สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค

บาลีสยามรัฐ · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๑๗ · ๓๔๐ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๐๕ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๗ นกุลปิตุสูตร คหบดีนกุลปิตาผู้ชราป่วยไข้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ทูลขอโอวาทเพื่อความสุขยั่งยืน พระพุทธองค์ทรงสอนว่าแม้กายจะป่วย แต่ใจไม่จำเป็นต้องป่วยไปด้วย จากนั้นพระสารีบุตรอธิบายขยายความว่าผู้ใดยึดขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ว่าเป็นตัวตน เมื่อขันธ์เหล่านั้นแปรปรวนไปก็จะเกิดความโศกเศร้าคับแค้นใจ ส่วนผู้ที่ไม่ยึดขันธ์ว่าเป็นตัวตน แม้กายจะป่วยแต่ใจจะไม่ป่วยตามไปด้วย สูตรนี้จึงชี้ให้เห็นหลักการแยกทุกข์กายออกจากทุกข์ใจด้วยการไม่ยึดมั่นในขันธ์ว่าเป็นเรา
  2. หน้า ๗–๑๑ สูตรว่าด้วยภิกษุชาวปัจฉาภูมิและคำสอนเรื่องฉันทราควินัย ภิกษุกลุ่มหนึ่งจะเดินทางไปปัจฉาภูมิชนบท พระพุทธเจ้าทรงแนะให้ไปลาพระสารีบุตรก่อน เพราะท่านเป็นบัณฑิตผู้อนุเคราะห์เพื่อนพรหมจรรย์ พระสารีบุตรจึงสอนภิกษุเหล่านั้นว่าหากถูกถามว่าศาสดาของท่านสอนอะไร พึงตอบว่าสอนการนำออกซึ่งฉันทราคะ และเมื่อถูกถามต่อว่านำออกในสิ่งใด พึงตอบว่านำออกในขันธ์ ๕ โดยอธิบายทั้งโทษของการยังมีราคะในขันธ์ (ทำให้เกิดทุกข์เมื่อขันธ์แปรผัน) และอานิสงส์ของการหมดราคะในขันธ์ (ไม่เกิดทุกข์เมื่อขันธ์แปรผัน) เป็นแนวทางสอนผู้อื่นให้เข้าใจแก่นคำสอนของพระศาสดาอย่างถูกต้อง
  3. หน้า ๑๒–๑๗ หลิทฺทิกานิสูตร ๒ สูตร (โอกสารีสูตร และ ตัณหาสังขยวิมุตติสูตร) คหบดีหลิทฺทิกานิเข้าไปหาพระมหากัจจานะเพื่อขอคำอธิบายขยายความคาถาสังเขปที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในอัฏฐกวรรค เรื่องมุนีผู้ละที่อยู่อาศัย ไม่เที่ยวยึดติด ไม่คลุกคลีในบ้าน ปราศจากกามและความอยากเด่น พระมหากัจจานะอธิบายว่าธาตุ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) เป็นที่อาศัยของวิญญาณเมื่อยังมีราคะผูกพัน แต่พระตถาคตละราคะในธาตุเหล่านั้นได้เด็ดขาดจึงไม่มีที่อาศัยอีก พร้อมอธิบายความหมายของการไม่คลุกคลีในหมู่คฤหัสถ์และการไม่โต้เถียงแย่งชิงกับผู้อื่น สูตรที่สองอธิบายคาถาเรื่องสมณพราหมณ์ผู้หลุดพ้นเพราะสิ้นตัณหาว่าเ
  4. หน้า ๑๗–๒๐ สมาธิสูตร และปฏิสัลลานสูตร พระพุทธเจ้าตรัสสอนภิกษุให้เจริญสมาธิและหลีกเร้น (ปฏิสัลลานะ) เพราะผู้มีจิตตั้งมั่นย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง คือรู้เหตุเกิดและความดับไปของขันธ์ ๕ พระองค์ทรงอธิบายว่าความเพลิดเพลินยินดีติดใจในขันธ์เป็นเหตุให้เกิดอุปาทานและวนเวียนในทุกข์ ส่วนการไม่เพลิดเพลินในขันธ์ทำให้ความเพลินดับ อุปาทานดับ จนถึงความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวล ทั้งสองสูตรมีเนื้อหาเดียวกันเพียงต่างบริบทว่าเน้นสมาธิหรือการหลีกเร้น
  5. หน้า ๒๐–๒๕ อุปาทานปริตัสสนาสูตร ๒ สูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงความแตกต่างระหว่างความหวาดหวั่นเพราะยึดมั่น (อุปาทานปริตัสสนา) กับความไม่หวาดหวั่นเพราะไม่ยึดมั่น (อนุปาทานอปริตัสสนา) ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับเห็นขันธ์ ๕ เป็นตัวตน เมื่อขันธ์แปรปรวนย่อมเกิดความสะดุ้งหวาดกลัวและยึดติด ส่วนอริยสาวกผู้เห็นแจ้งไม่ยึดขันธ์เป็นตัวตน แม้ขันธ์จะแปรปรวนก็ไม่หวั่นไหว สูตรที่สองแสดงเนื้อหาเดียวกันแต่ใช้สำนวน "นี้ของเรา นี้เป็นเรา นี้เป็นตัวตนของเรา" เป็นตัวชี้วัดการยึดมั่น เพื่อเน้นย้ำว่าอุปาทานในขันธ์คือรากเหง้าของความหวาดหวั่นทุกข์ใจ
  6. หน้า ๒๕–๒๖ สูตรว่าด้วยขันธ์ที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน (จบนกุลปิตวรรค) พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าขันธ์ ๕ ไม่ว่าจะเป็นอดีต อนาคต หรือแม้แต่ปัจจุบันก็ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา อริยสาวกผู้เห็นเช่นนี้ย่อมไม่อาลัยในขันธ์ที่เป็นอดีต ไม่เพลิดเพลินขันธ์ที่เป็นอนาคต และปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดดับขันธ์ที่เป็นปัจจุบัน สูตรนี้แสดงหลักไตรลักษณ์ครอบคลุมทั้งสามกาล ปิดท้ายวรรคที่หนึ่งคือนกุลปิตวรรคด้วยคาถาสรุปเนื้อหา ๑๐ สูตรที่ผ่านมา
  7. หน้า ๒๗–๓๐ อนิจจวรรค: สูตรว่าด้วยความไม่เที่ยงของขันธ์ (สูตรที่ ๓๙-๔๗) เริ่มวรรคใหม่คืออนิจจวรรค ประกอบด้วยสูตรสั้นๆ หลายสูตรซ้ำโครงสร้างเดียวกัน แสดงว่าขันธ์ ๕ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา สลับกับสูตรที่ผูกเป็นลูกโซ่ว่าสิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์สิ่งนั้นเป็นอนัตตา จึงไม่ควรเห็นว่า "นี่ของเรา นี่เป็นเรา นี่เป็นตัวตนของเรา" และยังแสดงต่อไปว่าแม้เหตุปัจจัยที่ทำให้ขันธ์เกิดขึ้นก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาเช่นกัน ขันธ์ซึ่งเกิดจากสิ่งไม่เที่ยงย่อมไม่อาจเที่ยงได้ สูตรเหล่านี้ล้วนมุ่งปลูกฝังปัญญาเห็นไตรลักษณ์ในขันธ์ ๕ อย่างรอบด้าน
  8. หน้า ๓๐–๓๑ สูตรพระอานนท์ทูลถามเรื่องนิโรธ (จบอนิจจวรรค) พระอานนท์ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า คำว่า "นิโรธ" หมายถึงความดับของธรรมใด พระพุทธองค์ตรัสตอบว่าขันธ์ ๕ ล้วนไม่เที่ยง เป็นสังขตธรรม อาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป และดับไปเป็นธรรมดา ความดับแห่งขันธ์เหล่านี้เองที่เรียกว่านิโรธ สูตรนี้ปิดท้ายวรรคที่สองคืออนิจจวรรคพร้อมคาถาสรุป
  9. หน้า ๓๒–๓๓ ภารสูตร (จุดเริ่มต้นภารวรรค) พระพุทธเจ้าทรงแสดงอุปมาว่าอุปาทานขันธ์ ๕ เป็นเสมือน "ภาระ" อันหนัก บุคคลผู้แบกภาระนั้นคือปุถุชนที่มีชื่อมีโคตรต่างๆ ตัณหาที่นำไปสู่ภพใหม่คือ "การถือเอาภาระ" ส่วนความดับตัณหาโดยสิ้นเชิงคือ "การวางภาระ" พระองค์ทรงสรุปด้วยคาถาว่าขันธ์ ๕ เป็นภาระหนักในโลก การวางภาระนั้นเสียได้จึงเป็นสุข เป็นการดับกิเลสโดยสิ้นเชิง สูตรนี้ให้ภาพเปรียบเทียบที่เข้าใจง่ายถึงธรรมชาติของการยึดถือขันธ์
  10. หน้า ๓๓–๓๔ ปริญญาสูตรและสูตรว่าด้วยการรู้ยิ่ง-ละฉันทราคะ พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าขันธ์ ๕ เป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้ (ปริญไญยธรรม) และการกำหนดรู้ที่แท้จริงคือความสิ้นราคะ โทสะ และโมหะ ผู้ใดไม่รู้ยิ่ง ไม่กำหนดรู้ ไม่คลายกำหนัด ไม่ละขันธ์ ย่อมไม่สามารถสิ้นทุกข์ได้ ส่วนผู้ที่รู้ยิ่งและละได้ย่อมสิ้นทุกข์ พระองค์ยังตรัสสอนให้ละฉันทราคะในขันธ์แต่ละอย่างเพื่อให้ขันธ์นั้นถูกถอนรากถอนโคนไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต แสดงความเชื่อมโยงระหว่างการรู้แจ้งกับการละกิเลสที่นำไปสู่ความหลุดพ้น
  11. หน้า ๓๔–๓๗ สูตรว่าด้วยอัสสาทะ อาทีนวะ นิสสรณะ ก่อนตรัสรู้ พระพุทธเจ้าทรงย้อนเล่าว่าก่อนตรัสรู้เมื่อยังเป็นโพธิสัตว์ ทรงพิจารณาหาคำตอบว่าอะไรคือคุณ (อัสสาทะ) โทษ (อาทีนวะ) และทางออก (นิสสรณะ) ของขันธ์ ๕ ทรงพบว่าสุขโสมนสฺสที่เกิดจากขันธ์คือคุณ ความไม่เที่ยงแปรปรวนเป็นทุกข์ของขันธ์คือโทษ และการนำฉันทราคะออกจากขันธ์ได้คือทางออก เมื่อทรงรู้แจ้งทั้งสามด้านนี้อย่างถ่องแท้จึงทรงปฏิญาณพระองค์เป็นผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง ในสูตรถัดมาทรงย้ำอีกครั้งด้วยสำนวนบุรุษบุคคลที่หนึ่งว่าทรงแสวงหาและได้พบคุณ โทษ และทางออกของขันธ์ด้วยปัญญาอย่างแจ้งชัดจนบรรลุวิมุตติอันไม่กำ
  12. หน้า ๓๗–๔๑ สูตรว่าด้วยเหตุที่สัตว์ยินดีในขันธ์และความเป็นภาระอันแตกสลาย (จบภารวรรค) กลุ่มสูตรสั้นในช่วงท้ายวรรคอธิบายว่า หากขันธ์ ๕ ไม่มีคุณเลยสัตว์ก็จะไม่กำหนัดยินดีในขันธ์ แต่เพราะขันธ์มีคุณจริงสัตว์จึงกำหนัด และเพราะขันธ์มีโทษสัตว์จึงเบื่อหน่าย เพราะขันธ์มีทางออกสัตว์จึงหลุดพ้นได้ ผู้ใดเพลิดเพลินในขันธ์ย่อมเพลิดเพลินในทุกข์ ความเกิดขึ้นของขันธ์คือความเกิดขึ้นของทุกข์และโรคภัย ส่วนความดับขันธ์คือความดับทุกข์ นอกจากนี้ขันธ์ ๕ ยังถูกเรียกว่า "อฆะ" (สิ่งที่บีบคั้น) โดยมีตัณหาเป็นรากเหง้า และเป็นของ "ปภังคุ" คือแตกสลายได้ ส่วนความดับขันธ์เป็นสิ่งไม่แตกสลาย สูตรกลุ่มนี้ปิดท้ายภารว
  13. หน้า ๔๒–๔๓ นตุมหากังสูตร (สิ่งที่ไม่ใช่ของท่าน) พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ละขันธ์ ๕ เพราะขันธ์ไม่ใช่ของท่าน (นตุมฺหากํ) การละสิ่งที่ไม่ใช่ของตนย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์สุข ทรงยกอุปมาว่าเปรียบเหมือนหญ้า ไม้ กิ่งไม้ ใบไม้ในเชตวันที่คนอื่นนำไปเผาหรือทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ภิกษุก็ไม่ควรทุกข์ร้อนเพราะสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ตัวตนหรือของตัวตนของตน ขันธ์ ๕ ก็เช่นเดียวกัน ไม่ใช่ของเราจริง จึงควรละวางเสีย
  14. หน้า ๔๓–๔๖ สูตรว่าด้วย "สิ่งใดเป็นอนุสัยสิ่งนั้นถูกนับ" (๒ สูตร) ภิกษุรูปหนึ่งทูลขอพระโอวาทสั้นๆ เพื่อนำไปปฏิบัติอย่างสันโดษ พระพุทธเจ้าตรัสว่าสิ่งใดที่กิเลสนอนเนื่อง (อนุสัย) อยู่ ย่อมถูกนับว่าเป็นสิ่งนั้น หากไม่มีอนุสัยนอนเนื่องก็ไม่ถูกนับ ภิกษุอธิบายขยายความว่าหมายถึงขันธ์ ๕ ที่มีอนุสัยกิเลสนอนเนื่องอยู่ ภิกษุนั้นปฏิบัติตามคำสอนจนบรรลุอรหัตผล สูตรที่สองสอนเนื้อหาเดียวกันด้วยถ้อยคำต่างออกไปเล็กน้อยคือ "สิ่งใดที่ถูกวัดได้ (อนุมิยฺยติ)" ก็ถูกนับด้วยสิ่งนั้น ภิกษุผู้ปฏิบัติตามก็บรรลุอรหัตผลเช่นกัน แสดงให้เห็นว่าการดับอนุสัยในขันธ์คือหนทางสู่ความหลุดพ้น
  15. หน้า ๔๖–๕๐ สูตรพระอานนท์ว่าด้วยความเกิดขึ้นตั้งอยู่และแปรผันของขันธ์ พระพุทธเจ้าทรงถามพระอานนท์ว่าหากมีผู้ถามว่าธรรมใดปรากฏความเกิดขึ้น ความเสื่อม และความแปรผันขณะตั้งอยู่ พระอานนท์ควรตอบอย่างไร พระอานนท์ทูลตอบว่าขันธ์ ๕ ล้วนปรากฏความเกิด ความเสื่อม และความแปรผันขณะตั้งอยู่ พระพุทธเจ้าทรงรับรองคำตอบนั้น ในสูตรถัดมาทรงขยายคำถามให้ครอบคลุมสามกาล คือขันธ์ที่ดับไปแล้วในอดีต ขันธ์ที่ยังไม่เกิดในอนาคต และขันธ์ที่กำลังเกิดในปัจจุบัน ล้วนปรากฏความเกิด ความเสื่อม และความแปรผันเช่นกัน แสดงให้เห็นความไม่เที่ยงของขันธ์อย่างละเอียดครอบคลุมทุกกาลเวลา
  16. หน้า ๕๐–๕๒ ธัมมานุธัมมปฏิปันนสูตร ๔ สูตร (จบนตุมหากวรรค) พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมพึงเป็นผู้มากด้วยความเบื่อหน่าย (นิพพิทา) ในขันธ์ ๕ เมื่อเบื่อหน่ายย่อมกำหนดรู้ขันธ์ เมื่อกำหนดรู้ย่อมหลุดพ้นจากขันธ์และจากชาติ ชรา มรณะ ความโศกเศร้าทั้งปวง สูตรถัดมาแสดงเนื้อหาเดียวกันแต่เปลี่ยนเป็นการพิจารณาเห็นขันธ์โดยความไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ และโดยความเป็นอนัตตาตามลำดับ รวมสี่สูตรที่มีโครงสร้างซ้ำกันเพื่อเน้นย้ำว่าการพิจารณาขันธ์ในแง่มุมต่างๆ ล้วนนำไปสู่ความหลุดพ้นเช่นเดียวกัน ปิดท้ายวรรคที่สี่คือนตุมหากวรรคด้วยคาถาสรุป
  17. หน้า ๕๓–๕๕ อัตตทีปสูตร (จุดเริ่มต้นอัตตทีปวรรค) พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ภิกษุมีตนเป็นเกาะที่พึ่ง มีธรรมเป็นเกาะที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง โดยให้พิจารณาโดยแยบคายว่าความโศกเศร้าคับแค้นใจมีอะไรเป็นเหตุเกิด คำตอบคือปุถุชนผู้ไม่ได้สดับยึดขันธ์ ๕ เป็นตัวตน เมื่อขันธ์แปรปรวนจึงเกิดความโศกเศร้า จากนั้นทรงแสดงทางแก้ว่าเมื่อรู้ความไม่เที่ยง ความแปรปรวน และความดับของขันธ์ตามความเป็นจริงด้วยปัญญา ความโศกเศร้าที่มีอยู่ย่อมถูกละไป จิตไม่หวาดหวั่น อยู่เป็นสุข เรียกว่าภิกษุผู้ดับกิเลสได้บางส่วนด้วยองค์นั้นๆ (ตทังคนิพพุต) สูตรนี้ชี้ให้เห็นว่าการพึ่งตนพึ่งธร
  18. หน้า ๕๕ สักกายสูตร (ทางแห่งความเกิดและความดับสักกายทิฏฐิ) — ตัดตอนกลางสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงทางปฏิบัติที่นำไปสู่ความเกิดขึ้นแห่งสักกายะ (ความยึดถือกายคือขันธ์ ๕ ว่าเป็นตัวตน) คือการที่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับเห็นขันธ์แต่ละอย่างเป็นตัวตนหรือของตัวตน เรียกว่าเป็นข้อปฏิบัติที่นำไปสู่ทุกข์ จากนั้นทรงเริ่มแสดงทางตรงข้ามคือทางปฏิบัติที่นำไปสู่ความดับสักกายะ โดยอริยสาวกผู้ได้สดับไม่เห็นขันธ์เป็นตัวตน แต่เนื้อหาส่วนนี้ถูกตัดขาดกลางประโยคเมื่อจบหน้า ๕๕ ของไฟล์นี้ (ยังไม่จบสูตรที่ ๙๐) จึงมีเนื้อหาต่อเนื่องในไฟล์ถัดไป
  19. หน้า ๕๖–๕๗ (ท้ายพระสูตรเดิม) ปฏิปทาให้ถึงความดับสักกายทิฏฐิ และการเห็นขันธ์ ๕ โดยไตรลักษณ์ ส่วนต้นหน้า ๕๖ เป็นท้ายพระสูตรที่ต่อเนื่องจากตอนก่อนหน้า อธิบายว่าการไม่เห็นขันธ์ ๕ ว่าเป็นตัวตนหรือเนื่องด้วยตัวตน คือปฏิปทาที่นำไปสู่ความดับแห่งสักกายทิฏฐิ (ความเห็นว่ามีตัวตน) จากนั้นเป็นพระสูตรใหม่ที่สอนสูตรมาตรฐานว่าขันธ์ ๕ ทุกอย่างไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เพราะไม่เที่ยงและเป็นทุกข์จึงไม่ใช่ตัวตน ควรเห็นด้วยปัญญาอันชอบ เมื่อเห็นเช่นนี้จิตย่อมคลายความยึดถือและหลุดพ้น ตอนท้ายยังกล่าวถึงการที่จิตของภิกษุหลุดพ้นจากอาสวะเพราะคลายกำหนัดในธาตุทั้ง ๕ ไม่ว่าจะเป็นรูปธาตุ เวทนาธาตุ เป็นต้น
  20. หน้า ๕๗–๕๘ เหตุแห่งความเห็นว่ามีตัวตน และรากฐานของอัสมิมานะ พระสูตรอธิบายว่าสมณพราหมณ์ทั้งหลายที่เห็นตนในลักษณะต่างๆ ล้วนเห็นโดยยึดขันธ์ ๕ อย่างใดอย่างหนึ่งใน ๒๐ วิธี (เช่น เห็นรูปเป็นตน มีตนในรูป เป็นต้น) ซึ่งเมื่อยึดถือเช่นนี้แล้วย่อมเกิดความรู้สึกว่า "เรามีอยู่" (อัสมิ) ตามมาด้วยการทำงานของอินทรีย์ทั้งห้าโดยมีอวิชชาเป็นฐาน ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับจึงเกิดความคิดปรุงแต่งเกี่ยวกับตนเองมากมาย ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับ เมื่ออวิชชาถูกละและวิชชาเกิดขึ้น ความคิดปรุงแต่งเหล่านั้นก็ไม่มีอีกต่อไป
  21. หน้า ๕๘–๖๐ นิยามขันธ์ ๕ และอุปาทานขันธ์ ๕ พระพุทธเจ้าทรงให้คำนิยามที่ชัดเจนของขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) โดยครอบคลุมทั้งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ภายใน ภายนอก หยาบ ละเอียด เลว ประณีต ไกล ใกล้ จากนั้นทรงแยกอธิบายอุปาทานขันธ์ ๕ ว่าคือขันธ์ส่วนที่ยังประกอบด้วยอาสวะและเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ความแตกต่างนี้ชี้ให้เห็นว่าขันธ์ในตัวเองไม่ใช่ปัญหา แต่การเข้าไปยึดถือขันธ์ต่างหากที่เป็นเหตุแห่งทุกข์
  22. หน้า ๖๐–๖๒ โสณสูตรที่ ๑ ว่าด้วยมานะเปรียบเทียบตนกับขันธ์ พระพุทธเจ้าตรัสแก่โสณคหบดีบุตรว่า สมณพราหมณ์ที่เห็นตนว่าดีกว่า เสมอกัน หรือเลวกว่าผู้อื่น โดยอาศัยรูป เวทนา สัญญา สังขาร หรือวิญญาณอันไม่เที่ยงเป็นเกณฑ์ ล้วนเกิดจากการไม่เห็นความจริงตามที่เป็นจริง เมื่อทรงถามให้โสณพิจารณาว่าขันธ์ ๕ เที่ยงหรือไม่เที่ยง เป็นทุกข์หรือไม่ โสณตอบว่าไม่เที่ยงและเป็นทุกข์ จึงไม่ควรเห็นว่าเป็นตน สรุปด้วยการสอนให้เห็นขันธ์ทั้งปวงว่า "นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่ใช่นั่น นั่นไม่ใช่ตนของเรา" จนจิตหลุดพ้น
  23. หน้า ๖๒–๖๓ โสณสูตรที่ ๒ ว่าด้วยลักษณะสมณพราหมณ์ที่แท้จริง พระพุทธเจ้าตรัสว่าสมณพราหมณ์ที่ไม่รู้ชัดรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ตลอดจนความเกิด ความดับ และทางให้ถึงความดับแห่งขันธ์เหล่านั้น แม้จะได้รับการยกย่องว่าเป็นสมณะหรือพราหมณ์ก็ยังไม่ใช่ผู้บรรลุประโยชน์แห่งความเป็นสมณะหรือพราหมณ์อย่างแท้จริง ในทางตรงข้าม ผู้ที่รู้ชัดสิ่งเหล่านี้ด้วยปัญญาแจ่มแจ้งด้วยตนเองในปัจจุบันเท่านั้นที่นับว่าเป็นสมณพราหมณ์โดยสมบูรณ์
  24. หน้า ๖๓–๖๕ การเห็นความดับแห่งนันทิและราคะเพื่อความหลุดพ้น (จบวรรคที่ ๕ และจบมูลปัณณาสก์) สองพระสูตรสั้นๆ สอนว่าเมื่อภิกษุเห็นขันธ์ ๕ ว่าไม่เที่ยงตามความเป็นจริง (ไม่ว่าจะพิจารณาโดยตรงหรือโดยการมนสิการโดยแยบคาย) ความเห็นถูกต้องนี้ย่อมนำไปสู่ความเบื่อหน่าย ความสิ้นไปแห่งความเพลิดเพลิน (นันทิ) และความกำหนัด (ราคะ) จนจิตหลุดพ้นโดยสมบูรณ์ ท้ายหน้า ๖๕ มีคำลงท้ายว่าจบ "อัตตทีปวัคค์" อันเป็นวรรคที่ ๕ พร้อมคาถาสรุป และประกาศจบ "มูลปัณณาสก์" (ห้าสิบสูตรแรก) ของขันธสังยุตต์ พร้อมอุทานคาถาสรุปหมวดใหญ่
  25. หน้า ๖๖ อุปายสูตร (เริ่มมัชฌิมปัณณาสก์ วรรคที่ ๑) เริ่มต้นหมวดใหม่ "มัชฌิมปัณณาสก์" วรรคแรกชื่อ "อุปายวรรค" พระสูตรนี้สอนว่าวิญญาณที่มีอุปายะ (สิ่งเข้าไปติดพัน) คือขันธ์ทั้ง ๔ ที่เหลือเป็นอารมณ์และเป็นที่ตั้ง ย่อมเจริญงอกงามไพบูลย์ ส่วนวิญญาณที่ปราศจากอุปายะย่อมหลุดพ้น เมื่อภิกษุละราคะในธาตุทั้ง ๕ ได้แล้ว วิญญาณย่อมไม่มีที่ตั้งอาศัย ไม่งอกงาม หลุดพ้น ตั้งมั่น สันโดษ ไม่หวาดสะดุ้ง ดับกิเลสได้เฉพาะตน
  26. หน้า ๖๗–๖๘ พีชสูตร อุปมาด้วยเมล็ดพืช พระพุทธเจ้าทรงเปรียบวิญญาณกับเมล็ดพืชห้าชนิดที่แม้จะสมบูรณ์ดี แต่หากปราศจากดินและน้ำก็ไม่อาจเจริญงอกงามได้ ฉันใด วิญญาณที่มีขันธ์ ๔ เป็นดิน (ธาตุที่หยั่งลง) และมีนันทิราคะเป็นยาง (ความชุ่มชื้น) ก็ย่อมเจริญงอกงามได้ฉันนั้น เมื่อภิกษุละราคะในธาตุทั้ง ๕ ได้ วิญญาณย่อมไม่มีที่หยั่งลง ไม่เจริญงอกงาม จึงหลุดพ้นและดับกิเลสได้ในที่สุด
  27. หน้า ๖๘–๗๑ อุทานว่าด้วย "เราไม่พึงมี" และการตัดสังโยชน์เบื้องต่ำ พระพุทธเจ้าทรงเปล่งอุทานว่า ภิกษุผู้หลุดพ้นด้วยการไม่ยึดถือว่า "เราไม่พึงมี ของเราไม่พึงมี จักไม่มี จักไม่เป็นของเรา" ย่อมตัดสังโยชน์เบื้องต่ำได้ เมื่อภิกษุรูปหนึ่งทูลถามความหมาย พระองค์ทรงอธิบายว่าปุถุชนผู้ไม่ได้สดับยึดขันธ์ ๕ เป็นตนจึงหวาดสะดุ้งต่อความไม่มีแห่งตน ส่วนอริยสาวกไม่หวาดสะดุ้งเพราะไม่ยึดถือเช่นนั้น และเมื่อละราคะในขันธ์ทั้ง ๕ ได้ วิญญาณย่อมไม่มีที่ตั้ง นำไปสู่ความสิ้นอาสวะในที่สุด
  28. หน้า ๗๒–๗๖ จตุปริวัฏฏสูตร ว่าด้วยการตรัสรู้โดยญาณ ๔ รอบในขันธ์ ๕ พระพุทธเจ้าทรงประกาศว่าตราบใดที่ยังไม่ทรงรู้แจ้ง "สี่รอบ" (ตัวขันธ์ ความเกิด ความดับ และทางให้ถึงความดับ) ของอุปาทานขันธ์ ๕ อย่างแท้จริง พระองค์ก็ยังไม่ทรงปฏิญาณว่าตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ต่อจากนั้นทรงอธิบายนิยาม เหตุเกิด เหตุดับ และมรรคมีองค์ ๘ อันเป็นทางดับของแต่ละขันธ์อย่างละเอียด ผู้ที่รู้แจ้งขันธ์ทั้งหมดนี้จนคลายกำหนัดและหลุดพ้นโดยไม่ยึดมั่น ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้บริบูรณ์ (เกพลี) ที่ไม่มีวัฏฏะสำหรับบัญญัติอีกต่อไป
  29. หน้า ๗๖–๘๑ สัตตัฏฐานสูตร ว่าด้วยความฉลาดในฐานะ ๗ และการพิจารณา ๓ ทาง พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าภิกษุผู้ฉลาดในฐานะ ๗ ประการต่อขันธ์แต่ละอย่าง คือ รู้ตัวขันธ์ เหตุเกิด ความดับ ทางถึงความดับ คุณ (อัสสาทะ) โทษ (อาทีนวะ) และอุบายสลัดออก (นิสสรณะ) พร้อมทั้งพิจารณาโดยธาตุ อายตนะ และปฏิจจสมุปบาท ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้บริบูรณ์ อยู่จบพรหมจรรย์ เป็นบุรุษสูงสุดในธรรมวินัยนี้ พระสูตรนี้ขยายความจตุปริวัฏฏสูตรก่อนหน้าให้ครอบคลุมทั้งด้านคุณและโทษของขันธ์ด้วย
  30. หน้า ๘๑–๘๒ ข้อแตกต่างระหว่างพระตถาคตกับภิกษุผู้หลุดพ้นด้วยปัญญา พระพุทธเจ้าตรัสว่าทั้งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าและภิกษุผู้ปัญญาวิมุตติ ต่างก็หลุดพ้นจากขันธ์ ๕ ด้วยความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ดับ และไม่ยึดมั่นเหมือนกัน แต่เมื่อภิกษุทูลถามข้อแตกต่าง พระองค์ตรัสว่าพระตถาคตทรงเป็นผู้ยังมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ยังทางที่ยังไม่มีให้มีขึ้น เป็นผู้รู้แจ้งมรรคด้วยพระองค์เอง ส่วนสาวกเป็นเพียงผู้ตามมรรคที่พระองค์ทรงค้นพบแล้วเท่านั้น
  31. หน้า ๘๒–๘๕ อนัตตลักขณสูตร แสดงแก่ปัญจวัคคีย์ พระธรรมเทศนาสำคัญยิ่งที่ทรงแสดงแก่พระปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ทรงชี้ว่าขันธ์ ๕ แต่ละอย่างเป็นอนัตตา เพราะหากเป็นอัตตาแล้วย่อมไม่เป็นไปเพื่ออาพาธและควรบังคับให้เป็นไปตามใจปรารถนาได้ แต่เพราะเป็นอนัตตาจึงเป็นไปเพื่ออาพาธและบังคับไม่ได้ จากนั้นทรงให้พิจารณาว่าขันธ์ทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ จึงไม่ควรเห็นว่าเป็นตน เมื่อเห็นเช่นนี้อริยสาวกย่อมเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้น พระสูตรจบลงด้วยการที่พระปัญจวัคคีย์ทั้งห้าองค์มีจิตหลุดพ้นจากอาสวะ บรรลุเป็นพระอรหันต์
  32. หน้า ๘๕–๘๘ มหาลิสูตร ว่าด้วยเหตุแห่งความเศร้าหมองและความบริสุทธิ์ เจ้ามหาลิลิจฉวีทูลถามเรื่องที่ปูรณกัสสปกล่าวว่าไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยสำหรับความเศร้าหมองและความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย พระพุทธเจ้าทรงคัดค้านโดยอธิบายว่า หากขันธ์ ๕ เป็นทุกข์โดยส่วนเดียว สัตว์ย่อมไม่กำหนัดยินดีในขันธ์ แต่เพราะขันธ์นำสุขมาให้ สัตว์จึงกำหนัดและเศร้าหมอง ในทางกลับกัน หากขันธ์เป็นสุขโดยส่วนเดียว สัตว์ย่อมไม่เบื่อหน่าย แต่เพราะขันธ์เป็นทุกข์จริง สัตว์จึงเบื่อหน่ายและบริสุทธิ์ได้ นี่คือเหตุและปัจจัยที่แท้จริงของทั้งสองด้าน
  33. หน้า ๘๘ ขันธ์ ๕ เปรียบเสมือนไฟที่กำลังลุกไหม้ พระสูตรสั้นๆ ที่ตรัสว่ารูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณล้วนเป็นของร้อนแรงดุจไฟที่ลุกโพลง เมื่ออริยสาวกผู้ได้สดับเห็นเช่นนี้ ย่อมเบื่อหน่ายในขันธ์ทั้งปวง คลายกำหนัด และหลุดพ้นในที่สุด เป็นอุปมาที่กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกเร่งด่วนในการละวางความยึดติดในขันธ์
  34. หน้า ๘๘–๙๐ นิรุตติปถสูตร ว่าด้วยถ้อยคำบัญญัติที่ไม่ถูกตำหนิ (จบอุปายวรรค) พระพุทธเจ้าทรงแสดงทางแห่งถ้อยคำ ๓ อย่างที่ไม่ถูกคัดค้านโดยสมณพราหมณ์ผู้รู้ คือการกล่าวถึงขันธ์ที่ดับไปแล้วในอดีตว่า "ได้มีแล้ว" ขันธ์ที่ยังไม่เกิดในอนาคตว่า "จักมี" และขันธ์ที่กำลังมีอยู่ในปัจจุบันว่า "มีอยู่" แม้แต่ลัทธินอกพระพุทธศาสนาที่ปฏิเสธเหตุปัจจัยก็ยังไม่กล้าคัดค้านทางถ้อยคำเหล่านี้ เพราะเกรงจะถูกตำหนิ พระสูตรนี้ปิดท้ายวรรคที่ ๑ (อุปายวรรค) ของมัชฌิมปัณณาสก์พร้อมคาถาสรุป
  35. หน้า ๙๑–๙๘ อรหันตวรรค: ชุดพระสูตรสั้นเก้าเรื่องว่าด้วยการละความยึดในขันธ์ทำให้พ้นจากมาร วรรคที่ ๒ (อรหันตวรรค) ประกอบด้วยพระสูตรสั้นๆ รูปแบบเดียวกันเก้าเรื่อง แต่ละเรื่องภิกษุรูปหนึ่งทูลขอธรรมเทศนาโดยย่อเพื่อไปเจริญภาวนาโดยลำพัง พระพุทธเจ้าตรัสสลับกันไปว่าผู้ยึดถือ ผู้สำคัญมั่นหมาย หรือผู้เพลิดเพลินในขันธ์ ๕ ย่อมถูกมารผูกมัดไว้ ส่วนผู้ไม่ทำเช่นนั้นย่อมพ้นจากมาร และเช่นเดียวกัน ฉันทะในสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ใช่ของตน หรือเป็นที่ตั้งแห่งราคะ ควรละเสีย ภิกษุแต่ละรูปเมื่อเข้าใจความหมายแล้วก็หลีกไปบำเพ็ญเพียรและบรรลุอรหัตตผลอย่างรวดเร็วทุกครั้ง
  36. หน้า ๙๘–๙๙ ราธสูตรและสุราธสูตร (จบอรหันตวรรค) พระราธะและพระสุราธะทูลถามในทำนองเดียวกันว่า เมื่อรู้เห็นอย่างไรความถือตัวว่า "เรา" "ของเรา" และมานานุสัยจึงไม่มีทั้งในกายที่มีวิญญาณครองนี้และในนิมิตภายนอกทั้งปวง พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เห็นขันธ์ ๕ ทั้งหมดด้วยปัญญาอันชอบว่า "นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่ใช่นั่น นั่นไม่ใช่ตนของเรา" ทั้งสองท่านเมื่อได้ฟังแล้วต่างก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ พระสูตรนี้ปิดท้ายอรหันตวรรค วรรคที่ ๒ พร้อมคาถาสรุปรายชื่อสิบพระสูตรในวรรคนี้
  37. หน้า ๑๐๐–๑๐๑ ขัชชนิยวรรค (เริ่มวรรคที่ ๓): ปุถุชนกับอริยสาวกต่อความเข้าใจขันธ์ เริ่มวรรคใหม่ชื่อ "ขัชชนิยวรรค" ด้วยพระสูตรสั้นสามเรื่องที่มีโครงสร้างคล้ายกัน แสดงความแตกต่างระหว่างปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ซึ่งไม่รู้ตามความเป็นจริงถึงคุณ โทษ และทางออกจากขันธ์ ๕ ตลอดจนความเกิดและความดับของขันธ์ กับอริยสาวกผู้ได้สดับ ซึ่งรู้แจ้งสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด ความรู้ความเข้าใจที่ต่างกันนี้เองเป็นตัวกำหนดว่าใครยังตกอยู่ในวัฏสงสารและใครมีโอกาสหลุดพ้น
  38. หน้า ๑๐๑–๑๐๒ การพิจารณาขันธ์ ๕ สู่อรหัตตผล พร้อมคาถาสรรเสริญพระอรหันต์ พระสูตรสอนการพิจารณาขันธ์ ๕ ตามสูตรมาตรฐานว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จนอริยสาวกเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และหลุดพ้น บรรลุความเป็นอรหันต์ ตามด้วยคาถาอันไพเราะสรรเสริญพระอรหันต์ว่าเป็นผู้มีสุขแท้จริง ปราศจากตัณหา ทำลายข่ายแห่งโมหะ มีจิตไม่ขุ่นมัว เป็นดุจพรหม ปราศจากอาสวะ เป็นบุตรแท้ของพระพุทธเจ้า ผู้บรรลุภูมิแห่งผู้ฝึกแล้วอย่างสมบูรณ์
  39. หน้า ๑๐๒–๑๐๓ การพิจารณาขันธ์ ๕ สู่อรหัตตผล (สูตรซ้ำแบบย่อ) พระสูตรสั้นที่ทวนคำสอนมาตรฐานเดียวกันกับสูตรก่อนหน้าอีกครั้ง คือการเห็นขันธ์ ๕ ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา นำไปสู่ความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และหลุดพ้นจนบรรลุอรหัตตผล เป็นการย้ำเน้นความสำคัญของหลักไตรลักษณ์ในฐานะแก่นแท้ของการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น แต่ในครั้งนี้ไม่มีคาถาสรรเสริญต่อท้ายเหมือนสูตรก่อน
  40. หน้า ๑๐๓–๑๐๕ สีหสูตร อุปมาด้วยราชสีห์ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบพระองค์กับราชสีห์ที่เมื่อบันลือสีหนาทในยามเย็น สัตว์ทั้งหลายต่างหวาดกลัวหนีเข้าที่ซ่อน แม้กระทั่งช้างหลวงที่ถูกล่ามโซ่ก็ยังตกใจจนทำลายเครื่องผูกหนีไป ฉันใด เมื่อพระตถาคตทรงแสดงธรรมเรื่องความเกิดและความดับแห่งขันธ์ ๕ แม้เหล่าเทวดาผู้มีอายุยืนและรุ่งเรืองก็ยังเกิดความหวาดกลัว เพราะตระหนักว่าตนเองก็ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยงแท้ตามที่เคยเข้าใจผิดมาก่อน พระสูตรจบด้วยคาถาบรรยายความสะเทือนใจของเหล่าเทวดา
  41. หน้า ๑๐๕–๑๑๐ ขัชชนิยสูตร ว่าด้วยการถูกขันธ์ ๕ เคี้ยวกิน พระสูตรอธิบายว่าการระลึกชาติในอดีตแท้จริงคือการระลึกถึงขันธ์ ๕ นั่นเอง จากนั้นทรงให้นิรุกติ (ที่มาของชื่อ) ของแต่ละขันธ์ เช่น รูปชื่อว่ารูปเพราะ "แปรปรวน/ถูกกระทบ" ด้วยความหนาวร้อนหิวกระหาย เวทนาชื่อเพราะ "เสวยอารมณ์" สัญญาชื่อเพราะ "จำได้หมายรู้" สังขารชื่อเพราะ "ปรุงแต่งสิ่งที่ถูกปรุง" วิญญาณชื่อเพราะ "รู้แจ้งอารมณ์" อริยสาวกผู้ได้สดับพิจารณาว่าตนกำลังถูกขันธ์ในปัจจุบัน "เคี้ยวกิน" เหมือนที่เคยถูกขันธ์ในอดีตเคี้ยวกินมาแล้ว และจะถูกเคี้ยวกินอีกหากยังเพลิดเพลินในขันธ์อนาคต จึงไม่เยื่อใยอดีต ไม่เ
  42. หน้า ๑๑๐ (เนื้อหาขาดตอนท้ายเล่ม) จุดเริ่มต้นพระสูตรใหม่ ณ นิโครธาราม กรุงกบิลพัสดุ์ ส่วนท้ายของหน้า ๑๑๐ เป็นเพียงบทนำของพระสูตรใหม่ที่ยังไม่ทันแสดงเนื้อหาธรรมะ กล่าวถึงคราวหนึ่งที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิโครธาราม เขตกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ หลังจากทรงประณามภิกษุสงฆ์ด้วยเหตุบางประการแล้ว เสด็จเข้าไปบิณฑบาตในกรุงกบิลพัสดุ์ และเสด็จไปยังป่ามหาวันในเวลาต่อมา เนื้อหาถูกตัดขาดที่ตรงนี้เนื่องจากสิ้นสุดช่วงข้อมูลที่ได้รับมา
  43. หน้า ๑๑๑–๑๑๓ ปิณโฑลยสูตร (เนื้อหาต่อจากตอนก่อนหน้า) พระพุทธเจ้าทรงเป็นห่วงภิกษุใหม่ที่เพิ่งบวชยังไม่คุ้นเคยธรรมวินัย เปรียบเหมือนลูกโคที่ขาดแม่หรือเมล็ดพืชที่ขาดน้ำ ท้าวสหัมบดีพรหมจึงมาทูลขอให้พระองค์ทรงสงเคราะห์หมู่สงฆ์ดังก่อน พระพุทธเจ้าทรงรับด้วยการทรงนิ่ง จากนั้นทรงบันดาลอิทธาภิสังขารให้ภิกษุทั้งหลายรีบเข้าเฝ้าด้วยความสะดุ้ง แล้วทรงแสดงธรรมว่าการเลี้ยงชีพด้วยการเที่ยวบิณฑบาตเป็นการเลี้ยงชีพที่ต่ำที่สุดในโลก แม้กุลบุตรจะออกบวชด้วยเหตุผลประเสริฐคือปรารถนาพ้นทุกข์ แต่ถ้ายังเต็มไปด้วยความโลภ พยาบาท หลงลืมสติ ก็เปรียบเหมือนดุ้นฟืนเผาศพที่ไฟไหม้ทั้
  44. หน้า ๑๑๓–๑๑๔ ว่าด้วยอกุศลวิตก ๓ พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าอกุศลวิตกทั้งสาม คือ กามวิตก พยาบาทวิตก และวิหิงสาวิตก จะดับไปโดยไม่เหลือสำหรับผู้มีจิตตั้งมั่นดีในสติปัฏฐานทั้งสี่ หรือผู้เจริญสมาธิที่ไม่มีนิมิต (อนิมิตตสมาธิ) เป็นการชี้ให้เห็นว่าการฝึกสติและสมาธิอย่างถูกวิธีสามารถขจัดความคิดฝ่ายอกุศลได้อย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่เพียงข่มไว้ชั่วคราว พระองค์ทรงย้ำว่าอนิมิตตสมาธิที่เจริญและทำให้มากแล้วย่อมมีผลมากมีอานิสงส์มาก
  45. หน้า ๑๑๔ ว่าด้วยทิฏฐิ ๒ (ภวทิฏฐิและวิภวทิฏฐิ) พระสูตรสั้นนี้กล่าวถึงทิฏฐิสองอย่างคือภวทิฏฐิ (เห็นว่ามีตัวตนเที่ยงแท้) และวิภวทิฏฐิ (เห็นว่าตัวตนขาดสูญ) อริยสาวกผู้ได้สดับพิจารณาว่าไม่มีสิ่งใดในโลกที่ยึดถือแล้วจะไม่มีโทษ เพราะการยึดถือขันธ์ทั้งห้าอย่างใดอย่างหนึ่งว่าเป็นตัวตน ย่อมนำไปสู่ภพ ชาติ ชรามรณะ และกองทุกข์ทั้งมวล จึงทรงสอนให้พิจารณาขันธ์ห้าตามสูตรมาตรฐานว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เพื่อนำไปสู่ความหลุดพ้นจากทิฏฐิทั้งสองขั้ว
  46. หน้า ๑๑๔–๑๒๑ ปาลิเลยยกสูตร เนื้อหาตอนนี้เล่าเรื่องพระพุทธเจ้าเสด็จหลีกออกจากหมู่สงฆ์ที่เมืองโกสัมพีโดยไม่บอกใคร เสด็จไปประทับที่ป่าปาลิเลยยกะตามลำพัง ภิกษุทั้งหลายไปหาพระอานนท์เพื่อขอฟังธรรมและพากันไปเข้าเฝ้า เมื่อภิกษุรูปหนึ่งสงสัยว่ารู้เห็นอย่างไรอาสวะจึงสิ้นไปโดยลำดับ พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมโดยพิสดารว่าปุถุชนผู้ไม่ได้สดับย่อมเห็นขันธ์แต่ละอย่างเป็นตัวตนได้สี่แบบ (เป็นตัวตนเอง มีตัวตน ตัวตนอยู่ในขันธ์ ขันธ์อยู่ในตัวตน) ซึ่งความเห็นเช่นนี้แท้จริงเป็นเพียงสังขารที่เกิดจากตัณหาอันมีเหตุจากผัสสะที่ประกอบด้วยอวิชชา และล้วนไม่
  47. หน้า ๑๒๑–๑๒๗ ปุณณมสูตร ในคืนวันเพ็ญอุโบสถที่ปุพพาราม ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามพระพุทธเจ้าเรื่องอุปาทานขันธ์ห้าอย่างละเอียด ตั้งแต่รากเหง้าของขันธ์ (คือฉันทะ) ว่าอุปาทานกับขันธ์เป็นสิ่งเดียวกันหรือแยกจากกัน ซึ่งพระองค์ทรงอธิบายว่าไม่ใช่ทั้งสองอย่าง แต่ฉันทราคะในขันธ์นั้นต่างหากคืออุปาทาน ทรงอธิบายขอบเขตความหมายของคำว่าขันธ์ เหตุปัจจัยที่ทำให้บัญญัติขันธ์แต่ละอย่างได้ ความหมายของสักกายทิฏฐิและความไม่มีสักกายทิฏฐิ ตลอดจนคุณ โทษ และทางออกจากขันธ์แต่ละอย่าง ซึ่งเมื่อเข้าใจถูกต้องแล้วย่อมไม่มีการยึดถือขันธ์ทั้งภายในกายและภายนอกว่
  48. หน้า ๑๒๘–๑๒๙ ปุณณสูตร (เถรวรรค) พระอานนท์เล่าให้ภิกษุฟังว่าท่านพระปุณณะ มันตานีบุตร ผู้เป็นที่พึ่งของภิกษุใหม่จำนวนมาก เคยสอนว่าความรู้สึกว่า 'เรามีอยู่' (อัสมิ) เกิดขึ้นได้ก็เพราะยึดถือสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น โดยเฉพาะการยึดถือขันธ์ห้าอย่างใดอย่างหนึ่ง เปรียบเหมือนคนที่ส่องดูหน้าตนเองในกระจกหรือน้ำใสได้ก็เพราะเข้าไปจับต้องเพ่งดู ไม่ใช่ลอยๆ โดยไม่มีสิ่งใดยึด คำสอนนี้นำไปสู่การเห็นขันธ์ตามความเป็นจริงว่าไม่เที่ยง และพระอานนท์เองก็กล่าวว่าท่านเข้าใจธรรมได้ก็เพราะฟังธรรมเทศนากัณฑ์นี้จากพระปุณณะ
  49. หน้า ๑๒๙–๑๓๒ ติสสสูตร พระติสสะ ผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องของพระพุทธเจ้า บ่นแก่ภิกษุทั้งหลายว่ารู้สึกกายหนักอึ้งเหมือนเมามัว ทิศทางไม่แจ่มชัด ธรรมไม่แจ่มแจ้งใจ ถีนมิทธะครอบงำจิต ไม่ยินดีในพรหมจรรย์ และมีความลังเลสงสัยในธรรม เมื่อพระพุทธเจ้าทรงซักถาม ทรงชี้ให้เห็นว่าความทุกข์โศกเกิดขึ้นเพราะยังมีราคะ ฉันทะ ตัณหาในขันธ์ห้าอยู่ เมื่อขันธ์แปรปรวนไปจึงเศร้าโศก แต่ถ้าปราศจากราคะแล้วความแปรปรวนก็ไม่ทำให้ทุกข์ใจ จากนั้นทรงเปรียบด้วยอุปมาคนสองคนหลงทาง ทางผิดนำไปสู่ป่าทึบแห่งอวิชชา บึงใหญ่แห่งกามคุณ และเหวลึกแห่งความโกรธคับแค้น ส่วนท
  50. หน้า ๑๓๒–๑๔๑ ยมกสูตร พระยมกะมีความเห็นผิดว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนว่าภิกษุขีณาสพเมื่อกายแตกทำลายย่อมขาดสูญไม่มีอะไรเหลือ ภิกษุทั้งหลายพยายามทักท้วงแต่ไม่สำเร็จ จึงขอให้พระสารีบุตรช่วย พระสารีบุตรใช้วิธีซักถามตามสูตรอนิจจังมาตรฐานกับขันธ์ห้า แล้วชี้ให้เห็นว่าไม่อาจชี้ขันธ์ใดขันธ์หนึ่งหรือสิ่งอื่นนอกจากขันธ์ว่าเป็น 'ตถาคต' ได้เลยแม้ในชาตินี้ ดังนั้นคำถามว่าตถาคตตายแล้วเป็นอย่างไรจึงเป็นคำถามที่ตั้งขึ้นผิดตั้งแต่ต้น เมื่อพระยมกะเข้าใจแล้ว พระสารีบุตรเล่าอุปมาคนร้ายที่แฝงตัวเป็นคนรับใช้ซื่อสัตย์แล้วลอบสังหารเจ้านาย เพื่อเตือ
  51. หน้า ๑๔๑–๑๔๕ อนุราธสูตร ปริพาชกลัทธิอื่นท้าให้พระอนุราธะตอบคำถามสี่แบบเกี่ยวกับตถาคตหลังความตาย (มี ไม่มี ทั้งมีทั้งไม่มี ไม่ใช่ทั้งสอง) ท่านตอบปฏิเสธทั้งสี่แบบแต่ถูกปริพาชกเยาะเย้ยว่าเป็นภิกษุบวชใหม่หรือโง่เขลา ท่านจึงไปกราบทูลถามพระพุทธเจ้า ซึ่งทรงนำวิธีวิเคราะห์แบบเดียวกับที่ประทานแก่พระยมกะมาสอน คือชี้ให้เห็นว่าไม่อาจชี้ขันธ์ใดหรือสิ่งใดนอกขันธ์ว่าเป็นตถาคตได้แม้ในชาตินี้ คำถามทั้งสี่แบบเรื่องตายแล้วเป็นอย่างไรจึงใช้ไม่ได้ตั้งแต่ต้น และทรงสรุปว่าสิ่งที่พระองค์ทรงบัญญัติสอนแต่ไหนแต่ไรมามีเพียงเรื่องทุกข์และความดับทุ
  52. หน้า ๑๔๕–๑๕๑ วักกลิสูตร พระวักกลิป่วยหนักอยู่ที่เรือนช่างหม้อ ส่งคนไปทูลเชิญพระพุทธเจ้าเพราะอยากเข้าเฝ้าแต่ไม่มีแรงไปเอง เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปเยี่ยม ทรงทราบว่าความทุกข์ใจสำคัญของท่านคือความอยากเห็นพระวรกาย จึงตรัสคำอันลือชื่อว่า 'ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม' ชี้ว่าการเห็นรูปกายอันเปื่อยเน่าไม่ใช่สาระสำคัญ แล้วทรงสอนพิจารณาขันธ์ห้าตามสูตรอนิจจังตามปกติ ต่อมาพระวักกลิรู้สึกว่าตนเป็นภาระเพราะป่วยหนัก จึงให้หามไปที่ถ้ำและปลงชีวิตตนเอง เทวดาสององค์มาทูลว่าท่านมุ่งความหลุดพ้นและจะได้หลุดพ้นแน่
  53. หน้า ๑๕๑–๑๕๔ อัสสชิสูตร เรื่องราวคล้ายกับพระวักกลิ คือพระอัสสชิป่วยหนัก เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปเยี่ยม ทรงพบว่าความทุกข์ใจของท่านไม่ใช่ความเจ็บปวดทางกาย แต่เป็นความกังวลว่าตนเสื่อมจากสมาธิที่เคยได้ พระพุทธเจ้าทรงปลอบว่าสมณพราหมณ์หลายพวกถือสมาธิเป็นแก่นสารของการปฏิบัติ แต่คำสอนของพระองค์ไม่ได้ตั้งอยู่บนสมาธิเป็นหลัก แล้วทรงนำท่านพิจารณาขันธ์ห้าตามสูตรอนิจจังตามปกติ และอธิบายว่าเมื่อเข้าใจเวทนาว่าไม่เที่ยง ไม่ยึดติด ไม่เพลิดเพลินอย่างแท้จริงแล้ว เมื่อเสวยเวทนาครั้งสุดท้ายก่อนสิ้นชีวิตก็จะรู้ชัดโดยไม่ทุรนทุราย เปรียบเหมือน
  54. หน้า ๑๕๔–๑๖๒ เขมกสูตร เหล่าพระเถระส่งพระทาสกะไปถามอาการอาพาธของพระเขมกะซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยคำถามมาตรฐานเรื่องอุปาทานขันธ์ห้า พระเขมกะชี้ให้เห็นความละเอียดอ่อนสำคัญว่า แม้ท่านจะไม่เห็นขันธ์ใดขันธ์หนึ่งเป็นตัวตนหรือของตัวตนแล้ว แต่ก็ยังไม่กล้าอ้างว่าเป็นพระอรหันต์ขีณาสพ เพราะยังมีความถือตัวอย่างละเอียดว่า 'เราเป็น' หลงเหลืออยู่ในขันธ์ห้า เปรียบเหมือนผ้าที่ซักสะอาดแล้วแต่กลิ่นสารซักฟอกยังติดอยู่ ต้องอาศัยการพิจารณาความเกิดดับของขันธ์ต่อไปอีกจึงจะถอนความถือตัวที่ละเอียดนี้ได้หมดสิ้น คำอธิบายด้วยอุปมากลิ่นดอกบัวที่ไม่ใช่ของ
  55. หน้า ๑๖๒–๑๖๕ ฉันนสูตร (เนื้อหายังไม่จบ ถูกตัดตอนท้ายไฟล์) พระฉันนะเมื่อฟังพระเถระทั้งหลายแสดงธรรมตามสูตรมาตรฐานว่าขันธ์ห้าและสรรพสิ่งไม่เที่ยงเป็นอนัตตา ก็ยอมรับด้วยปัญญาว่าเป็นเช่นนั้นจริง แต่สารภาพว่าจิตของท่านไม่อาจแล่นไป ไม่ผ่องใส ไม่ตั้งมั่น ไม่หลุดพ้นในนิพพานอันเป็นที่ดับสังขารทั้งปวงได้ กลับเกิดความหวาดหวั่นถือมั่นและถอยกลับ จนสงสัยว่าใครจะสอนให้ท่านเห็นธรรมได้ด้วยตนเองจริงๆ ท่านจึงเดินทางไปหาพระอานนท์ที่เมืองโกสัมพี เล่าเรื่องทั้งหมดซ้ำอีกครั้งเพื่อขอให้ช่วยแนะนำสั่งสอน เนื้อหาส่วนนี้ถูกตัดขาดกลางคันขณะพระฉันนะเล่าเรื่องจบพอดี ก่อนจะถึงคำตอบของ
  56. หน้า ๑๖๖–๑๖๗ ราหุลสูตร (ต่อเนื่องจากตอนก่อน) พระราหุลทูลถามพระพุทธเจ้าว่ารู้เห็นอย่างไรจึงจะไม่มีอหังการ มมังการ และมานานุสัยในกายที่มีวิญญาณครองนี้และในนิมิตภายนอกทั้งปวง พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พิจารณาขันธ์ ๕ ทั้งอดีตอนาคตปัจจุบัน ภายในภายนอก หยาบละเอียด ว่า "นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่ใช่นั่น นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา" ด้วยปัญญาอันชอบ สูตรที่สองถามคำถามเดียวกันแต่เน้นผลลัพธ์คือมานะดับไปกลายเป็นจิตหลุดพ้นดี เป็นการปิดท้ายเถรวรรคที่ ๔ ของขันธสังยุตต์
  57. หน้า ๑๖๘–๑๖๙ นทีสูตร พระพุทธเจ้าทรงเปรียบปุถุชนผู้ไม่ได้สดับกับคนที่ถูกกระแสน้ำเชี่ยวพัดไป พยายามคว้าหญ้าหรือต้นไม้ริมฝั่งซึ่งขาดง่ายไม่อาจเป็นที่พึ่งได้ ฉันใดก็ฉันนั้น ผู้เห็นขันธ์ ๕ เป็นตัวตนย่อมประสบความพินาศเมื่อขันธ์แตกสลาย เพราะยึดสิ่งไม่เที่ยงมาเป็นที่ตั้งของตน สูตรนี้ย้ำว่ารูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณล้วนไม่เที่ยง จึงไม่ควรยึดถือเป็นตัวตน
  58. หน้า ๑๖๙–๑๗๐ โลกสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์ไม่ทรงโต้แย้งกับชาวโลก แต่ชาวโลกต่างหากที่มาโต้แย้งกับพระองค์ เพราะผู้แสดงธรรมย่อมไม่ขัดแย้งกับผู้ใดในโลก สิ่งที่บัณฑิตสมมติว่า "ไม่มี" คือรูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณที่เที่ยงแท้ยั่งยืนไม่แปรผัน พระองค์ก็ตรัสว่าไม่มีเช่นกัน ส่วนสิ่งที่บัณฑิตสมมติว่า "มี" คือขันธ์ ๕ ที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์แปรผันไปเป็นธรรมดา พระองค์ก็ทรงยืนยันว่ามีอยู่จริง
  59. หน้า ๑๗๐–๑๗๑ โลกธรรมสูตรและอุปมาดอกบัว พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์ตรัสรู้แจ้งแทงตลอดโลกธรรม (คือขันธ์ ๕) แล้วทรงแสดงจำแนกเปิดเผยให้ชัดแจ้ง ผู้ใดฟังแล้วไม่รู้ไม่เห็นก็ทรงปรารภว่าจะทำอย่างไรกับคนโง่เขลาเช่นนั้นได้ จากนั้นทรงเปรียบพระองค์เองดังดอกบัวที่เกิดและเติบโตในน้ำแต่ชูช่อพ้นน้ำไม่เปื้อนน้ำ ฉันใด พระตถาคตก็เกิดและเติบโตในโลกแต่ทรงครอบงำโลกได้โดยไม่แปดเปื้อนด้วยโลก
  60. หน้า ๑๗๑–๑๗๔ เผณปิณฑูปมสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงอุปมาห้าข้อเทียบกับขันธ์ ๕ แต่ละอย่าง คือ รูปเหมือนกลุ่มฟองน้ำ เวทนาเหมือนต่อมน้ำ สัญญาเหมือนพยับแดด สังขารเหมือนต้นกล้วยไม่มีแก่น และวิญญาณเหมือนของที่นักเล่นกลเนรมิตขึ้น เมื่อผู้มีปัญญาพิจารณาโดยแยบคายจะเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ว่างเปล่าไม่มีแก่นสารใดๆ จบด้วยคาถาสรุปให้ภิกษุผู้มีความเพียรพิจารณาขันธ์เช่นนี้ทั้งกลางวันกลางคืน เพื่อละความยึดติดทั้งปวงและบรรลุจุดหมายอันไม่เสื่อม
  61. หน้า ๑๗๕–๑๗๘ โคมยปิณฑสูตรและเรื่องพระเจ้ามหาสุทัสสนะ ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามว่ามีสิ่งใดในขันธ์ ๕ ที่เที่ยงแท้ยั่งยืนหรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่มี แล้วทรงหยิบก้อนมูลโคเล็กๆ ขึ้นเปรียบว่าแม้อัตภาพเพียงเท่านี้ก็ยังไม่เที่ยง จากนั้นทรงเล่าอดีตชาติที่เคยเป็นพระเจ้าจักรพรรดินามมหาสุทัสสนะ มีนคร ปราสาท และทรัพย์สมบัตินับแสน แต่ทั้งหมดล้วนแปรผันดับสูญไปสิ้น เพื่อชี้ว่าแม้ความรุ่งเรืองที่สุดก็ยังตกอยู่ใต้กฎแห่งความไม่เที่ยง
  62. หน้า ๑๗๘–๑๘๑ นขสิขาสูตร ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามคำถามเดียวกันว่ามีสิ่งใดในขันธ์ ๕ ที่เที่ยงแท้ยั่งยืนหรือไม่ พระพุทธเจ้าทรงใช้ฝุ่นเล็กน้อยที่ปลายเล็บเป็นอุปมาว่าแม้เพียงเท่านั้นก็ยังไม่มี หากมีอยู่จริงการประพฤติพรหมจรรย์เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบก็จะไม่ปรากฏ แต่เพราะไม่มีจึงทำให้การประพฤติพรหมจรรย์เพื่อความสิ้นทุกข์เป็นไปได้ มีการถามตอบซ้ำอีกครั้งแบบย่อเพื่อย้ำหลักการเดียวกัน
  63. หน้า ๑๘๑–๑๘๔ อนมตัคคสังสารวัฏและอุปมาสุนัขถูกล่าม พระพุทธเจ้าตรัสว่าสังสารวัฏยาวนานจนไม่ปรากฏเบื้องต้น แม้มหาสมุทรจะแห้งเหือด เขาสิเนรุจะไหม้พินาศ หรือแผ่นดินใหญ่จะไหม้สลาย ก็ยังไม่เท่าความยาวนานของทุกข์ที่สัตว์เวียนว่ายเพราะอวิชชาและตัณหา จากนั้นทรงเปรียบปุถุชนผู้เห็นขันธ์ ๕ เป็นตัวตนเหมือนสุนัขที่ถูกล่ามไว้กับเสา วิ่งวนเวียนอยู่รอบเสานั้นไม่มีทางหลุดพ้น ต่างจากอริยสาวกผู้ไม่ยึดขันธ์เป็นตัวตนซึ่งย่อมหลุดพ้นจากทุกข์ได้
  64. หน้า ๑๘๔–๑๘๙ จิตตสูตร อุปมานายช่างเขียน และการเจริญภาวนา พระพุทธเจ้าตรัสว่าสัตว์เศร้าหมองเพราะจิตเศร้าหมอง สัตว์บริสุทธิ์เพราะจิตบริสุทธิ์ ทรงเปรียบจิตเหมือนช่างย้อมหรือช่างเขียนภาพที่วาดรูปต่างๆ ได้ตามใจ และตรัสว่าไม่มีสิ่งใดแปรปรวนเร็วเท่าจิต จึงควรพิจารณาจิตของตนอยู่เสมอ จากนั้นทรงแสดงว่าผู้ไม่เจริญภาวนาแม้ปรารถนาให้จิตหลุดพ้นก็ไม่อาจสำเร็จได้ เปรียบเหมือนไข่ไก่ที่ไม่ได้รับการกกอบ่มอย่างดีย่อมไม่อาจฟักออกมาได้ ต่างจากผู้เจริญภาวนาสม่ำเสมอซึ่งจะบรรลุความหลุดพ้นได้โดยไม่ยาก เหมือนเชือกหวายผูกเรือที่ผุเปื่อยง่ายเมื่อถูกแดดลมหลังพ้นจากน้ำ
  65. หน้า ๑๘๙–๑๙๑ อนิจจสัญญาสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่าอนิจจสัญญา คือการหมั่นพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงของขันธ์ ๕ เมื่อเจริญให้มากย่อมกำจัดกามราคะ รูปราคะ ภวราคะ อวิชชา และอัสมิมานะได้ทั้งหมด ทรงยกอุปมาหลายข้อ เช่น ชาวนาไถนากำจัดรากหญ้า กลิ่นไม้และดอกไม้ที่ดีที่สุด แสงจันทร์เหนือแสงดาว และแสงอาทิตย์ยามสารทที่ส่องสว่างกำจัดความมืดทั้งปวง ล้วนแสดงว่าอนิจจสัญญาเป็นธรรมที่มีอานุภาพเหนือกิเลสทั้งปวง เป็นการปิดท้ายปุปผวรรคและมัชฌิมปัณณาสก์ของขันธสังยุตต์
  66. หน้า ๑๙๒–๑๙๔ อันตสูตร ทุกขสูตร และสักกายสูตร เริ่มปัณณาสก์ใหม่ (จุลลปัณณาสก์ อันตวรรค) พระพุทธเจ้าทรงแสดงอริยสัจ ๔ ในสามรูปแบบคำที่ต่างกันแต่ความหมายเดียวกัน คือ "อันตะ ๔" (สักกายะ เหตุเกิด ความดับ ทางดับ) "ทุกข์ ๔" และ "สักกายะ ๔" โดยระบุว่าสักกายะหรือทุกข์คืออุปาทานขันธ์ ๕ เหตุเกิดคือตัณหา ความดับคือความคลายกำหนัดดับตัณหาไม่เหลือ และทางดับคืออริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นการย้ำหลักอริยสัจให้เข้าใจผ่านมุมมองที่หลากหลาย
  67. หน้า ๑๙๔–๑๙๖ ปริญไญยสูตรและสูตรว่าด้วยผู้เข้าใจขันธ์ ๕ พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าขันธ์ ๕ เป็นธรรมที่พึงกำหนดรู้ (ปริญไญยธรรม) การกำหนดรู้คือความสิ้นราคะโทสะโมหะ และผู้กำหนดรู้แล้วคือพระอรหันต์ สมณพราหมณ์ใดไม่รู้ชัดคุณ โทษ และทางออกของขันธ์ ๕ ตามจริง ย่อมไม่นับว่าเป็นสมณพราหมณ์แท้จริง ส่วนผู้รู้ชัดจึงได้ชื่อว่าเป็นสมณพราหมณ์และบรรลุประโยชน์แห่งความเป็นสมณะได้จริง ปิดท้ายด้วยการนิยามโสดาบันและพระอรหันต์ตามระดับความเข้าใจขันธ์ ๕ ที่ต่างกัน
  68. หน้า ๑๙๖–๑๙๗ สูตรว่าด้วยการละฉันทราคะในขันธ์ ๕ พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้ละฉันทะ ราคะ และฉันทราคะที่มีต่อรูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ เมื่อละได้แล้วขันธ์เหล่านั้นก็เป็นอันถูกละขาด ถอนรากถอนโคน ไม่มีทางเกิดขึ้นอีกในอนาคต มีการแสดงซ้ำสองครั้งโดยครั้งหลังขยายความรวมถึงอุปายุปาทานและอนุสัยต่างๆ ที่ยึดติดอยู่ในจิตด้วย เป็นการปิดท้ายอันตวรรคที่ ๑ ของจุลลปัณณาสก์
  69. หน้า ๑๙๘–๒๐๐ อวิชชาสูตร วิชชาสูตร และธัมมกถิกสูตร เริ่มธัมมกถิกวรรคที่ ๒ ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามความหมายของอวิชชาและวิชชา พระพุทธเจ้าตรัสว่าอวิชชาคือความไม่รู้ชัดในขันธ์ ๕ เหตุเกิด ความดับ และทางดับของขันธ์นั้น ส่วนวิชชาคือความรู้ชัดในสิ่งเหล่านั้น จากนั้นทรงแสดงว่าผู้แสดงธรรมเพื่อความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดดับขันธ์ ๕ จึงควรเรียกว่าธรรมกถึก ผู้ปฏิบัติตามธรรมนั้นควรเรียกว่าผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม และผู้หลุดพ้นจากขันธ์นั้นแล้วควรเรียกว่าผู้บรรลุนิพพานในปัจจุบัน (มีสูตรธัมมกถิกซ้ำสองครั้ง)
  70. หน้า ๒๐๐–๒๐๒ สูตรว่าด้วยเครื่องผูกและ "นั่นไม่ใช่ของเรา" พระพุทธเจ้าตรัสว่าปุถุชนผู้เห็นขันธ์ ๕ เป็นตัวตนย่อมเป็นผู้ถูกขันธ์ผูกมัดไว้ทั้งภายในภายนอก มองไม่เห็นฝั่งทั้งสอง ต้องแก่ต้องตายท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปโลกหน้าไม่รู้จบ ส่วนอริยสาวกผู้ไม่เห็นขันธ์เป็นตัวตนย่อมไม่ถูกผูกมัด มองเห็นฝั่งทั้งสอง หลุดพ้นจากทุกข์ได้ จากนั้นมีบทสนทนาสั้นๆ ให้ภิกษุยืนยันว่าไม่ควรเห็นขันธ์ ๕ เป็นตัวตน แต่ควรเห็นด้วยปัญญาชอบว่า "นั่นไม่ใช่ของเรา"
  71. หน้า ๒๐๒–๒๐๓ สัญโญชนิยธรรมสูตรและอุปาทานิยธรรมสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่ารูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณเป็นธรรมที่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ (สัญโญชนิยธรรม) ส่วนฉันทราคะที่มีต่อขันธ์เหล่านั้นเองคือตัวสังโยชน์ที่แท้จริง ในทำนองเดียวกันขันธ์ ๕ ก็เป็นธรรมที่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน (อุปาทานิยธรรม) และฉันทราคะที่มีต่อขันธ์นั้นเองคือตัวอุปาทาน สูตรนี้ชี้ให้เห็นว่าเครื่องผูกมัดที่แท้จริงไม่ใช่ตัวขันธ์ แต่คือความกำหนัดพอใจที่จิตมีต่อขันธ์นั้น
  72. หน้า ๒๐๓–๒๐๘ บทสนทนาพระสารีบุตรกับพระมหาโกฏฐิตะและกัปปสูตร พระมหาโกฏฐิตะถามพระสารีบุตรว่าภิกษุผู้มีศีล โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี พระอรหันต์ และผู้เป็นพหูสูตควรพิจารณาสิ่งใดโดยแยบคาย พระสารีบุตรตอบเป็นแบบเดียวกันทุกระดับว่าควรพิจารณาอุปาทานขันธ์ ๕ โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นดังลูกศร ฯลฯ ต่างกันเพียงผลที่จะได้รับตามภูมิธรรม แม้พระอรหันต์ไม่มีกิจต้องทำต่อไปก็ยังพิจารณาเช่นนี้เพื่อความอยู่เป็นสุขและมีสติสัมปชัญญะ ปิดท้ายด้วยพระกัปปะทูลถามพระพุทธเจ้าเรื่องการไม่ยึดถือขันธ์ ๕ เป็นตัวตน ซึ่งเป็นการปิดวรรคธัมมกถิกวรรค
  73. หน้า ๒๐๙–๒๑๖ อวิชชาวรรค: บทสนทนาว่าด้วยอวิชชาและวิชชา วรรคใหม่นี้ประกอบด้วยบทสนทนาหลายบทระหว่างภิกษุกับพระพุทธเจ้า และระหว่างพระสารีบุตรกับพระมหาโกฏฐิตะสลับกันถามตอบว่าอวิชชาและวิชชาคืออะไร โดยอธิบายผ่านมุมมองต่างๆ ซ้ำหลายครั้ง เช่น การไม่รู้หรือรู้ความเกิดความดับของขันธ์ ๕ การไม่รู้หรือรู้คุณโทษและทางออกของขันธ์ ๕ และการไม่รู้หรือรู้อริยสัจ ๔ ของขันธ์แต่ละอย่าง ทั้งหมดสรุปหลักเดียวกันว่าอวิชชาคือความไม่เข้าใจขันธ์ ๕ อย่างรอบด้าน ส่วนวิชชาคือความเข้าใจขันธ์ ๕ อย่างรอบด้านนั่นเอง
  74. หน้า ๒๑๗–๒๒๐ กุกกุฬวรรค: ขันธ์ ๕ เป็นดังถ่านเพลิง พระพุทธเจ้าตรัสว่ารูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณล้วนร้อนดังถ่านเพลิง (กุกกุฬะ) เมื่อเห็นเช่นนี้อริยสาวกย่อมเบื่อหน่ายคลายกำหนัดหลุดพ้นได้ จากนั้นทรงสอนให้ละฉันทะ ราคะ และฉันทราคะในสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน ปิดท้ายด้วยการสอนกุลบุตรผู้ออกบวชด้วยศรัทธาว่าควรอยู่ด้วยการพิจารณาเห็นขันธ์ ๕ โดยความเบื่อหน่าย ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความไม่ใช่ตัวตน เพื่อกำหนดรู้ขันธ์และหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง เป็นการปิดกุกกุฬวรรคที่ ๔ ของจุลลปัณณาสก์
  75. หน้า ๒๒๑–๒๒๓ เหตุแห่งสุขทุกข์ภายใน และทิฏฐิว่า "นี้ของเรา นี้เราเป็น นี้อัตตาของเรา" พระพุทธเจ้าตรัสตอบภิกษุว่าสุขทุกข์ที่เกิดขึ้นภายในใจ ตลอดจนความยึดถือว่า "นี้ของเรา นี้เราเป็น นี้อัตตาของเรา" ล้วนเกิดขึ้นเพราะยึดมั่นในขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ แปรปรวนไปเป็นธรรมดา จึงไม่สมควรที่ทิฏฐิเช่นนั้นจะเกิดขึ้นได้หากปราศจากความยึดถือ นอกจากนี้ยังทรงแสดงว่าความเห็นแบบสัสสตทิฏฐิที่ว่าอัตตาและโลกเที่ยงแท้ยั่งยืนตลอดไปก็มีรากฐานเดียวกัน คือความยึดมั่นในขันธ์ที่ไม่เที่ยงนั่นเอง
  76. หน้า ๒๒๔–๒๒๖ อุจเฉททิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิ สักกายทิฏฐิ และอัตตานุทิฏฐิ ล้วนเกิดจากความยึดขันธ์ หมวดนี้แสดงว่าความเห็นผิดแบบอุจเฉททิฏฐิ (เชื่อว่าตัวตนจะขาดสูญ "จะไม่มีเรา ไม่มีสิ่งที่เป็นของเรา") เช่นเดียวกับมิจฉาทิฏฐิทั่วไป สักกายทิฏฐิ (เห็นว่ามีตัวตนอยู่ในขันธ์) และอัตตานุทิฏฐิ ล้วนอาศัยความยึดมั่นในขันธ์ ๕ ที่ไม่เที่ยงเป็นเหตุเกิด เมื่อขันธ์ไม่เที่ยงเป็นทุกข์แปรปรวน ทิฏฐิเหล่านี้จึงไม่สมควรเกิดขึ้นได้หากปราศจากความยึดถือ แสดงให้เห็นว่าความเห็นผิดทุกชนิดแม้ต่างชื่อกันก็มีรากเดียวกันคือตัณหาอุปาทานในขันธ์
  77. หน้า ๒๒๖–๒๓๐ เครื่องผูกพันจากอุปาทาน และพระโอวาทแก่พระอานนท์ ปิดท้ายขันธสังยุตต์ หมวดนี้แสดงว่าสังโยชน์ ความยึดติด และความเกี่ยวพันทั้งหลายในขันธ์ก็เกิดจากความยึดมั่นในขันธ์ ๕ เช่นกัน จากนั้นพระอานนท์ทูลขอพระธรรมเทศนาโดยย่อ พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนให้เห็นขันธ์ทั้งปวงไม่ว่าอดีตอนาคตปัจจุบัน ภายในภายนอก หยาบละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ว่า "นั่นไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เราเป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา" ด้วยปัญญาอันชอบ เมื่อเห็นเช่นนี้ย่อมเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และหลุดพ้น หมวดนี้ปิดท้ายทิฏฐิวรรคและขันธสังยุตต์ทั้งหมด
  78. หน้า ๒๓๑–๒๓๓ ราธสังยุตต์: มารคืออะไร และสัตว์คืออะไร เริ่มต้นราธสังยุตต์ พระราธะทูลถามว่า "มาร" คืออะไร พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่ารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั่นเองคือมาร คือผู้ฆ่า และคือสิ่งที่ตาย ควรเห็นขันธ์เหล่านี้ว่าเป็นโรค เป็นหัวฝี เป็นลูกศร เป็นความคับแค้น จากนั้นตรัสว่า "สัตว์" ก็คือความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน และตัณหาในขันธ์ ๕ นั่นเอง ทรงเปรียบกับเด็กที่ติดใจเล่นเรือนทรายแล้วรื้อทำลายเมื่อคลายความกำหนัด เป็นอุปมาสอนให้ทำลายความยึดติดในขันธ์เพื่อบรรลุความสิ้นตัณหาคือนิพพาน
  79. หน้า ๒๓๔–๒๓๕ ภวเนตติ (เครื่องนำไปสู่ภพ) และธรรมที่ควรกำหนดรู้ พระราธะทูลถามเรื่อง "ภวเนตติ" คือตัณหาที่นำไปสู่การเวียนเกิด และความดับแห่งภวเนตติ พระพุทธเจ้าตรัสว่าคือความพอใจ กำหนัด เพลิดเพลิน และตัณหาที่ยึดมั่นในขันธ์ ๕ เมื่อสิ่งนั้นดับ ภวเนตติก็ดับ จากนั้นตรัสว่าขันธ์ ๕ เป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้ (ปริญไญยธรรม) ส่วนปริญญาคือความสิ้นราคะ โทสะ โมหะ และผู้ที่กำหนดรู้แล้วอย่างสมบูรณ์คือพระอรหันต์
  80. หน้า ๒๓๖–๒๓๘ ลักษณะพระโสดาบันและพระอรหันต์ กับพระโอวาทให้ละความกำหนัดในขันธ์ พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าผู้รู้ชัดถึงความเกิด ความดับ คุณ โทษ และทางออกแห่งขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริงคือพระโสดาบันผู้เที่ยงแท้ต่อการตรัสรู้ ส่วนผู้ที่รู้แจ้งจนหลุดพ้นโดยไม่ยึดมั่นแล้วคือพระอรหันต์ผู้สิ้นอาสวะ จากนั้นทรงสอนพระราธะให้ละความพอใจ กำหนัด เพลิดเพลิน และตัณหาในขันธ์แต่ละอย่าง เพื่อให้ขันธ์เหล่านั้น "มีรากอันขาดแล้ว ไม่มีที่ตั้งอีกต่อไป" หมวดนี้ปิดวรรคแรกของราธสังยุตต์
  81. หน้า ๒๓๙–๒๔๒ วัคคที่สอง: มาร ธรรมของมาร อนิจจัง ทุกข์ อนัตตา คือขันธ์ ๕ หมวดนี้เป็นบทสนทนาสั้นๆ ต่อเนื่องกันหลายครั้งที่พระราธะทูลถามความหมายของคำต่างๆ เช่น มาร ธรรมของมาร อนิจจัง ธรรมที่มีความไม่เที่ยงเป็นสภาวะ ทุกข์ ธรรมที่เป็นทุกข์ อนัตตา ธรรมที่เป็นอนัตตา ธรรมที่สิ้นไป เสื่อมไป เกิดขึ้น และดับไป ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสตอบเหมือนกันทุกครั้งว่าคือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แสดงให้เห็นว่าขันธ์ ๕ นั่นเองเป็นตัวแทนของลักษณะสามัญและความเป็นมารในทุกแง่มุม
  82. หน้า ๒๔๓–๒๔๗ ทบทวนหัวข้อเดิมโดยเน้นให้ละฉันทะ ราคะ ฉันทราคะในขันธ์ หมวดนี้ทวนหัวข้อธรรมชุดเดิม (มาร ธรรมของมาร อนิจจัง ทุกข์ อนัตตา ฯลฯ) อีกสองรอบ ในวัคคที่สาม (อายาจนวคฺค) และวัคคที่สี่ (อุปนิสินฺนวคฺค) แต่เปลี่ยนรูปแบบคำสอนเป็นการเน้นย้ำว่า ฉันทะ ราคะ และฉันทราคะในสิ่งใดที่เป็นมารหรือมีลักษณะไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา สิ่งนั้นควรละเสีย เป็นการย้ำว่าการปฏิบัติที่แท้จริงคือการละความติดใจในขันธ์ ไม่ใช่เพียงเข้าใจทางทฤษฎี หมวดนี้ปิดท้ายราธสังยุตต์ทั้งหมด
  83. หน้า ๒๔๘–๒๕๐ ทิฏฐิสังยุตต์เริ่มต้น: ทิฏฐิที่เชื่อว่าโลกจะหยุดนิ่งตายตัว เริ่มทิฏฐิสังยุตต์ด้วยความเห็นผิดประหลาดที่เชื่อว่าหากมีตัวตนอันเที่ยงแท้ตายตัวจริง ลมจะไม่พัด แม่น้ำจะไม่ไหล หญิงมีครรภ์จะไม่คลอด พระอาทิตย์พระจันทร์จะไม่ขึ้นไม่ตก คือโลกจะหยุดนิ่งเหมือนเสาหลักที่ปักแน่น พระพุทธเจ้าตรัสว่าทิฏฐินี้เกิดจากความยึดมั่นในขันธ์ ๕ อันไม่เที่ยง เมื่อพระสาวกละความสงสัยในอริยสัจ ๔ ได้แล้วจึงชื่อว่าเป็นพระโสดาบันผู้เที่ยงต่อการตรัสรู้
  84. หน้า ๒๕๐–๒๕๑ ทิฏฐิว่า "นี้ของเรา นี้เราเป็น นี้อัตตาของเรา" ในทิฏฐิสังยุตต์ หมวดนี้ทวนสอนแบบเดียวกับในขันธสังยุตต์ว่าความเห็นยึดขันธ์ ๕ ว่า "นี้ของเรา นี้เราเป็น นี้อัตตาของเรา" เกิดขึ้นเพราะยึดมั่นในขันธ์ที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์แปรปรวน เมื่อพิจารณาด้วยปัญญาจะเห็นว่าไม่ควรยึดถือเช่นนั้น และเมื่อละความสงสัยในอริยสัจได้ก็เป็นพระโสดาบัน
  85. หน้า ๒๕๑–๒๕๓ ทิฏฐิสัสสตะ (โลกเที่ยง) และอุจเฉททิฏฐิ (ตัวตนขาดสูญ) ในทิฏฐิสังยุตต์ หมวดนี้แสดงความเห็นผิดสองขั้วคือ สัสสตทิฏฐิที่เชื่อว่าอัตตาและโลกเที่ยงแท้ยั่งยืนไม่แปรผัน กับอุจเฉททิฏฐิที่เชื่อว่า "เราจะไม่มี สิ่งที่เป็นของเราจะไม่มี" คือตัวตนจะขาดสูญไปเลย ทั้งสองทิฏฐินี้พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่าล้วนเกิดจากความยึดมั่นในขันธ์ ๕ อันไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ไม่ใช่ความจริงที่สมควรยึดถือทั้งสองด้าน สะท้อนหลักมัชฌิมาปฏิปทาที่ปฏิเสธความสุดโต่งทั้งสองฝ่าย
  86. หน้า ๒๕๔–๒๕๖ ทิฏฐิวัตถุนิยมสุดโต่ง: ปฏิเสธกรรม ผลกรรม และชาติหน้า หมวดนี้แสดงความเห็นผิดที่มีชื่อเสียงในสมัยพุทธกาลซึ่งปฏิเสธทุกสิ่งอย่างสิ้นเชิง คือไม่มีทาน ไม่มีการบูชา ไม่มีผลของกรรมดีกรรมชั่ว ไม่มีโลกนี้โลกหน้า ไม่มีมารดาบิดา ไม่มีสัตว์ผุดเกิด และไม่มีสมณพราหมณ์ผู้บรรลุธรรม เชื่อว่ามนุษย์เป็นเพียงธาตุ ๔ ที่แตกสลายเมื่อตายไม่เหลืออะไร คำสอนเรื่องทานจึงเป็นเพียงคำลวงคนโง่ ทิฏฐิสุดโต่งแบบวัตถุนิยมนี้ก็ถูกชี้ว่าเกิดจากความยึดมั่นในขันธ์ ๕ อันไม่เที่ยงเช่นเดียวกัน
  87. หน้า ๒๕๖–๒๕๙ ทิฏฐิว่ากรรมไม่มีผล และทิฏฐินิยตินิยม (ลิขิตชะตากรรม) หมวดนี้แสดงความเห็นผิดสองแบบ แบบแรกคือทิฏฐิที่ปฏิเสธว่าการฆ่า ลัก ล่วงประเวณี หรือพูดเท็จไม่ก่อบาปใดๆ แม้ฆ่าคนทั้งแผ่นดินก็ไม่มีบาป และการให้ทานก็ไม่มีบุญ แบบที่สองคือทิฏฐินิยตินิยมที่ปฏิเสธเหตุปัจจัยแห่งความเศร้าหมองและความบริสุทธิ์ของสัตว์ เชื่อว่าสัตว์ทั้งปวงไร้อำนาจ ไร้กำลัง ถูกลิขิตไว้แล้วโดยชะตากรรม ทั้งสองทิฏฐินี้ล้วนถูกชี้ว่าอาศัยความยึดมั่นในขันธ์ ๕ เป็นเหตุเกิดเช่นกัน
  88. หน้า ๒๕๙–๒๖๑ หลักคำสอนเรื่อง "กายทั้งเจ็ด" ของลัทธินิยตินิยม ต่อเนื่องจากทิฏฐินิยตินิยม หมวดนี้อธิบายรายละเอียดหลักคำสอนที่ว่ามี "กาย" หรือสภาวะ ๗ อย่างคือ ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม สุข ทุกข์ และชีวะ ซึ่งไม่มีใครสร้าง ไม่เคลื่อนไหว ไม่แปรผัน ไม่อาจทำให้กันและกันสุขหรือทุกข์ได้ แม้แต่การใช้ดาบตัดศีรษะก็ไม่ถือว่าฆ่าใคร เพราะดาบเพียงแทรกผ่านช่องว่างระหว่างกายทั้งเจ็ดเท่านั้น และเชื่อว่าสัตว์ทั้งปวงไม่ว่าคนพาลหรือบัณฑิตจะเวียนว่ายจนสิ้นทุกข์เองในที่สุดตามกำหนดโดยไม่ขึ้นกับความเพียร เปรียบเหมือนกลุ่มด้ายที่คลี่คลายไปเอง ทิฏฐินี้ก็ถูกชี้ว่าเกิดจากความยึดมั่นในขันธ์
  89. หน้า ๒๖๑–๒๖๕ ปัญหาอันตคาหิกทิฏฐิ ๑๐ ประการ ปิดวรรคโสตาปัตติ หมวดนี้ยกทิฏฐิชุดที่มีชื่อเสียงเรียกว่า "อัพยากตปัญหา" ซึ่งพระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์ ได้แก่ โลกเที่ยงหรือไม่เที่ยง โลกมีที่สุดหรือไม่มีที่สุด ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกันหรือคนละอย่าง และหลังตายตถาคตยังมีอยู่ ไม่มีอยู่ มีทั้งไม่มี หรือไม่มีทั้งไม่ไม่มี รวม ๑๐ ทิฏฐิ ทุกทิฏฐิล้วนถูกชี้ว่าเกิดจากความยึดมั่นในขันธ์ ๕ อันไม่เที่ยงเช่นเดียวกันทั้งหมด หมวดนี้ปิดท้ายโสตาปัตติวรรคซึ่งรวมเรียกว่า "อัฏฐารสเวยยากรณ์" คือคำอธิบายทิฏฐิ ๑๘ ประการ
  90. หน้า ๒๖๖–๒๗๐ ทุติยเปยยาละ: ทวนทิฏฐิทั้งหมดโดยเหตุผลว่า "เป็นทุกข์" หมวดนี้เป็นการทวนสอนทิฏฐิผิดชุดเดิมทั้งหมด ตั้งแต่ความเชื่อว่าโลกจะหยุดนิ่ง ไปจนถึงทิฏฐิเรื่องตถาคตหลังตาย และทิฏฐิเรื่องอัตตามีรูปหรือไม่มีรูป สุขหรือทุกข์ แต่เปลี่ยนเหตุผลสนับสนุนจากเดิมที่ว่า "เพราะไม่เที่ยง" เป็น "เพราะเป็นทุกข์ ผู้ยึดในทุกข์นั้นจึงเกิดทิฏฐิ" แสดงมุมมองอีกด้านในการอธิบายสาเหตุของทิฏฐิ ผลลัพธ์คือทิฏฐิทั้งหมดยังคงไม่ควรเกิดขึ้นเพราะขันธ์ล้วนไม่เที่ยงเป็นทุกข์อยู่ดี
  91. หน้า ๒๗๑–๒๗๓ ตติยเปยยาละ: ทวนทิฏฐิอีกครั้งด้วยหลัก "สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์" เป็นการทวนสอนทิฏฐิผิดชุดเดิมอีกเป็นรอบที่สาม แต่ใช้สูตรเหตุผลว่า "สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ เมื่อยึดมั่นในทุกข์นั้นจึงเกิดทิฏฐิ" เนื้อหาย่อกว่ารอบก่อนมาก แสดงถึงรูปแบบการท่องจำแบบย่อ (เปยยาละ) ที่ใช้ในพระไตรปิฎกเพื่อครอบคลุมทิฏฐิหลายสิบแบบโดยไม่ต้องกล่าวซ้ำเต็มรูปแบบทุกครั้ง
  92. หน้า ๒๗๔–๒๗๕ จตุตถเปยยาละ: เริ่มทวนทิฏฐิรอบที่สี่ (เนื้อหาขาดหายที่ท้ายไฟล์) เริ่มต้นการทวนสอนทิฏฐิผิดชุดเดิมเป็นรอบที่สี่ ตั้งแต่ทิฏฐิเรื่องโลกจะหยุดนิ่งไปจนถึงทิฏฐิเรื่อง "นี้ของเรา นี้เราเป็น นี้อัตตาของเรา" พร้อมสอนให้เห็นขันธ์ทั้งปวงไม่ว่าอดีตอนาคตปัจจุบันว่าไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา และเริ่มเข้าสู่ทิฏฐิเรื่องอัตตาที่ไม่ทุกข์ไม่สุขหลังตาย แต่เนื้อหาถูกตัดขาดกลางประโยคที่ท้ายไฟล์ (สูตรที่ ๔๖๗ ยังไม่จบ) จึงยังไม่ปรากฏเนื้อหาส่วนที่เหลือในไฟล์นี้
  93. หน้า ๒๗๖–๒๗๗ ทิฏฺฐิสํยุตฺตํ (ตอนจบ) เนื้อหาส่วนนี้เป็นตอนท้ายของทิฏฐิสังยุตต์ที่ตัดมาแต่กลาง แสดงบทสนทนาย้ำว่าเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และแปรปรวนไปเป็นธรรมดา จึงไม่ควรเห็นว่าเป็นตัวตนของเรา พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พิจารณาขันธ์ทั้งห้าทั้งอดีตอนาคตปัจจุบัน ทั้งภายในภายนอกด้วยปัญญาอันชอบว่า 'นั่นไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา' เมื่อเห็นเช่นนี้ อริยสาวกย่อมเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และหลุดพ้น จบด้วยคำประกาศจบสังยุตต์และคาถาสรุปหัวข้อ
  94. หน้า ๒๗๘–๒๘๒ โอกฺกนฺตสํยุตฺตํ สังยุตต์นี้ว่าด้วยการก้าวลงสู่ความถูกต้อง (สัมมัตตนิยาม) คือการเข้าสู่ภูมิของพระอริยบุคคล พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าอายตนะภายในหก อายตนะภายนอกหก วิญญาณหก ผัสสะหก เวทนาที่เกิดจากผัสสะหก สัญญาหก เจตนาหก ตัณหาหก ธาตุหก และขันธ์ห้า ล้วนไม่เที่ยง แปรปรวน เป็นอย่างอื่นไปได้ ผู้ใดเชื่อและน้อมใจเชื่อในธรรมเหล่านี้ด้วยศรัทธา เรียกว่าสัทธานุสารี ผู้ใดเห็นแจ้งด้วยปัญญาเรียกว่าธรรมานุสารี ทั้งสองประเภทนี้ล้วนก้าวพ้นภูมิปุถุชนแล้ว ไม่มีทางตกต่ำ จนกว่าจะบรรลุโสดาปัตติผลก็จะไม่ตายเสียก่อน และผู้ที่รู้เห็นธรรมเหล่าน
  95. หน้า ๒๘๓–๒๘๗ อุปฺปาทสํยุตฺตํ สังยุตต์นี้แสดงว่าความเกิดขึ้น ความตั้งอยู่ ความปรากฏของอายตนะภายในหก อายตนะภายนอกหก วิญญาณหก ผัสสะหก เวทนาที่เกิดจากผัสสะหก สัญญาหก เจตนาหก ตัณหาหก ธาตุหก และขันธ์ห้า นั่นเองคือความเกิดขึ้นของทุกข์ ความตั้งอยู่ของโรค และความปรากฏของชราและมรณะ ในทางกลับกัน ความดับ ความสงบระงับ ความสิ้นไปแห่งสิ่งเหล่านั้น ก็คือความดับของทุกข์ ความสงบของโรค และความดับของชราและมรณะ คำสอนนี้ชี้ให้เห็นว่าทุกข์ไม่ได้แยกต่างหากจากการเกิดขึ้นของสภาวธรรมเหล่านี้ แต่เป็นสิ่งเดียวกัน การเข้าใจเช่นนี้เป็นรากฐานของการเห็นอริ
  96. หน้า ๒๘๘–๒๙๐ กิเลสสํยุตฺตํ สังยุตต์นี้ว่าด้วยฉันทราคะ (ความพอใจติดใจ) ที่เกิดขึ้นในอายตนะภายในหก อายตนะภายนอกหก ผัสสะหก เวทนาที่เกิดจากผัสสะหก สัญญาหก เจตนาหก ตัณหาหก ธาตุหก และขันธ์ห้า ว่าเป็นเครื่องเศร้าหมองของจิต พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าเมื่อภิกษุละฉันทราคะในฐานะทั้งหกนี้ได้แล้ว จิตย่อมน้อมไปในเนกขัมมะ อบรมด้วยเนกขัมมะ ควรแก่การงานเพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่พึงรู้ยิ่งทั้งหลาย เนื้อหาเน้นย้ำว่าความยึดติดพอใจในสิ่งที่รับรู้ต่างหากคือกิเลสที่ต้องละ ไม่ใช่ตัวอารมณ์นั้นเอง
  97. หน้า ๒๙๑–๒๙๗ สารีปุตฺตสํยุตฺตํ สังยุตต์นี้กล่าวถึงพระสารีบุตร ซึ่งเมื่อออกจากที่หลีกเร้นในเวลาเย็น พระอานนท์เห็นอินทรีย์ผ่องใสจึงถามว่าท่านอยู่ด้วยวิหารธรรมอะไร พระสารีบุตรตอบตามลำดับว่าท่านเข้าฌานที่ 1 ถึง 4 อรูปสมาบัติ (อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ) และสัญญาเวทยิตนิโรธ แต่ในทุกขั้นท่านไม่มีความคิดว่า 'เรากำลังเข้า เราเข้าแล้ว หรือเราออกจากฌานนี้แล้ว' เพราะท่านถอนอหังการ มมังการ และมานานุสัยได้อย่างเด็ดขาดมานาน แสดงถึงภาวะไร้ตัวตนในการปฏิบัติของพระอรหันต์ ตอนท้ายมีเรื่องนางปริพาชิกาสูจิมุ
  98. หน้า ๒๙๘–๓๐๔ นาคสํยุตฺตํ สังยุตต์นี้แสดงกำเนิดของนาคสี่จำพวก คือ อัณฑชะ (เกิดจากไข่) ชลาพุชะ (เกิดจากครรภ์) สังเสทชะ (เกิดจากเถ้าไคล) และอุปปาติกะ (เกิดผุดขึ้น) โดยอุปปาติกนาคประณีตกว่าจำพวกอื่น พระพุทธเจ้าทรงอธิบายเหตุที่นาคบางพวกรักษาอุโบสถและสละกาย เพราะเคยประพฤติทั้งดีทั้งชั่วปนกันมาก่อน เมื่อเกิดเป็นนาคแล้วตั้งใจประพฤติดีทางกาย วาจา ใจ เพื่อหวังสุคติในภพหน้า และทรงอธิบายเหตุที่บางคนไปเกิดเป็นนาค คือประพฤติทั้งดีทั้งชั่วปนกันแล้วตั้งจิตปรารถนา หรือประกอบกับการให้ทาน (ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม ที่นอน ที่พัก ประท
  99. หน้า ๓๐๕–๓๐๘ สุปณฺณสํยุตฺตํ สังยุตต์นี้แสดงกำเนิดของครุฑ (สุบรรณ) สี่จำพวกเช่นเดียวกับนาค คือ อัณฑชะ ชลาพุชะ สังเสทชะ อุปปาติกะ และอธิบายว่าสุบรรณแต่ละจำพวกโฉบนาคจำพวกใดได้บ้างตามลำดับความประณีตแห่งกำเนิด เนื้อหาส่วนใหญ่ดำเนินตามแบบแผนของนาคสังยุตต์ คือแสดงเหตุที่บุคคลบางคนไปเกิดเป็นสุบรรณจำพวกต่างๆ เพราะประพฤติทั้งดีทั้งชั่วปนกันมาก่อน แล้วตั้งจิตปรารถนา หรือประกอบกับการให้ทานสิ่งของต่างๆ จึงไปเกิดในกำเนิดสุบรรณตามที่ตั้งใจ
  100. หน้า ๓๐๙–๓๑๓ คนฺธพฺพกายสํยุตฺตํ สังยุตต์นี้แสดงถึงเทวดาจำพวกคนธรรพ์ ผู้สิงสถิตอยู่ตามส่วนต่างๆ ของต้นไม้และพืชพันธุ์ที่มีกลิ่นหอม ได้แก่ กลิ่นราก แก่น กระพี้ เปลือก สะเก็ด ใบ ดอก ผล และกลิ่นหอมทั่วไป พระพุทธเจ้าทรงอธิบายเหตุที่บุคคลไปเกิดเป็นเทวดาคนธรรพ์ประเภทต่างๆ เพราะประพฤติสุจริตทางกาย วาจา ใจ แล้วได้ยินว่าเทวดาเหล่านั้นมีอายุยืน มีผิวพรรณงาม มีความสุขมาก จึงตั้งจิตปรารถนา และเป็นผู้ให้ทานของหอมชนิดนั้นๆ ด้วย จึงไปเกิดในหมู่เทวดาคนธรรพ์ตามที่ปรารถนาหลังจากตายไป
  101. หน้า ๓๑๔–๓๑๘ วลาหกสํยุตฺตํ สังยุตต์นี้แสดงเทวดาจำพวกวลาหก (เมฆ) ห้าประเภท คือ สีตวลาหก (เมฆหนาว) อุณหวลาหก (เมฆร้อน) อัพภวลาหก (เมฆก้อน) วาตวลาหก (เมฆลม) และวัสสวลาหก (เมฆฝน) พระพุทธเจ้าทรงอธิบายเหตุที่บุคคลไปเกิดเป็นวลาหกเทพเพราะประพฤติสุจริตและให้ทาน เช่นเดียวกับสังยุตต์ก่อนหน้า จากนั้นทรงอธิบายเหตุที่บางครั้งอากาศหนาว ร้อน มีเมฆ มีลม หรือฝนตก ว่าเป็นเพราะเทวดาวลาหกแต่ละจำพวกตั้งใจจะรื่นรมย์ในความยินดีของตน แล้วอาศัยอำนาจความตั้งใจนั้นบันดาลให้ปรากฏการณ์ธรรมชาตินั้นๆ เกิดขึ้น
  102. หน้า ๓๑๙–๓๒๖ วจฺฉโคตฺตสํยุตฺตํ สังยุตต์นี้เป็นบทสนทนาระหว่างวัจฉโคตตปริพาชกกับพระพุทธเจ้า โดยวัจฉโคตตถามถึงเหตุที่ทำให้เกิดทิฏฐิต่างๆ มากมายในโลก เช่น โลกเที่ยงหรือไม่เที่ยง มีที่สุดหรือไม่มีที่สุด ชีพกับสรีระเป็นอันเดียวกันหรือต่างกัน ตถาคตตายแล้วเกิดอีกหรือไม่ พระพุทธเจ้าทรงตอบว่าสาเหตุคือความไม่รู้ (อัญญาณ) ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งในตัวมันเอง เหตุเกิด ความดับ และทางที่นำไปสู่ความดับของขันธ์เหล่านั้น เนื้อหาซ้ำแบบแผนเดิมหลายครั้งโดยเปลี่ยนคำแทน 'อัญญาณ' ด้วยคำใกล้เคียงกัน เช่น อทัสสนะ (ไม่เห็น) อนภิสมยะ (ไม่แทงต
  103. หน้า ๓๒๗–๓๓๐ สมาธิสํยุตฺตํ (ฌานสํยุตฺตํ) — เริ่มต้น ยังไม่จบในช่วงนี้ สังยุตต์นี้ (มีอีกชื่อว่าฌานสังยุตต์ตามเชิงอรรถ) จำแนกผู้เข้าฌาน (ฌายี) ออกเป็นสี่ประเภทตามคู่ความชำนาญในสมาธิ เช่น ชำนาญในสมาธิแต่ไม่ชำนาญในการเข้าสมาบัติ ชำนาญในการเข้าสมาบัติแต่ไม่ชำนาญในสมาธิ ไม่ชำนาญทั้งสอง และชำนาญทั้งสอง โดยผู้ที่ชำนาญทั้งสองด้านเป็นเลิศที่สุด เปรียบเหมือนหัวกะทิที่ดีที่สุดในบรรดาผลิตภัณฑ์จากนมวัว เนื้อหาในช่วงนี้ไล่เรียงคู่ความชำนาญต่างๆ ซ้ำแบบแผนเดียวกัน ได้แก่ ความชำนาญในการตั้งอยู่ (ฐิติกุสล) การออกจากสมาธิ (วุฏฐานกุสล) ความคล่องแคล่ว (กัลลิตกุสล) อารมณ์ (อารัมมณกุสล)
  104. หน้า ๓๓๑–๓๓๙ สมาธิสังยุตต์ (ต่อ) - ว่าด้วยภิกษุผู้เพ่งฌาน ๔ จำพวก เนื้อหาต่อจากตอนก่อนหน้า เป็นการแสดงพระธรรมเทศนาที่พระผู้มีพระภาคทรงจำแนกภิกษุผู้เพ่งฌาน (ฌายี) ออกเป็น ๔ จำพวกซ้ำเป็นชุดๆ ตามคู่ความชำนาญด้านต่างๆ ในสมาธิ เช่น ชำนาญในสมาธิแต่ไม่ชำนาญในการเข้าสมาบัติ ชำนาญในการเข้าสมาบัติแต่ไม่ชำนาญในการตั้งอยู่ (ฐิติ) การออกจากสมาบัติ (วุฏฐาน) ความแกล้วกล้าในสมาธิ (กัลลิตะ) อารมณ์ (อารัมมณะ) โคจร การน้อมจิตไป (อภินีหาร) การทำโดยเคารพจริงจัง (สักกัจจการี) การทำต่อเนื่อง (สาตัจจการี) และการทำสิ่งที่เป็นสัปปายะแก่สมาธิ ในแต่ละคู่ทรงสรุปว่าภิกษุผู้ประเสริฐที่สุดใน
  105. หน้า ๓๔๐ อุทานคาถาสมาธิสังยุตต์ และปิดท้ายขันธวารวรรคสังยุตต์ (จบเล่ม ๑๗) เป็นคาถาอุทาน (บทสรุปหัวข้อ) ท้ายสมาธิสังยุตต์ ที่ประมวลหัวข้อคู่ความชำนาญในสมาธิทั้งหมดที่กล่าวมาไว้เป็นคาถาช่วยจำ ได้แก่ สมาธิ สมาบัติ ฐิติ วุฏฐาน กัลลิตะ อารัมมณะ โคจร อภินีหาร สักกัจจการี สาตัจจการี และสัปปายะ ตามด้วยข้อความ "ขนฺธวารวคฺคสํยุตฺตํ สมตฺตํ" อันเป็นการปิดกลุ่มสังยุตต์ใหญ่ทั้งหมดในขันธวารวรรค ซึ่งเป็นวรรคหลักของพระไตรปิฎกเล่ม ๑๗ ทั้งเล่ม จากนั้นมีวัคคุทานคาถาสรุปรายชื่อสังยุตต์ทั้ง ๑๓ สังยุตต์ในวรรคนี้ คือ ขันธสังยุตต์ ราธสังยุตต์ ทิฏฐิสังยุตต์ โอกกันติกสังยุตต์ อุปปาทสังยุตต์ กิเ