมั่งมีจริงที่หาทรัพย์มาใช้ได
  15. หน้า ๔๘–๔๙ กสิณายตนสูตร: กสิณ ๑๐ ประการ พระพุทธเจ้าทรงแสดงกสิณายตนะ (อารมณ์กรรมฐานที่แผ่ไปทั่วเป็นวงกว้าง) ๑๐ ประการที่ผู้เจริญสมาธิสามารถกำหนดหมายได้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง และเบื้องขวาง อย่างไม่มีสองและไม่มีประมาณ ได้แก่ ปฐวีกสิณ (ดิน) อาโปกสิณ (น้ำ) เตโชกสิณ (ไฟ) วาโยกสิณ (ลม) นีลกสิณ (สีเขียว) ปีตกสิณ (สีเหลือง) โลหิตกสิณ (สีแดง) โอทาตกสิณ (สีขาว) อากาสกสิณ (อากาศ) และวิญญาณกสิณ กสิณเหล่านี้เป็นฐานเบื้องต้นสำหรับการเจริญสมาธิจนถึงขั้นฌานในพระพุทธศาสนา
  16. หน้า ๔๙–๕๑ กาลีสูตร: พระมหากัจจานะแก้ปัญหาแก่นางกาลีอุบาสิกา นางกาลีอุบาสิกาชาวกุรรฆระเข้าไปหาพระมหากัจจานะ และทูลถามความหมายของคาถาที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในกุมารีปัญหาว่า ผู้บรรลุความสงบแห่งใจได้ต้องชนะเสนาแห่งสิ่งที่น่ารักน่าใคร่ เพ่งอยู่ผู้เดียว ไม่ต้องอาศัยพยานจากผู้อื่นยืนยัน พระมหากัจจานะอธิบายว่า สมณพราหมณ์บางพวกยึดถือการได้กสิณสมาบัติ (ไม่ว่าดิน น้ำ ไฟ ลม หรือกสิณอื่นๆ) เป็นจุดสูงสุดของการปฏิบัติ แต่พระผู้มีพระภาคทรงรู้ยิ่งเห็นแจ้งเกินกว่านั้น คือทรงเห็นทั้งความเกิดขึ้น โทษ และทางออกจากกสิณสมาบัติแต่ละอย่างตามความเป็นจริง ด้วยการรู้เห็นเช่นนี้เองที่
  17. หน้า ๕๑–๕๕ ปริพาชกสูตร: การตอบปัญหาธรรมตั้งแต่หนึ่งถึงสิบข้อ (เริ่มต้น) ภิกษุกลุ่มหนึ่งออกบิณฑบาตแต่เช้าตรู่เกินไป จึงแวะไปสนทนากับปริพาชกลัทธิอื่น ซึ่งถามว่าคำสอนของพระสมณโคดมที่ว่าจงรู้ยิ่งธรรมทั้งปวงแล้วอยู่ด้วยความรู้ยิ่งนั้น ต่างจากคำสอนของพวกตนซึ่งกล่าวเช่นเดียวกันอย่างไร ภิกษุเหล่านั้นตอบไม่ได้ จึงกลับมากราบทูลถามพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงแนะนำให้ย้อนถามปริพาชกด้วยปัญหาหนึ่งข้อไปจนถึงสิบข้อ ซึ่งพวกเขาจะไม่สามารถตอบได้และจะเดือดร้อนใจ เพราะไม่มีใครนอกจากพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคตเท่านั้นที่ตอบให้ผู้ถามพอใจได้ จากนั้นพระองค์ทรงเริ่มอธิบายเองว่า ธรรมข้อเดียวคือสัตว
  18. หน้า ๕๖–๕๘ มหาปัญหาสูตร (ตอนจบ) ส่วนท้ายของพระสูตรที่ดำเนินมาจากหน้าก่อนหน้า แสดงหลักธรรมที่นับเพิ่มขึ้นเป็นลำดับตั้งแต่ ๖ ถึง ๑๐ ข้อ ได้แก่ อายตนะภายใน ๖ วิญญาณฐีติ ๗ โลกธรรม ๘ สัตตาวาส ๙ และอกุศลกรรมบถ ๑๐ โดยชี้ว่าภิกษุผู้เบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้น เห็นที่สุด และตรัสรู้ธรรมเหล่านี้โดยชอบ ย่อมกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบัน พระสูตรใช้รูปแบบถาม-ตอบซ้ำแบบเดียวกันทุกหมวดเพื่อย้ำว่าไม่ว่าธรรมหมวดใดใน ๑ ถึง ๑๐ หลักการเพื่อความหลุดพ้นก็เหมือนกันคือต้องรู้แจ้งแทงตลอด จบลงด้วยหมวดอกุศลกรรมบถ ๑๐ อันเป็นจุดสิ้นสุดของพระสูตรที่เริ่
  19. หน้า ๕๘–๖๒ กชังคลาสูตร อุบาสกชาวกชังคลาหลายคนไปหาภิกษุณีชื่อกชังคลา ขอให้อธิบายความหมายพระดำรัสเรื่อง "ปัญหา อุทเทส เวยยากรณ์" ตั้งแต่ ๑ ถึง ๑๐ ข้อโดยพิสดาร ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างย่อ กชังคลาภิกษุณีจึงอธิบายว่าธรรมแต่ละหมวดคืออะไร เช่น สัตว์ทั้งปวงดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร (๑ ข้อ) นามกับรูป (๒ ข้อ) เวทนา ๓ สติปัฏฐาน ๔ อินทรีย์ ๕ เรื่อยไปจนถึงกุศลกรรมบถ ๑๐ เมื่ออุบาสกนำคำอธิบายไปกราบทูล พระพุทธเจ้าทรงรับรองว่าถูกต้องตรงกับที่พระองค์จะทรงอธิบายเองทุกประการ และตรัสสรรเสริญว่านางเป็นบัณฑิตผู้มีปัญญามาก แสดงถึงความเป็นเลิศท
  20. หน้า ๖๒–๖๙ โกสลสูตร ว่าด้วยความไม่เที่ยงแห่งสิ่งสูงสุดทั้งปวง พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมชุดยาวโดยยกตัวอย่างสิ่งที่ถือว่าประเสริฐสุดในแต่ละระดับแล้วชี้ว่าแม้สิ่งนั้นก็ยังแปรปรวนได้ เริ่มจากพระเจ้าปเสนทิโกศลผู้เป็นใหญ่ในแคว้นกาสีโกศล ไปจนถึงพระอาทิตย์พระจันทร์ที่ส่องสว่างแก่พันจักรวาล มหาพรหมผู้เป็นใหญ่ในหมื่นโลกธาตุ และเทวดาอาภัสสราในคราวโลกพินาศ อริยสาวกผู้ได้ฟังย่อมเบื่อหน่ายคลายกำหนัดในสิ่งเหล่านั้น จากนั้นทรงแสดงกสิณ ๑๐ อภิภายตนะ ๘ (ฌานครอบงำอารมณ์รูปสีต่างๆ) ปฏิปทา ๔ และสัญญา ๔ ว่าล้วนไม่เที่ยงเช่นกัน ตอนท้ายทรงแก้ความเข้าใจผิดของสมณพราหมณ์บางกลุ่มที่อ้างว
  21. หน้า ๖๙–๗๔ พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงแสดงความเคารพสูงสุดต่อพระพุทธเจ้า หลังกลับจากสงครามที่ทรงมีชัยชนะ พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ทรงหมอบกราบจุมพิตพระบาทด้วยพระโอษฐ์และประคองด้วยพระหัตถ์ พร้อมประกาศพระนามของพระองค์เอง เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสถามเหตุผล พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงตรัสอธิบายเหตุสิบประการที่ทรงเคารพยิ่ง ได้แก่ ทรงปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขของคนหมู่มาก มีศีล อยู่ป่าเป็นวัตร สันโดษในปัจจัยสี่ เป็นทักขิไณยบุคคล แสดงธรรมนำไปสู่ความขัดเกลากิเลส ได้ฌานทั้งสี่โดยง่าย ระลึกชาติได้ มีตาทิพย์เห็นการจุติอุบัติของสัตว์ตามกรรม และสิ้นอาสวะแล้ว จบลงด้วยการเสด็จกล
  22. หน้า ๗๔–๗๗ พระอุบาลีทูลถามเรื่องสิกขาบทและคุณสมบัติภิกษุ พระอุบาลีทูลถามเหตุผลสิบประการที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบท ได้คำตอบว่าเพื่อความดีงามผาสุกของสงฆ์ ข่มบุคคลหน้าด้าน คุ้มครองภิกษุมีศีลดี ป้องกันอาสวะทั้งปัจจุบันและภายหน้า ทำให้ผู้ยังไม่เลื่อมใสเกิดเลื่อมใส และดำรงพระสัทธรรม ต่อมาทรงแสดงเหตุสิบประการที่ต้องงดสวดปาติโมกข์ เช่น มีผู้ต้องอาบัติปาราชิกนั่งอยู่ในที่ประชุม จากนั้นทรงแสดงคุณสมบัติสิบประการของภิกษุที่ควรได้รับเลือกเป็นกรรมการระงับอธิกรณ์ ควรเป็นพระอุปัชฌาย์ให้อุปสมบท และควรให้นิสสัยแก่สามเณร ล้วนเน้นความมีศีล เป็นพหูสูต ช่ำชองพระวินัยท
  23. หน้า ๗๗–๘๐ เหตุแห่งสังฆเภทและสังฆสามัคคี พระอุบาลีและพระอานนท์ทูลถามแยกกันว่าอะไรคือสังฆเภท พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่าเกิดขึ้นเมื่อภิกษุพวกหนึ่งแสดงสิ่งไม่ใช่ธรรมว่าเป็นธรรม ไม่ใช่วินัยว่าเป็นวินัย จนแยกทำสังฆกรรมและสวดปาติโมกข์ต่างหากจากกัน ส่วนสังฆสามัคคีคือภาวะตรงข้ามที่แสดงธรรมวินัยถูกต้องตรงกันไม่แยกทำสังฆกรรม พระองค์ตรัสตอบพระอานนท์เพิ่มว่าผู้ทำลายสงฆ์ที่สามัคคีย่อมได้รับผลกรรมคือตกนรกไหม้อยู่หนึ่งกัป ในขณะที่ผู้ทำสงฆ์แตกแยกให้กลับสามัคคีย่อมได้บุญประเสริฐและเสวยสุขในสวรรค์ตลอดหนึ่งกัป มีคาถาสรุปทั้งสองกรณีปิดท้าย เน้นย้ำความร้ายแรง
  24. หน้า ๘๑–๘๒ มูลเหตุแห่งการทะเลาะวิวาทในสงฆ์ (อักโกสวรรค) พระอุบาลีทูลถามเหตุที่ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทบาดหมางในสงฆ์จนภิกษุอยู่ไม่ผาสุก พระพุทธเจ้าตรัสตอบด้วยหลักเดียวกับสังฆเภทคือการแสดงสิ่งไม่ใช่ธรรมวินัยว่าเป็นธรรมวินัยและในทางกลับกัน จากนั้นทรงแสดงมูลเหตุแห่งการวิวาท (วิวาทมูล) สิบประการอีกสองชุด ชุดแรกซ้ำกับเหตุสังฆเภท ส่วนชุดที่สองเกี่ยวกับความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องอาบัติ เช่น เห็นสิ่งไม่เป็นอาบัติว่าเป็นอาบัติ เห็นอาบัติเบาว่าหนัก หรือเห็นอาบัติที่แก้ไขได้ว่าแก้ไขไม่ได้ แสดงว่าความขัดแย้งในสงฆ์มักเกิดจากความเข้าใจธรรมวินัยที่คลาดเคลื่อนหรือไม่ตรง
  25. หน้า ๘๒–๘๕ โจทนาสูตร: ธรรมที่ภิกษุผู้จะกล่าวโทษผู้อื่นพึงพิจารณาก่อน พระพุทธเจ้าประทับที่กรุงกุสินารา ทรงแสดงว่าภิกษุผู้ต้องการกล่าวโทษผู้อื่นควรพิจารณาธรรมภายในตนห้าประการก่อน คือ ตนมีความประพฤติทางกายและวาจาบริสุทธิ์หรือไม่ มีเมตตาจิตต่อเพื่อนพรหมจรรย์หรือไม่ เป็นพหูสูตทรงจำธรรมได้หรือไม่ และแตกฉานในปาติโมกข์ทั้งสองฝ่ายหรือไม่ หากยังขาดคุณสมบัติเหล่านี้ ผู้อื่นย่อมทักท้วงกลับได้ว่าให้ไปฝึกฝนตนเองก่อน จากนั้นทรงแสดงธรรมห้าประการที่ต้องตั้งไว้ในใจขณะกล่าวโทษผู้อื่น คือ พูดโดยกาลอันควร พูดจริง พูดอ่อนหวาน พูดสิ่งเป็นประโยชน์ และพูดด้วยเมตตาจิตไม่ใช่ความเกลียดชัง เ
  26. หน้า ๘๕–๘๗ โทษของการเข้าไปในเขตพระราชฐานชั้นใน พระพุทธเจ้าทรงแสดงโทษสิบประการของการที่ภิกษุเข้าไปในเขตพระราชฐานชั้นใน โดยยกตัวอย่างสถานการณ์ที่อาจนำความสงสัยหรือความเสียหายมาสู่ภิกษุ เช่น หากพระราชาหรือภิกษุยิ้มให้กัน พระราชาอาจทรงระแวงว่ามีความสัมพันธ์ลับ หรือหากพระมเหสีทรงครรภ์โดยพระราชามิได้เสด็จไปหา ก็อาจเพ่งโทษภิกษุที่เข้าออกในวังได้ รวมถึงกรณีของหาย ความลับรั่วไหล ความบาดหมางในครอบครัวราชวงศ์ การโยกย้ายตำแหน่ง หรือการเคลื่อนทัพ ล้วนอาจถูกโยงเป็นความผิดของภิกษุได้ทั้งสิ้น อีกทั้งวังยังเต็มไปด้วยสิ่งยั่วยวนทางกามซึ่งไม่เหมาะแก่สมณะ จึงเป
  27. หน้า ๘๗–๙๐ คุณค่าของการรักษาอุโบสถศีลแปดประการ พระพุทธเจ้าประทับที่กรุงกบิลพัสดุ์ ตรัสถามอุบาสกชาวสักกะว่ารักษาอุโบสถศีลแปดประการเป็นประจำหรือไม่ เมื่อทราบว่ารักษาบ้างไม่รักษาบ้าง จึงตรัสตำหนิเบาๆ ว่าเป็นความเสียโอกาสสำหรับผู้ต้องเผชิญความเจ็บป่วยและความตายอยู่ทุกเมื่อ แล้วทรงยกอุปมาคนขยันหาเงินได้วันละครึ่งกหาปณะจนถึงร้อยกหาปณะทุกวันตลอดร้อยปี ก็ยังไม่อาจมีความสุขล้วนๆ แม้เพียงคืนเดียวได้ เพราะกามเป็นของไม่เที่ยง ว่างเปล่า ลวงหลอก ในขณะที่สาวกผู้ปฏิบัติไม่ประมาทเพียงสิบปีหรือแม้เพียงวันเดียวก็ยังบรรลุธรรมได้อย่างน้อยระดับโสดาบัน อุบาสกเหล่า
  28. หน้า ๙๐–๙๑ เหตุแห่งกรรมชั่วและกรรมดี (มหาลิสูตร) มหาลิ เจ้าลิจฉวี ทูลถามพระพุทธเจ้าที่เมืองเวสาลีถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดกรรมชั่ว พระองค์ตรัสตอบว่าเกิดจากโลภะ โทสะ โมหะ การมนสิการโดยไม่แยบคาย และจิตที่ตั้งไว้ผิด ส่วนกรรมดีเกิดจากธรรมตรงข้ามคือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ การมนสิการโดยแยบคาย และจิตที่ตั้งไว้ถูกต้อง พระองค์ทรงสรุปว่าหากธรรมสิบประการนี้ไม่มีอยู่ในโลก ก็คงไม่ปรากฏความแตกต่างของความประพฤติที่เป็นธรรมกับอธรรม แต่เพราะธรรมเหล่านี้มีอยู่จริง จึงปรากฏความแตกต่างระหว่างคนดีกับคนชั่วในโลก
  29. หน้า ๙๑–๙๓ ธรรมที่บรรพชิตพึงพิจารณาเนืองๆ พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมสิบประการที่ผู้บวชควรพิจารณาอยู่เสมอ ได้แก่ ระลึกว่าตนมีเพศต่างจากคฤหัสถ์แล้ว ชีวิตต้องพึ่งพาผู้อื่นเลี้ยงดู ต้องมีกิริยาอาการต่างไป ต้องตรวจสอบว่าติเตียนตนเองในเรื่องศีลได้หรือไม่ ผู้รู้จะติเตียนได้หรือไม่ ต้องพลัดพรากจากของรักแน่นอน ตนเป็นเจ้าของกรรมที่ตนทำ วันคืนล่วงไปอย่างไร ยินดีในที่สงัดหรือไม่ และตนบรรลุคุณวิเศษควรแก่ความเป็นอริยะแล้วหรือยัง เพื่อไม่เก้อเขินเมื่อถูกเพื่อนพรหมจรรย์ถาม จากนั้นทรงแสดงธรรมสิบประการที่เนื่องด้วยสรีระ คือความหนาว ร้อน หิว กระหาย การถ่ายอุจ
  30. หน้า ๙๓–๙๖ สาราณียธรรม: ธรรมที่นำมาซึ่งความสามัคคี ภิกษุกลุ่มหนึ่งที่วัดเชตวันทะเลาะวิวาทกันเสียงดังในโรงฉัน เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาทรงทราบเรื่องแล้วตรัสตำหนิว่าไม่สมควรแก่ผู้ออกบวชด้วยศรัทธา จึงทรงแสดงสาราณียธรรมสิบประการอันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกัน ทำให้เป็นที่รักที่เคารพ เกื้อกูลกัน ไม่วิวาทกัน เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ได้แก่ มีศีลบริสุทธิ์ เป็นพหูสูต มีมิตรดี เป็นผู้ว่าง่ายรับฟังคำแนะนำ ขยันช่วยกิจของหมู่คณะ รักใคร่ในธรรม มีความเพียรละอกุศลเจริญกุศล สันโดษในปัจจัยสี่ มีสติ และมีปัญญาเห็นแจ้งความเกิดดับ ธรรมสิบข้อนี้เป็นเสาหลักของชีวิตหมู่
  31. หน้า ๙๗–๑๐๑ สจิตตปริยายกุสลสูตร: ความฉลาดในการตรวจสอบจิตตนเอง พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าหากยังไม่ฉลาดในการหยั่งรู้จิตผู้อื่น อย่างน้อยก็ควรฉลาดในการหยั่งรู้จิตตนเอง โดยทรงเปรียบเหมือนหญิงชายหนุ่มสาวที่รักสวยรักงามส่องกระจกดูใบหน้าเพื่อตรวจหาฝุ่นละอองหรือรอยเปื้อน หากพบก็พยายามขจัดออก หากไม่พบก็ดีใจว่าหน้าตนสะอาดแล้ว ในทำนองเดียวกันภิกษุพึงพิจารณาว่าตนมีความโลภ พยาบาท ความง่วงเหงา ความฟุ้งซ่าน ความลังเลสงสัย ความโกรธ จิตเศร้าหมอง กายกระวนกระวาย เกียจคร้าน หรือไม่มีสมาธิเป็นส่วนมากหรือไม่ หากพบอกุศลมากต้องเร่งความเพียรขจัดออกดุจคนที่ผ้าหรือศีรษะถูกไฟไหม้ต้องรีบดั
  32. หน้า ๑๐๑–๑๐๔ ความเสื่อม ความทรงตัว และความเจริญแห่งกุศลธรรม พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์ไม่ทรงสรรเสริญแม้แต่ความทรงตัว (ไม่เสื่อมไม่เจริญ) ในกุศลธรรม นับประสาอะไรกับความเสื่อม แต่ทรงสรรเสริญเฉพาะความเจริญงอกงามเท่านั้น ทรงอธิบายว่าความเสื่อมคือเมื่อภิกษุมีศรัทธา ศีล การสดับ การเสียสละ ปัญญา และปฏิภาณอยู่เท่าเดิมไม่เพิ่มพูน ความทรงตัวคือธรรมเหล่านี้ไม่ลดไม่เพิ่ม ส่วนความเจริญคือธรรมเหล่านี้เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นทรงย้ำหลักสจิตตปริยายกุสลอีกครั้งด้วยอุปมากระจกส่องหน้า แต่คราวนี้เน้นตรวจสอบฝ่ายกุศลว่าตนปราศจากความโลภ พยาบาท ความง่วง ความฟุ้งซ่าน และมีสมาธิ
  33. หน้า ๑๐๔–๑๐๙ สิ่งที่ควรเสพและไม่ควรเสพ พระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักตรวจสอบจิตอีกแบบหนึ่งคือพิจารณาว่าตนได้ความสงบใจภายใน (เจโตสมถะ) และปัญญาเห็นแจ้งธรรม (วิปัสสนา) หรือยัง หากขาดอย่างใดต้องอาศัยสิ่งที่มีอยู่เป็นฐานเพื่อเจริญอีกสิ่งจนได้ทั้งสองอย่าง จากนั้นทรงแสดงหลักที่กว้างขึ้นครอบคลุมสิ่งภายนอกหกอย่างคือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ หมู่บ้านนิคม ถิ่นชนบท และบุคคลที่คบหา ว่าแต่ละอย่างมีทั้งที่ควรเสพและไม่ควรเสพ โดยใช้เกณฑ์เดียวกันคือ หากเสพแล้วอกุศลธรรมเจริญกุศลธรรมเสื่อม พึงหลีกเลี่ยง แต่หากเสพแล้วอกุศลธรรมเสื่อมกุศลธรรมเจริญ พึงเสพ แสดงว่าการเล
  34. หน้า ๑๐๙–๑๑๐ บุคคลผู้เสื่อมและไม่เสื่อมจากกุศลธรรม (พระสารีบุตรแสดง) พระสารีบุตรอธิบายแก่ภิกษุทั้งหลายถึงความหมายของ "ปริหานธรรม" (บุคคลที่มีสภาพเสื่อม) และ "อปริหานธรรม" (บุคคลที่ไม่เสื่อม) ตามที่พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ บุคคลที่เสื่อมคือผู้ไม่ฟังธรรมที่ยังไม่เคยฟัง และธรรมที่เคยฟังแล้วก็เลือนหายสับสนไป ธรรมที่เคยแจ่มแจ้งในใจมาก่อนก็ไม่ปรากฏขึ้นอีก สิ่งที่ยังไม่เข้าใจก็ไม่อาจเข้าใจได้ ส่วนบุคคลที่ไม่เสื่อมคือผู้ตรงกันข้าม คือฟังธรรมใหม่ๆ ธรรมที่เคยฟังก็ไม่สับสนเลือนหาย และเข้าใจสิ่งที่ยังไม่เคยเข้าใจได้ ท้ายช่วงนี้พระสารีบุตรเริ่มแสดงหลักความฉลาดในการตรวจสอบจิตตนเอ
  35. หน้า ๑๑๑–๑๑๒ การพิจารณาตนเพื่อความเพียรเร่งด่วน (ท้ายสจิตตวรรค) เป็นตอนท้ายของพระสูตรที่สอนให้ภิกษุพิจารณาตรวจสอบจิตตนเองว่ามีธรรมฝ่ายกุศลครบถ้วนหรือไม่ เช่น ความปราโมทย์ในธรรม ความสงบใจ และปัญญาที่เห็นแจ้ง หากพิจารณาแล้วยังไม่มีธรรมเหล่านี้ครบ ควรเร่งสร้างฉันทะและความเพียรอย่างแรงกล้าเพื่อให้ได้มาซึ่งธรรมนั้น โดยเปรียบว่าต้องรีบดับไฟที่ไหม้เสื้อผ้าหรือศีรษะฉันใด ก็ต้องรีบเพียรเพื่อให้ได้กุศลธรรมฉันนั้น เป็นการเน้นย้ำความเร่งด่วนของการปฏิบัติไม่ให้ประมาท
  36. หน้า ๑๑๒–๑๑๓ สัญญา ๑๐ ประการ สองหมวด พระพุทธเจ้าทรงแสดงสัญญา (การกำหนดหมายรู้) ๑๐ ประการที่เจริญแล้วมีผลมาก หยั่งลงสู่อมตะ หมวดแรกได้แก่ อสุภสัญญา มรณสัญญา ความเบื่อหน่ายในอาหาร ความไม่ยินดีในโลกทั้งปวง อนิจจสัญญา ทุกขสัญญา อนัตตสัญญา ปหานสัญญา วิราคสัญญา และนิโรธสัญญา จากนั้นทรงแสดงสัญญา ๑๐ อีกหมวดหนึ่งที่เน้นการพิจารณาซากศพระยะต่างๆ เช่น อัฏฐิกสัญญา ปุฬุวกสัญญา วินีลกสัญญา เพื่อคลายความกำหนัดในกาย ทั้งสองหมวดเป็นเครื่องมือฝึกจิตให้เห็นความไม่เที่ยงและความไม่งามของสังขาร
  37. หน้า ๑๑๓–๑๑๕ รากฐานของธรรมทั้งปวง และการฝึกจิตด้วยสัญญา พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าหากปริพาชกลัทธิอื่นถามว่าธรรมทั้งปวงมีอะไรเป็นมูล เป็นเหตุเกิด เป็นที่ประชุมลง ควรตอบว่าธรรมทั้งปวงมีฉันทะเป็นมูล มนสิการเป็นเหตุเกิด ผัสสะเป็นที่ประชุมลง สมาธิเป็นประมุข สติเป็นใหญ่ ปัญญาเป็นยอด วิมุตติเป็นแก่น มีนิพพานเป็นที่สุด จากนั้นทรงสอนว่าภิกษุพึงฝึกจิตให้คุ้นเคยกับสัญญาต่างๆ ตั้งแต่เริ่มบวช เช่น อนิจจสัญญา อนัตตสัญญา อสุภสัญญา จนกระทั่งอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นไม่อาจครอบงำจิตได้ ผลที่ได้คือบรรลุอรหัตตผลในปัจจุบันหรืออย่างน้อยอนาคามิผล
  38. หน้า ๑๑๕–๑๒๐ คิริมานนทสูตร พระอานนท์กราบทูลว่าพระคิริมานนท์อาพาธหนัก พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนสัญญา ๑๐ ประการให้นำไปแสดงแก่ท่าน โดยตรัสว่าเมื่อได้ฟังแล้วอาการอาพาธจะสงบระงับได้ สัญญาทั้ง ๑๐ ได้แก่ อนิจจสัญญา อนัตตสัญญา อสุภสัญญา (พิจารณาอาการ ๓๒) อาทีนวสัญญา (โทษของกายที่เต็มไปด้วยโรค) ปหานสัญญา วิราคสัญญา นิโรธสัญญา ความไม่ยินดีในโลกทั้งปวง ความเห็นสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง และอานาปานสติ พระอานนท์เรียนสัญญาเหล่านี้แล้วนำไปแสดงแก่พระคิริมานนท์ อาการอาพาธจึงสงบระงับและหายขาดในทันที เป็นที่มาของพระสูตรที่นิยมสวดให้ผู้ป่วยฟังในปัจจ
  39. หน้า ๑๒๐–๑๒๔ อาหารแห่งอวิชชา (ยมกวรรค เริ่มต้น) พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าอวิชชามีอาหารหล่อเลี้ยงเป็นลำดับ คือ นิวรณ์ ๕ เป็นอาหารของอวิชชา ทุจริต ๓ เป็นอาหารของนิวรณ์ การไม่สำรวมอินทรีย์เป็นอาหารของทุจริต ไล่ย้อนไปจนถึงการคบคนชั่วเป็นจุดเริ่มต้นของห่วงโซ่ ทรงเปรียบด้วยภาพฝนตกบนภูเขาไหลบ่าลงลำธาร ห้วย หนอง คลอง แม่น้ำ จนถึงมหาสมุทร แสดงว่าอกุศลก่อตัวจากเหตุปัจจัยต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ในทางกลับกันวิชชาและวิมุตติก็มีอาหารเป็นลำดับเช่นกัน คือโพชฌงค์ ๗ สติปัฏฐาน ๔ สุจริต ๓ ไล่ไปจนถึงการคบสัตบุรุษ แสดงเส้นทางตรงข้ามที่นำไปสู่ความหลุดพ้น
  40. หน้า ๑๒๔–๑๒๘ อาหารแห่งภวตัณหา เป็นพระสูตรคู่ขนานกับสูตรก่อนหน้า โดยทรงแสดงว่าภวตัณหา (ความอยากในภพ) มีอาหารหล่อเลี้ยงเป็นลำดับเช่นเดียวกับอวิชชา คือมีอวิชชาเป็นอาหาร อวิชชามีนิวรณ์ ๕ เป็นอาหาร ไล่ย้อนไปจนถึงการคบคนชั่วเป็นจุดเริ่มต้น ทรงใช้อุปมาสายฝนบนภูเขาไหลบ่าลงสู่มหาสมุทรแบบเดียวกันเพื่อแสดงความต่อเนื่องของเหตุปัจจัย และในบั้นปลายทรงแสดงอาหารแห่งวิชชาวิมุตติในทางตรงข้ามอีกครั้ง เป็นการย้ำว่าทั้งกิเลสและความหลุดพ้นล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่สร้างสมทีละขั้น
  41. หน้า ๑๒๘–๑๒๙ ผู้ถึงที่สุดในธรรมวินัยนี้ (นิฏฐาสูตร) พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าผู้ใดถึงความสำเร็จ (นิฏฐา) ในคำสอนของพระองค์ ล้วนเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ โดยจำแนกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือผู้บรรลุที่สุดในโลกนี้ ๕ จำพวก ได้แก่ พระโสดาบันชนิดสัตตักขัตตุปรมะ โกลังโกละ เอกพีชี พระสกทาคามี และพระอรหันต์ในชาตินี้ กลุ่มที่สองคือผู้บรรลุที่สุดหลังละโลกนี้ ๕ จำพวก คือพระอนาคามีประเภทต่างๆ จากนั้นทรงย้ำหลักเดียวกันสำหรับผู้มีความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวว่าล้วนเป็นพระโสดาบันที่มีความสำเร็จแบบเดียวกัน
  42. หน้า ๑๒๙–๑๓๑ สามัณฑกานิสูตร ปริพาชกชื่อสามัณฑกานิเข้าไปหาพระสารีบุตรที่นาฬกคาม ถามว่าอะไรคือสุขอะไรคือทุกข์ พระสารีบุตรตอบว่าการเกิด (อภินิพพัตติ) เป็นทุกข์ เพราะเมื่อเกิดแล้วย่อมประสบทุกข์ต่างๆ เช่น ร้อน หนาว หิว กระหาย ถูกไฟไหม้ ถูกทำร้าย ส่วนการไม่เกิดคือสุขเพราะพ้นจากทุกข์เหล่านั้น ในบทสนทนาถัดมาปริพาชกถามอีกว่าในธรรมวินัยนี้อะไรคือสุขคือทุกข์ พระสารีบุตรตอบว่าความไม่ยินดี (อนภิรติ) ในธรรมวินัยนี้เป็นทุกข์เพราะไม่ว่าอยู่อิริยาบถหรือสถานที่ใดก็ไม่ได้รับความสุขใจ ส่วนความยินดีในธรรมวินัยนี้ต่างหากที่เป็นสุขแท้จริง
  43. หน้า ๑๓๑–๑๓๗ นฬกปานสูตร ขณะประทับที่นฬกปานคืนวันอุโบสถ พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมจนดึกแล้วตรัสให้พระสารีบุตรแสดงต่อเพราะทรงปวดหลัง จะทรงพักผ่อนแบบสีหไสยาสน์ พระสารีบุตรจึงแสดงว่าผู้ใดขาดศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ และปัญญาในกุศลธรรม ย่อมเสื่อมถ่ายเดียวเปรียบเหมือนดวงจันทร์ข้างแรมที่ค่อยๆ ลดแสง ส่วนผู้มีธรรมเหล่านี้ย่อมเจริญขึ้นเหมือนดวงจันทร์ข้างขึ้น พระพุทธเจ้าทรงลุกขึ้นสรรเสริญคำสอนนี้ซ้ำด้วยพระองค์เอง และในสูตรที่สองมีการขยายเป็น ๑๐ ประการ (เพิ่มโสตาวธาน ธรรมธารณา อัตถูปปริกขา ธรรมานุธรรมปฏิบัติ อัปปมาทะ) ด้วยอุปมาเดียว
  44. หน้า ๑๓๗–๑๓๙ ดิรัจฉานกถาและกถาวัตถุ ๑๐ พระพุทธเจ้าเสด็จไปพบภิกษุจำนวนมากกำลังสนทนาเรื่องไร้สาระ (ดิรัจฉานกถา) เช่น เรื่องพระราชา โจร มหาอำมาตย์ กองทัพ สงคราม อาหาร เครื่องนุ่งห่ม สตรี และเรื่องภพภูมิต่างๆ ทรงตำหนิว่าไม่เหมาะสมกับผู้ออกบวชด้วยศรัทธา แล้วทรงแสดงกถาวัตถุ ๑๐ ที่ควรสนทนาแทน ได้แก่ ความมักน้อย ความสันโดษ ความสงัด ความไม่คลุกคลี ความเพียร ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ ทรงเตือนว่าหากภิกษุสนทนาด้วยกถาเหล่านี้ ย่อมมีเดชยิ่งกว่าพระจันทร์พระอาทิตย์เสียอีก
  45. หน้า ๑๓๙–๑๔๑ ฐานะอันเป็นที่สรรเสริญ ๑๐ ประการ ต่อจากเหตุการณ์เดียวกัน พระพุทธเจ้าทรงแสดงฐานะที่ควรสรรเสริญ ๑๐ ประการ ซึ่งผสานคุณธรรมส่วนตัวเข้ากับการเป็นผู้นำหมู่คณะ คือภิกษุที่ทั้งตนเองมีคุณธรรมนั้นและยังชักชวนภิกษุอื่นให้สนทนาเรื่องนั้นด้วย ได้แก่ ความมักน้อย ความสันโดษ ความสงัด ความไม่คลุกคลี ความเพียร ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ แต่ละข้อระบุชัดว่าทั้งการปฏิบัติด้วยตนเองและการชี้แนะผู้อื่นเป็นฐานะที่ควรได้รับการยกย่อง เน้นว่าการบำเพ็ญตนควรควบคู่กับการเผยแผ่ธรรมแก่หมู่คณะ
  46. หน้า ๑๔๑–๑๔๓ อากังขสูตร (ความปรารถนาที่สำเร็จได้ด้วยศีล) พระพุทธเจ้าทรงสอนภิกษุให้เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีล สำรวมในปาติโมกข์ เห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย แล้วทรงแสดงว่าหากภิกษุปรารถนาสิ่งใด เช่น เป็นที่รักที่พอใจของเพื่อนพรหมจรรย์ ได้ลาภปัจจัยสี่ ทานที่ถวายแก่ตนมีผลมาก ญาติผู้ล่วงลับที่ระลึกถึงตนได้รับอานิสงส์ อดทนต่อความหนาวร้อนหิวกระหายและคำหยาบ ครอบงำความไม่ยินดีและความกลัวได้ ได้ฌาน ๔ ตามปรารถนา ตลอดจนบรรลุความหลุดพ้นจากอาสวะ ภิกษุนั้นพึงทำให้บริบูรณ์ในศีลและหมั่นเจริญสมถะวิปัสสนาในที่สงัดเป็นประจำ ชี้ว่าความปรารถนาอันดีงามทุกอย่างมีรากฐานจากศีลและการภาว
  47. หน้า ๑๔๓–๑๔๕ กัณฏกสูตร (หนาม ๑๐ ประการ) ขณะประทับที่เวสาลี มีเจ้าลิจฉวีจำนวนมากขับยานมาเสียงดังเพื่อเข้าเฝ้า พระเถระผู้ใหญ่หลายรูปจึงหลีกไปอยู่ป่าโคสิงคสาลวันเพื่อความสงบ พระพุทธเจ้าทรงชมเชยและตรัสว่าเสียงเป็นหนามแก่ฌาน แล้วทรงแสดงหนาม ๑๐ ประการที่เป็นอุปสรรคต่อธรรมแต่ละขั้น เช่น ความคลุกคลีเป็นหนามแก่ผู้ยินดีในความสงัด อสุภนิมิตเป็นหนามแก่ผู้ยินดีในสุภนิมิต การเข้าใกล้สตรีเป็นหนามแก่พรหมจรรย์ เสียงเป็นหนามแก่ปฐมฌาน วิตกวิจารเป็นหนามแก่ทุติยฌาน ไล่ไปจนถึงราคะและโทสะเป็นหนามของทุกสิ่ง ทรงสรุปว่าผู้ปราศจากหนามเหล่านี้คือพระอรหันต์
  48. หน้า ๑๔๕–๑๔๖ สิ่งที่หาได้ยากในโลกและเหตุแห่งความเสื่อมความเจริญ พระพุทธเจ้าทรงแสดงสิ่งที่น่าปรารถนาแต่หาได้ยากในโลก ๑๐ ประการ ได้แก่ โภคทรัพย์ ผิวพรรณ ความไม่มีโรค ศีล พรหมจรรย์ มิตร ความเป็นพหูสูต ปัญญา ธรรม และการไปสู่สุคติ จากนั้นทรงชี้ว่าสิ่งเหล่านี้มีอุปสรรคขัดขวาง ๑๐ ประการ เช่น ความเกียจคร้านขัดขวางโภคทรัพย์ การไม่แต่งตัวขัดขวางผิวพรรณ การคบมิตรชั่วขัดขวางศีล และมีธรรมที่เป็นอาหารหล่อเลี้ยงให้สำเร็จ ๑๐ ประการที่ตรงกันข้าม เช่น ความขยันหมั่นเพียร การคบกัลยาณมิตร ชี้ให้เห็นว่าสิ่งดีงามในชีวิตล้วนมีเหตุปัจจัยที่ต้องสร้างขึ้นเอง
  49. หน้า ๑๔๗ วัฑฒิสูตร (ความเจริญ ๑๐ ประการ) พระพุทธเจ้าทรงแสดงความเจริญ ๑๐ ประการที่ทำให้อริยสาวกเจริญด้วยความเจริญอันประเสริฐ ถือเอาสิ่งที่เป็นแก่นสารไว้ได้ คือความเจริญด้วยไร่นา ทรัพย์และข้าวเปลือก บุตรภรรยา ทาสกรรมกร สัตว์สี่เท้า และความเจริญด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญา ปิดท้ายด้วยคาถาสรุปว่าผู้เจริญด้วยทรัพย์และครอบครัวย่อมเป็นที่นับหน้าถือตาในโลก แต่ผู้ที่เจริญด้วยศรัทธา ศีล ปัญญา จาคะ และสุตะควบคู่กันไปนั้นเป็นบัณฑิตที่เจริญทั้งสองด้านอย่างแท้จริงในปัจจุบันชาติ
  50. หน้า ๑๔๗–๑๕๔ มิคสาลาสูตร นางมิคสาลาอุบาสิกาสงสัยและถามพระอานนท์ว่าเหตุใดธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงจึงดูขัดแย้งกันเอง เพราะบิดาของนางชื่อปุราณะเป็นพรหมจารีบริสุทธิ์ แต่บิดาสามีของนางชื่ออิสิทัตต์ไม่ประพฤติพรหมจรรย์ เพียงสันโดษในภรรยาของตน กลับได้รับพยากรณ์เป็นสกทาคามีไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิตเหมือนกันทั้งคู่ พระอานนท์นำคำถามไปกราบทูล พระพุทธเจ้าตรัสตำหนินางมิคสาลาว่าโง่เขลาไม่รู้เรื่องความแตกต่างละเอียดอ่อนของบุคคล แล้วทรงแสดงบุคคล ๑๐ จำพวกที่มีคุณสมบัติต่างกัน (เช่น ทุศีลหรือมีศีล แต่รู้แจ้งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติหรือไม่)
  51. หน้า ๑๕๔–๑๕๙ ธรรมที่ต้องละตามลำดับเพื่อละชาติชราและมรณะ พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าหากไม่มีความเกิด แก่ ตายในโลก พระตถาคตก็ไม่จำเป็นต้องอุบัติขึ้นแสดงธรรม แต่เพราะสิ่งเหล่านี้มีอยู่จริง พระองค์จึงต้องแสดงธรรม จากนั้นทรงแสดงห่วงโซ่ธรรมที่ต้องละตามลำดับจึงจะละชาติชรามรณะได้ เริ่มจากราคะโทสะโมหะ ย้อนไปถึงสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส อโยนิโสมนสิการ การคบครรลองผิด ความหดหู่ใจ ความหลงลืมสติ ไล่ไปจนถึงจุดเริ่มต้นคือความไม่มีหิริโอตตัปปะและความประมาท หากไม่ละตามลำดับก็ไม่มีทางละสิ่งปลายห่วงโซ่ได้ ในทางกลับกันหากละธรรมเหล่านี้ตามลำดับก็ย่อมละชาติชรามรณะได้ใน
  52. หน้า ๑๕๙–๑๖๐ กากสูตรและนิคัณฐสูตร พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบภิกษุชั่วกับกาด้วยอสัทธรรม ๑๐ ประการที่เหมือนกัน คือ ทำลายล้าง หน้าด้าน ตะกละ กินจุ โลภมาก ไร้ความกรุณา อ่อนแอ ร้องเสียงดัง หลงลืมสติ และสะสม ทรงชี้ว่าภิกษุที่ประพฤติเช่นนี้เปรียบเสมือนกาที่มีนิสัยเลวทราม จากนั้นทรงแสดงอสัทธรรม ๑๐ ประการของนิครนถ์ (นักบวชเชน) คือ ไม่มีศรัทธา ทุศีล ไม่มีหิริโอตตัปปะ คบแต่อสัตบุรุษ ยกตนข่มท่าน ยึดถือทิฏฐิของตนอย่างเหนียวแน่นแก้ไขยาก มีมารยา มีความปรารถนาลามก และมีความเห็นผิด เป็นการเปรียบเทียบลักษณะนักบวชที่เสื่อมทรามทั้งในและนอกศาสนา
  53. หน้า ๑๖๐–๑๖๑ อาฆาตวัตถุและอาฆาตปฏิวินัย พระพุทธเจ้าทรงแสดงเหตุแห่งความอาฆาตพยาบาท ๑๐ ประการ เช่น ผูกใจเจ็บเพราะคิดว่าเขาได้ทำ กำลังทำ หรือจะทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ตนหรือคนที่ตนรัก หรือทำประโยชน์ให้แก่คนที่ตนไม่ชอบ รวมทั้งความโกรธที่ไม่มีเหตุผลรองรับ จากนั้นทรงแสดงวิธีเพิกถอนความอาฆาตพยาบาท ๑๐ ประการที่ตรงข้ามกัน โดยใช้หลักการพิจารณาว่า 'จะได้ประโยชน์อะไรจากการผูกใจเจ็บเรื่องนี้' เพื่อปล่อยวางความโกรธที่เกิดจากสาเหตุเดียวกัน เป็นคำสอนเชิงปฏิบัติเพื่อจัดการกับอารมณ์โกรธในชีวิตประจำวัน
  54. หน้า ๑๖๑–๑๖๒ วาหุนสูตร (สิ่งที่ตถาคตหลุดพ้น) เริ่มต้นเถรวรรค พระวาหุนะทูลถามพระพุทธเจ้าว่าพระตถาคตหลุดพ้นจากธรรมกี่ประการ พระองค์ตรัสตอบว่าหลุดพ้นจากธรรม ๑๐ ประการ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ชาติ ชรา มรณะ ทุกข์ และกิเลสทั้งปวง ทรงเปรียบพระองค์เหมือนดอกบัวที่เกิดในน้ำ เจริญเติบโตในน้ำ แต่เมื่อโผล่พ้นน้ำแล้วก็ไม่เปื้อนน้ำอีกต่อไป แสดงถึงภาวะที่พระตถาคตทรงพ้นจากขันธ์และกิเลสทั้งปวงโดยสิ้นเชิงแม้จะทรงดำรงอยู่ในโลก
  55. หน้า ๑๖๒–๑๖๔ ธรรมที่ทำให้เสื่อมและเจริญในธรรมวินัย พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่าภิกษุผู้ขาดศรัทธา ทุศีล มีการศึกษาน้อย ว่ายากสอนยาก คบมิตรชั่ว เกียจคร้าน หลงลืมสติ ไม่สันโดษ มีความปรารถนาลามก และมีความเห็นผิด ย่อมไม่มีทางเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้เลย ในทางตรงข้ามภิกษุผู้มีศรัทธา มีศีล เป็นพหูสูตทรงจำได้มาก ว่าง่าย มีกัลยาณมิตร มีความเพียร มีสติตั้งมั่น สันโดษ มักน้อย และมีสัมมาทิฏฐิ ย่อมมีโอกาสเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยได้แน่นอน เป็นบัญชีตรวจสอบคุณสมบัติที่ชัดเจนสำหรับภิกษุผู้ต้องการความก้าวหน้า
  56. หน้า ๑๖๔–๑๖๕ ปุณณิยสูตร (เหตุที่พระธรรมเทศนาแจ่มแจ้งหรือไม่) พระปุณณิยะทูลถามพระพุทธเจ้าว่าเพราะเหตุใดบางครั้งพระองค์จึงทรงมีพระทัยแจ่มใสในการแสดงธรรม แต่บางครั้งกลับไม่ทรงแสดง พระพุทธเจ้าตรัสว่าขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของภิกษุผู้ฟัง หากมีศรัทธาแต่ไม่เข้าไปหา หรือเข้าไปหาแต่ไม่นั่งใกล้ ไม่ไต่ถาม ไม่ตั้งใจฟัง ไม่ทรงจำ ไม่พิจารณาอรรถ ไม่ปฏิบัติตามธรรม พระตถาคตก็จะยังไม่ทรงมีพระทัยแจ่มใสแสดงธรรม ต่อเมื่อภิกษุมีครบทุกข้อ ตั้งแต่ศรัทธา เข้าไปหา นั่งใกล้ ไต่ถาม ตั้งใจฟัง ทรงจำ พิจารณาอรรถ ปฏิบัติตามธรรม มีวาจาไพเราะ และเป็นผู้ให้กำลังใจเพื่อนพรหมจรรย์ พระตถาคตจึงจะ
  57. หน้า ๑๖๖–๑๖๗ พระมหาโมคคัลลานะสอบสวนภิกษุผู้อวดอ้างอรหัตตผล หน้า ๑๖๖ เปิดด้วยประโยคปิดท้ายของพระสูตรก่อนหน้า (ปุณณิยสูตร) แล้วจึงเริ่มเรื่องพระมหาโมคคัลลานะแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายว่า เมื่อภิกษุรูปหนึ่งประกาศตนว่าบรรลุอรหัตตผลแล้ว พระตถาคตหรือสาวกผู้ชำนาญในการหยั่งรู้จิตผู้อื่นย่อมซักถามสอบสวนด้วยใจ หากตรวจพบว่าภิกษุนั้นแท้จริงยังมักโกรธ ผูกโกรธ ลบหลู่คุณท่าน ตีเสมอ ริษยา ตระหนี่ โอ้อวด มีมารยา ปรารถนาลามก และพอใจในคุณธรรมเพียงเล็กน้อยแล้วหยุดอยู่แค่นั้น ก็แสดงว่าคำกล่าวอ้างเป็นเท็จ ท้ายที่สุดสรุปว่าภิกษุที่ยังละธรรมสิบประการนี้ไม่ได้ ย่อมไม่มีทางเจริญงอ
  58. หน้า ๑๖๘–๑๗๒ พระมหาจุนทะสอบสวนภิกษุผู้โอ้อวดฌานสมาบัติ พระมหาจุนทะแสดงธรรมว่า ภิกษุบางรูปชอบโอ้อวดคุณวิเศษที่ตนอ้างว่าได้บรรลุ เช่น กล่าวว่าเข้าฌานที่ ๑-๔ และอรูปสมาบัติต่างๆ จนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธได้คล่องแคล่ว เมื่อถูกซักถามสอบสวนกลับพบว่าแท้จริงเป็นผู้ทำผิดวินัยเป็นประจำ ไม่มีศรัทธา ไม่สดับมาก ว่ายาก คบมิตรชั่ว เกียจคร้าน หลงลืมสติ และไร้ปัญญา พระมหาจุนทะยกอุปมาเรื่องเพื่อนที่รับปากจะให้ทรัพย์ แต่พอถึงเวลากลับขุดดินหาไม่พบ แล้วยืนกรานว่าตนไม่ได้โกหกทั้งที่จริงๆ ตนเองเสียสติไปแล้ว เพื่อเปรียบเทียบกับภิกษุที่โอ้อวดคุณวิเศษที่ไม่มีจริงในตน
  59. หน้า ๑๗๓–๑๗๕ พระมหากัสสปะว่าด้วยภิกษุหลงตนว่าบรรลุธรรมด้วยอธิมานะ พระมหากัสสปะแสดงธรรมทำนองเดียวกันว่า ภิกษุบางรูปประกาศตนบรรลุอรหัตตผลด้วยความสำคัญผิด (อธิมานะ) คือยังไม่ได้บรรลุแต่สำคัญว่าบรรลุแล้ว เพราะเป็นผู้สดับมากทรงจำธรรมได้มั่นคงจึงหลงเข้าใจตนผิด เมื่อถูกซักสอบก็พบความจริงเช่นนี้ นอกจากนี้ยังทรงชี้ธรรมสิบประการที่ทำให้เสื่อมจากพระธรรมวินัย ได้แก่ การมีจิตกลุ้มรุมด้วยอภิชฌา พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะ วิจิกิจฉา ความยินดีในการงาน ในการคุยเล่น ในการนอนหลับ และในการคลุกคลีหมู่คณะ อันเป็นเหตุให้ภิกษุไม่เจริญก้าวหน้าในธรรม
  60. หน้า ๑๗๖–๑๘๐ ธรรมสิบประการที่ทำให้ภิกษุเป็นหรือไม่เป็นที่รัก (เรื่องภิกษุกาฬกะ) พระพุทธเจ้าปรารภภิกษุชื่อกาฬกะที่มรณภาพ ทรงแสดงธรรมสิบประการที่ทำให้ภิกษุไม่เป็นที่รักที่เคารพของเพื่อนสหธรรมิก เช่น ชอบก่อคดี ไม่ใคร่ศึกษา มีความปรารถนาลามก มักโกรธ ตีเสมอ โอ้อวด มีมารยา ไม่ใคร่ครวญธรรม ไม่ชอบสงัด และไม่ต้อนรับปราศรัยเพื่อน พร้อมอุปมาม้าพันธุ์ปนหรือมนุษย์ทุศีลที่แม้อยากได้รับการดูแลอย่างดีแต่ก็ไม่มีใครให้ เพราะเห็นข้อเสียที่ยังละไม่ได้ ตรงกันข้ามภิกษุผู้มีคุณธรรมตรงข้ามสิบประการย่อมเป็นที่รักที่เคารพเสมือนม้าอาชาไนยตัวงามที่ไม่ต้องปรารถนาก็ได้รับการดูแลอย่างดีเอง
  61. หน้า ๑๘๑–๑๘๕ เรื่องพระโกกาลิกะกล่าวตู่พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ เริ่มด้วยพระพุทธองค์ตรัสว่าภิกษุที่ด่าว่าตำหนิพระอริยะย่อมประสบเคราะห์ร้ายสิบอย่างอย่างใดอย่างหนึ่งแน่นอน จากนั้นเป็นเรื่องพระโกกาลิกะกล่าวหาพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะว่ามีความปรารถนาลามก แม้พระพุทธเจ้าจะทรงห้ามปรามและตรัสรับรองว่าทั้งสองท่านมีศีลงามถึงสามครั้ง โกกาลิกะก็ไม่ฟัง ผลคือร่างกายเกิดตุ่มพองขึ้นทั่วตัวขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนแตกมีเลือดหนองไหล ตายแล้วไปเกิดในนรกปทุม แม้พรหมมาเตือนก่อนตายก็ไม่ฟัง พระพุทธเจ้าทรงอธิบายระยะเวลาอันยาวนานในนรกปทุมด้วยอุปมาเกวียนบรรทุกงาที่ต้องหยิบเมล็ดงาออกทีล
  62. หน้า ๑๘๖–๑๘๘ พละสิบประการของพระขีณาสพ (จบเถรวรรคที่ ๔) พระสารีบุตรทูลถามพระพุทธเจ้าว่าภิกษุขีณาสพผู้สิ้นอาสวะประกอบด้วยกำลังใจเท่าใดจึงกล้าปฏิญาณตนว่าสิ้นอาสวะแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่ามีสิบประการ ได้แก่ เห็นสังขารทั้งปวงโดยความไม่เที่ยงตามจริง เห็นกามเหมือนหลุมถ่านเพลิงที่น่ากลัว มีจิตน้อมไปในความสงัด เจริญสติปัฏฐานสี่ สัมมัปปธานสี่ อิทธิบาทสี่ อินทรีย์และพละห้า โพชฌงค์เจ็ด และมรรคมีองค์แปดจนบริบูรณ์ดีแล้ว จบด้วยคาถาสรุปท้ายเถรวรรคที่ ๔ ก่อนขึ้นหมวดใหม่คือคหปติวรรคหรืออุบาสกวรรคที่ ๕
  63. หน้า ๑๘๙–๑๙๔ คนบริโภคกามสิบจำพวก (แสดงแก่อนาถบิณฑิกเศรษฐี) พระพุทธเจ้าตรัสแก่อนาถบิณฑิกเศรษฐีถึงคนบริโภคกาม (ผู้แสวงหาและใช้ทรัพย์) สิบจำพวกที่มีอยู่ในโลก แบ่งตามวิธีแสวงหาทรัพย์ว่าโดยธรรมหรือไม่โดยธรรม ใช้ความรุนแรงหรือไม่ และวิธีใช้ทรัพย์นั้นว่าเลี้ยงตนให้เป็นสุขหรือไม่ แบ่งปันทำบุญหรือไม่ ยึดติดหลงใหลในทรัพย์หรือรู้เท่าทันโทษของมัน ทรงชี้ว่าแต่ละจำพวกควรได้รับคำติหรือคำชมกี่ประการตามพฤติกรรมของตน โดยทรงยกย่องผู้ที่แสวงหาทรัพย์โดยธรรมไม่ใช้ความรุนแรง เลี้ยงตนเป็นสุข แบ่งปันทำบุญ และบริโภคด้วยปัญญาไม่ติดข้องว่าประเสริฐที่สุดในบรรดาคนบริโภคกามทั้งสิบจำพ
  64. หน้า ๑๙๕–๑๙๗ ภัยเวรห้าที่สงบและองค์แห่งพระโสดาบัน พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่อนาถบิณฑิกเศรษฐีว่า อริยสาวกที่มีภัยเวรห้าประการสงบระงับแล้ว (จากการงดเว้นปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท และการเสพของมึนเมา) ประกอบด้วยองค์แห่งโสดาปัตติ ๔ ประการ คือความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และมีศีลที่พระอริยะพอใจ พร้อมทั้งเห็นแจ้งในอริยญายธรรมคือปฏิจจสมุปบาท ความเกิดขึ้นและดับไปแห่งทุกข์ตามลำดับเหตุปัจจัยตั้งแต่อวิชชาจนถึงชราและมรณะ ผู้ประกอบพร้อมเช่นนี้ย่อมสามารถพยากรณ์ตนเองได้ว่าเป็นพระโสดาบันแล้ว ไม่มีทางตกต่ำ เที่ยงต่อการตรัสรู้ในเ
  65. หน้า ๑๙๘–๒๐๒ อนาถบิณฑิกะโต้วาทะกับปริพาชกเรื่องทิฏฐิ อนาถบิณฑิกเศรษฐีแวะไปยังอารามของปริพาชกลัทธิอื่นระหว่างรอเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ถูกซักถามว่าพระสมณโคดมและภิกษุมีความเห็นอย่างไร เมื่อตอบว่าไม่ทราบความเห็นทั้งหมด ปริพาชกจึงแสดงทิฏฐิของตนแทน เช่น โลกเที่ยงหรือไม่เที่ยง มีที่สุดหรือไม่ ตถาคตตายแล้วเป็นอย่างไร เป็นต้น อนาถบิณฑิกะชี้แจงว่าทิฏฐิเหล่านั้นล้วนเกิดจากการพิจารณาไม่แยบคายหรือเชื่อตามคนอื่น เป็นสิ่งปรุงแต่งไม่เที่ยงเป็นทุกข์ที่ผู้ยึดถือย่อมติดข้องอยู่ ส่วนตนเห็นว่าสิ่งปรุงแต่งทั้งปวงนั้น 'ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา' ทำให้ปริพาชก
  66. หน้า ๒๐๓–๒๐๖ วัชชิยมาหิตะโต้ตอบปริพาชกเรื่องตบะ พระพุทธเจ้าทรงเป็นวิภัชวาที คหบดีวัชชิยมาหิตะถูกปริพาชกถามว่าจริงหรือที่พระสมณโคดมตำหนิตบะ (การบำเพ็ญทุกรกิริยา) ทุกชนิด ท่านตอบว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้ตำหนิหรือสรรเสริญตบะทั้งหมดโดยส่วนเดียว แต่ทรงตำหนิสิ่งที่ควรตำหนิและสรรเสริญสิ่งที่ควรสรรเสริญ ทรงเป็นวิภัชวาทีมิใช่เอกังสวาที เมื่อถูกท้าทายว่าพระโคดมไม่มีหลักการแน่นอน ท่านชี้ว่าพระองค์ทรงบัญญัติชัดว่าสิ่งใดกุศลสิ่งใดอกุศล เมื่อกลับไปเฝ้าพระพุทธเจ้าทรงยืนยันหลักการว่าการบำเพ็ญตบะ การถือปฏิบัติ ความเพียร การสละ หรือความหลุดพ้นใดที่ทำให้อกุศลธรรมเจริญและกุศลธรรมเสื่อม ไม่ควรทำ
  67. หน้า ๒๐๗–๒๐๙ อุตติยปริพาชกทูลถามปัญหาอัพยากตะ และอุปมานายประตูเมือง อุตติยปริพาชกทูลถามพระพุทธเจ้าถึงปัญหาสิบประการที่ทรงไม่พยากรณ์ เช่น โลกเที่ยงหรือไม่ มีที่สุดหรือไม่ ตถาคตตายแล้วเป็นอย่างไร พระองค์ตรัสว่าเรื่องเหล่านี้เป็นอัพยากตะทั้งสิ้น เมื่อถูกถามว่าแล้วทรงสอนอะไร ตรัสว่าทรงสอนเพื่อความหมดจดของสัตว์ ล่วงพ้นความโศก และบรรลุนิพพาน อุตติยถามต่อว่าคำสอนนี้จะนำสัตว์โลกทั้งหมดหรือครึ่งหนึ่งให้พ้นทุกข์ได้หรือไม่ พระพุทธเจ้าทรงนิ่ง พระอานนท์จึงอธิบายด้วยอุปมานายประตูเมืองชายแดนผู้ฉลาด ที่แม้ไม่รู้จำนวนสัตว์เข้าออกทั้งหมด แต่รู้แน่ว่าทุกตัวต้องผ่านประตูเดียวนี้ เช
  68. หน้า ๒๑๐–๒๑๒ พระอานนท์สนทนากับโกกนุทปริพาชกเรื่อง 'รู้และเห็น' พระอานนท์เสด็จไปสรงน้ำที่ท่าตโปทาแต่เช้ามืด พบโกกนุทปริพาชกซักถามปัญหาทิฏฐิสิบประการทำนองเดียวกับที่อุตติยถาม พระอานนท์ปฏิเสธทุกข้อว่าตนไม่มีความเห็นเช่นนั้น เมื่อโกกนุทแย้งว่าถ้าเช่นนั้นก็แปลว่าไม่รู้ไม่เห็น พระอานนท์อธิบายว่าตนรู้และเห็นจริง แต่สิ่งที่รู้เห็นคือธรรมชาติของทิฏฐิเหล่านั้นเอง คือรู้ที่ตั้ง เหตุเกิด และความดับไปแห่งทิฏฐิทั้งหลาย มิใช่รู้เนื้อหาความจริงของทิฏฐินั้นๆ เมื่อจบบทสนทนาโกกนุทปริพาชกจึงกล่าวขอโทษที่ไม่ทันจำได้ว่ากำลังสนทนากับพระอานนท์ผู้เป็นอัครสาวก
  69. หน้า ๒๑๓–๒๑๔ ธรรมสิบประการของภิกษุผู้ควรแก่ทักษิณา (พระอรหันต์ผู้มีอภิญญาหก) พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมสิบประการที่ทำให้ภิกษุเป็นผู้ควรแก่ของบูชา ควรต้อนรับ ควรแก่ทักษิณา และเป็นเนื้อนาบุญอันเยี่ยมของโลก เริ่มจากมีศีล เป็นพหูสูต มีมิตรดี มีสัมมาทิฏฐิ จากนั้นบรรยายอิทธิวิธีต่างๆ อย่างละเอียด เช่น เนรมิตกายได้หลายรูป ล่องหนทะลุกำแพงได้ เดินบนน้ำหรืออากาศได้ มีหูทิพย์ได้ยินเสียงทั้งใกล้ไกล มีญาณหยั่งรู้ใจผู้อื่น ระลึกชาติในอดีตได้หลายชาติ และมีตาทิพย์เห็นสัตว์ตายเกิดไปตามกรรมดีกรรมชั่ว ปิดท้ายด้วยการสิ้นอาสวะบรรลุเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติในปัจจุบัน
  70. หน้า ๒๑๕ ธรรมสิบประการของพระเถระผู้อยู่สบายทุกทิศ พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมสิบประการที่ทำให้พระเถระอยู่ในทิศทางใดๆ ก็ผาสุกสบาย ได้แก่ เป็นผู้บวชมานาน มีศีล เป็นพหูสูตทรงจำธรรมได้แม่นยำ ชำนาญปาติโมกข์ทั้งสองฝ่ายโดยละเอียด ฉลาดในการระงับอธิกรณ์ที่เกิดขึ้น รักใคร่ในธรรม สันโดษในปัจจัยสี่ตามมีตามได้ สำรวมกิริยาเมื่อเข้าไปในละแวกบ้าน ได้ฌานทั้งสี่ตามปรารถนาโดยไม่ยากลำบาก และสิ้นอาสวะแล้ว คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้พระเถระเป็นที่พึ่งพิงของหมู่คณะได้ทุกแห่งหน
  71. หน้า ๒๑๖–๒๒๐ พระอุบาลีทูลขอถือเสนาสนะป่า และมรรคแห่งการบวชโดยลำดับ (ยังไม่จบ) พระอุบาลีทูลขอไปอยู่เสนาสนะป่าที่สงัด แต่พระพุทธเจ้าทรงเตือนว่าการอยู่ป่าเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ยังไม่ได้สมาธิ อาจจมหรือลอยเคว้งเสียหายได้ ทรงเปรียบด้วยช้างใหญ่ที่ลงสระน้ำลึกได้อย่างปลอดภัยต่างจากกระต่ายหรือแมวที่จะจมน้ำตาย และเปรียบเด็กทารกที่เล่นกับอุจจาระของตนก่อนจะโตขึ้นเล่นของเล่นเด็กแล้วจึงเสพกามคุณห้าตามวัยที่เจริญขึ้น เพื่อสอนว่าการปฏิบัติต้องเป็นไปตามลำดับความพร้อมของจิต จากนั้นทรงแสดงมรรคแห่งการออกบวชโดยละเอียดตั้งแต่พระตถาคตอุบัติในโลก การฟังธรรมจนเกิดศรัทธา การออกบวชถือศีลของภิกษุ (เว
  72. หน้า ๒๒๑–๒๒๔ อุปาลิสูตร (ตอนจบ) และธรรม ๑๐ ที่พึงละเพื่อบรรลุอรหัตต์ ส่วนท้ายของอุปาลิสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนพระอุปาลิเรื่องการสำรวมอินทรีย์ มีสติสัมปชัญญะในทุกอิริยาบถ แล้วปลีกวิเวกไปสู่ป่า โคนไม้ หรือเรือนว่าง ละนิวรณ์ห้าแล้วเจริญฌานทั้งสี่และอรูปสมาบัติทั้งสี่ตามลำดับ โดยพระพุทธเจ้าตรัสถามย้ำทุกขั้นว่าวิหารธรรมนี้ประณีตกว่าวิหารธรรมก่อนหรือไม่ ซึ่งอุปาลิรับว่าใช่ ทรงชี้ว่าแม้สาวกจะอาศัยธรรมนี้ไปอยู่เสนาสนะป่าอันสงัด ก็ยังไม่ชื่อว่าบรรลุประโยชน์ตนโดยแท้จนกว่าจะถึงความสิ้นอาสวะ และในตอนท้ายพระพุทธเจ้าตรัสให้พระอุปาลิอยู่ในหมู่สงฆ์แทนที่จะปลีกตัวไปอยู่ป่าลำพัง
  73. หน้า ๒๒๕–๒๒๖ สมณสัญญา ๓ และโพชฌงค์ ๗ นำไปสู่วิชชา ๓ เปิดตติยปัณณาสก์ด้วยสมณสัญญาวรรค แสดงสัญญาของสมณะ ๓ ประการ คือตระหนักว่าตนอยู่ในสภาพต่างจากคฤหัสถ์ ชีวิตต้องพึ่งพาผู้อื่น และต้องมีอากัปกิริยาที่ต่างออกไป ซึ่งเมื่อเจริญให้มากจะทำให้ธรรม ๗ ประการบริบูรณ์ เช่น ความเพียรไม่ย่อหย่อน ไม่โลภ ไม่พยาบาท ใคร่ต่อการศึกษา จากนั้นแสดงโพชฌงค์ ๗ (สติ ธรรมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา) ว่าเมื่อเจริญให้มากแล้วย่อมทำให้วิชชา ๓ บริบูรณ์ ได้แก่ ปุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ และอาสวักขยญาณ
  74. หน้า ๒๒๗–๒๓๑ ความผิดพลาดเพราะความผิด ความสำเร็จเพราะความถูก — อุปมาเมล็ดพืชขมและหวาน แสดงหลักว่าอาศัยความผิด (มิจฉัตตะ) ย่อมมีแต่ความเสียหายไม่มีความสำเร็จ ส่วนอาศัยความถูก (สัมมัตตะ) ย่อมมีความสำเร็จ โดยไล่เรียงว่ามิจฉาทิฏฐิเป็นเหตุให้มิจฉาสังกัปปะเกิดขึ้นไปจนถึงมิจฉาวิมุตติ และในทางตรงข้ามคือสัมมาทิฏฐิจนถึงสัมมาวิมุตติ พร้อมอุปมาว่าเมล็ดพืชขม เช่น เมล็ดสะเดาหรือบวบขม เมื่อปลูกในดินชุ่มชื้นย่อมให้ผลรสขมเพราะเหตุแห่งเมล็ดพันธุ์เอง ฉันใด บุรุษผู้มีมิจฉาทิฏฐิย่อมมีกรรมทุกทางนำไปสู่สิ่งไม่น่าปรารถนา ฉันนั้น ตรงข้ามกับเมล็ดอ้อยหรือข้าวสาลีที่ให้ผลหวาน เปรียบกับผู้มีสัมมาทิฏฐิ จากนั้
  75. หน้า ๒๓๒–๒๓๗ การชำระล้าง ยาถ่าย และยาสำรอกอันประเสริฐ, ธรรมของพระอเสขะ แสดงธรรมสามชุดที่เปรียบมรรคมีองค์แปดรวมสัมมาญาณและสัมมาวิมุตติ (รวม ๑๐) ว่าประเสริฐยิ่งกว่าสิ่งสมมติทางโลก คือ 'การชำระล้าง' อันประเสริฐ ซึ่งดีกว่าพิธีอาบน้ำชำระบาปตามความเชื่อในชนบทฝ่ายทักษิณที่แม้มีของกินของใช้พร้อมสรรพก็ไม่นำไปสู่ความหน่ายคลายกำหนัดดับทุกข์ได้จริง 'ยาถ่าย' อันประเสริฐ เทียบกับยาถ่ายที่หมอให้แก้โรคทางน้ำดี เสมหะ ลม ซึ่งบางครั้งสำเร็จบางครั้งไม่สำเร็จ แต่ยาถ่ายอันประเสริฐคือการละมิจฉาทิฏฐิเป็นต้นย่อมสำเร็จผลเสมอ และ 'ยาสำรอก' อันประเสริฐในทำนองเดียวกัน ปิดท้ายด้วยธรรม ๑๐ ที่พึง
  76. หน้า ๒๓๘–๒๔๐ อธรรม-อนัตถะ กับ ธรรม-อัตถะ (แสดงโดยย่อและโดยพิสดาร) เปิดปัจโจโรหณิวรรคที่ ๒ ด้วยการแสดงคู่ตรงข้ามระหว่าง 'อธรรมและสิ่งไม่เป็นประโยชน์' กับ 'ธรรมและสิ่งเป็นประโยชน์' โดยระบุว่ามิจฉาทิฏฐิจนถึงมิจฉาวิมุตติ (รวม ๑๐) คืออธรรมและอนัตถะ ส่วนสัมมาทิฏฐิจนถึงสัมมาวิมุตติคือธรรมและอัตถะ ก่อนแสดงซ้ำอีกครั้งโดยขยายความละเอียดขึ้น ชี้ว่าเพราะมิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัย อกุศลธรรมอันเป็นบาปมากมายจึงเกิดขึ้น นั่นคือความเป็นอนัตถะ ส่วนเพราะสัมมาทิฏฐิเป็นปัจจัย กุศลธรรมมากมายจึงถึงความเจริญบริบูรณ์ นั่นคือความเป็นอัตถะ ไล่เรียงทีละองค์จนครบทั้ง ๑๐
  77. หน้า ๒๔๑–๒๔๖ พระอานนท์อธิบายธรรมที่พระศาสดาตรัสไว้โดยย่อ หลังตรัสหัวข้ออธรรม-อนัตถะ/ธรรม-อัตถะโดยย่อ พระพุทธเจ้าเสด็จลุกจากอาสนะเข้าวิหารโดยไม่ทรงขยายความ เหล่าภิกษุจึงปรึกษากันว่าใครจะอธิบายได้ และเห็นพ้องว่าพระอานนท์ผู้ได้รับการยกย่องจากพระศาสดาและเพื่อนพรหมจรรย์สามารถอธิบายได้ จึงพากันไปหา พระอานนท์ใช้อุปมาว่าเหมือนบุรุษต้องการแก่นไม้ แต่กลับผ่านลำต้นไปเที่ยวหาแก่นที่กิ่งก้านใบ หมายถึงภิกษุเหล่านั้นควรทูลถามพระศาสดาผู้ประทับอยู่ตรงหน้าโดยตรง แต่เมื่อภิกษุยืนยันให้ท่านอธิบาย พระอานนท์จึงอธิบายเนื้อความอย่างละเอียดตรงตามหลักอธรรม-อนัตถะ/ธรรม-อัตถะ เม
  78. หน้า ๒๔๗–๒๔๙ อาชิโนปริพาชกกับความเป็นบัณฑิตในการโต้วาที ปริพาชกชื่ออาชิโน (บางฉบับว่าอชิโต) กราบทูลว่าในหมู่เพื่อนพรหมจรรย์ของตน ผู้ใดข่มปรับความเห็นฝ่ายตรงข้ามได้ในการโต้วาที (ที่มีมติทางความคิดราว ๕๐๐ ข้อ) ผู้นั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นบัณฑิต พระพุทธเจ้าจึงแสดงว่าคนบางคนใช้วาทะไม่เป็นธรรมข่มวาทะไม่เป็นธรรมด้วยกัน บางคนใช้วาทะไม่เป็นธรรมข่มวาทะที่เป็นธรรม บางคนใช้วาทะเป็นธรรมข่มวาทะไม่เป็นธรรม และบางคนใช้วาทะเป็นธรรมข่มวาทะเป็นธรรมด้วยกัน แต่ไม่ว่ากรณีใด หากทำได้สำเร็จก็มักได้เสียงสรรเสริญจากบริษัทว่า 'บัณฑิตหนอ บัณฑิตหนอ' เสมอกัน ชี้ให้เห็นว่าการชนะ
  79. หน้า ๒๕๐–๒๕๑ สคารวพราหมณ์ถามเรื่องฝั่งใน-ฝั่งนอก พราหมณ์ชื่อสคารวะทูลถามพระพุทธเจ้าว่าอะไรคือฝั่งใน (โอริมตีระ) อะไรคือฝั่งพ้น (ปาริมตีระ) พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่ามิจฉาทิฏฐิจนถึงมิจฉาวิมุตติ (๑๐ ประการ) คือฝั่งใน ส่วนสัมมาทิฏฐิจนถึงสัมมาวิมุตติคือฝั่งพ้น พร้อมตรัสคาถาว่าในหมู่มนุษย์มีน้อยคนที่ไปถึงฝั่งพ้น ส่วนคนหมู่มากเอาแต่วิ่งวนอยู่แถวฝั่งใน มีเพียงผู้ประพฤติตามธรรมที่ตรัสไว้ดีแล้วเท่านั้นที่จะข้ามพ้นวัฏสงสารอันข้ามได้ยากยิ่งไปได้ ทรงสอนให้ละธรรมดำถือธรรมขาว ยินดีในวิเวก ปราศจากกิเลสในจิต ผู้อบรมจิตในโพชฌงค์ดีแล้วไม่ยึดมั่นถือมั่น สิ้นอาสวะ ย่อ
  80. หน้า ๒๕๒–๒๕๕ ชาณุสโสณิพราหมณ์กับ 'การก้าวลง' อันประเสริฐ และอรุณเป็นบุพนิมิตแห่งดวงอาทิตย์ พระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักฝั่งใน-ฝั่งพ้นซ้ำแก่ภิกษุโดยตรง จากนั้นพราหมณ์ชาณุสโสณิผู้แต่งกายอาบน้ำสระเกล้าใหม่นุ่งผ้าใหม่ ถือกำหญ้าคาชุ่มมายืนใกล้ๆ ในวันอุโบสถ ทูลอธิบายพิธี 'ปัจโจโรหณี' ของพราหมณ์ คือฉาบพื้นด้วยโคมัยเปียก ปูหญ้าคาเขียว นอนระหว่างเตาไฟกับลานนั้น ลุกขึ้นบูชาไฟด้วยการประนมมือกล่าวว่า 'ข้าพเจ้าขอก้าวลงต่อท่าน' สามครั้งในคืนนั้น พร้อมเลี้ยงไฟด้วยเนยใสและเลี้ยงพราหมณ์ด้วยอาหารประณีตในรุ่งเช้า พระพุทธเจ้าตรัสว่านั่นเป็นปัจโจโรหณีอย่างพราหมณ์ ส่วนปัจโจโรหณีในอริยวินัยคือการที่อริยสาวกพิจารณ
  81. หน้า ๒๕๖–๒๕๘ ปาริสุทธิวรรค — ธรรม ๑๐ ที่บริสุทธิ์และมีเฉพาะในพระศาสนา เปิดปาริสุทธิวรรคที่ ๓ ด้วยชุดพระสูตรสั้นที่ย้ำรูปแบบเดียวกันว่ามรรคมีองค์แปดรวมสัมมาญาณและสัมมาวิมุตติ (รวม ๑๐) เป็นธรรมที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีในที่อื่นนอกจากพระศาสนาของพระสุคต เป็นธรรมที่ยังไม่เคยเกิดก็จะเกิดขึ้นได้เฉพาะในพระศาสนานี้ เป็นธรรมที่มีผลมากมีอานิสงส์มาก นำไปสู่ความสิ้นราคะ โทสะ โมหะ และเป็นไปเพื่อความหน่าย คลายกำหนัด ดับทุกข์ สงบระงับ ตรัสรู้ นิพพานโดยส่วนเดียว ทั้งในแง่ที่มีอยู่แล้วและในแง่ที่เมื่อเจริญให้มากขึ้นยิ่งเกิดผลดังกล่าว ปิดท้ายด้วยการเรียกธรรมฝ่ายผิดทั้ง ๑๐ ว่ามิจฉัตต
  82. หน้า ๒๕๙–๒๖๑ สาธุวรรค — สิ่งดีงามและไม่ดีงามเทียบกับมรรคทั้งสองฝ่าย เปิดสาธุวรรคที่ ๔ ด้วยชุดพระสูตรสั้นในรูปแบบเดียวกัน จับคู่คำเรียกต่างๆ เข้ากับมรรคฝ่ายผิด (มิจฉาทิฏฐิ...มิจฉาวิมุตติ) และมรรคฝ่ายถูก (สัมมาทิฏฐิ...สัมมาวิมุตติ) ตามลำดับ ได้แก่ สิ่งไม่ดีงาม/ดีงาม ธรรมของอนารยชน/อริยชน อกุศล/กุศล สิ่งไม่เป็นประโยชน์/เป็นประโยชน์ อธรรม/ธรรม ธรรมมีอาสวะ/ไม่มีอาสวะ ธรรมมีโทษ/ไม่มีโทษ ธรรมที่ทำให้เร่าร้อน/ไม่เร่าร้อน ธรรมที่เป็นไปเพื่อสั่งสมกรรม/เพื่อคลายกรรม และธรรมที่มีวิบากเป็นทุกข์/มีวิบากเป็นสุข แต่ละคู่ตอกย้ำหลักการเดียวกันว่ามรรคฝ่ายผิดนำไปสู่สิ่งเลวร้ายทุกด้
  83. หน้า ๒๖๒–๒๖๕ อริยมัคควรรค — มรรคดำ-มรรคขาว และสิ่งที่ควรหรือไม่ควรเจริญ เปิดอริยมัคควรรคที่ ๕ ซึ่งเป็นวรรคสุดท้ายของตติยปัณณาสก์ ด้วยชุดพระสูตรสั้นในรูปแบบเดียวกัน จับคู่มรรคฝ่ายผิดกับฝ่ายถูกเข้ากับคำเรียกต่างๆ ได้แก่ มรรคอนารยะ/มรรคอริยะ มรรคดำ (กัณหมรรค)/มรรคขาว (สุกกมรรค) อสัทธรรม/สัทธรรม ธรรมของอสัตบุรุษ/ธรรมของสัตบุรุษ และสิ่งที่ไม่ควรทำให้เกิด/ควรทำให้เกิด ไม่ควรเสพ/ควรเสพ ไม่ควรเจริญ/ควรเจริญ ไม่ควรทำให้มาก/ควรทำให้มาก ไม่ควรระลึกถึง/ควรระลึกถึง ไม่ควรทำให้แจ้ง/ควรทำให้แจ้ง ปิดท้ายวรรคและปิดตติยปัณณาสก์ที่ ๓ ของทสกนิบาต
  84. หน้า ๒๖๖–๒๖๗ ปุคคลวรรค — บุคคลที่ควรคบและไม่ควรคบ เปิดจตุตถปัณณาสก์ วรรคที่ ๑ คือปุคคลวรรค แสดงว่าบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ฝ่ายผิด (มีมิจฉาทิฏฐิเป็นต้น) เป็นบุคคลที่ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าใกล้ ไม่ควรนั่งใกล้ ไม่ควรบูชา ไม่ควรสรรเสริญ ไม่ควรมีความเคารพนับถือ การคบหาไม่ทำให้บรรลุความหมดจด ไม่ทำให้ข่มมานะได้ ไม่ทำให้ปัญญาเจริญ และทำให้เกิดบาปเป็นอันมาก ส่วนบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ฝ่ายถูก (มีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น) เป็นบุคคลที่ควรคบในทุกแง่มุมตรงข้ามกัน คือคบแล้วช่วยให้บรรลุความหมดจด ข่มมานะได้ ปัญญาเจริญ และได้บุญมาก
  85. หน้า ๒๖๘–๒๗๑ ชาณุสโสณิวรรค — ปัจโจโรหณีอันประเสริฐผ่านกรรมบถ ๑๐ เปิดชาณุสโสณิวรรคที่ ๒ ด้วยการเล่าเรื่องพราหมณ์ชาณุสโสณิและพิธีปัจโจโรหณีในวันอุโบสถซ้ำอีกครั้งเช่นเดียวกับตอนก่อน (ฉาบโคมัย ปูหญ้าคา บูชาไฟสามครั้งในคืน เลี้ยงพราหมณ์) แต่คราวนี้พระพุทธเจ้าทรงอธิบายปัจโจโรหณีอันประเสริฐในอริยวินัยผ่านกรรมบถ ๑๐ แทนที่จะเป็นองค์มรรคแปด คือการที่อริยสาวกพิจารณาเห็นวิบากอันเป็นทุกข์ของการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ เพ่งเล็งอยากได้ของเขา พยาบาท และมิจฉาทิฏฐิ แล้วละสิ่งเหล่านี้ทีละอย่าง นับเป็นการก้าวลงจากอกุศลกรรมบถทั
  86. หน้า ๒๗๒–๒๗๓ สคารวพราหมณ์ถามฝั่งใน-ฝั่งนอกอีกครั้ง (ผ่านกรรมบถ ๑๐) พราหมณ์สคารวะทูลถามพระพุทธเจ้าเรื่องฝั่งใน-ฝั่งพ้นอีกครั้ง คราวนี้พระพุทธเจ้าทรงตอบด้วยกรอบกรรมบถ ๑๐ แทนองค์มรรค คือการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ เพ่งเล็งอยากได้ของเขา พยาบาท และมิจฉาทิฏฐิ เป็นฝั่งใน ส่วนการงดเว้นจากสิ่งเหล่านั้นและมีสัมมาทิฏฐิเป็นฝั่งพ้น พร้อมตรัสคาถาบทเดียวกับที่เคยตรัสก่อนหน้าว่าคนที่ข้ามถึงฝั่งพ้นได้จริงมีน้อย ส่วนใหญ่เอาแต่วิ่งวนอยู่แถวฝั่งใน จากนั้นพระพุทธเจ้าทรงแสดงคำสอนเดียวกันนี้แก่ภิกษุโดยตรงอีกครั้งพร้อมคาถาเดิม
  87. หน้า ๒๗๔–๒๗๕ อธรรม-อัตถะผ่านกรรมบถ ๑๐ และจุดเริ่มต้นการไปหาพระมหากัจจานะ (ยังไม่จบในช่วงนี้) ต่อจากคาถาปิดท้ายเรื่องฝั่งใน-ฝั่งพ้น เป็นพระสูตรที่แสดงกรรมบถ ๑๐ ฝ่ายอกุศล (ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ฯลฯ) ว่าเป็นอธรรมและอนัตถะ ส่วนการงดเว้นจากกรรมบถเหล่านั้นเป็นธรรมและอัตถะ ซ้ำรูปแบบเดียวกับที่เคยแสดงผ่านองค์มรรคมาก่อนหน้านี้ จากนั้นพระพุทธเจ้าตรัสหัวข้อธรรมนี้โดยย่อแล้วเสด็จลุกจากอาสนะเข้าวิหารโดยไม่ทรงขยายความ เช่นเดียวกับครั้งก่อนที่นำไปสู่การอธิบายของพระอานนท์ คราวนี้เหล่าภิกษุไม่อาจอธิบายเนื้อความกันเองได้ จึงปรึกษากันว่าพระมหากัจจานะผู้ได้รับการยกย่องจากพระศาสดาและเพื่อนพรหมจรรย์สามารถอธิบาย
  88. หน้า ๒๗๖–๒๘๑ พระมหากัจจานะอธิบายธรรมและอธรรม (ต่อจากตอนก่อนหน้า) เนื้อหาต่อเนื่องจากก่อนหน้านี้ ภิกษุกลุ่มหนึ่งซึ่งได้ฟังพระพุทธเจ้าทรงแสดงหัวข้อธรรมโดยย่อเรื่อง "อธรรมและธรรม โทษและประโยชน์" แล้วเสด็จเข้าที่ประทับโดยมิได้ทรงขยายความ จึงปรึกษากันว่าควรไปหาพระมหากัจจานะซึ่งเป็นที่ยกย่องของพระศาสดาและเพื่อนพรหมจรรย์ให้ช่วยอธิบาย พระมหากัจจานะเปรียบว่าท่านเป็นดุจบุรุษผู้แสวงหาแก่นไม้ที่ควรทูลถามพระพุทธเจ้าโดยตรงมากกว่า แต่เมื่อภิกษุยืนยันขอฟัง ท่านจึงอธิบายว่าอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ (ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ฯลฯ) เป็นอธรรมและก่อโทษ ส่วนการงดเว้นจากกรรมเหล่านั้นเป็นธรรมแ
  89. หน้า ๒๘๒–๒๘๓ รากเหง้าแห่งอกุศลกรรมและธรรมที่มีทางเลี่ยง พระพุทธเจ้าตรัสว่าอกุศลกรรมบถทั้ง ๑๐ แต่ละอย่าง เช่น การฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม ล้วนเกิดขึ้นได้ด้วยเหตุ ๓ ประการคือ โลภะ โทสะ หรือโมหะ และเมื่อสิ้นเหตุเหล่านี้ กรรมนั้นก็สิ้นไปด้วย จากนั้นทรงแสดงว่าธรรมนี้เป็นธรรมที่ "มีทางเลี่ยง" มิใช่ธรรมที่ไม่มีทางเลี่ยง กล่าวคือ การงดเว้นจากอกุศลกรรมบถแต่ละข้อ เช่น เว้นจากปาณาติบาต เว้นจากอทินนาทาน ถือเป็น "ทางเลี่ยง" ที่บุคคลสามารถเลือกปฏิบัติเพื่อหลีกพ้นจากกรรมชั่วเหล่านั้นได้
  90. หน้า ๒๘๔–๒๘๙ จุนทกัมมารบุตรสูตร ว่าด้วยความบริสุทธิ์ที่แท้จริง นายจุนทะ บุตรช่างทอง เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่ป่ามะม่วงของตนในเมืองปาวา และเล่าว่าตนนับถือพิธีชำระบาปแบบพราหมณ์ตะวันตก เช่น ตื่นเช้าลุกจากที่นอนต้องแตะดิน แตะมูลโคสด แตะหญ้าเขียว บำเรอไฟ ประนมมือไหว้พระอาทิตย์ และลงอาบน้ำวันละสามครั้ง พระพุทธเจ้าตรัสว่านั่นมิใช่ความบริสุทธิ์ในอริยวินัย แล้วทรงแสดงความไม่บริสุทธิ์ทางกาย ๓ อย่าง ทางวาจา ๔ อย่าง และทางใจ ๓ อย่าง (คือกรรมบถสิบฝ่ายชั่ว พร้อมพรรณนารายละเอียดลักษณะคำพูดที่หยาบ ส่อเสียด เท็จ) ว่าเป็นความไม่สะอาดที่แท้จริงไม่ว่าจะประกอบพิธีใดหรือไม่ก็ตาม ส่
  91. หน้า ๒๙๐–๒๙๕ ชาณุสโสณิพราหมณ์สูตร ว่าด้วยทานที่อุทิศให้ผู้ล่วงลับ พราหมณ์ชาณุสโสณิทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ทานที่พราหมณ์ทำอุทิศแก่ญาติสาโลหิตผู้ล่วงลับไปแล้วนั้นจะไปถึงผู้ตายได้จริงหรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสว่าทานนั้นจะสำเร็จผลได้ก็ต่อเมื่อผู้ตายไปเกิดเป็นเปรตในเปตวิสัยเท่านั้น เพราะเปรตอาศัยของที่ญาติอุทิศให้เลี้ยงชีพ ส่วนผู้ที่ไปเกิดในนรก กำเนิดเดรัจฉาน หมู่มนุษย์ หรือเป็นเทวดา ต่างมีอาหารเฉพาะภพภูมิของตนอยู่แล้ว ทานที่อุทิศให้จึงไม่ถึง แม้ผู้ตายที่อุทิศให้จะไม่ได้เกิดเป็นเปรตในที่นั้น ก็ยังมีเปรตญาติอื่นได้รับประโยชน์ และผู้ให้ทานก็ไม่ไร้ผลเสมอไป พราหมณ์ฟังแล้วอัศ
  92. หน้า ๒๙๖–๒๙๙ สุนทรวรรค ธรรมคู่ตรงข้ามที่วัดด้วยกรรมบถสิบ พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเป็นคู่ตรงข้ามหลายชุดติดต่อกัน ได้แก่ สิ่งดี-สิ่งไม่ดี ธรรมของพระอริยะ-มิใช่ของพระอริยะ กุศล-อกุศล ประโยชน์-โทษ ธรรม-อธรรม ธรรมมีอาสวะ-ไม่มีอาสวะ ธรรมมีโทษ-ไม่มีโทษ ธรรมที่ทำให้เร่าร้อนใจภายหลัง-ไม่เร่าร้อนใจ ธรรมนำไปสู่ความเสื่อม-ความเจริญ และธรรมนำไปสู่ทุกข์-นำไปสู่สุข โดยทุกคู่ล้วนถูกนิยามด้วยชุดเดียวกันคืออกุศลกรรมบถ ๑๐ อยู่ฝ่ายลบ และการงดเว้นจากกรรมบถนั้นอยู่ฝ่ายบวกเสมอ แสดงให้เห็นว่าไม่ว่าจะมองผ่านมุมมองใด แก่นของความดีความชั่วทั้งปวงล้วนสรุปลงที่การทำหรือละเว้นกรรมบถ
  93. หน้า ๓๐๐–๓๐๑ เสฏฐวรรค หนทางประเสริฐและธรรมที่ควรเจริญ ต่อเนื่องจากวรรคก่อน พระพุทธเจ้าทรงแสดงคู่ธรรมอีกชุดหนึ่งโดยใช้กรรมบถสิบเป็นมาตรวัด ได้แก่ มรรคาของพระอริยะ-มิใช่ของพระอริยะ ทางดำ-ทางขาว สัทธรรม-อสัทธรรม ธรรมของสัตบุรุษ-อสัตบุรุษ ธรรมที่ไม่ควรให้เกิดขึ้น-ควรให้เกิดขึ้น และธรรมที่ไม่ควรเสพ-ควรเสพ ทุกหัวข้อใช้สูตรเดิมคืออกุศลกรรมบถสิบจัดเป็นฝ่ายเสีย ส่วนการงดเว้นจากกรรมบถเหล่านั้นจัดเป็นฝ่ายดี เป็นการย้ำเตือนว่าคุณค่าทางจริยธรรมทั้งหมดสรุปรวมลงที่การทำหรืองดเว้นกรรมบถสิบประการ
  94. หน้า ๓๐๒–๓๐๔ วรรคว่าด้วยบุคคลที่ควรคบและไม่ควรคบ (จบจตุตถปัณณาสก์) พระพุทธเจ้าตรัสว่าบุคคลผู้ประกอบด้วยอกุศลกรรมบถสิบเป็นบุคคลที่ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าใกล้ ไม่ควรเข้าไปนั่งใกล้ ไม่ควรบูชา ไม่ควรสรรเสริญ ไม่ควรแสดงความเคารพ เข้าหาแล้วก็ไม่พึงพอใจ ไม่ทำให้บริสุทธิ์ ไม่ทำให้ปัญญาเจริญ และก่อบาปมาก ส่วนบุคคลผู้ประกอบด้วยกุศลกรรมบถสิบมีลักษณะตรงข้ามทุกประการคือควรคบและนำมาซึ่งบุญมาก เนื้อหาทั้งหมดใช้วิธีขยายความแบบเปยยาล (ย่อรูปแบบซ้ำ) เมื่อจบวรรคนี้ก็เป็นการจบปัณณาสก์ที่ ๔ (จตุตถปัณณาสก์) ของทสกนิบาตด้วย
  95. หน้า ๓๐๕–๓๐๗ บุคคลผู้ถูกนำไปทิ้งในนรกหรือสวรรค์ (เปิดปัญจมปัณณาสก์) เปิดปัณณาสก์ที่ ๕ ด้วยคำสอนว่า บุคคลผู้ประกอบด้วยอกุศลกรรมบถสิบ เปรียบเสมือนถูกนำไปทิ้งไว้ในนรกดุจของที่ถูกหิ้วไปวาง โดยพรรณนารายละเอียดลักษณะของแต่ละกรรมบถอย่างชัดเจน เช่น ผู้ฆ่าสัตว์มือเปื้อนเลือด ยินดีในการฆ่าและการทุบตี ผู้พูดเท็จเมื่อถูกอ้างเป็นพยานในที่ประชุมก็ยังโกหกเพื่อประโยชน์ตน ผู้เห็นผิดปฏิเสธผลของกรรมดีกรรมชั่วและปฏิเสธโลกหน้า ตรงกันข้าม บุคคลผู้ประกอบด้วยกุศลกรรมบถสิบคืองดเว้นจากกรรมชั่วเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมเสมือนถูกนำไปวางไว้ในสวรรค์ เนื้อหาสองฝ่ายนี้บรรยายคู่ขนานกันอย่างละเอียดเพ
  96. หน้า ๓๐๘–๓๐๙ หลักกรรมบถสิบที่ใช้กับสตรีและอุบาสิกา พระพุทธเจ้าทรงย้ำหลักการเดียวกันกับข้อก่อนหน้า แต่นำมาประยุกต์ใช้กับสตรีทั่วไป (มาตุคาม) ว่าผู้ประกอบด้วยอกุศลกรรมบถสิบย่อมถูกนำไปทิ้งในนรก ผู้ประกอบด้วยกุศลกรรมบถสิบย่อมถูกนำไปวางในสวรรค์เช่นเดียวกัน จากนั้นทรงแสดงหลักเดียวกันนี้กับอุบาสิกาผู้เป็นสาวิกาโดยเฉพาะ และท้ายที่สุดตรัสว่าอุบาสิกาผู้ประกอบด้วยอกุศลกรรมบถสิบจะครองเรือนอยู่อย่างขาดความมั่นใจ ส่วนผู้ประกอบด้วยกุศลกรรมบถสิบจะครองเรือนอยู่อย่างมั่นใจแกล้วกล้า แสดงว่าหลักกรรมสิบประการนี้ใช้ได้ทั้งกับบรรพชิตและคฤหัสถ์ ทั้งบุรุษและสตรีเสมอกัน
  97. หน้า ๓๑๐–๓๑๒ สังสัปปนียปริยาย ธรรมบรรยายว่าด้วยสัตว์เลื้อยคลาน พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตนและเป็นทายาทของกรรม ผู้ที่ประกอบอกุศลกรรมบถสิบ เช่น ฆ่าสัตว์มือเปื้อนเลือด ย่อมมีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม "คด" ทำให้คติและการเกิดคดตามไปด้วย ไปสู่นรกโดยส่วนเดียว หรือหากไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานก็จะเป็นสัตว์จำพวกที่ต้อง "เลื้อยคลานหลบหนี" เมื่อเห็นมนุษย์ เช่น งู แมงป่อง ตะขาบ พังพอน แมว หนู นกฮูก ในทางตรงข้าม ผู้งดเว้นจากอกุศลกรรมบถทั้งสิบมีกายกรรมวจีกรรมมโนกรรม "ตรง" ทำให้คติตรงไปสู่ความสุขโดยส่วนเดียว หรือเกิดในตระกูลสูงมั่งคั่งอย่างกษัตริย์ พราหมณ
  98. หน้า ๓๑๓–๓๒๒ กรรมที่ทำแล้วต้องได้รับผล และการเจริญเมตตา-อุเบกขาเจโตวิมุตติ พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์ไม่ตรัสว่ากรรมที่จงใจทำและสั่งสมไว้แล้วจะสูญไปโดยไม่ให้ผล ไม่ว่าจะในชาตินี้หรือชาติอื่น ทรงอธิบายความเสียหายทางกาย วาจา ใจ อันเป็นอกุศลว่านำไปสู่นรกอย่างแน่นอน ดุจดวงแก้วที่เหวี่ยงขึ้นไปแล้วตกลงมาตั้งอยู่ได้อย่างมั่นคงเสมอ ส่วนความสมบูรณ์ทางกาย วาจา ใจ อันเป็นกุศลนำไปสู่สวรรค์แน่นอนเช่นกัน จากนั้นทรงยกตัวอย่างว่าแม้เด็กหนุ่มที่เจริญเมตตาเจโตวิมุตติอย่างไพบูลย์ก็จะไม่ทำบาป และเมื่อไม่ทำบาปก็ไม่ต้องเสวยทุกข์จากบาปนั้น การเจริญเมตตา (และเช่นเดียวกันคืออุเบกขา) เจโตวิมุตติจน
  99. หน้า ๓๒๓–๓๒๔ พราหมณ์ทูลถามเหตุแห่งทุคติและสุคติ พราหมณ์ผู้หนึ่งทูลถามพระพุทธเจ้าว่าอะไรเป็นเหตุปัจจัยให้สัตว์บางพวกไปเกิดในอบายทุคติวินิบาตนรก และอะไรเป็นเหตุให้บางพวกไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ พระพุทธเจ้าตรัสตอบสั้นๆ ว่า เพราะความประพฤติไม่เป็นธรรมและความประพฤติไม่สม่ำเสมอ (อธรรมจริยาวิสมจริยา) จึงไปทุคติ และเพราะความประพฤติเป็นธรรมและความประพฤติสม่ำเสมอ (ธรรมจริยาสมจริยา) จึงไปสุคติ เมื่อพราหมณ์ทูลขอให้ขยายความ พระองค์จึงทรงอธิบายทั้งสองฝ่ายผ่านการกระทำทางกาย ๓ ทางวาจา ๔ และทางใจ ๓ ซึ่งก็คืออกุศลกรรมบถสิบและกุศลกรรมบถสิบตามสูตรเดิม เนื้อหาต่อเน
  100. หน้า ๓๒๕–๓๒๙ จากสิบถึงสามสิบธรรม การชักชวนและยินดีในกรรมชั่ว-กรรมดี พราหมณ์ในตอนก่อนหน้าประกาศตนเป็นอุบาสก จบวรรคที่ ๑ (ปฐมวรรค) แล้วเปิดวรรคที่ ๒ (ทุติยวรรค) ด้วยการย้ำหลักเดิมสั้นๆ ว่าบุคคลผู้ประกอบด้วยอกุศลกรรมบถสิบถูกนำไปทิ้งในนรก ผู้ประกอบด้วยกุศลกรรมบถสิบถูกนำไปวางในสวรรค์ จากนั้นพระพุทธเจ้าทรงขยายหลักการให้ซับซ้อนขึ้นเป็นขั้น คือ ผู้ประกอบด้วยธรรม ๒๐ ประการ ได้แก่ ทำอกุศลกรรมบถสิบด้วยตนเอง และยังชักชวนผู้อื่นให้ทำตามอีกสิบ ย่อมไปสู่นรก (ฝ่ายกุศลคู่ขนานนำไปสวรรค์) ต่อมาทรงแสดงธรรม ๓๐ ประการ คือเพิ่มการ "ยินดีพอใจ" ในกรรมนั้นๆ เข้าไปอีกสิบเป็นองค์ประกอบที่ส
  101. หน้า ๓๓๐ ธรรมสี่สิบประการ: ทำเอง ชักชวน ยินดี และยกย่องกรรมชั่ว (ยังไม่จบ) พระพุทธเจ้าทรงขยายหลักการต่อไปอีกขั้นเป็นธรรม ๔๐ ประการ โดยเพิ่มองค์ประกอบที่สี่เข้าไปจากชุดสามสิบเดิม คือนอกจากทำเองด้วยตนเอง ชักชวนผู้อื่นให้ทำ และยินดีพอใจในอกุศลกรรมบถแต่ละข้อแล้ว ยังต้อง "กล่าวสรรเสริญ" การกระทำนั้นด้วย เช่น กล่าวสรรเสริญการฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม เป็นต้น ครบทั้งสิบกรรมบถคูณสี่องค์ประกอบเป็นสี่สิบ หน้านี้เป็นหน้าสุดท้ายของช่วงที่กำหนด ข้อความยังบรรยายไม่จบสมบูรณ์ (ขาดตอนสรุปผลว่านำไปสู่นรก) และคาดว่าจะมีเนื้อหาฝ่ายกุศลคู่ขนานตามมาในส่วนถัดไปนอกช่วงหน้านี้
  102. หน้า ๓๓๑–๓๓๒ สี่สิบธรรมนำไปสู่นรกหรือสวรรค์ (ปลายทสกนิบาต) เนื้อหาส่วนนี้เป็นตอนท้ายของทสกนิบาต ต่อเนื่องจากตอนก่อนหน้า กล่าวถึงบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔๐ ประการ ซึ่งขยายจากอกุศลกรรมบถ ๑๐ (เช่น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ฯลฯ) โดยแต่ละข้อนับเป็น ๔ แง่มุม คือ ตนเองงดเว้น ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้น พอใจที่ผู้อื่นงดเว้น และกล่าวสรรเสริญการงดเว้นนั้น ผู้ที่ทำครบ ๔๐ ด้านฝ่ายชั่วย่อมถูกนำไปตั้งไว้ในนรกเหมือนของที่ถูกนำไปวาง ส่วนผู้ทำฝ่ายดีครบย่อมไปสู่สวรรค์ในลักษณะเดียวกัน จากนั้นกล่าวถึงธรรม ๔๐ ประการอีกชุดที่ทำให้ตนเอง 'บอบช้ำ' หรือ 'ไม่บอบช้ำ' ปิ
  103. หน้า ๓๓๓–๓๓๔ ธรรม ๑๐ ประการเพื่อละราคะและกิเลสต่างๆ (จบทสกนิบาต) ช่วงนี้เป็นวรรคที่สาม เริ่มด้วยสูตรสั้นๆ ซ้ำรูปแบบเดิมว่าผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐/๒๐/๓๐/๔๐ ประการ ย่อมเข้าถึงอบายหรือสวรรค์ และเป็นคนพาลหรือบัณฑิตตามลำดับ จากนั้นเปลี่ยนไปสู่ชุดคำสอนว่าด้วยธรรม ๑๐ ประการที่ควรเจริญเพื่อรู้ยิ่ง ละ และสิ้นราคะ ได้แก่สัญญาต่างๆ เช่น อสุภสัญญา มรณสัญญา ความเห็นปฏิกูลในอาหาร ความไม่ยินดีในโลกทั้งปวง อนิจจสัญญา ทุกขสัญญา อนัตตสัญญา และสัญญาแห่งการละ คลายกำหนัด และดับ พร้อมชุดสัญญาเกี่ยวกับซากศพในป่าช้าที่ใช้พิจารณาความไม่งามของร่างกาย และชุดมรรคมีองค์แปดรวมสัมมาญาณและสัมม
  104. หน้า ๓๓๕–๓๓๖ กิมัตถิยสูตร: ลำดับผลจากศีลถึงวิมุตติญาณทัสสนะ เปิดเอกาทสกนิบาตด้วยพระอานนท์ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ศีลที่เป็นกุศลมีประโยชน์และอานิสงส์อย่างไร พระพุทธเจ้าตรัสตอบเป็นลำดับต่อเนื่องกันเหมือนลูกโซ่ว่า ศีลมีประโยชน์เพื่อความไม่ร้อนใจ ความไม่ร้อนใจนำไปสู่ความปราโมทย์ ปราโมทย์นำไปสู่ปีติ ปีตินำไปสู่ความสงบกาย ความสงบกายนำไปสู่ความสุข ความสุขนำไปสู่สมาธิ สมาธินำไปสู่ความรู้เห็นตามความเป็นจริง ความรู้เห็นตามจริงนำไปสู่ความเบื่อหน่าย ความเบื่อหน่ายนำไปสู่ความคลายกำหนัด และความคลายกำหนัดนำไปสู่ความรู้เห็นในวิมุตติ พระองค์สรุปว่าศีลที่เป็นกุศลนี้เองเป็นบั
  105. หน้า ๓๓๗–๓๔๑ เจตนากรณียสูตร: ธรรมชาติที่เกิดสืบเนื่องกันเองโดยไม่ต้องตั้งใจ พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าลำดับธรรมตั้งแต่ศีลจนถึงวิมุตติญาณทัสสนะที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ไม่จำเป็นต้องตั้งเจตนาปรารถนาให้เกิดขึ้นทีละขั้น เพราะเป็นธรรมดาอยู่แล้วว่าเมื่อมีศีลบริบูรณ์ ความไม่ร้อนใจย่อมเกิดขึ้นเองตามเหตุปัจจัย และธรรมแต่ละขั้นย่อมเกิดต่อเนื่องไปเองจนถึงที่สุด เปรียบเหมือนต้นไม้ที่กิ่งและใบสมบูรณ์ ย่อมทำให้เปลือก กระพี้ และแก่นสมบูรณ์ตามไปด้วยโดยไม่ต้องตั้งใจ ส่วนต้นไม้ที่กิ่งใบเสียหายก็ทำให้ส่วนอื่นเสียหายตามไปด้วย คำสอนนี้พระพุทธเจ้าตรัสเองก่อน แล้วพระสารีบุตรและพระอานนท์ต่างก็นำไปแสด
  106. หน้า ๓๔๒ อักโกสกสูตร: ภิกษุด่าว่าเพื่อนพรหมจรรย์ย่อมประสบเคราะห์ พระสูตรสั้นๆ นี้กล่าวว่า ภิกษุใดที่ชอบด่าว่า ข่มขู่ และกล่าวร้ายพระอริยะและเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย ย่อมไม่มีทางพ้นจากเคราะห์ร้ายอย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาเคราะห์ ๑๑ ประการ เช่น ไม่บรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เสื่อมจากธรรมที่บรรลุแล้ว ไม่ผ่องแผ้วในพระสัทธรรม ถือตัวในธรรม ไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ ต้องอาบัติที่เศร้าหมอง ลาสิกขากลับไปเป็นคฤหัสถ์ เป็นโรคร้ายแรง เป็นบ้า จิตฟุ้งซ่าน หรือตายไปด้วยความหลงแล้วไปเกิดในอบาย พระพุทธเจ้าทรงเตือนว่าการกล่าวร้ายผู้ประพฤติดีนำมาซึ่งผลร้ายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
  107. หน้า ๓๔๓–๓๔๘ สมาธิที่ไม่มีสัญญาในสิ่งใดเลย มีนิพพานเป็นอารมณ์ พระอานนท์ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า จะมีสมาธิเช่นไรที่ภิกษุไม่มีความสำคัญมั่นหมาย (สัญญา) ในธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ในอรูปฌานทั้งสี่ ในโลกนี้และโลกหน้า ตลอดจนไม่สำคัญมั่นหมายในสิ่งที่เคยเห็น ได้ยิน รู้สึก และรู้แจ้งมาก่อน แต่ก็ยังมีความสำคัญมั่นหมายอยู่ พระพุทธเจ้าตรัสยืนยันว่าเป็นไปได้ เมื่อภิกษุมีสัญญาเพียงอย่างเดียวว่า 'นี่สงบ นี่ประณีต คือความสงบแห่งสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความคลายกำหนัด ความดับ คือนิพพาน' พระอานนท์นำคำถามเดียวกันไปสนทนากับพระสารีบุตรและได้รับคำตอบตรงกันทุกถ้อ
  108. หน้า ๓๔๙–๓๕๑ สันธสูตร: ม้าอาชาไนยกับม้าพยศ พระพุทธเจ้าตรัสสอนพระสันธะว่า การเพ่งฌานพึงเป็นแบบ 'ม้าอาชาไนย' ไม่ใช่แบบ 'ม้าพยศ' โดยทรงเปรียบภิกษุที่ยังมีจิตถูกราคะ โทสะ ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ หรือวิจิกิจฉาครอบงำ และไม่รู้ทางออกจากกิเลสเหล่านั้นตามความเป็นจริง เพ่งฌานอาศัยดิน น้ำ ไฟ ลม อรูปฌาน โลกนี้โลกหน้า หรือสิ่งที่เคยรับรู้มา ว่าเปรียบเหมือนม้าพยศที่ถูกผูกไว้กับรางแล้วเอาแต่จ้องกินหญ้าโดยไม่คิดถึงสิ่งอื่น ส่วนภิกษุผู้เป็น 'บุรุษอาชาไนย' แท้จริง จะเพ่งฌานโดยไม่อาศัยสิ่งเหล่านั้นเลย เพราะความสำคัญมั่นหมายในดิน น้ำ ไฟ ลม ฯลฯ ได้สิ้นไปหมด
  109. หน้า ๓๕๒–๓๕๔ ธรรมที่ทำให้ภิกษุเป็นผู้เลิศในหมู่เทวดาและมนุษย์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ คือ ศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ และปัญญาขันธ์ที่เป็นอเสขะ (ของพระอรหันต์) หรืออีกนัยหนึ่งคือปาฏิหาริย์ ๓ อย่าง (อิทธิ อาเทสนา อนุสาสนี) หรือสัมมาทิฏฐิ สัมมาญาณ สัมมาวิมุตติ ย่อมเป็นผู้ถึงที่สุดโดยส่วนเดียว เกษมจากโยคะโดยส่วนเดียว ประพฤติพรหมจรรย์โดยส่วนเดียว เป็นผู้เลิศในหมู่เทวดาและมนุษย์ นอกจากนี้ธรรม ๒ ประการคือวิชชาและจรณะก็ทำให้ถึงความเป็นเลิศเช่นกัน พระองค์ทรงยกคาถาที่ท้าวสนังกุมารพรหมกล่าวไว้ว่า กษัตริย์ประเสริฐสุดในหมู่ชนที่ถือโคตร แต่ผู้ถึงพร้อม
  110. หน้า ๓๕๕–๓๕๙ มหานามสูตรที่ ๑: อนุสสติ ๖ ประการ เจ้ามหานามศากยะทรงทราบว่าภิกษุจำนวนมากกำลังทำจีวรถวายพระพุทธเจ้าเนื่องจากพระองค์จะเสด็จจาริกหลังออกพรรษา จึงเข้าเฝ้าทูลถามว่าชาวศากยะผู้อยู่ต่างที่ต่างทางควรตั้งอยู่ในธรรมอะไร พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้ตั้งอยู่ในศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญาเป็นพื้นฐาน แล้วเจริญอนุสสติ ๖ ประการเพิ่มเติม คือ ระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรม พระสงฆ์ ศีลของตน จาคะ (การให้) ของตน และคุณธรรมของเทวดาเทียบกับคุณธรรมที่ตนมี แต่ละอนุสสติเมื่อระลึกอยู่ จิตจะปลอดจากราคะ โทสะ โมหะ เกิดความรู้แจ้งอรรถและธรรม เกิดปราโมทย์ ปีติ กายสงบ
  111. หน้า ๓๖๐–๓๖๑ มหานามสูตรที่ ๒: ระลึกพระพุทธเจ้าและเทวดาได้ทุกอิริยาบถ เจ้ามหานามเพิ่งหายป่วย และทรงทราบข่าวว่าพระพุทธเจ้าจะเสด็จจาริกหลังจีวรเสร็จเช่นเดิม จึงเข้าเฝ้าทูลถามคำถามเดียวกับครั้งก่อน พระพุทธเจ้าตรัสสอนเรื่องอนุสสติชุดเดียวกัน (พุทธานุสสติและเทวตานุสสติเป็นตัวอย่างที่แสดงละเอียด ส่วนที่เหลือย่อไว้) แต่ในพระสูตรนี้ทรงเน้นย้ำเป็นพิเศษว่าอนุสสติเหล่านี้สามารถเจริญได้ในทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะเดิน ยืน นั่ง นอน กำลังทำการงาน หรือแม้อยู่ในที่นอนท่ามกลางบุตรหลานคับแคบ แสดงให้เห็นว่าการระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยและคุณธรรมของตนเป็นสิ่งที่ทำได้ทุกขณะในชีวิตประจำวัน ไม่จำ
  112. หน้า ๓๖๒–๓๖๔ นันทิยสูตร: การตั้งสติภายในด้วยธรรม ๑๑ ประการ เจ้านันทิยะศากยะทูลถามคำถามทำนองเดียวกับมหานาม พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ตั้งอยู่ในธรรม ๖ ประการเป็นพื้นฐาน (ศรัทธา ศีล ความเพียร สติ สมาธิ ปัญญา) แล้วตั้งสติระลึกถึงธรรม ๕ ประการเพิ่ม คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม กัลยาณมิตร จาคะของตน และเทวดาผู้ล่วงพ้นความเป็นเทวดาที่ยังบริโภคกวฬิงการาหารแล้วไม่เห็นกิจที่ต้องทำอีก เปรียบเหมือนภิกษุผู้ยังไม่หลุดพ้นแต่ไม่เห็นกิจที่ต้องทำเพิ่มเติม พระองค์ตรัสว่าอริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๑ ประการนี้ย่อมละอกุศลธรรมได้โดยไม่ยึดถือกลับคืนมาอีก เปรียบเหมือนหม้อที่คว่ำแล้วน้ำที่ค
  113. หน้า ๓๖๕–๓๖๙ สุภูติสูตร: รอยเท้าแห่งศรัทธาของภิกษุ พระสุภูติพาภิกษุรูปหนึ่งที่เป็นบุตรของอุบาสกผู้มีศรัทธาและออกบวชด้วยศรัทธา เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า และทูลขอให้พระองค์ตรัสแสดง 'รอยเท้าแห่งศรัทธา' (สัทธาปทาน) เพื่อตรวจสอบว่าภิกษุรูปนี้เข้าข่ายหรือไม่ พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงลักษณะ ๑๑ ประการที่บ่งบอกว่าเป็นผู้ศรัทธาแท้จริง ได้แก่ มีศีล เป็นพหูสูต มีกัลยาณมิตร ว่าง่ายรับฟังคำแนะนำ ขยันช่วยเหลือกิจของเพื่อนพรหมจารี รักใคร่ในธรรม มีความเพียร ได้ฌานทั้งสี่โดยง่าย ระลึกชาติก่อนได้ มีทิพยจักษุเห็นการจุติและอุบัติของสัตว์ตามกรรม และสิ้นอาสวะบรรลุวิมุตติ เมื่อพ
  114. หน้า ๓๗๐ เมตตาสูตร: อานิสงส์ ๑๑ ประการของเมตตา พระสูตรสั้นกระชับนี้แสดงอานิสงส์ ๑๑ ประการของผู้เจริญเมตตาเจโตวิมุตติอย่างสม่ำเสมอ ได้แก่ หลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข ไม่ฝันร้าย เป็นที่รักของมนุษย์ เป็นที่รักของอมนุษย์ เทวดาคุ้มครอง ไฟ ยาพิษ และศัสตราวุธไม่กล้ำกรายตัว จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิได้เร็ว ผิวพรรณผ่องใส ตายไปอย่างไม่หลงสติ และหากยังไม่บรรลุคุณธรรมที่สูงขึ้นไปก็ยังไปเกิดในพรหมโลกได้ พระสูตรนี้แสดงให้เห็นว่าเมตตาไม่เพียงเป็นคุณธรรมทางจิตใจ แต่ยังส่งผลดีในทางปฏิบัติต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้เจริญด้วย
  115. หน้า ๓๗๑–๓๗๖ ทสมสูตร: ประตูสู่อมตะ ๑๑ บาน ทสมคหบดีชาวอัฏฐกนครเดินทางมาหาพระอานนท์ที่หมู่บ้านเวฬุวคามใกล้เวสาลี และทูลถามว่ามีธรรมข้อเดียวหรือไม่ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ซึ่งเมื่อภิกษุผู้ไม่ประมาทเพียรปฏิบัติแล้ว จิตที่ยังไม่หลุดพ้นย่อมหลุดพ้น อาสวะที่ยังไม่สิ้นย่อมสิ้นไป พระอานนท์ตอบว่ามีถึง ๑๑ ทาง คือ ฌานทั้งสี่ พรหมวิหารทั้งสี่ (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) และอรูปสมาบัติสองอย่าง โดยเมื่อภิกษุเข้าถึงสภาวะแต่ละอย่างแล้วพิจารณาเห็นว่าเป็นสิ่งปรุงแต่งไม่เที่ยง ย่อมสามารถบรรลุความสิ้นอาสวะได้ในทันที หรือหากยังไม่สิ้นก็จะเกิดเป็นโอปปาติกะในภพท
  116. หน้า ๓๗๗–๓๘๓ โคปาลกสูตร: คุณสมบัติคนเลี้ยงโคเทียบกับภิกษุ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบคนเลี้ยงโคที่ไร้ความสามารถ ๑๑ ประการ เช่น ไม่รู้จักรูปโค ไม่ฉลาดในลักษณะ ไม่กำจัดไข่แมลงวันจากแผล ไม่พันแผล ไม่รมควันไล่แมลง ไม่รู้ท่าน้ำ ไม่รู้ว่าโคดื่มน้ำแล้วหรือยัง ไม่รู้ทาง ไม่ฉลาดในที่หากิน รีดนมจนไม่เหลือให้ลูกโค และไม่ให้เกียรติพิเศษแก่โคจ่าฝูง ว่าไม่อาจเลี้ยงฝูงโคให้เจริญได้ฉันใด ภิกษุที่ขาดธรรม ๑๑ ประการอันเทียบเคียงกัน เช่น ไม่รู้จักรูป ไม่ฉลาดในลักษณะกรรมของคนพาลบัณฑิต ไม่กำจัดวิตกกามฉันท์-พยาบาท-เบียดเบียน ไม่สำรวมอินทรีย์หกทวาร ไม่แสดงธรรมแก่ผู้อื่น ไม่ไต่ถ
  117. หน้า ๓๘๔–๓๘๕ หมู่ภิกษุทูลถามเรื่องสมาธิไร้สัญญาซ้ำอีกครั้ง ในตอนท้ายของช่วงนี้ ภิกษุจำนวนมากพากันเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและทูลถามคำถามเดียวกับที่พระอานนท์เคยทูลถามไว้ก่อนหน้านี้ในหมวดนี้ คือจะมีสมาธิเช่นไรที่ภิกษุไม่มีความสำคัญมั่นหมายในธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม อรูปฌานทั้งสี่ โลกนี้และโลกหน้า และสิ่งที่เคยเห็นได้ยินรู้สึกรู้แจ้งมาก่อน แต่ยังคงมีความสำคัญมั่นหมายอยู่ พระพุทธเจ้าทรงยืนยันอีกครั้งว่าเป็นไปได้ เมื่อภิกษุมีสัญญาเพียงอย่างเดียวคือความสงบแห่งสังขารทั้งปวงอันเป็นนิพพาน เนื้อหาส่วนนี้ยังไม่จบสมบูรณ์ในหน้า ๓๘๕ และดำเนินเรื่องต่อไปยังส่วนถัดไปของเอกาทสกนิบาต
  118. หน้า ๓๘๖–๓๘๗ สัญญาสูตร (ตอนจบ) — สมาธิที่ไม่มีสัญญาในสิ่งใด นอกจากนิพพาน ส่วนนี้เป็นตอนจบของพระสูตรที่เริ่มต้นก่อนหน้าหน้า ๓๘๖ ว่าด้วยสมาธิพิเศษที่ภิกษุไม่มีสัญญาในดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่มีสัญญาในอรูปฌานทั้งสี่ (อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ) ไม่มีสัญญาในโลกนี้โลกหน้า และไม่มีสัญญาแม้ในสิ่งที่เห็น ได้ยิน รู้สึก รู้แจ้ง แสวงหา หรือใคร่ครวญด้วยใจ แต่กระนั้นก็ยังมีสัญญาอยู่บางอย่าง พระพุทธเจ้าทรงเฉลยว่าสิ่งที่ภิกษุนั้นยังมีสัญญาอยู่คือความรู้สึกว่า "นี่สงบ นี่ประณีต" ได้แก่ความสงบแห่งสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความคล
  119. หน้า ๓๘๗–๓๙๐ พระสารีบุตรอธิบายสมาธิเดียวกันแก่ภิกษุ และโคลงจบวรรคที่ ๒ ภิกษุกลุ่มหนึ่งซึ่งยังไม่เข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่องสมาธิที่ไม่มีสัญญาในสิ่งใดข้างต้น จึงเข้าไปหาพระสารีบุตรและถามคำถามเดียวกัน ท่านตอบอธิบายด้วยถ้อยคำเดียวกันทุกประการว่าสัญญาที่ยังเหลืออยู่คือการรับรู้พระนิพพานว่าสงบและประณีต จากนั้นในอีกเหตุการณ์หนึ่งที่คล้ายกัน พระสารีบุตรเองเป็นฝ่ายตั้งคำถามนี้แก่ภิกษุทั้งหลายก่อน ภิกษุเหล่านั้นตอบว่าพวกตนเดินทางมาไกลก็เพื่อจะฟังคำอธิบายจากท่านโดยเฉพาะ ท่านจึงอธิบายซ้ำอีกครั้งด้วยเนื้อความเดิม แสดงให้เห็นว่าความเข้าใจธรรมของพระสารีบุตรสอดคล้องกับพระพุทธ
  120. หน้า ๓๙๑–๓๙๒ โคปาลกสูตร — คุณสมบัติคนเลี้ยงโคเปรียบกับภิกษุผู้เจริญอนุปัสสนา พระพุทธเจ้าทรงแสดงองค์ประกอบ ๑๑ ประการที่ทำให้คนเลี้ยงโคไม่สามารถเลี้ยงและขยายฝูงโคให้เจริญได้ เช่น ไม่รู้จักรูปพรรณของโค ไม่ฉลาดในลักษณะ ไม่ปัดตัวเหลือบ ไม่ปิดแผล ไม่รมควันไล่แมลง ไม่รู้ท่าน้ำ ไม่รู้ว่าโคใดกินน้ำแล้ว ไม่รู้ทาง ไม่ฉลาดในที่หากิน รีดนมจนไม่เหลือให้ลูกโค และไม่ให้ความเคารพพิเศษแก่โคจ่าฝูง แล้วทรงเปรียบเทียบว่าภิกษุที่ขาดคุณสมบัติ ๑๑ อย่างทำนองเดียวกันก็ไม่สามารถเจริญอนุปัสสนาความไม่เที่ยง ความทุกข์ ความไม่ใช่ตัวตน ความเสื่อมและความดับ ในอายตนะทั้งหก อารมณ์ วิญญาณ ผัสสะ เวทนา สัญญา
  121. หน้า ๓๙๒–๓๙๓ ธรรม ๑๑ ประการเพื่อรู้ยิ่งราคะและกิเลสอื่น ๆ — จบเอกาทสกนิบาตและอังคุตตรนิกาย พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าเพื่อรู้ยิ่ง กำหนดรู้ ทำให้สิ้นไปโดยรอบ ละ สิ้นไป เสื่อมไป คลายกำหนัด ดับ สละ และสลัดคืนซึ่งราคะ ภิกษุพึงเจริญธรรม ๑๑ ประการ คือ ฌานที่หนึ่งถึงที่สี่ เจโตวิมุตติอันประกอบด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา และอรูปฌานสามคือ อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ จากนั้นทรงแสดงต่อว่าธรรม ๑๑ ประการชุดเดียวกันนี้พึงเจริญเพื่อละกิเลสอื่นอีกมากมาย ได้แก่ โทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปฬาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาเถยยะ ถัมภะ สารัมภะ มานะ มทะ และปมาทะ แสดงว่าการเจริญฌานและพรหมวิหารเ