ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ-เถรคาถา-เถรีคาถา
บาลีโรมัน (มหาสังคีติ) · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๒๖ · ๕๐๗ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๒๔๖ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๒ ปฐมและทุติยปีฐวิมาน (บัลลังก์ทอง-บัลลังก์แก้วไพฑูรย์) พระโมคคัลลานะเสด็จไปเทวโลกแล้วทูลถามเทพธิดาสององค์ผู้ทรงมีวิมานอันงดงาม (องค์หนึ่งมีบัลลังก์ทองคำ อีกองค์มีบัลลังก์แก้วไพฑูรย์) ว่าทำบุญอะไรมาจึงได้รับผลเช่นนี้ ทั้งสองนางตอบตรงกันว่า เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ได้จัดที่นั่งต้อนรับแขกผู้มาเยือน กราบไหว้ด้วยความเคารพ และให้ทานตามกำลังทรัพย์ของตน ด้วยผลบุญแห่งการต้อนรับแขกและให้ทานนี้ ทำให้ได้เกิดเป็นเทพธิดาผู้มีรัศมีกายสว่างไสวและมีโภคสมบัติมากมาย เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าแม้เพียงมารยาทการต้อนรับแขกด้วยใจเลื่อมใสก็เป็นบุญที่ให้ผลเป็นสวรรค์ได้
- หน้า ๓–๕ ตติยและจตุตถปีฐวิมาน (การถวายบัลลังก์แด่พระภิกษุ) เทพธิดาสององค์ (มีบัลลังก์ทองและบัลลังก์แก้วไพฑูรย์) เล่าแก่พระโมคคัลลานะว่า เมื่อเป็นมนุษย์ได้เห็นภิกษุผู้ปราศจากธุลีมีจิตผ่องใสไม่ขุ่นมัว จึงได้ถวายบัลลังก์ (ที่นั่ง) แด่ท่านด้วยมือของตนเองด้วยจิตเลื่อมใส แม้จะเป็นบุญเพียงเล็กน้อยแต่ก็ให้ผลเป็นวิมานอันโอฬารเมื่อมาเกิดเป็นเทพธิดา เรื่องนี้เน้นย้ำว่าการถวายของแด่ผู้ทรงศีลบริสุทธิ์แม้เพียงเล็กน้อยก็มีอานิสงส์มาก
- หน้า ๖ กุญชรวิมาน (ช้างทรงอันมโหฬาร) พระโมคคัลลานะเห็นเทพธิดาทรงช้างเผือกประดับด้วยดอกบัวและเครื่องอลังการ แวดล้อมด้วยหมู่นางฟ้า จึงถามว่าเป็นผลแห่งทาน ศีล หรือการกราบไหว้ เทพธิดาตอบว่าเมื่อครั้งเป็นมนุษย์ได้เห็นภิกษุผู้มีคุณธรรมกำลังเข้าฌาน จึงถวายอาสนะที่ปูลาดด้วยผ้าและโปรยดอกบัวรอบอาสนะนั้นด้วยมือของตนด้วยความเลื่อมใส ผลแห่งการถวายอาสนะแก่ผู้ทรงศีลนี้เองที่ทำให้นางได้รับสักการะจากทวยเทพและได้ช้างทรงอันวิจิตรเป็นพาหนะในสวรรค์
- หน้า ๗–๑๒ นาวาวิมาน ๓ เรื่อง (การถวายน้ำแก่ผู้กระหาย) เทพธิดาสามองค์ผู้ประทับในวิมานรูปเรือทองอร่ามท่ามกลางปราสาทที่จัดสรรเป็นระเบียบสี่ทิศ เล่าว่าเมื่อเป็นมนุษย์ได้เห็นภิกษุที่กระหายน้ำและเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง จึงลุกขึ้นตักน้ำถวายด้วยความเลื่อมใส กลอนบรรยายว่าผลบุญนี้ทำให้เกิดแม่น้ำเย็นสดชื่นเต็มไปด้วยดอกบัวรายรอบวิมานของนาง เรื่องที่สาม (เรื่องที่ ๘) พิเศษกว่าเรื่องอื่นตรงที่ผู้รับน้ำคือพระพุทธเจ้าเองที่ทรงลุกขึ้นดื่มน้ำที่นางถวาย แสดงว่าแม้แต่การถวายน้ำแก่พระสงฆ์หรือพระพุทธองค์ในยามกระหายก็เป็นทานที่มีอานิสงส์ใหญ่หลวง
- หน้า ๑๓ ปทีปวิมาน (การถวายประทีป) เทพธิดาผู้มีรัศมีกายสว่างไสวดุจดวงดาวตอบคำถามพระโมคคัลลานะว่า เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ในยามค่ำคืนที่มืดมิด นางได้จุดประทีปถวายเป็นแสงสว่าง ด้วยผลแห่งการให้แสงสว่างแก่ผู้อื่นในความมืดนี้เอง ทำให้นางเกิดเป็นเทพธิดาผู้มีรัศมีกายเจิดจ้าและมีวิมานที่งามผ่องใสดุจไฟลุกโชติช่วง เรื่องนี้สื่อถึงหลักที่ว่าผลของทานย่อมสอดคล้องกับลักษณะของสิ่งที่ให้
- หน้า ๑๔ ติลทักขิณาวิมาน (ทานงาที่ให้โดยไม่เต็มใจนัก) เทพธิดาเล่าว่าเมื่อเป็นมนุษย์ได้พบพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี จึงถวายเมล็ดงาเป็นทักษิณาแม้จะให้ไปอย่างไม่เต็มใจนัก (อกามา) เพราะผู้รับคือพระพุทธเจ้าผู้เป็นทักขิไณยบุคคลอันเลิศ ผลบุญจึงยิ่งใหญ่เกินกว่าทานเล็กน้อยนั้นมาก เรื่องนี้สอนว่าคุณค่าของทานขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ของผู้รับเป็นสำคัญ แม้ผู้ให้จะยังไม่เต็มใจเต็มร้อยก็ตาม
- หน้า ๑๕–๑๖ ปติพรตาวิมาน (สตรีผู้จงรักภักดีต่อสามี) เทพธิดาเล่าว่าเมื่อเป็นมนุษย์นางเป็นภรรยาที่ซื่อสัตย์ต่อสามีเพียงผู้เดียว ดูแลลูกดุจมารดา ไม่กล่าววาจาหยาบแม้ยามโกรธ ตั้งมั่นในสัจจะละเว้นมุสาวาท ยินดีในการให้ทานและแบ่งปันสิ่งของแก่ผู้อื่นด้วยจิตเลื่อมใส ด้วยคุณธรรมความประพฤติดีต่อสามีและครอบครัวประกอบกับทานที่ให้นี้เอง ทำให้นางได้เสวยผลบุญเป็นเทพธิดาผู้มีวรรณะและยศศักดิ์ เรื่องนี้ยกย่องคุณธรรมของภรรยาที่ดีว่าเป็นเหตุแห่งสุคติ
- หน้า ๑๗ ทุติยปติพรตาวิมาน (อุบาสิกาผู้รักษาศีลห้า) เทพธิดาอีกองค์เล่าคล้ายกันว่าเมื่อเป็นมนุษย์เป็นอุบาสิกาของพระพุทธเจ้า งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ดื่มสุรา และพูดเท็จ พึงพอใจในสามีของตนเอง อีกทั้งยังให้ข้าวปลาอาหารด้วยจิตเลื่อมใสเป็นประจำ ผลแห่งการรักษาศีลห้าอย่างเคร่งครัดควบคู่กับการให้ทานนี้ ทำให้นางได้เกิดเป็นเทพธิดาผู้มีรัศมีกายสว่างไสว เรื่องนี้ตอกย้ำว่าศีลและทานเป็นเหตุแห่งสวรรค์ควบคู่กัน
- หน้า ๑๘–๑๙ สุณิสาวิมาน ๒ เรื่อง (ลูกสะใภ้ถวายขนมแก่พระภิกษุ) เทพธิดาสององค์เล่าว่าเมื่อเป็นมนุษย์เป็นลูกสะใภ้ในบ้านพ่อผัวแม่ผัว ได้เห็นภิกษุผู้ปราศจากธุลีมีจิตผ่องใสมาบิณฑบาต จึงถวายขนม (ปูวะ) หรือข้าวสุก (กุมมาส) ส่วนของตนเองแก่ท่านด้วยความเลื่อมใส บางนางถึงกับแบ่งครึ่งหนึ่งของส่วนที่ตนมีถวายไป แม้เป็นเพียงอาหารเล็กน้อยที่แบ่งจากส่วนของตนเอง แต่เพราะให้ด้วยจิตใสสะอาด จึงส่งผลให้ได้เกิดในสวนนันทวันของเทวโลกอย่างมีความสุข
- หน้า ๒๐–๒๑ อุตตราวิมาน ตอนที่ ๑ (คุณธรรมของอุบาสิกาผู้ได้โสดาปัตติผล) เทพธิดาเล่าคุณธรรมของตนอย่างละเอียดว่า เมื่อเป็นมนุษย์ปราศจากความริษยา ความตระหนี่ และมานะ ไม่โกรธ เชื่อฟังสามี รักษาอุโบสถศีลในวันสำคัญของแต่ละเดือนอย่างสม่ำเสมอ งดเว้นจากปาณาติบาต มุสาวาท อทินนาทาน การประพฤติผิดในกาม และการดื่มสุรา เป็นอุบาสิกาของพระโคดมพุทธเจ้าผู้เข้าใจอริยสัจ ด้วยศีลและยศนี้เองทำให้นางมีความสุขปราศจากโรคภัย เรื่องนี้เป็นการบรรยายวิถีชีวิตอุบาสิกาในอุดมคติก่อนจะเผยชื่อและเรื่องราวโดยละเอียดในตอนต่อไป
- หน้า ๒๒–๒๔ สิริมาวิมาน (นางสิริมาแห่งราชคฤห์บรรลุโสดาบัน) เรื่องราวของเทพธิดาผู้เสด็จมาด้วยรถทรงอันงามสง่าล้อมรอบด้วยม้าที่ประดับประดา ถูกถามว่าทำความดีอะไรมาจึงมีฤทธิ์และรัศมีเช่นนี้ นางตอบว่าแต่ก่อนเป็นนางสิริมา นักฟ้อนรำผู้ชำนาญของราชาแห่งกรุงราชคฤห์ ได้ฟังพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเรื่องทุกข์ สมุทัย และมรรค จนบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันตั้งมั่นในศีลอย่างบริบูรณ์ นางเสด็จมาเพื่อกราบถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้เป็นพระบรมศาสดาด้วยความปีติ เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าแม้ผู้มีอาชีพนักฟ้อนรำก็สามารถบรรลุธรรมได้ด้วยการฟังธรรมด้วยใจที่เปิดกว้าง
- หน้า ๒๕ เปสการิยวิมาน (หญิงช่างทอผ้าแห่งพาราณสี) เทพเจ้าผู้เป็นเจ้าของวิมานเดิมถามเทพธิดาผู้มาสถิตในวิมานของตนว่ามาจากไหนและทำบุญอะไรมา นางตอบว่าเมื่อเป็นมนุษย์เคยเป็นช่างทอผ้าที่กรุงพาราณสี มีจิตเลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์อย่างแน่วแน่ไม่หวั่นไหว รักษาศีลอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง จนบรรลุธรรมบางระดับ ด้วยความเลื่อมใสมั่นคงในพระรัตนตรัยนี้เอง ทำให้นางได้เกิดในวิมานอันรุ่งเรืองท่ามกลางหมู่นางฟ้าเป็นบริวาร ปิดท้ายวรรคที่หนึ่งว่าด้วยวิมานของสตรี ๑๗ เรื่อง
- หน้า ๒๖–๒๗ ทาสีวิมาน (นางทาสีผู้เพียรปฏิบัติธรรม, ต้นวรรคจิตตลดา) เปิดฉากวรรคที่สองด้วยภาพท้าวสักกะเทวราชเสด็จเที่ยวเล่นในสวนจิตตลดาพร้อมหมู่นางฟ้า พระโมคคัลลานะถามเทพธิดาองค์หนึ่งในกลุ่มนั้นถึงบุญที่ทำมา นางตอบว่าเมื่อเป็นมนุษย์เคยเป็นนางทาสีรับใช้ในตระกูลหนึ่ง แต่เป็นอุบาสิกาของพระโคดมพุทธเจ้าผู้มีความเพียรพยายามปฏิบัติตามคำสอนอย่างจริงจังแม้ร่างกายจะแตกดับก็ไม่ย่อท้อ ด้วยความเพียรและศรัทธานี้ นางจึงได้เกิดเป็นเทพธิดาผู้เป็นหัวหน้าแห่งหมู่นางฟ้าที่คอยปลุกเร้าให้รื่นเริงในสวนนันทวัน เรื่องนี้ชี้ว่าฐานะทางสังคมเช่นความเป็นทาสีไม่ใช่อุปสรรคต่อการเข้าถึงสวรรค์ ห
- หน้า ๒๘–๒๙ ลขุมาวิมาน (นางลขุมาผู้ถวายภัตตาหารและรักษาอุโบสถ) เทพธิดาชื่อลขุมาเล่าว่าเมื่อเป็นมนุษย์ที่บ้านใกล้ประตูชาวประมง ได้ถวายข้าวสุก ข้าวตัง แกง และน้ำผักดองแก่พระสาวกผู้เดินทางผ่านมาด้วยจิตเลื่อมใส พร้อมทั้งรักษาอุโบสถศีลในวันสำคัญและศีลห้าอย่างเคร่งครัด ด้วยทานและศีลนี้ทำให้นางเป็นอุบาสิกาที่พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่าได้บรรลุสกทาคามิผล ตอนท้ายเรื่องมีการฝากความกราบไหว้ถึงพระพุทธเจ้าผ่านพระโมคคัลลานะ แสดงถึงความผูกพันลึกซึ้งระหว่างอุบาสิกากับพระศาสดา
- หน้า ๓๐ อาจามทายิกาวิมาน ตอนต้น (หญิงยากไร้ถวายน้ำข้าว) เรื่องเล่าถึงหญิงยากจนขัดสนคนหนึ่งที่อาศัยพักพิงในบ้านผู้อื่น ได้ถวายน้ำข้าว (อาจามะ) แก่พระผู้เป็นเจ้าขณะที่ท่านยืนบิณฑบาตอย่างสงบนิ่งด้วยจิตเลื่อมใสจากมือของตนเอง แม้เป็นของเล็กน้อยที่สุดเท่าที่หญิงยากไร้จะมีให้ แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวมหัศจรรย์แห่งอานิสงส์ทานที่จะเปิดเผยผลในหน้าถัดไป
- หน้า ๓๑ อาจามทายิกาวิมาน ตอนจบ (อานิสงส์ถวายน้ำข้าวแด่พระมหากัสสปะ) เมื่อหญิงยากไร้ผู้นั้นสิ้นชีวิตแล้ว ได้ไปเกิดเป็นเทพธิดาในหมู่เทพนิมมานรดีผู้มีฤทธิ์มาก มีความสุขยินดีในผลแห่งการถวายน้ำข้าวนั้น บทกวีสรรเสริญว่าทานที่ให้แด่พระกัสสปะ (พระมหากัสสปเถระ) แม้เพียงน้ำข้าวเล็กน้อยก็มีค่ามากกว่าทรัพย์สมบัติมหาศาล เช่นช้างม้ารถทองคำนับร้อยหรือแม้แต่ตำแหน่งมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ เรื่องนี้เน้นย้ำหลักที่ว่าอานิสงส์ของทานขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ของผู้รับมากกว่าปริมาณของที่ให้
- หน้า ๓๒ จัณฑาลีวิมาน (หญิงจัณฑาลผู้ไหว้พระพุทธเจ้าแล้วถูกโคขวิดตาย) ฤๅษีผู้เป็นพระอรหันต์ได้ขอร้องหญิงจัณฑาล (วรรณะต่ำ) ให้กราบไหว้พระบาทพระโคดมพุทธเจ้าด้วยความอนุเคราะห์ นางได้กราบไหว้ตามคำแนะนำด้วยจิตเลื่อมใส แต่ทันใดนั้นก็ถูกแม่โคขวิดจนถึงแก่ความตายขณะที่ยังประนมมืออยู่ ด้วยจิตที่เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าเป็นวาระสุดท้ายก่อนตาย นางจึงได้ไปเกิดเป็นเทพธิดาผู้มีหมู่นางฟ้านับพันแวดล้อม เรื่องนี้เป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงว่าวรรณะกำเนิดไม่ใช่อุปสรรคต่อการเข้าถึงสวรรค์ หากมีจิตเลื่อมใสในพระรัตนตรัยอย่างแท้จริง
- หน้า ๓๓–๓๔ ภัททิตถิกาวิมาน (อุบาสิกาแห่งกิมิลาผู้ถวายจตุปัจจัย) เทพธิดาผู้ประดับด้วยพวงมาลัยดอกมณฑารพหลากสี เล่าว่าเมื่อเป็นมนุษย์ชื่อภัททิตถิกา เป็นอุบาสิกาที่กิมิลา สมบูรณ์ด้วยศรัทธาและศีล ยินดีในการแบ่งปันเสมอ ถวายผ้านุ่งห่ม อาหาร ที่พัก และประทีปแก่ผู้ประพฤติซื่อตรงด้วยจิตเลื่อมใส ทั้งยังรักษาอุโบสถศีลในวันสำคัญและถวายภัตตาหารแก่คู่พระภิกษุผู้มีตบะ ด้วยบุญทั้งหลายเหล่านี้เมื่อสิ้นชีวิตแล้ว นางจึงมีรัศมีกายเปล่งปลั่งเที่ยวไปในสวนนันทวันอย่างมีความสุข
- หน้า ๓๕ โสณทินนาวิมาน (อุบาสิกาแห่งนาลันทา) เทพธิดาชื่อโสณทินนาเล่าเรื่องราวคล้ายกับภัททิตถิกาว่า เมื่อเป็นมนุษย์เป็นอุบาสิกาที่นาลันทา สมบูรณ์ด้วยศรัทธาและศีล ยินดีในการแบ่งปัน ถวายผ้า อาหาร ที่พัก และประทีปแก่ผู้ประพฤติซื่อตรงเป็นประจำ รักษาอุโบสถศีลในวันสำคัญของเดือนและศีลห้าอย่างเคร่งครัด เป็นอุบาสิกาของพระโคดมพุทธเจ้าผู้เข้าใจอริยสัจ ด้วยบุญเหล่านี้จึงได้เกิดเป็นเทพธิดาผู้มีรัศมีกายสว่างไสว
- หน้า ๓๖ อุโปสถวิมาน (อุบาสิกาผู้ยังไม่สมบูรณ์แต่ได้รับพยากรณ์เป็นโสดาบัน) เทพธิดาชื่ออุโปสถา เล่าว่าเมื่อเป็นมนุษย์ได้ยินเรื่องความสุขในสวนนันทวันแล้วเกิดความอยากได้ จึงตั้งจิตปรารถนาไปเกิดที่นั่น แต่กลับไม่ได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระศาสดาอย่างสมบูรณ์ จึงเสียใจภายหลังที่ตั้งจิตในสิ่งเลว เมื่อถูกถามว่าจะอยู่ในวิมานนี้นานเท่าใด นางตอบว่าหกหมื่นปีก่อนจะจุติไปเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง แต่มีเสียงปลอบว่านางไม่ต้องกลัวเพราะพระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์แล้วว่านางเป็นพระโสดาบัน จะไม่ตกไปสู่ทุคติอีก เรื่องนี้ให้ความหวังว่าแม้การปฏิบัติจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ศรัทธาที่ตั้งมั่นในพระรัตนตรัยก็ทำให้พ
- หน้า ๓๗ สุนิททาวิมาน (อุบาสิกาแห่งราชคฤห์) เทพธิดาชื่อสุนิททาเล่าเรื่องราวตามสูตรเดียวกับอุบาสิกาองค์ก่อนหน้าว่า เมื่อเป็นมนุษย์ที่ราชคฤห์ สมบูรณ์ด้วยศรัทธาและศีล ถวายผ้า อาหาร ที่พัก และประทีปแก่ผู้ซื่อตรงด้วยจิตเลื่อมใส รักษาอุโบสถศีลและศีลห้าอย่างเคร่งครัด เป็นอุบาสิกาของพระโคดมพุทธเจ้า ด้วยบุญเหล่านี้ทำให้ได้เกิดเป็นเทพธิดาผู้มีรัศมีกายสว่างไสว
- หน้า ๓๘–๓๙ สุทินนาวิมานและภิกขาทายิกาวิมาน ๒ เรื่อง เทพธิดาชื่อสุทินนาแห่งราชคฤห์เล่าบุญตามสูตรเดียวกับอุบาสิกาองค์ก่อนๆ คือถวายผ้า อาหาร ที่พัก ประทีป และรักษาศีลอุโบสถอย่างเคร่งครัด ต่อจากนั้นมีเทพธิดาอีกสององค์เล่าสั้นๆ ว่าเมื่อเป็นมนุษย์ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี จึงถวายภิกษาหารด้วยมือของตนเองด้วยจิตเลื่อมใส แม้เป็นเรื่องสั้นและซ้ำรูปแบบกัน แต่ทั้งหมดยืนยันหลักเดียวกันคือทานที่ให้ด้วยศรัทธาแด่พระสงฆ์หรือพระพุทธเจ้าย่อมนำไปสู่สวรรค์ ปิดท้ายวรรคที่สอง (จิตตลดาวรรค) ด้วยคาถาสรุปรายชื่อวิมานทั้งหมดในวรรคนี้
- หน้า ๔๐ อุฬารวิมาน ตอนต้น (ลูกสะใภ้ในตระกูลตระหนี่, ต้นวรรคปาริฉัตตกะ) เปิดวรรคที่สาม (ปาริฉัตตกวรรค) ด้วยเทพธิดาผู้มีวิมานทองคำและหมู่เทพบุตรนางฟ้าห้อมล้อม เมื่อถูกถามถึงบุญที่ทำมา นางเล่าว่าเมื่อเป็นมนุษย์เป็นลูกสะใภ้ในตระกูลที่ไม่มีศรัทธาและตระหนี่ ทั้งที่ตนเองมีศรัทธาและศีลอยู่ในใจ ครั้งหนึ่งขณะพระภิกษุมาบิณฑบาต นางได้ถวายขนมแก่ท่านด้วยจิตเลื่อมใส เนื้อเรื่องยังไม่จบในหน้านี้ แต่ปูทางไปสู่เหตุการณ์ที่นางจะถูกแม่ผัวลงโทษในตอนถัดไป
- หน้า ๔๑–๔๒ อุฬารวิมานตอนจบ และอุจฉุวิมานตอนต้น (ถูกแม่ผัวทำร้ายเพราะให้ทาน) ต่อจากตอนก่อน แม่ผัวโกรธที่ลูกสะใภ้ถวายขนมแก่พระภิกษุโดยไม่ขออนุญาต จึงทุบตีและทำร้ายจนนางถึงแก่ความตาย แต่ด้วยผลบุญจากทานที่ให้ด้วยจิตเลื่อมใสนั้น นางกลับได้ไปเกิดเป็นเทพธิดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ทันที เรื่องถัดมา (อุจฉุวิมาน) เริ่มต้นด้วยเทพธิดาอีกองค์ผู้เปล่งรัศมีงดงามราวพระอาทิตย์พระจันทร์ ถูกถามถึงบุญที่ทำมา ซึ่งนางเริ่มเล่าว่าได้ถวายท่อนอ้อยแก่พระภิกษุด้วยความปีติยินดี ทั้งสองเรื่องสะท้อนแก่นเดียวกันคือแม้ถูกกดขี่เพราะการให้ทาน แต่ผลบุญนั้นก็นำไปสู่สวรรค์อย่างแน่นอน
- หน้า ๔๓–๔๔ อุจฉุวิมานตอนจบ และปัลลังกวิมานตอนต้น เทพธิดาผู้ถวายท่อนอ้อยเล่าต่อว่าแม่ผัวโกรธที่นางถวายอ้อยแก่พระภิกษุโดยไม่ขออนุญาตจึงทุบตีนางจนตาย แต่ด้วยผลบุญนั้นทำให้นางได้เสวยสุขในหมู่เทพเทวราชล้อมรอบ อานิสงส์จากอ้อยเพียงท่อนเดียวที่ให้ด้วยจิตเลื่อมใสนั้นมีค่ามากกว่าทรัพย์สมบัติมหาศาลนับไม่ถ้วน จากนั้นเรื่องปัลลังกวิมานเริ่มต้นด้วยเทพธิดาอีกองค์ผู้บรรทมบนบัลลังก์แก้วมณีประดับดอกไม้ ถูกถามถึงบุญที่ทำมา ซึ่งนางเริ่มเล่าว่าเมื่อเป็นมนุษย์เป็นลูกสะใภ้ในตระกูลมั่งคั่งที่ไม่โกรธง่ายและเชื่อฟังสามี
- หน้า ๔๕–๔๖ ปัลลังกวิมานตอนจบ และลตาวิมานตอนต้น เทพธิดาแห่งปัลลังกวิมานเล่าจบว่า นางรักษาศีลห้าอย่างครบถ้วน ไม่โกรธ ไม่ลักขโมย ไม่พูดเท็จ ไม่ดื่มสุรา ประพฤติซื่อตรง รักษาอุโบสถศีลในวันสำคัญ เป็นสาวิกาของพระสุคต ด้วยกุศลกรรมเหล่านี้จึงได้เกิดในวิมานอันมโนรมย์ท่ามกลางหมู่นางฟ้า จากนั้นเรื่องลตาวิมานเริ่มต้นด้วยภาพเทพธิดาชื่อลตาและพระธิดาของท้าวเวสวัณอีกสี่องค์ ชวนกันไปสรงน้ำในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ แล้วพบเทพธิดาอีกองค์หนึ่งซึ่งพวกนางถามถึงบุญที่ทำให้มีรัศมีงดงามเช่นนั้น
- หน้า ๔๗–๕๑ วิมานผู้ถวายของอันเลิศ ๕ อย่าง (ผ้า ดอกไม้ กลิ่น ผลไม้ รส) หมวดนี้เป็นชุดเรื่องสั้นห้าเรื่องที่มีโครงเรื่องซ้ำแบบเดียวกัน กล่าวถึงเทพธิดาแต่ละองค์ที่เมื่อเป็นมนุษย์ได้ถวายของอันเลิศอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยจิตเลื่อมใส ได้แก่ ผ้าอันเลิศ ดอกไม้อันเลิศ กลิ่นหอมอันเลิศ ผลไม้อันเลิศ และรสอาหารอันเลิศ ตามลำดับ ด้วยผลแห่งทานเหล่านี้ นางแต่ละองค์จึงได้เป็นนางฟ้าผู้เลิศกว่านางฟ้าอื่นในหมู่บริวารนับพัน มีรูปโฉมงดงามและเป็นที่รักยิ่งกว่าสตรีอื่นทั้งปวง เรื่องแรก (ผ้าอันเลิศ) มีบทนำพิเศษเกี่ยวกับความผูกพันระหว่างศิษย์กับอาจารย์ในเรื่องดนตรี ก่อนจะเข้าสู่รูปแบบคำถามคำตอ
- หน้า ๕๒–๕๕ วิมานผู้ถวายลายมือหอมที่สถูปพระกัสสปพุทธเจ้า และเรื่องย่อย ๔ เรื่อง เรื่องแรกในหมวดนี้เล่าถึงเทพธิดาผู้เคยประทับลายฝ่ามือที่ชุบเครื่องหอม (คันธปัญจางคุลิก) ไว้ที่พระสถูปของพระกัสสปพุทธเจ้า (พระพุทธเจ้าองค์ก่อน) ด้วยความเลื่อมใส จากนั้นมีเรื่องย่อสี่เรื่องในโครงเรื่องเดียวกันตามลำดับ ได้แก่ หญิงที่ได้เห็นภิกษุและภิกษุณีเดินทาง ฟังธรรมแล้วรักษาอุโบสถศีลหนึ่งวัน, หญิงที่ยืนอยู่ในน้ำแล้วตักน้ำถวายพระภิกษุด้วยจิตผ่องใส, หญิงที่ปรนนิบัติพ่อผัวแม่ผัวผู้ดุร้ายฉุนเฉียวด้วยความอดทนไม่อิจฉาริษยา และเรื่องสุดท้ายเกี่ยวกับหญิงรับใช้ผู้ขยันขันแข็ง ไม่โกรธ ไม่ถือตัว รู้จักแบ่ง
- หน้า ๕๖–๕๘ คุตติลวิมาน (เรื่องที่ 5) พระโมคคัลลานะเสด็จเยี่ยมสวรรค์และซักถามหมู่นางเทพธิดาผู้เปล่งรัศมีงดงามหลายองค์ต่อเนื่องจากตอนก่อนหน้า แต่ละองค์เล่าว่าในชาติก่อนเป็นมนุษย์ผู้ถวายของเล็กน้อยแก่พระภิกษุขณะออกบิณฑบาต เช่น ข้าวมธุปายาส น้ำอ้อย ผลไม้ พัด ร่ม รองเท้า และขนมชนิดต่างๆ รวมทั้งสิ้น 25 แบบ ซึ่งคัมภีร์ระบุให้ขยายความทำนองเดียวกับเรื่องนางผู้ถวายข้าวมธุปายาสเป็นต้นแบบ คำสอนสำคัญคือแม้การถวายทานเพียงเล็กน้อยด้วยจิตเลื่อมใสก็อาจส่งผลให้ได้เกิดเป็นเทพธิดาผู้มีวิมานอันโอฬาร จบลงด้วยชื่อเรื่อง "คุตติลวิมาน" ลำดับที่ 5 ของวรรค
- หน้า ๕๙–๖๑ ทัททัลลวิมาน (เรื่องที่ 6) นางเทพธิดาผู้เปล่งรัศมีจ้าเกินเทพทั้งปวงในดาวดึงส์ถูกอีกนางหนึ่งถามถึงตัวตน และพบว่าเคยเป็นน้องสาวและภรรยาร่วมกันในชาติมนุษย์ นางเล่าว่าได้ถวายบิณฑบาตแก่สงฆ์เพียง 8 ครั้งด้วยศรัทธา ขณะที่อีกนางแม้ถวายแก่พระภิกษุจำนวนมากกว่าเป็นรายบุคคลกลับได้ผลน้อยกว่า จึงตระหนักว่าทานที่ถวายแก่สงฆ์โดยรวมมีอานิสงส์มากกว่าถวายเจาะจงบุคคล คำสอนเน้นย้ำว่าสงฆ์เป็นเนื้อนาบุญอันไพศาลดุจมหาสมุทร ทานที่ถวายแก่สงฆ์ด้วยจิตไม่ตระหนี่จึงให้ผลมหาศาล
- หน้า ๖๒–๖๔ เสสวตีวิมาน (เรื่องที่ 7) วิมานอันวิจิตรด้วยแก้วผลึก เงิน และทองคำถูกบรรยาย ก่อนที่นางเทพธิดาชื่อเสสวดี อดีตเป็นลูกสะใภ้ในหมู่บ้านนาฬกะใกล้แคว้นมคธ จะเล่าว่าตนได้แสดงความเคารพต่อพระอุปติสสะ (พระสารีบุตร) เมื่อท่านดับขันธปรินิพพาน โดยโปรยดอกไม้บูชาและกราบไหว้ท่านผู้เป็นปราชญ์อันยิ่งใหญ่ก่อนละสังขาร ด้วยกุศลนี้เมื่อละจากร่างมนุษย์จึงได้อุบัติเป็นเทพในสวรรค์ คำสอนคือการแสดงความเคารพต่อพระอรหันต์แม้ในวาระสุดท้ายของท่านก็มีอานิสงส์ใหญ่หลวง
- หน้า ๖๕ มัลลิกาวิมาน (เรื่องที่ 8) นางเทพธิดาแต่งกายและประดับด้วยของสีเหลืองทองล้วน นั่งบนราชรถงดงาม ถูกถามถึงกรรมที่ทำให้ได้เช่นนี้ นางตอบว่าเมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน นางได้ถวายตาข่ายทองคำด้วยจิตเลื่อมใสเป็นการบูชาพระบรมสารีริกธาตุ ด้วยกุศลกรรมนี้จึงได้เสวยสุขปราศจากความโศกในสวรรค์ เป็นตัวอย่างว่าการบูชาพระพุทธเจ้าแม้ในวาระเสด็จดับขันธปรินิพพานก็ยังผลให้เกิดในสุคติ
- หน้า ๖๖–๖๗ วิสาลักขิวิมาน (เรื่องที่ 9) นางเทพธิดาวิสาลักขีเที่ยวชมสวนจิตรลดาพร้อมหมู่บริวารถูกถามว่าเหตุใดจึงงามเด่น นางเล่าว่าเดิมเป็นอุบาสิกาชื่อสุนันทาแห่งราชคฤห์ ผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธาและศีล หมั่นถวายผ้า อาหาร ที่นอน และประทีปแก่ผู้ประพฤติตรง ทั้งรักษาอุโบสถศีลในวันสำคัญอย่างเคร่งครัดและเคยนำมาลัยเครื่องหอมไปบูชาพระสถูปของพระพุทธเจ้า นางหวังเพียงจะได้เป็นพระสกทาคามีในภายหน้า สะท้อนว่าทานควบคู่ศีลอันมั่นคงนำไปสู่สวรรค์และความก้าวหน้าทางธรรม
- หน้า ๖๘ ปาริฉัตตกวิมาน (เรื่องที่ 10, จบวรรคที่ 3) นางเทพธิดาฟ้อนรำอย่างรื่นเริงใต้ต้นปาริชาตในสวรรค์ดาวดึงส์ ส่งกลิ่นหอมและเสียงไพเราะ เมื่อถูกถามถึงกรรมนางตอบว่าขณะพระภิกษุออกบิณฑบาต นางได้ถวายพวงมาลัยดอกอโศกด้วยความเลื่อมใส เรื่องนี้ปิดท้ายเรื่องที่ 10 ของวรรค พร้อมคาถาสรุป (อุทาน) รวบรวมชื่อเรื่องทั้งหมด และประกาศจบ "ปาริฉัตตกวรรค" อันเป็นวรรคที่ 3 ของหมวดวิมานสตรี
- หน้า ๖๙–๗๐ มัญชิฏฐกวิมาน (เรื่องที่ 1, เริ่มวรรคที่ 4) เริ่มวรรคใหม่ชื่อ "มัญชิฏฐกวรรค" นางเทพธิดาเสวยสุขในวิมานสีแดงชาดโรยทรายทองท่ามกลางป่าสาละที่บานสะพรั่งตลอดกาล นางเล่าว่าเดิมเป็นทาสีในตระกูลผู้ดี เมื่อเห็นพระพุทธเจ้าจึงโปรยดอกสาละบูชาและถักพวงมาลัยดอกสาละถวายด้วยจิตเลื่อมใส แม้เป็นเพียงผู้รับใช้แต่การบูชาพระพุทธเจ้าด้วยใจบริสุทธิ์ก็ยังให้ผลเป็นทิพยสมบัติ
- หน้า ๗๑ ปภัสสรวิมาน (เรื่องที่ 2) นางเทพธิดาผู้เปล่งรัศมีนั่งบนบัลลังก์ประดับรัตนะถูกซักถามความประพฤติในอดีต นางเล่าว่าเคยถวายพวงมาลัยและน้ำอ้อยแก่พระภิกษุขณะบิณฑบาต แต่กลับรู้สึกเดือดร้อนใจเพราะไม่เคยได้ฟังธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้อย่างแท้จริง จึงมีเทพองค์อื่นที่ได้ฟังธรรมและปฏิบัติตามรุ่งเรืองกว่าตนทั้งด้านอายุ ยศ และอานุภาพ เรื่องนี้สอนว่าทานทางวัตถุอย่างเดียวให้ผลน้อยกว่าทานที่ประกอบด้วยการฟังและปฏิบัติธรรม
- หน้า ๗๒ นาควิมาน (เรื่องที่ 3) นางเทพธิดาเสด็จมาบนช้างทรงประดับงดงามท่ามกลางสระบัวและเสียงดนตรีทิพย์ ถูกถามถึงกรรมที่ทำให้ได้เช่นนี้ นางเล่าว่าที่เมืองพาราณสีได้ถวายผ้าคู่หนึ่งแด่พระพุทธเจ้า แล้วหมอบกราบฟังพระธรรมเทศนาเรื่องอริยสัจสี่ เมื่อสิ้นชีวิตจึงได้อุบัติเป็นนางยสุตราหนึ่งในมเหสีของพระอินทร์ ผู้เลื่องชื่อในทุกทิศ เรื่องนี้ชี้ว่าทานที่ประกอบด้วยการฟังแก่นธรรมอริยสัจนำไปสู่ภพภูมิอันสูงส่ง
- หน้า ๗๓ อโลมวิมาน (เรื่องที่ 4) นางเทพธิดาผู้สุกใสถูกพระโมคคัลลานะซักถาม เผยว่าเคยถวายข้าวสัตตุก้อนแห้งไม่ใส่เกลือแด่พระพุทธเจ้าที่เมืองพาราณสี แม้เป็นของถวายที่เรียบง่ายไม่หรูหรา แต่คาถากลับอัศจรรย์ใจในผลลัพธ์ที่เห็น พร้อมตั้งคำถามว่า "ใครเล่าจะไม่ทำบุญเมื่อเห็นผลเช่นนี้" สื่อว่าคุณค่าของทานอยู่ที่ความบริสุทธิ์แห่งเจตนา มิใช่มูลค่าของวัตถุ
- หน้า ๗๔ กัญชิกทายิกาวิมาน (เรื่องที่ 5) นางเทพธิดาเล่าว่าที่หมู่บ้านอันธกวินทะ ได้ถวายข้าวต้มพุทราผสมน้ำข้าวหมัก น้ำมัน พริกไทย และกระเทียม แก่พระพุทธเจ้าด้วยจิตซื่อตรงและผ่องใส คัมภีร์ยกย่องทานอาหารธรรมดานี้ว่ามีค่ามากกว่าช้างม้าราชรถ หญิงสาวประดับเครื่องอาภรณ์นับร้อย หรือแม้อำนาจปกครองแสงประทีปทั้งสี่ทิศ สอนว่าทานอาหารที่ถวายด้วยใจจริงต่อพระพุทธเจ้ามีค่าเหนือทรัพย์สมบัติทางโลกอันมหาศาล
- หน้า ๗๕–๗๘ วิหารวิมาน (เรื่องที่ 6, จบภาณวารที่ 2) นางเทพธิดาผู้มีวิมานเหาะได้กว้างสิบหกโยชน์ถูกพระโมคคัลลานะซักถามถึงกรรม นางเล่าว่าเพื่อนของนางที่เมืองสาวัตถีได้สร้างมหาวิหารถวายสงฆ์ ส่วนตัวนางเพียงอนุโมทนายินดีในบุญนั้นโดยไม่ได้ถวายสิ่งใดเอง แต่ก็ยังได้วิมานอันงดงามจากการอนุโมทนาเพียงอย่างเดียว เมื่อถามถึงเพื่อนผู้เป็นเจ้าของทานจริง พบว่าไปเกิดเป็นมเหสีของเทพสุนิมมิตในหมู่เทพนิมมานรดี พร้อมบทสรรเสริญสงฆ์ว่าเป็นเนื้อนาบุญอันประเสริฐ เรื่องนี้ปิดท้ายด้วยการจบ "ภาณวารที่ 2" ของคัมภีร์
- หน้า ๗๙–๘๐ จตุริตถิวิมาน (เรื่องที่ 7) เป็นเรื่องสั้นสี่เรื่องคู่ขนานของหญิงสี่คนใกล้เมืองที่มีเสาสูง แต่ละคนเล่าว่าได้ถวายดอกไม้กำมือเดียวแก่พระภิกษุขณะบิณฑบาต ได้แก่ ดอกบัวขาบ ดอกอุบลเขียว รากบัวขาวใบสีงาช้าง และดอกมะลิตูม ทุกคนได้รับผลเป็นรัศมีเจิดจ้าเท่าเทียมกัน แสดงว่าแม้เพียงดอกไม้กำมือเดียวที่ถวายด้วยศรัทธาแก่พระภิกษุก็เพียงพอให้เกิดในสวรรค์ ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ชนิดใด
- หน้า ๘๑ อัมพวิมาน (เรื่องที่ 8) นางเทพธิดามีวิมานท่ามกลางสวนมะม่วง มีเสียงดนตรีและนางฟ้าห้อมล้อม พร้อมประทีปทองคำที่ลุกโชติช่วงตลอดเวลา นางเล่าว่าเคยสร้างวิหารถวายสงฆ์ ปลูกต้นมะม่วงรายรอบให้ร่มเงาและผลไม้ จุดประทีปถวาย เลี้ยงอาหารแก่หมู่สงฆ์ แล้วมอบถวายทั้งหมดแก่สงฆ์ด้วยจิตเลื่อมใส การสร้างและอุปถัมภ์ที่พักสงฆ์อย่างครบครันจึงให้ผลเป็นวิมานอันสมบูรณ์แบบเดียวกับที่เคยถวาย
- หน้า ๘๒–๘๓ ปีตวิมาน (เรื่องที่ 9) นางเทพธิดาแต่งกายสีเหลืองล้วนเล่าแก่พระอินทร์ว่า ขณะเก็บดอกโกสาตกี (บวบขม) สี่ดอกจะนำไปบูชาที่พระสถูป นางถูกวัวขวิดจนสิ้นชีวิตก่อนถึงสถูป แต่เพราะใจได้ตั้งมั่นในการบูชาแล้ว จึงยังได้อุบัติเป็นบริวารของพระอินทร์ในสวรรค์ พระอินทร์ทรงตรัสแก่มาตลีสารถีว่า แม้กรรมเพียงเล็กน้อยที่ทำด้วยจิตเลื่อมใสในพระตถาคตหรือพระธาตุก็ให้ผลมหาศาล เพราะความบริสุทธิ์แห่งเจตนาสำคัญกว่าการกระทำที่สำเร็จครบถ้วน
- หน้า ๘๔–๘๕ อุจฉุวิมาน (เรื่องที่ 10) เรื่องเล่าเริ่มด้วยแม่ผัวตำหนิลูกสะใภ้ที่อ้อยหายไป ซึ่งหญิงสาวอธิบายว่าได้ถวายอ้อยชิ้นหนึ่งแก่พระภิกษุผู้สงบนิ่ง แม่ผัวโกรธจึงทำร้ายนาง แต่เมื่อนางสิ้นชีวิตกลับได้อุบัติเป็นเทพธิดาเสวยกามคุณทั้งห้าในสวรรค์เพราะกุศลกรรมนั้น เรื่องนี้สอนว่าบุญจากการให้ทานยังคงส่งผลแม้ผู้ให้จะถูกลงโทษอย่างไม่เป็นธรรมในโลกนี้ก็ตาม
- หน้า ๘๖ วันทนวิมาน (เรื่องที่ 11) เรื่องสั้นเล่าว่านางเทพธิดาเดิมเป็นมนุษย์ เมื่อเห็นสมณะผู้มีศีลจึงกราบไหว้ที่เท้าด้วยใจเบิกบานและประนมมือแสดงความเคารพ เพียงการแสดงความนอบน้อมอย่างจริงใจต่อผู้ทรงศีลนี้ก็เพียงพอให้เกิดเป็นเทพผู้เปล่งรัศมีในสวรรค์
- หน้า ๘๗–๘๙ รัชชุมาลาวิมาน (เรื่องที่ 12, จบวรรคที่ 4) เป็นเรื่องยาวของรัชชุมาลา ทาสีอาภัพของพราหมณ์ในเมืองคยา ผู้ถูกด่าทุบตีอยู่เสมอจนคิดผูกคอตายในป่า แต่กลับพบพระพุทธเจ้าประทับนั่งสมาธิอย่างสงบ นางเกิดความสลดใจจนเลิกล้มความคิดฆ่าตัวตาย พระองค์ตรัสเรียกชื่อนางด้วยพระเมตตาและทรงสอนอริยสัจสี่จนนางบรรลุธรรม กลายเป็น "ธิดาของพระพุทธเจ้า" ทางศรัทธา และภายหลังได้อุบัติในสวรรค์ท่ามกลางนางฟ้าและดนตรีทิพย์ เรื่องนี้ปิดท้ายเรื่องที่ 12 พร้อมจบวรรคที่ 4 "อิตถีวิมานวรรค" (หมวดวิมานของสตรี) พร้อมคาถาสรุปท้ายวรรค
- หน้า ๙๐ มัณฑุกเทวปุตตวิมาน (เรื่องที่ 1, เริ่มวรรคที่ 5 มหารถวรรค) เริ่มวรรคใหม่ "มหารถวรรค" เรื่องแรกเล่าถึงกบตัวหนึ่งที่กำลังฟังเสียงพระธรรมของพระพุทธเจ้าอยู่ในน้ำ ถูกคนเลี้ยงโคทิ่มไม้เท้าโดยไม่ทันสังเกตจนตาย แต่เพราะขณะนั้นจิตของมันสงบและปีติในเสียงธรรม จึงได้อุบัติเป็นเทพบุตรผู้เจิดจ้าทันที เทพบุตรมากราบทูลแสดงความยิ่งใหญ่ต่อพระพุทธเจ้าเป็นหลักฐาน พร้อมกล่าวว่าผู้ที่ได้สดับธรรมของพระองค์นานเพียงพอย่อมถึงภาวะอันไม่หวั่นไหว เรื่องนี้ชี้ว่าแม้สัตว์เดรัจฉานก็อาจได้สุคติด้วยจิตที่ผ่องใสในธรรมเพียงชั่วขณะ
- หน้า ๙๑–๙๔ เรวติวิมาน (เรื่องที่ 2) เป็นเรื่องคู่ตรงข้ามระหว่างนันทิยะ อุบาสกใจบุญไม่ตระหนี่แห่งเมืองพาราณสี ผู้ได้รับวิมานอันงดงามเมื่อไปเกิดในสวรรค์ กับเรวดี ภรรยาผู้ใจแคบ ดูหมิ่นการให้ทาน สบประมาทสมณพราหมณ์ และโกหกหลอกลวงเรื่องการถวายทานของสามี นางถูกยมทูตสองตนลากตัวไปยังนรก "สังสวกะ" เพื่อรับโทษนานนับพันปีจากความตระหนี่และมุสาวาท แม้นางจะร่ำไห้และปฏิญาณว่าจะเป็นคนใจบุญหากได้กลับไปเกิดใหม่ ก็ยังถูกโยนลงนรกอย่างทารุณ เรื่องนี้สอนว่าคนตระหนี่และมุสาวาทไม่มีวันได้ร่วมสุคติกับผู้ให้ทานสุจริต
- หน้า ๙๕–๙๘ ฉัตตมาณวกวิมาน (เรื่องที่ 3) ชายหนุ่มชื่อฉัตตะเล่าว่าเคยพบพระพุทธเจ้าระหว่างทางพร้อมเพื่อนหนุ่ม พระองค์ทรงสอนศีลห้าด้วยพระเมตตา แม้ในตอนแรกฉัตตะปฏิเสธรับศีลแต่ละข้อด้วยความไม่เข้าใจ ภายหลังจึงยอมรักษาศีลนั้น แม้รักษาได้ไม่นานก็ถูกโจรฆ่าตายพร้อมเพื่อนระหว่างเดินทางเพราะหวังทรัพย์ ด้วยกุศลศีลเพียงน้อยนิดนั้นฉัตตะจึงได้อุบัติเป็นเทพเสวยสุขอย่างรุ่งโรจน์ และเมื่อได้ยินเรื่องนี้ เพื่อนมนุษย์ที่รอดชีวิตก็ตั้งใจถือศีลปฏิบัติธรรมตามอย่างเพื่อหวังพ้นทุกข์เช่นกัน
- หน้า ๙๙–๑๐๐ กักกฏรสทายกวิมาน (เรื่องที่ 4) และทวารปาลกวิมาน (เรื่องที่ 5) เทพบุตรผู้มีวิมานแก้วมณีกว้างสิบสองโยชน์ พรั่งพร้อมดนตรีและอาหารทิพย์ ถูกพระโมคคัลลานะถามถึงกรรม ตอบว่าเพียงวางรูปปูทองคำเล็กๆ ไว้ที่ประตูบ้านเป็นเครื่องเตือนสติในชาติก่อน ก็ให้ผลเป็นสมบัติทิพย์มหาศาลเช่นนี้ คัมภีร์ระบุว่าเรื่องคล้ายกันอีกห้าเรื่องให้ขยายความตามแบบเดียวกัน จากนั้นเทพบุตรอีกองค์ในเรื่องถัดมาเล่าสั้นๆ ว่าได้อายุทิพย์พันปีและกามคุณเพราะกรรมทางวาจาและใจอันเป็นมงคลที่ทำไว้ ทั้งสองเรื่องแสดงว่าแม้กรรมดีเล็กน้อยเพียงชั่วครู่ก็ให้ผลเป็นทิพยสมบัติมหาศาล
- หน้า ๑๐๑–๑๐๒ กรณียวิมาน (เรื่องที่ 6), ทุติยกรณียวิมาน (เรื่องที่ 7), สูจิวิมาน (เรื่องที่ 8) สามเรื่องสั้นต่อเนื่องกันในรูปแบบเดียวกัน เรื่องแรกเทพบุตรเล่าว่าเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จจากป่าเข้าสู่หมู่บ้านเพื่อโปรดตน จิตของตนเกิดความเลื่อมใสเพียงชั่วครู่ก็เพียงพอให้ไปเกิดในดาวดึงส์ เรื่องที่สองคล้ายกันแต่เปลี่ยนจากพระพุทธเจ้าเป็นหมู่ภิกษุที่เดินทางจากป่าเข้าหมู่บ้าน ก็ยังให้ผลเช่นเดียวกัน ส่วนเรื่องที่สามเป็นคาถาสอนหลักธรรมว่า "สิ่งที่ให้แล้วไม่สูญเปล่า" โดยยกตัวอย่างว่าแม้ถวายเข็มเพียงเล่มเดียวก็ได้ผลตอบแทนคุ้มค่า สื่อว่าความเลื่อมใสแม้เพียงชั่วขณะและทานแม้เพียงเล็กน้อยก็เป็นเหตุแห่งสวรรค์
- หน้า ๑๐๓–๑๐๔ ทุติยสูจิวิมาน (เรื่องที่ 9), นาควิมาน (เรื่องที่ 10) เรื่องแรกเทพบุตรเล่าว่าในชาติมนุษย์เห็นพระภิกษุผู้บริสุทธิ์ปราศจากมลทินบนทาง จึงถวายเข็มเย็บผ้าด้วยจิตเลื่อมใส เพียงเท่านี้ก็ได้อุบัติเป็นเทพผู้เจิดจ้า เรื่องที่สองเทพบุตรทรงช้างเผือกงดงามท่ามกลางสระบัวและดนตรีทิพย์ เล่าว่าเคยถวายดอกไม้แปดกำมือบูชาพระสถูปของพระกัสสปพุทธเจ้า (พระพุทธเจ้าองค์ก่อน) ด้วยใจเลื่อมใส ทั้งสองเรื่องเน้นว่าของถวายเล็กน้อยแก่พระภิกษุหรือพระธาตุพระพุทธเจ้าองค์ใดก็ตามล้วนให้ผลเป็นสวรรค์เหมือนกัน
- หน้า ๑๐๕ ทุติยนาควิมาน (เรื่องที่ 11), ตติยนาควิมาน (เรื่องที่ 12) เทพบุตรทรงช้างองค์แรกเล่าว่าเคยเป็นอุบาสกของพระพุทธเจ้าผู้รักษาศีลห้าอย่างครบถ้วน งดเว้นปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท และสุรา พอใจในภรรยาของตน ทั้งยังให้ทานอาหารและเครื่องดื่มด้วยความเคารพเป็นประจำ ส่วนเทพบุตรองค์ที่สองตอบคำถามสั้นๆ ว่าการถวายเรือนคลังน้ำตาล เรือนคลังหญ้า หรือเรือนคลังผ้าอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงครั้งเดียวก็เพียงพอให้ไปเกิดในหมู่เทพสุธรรมา ทั้งสองเรื่องแสดงว่าการรักษาศีลควบคู่ทานอย่างสมบูรณ์และการให้ทานสิ่งของจำเป็นครั้งใหญ่ล้วนนำไปสู่สวรรค์เฉพาะภูมิ
- หน้า ๑๐๖–๑๐๙ จูฬรถวิมาน (เรื่องที่ 13) เรื่องยาวของสุชาต ราชกุมารนักล่าสัตว์แห่งแคว้นอัสสกะ ผู้พบฤๅษี (ซึ่งบทสนทนาสื่อว่าคือพระพุทธเจ้า) ขณะออกล่าเนื้อในป่า ฤๅษีต้อนรับด้วยน้ำเย็นและถ้อยคำอ่อนโยน สุชาตประทับใจจึงขอฟังธรรมเรื่องความไม่เบียดเบียน ความซื่อสัตย์ และการงดเว้นโจรกรรมและสุรา ฤๅษีทำนายว่าสุชาตจะสิ้นชีวิตภายในห้าเดือนและสอนว่าไม่มีผู้ใดในโลกไม่ว่ากษัตริย์ พราหมณ์ ฤๅษี หรือแม้พระอรหันต์ที่จะพ้นความตายไปได้ สุชาตจึงเปลี่ยนใจไปถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะและสมาทานศีลห้าแทนที่จะถือฤๅษีเป็นที่พึ่ง ก่อนสิ้นชีวิตไม่นานหลังจากนั้นและได้รับ
- หน้า ๑๑๐ จบจูฬรถวิมาน และเริ่มเรื่องใหม่ (ยังไม่จบ) หน้านี้เป็นตอนจบของเรื่องจูฬรถวิมาน โดยสุชาตได้อุบัติในสวรรค์ชั้นนันทวันอันรื่นรมย์ เสวยสุขด้วยการฟ้อนรำขับร้องท่ามกลางหมู่นางอัปสร ปิดท้ายด้วยชื่อ "จูฬรถวิมาน" ลำดับที่ 13 จากนั้นในหน้าเดียวกันเริ่มเรื่องใหม่ทันที บรรยายถึงราชรถทองคำเทียมม้าพันตัว ประดับด้วยรัตนะ ทอง และเงินอย่างวิจิตรงดงาม ซึ่งน่าจะเป็นการแนะนำเทพองค์ใหม่ที่จะถูกซักถามถึงกรรมในหน้าถัดไป แต่เนื้อหาถูกตัดขาดกลางคันเมื่อจบหน้า 110 ยังไม่ทันเปิดเผยตัวตนของเทพหรือกรรมที่ทำให้ได้รถอันโอฬารนี้ เรื่องนี้จึงยังไม่จบและต่อเนื่องไปยังส่ว
- หน้า ๑๑๑–๑๑๖ มหารถวิมาน (ตอนจบ) เนื้อหาช่วงต้นเป็นบทพรรณนาความวิจิตรของราชรถทิพย์และเหล่านางฟ้าที่ประดับกาย บรรยายต่อจากเรื่องราวที่เริ่มไว้ก่อนหน้าหน้า 111 พระโมคคัลลานะทูลถามเทพบุตรว่าทำบุญอะไรจึงได้วิมานอันโอ่อ่าเช่นนี้ เทพบุตรตอบว่าเมื่อครั้งเป็นมนุษย์ได้เห็นพระเถระผู้ทรงคุณ (กัสสปมัคคบุคคล) เกิดจิตเลื่อมใสจึงถวายข้าวน้ำ จีวร และของเคี้ยวของฉันอย่างประณีตด้วยใจไม่ตระหนี่ ท้ายเรื่องมีคาถาสรุปว่าไม่มีผู้ใดเสมอพระพุทธเจ้า การถวายแด่ผู้ควรบูชาย่อมมีผลไพศาล จบเรื่องมีอุทานคาถาสรุปรายชื่อ 14 เรื่องของวรรคที่ 5 (ปุริสวรรค) และเป็
- หน้า ๑๑๗–๑๑๘ อคาริยวิมาน (เรื่องที่ 1-2) เริ่มวรรคใหม่คือ ฉัฏฐปายาสิกวรรค เทพบุตรสองรายถูกพระโมคคัลลานะถามถึงบุญที่ทำให้ได้วิมานอันสว่างไสว ทั้งสองเรื่องมีเนื้อหาเหมือนกันเกือบทุกประการ คือเทพบุตรตอบว่าเมื่อเป็นมนุษย์ตนกับภรรยาอยู่ครองเรือนเป็นเสมือนบ่อน้ำให้แก่ผู้มาขอ คือมีจิตเลื่อมใสถวายข้าวและน้ำแก่ผู้ยากไร้เป็นประจำด้วยใจบริสุทธิ์ จึงได้รับผลบุญเป็นวิมานทิพย์อันรุ่งเรือง
- หน้า ๑๑๘–๑๒๐ ผลทายกวิมาน เทพบุตรผู้มีวิมานเสาแก้วมณีสูงเสียดฟ้าถูกพระโมคคัลลานะถามถึงบุญเก่า เทพบุตรเล่าว่าเมื่อเป็นมนุษย์ได้ถวายผลไม้สี่ผลแก่ผู้ทรงศีลด้วยจิตเลื่อมใส แม้เป็นทานเพียงเล็กน้อยแต่ให้ผลไพศาล จึงสอนว่าผู้หวังสุขทั้งของมนุษย์และทิพย์ควรให้ผลไม้เป็นทานอยู่เสมอ เรื่องจบด้วยการยืนยันว่าผลบุญที่ได้รับสมกับที่ถาม
- หน้า ๑๒๐–๑๒๑ อุปัสสยทายกวิมาน (เรื่องที่ 4-5) เทพบุตรสองรายเล่าถึงบุญที่ทำให้ได้วิมานทิพย์อันสว่างไสวดุจพระจันทร์และพระอาทิตย์ยามปลอดเมฆ ทั้งคู่เมื่อเป็นมนุษย์พร้อมภรรยาได้ถวายที่พักอาศัย (อุปัสสยะ) แก่พระอรหันต์ พร้อมทั้งถวายข้าวน้ำด้วยจิตเลื่อมใส เรื่องที่ 5 เป็นการเล่าซ้ำแบบย่อโดยให้ขยายความเหมือนเรื่องที่ 4 ทุกประการ
- หน้า ๑๒๑–๑๒๒ ภิกขาทายกวิมาน เทพบุตรผู้อยู่ในวิมานเสาแก้วมณีตอบคำถามของพระโมคคัลลานะว่า เมื่อเป็นมนุษย์ได้เห็นภิกษุรูปหนึ่งเหน็ดเหนื่อยและกระหายน้ำ จึงถวายอาหารบิณฑบาตแก่ท่านในวันนั้นเพียงครั้งเดียวด้วยใจเลื่อมใส แม้เป็นทานเพียงเล็กน้อยก็ส่งผลให้ได้เสวยทิพยสมบัติอันโอฬาร
- หน้า ๑๒๒ ยวปาลกวิมาน เทพบุตรเล่าว่าเมื่อครั้งเป็นมนุษย์ตนเป็นคนเฝ้าไร่ข้าวเหนียว (ยวปาลก) ได้พบภิกษุผู้มีจิตผ่องใสปราศจากมลทินเดินผ่านมา จึงถวายก้อนข้าวสุก (กุมมาสปิณฑ์) ด้วยมือของตนเองด้วยความเลื่อมใส ผลบุญเพียงเท่านี้ทำให้ได้ไปเสวยสุขในสวนนันทวัน
- หน้า ๑๒๒–๑๒๓ กุณฑลีวิมาน ชายผู้ประดับกายงดงามยืนอยู่ในวิมานทิพย์ดุจพระจันทร์ ถูกถามถึงบุญที่ทำ เขาตอบว่าเมื่อเป็นมนุษย์ได้เห็นสมณะผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยวิชาและจรณะ เป็นพหูสูตสิ้นตัณหา จึงเกิดจิตเลื่อมใสถวายข้าวน้ำแก่ท่านอย่างเต็มใจ ผลจากทานนั้นทำให้ได้วิมานอันรุ่งโรจน์ทั่วทุกทิศ
- หน้า ๑๒๔–๑๒๕ ทุติยกุณฑลีวิมาน เป็นเรื่องคู่แฝดของกุณฑลีวิมานเรื่องก่อนหน้า เทพบุตรอีกรายเล่าว่าเมื่อเป็นมนุษย์ได้เห็นสมณะผู้มีศีลาจารวัตรงดงาม เป็นพหูสูตและปสันนจิต จึงถวายข้าวน้ำด้วยความเลื่อมใสเช่นเดียวกัน ได้รับผลบุญเป็นวิมานอันสง่างามเหมือนกัน
- หน้า ๑๒๕–๑๒๖ อุตตรวิมาน (และจบวรรคที่ 6) เทพบุตรผู้ได้วิมานงามดุจสุธรรมาสภาของท้าวสักกะเล่าว่า เมื่อเป็นมนุษย์เป็นมาณพรับใช้พระเจ้าปายาสิ เมื่อได้ทรัพย์มาก็แบ่งปันเป็นทาน รักใคร่ผู้มีศีล และถวายข้าวน้ำด้วยจิตเลื่อมใสอยู่เสมอ ท้ายหน้า 126 มีอุทานคาถาสรุปรายชื่อ 10 เรื่องในวรรคนี้ (ปายาสิกวรรค) ปิดท้ายวรรคที่ 6
- หน้า ๑๒๖–๑๒๗ จิตตลตาวิมาน เริ่มวรรคใหม่ที่ 7 คือ สุนิกขิตตวรรค เทพบุตรเล่าว่าเมื่อเป็นมนุษย์ตนยากจนไร้ที่พึ่ง เป็นลูกจ้างรับใช้ผู้อื่น แต่ได้เลี้ยงดูมารดาบิดาผู้ชราด้วยความกตัญญู ทั้งยังรักใคร่คบหาผู้มีศีลและถวายข้าวน้ำเป็นทานด้วยจิตเลื่อมใส แม้ยากจนแต่ก็ได้ผลบุญเป็นวิมานอันรุ่งเรืองดุจสวนจิตรลดา
- หน้า ๑๒๗–๑๒๘ นันทนวิมาน เป็นเรื่องคล้ายเรื่องก่อนหน้าเกือบทุกประการ เทพบุตรเล่าว่าเมื่อเป็นมนุษย์ยากจนไร้ที่พึ่งเป็นลูกจ้าง แต่ได้เลี้ยงดูมารดาบิดาผู้ชราด้วยความกตัญญูและถวายทานแก่ผู้มีศีลด้วยจิตเลื่อมใส ผลบุญนั้นทำให้ได้ไปเกิดในสวนนันทวัน
- หน้า ๑๒๘–๑๒๙ มณิถูณวิมาน เทพบุตรเล่าว่าเมื่อเป็นมนุษย์ได้สร้างทางเดินจงกรมในป่าที่ไร้ผู้คน และปลูกต้นไม้ในอารามให้ร่มรื่น รักใคร่คบหาผู้มีศีลและถวายข้าวน้ำเป็นทานด้วยจิตเลื่อมใสอย่างสม่ำเสมอ การทำสาธารณประโยชน์และให้ทานเหล่านี้ส่งผลให้ได้วิมานเสาแก้วมณีอันโอฬาร
- หน้า ๑๒๙–๑๓๐ สุวรรณวิมาน พรรณนาวิมานทองคำอันวิจิตรบนภูเขาทองประดับด้วยรัตนะเจ็ดประการ เทพบุตรเล่าว่าเมื่อเป็นมนุษย์ได้สร้างวิหารถวายแด่พระพุทธเจ้าที่ตำบลอันธกวินทะ ด้วยจิตเลื่อมใสด้วยมือของตนเอง ทั้งยังถวายของหอม ดอกไม้ ปัจจัย และเครื่องลูบไล้แด่พระศาสดา ผลบุญนั้นทำให้ได้เสวยสุขในสวนนันทวันอันประเสริฐ
- หน้า ๑๓๐–๑๓๒ อัมพวิมาน เทพบุตรเล่าว่าเมื่อเป็นมนุษย์เป็นลูกจ้างรดน้ำสวนมะม่วงในเดือนท้ายฤดูร้อนที่แดดแผดกล้า พระสารีบุตรเถระเดินทางมาถึงด้วยกายอันเหน็ดเหนื่อย ผู้เฝ้าสวนจึงกราบทูลขอสรงน้ำแก่พระเถระด้วยความเมตตา และได้ราดน้ำใสสะอาดให้พระเถระใต้ร่มไม้ด้วยจิตเลื่อมใส พร้อมทั้งรดน้ำต้นมะม่วงไปด้วยในคราวเดียวกัน ผลบุญเพียงเท่านี้ทำให้จุติจากมนุษย์ไปเกิดในสวนนันทวัน
- หน้า ๑๓๒–๑๓๔ โคปาลวิมาน เทพบุตรเล่าว่าเมื่อเป็นมนุษย์เป็นคนเลี้ยงโคเฝ้าฝูงโคของผู้อื่น วันหนึ่งโคเข้าไปกินข้าวในนาของผู้อื่น เมื่อรีบไปไล่โคออกก็ถูกงูเห่าพิษร้ายกัดที่เท้าจนทุกข์ทรมานแสนสาหัส มีภิกษุรูปหนึ่งเมตตาสงเคราะห์ถวายก้อนข้าวสุก (กุมมาส) แก่เขาก่อนสิ้นใจ ด้วยกุศลกรรมเพียงนี้เมื่อตายไปจึงได้เกิดเป็นเทวดา และเทพบุตรได้กล่าวคาถาสรรเสริญพระคุณของภิกษุผู้กรุณาต่อตนด้วยความกตัญญู
- หน้า ๑๓๔–๑๓๗ กัณฐกวิมาน เป็นเรื่องมีชื่อเสียงเกี่ยวกับม้ากัณฐกะ ม้าพระที่นั่งของเจ้าชายสิทธัตถะ เทพบุตรเล่าว่าตนคือม้ากัณฐกะที่ร่วมออกบวชในคืนมหาภิเนษกรมณ์ เมื่อเจ้าชายเสด็จข้ามเขตแดนแล้วทรงปลดนายฉันนะและม้าให้กลับไป ม้าเศร้าโศกจนล้มป่วยตายเพราะไม่ได้เห็นเจ้าชายอีก แต่ด้วยความจงรักภักดีและปีติที่ได้ยินเสียงประกาศการตรัสรู้ จึงได้เกิดเป็นเทพบุตรมีวิมานอันโอฬาร และฝากพระภิกษุผู้มาเยือนให้ถวายบังคมแทนตนแด่พระบรมศาสดา
- หน้า ๑๓๗–๑๓๙ อเนกวัณณวิมาน เทพบุตรผู้มีวิมานหลากสีสันแวดล้อมด้วยหมู่นางอัปสรเล่าว่า ในอดีตชาติเคยเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะ บวชอยู่เจ็ดปีแต่ยังเป็นปุถุชนไม่บรรลุธรรม เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้วได้กราบไหว้พระสถูปบรรจุพระธาตุด้วยใจเลื่อมใส แม้ตนไม่มีทรัพย์จะถวายทานแต่ก็ได้ชักชวนผู้อื่นให้มาบูชาพระธาตุ ด้วยกุศลเพียงการบูชาและชักชวนนี้จึงได้ผลบุญไพศาลไม่มีวันหมดสิ้น
- หน้า ๑๓๙–๑๔๓ มัฏฐกุณฑลีวิมาน เรื่องเล่าชื่อดังเกี่ยวกับบิดาผู้โศกเศร้าร่ำไห้ที่ป่าช้าเผาศพบุตรชายชื่อมัฏฐกุณฑลี ท้าวสักกะแปลงกายเป็นมาณพร้องไห้อ้างว่าต้องการล้อทองคำสำหรับรถทิพย์ที่หาไม่ได้แม้ทั่วโลก บิดาชี้ให้เห็นว่าความต้องการนั้นเป็นไปไม่ได้ยิ่งกว่าการร่ำไห้หาคนตายที่ไม่มีวันฟื้น มาณพจึงเปิดเผยว่าตนคือมัฏฐกุณฑลีเอง ซึ่งขณะใกล้ตายได้เห็นพระพุทธเจ้าแล้วเกิดจิตเลื่อมใสประนมมือ (โดยไม่มีโอกาสถวายทานหรือรักษาศีล) เพียงเท่านี้ก็ส่งผลให้เกิดเป็นเทพบุตร เมื่อบิดาได้ฟังก็คลายโศกและประกาศตนถึงพระรัตนตรัยพร้อมสมาทานศีลห้าตามคำแนะนำ
- หน้า ๑๔๓–๑๕๔ เสริสสกวิมาน เรื่องยาวเกี่ยวกับยักษ์ชื่อเสริสสกะที่พบกับกองเกวียนพ่อค้าหลงทางในป่าทุรกันดาร ยักษ์เล่าว่าวิมานของตนได้มาจากผลบุญในอดีตชาติที่เคยเป็นพระเจ้าปายาสิผู้มีความเห็นผิดแบบอุจเฉททิฏฐิ แต่ภายหลังได้ฟังธรรมจากพระกุมารกัสสปะจนคลายมิจฉาทิฏฐิ ถือศีลห้าและบำเพ็ญทานแม้ไม่เต็มใจนักจึงได้เพียงตำแหน่งบริวารของท้าวเวสสวัณ ระหว่างเรื่องยังแทรกเรื่องช่างกัลบกชื่อสัมภวะผู้เป็นอุบาสกที่มีศีลบริสุทธิ์ยิ่งกว่าพระเจ้าปายาสิ พ่อค้าทั้งหลายจึงบูชาช่างกัลบกนั้นตามคำแนะนำของยักษ์และเดินทางกลับบ้านโดยสวัสดิภาพพร้อมสร้างศาลา
- หน้า ๑๕๔–๑๕๖ สุนิกขิตตวิมาน (และจบวรรคที่ 7) เทพบุตรเล่าว่าเมื่อเป็นมนุษย์ได้เห็นพวงมาลัยที่วางไว้ไม่เรียบร้อยบนพระสถูปของพระสุคต จึงจัดวางใหม่ให้เรียบร้อยงดงามด้วยความเคารพ ผลบุญเพียงเท่านี้ทำให้มีฤทธิ์มากและได้เสวยกามคุณทิพย์สมปรารถนา ท้ายหน้า 156 มีอุทานคาถาสรุปรายชื่อ 11 เรื่องของวรรคที่ 7 ปิดท้ายภาณวารที่ 4 อันเป็นการจบวิมานวัตถุทั้งหมด
- หน้า ๑๕๗ รอยต่อสู่เปตวัตถุ และเขตตูปมาเปตวัตถุ หน้า 157 เป็นรอยต่อสำคัญ มีข้อความชัดเจนระบุว่า "สุตตันตปิฎก ขุททกนิกายัสส เปตวัตถุ" พร้อมคำนอบน้อมนโม ซึ่งเป็นการปิดวิมานวัตถุและเริ่มต้นคัมภีร์เปตวัตถุอย่างเป็นทางการ เรื่องแรกคือเขตตูปมาเปตวัตถุ เป็นคาถาสอนหลักธรรมทั่วไป (มิใช่เรื่องเล่าเฉพาะบุคคล) เปรียบพระอรหันต์เหมือนนา ผู้ให้ทานเหมือนชาวนา และไทยธรรมเหมือนเมล็ดพืช สอนว่าทานที่อุทิศให้เปรตย่อมถึงเปรตได้ และผู้ทำกุศลอุทิศแก่เปรตจะไปสู่สวรรค์
- หน้า ๑๕๗–๑๕๘ สูกรเปตวัตถุ พระนารทะพบเปรตตนหนึ่งมีร่างกายส่องแสงสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ แต่มีใบหน้าเป็นสุกร จึงถามถึงกรรมที่ทำ เปรตตอบว่าเมื่อเป็นมนุษย์สำรวมกายดีแต่ไม่สำรวมวาจา คือพูดจาหยาบคายด่าว่าผู้อื่น จึงได้รับผลเป็นใบหน้าสุกรทั้งที่กายส่องแสง เปรตจึงเตือนพระนารทะว่าอย่าได้ทำบาปทางวาจาเป็นอันขาด มิฉะนั้นจะมีใบหน้าเป็นสุกรเช่นตน
- หน้า ๑๕๘ ปูติมุขเปตวัตถุ พระนารทะพบเปรตอีกตนหนึ่งลอยอยู่กลางอากาศมีร่างกายสวยงามทิพย์ แต่มีปากเน่าเหม็นเต็มไปด้วยหนอนคอยกัดกิน เปรตเล่าว่าเมื่อเป็นสมณะได้บำเพ็ญตบะแต่มีวาจาชั่ว พูดส่อเสียดยุยงผู้อื่น ผลจากการบำเพ็ญตบะทำให้ได้ร่างกายทิพย์งดงาม แต่ผลจากวาจาส่อเสียดทำให้ปากเน่าเหม็น พระนารทะจึงกล่าวเตือนไม่ให้พูดส่อเสียดหรือมุสาวาทมิฉะนั้นจะเป็นยักษ์ตามใจตนเช่นนี้
- หน้า ๑๕๘–๑๕๙ ปิฏฐธีตลิกเปตวัตถุ เป็นคาถาสอนหลักธรรมทั่วไปเกี่ยวกับการให้ทานอุทิศแก่เปรตหรือเทวดาประจำบ้านหรือท้าวมหาราชทั้งสี่ (ท้าวกุเวร ธตรฐ วิรูปักข์ วิรุฬหก) ว่าย่อมทำให้ผู้รับการบูชาพอใจและผู้ให้ก็ไม่ไร้ผล สอนว่าการร่ำไห้คร่ำครวญไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้ตายเลย แต่ทักษิณาทานที่ตั้งไว้ดีในสงฆ์ต่างหากที่จะยังประโยชน์ให้แก่ผู้ล่วงลับไปนานแสนนาน
- หน้า ๑๕๙–๑๖๐ ติโรกุฑฑเปตวัตถุ คาถาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดบทหนึ่งในพระไตรปิฎก กล่าวถึงเปรตญาติที่มายืนอยู่นอกฝาเรือน ตามทางแยก และที่บานประตูเรือนเก่าของตน หวังจะได้กินอาหารที่ญาติจัดไว้มากมาย แต่ไม่มีใครระลึกถึงพวกเขาเพราะกรรมบันดาล คาถาสอนว่าญาติผู้มีความกรุณาควรอุทิศทานด้วยคำว่า "ขอสิ่งนี้จงเป็นของญาติเรา ขอญาติจงมีความสุข" เพราะเปรตไม่อาจทำนา เลี้ยงสัตว์ หรือค้าขายได้เอง จึงต้องอาศัยทานที่ญาติผู้ยังมีชีวิตอุทิศให้เท่านั้น
- หน้า ๑๖๐–๑๖๑ ปัญจปุตตขาทกเปตวัตถุ พบนางเปรตเปลือยกายรูปร่างน่าเกลียด มีกลิ่นเหม็นเน่าและมีแมลงวันตอมอยู่รอบตัว นางเล่าว่าทุกเช้าและเย็นจะคลอดบุตรครั้งละห้าคนแล้วต้องกินบุตรของตนเองแต่ก็ไม่เคยอิ่ม ทั้งยังทนทุกข์ทรมานด้วยความหิวกระหายอย่างแสนสาหัส สาเหตุคือในอดีตชาตินางผูกอาฆาตทำให้ภรรยาน้อยของสามีแท้งลูก แล้วเมื่อถูกญาติของฝ่ายนั้นบีบคั้นให้สาบาน นางได้สาบานเท็จแช่งตนเองว่าหากทำจริงขอให้ต้องกินเนื้อบุตรของตน ผลของการสาบานเท็จนั้นจึงตามสนองในภพเปรตนี้
- หน้า ๑๖๑–๑๖๓ สัตตปุตตขาทกเปตวัตถุ เป็นเรื่องคู่ขนานกับเรื่องก่อนหน้า นางเปรตอีกตนคลอดและกินบุตรของตนครั้งละเจ็ดคนทั้งเช้าเย็นโดยไม่มีวันอิ่ม นางเล่าว่าเดิมมีบุตรชายสองคนที่เติบใหญ่แล้ว จึงเหลิงลำพองจนแสดงความหมิ่นต่อสามี สามีโกรธจึงหาภรรยาน้อยมา เมื่อภรรยาน้อยตั้งครรภ์นางผูกอาฆาตทำให้แท้งด้วยเจตนาร้าย และเมื่อถูกบีบคั้นให้สาบานก็สาบานเท็จเช่นเดียวกับเรื่องก่อน ผลแห่งมุสาวาทและการทำแท้งจึงส่งผลให้ต้องกินเนื้อบุตรของตนเป็นเปรตในชาตินี้
- หน้า ๑๖๓ โคณเปตวัตถุ บิดาผู้หนึ่งร่ำไห้เศร้าโศกอยู่ที่ป่าช้าราวกับคนบ้า เรียกให้โคแก่ที่ตายแล้วของตนลุกขึ้นกินหญ้า มีผู้กล่าวเตือนว่าไม่มีสัตว์ใดฟื้นคืนชีพได้ด้วยอาหารและน้ำ พร้อมชี้ว่าเห็นซากโคอยู่ตรงหน้าแท้ๆ แต่ผู้ร้องไห้อยู่ที่จอมปลวก(ป่าช้า)ต่างหากที่โง่เขลากว่า ในที่สุดบิดาได้รับการปลอบประโลมด้วยคาถาเดียวกับที่ใช้ปลอบบิดาของมัฏฐกุณฑลี จนคลายความโศกได้ด้วยความช่วยเหลือของบุตรชายผู้ฉลาด (สุชาต)
- หน้า ๑๖๓–๑๖๔ มหาเปสการเปตวัตถุ ชายผู้หนึ่งเห็นนางเปรตกินอุจจาระ ปัสสาวะ เลือด และหนองเป็นอาหาร แม้ได้รับผ้าใหม่สะอาดนุ่มก็กลับกลายเป็นผ้าขี้ริ้วสกปรกทันที นางเปรตเปิดเผยว่าตนคือภรรยาเก่าของเขา ผู้เป็นคนตระหนี่ไม่ยอมให้ทาน และเมื่อสามีถวายทานแก่สมณพราหมณ์นางก็ด่าทอสาปแช่งให้เขาต้องกินของสกปรกเช่นนี้ตลอดไป คำสาปแช่งด้วยใจร้ายกาจนั้นเองที่ย้อนกลับมาเป็นผลกรรมของนางเองในภพเปรต
- หน้า ๑๖๕ นางเปรตในวิมาน (ยังไม่จบ) เรื่องเริ่มต้นใหม่และยังไม่จบภายในหน้า 165 นี้ มีผู้ถามหญิงสาวที่หลบอยู่ในวิมานไม่ยอมออกมา นางตอบด้วยความอับอายว่าตนเปลือยกาย มีเพียงเส้นผมปกปิดร่างเพราะทำบุญไว้น้อย ผู้ถามจึงมอบผ้าให้นุ่งห่ม แต่นางขอให้อุทิศทานนั้นแก่อุบาสกผู้มีศรัทธาสาวกของพระพุทธเจ้าแทน เมื่อมีการสรงน้ำ ชโลมกาย และถวายผ้าพร้อมอุทิศทักษิณาให้นางอย่างถูกต้องแล้ว นางก็บริสุทธิ์ผุดผ่องมีผ้าคลุมกายออกมาจากวิมานได้ เนื้อเรื่องต่อจากนี้ (ที่มาของบุญกรรมเดิมของนาง) ยังไม่ปรากฏในหน้า 165 และต่อเนื่องไปยังส่วนถัดไป
- หน้า ๑๖๖–๑๖๘ ขลาติยเปตวัตถุ (ตอนจบ) และนาคเปตวัตถุ หน้า 166 เป็นบทสรุปท้ายเรื่องเปรตขลาติยะ ผู้เคยถวายกระบวยตักน้ำแก่ภิกษุด้วยจิตเลื่อมใสจึงได้เสวยผลบุญในวิมานช่วงสั้นๆ แต่เพราะกรรมชั่วอื่นที่เคยทำไว้ยังต้องตกนรกอันร้อนแรงในอีกสี่เดือนข้างหน้า ต่อจากนั้นเป็นเรื่องเปรตนาค ซึ่งพี่น้องสามคนที่เคยให้ทานด้วยจิตเลื่อมใสตอนเป็นมนุษย์ได้เกิดใหม่อย่างสุขสบาย นั่งช้าง รถม้า และวอไปพร้อมกัน ขณะที่บริวารกลุ่มหนึ่งซึ่งเคยตระหนี่และด่าว่าดูหมิ่นสมณพราหมณ์ กลับกลายเป็นเปรตร่างซูบผอมถือกระบองไล่ทำร้ายกันและดื่มเลือดกันเองด้วยความหิวโหย แสดงความแตกต่างของผลกรรมร
- หน้า ๑๖๙ อุรคเปตวัตถุ หน้านี้เป็นบทสอนเรื่องการไม่โศกเศร้าต่อผู้ตายด้วยอุปมาต่างๆ เช่น งูลอกคราบทิ้งแล้วเลื้อยไป เปรียบผู้ตายว่าละทิ้งร่างเดิมไปตามกรรมของตนโดยไม่รับรู้ความคร่ำครวญของญาติ เปรียบเหมือนเด็กร้องไห้อยากได้ดวงจันทร์หรือหม้อน้ำที่แตกแล้วประสานคืนไม่ได้ จึงสรุปว่าไม่ควรร้องไห้เสียใจเพราะไม่มีประโยชน์และมีแต่จะทำให้ทุกข์เพิ่มขึ้น เนื้อหาเน้นการปลงตกยอมรับความตายมากกว่าการพบเปรตทนทุกข์โดยตรง
- หน้า ๑๗๐–๑๗๒ สังสารโมจกเปตวัตถุ พระสารีบุตรพบเปรตหญิงเปลือยกายซูบผอมริมทาง นางเล่าว่าไม่มีบิดามารดาหรือญาติที่กรุณาชักชวนให้ทำทาน จึงต้องเร่ร่อนเปลือยกายอดอยากมากว่าห้าร้อยปี พระสารีบุตรสงสารจึงถวายข้าวคำหนึ่ง ผ้าท่อนเล็ก และน้ำจากบาตรแก่ภิกษุแล้วอุทิศส่วนบุญให้นาง ทันใดนั้นนางก็ได้ร่างกายใหม่งดงาม มีอาภรณ์และสระโบกขรณีอันวิจิตร และมาเข้าเฝ้าแสดงความกตัญญูต่อพระเถระผู้ช่วยปลดเปลื้องทุกข์ให้
- หน้า ๑๗๓–๑๗๔ สารีปุตตัตเถรัสสะ มาตุเปติวัตถุ (มารดาพระสารีบุตร) เปรตหญิงเปิดเผยว่าตนคือมารดาของพระสารีบุตรในอดีตชาติหนึ่ง เกิดในเปตวิสัยต้องกินของโสโครก เช่น น้ำลาย น้ำมูก และเลือดจากการคลอดบุตรและบาดแผล เนื่องจากกรรมชั่วในอดีต นางร้องขอให้บุตรช่วยถวายทานอุทิศส่วนกุศลให้ตน พระสารีบุตรจึงชวนพระโมคคัลลานะ พระอนุรุทธะ และพระกัปปินะสร้างกุฏิสี่หลังถวายสงฆ์สี่ทิศพร้อมอาหารและเครื่องดื่มแล้วอุทิศส่วนบุญให้มารดา ทำให้นางพ้นจากสภาพนั้นกลายเป็นเทพธิดาที่งดงามมาขอบคุณ
- หน้า ๑๗๕–๑๗๘ มัตตาเปติวัตถุ หญิงชื่อมัตตาพบเปรตซึ่งเป็นภรรยาน้อย(คู่แข่ง)ของตนเองในอดีตชาติ นางเปรตเล่าถึงความผิดหลายอย่างที่เคยทำ ทั้งความดุร้ายอิจฉาริษยาจนโปรยฝุ่นใส่คู่แข่ง ขโมยยาแก้คันของผู้อื่นจนตนเองต้องคันตลอดกาล แย่งผ้าคนอื่นในงานเลี้ยงจนต้องเปลือยกาย ซ่อนเครื่องหอมของผู้อื่นในหลุมอุจจาระจนตัวเองมีกลิ่นเหม็น และความตระหนี่ไม่ยอมสละทรัพย์ทำทานทั้งที่มีฐานะเท่ากันจนต้องยากจน มัตตาสงสารจึงเลี้ยงพระแปดรูปถวายผ้าแล้วอุทิศบุญให้ ทำให้เปรตนั้นพ้นทุกข์กลายเป็นเทพธิดางดงามมาขอบคุณ
- หน้า ๑๗๙–๑๘๐ นันทาเปตวัตถุ ชายผู้หนึ่งพบเปรตร่างซูบผอมน่ากลัวซึ่งเป็นภรรยาเก่าชื่อนันทาของนันทเสน นางเล่าว่าเคยดุร้ายหยาบคายและไม่เคารพสามีจึงต้องเกิดเป็นเปรตหลังตาย สามีสงสารจึงมอบผ้าให้นุ่งห่มและพากลับ แล้วจัดถวายอาหารและผ้าแก่ภิกษุผู้ทรงศีลเป็นจำนวนมากพร้อมอุทิศส่วนบุญให้ นางจึงพ้นจากสภาพเปรตกลายเป็นเทพธิดาที่งดงามมาขอบคุณและอวยพรให้สามีมีอายุยืนพร้อมญาติทั้งปวง
- หน้า ๑๘๑–๑๘๒ มัฏฐกุณฑลิเปตวัตถุ (อ้างอิง) และกัณหเปตวัตถุ หน้า 181 เริ่มด้วยเพียงหัวข้อเรื่องเปรตมัฏฐกุณฑลิพร้อมข้อความอ้างอิงว่าเนื้อความเดียวกันมีอยู่แล้วในวิมานวัตถุ จึงไม่ได้บันทึกซ้ำในที่นี้ ต่อมาเป็นกัณหเปตวัตถุ ซึ่งฆฏะปลุกเกสวะ(กัณหะ)ผู้กำลังนอนซึมเศร้าเพราะยังคร่ำครวญถึงบุตรที่ตายไปนานแล้ว ฆฏะแสดงธรรมด้วยอุปมาต่างๆ เช่น เด็กร้องไห้อยากได้ดวงจันทร์ หรือหม้อน้ำแตกที่ประสานคืนไม่ได้ ชี้ว่าไม่มีมนต์ ยา หรือทรัพย์ใดนำคนตายกลับมาได้ แม้กษัตริย์ผู้มั่งคั่งหรือฤๅษีก็ต้องตายเช่นกัน เกสวะฟังแล้วคลายโศกและออกบวช
- หน้า ๑๘๓–๑๘๕ ธนปาลเปตวัตถุ เปรตร่างซูบผอมเปล่าเปลือยเล่าว่าเมื่อครั้งเป็นมนุษย์ชื่อธนปาละ เศรษฐีเมืองเอรกัจฉะ เป็นคนตระหนี่สุดขีด ปิดประตูกินข้าวคนเดียวไม่ให้ขอทานเห็น ห้ามปรามไม่ให้ผู้อื่นให้ทาน ไม่เชื่อว่าทานมีผล ทั้งยังทำลายสระน้ำ บ่อน้ำ สวน และสะพานสาธารณะไม่ให้ผู้อื่นได้ใช้ประโยชน์ ผลกรรมทำให้ตายแล้วเกิดเป็นเปรตหิวโหยนานถึง 55 ปี และยังต้องตกนรกไฟอันร้อนแรงในอีกสี่เดือนข้างหน้า เปรตจึงเตือนผู้คนไม่ให้ทำบาปและให้เคารพบิดามารดาผู้ใหญ่และสมณะ
- หน้า ๑๘๖–๑๘๗ จูฬเสฏฐีเปตวัตถุ เปรตเปลือยกายซูบผอมเดินหากินยามค่ำคืนถูกพระราชาซักถาม จึงเล่าว่าเมื่อเป็นมนุษย์ยากจนตระหนี่ไม่เชื่อผลของทาน แม้ธิดาจะชักชวนให้บริจาคก็ไม่ทำ ต้องไปคอยรับเศษอาหารที่พราหมณ์เซ่นบรรพบุรุษที่หมู่บ้านอันธกวินทะ พระราชาสงสารรับปากจะทำบุญอุทิศให้ จึงทรงถวายทานอันยิ่งใหญ่แด่พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์แล้วอุทิศส่วนกุศล เปรตจึงได้รับผลบุญกลายเป็นยักษ์ผู้มีฤทธิ์มากมาปรากฏกายขอบคุณพระราชา
- หน้า ๑๘๘–๑๙๖ องกุรเปตวัตถุ กลุ่มพ่อค้าเดินทางไปแคว้นกัมโพชะพบยักษ์ชื่อกามทะสถิตที่ต้นไม้ ผู้ประทานสิ่งที่ปรารถนาได้ทุกอย่าง ยักษ์เล่าว่าในอดีตเป็นช่างทอผ้ายากจนในเมืองโรรุวะ แม้ไม่มีทรัพย์ให้ทานเอง แต่เมื่อเห็นคนมาขอทานก็ชี้ทางไปยังบ้านของอสัยหเศรษฐีผู้ใจบุญด้วยความปีติยินดีอนุโมทนา เพียงเท่านี้ก็ส่งผลให้มีฤทธิ์และโภคทรัพย์มากมาย เรื่องยังเปรียบเทียบองกุระผู้บริจาคทานมหาศาลตลอดชีวิตแต่ให้แก่ผู้รับที่ไม่เลือกคุณธรรม กับอินทกะผู้ถวายอาหารเพียงทัพพีเดียวแด่พระอนุรุทธะผู้บริสุทธิ์ ปรากฏว่าอินทกะกลับมีอานุภาพเหนือกว่าองกุระถึง
- หน้า ๑๙๗–๑๙๘ อุตตรมาตุเปติวัตถุ เปรตหญิงผมยาวปกคลุมทั่วตัวเข้าไปหาภิกษุผู้พักกลางวันริมแม่น้ำคงคาเพื่อขอน้ำดื่ม เพราะเมื่อนางตักน้ำจากแม่น้ำคงคาด้วยตนเองน้ำจะกลายเป็นเลือดทุกครั้ง นางเล่าว่าบุตรชื่ออุตตระเป็นอุบาสกผู้มีศรัทธา มักถวายจีวรบิณฑบาตและปัจจัยแก่ภิกษุโดยที่นางไม่เต็มใจ นางจึงด่าว่าบุตรด้วยความตระหนี่ว่าขอให้สิ่งที่ให้ไปกลายเป็นเลือดในโลกหน้า คำสาปแช่งนั้นเองจึงย้อนกลับมาเป็นผลกรรมทำให้น้ำในแม่น้ำคงคากลายเป็นเลือดสำหรับนางเสมอ
- หน้า ๑๙๙ สุตตเปตวัตถุ เทพธิดาเล่าว่าในอดีตชาติเคยถวายด้ายหนึ่งกลุ่มแก่ภิกษุผู้บวชใหม่เมื่อถูกขอ ผลบุญเพียงเล็กน้อยนี้ทำให้ได้เสวยวิมานอันโอฬารมีอาภรณ์นับไม่ถ้วนนานถึงเจ็ดร้อยปีทิพย์ นางคิดจะกลับไปสร้างบุญเพิ่มในโลกมนุษย์แต่บิดาเตือนว่าญาติทั้งหมดตายไปนานแล้ว เมื่อนางยืนกรานกลับไปดูจริงก็พบว่าญาติมนุษย์แก่ชราหรือตายหมดแล้วในเวลาเพียงไม่กี่ปีทิพย์ เรื่องนี้เปรียบเทียบเวลาต่างภพภูมิและสอนให้รีบทำความดีเพราะเห็นชัดว่าคนทำบุญย่อมมีสุขต่างจากผู้ไม่ทำ
- หน้า ๒๐๐–๒๐๑ กัณณมุณฑเปตวัตถุ ชายหนุ่มเห็นนิมิตเทพบุตรพาไปดูภรรยาเทพผู้งดงามในวิมาน แต่พอถึงเที่ยงคืนนางต้องลุกไปที่สระบัว ถูกสุนัขชื่อกัณณมุณฑะกัดกินเนื้อจนเหลือแต่โครงกระดูกก่อนจะฟื้นคืนร่างเดิม เมื่อถูกถามถึงกรรม นางเปิดเผยว่าเมื่อเป็นมนุษย์เคยนอกใจสามีและได้กล่าวคำสาบานเท็จว่าหากนอกใจจริงขอให้สุนัขกัดกินเนื้อตน คำสาบานเท็จนั้นจึงกลายเป็นกรรมสนองให้ต้องถูกสุนัขทรมานซ้ำแล้วซ้ำเล่าแม้จะได้เสวยสุขในวิมานเทพก็ตาม
- หน้า ๒๐๒–๒๐๔ อุพพรีเปตวัตถุ พระนางอุพพรี มเหสีของพระเจ้าพรหมทัตแห่งแคว้นปัญจาละ ทรงกันแสงร่ำไห้ที่เชิงตะกอนหลังพระสวามีสิ้นพระชนม์ ฤๅษีผู้หนึ่งมาถามและชี้ว่าในสถานที่เผาศพแห่งนี้มีพระราชาพระนามพรหมทัตถูกเผามาแล้วถึงแปดหมื่นหกพันพระองค์ ซึ่งล้วนเป็นพระสวามีของพระนางในอดีตชาติต่างๆกันทั้งสิ้น เมื่อพระนางตระหนักว่าตนเวียนว่ายเกิดเป็นทั้งบุรุษและสตรีนับครั้งไม่ถ้วนโดยไม่มีที่สิ้นสุด ก็ทรงคลายความโศกเศร้าลงได้ ทรงออกผนวชเป็นภิกษุณี เจริญเมตตาภาวนา และสิ้นพระชนม์ที่หมู่บ้านอุรุเวลาไปเกิดในพรหมโลกในที่สุด
- หน้า ๒๐๕–๒๐๖ อภิชชมานเปตวัตถุ มีผู้พบเปรตตนหนึ่งเดินข้ามผิวน้ำแม่น้ำคงคาโดยไม่จมลง ท่อนบนเปลือยเปล่าแต่ท่อนล่างมีเครื่องประดับ เมื่อถูกถามจึงบอกว่ากำลังจะไปหมู่บ้านจุนทัฏฐิละใกล้เมืองพาราณสี มหาอำมาตย์โกลิยะเห็นเข้าจึงถวายอาหารและผ้าเหลืองแก่เปรตผ่านช่างกัลบกในเรือ ทันทีที่ถวายทานตรงจุดนั้นเปรตก็มีเสื้อผ้าและเครื่องประดับปรากฏขึ้นทันที ตามด้วยภาพเปรตจำนวนมากที่เคยเป็นแม่เรือนตระหนี่ไม่ยอมสละทรัพย์ทำทาน ต้องอดอยากทุกข์ทรมานหรือเกิดในตระกูลต่ำ ต่างจากผู้ให้ทานที่ไปเกิดในตระกูลสูงและมีความสุข
- หน้า ๒๐๗–๒๑๐ สานุวาสิตเถรเปตวัตถุ พระเถระโปฏฐปาทะแห่งเมืองกุณฑินคร ผู้อยู่ ณ สานุวาสี มีบิดามารดาและพี่ชายที่ตายไปแล้วเกิดเป็นเปรตอนาถา เปลือยกาย ผอมโซ ถูกเข็มแทงทั่วตัวและหวาดกลัว พี่ชายเปลือยกายคลานสี่ขามาขอร้องผ่านคนกลางให้พระเถระช่วยทำบุญอุทิศให้ พระเถระจึงรวบรวมภิกษุถวายสังฆทานหลายครั้งติดต่อกัน ทั้งอาหาร ผ้าเก่าทำจีวร กุฏิ น้ำในหม้อ และพาหนะ พร้อมอุทิศส่วนบุญแก่บิดามารดาและพี่ชายทุกครั้ง ผลบุญปรากฏทันทีให้ญาติทั้งสามได้อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่ สระน้ำ และยานพาหนะตามลำดับจนหมดทุกข์และมาขอบคุณพระเถระด้วยความปีติ
- หน้า ๒๑๑–๒๑๒ รถการีเปตวัตถุ บุรุษผู้หนึ่งพบเทพธิดาผู้งดงามประทับอยู่ลำพังในวิมานอันโอฬารโดยไม่มีสามี จึงชักชวนให้มาร่วมเสวยสุขด้วยกัน นางตอบว่าเขาจะต้องบำเพ็ญกุศลกรรมในโลกนี้ก่อนจึงจะมาอยู่ร่วมกับนางได้ เมื่อเขาทำกุศลกรรมนั้นสำเร็จตามคำแนะนำ หลังตายจึงได้ไปเกิดเป็นสหายร่วมวิมานกับนาง เนื้อหาที่ปรากฏในช่วงนี้เน้นบทสนทนาชักชวนทำบุญมากกว่าการเล่าถึงกรรมชั่วในอดีตของนางโดยตรง
- หน้า ๒๑๓ ภุสเปตวัตถุ มีเปรตสามตนถูกพบ ตนหนึ่งกินสิ่งที่ไม่ควรกิน อีกตนกินข้าวสาลี ส่วนหญิงเปรตอีกตนกินเนื้อและเลือดของตนเอง เมื่อถูกถามถึงกรรม ทราบว่าตนแรกเคยทำร้ายมารดา ตนที่สองเคยเป็นพ่อค้าโกงตาชั่งและมุสาวาทหลอกลวง ส่วนหญิงเปรตกล่าวสาบานเท็จไว้ว่าหากตนปิดบังหรือหลอกลวงสิ่งใดขอให้ต้องกินอุจจาระเป็นอาหาร คำสาปนั้นจึงกลายเป็นผลกรรมทำให้ต้องกินอาหารอันสกปรกน่ารังเกียจตลอดกาลที่เป็นเปรต แสดงให้เห็นว่าคำมุสาสาบานเท็จส่งผลร้ายแรงเช่นเดียวกับการทำร้ายบุพการีหรือโกงผู้อื่น
- หน้า ๒๑๔–๒๑๕ กุมารเปตวัตถุ มีทารกน้อยถูกทิ้งไว้ในป่าช้า รอดชีวิตข้ามคืนด้วยการดูดนิ้วหัวแม่มือของตนเอง ไม่มียักษ์ สัตว์ หรือแร้งกาใดมาทำร้าย ทั้งที่ไม่มีใครดูแลป้องกัน พระพุทธเจ้าผู้ทรงเห็นทารกใกล้ตายจึงทำนายว่าเด็กนี้จะเติบโตเป็นผู้นำตระกูลใหญ่มั่งคั่งของเมือง เมื่อมีผู้สงสัยว่าเหตุใดจึงต้องประสบเคราะห์ร้ายเช่นนี้ พระองค์ทรงเฉลยว่าในอดีตชาติเขาเคยถวายทานยิ่งใหญ่แด่พระพุทธเจ้าและสงฆ์ แต่ภายหลังกลับเปล่งวาจาหยาบคาย ก่อนจะสำนึกผิดกลับมาถวายข้าวยาคูแด่พระตถาคตเจ็ดคืน ความผิดพลาดชั่วครู่นั้นจึงเป็นเหตุให้ต้องรับเคราะห์เพียงคร
- หน้า ๒๑๖–๒๑๗ เสรินีเปตวัตถุ เปรตหญิงเล่าว่าเมื่อเป็นมนุษย์เคยต่อรองเบียดบังเงินเพียงครึ่งมาสกในท่าน้ำอันสุจริต ไม่ยอมสละทรัพย์ทำทานทั้งที่มีโอกาส ผลกรรมทำให้ต้องทนทุกข์อย่างแสนสาหัส แม่น้ำที่เข้าไปดื่มกลับแห้งขอด ร่มเงาที่เข้าไปพักกลับกลายเป็นแดดแผดเผา และมีลมร้อนดุจไฟพัดใส่ตลอดเวลา นางขอร้องให้ผู้พบเห็นไปบอกมารดาที่เมืองหัตถินีปุระว่ามีทรัพย์สี่แสนซ่อนอยู่ใต้เตียงที่ไม่มีใครรู้ ขอให้นำไปทำทานอุทิศส่วนกุศลให้ตน เมื่อมารดาทำตามนั้นแล้วเปรตก็พ้นทุกข์มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
- หน้า ๒๑๘ มิคลุททเปตวัตถุ (ที่หนึ่ง) ชายหนุ่มรูปงามแวดล้อมด้วยบริวารยามกลางวันถูกถามถึงกรรมในอดีตชาติ เขาเล่าว่าเคยเป็นพรานป่าโหดร้ายในกรุงราชคฤห์ ฆ่าสัตว์และทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ยั้งคิด มีสหายผู้เป็นอุบาสกใจดีคอยตักเตือนไม่ให้ทำบาปซ้ำๆแต่เขาไม่ฟัง จนสหายแนะให้อย่างน้อยงดเว้นการฆ่าสัตว์ในเวลากลางคืน เขาจึงรับคำและทำตามบางส่วน ผลกรรมผสมกันทำให้กลางคืนได้เสวยสุขดุจเทพเพราะสำรวมตน แต่กลางวันกลับถูกสุนัขไล่ขบกัดทรมานเพราะยังฆ่าสัตว์อยู่ต่อไป
- หน้า ๒๑๙ ทุติยมิคลุททเปตวัตถุ (ที่สอง) เป็นเรื่องราวของพรานป่าอีกคนหนึ่งซึ่งมีเนื้อหาเกือบซ้ำกับเรื่องก่อนหน้าทุกประการ คือเคยเป็นพรานล่าสัตว์โหดร้ายในกรุงราชคฤห์ มีอุบาสกสหายผู้ศรัทธาคอยห้ามปรามให้เลิกทำบาป เมื่อเขายอมรับข้อเสนอให้งดเว้นการฆ่าสัตว์เฉพาะกลางคืน ผลคือได้เสวยสุขทิพย์ยามค่ำคืนแต่ต้องถูกสุนัขไล่กัดทรมานยามกลางวัน เนื้อหาเป็นการเล่าซ้ำเพื่อย้ำบทเรียนเรื่องผลของการสำรวมกายวาจาแม้เพียงบางส่วน
- หน้า ๒๒๐ เปรตสวมมาลัยและมงกุฎ (เรื่องยังไม่จบ) เริ่มเรื่องเปรตตนใหม่ซึ่งสวมพวงมาลัยและมงกุฎ มีร่างกายดูงดงามราวแต่งกาย แต่กลับใช้มือของตนเองฉีกและกินเนื้อที่หลังของตนเองซ้ำๆ เมื่อถูกถามถึงกรรม เปรตเริ่มเล่าว่าในอดีตชาติเคยประพฤติสิ่งที่เป็นโทษต่อตนเอง ด้วยการพูดส่อเสียด มุสาวาท และหลอกลวงล่อลวงผู้อื่น กำลังจะเล่าถึงเหตุการณ์ในที่ประชุมเมื่อถึงเวลาที่ต้องกล่าวคำสัตย์ แต่เนื้อหาขาดตอนที่หน้า 220 เรื่องราวยังไม่จบและต่อเนื่องไปยังส่วนถัดไปของเอกสาร
- หน้า ๒๒๑–๒๒๒ จบกูฏวินิจฉยกเปตวัตถุ และธาตุวิวัณณเปตวัตถุ (จบจุฬวรรค) ส่วนท้ายของเรื่องเปรตกูฏวินิจฉยิก (เปรตผู้ใส่ร้ายนินทาลับหลัง) ซึ่งถูกพระนารทะตักเตือนไม่ให้พูดส่อเสียดมุสาวาทอีกต่อไป ตามด้วยเรื่องเปรตธาตุวิวัณณะ ผู้เคยตำหนิการบูชาพระสถูปและขัดขวางผู้อื่นไม่ให้ทำบุญ จึงต้องตกนรกแล้วมาเกิดเป็นเปรตกลิ่นเหม็นเน่า ถูกหนอนกัดกินปาก เมื่อเห็นเทพธิดาผู้เคยบูชาพระธาตุด้วยดอกไม้มาเสวยผลบุญอันรุ่งเรือง เปรตจึงตั้งจิตปรารถนาจะได้เกิดเป็นมนุษย์เพื่อบูชาพระธาตุด้วยความไม่ประมาทอีกครั้ง ปิดท้ายด้วยคาถาอุทานสรุปเรื่องทั้งหมดและคำลงท้าย "จุฬวรรคที่ ๓ จบ"
- หน้า ๒๒๓–๒๔๑ อัมพสักขรเปตวัตถุ เจ้าลิจฉวีนามอัมพสักขระพบเปรตตนหนึ่งนอกเมืองเวสาลี ซึ่งมีรัศมีกายงามและกลิ่นหอมฟุ้งแต่เปลือยกาย เปรตเล่าว่าชาติก่อนเป็นคนมิจฉาทิฐิตระหนี่ คอยห้ามผู้อื่นทำทาน แต่เคยทำบุญเล็กน้อยด้วยการนำท่อนไม้ปูข้ามทางโคลนให้คนเดินสะดวก จึงมีรัศมีแต่ยังไร้ผ้านุ่งห่ม เปรตแนะนำให้ถวายผ้าแด่พระเถระกัปปิตกะแล้วอุทิศส่วนกุศลให้ตน ซึ่งเมื่อทำแล้วเปรตก็ปรากฏกายสง่างามมีผ้าครองกาย เรื่องยังโยงไปถึงชายผู้ถูกเสียบหลาวซึ่งอัมพสักขระช่วยไถ่ชีวิตไว้ได้ตามคำแนะนำของพระเถระ จนทั้งอัมพสักขระเป็นอุบาสกถือไตรสรณคมน์และศีลห้า ส่ว
- หน้า ๒๔๑–๒๔๘ ปิงคลกเปตวัตถุ (นันทิกาเปตวัตถุ) และเรวตีเปตวัตถุ พระราชาปิงคลกะแห่งสุรัฏฐะ เมื่อเสด็จกลับจากเข้าเฝ้ากษัตริย์โมริยะ ทรงหลงเข้าเส้นทางประหลาดในป่าที่มีกลิ่นและเสียงน่าสะพรึงกลัว จนพบต้นไทรใหญ่ซึ่งมีเปรต/เทพนามนันทิกะสถิตอยู่พร้อมภักษาหารทิพย์ นันทิกะเล่าว่าชาติก่อนตนมิจฉาทิฐิตระหนี่ ไม่เชื่อผลบุญผลบาป คอยขัดขวางผู้อื่นไม่ให้ทำทาน จึงต้องตกนรกและจะมาเกิดเป็นเปรตต่อไป แต่ธิดาชื่ออุตตราผู้เป็นอุบาสิกาศรัทธาถวายทานแด่ภิกษุทำให้ตนได้รับส่วนบุญบ้าง เรื่องจบด้วยการแนะนำพระราชาให้ถึงพระรัตนตรัยและศีลห้า ซึ่งพระราชาทรงปฏิบัติตามจนเป็นอุบาสกศรัทธา ปิดท้าย
- หน้า ๒๔๘–๒๕๐ อุจฉุเปตวัตถุ เปรตตนหนึ่งเป็นเจ้าของไร่อ้อยขนาดใหญ่ที่เกิดจากผลบุญของตนเอง แต่กลับไม่อาจเสวยผลอ้อยนั้นได้ ทุกครั้งที่พยายามกินก็มีแต่ความทุกข์ทรมาน หิวกระหายและร่ำไห้ พระผู้ทรงคุณอธิบายว่าชาติก่อนเปรตเคยเดินกินอ้อยอยู่ เมื่อมีชายขอแบ่งอ้อยก็นิ่งเฉยไม่ตอบไม่ให้ ผลกรรมนี้จึงตามสนอง ท่านแนะนำให้เปรตกลับไปเก็บอ้อยจากด้านหลังของตนเองแทน เมื่อทำตามแล้วเปรตก็สามารถกินอ้อยได้อย่างอิ่มใจเบิกบาน
- หน้า ๒๕๐–๒๕๑ กุมารเปตวัตถุ ณ กรุงสาวัตถี มีราชกุมารสองพระองค์ผู้มัวเมาในกามคุณ หลงระเริงกับความสุขปัจจุบันโดยไม่คำนึงถึงอนาคต เมื่อสิ้นพระชนม์แล้วต้องไปเกิดในเปตโลก หิวกระหายทุกข์ทรมาน แม้เคยเป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติในโลกมนุษย์ก็กลับไม่มีอะไรเป็นของตนในโลกเปรต คาถาสอนให้เห็นโทษของความเมาในอำนาจและทรัพย์ ผู้มีปัญญาละมานะแห่งความเป็นใหญ่ได้ย่อมไปสู่สุคติ
- หน้า ๒๕๑–๒๕๒ ราชปุตตเปตวัตถุ ราชโอรสองค์หนึ่งผู้มัวเมาในกามสุข เสด็จผ่านพบฤๅษีสุเนตตะผู้สงบสำรวมกำลังบิณฑบาต จึงทรงทำลายบาตรของฤๅษีด้วยความคะนองแล้วเยาะเย้ยว่าฤๅษีจะทำอะไรได้ ด้วยผลกรรมอันหยาบช้าต่อผู้ทรงศีลบริสุทธิ์ พระราชโอรสต้องตกนรกทนทุกข์นับหมื่นปีในหลายอิริยาบถ ก่อนจะมาเกิดเป็นเปรตชื่อขุปปิปาสหตะ (ผู้ถูกความหิวกระหายเบียดเบียน) เรื่องเตือนใจให้เห็นโทษของการล่วงเกินผู้ทรงคุณธรรม
- หน้า ๒๕๒–๒๕๔ คูถขาทกเปตวัตถุ (บุรุษและสตรี) เปรตชายและเปรตหญิงต่างเล่าเรื่องคล้ายกันว่า เมื่อเป็นมนุษย์ตนอาศัยดูแลเรือนด้วยความหวงแหนตระหนี่ อิจฉาริษยา และด่าทอนักบวชที่มาบิณฑบาต จึงถูกกรรมสนองให้ต้องกินอุจจาระในบ่อคูถ ทั้งสองยังเล่าว่าต้องยืนอยู่บนศีรษะของศัตรูผู้เคยทำร้ายตนในอดีต และดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการกินสิ่งที่ตนขับถ่ายลงบนศัตรูนั้นเอง เป็นภาพสะท้อนกรรมของผู้มีวาจาหยาบคายดูหมิ่นสมณะ
- หน้า ๒๕๔–๒๕๖ คณเปตวัตถุ และปาฏลิปุตตเปตวัตถุ กลุ่มเปรตเปลือยกายผอมแห้งซูบซีดจำนวนมากเล่าว่า ชาติก่อนแม้มีของควรให้อยู่มากมายและมีท่าน้ำที่ไม่มีผู้หวงห้าม แต่ตนกลับตระหนี่ไม่สร้างที่พึ่งทางบุญให้แก่ตนเอง จึงต้องระหกระเหินหิวโหยเดินทางไกลเพื่อหาอาหารแต่ไม่เคยได้ ล้มลงซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนบาดเจ็บ พร้อมปรารถนาว่าหากได้เกิดเป็นมนุษย์อีกจะเป็นผู้มีศีลใจบุญ ตามด้วยเรื่องสั้นปาฏลิปุตตเปตวัตถุ ที่เปรตตนหนึ่งกล่าวว่าตนเคยเห็นนรก กำเนิดสัตว์เดรัจฉาน เปรต อสูร มนุษย์ และเทพมาแล้วด้วยตนเอง จะพาไปเมืองปาฏลีบุตรเพื่อให้ผู้ฟังตั้งใจสร้างกุศลกรรม
- หน้า ๒๕๖–๒๕๗ อัมพวนเปตวัตถุ, อักขรุกขเปตวัตถุ, โภคสังหรเปตวัตถุ เปรตหญิงผู้ครองวิมานพร้อมสระบัวและสวนมะม่วงงดงาม เล่าว่าได้มาด้วยผลบุญเล็กน้อยที่ธิดาถวายน้ำอ้อยและร่มเงาอันร่มเย็น จากที่เคยเป็นทาสรับใช้ในตระกูลผู้ดีก็กลับได้เป็นใหญ่ในเรือนในชาตินี้ พร้อมคติสอนใจว่าสิ่งไม่น่ายินดีมักแฝงมาในรูปที่น่ายินดี คนประมาทจึงมักถูกครอบงำ ตามด้วยคาถาสั้นสองบท คือ อักขรุกขเปตวัตถุ สอนว่าสิ่งที่ให้ทานไปแล้วไม่สูญเปล่า ผู้ให้ย่อมข้ามพ้นได้ด้วยทาน จึงควรไม่ประมาท และโภคสังหรเปตวัตถุที่เปรตกล่าวว่าทรัพย์ที่ตนสะสมไว้ด้วยวิธีสุจริตและทุจริตกลับตกเป็นของผู้อื่น ส่วนตนเองมีแต่คว
- หน้า ๒๕๗–๒๕๙ เสฏฐิปุตตเปตวัตถุ, สัฏฐิกูฏสหัสสเปตวัตถุ (จบเปตวัตถุ) เปรตบุตรเศรษฐีทนทุกข์ในนรกมาแล้วหกหมื่นปีเต็ม ถามหาจุดสิ้นสุด แต่ได้รับคำตอบว่าไม่มีที่สิ้นสุดตราบใดกรรมชั่วยังไม่สิ้น เพราะทั้งคู่เคยใช้ชีวิตอย่างฝืดเคืองโดยไม่ยอมให้ทานทั้งที่มีสิ่งควรให้อยู่ ตามด้วยเรื่องเปรตสัฏฐิกูฏสหัสสะ ผู้เคยเอาก้อนหินขว้างศีรษะพระผู้ทรงคุณขณะทรงนั่งบำเพ็ญฌานอยู่ใต้ร่มไม้ด้วยความคะนอง จึงต้องรับผลกรรมเป็นก้อนเหล็กหกหมื่นก้อนตกลงบนศีรษะซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่หยุดหย่อน เตือนถึงโทษมหันต์ของการประทุษร้ายผู้ทรงศีลธรรม จบด้วยคาถาอุทานสรุปรายชื่อเรื่องทั้ง ๑๖ เรื่องในมหาวรรคที่ ๔ และค
- หน้า ๒๖๐ เถรคาถา: คำนำ และวรรคที่ ๑ ตอนต้น เริ่มต้นคัมภีร์เถรคาถาแห่งขุททกนิกาย สุตตันตปิฎก ด้วยคำนอบน้อมพระผู้มีพระภาคและคาถาเกริ่นนำเชิญชวนฟังคาถาของพระเถระผู้อบรมตนแล้วดุจราชสีห์บันลือในถ้ำผา อันแสดงชื่อ โคตร วิธีดำรงชีวิต และความน้อมใจไปในธรรมของแต่ละท่าน จากนั้นเข้าสู่เอกนิบาต วรรคที่ ๑ เริ่มด้วยคาถาพระสุภูติเถระผู้กล่าวถึงกุฎีที่มุงบังอย่างสุขสบายพร้อมจิตหลุดพ้นตั้งมั่นดี และพระมหาโกฏฐิตเถระผู้กล่าวถึงผู้สงบระงับพูดพอประมาณ สลัดอกุศลธรรมออกดุจลมสลัดใบไม้
- หน้า ๒๖๑–๒๖๓ เถรคาถา เอกนิบาต วรรคที่ ๑ (ต่อ) พระเถระหลายรูปกล่าวคาถาแสดงธรรมสั้นๆ ในวรรคเดียวกัน ได้แก่ พระกังขาเรวตะกล่าวถึงปัญญาของพระตถาคตที่ให้แสงสว่างและดวงตาแก่ผู้มาสู่พระศาสนา พระปุณณมันตานีบุตรสอนให้คบหาสัตบุรุษผู้มีปัญญาเพื่อเข้าถึงธรรมอันลึกซึ้ง พระทัพพะและพระวีระกล่าวถึงผู้ฝึกตนได้แล้ว สิ้นความหวาดกลัวและดับกิเลสสนิท พระสีตวนิยะพรรณนาการอยู่ป่าสีตวันอย่างสันโดษมีสติกำกับกาย ส่วนพระภัลลิยะกล่าวถึงการขับไล่เสนามารดุจกระแสน้ำใหญ่พัดพาไม้อ่อน ปิดท้ายวรรคด้วยพระปุณณมาสเถระผู้ไม่ยึดติดในธรรมทั้งปวงและรู้แจ้งความเกิดดับของโลก จบวรรคที่
- หน้า ๒๖๓–๒๖๕ เถรคาถา เอกนิบาต วรรคที่ ๒ วรรคนี้รวมคาถาพระเถระผู้พรรณนาความสุขในการปฏิบัติธรรมและชีวิตในป่า เช่น พระจูฬวัจฉะกล่าวถึงความปราโมทย์ในธรรมที่นำสู่ความสงบสังขาร พระวนวัจฉะและสามเณรของท่านพรรณนาความงามของป่าเขาอันเย็นสบายซึ่งทำให้จิตใจโน้มไปทางวิเวกแม้กายยังอยู่ในหมู่บ้าน พระกุณฑธานะสอนเรื่องการตัดและละสิ่งที่ควรตัดควรละเพื่อข้ามโอฆะ ส่วนพระทาสกะเตือนโทษของความเกียจคร้านและตะกละที่ทำให้ต้องเวียนว่ายในครรภ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปิดท้ายด้วยพระสิงคาลปิตาผู้แผ่ความรู้สึกว่ากายเป็นเพียงกระดูก และพระอชิตะผู้ไม่หวั่นกลัวความตายเพราะไม่มีคว
- หน้า ๒๖๕–๒๖๗ เถรคาถา เอกนิบาต วรรคที่ ๓ พระเถระในวรรคนี้กล่าวถึงความไม่หวาดกลัวและความเพียรในการปฏิบัติ เช่น พระนิโครธะผู้ไม่กลัวภัยเพราะพระศาสดาทรงรอบรู้อมตธรรม พระจิตตกะพรรณนาเสียงนกยูงในป่าอันปลุกความเพียรทางฌาน พระโคสาละใคร่ครวญความเกิดดับแห่งขันธ์หลังฉันอาหาร พระนันทิยะเตือนภัยแก่ผู้คิดร้ายต่อภิกษุผู้มีจิตผ่องใส พระโลมสกังคิยะตั้งใจกำจัดหญ้าเพื่อบำเพ็ญวิเวก และพระอุตติยะกล่าวถึงสติที่เกิดขึ้นยามเจ็บป่วยเตือนให้ไม่ประมาทเวลาที่เหลืออยู่
- หน้า ๒๖๗–๒๖๙ เถรคาถา เอกนิบาต วรรคที่ ๔ วรรคนี้มีคาถาว่าด้วยความอดทนต่อความลำบากในป่าและเมตตาต่อสรรพสัตว์ เช่น พระเถระผู้อยู่ริมโตรกผาอดทนต่อยุงและเหลือบดุจช้างในสนามรบ พระโสปากะสอนให้แผ่ไมตรีจิตต่อสัตว์ทั้งปวงเสมอด้วยบุตรสุดที่รักองค์เดียว พระโปสิยะกล่าวถึงการไม่ยึดติดแม้ในที่อยู่อาศัย พระสามัญญกานิสอนเรื่องการเจริญมรรคมีองค์แปดเพื่อบรรลุอมตธรรม และพระควัมปติผู้เคยใช้ฤทธิ์หยุดแม่น้ำสรภูได้รับการยกย่องจากเทวดา ปิดท้ายด้วยพระติสสะและพระวัฑฒมานะผู้เปรียบราคะและภวราคะดุจถูกหอกทิ่มแทงศีรษะที่ต้องละเสียด้วยสติ
- หน้า ๒๗๐–๒๗๒ เถรคาถา เอกนิบาต วรรคที่ ๕ วรรคนี้มีคาถาหลากหลายอารมณ์ อาทิ พระสิริวัฑฒะพรรณนาสายฟ้าแลบในซอกเขาเวภารและปัณฑวะขณะท่านเข้าฌานในถ้ำ พระสุมังคละเปล่งอุทานด้วยความปีติที่หลุดพ้นจากงานไถนาอันเหนื่อยยาก พระสานุมีบทสนทนากับมารดาผู้ร้องไห้คร่ำครวญราวกับท่านตายไปแล้วทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ พระสมิทธิยืนยันว่าแม้มารจะแปลงรูปมาผจญก็ไม่อาจทำอันตรายแก่ท่านผู้มีสติปัญญามั่นคง และพระวิมละพรรณนาจิตที่สงบนิ่งดุจแผ่นดินที่ถูกลมและสายฟ้าพัดผ่านไปโดยไม่หวั่นไหว
- หน้า ๒๗๒–๒๗๔ เถรคาถา เอกนิบาต วรรคที่ ๖ (หมวดกุฎี) วรรคนี้รวมคาถาของพระเถระหลายรูปว่าด้วยกุฎีที่พำนัก เช่น พระโคธิกะ พระสุพาหุ พระวัลลิยะ และพระอุตติยะ ต่างเปล่งวาจาท้าทายฝนให้ตกลงมาเพราะกุฎีของตนมุงบังดีจิตตั้งมั่นไม่หวั่นไหว พระอัญชนวนิยะและพระโกสัลลวิหารีกล่าวถึงกุฎีในป่าที่นำไปสู่วิชชาสามและความไม่ประมาท พระกุฎีวิหารีสอนว่ากุฎีไม่ไร้ประโยชน์หากผู้อยู่ปราศจากราคะ ขณะที่อีกบทเตือนว่าการอยากได้กุฎีใหม่อยู่ร่ำไปเป็นทุกข์ พระรมณียกุฎิกะปฏิเสธความสนใจในสตรี ส่วนพระสีวลีกล่าวถึงความสำเร็จแห่งความมุ่งหมายที่เข้าไปสู่กุฎีคือการละมานานุสัยได้
- หน้า ๒๗๔–๒๗๕ เถรคาถา เอกนิบาต วรรคที่ ๗ (เริ่มต้น) วรรคที่ ๗ เริ่มด้วยพระวัปปะกล่าวคาถาปริศนาว่าด้วยผู้เห็นและผู้ไม่เห็น (สัมมาทิฐิกับมิจฉาทิฐิ) พระวัชชีปุตตกะเล่าถึงชีวิตอยู่ป่าโดยลำพังราวกับท่อนไม้ที่ถูกทิ้งไว้ แต่กลับเป็นที่อิจฉาของผู้อื่นราวกับสัตว์นรกอิจฉาผู้ไปสวรรค์ พระปักขะและพระวิมลโกณฑัญญะกล่าวถึงการหลุดพ้นจากวัฏฏะแห่งการเวียนเกิด พระเมฆิยะระลึกถึงพระธรรมเทศนาที่ได้ฟังจากพระบรมศาสดาจนบรรลุวิชชาสาม และพระเอกธัมมสวนิยะ พระเอกุทานิยะ พระฉันนะต่างประกาศความสิ้นกิเลสและการบรรลุมรรคผลของตน โดยเนื้อหาวรรคที่ ๗ ยังไม่จบและมีต่อในหน้าถัดไป
- หน้า ๒๗๖–๒๗๗ จบวรรคที่ ๗ และวรรคที่ ๘ แห่งเอกนิบาต (พระวัจฉปาละ พระอาตุมะ และคณะ) ช่วงนี้เป็นตอนจบวรรคที่ ๗ ของเอกนิบาต ปิดท้ายด้วยพระปุณณเถระผู้กล่าวว่าศีลและปัญญาเป็นเลิศทั้งในหมู่มนุษย์และเทวดา จากนั้นเริ่มวรรคที่ ๘ ซึ่งรวมคาถาสั้นๆ ของพระเถระ ๗ รูป ได้แก่ วัจฉปาละ อาตุมะ มาณวะ สุยามนะ สุสารทะ ปิยัญชหะ และหัตถาโรหปุตตะ แต่ละรูปกล่าวถึงธรรมที่ทำให้บรรลุนิพพานได้ง่าย เหตุที่ออกบวชเพราะเห็นความแก่ เจ็บ ตาย การละนิวรณ์ห้าประการโดยสิ้นเชิง คุณค่าของการคบสัตบุรุษ และการฝึกจิตดุจควาญฝึกช้างตกมันด้วยขอสับ อันเป็นอุปมาเรื่องการข่มใจตนเอง
- หน้า ๒๗๘–๒๗๙ ท้ายวรรค ๘ ต่อวรรค ๙ แห่งเอกนิบาต (เมณฑสิระ รักขิตะ อุคคะ และคณะ) ตอนท้ายวรรคที่ ๘ มีพระเมณฑสิระกล่าวถึงกองทุกข์ที่เกิดจากการท่องเที่ยวในสังสารวัฏ พระรักขิตะประกาศว่าราคะ โทสะ โมหะ ถูกละแล้วโดยสิ้นเชิงจนเย็นสงบดับกิเลส และพระอุคคะยืนยันว่ากรรมทั้งปวงสิ้นแล้วไม่มีภพใหม่อีก จากนั้นเข้าสู่วรรคที่ ๙ มีพระสมิติคุตตะ กัสสปะ (ผู้ปลอบใจบุตรมิให้เศร้าโศก) สีหะ (สอนให้เพียรเยี่ยงราชสีห์) นีตะ (ตำหนิผู้มัวเมาหลับนอนและคลุกคลี) สุนาคะ (ผู้ฉลาดในนิมิตจิตเข้าถึงสุขอันไม่มีอามิส) และนาคิตะ ผู้ยืนยันว่าพระศาสดาทรงชี้มรรคเดียวสู่นิพพานด้วยพระองค์เอง
- หน้า ๒๘๐–๒๘๒ ท้ายวรรค ๙ และวรรค ๑๐ แห่งเอกนิบาต (พระจักขุปาละผู้ตาบอด พระขัณฑสุมนะ และคณะ) ท้ายวรรค ๙ มีพระอัชชุนะ เทวสภะ และสามิทัตตะ ประกาศความสำเร็จในการข้ามพ้นกิเลสดุจข้ามกระแสน้ำ วรรค ๑๐ เปิดด้วยพระปริปุณณกะสรรเสริญธรรมที่พระโคตมพุทธเจ้าทรงแสดง ตามด้วยพระวิชยะ เอรกะ (สอนว่ากามนำทุกข์มาให้) เมตตชิ และพระจักขุปาละเถระผู้ตาบอดสนิทซึ่งยืนยันจะไม่คบสหายชั่วแม้ต้องเดินอย่างลำบาก พระขัณฑสุมนะเล่าว่าเพียงถวายดอกไม้ดอกเดียวส่งผลให้เสวยสุขในสวรรค์นานถึง ๘๐ โกฏิปี ก่อนดับกิเลสในภพสุดท้าย ส่วนพระติสสะสละภาชนะทองคำเพื่อรับบาตรดินเป็นการอภิเษกครั้งที่สอง ปิดท้ายด้วยพระอภยะและอุตติยะเตือนภัยแห่
- หน้า ๒๘๓–๒๘๔ วรรค ๑๑ แห่งเอกนิบาต (พระเพลัฏฐกานิ พระสังฆรักขิตะ พระอุสภะ และคณะ) วรรคนี้เตือนภัยความเกียจคร้าน พระเพลัฏฐกานิเปรียบภิกษุผู้เกียจคร้านโลภปากท้องดุจสุกรอ้วนที่วนเวียนกลับสู่ครรภ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พระเสตุจฉะและพันธุระกล่าวถึงผู้ถูกมานะลวงและผู้อิ่มด้วยรสธรรมไม่แสวงหารสอื่น พระขิตกะบรรยายกายที่เบาด้วยปีติสุขดุจปุยนุ่นปลิวลม พระธัมมสังวระและธัมมสฏปิตุเถระ (ผู้บวชเมื่ออายุมากแล้ว) ต่างบรรลุวิชชาสามสำเร็จกิจพรหมจรรย์ พระสังฆรักขิตะเปรียบเทียบผู้อยู่ตามธรรมชาติดุจเนื้อทรายในป่า และพระอุสภะปิดวรรคด้วยภาพขุนเขาที่ชุ่มฉ่ำด้วยเมฆฝนอันเสริมความยินดีแก่ผู้รักวิเวก
- หน้า ๒๘๕–๒๘๗ จบเอกนิบาตด้วยวรรค ๑๒ และเริ่มทุกนิบาต (พระยสะผู้เคยหรูหรา พระอุตตรเถระ) วรรคที่ ๑๒ ซึ่งเป็นวรรคสุดท้ายของเอกนิบาตรวมพระเถระ ๑๐ รูป มีพระเชนตะสอนเรื่องความไม่เที่ยงของชีวิต พระวนวัจฉะพรรณนาความงามของภูเขาและลำธาร พระยสะเล่าว่าเคยประดับกายด้วยเครื่องประดับครบครันก่อนบรรลุวิชชาสาม แสดงความขัดแย้งระหว่างชีวิตหรูหรากับการหลุดพ้น และพระอิสิทัตตะปิดท้ายด้วยการยืนยันความสิ้นทุกข์ จากนั้นมีบทสรุปยอดรวมว่าเอกนิบาตมีพระอรหันต์ทั้งสิ้น ๑๒๐ รูป ก่อนเข้าสู่ทุกนิบาต (หมวดคาถา ๒ บท) วรรคที่ ๑ เริ่มด้วยพระอุตตรเถระผู้กล่าวถึงความไม่เที่ยงของสังขารและขันธ์ที่เกิดดับอยู่เสมอ
- หน้า ๒๘๘–๒๙๐ ทุกนิบาต วรรคที่ ๑ (พระปิณโฑลภารทวาชะ พระคังคาตีริยะ และคณะ) วรรคนี้รวมพระเถระ ๙ รูปต่อจากพระอุตตระ พระปิณโฑลภารทวาชะกล่าวถึงการเลี้ยงชีพโดยธรรมด้วยการบิณฑบาตและเตือนภัยของการได้รับการเคารพบูชาซึ่งเป็นลูกศรอันละเอียดถอนยาก พระวัลลิยะเปรียบจิตที่ถูกฝึกดีแล้วดุจลิงที่ถูกปัญญาข่มไว้ไม่อาจหนีไปไกล พระคังคาตีริยะเล่าการปฏิบัติเคร่งครัดอยู่กุฏิใบตาลริมแม่น้ำคงคาจนทำลายกองมืดได้ในพรรษาที่สาม ส่วนพระราธะเปรียบจิตที่ฝึกดีแล้วดุจเรือนที่มุงดีฝนรั่วเข้าไม่ได้ ปิดท้ายวรรคด้วยพระวสภะผู้กล่าวว่าผู้ทำบาปย่อมทำร้ายตนเองก่อนแล้วจึงทำร้ายผู้อื่น และพราหมณ์แท้อยู่ที่ภายในมิ
- หน้า ๒๙๑–๒๙๓ ทุกนิบาต วรรคที่ ๒ (พระมหาจุนทะ พระมหากาละ พระสิริมา และคณะ) วรรคนี้เปิดด้วยพระมหาจุนทะสอนให้เสพเสนาสนะอันสงัดและหลุดพ้นจากสังโยชน์ พระโชติทาสะและเหรัญญกานิเตือนเรื่องกฎแห่งกรรมที่ไม่มีวันสูญเปล่าและชีวิตที่ร่อยหรอไปทุกวัน พระโสมมิตตะเตือนมิให้คบคนเกียจคร้านเพราะจะจมดุจท่อนไม้เล็กในทะเล พระมหากาละเล่าอุปมาน่าสะพรึงกลัวเรื่องหญิงผิวดำผ่าศีรษะเพื่อเตือนภัยของการสร้างอุปธิ (เหตุแห่งทุกข์) ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พระติสสะเห็นโทษของลาภสักการะจึงสันโดษไม่ติดพัน พระกิมพิละกล่าวถึงหมู่สหายศากยะที่ปาจีนวังสทายวันผู้ยินดีในธรรมและละกามคุณ ปิดท้ายด้วยพระนันทะผู้เอาชนะความฟุ้
- หน้า ๒๙๔–๒๙๖ ทุกนิบาต วรรคที่ ๓ (พระวีตโสกะ พระนันทกะ พระภารทวาชะ และคณะ) วรรคนี้มีพระอุตตระ (อีกรูปหนึ่ง) และภัททชิเล่าเรื่องตำนานพระเจ้าปนาทะผู้มีเสาบูชายัญทองคำ พระโสภิตะระลึกชาติได้ ๕๐๐ กัปในคืนเดียวด้วยสติปัฏฐาน พระวีตโสกะและปุณณมาสะใช้กระจกธรรมพิจารณากายจนเห็นเป็นของว่างเปล่า พระนันทกะเปรียบผู้ปฏิบัติดุจม้าอาชาไนยที่ล้มแล้วลุกด้วยความสังเวชยิ่งขึ้น พระภารตะชวนพระนันทกะไปบันลือสีหนาทต่อหน้าพระศาสดาด้วยความกตัญญู และปิดท้ายด้วยพระภารทวาชะและกัณหทินนะผู้ยืนยันความสำเร็จแห่งพรหมจรรย์และการสิ้นตัณหาในภพ
- หน้า ๒๙๗–๓๐๐ ทุกนิบาต วรรคที่ ๔ (พระอุปวาณะ พระสัมพุลกัจจานะ พระอุสภะ และคณะ) วรรคนี้มีพระสีวกะกล่าวถึงเรือนคือกายที่ไม่เที่ยงและ 'นายช่างเรือน' คือตัณหาที่ต้องแสวงหาให้พบ พระอุปวาณะขอน้ำอุ่นถวายพระศาสดาผู้ทรงประชวรลมเพื่อแสดงความกตัญญูต่อผู้ควรบูชา พระอิสิทินนะสังเกตเห็นอุบาสกที่พูดสอนความไม่เที่ยงของกามแต่ยังยึดติดบุตรภรรยาและเครื่องประดับ ชี้ให้เห็นช่องว่างระหว่างคำสอนกับการปฏิบัติจริง พระสัมพุลกัจจานะประกาศความไม่หวาดกลัวขณะอยู่ในถ้ำน่ากลัวท่ามกลางพายุฝน พระโสณโปฏิริยปุตตะยอมตายในสงครามดีกว่าพ่ายแพ้แล้วมีชีวิตอยู่ พระอุสภะเล่าว่าเคยประมาทขณะขี่คอช้างไปบิณฑบาตก่อนจะเกิ
- หน้า ๓๐๑–๓๐๔ ทุกนิบาต วรรคที่ ๕ จบทุกนิบาต (พระกุมารกัสสปะ พระโมฆราชา พระวิสาขะ และคณะ) วรรคสุดท้ายของทุกนิบาตเปิดด้วยพระกุมารกัสสปะอุทานสรรเสริญพระพุทธ พระธรรม และพระศาสดา พระธัมมปาละสอนภิกษุหนุ่มให้ไม่ประมาทแม้ในยามหลับ พระโมฆราชาแสดงความสันโดษเมื่อถูกถามว่าจะทนหนาวในผ้าเก่าอย่างไร พระวิสาขปัญจาลีบุตรสอนเรื่องวาจาสำรวมและความละเอียดอ่อนแห่งปัญญา พระจูฬกะพรรณนาความงามของธรรมชาติในฤดูฝนเพื่อเร่งเร้าให้เข้าถึงอมตธรรม พระอนูปมะตำหนิจิตของตนที่ดื้อรั้นยากปราบ ส่วนพระวัชชิตะและสันธิตะปิดวรรคด้วยการยืนยันความสิ้นสังสารวัฏ จบทุกนิบาตซึ่งรวมพระเถระทั้งสิ้น ๔๙ รูป
- หน้า ๓๐๕–๓๐๗ ติกนิบาตตอนต้น (พระองคณิกภารทวาชะ พระพากุละ พระยโสชะ และคณะ) ติกนิบาต (หมวดคาถา ๓ บท) เริ่มด้วยพระองคณิกภารทวาชะ อดีตพราหมณ์บูชาไฟผู้แสวงหาความบริสุทธิ์ผิดทางจนพบทางถูกในพระพุทธศาสนา พระปัจจยะตั้งสัตย์ปฏิญาณอดอาหารและไม่ออกจากที่พักจนกว่าจะถอนลูกศรตัณหาได้สำเร็จ พระพากุละสอนให้ประพฤติตามที่พูดจึงจะน่าเชื่อถือ และสรรเสริญนิพพานว่าเป็นสุขแท้จริง พระธนิยะสอนความสันโดษในปัจจัยสี่ พระมาตังคปุตตะสอนไม่ให้อ้างความหนาวร้อนเป็นข้ออ้างละทิ้งกิจ พระขุชชโสภิตะพรรณนาภิกษุผู้เป็นนักพูดแตกฉานแห่งเมืองปาตลีบุตร พระวารณะสอนเมตตาธรรมและผลกรรม ส่วนพระปัสสิกะและยโสชะปิดท้ายด
- หน้า ๓๐๘–๓๑๐ ติกนิบาตจบ (พระอุบาลี พระอุตตรปาละ และคณะ) วรรคนี้ปิดท้ายติกนิบาต มีพระสาฏิมัตติยะสะท้อนความไม่เที่ยงของศรัทธาของผู้อื่นที่มีต่อตน พระอุบาลี พระวินัยธรผู้เลื่องชื่อ สอนภิกษุใหม่ให้คบมิตรดีและศึกษาพระวินัยด้วยความนอบน้อม พระอุตตรปาละเล่าว่าแม้เป็นบัณฑิตก็ยังพลาดตกในบ่วงมารเพราะกามคุณห้า แต่สุดท้ายหลุดพ้นจากบ่วงแห่งมัจจุราชได้ พระอภิภูตะแสดงธรรมแก่หมู่ญาติเรื่องความทุกข์แห่งการเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า พระโคตมะ (อีกรูปหนึ่ง) ทบทวนการท่องเที่ยวในอบายภูมิและภพต่างๆ ก่อนเข้าถึงสันติ พระหาริตะย้ำคำสอนเดียวกับพระพากุละ และพระวิมละปิดวรรคด้วยการเตือนให
- หน้า ๓๑๑–๓๑๓ จตุกกนิบาตตอนต้น (พระนาคสมาละ พระราหุละ และคณะ) จตุกกนิบาต (หมวดคาถา ๔ บท) เริ่มด้วยพระนาคสมาละผู้เห็นหญิงรำระบำที่ทางแยกขณะบิณฑบาตแล้วเกิดความสังเวชจนบรรลุธรรม พระภคุเอาชนะความง่วงเหงาหาวนอนด้วยการเดินจงกรมต่อจนจิตสงบ พระสภิยะสอนเรื่องความเข้าใจสัจธรรมและความเคารพในหมู่เพื่อนพรหมจรรย์ พระนันทกะตำหนิร่างกายอันปฏิกูลที่เป็นบ่วงของมาร พระชัมพุกะสารภาพว่าเคยบำเพ็ญตบะผิดทางถึง ๕๕ ปีก่อนหันมาพึ่งพระรัตนตรัย พระเสนกะรำลึกความปีติที่ได้เห็นพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมที่แม่น้ำคยา พระสัมภูตะสอนเรื่องการรู้จักกาลอันควร และพระราหุละ พระโอรสของพระพุทธเจ้า เริ
- หน้า ๓๑๔–๓๑๖ จตุกกนิบาตจบ (พระราหุละ พระจันทนะ พระธัมมิกะ และคณะ) คาถาของพระราหุละดำเนินต่อ กล่าวถึงสัตว์โลกที่ถูกกามผูกพันดุจปลาติดข่าย และการที่พระองค์ตัดบ่วงแห่งมารจนเย็นสงบ พระจันทนะเล่าว่าเมื่อเห็นภรรยาและบุตรมาหาในชุดประดับงดงามดุจบ่วงมัจจุราช ก็เกิดความสังเวชจนหลุดพ้น พระธัมมิกะสอนว่าธรรมย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรมและนำสุขมาให้ ส่วนบาปนำไปสู่ทุคติ พระสัปปกะพรรณนาความรื่นรมย์ของแม่น้ำอชกรณีและป่าเขาอันเป็นที่อยู่อาศัย และพระมุทิตะปิดวรรคด้วยการตั้งสัตย์อธิษฐานเพียรจนบรรลุวิชชาสาม แม้ร่างกายจะแตกสลายก็ตาม จบจตุกกนิบาตรวมพระเถระ ๑๓ รูป
- หน้า ๓๑๗–๓๒๐ ปัญจกนิบาตตอนต้น (พระราชทัตตะ พระคิริมานันทะ พระวัฑฒะ และคณะ) ปัญจกนิบาต (หมวดคาถา ๕ บท) เริ่มด้วยพระราชทัตตะผู้เห็นซากศพหญิงในป่าช้าจนเกิดราคะชั่วครู่ก่อนพิจารณาโดยแยบคายจนหลุดพ้น พระสุภูตะสอนให้ประพฤติตามคำพูด เปรียบวาจาไพเราะที่ไร้การปฏิบัติดุจดอกไม้สวยแต่ไร้กลิ่น พระคิริมานันทะแสดงความเป็นผู้ไม่หวั่นไหวต่อดินฟ้าอากาศขณะอยู่ในกุฏิมุงดี พระสุมนะกล่าวคำขอบคุณพระอุปัชฌาย์ผู้อนุเคราะห์จนบรรลุวิชชาสามและสิ้นอาสวะ ปิดท้ายด้วยพระวัฑฒะผู้ได้รับคำเตือนสติจากมารดาให้ตั้งใจปฏิบัติจนบรรลุธรรม พร้อมบทสนทนากับน้องสาวผู้เป็นภิกษุณีที่ยืนยันว่าตัณหาไม่มีในใจอีกแล้ว
- หน้า ๓๒๑–๓๒๓ ปัญจกนิบาตต่อ (พระวักกลิ พระวิชิตเสนะ และคณะกัสสปะสองพี่น้อง) พระนทีกัสสปะและคยากัสสปะ อดีตพราหมณ์บูชาไฟและอาบน้ำล้างบาปที่แม่น้ำคยา เล่าว่าเมื่อได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าจึงเข้าใจว่าความบริสุทธิ์แท้จริงคือการชำระบาปด้วยมรรคมีองค์แปด มิใช่การอาบน้ำภายนอก พระวักกลิ ผู้เจ็บป่วยด้วยโรคลม แสดงความตั้งใจจะอยู่ป่าต่อไปด้วยปีติและการเจริญสติปัฏฐานแม้ร่างกายลำบาก พระวิชิตเสนะปิดท้ายด้วยอุปมาการฝึกจิตอันซุกซนดุจการฝึกช้างพยศและม้าอาชาไนยให้เชื่องด้วยสติและความเพียร
- หน้า ๓๒๔–๓๒๕ จบปัญจกนิบาตและเริ่มฉักกนิบาต (พระโสณกุฏิกัณณะ พระโกสิยะ พระอุรุเวลกัสสปะ) พระยสทัตตะเตือนภัยของผู้ฟังธรรมด้วยจิตคิดจับผิดว่าจะเสื่อมจากธรรมดุจปลาในน้ำน้อย ตรงข้ามกับผู้ฟังด้วยจิตบริสุทธิ์ที่จะบรรลุนิพพาน พระโสณกุฏิกัณณะ ผู้เลื่องชื่อด้านการแสดงธรรมไพเราะ เล่าเรื่องคืนที่ได้อยู่เฝ้าและแสดงธรรมต่อหน้าพระพุทธเจ้า พระโกสิยะปิดปัญจกนิบาตด้วยคาถานิยามคุณสมบัติของบัณฑิตหลายแบบ จบปัญจกนิบาตรวม ๑๒ รูป จากนั้นเริ่มฉักกนิบาต (หมวดคาถา ๖ บท) ด้วยพระอุรุเวลกัสสปะ อดีตหัวหน้าชฎิลบูชาไฟ เล่าความสังเวชเมื่อถูกพระพุทธเจ้าทรงเตือนสติหลังไม่ยอมกราบด้วยความถือตัว
- หน้า ๓๒๖–๓๒๘ ฉักกนิบาตต่อ (พระอุรุเวลกัสสปะจบ พระเตกิจฉกานิ พระกุลละ) คาถาพระอุรุเวลกัสสปะดำเนินต่อ เล่าว่าละการบูชายัญและตบะแบบเดิมมาบวชในพระศาสนาจนละราคะโทสะโมหะและได้อภิญญาต่างๆ พระเตกิจฉกานิถูกปลอบใจให้ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ด้วยความเลื่อมใสเมื่อขาดแคลนอาหารและหนาวเหน็บ โดยตอบว่าจะอยู่ด้วยพรหมวิหารสี่แทนความหวั่นไหว พระมหานาคะสอนเรื่องความเคารพต่อเพื่อนพรหมจรรย์ว่าเป็นเหตุแห่งความเจริญหรือเสื่อมในธรรม ปิดท้ายด้วยพระกุลละผู้ไปป่าช้าเห็นซากศพแล้วใช้กระจกธรรมพิจารณากายตนว่าว่างเปล่าเช่นเดียวกับซากศพนั้น
- หน้า ๓๒๙–๓๓๐ ฉักกนิบาตต่อ (พระมาลุงกยบุตร พระสัปปทาสะ และเริ่มเรื่องกาติยานะ) พระมาลุงกยบุตร ผู้เลื่องชื่อจากอุปมาลูกศรอาบยาพิษ สอนว่าตัณหาของผู้ประมาทเติบโตดุจเถาวัลย์ และเชิญชวนให้ขุดรากตัณหาถอนลูกศรแห่งกิเลสด้วยความไม่ประมาทและปัญญา พระสัปปทาสะเล่าเรื่องราวน่าสะเทือนใจว่าบวชมา ๒๕ ปีแต่ไม่เคยได้ความสงบใจเลย จนคิดจะปลิดชีวิตตนเองด้วยมีดโกน แต่ขณะยกมีดขึ้นก็เกิดการพิจารณาโดยแยบคายจนจิตหลุดพ้นบรรลุวิชชาสามในที่สุด ปิดท้ายเริ่มคาถาเตือนสติภิกษุชื่อกาติยานะให้ตื่นขึ้นเจริญภาวนา อย่ามัวหลับใหลประมาท เพราะความแก่และความตายไล่ล้ำเข้ามาดุจกระแสน้ำใหญ่ในมหาสมุทร ซึ่งเนื้อความจะดำ
- หน้า ๓๓๑ พระกาติยานเถระ (ท้ายคาถาต่อจากหน้าก่อน) ส่วนท้ายของคาถาที่ต่อเนื่องมาจากหน้าก่อนหน้านี้ เป็นถ้อยคำให้กำลังใจภิกษุผู้มีนามหรือโคตรว่าอินทสโคตร ให้มั่นคงในทางแห่งความเกษมจากโยคะ เปรียบเทียบกับแสงประทีปริบหรี่และเถาวัลย์ที่โอนเอนตามลม แต่ให้สลัดมารทิ้งไปเสีย ปิดท้ายด้วยการกล่าวถึงผู้ปราศจากราคะในเวทนาทั้งหลายที่รอเวลาอยู่อย่างเยือกเย็น จบด้วยชื่อพระกาติยานเถระ
- หน้า ๓๓๑–๓๓๒ พระมิคชาลเถระ พระมิคชาลเถระกล่าวคาถาสรรเสริญพระธรรมที่พระพุทธเจ้าผู้เป็นดวงตาแห่งโลกทรงแสดงไว้ดีแล้ว ว่าเป็นธรรมที่พาล่วงพ้นสังโยชน์ทั้งปวง ทำลายวัฏสงสาร ตัดรากเหง้าตัณหาและอวิชชา และเป็นเครื่องทำลายเครื่องยนต์แห่งกรรม ท่านพรรณนาคุณของธรรมด้วยคำอุปมาต่อเนื่องหลายคำ เช่น เป็นความสงบดับทุกข์อันประเสริฐ เป็นมรรคมีองค์แปด และเป็นเครื่องเห็นสิ่งทั้งปวงตามความเป็นจริง
- หน้า ๓๓๒–๓๓๓ พระเชนตปุโรหิตปุตตเถระ พระเชนตปุโรหิตปุตตเถระเล่าถึงอดีตที่ท่านมัวเมาด้วยชาติกำเนิด โภคทรัพย์ และรูปโฉม จนหยิ่งผยองไม่ไหว้แม้บิดามารดาหรือผู้เฒ่าผู้แก่ ครั้นเห็นพระผู้มีพระภาคเสด็จพร้อมหมู่สงฆ์ดุจดวงอาทิตย์ทอแสง ท่านจึงละมานะและความมัวเมาทั้งปวง หมอบกราบพระองค์ด้วยจิตผ่องใส และถอนมานะทุกชนิดได้โดยสิ้นเชิงในที่สุด
- หน้า ๓๓๓ พระสุมนเถระ พระสุมนเถระเป็นสามเณรอายุเพียงเจ็ดขวบ เล่าว่าครั้งหนึ่งท่านใช้ฤทธิ์เอาชนะพญานาคผู้มีฤทธิ์มากเพื่อไปตักน้ำจากสระอโนดาตมาถวายพระอุปัชฌาย์ พระศาสดาทรงชี้ให้พระสารีบุตรดูสามเณรผู้นี้ว่าเป็นศิษย์ที่ได้รับการอบรมดีจากพระอนุรุทธเถระ ท่านบรรลุความสงบสูงสุดตั้งแต่ยังเป็นสามเณร
- หน้า ๓๓๓–๓๓๔ พระนหาตกมุนิเถระ พระนหาตกมุนิเถระถูกถามว่าเมื่อป่วยด้วยโรคลมและอยู่ในป่าอันแห้งแล้งจะเป็นอยู่อย่างไร ท่านตอบว่าจะแผ่ปีติสุขอันไพบูลย์ไปทั่วร่างกายเพื่อทนต่อความลำบาก พร้อมทั้งเจริญโพชฌงค์ อินทรีย์ และพละ ท่านกล่าวถึงจิตที่หลุดพ้นจากกิเลส บริสุทธิ์ผ่องใส และอาสวะทั้งปวงที่สิ้นไปไม่เกิดขึ้นอีก ปิดท้ายด้วยการยืนยันว่าขันธ์ห้าถูกกำหนดรู้แล้ว ความสิ้นทุกข์ถึงที่สุดแล้ว ไม่มีภพใหม่อีกต่อไป
- หน้า ๓๓๔–๓๓๕ พระพรหมทัตตเถระ พระพรหมทัตตเถระกล่าวคาถาว่าด้วยความไม่โกรธ ผู้ฝึกตนดีแล้วและเป็นอยู่สม่ำเสมอย่อมไม่มีเหตุให้โกรธ ผู้ที่โกรธตอบผู้โกรธย่อมเลวยิ่งกว่า ส่วนผู้ไม่โกรธตอบย่อมชนะสงครามที่ชนะได้ยาก ท่านสอนให้ระลึกถึงอุปมาความโกรธดุจเลื่อยและตัณหาในรสดุจเนื้อบุตร เพื่อเตือนสติเมื่อความโกรธหรือตัณหาเกิดขึ้น
- หน้า ๓๓๕ พระสิริมัณฑเถระ พระสิริมัณฑเถระเตือนถึงความไม่เที่ยงของชีวิต โลกถูกความตายและความชราห้อมล้อมอยู่เสมอ เปรียบมัจจุ พยาธิ และชราดุจกองไฟใหญ่ที่ไม่มีใครต้านทานหรือหนีพ้นได้ ท่านสอนให้ทำวันคืนไม่ให้ว่างเปล่าไม่ว่าจะทำมากหรือน้อย เพราะราตรีสุดท้ายอาจมาถึงเมื่อใดก็ได้ จึงไม่ควรประมาท
- หน้า ๓๓๕–๓๓๖ พระสัพพกามเถระ (จบฉักกนิบาต) พระสัพพกามเถระพรรณนาความไม่สะอาดของกายมนุษย์และภัยของกามคุณที่ปรากฏในรูปสตรี เปรียบผู้ติดกามเหมือนเนื้อติดกับดัก ปลาติดเบ็ด หรือลิงติดยาง ผู้หลีกเลี่ยงกามได้ดุจก้าวเลี่ยงหัวงูย่อมล่วงพ้นตัณหาในโลกได้ เมื่อเห็นโทษของกามและเห็นเนกขัมมะเป็นความปลอดภัยแล้ว ท่านก็หลุดพ้นจากกามทั้งปวงและบรรลุความสิ้นอาสวะ ท้ายบทนี้เป็นอุทานปิดท้ายฉักกนิบาต (หมวดพระเถระผู้มีคาถา ๖ คาถา)
- หน้า ๓๓๗ พระสุนทรสมุทรเถระ (เริ่มสัตตกนิบาต) เริ่มสัตตกนิบาต (หมวดคาถา ๗ คาถา) ด้วยเรื่องพระสุนทรสมุทรเถระ ซึ่งครั้งหนึ่งหญิงแพศยาแต่งกายงดงามมาชักชวนให้ท่านสึกออกไปครองเรือนและรับทรัพย์สมบัติ โดยสัญญาว่าจะบวชด้วยกันเมื่อแก่เฒ่า เมื่อท่านเห็นนางเดินเข้ามาพร้อมเครื่องประดับดุจบ่วงมัจจุที่ขึงไว้ ท่านจึงเกิดการพิจารณาโดยแยบคายขึ้นในใจ
- หน้า ๓๓๗–๓๓๘ พระลกุณฏกเถระ (ลกุณฏกภัททิยเถระ) พระลกุณฏกเถระ (บางฉบับระบุว่าคือพระลกุณฏกภัททิยเถระ) กล่าวถึงพระภัททิยะผู้เพิกถอนตัณหาพร้อมรากเหง้าและเพ่งฌานอยู่ในป่าอัมพาฏการาม ท่านเองพอใจในความเป็นอยู่โคนไม้และยินดีในพระศาสนา ขอให้พระพุทธเจ้าประทานพรให้ตนตั้งสติกำหนดกายเป็นนิจ ท่านกล่าวว่าผู้ไม่รู้แจ้งทั้งภายในภายนอกย่อมถูกเสียงพัดพาไป ส่วนผู้รู้แจ้งทั้งภายในภายนอกโดยไม่มีเครื่องกั้นย่อมไม่ถูกเสียงพัดพาไปได้
- หน้า ๓๓๘–๓๓๙ พระภัททเถระ พระภัททเถระเล่าว่าท่านเป็นบุตรคนเดียวที่บิดามารดารักยิ่งและได้มาด้วยการบวงสรวงหลายครั้ง เมื่อโตขึ้นบิดามารดาก็มอบท่านถวายเป็นผู้รับใช้พระชินเจ้า พระศาสดารับสั่งให้พระอานนท์บวชให้ทันทีเพราะทรงเห็นว่าจะเป็นผู้มีปัญญา ท่านบวชแล้วจิตหลุดพ้นก่อนตะวันตกดิน ได้รับอุปสมบทด้วยพระวาจา "เอหิ ภัททา" และบรรลุวิชชาสามตั้งแต่อายุเพียงเจ็ดขวบ
- หน้า ๓๓๙–๓๔๐ พระโสปากเถระ พระโสปากเถระเล่าว่าท่านได้เข้าเฝ้าพระศาสดาขณะทรงจงกรมอยู่ในเงาปราสาท ได้ตอบคำถามธรรมะอย่างแกล้วกล้าไม่หวั่นไหว จนพระศาสดาทรงพอพระทัยตรัสสรรเสริญชาวอังคะมคธที่ได้ปฏิบัติบำรุงพระองค์ และประทานอุปสมบทให้แก่ท่านทันที ท่านบวชตั้งแต่อายุเจ็ดขวบและทรงไว้ซึ่งอัตภาพสุดท้าย
- หน้า ๓๔๐–๓๔๑ พระสรภังคเถระ (จบสัตตกนิบาต) พระสรภังคเถระได้ชื่อนี้เพราะเคยหักกกด้วยมือทำเป็นกุฏิ แต่บัดนี้พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามหักกกแล้ว ท่านกล่าวถึงพระพุทธเจ้าเจ็ดพระองค์ในอดีต (วิปัสสี สิขี เวสสภู กกุสันธะ โกนาคมนะ กัสสปะ และโคดม) ที่ทรงดำเนินตามมรรคเดียวกันคือแสดงอริยสัจสี่ด้วยความอนุเคราะห์สัตว์โลก ท่านจบด้วยการประกาศความหลุดพ้นโดยสิ้นเชิง ท้ายบทนี้เป็นอุทานปิดท้ายสัตตกนิบาต
- หน้า ๓๔๑–๓๔๒ พระมหากัจจายนเถระ (เริ่มอัฏฐกนิบาต) เริ่มอัฏฐกนิบาต (หมวดคาถา ๘ คาถา) ด้วยพระมหากัจจายนเถระผู้สอนไม่ให้ทำกรรมมากเกินควรหรือขวนขวายเพื่อรสอาหารจนละทิ้งประโยชน์ที่แท้จริง เตือนว่าการไหว้บูชาจากตระกูลต่างๆ เป็นเหมือนหล่มโคลนที่ถอนตัวยาก ท่านสอนว่าไม่ควรทำบาปโดยอ้างผู้อื่นเพราะกรรมเป็นของเฉพาะตน และผู้มีปัญญาแม้ยากจนก็ยังดำรงชีวิตอยู่ได้ดีกว่าผู้มีทรัพย์แต่ขาดปัญญา ท่านปิดท้ายด้วยอุปมาคนตาบอด หูหนวก และเป็นใบ้ เพื่อสอนให้ผู้มีปัญญาไม่ยึดติดในสิ่งที่เห็นหรือได้ยิน
- หน้า ๓๔๒–๓๔๓ พระสิริมิตตเถระ พระสิริมิตตเถระกล่าวคาถาซ้ำเป็นบทว่าภิกษุผู้ไม่มักโกรธ ไม่ผูกโกรธ ไม่มีมารยา และไม่พูดส่อเสียด ประกอบด้วยคุณธรรมต่างๆ เช่น คุ้มครองทวาร มีศีลงาม มีมิตรดี และมีปัญญาดี ย่อมไม่เศร้าโศกเมื่อละไปแล้ว ท่านยังกล่าวว่าผู้มีศรัทธาไม่หวั่นไหวในพระตถาคต มีศีลงาม เลื่อมใสในสงฆ์ และเห็นตรงตามความจริง ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ยากจน ชีวิตของเขาไม่ว่างเปล่า
- หน้า ๓๔๓–๓๔๔ พระมหาปันถกเถระ (จบอัฏฐกนิบาต) พระมหาปันถกเถระเล่าว่าเมื่อแรกเห็นพระศาสดาผู้ไม่มีภัยจากที่ไหน ท่านเกิดความสังเวชและออกบวชสละบุตรภรรยาทรัพย์สมบัติทั้งหมด ท่านตั้งใจไม่ยอมนั่งแม้ครู่เดียวจนกว่าจะถอนลูกศรคือตัณหาได้ ด้วยความเพียรนั้นท่านบรรลุวิชชาสามและกิจแห่งพรหมจรรย์ ท่านยังเนรมิตกายเป็นพันด้วยฤทธิ์นั่งอยู่ในสวนมะม่วงรอทูตของพระศาสดามาเรียกก่อนรับทักษิณาในฐานะเนื้อนาบุญของโลก ท้ายบทนี้เป็นอุทานปิดท้ายอัฏฐกนิบาต
- หน้า ๓๔๔–๓๔๖ พระภูตเถระ (นวกนิบาตทั้งหมด) นวกนิบาต (หมวดคาถา ๙ คาถา) มีพระเถระเพียงรูปเดียวคือพระภูตเถระ ผู้กล่าวคาถาซ้ำวรรคว่า "ยินดียิ่งกว่านั้นย่อมไม่มี" หลังพรรณนาความสุขจากฌานในสถานที่ต่างๆ เช่น ขณะฟ้าคำรณและฝนตกในป่า ริมฝั่งแม่น้ำที่มีดอกไม้บาน ในถ้ำเขาอันเงียบสงัดท่ามกลางเสียงคำรามของสัตว์ร้าย และเมื่อสงบวิตกทั้งปวงในซอกเขา ท่านสรุปว่าผู้สิ้นอาสวะแล้วย่อมมีความสุขเช่นนี้ซึ่งประเสริฐยิ่งกว่าความยินดีอื่นใด
- หน้า ๓๔๖–๓๔๘ พระกาฬุทายีเถระ (เริ่มทสกนิบาต) เริ่มทสกนิบาต (หมวดคาถา ๑๐ คาถา) ด้วยพระกาฬุทายีเถระผู้กราบทูลเชิญพระพุทธเจ้าเสด็จกลับกรุงกบิลพัสดุ์ โดยใช้ภาพต้นไม้ผลัดใบผลิดอกออกผลเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาอันเหมาะสมแก่การเสด็จ ท่านกล่าวสรรเสริญพระวงศ์ศากยะ กล่าวถึงพระเจ้าสุทโธทนะพระราชบิดาและพระนางมายาพระราชมารดาผู้สิ้นพระชนม์ไปเสวยสุขในสวรรค์ และประกาศตนว่าเป็นเสมือนหลานโดยธรรมของพระพุทธเจ้า
- หน้า ๓๔๘–๓๔๙ พระเอกวิหาริยเถระ พระเอกวิหาริยเถระกล่าวถึงความผาสุกของการอยู่ผู้เดียวในป่าที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญ ท่านตั้งใจจะไปแสวงหาความสงัดในป่าลำพัง อาบน้ำที่ซอกเขาเย็นสดชื่น และตั้งใจแน่วแน่จะไม่ออกจากป่าจนกว่าจะสิ้นอาสวะ ท่านเปรียบตนเองเหมือนพระจันทร์เต็มดวงในคืนวันเพ็ญเมื่อบรรลุความหลุดพ้นโดยสมบูรณ์
- หน้า ๓๕๐–๓๕๑ พระมหากัปปินเถระ พระมหากัปปินเถระกล่าวถึงผู้มีปัญญาที่เห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าทั้งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ ท่านสอนว่าอานาปานสติที่เจริญดีแล้วย่อมทำให้จิตสว่างไสวดุจพระจันทร์พ้นจากเมฆ ผู้มีปัญญาแม้ทรัพย์สินหมดสิ้นก็ยังดำรงชีวิตอยู่ได้ แต่ผู้มีทรัพย์ขาดปัญญาหาดำรงอยู่ไม่ได้ ความตายเป็นเรื่องธรรมดาไม่น่าประหลาดใจ ท่านสรุปว่าปัญญาย่อมประเสริฐกว่าทรัพย์เพราะนำพาข้ามพ้นได้ดุจเรือข้ามแม่น้ำ
- หน้า ๓๕๑–๓๕๒ พระจูฬปันถกเถระ พระจูฬปันถกเถระเล่าว่าแต่เดิมท่านเป็นผู้เชื่องช้าในการเรียนจนถูกพี่ชายขับไล่ให้กลับไปเป็นคฤหัสถ์ ขณะยืนเศร้าโศกอยู่หน้าซุ้มประตูวัด พระศาสดาเสด็จมาลูบศีรษะจูงมือท่านเข้าไปในวัดและประทานผ้าเช็ดพระบาทให้เป็นอารมณ์กรรมฐาน ท่านปฏิบัติตามจนบรรลุวิชชาสาม เนรมิตกายเป็นพันนั่งในสวนมะม่วงรอทูตมาเรียก และรับทักษิณาในฐานะเนื้อนาบุญของโลก
- หน้า ๓๕๒–๓๕๓ พระกัปปเถระ พระกัปปเถระพิจารณาความปฏิกูลของร่างกายอย่างละเอียด ว่าเต็มไปด้วยของโสโครกจากตระกูลต่างๆ เป็นแผลใหญ่เต็มไปด้วยหนองเลือด มีเส้นเอ็นหกสิบเส้นร้อยรัดและมีหนังหุ้มห่อไว้ ไร้ประโยชน์และเน่าเปื่อยอยู่เสมอ ท่านสอนว่ากายนี้ถูกอวิชชาปกคลุมและเครื่องผูกสี่อย่างร้อยรัด จมอยู่ในโอฆะ ผู้ยึดติดในกายย่อมพอกพูนกองทุกข์ ส่วนผู้เบื่อหน่ายและถอนรากภพได้ย่อมดับสนิทไม่มีอาสวะ
- หน้า ๓๕๓–๓๕๔ พระอุปเสนวังคันตบุตรเถระ พระอุปเสนเถระ วังคันตบุตร สอนให้ภิกษุเสพเสนาสนะอันสงัด ปราศจากเสียงอึกทึก มีสัตว์ร้ายอาศัยอยู่ เพื่อประโยชน์แก่การหลีกเร้น ควรนำผ้าจากกองขยะหรือป่าช้ามาทำเป็นสังฆาฏิและใช้จีวรเศร้าหมอง เที่ยวบิณฑบาตตามลำดับบ้านด้วยจิตนอบน้อมและสำรวมทวาร พอใจในของเศร้าหมองไม่แสวงหารสมากมาย และเจริญทั้งสมถะและวิปัสสนาจนถึงความหมดจดหมดอาสวะ
- หน้า ๓๕๔–๓๕๕ พระโคตมเถระ (จบทสกนิบาต) พระโคตมเถระสอนให้พิจารณาประโยชน์ตนและคำสอนของพระพุทธเจ้าว่าสิ่งใดสมควรแก่ผู้บวช ได้แก่การมีมิตรดี การศึกษาให้มาก ความเคารพครูอาจารย์และพระรัตนตรัย อาชีวะบริสุทธิ์ การเสพเสนาสนะป่า ความเป็นพหูสูต การเจริญสัญญาว่าไม่เที่ยง ไม่ใช่ตน และปฏิกูล ตลอดจนการเจริญโพชฌงค์ อิทธิบาท อินทรีย์ พละ และมรรคมีองค์แปด ท่านสรุปว่าพึงละตัณหาพร้อมรากเหง้าเพื่อความหลุดพ้น ท้ายบทนี้เป็นอุทานปิดท้ายทสกนิบาต
- หน้า ๓๕๖–๓๕๗ พระสังกิจจเถระ (เอกาทสกนิบาตทั้งหมด) เอกาทสกนิบาต (หมวดคาถา ๑๑ คาถา) มีพระเถระเพียงรูปเดียวคือพระสังกิจจเถระ ผู้พรรณนาความยินดีในความสงัดของป่าอันงดงามยามฤดูฝน หินสีต่างๆ ริมน้ำใส และที่อยู่ในป่าเขาถ้ำอันมีสัตว์ร้ายอาศัย ท่านตั้งใจไม่คิดร้ายต่อผู้ใดแม้จะถูกทำร้าย และประกาศว่าได้ปรนนิบัติพระศาสดาทำกิจแห่งพระศาสนาเสร็จสิ้นแล้ว ปลงภาระหนักลงแล้ว ไม่ยินดีในความตายหรือชีวิต เพียงรอเวลาดุจลูกจ้างที่รอรับค่าจ้าง
- หน้า ๓๕๗–๓๕๘ พระสีลวเถระ (เริ่มทวาทสกนิบาต) เริ่มทวาทสกนิบาต (หมวดคาถา ๑๒ คาถา) ด้วยพระสีลวเถระผู้แสดงคุณของศีลอย่างพิสดารว่าเป็นรากฐานของสมบัติทั้งปวง เป็นกำลัง เป็นอาวุธ เป็นเครื่องประดับ เป็นเกราะ เป็นสะพาน เป็นกลิ่นหอมและเป็นเสบียงเดินทางอันประเสริฐ ผู้มีศีลย่อมได้รับการสรรเสริญทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ส่วนผู้ทุศีลย่อมถูกติเตียนทั้งสองโลก ท่านสรุปว่าศีลเป็นเลิศในโลกนี้ แต่ปัญญาเป็นสิ่งสูงสุด มนุษย์และเทวดาย่อมชนะได้ด้วยศีลและปัญญา
- หน้า ๓๕๘–๓๖๐ พระสุนีตเถระ (จบทวาทสกนิบาต) พระสุนีตเถระเล่าว่าแต่เดิมท่านเกิดในตระกูลต่ำ ยากจน มีอาชีพเก็บกวาดดอกไม้ที่ถูกทิ้ง ถูกผู้คนรังเกียจดูหมิ่น เมื่อเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จเข้าเมืองพร้อมหมู่สงฆ์ ท่านจึงวางคานหาบเข้าไปกราบทูลขอบวช พระศาสดาทรงอนุเคราะห์ประทานเอหิภิกขุอุปสมบทให้ ท่านไปบำเพ็ญเพียรในป่าคนเดียวจนบรรลุวิชชาสามภายในคืนเดียว ท้าวสักกะและพรหมมาน้อมไหว้ท่านว่าแม้เกิดต่ำแต่เป็นผู้ควรบูชา ท้ายบทนี้เป็นอุทานปิดท้ายทวาทสกนิบาต
- หน้า ๓๖๐–๓๖๒ พระโสณโกฬิวิสเถระ (เตรสกนิบาตทั้งหมด) เตรสกนิบาต (หมวดคาถา ๑๓ คาถา) มีพระเถระเพียงรูปเดียวคือพระโสณโกฬิวิสเถระ ผู้เคยเป็นบุคคลสำคัญยิ่งของแคว้นอังคะ บัดนี้ก้าวข้ามทุกข์ด้วยธรรมแล้ว ท่านสอนเรื่องการตัดเครื่องผูกห้าอย่างและเจริญคุณธรรมห้าอย่างให้ยิ่งขึ้น เตือนว่าความจองหองและความประมาทเป็นเหตุให้ศีล สมาธิ ปัญญาไม่บริบูรณ์ ท่านกล่าวถึงอุปมาสายพิณที่พระศาสดาทรงแสดงเรื่องความเพียรพอดี ซึ่งเป็นเรื่องราวมีชื่อเสียงของท่าน และจบด้วยการเปรียบจิตที่หลุดพ้นแล้วดุจภูเขาศิลาแท่งทึบที่ไม่หวั่นไหวต่อลม
- หน้า ๓๖๒–๓๖๓ พระเรวตเถระ (เริ่มจุททสกนิบาต) เริ่มจุททสกนิบาต (หมวดคาถา ๑๔ คาถา) ด้วยพระเรวตเถระผู้กล่าวว่าตั้งแต่บวชแล้วไม่เคยคิดร้ายต่อผู้ใด แม้จะถูกผู้อื่นทำร้ายก็ไม่คิดร้ายตอบ ท่านเจริญเมตตาจิตอันหาประมาณมิได้ตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอน เป็นมิตรและเพื่อนของสรรพสัตว์ทั้งปวง เจริญพรหมวิหารธรรมจนจิตไม่หวั่นไหวดุจภูเขาศิลา และประกาศว่าได้ทำกิจแห่งพระศาสนาเสร็จสิ้นแล้วพร้อมจะปรินิพพาน
- หน้า ๓๖๓–๓๖๕ พระโคทัตตเถระ (จบจุททสกนิบาต) พระโคทัตตเถระเปรียบผู้มีปัญญาว่าดุจม้าอาชาไนยที่อดทนต่อภาระหนักและดุจทะเลที่ไม่เต็มด้วยน้ำ ผู้มีปัญญาย่อมไม่ดูหมิ่นผู้อื่น ท่านสอนว่าคนพาลย่อมถูกความสุขทำให้ฟูและความทุกข์ทำให้ฟุบ แต่ผู้มีปัญญาย่อมตั้งมั่นดุจเสาเขื่อนไม่หวั่นไหวทั้งในลาภเสื่อมลาภ ยศเสื่อมยศ นินทาสรรเสริญ ไม่เปื้อนด้วยสิ่งใดดุจหยดน้ำบนใบบัว ท่านกล่าวว่าความยากจนโดยธรรมประเสริฐกว่าลาภโดยอธรรม และความตายโดยธรรมประเสริฐกว่าชีวิตโดยอธรรม ท้ายบทนี้เป็นอุทานปิดท้ายจุททสกนิบาต
- หน้า ๓๖๕–๓๖๗ พระอัญญาโกณฑัญญเถระ (เริ่มโสฬสกนิบาต) เริ่มโสฬสกนิบาต (หมวดคาถา ๑๖ คาถา) ด้วยพระอัญญาโกณฑัญญเถระ ปฐมสาวกผู้ตรัสรู้ธรรมพร้อมพระพุทธเจ้าเป็นองค์แรก ท่านกล่าวถึงความเลื่อมใสที่เพิ่มพูนขึ้นเมื่อฟังธรรมอันปราศจากราคะ และคาถาอันมีชื่อเสียงว่า "สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา" อันเป็นทางแห่งความหมดจด ท่านพรรณนาตนว่าตัดบ่วงมาร ทำลายเครื่องขวางกั้น ข้ามพ้นแล้ว และเตือนภิกษุผู้ฟุ้งซ่านคบมิตรชั่วว่าจะจมอยู่ในห้วงน้ำใหญ่ ต่างจากผู้ไม่ฟุ้งซ่านมีมิตรดีย่อมถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้
- หน้า ๓๖๗–๓๖๙ พระอุทายีเถระ (จบโสฬสกนิบาต) พระอุทายีเถระสรรเสริญพระพุทธเจ้าว่าทรงเป็นมนุษย์ผู้ฝึกตนได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งมนุษย์และเทวดาต่างนอบน้อม ท่านพรรณนาพระองค์ด้วยอุปมา "นาค" อันวิจิตร คือมีศีลเป็นเท้า มีสติสัมปชัญญะเป็นการเยื้องกราย มีศรัทธาเป็นงวง มีปัญญาเป็นเขี้ยวและศีรษะ และมีวิเวกเป็นหาง ทรงสำรวมในทุกอิริยาบถไม่ว่าเดิน ยืน นั่ง หรือนอน เปรียบดังดอกบัวที่เกิดในน้ำแต่ไม่แปดเปื้อนด้วยน้ำ พระองค์เกิดในโลกแต่ไม่แปดเปื้อนด้วยโลก ท้ายบทนี้เป็นอุทานปิดท้ายโสฬสกนิบาต
- หน้า ๓๖๙–๓๗๑ พระอธิมุตตเถระ (เริ่มวีสตินิบาต) เริ่มวีสตินิบาต (หมวดคาถา ๒๐ คาถา) ด้วยเรื่องราวมีชื่อเสียงของพระอธิมุตตเถระ ผู้ถูกโจรจับตัวไว้เพื่อฆ่าบูชายัญ เมื่อโจรถามว่าเหตุใดจึงไม่หวั่นกลัวความตาย ท่านตอบว่าผู้สิ้นสังโยชน์แล้วย่อมไม่มีทุกข์ทางใจ ไม่กลัวตายดุจการวางภาระลง โจรประหลาดใจจึงถามถึงคำสอนที่ทำให้พ้นจากความโศก เมื่อทราบว่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าผู้มีมหากรุณา โจรบางพวกจึงทิ้งอาวุธเลิกเป็นโจร และบางพวกออกบวชจนบรรลุนิพพานในที่สุด
- หน้า ๓๗๒–๓๗๔ พระปาราสริยเถระ พระปาราสริยเถระ (บางฉบับว่าปาราปริยะ) ครุ่นคิดขณะนั่งบำเพ็ญเพียรผู้เดียวว่าบุคคลควรปฏิบัติอย่างไรจึงจะไม่เบียดเบียนผู้อื่น ท่านสอนว่าอินทรีย์ทั้งหลายหากไม่สำรวมย่อมนำไปสู่ความพินาศ หากสำรวมย่อมนำไปสู่ประโยชน์ ท่านแสดงอันตรายของการปล่อยตาหูจมูกลิ้นกายให้หลงใหลในรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัส โดยเฉพาะเตือนถึงภัยของการติดใจในรูปเสียงกลิ่นสัมผัสของสตรีว่านำทุกข์นานัปการมาให้ ท่านสรุปว่าผู้เจริญศรัทธา วิริยะ สมาธิ สติ และปัญญา ย่อมข่มอารมณ์ทั้งห้าได้และถึงความสุขด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า
- หน้า ๓๗๔–๓๗๖ พระเตลุกานิเถระ พระเตลุกานิเถระเล่าถึงความเพียรพยายามอันยาวนานเพื่อแสวงหาความสงบใจแต่ไม่พบ ท่านสงสัยว่าใครเล่าข้ามพ้นโลกได้ ใครถึงอมตธรรม รู้สึกดุจปลาติดร่างแหหรือถูกบ่วงผูกมัด มีลูกศรคือความสงสัยฝังอยู่ภายในซึ่งไม่มีผู้ใดถอนให้ได้ ในที่สุดท่านพบพระศาสดาผู้ประทานบันไดธรรมอันมั่นคง ให้ขึ้นสู่ปราสาทแห่งสติปัฏฐานเพื่อพิจารณาเห็นมรรคดุจการขึ้นเรือข้ามฟาก และทรงถอนลูกศรกับกลิ่นแห่งกิเลสที่ฝังแน่นมานานให้แก่ท่าน
- หน้า ๓๗๖–๓๘๐ พระรัฏฐปาลเถระ พระรัฏฐปาลเถระพิจารณาความไม่จีรังของร่างกายที่ประดับงดงามว่าเป็นเพียงเครื่องลวงคนพาล และเปรียบผู้ติดกามดุจเนื้อที่ติดบ่วงพราน ท่านกล่าวว่าคนที่ได้ทรัพย์มักสะสมและปรารถนากามยิ่งขึ้นโดยไม่รู้จักอิ่ม แม้กษัตริย์และสามัญชนต่างก็ตายไปทั้งที่ยังกระหายอยาก มีเพียงกรรมเท่านั้นที่ติดตามไปส่วนทรัพย์ตกเป็นของทายาท เมื่อเห็นภัยของกาม การเกิดในครรภ์ และนรก ท่านจึงเกิดความสังเวชจนบรรลุความสิ้นอาสวะ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นคาถาที่ท่านเคยแสดงแก่พระราชาผู้เป็นพระสหายเก่า
- หน้า ๓๘๐–๓๘๓ พระมาลุงกยปุตตเถระ พระมาลุงกยปุตตเถระแสดงคำสอนเรื่องการสำรวมอินทรีย์อย่างเป็นระบบ ว่าเมื่อเห็นรูป ได้ยินเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องสัมผัส หรือรู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ แล้วขาดสติใส่ใจในสิ่งที่น่ารักใคร่ ย่อมเกิดเวทนาที่จิตยึดติดพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ เรียกว่าห่างไกลจากนิพพาน แต่หากมีสติสำรวมระวังในทวารทั้งหกโดยไม่ยึดติดในเวทนาที่เกิดขึ้น เวทนานั้นย่อมเสื่อมไม่พอกพูน เรียกว่าอยู่ใกล้นิพพาน ท่านแสดงคำสอนนี้ซ้ำครบทั้งหกทวารอย่างเป็นระบบ
- หน้า ๓๘๓–๓๘๕ บทสนทนาพราหมณ์เสละกับพระพุทธเจ้า (เสลสูตร ยังไม่จบ) ช่วงท้ายของหน้า ๓๘๓-๓๘๕ เริ่มบทสนทนาระหว่างพราหมณ์เสละกับพระผู้มีพระภาค (เสลสูตร) ซึ่งยังไม่จบภายในเนื้อหาช่วงนี้ พราหมณ์เสละพรรณนาลักษณะมหาบุรุษของพระพุทธเจ้าว่าสมบูรณ์พร้อมดุจพระเจ้าจักรพรรดิ จึงทูลถามเหตุใดจึงทรงผนวชเป็นเพียงสมณะ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าพระองค์ทรงเป็นธรรมราชาผู้หมุนล้อธรรมอันไม่มีใครหมุนกลับได้ เมื่อพราหมณ์เสละถามถึงเสนาบดีผู้สืบสานล้อธรรมนั้น พระองค์ตรัสตอบว่าคือพระสารีบุตร และตรัสยืนยันความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพระองค์ เนื้อหาตอนนี้ดำเนินต่อเกินหน้า ๓๘๕ ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดข
- หน้า ๓๘๖–๓๘๗ พระเสละเถระ (ท้ายบท) และพระภัททิยกาฬิโคธาบุตรเถระ ช่วงต้นหน้า ๓๘๖ เป็นคาถาปิดท้ายของพระเสละเถระที่สรรเสริญพระพุทธเจ้าว่าทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ครอบงำมารได้ ทรงตัดอนุสัยและปราศจากความยึดมั่นถือมั่นดุจราชสีห์ไร้ความหวาดกลัว จากนั้นเป็นคาถาของพระภัททิยะ กาฬิโคธาบุตรเถระ ผู้เคยเป็นเจ้าชายเสวยสุขสบาย นุ่งห่มผ้าเนื้อดี ฉันข้าวสาลี และมีทหารถือดาบคุ้มกันในปราสาท แต่ท่านสละสมบัติทองคำเงินตรามารับบาตรดินออกบวชแสวงหาความสงบในป่า จนบรรลุธรรมหมดสิ้นกิเลสด้วยการตั้งมั่นในศีล สติ และปัญญาตามลำดับ
- หน้า ๓๘๘–๓๙๑ พระองคุลิมาลเถระ คาถานี้เล่าเรื่องพระองคุลิมาลเถระ เริ่มด้วยบทสนทนาระหว่างองคุลิมาลผู้เป็นโจรกับพระพุทธเจ้า ที่ตรัสว่าพระองค์ทรง "หยุดแล้ว" เพราะทรงวางอาชญาต่อสรรพสัตว์ ต่างจากองคุลิมาลที่ยังไม่หยุดทำร้ายผู้อื่น จนองคุลิมาลสำนึกและขอบวช จากนั้นท่านเล่าถึงชีวิตในอดีตที่เคยเป็นโจรฆ่าคนจนได้สมญาว่าองคุลิมาล แต่เมื่อกลับใจถึงพระรัตนตรัยและบวชแล้วก็อดทนต่อผลกรรมเก่าด้วยความไม่ประมาท เจริญภาวนาจนบรรลุวิชชาสามและสิ้นอาสวะ กล่าวปิดท้ายว่าได้ทำกิจพระศาสนาเสร็จสิ้นแล้ว
- หน้า ๓๙๑–๓๙๔ พระอนุรุทธเถระ พระอนุรุทธเถระผู้สละบิดามารดาพี่น้องและกามคุณทั้งห้าออกบวชเจริญฌาน คาถากล่าวถึงความเป็นเจ้าศากยะของท่านที่เคยเพลิดเพลินกับการฟ้อนรำขับร้อง แต่หันมายินดีในพระศาสนา ถือธุดงค์แสวงหาผ้าบังสุกุลด้วยตนเอง ท่านเล่าถึงชาติก่อนที่เคยเป็นคนยากจนถวายอาหารแก่ผู้ทรงศีลจนได้เสวยสมบัติเป็นท้าวสักกะและพระเจ้าจักรพรรดิหลายชาติ ท่านบำเพ็ญเพียรจนได้ทิพยจักขุญาณอันบริสุทธิ์และบรรลุอรหัตต์ กล่าวปิดท้ายว่าจะนิพพานที่หมู่บ้านเวฬุวคามแคว้นวัชชี
- หน้า ๓๙๔–๓๙๗ พระปาราสริยเถระ (ปาราปริยเถระ) บทนี้เป็นคาถายาวของพระปาราสริยเถระที่ครุ่นคิดถึงความเปลี่ยนแปลงของภิกษุสงฆ์เมื่อเทียบกับสมัยพระบรมศาสดายังทรงพระชนม์อยู่ ท่านพรรณนาถึงความสันโดษมักน้อยของพระเถระรุ่นก่อนที่อยู่ป่า อาศัยโคนไม้และถ้ำเจริญวิเวก แต่เตือนว่าในอนาคตพระธรรมวินัยจะเสื่อมลง ภิกษุไร้คุณธรรมกลับได้รับการยกย่องขณะที่ผู้ทรงคุณธรรมถูกลืมเลือน ท่านตำหนิพฤติกรรมภิกษุในอนาคตที่แสวงหาลาภสักการะ ประกอบมิจฉาชีพ และไม่เคารพครูบาอาจารย์ ก่อนจบด้วยการเตือนให้เจริญเมตตา ไม่ประมาท และบำเพ็ญมรรคมีองค์แปดก่อนภัยใหญ่จะมาถึง
- หน้า ๓๙๗–๔๐๑ พระปุสสเถระ คาถานี้เป็นบทสนทนาระหว่างฤๅษีปัณฑรสโคตรกับพระปุสสเถระ ผู้ถูกถามถึงความประพฤติของภิกษุในอนาคตกาล พระปุสสเถระพยากรณ์ว่าจะมีภิกษุที่มักโกรธ ผูกโกรธ อิจฉา หลอกลวง กระด้าง ยึดถือความเห็นตนเป็นใหญ่ ภิกษุผู้มีคุณธรรมกลับอ่อนแอไม่มีผู้เชื่อถือ ขณะที่ภิกษุไร้คุณธรรมกลับมีอิทธิพลเพราะปากกล้า ท่านเตือนว่าจะมีผู้แสวงหาลาภสักการะ ประพฤติผิดวินัยแต่ยังครองผ้ากาสาวพัสตร์ และชี้ว่าผู้ควรห่มผ้ากาสาวะที่แท้จริงคือผู้มีศีลบริสุทธิ์ปราศจากกิเลส ปิดท้ายด้วยการเตือนให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทเพื่อบรรลุมรรคผล
- หน้า ๔๐๑–๔๐๕ พระสารีบุตรเถระ (นามเดิม อุปติสสะ) คาถานี้เป็นคำสอนของพระสารีบุตรเถระ อัครสาวกเบื้องขวา ว่าด้วยการเป็นภิกษุที่สันโดษ มีสติ กินแต่พอประมาณ ไม่ติดในความสุขจากการได้รับหรือไม่ได้รับสักการะ ท่านสอนให้คบบัณฑิตผู้ชี้โทษได้ตรงไปตรงมาและเลี่ยงคนพาล กล่าวถึงการที่ท่านฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าจนหมดความสงสัยและบรรลุวิชชาสามโดยไม่ต้องอาศัยฤทธิ์หรือทิพยจักขุ ท่านเปรียบตนเป็นดั่งภูเขาศิลาที่ไม่หวั่นไหวเพราะสิ้นโมหะแล้ว และปิดท้ายด้วยการประกาศว่าไม่ยินดีในความตายหรือชีวิต เพียงรอเวลาสละกายด้วยสติสัมปชัญญะ
- หน้า ๔๐๕–๔๐๘ พระอานนทเถระ คาถานี้เป็นคำสอนของพระอานนทเถระ พุทธอุปัฏฐากผู้เป็นพหูสูต ท่านสอนไม่ให้คบคนพาลที่มักโกรธและตระหนี่ ควรคบบัณฑิตผู้มีศรัทธา ศีล และเป็นพหูสูต ท่านกล่าวถึงตนเองว่าได้เรียนธรรมจากพระพุทธเจ้าถึง ๘๒,๐๐๐ ข้อและจากภิกษุอื่นอีก ๒,๐๐๐ ข้อ จึงทรงจำธรรมไว้ได้มาก ท่านรำลึกถึงความเศร้าโศกครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน หลังจากอุปัฏฐากพระองค์ด้วยกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมอันเปี่ยมเมตตาตลอด ๒๕ พรรษา และยืนยันว่าตนได้บรรลุอรหัตตผลในภายหลัง
- หน้า ๔๐๙–๔๑๓ พระมหากัสสปเถระ คาถานี้เป็นคำสอนของพระมหากัสสปเถระ ผู้เป็นเอตทัคคะด้านธุดงค์ ท่านสอนไม่ให้ภิกษุแวดล้อมด้วยหมู่คณะหรือคลุกคลีกับตระกูลเพราะทำให้จิตฟุ้งซ่านและติดในลาภสักการะ ท่านเล่าเหตุการณ์ที่เคยรับบิณฑบาตจากชายโรคเรื้อนด้วยความไม่รังเกียจแม้นิ้วมือของชายผู้นั้นจะขาดหลุดปนมากับอาหาร แสดงถึงการไม่ยึดติดในความสะอาดหรือสกปรกทางกาย ท่านพรรณนาความไพเราะของขุนเขาที่ท่านโปรดปรานเจริญฌานอยู่ และย้ำว่าการอยู่ป่าลำพังด้วยจิตตั้งมั่นดีกว่าความบันเทิงใด ๆ ปิดท้ายด้วยการยืนยันว่าท่านเป็นผู้ยอดเยี่ยมในธุดงคคุณ
- หน้า ๔๑๓–๔๒๕ พระตาลปุฏเถระ คาถานี้เป็นบทกวีอันโด่งดังของพระตาลปุฏเถระ อดีตหัวหน้าคณะนักฟ้อนที่ออกบวช ท่านตั้งคำถามกับตนเองซ้ำ ๆ ว่า "เมื่อไรหนอ" จะได้อยู่ในซอกเขาลำพังเพียงผู้เดียว เห็นภพทั้งปวงเป็นของไม่เที่ยง ตัดตัณหาด้วยดาบแห่งปัญญา และบรรลุธรรมได้ดังใจหวัง จากนั้นท่านหันมาต่อว่ากล่าวสอน "จิต" ของตนเองที่เคยพาท่านหลงเพลิดเพลินในกามคุณและชีวิตทางโลกมานาน เตือนจิตให้เลิกดื้อรั้นและมุ่งเจริญฌาน อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ และมรรคมีองค์แปดเพื่อบรรลุอมตธรรม ท่านยืนยันว่าจะไม่ยอมทำตามจิตอีกต่อไปเพราะกามให้ทุกข์และภัยใหญ่หลวง มุ่งหน
- หน้า ๔๒๕–๔๓๒ พระมหาโมคคัลลานเถระ คาถานี้เป็นคำสอนของพระมหาโมคคัลลานเถระ อัครสาวกเบื้องซ้ายผู้เป็นเอตทัคคะด้านฤทธิ์ ท่านสอนภิกษุอารัญญิกให้เพียรทำลายเสนามารดุจช้างทำลายเรือนไม้อ้อ และเตือนถึงความไม่งามของร่างกายที่เต็มไปด้วยของไม่สะอาดไหลออกทางทวารทั้งเก้า ท่านรำลึกถึงความสังเวชเมื่อพระสารีบุตรปรินิพพาน กล่าวสรรเสริญพระสารีบุตรว่าเลิศด้วยปัญญา ศีล และอุปสมะ และเล่าเหตุการณ์ที่ท่านเคยเขย่าปราสาทมิคารมาตาและปราสาทเวชยันต์ของท้าวสักกะด้วยอิทธิฤทธิ์ ปิดท้ายด้วยเรื่องที่มารเข้าไปในท้องของท่านแล้วถูกท่านกล่าวเตือนให้เลิกหวังร้ายต่อพระ
- หน้า ๔๓๒–๔๔๐ พระวังคีสเถระ (มหานิบาต) หน้า ๔๓๒-๔๔๐ เป็นตอนต้นของคาถามหานิบาตซึ่งทั้งหมดเป็นผลงานของพระวังคีสเถระ ผู้เชี่ยวชาญด้านปฏิภาณกวี เริ่มด้วยเหตุการณ์ที่มารแปลงกายเป็นหญิงงามมาย่ำยีจิตใจท่านขณะอยู่ป่าลำพัง แต่ท่านระลึกถึงคำสอนเรื่องความไม่เที่ยงจนเอาชนะกิเลสได้ จากนั้นท่านตำหนิตนเองที่เคยมีมานะถือตัวในความสามารถทางกวี และตักเตือนตนให้ละมานะเพื่อความไม่เดือดร้อนใจภายหลัง ท่านกล่าวสรรเสริญพระสารีบุตรผู้แสดงธรรมไพเราะ สรรเสริญพระพุทธเจ้าดุจพระจันทร์วันเพ็ญปราศจากเมฆหมอก และสรรเสริญพระอัญญาโกณฑัญญะผู้เป็นปฐมสาวก ท้ายบทเริ่มเรื่อง
- หน้า ๔๔๑ จบเถรคาถา - พระวังคีสเถระ หน้า ๔๔๑ เป็นบทปิดท้ายคัมภีร์เถรคาถาทั้งเล่ม ประกอบด้วยคาถาสุดท้ายของพระวังคีสเถระที่กล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้า สืบเนื่องจากบทสนทนากับพราหมณ์ตระกูลกัปปายนะผู้ข้ามพ้นวัฏสงสารอันข้ามได้ยากยิ่ง ตามด้วยบทสรุปปิดมหานิบาตและโศลกสรุปยอดรวมคาถาทั้งหมดในเถรคาถา คือ ๑,๓๖๐ คาถาจากพระเถระ ๒๖๔ รูปผู้บรรลุพระนิพพานดุจกองไฟที่ดับสนิท ปิดท้ายด้วยวลี "เถรคาถา นิฏฺฐิตา" อันเป็นจุดสิ้นสุดของคัมภีร์เถรคาถาโดยสมบูรณ์ ก่อนจะเข้าสู่เถรีคาถาในหน้าถัดไป
- หน้า ๔๔๒–๔๔๕ เถรีคาถา เอกนิบาต - เถรีและภิกษุณีหลายรูป หน้า ๔๔๒ เป็นจุดเริ่มต้นของเถรีคาถา (คาถาของพระเถรี) ต่อจากเถรคาถาที่จบลงในหน้าก่อน เปิดด้วยเอกนิบาตซึ่งรวมโอวาทสั้น ๆ ที่พระพุทธเจ้าหรือครูอาจารย์ประทานแก่เถรีและภิกษุณีหลายรูปในคราวเดียวกัน เช่น เถริกา (ผู้สงบราคะได้แล้ว) มุตตา (หลุดพ้นจากกิเลสดุจพระจันทร์พ้นจากราหู) ปุณณา ติสสา ธีรา มิตตา ภัททา อุปสมา มุตตา (อีกรูปผู้พ้นจากสามีค่อมสามคน) ธัมมทินนา วิสาขา สุมนา (สองรูป รวมทั้งรูปที่บวชเมื่อชรา) อุตตรา ธัมมา และสังฆา แต่ละรูปได้รับคำเตือนสั้น ๆ ให้เจริญธรรม ตัดตัณหาและมานะ เพื่อบรรลุความสงบแห่ง
- หน้า ๔๔๕ นันทาเถรี และชันตาเถรี (ทุกนิบาต) เริ่มทุกนิบาตด้วยคาถาที่พระพุทธเจ้าตรัสเตือนนางนันทาผู้กำลังศึกษาอยู่ (สิกขมานา) ให้พิจารณาร่างกายอันเป็นของเปื่อยเน่าไม่สะอาด เจริญอสุภสัญญาและอนิมิตตสัญญาเพื่อละมานานุสัย จนบรรลุความสงบ ถัดมาเป็นคาถาของชันตาเถรีผู้ประกาศว่าได้เจริญโพชฌงค์ทั้งเจ็ดตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ครบถ้วน เห็นพระพุทธเจ้าแล้ว สิ้นสังสารวัฏ ไม่มีภพใหม่อีกต่อไป
- หน้า ๔๔๖ ภิกษุณีนิรนาม (สุมุตติกา) คาถาของภิกษุณีไม่ปรากฏนามผู้เคยถูกบังคับแต่งงานกับสามีค่อม (ขุชชะ) เธอกล่าวถึงความหลุดพ้นจากพันธนาการทั้งสาม คือ สาก ร่ม และหม้อ อันเป็นสัญลักษณ์ของภาระชีวิตครัวเรือนที่ต่ำต้อยยากจน หลังหลุดพ้นแล้วเธอตัดราคะและโทสะได้ นั่งเจริญฌานอย่างเป็นสุขใต้โคนไม้
- หน้า ๔๔๖ อัฑฒกาสีเถรี อัฑฒกาสีเถรีเคยเป็นนครโสเภณีชั้นสูงแห่งแคว้นกาสี มีค่าตัวสูงเทียบเท่ารายได้ทั้งแคว้น ต่อมานางเบื่อหน่ายในรูปกาย คลายกำหนัด บวชและบรรลุวิชชาสามจนสำเร็จกิจในพระศาสนา
- หน้า ๔๔๖–๔๔๗ จิตตาเถรี และเมตติกาเถรี ทั้งสองเถรีเป็นภิกษุณีชราผู้อ่อนแอ เจ็บป่วย ต้องใช้ไม้เท้าค้ำยันปีนขึ้นภูเขา วางสังฆาฏิและบาตร พิงกายไว้กับหิน แล้วเจริญภาวนาทำลายกองมืด (อวิชชา) จนบรรลุวิชชาสามและสำเร็จกิจในพระศาสนา
- หน้า ๔๔๗–๔๔๘ มิตตา อภยมารดา อภยาเถรี และสามาเถรี กลุ่มคาถาสั้นของเถรีสี่รูป ได้แก่ มิตตาผู้รักษาอุโบสถศีลครบองค์แปด อภยมารดา ผู้ได้รับคำสอนให้พิจารณาร่างกายว่าเป็นของไม่สะอาด อภยาเถรีผู้พิจารณาความเปราะบางของร่างกาย และสามาเถรีผู้ออกจากวิหารซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพราะจิตไม่สงบ แต่ในที่สุดก็บรรลุความสิ้นตัณหาด้วยความไม่ประมาท
- หน้า ๔๔๘–๔๔๙ สามาเถรี (อีกรูป) และอุตตมาเถรี ๒ รูป เปิดติกนิบาตด้วยเรื่องของสามาเถรีอีกรูปหนึ่งที่บวชมาแล้ว ๒๕ ปีแต่ไม่เคยพบความสงบทางจิต จนเกิดความสังเวชและบรรลุความสิ้นตัณหาในคืนที่เจ็ด ถัดมาเป็นเรื่องของอุตตมาเถรีสองรูป รูปแรกได้พบภิกษุณีผู้สอนเรื่องขันธ์ อายตนะ ธาตุจนบรรลุธรรมในวันที่แปด ส่วนอีกรูปประกาศว่าได้เจริญโพชฌงค์และบรรลุสุญญตาวิโมกข์
- หน้า ๔๔๙–๔๕๐ ทันติกาเถรี ทันติกาเถรีออกจากที่พักกลางวันไปยังภูเขาคิชฌกูฏ พบช้างที่เพิ่งขึ้นจากแม่น้ำถูกควาญช้างฝึกให้เชื่องด้วยขอ นางจึงน้อมนำภาพนั้นมาเป็นอุบายฝึกจิตของตนเอง จนสามารถทำจิตให้ตั้งมั่นและบรรลุธรรมได้
- หน้า ๔๕๐ อุพพีรีเถรี อุพพีรีเถรีเคยเป็นมารดาผู้โศกเศร้าคร่ำครวญเพราะสูญเสียธิดาชื่อชีวา พระพุทธเจ้าทรงเตือนสติว่ามีหญิงนามชีวาถึง ๘๔,๐๐๐ คนถูกเผาในป่าช้าแห่งนี้มาแล้ว คำสอนนี้ถอนลูกศรแห่งความโศกออกจากใจนางได้ นางจึงดับกิเลสสนิทและถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ
- หน้า ๔๕๐–๔๕๑ สุกกาเถรี สุกกาเถรีเป็นที่เลื่อมใสของชาวเมืองราชคฤห์ ผู้คนต่างมาฟังธรรมจากนางราวกับดื่มน้ำอมฤต คำสอนของนางไพเราะไม่มีที่ติ นางบริสุทธิ์ด้วยธรรมอันขาวสะอาด ปราศจากราคะ ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันเป็นครั้งสุดท้ายหลังพิชิตมารพร้อมพาหนะได้แล้ว
- หน้า ๔๕๑ เสลาเถรี มารมาผจญเสลาเถรีด้วยคำกล่าวว่าไม่มีทางออกจากโลกนี้ ให้เสพกามารมณ์เสียก่อน เสลาเถรีตอบโต้ว่ากามทั้งหลายเปรียบดั่งหอกและหลาวที่ทิ่มแทงขันธ์ นางประกาศว่าความเพลิดเพลินทั้งปวงถูกทำลายแล้ว กองมืดถูกทำลายแล้ว และมารได้พ่ายแพ้ไปแล้ว
- หน้า ๔๕๑ โสมาเถรี มารพยายามท้าทายโสมาเถรีว่าสตรีผู้มีปัญญาเพียงสองนิ้วไม่อาจบรรลุฐานะที่ฤๅษีเข้าถึงได้ โสมาเถรีตอบโต้อย่างคมคายว่าความเป็นสตรีจะเป็นอุปสรรคอะไรเล่า เมื่อจิตตั้งมั่นดีและญาณเห็นแจ้งธรรมโดยชอบ เป็นคำโต้แย้งอันโด่งดังที่ยืนยันว่าเพศไม่ใช่อุปสรรคต่อการบรรลุธรรม
- หน้า ๔๕๑–๔๕๒ ภัททกาปิลานีเถรี คาถานี้กล่าวถึงบุตรของพระพุทธเจ้าคือพระกัสสปะผู้มีจิตตั้งมั่นดี ควบคู่กับภัททกาปิลานีเถรีผู้เป็นคู่ครองเดิมของท่าน ซึ่งบรรลุวิชชาสามและพ้นจากมัจจุเช่นกัน ทั้งสองเห็นโทษของโลกจึงออกบวชด้วยกัน สิ้นอาสวะ ดับกิเลสสนิททั้งคู่ สะท้อนเรื่องราวคู่สามีภรรยาที่สละโลกออกบวชพร้อมกัน
- หน้า ๔๕๒–๔๕๓ ภิกษุณีนิรนาม (ฉฬภิญญา) ภิกษุณีไม่ปรากฏนามผู้บวชมาแล้ว ๒๕ ปีแต่ไม่เคยพบความสงบทางจิตแม้เพียงชั่วขณะ เธอเข้าไปหาภิกษุณีผู้เป็นที่เชื่อถือซึ่งสอนเรื่องขันธ์ อายตนะ ธาตุ หลังฟังธรรมนางบรรลุปุพเพนิวาสานุสติญาณ ทิพยจักษุ เจโตปริยญาณ และอภิญญาหกครบถ้วน สำเร็จกิจในพระศาสนา
- หน้า ๔๕๓ วิมลาเถรี (อดีตหญิงคณิกา) วิมลาเถรีเคยลุ่มหลงในความงามของตน ทั้งวรรณะ รูปโฉม ยศ และวัยสาว เคยยืนอยู่หน้าประตูซ่องดักคนดุจนายพรานดักบ่วง ปัจจุบันนางถือบิณฑบาต โกนศีรษะ ห่มสังฆาฏิ นั่งใต้โคนไม้ปราศจากความตรึกนึกในกาม ตัดโยคะทั้งปวง สิ้นอาสวะ ดับกิเลสสนิท
- หน้า ๔๕๓–๔๕๔ สีหาเถรี สีหาเถรีถูกกิเลสรบกวนอย่างหนักถึงเจ็ดปี ไม่เคยพบความสุขทั้งกลางวันกลางคืน จนถึงขั้นเดินเข้าป่าถือเชือกหมายจะผูกคอตาย เธอผูกบ่วงมั่นคงไว้กับกิ่งไม้ คล้องคอ แต่ในขณะนั้นเองจิตของนางกลับหลุดพ้นจากกิเลสโดยสิ้นเชิง
- หน้า ๔๕๔ นันทาเถรี (พิจารณาอสุภะ) คาถานี้เตือนนันทาให้พิจารณาร่างกายอันเจ็บป่วย ไม่สะอาด เปื่อยเน่า เปรียบเทียบร่างกายตนกับร่างกายผู้อื่นว่าไม่ต่างกัน นางเฝ้าพิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเห็นแจ้งกายทั้งภายในภายนอกตามความเป็นจริง เบื่อหน่ายคลายกำหนัดในกาย บรรลุความสงบดับกิเลสได้ในที่สุด
- หน้า ๔๕๔–๔๕๕ นันทุตตราเถรี นันทุตตราเถรีเคยบำเพ็ญพรตนอกพระพุทธศาสนา นมัสการไฟ พระจันทร์ พระอาทิตย์ และเทวดา หมกมุ่นในการประดับตกแต่งร่างกายด้วยความกำหนัด ต่อมานางได้ศรัทธาออกบวชในพระศาสนา เห็นกายตามความเป็นจริงจนราคะดับสิ้น ภพทั้งปวงถูกตัดขาด
- หน้า ๔๕๕ มิตตกาลีเถรี มิตตกาลีเถรีบวชด้วยศรัทธาแต่กลับหลงใหลในลาภสักการะ ตกอยู่ใต้อำนาจกิเลส จนวันหนึ่งเกิดความสังเวชใจว่าชีวิตนี้สั้นนัก นางจึงพิจารณาความเกิดดับของขันธ์ จิตหลุดพ้น สำเร็จกิจในพระศาสนา
- หน้า ๔๕๕–๔๕๖ สกุลาเถรี สกุลาเถรีเคยเป็นคฤหัสถ์ได้ฟังธรรมจากภิกษุ เห็นธรรมอันปราศจากกิเลส คือพระนิพพาน นางจึงสละบุตรธิดา ทรัพย์สมบัติ โกนผมออกบวช ฝึกฝนตนเจริญมรรคอันตรง ระลึกชาติได้ ได้ทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ละอาสวะทั้งปวง ดับกิเลสสนิท
- หน้า ๔๕๖–๔๕๗ โสณาเถรี โสณาเถรีเคยคลอดบุตรถึงสิบคนในชีวิตคฤหัสถ์ ครั้นแก่ชราอ่อนแอลงจึงเข้าไปหาภิกษุณีผู้สอนเรื่องขันธ์ อายตนะ ธาตุ นางฟังธรรมแล้วโกนผมออกบวช ได้ทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ระลึกชาติได้ หลุดพ้นทันทีโดยไม่มีระหว่างคั่น นางประกาศเย้ยหยันความแก่ชราที่ไม่มีความหมายอีกต่อไป
- หน้า ๔๕๗ ภัททากุณฑลเกสาเถรี ภัททากุณฑลเกสาเถรีเคยเป็นนักบวชนอกศาสนาผมสั้นนุ่งห่มผ้าผืนเดียว เที่ยวโต้แย้งธรรมะไปทั่ว วันหนึ่งนางเห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากกิเลสแวดล้อมด้วยหมู่สงฆ์ จึงกราบไหว้ พระพุทธเจ้าตรัสรับว่า "เอหิ ภัทเท" นางจึงอุปสมบททันที หลังจากนั้นนางเที่ยวจาริกไปในแคว้นต่าง ๆ รับบิณฑบาตอย่างไม่มีหนี้สินนานถึงห้าสิบปี
- หน้า ๔๕๗–๔๕๘ ปฏาจาราเถรี ปฏาจาราเถรีเปรียบเทียบชาวนากับตัวนางเองผู้สมบูรณ์ด้วยศีล แต่ยังไม่บรรลุนิพพานเพราะยังไม่ขยันพากเพียรพอ วันหนึ่งขณะล้างเท้าด้วยน้ำ นางสังเกตเห็นน้ำที่ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ จึงน้อมนำมาเป็นอุบายทำจิตให้ตั้งมั่น จากนั้นนางถือประทีปเข้าไปในวิหาร ใช้เข็มดึงไส้ตะเกียง เห็นความดับของแสงไฟเป็นอุปมาแห่งนิพพาน จิตจึงหลุดพ้นโดยสมบูรณ์
- หน้า ๔๕๘–๔๕๙ ศิษย์ปฏาจารา ๓๐ รูป และจันทาเถรี ปฏาจาราเถรีสอนภิกษุณีจำนวนหนึ่งให้เจริญพุทธศาสนาโดยพิจารณาสังขารว่าไม่เที่ยง ภิกษุณีประมาณ ๓๐ รูปฟังคำสอนนี้แล้วบรรลุอรหัตผลในคืนเดียวกัน ถัดมาเป็นเรื่องของจันทาเถรีผู้เคยเป็นหญิงม่ายยากจนไร้บุตร ต้องขอทานเจ็ดปี จนพบภิกษุณีผู้มีลาภ จึงขอบวชกับปฏาจารา ได้รับการอบรมสั่งสอนจนบรรลุวิชชาสามและสิ้นอาสวะ
- หน้า ๔๕๙–๔๖๐ ปัญจสตาปฏาจารา - มารดาผู้สูญเสียบุตร เริ่มฉักกนิบาตด้วยคาถาของภิกษุณี ๕๐๐ รูปในสำนักปฏาจารา เนื้อหาเป็นคำสอนแก่มารดาผู้ร่ำไห้คร่ำครวญถึงบุตรที่ตายไป โดยชี้ให้เห็นว่าสรรพสัตว์เป็นไปตามธรรมดาของการเกิดมาแล้วจากไป ไม่ควรเศร้าโศกอาลัยไห้ คำสอนนี้ถอนลูกศรแห่งความโศกออกจากใจมารดาผู้นั้น นางจึงดับกิเลสสนิท และประกาศตนถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะ
- หน้า ๔๖๐–๔๖๑ วาสิฏฐีเถรี (แห่งฉักกนิบาต) วาสิฏฐีเถรีเคยเสียสติจากความโศกเศร้าเรื่องบุตร เดินเปลือยกายผมยุ่งเหยิงร้องไห้ไปทั่ว ท่องเที่ยวไปตามกองขยะ ป่าช้า และถนนหนทางนานถึงสามปี จนกระทั่งได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เมืองมิถิลา ทรงแสดงธรรมโปรด นางได้สติกลับคืนมา ฟังธรรมแล้วออกบวช บรรลุบทอันสงบ โศกทั้งปวงถูกตัดขาด
- หน้า ๔๖๑ เขมาเถรี มารแปลงกายมาล่อลวงเขมาเถรีด้วยคำกล่าวว่าทั้งสองยังหนุ่มสาว ชวนไปรื่นเริงด้วยดนตรีห้าเครื่อง เขมาเถรีตอบว่านางรังเกียจและอับอายร่างกายอันเน่าเปื่อยแตกสลายนี้ ตัณหาในกามถูกทำลายสิ้นแล้ว นางไม่หลงเชื่อการนมัสการดวงดาวหรือบูชาไฟแบบพวกคนพาล แต่นมัสการพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้สูงสุด จึงพ้นจากทุกข์ทั้งปวง
- หน้า ๔๖๒ สุชาดาเถรี สุชาดาเถรีเคยเป็นหญิงมั่งคั่งแต่งกายประดับด้วยเครื่องประดับครบครัน นำอาหารเครื่องดื่มออกไปเที่ยวเล่นในสวน ระหว่างทางกลับบ้านนางแวะเข้าไปในวิหารป่าอัญชันที่เมืองสาเกต เห็นแสงสว่างแห่งโลก (พระพุทธเจ้า) จึงกราบไหว้ ฟังธรรมและตรัสรู้สัจธรรมทันที จากนั้นออกบวชและบรรลุวิชชาสาม
- หน้า ๔๖๒–๔๖๓ อโนปมาเถรี อโนปมาเถรีเกิดในตระกูลสูงศักดิ์ มั่งคั่งร่ำรวย เป็นธิดาของเมฆิยเศรษฐี มีทั้งราชโอรสและบุตรเศรษฐีมาสู่ขอ แต่นางเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดในโลกแล้วเกิดศรัทธา กราบไหว้และฟังธรรม บรรลุอนาคามิผลขณะนั่งฟังธรรมนั้นเอง จากนั้นโกนผมออกบวช และบรรลุอรหัตผลในคืนที่เจ็ดหลังบวช
- หน้า ๔๖๓ มหาปชาบดีโคตมีเถรี มหาปชาบดีโคตมีเถรี พระมาตุจฉาและพระมารดาเลี้ยงของพระพุทธเจ้า ถวายความเคารพและกล่าวสรรเสริญพระองค์ว่าทรงช่วยปลดปล่อยนางและผู้คนจำนวนมากจากความทุกข์ นางประกาศว่าได้กำหนดรู้ทุกข์ทั้งปวงแล้ว นางรำลึกถึงอดีตชาติที่เคยเวียนว่ายเป็นทั้งมารดา บุตร บิดา พี่น้อง และยาย แต่บัดนี้เห็นพระพุทธเจ้าแล้ว สิ้นสังสารวัฏ
- หน้า ๔๖๔ คุตตาเถรี คุตตาเถรีได้รับคำเตือนให้ระลึกถึงจุดมุ่งหมายของการบวช คือละทิ้งบุตรและร่างกายเพื่อสิ่งนั้นโดยเฉพาะ อย่าตกอยู่ใต้อำนาจจิตที่ถูกลวงล่อ คาถาเตือนให้ละสังโยชน์เบื้องต่ำทั้งห้า คือกามฉันทะ พยาบาท สักกายทิฏฐิ สีลัพพตปรามาส และวิจิกิจฉา เพื่อบรรลุความสิ้นทุกข์
- หน้า ๔๖๔–๔๖๕ วิชยาเถรี วิชยาเถรีออกจากวิหารสี่ห้าครั้งเพราะไม่พบความสงบทางจิต จึงเข้าไปหาภิกษุณีสอบถามอย่างเคารพ ได้รับคำสอนเรื่องธาตุ อายตนะ อริยสัจสี่ อินทรีย์ พละ โพชฌงค์และมรรคมีองค์แปด นางปฏิบัติตามคำสอนนั้น ระลึกชาติได้ในยามต้น ได้ทิพยจักษุในยามกลาง และทำลายกองมืดในยามปลายของราตรีเดียวกัน
- หน้า ๔๖๕–๔๖๖ อุตตราเถรี (สัตตกนิบาต) เริ่มสัตตกนิบาตด้วยอุปมาชาวนา เตือนให้ปฏิบัติตามพุทธศาสนาโดยไม่เสียใจภายหลัง อุตตราเถรีฟังคำสอนของปฏาจาราแล้วปฏิบัติตาม ระลึกชาติได้ในยามต้น ได้ทิพยจักษุในยามกลาง ทำลายกองมืดในยามปลาย บรรลุวิชชาสามในคืนเดียว ปราศจากอาสวะโดยสมบูรณ์
- หน้า ๔๖๖–๔๖๗ จาลาเถรี และอุปจาลาเถรี มารมาถามจาลาเถรีว่าเหตุใดจึงโกนศีรษะดูคล้ายสมณีแต่ไม่พอใจในลัทธินอกศาสนา นางตอบว่าลัทธิอื่นภายนอกล้วนยึดติดทิฏฐิ ไม่รู้แจ้งธรรม ส่วนอุปจาลาเถรีถูกมารถามว่าเหตุใดจึงไม่พอใจในความเกิด นางตอบว่าผู้เกิดมาย่อมประสบทุกข์จากความตาย ทั้งสองรูปบรรลุวิชชาสามและเอาชนะมารได้
- หน้า ๔๖๘ สีสูปจาลาเถรี มารชักชวนสีสูปจาลาเถรีให้ตั้งจิตปรารถนาไปเกิดในสวรรค์ชั้นต่าง ๆ นางตอบว่าเทวดาเหล่านั้นแม้อยู่ในสวรรค์ก็ยังวนเวียนอยู่ในสักกายทิฏฐิ เกิดตายไม่จบสิ้น มีแต่ธรรมอันไม่หวั่นไหวที่พระพุทธเจ้าทรงสอนแก่นางเท่านั้นที่จิตของนางยินดี นางบรรลุวิชชาสามและเอาชนะมารได้
- หน้า ๔๖๙ วัฑฒมารดาเถรี มารดาของวัฑฒะกล่าวเตือนบุตรชายไม่ให้ยึดติดในโลก เพราะปราชญ์ผู้สงบเย็นไร้ตัณหาย่อมมีความสุข วัฑฒะประทับใจในถ้อยคำของมารดาและยอมรับว่าตนเองไม่มีความยึดติดในสังขารใด ๆ แล้ว ประกาศว่าสิ้นอาสวะแล้ว และขอบคุณมารดาผู้เป็นดุจปฏักกระตุ้นเตือนให้ตนบรรลุธรรมได้สำเร็จ
- หน้า ๔๗๐–๔๗๑ กีสาโคตมีเถรี กีสาโคตมีเถรีเถรีผู้โด่งดังจากเรื่องการสูญเสียบุตร กล่าวถึงความทุกข์ของความเป็นสตรี นางเล่าว่าเคยพบสามีตายกลางทาง บุตรสองคนตาย มารดาบิดาและพี่น้องถูกเผาบนเชิงตะกอนเดียวกัน แต่ในที่สุดได้เจริญอริยมรรคมีองค์แปดจนบรรลุนิพพาน ถอนลูกศรออกได้ วางภาระลงแล้ว
- หน้า ๔๗๑–๔๗๒ อุปปลวัณณาเถรี อุปปลวัณณาเถรีเคยประสบชะตากรรมประหลาดที่มารดาและธิดาต้องมาเป็นภรรยาร่วมสามีเดียวกัน เกิดความสังเวชสยดสยองใจเมื่อเห็นโทษของกามคุณ จึงออกบวชและบรรลุอภิญญาหก เมื่อมารมาผจญขณะนางอยู่ใต้ต้นไม้ตามลำพัง นางแสดงฤทธิ์หายตัว เข้าไปอยู่ในท้องมาร ประกาศว่าจิตของนางเป็นอิสระ บรรลุอภิญญาหกและเอาชนะมารได้อย่างเด็ดขาด
- หน้า ๔๗๓–๔๗๔ ปุณณิกาเถรี ปุณณิกาเถรีเคยเป็นทาสีหาบน้ำ วันหนึ่งนางพบพราหมณ์แก่ผู้ลงอาบน้ำเพื่อล้างบาป จึงท้าทายด้วยเหตุผลว่าถ้าน้ำล้างบาปได้จริง กบ เต่า งู และสัตว์น้ำอื่น ๆ รวมทั้งคนฆ่าสัตว์และโจรก็คงได้ขึ้นสวรรค์กันหมด นางชี้ให้พราหมณ์เห็นว่าการทำดีทำชั่วอยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่พิธีกรรมอาบน้ำ พราหมณ์ประทับใจในปัญญาของนาง จึงยอมถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะ
- หน้า ๔๗๕–๔๗๙ อัมพปาลีเถรี อัมพปาลีเถรีอดีตนครโสเภณีชื่อดังแห่งเมืองเวสาลี พรรณนาผ่านคาถายาวเปรียบเทียบความงามในวัยสาวกับสภาพที่เสื่อมโทรมลงเมื่อชรา ตั้งแต่เส้นผมสีดำสนิทที่กลายเป็นเส้นใยหยาบ ไปจนถึงทุกส่วนของร่างกายที่เหี่ยวย่นทรุดโทรม ทุกบทซ้ำวรรคว่า "สัจจวาทีวจนัง อนัญญถา" เป็นบทกวีคลาสสิกที่ใช้ร่างกายของอดีตหญิงงามเป็นอุทาหรณ์สอนเรื่องอนิจจังของสังขาร
- หน้า ๔๗๙–๔๘๑ โรหิณีเถรี บิดาผู้เป็นพราหมณ์ตั้งคำถามแก่โรหิณีธิดาของตนว่าเหตุใดจึงยกย่องสรรเสริญสมณะนักบวชอยู่เสมอ โรหิณีตอบอย่างละเอียดว่าสมณะเป็นที่รักเพราะละราคะโทสะ มีกายวาจาใจบริสุทธิ์ ไม่สะสมทรัพย์สินหรือเงินทอง บิดาประทับใจในคำอธิบายจนยอมรับพระรัตนตรัยเป็นสรณะเช่นเดียวกับธิดา
- หน้า ๔๘๑–๔๘๓ จาปาเถรี (คู่กับนายพรานกาฬะ) จาปาเถรีเป็นภรรยาของกาฬะ อดีตหัวหน้าคณะนักบวชที่ตัดสินใจออกบวชในพระพุทธศาสนา นางพยายามเกลี้ยกล่อมให้เขากลับมาด้วยการใช้บุตรที่เกิดร่วมกันเป็นเครื่องต่อรอง แต่กาฬะยืนหยัดไม่หวั่นไหว ในที่สุดจาปาก็ยอมรับและถามทางไปหาพระพุทธเจ้าที่แม่น้ำเนรัญชรา ทั้งสองบรรลุอริยมรรคและออกบวชด้วยกัน
- หน้า ๔๘๓–๔๘๖ สุนทรีเถรี (พร้อมมารดาวาสิฏฐีและบิดาพราหมณ์) เรื่องราวเริ่มจากพราหมณีวาสิฏฐีผู้เคยกินซากบุตรที่ตายไปเจ็ดคนด้วยความโศกเศร้าในอดีต แต่เมื่อรู้ทางออกจากความเกิดและความตายแล้วก็ไม่โศกเศร้าอีก พราหมณ์สามีของนางตามไปฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าที่เมืองมิถิลา บวชและบรรลุวิชชาสามภายในสามคืน ต่อมาธิดาของทั้งสองคือสุนทรีก็ตัดสินใจสละทรัพย์สมบัติทั้งหมดออกบวชตามบิดา ฝึกฝนจนได้ทิพยจักษุและระลึกชาติได้
- หน้า ๔๘๖–๔๘๙ สุภาเถรี ธิดาช่างทอง (กัมมารธีตา) สุภาเถรีธิดาช่างทองได้ฟังธรรมตั้งแต่ยังสาวและบรรลุความรู้แจ้งสัจธรรมด้วยความไม่ประมาท จากนั้นเกิดความเบื่อหน่ายอย่างยิ่งในกามคุณทั้งปวง สละทิ้งญาติ ทาสกรรมกร ไร่นาอันอุดมสมบูรณ์ และทรัพย์สมบัติมากมายออกบวช นางพิจารณาเห็นโทษของทองและเงินว่าไม่ใช่สิ่งที่สมควรแก่สมณะ นางเลือกเลี้ยงชีพด้วยบิณฑบาตและผ้าบังสุกุลตามแบบสมณะ จนกระทั่งท้าวสักกะพร้อมหมู่เทพเข้ามาแสดงความนอบน้อมต่อนางด้วยฤทธิ์
- หน้า ๔๙๐–๔๙๓ สุภาเถรี แห่งชีวกัมพวัน ขณะสุภาเถรีกำลังเดินผ่านสวนมะม่วงของหมอชีวก นักเลงคนหนึ่งขวางทางเกี้ยวพาราสี ชักชวนให้สึกออกมาครองเรือน นางปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยชี้ให้เห็นว่าร่างกายเป็นของเน่าเปื่อยไม่น่ายึดติด ในที่สุดเมื่อนักเลงยังคงหลงใหลในดวงตาของนาง สุภาเถรีจึงควักดวงตาข้างหนึ่งของตนมอบให้เขาเพื่อพิสูจน์ความไม่ยึดติดในรูปกาย นักเลงตกใจสำนึกผิดและขอขมา ต่อมาเมื่อนางไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ดวงตาของนางกลับคืนสภาพเดิมด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้า
- หน้า ๔๙๔–๔๙๕ อิสิทาสีเถรี (เริ่มต้นเรื่องราว) ในเมืองปาฏลีบุตร มีภิกษุณีสองรูปคือ อิสิทาสีและโพธี วันหนึ่งโพธีถามอิสิทาสีว่าเหตุใดทั้งที่ยังสาวสวยจึงตัดสินใจออกบวช อิสิทาสีจึงเริ่มเล่าเรื่องราวชีวิตในอดีตของตน คือเป็นธิดาเศรษฐีในเมืองอุชเชนี แต่งงานเข้าตระกูลมั่งคั่งที่เมืองสาเกต เป็นภรรยาที่ปรนนิบัติสามีและพ่อแม่สามีอย่างสุดความสามารถ ทว่าสามีกลับเกลียดชังนางโดยไม่ทราบสาเหตุและต้องการหย่าร้าง แม้บิดาของสามีจะพยายามไกล่เกลี่ยก็ไม่เป็นผล เรื่องราวนี้ยังไม่จบในหน้า ๔๙๕ และดำเนินต่อไปในส่วนถัดไปของคัมภีร์
- หน้า ๔๙๖–๔๙๙ พระอิสิทาสีเถรี (ตอนจบ) ช่วงท้ายเรื่องราวของพระอิสิทาสีเถรี ผู้เล่าว่าเคยแต่งงานถึงสามครั้งแต่ถูกสามีทุกคนรังเกียจและส่งตัวกลับบ้านบิดาซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนคิดจะออกบวชหรือตาย กระทั่งพบพระเถรีชินทัตตาผู้มาบิณฑบาต จึงขอร้องบิดามารดาจนได้บวช และบวชได้เพียงเจ็ดวันก็บรรลุวิชชาสาม นางระลึกชาติเล่าว่าในอดีตชาติเคยเป็นช่างทองผู้มั่งคั่งที่ประพฤติผิดประเวณี ต้องเสวยผลกรรมโดยไปเกิดเป็นสัตว์ถูกตอนหลายชาติ เกิดเป็นกะเทย และสุดท้ายเกิดเป็นหญิงที่ถูกสามีรังเกียจเหมือนกับที่ตนเคยกระทำต่อผู้อื่น จบลงด้วยคำว่า "จตุตาฬีสนิบาต จบ" อันเป็นการ
- หน้า ๔๙๙–๕๐๐ พระสุเมธาเถรี - เริ่มเรื่องและการขอบวช เริ่มต้นมหานิปาตแห่งเถรีคาถาด้วยเรื่องของพระสุเมธาเถรี ธิดาของพระอัครมเหสีแห่งพระเจ้าโกญจะ เมืองมันตาวดี ผู้ทรงศีล ฉลาดในการพูด และแตกฉานในพระศาสนา นางกล่าวกับบิดามารดาว่าไม่ยินดีในภพแม้เป็นทิพย์เพราะไม่เที่ยงแท้ กามคุณเปรียบเหมือนงูพิษที่นำทุกข์มาสู่ผู้หลงมัวเมา และคนที่ไม่เข้าใจอริยสัจย่อมพากันเวียนว่ายในภพชาติไม่รู้จบ นางจึงขออนุญาตออกบวชในพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า แต่บิดามารดาไม่ยินยอม มารดาร้องไห้และบิดาเศร้าโศก พยายามทัดทานพร้อมเสนอให้นางแต่งงานเป็นอัครมเหสีของพระเจ้าอนิกรัตน์แทน
- หน้า ๕๐๑–๕๐๒ พระสุเมธาเถรี - อสุภกรรมฐานและการออกบวช พระสุเมธายังคงโต้แย้งบิดามารดาที่ต้องการให้นางเป็นอัครมเหสี โดยทรงแสดงอสุภกรรมฐาน พรรณนาความปฏิกูลของร่างกายที่เต็มไปด้วยของโสโครก และภาพซากศพที่ถูกทิ้งไว้ในป่าช้าจนแม้มารดาบิดาของตนเองก็ยังรังเกียจ ทรงชี้ให้เห็นทุกข์แห่งวัฏสงสารอันยาวนานและภัยในนรกที่น่าสะพรึงกลัว พร้อมประกาศเจตนาแน่วแน่ว่าจะออกบวชในวันนั้นเอง เมื่อสิ้นสุดการโต้แย้ง นางตัดผมด้วยพระขรรค์ ปิดประตูปราสาท แล้วเข้าปฐมฌานด้วยตนเอง
- หน้า ๕๐๓–๕๐๖ พระสุเมธาเถรี - ปฏิเสธพระเจ้าอนิกรัตน์และบรรลุอรหัตต์ พระเจ้าอนิกรัตน์เสด็จมาห้ามปรามพระนางสุเมธา ทรงเชิญชวนให้เสวยกามสุขและครองราชสมบัติ แต่พระนางทรงแสดงธรรมเทศนาโต้ตอบด้วยอุปมาโทษของกามคุณอย่างพิสดารนับสิบอุปมา เช่น กามเหมือนดาบ เหมือนหัวงูพิษ เหมือนคบเพลิง เหมือนเบ็ดตกปลา และเหมือนสุนัขติดโซ่ พร้อมทั้งให้พิจารณาความทุกข์มหาศาลในวัฏสงสารผ่านปริมาณน้ำตา เลือด และน้ำนมที่เคยหลั่งมา รวมถึงกองกระดูกที่สะสมมานับภพนับชาติไม่ถ้วน ในที่สุดพระเจ้าอนิกรัตน์ทรงเลื่อมใสในสัจธรรมที่นางแสดง จึงช่วยทูลขอให้บิดามารดาอนุญาต และเมื่อบวชแล้วพระนางสุเมธาก็ทรงบรรลุอภ
- หน้า ๕๐๗ พระสุเมธาเถรี - บุพเพนิวาสญาณและปิดท้ายเถรีคาถา หน้าสุดท้ายของเล่มเล่าถึงความอัศจรรย์ที่พระสุเมธาเถรีทรงระลึกชาติได้ทันทีหลังบรรลุนิพพาน โดยเล่าว่าในสมัยพระพุทธเจ้าโกนาคมนะ พระนางพร้อมสหายอีกสองคนได้ร่วมกันสร้างวิหารถวายสงฆ์ ส่งผลให้ได้เกิดเป็นเทวดาผู้มีฤทธิ์มากหลายครั้ง และเกิดเป็นมนุษย์ผู้เป็นอัครมเหสีคู่บุญของพระเจ้าจักรพรรดิ ก่อนจะมาบรรลุนิพพานในชาติสุดท้ายนี้ ต่อจากนั้นเป็นคาถาสรุปจำนวนคาถาทั้งหมดในเถรีคาถาว่ามี ๔๗๔ คาถา และปิดท้ายด้วยข้อความ "เถริยา คาถาโย สมตฺตา" (คาถาของพระเถรีทั้งหลายจบแล้ว) ซึ่งเป็นการยุติเถรีคาถาทั้งหมดและถือเป็นจุ
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐
หน้า ๔๐๑–๔๕๐
หน้า ๔๕๑–๕๐๐