มหาวรรค ภาค ๑
บาลีโรมัน (มหาสังคีติ) · พระวินัยปิฎก · เล่มที่ ๔ · ๓๖๑ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๘๐ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๔ ตรัสรู้และสัปดาห์แรก ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาท (โพธิกถา) หลังตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์ พระพุทธเจ้าประทับเสวยวิมุตติสุขนาน ๗ วันโดยไม่ทรงลุกจากที่ประทับ ในแต่ละยามของราตรีทรงพิจารณาทบทวนหลักที่ว่าทุกสิ่งเกิดขึ้นเพราะมีเหตุปัจจัยและจะดับไปเมื่อเหตุปัจจัยนั้นดับ ทั้งโดยลำดับไปข้างหน้าและย้อนกลับ เมื่อทรงเข้าใจแจ่มแจ้งจึงทรงเปล่งอุทานสามครั้งว่าความสงสัยทั้งปวงจะหมดไปเมื่อผู้เพียรพยายามเห็นเหตุแห่งสรรพสิ่งอย่างแจ่มแจ้ง
- หน้า ๔–๕ พราหมณ์หหหุกชาติกะทูลถามความเป็นพราหมณ์แท้ ระหว่างสัปดาห์ที่สองใต้ต้นอชปาลนิโครธ มีพราหมณ์ผู้ถือตัวจัดคนหนึ่งเข้าไปทูลถามว่าอะไรทำให้คนคนหนึ่งเป็นพราหมณ์ที่แท้จริง พระพุทธเจ้าตรัสตอบเป็นคาถาว่าความเป็นพราหมณ์ไม่ได้มาจากชาติกำเนิด แต่มาจากการละบาปธรรม ไม่ถือตัว ไม่มีกิเลสขุ่นมัว ฝึกตนดีแล้ว และดำเนินชีวิตอันประเสริฐจนถึงที่สุดแห่งความรู้
- หน้า ๕–๘ นาคราชมุจลินท์ปกป้องฝน และพ่อค้าตปุสสะ-ภัลลิกะ อุบาสกคู่แรกของโลก สัปดาห์ที่สามใต้ต้นมุจลินท์ เกิดฝนตกหนักและหนาวเย็นหลายวันติดต่อกัน พญานาคมุจลินท์จึงขดกายแวดล้อมพระวรกายและแผ่พังพานปกป้องมิให้ทรงหนาวหรือถูกแมลงรบกวน เมื่อฝนหยุดจึงคลายขดออกแปลงร่างเป็นมาณพมาถวายบังคม จากนั้นสัปดาห์ที่สี่ใต้ต้นราชายตนะ พ่อค้าสองพี่น้องตปุสสะกับภัลลิกะเดินทางผ่านมาพบ ได้ถวายข้าวสัตตุก้อนเป็นภัตตาหารแรกหลังตรัสรู้ แล้วประกาศถึงพระพุทธและพระธรรมเป็นสรณะ นับเป็นอุบาสกคู่แรกในโลก (ขณะนั้นยังไม่มีพระสงฆ์ให้ถึงสรณะที่สาม)
- หน้า ๘–๑๒ ทรงท้อพระทัยจะแสดงธรรม และพรหมสหัมบดีทูลอาราธนา เมื่อกลับมาประทับใต้ต้นอชปาลนิโครธอีกครั้ง พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาว่าธรรมที่ตรัสรู้นั้นลึกซึ้งเห็นได้ยากและสวนกระแสกิเลสของโลก หากแสดงแล้วผู้คนไม่เข้าใจก็จะเหนื่อยเปล่า จึงทรงน้อมพระทัยไปทางไม่แสดงธรรม ท้าวสหัมบดีพรหมทราบความคิดนี้จึงเสด็จลงมาทูลอาราธนา โดยเปรียบเวไนยสัตว์ดุจดอกบัวสี่เหล่าที่มีทั้งพร้อมจะบานและยังจมอยู่ใต้น้ำ ว่ายังมีผู้พอสอนได้ พระพุทธเจ้าทรงเล็งเห็นเช่นนั้นด้วยพระญาณจึงทรงรับคำอาราธนาที่จะแสดงธรรมโปรดสัตว์โลก
- หน้า ๑๒–๑๔ ทรงพิจารณาหาผู้ฟังธรรมกัณฑ์แรก พระพุทธเจ้าทรงดำริว่าควรแสดงธรรมแก่ผู้ใดก่อนจึงจะเข้าใจได้เร็ว ทรงนึกถึงอาฬารดาบสกาลามโคตรและอุทกดาบสรามบุตรผู้เป็นอาจารย์เก่าที่เคยทรงศึกษาด้วย แต่ทรงทราบด้วยญาณว่าทั้งสองท่านสิ้นชีวิตไปแล้ว จึงทรงระลึกถึงปัญจวัคคีย์ผู้เคยอุปัฏฐากพระองค์สมัยบำเพ็ญทุกรกิริยา และทรงทราบว่าขณะนั้นอยู่ที่ป่าอิสิปตนะ เมืองพาราณสี จึงตัดสินพระทัยเสด็จไปโปรดท่านเหล่านั้น
- หน้า ๑๔–๑๕ พบอุปกาชีวกระหว่างทาง ระหว่างเสด็จมุ่งสู่พาราณสี พระพุทธเจ้าทรงพบนักบวชนอกศาสนาชื่ออุปกะ ผู้สังเกตเห็นพระฉวีวรรณผ่องใสจึงทูลถามว่าใครเป็นครูของพระองค์ พระพุทธเจ้าตรัสตอบด้วยคาถาว่าพระองค์ตรัสรู้เองโดยชอบ ไม่มีครูอาจารย์ ทรงชนะกิเลสทั้งปวงแล้วและกำลังเสด็จไปประกาศธรรมที่พาราณสี แต่อุปกะไม่เชื่อ สั่นศีรษะแล้วเดินจากไปคนละทาง
- หน้า ๑๕–๑๘ เสด็จถึงปัญจวัคคีย์ และทรงแสดงมัชฌิมาปฏิปทา เมื่อเสด็จถึงปัญจวัคคีย์ พวกท่านนัดกันไว้ว่าจะไม่ต้อนรับเพราะเข้าใจว่าพระองค์ทรงเวียนกลับไปเป็นคนมักมากแล้ว แต่เมื่อเสด็จเข้าใกล้ทุกคนกลับอดใจไม่ได้ ลุกขึ้นต้อนรับ รับบาตรจีวรและปูอาสนะให้ พระพุทธเจ้าตรัสห้ามมิให้เรียกพระองค์ด้วยชื่อหรือคำว่า "อาวุโส" อีกเพราะตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว แม้ปัญจวัคคีย์จะแย้งว่าพระองค์ยังไม่บรรลุธรรมด้วยการบำเพ็ญทุกรกิริยา แต่เมื่อตรัสยืนยันซ้ำสามครั้งก็ยอมรับฟัง จึงทรงเริ่มแสดงธรรมว่าทางสุดโต่งสองด้านคือการหมกมุ่นในกามและการทรมานตนล้วนไม่ควรเสพ ควรเด
- หน้า ๑๘–๒๔ ธัมมจักกัปปวัตนสูตร อริยสัจ ๔ และการอุปสมบทของปัญจวัคคีย์ พระพุทธเจ้าทรงแสดงอริยสัจ ๔ อย่างละเอียด คือความทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และทางดับทุกข์ พร้อมทั้งอธิบายว่าแต่ละสัจจะต้องรู้ ต้องละ ต้องทำให้แจ้ง หรือต้องเจริญอย่างไร และทรงยืนยันว่าจะไม่ปฏิญาณเป็นผู้ตรัสรู้จนกว่าพระญาณในอริยสัจนี้จะบริสุทธิ์หมดจด เมื่อจบเทศนา พระโกณฑัญญะเป็นผู้แรกที่ได้ดวงตาเห็นธรรม พระพุทธเจ้าจึงเปล่งอุทานว่า "โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ" อันเป็นที่มาของชื่อ "อัญญาโกณฑัญญะ" เหล่าเทวดาบันลือสาธุการต่อกันไปถึงพรหมโลก ท่านจึงทูลขอบวชและได้รับอุปสมบทแบบ "เอหิภิกขุ" จากนั้นพระวัปปะ พ
- หน้า ๒๔–๒๘ อนัตตลักขณสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าขันธ์ทั้งห้า คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ล้วนเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง เพราะหากเป็นตัวตนจริงก็ย่อมบังคับให้เป็นไปตามใจปรารถนาได้ แต่ความจริงสิ่งเหล่านี้ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และแปรปรวนอยู่เสมอ จึงไม่ควรยึดถือว่าเป็นตัวเราของเรา เมื่อพิจารณาเห็นแจ้งเช่นนี้ ปัญจวัคคีย์ทั้งห้ารูปก็เบื่อหน่ายคลายกำหนัดหลุดพ้นจากอาสวะทั้งปวง บรรลุเป็นพระอรหันต์ครบทุกองค์ ทำให้ขณะนั้นมีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลกรวม ๖ องค์รวมทั้งพระพุทธเจ้า
- หน้า ๒๘–๓๔ เรื่องยสกุลบุตรออกบวช และบิดาเป็นอุบาสกคนแรก ยสกุลบุตร บุตรเศรษฐีเมืองพาราณสีผู้เพียบพร้อมด้วยความสุขทางโลก คืนหนึ่งตื่นขึ้นมาเห็นบริวารหญิงนอนหลับในท่าทางน่าเกลียดราวกับป่าช้าผีดิบ เกิดความสลดใจจนหนีออกจากบ้านกลางดึกพร้อมอุทานว่า "วุ่นวายหนอ ขัดข้องหนอ" พระพุทธเจ้าซึ่งกำลังจงกรมอยู่ทรงเรียกให้เข้ามาและแสดงธรรมให้ฟังจนได้ดวงตาเห็นธรรม ฝ่ายบิดาที่ตามหาก็ถูกพระพุทธเจ้าใช้ฤทธิ์บังตาไม่ให้เห็นบุตร แล้วแสดงธรรมให้ฟังจนบรรลุธรรมกลายเป็นอุบาสกคนแรกที่ถึงพระรัตนตรัยครบสามสรณะ ส่วนยสะเองก็บรรลุอรหัตต์และได้รับการอุปสมบท
- หน้า ๓๔–๓๖ มารดาและภรรยาเก่าของพระยสะ อุบาสิกาคู่แรกของโลก วันรุ่งขึ้นพระพุทธเจ้าเสด็จไปเสวยภัตตาหารที่บ้านเศรษฐีบิดาของพระยสะ มารดาและภรรยาเก่าของท่านได้ฟังพระธรรมเทศนาตามลำดับจนได้ดวงตาเห็นธรรม แล้วประกาศตนถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะครบสาม นับเป็นอุบาสิกาคู่แรกในโลกที่ถึงสรณะครบสามประการ ต่างจากตปุสสะ-ภัลลิกะที่ถึงสรณะเพียงสองในตอนต้นเรื่อง จากนั้นครอบครัวได้ถวายภัตตาหารแด่พระพุทธเจ้าและพระยสะก่อนพระองค์เสด็จจากไป
- หน้า ๓๖–๓๘ สหาย ๔ คนของพระยสะออกบวช เมื่อสหายสนิททั้งสี่ของพระยสะซึ่งเป็นบุตรตระกูลเศรษฐีในเมืองพาราณสีทราบข่าวว่ายสะออกบวช ต่างเห็นว่าธรรมวินัยนี้ต้องไม่ใช่ของต่ำต้อยจึงพากันไปหาพระยสะ ซึ่งพาไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เมื่อฟังธรรมตามลำดับทั้งสี่คนก็ได้ดวงตาเห็นธรรมและขอบวช ต่อมาไม่นานก็บรรลุอรหัตต์ทั้งหมด ทำให้จำนวนพระอรหันต์ในโลกเพิ่มเป็น ๑๑ องค์
- หน้า ๓๘–๓๙ สหาย ๕๐ คนของพระยสะออกบวช เมื่อกิตติศัพท์การออกบวชของพระยสะแพร่ไปถึงชนบท สหายอีกราวห้าสิบคนซึ่งเป็นบุตรตระกูลต่างๆ ในชนบทเดินทางมาหาพระยสะด้วยความเชื่อเดียวกันว่าธรรมวินัยนี้ต้องประเสริฐ พระยสะพาไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เมื่อฟังธรรมทุกคนได้ดวงตาเห็นธรรม ขอบวช และบรรลุอรหัตต์ตามกัน ทำให้จำนวนพระอรหันต์ในโลกเพิ่มขึ้นเป็น ๖๑ องค์
- หน้า ๓๙–๔๓ ทรงส่งพระสาวก ๖๐ รูปประกาศศาสนา และมารผจญ เมื่อมีพระอรหันต์ ๖๐ องค์แล้ว พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้ทุกองค์แยกย้ายกันจาริกไปประกาศธรรมคนละทิศทาง เพื่อประโยชน์สุขแก่ชาวโลก โดยไม่ให้ไปทางเดียวกันสองรูป ส่วนพระองค์เองจะเสด็จไปยังตำบลอุรุเวลา ขณะนั้นมารผู้ชั่วร้ายเข้ามาทูลท้าทายว่าพระพุทธเจ้ายังติดบ่วงของมารอยู่ แต่พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าพระองค์หลุดพ้นจากบ่วงทั้งปวงทั้งที่เป็นของทิพย์และของมนุษย์แล้ว มารจึงพ่ายแพ้ด้วยความทุกข์ใจและหายตัวไป
- หน้า ๔๓–๔๕ สหายภัททวัคคีย์ ๓๐ คน ระหว่างทางไปอุรุเวลา พระพุทธเจ้าทรงพบชายหนุ่ม ๓๐ คนซึ่งเป็นสหายกันกำลังตามหาหญิงแพศยาที่ขโมยข้าวของหนีไปขณะพวกเขาสนุกสนานเที่ยวเล่นกันในป่า พระพุทธเจ้าตรัสถามว่าระหว่างการตามหาหญิงคนนั้นกับการแสวงหาตนเอง อย่างไหนสำคัญกว่ากัน เมื่อทุกคนตอบว่าการแสวงหาตนสำคัญกว่า พระองค์จึงทรงแสดงธรรมให้ฟังจนทุกคนได้ดวงตาเห็นธรรมและขอบวชทั้งหมด
- หน้า ๔๕–๕๓ ปาฏิหาริย์ทรมานอุรุเวลกัสสปะ ตอนต้น พระพุทธเจ้าเสด็จไปยังสำนักของอุรุเวลกัสสปะ หัวหน้าชฎิลบูชาไฟผู้มีบริวารมาก ขอพักในโรงบูชาไฟหนึ่งคืนแม้จะมีพญานาคดุร้ายมีพิษร้ายแรงสิงอยู่ ทรงใช้ฤทธิ์ทรมานพญานาคจนสงบราบคาบโดยไม่ทำอันตรายแก่มัน ทำให้อุรุเวลกัสสปะเริ่มประทับใจแต่ยังคิดว่าตนเองยังไม่บรรลุธรรมเท่าพระอรหันต์ จากนั้นยังทรงแสดงปาฏิหาริย์อีกหลายครั้ง เช่น ท้าวจตุมหาราช ท้าวสักกะ และท้าวมหาพรหมสหัมบดีต่างเสด็จมาฟังธรรมยามค่ำคืนจนแสงสว่างจ้าไปทั่วป่า และเมื่ออุรุเวลกัสสปะจะจัดพิธีบูชายัญใหญ่ พระพุทธเจ้าทรงหลีกไปบิณฑบาตที่ทวีปอุตตรกุรุด้วย
- หน้า ๕๓–๖๒ ปาฏิหาริย์ต่อเนื่อง จนอุรุเวลกัสสปะและบริวารพันรูปขอบวช พระพุทธเจ้าทรงแสดงปาฏิหาริย์ต่อเนื่องอีกหลายครั้งเพื่อโปรดอุรุเวลกัสสปะ เช่น เมื่อจีวรเปื้อนฝุ่นต้องซัก ท้าวสักกะก็เนรมิตสระน้ำและก้อนหินให้ทันที เสด็จไปเก็บผลหว้าและดอกปาริชาตจากเทวโลกมาก่อนที่อุรุเวลกัสสปะจะกลับถึงที่พัก ทรงบันดาลให้ท่อนฟืนที่ผ่าไม่ออกแตกได้ ไฟที่จุดไม่ติดให้ติด ไฟที่ดับไม่ได้ให้ดับ และเนรมิตเรือนไฟให้ชฎิลผู้หนาวสั่นในฤดูหนาว จนเมื่อเกิดน้ำท่วมใหญ่ พระองค์ทรงบันดาลมิให้น้ำท่วมบริเวณที่ประทับและยังคงเดินจงกรมอยู่กลางน้ำได้ เมื่ออุรุเวลกัสสปะยังไม่ยอมรับว่าพระองค์เป็นพระอรหันต์
- หน้า ๖๒–๖๔ อาทิตตปริยายสูตร ณ คยาสีสะ เมื่อพาอดีตชฎิลทั้ง ๑,๐๐๐ รูปไปยังคยาสีสะแล้ว พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเทศนาที่มีชื่อเสียงว่า "ทุกสิ่งเป็นของร้อน" โดยอธิบายว่าตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และสิ่งที่รับรู้ทั้งหมดล้วนถูกไฟราคะ ไฟโทสะ และไฟโมหะเผาอยู่ รวมทั้งไฟแห่งความเกิด แก่ ตาย โศกเศร้าคร่ำครวญ เนื่องจากภิกษุเหล่านี้เคยเป็นชฎิลบูชาไฟมาก่อน การเปรียบเรื่องไฟจึงเข้าใจได้ง่ายเป็นพิเศษ เมื่อจบเทศนา ภิกษุทั้ง ๑,๐๐๐ รูปก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งปวงบรรลุเป็นพระอรหันต์ทุกองค์
- หน้า ๖๔–๖๕ เสด็จสู่กรุงราชคฤห์ พระเจ้าพิมพิสารเสด็จเข้าเฝ้า พระพุทธเจ้าพร้อมภิกษุสงฆ์อดีตชฎิลจำนวนพันรูปเสด็จจาริกจากคยาสีสะไปยังกรุงราชคฤห์ เมืองหลวงแคว้นมคธ ประทับที่สวนตาลหนุ่ม (ลัฏฐิวัน) ณ เจดีย์สุปปติฏฐะ พระเจ้าพิมพิสารทรงสดับกิตติศัพท์เลื่องลือว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง มีพระคุณครบถ้วน จึงเสด็จออกไปเข้าเฝ้าพร้อมพราหมณ์คหบดีชาวมคธจำนวนถึงสิบสองนหุต โดยผู้มาเฝ้าแต่ละกลุ่มแสดงความเคารพต่างกันไปตามความรู้สึก บ้างก้มไหว้ บ้างทักทายปราศรัย บ้างประณมมือ บ้างแจ้งชื่อสกุล บ้างนั่งนิ่งอยู่ (เรื่องราวการเข้าเฝ้าครั้งนี้ดำเนินต่อในหน้าถัด
- หน้า ๖๖–๗๒ พระอุรุเวลกัสสปะปฏิญาณตนเป็นสาวก และพระเจ้าพิมพิสารถวายพระเวฬุวัน พระพุทธเจ้าตรัสถามพระอุรุเวลกัสสปะด้วยคาถาว่าเห็นอะไรจึงเลิกบูชาไฟ พระกัสสปะจึงหมอบกราบประกาศตนเป็นสาวกอย่างเป็นทางการ เหตุการณ์นี้ทำให้พราหมณ์คหบดีชาวมคธนับหมื่นคนที่มาชมเหตุการณ์ได้ดวงตาเห็นธรรม รวมถึงพระเจ้าพิมพิสารซึ่งเคยตั้งความปรารถนาไว้ห้าประการก่อนขึ้นครองราชย์และบัดนี้สำเร็จครบถ้วนแล้ว พระเจ้าพิมพิสารจึงทรงถวายภัตตาหารแด่พระพุทธเจ้าและหมู่สงฆ์ ระหว่างเสด็จเข้าเมืองราชคฤห์ท้าวสักกะแปลงกายเป็นชายหนุ่มนำเสด็จพร้อมขับร้องสรรเสริญ และในที่สุดพระเจ้าพิมพิสารทรงถวายสวนเวฬุวันเป็นวัดแห่งแรกของพ
- หน้า ๗๒–๘๐ พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะทรงผนวช ปริพาชกสารีบุตรพบพระอัสสชิกำลังบิณฑบาตด้วยกิริยาสำรวมงดงามผิดปกติ จึงติดตามไปสอบถามคำสอนของพระศาสดา ได้ฟังคาถาสั้นๆ ว่า 'ธรรมใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตทรงแสดงเหตุแห่งธรรมนั้น' แล้วบรรลุโสดาบันทันที จึงนำไปบอกพระโมคคัลลานะสหายเก่าซึ่งก็บรรลุธรรมเช่นกัน ทั้งสองจึงชวนปริพาชกบริวาร ๒๕๐ คนออกจากสำนักอาจารย์สัญชัยไปเฝ้าพระพุทธเจ้าและอุปสมบททั้งหมด ต่อมาชาวเมืองพากันตำหนิว่าพระพุทธเจ้าทำให้ตระกูลขาดผู้สืบสกุลเพราะกุลบุตรออกบวชกันมาก แต่พระองค์ตรัสว่าเสียงครหานี้จะหายไปเองภายในเจ็ดวัน และให้ภิกษุตอบโต้ด้วยค
- หน้า ๘๐–๙๑ กำเนิดอุปัชฌายวัตร และหน้าที่ของศิษย์ต่ออุปัชฌาย์ เมื่อภิกษุใหม่ที่ไม่มีใครดูแลอบรมสั่งสอน นุ่งห่มไม่เรียบร้อย ประพฤติตัวไม่งามขณะบิณฑบาต จนชาวบ้านพากันตำหนิ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติให้มี 'อุปัชฌาย์' คอยดูแลศิษย์ผู้บวชใหม่ดุจบิดากับบุตร พร้อมกำหนดวิธีขอเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการ จากนั้นทรงวางรายละเอียดหน้าที่ที่ศิษย์พึงปฏิบัติต่ออุปัชฌาย์อย่างละเอียดยิบ ตั้งแต่การรับใช้ประจำวันเรื่องอาหารที่พัก การดูแลบาตรจีวร ไปจนถึงการดูแลเมื่ออุปัชฌาย์เจ็บป่วยหรือมีปัญหากับสงฆ์ ทั้งหมดนี้เพื่อให้ครูกับศิษย์เคารพกันดุจพ่อลูก อันจะทำให้พระศาสนาเจริญรุ่งเรือง
- หน้า ๙๑–๑๐๑ หน้าที่ของอุปัชฌาย์ต่อศิษย์ และการประณามศิษย์ที่ไม่เชื่อฟัง พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติหน้าที่ของอุปัชฌาย์ที่พึงปฏิบัติต่อศิษย์เป็นการตอบแทน คือต้องสอนธรรมวินัย แบ่งปันบาตรจีวรและของใช้เมื่อศิษย์ขาดแคลน พยาบาลดูแลยามเจ็บป่วย ช่วยคลี่คลายความไม่สบายใจหรือความเข้าใจผิดในธรรมของศิษย์ และขวนขวายช่วยเหลือเมื่อศิษย์ต้องโทษทางวินัย เมื่อมีศิษย์ไม่ยอมทำหน้าที่ของตน พระองค์จึงทรงอนุญาตให้อุปัชฌาย์ 'ประณาม' หรือไล่ออกจากการปกครองได้ พร้อมกำหนดวิธีขอขมาและการให้อภัยกัน และทรงแสดงคุณสมบัติ ๕ ประการที่จะบ่งชี้ว่าศิษย์คนใดควรหรือไม่ควรถูกประณาม โดยดูจากความรัก ความเลื่อมใส
- หน้า ๑๐๑–๑๐๙ กำเนิดพิธีอุปสมบทแบบญัตติจตุตถกรรม และข้อกำหนดเรื่องพรรษาผู้ให้บวช มีพราหมณ์ยากจนคนหนึ่งขอบวชแต่ภิกษุไม่รับ จนซูบผอมหมดกำลังใจ พระพุทธเจ้าตรัสถามว่ามีใครระลึกถึงบุญคุณของเขาได้บ้าง พระสารีบุตรระลึกได้ว่าเคยรับบิณฑบาตจากพราหมณ์ผู้นี้ พระองค์จึงให้พระสารีบุตรบวชให้เป็นการตอบแทนบุญคุณ เหตุการณ์นี้นำไปสู่การยกเลิกวิธีบวชแบบเดิมที่ใช้เพียงการถึงไตรสรณคมน์ แล้วทรงบัญญัติวิธีบวชใหม่ที่ต้องสวดประกาศต่อหน้าสงฆ์และขอมติเห็นชอบสามครั้ง ซึ่งใช้สืบมาจนถึงปัจจุบัน จากนั้นยังทรงกำหนดว่าผู้จะบวชต้องเป็นฝ่ายขอร้องเองไม่ใช่ถูกจับบวช ทรงสอนปัจจัยสี่ที่ภิกษุใหม่พึงอาศัยตลอดชีวิต แ
- หน้า ๑๐๙–๑๑๒ อุปัชฌาย์ต้องฉลาดสามารถ และกำเนิดตำแหน่งอาจารย์ แม้จะมีพรรษาครบสิบแล้ว แต่บางรูปยังโง่เขลาไม่ฉลาดกลับให้อุปสมบทแก่ศิษย์ที่ฉลาดกว่าตน จนถึงขั้นศิษย์บางคนโต้เถียงชนะอุปัชฌาย์แล้วหันไปเข้าลัทธิอื่น พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติว่าต้องเป็นภิกษุผู้ฉลาดสามารถเท่านั้นจึงให้อุปสมบทได้ นอกจากนี้เมื่ออุปัชฌาย์หลีกหนีไป สึก มรณภาพ หรือไปเข้ารีตศาสนาอื่น ทำให้ศิษย์ไม่มีผู้ดูแลจนประพฤติไม่เรียบร้อยอีกครั้ง พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้มี 'อาจารย์' คอยทำหน้าที่ดูแลแทนอุปัชฌาย์ได้ในกรณีเช่นนี้
- หน้า ๑๑๒–๑๒๐ หน้าที่ของศิษย์ต่ออาจารย์ เมื่อทรงตั้งตำแหน่ง 'อาจารย์' ขึ้นแล้ว พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติหน้าที่ที่ศิษย์ผู้ถือนิสสัยอาจารย์พึงปฏิบัติ ซึ่งมีรายละเอียดเหมือนกับหน้าที่ของสัทธิวิหาริกต่ออุปัชฌาย์ทุกประการ ทั้งการรับใช้ประจำวัน การดูแลบาตรจีวรที่พักอาศัย การปรนนิบัติเวลาอาบน้ำหรือเข้าเรือนไฟ ตลอดจนการดูแลเมื่ออาจารย์เจ็บป่วยหรือมีปัญหากับสงฆ์ สะท้อนให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับศิษย์มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าอุปัชฌาย์กับสัทธิวิหาริก
- หน้า ๑๒๐–๑๒๗ หน้าที่ของอาจารย์ต่อศิษย์ ในทางกลับกัน พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติหน้าที่ของอาจารย์ที่พึงปฏิบัติต่อศิษย์เป็นการตอบแทน เช่นเดียวกับหน้าที่ของอุปัชฌาย์ต่อสัทธิวิหาริก คือต้องสงเคราะห์สั่งสอนธรรมวินัย แบ่งปันบาตรจีวรและของใช้เมื่อศิษย์ขาดแคลน พยาบาลดูแลยามเจ็บป่วย ช่วยคลี่คลายความสงสัยหรือความเข้าใจผิดของศิษย์ และขวนขวายช่วยเหลือเมื่อศิษย์มีปัญหาทางวินัยกับสงฆ์ เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายต่างพึ่งพาอาศัยกันดุจพ่อกับลูก
- หน้า ๑๒๗–๑๓๐ การประณามศิษย์ผู้ไม่ประพฤติชอบ และจุดเริ่มต้นข้อกำหนดความฉลาดของอาจารย์ เช่นเดียวกับกรณีอุปัชฌาย์กับสัทธิวิหาริก พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้อาจารย์ประณามหรือไล่ศิษย์ที่ไม่ประพฤติตามหน้าที่ออกจากการปกครองได้ พร้อมกำหนดวิธีขอขมาและการให้อภัยกัน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ทำตามต้องอาบัติทุกกฏ และทรงแสดงคุณสมบัติ ๕ ประการที่บ่งชี้ว่าศิษย์คนใดควรหรือไม่ควรถูกประณาม โดยพิจารณาจากความรักความเคารพที่มีต่ออาจารย์เช่นเดียวกับกรณีก่อนหน้า ในตอนท้ายเริ่มมีเรื่องอาจารย์ผู้โง่เขลาให้ศิษย์ถือนิสสัยทั้งที่ตนเองด้อยความรู้กว่าศิษย์ ซึ่งจะนำไปสู่การกำหนดคุณสมบัติของอาจารย์ต่อไปในเนื้อหาถัดจากน
- หน้า ๑๓๑–๑๔๓ คุณสมบัติของภิกษุผู้เป็นอุปัชฌาย์ ผู้ให้นิสสัย และผู้รับสามเณร (ต่อ) เนื้อหาต่อเนื่องจากตอนก่อนหน้า แจกแจงเป็นชุดๆ ว่าภิกษุที่จะทำหน้าที่เป็นพระอุปัชฌาย์ ให้ที่พึ่ง (นิสสัย) แก่ภิกษุอื่น หรือรับสามเณรไว้ดูแล ต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนเพียงพอ เช่น มีศีล สมาธิ ปัญญา ความหลุดพ้น และความรู้แจ้งในความหลุดพ้นอย่างสมบูรณ์ มีศรัทธา ละอายและเกรงกลัวต่อบาป ขยันหมั่นเพียร มีสติ รู้จักอาบัติหนักเบา และต้องบวชมาแล้วอย่างน้อย ๑๐ พรรษา หากขาดคุณสมบัติเหล่านี้จะรับหน้าที่ดังกล่าวไม่ได้ เพราะจะทำให้ศิษย์ขาดผู้แนะนำที่ดีและเสียหายในธรรมวินัย
- หน้า ๑๔๓–๑๔๘ ติตถิยปริวาส: เดียรถีย์เก่าขอบวชใหม่ นักบวชนอกศาสนา (เดียรถีย์) ที่เคยขอบวชในพระธรรมวินัยแล้วกลับไปเข้ารีตลัทธิเดิม เมื่อกลับมาขอบวชใหม่จะไม่ได้รับอนุญาตอีก ส่วนเดียรถีย์อื่นที่ไม่เคยทำเช่นนั้นต้องอยู่ปริวาส (ช่วงทดลอง) ๔ เดือนก่อนจึงจะบวชได้ โดยดูพฤติกรรมว่าเลื่อมใสจริงหรือไม่ เช่น เข้าบ้านผิดเวลา หรือคบหาหญิงหม้าย ยกเว้นชฎิลบูชาไฟที่เชื่อเรื่องกรรมอยู่แล้วและผู้ที่เป็นศากยะโดยกำเนิด ไม่ต้องอยู่ปริวาส
- หน้า ๑๔๘–๑๕๗ ข้อห้ามอุปสมบทบุคคลมีปัญหาสังคม: หมอชีวก ทหาร โจรองคุลิมาล และผู้ร้ายประเภทต่างๆ เกิดโรคระบาด ๕ ชนิดในแคว้นมคธ คนป่วยที่หมอชีวกโกมารภัจจ์ไม่ว่างรักษาจึงลอบมาบวชเพื่อให้พระและหมอชีวกช่วยดูแลแทน หมอชีวกจึงทูลขอให้ห้ามบวชคนป่วยหนักที่หวังเพียงการรักษา จากนั้นมีเหตุการณ์คล้ายกันต่อเนื่อง เช่น ทหารหนีราชการมาบวชจนพระเจ้าพิมพิสารทรงขอร้อง โจรองคุลิมาลบวชทำให้ชาวบ้านหวาดกลัว และคนร้ายหลายประเภท (คนแหกคุก คนถูกประกาศจับ คนถูกเฆี่ยนหรือสักหน้าเป็นโทษ ลูกหนี้ ทาสหนีนาย เด็กที่พ่อแม่ตามหา) หนีมาบวชเพื่อหลบปัญหา พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามบวชบุคคลเหล่านี้ทั้งหมด เพื่อไม่ให้สงฆ์กลายเป็นที่หลบซ
- หน้า ๑๕๗–๑๕๙ เด็กชายสัตตรสวัคคีย์ (อุบาลี) และกำหนดอายุขั้นต่ำอุปสมบท ๒๐ ปี เด็กชาย ๑๗ คนในราชคฤห์ นำโดยเด็กชายอุบาลี ได้ยินพ่อแม่ปรึกษากันเรื่องจะให้ลูกเรียนวิชาใดเพื่อเลี้ยงชีพในอนาคตโดยไม่ลำบาก จึงพากันหนีไปขอบวชแทนการเรียนวิชาที่ยากลำบาก แต่เมื่อบวชแล้วหิวกลางดึกก็พากันร้องไห้ขอข้าว สร้างความเดือดร้อนแก่สงฆ์ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติว่าผู้จะอุปสมบทเป็นภิกษุต้องมีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ เพราะคนอายุน้อยกว่านั้นยังทนความยากลำบากของชีวิตนักบวชไม่ไหว
- หน้า ๑๕๙–๑๖๑ กำหนดอายุสามเณรและข้อจำกัดจำนวนสามเณรต่อภิกษุหนึ่งรูป ครอบครัวหนึ่งตายด้วยอหิวาตกโรคเหลือแต่พ่อลูก เด็กน้อยติดตามพ่อที่บวชไปขอส่วนแบ่งอาหารบิณฑบาตจนถูกครหาว่าพระมีลูก จึงห้ามบวชเด็กอายุต่ำกว่า ๑๕ ปี แต่ต่อมามีเด็กกำพร้าสองคนในความอุปการะของพระอานนท์เสี่ยงจะเสียคนเพราะอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ พระพุทธเจ้าจึงทรงผ่อนผันให้บวชเด็กที่ยังไม่ถึง ๑๕ ปีได้หากเด็กนั้นพอช่วยเหลือตัวเองได้บ้างแล้ว (เรียกว่า "ไล่กาได้") และยังทรงห้ามภิกษุรูปเดียวรับสามเณรไว้ในปกครองเกิน ๒ รูป หลังสามเณรสองรูปของพระอุปนันทะประพฤติผิดต่อกัน
- หน้า ๑๖๑–๑๖๗ การถือนิสสัย: ผ่อนเกณฑ์จากพรรษา ๑๐ เหลือ ๕ สำหรับภิกษุผู้ฉลาด พระพุทธเจ้าเสด็จจาริกไปทักขิณาคีรีพร้อมภิกษุจำนวนน้อย เพราะภิกษุส่วนใหญ่ยังติดกฎที่ต้องพึ่งพิง (ถือนิสสัย) กับอุปัชฌาย์อาจารย์จนครบ ๑๐ พรรษาจึงจะพ้นได้ ทำให้ไม่กล้าติดตามเสด็จไปไกล ชาวบ้านก็ตำหนิว่าพระสงฆ์ไม่รู้ทิศทาง พระองค์จึงทรงผ่อนผันให้ภิกษุที่มีความสามารถเพียงพอ (ฉลาด รู้อาบัติ รู้พระปาฏิโมกข์) พ้นจากการถือนิสสัยได้เมื่อบวชครบเพียง ๕ พรรษา ส่วนภิกษุที่ยังไม่มีความสามารถพอต้องถือนิสสัยต่อไปตลอดชีวิต
- หน้า ๑๖๗–๑๖๙ พระราหุลกุมารทรงผนวชและกำหนดต้องได้รับอนุญาตจากบิดามารดา พระพุทธเจ้าเสด็จกลับกรุงกบิลพัสดุ์ พระนางยโสธราให้ราหุลกุมารไปทูลขอทรัพย์มรดกจากพระบิดา แต่พระพุทธเจ้ากลับให้พระสารีบุตรบวชราหุลเป็นสามเณรแทนการประทานทรัพย์ เมื่อพระเจ้าสุทโธทนะทรงทราบก็เสียพระทัยมาก เพราะเคยสูญเสียพระโอรสและหลานไปบวชมาก่อนแล้ว จึงกราบทูลขอให้บัญญัติว่าจะบวชบุตรของใครต้องได้รับอนุญาตจากบิดามารดาก่อน พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตตามนั้น และในคราวนี้ทรงอนุญาตวิธีบวชสามเณรด้วยการถึงไตรสรณคมน์
- หน้า ๑๖๙–๑๗๒ ระเบียบสามเณร: ศีล ๑๐ ประการ และการลงทัณฑกรรม หลังราหุลบวชแล้ว เกิดคำถามว่าภิกษุรูปเดียวจะดูแลสามเณรได้กี่รูป พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ดูแลได้มากกว่าหนึ่งรูปตามกำลังที่จะสั่งสอนได้ทั่วถึง จากนั้นทรงบัญญัติศีล ๑๐ ประการสำหรับสามเณรเมื่อสามเณรสงสัยว่าตนต้องรักษาศีลกี่ข้อ และเมื่อสามเณรบางกลุ่มไม่เคารพยำเกรงภิกษุ ทรงอนุญาตให้ลงทัณฑกรรม เช่น ห้ามเข้าเขตวัดหรือห้ามรับอาหารชั่วคราว แต่ก็ทรงห้ามลงโทษเกินขอบเขตจนสามเณรทนไม่ไหวถึงกับหนีไปเข้าลัทธิอื่น
- หน้า ๑๗๒–๑๗๕ บุคคลต้องห้ามบวชหรือต้องขับไล่: บัณเฑาะก์ ผู้แสร้งปลอมตัวเป็นพระ และผู้เข้ารีดศาสนาอื่น สามเณรกัณฏกะประพฤติผิดประเวณีกับภิกษุณี ทำให้ทรงกำหนดเหตุ ๑๐ ประการที่ต้องขับไล่สามเณรออกจากศาสนา ต่อมาบัณเฑาะก์ (กะเทย) ที่บวชแล้วชักชวนผู้อื่นร่วมประเวณีจนเสื่อมเสีย จึงห้ามบวชบัณเฑาะก์ และคนยากจนคนหนึ่งที่ปลอมตัวสวมผ้ากาสาวพัสตร์เข้าไปอาศัยอยู่ในหมู่สงฆ์โดยไม่ได้บวชจริง (เถยยสังวาสก) รวมถึงผู้เคยบวชแล้วไปเข้ารีตศาสนาอื่นแล้วกลับมาปลอมเป็นพระอีก บุคคลเหล่านี้ห้ามบวชและหากบวชไปแล้วต้องถูกไล่ออกจากหมู่สงฆ์
- หน้า ๑๗๕–๑๗๗ นาคแปลงกายขอบวช นาคตัวหนึ่งเบื่อหน่ายกำเนิดสัตว์เดรัจฉาน จึงแปลงกายเป็นมาณพมาขอบวชและบวชได้สำเร็จ แต่คืนหนึ่งขณะเพื่อนภิกษุออกไปเดินจงกรม นาคเผลอหลับก็กลับคืนร่างเป็นงูใหญ่จนเต็มกุฏิ ทำให้ภิกษุตกใจร้องลั่น เมื่อความทราบถึงพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสว่าสัตว์เดรัจฉานไม่อาจบรรลุธรรมในศาสนานี้ได้ จึงให้นาคสึกออกไป แต่ประทานพรให้รักษาอุโบสถศีลในวันพระแทน และทรงบัญญัติห้ามบวชสัตว์เดรัจฉานทุกชนิดนับแต่นั้น
- หน้า ๑๗๗–๑๘๔ บุคคลต้องห้ามอุปสมบทเพิ่มเติมและผู้พิการ ๓๒ จำพวก ทรงบัญญัติห้ามบวชผู้ทำกรรมหนักหลายจำพวก ได้แก่ ผู้ฆ่ามารดา ฆ่าบิดา ฆ่าพระอรหันต์ (สืบเนื่องจากเหตุภิกษุถูกโจรปล้นและภิกษุณีถูกข่มขืนระหว่างเดินทาง) ผู้ทำร้ายจนพระพุทธเจ้าห้อพระโลหิต ผู้ทำสังฆเภท และผู้มีเพศสภาพสองเพศ พร้อมทั้งห้ามบุคคลเหล่านี้เป็นอุปัชฌาย์ด้วย นอกจากนี้ยังห้ามบวชผู้ไม่มีบาตรหรือจีวรเป็นของตนเอง และห้ามบวชผู้มีร่างกายพิการหรือผิดปกติถึง ๓๒ จำพวก เช่น มือขาด เท้าขาด หูขาด จมูกขาด หลังค่อม เตี้ยแคระ เป็นโรคเรื้อน เคยถูกเฆี่ยนหรือสักหน้าเป็นโทษ ตาบอด หูหนวก เป็นใบ้ และชราทุพพลภาพ เพ
- หน้า ๑๘๔–๑๘๙ ระเบียบนิสสัยของภิกษุอลัชชี การขานชื่อโคตร และการซักถามอันตรายิกธรรมก่อนบวช ทรงห้ามให้นิสสัยหรือพำนักอยู่กับภิกษุที่ไม่มีความละอาย (อลัชชี) เพราะจะพลอยเสียไปด้วย และให้รอสังเกตพฤติกรรม ๔-๕ วันก่อนตัดสิน ส่วนภิกษุที่เดินทางไกล อาพาธ พยาบาลไข้ หรืออยู่ป่าสงบเหมาะแก่การปฏิบัติ ทรงอนุญาตให้ไม่ต้องถือนิสสัยในบางกรณี นอกจากนี้ยังมีเรื่องการขานชื่อโคตรแทนชื่อเมื่อไม่กล้าเอ่ยชื่อพระเถระ วิธีอุปสมบทพร้อมกันหลายรูป เรื่องพระกุมารกัสสปะที่นับอายุพรรษาตั้งแต่ปฏิสนธิในครรภ์มารดา และการวางระเบียบซักถาม "อันตรายิกธรรม" (คุณสมบัติที่เป็นอุปสรรคต่อการบวช เช่น เป็นโรคร้าย เป็นทาส เป็นหนี
- หน้า ๑๘๙–๑๙๒ กรรมวาจาอุปสมบทฉบับสมบูรณ์ (ญัตติจตุตถกรรม) แสดงขั้นตอนพิธีอุปสมบทแบบเต็มรูปแบบ ตั้งแต่ผู้ขอบวชเข้าไปกราบขอนิสสัยจากสงฆ์ พระอาจารย์ผู้ซักถามตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้นเป็นการส่วนตัวก่อน แล้วจึงนำเข้าที่ประชุมสงฆ์เพื่อซักถามอย่างเป็นทางการอีกครั้ง จนถึงคำประกาศญัตติและคำสวดขอมติถึงสามครั้งเพื่อให้สงฆ์ลงมติรับรองว่าการอุปสมบทสำเร็จสมบูรณ์เป็นภิกษุโดยชอบ
- หน้า ๑๙๒–๑๙๓ นิสสัย ๔ ประการที่ต้องบอกภิกษุใหม่ หลังอุปสมบทเสร็จทันที ต้องบอกให้ภิกษุใหม่ทราบเรื่อง "นิสสัย ๔" คือปัจจัยพื้นฐานสี่อย่างที่นักบวชพึงอาศัยเลี้ยงชีวิตไปตลอด ได้แก่ อาหารจากการบิณฑบาต ผ้าเก่าที่คนทิ้งแล้ว (บังสุกุล) ที่พักอาศัยตามโคนไม้ และยาที่ดองด้วยน้ำมูตรเน่า พร้อมทั้งบอกถึงลาภพิเศษที่อาจได้รับเพิ่มเติมนอกเหนือจากสิ่งพื้นฐานเหล่านี้ เพื่อให้ภิกษุใหม่รู้จักความเป็นอยู่อย่างสมถะที่แท้จริงของนักบวช
- หน้า ๑๙๓–๑๙๕ อกรณียกิจ ๔ (ข้อห้ามเด็ดขาดสำหรับภิกษุใหม่) ต้องบอกภิกษุใหม่ถึง "อกรณียกิจ ๔" คือข้อห้ามเด็ดขาด ได้แก่ ห้ามเสพเมถุน ห้ามลักทรัพย์ ห้ามฆ่ามนุษย์ และห้ามอวดอ้างคุณวิเศษที่ไม่มีจริงในตน หากทำผิดข้อใดข้อหนึ่งถือว่าขาดจากความเป็นสมณะทันที เปรียบเหมือนคนถูกตัดศีรษะ ใบไม้เหลืองที่หลุดจากขั้ว หินที่แตกเป็นสองเสี่ยง หรือต้นตาลที่ถูกตัดยอดแล้วไม่อาจกลับคืนสภาพเดิมได้อีก มีเรื่องเล่าประกอบว่าภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งถูกเพื่อนทิ้งให้เดินทางกลับคนเดียว แล้วพบภรรยาเก่าที่ชักชวนให้เสพเมถุนธรรมจนยินยอมทำผิด จึงเป็นต้นเหตุให้ทรงบัญญัติเรื่องนี้
- หน้า ๑๙๕ ภิกษุถูกอุกเขปนียกรรมเพราะไม่ยอมรับอาบัติ (เริ่มเรื่อง) เริ่มต้นเรื่องภิกษุรูปหนึ่งที่ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม (ตัดสิทธิ์ชั่วคราว) เพราะไม่ยอมรับว่าตนต้องอาบัติ แล้วสึกออกไปก่อนจะกลับมาขอบวชใหม่ พระพุทธเจ้าทรงเริ่มวางหลักว่าก่อนจะบวชให้ต้องถามผู้นั้นก่อนว่าจะยอมรับอาบัติที่ต้องหรือไม่ เนื้อหาส่วนนี้ยังไม่จบและมีความต่อเนื่องไปยังหน้าถัดไป
- หน้า ๑๙๖–๒๐๐ ปิดท้ายมหาขันธกะ: การรับภิกษุที่ถูกสงฆ์ลงโทษกลับเข้าหมู่ อธิบายขั้นตอนเมื่อภิกษุที่ถูกสงฆ์ประกาศตัดขาด (เพราะไม่ยอมรับว่าทำผิด ไม่ยอมแก้ไข หรือยึดถือความเห็นผิด) กลับใจมาขอบวชหรือขอกลับเข้าหมู่สงฆ์อีกครั้ง สงฆ์ต้องสอบถามให้แน่ใจก่อนว่าเขายอมรับผิดและจะแก้ไขจริงจึงจะรับกลับได้ หากยังไม่ยอมรับก็ยังต้องถูกกันออกจากหมู่ต่อไป จบเนื้อหาแล้วมีคาถาสรุปเรื่องราวทั้งหมด ๑๗๒ เรื่องในมหาขันธกะปิดท้ายบทนี้
- หน้า ๒๐๑–๒๐๙ กำเนิดอุโบสถขันธกะ: พระเจ้าพิมพิสารทูลขอให้สงฆ์ประชุม และการสวดปาติโมกข์ พระเจ้าพิมพิสารทรงสังเกตว่านักบวชศาสนาอื่นมีธรรมเนียมประชุมแสดงธรรมกันทุกวัน ๘ ค่ำ ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ จนคนนิยมมาฟัง จึงทูลขอให้พระสงฆ์ทำเช่นเดียวกันบ้าง พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ประชุมกัน แต่แรกภิกษุนั่งเงียบไม่พูดอะไรจนถูกชาวบ้านตำหนิว่าเหมือนหมูใบ้ จึงทรงอนุญาตให้แสดงธรรม และในที่สุดทรงกำหนดให้การสวดพระปาติโมกข์ (ทบทวนศีลของภิกษุร่วมกัน) เป็นกิจกรรมหลักของวันอุโบสถ พร้อมอธิบายความหมายของถ้อยคำในคำเปิดพิธี และกำหนดให้สวดเพียงครั้งเดียวต่อครึ่งเดือนโดยภิกษุทั้งหมดในเขตต้องพร้อมเพรียงกัน ห้ามแยกทำเป็นกล
- หน้า ๒๐๙–๒๑๙ การกำหนดเขตสีมาและสถานที่ทำอุโบสถ เมื่อนิยาม "ความพร้อมเพรียง" ว่าหมายถึงภิกษุในอาวาสเดียวกัน จึงต้องมีวิธีกำหนดขอบเขต (สีมา) ที่ชัดเจน โดยใช้สิ่งที่มองเห็นได้ เช่น ภูเขา ก้อนหิน ต้นไม้ แม่น้ำ เป็นเครื่องหมายเขต แล้วให้สงฆ์ประกาศรับรองด้วยญัตติ พระฉัพพัคคีย์เคยกำหนดเขตใหญ่เกินไปถึง ๖ โยชน์จนภิกษุเดินทางลำบาก จึงทรงจำกัดไม่เกิน ๓ โยชน์ ห้ามกำหนดเขตคาบแม่น้ำเพราะพัดพาคนและของหาย และห้ามกำหนดเขตซ้อนทับเขตเดิม นอกจากนี้ยังมีเรื่องการจัดสถานที่ประชุม (อุโบสถาคาร) ที่ต้องประกาศให้ชัดเจนไม่ให้มีสองแห่งปนกันในอาวาสเดียว และเรื่องพระมหาก
- หน้า ๒๑๙–๒๒๒ ประเภทของวันอุโบสถ สังฆกรรม และการสวดปาติโมกข์แบบย่อ สรุปว่าวันอุโบสถมี ๒ แบบคือ ๑๔ ค่ำและ๑๕ ค่ำ ส่วนการทำสังฆกรรมมี ๔ แบบตามว่าถูกธรรมหรือไม่และพร้อมเพรียงหรือไม่ แต่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตเฉพาะแบบที่ถูกธรรมและพร้อมเพรียงเท่านั้น จากนั้นอธิบายวิธีสวดปาติโมกข์ ๕ ระดับ ตั้งแต่สวดเต็มรูปแบบไปจนถึงสวดย่อเพียงคำนำ ซึ่งปกติต้องสวดเต็ม แต่หากมีอันตรายเฉพาะหน้า เช่น ภัยจากโจร ไฟไหม้ น้ำท่วม สัตว์ร้าย หรือภัยต่อชีวิต จึงอนุญาตให้สวดแบบย่อได้เพื่อความปลอดภัย
- หน้า ๒๒๒–๒๒๗ ระเบียบการพูด ถามตอบวินัย และโจทอาบัติในท่ามกลางสงฆ์ กำหนดว่าการแสดงธรรมหรือถามตอบเรื่องพระวินัยในที่ประชุมสงฆ์ต้องได้รับการอาราธนาหรือแต่งตั้งอย่างเป็นทางการก่อน จะพูดเองตามใจไม่ได้ เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะพระฉัพพัคคีย์ใช้อำนาจข่มขู่ภิกษุผู้ดีที่กล้าซักถามหรือกล่าวโทษตน จึงต้องมีการ "ชั่งดูตัวบุคคล" ก่อนอนุญาตให้ถาม ตอบ หรือกล่าวโทษ นอกจากนี้ยังมีเรื่องพระอุทายีผู้มีเสียงเหมือนกาซึ่งพยายามสวดให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ก็ไม่ถือว่าผิด และพระเทวทัตที่แสดงพระปาติโมกข์ให้คฤหัสถ์ฟังซึ่งเป็นสิ่งต้องห้าม ปิดท้ายด้วยกฎว่าการสวดปาติโมกข์ต้องอยู่ในความควบคุมของพร
- หน้า ๒๒๗–๒๓๔ โจทนาวัตถุ: พระเถระไม่รู้ระเบียบอุโบสถ และหน้าที่เตรียมงาน เล่าเรื่องอาวาสหนึ่งที่พระเถระโง่เขลาไม่รู้จักวิธีทำอุโบสถเลย พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้ภิกษุที่ฉลาดกว่าเป็นผู้นำแทน และอีกกรณีหนึ่งที่ภิกษุทั้งหมู่ไม่มีใครรู้เรื่องเลยสักรูป จึงต้องส่งภิกษุรูปหนึ่งไปเรียนพระปาติโมกข์จากอาวาสใกล้เคียงแล้วกลับมาสอนหมู่คณะ ต่อมาชาวบ้านตำหนิภิกษุที่ถามแล้วตอบไม่ได้ว่าวันนี้เป็นข้างขึ้นหรือข้างแรมกี่ค่ำ จึงทรงให้ภิกษุทุกรูปฝึกนับวันและนับจำนวนภิกษุในหมู่ให้เป็น สุดท้ายทรงกำหนดหน้าที่เตรียมความพร้อมก่อนอุโบสถ เช่น ประกาศบอกวัน กวาดสถานที่ ปูอาสนะ จุดตะเกียง ซึ่งพระเถ
- หน้า ๒๓๔–๒๔๒ การมอบปาริสุทธิ-ฉันทะแทนตัว และเรื่องพระคัคคะภิกษุวิกลจริต สำหรับภิกษุที่ป่วยไม่สามารถมาร่วมอุโบสถได้ ทรงอนุญาตให้ฝากคำประกาศความบริสุทธิ์ (ปาริสุทธิ) หรือฝากความยินยอมทำสังฆกรรม (ฉันทะ) ผ่านภิกษุอีกรูปหนึ่งไปแจ้งแทน พร้อมวางกฎละเอียดว่าหากผู้นำสารตายหรือสึกระหว่างทางจะทำอย่างไร ถ้าตั้งใจไม่แจ้งถือว่ามีความผิด แต่ถ้าลืมโดยไม่ได้ตั้งใจไม่ถือว่าผิด นอกจากนี้ยังมีกรณีภิกษุถูกญาติ พระราชา โจร หรือศัตรูควบคุมตัวไว้ในวันอุโบสถพอดี ให้เจรจาขอปล่อยตัวชั่วคราว ปิดท้ายด้วยเรื่องพระคัคคะผู้เป็นบ้า จำอะไรไม่ได้และมาร่วมอุโบสถไม่ได้ พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้สงฆ์ประ
- หน้า ๒๔๒–๒๔๗ วิธีทำอุโบสถตามจำนวนภิกษุ และการแสดงอาบัติก่อนอุโบสถ อธิบายว่าหากอาวาสหนึ่งมีภิกษุอยู่เพียง ๔, ๓, ๒ หรือแม้แต่ ๑ รูป ก็ยังทำอุโบสถได้ด้วยวิธีที่ต่างกัน เช่น ๔ รูปขึ้นไปสวดปาติโมกข์ตามปกติ ๒-๓ รูปให้บอกความบริสุทธิ์แก่กันแทนการสวด ส่วนรูปเดียวให้ตั้งใจอธิษฐานว่าวันนี้เป็นวันอุโบสถของตน จากนั้นวางกฎว่าก่อนทำอุโบสถ ภิกษุที่รู้ตัวว่าทำผิดต้องแสดงอาบัติ (สารภาพ) เสียก่อน หากยังสงสัยว่าผิดหรือไม่ให้ตั้งใจว่าจะแก้ไขภายหลัง และห้ามภิกษุที่ต้องอาบัติชนิดเดียวกันแสดงหรือรับฟังการแสดงอาบัติของกันและกัน เพราะจะไม่เป็นผล
- หน้า ๒๔๗–๒๕๑ เมื่อสงฆ์ทั้งหมู่ต้องอาบัติชนิดเดียวกันพร้อมกัน กรณีพิเศษที่ภิกษุทั้งอาวาสทำผิดชนิดเดียวกันหมดในวันเดียวกัน จึงไม่มีใครบริสุทธิ์พอจะรับฟังคำสารภาพของกันได้ ทางแก้คือส่งภิกษุรูปหนึ่งไปแสดงอาบัติที่อาวาสอื่นก่อนแล้วจึงกลับมา หรือรอจนกว่าจะมีภิกษุที่บริสุทธิ์มาเยือน มีเรื่องเล่าว่าเมื่อภิกษุอาคันตุกะผู้รู้ธรรมวินัยมาช่วยชี้ว่าการกระทำนั้นต้องอาบัติอะไร ภิกษุรูปหนึ่งยอมรับผิดและแก้ไขตาม แต่ภิกษุที่เหลือกลับไม่ยอมรับคำแนะนำเพราะมาจากผู้เยาว์กว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่มีใครบังคับให้ผู้อื่นแสดงอาบัติโดยขัดใจได้ ปิดท้ายเรื่องราวชุด "โจทนาวัตถุ" ในตอนน
- หน้า ๒๕๑–๒๖๐ กรณีศึกษาการทำอุโบสถเมื่อมีภิกษุมาไม่ครบ (ยังไม่จบ) เป็นชุดกรณีศึกษาที่ไล่เรียงอย่างละเอียดว่า เมื่อภิกษุกลุ่มหนึ่งในเขตประชุมทำอุโบสถโดยไม่รู้ว่ายังมีภิกษุอื่นในเขตเดียวกันที่ยังไม่มา แล้วภิกษุเหล่านั้นมาถึงภายหลังไม่ว่าจะมาก่อนสวดเสร็จ มาพอดีตอนสวดจบ หรือมาทีหลังมาก จะต้องทำอย่างไรและใครมีความผิดหรือไม่ นอกจากกรณีไม่รู้ตัวแล้ว ยังไล่เรียงกรณีที่สงสัยไม่แน่ใจ กรณีรังเกียจกลัวผิด และกรณีตั้งใจกีดกันไม่ให้ภิกษุอื่นมาร่วมด้วยเจตนาไม่ดี ซึ่งแต่ละกรณีให้ผลลงโทษต่างกัน ตั้งแต่ไม่มีความผิดเลยไปจนถึงอาบัติทุกกฏหรือถุลลัจจัย เนื้อหาส่วนนี้เป็นการไล่เรียง
- หน้า ๒๖๑–๒๗๐ กรณีศึกษาการทำอุโบสถระหว่างภิกษุอาวาสิกกับอาคันตุกะ และปิดท้ายอุโบสถขันธกะ เนื้อหาไล่เรียงกรณีต่างๆ ที่ภิกษุเจ้าถิ่น (อาวาสิก) กับภิกษุผู้มาใหม่ (อาคันตุกะ) เห็นหรือได้ยินสัญญาณบ่งชี้ว่ามีภิกษุอีกฝ่ายอยู่ในวัด แต่ยังลังเลสงสัยและไม่ตรวจสอบให้แน่ใจก่อนทำอุโบสถ ว่าจะต้องอาบัติหรือไม่ในแต่ละสถานการณ์ จากนั้นกำหนดข้อห้ามไม่ให้สวดปาติโมกข์นำหน้าที่ประชุมซึ่งมีบุคคลบางประเภทนั่งอยู่ เช่น ภิกษุณี สามเณร ผู้ถูกสงฆ์ยกวัตร คนฆ่าบิดามารดา และคนไม่มีเพศชัดเจน ปิดท้ายด้วยคาถาสรุปเรื่องราวทั้งหมดในอุโบสถขันธกะรวม ๘๖ เรื่อง
- หน้า ๒๗๑–๒๗๓ กำเนิดวัสสูปนายิกขันธกะและกำหนดฤดูเข้าพรรษา ชาวบ้านตำหนิภิกษุที่เที่ยวจาริกไปตลอดทั้งปีแม้ในฤดูฝน เพราะเหยียบย่ำต้นข้าวและทำสัตว์เล็กสัตว์น้อยตายเสียหาย พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้ภิกษุหยุดจาริกและอยู่ประจำที่ในช่วงฤดูฝน (จำพรรษา) โดยกำหนดวันเริ่มต้นได้ ๒ ช่วงคือ ปุริมิกา (ต้นฤดูฝน) และปัจฉิมิกา (เลื่อนออกไปอีก ๑ เดือน) พร้อมทรงห้ามออกจาริกระหว่างพรรษาโดยไม่มีเหตุจำเป็น และทรงอนุญาตให้เลื่อนวันเข้าพรรษาได้ตามคำขอของพระเจ้าพิมพิสาร
- หน้า ๒๗๓–๒๘๑ สัตตาหกรณียะเพื่อรับกิจนิมนต์จากผู้สร้างวิหารถวายสงฆ์ อุบาสกอุเทนะสร้างวิหารถวายสงฆ์แล้วส่งคนมานิมนต์ภิกษุให้มารับไทยทานและฟังธรรมระหว่างพรรษา แต่ภิกษุปฏิเสธเพราะติดกฎห้ามออกจากที่จำพรรษา ทำให้อุบาสกน้อยใจและตำหนิ พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้ภิกษุลาออกไปได้ชั่วคราวไม่เกิน ๗ วัน (เรียกว่าสัตตาหกรณียะ) เมื่อมีทายกไม่ว่าชายหรือหญิง คฤหัสถ์หรือบรรพชิต ส่งคนมานิมนต์เนื่องในโอกาสสร้างสิ่งปลูกสร้างถวายสงฆ์หรือถวายบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยมีเงื่อนไขว่าต้องกลับมาภายในกำหนดเวลา
- หน้า ๒๘๑–๒๙๒ สัตตาหกรณียะกรณีเจ็บป่วย ปัญหาทางใจ ญาติป่วยไข้ และกิจของสงฆ์ ขยายกฎการลาออกนอกพรรษา ๗ วัน ให้ครอบคลุมภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร และสามเณรีที่เจ็บป่วย มีความไม่ยินดีในพรหมจรรย์ มีความรำคาญใจ มีความเห็นผิด หรือกำลังต้องโทษทางวินัยขั้นต่างๆ เช่น ต้องอยู่ปริวาสหรือมานัตต์ โดยสามารถส่งข่าวขอให้ภิกษุจากที่อื่นมาช่วยได้ และแม้ไม่มีการส่งข่าวก็ไปช่วยได้เองภายใน ๗ วัน นอกจากนี้ยังขยายสิทธินี้ให้ครอบคลุมกรณีบิดามารดาหรือญาติของภิกษุเจ็บป่วยและเรียกร้องให้มาเยี่ยม รวมถึงกรณีวิหารใหญ่ของสงฆ์ชำรุดเสียหายจนต้องรีบไปเจรจาเรื่องวัสดุก่อสร้าง
- หน้า ๒๙๒–๒๙๘ อันตรายที่ทำให้ออกพรรษาได้ (สัตว์ร้าย ภัยธรรมชาติ และการถูกล่อลวง) เมื่อภิกษุผู้จำพรรษาถูกรบกวนอย่างหนักจากสัตว์ร้าย งู โจร ผี ไฟไหม้ที่อยู่อาศัย หรือน้ำท่วมหมู่บ้านและเสนาสนะ ทรงอนุญาตให้หนีออกจากที่นั้นได้ทันทีโดยไม่ถือว่าขาดพรรษา เพราะเป็นอันตรายจริงที่ต้องรักษาชีวิตไว้ก่อน เช่นเดียวกับกรณีมีสตรี หญิงแพศยา หรือแม้พระราชาและโจรมาล่อลวงด้วยทรัพย์สินหรือการแต่งงานจนภิกษุรู้สึกว่าใจอาจหวั่นไหว หรือรู้ว่ามีภิกษุ/ภิกษุณีกลุ่มหนึ่งพยายามทำให้สงฆ์แตกแยก (สังฆเภท) ก็ให้รีบไปห้ามปรามหรือหลีกหนีเพื่อไม่ให้ตนพลอยพัวพัน
- หน้า ๒๙๘–๓๐๐ สถานที่ต้องห้ามสำหรับการจำพรรษา ทรงห้ามภิกษุจำพรรษาในโพรงต้นไม้และค่าคบไม้ เพราะชาวบ้านครหาว่าเหมือนปีศาจหรือพรานล่าเนื้อ ห้ามอยู่กลางแจ้งเพราะเมื่อฝนตกต้องวิ่งหาที่หลบ ห้ามอยู่โดยไม่มีที่พักที่เหมาะสมเพราะทนความหนาวร้อนไม่ไหว ห้ามอยู่ในกระท่อมเผาศพเพราะถูกมองว่าเป็นคนเผาศพ และห้ามอยู่ในร่มหรือในไหเพราะถูกมองว่าเป็นคนเลี้ยงสัตว์หรือนักบวชนอกศาสนา แต่ละกรณีล้วนเป็นเรื่องความเหมาะสมและภาพลักษณ์ของสงฆ์ในสายตาชาวบ้าน
- หน้า ๓๐๐–๓๐๑ กติกาห้ามบวชระหว่างพรรษาและหลานชายนางวิสาขาพลาดโอกาสบวช สงฆ์ในเมืองสาวัตถีตกลงกันตั้งกติกาว่าระหว่างพรรษาจะไม่บวชกุลบุตรให้ใคร หลานชายของนางวิสาขามิคารมาตาขอบวชแต่ถูกปฏิเสธตามกติกานี้ พอออกพรรษาแล้วภิกษุมาชวนบวชอีกครั้งกลับพบว่าเขาไม่อยากบวชอีกต่อไปแล้ว นางวิสาขาจึงตำหนิว่าไม่ควรมีการจำกัดโอกาสปฏิบัติธรรมด้วยกติกาเช่นนี้ พระพุทธเจ้าทรงเห็นด้วยและห้ามสงฆ์ตั้งกติกาแบบนี้อีกต่อไป
- หน้า ๓๐๑–๓๐๘ พระอุปนนทศากยบุตรผิดคำปฏิญาณจำพรรษาเพราะโลภจีวร และกฎเกณฑ์ปุริมิกา-ปัจฉิมิกา พระอุปนนทะรับปากพระเจ้าปเสนทิโกศลว่าจะไปจำพรรษาที่วัดหนึ่ง แต่ระหว่างทางเห็นวัดสองแห่งมีจีวรมากจึงแวะจำพรรษาที่นั่นแทนเพื่อหวังได้จีวรมากขึ้น ทำให้พระราชาทรงตำหนิว่าพูดเท็จผิดคำมั่นสัญญา พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติรายละเอียดว่าการนับว่าภิกษุ "เข้าพรรษาแล้ว" อย่างสมบูรณ์นั้นขึ้นอยู่กับว่าเมื่อไปถึงที่หมายแล้วได้อยู่ปฏิบัติกิจครบตามกำหนดหรือไม่ หากออกจากที่นั้นไปก่อนครบกำหนดด้วยเหตุต่างๆ จะถือว่ายังไม่ได้เข้าพรรษาจริงและต้องอาบัติฐานพูดเท็จ ปิดท้ายด้วยคาถาสรุปวัสสูปนายิกขันธกะรวม ๕๒ เรื่อง
- หน้า ๓๐๙–๓๑๓ มูควัตรและกำเนิดปวารณา ภิกษุกลุ่มหนึ่งที่จำพรรษาร่วมกันคิดค้นกติกาไม่พูดจากันตลอดพรรษา (มูควัตร) เพื่อให้อยู่ร่วมกันอย่างสงบไม่ทะเลาะกัน โดยแบ่งหน้าที่ดูแลกันด้วยสัญญาณไม่ต้องเอ่ยปาก เมื่อออกพรรษาแล้วกลับมาเฝ้าพระพุทธเจ้าและเล่าเรื่องนี้ พระองค์ทรงตำหนิอย่างรุนแรงว่าเป็นการอยู่ร่วมกันแบบสัตว์เลี้ยงไม่ใช่มนุษย์ผู้เจริญ ทรงห้ามมูควัตรเด็ดขาด แล้วทรงอนุญาตให้ภิกษุทำ "ปวารณา" แทน คือพิธีเปิดโอกาสให้ผู้อื่นว่ากล่าวตักเตือนตนได้ด้วยสิ่งที่เห็น ได้ยิน หรือสงสัย พร้อมกำหนดถ้อยคำกล่าวปวารณาอย่างเป็นทางการ
- หน้า ๓๑๓–๓๑๖ ระเบียบการนั่งปวารณาและปวารณกรรม ๔ ทรงห้ามพระฉัพพัคคีย์นั่งบนอาสนะขณะพระเถระต้องนั่งกระโหย่งทำปวารณา และกำหนดให้ทุกรูปนั่งกระโหย่งเสมอกันหมด ต่อมาเมื่อพระเถระชราภาพล้มพับเพราะต้องรอนั่งกระโหย่งนานเกินไป จึงทรงผ่อนผันให้นั่งกระโหย่งเฉพาะเมื่อใกล้ถึงคิวของตนเท่านั้น นอกจากนี้ยังทรงกำหนดวันปวารณาไว้ ๒ แบบ (ขึ้น ๑๔ ค่ำ และ ๑๕ ค่ำ) และปวารณกรรม ๔ ประเภทตามความถูกต้องของวิธีและความพร้อมเพรียงของสงฆ์ โดยทรงอนุญาตเฉพาะแบบที่ถูกต้องตามธรรมและสงฆ์พร้อมเพรียงกันเท่านั้น
- หน้า ๓๑๖–๓๒๐ การมอบปวารณาแทนสำหรับภิกษุอาพาธหรือถูกควบคุมตัว ทรงอนุญาตให้ภิกษุที่ป่วยจนมาร่วมประชุมไม่ได้ มอบปวารณาให้ภิกษุรูปอื่นนำไปแจ้งต่อสงฆ์แทนตน คล้ายกับการมอบฉันทะในวันอุโบสถ พร้อมกำหนดว่าหากภิกษุผู้นำปวารณาไปสึกหรือเสียชีวิตกลางทางจะถือว่าปวารณานั้นไม่ถึงสงฆ์หรือถึงสงฆ์แล้วแล้วแต่กรณี และหากภิกษุถูกญาติ พระราชา โจร หรือศัตรูควบคุมตัวไว้ในวันปวารณา ให้ภิกษุอื่นช่วยเจรจาขอปล่อยตัวชั่วคราวเพื่อให้มาทำปวารณาทัน
- หน้า ๓๒๐–๓๒๕ วิธีทำปวารณาตามจำนวนภิกษุในวัด และเริ่มกรณีภิกษุต้องอาบัติ กำหนดวิธีทำปวารณาแตกต่างกันไปตามจำนวนภิกษุที่อยู่ในวัดในวันนั้น ตั้งแต่ ๕ รูปขึ้นไปให้ทำเป็นสังฆกรรมโดยมีผู้กล่าวนำ ๔ รูปหรือ ๓ รูปให้ต่างคนต่างปวารณากันเอง ๒ รูปให้ปวารณาต่อกันโดยตรง และรูปเดียวให้กวาดที่พักแล้วอธิษฐานใจว่าวันนี้เป็นวันปวารณาของตน ในตอนท้ายเริ่มกล่าวถึงกรณีภิกษุที่ต้องอาบัติในวันปวารณาว่าจะต้องแสดงอาบัติต่อภิกษุรูปอื่นให้เรียบร้อยก่อน จึงจะเข้าร่วมปวารณาได้
- หน้า ๓๒๖–๓๒๗ ภิกษุสงสัยหรือระลึกได้ว่าต้องอาบัติในวันปวารณา และกรณีสงฆ์ทั้งหมดต้องอาบัติร่วมกัน เป็นเนื้อหาต่อเนื่องจากตอนก่อนหน้า กล่าวถึงภิกษุที่ยังสงสัยว่าตนต้องอาบัติหรือไม่ หรือระลึกขึ้นได้ขณะกำลังทำปวารณาว่าตนต้องอาบัติ พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุนั้นแจ้งความในใจต่อภิกษุใกล้เคียงว่าจะแก้ไขอาบัติเมื่อหายสงสัยแล้ว แล้วจึงร่วมปวารณาได้โดยไม่ต้องให้เรื่องนี้เป็นอุปสรรค นอกจากนี้ยังมีกรณีที่ภิกษุทั้งอาวาสต้องอาบัติชนิดเดียวกันพร้อมกันในวันปวารณา ซึ่งทรงวางวิธีแก้ไขโดยส่งภิกษุรูปหนึ่งออกไปปลงอาบัติที่อื่นแล้วกลับมา หรือถ้าทำไม่ได้ก็ให้สงฆ์ตกลงกันว่าจะปลงอาบัติเมื่อพบภิกษุผู้บริสุทธิ์ในภาย
- หน้า ๓๒๘–๓๓๔ ห้าชุดกรณีศึกษา: ปวารณาเมื่อภิกษุเจ้าถิ่นมาไม่ครบ เป็นชุดกรณีศึกษาซ้ำแบบกันห้าชุด ว่าด้วยเหตุการณ์ที่ภิกษุเจ้าถิ่นกลุ่มหนึ่งประชุมทำปวารณาโดยยังมีภิกษุเจ้าถิ่นรูปอื่นมาไม่ถึง แล้วภิกษุที่มาทีหลังมีจำนวนมากกว่า เท่ากัน หรือน้อยกว่าก็ตาม แต่ละแบบขึ้นอยู่กับว่าภิกษุกลุ่มแรกรู้หรือไม่รู้ สงสัยหรือไม่สงสัย หรือตั้งใจสร้างความแตกแยกหรือไม่ ผลทางวินัยจึงต่างกันไปตั้งแต่ไม่ต้องอาบัติเลย ไปจนถึงต้องอาบัติทุกกฏหรือถุลลัจจัย หลักสำคัญคือเจตนาและความรู้เท่าทันสถานการณ์เป็นตัวกำหนดความผิด
- หน้า ๓๓๔–๓๓๖ ๗๐๐ กรณีไม่รู้เห็นภิกษุอื่นเข้าเขต และกฎวันปวารณาของภิกษุเจ้าถิ่นกับอาคันตุกะ ขยายกรณีศึกษาต่อเนื่อง โดยไล่เรียงกรณีที่ไม่รู้ ไม่เห็น หรือไม่ได้ยินว่ามีภิกษุอื่นกำลังหรือได้เข้ามาในเขตสีมาแล้ว จำแนกตามคู่ภิกษุเจ้าถิ่นกับเจ้าถิ่น เจ้าถิ่นกับอาคันตุกะ ฯลฯ รวมเป็นเจ็ดร้อยกรณีโดยวิธีย่อ จากนั้นทรงวางกฎว่าหากภิกษุเจ้าถิ่นถือวัน ๑๔ ค่ำเป็นวันปวารณาแต่อาคันตุกะถือ ๑๕ ค่ำ (หรือสลับกัน) ฝ่ายที่มีจำนวนน้อยกว่าต้องคล้อยตามฝ่ายที่มากกว่าหรือเท่ากัน เพื่อให้สงฆ์ทำปวารณาพร้อมเพรียงกันในวันเดียว
- หน้า ๓๓๖–๓๔๐ สังเกตร่องรอยว่ามีภิกษุอื่นอยู่หรือไม่ และการรับรู้ว่าต่างนิกายสังวาสกัน กล่าวถึงกรณีภิกษุอาคันตุกะเห็นหรือได้ยินร่องรอยของภิกษุเจ้าถิ่น เช่น ที่นอนจัดไว้ดี น้ำใช้น้ำฉันพร้อม ลานกวาดสะอาด หรือเสียงเดินจงกรมและไอจาม แล้วสงสัยว่ามีภิกษุเจ้าถิ่นอยู่จริงหรือไม่ ทรงสอนว่าต้องสืบให้แน่ก่อนปวารณา หากละเลยไม่สืบต้องอาบัติทุกกฏ แต่ถ้าสืบแล้วไม่พบก็ไม่ต้องอาบัติ มีกรณีกลับกันที่ภิกษุเจ้าถิ่นสังเกตร่องรอยของอาคันตุกะเช่นกัน และยังมีกรณีภิกษุพบว่าตนกับภิกษุอื่นถือธรรมวินัยคนละนิกาย ต้องสอบถามให้แน่ใจก่อนตัดสินใจว่าจะร่วมปวารณาด้วยกันหรือแยกกันทำ
- หน้า ๓๔๐–๓๔๒ กฎการเดินทางไปมาระหว่างอาวาสในวันปวารณา วางกฎห้ามภิกษุเดินทางจากอาวาสที่มีภิกษุอยู่ไปยังอาวาสที่ไม่มีภิกษุ หรือสลับกัน ในวันปวารณาโดยพลการ เว้นแต่จะไปพร้อมสงฆ์ทั้งหมดหรือมีอันตรายเกิดขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ภิกษุหลบเลี่ยงการทำปวารณาร่วมหมู่คณะ แต่หากอาวาสทั้งสองแห่งมีภิกษุอยู่ทั้งคู่ ทรงอนุญาตให้ไปหาภิกษุที่ถือธรรมวินัยเดียวกันได้ตามสมควร โดยให้รีบไปในวันที่ยังพอทำได้ทันที
- หน้า ๓๔๒–๓๔๓ บุคคลต้องห้ามมิให้นั่งร่วมในที่ประชุมปวารณา ระบุรายชื่อบุคคลที่ห้ามนั่งอยู่ในที่ประชุมขณะทำปวารณา หากผู้ใดขืนปวารณาโดยมีบุคคลเหล่านี้อยู่ด้วยต้องอาบัติทุกกฏ ได้แก่ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี ผู้บอกคืนสิกขา ผู้ต้องอาบัติปาราชิก ผู้ถูกสงฆ์ลงโทษยังไม่ยอมแก้ไขหรือไม่ยอมสละทิฏฐิชั่ว บัณเฑาะก์ ผู้ลักเพศบวช ผู้ไปเข้ารีตเดียรถีย์ สัตว์เดรัจฉาน คนฆ่ามารดาบิดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายจนพระพุทธเจ้าห้อพระโลหิต ผู้ทำสงฆ์แตกกัน และคนสองเพศ เพราะบุคคลเหล่านี้ไม่มีคุณสมบัติร่วมพิธีกรรมของสงฆ์ได้อย่างสมบูรณ์
- หน้า ๓๔๓–๓๔๖ ย่นย่อคำปวารณาเมื่อมีภัยหรือเวลาจำกัด และอันตราย ๑๐ ประการ เมื่อเกิดภัยจากโจรในแคว้นโกศลจนภิกษุไม่มีเวลาสวดคำปวารณาแบบเต็ม ๓ หน ทรงอนุญาตให้ลดเหลือ ๒ หน แล้วลดเหลือ ๑ หน และท้ายสุดให้ปวารณาแบบสั้นที่สุดตามจำนวนพรรษาเมื่อภัยยิ่งรุนแรงขึ้น หลักการเดียวกันนำไปใช้เมื่อชาวบ้านถวายทานจนดึก เมื่อภิกษุสนทนาธรรมวินัยหรือทะเลาะกันจนดึก หรือเมื่อฝนใกล้ตกและที่พักไม่พอ ท้ายบทมีการประมวลอันตราย ๑๐ ประการ เช่น ภัยจากพระราชา โจร ไฟ น้ำ มนุษย์ อมนุษย์ สัตว์ร้าย งู ชีวิต และภัยต่อพรหมจรรย์ ที่เป็นเหตุให้ย่นย่อคำปวารณาได้เช่นกัน
- หน้า ๓๔๖–๓๔๘ ห้ามภิกษุมีอาบัติร่วมปวารณา และวิธีงด-ไม่งดปวารณา เมื่อพระฉัพพัคคีย์ยังมีอาบัติติดตัวแต่ขืนเข้าร่วมปวารณา ทรงห้ามและกำหนดว่าต้องให้ภิกษุนั้นยอมรับการซักถามเรื่องอาบัติก่อน หากไม่ยอม ทรงอนุญาตให้ภิกษุอื่น 'งด' ปวารณาของเขาได้โดยประกาศต่อหน้าสงฆ์ แต่พระฉัพพัคคีย์กลับใช้ช่องทางนี้ไปงดปวารณาของภิกษุผู้บริสุทธิ์โดยไม่มีมูล หรือไปงดปวารณาของผู้ที่ทำเสร็จแล้ว จึงทรงห้ามการกระทำเช่นนั้นและกำหนดว่าถือว่า 'งดสำเร็จ' ก็ต่อเมื่อกล่าวคำงดก่อนคำปวารณาสวดจบ หากงดหลังสวดจบแล้วถือว่างดไม่สำเร็จ
- หน้า ๓๔๘–๓๕๑ วิธีซักถามภิกษุผู้กล่าวหาและงดปวารณาผู้อื่น กำหนดขั้นตอนละเอียดสำหรับซักถามภิกษุที่งดปวารณาของภิกษุรูปอื่น เริ่มจากถามว่างดด้วยเหตุใดในสามข้อคือ ศีลวิบัติ อาจารวิบัติ หรือทิฏฐิวิบัติ แล้วถามว่ารู้ความหมายของแต่ละข้อหรือไม่ จากนั้นถามว่ากล่าวหาจากการเห็นเอง ได้ยินมา หรือเพียงสงสัย พร้อมซักรายละเอียดเวลาและสถานที่ เพื่อพิสูจน์ว่ามีมูลจริงหรือไม่ หากผู้ซักถามไม่อาจทำให้พอใจถือว่าพูดพอแล้ว แต่หากภิกษุผู้ถูกกล่าวหายอมรับว่าตนกล่าวหาเท็จโดยไม่มีมูล ผู้กล่าวหาเท็จนั้นต้องถูกลงโทษตามธรรมก่อนสงฆ์จะทำปวารณาต่อไป
- หน้า ๓๕๑–๓๕๓ เมื่อภิกษุเห็นต่างกันว่าอาบัติที่เกิดขึ้นเป็นชนิดใด กรณีที่ภิกษุรูปหนึ่งต้องอาบัติถุลลัจจัยในวันปวารณา แต่ภิกษุในที่ประชุมมีความเห็นแตกต่างกันว่าอาบัตินั้นแท้จริงเป็นถุลลัจจัย สังฆาทิเสส ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ หรือทุพภาษิต ทรงวางหลักว่าให้ภิกษุผู้ต้องอาบัตินำตัวออกไปข้างหนึ่งแล้วให้แก้ไขตามความเห็นของฝ่ายที่มองว่าเป็นอาบัติเบาที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งลุกลาม เมื่อแก้ไขแล้วจึงกลับเข้าสงฆ์ขอปวารณาต่อไปได้ตามปกติ
- หน้า ๓๕๓–๓๕๔ การยกประเด็น 'มีเรื่องแต่ไม่รู้ตัวผู้ทำ' หรือกลับกัน และอาบัติจากการผันคำวินิจฉัย หากภิกษุกล่าวในที่ประชุมว่ามีเรื่องราวปรากฏแต่ยังไม่รู้ตัวผู้กระทำ ทรงสอนว่าปวารณาบัญญัติไว้สำหรับผู้บริสุทธิ์ ถ้ามีเรื่องแต่ยังไม่รู้ตัวบุคคลให้บอกทันที เช่นเดียวกันหากรู้ตัวบุคคลแต่ยังไม่รู้เรื่อง หรือรู้ทั้งสองอย่างแล้วก็ต้องรีบแจ้งก่อนปวารณา แต่หากเรื่องปรากฏก่อนแล้วรู้ตัวบุคคลภายหลัง หรือกลับกัน ยังถือว่าพูดได้ทันเวลา ส่วนผู้พยายามพลิกกลับคำวินิจฉัยที่สงฆ์ตัดสินไปแล้วโดยไม่ชอบธรรมต้องอาบัติปาจิตตีย์
- หน้า ๓๕๔–๓๕๗ ภิกษุเจ้าถิ่นหลีกเลี่ยงหรือเลื่อนปวารณาภิกษุขี้ทะเลาะที่มาสมทบ มีเรื่องเล่าว่าภิกษุกลุ่มเพื่อนสนิทกำลังจำพรรษาอยู่ ขณะที่ใกล้กันมีภิกษุกลุ่มขี้ทะเลาะก่อความแตกแยกก็จำพรรษาอยู่ด้วย กลุ่มแรกกลัวว่าภิกษุกลุ่มหลังจะมาขัดขวางปวารณาของตน จึงทรงอนุญาตให้ภิกษุเจ้าถิ่นทำอุโบสถล่วงหน้าในวัน ๑๔ ค่ำได้สองสามครั้งเพื่อรีบทำปวารณาก่อน หากภิกษุขี้ทะเลาะมาถึงและร่วมมือดี ให้รีบปวารณาแล้วบอกว่าเสร็จแล้วให้ทำตามใจชอบ แต่ถ้าไม่ร่วมมือ ให้ต้อนรับตามธรรมเนียมแล้วแอบออกไปนอกเขตสีมาทำปวารณาแทน หากพวกเขายืนกรานขอปวารณาทันที เจ้าถิ่นมีสิทธิ์เลื่อนปวารณาของพวกเขาไปจนถึงวันเพ็ญเดือน
- หน้า ๓๕๗–๓๖๐ ปวารณาสังคหกรรม: เลื่อนปวารณาทั้งสงฆ์เพื่อรักษาความผาสุกในหมู่คณะ มีเรื่องเล่าว่าภิกษุหมู่หนึ่งอยู่ร่วมกันอย่างผาสุกกลมเกลียวจนได้รับความสงบสุขพิเศษ แต่เกรงว่าหากทำปวารณาตามปกติแล้วภิกษุบางรูปอาจแยกย้ายจาริกไป ทำให้หมู่คณะที่ผาสุกนี้แตกกระจาย จึงทรงอนุญาตให้สงฆ์ทำ 'ปวารณาสังคหกรรม' คือมีมติร่วมกันเลื่อนการทำอุโบสถและปวารณาทั้งหมดออกไปจนถึงวันเพ็ญเดือน ๑๒ โดยมีคำสวดกรรมวาจากำหนดไว้ชัดเจน หลังทำมติแล้ว หากภิกษุรูปใดต้องการลาไปทำธุระในชนบท ต้องทำปวารณาให้เสร็จก่อนจึงไปได้ และเมื่อกลับมาภายในกำหนดแล้วมีผู้จะงดปวารณาของเขาอีก เขามีสิทธิ์ปฏิเสธได้เพราะได้ปวารณาไปแล้
- หน้า ๓๖๐–๓๖๑ จบปวารณาขันธกะและคาถาอุทานสรุป ปิดท้ายเล่ม ๔ ปิดท้ายปวารณาขันธกะ ซึ่งเป็นขันธกะที่ ๔ ของมหาวรรค ภาค ๑ โดยระบุว่าในขันธกะนี้มีเรื่องราวทั้งสิ้น ๔๖ เรื่อง จากนั้นมีคาถาอุทาน (บทร้อยกรองสรุปความจำ) ไล่เรียงหัวข้อสำคัญทั้งหมดที่กล่าวมาตั้งแต่ต้นขันธกะ เช่น การจำพรรษาในแคว้นโกศล การเข้าเฝ้าพระศาสดา การอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก ลำดับกรณีปวารณาต่าง ๆ ภัยและการย่นย่อคำปวารณา บุคคลต้องห้าม การซักถามผู้กล่าวหา และปวารณาสังคหกรรม ถือเป็นการปิดฉากเนื้อหาทั้งหมดของเล่ม ๔ (มหาวรรค ภาค ๑) แห่งพระไตรปิฎกบาลี
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐