ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส
บาลีโรมัน (มหาสังคีติ) · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๓๐ · ๔๒๘ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๓๕ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๗ วัตถุคาถา (เรื่องเดิมก่อนปัญหา ๑๖ ข้อ) เล่าเรื่องเดิมก่อนปัญหาทั้ง ๑๖ ข้อ ว่าพราหมณ์พาวรีออกจากแคว้นโกศลไปตั้งอาศรมอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโคธาวรี ทำมหายัญ แล้วถูกพราหมณ์เร่ร่อนคนหนึ่งมาขอทรัพย์ห้าร้อยและสาปแช่งเมื่อพาวรีให้ไม่ได้ พาวรีทุกข์ใจมากจนเทวดามาบอกว่าบัดนี้มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้วที่เมืองสาวัตถี พาวรีจึงส่งศิษย์พราหมณ์ ๑๖ คนไปเข้าเฝ้าและตั้งปัญหาถามในใจ (ไม่ออกเสียง) เพื่อพิสูจน์ว่าพระองค์เป็นพระพุทธเจ้าจริงหรือไม่ตามลักษณะมหาบุรุษ หมวดนี้เป็นเพียงคาถาเล่าเรื่อง ยังไม่มีนิทเทสอธิบายคำ (ตามฉบับสยามไม่มีนิทเทสของส่วนนี้)
- หน้า ๘–๑๕ อชิตปัญหานิทเทส (ตอนที่ 1) อชิตมาณพทูลถามว่าอะไรปกคลุมโลกไว้จนไม่สว่างไสว อะไรเป็นเครื่องฉาบทาโลก และอะไรเป็นภัยใหญ่ของโลก พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าอวิชชา คือความไม่รู้แจ้งอริยสัจสี่ เป็นสิ่งปกคลุมโลก ความประมาท/ความตระหนี่เป็นเหตุให้โลกไม่สว่างไสว ตัณหาความอยากเป็นเครื่องฉาบทาโลกให้ติดข้อง และทุกข์คือภัยใหญ่ของโลก นิทเทสขยายความคำเหล่านี้อย่างละเอียดโดยเฉพาะอวิชชาและตัณหา
- หน้า ๑๕–๒๐ อชิตปัญหานิทเทส (ตอนที่ 2) อชิตมาณพถามต่อว่ากระแสต่างๆ (แห่งตัณหา ทิฏฐิ กิเลส ความประพฤติชั่ว และอวิชชา) ไหลไปทั่วทุกหนแห่ง อะไรเป็นเครื่องกั้นกระแสเหล่านั้น และอะไรเป็นเครื่องปิดกั้นได้เด็ดขาด พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าสติเป็นเครื่องกั้นกระแสไว้ชั่วคราว ส่วนปัญญาคือความรู้แจ้งในไตรลักษณ์และปฏิจจสมุปบาทเป็นเครื่องปิดกั้นกระแสเหล่านั้นได้อย่างเด็ดขาด
- หน้า ๒๐–๒๓ อชิตปัญหานิทเทส (ตอนที่ 3) อชิตมาณพถามว่าปัญญา สติ และนามรูปย่อมดับไม่เหลือ ณ ที่ใด พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าด้วยความดับแห่งอภิสังขารวิญญาณผ่านอริยมรรคทั้งสี่ขั้น (โสดาปัตติมรรคจนถึงอรหัตตมรรค) และในที่สุดด้วยปรินิพพานของพระอรหันต์ นามรูปพร้อมทั้งปัญญาและสติก็ดับสนิทไม่มีส่วนเหลือ
- หน้า ๒๓–๓๒ อชิตปัญหานิทเทส (ตอนที่ 4) อชิตมาณพถามถึงความประพฤติของท่านผู้รู้แจ้งธรรมแล้ว (พระอรหันต์) และของพระเสขะผู้ยังศึกษาอยู่ในไตรสิกขาคือศีล จิต และปัญญา พระพุทธเจ้าตรัสสรุปหลักปฏิบัติว่าภิกษุไม่พึงติดในกาม พึงมีใจไม่ขุ่นมัวด้วยกิเลส ฉลาดในธรรมทั้งปวงโดยเห็นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และดำรงสติอยู่เสมอ จบลงด้วยผู้ฟังจำนวนมากได้ดวงตาเห็นธรรมและพราหมณ์ผู้ถามบรรลุอรหัตตผล เป็นการปิดท้ายปัญหาข้อที่หนึ่ง (อชิตมาณวกปัญหานิทเทส ปฐโม)
- หน้า ๓๓–๔๑ ติสสเมตเตยยปัญหานิทเทส ติสสเมตเตยยมาณพทูลถามว่าใครชื่อว่าสันโดษในโลก ใครไม่มีความหวั่นไหว ใครรู้แจ้งสุดโต่งทั้งสองแล้วไม่ติดอยู่ตรงกลาง ใครที่พระองค์ตรัสเรียกว่ามหาบุรุษ และใครล่วงพ้นเครื่องเย็บร้อยคือตัณหาได้ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าผู้ประพฤติพรหมจรรย์เกี่ยวกับกาม ปราศจากตัณหา มีสติทุกเมื่อ ดับกิเลสได้ด้วยปัญญา ย่อมไม่มีความหวั่นไหว รู้แจ้งสุดโต่งทั้งสองโดยไม่ติดตรงกลาง ผู้นั้นแลคือมหาบุรุษที่แท้จริงและเป็นผู้ล่วงพ้นตัณหาได้แล้ว จบลงด้วยพราหมณ์ผู้ถามบรรลุอรหัตตผล
- หน้า ๔๒–๕๐ ปุณณกปัญหานิทเทส (ตอนที่ 1) ปุณณกมาณพทูลถามพระพุทธเจ้าผู้ไม่ทรงหวั่นไหวและทรงเห็นแจ้งรากเหง้าแห่งธรรมทั้งปวง (อกุศลมูล กุศลมูล และรากของปฏิจจสมุปบาท) ว่าฤๅษี มนุษย์ กษัตริย์ และพราหมณ์ทั้งหลายในโลกอาศัยอะไรเป็นที่พึ่งจึงพากันบูชายัญแก่เทวดาต่างๆ นิทเทสอธิบายความหมายของคำถามและประเภทของคำถามอย่างละเอียด
- หน้า ๕๐–๕๓ ปุณณกปัญหานิทเทส (ตอนที่ 2) พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า ฤๅษีและผู้คนเหล่านั้นบูชายัญเพราะปรารถนาภพภูมิใดภพภูมิหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการเกิดในตระกูลมั่งคั่งหรือในเทวโลกชั้นต่างๆ และเพราะยังพัวพันพึ่งพิงอยู่กับความแก่ ความเจ็บ ความตาย และความโศกเศร้า กล่าวคือการบูชายัญของพวกเขายังเจือด้วยตัณหาความอยากมีภพชาติสืบต่อไป มิใช่หนทางหลุดพ้นที่แท้จริง
- หน้า ๕๓–๕๕ ปุณณกปัญหานิทเทส (ตอนที่ 3 - ยังไม่จบในช่วงนี้) ปุณณกมาณพทูลถามต่อว่าฤๅษีเหล่านั้นผู้ไม่ประมาทในทางแห่งยัญ (ยัญบถ) จะสามารถข้ามพ้นชาติและชราไปได้จริงหรือไม่ นิทเทสอธิบายว่าคำว่า "ยัญบถ" เปรียบได้กับคำว่า "มรรค/ทาง" อื่นๆ เช่น อริยมรรค และอธิบายลักษณะของความไม่ประมาทในการบูชายัญ ข้อความในช่วงนี้ขาดตอนกลางคันขณะกำลังทวนคาถาคำถามซ้ำ ก่อนจะถึงคำตอบของพระพุทธเจ้า จึงยังไม่จบหัวข้อปัญหาของปุณณกมาณพในช่วงหน้าที่ตัดมานี้
- หน้า ๕๖–๕๙ ปุณณกปัญหานิทเทส (ตอนที่ ๑ ต่อจากตอนก่อนหน้า) ส่วนนี้เป็นความต่อเนื่องของนิทเทสที่เริ่มไว้ก่อนหน้าเล่ม อธิบายว่าผู้คนที่หวัง สรรเสริญ และตั้งใจปรารถนาผลจากการบูชายัญ (หวังได้รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ทรัพย์ ยศ หรือกำเนิดในภพภูมิที่ดี) ล้วนยังของแวะติดอยู่ในการบูชายัญด้วยความกำหนัดในภพ (ภวราคะ) แม้จะทำพิธีบูชาด้วยความมุ่งหวังเพียงใดก็ไม่อาจข้ามพ้นชาติและชราได้ เพราะยังยึดติดในผลของพิธีกรรมนั่นเอง
- หน้า ๕๙–๖๑ ปุณณกปัญหานิทเทส (ตอนที่ ๒) ปุณณกมาณพทูลถามต่อว่า ถ้าผู้ประกอบพิธีบูชายัญเหล่านั้นไม่อาจข้ามพ้นชาติชราได้ด้วยการบูชายัญ เช่นนั้นแล้วใครเล่าในโลกทั้งเทวโลกและมนุษยโลกที่สามารถข้ามพ้นชาติและชราได้จริง เป็นคำถามเปิดทางให้พระพุทธเจ้าตรัสอธิบายลักษณะของผู้ที่ข้ามพ้นได้จริงในตอนถัดไป
- หน้า ๖๑–๖๖ ปุณณกปัญหานิทเทส (ตอนที่ ๓ จบ) พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า ผู้ที่พิจารณาสิ่งทั้งปวงในโลกทั้งสูงและต่ำด้วยปัญญาจนเห็นตามความเป็นจริงว่าไม่เที่ยงเป็นทุกข์ จนจิตไม่หวั่นไหวในที่ใดๆ สงบ ปราศจาก 'ควัน' (อุปมาถึงความโกรธ ซึ่งคัมภีร์อธิบายละเอียดว่าคือไฟกิเลสที่คุกรุ่นอยู่ภายใน) ไม่มีความคับแค้นใจ ไม่มีความหวังทะยานอยาก ผู้นั้นแลข้ามพ้นชาติและชราได้ จบปุณณกมาณวกปัญหานิทเทสที่สาม
- หน้า ๖๗–๗๐ เมตตคูปัญหานิทเทส (ตอนที่ ๑) เมตตคูมาณพเข้าเฝ้าทูลถามพระพุทธเจ้า โดยเรียกพระองค์ว่าเป็นผู้ถึงเวท (ผู้รู้แจ้ง) และมีตนอันอบรมแล้ว (ภาวิตัตตะ) แล้วทูลถามว่าความทุกข์นานัปการที่มีอยู่ในโลกเกิดขึ้นมาจากอะไร คัมภีร์อธิบายประเภทของคำถามสามแบบก่อนเข้าเนื้อหา และอธิบายว่าเหตุใดพระพุทธเจ้าจึงได้ชื่อว่า 'เวทคู' (ผู้ถึงที่สุดแห่งญาณในมรรคทั้งสี่) และ 'ภาวิตัตตะ' (ผู้อบรมกาย ศีล จิต และปัญญาจนบริบูรณ์)
- หน้า ๗๐–๗๖ เมตตคูปัญหานิทเทส (ตอนที่ ๒) อธิบายต่อว่าความเป็นผู้อบรมตนแล้วของพระพุทธเจ้าปรากฏเป็นรูปธรรมอย่างไร คือทรงมีอุเบกขาประกอบด้วยองค์หก เมื่อประสบอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ว่าน่าพอใจหรือไม่น่าพอใจ ก็ไม่ยินดียินร้าย จิตตั้งมั่นไม่หวั่นไหว จากนั้นไล่เรียงความทุกข์นานัปการที่เมตตคูถามถึง ตั้งแต่ทุกข์จากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย โรคภัยต่างๆ จนถึงความพลัดพรากจากญาติและทรัพย์ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ต้องสืบหาที่มา
- หน้า ๗๖–๗๘ เมตตคูปัญหานิทเทส (ตอนที่ ๓) พระพุทธเจ้าตรัสตอบต้นเหตุของทุกข์ทั้งปวงว่ามาจาก 'อุปธิ' คือเครื่องยึดถือหรือสิ่งที่ก่อให้เกิดภพ ซึ่งจำแนกได้สิบอย่าง ได้แก่ตัณหา ทิฏฐิ กิเลส กรรม ทุจริต อาหาร ปฏิฆะ และธาตุ อายตนะ วิญญาณที่ยังถูกยึดถือ ทุกข์ทุกชนิดในโลกล้วนมีอุปธิเป็นเหตุ เป็นแดนเกิด ไม่มีทุกข์ใดเกิดขึ้นได้นอกจากอาศัยอุปธิ
- หน้า ๗๘–๘๑ เมตตคูปัญหานิทเทส (ตอนที่ ๔) พระคาถาสอนว่าผู้ใดยังโง่เขลาไม่รู้แจ้ง ยังสร้างอุปธิ (ความยึดติด) อยู่ ผู้นั้นย่อมเข้าถึงทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่รู้จบ เพราะฉะนั้นบุคคลผู้มีปัญญารู้เท่าทันโทษของอุปธิแล้ว พึงไม่สร้างอุปธิขึ้นอีก โดยหมั่นพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเป็นทุกข์ของสิ่งทั้งปวงตามความเป็นจริง คือเจริญวิปัสสนาเห็นไตรลักษณ์
- หน้า ๘๑–๘๕ เมตตคูปัญหานิทเทส (ตอนที่ ๕) เมตตคูทูลถามคำถามที่สองว่า ผู้มีปัญญาทั้งหลายข้ามพ้นห้วงน้ำคือชาติ ชรา โศก และความคร่ำครวญได้อย่างไร คัมภีร์อธิบายความหมายของคำว่า 'มุนี' (ผู้รู้) ผ่านความเป็นมุนีสามทาง คือทางกาย วาจา และใจ (โมเนยยธรรม) และจำแนกมุนีออกเป็นหกจำพวก ตั้งแต่คฤหัสถ์ผู้เห็นธรรมไปจนถึงพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
- หน้า ๘๕–๘๘ เมตตคูปัญหานิทเทส (ตอนที่ ๖) พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าจะทรงแสดงธรรมที่ประจักษ์ได้เอง (ทิฏฐธรรม) มิใช่ธรรมที่ได้มาจากการเชื่อฟังตามกันมา ตำรา หรือการคาดคะเนตรึกตรอง แต่เป็นสิ่งที่ทรงรู้แจ้งด้วยพระองค์เอง ผู้ใดรู้แจ้งธรรมนั้นแล้วดำรงตนด้วยสติ ผู้นั้นย่อมข้ามพ้นตัณหาอันแผ่ซ่านไปในโลก (วิสัตติกา) ได้
- หน้า ๘๘–๙๐ เมตตคูปัญหานิทเทส (ตอนที่ ๗) เมตตคูแสดงความยินดีในธรรมอันสูงสุดที่พระผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ (มเหสี) ทรงแสดง คัมภีร์อธิบายความหมายของคำว่า 'มเหสี' โดยพิสดารว่าเพราะพระพุทธเจ้าทรงแสวงหาและบรรลุกองศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะอันใหญ่หลวง ทรงทำลายกองมืด ความวิปลาส ลูกศรคือตัณหา และการยึดติดในทิฏฐิอันใหญ่หลวงได้
- หน้า ๙๐–๙๒ เมตตคูปัญหานิทเทส (ตอนที่ ๘) พระพุทธเจ้าตรัสสอนเพิ่มเติมว่า ไม่ว่าจะรู้แจ้งสิ่งใดก็ตาม ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง และท่ามกลาง (คือในภพภูมิ กาลเวลา หรือขันธ์ธาตุอายตนะใดๆ ก็ตาม) พึงบรรเทาความเพลิดเพลินและความยึดมั่นในสิ่งเหล่านั้นเสีย อย่าให้วิญญาณที่ประกอบด้วยอภิสังขารเข้าไปตั้งอยู่ในภพใดๆ ทั้งภพที่เป็นกรรมและภพที่เป็นปฏิสนธิ
- หน้า ๙๒–๙๕ เมตตคูปัญหานิทเทส (ตอนที่ ๙) พระคาถาสรุปว่า ภิกษุผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ มีสติ ไม่ประมาท ละความยึดถือว่า 'ของเรา' เสียได้ ย่อมสามารถละความเกิด ความแก่ ความโศก และความคร่ำครวญ คือละทุกข์ทั้งปวงได้ในภพนี้เอง โดยไม่ต้องรอชาติหน้า
- หน้า ๙๖–๙๗ เมตตคูปัญหานิทเทส (ตอนที่ ๑๐) เมตตคูกราบทูลแสดงความปีติยินดีในพระดำรัสของพระผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ ยกย่องว่าธรรมที่ตรัสไว้ดีแล้วนั้นปราศจากอุปธิโดยแท้ และทูลยืนยันว่าพระผู้มีพระภาคทรงละทุกข์ได้แล้วโดยแน่แท้ ไม่มีข้อสงสัยอีกต่อไป
- หน้า ๙๗–๙๙ เมตตคูปัญหานิทเทส (ตอนที่ ๑๑) เมตตคูขอให้พระพุทธเจ้าทรงพร่ำสอนตนอยู่เสมอไม่หยุดหย่อน แล้วกราบไหว้พระองค์ในฐานะ 'นาค' คัมภีร์อธิบายความหมายของคำว่านาคสามนัย คือ ไม่ทำบาปอกุศลใดๆ (ไม่มีอาคุ) ไม่ไปด้วยอำนาจฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ หรือภยาคติ (ไม่คจฺฉติ) และไม่หวนกลับไปสู่กิเลสที่ละได้แล้วด้วยมรรคทั้งสี่อีก (ไม่อาคจฺฉติ)
- หน้า ๑๐๐–๑๐๓ เมตตคูปัญหานิทเทส (ตอนที่ ๑๒) พระพุทธเจ้าตรัสสรุปว่า พึงรู้จักพราหมณ์ผู้ถึงเวท ผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวลใดๆ ไม่ติดข้องอยู่ในกามภพ ผู้นั้นแลได้ข้ามพ้นห้วงน้ำนี้แล้วโดยแท้ ถึงฝั่งคือนิพพาน เป็นผู้ไม่แข็งกระด้าง (อขิละ) และไม่มีความสงสัยอีก (อกังขา) จากนั้นคัมภีร์บรรยายคุณลักษณะของพระอรหันต์ผู้บรรลุถึงที่สุดแห่งมรรคผลอย่างพิสดาร
- หน้า ๑๐๔–๑๐๗ เมตตคูปัญหานิทเทส (ตอนที่ ๑๓ จบ) พระคาถาปิดท้ายว่า ผู้มีปัญญาถึงเวทในโลกนี้ ผู้สลัดเครื่องผูกพันในภพน้อยภพใหญ่ทั้งหลายออกได้แล้ว ปราศจากตัณหา ไม่มีความคับแค้นใจ ไม่มีความหวังทะยานอยาก ผู้นั้นแลข้ามพ้นชาติและชราได้ จบเมตตคูมาณวกปัญหานิทเทสที่สี่ พร้อมข้อความว่าเมตตคูบรรลุธรรมเมื่อจบพระคาถาและทูลขอเป็นสาวก
- หน้า ๑๐๘–๑๑๐ โธตกปัญหานิทเทส (เริ่มต้น ยังไม่จบในช่วงหน้านี้) โธตกมาณพทูลถามพระพุทธเจ้าโดยเรียกพระองค์ว่ามเหสี ทูลว่าตนปรารถนาจะฟังพระดำรัสของพระองค์ เพื่อจะได้ศึกษาไตรสิกขาอันนำไปสู่นิพพานของตนเอง พระพุทธเจ้าตรัสตอบสั้นๆ ให้โธตกะทำความเพียร เป็นผู้ฉลาดรอบคอบและมีสติในธรรมวินัยนี้ แล้วฟังคำสอนจากพระองค์เพื่อศึกษาเพื่อนิพพานของตนเอง เนื้อหาของปัญหานี้ยังดำเนินต่อไปไม่จบ ค้างอยู่ที่คำอธิบายความหมายของคำว่า 'นิปโก' (ผู้ฉลาดรอบคอบ) เมื่อจบช่วงหน้าที่กำหนด
- หน้า ๑๑๑–๑๑๕ โธตกปัญหานิทเทส (ต่อจากส่วนก่อนหน้า): คำเตือนให้เพียรฝึกตน และคำวิงวอนขอความหลุดพ้นจากความสงสัย หน้า ๑๑๑ เริ่มต้นเป็นเนื้อหาต่อเนื่องจากตอนก่อนหน้าของหนังสือ (ยังไม่จบการอธิบายคำว่า "สโต" ในคาถาที่พระพุทธเจ้าตรัสเตือนโธตกะให้มีปัญญา มีสติ ฟังคำสอนแล้วศึกษาไตรสิกขาเพื่อนิพพานของตน) ก่อนจะขึ้นคาถาบทใหม่ที่โธตกะกล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้าว่าทรงเป็นพราหมณ์ผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวลใด ๆ พระองค์เดียวที่เขาเห็นในโลก แล้วกราบไหว้และวิงวอนขอให้ทรงปลดเปลื้องตนจากความสงสัยลังเล (กถังกถา) ซึ่งนิทเทสอธิบายว่าเป็นเสมือนลูกศรที่ต้องถูกถอนออก
- หน้า ๑๑๕–๑๑๗ โธตกปัญหานิทเทส (ตอนที่ 2): พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่อาจปลดเปลื้องความสงสัยให้ผู้ใดได้ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าพระองค์ไม่อาจปลดเปลื้องความสงสัยให้ผู้ใดได้ด้วยเพียงความปรารถนา เปรียบเหมือนผู้ที่จมโคลนตมอยู่เองย่อมฉุดผู้อื่นที่จมโคลนขึ้นมาไม่ได้ และบุคคลย่อมเศร้าหมองหรือบริสุทธิ์ได้ด้วยตนเองเท่านั้น พระองค์ทรงเป็นเพียงผู้ชี้ทาง (มัคคักขายี) เมื่อมีผู้ถามถึงหนทางเท่านั้น ส่วนการปฏิบัติตามทางจนหลุดพ้นเป็นหน้าที่ของผู้นั้นเอง คำสอนตอนนี้จึงเน้นหลักการพึ่งตนเองในการปฏิบัติธรรม
- หน้า ๑๑๗–๑๒๐ โธตกปัญหานิทเทส (ตอนที่ 3): ขอฟังธรรมแห่งวิเวกเพื่อดำรงอยู่ดุจอากาศ โธตกะทูลขอด้วยความอ่อนน้อมให้พระพุทธเจ้าผู้ทรงพระกรุณาสอนธรรมแห่งวิเวก (คือพระนิพพาน) แก่ตน โดยปรารถนาจะดำรงชีวิตอยู่อย่างสงบ ไม่ยึดติด ไม่หวั่นไหว เปรียบดั่งอากาศที่ไม่ถูกสิ่งใดฉาบติดหรือทำให้เศร้าหมองได้ นิทเทสอธิบายว่าความไม่ยึดติดนี้หมายถึงการไม่อาศัย (อนิสสิตะ) ทั้งตัณหาและทิฏฐิในอายตนะ ขันธ์ หรือภพใด ๆ ทั้งสิ้น
- หน้า ๑๒๐–๑๒๒ โธตกปัญหานิทเทส (ตอนที่ 4): พระพุทธเจ้าทรงประกาศสันติที่ทรงประจักษ์แจ้งเอง พระพุทธเจ้าตรัสว่าจะทรงแสดงสันติ (พระนิพพาน) ที่ทรงเห็นแจ้งด้วยพระองค์เองในปัจจุบัน มิใช่คำสอนที่สืบทอดตามกันมาหรือได้จากการคาดคะเนเชิงตรรกะ แต่เป็นธรรมที่ผู้ปฏิบัติพึงรู้เห็นได้เอง เมื่อรู้แจ้งว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยงและมีความดับไปเป็นธรรมดาแล้วดำรงสติอยู่ ก็จะสามารถข้ามพ้นตัณหาอันแผ่ซ่านไปในโลก (วิสัตติกา) ได้
- หน้า ๑๒๒–๑๒๔ โธตกปัญหานิทเทส (ตอนที่ 5): โธตกะแสดงความยินดีในธรรมที่ทรงแสดง โธตกะทูลแสดงความชื่นชมยินดีในพระดำรัสของพระผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ (มเหสี) ที่ทรงแสดงสันติอันสูงสุด และย้ำรับคำสอนว่าผู้ที่รู้แจ้งธรรมนั้นแล้วดำรงสติอยู่จะสามารถข้ามพ้นตัณหาในโลกได้ แสดงถึงศรัทธาและความน้อมรับคำสอนของโธตกะ
- หน้า ๑๒๔–๑๒๕ โธตกปัญหานิทเทส (ตอนที่ 6, จบ): สิ่งใดที่รู้แจ้งแล้วพึงเห็นเป็นเครื่องผูก อย่าสร้างตัณหาเพื่อภพใหม่ พระพุทธเจ้าทรงสรุปคำสอนแก่โธตกะว่า สิ่งใดก็ตามที่รู้แจ้งชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน หรือในภพภูมิ เวทนา หรือธรรมฝ่ายกุศล-อกุศลใด ๆ ก็ตาม พึงรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นเครื่องผูกพัน (สังโค) อยู่ในโลก แล้วไม่พึงสร้างตัณหาเพื่อภพใหม่ขึ้นอีก เมื่อจบคาถา โธตกะบรรลุธรรมและประกาศตนเป็นสาวก ปิดท้ายด้วยคำลงท้ายว่าเป็นโธตกมาณวกปัญหานิทเทสที่ห้า
- หน้า ๑๒๖–๑๒๘ อุปสีวปัญหานิทเทส (ตอนที่ 1): ขอที่พึ่งเพื่อข้ามโอฆะ อุปสีวะทูลพระพุทธเจ้าว่าตนอยู่ตามลำพัง ไม่มีบุคคลหรือธรรมใดเป็นที่พึ่งอาศัย จึงไม่สามารถข้ามโอฆะอันใหญ่หลวง (กาม ภพ ทิฏฐิ อวิชชา) ได้ด้วยตนเอง จึงทูลขอให้พระผู้มีสมันตจักขุทรงแสดงอารมณ์ (ที่พึ่ง) ที่เมื่ออาศัยแล้วจะสามารถข้ามโอฆะนี้ได้
- หน้า ๑๒๘–๑๓๑ อุปสีวปัญหานิทเทส (ตอนที่ 2): พิจารณาอากิญจัญญายตนะโดยไตรลักษณ์ พระพุทธเจ้าทรงสังเกตว่าอุปสีวะได้อากิญจัญญายตนสมาบัติอยู่แล้วแต่ยังไม่รู้ว่าสิ่งนั้นเป็นที่พึ่งของตน จึงทรงสอนให้เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ออกจากสมาบัตินั้นแล้วพิจารณาสภาวธรรมที่เกิดขึ้นโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นดังลูกศร ฯลฯ ตามแนวไตรลักษณ์ทั้งหมด เพื่อละกามและความสงสัย และเห็นความสิ้นไปแห่งตัณหาทั้งกลางวันกลางคืน
- หน้า ๑๓๑–๑๓๕ อุปสีวปัญหานิทเทส (ตอนที่ 3): ผู้อาศัยอากิญจัญญายตนะจะดำรงอยู่ได้นานเพียงใด อุปสีวะทูลถามว่าผู้ปราศจากราคะในกามทั้งปวง อาศัยอากิญจัญญายตนะอันเป็นสัญญาวิโมกข์สูงสุด จะสามารถดำรงอยู่ในภาวะนั้นได้อย่างไม่หวั่นไหวตลอดไปหรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าสามารถดำรงอยู่ได้อย่างไม่หวั่นไหวยาวนานถึงหกหมื่นกัป
- หน้า ๑๓๕–๑๓๖ อุปสีวปัญหานิทเทส (ตอนที่ 4): ถามว่าวิญญาณของผู้นั้นจะดับหรือไม่ดับ อุปสีวะทูลถามต่อไปว่า เมื่อดำรงอยู่นานเช่นนั้นแล้ว วิญญาณของผู้ที่หลุดพ้นเยือกเย็นอยู่ในภพนั้นจะยังคงอยู่อย่างนั้นตลอดไป (เที่ยงแท้) หรือว่าจะเคลื่อนจากภพนั้นไปเกิดใหม่อีก อันเป็นปัญหาคลาสสิกเรื่องสภาวะสุดท้ายของผู้ที่เข้าถึงสมาบัติละเอียดขั้นนี้
- หน้า ๑๓๖–๑๓๘ อุปสีวปัญหานิทเทส (ตอนที่ 5): อุปมาเปลวไฟที่ถูกลมพัดดับ พระพุทธเจ้าตรัสตอบด้วยอุปมาอันมีชื่อเสียง คือ เปลวไฟที่ถูกกำลังลมพัดพาไป ย่อมดับไปและไม่อาจนับได้ว่าไปสู่ทิศใด ฉันใด มุนีผู้หลุดพ้นจากนามกาย (อัตภาพทางจิตและกาย) ก็ดับสูญไปฉันนั้น ไม่อาจเรียกขานหรือจัดเข้าประเภทใด ๆ ได้อีก ไม่ว่าจะเป็นวรรณะ มนุษย์ เทวดา มีรูปหรือไม่มีรูป มีสัญญาหรือไม่มีสัญญา เพราะไม่มีเหตุปัจจัยใดเหลืออยู่ที่จะทำให้เรียกขานเช่นนั้นได้
- หน้า ๑๓๘–๑๓๙ อุปสีวปัญหานิทเทส (ตอนที่ 6): อุปสีวะทูลถามให้ชัดเจนยิ่งขึ้น อุปสีวะยังไม่แน่ใจ จึงทูลถามตรง ๆ ว่าผู้หลุดพ้นนั้นดับสูญไปเลย หรือไม่มีอยู่จริง หรือดำรงอยู่ตลอดไปโดยปราศจากความเบียดเบียน ขอให้พระมุนีตรัสอธิบายให้กระจ่าง เพราะมีเพียงพระองค์เท่านั้นที่ทรงทราบเรื่องนี้แจ่มแจ้ง
- หน้า ๑๓๙–๑๔๑ อุปสีวปัญหานิทเทส (ตอนที่ 7, จบ): ผู้ดับสนิทแล้วพ้นจากการกำหนดวัด พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่าผู้ปรินิพพานแล้วไม่มี "ประมาณ" ใด ๆ ที่จะกำหนดวัดได้ เพราะขันธ์ทั้งห้าอันเป็นสิ่งที่จะพึงวัดได้นั้นไม่มีอยู่อีกแล้ว ถูกละและถูก "เผาด้วยไฟแห่งญาณ" หมดสิ้น เมื่อไม่มีกิเลสเหลืออยู่เป็นเหตุให้กล่าวถึงท่านในลักษณะใด ๆ ทางแห่งวาทะและข้อโต้แย้งทั้งปวงเกี่ยวกับท่านจึงถูกขจัดไปด้วย กล่าวคือคำถามว่า "มีอยู่" "ไม่มีอยู่" "เที่ยง" หรือ "ขาดสูญ" ล้วนใช้ไม่ได้กับผู้หลุดพ้นแล้ว จบอุปสีวมาณวกปัญหานิทเทสที่หก
- หน้า ๑๔๒–๑๔๖ นันทปัญหานิทเทส (ตอนที่ 1): มุนีที่แท้จริงคือใคร นันทะทูลถามว่านักบวชหลากหลายนิกายที่โลกเรียกว่า "มุนี" เช่น อาชีวก นิครนถ์ ชฎิล ดาบส เป็นต้น ได้รับสมญานี้เพราะมีญาณหรือเพียงเพราะการดำเนินชีวิตแบบนักบวช พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าผู้ฉลาดไม่เรียกใครว่ามุนีเพราะทิฏฐิ เพราะได้ยินได้ฟังมา หรือเพราะญาณทางโลก แต่ผู้ที่ปราบมารเสนา (กองทัพกิเลสทั้งปวง) ได้แล้ว ปราศจากความทุกข์และความหวัง ดำเนินชีวิตอยู่เช่นนั้นต่างหากที่ทรงเรียกว่ามุนีอย่างแท้จริง เป็นการนิยามความเป็นมุนีใหม่จากภายในมิใช่จากรูปแบบภายนอก
- หน้า ๑๔๖–๑๕๑ นันทปัญหานิทเทส (ตอนที่ 2): ความบริสุทธิ์ด้วยศีลพรตยังข้ามชาติชราไม่ได้ นันทะสังเกตว่าสมณพราหมณ์ต่าง ๆ อ้างว่าบรรลุความบริสุทธิ์ได้ด้วยสิ่งที่เห็น ที่ได้ยิน ด้วยศีลและวัตรปฏิบัติ หรือด้วยวิธีการอื่น ๆ มากมาย จึงทูลถามว่าผู้ที่ดำเนินชีวิตตามทิฏฐิของตนอย่างเคร่งครัดเช่นนั้นได้ข้ามพ้นชาติและชราแล้วหรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสตอบอย่างชัดเจนว่ายังไม่ข้ามพ้น การยึดถือทิฏฐิ ศีล และวัตรของตนเองเพียงลำพัง แม้จะปฏิบัติเคร่งครัดเพียงใด ก็ไม่อาจนำไปสู่ความพ้นจากชาติชราได้
- หน้า ๑๕๑–๑๕๗ นันทปัญหานิทเทส (ตอนที่ 3): ผู้ข้ามโอฆะได้จริงคือผู้กำหนดรู้ตัณหาจนสิ้นอาสวะ นันทะทูลถามต่อว่า ถ้าเช่นนั้นใครเล่าในโลกเทวดาและมนุษย์ที่ข้ามพ้นชาติชราได้จริง พระพุทธเจ้าตรัสชี้แจงว่าพระองค์มิได้ตรัสว่าสมณพราหมณ์ทั้งหมดยังตกอยู่ในวังวนของชาติชรา แต่มีอยู่จริง คือพระอรหันต์ผู้ละทิ้งการอ้างความบริสุทธิ์ทุกรูปแบบที่อาศัยสิ่งที่เห็น ได้ยิน รู้สึก หรือศีลพรต และได้กำหนดรู้และละตัณหาโดยสิ้นเชิงด้วยปริญญาทั้งสาม (ญาตปริญญา ตีรณปริญญา ปหานปริญญา) จนหมดอาสวะ เฉพาะผู้เหล่านี้เท่านั้นที่ทรงเรียกว่าข้ามโอฆะได้แล้วอย่างแท้จริง
- หน้า ๑๕๗–๑๖๐ นันทปัญหานิทเทส (ตอนที่ 4, จบ): นันทะยินดีรับคำสอนและประกาศตนว่าข้ามโอฆะได้ นันทะแสดงความชื่นชมยินดีในพระดำรัสที่ทรงแสดงไว้ดีแล้ว ปราศจากอุปธิ (เหตุแห่งการเวียนเกิด) และย้ำรับคำสอนว่าผู้ที่ละทิ้งการอ้างความบริสุทธิ์จากสิ่งที่เห็น ได้ยิน รู้สึก และศีลพรต พร้อมทั้งกำหนดรู้และละตัณหาจนหมดอาสวะแล้ว ย่อมนับว่าข้ามโอฆะได้ โดยนันทะประกาศว่าตนเองก็นับรวมอยู่ในกลุ่มผู้ข้ามโอฆะนั้นด้วย จบนันทมาณวกปัญหานิทเทสที่เจ็ด
- หน้า ๑๖๑–๑๖๓ เหมกปัญหานิทเทส (ตอนที่ 1): คำสอนเก่าเป็นเพียงคำเล่าลือ ขอธรรมที่ทำลายตัณหา เหมกะทูลว่าก่อนจะได้พบพระพุทธเจ้า อาจารย์เก่าของตน (รวมถึงพราหมณ์พาวรี) และอาจารย์อื่น ๆ ต่างสอนตามทิฏฐิของตนว่า "เป็นมาแล้วอย่างนี้" "จะเป็นไปอย่างนี้" แต่คำสอนเหล่านั้นล้วนเป็นเพียงคำเล่าลือสืบต่อกันมา (อิติหีติหะ) ที่เกิดจากการคาดคะเนเชิงตรรกะซึ่งยิ่งทำให้ฟุ้งซ่านมากขึ้น เขาจึงไม่พบความอิ่มใจในคำสอนเหล่านั้นเลย จึงทูลขอให้พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมที่ทำลายตัณหา (ตัณหานิคฆาตนะ) อันเป็นธรรมที่ทรงรู้แจ้งด้วยพระองค์เอง เพื่อที่เมื่อรู้แจ้งแล้วดำรงสติอยู่จะสามารถข้ามพ้นตัณหาอันแผ่ซ่านในโลกได้
- หน้า ๑๖๓–๑๖๕ เหมกปัญหานิทเทส (ตอนที่ 2, ยังไม่จบ): การดับความยินดีในสิ่งที่น่ารักคือทางสู่นิพพาน พระพุทธเจ้าทรงเริ่มตอบว่า ต่อสิ่งที่เห็น ได้ยิน รู้สึก และรู้แจ้งทางใจทั้งหลาย อันเป็นสิ่งที่น่ารักน่าพอใจในโลก การกำจัดฉันทราคะ (ความพอใจติดใจ) ต่อสิ่งเหล่านั้นเสียได้ คือทางแห่งพระนิพพานอันไม่ตาย จากนั้นนิทเทสเริ่มไขความคำว่า เห็น ได้ยิน รู้สึก รู้แจ้ง และแจกแจงรายการสิ่งที่ "น่ารักน่าพอใจในโลก" อย่างละเอียด ได้แก่ อายตนะทั้งหก อารมณ์ วิญญาณ ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา ตัณหา และวิตกวิจารที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเนื้อหาส่วนนี้ยังอธิบายไม่จบเมื่อสิ้นสุดหน้า ๑๖๕ และดำเนินต่อไปในส่วนถัดไปของคัมภีร์
- หน้า ๑๖๖–๑๖๘ เหมกปัญหานิทเทส (ตอนจบ) อยู่ในช่วงท้ายของนิทเทสที่กำลังอธิบายคาถาสุดท้ายซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสตอบเหมกมาณพผู้ถามถึงหนทางพ้นจากความยึดติดในสิ่งที่เป็นที่รักที่ชอบใจ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เห็น ได้ยิน รู้สึก หรือรู้แจ้งทางใจ คำตอบสอนว่าการขจัดฉันทราคะ (ความพอใจติดใจ) ในอารมณ์เหล่านั้นให้หมดสิ้นคือบทแห่งนิพพานอันไม่เปลี่ยนแปลง ผู้ที่รู้แจ้งธรรมข้อนี้แล้วย่อมดับกิเลสได้ในปัจจุบัน สงบระงับ ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจมาร และข้ามพ้นตัณหาที่ซ่านไปในโลกได้ จบนิทเทสที่ 8
- หน้า ๑๖๙–๑๗๑ โตเทยยปัญหานิทเทส (ตอนที่ 1) โตเทยยมาณพทูลถามว่า ผู้ที่กามไม่ครอบงำ ไม่มีตัณหา และข้ามพ้นความสงสัยแล้วนั้น มีวิโมกข์ (ความหลุดพ้น) เช่นไร พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าผู้ที่หมดกามและตัณหา ข้ามพ้นวิจิกิจฉาได้แล้วคือพระอรหันต์ขีณาสพ ซึ่งไม่มีวิโมกข์อื่นใดที่จะต้องแสวงหาเพิ่มอีก เพราะท่านหลุดพ้นสมบูรณ์แล้วในตัวเอง
- หน้า ๑๗๑–๑๗๕ โตเทยยปัญหานิทเทส (ตอนที่ 2) โตเทยยมาณพถามต่อว่า ผู้บรรลุนั้นสิ้นความหวังหรือยังมีความหวังอยู่ มีปัญญาที่แท้จริงหรือเป็นเพียงผู้สร้างมโนภาพปรุงแต่งด้วยญาณ ขอให้พระพุทธเจ้าผู้มีจักษุรอบด้านทรงอธิบายว่าจะรู้จักมุนีได้อย่างไร พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่ามุนีที่แท้จริงปราศจากความหวังหรือความอยากทุกชนิด ไม่สร้างมโนภาพปรุงแต่งด้วยญาณทางโลกอย่างสมาบัติหรือทิฏฐิใดๆ ไม่มีกิเลสเครื่องกังวลใดเหลืออยู่ และไม่ติดข้องอยู่ในกามภพหรือภพใดเลย จบนิทเทสที่ 9
- หน้า ๑๗๖–๑๗๙ กัปปปัญหานิทเทส (ตอนที่ 1) กัปปมาณพทูลถามพระพุทธเจ้าผู้ประทับอยู่ท่ามกลางกระแสสังสารวัฏ ท่ามกลางห้วงน้ำใหญ่และภัยอันน่ากลัวจากชรามรณะ ขอให้ทรงชี้เกาะ (ที่พึ่ง) ที่ไม่มีสิ่งอื่นเสมอเหมืออีก นิทเทสอธิบายว่าสังสารวัฏไม่ปรากฏจุดเริ่มต้น โดยไล่แจกแจงหน่วยเวลานับไม่ถ้วน (ชาติ กัป วรรษ นับเป็นร้อยพัน โกฏิ) เพื่อแสดงว่าไม่ว่าจะนับย้อนไปกี่ภพกี่ชาติก็ยังไม่อาจหยั่งถึงจุดเริ่มต้นของวัฏสงสารได้ สัตว์ทั้งหลายจึงตั้งอยู่ท่ามกลางสังสารวัฏโดยไม่รู้ต้น
- หน้า ๑๗๙–๑๘๒ กัปปปัญหานิทเทส (ตอนที่ 2) นิทเทสอธิบายต่อว่าสังสารวัฏก็ไม่ปรากฏจุดสิ้นสุดเช่นเดียวกับที่ไม่ปรากฏจุดเริ่มต้น ด้วยวิธีแจกแจงหน่วยเวลาแบบเดียวกัน แสดงว่าสัตว์ทั้งหลายตั้งอยู่ท่ามกลางสังสารวัฏโดยไม่มีทั้งต้นและปลายที่หยั่งรู้ได้ จากนั้นอธิบายคำถามของกัปปมาณพเรื่องห้วงน้ำใหญ่ทั้ง 4 (กาม ภพ ทิฏฐิ อวิชชา) และภัยใหญ่จากชาติ ชรา พยาธิ มรณะ อันเป็นเหตุให้ท่านทูลขอเกาะที่พึ่งอันแท้จริง ที่จะไม่มีทุกข์เกิดขึ้นซ้ำอีก
- หน้า ๑๘๒–๑๘๖ กัปปปัญหานิทเทส (ตอนที่ 3) พระพุทธเจ้าตรัสเรียกชื่อกัปปมาณพแล้วทรงแสดงคำตอบว่า เกาะที่พึ่งอันแท้จริงและไม่มีสิ่งอื่นยิ่งไปกว่านั้น คือความไม่มีกิเลสเครื่องกังวล (อกิญจนะ) และความไม่ยึดถือสิ่งใด (อนาทาน) นั่นเอง ซึ่งพระองค์ตรัสเรียกสิ่งนี้ว่านิพพาน อันเป็นที่สิ้นไปแห่งชราและมรณะ ผู้ที่รู้แจ้งธรรมนี้แล้วย่อมดับกิเลสได้ในปัจจุบัน สงบระงับ ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจมาร และไม่เป็นบริวารของมารอีกต่อไป จบนิทเทสที่ 10
- หน้า ๑๘๗–๑๙๑ ชตุกัณณีปัญหานิทเทส (ตอนที่ 1) ชตุกัณณีมาณพทูลสรรเสริญพระพุทธเจ้าว่าทรงเป็นวีระผู้ไม่ใคร่กาม ข้ามพ้นห้วงน้ำแล้ว และทูลขอให้ทรงแสดงบทแห่งความสงบ (สันติบท) อันเป็นความจริงแท้แก่ท่าน นิทเทสขยายความคุณสมบัติของพระพุทธเจ้าในฐานะผู้ละกามได้หมดสิ้นทั้งวัตถุกามและกิเลสกาม ไม่หวั่นไหวต่อลาภยศสรรเสริญสุขทุกข์ใดๆ และมีพระสัพพัญญุตญาณเสมือนดวงตาที่เห็นรอบด้าน
- หน้า ๑๙๒–๑๙๖ ชตุกัณณีปัญหานิทเทส (ตอนที่ 2) พระพุทธเจ้าตรัสตอบชตุกัณณีมาณพว่า จงขจัดความติดใจในกาม เห็นเนกขัมมะ (การออกจากกาม) ว่าเป็นทางปลอดภัย อย่าให้มีสิ่งใดที่ยึดถือไว้หรือปฏิเสธทิ้งค้างอยู่ในใจ พึงชำระกิเลสที่เกี่ยวกับอดีตให้หมดสิ้น อย่าสร้างกิเลสใหม่ในอนาคต และไม่ยึดถือสิ่งที่เป็นปัจจุบัน จึงจะดำเนินชีวิตอย่างสงบได้ ผู้ที่ปราศจากความติดใจในนามรูปโดยสิ้นเชิงเช่นนี้ย่อมไม่มีอาสวะที่จะนำไปสู่อำนาจแห่งมัจจุ (ความตาย) ได้อีก จบนิทเทสที่ 11
- หน้า ๑๙๗–๒๐๑ ภัทราวุธปัญหานิทเทส (ตอนที่ 1) ภัทราวุธมาณพทูลสรรเสริญพระพุทธเจ้าด้วยพระคุณนามหลายประการ เช่น ผู้ละที่อาศัยของกิเลส ผู้ตัดตัณหา ผู้ไม่หวั่นไหว ผู้ละความเพลิดเพลิน ข้ามพ้นโอฆะ หลุดพ้นแล้ว และละกัปปะ (การปรุงแต่งด้วยตัณหาและทิฏฐิ) ได้ แล้วทูลขอให้ทรงแสดงธรรมแก่มหาชนจากแคว้นต่างๆ ที่มาประชุมกันเพื่อฟังพระวาจาของพระองค์ผู้ทรงรู้แจ้งธรรมนี้ดีแล้ว
- หน้า ๒๐๒–๒๐๖ ภัทราวุธปัญหานิทเทส (ตอนที่ 2) พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า พึงขจัดตัณหาที่เป็นเหตุยึดถือทั้งหมด ไม่ว่าเรื่องอดีต อนาคต หรือปัจจุบัน เพราะไม่ว่าสัตว์จะยึดถือสิ่งใดในโลก มารย่อมติดตามบุคคลนั้นไปด้วยเหตุแห่งการยึดถือนั่นเอง ดังนั้นผู้มีสติพึงไม่ยึดถือสิ่งใดๆ ในโลกทั้งปวง เมื่อพิจารณาเห็นหมู่สัตว์ที่ยังยึดติดอยู่เช่นนี้ ก็จะเห็นว่าสัตว์เหล่านั้นข้องติดอยู่ในแดนแห่งมัจจุเหมือนสิ่งของที่ติดอยู่กับหลักหรือเสา จบนิทเทสที่ 12
- หน้า ๒๐๗–๒๑๑ อุทยปัญหานิทเทส (ตอนที่ 1) อุทยมาณพทูลสรรเสริญพระพุทธเจ้าว่าทรงเป็นผู้เพ่งฌาน ปราศจากกิเลสดุจธุลี ประทับนั่งสงบ มีกิจที่ควรทำเสร็จสิ้น ไม่มีอาสวะ ทรงถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวงแล้ว จึงทูลขอให้ทรงแสดงวิโมกข์แห่งอรหัตตผล (อัญญาวิโมกข์) และการทำลายอวิชชา นิทเทสขยายความคุณลักษณะของพระพุทธเจ้าในฐานะผู้เพ่งฌานทุกประเภท ผู้หมดจดจากราคะโทสะโมหะอันเป็นดุจธุลี และผู้บรรลุถึงที่สุดแห่งธรรมทั้งปวงแล้ว
- หน้า ๒๑๑–๒๑๕ อุทยปัญหานิทเทส (ตอนที่ 2) พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า วิโมกข์แห่งอรหัตตผลและการทำลายอวิชชาคือ การละกามฉันทะ ละโทมนัสทั้งสองด้าน บรรเทาถีนมิทธะ (ความหดหู่ท้อแท้) และระงับกุกกุจจะ (ความรำคาญใจที่กังวลว่าทำหรือไม่ได้ทำสิ่งใด) อันเป็นนิวรณ์ที่ปิดกั้นจิตไม่ให้บรรลุธรรม เมื่อจิตหมดจดด้วยอุเบกขาและสติ มีธรรมวิตก (ความตรึกที่ถูกต้อง) นำหน้า ก็จะถึงวิโมกข์แห่งอรหัตตผลได้
- หน้า ๒๑๕–๒๑๗ อุทยปัญหานิทเทส (ตอนที่ 3) อุทยมาณพทูลถามคำถามต่อไปว่า อะไรคือเครื่องผูกมัดโลก อะไรทำให้โลกท่องเที่ยวไป และเพราะละสิ่งใดได้จึงเรียกว่านิพพาน พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า ความเพลิดเพลินยินดี (นันทิ) คือเครื่องผูกมัดโลก ความตรึกนึกคิด (วิตก) คือสิ่งที่ทำให้โลกท่องเที่ยวไป และการละตัณหาได้โดยสิ้นเชิงนั่นเองที่เรียกว่านิพพาน
- หน้า ๒๑๗–๒๒๐ อุทยปัญหานิทเทส (ตอนที่ 4) อุทยมาณพทูลถามคำถามสุดท้ายว่า ผู้มีสติดำเนินชีวิตอย่างไรวิญญาณจึงจะดับได้ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า เมื่อผู้มีสติไม่เพลิดเพลินยินดีในเวทนาทั้งภายในและภายนอก ด้วยการพิจารณาเห็นความเกิดและความเสื่อมของเวทนาในหลายแง่มุม ไม่ยึดมั่นถือมั่นในเวทนานั้นเลย เมื่อดำเนินชีวิตด้วยสติเช่นนี้ วิญญาณอันประกอบด้วยสังขาร (บุญ บาป อาเนญชา) ย่อมดับไปได้ จบอุทยมาณวกปัญหานิทเทสที่ 13 ซึ่งเป็นจุดจบพอดีของช่วงหน้าที่กำหนดไว้
- หน้า ๒๒๑–๒๒๔ โปสาลมาณวกปัญหานิทเทส (ตอนที่ 1): คำสรรเสริญพระผู้ทรงหยั่งรู้อดีต โปสาลมาณพเปิดคำถามด้วยการกล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้าว่าทรงเป็นผู้ 'หยั่งรู้อดีต' ทั้งของพระองค์เองและผู้อื่น ไม่หวั่นไหว (อเนช) ตัดความสงสัยได้แล้ว และทรงถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง คำอธิบายขยายความอย่างละเอียดถึงการที่พระพุทธเจ้าทรงระลึกชาติได้ไม่มีประมาณและทรงมีพระญาณที่ไม่มีอะไรขัดขวางทั้งในอดีต อนาคต และปัจจุบัน อันเป็นการปูพื้นแสดงถึงคุณสมบัติที่ทำให้พระองค์สามารถตอบปัญหาอันลึกซึ้งที่จะตามมาได้
- หน้า ๒๒๔–๒๒๖ โปสาลมาณวกปัญหานิทเทส (ตอนที่ 2): คำถามเรื่องผู้บรรลุอากิญจัญญายตนะ โปสาลมาณพตั้งคำถามจริงว่า สำหรับผู้ที่มีความกำหนดหมายในรูปอันปราศจากไปแล้ว ละกายทั้งปวงได้แล้ว และเห็นว่า 'ไม่มีอะไรเลย' ทั้งภายในและภายนอก (คือผู้ได้บรรลุอรูปฌานขั้นอากิญจัญญายตนะ) ควรมีความรู้อย่างไร และควรแนะนำบุคคลเช่นนี้อย่างไรจึงจะถูกต้อง
- หน้า ๒๒๖–๒๓๒ โปสาลมาณวกปัญหานิทเทส (ตอนที่ 3): พระตถาคตทรงรู้ภูมิแห่งวิญญาณและจริตของบุคคล พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าพระองค์ทรงรู้แจ้งภูมิแห่งวิญญาณทั้งเจ็ดโดยตรง (อภิชานัง ตถาคโต) ทรงทราบว่าบุคคลผู้นั้นตั้งมั่นอยู่ในอากิญจัญญายตนะ และทรงทราบความโน้มเอียง (อธิมุตติ) ของสัตว์แต่ละจำพวกในทุกสิ่งที่ยึดถือ ไม่ว่าจะเป็นรูป เสียง กลิ่น รส หรือฌานสมาบัติต่างๆ อันแสดงถึงพระญาณอันไม่มีขอบเขตของพระตถาคตที่หยั่งรู้จิตใจสัตว์ทุกประเภทได้อย่างละเอียด
- หน้า ๒๓๒–๒๓๔ โปสาลมาณวกปัญหานิทเทส (ตอนที่ 4): ปัญญาที่แท้จริงเหนือกว่าสมาบัติ คาถาปิดท้ายสอนว่า แม้ผู้บรรลุอากิญจัญญายตนะแล้ว ก็ยังพึงรู้ว่าภาวะนั้นเป็นเพียงสังขารที่ปรุงแต่งขึ้น และยังถูกผูกไว้ด้วยสังโยชน์คือความเพลิดเพลินในอรูปธรรม (นันทิสัญโญชน์) จึงต้องใช้ปัญญาพิจารณาเห็นสภาวะนั้นโดยความไม่เที่ยงต่อไปอีก นี้คือความรู้แจ้งที่แท้จริงของพราหมณ์ผู้อยู่จบพรหมจรรย์ สอนว่าการได้อรูปฌานเพียงอย่างเดียวยังไม่ใช่ที่สุดแห่งทุกข์ ต้องเจริญวิปัสสนาซ้อนเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง จบปัญหาที่ 14
- หน้า ๒๓๕–๒๔๔ โมฆราชมาณวกปัญหานิทเทส (ตอนที่ 1): เหตุที่ไม่ทรงตอบสองครั้งแรก และดวงตาทั้งห้า โมฆราชมาณพเล่าว่าตนทูลถามพระพุทธเจ้าถึงสองครั้งแล้วไม่ทรงตอบ จึงทูลถามเป็นครั้งที่สาม คำอธิบายชี้ว่าที่ไม่ทรงตอบเพราะทรงเห็นว่าอินทรีย์ของโมฆราชยังไม่แก่กล้าพอ จากนั้นขยายความคำว่า 'สักกะ' และ 'เทวิสิ' (ผู้เป็นทั้งเทพและฤๅษี) และแสดงรายละเอียดอย่างพิสดารถึงจักษุทั้งห้าของพระพุทธเจ้า คือ มังสจักษุ ทิพยจักษุ ปัญญาจักษุ พุทธจักษุ และสมันตจักษุ อันเป็นการแสดงถึงความสมบูรณ์แห่งพระญาณของพระองค์ในทุกมิติ
- หน้า ๒๔๔–๒๔๖ โมฆราชมาณวกปัญหานิทเทส (ตอนที่ 2): ไม่มีผู้ใดหยั่งรู้ทิฏฐิของพระองค์ และคำถามจริง โมฆราชกล่าวว่าโลกนี้ โลกอื่น และพรหมโลกพร้อมทั้งเทวดาไม่อาจหยั่งรู้ทิฏฐิ (มุมมอง) ของพระโคดมผู้มีเกียรติยศได้ จากนั้นจึงทูลถามปัญหาที่แท้จริงว่า บุคคลผู้พิจารณาเห็นโลกอย่างไร มัจจุราชคือความตายจึงจะมองไม่เห็นเขา
- หน้า ๒๔๖–๒๕๗ โมฆราชมาณวกปัญหานิทเทส (ตอนที่ 3): มองโลกโดยความว่างเปล่าเพื่อพ้นมัจจุราช พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า พึงพิจารณาเห็นโลกโดยความเป็นของว่างเปล่าอยู่เสมอ มีสติ ถอนอัตตานุทิฏฐิ (ความเห็นว่ามีตัวตน) เสียได้ ด้วยวิธีนี้จึงจะข้ามพ้นความตายได้ คำอธิบายขยายความยาวมากว่าความว่างเปล่าหมายถึงการที่ขันธ์ทั้งห้าไม่อยู่ในอำนาจบังคับของใคร (เป็นอนัตตา) และปราศจากแก่นสารเปรียบดังต้นกล้วย ฟองน้ำ หรือของมายา พร้อมยกพระสูตรที่ตรัสเรื่องความว่างและอุปมาด้วยเนื้อป่าที่เที่ยวไปอย่างไว้ใจได้นอกระยะทำการของนายพราน หมายถึงผู้ที่ทำมารให้บอด (คือหลุดพ้นจากบ่วงของมาร) ด้วยฌานและปัญญาวิมุตติ จบปัญหาที่
- หน้า ๒๕๘–๒๖๐ ปิงคิยมาณวกปัญหานิทเทส (ตอนที่ 1): วอนขอธรรมก่อนชราภาพจะคร่าไป ปิงคิยมาณพซึ่งชราภาพแล้ว อ่อนกำลัง ผิวพรรณซูบซีด ตาและหูไม่แจ่มใสดังเดิม กราบทูลว่าเกรงจะสิ้นชีวิตไปโดยยังไม่รู้แจ้งธรรม จึงขอให้พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมที่จะทำให้ตนรู้แจ้งถึงการละความเกิดและความแก่ได้ในชาตินี้
- หน้า ๒๖๐–๒๖๓ ปิงคิยมาณวกปัญหานิทเทส (ตอนที่ 2): จงละรูปเพื่อไม่เกิดอีก พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า พระองค์ทรงเห็นแล้วว่าผู้คนถูกเบียดเบียนได้รับความทุกข์เพราะรูป (ร่างกาย) และสัตว์ทั้งหลายก็ประมาทเพราะยึดติดในรูป จึงตรัสสอนให้ปิงคิยะไม่ประมาท และละรูปเสียเพื่อไม่ต้องกลับมาเกิดอีก คำอธิบายพรรณนาถึงความทุกข์ทรมานต่างๆ ที่สัตว์ได้รับเนื่องด้วยรูปกาย เพื่อชี้ให้เห็นโทษของการยึดติดในรูป
- หน้า ๒๖๓–๒๖๔ ปิงคิยมาณวกปัญหานิทเทส (ตอนที่ 3): คำถามครั้งที่สอง ปิงคิยะทูลว่า ไม่มีสิ่งใดในทิศทั้งสิบ (ทิศใหญ่สี่ ทิศน้อยสี่ เบื้องบนเบื้องล่าง) ที่พระองค์มิได้ทรงเห็น มิได้ทรงสดับ มิได้ทรงทราบ จึงขอวิงวอนอีกครั้งให้ทรงแสดงธรรมที่จะทำให้ตนรู้แจ้งถึงการละความเกิดและความแก่
- หน้า ๒๖๔–๒๖๗ ปิงคิยมาณวกปัญหานิทเทส (ตอนที่ 4): จงละตัณหา และการบรรลุธรรมของศิษย์ทั้งหมด พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า ทรงเห็นแล้วว่ามนุษย์ทั้งหลายถูกตัณหาครอบงำ เร่าร้อนและถูกความชราครอบงำ จึงทรงสอนให้ปิงคิยะไม่ประมาทและละตัณหาเพื่อไม่ต้องกลับมาเกิดอีก เมื่อจบพระคาถา ดวงตาเห็นธรรมได้เกิดขึ้นแก่พราหมณ์และบริวารอีกหลายพันคน ทุกคนเปลี่ยนเพศเป็นภิกษุโดยฉับพลันและกล่าวปฏิญาณตนเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า จบปัญหาที่ 16 อันเป็นปัญหาสุดท้ายของปารายนวรรค
- หน้า ๒๖๘–๒๗๑ นิคมนิทเทส (ตอนที่ 1): เหตุที่เรียกธรรมนี้ว่า 'ปารายนะ' ส่วนสรุปท้ายปารายนวรรคเล่าถึงบริบทว่า พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ปาสาณกเจดีย์ แคว้นมคธ ทรงตอบปัญหาที่ศิษย์พราหมณ์ทั้ง 16 คนทูลถามตามลำดับ คำอธิบายชี้แจงว่าเหตุที่เรียกธรรมเทศนานี้ว่า 'ปารายนะ' (ทางถึงฝั่ง) ก็เพราะผู้ใดเข้าใจอรรถและธรรมของปัญหาแต่ละข้อแล้วปฏิบัติตามธรรมสมควรแก่ธรรม ผู้นั้นย่อมถึงฝั่งแห่งชราและมรณะได้ คือบรรลุพระนิพพาน
- หน้า ๒๗๑–๒๗๓ นิคมนิทเทส (ตอนที่ 2): รายนามศิษย์ ๑๖ คนและความหมายของคำว่า 'พุทธะ' คาถาระบุรายนามศิษย์พราหมณ์ทั้ง 16 คนที่เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้สมบูรณ์ด้วยจรณะเพื่อทูลถามปัญหาอันลึกซึ้ง ได้แก่ อชิตะ ติสสเมตเตยยะ ปุณณกะ เมตตคู โธตกะ อุปสีวะ นันทะ เหมกะ โตเทยยะ กัปปะ ชตุกัณณี ภัทราวุธะ อุทยะ โปสาละ โมฆราชา และปิงคิยะ คำอธิบายให้นิรุกติศาสตร์ของคำว่า 'พุทธะ' อย่างละเอียด (ผู้ตรัสรู้สัจจะ ผู้ทำให้ผู้อื่นตรัสรู้ ฯลฯ) และคำว่า 'สัมปันนจรณะ' (ผู้สมบูรณ์ด้วยจรณะ คือ ศีล อินทรียสังวร ความรู้จักประมาณในการบริโภค ความเพียรเป็นเครื่องตื่น สัทธรรม 7 และฌาน 4)
- หน้า ๒๗๓–๒๗๕ นิคมนิทเทส (ตอนที่ 3): พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ปัญหาทุกข้อจนศิษย์เลื่อมใสออกบวช ข้อความสรุปว่าพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นมุนีทรงพยากรณ์ปัญหาของศิษย์ทั้ง 16 คนตามที่ถูกถามอย่างถูกต้องแม่นยำ ทำให้พราหมณ์ทั้งหมดเกิดความเลื่อมใสยินดี และได้ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้มีปัญญาอันประเสริฐ ดุจเครือญาติแห่งพระอาทิตย์ ตอนท้ายของช่วงหน้านี้เริ่มคาถาบทใหม่ (ข้อ 560 'เอกเมกสฺส ปญฺหสฺส...') ซึ่งยังไม่จบและดำเนินความต่อไปในหน้าถัดไปนอกเหนือขอบเขตของส่วนนี้
- หน้า ๒๗๖–๒๗๘ สรุปความหมายคำว่า "ปารายนะ" (ต่อจากตอนก่อนหน้า) ส่วนนี้เป็นบทขยายความที่ค้างมาจากตอนก่อน อธิบายคาถาสรุปปิดท้ายปัญหาทั้ง ๑๖ ข้อว่า บุคคลควรปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ในแต่ละปัญหา เพื่อข้ามจากฝั่งนี้ (กิเลส ขันธ์ อภิสังขาร) ไปสู่ฝั่งโน้น คือพระนิพพาน จากนั้นอธิบายเหตุที่พระธรรมเทศนาหมวดนี้ได้ชื่อว่า "ปารายนะ" เพราะเป็นมรรคาที่นำข้ามฝั่งไปสู่อมตธรรม
- หน้า ๒๗๘–๒๘๑ พระปิงคิยเถระปฏิญาณจะขับขานปารายนคาถา พระปิงคิยเถระประกาศว่าจะขับขานปารายนธรรมตามที่ตนได้เห็นและได้ยินจากพระพุทธเจ้าโดยไม่บิดเบือน พรรณนาพระพุทธเจ้าว่าทรงปราศจากมลทินคือราคะโทสะโมหะ ทรงมีปัญญากว้างใหญ่ดุจแผ่นดิน ทรงหมดสิ้นกามและปราศจากพงกิเลส (นิพพน) และทรงเป็นผู้ไม่กระทำบาป (นาโค) แล้วตั้งคำถามเชิงยืนยันว่า เมื่อพระพุทธเจ้าทรงมีคุณเช่นนี้ ตนจะมีเหตุใดพูดเท็จได้
- หน้า ๒๘๑–๒๘๔ พระปิงคิยเถระตั้งใจสรรเสริญพระพุทธเจ้าผู้ละมานะและการลบหลู่ พระปิงคิยเถระตั้งจิตจะกล่าวคำสรรเสริญพระพุทธเจ้าผู้ทรงละมลทินและโมหะได้แล้ว อธิบายละเอียดถึงประเภทต่าง ๆ ของมานะ (ความถือตัว) และมักขะ (การลบหลู่คุณผู้อื่น) ซึ่งล้วนเป็นกิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์ แต่พระพุทธเจ้าทรงตัดขาดสิ้นเชิงแล้ว จึงพร้อมจะขับขานคำสรรเสริญที่ประดับด้วยคุณความดีของพระองค์
- หน้า ๒๘๔–๒๘๖ คุณลักษณะของพระพุทธเจ้าที่พระปิงคิยเถระสรรเสริญ คาถาพรรณนาพระพุทธเจ้าว่าทรงเป็นผู้ขจัดความมืด (ราคะ โทสะ โมหะ ฯลฯ) มีจักษุรอบด้านคือพระสัพพัญญุตญาณ ทรงถึงที่สุดแห่งโลกและก้าวล่วงภพทั้งปวง ทรงปราศจากอาสวะและละทุกข์ได้สิ้นเชิง และทรงมีพระนามเสมอด้วย "สัจจะ" ดุจพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ พระปิงคิยเถระกล่าวว่าตนได้เข้าไปนั่งใกล้ ไต่ถาม และปรนนิบัติพระพุทธเจ้าพระองค์นี้แล้ว
- หน้า ๒๘๖–๒๘๘ อุปมานกและหงส์: ปิงคิยละทิ้งอาจารย์เดิมมาสู่พระพุทธเจ้า เปรียบเหมือนนกละทิ้งป่าที่แร้นแค้นไปอยู่ป่าที่อุดมด้วยผลไม้ พระปิงคิยเถระก็ละทิ้งพราหมณ์พาวรีและอาจารย์อื่น ๆ ผู้มีความเห็นอันน้อย (อัปปทัสสะ) มาสู่พระพุทธเจ้าผู้เปรียบดังหงส์ที่ไปถึงมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ลึกล้ำ ทรงประกอบด้วยอุเบกขามีองค์หก เปรียบได้กับเขาสิเนรุในหมู่ภูเขา ครุฑในหมู่นก สิงห์ในหมู่เนื้อ และมหาสมุทรในหมู่แม่น้ำ
- หน้า ๒๘๘–๒๙๐ ปิงคิยตำหนิคำสอนของอาจารย์เดิมว่าเป็นเพียงคำบอกเล่าและตรรกะ พระปิงคิยเถระวิจารณ์คำสอนที่ตนเคยได้รับจากอาจารย์ก่อนพุทธกาลว่าเป็นเพียงคำเล่าลือสืบต่อกันมา (อิติกิรา) ตำราที่ท่องจำสืบทอด และการคาดคะเนด้วยเหตุผลทางตรรกะ (ตักกะ) มิใช่สิ่งที่รู้แจ้งด้วยตนเองหรือประจักษ์แก่ตน เป็นเพียงความคิดฟุ้งซ่านที่พอกพูนขึ้นเกี่ยวกับกาม ญาติ ถิ่นฐาน หรือลาภยศ
- หน้า ๒๙๐–๒๙๔ ความหมายของ "เอโก" ในการพรรณนาพระพุทธเจ้าผู้ทรงขจัดความมืด คาถาพรรณนาพระพุทธเจ้าว่าประทับผู้เดียวขจัดความมืด รุ่งเรือง สว่างไสว มีพระปัญญากว้างใหญ่ดุจแผ่นดิน จากนั้นอธิบายความหมายของคำว่า "เอโก" (ผู้เดียว) หลายนัย ได้แก่ ผู้เดียวโดยการออกบวช โดยไม่มีเพื่อนสอง โดยการละตัณหา (พร้อมเล่าเหตุการณ์ตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์เอาชนะมาร) โดยปราศจากราคะโทสะโมหะกิเลสโดยสิ้นเชิง โดยดำเนินเอกายนมรรค และโดยตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณด้วยพระองค์เอง
- หน้า ๒๙๔–๒๙๖ ธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระปิงคิยเถระ พระปิงคิยเถระกล่าวถึงธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ตนว่าเป็นธรรมที่เห็นได้เอง ไม่ประกอบด้วยกาล (ให้ผลทันทีเมื่อปฏิบัติ ต่างจากการให้กู้ยืมทรัพย์ที่ต้องรอเวลา) นำไปสู่ความสิ้นตัณหา ปราศจากความเร่าร้อนเบียดเบียน และไม่มีสิ่งใดเปรียบเทียบได้เลย อันหมายถึงพระนิพพาน
- หน้า ๒๙๖–๒๙๘ พราหมณ์พาวรีถามพระปิงคิยเถระเรื่องความห่างจากพระพุทธเจ้า พราหมณ์พาวรีถามหลานชายคือพระปิงคิยเถระว่า ท่านห่างจากพระโคดมผู้มีปัญญากว้างใหญ่แม้เพียงชั่วครู่หรือไม่ แล้วซ้ำถามถึงธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ปิงคิยะว่าเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นคำถามเดียวกับที่ปิงคิยะเคยกล่าวถึงพระนิพพานว่าเห็นได้เอง ไม่ประกอบด้วยกาล ไม่มีสิ่งใดเปรียบได้
- หน้า ๒๙๘–๒๙๙ พระปิงคิยเถระตอบว่าไม่เคยห่างจากพระพุทธเจ้า พระปิงคิยเถระตอบพราหมณ์พาวรีว่า ตนไม่เคยห่างจากพระโคดมผู้มีปัญญากว้างใหญ่แม้เพียงชั่วครู่เลย ยืนยันความผูกพันแนบแน่นทางใจที่มีต่อพระพุทธเจ้าอย่างต่อเนื่อง
- หน้า ๒๙๙–๓๐๑ พระปิงคิยเถระย้ำถึงธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง พระปิงคิยเถระกล่าวย้ำอีกครั้งถึงธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ตนว่าเป็นธรรมเห็นได้เอง ไม่ประกอบด้วยกาล นำไปสู่ความสิ้นตัณหา ปราศจากความเบียดเบียน และไม่มีสิ่งใดเปรียบเทียบได้ ซ้ำเนื้อความเดิมเพื่อตอบคำถามของพราหมณ์พาวรี
- หน้า ๓๐๑–๓๐๒ ปิงคิยเห็นพระพุทธเจ้าด้วยใจแม้ร่างกายไปไม่ถึง พระปิงคิยเถระกล่าวว่าตนเห็นพระพุทธเจ้าด้วยใจได้ราวกับเห็นด้วยตา ทั้งกลางวันกลางคืนอย่างไม่ประมาท นมัสการพระองค์อยู่เสมอ จึงถือว่าตนไม่เคยห่างไกลจากพระองค์เลย นับเป็นข้อความอันลึกซึ้งที่แสดงว่าความผูกพันทางใจสำคัญยิ่งกว่าระยะทางทางกาย
- หน้า ๓๐๒–๓๐๓ ศรัทธา ปีติ และสติน้อมนำสู่คำสอนของพระโคดม ศรัทธา ปีติ ใจ และสติที่มีต่อพระพุทธเจ้า ล้วนโน้มน้าวพระปิงคิยเถระไปสู่คำสอนของพระโคดม ไม่ว่าพระพุทธเจ้าผู้มีปัญญากว้างใหญ่จะเสด็จไปทิศใด ใจของปิงคิยะก็โน้มเอียงไปทางนั้นด้วยความน้อมใจอย่างสนิท
- หน้า ๓๐๓–๓๐๕ ปิงคิยชราภาพ กายไปไม่ได้แต่ใจยังผูกพันเสมอ พระปิงคิยเถระกล่าวว่าตนชราภาพและร่างกายอ่อนแรงจนไม่อาจเดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้าด้วยกายได้ แต่ใจของตนยังคงเดินทางไปหาพระองค์อยู่เสมอด้วยความคิดคำนึง เพราะใจของตนผูกพันแน่นแฟ้นกับพระพุทธเจ้าตลอดเวลา
- หน้า ๓๐๕–๓๐๘ ปิงคิยเล่าถึงชีวิตในอดีตก่อนพบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปิงคิยเถระย้อนเล่าว่าแต่ก่อนตนจมอยู่ในเปือกตมคือกาม ดิ้นรนไปด้วยอำนาจตัณหาและทิฏฐิ เร่ร่อนจากสำนักอาจารย์หนึ่งไปอีกสำนักหนึ่งดุจเกาะแก่งที่ไม่มั่นคง จนกระทั่งได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงข้ามพ้นโอฆะและปราศจากอาสวะ พร้อมพรรณนาความทุกข์นานัปการของสัตว์ในสังสารวัฏอย่างละเอียดเพื่อแสดงสภาพก่อนพบธรรม
- หน้า ๓๐๘–๓๐๙ พระพุทธเจ้าตรัสสอนปิงคิยให้ปล่อยวางด้วยศรัทธา พระพุทธเจ้าตรัสยกตัวอย่างพระวักกลิ พระภัทราวุธ และพระอาฬวิโคตม ผู้บรรลุอรหัตตผลได้ด้วยการปล่อยวางตนเองอย่างสิ้นเชิงด้วยศรัทธา แล้วทรงสอนพระปิงคิยเถระว่าให้ปล่อยศรัทธาของตนเช่นเดียวกัน ก็จะสามารถข้ามพ้นแดนแห่งมัจจุราชไปสู่ฝั่งโน้นได้
- หน้า ๓๐๙–๓๑๒ ปิงคิยเปี่ยมศรัทธายิ่งขึ้นเมื่อได้ฟังพระดำรัส พระปิงคิยเถระกล่าวว่าตนเลื่อมใสยิ่งขึ้นเมื่อได้ฟังพระดำรัสของพระมุนี พรรณนาพระพุทธเจ้าว่าทรงเปิดเครื่องปกปิด (ตัณหา ทิฏฐิ กิเลส ทุจริต อวิชชา) ได้หมดสิ้น ทรงตรัสรู้เองโดยชอบ ปราศจากความแข็งกระด้างแห่งใจ (อขิละ) และทรงมีปฏิภาณเฉียบแหลมทั้งด้านปริยัติ การไต่ถาม และการบรรลุธรรมด้วยพระองค์เอง
- หน้า ๓๑๒–๓๑๕ พระพุทธเจ้าทรงรู้แจ้งเทวดาทุกระดับและทรงตัดความสงสัยของสรรพสัตว์ พระพุทธเจ้าทรงรู้แจ้งเทวดาทั้งสามระดับ คือเทวดาโดยสมมติ โดยกำเนิด และโดยความบริสุทธิ์ ทรงรู้แจ้งธรรมทั้งสูงและต่ำโดยตลอด และทรงเป็นศาสดาผู้ทำที่สุดแห่งปัญหาทั้งปวง ตัดความสงสัยลังเลของผู้เข้าไปหา เปรียบดังนายกองเกวียนผู้นำหมู่สัตว์ข้ามพ้นทางกันดารสู่ความปลอดภัย
- หน้า ๓๑๕–๓๑๖ ปิงคิยปฏิญาณจะบรรลุนิพพานโดยไม่สงสัย จบปารายนวรรค พระปิงคิยเถระประกาศความมั่นใจว่าตนจักไปถึงพระนิพพานอันไม่หวั่นไหว ไม่กำเริบ ไม่มีสิ่งใดเปรียบเทียบได้ โดยปราศจากความสงสัยใด ๆ และขอให้ถือว่าใจของตนน้อมมุ่งสู่พระนิพพานแล้วอย่างเด็ดเดี่ยว ตอนท้ายของหน้า ๓๑๖ มีข้อความ "ปารายนวคฺโค นิฏฺฐิโต" อันเป็นการปิดท้ายจบปารายนวรรคทั้งหมดอย่างชัดเจน
- หน้า ๓๑๗–๓๒๔ ขัคควิสาณสุตตนิทเทส คาถาที่ ๑: ไม่เบียดเบียนสรรพสัตว์และการอยู่ผู้เดียว เริ่มต้นนิทเทสใหม่ว่าด้วยขัคควิสาณสูตร ซึ่งในที่นี้ยกให้เป็นคำกล่าวของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า อธิบายคาถาแรกว่า พึงวางอาชญาในสัตว์ทั้งปวงทั้งที่สะดุ้งกลัวและมั่นคง ไม่เบียดเบียนแม้สัตว์เดียว ไม่ปรารถนาแม้บุตร นับประสาอะไรกับมิตรสหาย เพราะความผูกพันเช่นนั้นนำมาซึ่งพันธะทางโลก จึงควรเที่ยวไปผู้เดียวดุจนอแรด จากนั้นขยายความคำว่า "เอโก" (ผู้เดียว) หลายนัยเช่นเดียวกับที่ใช้อธิบายพระพุทธเจ้าก่อนหน้า พร้อมอุปมาว่านอแรดมีเพียงนอเดียวไม่มีคู่ ฉันใด พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ทรงพ้นแล้วจากเครื่องผูกพัน ดำเนินชีวิตโดย
- หน้า ๓๒๔–๓๓๐ ขัคควิสาณสุตตนิทเทส คาถาที่ ๒: ความผูกพันที่เกิดจากการคลุกคลี (ยังไม่จบ) อธิบายคาถาที่สองว่าความรักใคร่ผูกพัน (เสฺนหะ) เกิดจากการคลุกคลีทั้งทางตา (การเห็น) และทางหู (การได้ยิน) และแบ่งเสฺนหะเป็นสองอย่างคือที่เกิดจากตัณหาและที่เกิดจากทิฏฐิ จากนั้นแสดงให้เห็นทุกข์ที่เกิดตามมาจากความผูกพันด้วยเรื่องเล่าอย่างละเอียด ตั้งแต่บุคคลประพฤติทุจริตจนถูกจับกุม ถูกพระราชาลงโทษด้วยวิธีทารุณต่าง ๆ ไปจนถึงตายแล้วไปเกิดในนรก ซึ่งพรรณนาสภาพมหานรกอันมีสี่มุมสี่ประตูและไฟลุกโชนรอบด้านอย่างพิสดาร ทั้งหมดนี้เพื่อชี้ให้เห็นโทษ (อาทีนพ) ของความผูกพันอันเป็นเหตุให้ต้องเที่ยวไปผู้เดียวดุจนอแร
- หน้า ๓๓๑–๓๓๒ โทษแห่งความเสน่หาที่เกิดจากการคลุกคลี (เนื้อหาต่อเนื่องจากหน้าก่อน) ส่วนนี้เป็นบทสรุปคำอธิบายคาถาที่ค้างมาจากก่อนหน้าเล่ม แสดงว่าทุกข์และภัยทั้งปวงเกิดจากความเสน่หา (ตัณหา) ซึ่งเกิดขึ้นจากการอยู่ร่วมคลุกคลีสมาคมกัน เมื่อมีการอยู่ร่วมกันย่อมเกิดความผูกพันเสน่หา และเสน่หานั้นเองเป็นบ่อเกิดแห่งทุกข์ทั้งปวง พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าจึงสอนให้พิจารณาเห็นโทษที่เกิดจากความเสน่หาแล้วเที่ยวไปผู้เดียวดุจนอแรด
- หน้า ๓๓๒–๓๓๕ มิตรสหายกับภัยแห่งความคุ้นเคยสนิทสนม (สันถวะ) สอนว่าการอนุเคราะห์มิตรสหายด้วยจิตผูกพันยึดติดอาจทำให้เสียประโยชน์ตนหรือผู้อื่น เพราะจิตที่ผูกพันเกิดจากการยกตนต่ำ-ยกผู้อื่นสูง (หวังพึ่งพาอาศัย) หรือยกตนสูง-ข่มผู้อื่นต่ำ (หวังให้ผู้อื่นเคารพตน) ทั้งสองแบบล้วนเป็นเหตุแห่งความเสียหาย จึงควรเห็นภัยในความคุ้นเคยสนิทสนมแล้วเที่ยวไปผู้เดียว
- หน้า ๓๓๕–๓๓๘ อุปมาด้วยกอไผ่ ตัดความติดข้องในบุตรภรรยา เปรียบตัณหาความติดข้องในบุตรและภรรยาดุจกิ่งก้านไม้ไผ่ใหญ่ที่พันเกี่ยวยุ่งเหยิงกันเอง ส่วนหน่อไผ่อ่อนที่ยังไม่พันเกี่ยวเป็นอุปมาแสดงถึงผู้ไม่ติดข้องในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และภพภูมิต่างๆ จึงควรตัดความยึดติดในบุตรภรรยาแล้วเที่ยวไปผู้เดียวดุจหน่อไผ่ที่ไม่พันเกี่ยว
- หน้า ๓๓๘–๓๔๑ อุปมาด้วยเนื้อในป่า ความเป็นอิสระของบัณฑิต เปรียบผู้บำเพ็ญเพียรกับเนื้อในป่าที่ไม่ถูกผูกมัด เที่ยวหากินตามใจปรารถนาโดยไม่มีพรานล่วงรู้ อุปมาด้วยภิกษุผู้เจริญฌานทั้งสี่และอรูปฌานจนถึงนิโรธ ทำให้มารมองไม่เห็นช่องทาง บัณฑิตผู้รู้จึงพิจารณาเห็นความมีอิสระ (เสริตธรรม) แล้วเที่ยวไปผู้เดียว
- หน้า ๓๔๑–๓๔๒ การถูกทักทายในหมู่สหาย และความไม่โลภในอิสรภาพ ผู้อยู่ร่วมในหมู่คณะย่อมถูกทักทายปรึกษาหารือในการอยู่ ยืน เดิน จาริกไป อันเป็นภาระผูกพัน ส่วนบรรพชิตที่ดีย่อมไม่ติดในเครื่องนุ่งห่มหรือฐานะภายนอกอย่างที่คนพาลและเดียรถีย์ติดใจ แต่มุ่งเห็นความเป็นอิสระโดยปราศจากความโลภ
- หน้า ๓๔๒–๓๔๔ ความเพลิดเพลินในหมู่และการเบื่อหน่ายต่อการพลัดพราก อธิบายว่าการเล่นสนุกสนานทั้งทางกายและวาจา และความรักใคร่อันไพบูลย์ในบุตรธิดา ล้วนเกิดขึ้นเมื่ออยู่ร่วมในหมู่สหาย แต่ผู้เห็นภัยพึงเบื่อหน่ายรังเกียจต่อความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก ไม่ว่าสัตว์ที่รักหรือสังขารที่น่าพอใจ จึงควรเที่ยวไปผู้เดียว
- หน้า ๓๔๕–๓๕๓ พรหมวิหารสี่ทิศ ความสันโดษ และการเอาชนะอันตราย อธิบายการแผ่เมตตา กรุณา มุทิตา อุปเบกขาไปทั่วสี่ทิศจนไม่กระทบกระทั่งสัตว์ใด ความสันโดษยินดีตามมีตามได้ในจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัชบริขารโดยไม่ยกตนข่มผู้อื่น และการอดทนเอาชนะอันตรายทั้งที่ปรากฏชัด (สัตว์ร้าย โรคภัย โจร ฯลฯ) และซ่อนเร้น (กิเลสมีโลภโทสะโมหะ) โดยไม่หวาดกลัว มีพระพุทธพจน์แสดงว่าโลภ โทสะ โมหะเป็นศัตรูภายในที่ร้ายกาจยิ่งกว่าศัตรูภายนอก
- หน้า ๓๕๓–๓๕๔ บรรพชิตและคฤหัสถ์ที่ว่ายาก ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว ชี้ให้เห็นว่าทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์บางพวกเป็นผู้ว่ายาก ดื้อดึงไม่ยอมรับฟัง แม้จะได้รับการอนุเคราะห์แบ่งปันสิ่งของก็ไม่เชื่อฟัง จึงสอนให้ผู้บำเพ็ญเพียรวางเฉยไม่ผูกพันกับคนเหล่านั้นหรือ "บุตรของผู้อื่น" แล้วเที่ยวไปผู้เดียว
- หน้า ๓๕๔–๓๕๖ ละทิ้งเครื่องหมายคฤหัสถ์และเครื่องผูกพันทางบ้านเรือน เปรียบพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าผู้ตัดเครื่องหมายความเป็นคฤหัสถ์ (ผม หนวด เครื่องประดับ เครื่องหอม ฯลฯ) ดุจใบทองหลาง (โกวิฬาร) ที่ร่วงหล่นหมด และตัดเครื่องผูกพันทางบ้านเรือนทั้งบุตร ทาส สัตว์เลี้ยง ที่ดิน ทรัพย์สิน เมืองและรัฐ ด้วยความเป็นวีรบุรุษผู้กล้าหาญเด็ดขาด
- หน้า ๓๕๖–๓๕๘ หากได้สหายผู้ปราดเปรื่อง พึงอยู่ร่วมด้วยใจยินดี สอนว่าหากพบสหายที่เป็นบัณฑิตปราดเปรื่อง มีปกติอยู่ด้วยกันเป็นสุข (ด้วยฌาน พรหมวิหาร หรือผลสมาบัติ) ก็ควรร่วมทางด้วยกัน เอาชนะอันตรายทั้งปวง อยู่ด้วยใจเบิกบานและมีสติ
- หน้า ๓๕๘–๓๕๙ หากไม่พบสหายเช่นนั้น พึงสละทุกสิ่งดุจกษัตริย์สละแคว้น หากไม่พบสหายที่เป็นบัณฑิต ควรเที่ยวไปผู้เดียวดุจพระราชาผู้ทรงชนะสงครามแล้วสละราชสมบัติแคว้นที่พิชิตได้ ทรงผนวชเป็นผู้ไม่มีกังวลใดๆ อุปมาถึงพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าผู้ตัดปลิโพธทั้งปวง (เรือน บุตรภรรยา ญาติ มิตร) ออกบวช
- หน้า ๓๕๙–๓๖๒ สรรเสริญสหายสมบัติ และการบริโภคโดยไม่มีโทษ สรรเสริญคุณของการมีสหายที่ถึงพร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ควรคบหาสหายที่ดีกว่าหรือเสมอกัน แต่หากไม่ได้สหายเช่นนั้น ก็ควรเป็นผู้บริโภคโดยไม่มีโทษ คือได้ปัจจัยมาโดยชอบธรรม ไม่ใช้เล่ห์กลหลอกลวง (เช่น ให้ของเล็กน้อยหวังของใหญ่ ทำนายทายทัก รับใช้เป็นทูต) แล้วเที่ยวไปผู้เดียว
- หน้า ๓๖๒–๓๖๓ อุปมาด้วยกำไลทองสองวงกระทบกัน เปรียบกำไลทองคำสองวงที่ช่างทองขัดเกลาจนงามแล้วสวมรวมในแขนข้างเดียวกันย่อมกระทบกันมีเสียงดัง ดุจสัตว์ทั้งหลายที่ปะทะเบียดเสียดกันด้วยอำนาจตัณหาในภพภูมิต่างๆ จึงควรเที่ยวไปผู้เดียวดุจถอดกำไลออกเสียวงหนึ่ง
- หน้า ๓๖๓–๓๖๕ ภัยแห่งการมี "ที่สอง" คำพูดพร่ำเพรื่อและความข้องติด อธิบายว่าการมี "ที่สอง" ไม่ว่าตัณหาเป็นเพื่อนคู่หรือบุคคลอื่นเป็นเพื่อนคู่ ย่อมนำไปสู่การพูดจาพร่ำเพรื่อไร้สาระ (ดิรัจฉานกถา ๓๒ ประเภท) และความข้องติดยึดมั่น ผู้เห็นภัยในอนาคตเช่นนี้จึงควรเที่ยวไปผู้เดียว
- หน้า ๓๖๕–๓๖๙ กามคุณอันวิจิตรหวานล้ำ แต่มีโทษมาก กามคุณทั้งห้าแม้ดูวิจิตรงดงามหวานชื่นใจ แต่ก็ทำให้จิตใจปั่นป่วนในรูปแบบต่างๆ พระธรรมเทศนายกโทษของกามอย่างละเอียด ทั้งความยากลำบากในการหาเลี้ยงชีพ ความทุกข์เมื่อทรัพย์สูญหาย ความบาดหมางวิวาทถึงในหมู่ญาติพี่น้องและกษัตริย์ การทำสงครามและอาชญากรรมเพราะกาม ตลอดจนผลกรรมชั่วนำไปสู่อบาย จึงเห็นโทษในกามคุณแล้วเที่ยวไปผู้เดียว
- หน้า ๓๖๙–๓๗๑ กามเปรียบด้วยโรค ฝี อุปัทวะ ลูกศร และภัย ยกพระพุทธพจน์แสดงไวพจน์ของ "กาม" ว่าเป็นภัย ทุกข์ โรค ฝี เครื่องข้อง เปือกตม และครรภ์ที่นำให้เกิดใหม่ เพราะผู้ยังยินดีติดใจในกามย่อมไม่พ้นภัยทั้งในปัจจุบันและภายหน้า ผู้เห็นภัยนี้ในกามคุณจึงควรเที่ยวไปผู้เดียว
- หน้า ๓๗๑–๓๗๒ อดทนต่อความหนาว ร้อน หิว กระหาย และสัตว์รบกวน สอนให้อดกลั้นครอบงำความยากลำบากทางกายทั้งปวง ทั้งความหนาวร้อนอันเกิดจากธาตุภายในหรือดินฟ้าอากาศ ความหิวกระหาย ลม แดด เหลือบยุง และสัตว์เลื้อยคลานมีพิษ แล้วเที่ยวไปผู้เดียวโดยไม่หวั่นไหว
- หน้า ๓๗๒–๓๗๕ อุปมาด้วยพญาช้างละทิ้งโขลง เปรียบพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าดุจพญาช้างที่หลีกออกจากโขลง มีกายเจริญใหญ่งามดุจดอกบัว มีพลังอำนาจ ท่องเที่ยวในป่าตามใจปรารถนา อธิบายความหมายคำว่า "นาค" ว่าคือผู้ไม่ทำบาป ไม่ไปด้วยอำนาจฉันทาคติเป็นต้น และไม่กลับมาสู่กิเลสที่ละได้แล้ว พร้อมอุปมาโพชฌงค์เจ็ดดุจกลีบดอกบัวที่ประดับกาย
- หน้า ๓๗๕–๓๗๗ ผู้ยินดีในหมู่คณะย่อมไม่อาจบรรลุวิมุตติแม้ชั่วคราว ยกพระพุทธพจน์ที่ตรัสแก่พระอานนท์ว่า ภิกษุที่ยินดีเพลิดเพลินในหมู่คณะย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะได้สุขแห่งเนกขัมมะ ปวิเวก และโพธิ ตลอดจนวิมุตติแม้ชั่วคราว มีแต่ผู้สงัดจากหมู่เท่านั้นที่พึงหวังได้ จึงฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า (เชื้อสายพระอาทิตย์) แล้วเที่ยวไปผู้เดียว
- หน้า ๓๗๗–๓๗๙ ก้าวล่วงทิฏฐิ บรรลุมรรค มีญาณที่ไม่ต้องอาศัยผู้อื่น อธิบายการก้าวล่วงความเห็นผิดทั้งหลาย (สักกายทิฏฐิ ๒๐ ประการและทิฏฐิ ๖๒) การบรรลุอริยมรรคมีองค์แปดอันเป็นหนทางที่แน่นอน และการเกิดญาณหยั่งรู้ด้วยตนเองว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยงเป็นทุกข์ สิ่งใดมีความเกิดขึ้นสิ่งนั้นย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา โดยไม่ต้องอาศัยผู้อื่นแนะนำอีกต่อไป
- หน้า ๓๗๙–๓๘๔ ปราศจากความละโมบ มารยา และความหวังในโลกทั้งปวง อธิบายคุณสมบัติของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าผู้ปราศจากความละโมบ (ตัณหา) ปราศจากความหลอกลวง ๓ ประการ (การรับปัจจัยด้วยเล่ห์เพื่อให้ได้มากขึ้น การทำอิริยาบถให้ดูน่าเลื่อมใส และการพูดหว่านล้อมเชิงธรรมเพื่อให้ผู้อื่นยกย่อง) ปราศจากความกระหาย ความลบหลู่คุณท่าน และโมหะอันเป็นมลทิน ไม่มีความหวังใดๆ ในโลกทั้งปวง เนื้อหาส่วนนี้อธิบายกลลวงทั้งสามอย่างอย่างละเอียดพิสดาร
- หน้า ๓๘๔–๓๘๕ พึงเว้นสหายชั่วผู้เห็นผิดและตั้งอยู่ในทางที่ไม่ดี (ยังไม่จบเมื่อสิ้นสุดช่วงหน้านี้) เริ่มต้นคาถาที่สอนให้เว้นจากสหายชั่ว (ปาปสหาย) ผู้ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ ๑๐ ประการ (เห็นว่าไม่มีผลของทาน ไม่มีผลกรรมดีกรรมชั่ว ไม่มีโลกนี้โลกหน้า ฯลฯ) ผู้เห็นแต่สิ่งไม่เป็นประโยชน์และตั้งอยู่ในความประพฤติที่ไม่สม่ำเสมอ คำอธิบาย "อนตฺถทสฺสี" และ "วิสเม นิวิฏฺฐํ" (ตั้งอยู่ในกรรมที่ไม่สม่ำเสมอทั้งทางกาย วาจา ใจ) ยังดำเนินอยู่เมื่อจบช่วงหน้าที่ตัดตอนมา ยังไม่ถึงส่วนอธิบายบาทคาถาสุดท้าย "สยํ น เสเว ปสุตํ ปมตฺตํ" และคาถานี้ยังไม่จบในช่วงที่ตัดตอนมา
- หน้า ๓๘๖–๓๘๗ ปาปํ สหายํ ปริวชฺชเยถ (บทจบ) - หลีกเลี่ยงมิตรชั่วผู้เห็นสิ่งไม่เป็นประโยชน์ เป็นตอนจบของนิทเทสที่ค้างมาจากตอนก่อนหน้า อธิบายคำว่า 'ปสุต' (ผู้หมกมุ่นในกาม) และ 'ปมตฺต' (ผู้ประมาท) แล้วสรุปคำสอนของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าว่า พึงหลีกเลี่ยงสหายชั่วผู้เห็นสิ่งไม่เป็นประโยชน์และตั้งอยู่ในความไม่เที่ยงตรง ไม่ควรตนเองหมกมุ่นในกามหรือประมาท เป็นเหตุผลข้อหนึ่งที่ให้ดำเนินชีวิตโดดเดี่ยวดุจนอแรด
- หน้า ๓๘๗–๓๘๙ พหุสฺสุตํ ธมฺมธรํ ภเชถ - คบมิตรผู้เป็นพหูสูตทรงธรรม สอนว่าควรคบหามิตรที่เป็นพหูสูต ทรงจำธรรม มีปฏิภาณเฉียบแหลม (อธิบายปฏิภาณ 3 แบบ คือ ปฏิภาณจากการเล่าเรียน จากการซักถาม และจากการบรรลุธรรมด้วยตนเอง) เพื่อจะได้อาศัยมิตรเช่นนี้กำจัดความสงสัยในอรรถต่าง ๆ ทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น เป็นข้อยกเว้นที่แสดงว่าการอยู่โดดเดี่ยวไม่ได้หมายถึงการตัดขาดจากกัลยาณมิตรผู้ทรงคุณ
- หน้า ๓๘๙–๓๙๑ ขิฑฺฑา รตี กามสุขญฺจ โลเก - ละการเล่น ความยินดี กามสุข และการประดับตกแต่ง สอนให้ละการเล่นสนุก ความเพลิดเพลิน และกามสุขทางโลกโดยไม่อาลัยไยดี พร้อมทั้งงดเว้นจากการประดับตกแต่งร่างกาย (แบ่งเป็นการประดับแบบคฤหัสถ์ เช่น ผม เครื่องประดับ และแบบนักบวช เช่น การตกแต่งจีวรบาตร) และเป็นผู้พูดคำสัตย์จริง เป็นการชี้ให้เห็นว่าความสุขทางโลกเป็นเพียงเหยื่อล่อที่ไม่ควรยึดติด
- หน้า ๓๙๑–๓๙๓ ปุตฺตญฺจ ทารํ ปิตรญฺจ มาตรํ - สละบุตร ภรรยา บิดามารดา และกามตามลำดับมรรค สอนให้สละบุตร ภรรยา บิดามารดา ทรัพย์สิน ข้าวเปลือก และญาติพี่น้อง ตลอดจนกิเลสกามตามลำดับที่มรรคแต่ละชั้นตัดได้ (โสดาปัตติมรรคถึงอรหัตตมรรค) แสดงว่าการสละความผูกพันทางโลกต้องอาศัยการละกิเลสอย่างเป็นขั้นตอนตามอริยมรรค ไม่ใช่การละทิ้งอย่างฉับพลันโดยไม่มีฐาน
- หน้า ๓๙๓–๓๙๕ สงฺโค เอโส ปริตฺตเมตฺถ โสขฺยํ - กามคุณเป็นเครื่องผูกและเป็นดังฝี สอนว่ากามคุณ 5 เป็นเสมือนเหยื่อเบ็ดหรือบ่วงผูกมัด ให้ความสุขเพียงเล็กน้อยแต่นำมาซึ่งทุกข์และโทษมากกว่า (ยกอุปมากามเป็นเปรียบด้วยโครงกระดูก ชิ้นเนื้อ คบเพลิงหญ้า หลุมถ่านเพลิง ความฝัน ของยืม ผลไม้ เขียงหั่นเนื้อ หอกหลาว และหัวงู) ผู้มีปัญญาพึงรู้แจ้งว่ากามเป็นดังฝีหรือเนื้อร้ายจึงควรถอนตัวออกมา
- หน้า ๓๙๕–๓๙๗ สนฺทาลยิตฺวาน สญฺโญชนานิ - ทำลายสังโยชน์ดุจปลาทำลายข่ายและไฟไหม้ไม่ย้อนกลับ สอนให้ทำลายสังโยชน์ 10 ประการให้ขาดสิ้น เปรียบเหมือนปลาที่ทำลายข่ายแหแหวกว่ายไปในน้ำได้อย่างอิสระ และเปรียบเหมือนไฟที่ลุกไหม้เชื้อไปข้างหน้าโดยไม่หวนกลับ หมายถึงกิเลสที่มรรคแต่ละขั้นละได้แล้วจะไม่กลับมาอีก แสดงถึงลักษณะการหลุดพ้นที่เด็ดขาดไม่ผันแปร
- หน้า ๓๙๗–๔๐๕ โอกฺขิตฺตจกฺขู น จ ปาทโลโล - สำรวมตา เท้า อินทรีย์ และใจ ไม่ให้กิเลสไหลเข้าครอบงำ อธิบายอย่างละเอียดถึงการสำรวมสายตาไม่ให้ 'ตาลอย' เที่ยวมองสิ่งต่าง ๆ ตามอาราม บ้านเรือน หรือมหรสพ และไม่ให้ 'เท้าลอย' เดินเที่ยวพูดจาไร้สาระในหมู่สงฆ์หรือชุมชน พร้อมทั้งอธิบายการคุ้มครองอินทรีย์ทั้งหกไม่ให้ยึดถือนิมิตและอนุพยัญชนะของอารมณ์ที่มากระทบ โดยยกพระธรรมเทศนาของพระมหาโมคคัลลานเถระเรื่องผู้ 'หมักหมม' (อวสฺสุต) กับผู้ 'ไม่หมักหมม' (อนวสฺสุต) มาขยายความว่า ผู้ไม่สำรวมอินทรีย์ย่อมเป็นช่องให้มารเข้าครอบงำได้ดุจไฟติดเชื้อแห้งได้ง่าย ส่วนผู้สำรวมดีแล้วมารหาช่องไม่ได้ดุจไฟไม่อาจติดในเรือนที่ฉาบป
- หน้า ๔๐๕–๔๐๖ โอหารยิตฺวา คิหิพฺยญฺชนานิ - ออกบวชครองผ้ากาสาวะสละเครื่องหมายคฤหัสถ์ สอนถึงการปลงผมหนวดและสละเครื่องหมายความเป็นคฤหัสถ์ทั้งปวง เปรียบพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าผู้ทรงบาตรจีวรบริบูรณ์ดุจต้นทองหลาง (ปาริฉัตร) ที่มีใบหนาร่มเงาสมบูรณ์ แล้วตัดปลิโพธทั้งปวงเกี่ยวกับเรือน บุตรภรรยา ญาติ และการสะสม ครองผ้ากาสาวพัสตร์ออกบวชเป็นผู้ไม่มีกังวลใด ๆ
- หน้า ๔๐๖–๔๑๐ รเสสุ เคธํ อกรํ อโลโล - ไม่ติดในรส บิณฑบาตตามลำดับ ไม่ผูกใจในตระกูล สอนไม่ให้ติดใจในรสอาหารต่าง ๆ โดยยกอุปมาอันเป็นที่รู้จักดีว่าการฉันอาหารเปรียบดังการทายาแผล การหยอดเพลาเกวียน หรือการกินเนื้อบุตรเพื่อข้ามทางกันดาร คือฉันเพียงเพื่อยังอัตภาพให้เป็นไปมิใช่เพื่อเล่น มัวเมา หรือประดับ อธิบาย 'อนัญโปสี' ว่าเลี้ยงแต่ตนไม่เลี้ยงผู้อื่น (ไม่ใช้ชีวิตเพื่อพึ่งพิงใคร) และเดินบิณฑบาตตามลำดับเรือนไม่เลือกที่ อีกทั้งอธิบายเหตุที่ทำให้จิตผูกพันกับตระกูลสองประการ คือการยกตนต่ำแล้วยกผู้อื่นสูงเพื่อหวังผลตอบแทน หรือยกตนสูงข่มผู้อื่นให้ต่ำเพื่อให้เขาสักการะ ซึ่งท่านไม่ผูกพันในลัก
- หน้า ๔๑๐–๔๑๒ ปหาย ปญฺจาวรณานิ เจตโส - ละนิวรณ์ 5 กำจัดอุปกิเลส ไม่อาศัยตัณหาทิฏฐิและโทสะ สอนให้ละนิวรณ์ 5 ของจิต (กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา) อันเป็นเหตุขวางกั้นฌาน กำจัดอุปกิเลสทั้งปวงมีราคะโทสะโมหะเป็นต้น และเป็นผู้ไม่มีที่อาศัย คือไม่อิงอาศัยตัณหาและทิฏฐิ พร้อมทั้งตัดเสน่หา (ความรักใคร่) และโทสะให้ขาด อันเป็นเงื่อนไขให้เข้าถึงปฐมฌานได้
- หน้า ๔๑๒–๔๑๓ วิปิฏฺฐิกตฺวาน สุขํ ทุกฺขญฺจ - ละสุขทุกข์และโสมนัสโทมนัสเข้าถึงจตุตถฌาน สอนถึงการละทั้งสุขและทุกข์ ตลอดจนโสมนัสและโทมนัสที่เคยมีมาก่อน จนบรรลุอุเบกขาและความสงบอันบริสุทธิ์แห่งจตุตถฌาน ซึ่งเป็นภาวะจิตที่ผ่องแผ้วปราศจากอุปกิเลสอย่างสิ้นเชิง
- หน้า ๔๑๓–๔๑๖ อารทฺธวิริโย ปรมตฺถปตฺติยา - ปรารภความเพียรอย่างแน่วแน่เพื่อบรรลุนิพพาน สอนถึงการปรารภความเพียรอย่างเข้มแข็งเพื่อบรรลุปรมัตถ์คือนิพพาน โดยจิตไม่ท้อถอยไม่เกียจคร้าน ยกคำอธิษฐานความเพียรอันเป็นที่รู้จักกันดีมาอ้าง เช่น 'แม้เนื้อและเลือดจะเหือดแห้งไป เหลือแต่หนังเอ็นกระดูกก็ตามที จักไม่ลุกจากที่นั่งจนกว่าจิตจะหลุดพ้นจากอาสวะ' และการตั้งใจไม่ลุกจากบัลลังก์ ไม่ออกจากที่จงกรมจนกว่าจะบรรลุธรรม แสดงถึงความเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่นถึงที่สุดในการปฏิบัติ
- หน้า ๔๑๖–๔๑๙ ปฏิสลฺลานํ ฌานมริญฺจมาโน - ไม่ละการหลีกเร้นและฌาน ประพฤติธรรมสม่ำเสมอ พิจารณาโทษของภพ สอนไม่ให้ละทิ้งการหลีกเร้นและการเจริญฌานทั้งสี่ ให้หมั่นประพฤติธรรมอันสมควรแก่ธรรม (เช่น ความบริบูรณ์ในศีล การสำรวมอินทรีย์ ความรู้จักประมาณในการบริโภค การเจริญสติสัมปชัญญะ) อยู่เป็นนิตย์ และพิจารณาเห็นโทษของภพทั้งหลายว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
- หน้า ๔๑๙–๔๒๑ ตณฺหกฺขยํ ปตฺถยํ อปฺปมตฺโต - มุ่งความสิ้นตัณหา ไม่ประมาท มีปัญญาแน่วแน่ในมรรค สอนถึงการปรารถนาความสิ้นไปแห่งตัณหา (คือความสิ้นราคะ โทสะ โมหะ และการเวียนว่ายตายเกิด) ด้วยความไม่ประมาท ไม่โง่เขลา เป็นพหูสูต มีสติ และเป็นผู้ 'สังขาตธรรม' คือรู้แจ้งแทงตลอดสังขารทั้งปวงว่าไม่เที่ยง เป็นผู้แน่นอนแล้วในอริยมรรคทั้งสี่ พร้อมด้วยความเพียร อันเป็นคุณสมบัติของผู้ตั้งอยู่ในภพสุดท้ายไม่มีภพต่อไป
- หน้า ๔๒๑–๔๒๓ สีโหว สทฺเทสุ อสนฺตสนฺโต - ไม่หวาดเสียงดุจราชสีห์ ไม่ติดข่ายดุจลม ไม่เปื้อนน้ำดุจดอกบัว ใช้อุปมาสามข้อแสดงลักษณะจิตที่เป็นอิสระ คือ ไม่หวาดกลัวเสียงต่าง ๆ ดุจราชสีห์เจ้าแห่งมฤคไม่สะทกสะท้านต่อเสียง ไม่ติดข่ายดุจสายลมที่พัดผ่านตาข่ายไปได้อย่างไม่ติดขัด (หมายถึงไม่ติดข่ายตัณหาและทิฏฐิ) และไม่เปื้อนน้ำดุจดอกบัวที่ไม่แปดเปื้อนน้ำ (หมายถึงไม่แปดเปื้อนด้วยยางเหนียวแห่งตัณหาทิฏฐิเช่นกัน)
- หน้า ๔๒๓–๔๒๔ สีโห ยถา ทาฐพลี ปสยฺห - ดุจราชสีห์เที่ยวไปข่มสัตว์อื่นด้วยเขี้ยว พึงเสพเสนาสนะอันสงัด เปรียบพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าดุจราชสีห์ผู้มีเขี้ยวแข็งแรงเที่ยวข่มเหล่าสัตว์ด้วยกำลัง แต่ในที่นี้ท่านใช้กำลังปัญญาครอบงำหมู่สัตว์แทน และสอนให้เสพเสนาสนะอันสงบสงัดปราศจากเสียงอึกทึก อยู่ผู้เดียว เดินผู้เดียว นั่งผู้เดียว นอนผู้เดียว เพื่อความเหมาะสมแก่การหลีกเร้นบำเพ็ญเพียร
- หน้า ๔๒๔–๔๒๖ เมตฺตํ อุเปกฺขํ กรุณํ วิมุตฺตึ - เจริญพรหมวิหารสี่แผ่ไปในสรรพสัตว์ไม่ขัดแย้งกับโลก สอนให้เจริญเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาแผ่ไปยังสัตว์ทั้งปวงในทุกทิศโดยไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน ผลจากการเจริญพรหมวิหารเช่นนี้ทำให้ไม่มีความขัดแย้งกับสัตว์โลกใด ๆ ไม่ว่าจะอยู่ทิศใดก็ตาม แสดงว่าการอยู่โดดเดี่ยวมิได้ขัดกับความเมตตากรุณาต่อสรรพสัตว์
- หน้า ๔๒๖–๔๒๗ ราคญฺจ โทสญฺจ ปหาย โมหํ - ละราคะโทสะโมหะ ทำลายสังโยชน์ ไม่หวาดกลัวความตาย สอนให้ละราคะ โทสะ โมหะ ทำลายสังโยชน์ 10 ประการให้ขาดสิ้น และเป็นผู้ไม่หวาดสะทกสะท้านในยามสิ้นชีวิต เพราะได้ปหานภัยและความขนพองสยองเกล้าไว้แล้วอย่างสิ้นเชิง เป็นการยืนยันว่าผู้บำเพ็ญมาตามลำดับนี้ย่อมเผชิญความตายได้โดยไม่หวั่นไหว
- หน้า ๔๒๗–๔๒๙ ภชนฺติ เสวนฺติ จ การณตฺถา (บทสุดท้าย) - มิตรที่ไร้เหตุจูงใจหาได้ยาก จบขัคควิสาณสูตรนิทเทสและจูฬนิทเทสทั้งหมด บทคาถาสุดท้ายของสูตรกล่าวว่า คนทั้งหลายคบหาเสวนากันก็เพราะมีเหตุผลประโยชน์ส่วนตนแอบแฝง มิตรแท้ที่คบหากันโดยไม่มีเหตุจูงใจนั้นหาได้ยากยิ่งในสมัยนี้ เพราะมนุษย์ส่วนมากมีปัญญาเพื่อประโยชน์ตนและไม่บริสุทธิ์ใจ นี่จึงเป็นเหตุผลสุดท้ายที่สนับสนุนการดำเนินชีวิตโดดเดี่ยวดุจนอแรด ตามด้วยบทอธิบาย 'เอโก' และ 'จเร' (จริยา 8 อย่าง) ปิดท้าย จากนั้นปรากฏคำลงท้าย (โคลนโฟน) ว่า 'ขคฺควิสาณสุตฺตนิทฺเทโส นิฏฺฐิโต' คือจบนิทเทสแห่งขัคควิสาณสูตรแล้ว ตามด้วยคาถาสรุปรายนามมาณพ 16 คนของปารายนวรรค และข้อความปิดท้ายว่า 'สุต
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐