ปัฏฐาน ภาค ๓
บาลีโรมัน (มหาสังคีติ) · พระอภิธรรมปิฎก · เล่มที่ ๔๒ · ๔๒๘ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๙๔ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๓ เหตุทุกะ: ปฏิจจวาระ อนุโลม - เหตุปัจจัยของธรรมที่เป็นเหตุกับธรรมที่ไม่ใช่เหตุ เปิดคัมภีร์อนุโลมทุกปัฏฐาน ภาค ๓ ด้วยเหตุทุกะ ทุกะแรกในมาติกาทุกะ ๑๐๐ คู่ จับคู่ระหว่างเหตุ (ธรรมที่เป็นรากเหง้าเอง คือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ ฝ่ายกุศล และโลภะ โทสะ โมหะ ฝ่ายอกุศล) กับนเหตุ (ธรรมทั้งปวงที่ไม่ใช่รากเหง้า ทั้งขันธ์ที่ประกอบด้วยเหตุและรูปที่เกิดจากจิต) หมวดปฏิจจวาระด้วยเหตุปัจจัยแสดงว่าเหตุธรรมหนึ่งเป็นปัจจัยแก่เหตุธรรมอื่นที่เกิดร่วมกันในฐานะรากเหง้าเกื้อหนุนกัน เช่น อโลภะเป็นปัจจัยแก่อโทสะและอโมหะที่เกิดพร้อมกันในจิตดวงเดียวกัน (ค้ำจุนกันขณะเกิดร่วม ไม่ใช่ก่อให้เกิดในภายหลัง) ส่วนนเหต
- หน้า ๔–๗ เหตุทุกะ: ปฏิจจวาระ ปัจจนียะ - นเหตุปัจจัยและปัจจัยปฏิเสธอื่น ต่อจากวิธีบวก คัมภีร์แสดงวิธีปฏิเสธ (ปัจจนียะ) ของปฏิจจวาระ พิจารณาว่าธรรมอาศัยกันเกิดขึ้นได้หรือไม่แม้ "ไม่ผ่าน" เหตุปัจจัย เช่น นเหตุปัจจัยแสดงว่านเหตุธรรม (ขันธ์ที่ไม่ประกอบเหตุ) อาศัยกันเกิดขึ้นได้เองโดยไม่ต้องพึ่งความเป็นเหตุ และนอารัมมณปัจจัยแสดงว่าเหตุธรรมที่เกิดพร้อมปฏิสนธิเป็นปัจจัยแก่รูปที่เกิดจากจิตได้โดยไม่ต้องผ่านการรับรู้อารมณ์เลยเพราะรูปไม่มีอารมณ์ ยังมีนปุเรชาตปัจจัยซึ่งแสดงกรณีพิเศษในอรูปภูมิที่เหตุธรรมเกิดร่วมกันโดยไม่ต้องอาศัยวัตถุรูปเกิดก่อน เพราะภพนั้นไม่มีรูปเลย ไล่ปัจจัยปฏ
- หน้า ๘–๑๒ เหตุทุกะ: ปิดปฏิจจวาระ และเปิดปัญหาวาระ - เหตุปัจจัย อารัมมณปัจจัย อธิปติปัจจัย ต้นช่วงนี้เป็นตารางนับปัญหาแบบย่อของอนุโลมปัจจนียะและปัจจนียานุโลม เป็นข้อมูลอ้างอิงจำนวนล้วนๆ ปิดท้ายด้วย "อนุโลมปจฺจนียํ นิฏฺฐิตํ" และ "ปจฺจนียานุโลมํ นิฏฺฐิตํ" จากนั้นคัมภีร์สรุปว่าสหชาตวาระ ปัจจยวาระ นิสสยวาระ มีเนื้อหาเหมือนปฏิจจวาระทุกประการ ส่วนสังสัฏฐวาระและสัมปยุตตวาระไม่มีปัญหาเรื่องรูปเลยเพราะสัมปยุตต์ได้เฉพาะอรูปธรรม จึงข้ามเข้าสู่ปัญหาวาระซึ่งไล่ปัจจัยทั้ง ๒๔ อย่างละเอียดทีละตัว เริ่มจากเหตุปัจจัย (เหตุธรรมเป็นปัจจัยแก่เหตุธรรมที่สัมปยุตกันโดยตรง เช่น อโลภะเป็นปัจจัยแก่อโทสะ-อโมหะ)
- หน้า ๑๓–๑๗ เหตุทุกะ: ปัญหาวาระ - อนันตร อุปนิสสัย ปุเรชาต ปัจฉาชาต และกัมมปัจจัย กลุ่มปัจจัยนี้แสดงมิติเวลาและการสนับสนุนที่ต่างกัน อนันตรปัจจัยและสมนันตรปัจจัยแสดงว่าขณะจิตที่ดับไปแล้วเป็นปัจจัยแก่ขณะจิตถัดไปทันทีไม่มีช่องว่าง อุปนิสสยปัจจัยขยายไปถึงปกตูปนิสสัย คือธรรมที่เป็นเหตุ เช่นศรัทธา เป็นที่พึ่งพิงหนักแน่นให้เกิดกุศลกรรมได้หลากหลาย ทั้งการให้ทาน รักษาศีล เจริญฌาน แม้กระทั่งอาศัยศรัทธาไปทำสังฆเภทก็ยังจัดเป็นอุปนิสสัยเช่นกัน ปุเรชาตปัจจัยแสดงว่าจักขายตนะและวัตถุรูปต้องเกิดก่อนจึงเป็นปัจจัยแก่นเหตุธรรมที่รับรู้ได้ ปัจฉาชาตปัจจัยกลับทิศ คือเหตุธรรมที่เกิดทีหลังเป็นปัจจัย
- หน้า ๑๘–๑๙ เหตุทุกะ: ปัญหาวาระ - อาหาร อินทรีย์ ฌาน มัคค และวิปปยุตตปัจจัย ปัจจัยกลุ่มนี้แสดงบทบาทหล่อเลี้ยงและควบคุมของนเหตุธรรมต่อรูปธรรม เช่น กวฬิงการาหาร (อาหารคำข้าว) หล่อเลี้ยงร่างกายนี้โดยตรง และรูปชีวิตินทรีย์รักษารูปที่เกิดจากกรรมไว้ไม่ให้เสื่อมสลาย วิปปยุตตปัจจัยน่าสนใจเป็นพิเศษเพราะแสดงความสัมพันธ์แบบ "ไม่ประกอบกัน" ระหว่างนามธรรมกับรูปธรรม ทั้งที่เกิดพร้อมกัน เกิดก่อน และเกิดทีหลัง เช่น เหตุธรรมที่เกิดพร้อมจิตเป็นปัจจัยแก่รูปที่เกิดจากจิตนั้นโดยความเป็นคนละสภาวะ (จิตไม่ใช่รูป จึงไม่ประกอบกันแต่ยังอิงอาศัยกัน) ตรงข้ามกับสัมปยุตตปัจจัยก่อนหน้าที่ต้องเป็นนามธร
- หน้า ๒๐–๒๓ เหตุทุกะ: ปัญหาวาระ - อัตถิปัจจัย และปิดฝ่ายอนุโลมทั้งหมด อัตถิปัจจัยเป็นปัจจัยที่กว้างที่สุด กินความรวมทั้งสหชาต ปุเรชาต ปัจฉาชาต อาหาร และอินทรีย์ไว้ในตัวเดียว แสดงว่าธรรมที่ "มีอยู่" ในขณะหนึ่งเป็นปัจจัยแก่ธรรมที่เกี่ยวเนื่องกันได้หลายทาง เช่น อโลภะที่มีอยู่ขณะหนึ่งเป็นปัจจัยแก่อโทสะและอโมหะที่เกิดร่วมกัน หรือหทยวัตถุที่มีอยู่ก่อนเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่ไม่ประกอบเหตุซึ่งอาศัยมันเกิดขึ้น ท้ายหน้า ๒๓ มีตารางนับจำนวนปัญหาของปัจจัยทั้ง ๒๔ ตัว (คณนา) ซึ่งเป็นเพียงข้อมูลอ้างอิงสรุปจำนวน ไม่มีเนื้อหาความหมายใหม่ ปิดท้ายด้วยคำว่า "อนุโลมํ นิฏฺฐิตํ" ปิดฝ่ายบวกท
- หน้า ๒๔–๒๕ เหตุทุกะ: ปัญหาวาระ ปัจจนียะ และปิดเหตุทุกะโดยสมบูรณ์ ส่วนนี้เป็นตารางสรุปแบบย่อ แสดงว่าคู่เหตุ-นเหตุแต่ละแบบเชื่อมกันได้ด้วยปัจจัยใดบ้างในทางตรง เป็นข้อมูลอ้างอิงในรูปแบบคณนามากกว่าคำอธิบายเชิงเหตุผลใหม่ จากนั้นเข้าสู่การนับจำนวนปัญหาแบบปฏิเสธและแบบผสม ปิดท้ายตามลำดับด้วย "ปจฺจนียํ นิฏฺฐิตํ" "อนุโลมปจฺจนียํ นิฏฺฐิตํ" "ปจฺจนียานุโลมํ นิฏฺฐิตํ" และท้ายสุดคือโคลงปิดคัมภีร์สำคัญ "เหตุทุกํ นิฏฺฐิตํ ฯ" ซึ่งปิดทุกะที่ ๑ (เหตุทุกะ) อย่างสมบูรณ์ทุกวาระ ก่อนเปิดทุกะที่ ๒ ต่อไป
- หน้า ๒๖–๓๑ สเหตุกทุกะ (เริ่มต้น): ปฏิจจวาระ อนุโลม - เหตุ อารัมมณ อธิปติ และปัจจัยที่เหลือ เปิดทุกะที่ ๒ คือสเหตุกทุกะ จับคู่ระหว่างสเหตุกะ (ธรรมที่มีเหตุอื่นประกอบร่วมด้วย) กับอเหตุกะ (ธรรมที่ไม่มีเหตุอื่นประกอบร่วมเลย) ต่างจากเหตุทุกะที่แบ่งตามตัวธรรมที่เป็นรากเหง้าเอง ทุกะนี้แบ่งตาม "การมีเหตุอื่นมาประกอบร่วมหรือไม่" มีข้อสังเกตสำคัญคือ โมหะที่ประกอบวิจิกิจฉาหรืออุทธัจจะ (จิตหลงเดี่ยว ไม่มีโลภะหรือโทสะร่วม) กลับถูกจัดเป็น "อเหตุกะ" ในทุกะนี้ เพราะไม่มีเหตุตัวอื่นมาประกอบร่วมกับตัวมันเอง (เหตุนับตัวเองเป็นเหตุประกอบของตัวเองไม่ได้) ต่างจากอโลภะซึ่งมักประกอบร่วมกับอโทสะและอโมหะ จึงนั
- หน้า ๓๒–๓๖ สเหตุกทุกะ: ปฏิจจวาระ ปัจจนียะ - นปุเรชาตปัจจัยในอรูปภูมิ และปิดปฏิจจวาระ ส่วนนี้เป็นวิธีปฏิเสธของปฏิจจวาระ จุดเด่นคือนปุเรชาตปัจจัย ซึ่งแสดงกรณีพิเศษของอรูปภูมิ (ภพที่ไม่มีรูปเลย เช่นพรหมอรูปภูมิ) ว่าจิตและเจตสิกทั้งที่มีเหตุและไม่มีเหตุอาศัยกันเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องพึ่งปุเรชาตปัจจัยเลย เพราะไม่มีวัตถุรูปเกิดก่อนให้อาศัย ต่างจากภูมิที่มีรูปซึ่งจิตทุกดวงต้องอาศัยหทยวัตถุที่เกิดก่อนเสมอ ตอกย้ำว่าปุเรชาตปัจจัยผูกพันกับการมีรูปกายเป็นเงื่อนไขเฉพาะ จากนั้นไล่ปัจจัยปฏิเสธที่เหลือแบบย่อจนครบ ปิดท้ายตามลำดับด้วย "ปจฺจนียํ นิฏฺฐิตํ" "อนุโลมปจฺจนียํ นิฏฺฐิตํ" "ปจฺจนียานุโลมํ นิ
- หน้า ๓๗–๔๒ สเหตุกทุกะ: ปัจจยวาระ - เหตุ อารัมมณ อธิปติ สหชาตปัจจัย และปิดวาระ ปัจจยวาระใช้คำว่า "ปจฺจยา" แทน "ปฏิจฺจ" แต่เนื้อหาคล้ายปฏิจจวาระเป็นส่วนใหญ่ จุดที่น่าสนใจคือหทยวัตถุ (ซึ่งเป็นรูปธรรม จึงไม่มีเหตุอยู่แล้ว) ทำหน้าที่เป็นปัจจัยให้สเหตุกขันธ์เกิดขึ้นได้โดยเหตุปัจจัย และในหมวดอารัมมณปัจจัยปรากฏตัวอย่างสำคัญของธรรมที่แท้จริงเป็น "อเหตุกะ" ตามความหมายปกติ คือทวิปัญจวิญญาณ (จักขุวิญญาณ กายวิญญาณ เป็นต้น) ซึ่งเป็นวิบากจิตที่รู้อารมณ์ทางทวารทั้งห้าโดยไม่มีเหตุใดๆ ประกอบเลย อาศัยเพียงจักขายตนะหรือกายายตนะเป็นปัจจัยเกิดขึ้น สหชาตปัจจัยขยายความเดียวกันนี้อย่างละเอียด ปิด
- หน้า ๔๓–๔๖ สเหตุกทุกะ: สังสัฏฐวาระ (ย่อ) และเปิดปัญหาวาระด้วยเหตุปัจจัย สังสัฏฐวาระใช้คำว่า "สํสฏฺโฐ" (คลุกเคล้ากัน) แทนคำเดิม เนื้อหาส่วนใหญ่ถูกย่อด้วยคำว่า "สงฺขิตฺตํ" เพราะซ้ำกับวาระก่อนหน้า ไล่ผ่านเหตุ อารัมมณ อธิปติ และปัจจัยที่เหลือแบบรวบรัดทั้งฝ่ายบวกและฝ่ายลบ พร้อมบันทึกว่าสัมปยุตตวาระมีเนื้อหาเหมือนสังสัฏฐวาระทุกประการ จากนั้นเข้าสู่ปัญหาวาระซึ่งเป็นวาระหลักที่ขยายความละเอียดที่สุด เริ่มด้วยเหตุปัจจัย แสดงความแตกต่างสำคัญของทุกะนี้คือ สเหตุกธรรม (จิตที่มีเหตุประกอบ) เป็นเหตุปัจจัยแก่สเหตุกธรรมอื่นที่สัมปยุตกันได้โดยตรง ในขณะที่อเหตุกธรรม (เช่นวิบากจิตทางทวา
- หน้า ๔๗–๔๙ สเหตุกทุกะ: ปัญหาวาระ - อารัมมณปัจจัย (การพิจารณาเหตุและอเหตุกวิบาก) อารัมมณปัจจัยในทุกะนี้แสดงว่าทั้งสเหตุกธรรมและอเหตุกธรรมเป็นอารมณ์ให้จิตอื่นรู้ได้ ไม่ว่าจะมีเหตุหรือไม่มีเหตุก็ตาม เช่น ผู้ให้ทานแล้วย้อนพิจารณาทาน (สเหตุกธรรม) หรือพระอริยะพิจารณานิพพาน (อเหตุกธรรมแต่ก็ยังเป็นอารมณ์ได้) จุดที่ควรสังเกตคือเมื่อกุศลหรืออกุศลจิตดับไป จะมี "ตทารมฺมณตา" คือวิบากจิตที่รับอารมณ์เดียวกันต่อ ซึ่งอาจเป็นอเหตุกวิบากหรือสเหตุกวิบากก็ได้แล้วแต่กลไกของกระบวนการจิตเอง ไม่ได้ขึ้นกับชนิดของอารมณ์ที่รับรู้ ยังกล่าวถึงอภิญญาต่างๆ เช่น ทิพยจักขุ เจโตปริยญาณ ซึ่งมีทั้งสเหตุกจิตและ
- หน้า ๕๐–๕๒ สเหตุกทุกะ: ปัญหาวาระ - อธิปติปัจจัย และอนันตรปัจจัย (กระบวนการจิตจุติ-ปฏิสนธิ-ภวังค์) อธิปติปัจจัยแสดงบทบาทของสเหตุกธรรมเป็นประธาน ทั้งแบบยกเป็นอารมณ์ที่หนักแน่น (เช่นยกนิพพานเป็นอารมณ์ด้วยความเคารพ) และแบบเป็นตัวประธานที่เกิดร่วม ส่วนอนันตรปัจจัยขยายความละเอียดเป็นพิเศษ แสดงการเชื่อมต่อของขณะจิตในกระบวนการทางปัญญา เช่น จิตจุติที่มีเหตุเป็นปัจจัยแก่จิตปฏิสนธิที่ไม่มีเหตุได้ หรือภวังคจิตที่มีเหตุเป็นปัจจัยแก่ภวังคจิตที่ไม่มีเหตุก็ได้เช่นกัน แสดงให้เห็นว่าการมีหรือไม่มีเหตุของจิตแต่ละขณะไม่จำเป็นต้องเหมือนกันตลอดสาย แม้จะสืบต่อโดยตรงไม่มีระหว่างคั่นก็ตาม เป็นตัวอย่างเชิงลึกของอนันต
- หน้า ๕๓–๕๔ สเหตุกทุกะ: ปัญหาวาระ - อุปนิสสยปัจจัย (สุขทุกข์ทางกายเป็นที่พึ่งพิงตามธรรมชาติ) ก่อนเข้าสู่อุปนิสสยปัจจัย คัมภีร์กล่าวสั้นๆ ว่าสหชาต อัญญมัญญ และนิสสยปัจจัยในทุกะนี้ "ไม่มีการประสาน" กับรูปแบบเดิม จึงข้ามไปตรงๆ อุปนิสสยปัจจัยจึงเป็นเนื้อหาหลักของช่วงนี้ ขยายไปถึงปกตูปนิสสัย แสดงว่าความสุขทางกาย ความทุกข์ทางกาย ดินฟ้าอากาศ อาหาร ที่อยู่อาศัย และแม้แต่โมหะเอง ล้วนเป็นที่พึ่งพิงตามธรรมชาติให้เกิดผลได้หลายทาง ทั้งฝ่ายดี (เช่นอาศัยความสุขทางกายให้ทาน) และฝ่ายไม่ดี (เช่นอาศัยความทุกข์ทางกายไปทำลายสงฆ์) แสดงว่าอุปนิสสยปัจจัยเป็นความสัมพันธ์เชิงเงื่อนไขที่กว้างมาก ไม่ผูกกับศีลธรรมข
- หน้า ๕๕ สเหตุกทุกะ: ปัญหาวาระ - ปุเรชาตปัจจัย (ยังไม่จบในช่วงนี้) ปุเรชาตปัจจัยแสดงว่าอารมณ์และวัตถุรูปที่เกิดก่อนเป็นปัจจัยแก่อเหตุกวิบากจิต เช่น จักขายตนะและกายายตนะที่เกิดก่อนเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณและกายวิญญาณซึ่งเป็นอเหตุกวิบากโดยตรง (ตัวอย่างคลาสสิกของธรรมที่ไม่มีเหตุประกอบเลยในทุกะนี้) และยังรวมถึงกรณีวัตถุที่เกิดก่อนเป็นปัจจัยแก่สเหตุกขันธ์ที่ตามมาทีหลังด้วย ท้ายหน้าเริ่มปัจฉาชาตปัจจัย (เหตุธรรมที่เกิดทีหลังเป็นปัจจัยแก่รูปกายที่เกิดก่อน) แต่ยังไม่จบข้อความ เนื้อหาตัดจบกลางส่วนนี้ สเหตุกทุกะยังไม่ปิดโคลง "นิฏฺฐิตํ" ในช่วงหน้าที่ให้มา ต้องดำเนินเรื่องต
- หน้า ๕๖–๕๘ สเหตุกทุกะ: ปัจจัยปัจฉาชาต อาเสวน กัมม และปัจจัยอื่นๆ ส่วนนี้อยู่ในปัญหาวารของสเหตุกทุกะ (ธรรมมีเหตุ vs ไม่มีเหตุ) ไล่แจงปัจจัยต่อเนื่องหลายชนิด เช่น ปัจฉาชาตปัจจัย (ธรรมที่เกิดทีหลังหนุนกลับไปยังร่างกายที่เกิดก่อน) และอาเสวนปัจจัย (การเสพซ้ำจิตชนิดเดียวกันให้มีกำลังแรงขึ้น) ที่น่าสังเกตคือกัมมปัจจัยแยกเป็นสองแบบชัดเจน คือ สหชาตกัมม ซึ่งเจตนาปรุงแต่งขันธ์ที่เกิดร่วมกันในขณะเดียวกัน กับนานาขณิกกัมม ซึ่งเจตนาเดียวกันนั้นปรุงแต่งผล (วิบาก) ที่จะเกิดขึ้นในภายหลังต่างขณะกัน แสดงว่าเจตนาหนึ่งดวงสามารถทำหน้าที่เป็นปัจจัยได้สองแบบต่างเวลากัน ท้ายช่วงเริ่มว
- หน้า ๕๙–๖๑ สเหตุกทุกะ: วิปปยุตตปัจจัยละเอียด และอัตถิปัจจัยเริ่มต้น วิปปยุตตปัจจัย (ความเป็นปัจจัยแบบไม่ปะปนกันในกระบวนการรับรู้เดียว เช่น รูปธรรมกับนามธรรมหนุนกัน) ไล่แจงละเอียดตามเวลาสามแบบ คือ สหชาต (เกิดพร้อมกัน) ปุเรชาต (ฐานที่เกิดก่อนแล้วหนุนจิตที่เกิดทีหลัง เช่น จักขายตนะหนุนจักขุวิญญาณ) และปัจฉาชาต ตัวอย่างสำคัญคือวัตถุ (หทยวัตถุ) เป็นปุเรชาตปัจจัยแก่ขันธ์มีเหตุ แม้วัตถุเป็นรูปธรรมไม่มีเหตุเลยก็ตาม แสดงว่าความสัมพันธ์แบบวิปปยุตตะไม่ขึ้นกับว่าทั้งสองฝ่ายมีเหตุหรือไม่ ท้ายหน้า ๖๐ เริ่มอัตถิปัจจัย (ปัจจัยแบบ "มีอยู่" ซึ่งครอบคลุมกว้างที่สุด รวมสหชาต ปุเรชาต
- หน้า ๖๒–๖๓ สเหตุกทุกะ: อัตถิปัจจัยจบ ตารางนับ และเริ่มปัจจนียะ อัตถิปัจจัยดำเนินต่อจนครบทุกคู่ผสมของธรรมมีเหตุ/ไม่มีเหตุ ทั้งที่เป็นสหชาต ปุเรชาต ปัจฉาชาต อาหาร และอินทริย ข้อ [๙๘] เป็นตารางนับจำนวนบทตอบของแต่ละปัจจัย (เช่น เหตุยา ฉ อารมฺมเณ นว) ซึ่งเป็นเนื้อหาอ้างอิงเชิงตัวเลขล้วนๆ ไม่มีความหมายเชิงเหตุผลเพิ่มเติมให้อธิบาย ปิดหมวดด้วย "อนุโลมํ นิฏฺฐิตํ ฯ" จากนั้นเริ่มหมวดปัจจนียะ (การไล่แจงในเชิงลบ) ซึ่งระบุว่าความสัมพันธ์แบบมีเหตุ-มีเหตุ หรือมีเหตุ-ไม่มีเหตุ ไม่อาจเกิดขึ้นผ่านปัจจัยบางประเภทได้ เช่น เป็นปัจจัยได้เฉพาะทางอารัมมณ สหชาต อุปนิสสัย และกัมมปัจจ
- หน้า ๖๔–๖๕ สเหตุกทุกะ: ปัจจนียะปิดครบ และปิดทุกะ (สเหตุกทุกํ นิฏฺฐิตํ) ปัจจนียะดำเนินต่อจนครบทุกคู่ผสมของธรรมมีเหตุ/ไม่มีเหตุ ตามด้วยตารางนับสามชุดคือปัจจนียะ อนุโลมปัจจนียะ และปัจจนียานุโลม ซึ่งเป็นเนื้อหาอ้างอิงเชิงตัวเลขทั้งหมดไม่มีสาระเชิงความหมายเพิ่มเติม หน้า ๖๕ ปิดท้ายด้วยคำลงท้าย "สเหตุกทุกํ นิฏฺฐิตํ ฯ" ซึ่งเป็นการปิดทุกะที่ ๒ (สเหตุกทุกะ: ธรรมมีเหตุ vs ไม่มีเหตุ) อย่างสมบูรณ์หลังจากไล่แจงมาตั้งแต่ก่อนหน้าช่วงนี้
- หน้า ๖๖ ปิดเหตุสัมปยุตตทุกะ และเปิดเหตุสเหตุกทุกะ หน้านี้มีการเปลี่ยนทุกะสองครั้งติดกัน ก่อนอื่นเปิดและปิดทุกะที่ ๓ "เหตุสัมปยุตตทุกะ" (ธรรมที่ประกอบกับเหตุ vs ธรรมที่ไม่ประกอบกับเหตุ) อย่างรวบรัดมาก คัมภีร์เพียงระบุให้ขยายความตามรูปแบบเดียวกับสเหตุกทุกะโดยไม่แจกแจงซ้ำ แล้วปิดด้วย "เหตุสมฺปยุตฺตทุกํ นิฏฺฐิตํ ฯ" จากนั้นเปิดทุกะที่ ๔ "เหตุสเหตุกทุกะ" ซึ่งเป็นการจำแนกซับซ้อนขึ้น คือแยกระหว่าง "การเป็นตัวเหตุและมีเหตุ" (เช่น อโลภะ อโทสะ อโมหะ ซึ่งเป็นทั้งมูลเองและมีมูลประกอบ) กับ "มีเหตุประกอบแต่ไม่ใช่ตัวเหตุ" (เจตสิกอื่นที่สัมปยุตต์กับเหตุ) ตัวอย่
- หน้า ๖๗–๖๙ เหตุสเหตุกทุกะ: ปฏิจจวารจบ และเริ่มปัญหาวาร ปฏิจจวารของเหตุสเหตุกทุกะดำเนินต่อ ไล่แจงชุดผสมของ "เป็นเหตุและมีเหตุ" กับ "มีเหตุแต่ไม่ใช่เหตุ" อย่างเป็นระบบ ปิดด้วยตารางนับและ "อนุโลมํ นิฏฺฐิตํ ฯ" ในหน้า ๖๘ จากนั้นปัจจนียะเริ่มขึ้นทันทีและปิดครบสามส่วน (ปัจจนียะ อนุโลมปัจจนียะ ปัจจนียานุโลม) ในหน้า ๖๙ ก่อนเข้าสู่ปัญหาวาร (หมวดหลักที่ให้ตัวอย่างรูปธรรมชัดเจนที่สุด) ซึ่งเริ่มด้วยเหตุปัจจัย ยืนยันหลักการเดียวกับปฏิจจวารว่าอโลภะเป็นปัจจัยแก่อโทสะและอโมหะที่เกิดร่วมกัน
- หน้า ๗๐–๗๑ เหตุสเหตุกทุกะ: อารัมมณปัจจัย และอธิปติปัจจัยเริ่มต้น อารัมมณปัจจัยอธิบายว่าเหตุ (เช่น กิเลสที่เคยเกิด) สามารถเป็นอารมณ์ให้เหตุอื่นเกิดขึ้นได้ ตัวอย่างชัดเจน: พระอริยะพิจารณาทาน ศีล อุโบสถกรรม ฌาน หรือมรรคผลที่เคยบำเพ็ญมา ขณะที่ปุถุชนยึดกิเลสในอดีตเป็นอารมณ์แล้วทำให้ราคะหรือทิฏฐิเกิดขึ้นซ้ำ แสดงว่าเหตุที่เป็นอดีตสามารถกลายเป็นอารมณ์ปรุงแต่งเหตุใหม่ในปัจจุบันได้ ทั้งฝ่ายกุศลและอกุศล ท้ายหน้า ๗๑ เริ่มอธิปติปัจจัย (ความเป็นประธาน) แบ่งเป็นอารัมมณาธิปติ (การให้ความสำคัญแก่อารมณ์จนกลายเป็นปัจจัยแรงกล้า) และสหชาตาธิปติ (ธรรมที่เกิดร่วมกันเป็นประธานแก่กัน
- หน้า ๗๒–๗๓ เหตุสเหตุกทุกะ: อธิปติปัจจัยจบ และอนันตรปัจจัยเริ่มต้น อธิปติปัจจัยดำเนินต่อจนครบทุกคู่ผสม ยกตัวอย่างอารัมมณาธิปติ เช่น การให้ทานแล้วให้ความสำคัญกับทานนั้นจนเกิดราคะหรือทิฏฐิ และสหชาตาธิปติที่เหตุหนึ่งเป็นประธานแก่ขันธ์ที่ประกอบร่วมกัน แสดงว่าความเป็นประธานเกิดได้ทั้งจากการยึดอารมณ์และจากการเกิดร่วมกัน ปลายหน้า ๗๓ เริ่มอนันตรปัจจัย ซึ่งอธิบายว่าธรรมก่อนหน้าเป็นปัจจัยไม่มีระหว่างคั่นแก่ธรรมที่ตามมาในกระแสจิตเดียวกัน เช่น เหตุก่อนหน้าเป็นปัจจัยแก่เหตุถัดไปโดยไม่มีจิตดวงอื่นแทรก
- หน้า ๗๔–๗๖ เหตุสเหตุกทุกะ: อนันตรปัจจัยจบ และอุปนิสสยปัจจัย อนันตรปัจจัยดำเนินต่อครอบคลุมลำดับจิตขั้นสูง เช่น โคตรภูเป็นปัจจัยแก่โวทาน และการออกจากนิโรธสมาบัติที่เนวสัญญานาสัญญายตนจิตเป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติ แสดงลำดับการเปลี่ยนผ่านจิตในกระบวนการบรรลุธรรม สหชาต อัญญมัญญ นิสสยปัจจัย ถูกอ้างอิงว่ามีรูปแบบเดียวกับเหตุปัจจัยในปฏิจจวารจึงไม่ขยายซ้ำ จากนั้นอุปนิสสยปัจจัย (การเป็นที่พึ่งอาศัยอันใกล้ชิด) เริ่มขึ้น ตัวอย่างปกตูปนิสสัย: อาศัยศรัทธาแล้วให้ทาน แต่อาศัยความปรารถนา (ตัณหา) ก็อาจถึงกับทำสังฆเภทได้ แสดงว่าเหตุที่มีมาก่อนเป็นรากฐานสนับสนุนกรรมใหม่ได้ทั้งฝ่า
- หน้า ๗๗–๘๐ เหตุสเหตุกทุกะ: ปัจจัยที่เหลือ ปิดทุกะ และทุกะที่ ๕ เปิด-ปิดในหน้าเดียว ปัจจัยที่เหลือ (อาเสวน กัมม วิปาก อาหาร อินทริย ฌาน มัคค สัมปยุตต อัตถิ นัตถิ วิคต อวิคต) ถูกไล่แจงอย่างรวบรัด กัมมปัจจัยยังคงแยกสหชาตกัมมกับนานาขณิกกัมมเหมือนในทุกะก่อน แสดงว่าหลักการเดียวกันใช้ซ้ำข้ามหมวดหมู่ธรรมได้ จากนั้นตารางนับปิดหมวดอนุโลม ตามด้วยปัจจนียะครบสามส่วน จนปิดคัมภีร์ด้วย "เหตุสเหตุกทุกํ นิฏฺฐิตํ ฯ" ในหน้า ๘๐ (ปิดทุกะที่ ๔) ทันทีหลังจากนั้นในหน้าเดียวกัน ทุกะที่ ๕ "เหตุเหตุสัมปยุตตทุกะ" (ธรรมที่เป็นทั้งตัวเหตุและประกอบกับเหตุ vs ธรรมที่ประกอบกับเหตุแต่ไม่ใช่ตัวเหตุ) เปิดและปิดใน
- หน้า ๘๑–๘๓ เปิดนเหตุสเหตุกทุกะ: ปฏิจจวารและตารางนับ เปิดทุกะที่ ๖ "นเหตุสเหตุกทุกะ" ซึ่งมองจากมุมของธรรมที่ไม่ใช่ตัวเหตุ (นเหตุ) แล้วแยกว่ายังมีเหตุประกอบอยู่หรือไม่ คือ นเหตุ สเหตุกะ (เช่น เจตสิกอื่นที่ประกอบกับจิตมีเหตุ) กับ นเหตุ อเหตุกะ (ไม่มีเหตุประกอบเลย) ตัวอย่าง: ขันธ์ที่ไม่ใช่เหตุแต่มีเหตุประกอบเกิดพร้อมกับเหตุได้ทั้งในภาวะปกติและขณะปฏิสนธิ ขณะที่มหาภูตรูป (นเหตุ อเหตุกะ) เป็นปัจจัยแก่รูปที่อาศัยมัน (จิตตสมุฏฐานรูป กฏัตตารูป อุปาทารูป) ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ทางวัตถุล้วนๆ ไม่เกี่ยวกับเหตุเลย ตามด้วยตารางนับปิดหมวดอนุโลม
- หน้า ๘๔–๘๖ นเหตุสเหตุกทุกะ: ปัจจนียะ สหชาตวาร และปัจจยวารเริ่มต้น ปัจจนียะไล่แจงในเชิงลบพร้อมตารางนับปิดครบสามส่วนของปฏิจจวาร คัมภีร์ระบุว่าสหชาตวารมีรูปแบบเหมือนปฏิจจวารทุกประการจึงไม่ต้องแจกแจงซ้ำ ("สหชาตวาเรปิ เอวํ คเณตพฺพา") จากนั้นเข้าสู่ปัจจยวาร ซึ่งเริ่มปัญหาวารในช่วงท้ายหน้า ๘๖ ด้วยอารัมมณปัจจัย ยกตัวอย่างพระอริยะพิจารณาทาน ศีล อุโบสถกรรม ฌาน มรรค ผล ที่เคยบำเพ็ญมา แสดงว่าธรรมไม่ใช่เหตุแต่มีเหตุประกอบ (เช่น สภาวจิตทั้งดวง) สามารถเป็นอารมณ์ให้จิตพิจารณาย้อนกลับได้
- หน้า ๘๗–๘๙ นเหตุสเหตุกทุกะ: อารัมมณปัจจัยและอธิปติปัจจัย อารัมมณปัจจัยดำเนินต่อ ครอบคลุมกรณีที่ธรรมไม่มีเหตุแต่มีเหตุประกอบเป็นอารมณ์ให้จิตอื่นเกิดขึ้น เช่น เจโตปริยญาณหยั่งรู้จิตของผู้อื่นที่มีเหตุประกอบ หรืออภิญญาต่างๆ มีขันธ์ไม่มีเหตุแต่มีเหตุประกอบเป็นอารมณ์ และตัวอย่างวิบากไม่มีเหตุ เช่น เห็นรูปที่ไม่เที่ยงแล้วเกิดโทมนัส เมื่อกุศลอกุศลดับ วิบากไม่มีเหตุก็เกิดตทารมณ์ตามมา ท้ายหน้า ๘๙ อธิปติปัจจัยเริ่มขึ้น ทั้งแบบอารัมมณาธิปติ (ยึดธรรมไม่มีเหตุมีเหตุประกอบเป็นอารมณ์หนักแน่นจนเกิดราคะทิฏฐิ) และสหชาตาธิปติ
- หน้า ๙๐–๙๒ นเหตุสเหตุกทุกะ: อนันตร สมนันตร สหชาต และอุปนิสสยปัจจัย อนันตรปัจจัยอธิบายลำดับจิตไม่มีเหตุที่สืบเนื่องกัน เช่น จุติจิตไม่มีเหตุแต่มีเหตุประกอบเป็นปัจจัยแก่จิตปฏิสนธิถัดไป หรือภวังคจิตเป็นปัจจัยแก่อาวัชชนจิตที่ตามมา แสดงกระแสความต่อเนื่องของจิตข้ามภพชาติ สมนันตร สหชาต อัญญมัญญ นิสสยปัจจัย ถูกอ้างอิงสั้นๆ ตามด้วยอุปนิสสยปัจจัยซึ่งขยายตัวอย่างมากทั้งฝ่ายกุศล (ศรัทธาเป็นที่พึ่งให้ให้ทาน) ฝ่ายอกุศล (ตัณหาเป็นที่พึ่งให้ถึงกับทำสังฆเภท) และตัวอย่างทางกาย เช่น ความสุขทางกาย ฤดูกาล และอาหาร ล้วนเป็นที่อาศัยสนับสนุนให้เกิดสุขทุกข์ทางกายต่อเนื่องได้
- หน้า ๙๓–๙๕ นเหตุสเหตุกทุกะ: กัมม วิปาก อาหาร อินทริย ฌาน มัคค และสัมปยุตตปัจจัย กัมมปัจจัยยังคงแยกสหชาตกัมม (เจตนาไม่มีเหตุที่มีเหตุประกอบ ปรุงแต่งขันธ์ที่ประกอบร่วมกัน) กับนานาขณิกกัมม (เจตนานั้นปรุงแต่งวิบากที่จะเกิดในภายหลัง แม้วิบากนั้นจะไม่มีเหตุเลยก็ได้) แสดงว่ากรรมสามารถส่งผลข้ามหมวดหมู่ธรรมได้ จากธรรมมีเหตุประกอบไปสู่ผลที่ไม่มีเหตุประกอบเลย วิปาก อาหาร อินทริย ฌาน และมัคคปัจจัยถูกไล่แจงสั้นๆ ตามรูปแบบเดียวกันก่อนเข้าสู่สัมปยุตตปัจจัย ซึ่งว่าด้วยการประกอบร่วมกันของจิตและเจตสิกในดวงเดียวกัน
- หน้า ๙๖–๙๙ นเหตุสเหตุกทุกะ: วิปปยุตตและอัตถิปัจจัย ตารางนับ ปิดทุกะ เปิดสัปปัจจยทุกะ วิปปยุตตปัจจัยและอัตถิปัจจัยไล่แจงครบทุกคู่ผสมของนเหตุสเหตุกะ/นเหตุอเหตุกะ ทั้งแบบสหชาต ปุเรชาต ปัจฉาชาต อาหาร อินทริย เช่น วัตถุเป็นปุเรชาตปัจจัยแก่ขันธ์ไม่มีเหตุ และขันธ์ไม่มีเหตุเป็นปัจฉาชาตปัจจัยหนุนกลับไปยังร่างกายที่เกิดก่อน จากนั้นตารางนับปิดหมวดอนุโลมและปัจจนียะครบสามส่วน จบด้วยคำลงท้าย "นเหตุสเหตุกทุกํ นิฏฺฐิตํ ฯ" ในหน้า ๙๙ ซึ่งปิดทุกะที่ ๖ อย่างสมบูรณ์ ทันทีในหน้าเดียวกันเปิดทุกะใหม่ "สัปปัจจยทุกะ" (ทุกะที่ ๗: ธรรมมีปัจจัยปรุงแต่ง vs ธรรมไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง) ซึ่งมองกว้างกว่าเดิม ไม่จำก
- หน้า ๑๐๐–๑๐๔ สัปปัจจยทุกะ: ปฏิจจวารและปัญหาวารจนจบทุกะ สัปปัจจยทุกะดำเนินผ่านปฏิจจวาร ปัจจยวาร และปัญหาวารอย่างรวบรัด คัมภีร์ระบุว่าแทบทุกที่มีคำตอบเดียว ("สพฺพตฺถ เอกาเยว ปญฺหา") เพราะธรรมที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่งมีเพียงนิพพานเท่านั้น ในปัญหาวาร อารัมมณปัจจัยยกตัวอย่างพระอริยะพิจารณาทาน ศีล ฌาน มรรคผลที่เคยบำเพ็ญ (ธรรมมีปัจจัยปรุงแต่งเป็นอารมณ์) เทียบกับกรณีพิจารณานิพพานเป็นอารมณ์แห่งโคตรภู โวทาน มรรค ผล (ธรรมไม่มีปัจจัยปรุงแต่งเป็นอารมณ์) แสดงความแตกต่างชัดเจนระหว่างอารมณ์ที่เป็นสังขตธรรมกับอสังขตธรรม จบด้วย "สปฺปจฺจยทุกํ นิฏฺฐิตํ ฯ" ในหน้า ๑๐๔ ปิดทุ
- หน้า ๑๐๕ ปิดสังขตทุกะ (สั้นมาก) และเปิดสนิทัสสนทุกะ ทุกะที่ ๘ "สังขตทุกะ" (ธรรมที่ถูกปรุงแต่ง vs ธรรมที่ไม่ถูกปรุงแต่ง) เปิดและปิดในหน้าเดียว โดยคัมภีร์ระบุตรงๆ ให้ขยายความตามรูปแบบเดียวกับสัปปัจจยทุกะทุกประการเพราะเนื้อหาแทบไม่ต่างกัน จึงเป็นเนื้อหาอ้างอิงที่ไม่ต้องอธิบายซ้ำ ปิดด้วย "สงฺขตทุกํ นิฏฺฐิตํ ฯ" จากนั้นเปิดทุกะที่ ๙ "สนิทัสสนทุกะ" (ธรรมที่มองเห็นได้ด้วยตา vs ธรรมที่มองไม่เห็น) ซึ่งเป็นการจำแนกใหม่ตามคุณสมบัติทางกายภาพของรูปธรรม เริ่มปฏิจจวารด้วยตัวอย่างรูปที่มองไม่เห็น (อนิทัสสนะ เช่น เสียง กลิ่น) เป็นปัจจัยแก่รูปที่มองไม่เห็นอื่นๆ และ
- หน้า ๑๐๖–๑๑๐ สนิทัสสนทุกะ: ปฏิจจวาร ปัจจยวาร และเริ่มสังสัฏฐวาร (ยังไม่จบ) สนิทัสสนทุกะดำเนินต่อในปฏิจจวาร ไล่แจงชุดผสมของรูปที่มองเห็นได้ (สนิทัสสนะ - มีเพียงรูปารมณ์คือสีสันที่ตาเห็นเท่านั้นในหมวดนี้) กับรูปที่มองไม่เห็น (อนิทัสสนะ - เสียง กลิ่น รส สัมผัส และรูปธรรมอื่นที่เหลือ) ตัวอย่าง: มหาภูตรูป (ซึ่งเป็นอนิทัสสนะ) เป็นปัจจัยให้เกิดทั้งรูปที่มองเห็นได้และมองไม่เห็นพร้อมกัน แสดงว่าธาตุทั้งสี่เป็นฐานรองรับรูปทั้งสองประเภทได้ ปัจจัยต่างๆ เช่น เหตุ อารัมมณ อธิปติ ถูกไล่แจงตามรูปแบบเดียวกันพร้อมตารางนับปิดหมวดอนุโลมและปัจจนียะ (หน้า ๑๐๘-๑๐๙) จากนั้นปัจจยวารดำเนินตามรูป
- หน้า ๑๑๑–๑๑๕ สนิทัสสนทุกะ ปัญหาวาระ: เหตุปัจจัยถึงปุเรชาตปัจจัย ส่วนนี้เป็นการวิเคราะห์แบบปัญหาวาระ (คำถาม) ของทุกะที่ ๙ คือ สนิทัสสนทุกะ ซึ่งจับคู่ สนิทัสสนะ (สิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตา ได้แก่รูปายตนะเพียงอย่างเดียว) กับ อนิทัสสนะ (สิ่งที่มองไม่เห็น คือจิต เจตสิก และรูปอื่นๆ ทั้งหมดรวมทั้งเสียง กลิ่น รส สัมผัส) เนื่องจากมีเพียงรูปายตนะเท่านั้นที่ตาเห็นได้ ธรรมอื่นทั้งหมดจึงจัดเป็นอนิทัสสนะ แม้จะเป็นรูปธรรมก็ตาม ช่วงอารัมมณปัจจัย (หน้า 112) แสดงตัวอย่างสำคัญว่าธรรมที่มองไม่เห็นอย่างนิพพาน ฌาน มรรค ผล ก็ยังเป็นอารมณ์ของจิตได้เมื่อพระอริยะพิจารณาทบทวน (ปัจจเวกขณ์
- หน้า ๑๑๖–๑๒๑ สนิทัสสนทุกะ ปัญหาวาระ (จบ): ปัจฉาชาตปัจจัยถึงปิดทุกะ ดำเนินการวิเคราะห์สนิทัสสนะ/อนิทัสสนะต่อด้วยปัจฉาชาตปัจจัย อาเสวนปัจจัย กรรมปัจจัย วิปากปัจจัย อาหารปัจจัย อินทรียปัจจัย ฌาน มรรค สัมปยุตต วิปปยุตต และอัตถิปัจจัย (116-119) เช่น กายที่เกิดภายหลัง (ซึ่งเป็นกลุ่มรูปอนิทัสสนะ เพราะมีเพียงรูปายตนะเท่านั้นที่เป็นสนิทัสสนะ) เป็นปัจฉาชาตปัจจัยแก่รูปที่เกิดจากจิตก่อนหน้า หรืออาหารที่กลืนกินหล่อเลี้ยงกาย ตั้งแต่ข้อ [๒๑๕] หน้า 119 เนื้อหาเปลี่ยนเป็นตารางนับจำนวนปัญหาล้วนๆ (119-120) ซึ่งตรงไปตรงมาว่าเป็นเพียงข้อมูลอ้างอิงสำหรับตรวจสอบความครบถ้วน มิใช่คำอธิ
- หน้า ๑๒๒–๑๒๘ เปิดสัปปฏิฆทุกะ: ปฏิจจวาระและปัจจยวาระ เปิดทุกะที่ ๑๐ คือ สัปปฏิฆทุกะ ซึ่งจับคู่ สัปปฏิฆะ (รูปที่กระทบและถูกกระทบได้ ได้แก่มหาภูตรูป ๔ และอายตนะรับสัมผัสทั้ง ๕) กับ อัปปฏิฆะ (สิ่งที่ไม่กระทบ คือนามธรรมทั้งหมดและรูปละเอียดบางชนิดเช่นอาโปธาตุและชีวิตินทรีย์) ในปฏิจจวาระด้วยเหตุปัจจัย (122-124) แสดงว่ามหาภูตรูปหนึ่งเป็นปัจจัยแก่มหาภูตรูปอื่นและรูปที่เกิดจากจิต รวมถึงจุดที่น่าสนใจคืออาโปธาตุแม้จัดเป็นอัปปฏิฆะ (สัมผัสโดยตรงไม่ได้) แต่ก็ยังอาศัยมหาภูตรูปที่กระทบได้เกิดขึ้น ปฏิจจวาระทั้ง 4 วิธี (อนุโลม ปัจจนียะ อนุโลมปัจจนียะ ปัจจนียานุโลม)
- หน้า ๑๒๙–๑๓๔ สัปปฏิฆทุกะ ปัญหาวาระ: เหตุถึงกรรมปัจจัย เริ่มปัญหาวาระของสัปปฏิฆทุกะ ช่วงอารัมมณปัจจัยที่ยาว (129-131) แสดงว่าอารมณ์ที่กระทบได้ (รูป เสียง สัมผัส) เป็นอารมณ์ของจิตที่รับรู้มัน ในขณะที่ขันธ์อัปปฏิฆะ (เวทนา สัญญา สังขาร รวมถึงจิตเอง) เป็นอารมณ์ได้เมื่อบุคคลทบทวนทานที่ให้ ศีลที่รักษา ฌานที่เคยเข้า หรือพิจารณากิเลสที่ละแล้วหลังบรรลุมรรค แสดงว่า "การกระทบ" เป็นคุณสมบัติทางกายภาพ อารมณ์ที่เกิดจากการทบทวนทางใจจึงจัดเป็นอัปปฏิฆะเสมอไม่ว่าจะทบทวนเรื่องใด ช่วงอธิปติปัจจัย (131-132) ซ้ำแบบแผนเดียวกันสำหรับสิ่งที่ "ให้ความสำคัญ" จากนั้นอนันตร-สมน
- หน้า ๑๓๕–๑๔๑ สัปปฏิฆทุกะ ปัญหาวาระ (จบ): อินทรียปัจจัยถึงปิดทุกะ ดำเนินต่อด้วยอินทรียปัจจัย (135) ฌาน-มรรค-สัมปยุตตปัจจัย (135) และช่วงวิปปยุตต-อัตถิปัจจัยที่ยาว (135-139) ซึ่งไล่เรียงว่ามหาภูตรูปและรูปที่เกิดจากมันค้ำจุนกันด้วยการ "มีอยู่" (อัตถิปัจจัย) อย่างไร เช่นอาโปธาตุค้ำจุนจักขายตนะและโผฏฐัพพายตนะ หรืออาหารคำข้าวหล่อเลี้ยงกาย เนื้อหาช่วงนี้ส่วนใหญ่เป็นการไล่คู่รูป-นามอย่างเป็นระบบมากกว่าจะมีหลักธรรมใหม่ หน้า 139 ปิดตารางนับฝ่ายอนุโลม ("อนุโลมํ นิฏฺฐิตํ ฯ") จากนั้นวิธีปัจจนียะและตารางผสมดำเนินไปจนถึงหน้า 141 คำปิดท้าย "สปฺปฏิฆทุกํ นิฏฺฐิตํ ฯ" ที่หน้า 14
- หน้า ๑๔๒–๑๔๖ รูปีทุกะ: ปฏิจจวาระและเปิดปัจจยวาระ ดำเนินและปิดปฏิจจวาระของรูปีทุกะ ซึ่งจับคู่ รูปี (มหาภูตรูปและรูปทั้งหมด) กับ อรูปี (จิต เจตสิก และนิพพาน) จุดที่น่าสนใจคือในขณะปฏิสนธิ วัตถุรูป (หทยวัตถุ ซึ่งเป็นรูปี) เป็นที่อาศัยของขันธ์วิบากอรูปีโดยเหตุปัจจัย แสดงว่านามและรูปพึ่งพาอาศัยกันตั้งแต่ขณะแรกของภพใหม่ แม้ฝ่ายหนึ่ง "มีรูป" อีกฝ่าย "ไม่มีรูป" ก็ตาม ปฏิจจวาระทั้ง 4 วิธีจบอย่างรวดเร็ว (ส่วนใหญ่ย่อด้วย "สงฺขิตฺตํ" เพราะซ้ำแบบแผนทุกะก่อนหน้า) ปัจจยวาระเริ่มหน้า 144 ไล่คู่รูปี/อรูปีแบบเดียวกันภายใต้ปัจจัยชื่ออื่น ช่วงปัจจนียะที่ยาว (145-1
- หน้า ๑๔๗–๑๕๑ รูปีทุกะ ปัญหาวาระ: เหตุถึงกรรมปัจจัย หลังบันทึกสั้นๆ ว่าวาระสหชาตและสัมปยุตต์เหมือนปฏิจจวาระ ("เอกาเยว ปัญหา") ปัญหาวาระเปิดด้วยเหตุปัจจัย (147) และช่วงอารัมมณปัจจัยที่ยาว (148) ซ้ำแบบแผนเดิม คือ อารมณ์รูปี (รูป เสียง สัมผัส) เป็นอารมณ์ของจิตที่รับรู้ ส่วนธรรมอรูปี เช่นทาน ศีล ฌาน มรรค ผล และนิพพาน เป็นอารมณ์เมื่อถูกทบทวนหรือน้อมนึกถึง และเป็นฐานของอภิญญาต่างๆ ช่วงอธิปติปัจจัย (149) ซ้ำแบบแผนเดียวกันสำหรับสิ่งที่ "ให้ความสำคัญ" หน้า 149-151 ไล่เรียงอนันตร-สมนันตร-สหชาต-นิสสยปัจจัย (สรุปด้วยตัวเลข) อุปนิสสยปัจจัย (เช่น อุตุหรือที่อย
- หน้า ๑๕๒–๑๕๖ รูปีทุกะ ปัญหาวาระ (จบ): อินทรียปัจจัยถึงปิดทุกะ และเปิดโลกิยทุกะ จบปัญหาวาระด้วยวิปาก-อาหาร-อินทรีย์-ฌาน-มรรค-สัมปยุตตปัจจัย (151-152) ช่วงวิปปยุตตปัจจัย (152-153) แสดงว่ารูปกับนามค้ำจุนกันด้วยการ "แยกขาดจากกัน" เช่นวัตถุรูปหนุนนาม หรือกายที่เกิดภายหลังหนุนกลุ่มจิตที่เกิดก่อน และช่วงอัตถิปัจจัยที่ยาว (153-154) ไล่เรียงว่าธาตุ อายตนะ และขันธ์แต่ละอย่างเป็นปัจจัยค้ำจุนกันอย่างไรลงไปถึงขณะปฏิสนธิ ตารางนับฝ่ายอนุโลมปิดที่หน้า 155 ("อนุโลมํ นิฏฺฐิตํ ฯ") ตามด้วยวิธีปัจจนียะและตารางผสม (155-156) ปิดท้ายด้วยคำว่า "รูปิทุกํ นิฏฺฐิตํ ฯ" ที่หน้า 156 ซึ่งปิดทุกะที่ ๑๑ อย
- หน้า ๑๕๗–๑๖๑ โลกิยทุกะ: ปฏิจจวาระและปัจจยวาระ พัฒนาคู่โลกิยะ/โลกุตตระผ่านปฏิจจวาระและปัจจยวาระ จุดที่น่าสนใจทางหลักธรรมในปัจจยวาระ (หน้า 159) คือวัตถุรูป (หทยวัตถุ) ซึ่งเป็นรูปฝ่ายโลกิยะ ถูกระบุว่าเป็นฐานที่หนุน (โดยเหตุปัจจัย) ให้จิตมรรคฝ่ายโลกุตตระเกิดขึ้นได้ แสดงว่าแม้จิตที่ประเสริฐเหนือโลกที่สุดก็ยังต้องอาศัยรูปธรรมดาค้ำจุน เพราะจิตของสัตว์ไม่เคยเกิดขึ้นได้โดยไม่พึ่งกาย ตารางนับฝ่ายอนุโลมปิดที่หน้า 160 ("อนุโลมํ นิฏฺฐิตํ ฯ") วิธีปัจจนียะ (ระบุว่าวิจิกิจฉาและอุทธัจจะเป็นสภาวะอกุศลไร้เหตุเพียงสองอย่างที่ขวางวิปัสสนา) ดำเนินไปจนถึงหน้า 161
- หน้า ๑๖๒–๑๖๕ โลกิยทุกะ ปัญหาวาระ: อารัมมณ อธิบดี และอนันตรปัจจัย (ยังไม่จบ) ดำเนินปัญหาวาระต่อด้วยช่วงอารัมมณปัจจัยที่ยาว (162-163) อารมณ์ทางโลกทั่วไปและกรรมที่ทบทวนเป็นอารมณ์ของจิตโลกิยะ ส่วนนิพพานเป็นอารมณ์เดียวที่จิตมรรคและผล (โลกุตตระ) รับรู้ได้โดยตรง เพราะนิพพานซึ่งเป็นสภาวะไม่ปรุงแต่งจะเป็นอารัมมณปัจจัยแก่จิตอื่นไม่ได้นอกจากจิตที่บรรลุถึงมันโดยตรง แต่พระอริยะยังทบทวนมรรค ผล และนิพพานได้ในภายหลังด้วยจิตโลกิยะ ช่วงอธิปติปัจจัย (163-164) ซ้ำแบบแผนเดียวกัน ช่วงอนันตรปัจจัย (164) มีคู่ที่สำคัญทางโครงสร้างคือ โคตรภูจิต (ยังจัดเป็นโลกิยะเพราะยังไม่รู้แจ้งนิพพานโดยตรง) เป
- หน้า ๑๖๖–๑๗๒ ปิดท้ายโลกิยทุกะ: ปัจจัยที่เหลือระหว่างโลกิยธรรมกับโลกุตตรธรรม ช่วงนี้เป็นการไล่เรียงปัจจัยที่เหลือของโลกิยทุกะ ซึ่งเป็นคู่ระหว่าง "โลกิยธรรม" (สภาวะทางโลกทั่วไป เช่น การเห็น การได้ยิน การรับผลกรรม) กับ "โลกุตตรธรรม" (มรรค ๔ ผล ๔ และนิพพานเท่านั้น) โดยแสดงว่าฐานรูปธรรม เช่น จักขายตนะและหทยวัตถุ เป็นปุเรชาตปัจจัย (สิ่งที่เกิดก่อนและเป็นที่รองรับ) ให้ทั้งจิตฝ่ายโลกิยะและจิตฝ่ายโลกุตตระเหมือนกัน แสดงให้เห็นว่าแม้จิตที่บรรลุมรรคผลก็ยังต้องอาศัยกายเนื้อเป็นที่ตั้ง อีกตัวอย่างคือเจตนาฝ่ายโลกุตตระ (ที่ประกอบกับมรรคจิต) เป็นกัมมปัจจัยปรุงแต่งผลจิตฝ่ายโลกิยะที่เกิดต
- หน้า ๑๗๓–๑๗๖ เกนจิวิญเญยยทุกะ: ทุกะที่โครงสร้างไม่สมมาตรจริง ทุกะนี้จับคู่ "สิ่งที่วิญญาณบางอย่างรู้ได้" กับ "สิ่งที่วิญญาณใดๆ ก็รู้ไม่ได้" โดยแสดงเหตุปัจจัยในรูปแบบมาตรฐาน เช่น ขันธ์หนึ่งที่วิญญาณรู้ได้เป็นปัจจัยแก่ขันธ์อีกสามและรูปที่เกิดจากจิต แต่ดังที่บริบทของทุกะนี้ระบุไว้ ทุกะนี้มีลักษณะเสื่อมโครงสร้าง เพราะธรรมทุกอย่างที่ถูกปรุงแต่งล้วนถูกวิญญาณบางอย่างรู้ได้เสมอ ฝั่ง "รู้ไม่ได้เลย" จึงแทบไม่มีเนื้อหาจริง ทำให้ผู้แต่งคัมภีร์ย่อเนื้อหาลงมาก (ใช้คำว่า "สังขิตตัง") แทนที่จะขยายความเต็มรูปแบบเหมือนทุกะอื่น ปัญหาวารในช่วงนี้จึงแสดงเฉพาะเหตุปัจจัยอย่างย่
- หน้า ๑๗๗–๑๘๒ อาสวทุกะ: เริ่มต้น — อะไรทำให้ธรรมเป็นตัวอาสวะเอง อาสวทุกะเปิดฉาก (หัวข้อและตอนต้นปรากฏที่ท้ายหน้า ๑๗๖) จับคู่ธรรมที่ตัวมันเองเป็นอาสวะ (หนึ่งใน ๔ คือ กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ) กับธรรมที่ไม่ใช่อาสวะ โดยแสดงว่าอาศัยกามาสวะ ทิฏฐาสวะและอวิชชาสวะเกิดร่วมกันได้อย่างไร (ความอยากในกามพัวพันกับความเห็นผิดและความไม่รู้) ประกอบเป็นวงจร "จักกะ" ที่อาสวะทั้งสี่ปรุงแต่งกันเอง และยังแสดงด้านตรงข้ามว่าขันธ์ธรรมดาที่ไม่ใช่อาสวะก็เป็นปัจจัยให้อาสวะทั้งสี่เกิดขึ้นได้ เพราะประสบการณ์สามัญเป็นพื้นฐานที่ตัณหา ทิฏฐิ และอวิชชางอกงามออกมา ส่วนวาระถัดไป (ปัจจย
- หน้า ๑๘๓–๑๘๖ อาสวทุกะ: อารัมมณปัจจัยและอธิปติปัจจัย — เมื่อความยินดีในกุศลกลายเป็นเชื้ออาสวะ ช่วงนี้แสดงว่าอาสวะกับธรรมที่ไม่ใช่อาสวะเป็นปัจจัยแก่กันได้อย่างไรโดยอารมณ์ (อารัมมณปัจจัย) และโดยความยิ่งใหญ่ (อธิปติปัจจัย) ตัวอย่างสำคัญคือ บุคคลให้ทาน รักษาศีล เจริญฌาน หรือแม้แต่พิจารณามรรค ผล และนิพพาน ล้วนเป็นอารมณ์ที่ไม่ใช่อาสวะ แต่หากบุคคลนั้นเพลิดเพลินยินดีในการกระทำหรือการพิจารณานั้น ความยินดีนั้นเองที่เอาการกระทำดีหรือจิตพิจารณานั้นเป็นอารมณ์ กลับก่อให้เกิดตัณหาหรือทิฏฐิ (อาสวะ) ขึ้นได้ กล่าวคือแม้ความดีงามและการนึกถึงนิพพานก็อาจกลายเป็นเชื้อของอาสวะได้หากถูกยึดถือด้วยความเพลิดเพลิน
- หน้า ๑๘๗–๑๙๑ อาสวทุกะ: ปัจจัยลำดับติดต่อและปกตูปนิสสยปัจจัย ช่วงนี้ไล่เรียงปัจจัยลำดับติดต่อ ความเป็นเหตุร่วม ความเกื้อกูลกัน จนถึงปกตูปนิสสยปัจจัย (ความเป็นที่อาศัยตามปกติ) ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ให้ความหมายชัดเจนที่สุด คือ อาศัยศรัทธา บุคคลอาจให้ทาน รักษาศีล หรือบรรลุฌานได้ก็จริง แต่อาศัยศรัทธาเดียวกันนั้นเอง (หรืออาศัยโลภะ ทิฏฐิ หรือแม้แต่ที่อยู่อาศัย) บุคคลก็อาจเกิดมานะ ยึดถือทิฏฐิผิด หรือถึงกับทำสังฆเภทได้เช่นกัน แสดงให้เห็นว่าคุณสมบัติทางจิตหรือปัจจัยสนับสนุนภายนอกอย่างเดียวไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ที่ดีหรือชั่ว ขึ้นอยู่กับว่าจะนำไปใช้อย่างไร ส่วนปุเรชาตป
- หน้า ๑๙๒–๑๙๖ อาสวทุกะ: ปัจจัยที่เหลือ (อาเสวนะ ถึง อัตถิปัจจัย) — เนื้อหาอ้างอิง ช่วงนี้ไล่เรียงอาเสวนปัจจัย กัมมปัจจัย วิปากปัจจัย อาหารปัจจัย อินทรียปัจจัย ฌานปัจจัย มัคคปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย วิปปยุตตปัจจัย และเข้าสู่อัตถิปัจจัย (ความมีอยู่เป็นปัจจัย) ซึ่งขยายความมากที่สุดในช่วงนี้ด้วยวงจร "จักกะ" ซ้ำหลายครั้งว่าอาสวะทั้งสี่เกื้อกูลกันและกันอย่างไร เช่น กามาสวะร่วมกับวัตถุที่ตั้งเป็นปัจจัยแก่ทิฏฐาสวะและอวิชชาสวะ และในทางกลับกัน ขันธ์ที่ไม่ใช่อาสวะร่วมกับอาสวะหนึ่งก็เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่ประกอบด้วยอาสวะอื่นเพิ่มเติมได้ แสดงว่าในขณะจิตหนึ่งๆ อาสวะและองค์ประกอบทางใจหลายอย่างมี
- หน้า ๑๙๗–๑๙๘ จบอาสวทุกะ และสาสวทุกะ: ธรรมที่ไปด้วยกันกับอาสวะ หน้า ๑๙๗ เปิดต้นด้วยการปิดท้ายอาสวทุกะด้วยคำลงท้าย "อาสวทุกัง นิฏฺฐิตัง ฯ" (จบทุกะเรื่องธรรมที่เป็นตัวอาสวะเอง) จากนั้นทุกะใหม่เปิดขึ้นทันทีในหน้าเดียวกัน คือ สาสวทุกะ ซึ่งจับคู่ "สาสวะ" (ธรรมที่ไปด้วยกันกับอาสวะ คือเกิดร่วมกับอาสวะไม่ว่าตัวมันเองจะเป็นอาสวะหรือไม่) กับ "อนาสวะ" (ธรรมที่ปลอดจากอาสวะโดยสิ้นเชิง ฝ่ายโลกุตตระ) ต่างจากอาสวทุกะก่อนหน้าที่ถามว่าธรรมนั้น "เป็น" อาสวะเองหรือไม่ ทุกะนี้ถามกว้างกว่าคือธรรมนั้น "อยู่ร่วมกับ" อาสวะหรือไม่ ขันธ์ฝ่ายโลกิยะทั่วไปทั้งกุศลและอกุศลจึงนับเป็นสาสวะ
- หน้า ๑๙๙–๒๐๓ อาสวสัมปยุตตทุกะ: เริ่มต้น — ประกอบกับอาสวะ ต่างจากพรากจากอาสวะ ทุกะใหม่เปิดขึ้นทันทีหลังสาสวทุกะปิด (หัวข้อและตอนต้นปรากฏที่ท้ายหน้า ๑๙๘) คราวนี้จับคู่ธรรมที่ "ประกอบร่วม" กับอาสวะในขณะจิตเดียวกัน กับธรรมที่ "พรากจาก" อาสวะโดยสิ้นเชิง เป็นการแยกแยะที่ละเอียดกว่าสองทุกะก่อนหน้า ตัวอย่างหลักที่ใช้ซ้ำตลอดช่วงนี้คือจิตที่ประกอบด้วยโทมนัส ร่วมกับวิจิกิจฉาหรืออุทธัจจะ ซึ่งล้วนประกอบกับโมหะ (โมหะเองก็เป็นหนึ่งในอาสวะ) แสดงว่าขันธ์ที่ประกอบกับอาสวะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ประกอบกับอาสวะอื่นต่อไปได้ หรือเป็นปัจจัยแก่โมหะซึ่งพรากจากขันธ์เหล่านั้น (เพราะโมหะเป็นตัวอาสวะเอง ไ
- หน้า ๒๐๔–๒๐๗ อาสวสัมปยุตตทุกะ: เงื่อนไขปฏิเสธ — ข้อยกเว้นในภูมิอรูป ช่วงนี้แสดงเงื่อนไขปฏิเสธ (ธรรมที่เกิดขึ้นโดยไม่อาศัยเหตุปัจจัย ไม่อาศัยอารัมมณปัจจัย ฯลฯ) และปุเรชาตปัจจัยฝ่ายลบ โดยมีข้อสังเกตสำคัญที่คัมภีร์ระบุไว้ชัดเจนคือ ในภูมิอรูป (ภพที่ไม่มีรูป) ไม่มีฐานรูปธรรมที่เกิดก่อนเลย เพราะภพนั้นไม่มีกายเนื้อ รูปแบบมาตรฐานเรื่องจักขายตนะ-หทยวัตถุที่ใช้ตลอดทั้งเล่มจึงใช้ไม่ได้ในภูมินี้ ส่วนปัจฉาชาตปัจจัยและอาเสวนปัจจัยยังคงย้ำรูปแบบเดิม ก่อนที่ช่วงนี้จะปิดปฏิจจวารด้วย "สหชาตวาโร ปฏิจจวารสทิโส" (สหชาตวารเหมือนปฏิจจวาร) แล้วเข้าสู่ปัจจยวารด้วยเหตุปัจจัย ยังคงใช้กลุ่
- หน้า ๒๐๘–๒๑๐ อาสวสัมปยุตตทุกะ: ปัจจยวารต่อเนื่อง — เนื้อหาอ้างอิง ช่วงนี้ยังคงเป็นปัจจยวาร (การไล่เรียงปัจจัยแบบ "อาศัย...เป็นปัจจัย") ต่อจากเหตุปัจจัย ผ่านอารัมมณปัจจัย ไปจนถึงตารางนับจำนวนและเงื่อนไขปฏิเสธ ก่อนที่คัมภีร์จะระบุว่านิสสยวารให้ถือตามแบบปัจจยวารเช่นเดียวกัน ("นิสฺสยวาโรปิ ปจฺจยวารสทิโส") เนื้อหายังคงวนซ้ำรูปแบบเดิมคือขันธ์ประกอบอาสวะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ประกอบอาสวะอื่นหรือแก่โมหะ และในทางกลับกัน จึงเป็นข้อมูลอ้างอิงที่ตรวจสอบความครบถ้วนของชุดปัจจัยมากกว่าจะมีตัวอย่างใหม่ให้ตีความ
- หน้า ๒๑๑–๒๑๔ อาสวสัมปยุตตทุกะ: ปัญหาวารเปิดต้น — โทสะและโมหะในฐานะเหตุ ช่วงนี้ปิดสังสัฏฐวารและสัมปยุตตวารด้วยการอ้างอิงกลับไปหาวารก่อนหน้า ("สังสัฏฐวารสทิโส") แล้วเปิดวาระถามตอบทีละปัจจัย (ปัญหาวาร) ด้วยเหตุปัจจัย ซึ่งคัมภีร์ระบุตัวธรรมที่เป็นเหตุอย่างเจาะจงว่าคือ "โทสะ" และ "โมหะ" กล่าวคือ โทสะเป็นเหตุปัจจัยแก่โมหะ และทั้งสองร่วมกันเป็นเหตุปัจจัยแก่ขันธ์ที่ประกอบร่วมและรูปที่เกิดตามมา ส่วนอารัมมณปัจจัยที่ตามมาย้อนกลับไปยังรูปแบบเดียวกับที่พบในอาสวทุกะคือ การพิจารณาทาน ศีล หรือแม้แต่มรรค ผล นิพพาน ล้วนเป็นจิตที่พรากจากอาสวะ แต่หากเพลิดเพลินในการพิจารณานั้น ความเพลิ
- หน้า ๒๑๕–๒๒๐ อาสวสัมปยุตตทุกะ: อธิปติปัจจัยถึงอุปนิสสยปัจจัย (ยังไม่ปิดท้ายในช่วงนี้) ช่วงนี้สานต่อปัญหาวารด้วยอธิปติปัจจัย (แบบเดียวกับ "ครุกตวา" ที่พบในอาสวทุกะ) แล้วไล่เรียงปัจจัยลำดับติดต่อ ความเป็นปัจจัยร่วม ความเกื้อกูลกัน และนิสสยปัจจัยอย่างกระชับ ก่อนจะเข้าสู่ปกตูปนิสสยปัจจัยซึ่งย้ำตัวอย่างที่พบก่อนหน้าว่าอาศัยศรัทธาอย่างเดียวกัน บุคคลอาจให้ทานหรือรักษาศีลก็ได้ แต่ก็อาจอาศัยเหตุเดียวกันนั้นเกิดมานะ ยึดทิฏฐิผิด หรือถึงกับทำสังฆเภทได้เช่นกัน แสดงว่าเงื่อนไขสนับสนุนทางใจไม่ได้กำหนดผลลัพธ์ทางศีลธรรมไว้ล่วงหน้า ขึ้นอยู่กับวิธีที่จิตนำไปใช้ เนื้อหาดำเนินต่อไปจนจบช่วงที่อ่านนี้ท
- หน้า ๒๒๑–๒๒๔ อาสวสัมปยุตตทุกะ: ปัจจัยปุเรชาต ปัจฉาชาต อาเสวนะ กรรม วิบาก อาหาร อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างธรรมที่ประกอบร่วมกับอาสวะ (เกิดในจิตดวงเดียวกับกิเลสตัวอาสวะ เช่น ราคะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา อุทธัจจะที่ประกอบกับโมหะ) กับธรรมที่ปราศจากอาสวะ ผ่านปัจจัยหลายชนิดต่อจากตอนก่อนหน้า ปุเรชาตปัจจัยแสดงว่าอารมณ์หรือวัตถุที่มีอยู่ก่อนเป็นเหตุให้จิตเกิดขึ้นภายหลังได้สองแบบตรงข้ามกัน เช่น เมื่อพิจารณาจักษุ/วัตถุโดยความเป็นของไม่เที่ยงด้วยปัญญา เป็นเหตุให้ขันธ์ที่ปราศจากอาสวะเกิด แต่เมื่อเพลิดเพลินยินดีในอารมณ์เดียวกันกลับเป็นเหตุให้ราคะหรือกิเลสอื่นที่ประกอบกับอาสวะเกิดขึ้นแทน ปัจฉาชาตป
- หน้า ๒๒๕–๒๒๙ อาสวสัมปยุตตทุกะ: ปัจจัยอินทรีย์ วิปปยุตต อัตถิ และตารางนับปิดวาร ต่อเนื่องปุจฉาวาระของทุกะที่ ๑๖ ด้วยอินทรียปัจจัย ฌานปัจจัย มัคคปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย (สรุปย่อเป็นจำนวนข้อ) จากนั้นขยายวิปปยุตตปัจจัย (สภาวะแยกขาดกันแม้เกิดร่วม) และอัตถิปัจจัย (ปัจจัยแห่งความมีอยู่ ครอบคลุมกว้างที่สุดทั้งเกิดร่วม เกิดก่อน เกิดหลัง อาหาร อินทรีย์) ตัวอย่าง วัตถุที่เกิดก่อน เช่น จักขายตนะ เป็นอัตถิปัจจัยแก่ขันธ์ที่ประกอบกับอาสวะเมื่อราคะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา หรือโทมนัสเกิดขึ้นโดยอาศัยวัตถุนั้น จบด้วยตารางนับจำนวนคู่ปัจจัยทั้งหมด (เหตุ ๙ อารมณ์ ๙ อธิบดี ๕ ฯลฯ) ซึ่งเป็นเพียงข้อมูลอ้างอิ
- หน้า ๒๓๐–๒๓๔ จบอาสวสัมปยุตตทุกะ เปิด-ปิดอาสวสาสวทุกะ (ทุกะที่ ๑๗) หน้า ๒๓๐ เป็นจุดปิดทุกะที่ ๑๖ ด้วยโคโลฟอน "อาสวสมฺปยุตฺตทุกํ นิฏฺฐิตํ" หลังตารางนับฝ่ายปัจจนียะและอนุโลมปัจจนียะ จากนั้นเปิดทุกะใหม่คือ อาสวสาสวทุกะ (ทุกะที่ ๑๗) ซึ่งเป็นทุกะผสมที่จำแนกธรรมพร้อมกันสองมิติ คือ "เป็นตัวอาสวะเอง" กับ "เป็นสาสวะ" (สภาพที่ถูกอาสวะยึดเป็นอารมณ์ได้) ปฏิจจวารแสดงว่าอาสวะตัวหนึ่งเป็นเหตุปัจจัยให้อาสวะตัวอื่นเกิดร่วมในจิตดวงเดียวกันได้ เช่น กามาสวะเป็นปัจจัยแก่ทิฏฐาสวะและอวิชชาสวะ (จัดเป็น "จักร" หมุนวนของกิเลส) ขณะที่ขันธ์สามัญที่เป็นสาสวะแต่ไม่ใช่อาสวะเองก็เป็นเหตุปัจจั
- หน้า ๒๓๕–๒๔๐ อาสวอาสวสัมปยุตตทุกะ (ทุกะที่ ๑๘): ปฏิจจวารและปัญหาวาร ทุกะที่ ๑๘ ผสานสองมิติคือ "เป็นตัวอาสวะ" กับ "ประกอบร่วมกับอาสวะ" (ต่างจากทุกะก่อนที่ผสาน "เป็นอาสวะ" กับ "เป็นสาสวะ") ปฏิจจวารแสดงตัวอย่างกามาสวะเป็นเหตุปัจจัยให้ทิฏฐาสวะและอวิชชาสวะซึ่งประกอบกับอาสวะเกิดร่วมกัน (จักรของกิเลสแบบเดียวกับทุกะก่อน) หลังตารางนับ ปัญหาวารเริ่มด้วยเหตุปัจจัยแสดงว่าธรรมที่ประกอบกับอาสวะแต่ไม่ใช่อาสวะเอง (คือขันธ์ที่ประกอบ) เป็นเหตุปัจจัยแก่ขันธ์ที่ประกอบกันเองได้ ขยายผ่านอารมณปัจจัยและปัจจัยอื่นจนถึงกัมมปัจจัยและอาหารปัจจัย ปิดท้ายด้วยตารางนับและโคโลฟอน "อาสวอาสวสมฺปย
- หน้า ๒๔๑–๒๔๔ จบอาสววิปปยุตตสาสวทุกะ เปิดสัญโญชนทุกะ (ทุกะที่ ๒๐) หน้า ๒๔๑ ปิดทุกะที่ ๑๙ (อาสววิปปยุตตสาสวทุกะ ซึ่งจำแนกธรรมที่ปราศจากอาสวะแต่ยังเป็นสาสวะ กับธรรมที่เป็นอนาสวะแท้จริง เช่น มรรคผลนิพพาน) ด้วยโคโลฟอน "อาสววิปฺปยุตฺตสาสวทุกํ นิฏฺฐิตํ" เนื้อหาสั้นมากเพียงย่อความคล้ายทุกะโลกิยะ จากนั้นเปิดทุกะสำคัญคือ สัญโญชนทุกะ (ทุกะที่ ๒๐) ซึ่งจำแนกธรรมที่ตัวมันเองเป็นสังโยชน์ (หนึ่งในสิบเครื่องผูกมัดสัตว์ไว้กับสังสารวัฏ เช่น กามราคะ ปฏิฆะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ภวราคะ อิสสา มัจฉริยะ อวิชชา) กับธรรมที่ไม่ใช่สังโยชน์ ปฏิจจวารยกตัวอย่างกามราคสังโยชน์เป็
- หน้า ๒๔๕–๒๔๘ สัญโญชนทุกะ: ปัจจยวารต่อ สังสัฏฐวาร และเริ่มปัญหาวาร ปัจจยวารของสัญโญชนทุกะดำเนินตามแบบปฏิจจวารแต่ใช้คำว่า "ปัจจยา" แทน "ปฏิจจ" ให้เนื้อหาเดียวกัน จบด้วยตารางนับและสังสัฏฐวารซึ่งย่อมากเพียงยืนยันหลักการเดียวกับปฏิจจวาร จากนั้นเข้าสู่ปัญหาวาร (คำถาม-คำตอบวิเคราะห์ปัจจัยทีละชนิดอย่างละเอียด) เริ่มด้วยอารมณปัจจัยซึ่งอธิบายว่าเมื่อธรรมที่ไม่ใช่สังโยชน์ (เช่น การให้ทาน รักษาศีล เจริญฌาน หรือพิจารณามรรคผลนิพพาน) เป็นอารมณ์ อาจเป็นปัจจัยให้ทั้งสังโยชน์เกิดขึ้น (หากยึดถือด้วยตัณหามานะทิฏฐิ) หรือให้ธรรมที่ไม่ใช่สังโยชน์เกิดขึ้น (หากพิจารณาโดยปัญญา) เช่น ผู
- หน้า ๒๔๙–๒๕๒ สัญโญชนทุกะ ปัญหาวาร: อธิปติ อนันตระ อุปนิสสยะ ปุเรชาต อธิปติปัจจัยแสดงว่าเมื่อให้สังโยชน์เป็นอารมณ์หนักแน่น (ครุการมณ์) ย่อมเป็นปัจจัยให้สังโยชน์อื่นเกิด เช่นเดียวกับการให้ทานหรือรักษาศีลโดยยึดเป็นอารมณ์หนักแน่นก็เป็นปัจจัยแก่ธรรมฝ่ายไม่ใช่สังโยชน์ อนันตรปัจจัยแสดงว่าสังโยชน์ดวงก่อนเป็นปัจจัยไร้ระหว่างคั่นแก่สังโยชน์ดวงหลัง และธรรมฝ่ายไม่ใช่สังโยชน์ก่อนก็เป็นปัจจัยแก่สังโยชน์หรือธรรมไม่ใช่สังโยชน์ที่ตามมาได้ (จนถึงผลสมาบัติ) อุปนิสสยปัจจัยขยายความสำคัญ คือธรรมที่ไม่ใช่สังโยชน์ (เช่น ศรัทธา) อาจเป็นที่พึ่งพิงหนุนให้เกิดทั้งกุศล (การให้ทาน สมาบัติ) ห
- หน้า ๒๕๓–๒๕๖ จบสัญโญชนทุกะ เปิด-ปิดสัญโญชนิยทุกะ เปิดสัญโญชนสัมปยุตตทุกะ ปัญหาวารของสัญโญชนทุกะจบลงด้วยปัจฉาชาตปัจจัย อาเสวนปัจจัย กัมมปัจจัย และอัตถิปัจจัย (ปัจจัยกว้างที่สุด) ตามด้วยตารางนับปิดวาระ แล้วปิดทุกะที่ ๒๐ ด้วยโคโลฟอน "สญฺโญชนทุกํ นิฏฺฐิตํ" ที่หน้า ๒๕๖ หน้าเดียวกันนี้ยังบรรจุทุกะที่ ๒๑ ทั้งหมดคือ สัญโญชนิยทุกะ (จำแนกธรรมที่เป็นอารมณ์ให้สังโยชน์ยึดได้ กับธรรมที่ไม่เป็นเช่นนั้น) ซึ่งเปิดและปิดในหน้าเดียวกัน โดยระบุให้ทำเหมือนทุกะโลกิยะในจูฬันตรทุกะ (ย่อมาก ไม่มีเนื้อหาขยายความ) จากนั้นเปิดทุกะที่ ๒๒ คือ สัญโญชนสัมปยุตตทุกะ ซึ่งจำแนกธรรมที่ประกอบร่วมกับสังโย
- หน้า ๒๕๗–๒๖๐ สัญโญชนสัมปยุตตทุกะ: ปฏิจจวาร (เหตุ อารมณ์ อธิบดี) และตารางนับ ปฏิจจวารของทุกะที่ ๒๒ แสดงความสัมพันธ์ระหว่างธรรมที่ประกอบกับสังโยชน์กับธรรมที่ปราศจากสังโยชน์ ตัวอย่างสำคัญคือกรณีของโมหะที่ประกอบกับอุทธัจจะ (อุทธัจจสหคตโมหะ) ซึ่งจัดเป็น "ปราศจากสังโยชน์" ในทางเทคนิค (เพราะอุทธัจจะเองไม่ถูกนับเป็นสังโยชน์ในทุกะนี้) แต่ยังเป็นเหตุปัจจัยให้ขันธ์ที่ประกอบกับสังโยชน์ตัวอื่นเกิดขึ้นได้ แสดงว่าการจัดประเภท "ประกอบ/ปราศจาก" ในทุกะนี้ขึ้นกับว่าสภาวธรรมใดถูกนับเป็นสังโยชน์โดยตรงเท่านั้น อารมณปัจจัยและอธิปติปัจจัยแสดงหลักการทำนองเดียวกัน จบด้วยตารางนับจำนวนคู่ปัจจัยซึ่
- หน้า ๒๖๑–๒๖๔ สัญโญชนสัมปยุตตทุกะ ปัจจยวาร: เหตุปัจจัยและอารมณปัจจัย ปัจจยวารทวนเนื้อหาแบบเดียวกับปฏิจจวารแต่ใช้รูปประโยค "ปัจจยา" เหตุปัจจัยแสดงว่าวัตถุ (เช่น หทยวัตถุ) ที่เกิดร่วมเป็นปัจจัยแก่ทั้งขันธ์ที่ประกอบและปราศจากสังโยชน์ และอุทธัจจสหคตโมหะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่ประกอบร่วมกัน อารมณปัจจัยขยายเพิ่มกรณีวัตถุเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ/กายวิญญาณ (ปัจจัยทางประสาทสัมผัส) แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่าง "ประกอบ" และ "ปราศจาก" สังโยชน์นั้นดำเนินไปพร้อมกับความสัมพันธ์ทางกายภาพ (วัตถุ-วิญญาณ) ไม่ใช่เฉพาะทางจิตใจเท่านั้น จบด้วยอธิปติปัจจัยและตารางนับ
- หน้า ๒๖๕–๒๖๘ สัญโญชนสัมปยุตตทุกะ: สังสัฏฐวาร และเริ่มปัญหาวาร (เหตุ อารมณ์) สังสัฏฐวารยืนยันหลักการเดียวกับปฏิจจวารในรูปแบบ "คลุกเคล้ากัน" ระหว่างขันธ์ที่ประกอบและปราศจากสังโยชน์ จากนั้นเข้าสู่ปัญหาวารซึ่งวิเคราะห์ละเอียดทีละปัจจัย เหตุปัจจัยแสดงว่าเหตุที่ประกอบกับสังโยชน์เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่ประกอบกันเองและแก่รูปที่เกิดจากจิต อารมณปัจจัยขยายความสำคัญคือธรรมที่ปราศจากสังโยชน์ เช่น การให้ทาน รักษาศีล เจริญฌาน หรือการที่พระอริยะพิจารณากิเลสที่ละแล้ว พิจารณามรรคผลนิพพาน ล้วนเป็นอารมณ์ที่ไม่ก่อสังโยชน์ แต่ธรรมเดียวกันนั้นก็อาจเป็นอารมณ์ให้เกิดสังโยชน์ได้เช่นกันหากถูกเพลิดเพ
- หน้า ๒๖๙–๒๗๒ สัญโญชนสัมปยุตตทุกะ ปัญหาวาร: อธิปติ อนันตระ เริ่มอุปนิสสยะ อธิปติปัจจัยแสดงทั้งอารัมมณาธิปติ (ยึดอารมณ์เป็นที่ตั้งอันหนักแน่น เช่น ยึดราคะหรือทิฏฐิเป็นอารมณ์หนักแน่นจนราคะทิฏฐิเพิ่มพูน) และสหชาตาธิปติ (ธรรมที่ประกอบร่วมทำหน้าที่เป็นอธิบดีนำขันธ์อื่น) อนันตรปัจจัยแสดงว่าขันธ์ที่ประกอบกับอุทธัจจะดวงก่อนเป็นปัจจัยไร้ระหว่างคั่นแก่โมหะดวงหลัง และในทางกลับกันขันธ์ที่ปราศจากสังโยชน์ก่อนหน้าก็ต่อเนื่องเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่ปราศจากสังโยชน์ตามมาได้จนถึงผลสมาบัติ เริ่มอุปนิสสยปัจจัยซึ่งแสดงขันธ์ที่ประกอบกับสังโยชน์เป็นที่พึ่งพิงหนุนให้ขันธ์ที่ประกอบกันเองเกิดขึ้นต
- หน้า ๒๗๓–๒๗๕ สัญโญชนสัมปยุตตทุกะ ปัญหาวาร: อุปนิสสยะจบ ปุเรชาต ปัจฉาชาต อาเสวนะ กรรม (ยังไม่จบทุกะ) อุปนิสสยปัจจัยดำเนินต่อ แสดงว่าโมหะ (จัดเป็นธรรมปราศจากสังโยชน์ในทุกะนี้) อาจเป็นที่พึ่งพิงหนุนให้เกิดทั้งกุศล เช่น ศรัทธาให้ทาน หรืออกุศล เช่น มานะ ทิฏฐิ ปาณาติบาต แล้วแต่บุคคลจะอาศัยไปในทางใด ปุเรชาตปัจจัยแสดงวัตถุและอารมณ์ที่เกิดก่อน เช่น จักขายตนะ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่ปราศจากสังโยชน์ร่วมกับโมหะ หรือแก่ขันธ์ที่ประกอบกับสังโยชน์เมื่อเกิดความเพลิดเพลินยินดี ปัจฉาชาตปัจจัยแสดงขันธ์ที่เกิดทีหลังหนุนกายที่เกิดก่อน อาเสวนปัจจัยและกัมมปัจจัยเริ่มวิเคราะห์เจตนาที่ประกอบกับสังโยชน์เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที
- หน้า ๒๗๖–๒๘๔ ปิดสัญโญชนสัมปยุตตทุกะ และสัญโญชนสัญโญชนิยทุกะ ช่วงต้นเป็นหางของ "สัญโญชนสัมปยุตตทุกะ" (ธรรมที่ประกอบ/ไม่ประกอบด้วยสัญโญชน) ไล่ปัจจัยที่เหลือ เช่น กัมมปัจจัย วิปากปัจจัย อาหาร อินทรีย์ ฌาน มรรค สัมปยุตต วิปปยุตต และอัตถิปัจจัย ก่อนจบด้วยตารางนับปัจจัยฝ่ายปฏิเสธ (นเหตุ) แล้วปิดด้วยคำลงท้าย "สัญโญชนสัมปยุตตทุกัง นิฏฐิตัง" ที่หน้า ๒๘๒ — ส่วนนี้ส่วนใหญ่เป็นตารางอ้างอิงเชิงกลไก ไม่ใช่เนื้อหาความหมายใหม่ ต่อจากนั้นเปิดทุกะใหม่ "สัญโญชนสัญโญชนิยทุกะ" ซึ่งเป็นทุกะผสม (ธรรมที่เป็นทั้งสัญโญชนและเป็นสิ่งที่สัญโญชนยึดเหนี่ยวได้ เทียบกับธรรมที่ไม่ใช่) โด
- หน้า ๒๘๕–๒๙๑ สัญโญชนสัญโญชนสัมปยุตตทุกะ และปิดวงศ์สัญโญชนทั้งหมด ทุกะผสมถัดมาคือ "สัญโญชนสัญโญชนสัมปยุตตทุกะ" เปรียบเทียบธรรมที่เป็นสัญโญชนและประกอบด้วยสัญโญชนในตัวเอง กับธรรมที่เพียงประกอบด้วยสัญโญชนแต่ตัวมันเองไม่ใช่สัญโญชน ตัวอย่างที่ยกคือกามราคสัญโญชนเป็นปัจจัยแก่ทิฏฐิสัญโญชน อวิชชาสัญโญชน และขันธ์ที่ประกอบร่วมกัน แสดงว่ากิเลสตัวหนึ่งไม่เพียงหนุนกิเลสตัวอื่นแต่ยังหนุนสภาวะจิตที่แวดล้อมมันด้วย เนื้อหาไล่ปัจจัยต่าง ๆ (เหตุ อารัมมณ อธิปติ ฯลฯ) จนจบด้วยตารางนับและคำลงท้าย "สัญโญชนสัญโญชนสัมปยุตตทุกัง นิฏฐิตัง" ต้นหน้า ๒๙๑ จากนั้นในหน้าเดียวกันมีทุกะสุดท้ายของ
- หน้า ๒๙๒–๒๙๗ เปิดคันถทุกะ: กายคันถ ๔ ประการ เริ่มตระกูลใหม่คือ "คันถทุกะ" เปรียบเทียบธรรมที่ตัวมันเองเป็น "คันถ" (เครื่องผูก/ปม) กับธรรมที่ไม่ใช่ โดยกายคันถทั้ง ๔ ที่ยกเป็นตัวอย่าง ได้แก่ อภิชฌา (ความโลภอยากได้), พยาบาท (ความคิดร้าย), สีลัพพตปรามาส (ยึดติดศีลพรตอย่างงมงาย) และอิทังสัจจาภินิเวส (ยึดมั่นว่าความเห็นของตนเท่านั้นจริง) ข้อความแสดงให้เห็นว่าคันถะแต่ละตัวเป็นเหตุปัจจัยหนุนให้คันถะตัวอื่นเกิดตามมาแบบวนเป็นวงจรได้ เช่น สีลัพพตปรามาสหนุนให้อภิชฌาเกิด และอิทังสัจจาภินิเวสก็หนุนให้อภิชฌาเกิดเช่นกัน ทุกะนี้ใช้แม่แบบเดียวกับกลุ่มสัญโญช
- หน้า ๒๙๘–๓๐๓ คันถทุกะ ปัญหาวาโร: อารัมมณ อธิปติ อนันตร อุปนิสสัย ช่วงนี้ไล่ปัญหาวาโรของคันถทุกะต่อในหลายปัจจัย อารัมมณปัจจัยแสดงว่าการหวนคิดถึงกุศลที่ทำไว้ เช่น ทาน ศีล อุโบสถกรรม การออกจากฌาน หรือแม้แต่มรรคผลนิพพาน สามารถกลายเป็นอารมณ์ที่ทำให้คันถะ (เช่น ราคะ ทิฏฐิ) เกิดขึ้นได้ถ้ายึดติดพอใจในสิ่งนั้น ขณะที่การพิจารณาแบบเดียวกันด้วยปัญญาที่ปล่อยวางกลับไม่ก่อคันถะ อธิปติปัจจัยแยกเป็นอารัมมณาธิปติ (ทำอารมณ์ให้เป็นที่เคารพหนักแน่น) กับสหชาตาธิปติ (ธรรมที่เกิดร่วมเป็นตัวเด่น) ส่วนอุปนิสสยปัจจัย (ปัจจัยหนุนโดยธรรมชาติ) แสดงให้เห็นความน่าสนใจว่าเหตุตั้งต้นเดียวกัน
- หน้า ๓๐๔–๓๐๘ คันถทุกะ ปัญหาวาโร: ปุเรชาต ปัจฉาชาต กัมม วิปปยุตต อัตถิ และตารางนับ ส่วนนี้ไล่ปัจจัยที่เหลือของปัญหาวาโรคันถทุกะ ได้แก่ ปุเรชาตปัจจัย (อายตนะเช่นตากับวัตถุที่เกิดก่อนเป็นฐานให้คันถะเกิด) ปัจฉาชาตปัจจัย กัมมปัจจัย (เจตนาที่เกิดร่วมหรือเจตนาในอดีตที่ให้ผลเป็นวิบาก) วิปปยุตตปัจจัย และอัตถิปัจจัย โดยยกตัวอย่างคู่คันถะที่หนุนกันเอง เช่น สีลัพพตปรามาสกายคันถะกับอภิชฌากายคันถะที่เกิดร่วมและหนุนกันเป็นวงจร ("จักกัง") ท้ายบทมีตารางนับจำนวนข้อความปัจจัยฝ่ายบวก (อนุโลม) อย่างละเอียดยิบ ซึ่งเป็นเพียงข้อมูลอ้างอิงเชิงปริมาณ ไม่มีเนื้อหาความหมายใหม่เพิ่มเติม ผู้อ่านที่ต้องการ
- หน้า ๓๐๙–๓๑๖ ปิดคันถทุกะ, คันถนิยทุกะ และเปิดคันถสัมปยุตตทุกะ หน้า ๓๐๙ ปิดคันถทุกะด้วยคำลงท้าย "คันถทุกัง นิฏฐิตัง" แล้วเปิด-ปิดทุกะสั้น ๆ ในหน้าเดียวกันคือ "คันถนิยทุกะ" (ธรรมที่เป็นสิ่งที่คันถะยึดเหนี่ยวได้ เทียบกับที่ไม่ใช่) ซึ่งกล่าวอย่างย่อมากตามแบบทุกะที่เคยผ่านมาแล้ว ปิดด้วยคำลงท้าย "คันถนิยทุกัง นิฏฐิตัง" จากนั้นเปิดทุกะใหม่ "คันถสัมปยุตตทุกะ" (ธรรมที่ประกอบ/ไม่ประกอบด้วยคันถะ) โดยยกตัวอย่างธรรมที่ปลอดจากคันถะแต่ยังประกอบด้วยโลภะ (ฝ่ายเห็นผิด) หรือปฏิฆะ (ความขัดเคือง) ว่าสามารถเป็นเหตุปัจจัยหนุนให้คันถะเกิดขึ้นได้ แสดงว่าความไม่มีคันถะไม่ได้แปลว่าจ
- หน้า ๓๑๗–๓๒๓ คันถสัมปยุตตทุกะ: สังสัฏฐวาโร และปัญหาวาโร (เหตุ อารัมมณ อธิปติ) เปิดสังสัฏฐวาโร (การเกิดปะปนร่วมกัน) ของคันถสัมปยุตตทุกะอย่างย่อ ตามแบบปฏิจจวาโรเดิม จากนั้นเข้าสู่ปัญหาวาโรจริง เริ่มด้วยเหตุปัจจัยที่แสดงว่ารากเหง้าอย่างโลภะหรือปฏิฆะเป็นปัจจัยหนุนขันธ์ที่ประกอบร่วมกัน อารัมมณปัจจัยยกตัวอย่างว่าการนึกถึงคันถะเอง หรือแม้แต่การหวนพิจารณากุศลกรรมในอดีต (ทาน ศีล ฌาน มรรคผลนิพพาน) ก็อาจกลายเป็นอารมณ์ที่ทำให้คันถะ เช่น ราคะหรือทิฏฐิ เกิดขึ้นได้หากยึดติดพอใจ ส่วนอธิปติปัจจัยแยกเป็นการยกอารมณ์ให้เป็นที่เคารพหนักแน่น (อารัมมณาธิปติ) กับธรรมที่เกิดร่วมเป็นตัวเด่น (สหชาต
- หน้า ๓๒๔–๓๓๐ คันถสัมปยุตตทุกะ ปัญหาวาโร: อนันตร และอุปนิสสัย (ยังไม่จบ) ช่วงนี้ไล่ปัญหาวาโรของคันถสัมปยุตตทุกะต่อ เริ่มจากอธิปติปัจจัยที่ยังค้างมาจากช่วงก่อน แล้วเข้าสู่อนันตร-สมนันตรปัจจัย (การสืบต่อทันทีของขณะจิตก่อนกับหลัง เช่น จากคันถะที่ประกอบร่วมไปจนถึงขณะออกจากฌานหรือมรรคผล) ตามด้วยสหชาต อัญญมัญญ นิสสยปัจจัยโดยสังเขป จุดที่น่าสนใจที่สุดคืออุปนิสสยปัจจัย ซึ่งแสดงว่าเหตุต้นทางเดียวกัน เช่น ศรัทธา หรือที่อยู่อาศัย สามารถเป็นฐานหนุนได้ทั้งไปทางกุศล (ให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาบัติ) และอกุศล (ถือตัว ยึดทิฏฐิ ฆ่าสัตว์ ถึงขั้นทำสังฆเภท) ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ ไม่ใช่ปัจจัยกำ
- หน้า ๓๓๑–๓๓๘ คันถสัมปยุตตทุกะ (จบ): ปัจจัยที่เหลือและตารางนับ อธิบายช่วงปิดท้ายของคันถสัมปยุตตทุกะ (ธรรมที่ประกอบด้วยคันถ เทียบกับธรรมที่ปราศจากคันถ) โดยไล่ตรวจปัจจัยที่เหลือ เช่น ปัจฉาชาตปัจจัย (จิตที่ประกอบด้วยคันถซึ่งเกิดทีหลังเป็นปัจจัยแก่กายที่เกิดก่อน), กัมมปัจจัย (เจตนาที่ประกอบด้วยคันถเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เกิดร่วมกันและแก่ผลในภายหลัง), และอัตถิปัจจัย (เช่น การเห็นแล้วยินดีในอารมณ์ทางตาก่อให้เกิดราคะหรือทิฏฐิที่ประกอบด้วยคันถ). ท้ายบทมีตารางนับจำนวนคู่ปัจจัยทั้งฝ่ายบวกและฝ่ายปฏิเสธ (ย่อหน้า ๕๕๙, ๕๖๑-๕๖๓) ซึ่งเป็นเพียงข้อมูลอ้างอิงเชิงตัวเลข ไม่ใช่เน
- หน้า ๓๓๙–๓๔๖ ปิดชุดทุกะคันถ: คันถนิยะ, คันถสัมปยุตต, คันถวิปปยุตตคันถนิย ปิดตระกูล "คันถ" (เครื่องผูก) ด้วยทุกะย่อยสามชุดที่สั้นและซ้ำแบบแผนเดิม คือ (๑) คันถคันถนิยทุกะ ("คันถ" เทียบกับ "สิ่งที่คันถยึดได้" ซึ่งกว้างกว่าคือธรรมโลกีย์ทั่วไป) ยกตัวอย่างสีลัพพตปรามาสเป็นปัจจัยแก่อภิชฌาโดยเหตุปัจจัย และการยินดีในทาน ศีล ฌานที่ตนทำก็กลายเป็นอารมณ์ให้ราคะหรือทิฏฐิเกิดขึ้นได้ ปิดที่หน้า ๓๔๑ ("คนฺถคนฺถนิยทุกํ นิฏฺฐิตํ") พร้อมข้อสังเกตว่าทุกะนี้ไม่มีธรรมโลกุตตระ; (๒) คันถคันถสัมปยุตตทุกะ ("คันถ" เทียบกับ "สภาวะที่ประกอบด้วยคันถ") ใช้แบบแผนเดียวกัน ปิดที่หน้า ๓๔๖; (๓) คันถวิปปย
- หน้า ๓๔๗–๓๕๐ โอฆโยคัจฉกทุกะ (ย่อ) และจุดเริ่มต้นนีวรณทุกะ เริ่มด้วยโอฆโยคัจฉกทุกะ ซึ่งเป็นส่วนที่ถูกย่อพิเศษ เพราะข้อความระบุตรงๆ ว่าโอฆะ (สิ่งที่ท่วมทับใจ ๔ คือ กาม ภพ ทิฏฐิ อวิชชา) และโยคะ (เครื่องประกอบใจ ๔ อย่างเดียวกันแต่เรียกชื่อต่าง) มีโครงสร้างเหตุ-ผลเหมือนกับ "อาสวโคจฉกะ" ที่อธิบายไว้ก่อนหน้าทุกประการ จึงไม่ต้องแจกแจงซ้ำ ปิดทันทีที่หน้า ๓๔๗. จากนั้นเปิดนีวรณทุกะ (ธรรมที่เป็นนิวรณ์ เทียบกับธรรมที่ไม่ใช่นิวรณ์) โดยระบุนิวรณ์ทั้งห้าเป็นรูปธรรม คือ กามฉันทะ (ความพอใจในกาม) พยาบาท (ความคิดร้าย) ถีนมิทธะ (ความหดหู่ง่วงเหงา) อุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้ง
- หน้า ๓๕๑–๓๕๔ นีวรณทุกะ: ปัจจยวาระและสังสัฏฐวาระ นำความสัมพันธ์ของนิวรณ์ทั้งห้าที่กล่าวไว้แล้วในปฏิจจวาระมาแสดงซ้ำในรูปแบบไวยากรณ์ต่างออกไปสองแบบ คือปัจจยวาระ (พูดจากมุมธรรมที่เป็น "ปัจจัยแก่" แทนที่จะเป็น "อาศัย") และสังสัฏฐวาระ (นิวรณ์ที่ "เจือปนกัน" กับนิวรณ์อื่น) เนื้อหาไม่ใหม่ เป็นการปรับมุมมองไวยากรณ์ของข้อเท็จจริงเดียวกัน เช่น กามฉันทนิวรณ์เป็นปัจจัยโดยเหตุปัจจัยแก่ถีนมิทธะ อุทธัจจะ อวิชชา ทั้งในแบบ "ปฏิจจ" และแบบ "ปัจจยา" ให้ผลเดียวกัน. ทั้งสองวาระปิดท้ายด้วยตารางนับปัจจัยทั้งฝ่ายบวกและฝ่ายปฏิเสธซึ่งเป็นข้อมูลอ้างอิงเชิงตัวเลข และมีข้อ
- หน้า ๓๕๕–๓๕๙ นีวรณทุกะ ปัญหาวาระ: เหตุ อารัมมณ์ อธิปติ อนันตร เข้าสู่ปัญหาวาระซึ่งไล่ตรวจนิวรณ์ทีละปัจจัยอย่างละเอียด เริ่มจากเหตุปัจจัย (นิวรณ์เป็นรากเหง้าแก่นิวรณ์และขันธ์ที่ประกอบร่วม) แล้วต่อด้วยอารัมมณปัจจัย ซึ่งแสดงว่านิวรณ์เองก็กลายเป็นอารมณ์ให้เกิดนิวรณ์ใหม่ได้ เช่น ยินดีพอใจในความยินดีทางกามจนเกิดราคะ ทิฏฐิ หรือวิจิกิจฉาซ้อนขึ้นอีก และในทางตรงข้าม การให้ทาน รักษาศีล หรือเจริญฌานก็อาจกลายเป็นอารมณ์ให้เกิดนิวรณ์ได้เมื่อถูกยึดถือด้วยตัณหาหรือทิฏฐิ (เช่น หลงระเริงในทานที่ตนทำ) ขณะที่พระอริยะกลับใช้ขันธ์ที่ปราศจากนิวรณ์ในอดีตเป็นอารมณ์พิจารณาความไม่เที
- หน้า ๓๖๐–๓๖๖ นีวรณทุกะ (จบ) และนีวรณิยทุกะ ปิดท้ายนีวรณทุกะด้วยปัจจัยที่เหลือ ที่สำคัญคืออุปนิสสยปัจจัย ซึ่งแสดงหลักธรรมว่าฐานเดียวกัน เช่น ศรัทธาหรือเสนาสนะที่สงบ สามารถเป็นที่พึ่งพาอย่างมีกำลังได้ทั้งฝ่ายกุศล (อาศัยศรัทธาให้ทาน เจริญฌาน วิปัสสนา มรรค) และฝ่ายอกุศล (อาศัยศรัทธาแล้วกลับเกิดมานะ ทิฏฐิ หรือแม้แต่ฆ่าสัตว์ทำสังฆเภท) แสดงว่าเงื่อนไขสนับสนุนเป็นกลางทางจริยธรรม ขึ้นอยู่กับการใช้ของจิต. นอกจากนี้ยังมีอัตถิปัจจัยที่แสดงว่านิวรณ์มักเกิดร่วมและหนุนเสริมกันเป็น "จักร" (กามฉันทะหนุนถีนมิทธะ อุทธัจจะ อวิชชาพร้อมกัน) ปิดด้วยบทสรุป "นีว
- หน้า ๓๖๗–๓๗๓ นีวรณสัมปยุตตทุกะ: เปิดเรื่องถึงเหตุ-อารัมมณ์-อธิปติปัจจัย เปิดทุกะใหม่ นีวรณสัมปยุตตทุกะ ซึ่งเทียบธรรมที่"ประกอบด้วยนิวรณ์"กับธรรมที่"ปราศจากนิวรณ์"ตามแบบแผนสี่แบบเดิม (ตัวมันเอง/ก่อให้เกิดทั้งสอง/ปราศจากนิวรณ์ก่อให้เกิดปราศจากนิวรณ์ ฯลฯ) ผ่านปฏิจจวาระ ปัจจยวาระ สังสัฏฐวาระ (สั้นมาก) แล้วเข้าสู่ปัญหาวาระ. ในอารัมมณปัจจัยแสดงตัวอย่างว่าการยินดีพอใจในราคะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา หรือความฟุ้งซ่านที่ตนมีอยู่ ยิ่งก่อให้เกิดราคะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา หรือความฟุ้งซ่านซ้อนขึ้นอีก (นิวรณ์ป้อนตัวเอง) ในขณะที่พระอริยะใช้ขันธ์ที่เคยประกอบด้วยนิวรณ์ในอดีตเป็นอารมณ์พิจารณาความไม่
- หน้า ๓๗๔–๓๘๐ นีวรณสัมปยุตตทุกะ: อุปนิสสยถึงอัตถิปัจจัย ไล่ต่อปัญหาวาระของนีวรณสัมปยุตตทุกะจนเกือบจบ ประเด็นสำคัญคืออุปนิสสยปัจจัยซึ่งย้ำหลักเดิมว่าฐานเดียวกัน (เช่น ราคะ หรือศรัทธา) เป็นที่พึ่งพาอย่างมีกำลังได้ทั้งสองทาง — อาศัยราคะแล้วถึงกับฆ่าสัตว์หรือทำสังฆเภท ในขณะที่อาศัยศรัทธากลับนำไปสู่ทาน ศีล ฌาน วิปัสสนา และมรรคผล. ปุเรชาตปัจจัยแสดงว่าตาและวัตถุ (ฐานทางกาย) เป็นปัจจัยเกิดก่อนทั้งแก่การเจริญวิปัสสนา (ธรรมปราศจากนิวรณ์) และแก่ราคะที่เกิดขึ้นเมื่อยินดีในสิ่งที่เห็น (ธรรมประกอบด้วยนิวรณ์) แล้วแต่จิตตอบสนองอย่างไร. อัตถิปัจจัยในหน้า ๓๗๘-๓๗๙ เป็น
- หน้า ๓๘๑–๓๘๕ ปิดนีวรณสัมปยุตตทุกะ และเปิดนีวรณนีวรณิย / นีวรณนีวรณสัมปยุตต หน้า ๓๘๑ เปิดต้นด้วยบทสรุปปิดท้าย "นีวรณสมฺปยุตฺตทุกํ นิฏฺฐิตํ" (จบทุกะก่อนหน้า) แล้วเปิดนีวรณนีวรณิยทุกะทันที ซึ่งเป็นทุกะผสมเทียบ"นิวรณ์"กับ"ธรรมที่นิวรณ์ยึดเป็นอารมณ์ได้" โดยข้อความระบุว่าโครงสร้างเหมือนนีวรณทุกะทุกประการจึงไม่ต้องแจกแจงซ้ำทั้งหมด แต่ยังยกตัวอย่างอารัมมณปัจจัยไว้บางส่วน เช่น การยินดีในทาน ศีล หรือฌานที่ตนทำจนเกิดราคะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา และความฟุ้งซ่านซ้อนขึ้น เทียบกับพระอริยะที่ใช้ขันธ์ปราศจากนิวรณ์ในอดีตเป็นอารมณ์พิจารณาความไม่เที่ยง ปิดท้ายด้วยบทสรุป "นีวรณนีวรณิยทุกํ นิฏฺฐิตํ
- หน้า ๓๘๖–๓๙๐ ปิดท้ายนีวรณนีวรณสัมปยุตตทุกะ: เหตุปัจจัยในหมวดนิวรณ์ ส่วนนี้เป็นบทปัญหาวารส่วนท้ายของทุกะที่ว่าด้วยธรรมที่ 'เป็นทั้งนิวรณ์และประกอบด้วยนิวรณ์' เทียบกับธรรมที่ประกอบด้วยนิวรณ์อย่างเดียว โดยแสดงว่าอวิชชา (โมหะ) เป็นรากฐานที่ค้ำจุนนิวรณ์อื่นที่ปรากฏร่วมกัน เช่น ขันธ์ที่ประกอบด้วยวิจิกิจฉาและอุทธัจจะย่อมอาศัยอวิชชานิวรณ์เป็นเหตุปัจจัยเสมอ ชี้ให้เห็นว่าความลังเลสงสัยและความฟุ้งซ่านล้วนมีความไม่รู้แจ้งเป็นฐานรองรับ ส่วนที่เหลือเป็นตารางนับจำนวนปัจจัยเชิงอ้างอิงไม่มีเนื้อหาวิเคราะห์ใหม่ ท้ายส่วนนี้ปิดด้วยคำลงท้าย "นีวรณนีวรณสัมปยุตตทุกัง นิฏฐิตัง" ที่หน้
- หน้า ๓๙๑–๓๙๕ ปิดตระกูลนิวรณ์ทั้งหมด และเปิดปรามาสทุกะ: ทิฏฐิในฐานะการยึดถือบิดเบือน หน้า 391 เปิดและปิดทุกะสุดท้ายของตระกูลนิวรณ์ คือ "นีวรณวิปปยุตตนีวรณิยทุกะ" ในรูปแบบย่อโดยอ้างอิงแบบแผนโลกิยทุกะ นับเป็นการปิดตระกูลนิวรณ์ทั้งหมดที่ดำเนินมาตลอดหลายทุกะก่อนหน้า จากนั้นเปิด "ปรามาสทุกะ" ทันที ซึ่งต่างจากทิฏฐิทั่วไปที่กล่าวถึงในทุกะอื่น เพราะที่นี่ "ปรามาส" หมายถึงทิฏฐิที่ทำหน้าที่เป็นการยึดถือบิดเบือนความจริงโดยเฉพาะ ปฏิจจวารแสดงว่าปรามาสอาศัยขันธ์ที่ประกอบร่วมกันเป็นเหตุปัจจัย และวัตถุ (ฐานรองรับ) ที่ไม่ใช่ปรามาสก็เป็นเหตุปัจจัยให้ปรามาสเกิดได้เช่นกัน ส่วนขันธ์ที่ประกอบด้วยวิจิ
- หน้า ๓๙๖–๔๐๒ ปัญหาวารปรามาสทุกะ: บุญที่กลายเป็นอารมณ์ของทิฏฐิ ส่วนนี้คือแก่นของการวิเคราะห์เชิงเหตุผลของปรามาส อารมณ์ปัจจัยยกตัวอย่างสำคัญว่า ผู้ที่ให้ทาน รักษาศีล หรือทำอุโบสถกรรมแล้วย้อนพิจารณาและเพลิดเพลินยินดีในกุศลนั้น อาจก่อให้เกิดปรามาส (ทิฏฐิที่ยึดถือบิดเบือน) โดยมีกุศลกรรมนั้นเองเป็นอารมณ์ แสดงว่าแม้การทำความดีก็อาจกลายเป็นเหยื่อของความยึดถือผิดได้หากปรุงแต่งด้วยทิฏฐิ ตรงข้ามกับพระอริยะที่ย้อนพิจารณากิเลสที่ละแล้วหรือข่มไว้แล้ว ซึ่งไม่มีปรามาสเกิดขึ้นเพราะทิฏฐิถูกถอนรากแล้ว อธิปติปัจจัยแสดงแบบแผนเดียวกันผ่านการ "ทำให้เป็นที่หนักใจ" ส่วนอุปนิสสัยปั
- หน้า ๔๐๓–๔๐๘ ปิดปรามาสทุกะ ผ่านปรามัฏฐทุกะแบบย่อ สู่ปรามาสสัมปยุตตทุกะ ส่วนนี้ไล่เรียงปัจจัยที่เหลือของปรามาสทุกะ ได้แก่ ปุเรชาตปัจจัย (ตาและวัตถุเป็นฐานล่วงหน้าให้ทิฏฐิเกิดเมื่อเพลิดเพลินในสิ่งที่เห็น) ปัจฉาชาตปัจจัย กัมมปัจจัย (เจตนาที่ประกอบร่วมหรือต่างขณะปรุงแต่งผลของขันธ์) และปัจจัยอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตารางนับจำนวนเชิงอ้างอิงมากกว่าเนื้อหาวิเคราะห์ใหม่ หน้า 408 ปิดปรามาสทุกะด้วยคำว่า "ปรามาสทุกัง นิฏฐิตัง" จากนั้นในหน้าเดียวกันมีการนำเสนอ "ปรามัฏฐทุกะ" (ธรรมที่เป็น/ไม่เป็นสิ่งอันพึงถูกทิฏฐิยึดถือ) แบบย่อที่สุดโดยอ้างอิงแบบแผนจูฬันตรทุกะ-โลกิยทุกะ แล้วปิดทันท
- หน้า ๔๐๙–๔๑๓ ปรามาสสัมปยุตตทุกะ: ธรรมที่ประกอบกับปรามาสเทียบกับที่ปลอดจากปรามาส ทุกะนี้ไม่ได้ถามว่าธรรมใด "เป็น" ปรามาสหรือไม่ แต่ถามว่าธรรมใด "ประกอบร่วม" กับปรามาสในขณะจิตเดียวกันหรือไม่ ปฏิจจวารแสดงว่าขันธ์ที่ประกอบกับปรามาสเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดรูปที่ปลอดจากปรามาส (เช่น รูปที่เกิดจากจิต) และในทางกลับกันวัตถุซึ่งปลอดจากปรามาสก็เป็นเหตุปัจจัยให้ขันธ์ที่ประกอบกับปรามาสเกิดได้ ปัจจยวารและนิสสยวารซ้ำแบบแผนเดียวกัน ส่วนสังสัฏฐวารถูกย่อไว้สั้นๆ เพียงระบุว่าทำเหมือนสองวารที่เหลือ ท้ายส่วนนี้เริ่มเข้าสู่ปัญหาวารซึ่งจะขยายความเชิงเหตุผลอย่างละเอียดต่อไป
- หน้า ๔๑๔–๔๑๙ ปัญหาวารปรามาสสัมปยุตตทุกะ: ราคะที่ประกอบทิฏฐิ กับพระอริยะผู้ปลอดจากมัน อารมณ์ปัจจัยยกตัวอย่างราคะที่ประกอบกับปรามาสเกิดขึ้นโดยมีราคะนั้นเองเป็นอารมณ์ ตรงข้ามกับพระอริยะที่ย้อนพิจารณากิเลสที่ประกอบปรามาสซึ่งตนละหรือข่มไว้แล้ว โดยไม่เกิดปรามาสซ้ำเพราะจิตของท่านปลอดจากทิฏฐิแล้ว ส่วนปุถุชนที่ให้ทานรักษาศีลแล้วเพลิดเพลินในบุญนั้นอาจเกิดราคะที่ปลอดจากปรามาส (ไม่ใช่ทิฏฐิผิด เพราะการยินดีในบุญไม่จำเป็นต้องมีความเห็นผิดกำกับ) อธิปติปัจจัยแสดงแบบแผนเดียวกันผ่านการให้ความสำคัญ อุปนิสสัยปัจจัยเป็นส่วนสำคัญที่แสดงว่าราคะ โมหะ หรือความปรารถนาที่ประกอบปรามาสสามารถเป็นฐานผลักดันให
- หน้า ๔๒๐–๔๒๔ ปัจจัยที่เหลือของปรามาสสัมปยุตตทุกะ: ปุเรชาต ปัจฉาชาต กัมม และอัตถิปัจจัย ส่วนนี้ไล่เรียงปัจจัยที่เหลือ เช่น ปุเรชาตปัจจัย (ตาและวัตถุเป็นฐานล่วงหน้าให้ราคะหรือทิฏฐิที่ประกอบปรามาสเกิดขึ้นเมื่อเพลิดเพลินในสิ่งที่เห็น) กัมมปัจจัย (เจตนาที่ประกอบปรามาสปรุงแต่งผลของขันธ์ทั้งในขณะเดียวกันและต่างขณะ) และอัตถิปัจจัย (ขันธ์ที่ประกอบปรามาสหนึ่งดวงเป็นฐานค้ำจุนอีกสามขันธ์ที่เกิดร่วมกัน รวมถึงวัตถุเป็นฐานหล่อเลี้ยงรูปร่างกายในภายหลัง) เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการไล่สูตรปัจจัยอย่างเป็นระบบ สลับกับตารางนับจำนวนเชิงอ้างอิงซึ่งไม่มีความหมายใหม่นอกเหนือจากที่อธิบายไปแล้วในส่วนก่อนหน้า
- หน้า ๔๒๕–๔๒๘ จุดจบของเล่ม: ปิดปรามาสสัมปยุตตทุกะ ปรามาสปรามัฏฐทุกะ และทุกะสุดท้าย — "อนุโลมทุกปัฏฐานัง ปุริมัง" หน้า 425 เป็นตารางนับจำนวนปัจจัยส่งท้าย ตามด้วยคำลงท้าย "ปรามาสสัมปยุตตทุกัง นิฏฐิตัง" ปิดทุกะที่ว่าด้วยธรรมประกอบ/ไม่ประกอบกับปรามาส จากนั้นเปิด "ปรามาสปรามัฏฐทุกะ" ทันที ซึ่งเป็นทุกะผสมที่รวมมิติ "เป็นปรามาส" กับ "เป็นสิ่งที่ถูกทิฏฐิยึดถือ" เข้าด้วยกัน ดำเนินตามแบบแผนเดียวกับปรามาสทุกะ (ระบุชัดว่า "ปรามาสทุกสทิสา") เช่น ทิฏฐิเกิดขึ้นเมื่อเพลิดเพลินในบุญที่ทำไว้ และพระอริยะไม่เกิดทิฏฐิเมื่อย้อนพิจารณากิเลสที่ละแล้ว พร้อมข้อกำกับว่าโลกุตตรธรรมใดใช้ไม่ได้ก็ไม่พึงนำมาจัดในทุกะนี้ ปิดที่ต้นหน้า 428
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐