สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค
บาลีสยามรัฐ · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๑๙ · ๕๘๙ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๒๑๐ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๒ หน้าปกและอวิชชาสูตร-วิชชาสูตร หน้าแรกเป็นหน้าปกระบุว่าเป็นสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ภาคที่ ๕ ชื่อมหาวารวรรค แล้วเริ่มวรรคที่ ๑ คืออวิชชาวรรค พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าอวิชชาเป็นตัวนำหน้าของอกุศลธรรมทั้งปวง เมื่อคนหลงไม่รู้แจ้งย่อมเกิดความเห็นผิดและองค์มรรคที่ผิดตามมาเป็นลำดับจนถึงสมาธิผิด ตรงข้ามกันวิชชาคือความรู้แจ้งเป็นตัวนำหน้าของกุศลธรรม ทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิและองค์มรรคที่ถูกต้องตามลำดับจนถึงสัมมาสมาธิ
- หน้า ๒–๓ อุปัฑฒสูตร (พระอานนท์) พระอานนท์กราบทูลว่าความมีกัลยาณมิตรเป็นกึ่งหนึ่งของพรหมจรรย์ แต่พระพุทธเจ้าทรงคัดค้านว่าความมีกัลยาณมิตรเป็นพรหมจรรย์ทั้งหมด มิใช่เพียงครึ่งเดียว เพราะภิกษุที่มีมิตรดีย่อมเจริญและทำให้มากซึ่งอริยมรรคมีองค์แปดได้ พระองค์ทรงอธิบายว่าด้วยอาศัยพระองค์เป็นกัลยาณมิตร สัตว์ทั้งหลายจึงพ้นจากชาติ ชรา มรณะ และความโศกต่างๆ ได้
- หน้า ๓–๕ สารีปุตตสูตร (คำสอนเดียวกันแสดงแก่พระสารีบุตร) เนื้อหาเดียวกับสูตรก่อน แต่คราวนี้พระสารีบุตรเป็นผู้ทูลถามและกล่าวยืนยันเองว่าความมีกัลยาณมิตรเป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้น พระพุทธเจ้าทรงรับรองและอธิบายซ้ำว่าภิกษุผู้มีกัลยาณมิตรย่อมเจริญมรรคมีองค์แปดได้อย่างไร
- หน้า ๕–๘ พราหมณสูตร (พรหมยาน - อุปมารถม้าสีขาว) พระอานนท์เห็นพราหมณ์ชาณุโสณีนั่งรถม้าสีขาวโล้นอันงดงามซึ่งชาวบ้านเรียกว่ายานพรหม จึงทูลถามว่าในธรรมวินัยนี้มียานพรหมหรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสว่ามี นั่นคือชื่อเรียกอริยมรรคมีองค์แปด ปิดท้ายด้วยคาถาอันงดงามเปรียบมรรคเป็นรถศึกที่มีศรัทธาและปัญญาเป็นแอก สติเป็นสารถี ศีลเป็นเครื่องประกอบรถ ผู้มีธรรมเหล่านี้ย่อมเป็นผู้ชนะในโลก
- หน้า ๘–๙ กิมัตถิยสูตร (พรหมจรรย์เพื่อกำหนดรู้ทุกข์) ภิกษุหลายรูปทูลว่าถูกนักบวชลัทธิอื่นถามว่าพรหมจรรย์ในพระศาสนานี้มีประโยชน์อะไร ซึ่งตนตอบไปว่าเพื่อกำหนดรู้ทุกข์ พระพุทธเจ้าทรงรับรองคำตอบนั้นว่าถูกต้อง และทรงสอนต่อว่าหากถูกถามว่ามีทางหรือข้อปฏิบัติเพื่อการกำหนดรู้ทุกข์นั้นหรือไม่ ให้ตอบว่ามี คืออริยมรรคมีองค์แปด
- หน้า ๙–๑๐ เทฺวภิกขุสูตร (พรหมจรรย์ ราควินัย และอมตะ) ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามว่าพรหมจรรย์คืออะไรและอะไรคือที่สุดของพรหมจรรย์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าอริยมรรคมีองค์แปดคือพรหมจรรย์ ส่วนความสิ้นราคะโทสะโมหะคือที่สุดของพรหมจรรย์ ภิกษุอีกรูปทูลถามความหมายของคำว่าราควินัย โทสวินัย โมหวินัย ได้รับคำตอบว่าเป็นชื่อเรียกนิพพานธาตุคือความสิ้นอาสวะ แล้วถามต่อว่าอะไรคืออมตะและทางถึงอมตะ ทรงตอบว่าความสิ้นราคะโทสะโมหะคืออมตะ
- หน้า ๑๐–๑๒ วิภังคสูตร (จำแนกองค์มรรคทั้งแปด) พระพุทธเจ้าทรงแสดงและจำแนกความหมายของอริยมรรคมีองค์แปดอย่างละเอียดทีละข้อ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิคือความรู้ในอริยสัจสี่ สัมมาสังกัปปะคือดำริออกจากกามไม่พยาบาทไม่เบียดเบียน สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะคือความเพียรสี่ สัมมาสติคือสติปัฏฐานสี่ และสัมมาสมาธิคือฌานทั้งสี่ สูตรนี้เป็นคำจำกัดความมาตรฐานที่ใช้อ้างอิงซ้ำตลอดทั้งเล่ม
- หน้า ๑๓–๑๔ สุกสูตร (อุปมาเมล็ดข้าวเปลือก) พระพุทธเจ้าทรงเปรียบว่า เมล็ดข้าวสาลีหรือข้าวเหนียวที่วางผิดทิศทาง แม้ถูกเท้าหรือมือเหยียบก็ไม่ทิ่มแทงให้เลือดออก ฉันใด ภิกษุผู้มีความเห็นผิดและเจริญมรรคผิดทาง ก็ไม่มีทางทำลายอวิชชา เกิดวิชชา หรือบรรลุนิพพานได้ ฉันนั้น แต่หากเมล็ดข้าววางถูกทิศ เมื่อถูกเหยียบย่อมทิ่มแทงให้เลือดออกได้ เปรียบเหมือนภิกษุผู้มีความเห็นถูกและเจริญมรรคถูกทาง ย่อมทำลายอวิชชาและบรรลุนิพพานได้จริง
- หน้า ๑๔–๑๕ นันทิยสูตร (ปริพาชกนันทิยะถึงสรณะ) นันทิยปริพาชกทูลถามว่าธรรมเท่าไรที่เจริญแล้วทำให้มากแล้วย่อมถึงนิพพาน พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่ามีแปดประการคืออริยมรรคมีองค์แปด นันทิยปริพาชกเกิดความเลื่อมใสอย่างยิ่ง กล่าวสรรเสริญว่าพระธรรมเทศนานี้ดุจการหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด ชี้ทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืด แล้วประกาศตนถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต เป็นการปิดท้ายอวิชชาวรรคที่ ๑
- หน้า ๑๖–๑๘ วิหารสูตรและเสขสูตร พระพุทธเจ้าทรงหลีกเร้นอยู่ผู้เดียวครึ่งเดือนและสามเดือนตามลำดับ เมื่อออกจากที่หลีกเร้นทรงเล่าประสบการณ์การเข้าใจธรรมชาติของเวทนาที่เกิดจากปัจจัยต่างๆ เช่น มิจฉาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิ ฉันทะ วิตก สัญญา จากนั้นมีสูตรสั้นอธิบายว่าผู้ใดชื่อว่าพระเสขะ คือผู้ที่ประกอบด้วยองค์มรรคทั้งแปดในระดับของผู้ยังต้องศึกษา
- หน้า ๑๘–๑๙ อุปปาทสูตร (ธรรมบริสุทธิ์ที่อาศัยพระตถาคตเกิดขึ้น) ชุดสูตรสั้นที่ทรงแสดงซ้ำในรูปแบบเดียวกันว่า องค์ธรรมแปดประการคืออริยมรรคมีองค์แปดเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จะเกิดขึ้นได้ก็เพราะการอุบัติของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น และธรรมเหล่านี้ยังเป็นธรรมที่บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ปราศจากมลทินเครื่องเศร้าหมอง
- หน้า ๑๙–๒๑ กุกกุฏารามสูตร (พระอานนท์-พระภัททะ) ที่กรุงปาฏลีบุตร วัดกุกกุฏาราม พระภัททะเข้าไปหาพระอานนท์และถามว่าอพรหมจรรย์คืออะไร พระอานนท์อธิบายว่าอริยมรรคมีองค์แปดฝ่ายผิดคืออพรหมจรรย์ จากนั้นถามต่อว่าพรหมจรรย์และที่สุดแห่งพรหมจรรย์คืออะไร ได้รับคำตอบว่าอริยมรรคมีองค์แปดฝ่ายถูกคือพรหมจรรย์ ความสิ้นราคะโทสะโมหะคือที่สุดของพรหมจรรย์ ปิดท้ายวิหารวรรคที่ ๒
- หน้า ๒๒–๒๕ มิจฉัตตวรรค - ธรรมคู่ตรงข้ามหลายชุด ชุดพระสูตรสั้นจำนวนมากที่ทรงแสดงธรรมเป็นคู่ตรงข้ามซ้ำรูปแบบเดียวกัน ได้แก่ ความผิด-ความถูก อกุศลธรรม-กุศลธรรม ทางปฏิบัติผิด-ถูก โดยใช้องค์มรรคแปดเป็นตัวชี้วัดเสมอ ทรงจำแนกอสัตบุรุษ-สัตบุรุษ ตลอดจนผู้เลวยิ่งกว่า-ดียิ่งกว่า ทั้งหมดย้ำแนวคิดเดียวกันว่าความถูกหรือผิดของบุคคลวัดกันที่การมีองค์มรรคแปดครบถ้วนหรือไม่
- หน้า ๒๕ กุมภสูตร (อุปมาหม้อ) พระพุทธเจ้าทรงเปรียบว่าหม้อที่ไม่มีเครื่องรองรับย่อมคว่ำหรือพลิกได้ง่าย ส่วนหม้อที่มีเครื่องรองรับย่อมพลิกคว่ำได้ยาก ฉันใด จิตที่ไม่มีเครื่องรองรับก็ผันแปรง่าย จิตที่มีเครื่องรองรับก็ผันแปรยาก ฉันนั้น แล้วทรงชี้ว่าเครื่องรองรับของจิตคืออริยมรรคมีองค์แปด
- หน้า ๒๕–๒๖ สมาธิสูตร (สัมมาสมาธิพร้อมองค์ประกอบ) พระพุทธเจ้าทรงแสดงอริยสัมมาสมาธิที่มีเหตุมีองค์ประกอบ โดยอธิบายว่าความเป็นเอกัคคตาแห่งจิตที่ประกอบด้วยองค์มรรคอีกเจ็ดข้อตั้งแต่สัมมาทิฏฐิถึงสัมมาสตินั่นเองที่เรียกว่าอริยสัมมาสมาธิอันมีเหตุมีองค์ประกอบ
- หน้า ๒๖ เวทนาสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงเวทนาสามอย่าง คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา และอทุกขมสุขเวทนา และตรัสว่าเพื่อกำหนดรู้เวทนาทั้งสามนี้อย่างถ่องแท้ ภิกษุพึงเจริญอริยมรรคมีองค์แปด
- หน้า ๒๖–๒๗ อุตติยสูตร (กามคุณห้า) พระอุตติยะกราบทูลถามว่ากามคุณห้าที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้มีอะไรบ้าง พระองค์ทรงอธิบายว่าได้แก่ รูปทางตา เสียงทางหู กลิ่นทางจมูก รสทางลิ้น และโผฏฐัพพะทางกาย ที่น่าปรารถนาน่าใคร่น่าพอใจชวนให้กำหนัด แล้วตรัสว่าเพื่อละกามคุณห้าเหล่านี้ ภิกษุพึงเจริญอริยมรรคมีองค์แปด ปิดท้ายมิจฉัตตวรรคที่ ๓
- หน้า ๒๘–๒๙ ปฏิปัตติสูตร ปฏิปันนสูตร และวิรัทธสูตร ชุดพระสูตรสั้นซ้ำรูปแบบเดิม อธิบายความหมายของทางปฏิบัติผิด-ถูก และผู้ปฏิบัติผิด-ถูก โดยใช้องค์มรรคแปดเป็นเกณฑ์เช่นเดิม จากนั้นทรงสอนว่าผู้ใดละเลยไม่ปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์แปด ย่อมไม่อาจถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบได้ ส่วนผู้ที่ปรารภปฏิบัติตามมรรคอย่างจริงจัง ย่อมถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบได้
- หน้า ๒๙–๓๐ ปารสูตร (คาถาผู้ถึงฝั่งพระนิพพาน) พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าธรรมแปดประการคืออริยมรรคมีองค์แปด เมื่อเจริญและทำให้มากแล้วย่อมทำให้ข้ามจากฝั่งนี้คือสงสารไปสู่ฝั่งโน้นคือนิพพานได้ แล้วตรัสคาถาอันโด่งดังว่าคนที่ถึงฝั่งโน้นมีน้อยนัก ส่วนหมู่สัตว์ที่เหลือเพียงวิ่งเลาะไปตามฝั่งเท่านั้น ผู้ประพฤติตามธรรมที่ตรัสไว้ดีเท่านั้นจึงข้ามพ้นบ่วงมัจจุอันข้ามได้ยากไปได้
- หน้า ๓๐–๓๒ สามัญญสูตร พรหมัญญสูตร และพรหมจริยสูตร ชุดพระสูตรสั้นสามชุดรูปแบบเดียวกัน อธิบายว่าความเป็นสมณะ ความเป็นพราหมณ์ และพรหมจรรย์ ล้วนหมายถึงอริยมรรคมีองค์แปด ส่วนผลของแต่ละอย่างได้แก่ โสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตตผล และประโยชน์ของแต่ละอย่างคือความสิ้นราคะโทสะโมหะ ปิดท้ายปฏิปัตติวรรคที่ ๔
- หน้า ๓๓–๓๕ อัญญติตถิยวรรค - เหตุผลของการประพฤติพรหมจรรย์ ทรงสอนภิกษุให้ตอบคำถามของนักบวชลัทธิอื่นที่ถามถึงจุดประสงค์ของการประพฤติพรหมจรรย์ในพระศาสนานี้ด้วยเหตุผลหลายแง่มุมตามลำดับ ได้แก่ เพื่อคลายราคะ เพื่อละสังโยชน์ เพื่อถอนอนุสัย เพื่อกำหนดรู้ทางไกลแห่งสงสาร เพื่อสิ้นอาสวะ เพื่อทำให้แจ้งผลแห่งวิชชาและวิมุตติ เพื่อญาณทัสสนะ และเพื่อนิพพานที่ไม่มีอุปาทาน โดยทุกคำตอบล้วนชี้ว่าทางเพื่อจุดหมายเหล่านั้นคืออริยมรรคมีองค์แปดเสมอ ปิดท้ายวรรคที่ ๕
- หน้า ๓๖–๓๙ สุริยเปยยาล (อุปมาแสงอรุณก่อนพระอาทิตย์ขึ้น) พระพุทธเจ้าทรงเปรียบว่าแสงอรุณเป็นสิ่งที่ขึ้นก่อนและเป็นนิมิตบอกเหตุว่าพระอาทิตย์จะขึ้น ฉันใด ความมีกัลยาณมิตรก็เป็นสิ่งที่เกิดก่อนและเป็นนิมิตบอกเหตุแห่งการเกิดขึ้นของอริยมรรคมีองค์แปดในภิกษุ ฉันนั้น จากนั้นทรงแสดงคุณธรรมอื่นอีกหกอย่างในฐานะนิมิตเดียวกัน คือความถึงพร้อมด้วยศีล ฉันทะ ความเป็นตัวของตัวเอง ทิฏฐิที่ถูกต้อง ความไม่ประมาท และโยนิโสมนสิการ
- หน้า ๔๐–๔๓ เอกธรรมเปยยาล (ธรรมข้อเดียวที่มีอุปการะมาก) ชุดพระสูตรที่ทรงแสดงซ้ำแนวคิดเดิมจากสุริยเปยยาล แต่เปลี่ยนกรอบเป็นธรรมข้อเดียวที่มีอุปการะมากต่อการเกิดขึ้นแห่งอริยมรรคมีองค์แปด คือ กัลยาณมิตตตา ศีลสัมปทา ฉันทสัมปทา อัตตสัมปทา ทิฏฐิสัมปทา อัปปมาทสัมปทา และโยนิโสมนสิการสัมปทา
- หน้า ๔๔–๔๗ นาหันตเอกธรรมเปยยาล (เราไม่เห็นธรรมอื่นสักข้อหนึ่ง) ทรงแสดงธรรมชุดเดียวกันอีกครั้งเป็นครั้งที่สาม โดยใช้สำนวนเน้นย้ำหนักแน่นว่าเราไม่เห็นธรรมอื่นแม้สักข้อเดียวที่จะเป็นเหตุให้อริยมรรคมีองค์แปดที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นแล้วก็เจริญบริบูรณ์ นอกจากกัลยาณมิตตตาและธรรมสัมปทาทั้งหกที่กล่าวมา
- หน้า ๔๘–๕๕ คงคาเปยยาล (อุปมาแม่น้ำไหลสู่ตะวันออกและสู่มหาสมุทร) พระพุทธเจ้าทรงเปรียบว่าแม่น้ำคงคาไหลไปสู่ทิศตะวันออก ลาดไปทางทิศตะวันออก โน้มไปทางทิศตะวันออก ฉันใด ภิกษุผู้เจริญและทำให้มากซึ่งอริยมรรคมีองค์แปด ก็ย่อมโน้มเอียงลาดเอียงเอนเอียงไปสู่นิพพาน ฉันนั้น ทรงแสดงอุปมาเดียวกันนี้ซ้ำกับแม่น้ำสายสำคัญทั้งห้า และซ้ำอีกครั้งโดยเปลี่ยนจากอุปมาไหลสู่ทิศตะวันออกเป็นไหลลงสู่มหาสมุทร เนื้อหาส่วนนี้ถูกตัดที่หน้า ๕๕ กลางสูตร ยังไม่จบครบถ้วน
- หน้า ๕๖–๖๑ คงฺคาเปยฺยาลี เนื้อหาช่วงนี้เป็นตอนท้ายของชุดสูตรซ้ำแบบ "คงฺคาเปยฺยาลี" ที่ยกอุปมาแม่น้ำสายใหญ่ (คงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี) ซึ่งไหลลาดเอียงไปทางทิศตะวันออกและไหลลงสู่มหาสมุทรเป็นธรรมดา มาเปรียบกับภิกษุผู้เจริญมรรคมีองค์แปดว่าย่อมโน้มเอียง โอนเอียง เอนไปสู่พระนิพพานโดยธรรมชาติเช่นกัน ข้อความซ้ำรูปแบบเดิมกับแม่น้ำแต่ละสายทั้งเดี่ยวและรวมกัน สาระสำคัญคือการเจริญมรรคอย่างสม่ำเสมอจะนำไปสู่นิพพานเองโดยไม่ต้องฝืน เหมือนสายน้ำที่ไหลไปตามทางลาดของมันตามธรรมชาติ จบด้วยคาถาสรุปท้ายวรรคที่หน้า ๖๑ (หมายเหตุ: เนื้อหาต้นฉ
- หน้า ๖๒–๖๗ อัปปมาทวัคโค ทสโม วรรคว่าด้วยความไม่ประมาท แสดงว่าความไม่ประมาทเป็นรากฐานและที่ประชุมลงของกุศลธรรมทั้งปวง เปรียบเสมือนรอยเท้าสัตว์ทุกชนิดที่ประชุมลงในรอยเท้าช้างเพราะใหญ่ที่สุด หรือกลอนเรือนยอดที่ลาดมารวมที่ยอดจั่ว รากไม้หอม แก่นไม้จันทน์แดง กลิ่นดอกมะลิ พระราชาที่ขึ้นต่อพระเจ้าจักรพรรดิ แสงดาวเทียบแสงจันทร์ แสงอาทิตย์ฤดูสารท และผ้าเนื้อดี ล้วนเป็นอุปมาซ้ำแบบเดียวกันว่าสิ่งใดเป็นเลิศ สิ่งอื่นย่อมน้อมเข้าหาสิ่งนั้น ความไม่ประมาทจึงเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ภิกษุสามารถเจริญมรรคมีองค์แปดได้สำเร็จ
- หน้า ๖๘–๗๐ พลกรณียวัคโค เอกาทสโม (พลกรณีย์ - ศีลเป็นที่อาศัย) เริ่มวรรคว่าด้วยกิจที่ต้องทำด้วยกำลัง โดยยกอุปมาว่ากิจการงานทั้งปวงที่ต้องใช้กำลังล้วนต้องอาศัยแผ่นดินเป็นที่ตั้ง ฉันใด ภิกษุก็ต้องอาศัยศีลเป็นที่ตั้ง เป็นฐานที่มั่นคง จึงจะสามารถเจริญและทำให้มรรคมีองค์แปดเจริญบริบูรณ์ได้ฉันนั้น ข้อความนี้ย้ำซ้ำหลายครั้งด้วยวลีปิดท้ายที่ต่างกัน (ราคะ-โทสะ-โมหวินัย, อมตะ, นิพพาน) แต่ใจความเดียวกันคือศีลเป็นรากฐานที่ขาดไม่ได้ของการปฏิบัติมรรค
- หน้า ๗๐–๗๒ พลกรณียวัคโค (พีชะ-นาคะ - ความเจริญไพบูลย์ในธรรม) อุปมาความเจริญงอกงามสองเรื่อง คือ พืชพันธุ์และต้นไม้ที่เจริญเติบโตได้เพราะอาศัยแผ่นดิน และพญานาคที่อาศัยภูเขาหิมพานต์เจริญกายจนมีกำลัง แล้วค่อยๆ ลงสู่บึงเล็ก บึงใหญ่ ลำธาร แม่น้ำใหญ่ จนถึงมหาสมุทร ได้ความยิ่งใหญ่ไพบูลย์ในที่สุด เปรียบกับภิกษุผู้อาศัยศีลเป็นฐาน เจริญมรรคมีองค์แปดอยู่เนืองๆ ย่อมถึงความเจริญไพบูลย์ในธรรมทั้งหลายเช่นเดียวกัน สื่อถึงว่าการปฏิบัติธรรมต้องมีพื้นฐานที่มั่นคงจึงจะเติบโตก้าวหน้าได้อย่างต่อเนื่อง
- หน้า ๗๒–๗๔ พลกรณียวัคโค (รุกขะ-กุมภะ-สูกี - โน้มเอียงสู่นิพพานอย่างไม่ถอยกลับ) กลุ่มอุปมาสามเรื่องที่สื่อว่าการเจริญมรรคทำให้จิตโน้มเอียงไปทางกุศลอย่างไม่ถอยกลับ ได้แก่ ต้นไม้ที่เอนไปทางใดเมื่อถูกตัดรากย่อมล้มไปทางนั้น หม้อน้ำที่คว่ำย่อมเทน้ำออกได้อย่างเดียวไม่อาจดูดกลับเข้าไปได้ และรวงข้าวสาลีหรือข้าวเหนียวที่วางถูกทิศทางเมื่อถูกเหยียบย่อมแทงมือแทงเท้าให้เลือดออกได้แน่นอน อุปมาทั้งสามชี้ว่าภิกษุผู้มีทิฏฐิและการเจริญมรรคที่ตั้งไว้ถูกต้อง ย่อมทำลายอวิชชา เกิดวิชชา และทำนิพพานให้แจ้งได้อย่างแน่นอน ไม่มีทางหวนกลับสู่อกุศล
- หน้า ๗๔–๗๗ พลกรณียวัคโค (อากาสะ-เมฆะ-นาวา - ขจัดอกุศลธรรมโดยพลัน) อุปมาต่อเนื่องสามเรื่อง คือ ลมพัดจากทุกทิศ ทำให้เข้าใจว่าเมื่อภิกษุเจริญมรรคมีองค์แปด ธรรมฝ่ายโพธิปักขิยะทั้งหมด (สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์) ย่อมถึงความบริบูรณ์ไปพร้อมกัน จากนั้นเป็นอุปมาฝุ่นละอองปลายฤดูร้อนที่ถูกฝนห่าใหญ่หรือลมพายุพัดหายไปในทันที เปรียบกับอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นถูกขจัดไปโดยพลันด้วยการเจริญมรรค และอุปมาเชือกหวายผูกเรือที่แช่น้ำนานแล้วตากแดดตากลมจนเปื่อยง่ายเมื่อถูกฝน เปรียบกับสังโยชน์ที่หลุดไปได้โดยง่ายสำหรับผู้เจริญมรรคอยู่เสมอ
- หน้า ๗๗–๗๙ พลกรณียวัคโค (อาคันตุกาคาร - รู้ยิ่ง ละ ทำให้แจ้ง เจริญ) อุปมาเรือนพักคนเดินทางที่คนจากทุกทิศทุกวรรณะเข้ามาพักอาศัยได้ เปรียบกับภิกษุผู้เจริญมรรคมีองค์แปดว่าย่อมรู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง (คือขันธ์ ๕ ที่เป็นอุปาทาน) ละธรรมที่ควรละ (คืออวิชชาและภวตัณหา) ทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง (คือวิชชาและวิมุตติ) และเจริญธรรมที่ควรเจริญ (คือสมถะและวิปัสสนา) กล่าวโดยสรุปคือมรรคมีองค์แปดเป็นเครื่องมือที่ครอบคลุมหน้าที่ทั้งสี่ต่ออริยสัจในคราวเดียวกัน
- หน้า ๗๙–๘๐ พลกรณียวัคโค (นที - แม่น้ำคงคาไม่อาจพลิกกลับ) เรื่องเล่าเชิงอุปมาที่ชัดเจนว่า หากมีฝูงชนถือจอบและตะกร้ามาพยายามทำให้แม่น้ำคงคาที่ไหลลาดไปทางทิศตะวันออกกลับไหลย้อนไปทางทิศตะวันตก ย่อมทำไม่ได้ มีแต่จะเหนื่อยเปล่า ฉันใด ภิกษุที่จิตน้อมไปสู่วิเวกมานานก็ไม่มีทางถูกพระราชา อำมาตย์ มิตรสหาย หรือญาติล่อลวงด้วยทรัพย์สมบัติให้สึกกลับไปเป็นคฤหัสถ์ได้ฉันนั้น ปิดท้ายวรรคพลกรณียะด้วยคาถาสรุป แสดงให้เห็นว่าจิตที่ฝึกมาดีจนโน้มเข้าหาความหลุดพ้นแล้วยากจะเปลี่ยนทิศทางกลับ
- หน้า ๘๑–๘๗ เอสนาวัคโค ทวาทสโม วรรคว่าด้วยการแสวงหา เป็นสูตรรูปแบบซ้ำที่ยกรายการกิเลสหรือสภาวะทางใจต่างๆ ขึ้นมาทีละหมวด ได้แก่ การแสวงหา ๓ (กาม ภพ พรหมจรรย์), ความถือตัว ๓, อาสวะ ๓, ภพ ๓, ทุกขตา ๓, กิเลสดุจตะปูตรึงใจ ๓, มลทิน ๓, ความคับแค้นใจ ๓, เวทนา ๓ และตัณหา ๓ โดยแต่ละหมวดจบด้วยสูตรเดียวกันว่า เพื่อรู้ยิ่ง กำหนดรู้ สิ้นไป และละเสียซึ่งสภาวะเหล่านี้ ภิกษุพึงเจริญมรรคมีองค์แปด สาระสำคัญคือมรรคมีองค์แปดเป็นเครื่องมือสากลที่ใช้จัดการกับกิเลสได้ทุกประเภทไม่ว่าจะจัดหมวดหมู่อย่างไร
- หน้า ๘๘–๙๒ โอฆวัคโค เตรสโม (จบมัคคสังยุตต์) วรรคว่าด้วยโอฆะ สืบเนื่องรูปแบบเดียวกับวรรคก่อน โดยไล่รายการหมวดกิเลสที่กว้างขึ้น ได้แก่ โอฆะ ๔ โยคะ ๔ อุปาทาน ๔ กิเลสเครื่องร้อยรัด ๔ อนุสัย ๗ กามคุณ ๕ นิวรณ์ ๕ อุปาทานขันธ์ ๕ และสังโยชน์เบื้องต่ำเบื้องสูงอย่างละ ๕ ทุกหมวดล้วนสรุปว่าต้องเจริญมรรคมีองค์แปดเพื่อรู้ยิ่ง กำหนดรู้ สิ้นไป และละเสีย วรรคนี้ปิดท้ายด้วยคาถาสรุปรวมทุกวรรคของสังยุตต์ และประกาศว่า "มัคคสังยุตต์" (หมวดว่าด้วยมรรคมีองค์แปด) จบบริบูรณ์ที่หน้า ๙๒
- หน้า ๙๓–๙๔ โพชฌังคสังยุตต์ ปัพพตวัคโค ปฐโม (นาคะ - ภูเขาหิมพานต์) เริ่มต้น "โพชฌังคสังยุตต์" (หมวดว่าด้วยองค์แห่งการตรัสรู้ ๗ ประการ) ด้วยปัพพตวัคโคที่ยกอุปมาเดียวกับที่เคยใช้ในมัคคสังยุตต์ คือพญานาคที่อาศัยภูเขาหิมพานต์เจริญกำลังกาย แล้วค่อยๆ ลงสู่บึง ลำธาร แม่น้ำ จนถึงมหาสมุทรจนเติบใหญ่ไพบูลย์ เปรียบกับภิกษุผู้อาศัยศีลเป็นฐาน เจริญโพชฌงค์ ๗ อยู่เสมอ ย่อมถึงความเจริญไพบูลย์ในธรรมทั้งหลายเช่นกัน เป็นการเชื่อมโยงให้เห็นว่าโพชฌงค์ก็ต้องอาศัยศีลเป็นรากฐานเช่นเดียวกับมรรค
- หน้า ๙๔–๙๖ ปัพพตวัคโค (อาหารของนิวรณ์ ๕) อุปมาเรื่อง "อาหาร" ของนิวรณ์ ๕ โดยเทียบกับร่างกายที่ต้องอาศัยอาหารจึงดำรงอยู่ได้ ขาดอาหารก็ดำรงอยู่ไม่ได้ พระพุทธองค์ทรงอธิบายว่านิวรณ์แต่ละข้อ คือ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ และวิจิกิจฉา ก็มี "อาหาร" ของมันเช่นกัน คือการทำในใจโดยไม่แยบคาย (อโยนิโสมนสิการ) ต่ออารมณ์ที่เป็นเหตุปัจจัยเฉพาะของนิวรณ์ข้อนั้นๆ ซ้ำๆ จนนิวรณ์ที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น ที่เกิดแล้วก็เพิ่มพูนมากขึ้น ชี้ให้เห็นกลไกเชิงเหตุปัจจัยว่ากิเลสไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่มีเงื่อนไขทางความคิดหล่อเลี้ยงมันอยู่
- หน้า ๙๖–๙๘ ปัพพตวัคโค (อาหารของโพชฌงค์ ๗) ในทางกลับกัน โพชฌงค์ทั้ง ๗ ก็มี "อาหาร" ของตนเองเช่นกัน คือการทำในใจโดยแยบคาย (โยนิโสมนสิการ) ต่อเหตุปัจจัยที่เหมาะสมกับแต่ละองค์ ได้แก่ สติ ธรรมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ และอุเบกขา เมื่อทำในใจโดยแยบคายต่อสิ่งที่เป็นเหตุของแต่ละโพชฌงค์อยู่เสมอ โพชฌงค์ที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น ที่เกิดแล้วก็เจริญบริบูรณ์ยิ่งขึ้น แสดงให้เห็นว่าการฝึกจิตที่ถูกวิธีเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คุณธรรมฝ่ายกุศลเจริญงอกงามได้ เป็นด้านตรงข้ามของอกุศลธรรมในหัวข้อก่อนหน้า
- หน้า ๙๘–๑๐๐ ปัพพตวัคโค (เหตุปัจจัยแห่งการเกิดโพชฌงค์ตามลำดับ) แสดงคุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่ของการเข้าใกล้และฟังธรรมจากภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ เพราะเมื่อฟังธรรมจากท่านเหล่านั้นแล้ว ภิกษุจะสงัดกายสงัดใจ หวนระลึกและตรึกตรองถึงธรรมที่ได้ฟัง ซึ่งเป็นจุดเริ่มของกระบวนการเกิดโพชฌงค์ตามลำดับ คือสติเกิดขึ้นก่อน ตามด้วยธรรมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ และจบลงที่อุเบกขา แต่ละองค์เกิดขึ้นโดยอาศัยองค์ก่อนหน้าเป็นเหตุปัจจัยต่อเนื่องกันเป็นห่วงโซ่
- หน้า ๑๐๐–๑๐๒ ปัพพตวัคโค (ผลานิสงส์ ๗ ประการแห่งโพชฌงค์) เมื่อโพชฌงค์ ๗ ได้รับการเจริญและทำให้มากตามลำดับดังกล่าวแล้ว ย่อมหวังผลได้ ๗ ประการ ไล่ตั้งแต่การบรรลุอรหัตตผลตั้งแต่ในปัจจุบันชาติ หรือบรรลุในเวลาใกล้ตาย หรือหากยังไม่บรรลุ ก็จะเป็นพระอนาคามีประเภทต่างๆ ตามลำดับความเข้มข้นของการสิ้นสังโยชน์เบื้องต่ำ ได้แก่ อันตราปรินิพพายี อุปหัจจปรินิพพายี อสังขารปรินิพพายี สสังขารปรินิพพายี หรือเป็นผู้มีกระแสเบื้องบนไปสู่ภพอกนิฏฐะ แสดงให้เห็นว่าการเจริญโพชฌงค์มีผลลัพธ์ที่ชัดเจนเป็นขั้นบันไดของความหลุดพ้น
- หน้า ๑๐๒–๑๐๔ ปัพพตวัคโค (พระสารีบุตรแสดงโพชฌงค์แก่ภิกษุทั้งหลาย) พระสารีบุตรแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายที่เมืองสาวัตถี โดยกล่าวถึงโพชฌงค์ ๗ ประการ แล้วประกาศว่าท่านสามารถเข้าอยู่ด้วยโพชฌงค์ข้อใดก็ได้ตามที่ปรารถนา ไม่ว่าจะเป็นเวลาเช้า เที่ยง หรือเย็น และท่านยังสามารถพิจารณารู้ได้ด้วยตนเองว่าโพชฌงค์แต่ละข้อที่เจริญอยู่นั้นไพบูลย์ ตั้งมั่นดี หรือเสื่อมไปเพราะเหตุใด ท่านเปรียบความชำนาญนี้กับอำมาตย์ของพระราชาที่มีหีบผ้าสีต่างๆ เต็มไปด้วยผ้าสวยงาม สามารถเลือกหยิบผ้าคู่ใดมานุ่งห่มได้ตามใจปรารถนาในแต่ละช่วงเวลาของวัน แสดงถึงความชำนาญเชิงจิตที่ผู้ปฏิบัติสูงสามารถควบคุมสภ
- หน้า ๑๐๔–๑๐๕ ปัพพตวัคโค (เหตุที่เรียกว่าโพชฌงค์) ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามพระพุทธเจ้าว่าเหตุใดจึงเรียกธรรมเหล่านี้ว่า "โพชฌงค์" พระองค์ตรัสตอบสั้นๆ ว่าเพราะธรรมเหล่านี้ย่อมเป็นไปเพื่อความตรัสรู้ (โพธิ) จึงเรียกว่าโพชฌงค์ และเมื่อภิกษุเจริญโพชฌงค์ทั้ง ๗ นี้ครบถ้วน จิตย่อมหลุดพ้นจากกามาสวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ เกิดญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป
- หน้า ๑๐๕–๑๐๘ ปัพพตวัคโค (กุณฑลิยสูตร) ปริพาชกชื่อกุณฑลิยะทูลถามพระพุทธเจ้าถึงประโยชน์ของการปฏิบัติ พระองค์ตรัสว่าได้ผลคือญาณและวิมุตติ กุณฑลิยะจึงถามต่อเป็นลำดับว่าอะไรทำให้ญาณวิมุตติบริบูรณ์ - คือโพชฌงค์ ๗, อะไรทำให้โพชฌงค์บริบูรณ์ - คือสติปัฏฐาน ๔, อะไรทำให้สติปัฏฐานบริบูรณ์ - คือสุจริต ๓, และอะไรทำให้สุจริต ๓ บริบูรณ์ - คือความสำรวมอินทรีย์ ซึ่งพระองค์ทรงอธิบายว่าคือการไม่ยินดียินร้ายเมื่อรับรู้อารมณ์ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ ทำให้จิตตั้งมั่นไม่หวั่นไหว กุณฑลิยะเลื่อมใสในคำสอนที่เป็นลำดับเหตุปัจจัยเชื่อมโยงกันนี้ จึงประกาศตนเป็นอุบาสก
- หน้า ๑๐๘–๑๐๙ ปัพพตวัคโค (อุปมาโครงเรือนยอด - โน้มเอียงสู่นิพพาน) อุปมาสั้นๆ ว่ากลอนเรือนยอดทุกอันย่อมลาดโน้มเอียงไปรวมที่ยอดจั่ว ฉันใด ภิกษุผู้เจริญโพชฌงค์ ๗ อยู่เนืองๆ ย่อมโน้มเอียง โอนเอียง เอนไปสู่พระนิพพานฉันนั้น เป็นอุปมาเดียวกับที่เคยใช้กับมรรคมีองค์แปดในมัคคสังยุตต์ตอนต้น แสดงให้เห็นว่าไม่ว่าจะเจริญมรรคหรือโพชฌงค์ ผลลัพธ์สุดท้ายก็มุ่งไปสู่จุดหมายเดียวกันคือนิพพาน
- หน้า ๑๐๙–๑๑๐ ปัพพตวัคโค (พระสารีบุตร-พระอุปวาณ สนทนาเรื่องโพชฌงค์) บทสนทนาระหว่างพระสารีบุตรกับพระอุปวาณ (บางฉบับว่าพระอธิมุตต) ที่โฆสิตาราม เมืองโกสัมพี พระสารีบุตรถามว่าภิกษุจะพึงรู้ได้อย่างไรด้วยตนเองว่าโพชฌงค์ที่ปรารภไว้ดีแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความอยู่ผาสุก พระอุปวาณตอบว่าภิกษุย่อมรู้ได้เมื่อพิจารณาเห็นว่าจิตของตนหลุดพ้นดีแล้ว ถีนมิทธะถูกกำจัดดีแล้ว อุทธัจจกุกกุจจะถูกปรับให้สงบดีแล้ว และความเพียรที่ปรารภไว้ไม่ย่อหย่อนไม่ตึงเกินไป แสดงถึงเกณฑ์การตรวจสอบภาวะจิตของตนเองในการปฏิบัติโพชฌงค์แต่ละข้อ
- หน้า ๑๑๐ ปัพพตวัคโค (โพชฌงค์เกิดขึ้นได้เฉพาะในศาสนาพระตถาคต) สองสูตรสั้นปิดท้ายปัพพตวัคโค ระบุว่าโพชฌงค์ ๗ ประการที่ได้เจริญทำให้มากแล้ว ย่อมเกิดขึ้นในโลกก็เฉพาะเมื่อพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นเท่านั้น หรือเกิดขึ้นได้เฉพาะในวินัยของพระสุคตเท่านั้น ไม่มีที่อื่นใดนอกจากนี้ สื่อถึงความหายากและคุณค่าอันสูงส่งของคำสอนเรื่องโพชฌงค์ที่ปรากฏเฉพาะในยุคที่มีพระพุทธศาสนาเท่านั้น จบวรรคที่หนึ่ง (ปัพพตวัคโค) ของโพชฌังคสังยุตต์ที่หน้า ๑๑๐
- หน้า ๑๑๑ ตสฺสุทฺทานํ (บทสรุปท้ายวรรคก่อนหน้า) หน้านี้เป็นเพียงส่วนท้ายของคาถาอุทฺทาน (บทสรุปหัวข้อ) ปิดวรรคก่อนหน้าที่ตัดมาจากตอนต้นของไฟล์ ไม่มีเนื้อหาธรรมะใหม่ เป็นเพียงรายชื่อหัวข้อที่กล่าวถึงในวรรคนั้น เช่น หิมวันต์ ศีล วัตร ภิกษุ กุณฑลิ กูฏ อุปวาณ และการเกิดขึ้น เนื้อหาถูกตัดขาดที่จุดเริ่มต้นของช่วงนี้ จึงเป็นเพียงส่วนปลายที่ไม่สมบูรณ์
- หน้า ๑๑๒–๑๑๓ คิลานวคฺโค ทุติโย: สีล กัลยาณมิตร และโยนิโสมนสิการ เป็นเหตุแห่งโพชฌงค์ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบว่าภิกษุผู้เจริญโพชฌงค์ ๗ ต้องอาศัยศีลเป็นพื้นฐาน เช่นเดียวกับสัตว์ทั้งหลายที่ต้องอาศัยแผ่นดินจึงยืน เดิน นั่ง นอนได้ ทรงแสดงว่าความมีกัลยาณมิตรและโยนิโสมนสิการ (การพิจารณาโดยแยบคาย) เป็นดั่งแสงอรุณที่เป็นบุพนิมิตบอกล่วงหน้าว่าโพชฌงค์จะเกิดขึ้น กล่าวคือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โพชฌงค์เกิดและเจริญงอกงาม ตอนท้ายเริ่มเกริ่นเรื่องพระมหากัสสปะอาพาธหนัก ซึ่งจะนำไปสู่เรื่องราวในตอนถัดไป
- หน้า ๑๑๔ พระมหากัสสปะหายอาพาธด้วยการฟังโพชฌงค์ พระพุทธเจ้าเสด็จไปเยี่ยมพระมหากัสสปะซึ่งอาพาธหนักที่ถ้ำปิปผลิ ตรัสถามอาการแล้วทรงแสดงโพชฌงค์ ๗ ที่พระองค์ตรัสไว้ดี อบรมดีแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ และเพื่อนิพพาน เมื่อพระมหากัสสปะรับฟังและอนุโมทนาจบ อาพาธของท่านก็หายไปทันที เรื่องนี้แสดงพลังของการระลึกและพิจารณาธรรมที่ส่งผลต่อทั้งจิตใจและร่างกาย และเป็นต้นเค้าของประเพณีสวดโพชฌงคปริตรเพื่อบำบัดโรคในเวลาต่อมา
- หน้า ๑๑๕–๑๑๗ พระมหาโมคคัลลานะและพระพุทธเจ้าเองทรงหายอาพาธด้วยโพชฌงค์ เรื่องราวดำเนินตามแบบเดียวกับพระมหากัสสปะ คือพระมหาโมคคัลลานะอาพาธหนักที่เขาคิชฌกูฏ พระพุทธเจ้าเสด็จเยี่ยมและแสดงโพชฌงค์ ๗ ให้ฟัง ท่านก็หายอาพาธ จากนั้นเมื่อพระพุทธเจ้าเองทรงประชวรหนัก พระมหาจุนทะเข้าเฝ้าและตรัสให้พระจุนทะแสดงโพชฌงค์ถวายแทน เมื่อจบพระธรรมเทศนา พระอาการประชวรของพระองค์ก็หายไป ตอนท้ายเริ่มแสดงว่าโพชฌงค์ที่เจริญแล้วย่อมนำข้ามจากฝั่งนี้ไปสู่ฝั่งโน้นได้ เรื่องราวเหล่านี้ตอกย้ำว่าโพชฌงค์มีอานุภาพบำบัดทุกข์ทางกายได้จริงเมื่อจิตน้อมเข้าสู่ธรรมนั้นด้วยศรัทธา
- หน้า ๑๑๘–๑๑๙ โพชฌงค์นำสู่ความสิ้นทุกข์ และจบคิลานวรรค พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าผู้ใดโพชฌงค์บกพร่อง อริยมรรคของผู้นั้นก็บกพร่องตามไปด้วย แต่ผู้ใดโพชฌงค์บริบูรณ์ อริยมรรคก็ย่อมนำไปสู่ความสิ้นทุกข์โดยชอบ ทรงย้ำว่าโพชฌงค์ ๗ เป็นธรรมอันประเสริฐที่นำสัตว์ออกจากทุกข์ (นิยยานิกธรรม) สำหรับผู้ปฏิบัติตาม และเมื่อเจริญแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายโดยส่วนเดียว คลายกำหนัด ดับ สงบ และนิพพาน ปิดท้ายด้วยคาถาอุทฺทานสรุปหัวข้อทั้งหมดของคิลานวรรคที่ ๒ ซึ่งรวมทั้งเรื่องอุปมาและเรื่องราวการอาพาธของพระเถระต่างๆ
- หน้า ๑๒๐–๑๒๒ อุทายิวคฺโค: ความหมายของคำว่า "โพชฌงค์" และเหตุแห่งนิวรณ์กับโพชฌงค์ ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามเหตุที่เรียกธรรมเหล่านี้ว่า "โพชฌงค์" พระพุทธเจ้าตรัสว่าเพราะเป็นไปเพื่อความตรัสรู้ (สัมโพธะ) จึงเรียกว่าองค์แห่งการตรัสรู้ จากนั้นทรงแสดงหลักสำคัญว่าการใส่ใจโดยไม่แยบคาย (อโยนิโสมนสิการ) ต่ออารมณ์อันเป็นเหตุแห่งกิเลสแต่ละอย่าง ย่อมทำให้นิวรณ์ ๕ ที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น ที่เกิดแล้วก็เพิ่มพูน ในทางตรงข้าม การใส่ใจโดยแยบคาย (โยนิโสมนสิการ) ย่อมทำให้โพชฌงค์ที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้นและที่เกิดแล้วก็เจริญบริบูรณ์ยิ่งขึ้น แสดงให้เห็นว่าวิธีการใส่ใจต่อสิ่งต่างๆ เป็นกุญแจสำคัญที่กำหนดว่าจ
- หน้า ๑๒๓–๑๒๕ โพชฌงค์เป็นทางสิ้นตัณหาและทางแทงตลอดกิเลส พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าโพชฌงค์ ๗ เป็นธรรมที่ไม่เสื่อม และเป็นมรรคาที่นำไปสู่ความสิ้นไปและความดับแห่งตัณหา เมื่อพระอุทายีทูลถามวิธีปฏิบัติ ทรงอธิบายว่าเมื่อเจริญโพชฌงค์อย่างไพบูลย์ไม่มีประมาณและไม่เบียดเบียน ตัณหาย่อมถูกละได้ ตัณหาดับ กรรมก็ดับ และเมื่อกรรมดับ ทุกข์ก็ดับตามไปด้วย นอกจากนี้ยังทรงแสดงโพชฌงค์ในฐานะ "มรรคแทงตลอด" (นิพเพธภาคิยมรรค) ที่ทำให้ผู้เจริญสามารถแทงตลอดกองโลภะ โทสะ และโมหะที่ไม่เคยถูกแทงตลอดมาก่อนได้ และยืนยันว่าไม่มีธรรมอื่นใดที่เจริญแล้วจะเป็นไปเพื่อละสังโยชน์ได้เท่ากับโพชฌงค์
- หน้า ๑๒๖–๑๒๘ พระอุทายีเล่าประสบการณ์การบรรลุธรรมด้วยโพชฌงค์ พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่าธรรมที่เป็นเหตุแห่งสังโยชน์คืออายตนะทั้ง ๖ จากนั้นพระอุทายีกราบทูลด้วยความปีติว่าท่านอัศจรรย์ใจในความรัก ความเคารพ หิริ และโอตตัปปะที่มีต่อพระพุทธเจ้า ท่านเล่าว่าเมื่อครั้งเป็นคฤหัสถ์ไม่เคยเลื่อมใสเช่นนี้มาก่อน แต่เมื่อออกบวชและฟังธรรมเรื่องขันธ์ ๕ ท่านจึงไปพิจารณาในเรือนว่างจนรู้แจ้งอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง และประกาศว่ามรรคที่ท่านบรรลุคือโพชฌงค์ ๗ ที่เจริญแล้วนำท่านไปสู่ความสิ้นชาติในที่สุด พระพุทธเจ้าทรงอนุโมทนา เป็นการปิดท้ายอุทายิวรรคที่ ๓ ด้วยประสบการณ์ตรงของพระสาวก
- หน้า ๑๒๙–๑๓๒ ความไม่ประมาทเป็นราก และอุปมาทองคำเปื้อนมลทิน พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าธรรมฝ่ายกุศลทั้งปวงมีความไม่ประมาทและโยนิโสมนสิการเป็นรากฐาน ผู้ไม่ประมาทและใส่ใจโดยแยบคายจึงควรหวังได้ว่าจะเจริญโพชฌงค์ได้ จากนั้นทรงอุปมาว่าทองคำที่เปื้อนมลทิน เช่น เหล็ก ทองแดง ดีบุก ตะกั่ว และเงิน ย่อมไม่อ่อนนุ่ม ไม่ควรแก่การงาน ไม่ผ่องใส ฉันใด จิตที่เปื้อนอุปกิเลส ๕ คือ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ และวิจิกิจฉา ก็ย่อมไม่ควรแก่การงานเพื่อสิ้นอาสวะฉันนั้น ส่วนโพชฌงค์ ๗ ที่ปราศจากเครื่องกั้นและอุปกิเลสเหล่านี้ เมื่อเจริญแล้วย่อมทำให้แจ้งซึ่งผลแห่งวิชชาและวิมุตต
- หน้า ๑๓๓–๑๓๔ นิวรณ์ถ่วงปัญญา และการฟังธรรมโดยตั้งใจทำให้โพชฌงค์บริบูรณ์ ทรงย้ำสูตรเดิมว่าการใส่ใจโดยไม่แยบคายทำให้นิวรณ์เกิดและเพิ่มพูน ส่วนการใส่ใจโดยแยบคายทำให้โพชฌงค์เกิดและบริบูรณ์ และโพชฌงค์ที่เจริญแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไม่เสื่อม ทรงแสดงว่านิวรณ์ ๕ เป็นเครื่องกั้นเครื่องปิดบังจิตและทำให้ปัญญาอ่อนกำลังลง สาระสำคัญของตอนนี้คือคำสอนว่า เมื่อใดอริยสาวกตั้งใจฟังธรรมโดยใส่ใจอย่างเต็มที่ เงี่ยโสตสดับ เมื่อนั้นนิวรณ์ ๕ ย่อมไม่มีในขณะนั้น และโพชฌงค์ ๗ ย่อมถึงความบริบูรณ์แห่งภาวนาในขณะนั้นเช่นกัน แสดงคุณค่าของการฟังธรรมด้วยจิตตั้งมั่น
- หน้า ๑๓๕–๑๓๗ อุปมาต้นไม้ปรสิตล้มทับต้นแม่ กับนิวรณ์ที่ทำให้ตาบอด พระพุทธเจ้าทรงอุปมาต้นไม้ใหญ่มีเมล็ดมาก เช่น ต้นโพธิ์ ไทร มะเดื่อ ที่ขึ้นเกาะเกี่ยวอาศัยต้นไม้อื่นจนในที่สุดทำให้ต้นไม้ที่มันอาศัยหักโค่นล้มลง เปรียบได้กับกุลบุตรบางคนที่ออกบวชละกามคุณ แต่แล้วกลับหวนคืนสู่กามคุณที่เลวยิ่งกว่าเดิมจนล้มเหลวในชีวิตนักบวช ทรงแสดงว่านิวรณ์ ๕ เป็นดั่งเครื่องกั้นเครื่องเกาะเกี่ยวที่ทำให้ตาบอด ไร้ญาณ ทำลายปัญญา และไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน ในทางตรงข้าม โพชฌงค์ ๗ เป็นเหตุให้เกิดจักษุ เกิดญาณ เจริญปัญญา และเป็นไปเพื่อนิพพานโดยแท้ ปิดท้ายด้วยการจบนีวรณวรรคที่ ๔
- หน้า ๑๓๘–๑๓๙ อุปมาแก้วเจ็ดประการของพระเจ้าจักรพรรดิ กับรัตนะโพชฌงค์ พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าสมณพราหมณ์ในอดีต อนาคต และปัจจุบันที่ละมานะทั้ง ๓ ประการได้ ล้วนเป็นเพราะเจริญโพชฌงค์ ๗ จากนั้นทรงอุปมาว่าเมื่อพระเจ้าจักรพรรดิอุบัติขึ้น ย่อมมีแก้ว ๗ ประการปรากฏ (จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว ขุนคลังแก้ว ขุนพลแก้ว) ฉันใด เมื่อพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ก็ย่อมมีโพชฌังครัตนะ ๗ ประการปรากฏขึ้นในโลกฉันนั้น ทรงสรุปว่าโพชฌงค์ ๗ นี้คือมรรคาที่ย่ำยีเสนาแห่งมาร แสดงคุณค่าอันสูงส่งของโพชฌงค์ที่เทียบได้กับสมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ
- หน้า ๑๔๐–๑๔๒ คนโง่ คนฉลาด คนจน คนไม่จน วัดกันที่โพชฌงค์ มีภิกษุทูลถามความหมายของคำว่า "คนโง่เขลาเบาปัญญา" และ "คนมีปัญญาไม่เขลา" พระพุทธเจ้าตรัสว่าเพราะไม่เจริญและเจริญโพชฌงค์ ๗ ตามลำดับ เช่นเดียวกับคำถามเรื่อง "คนจน" และ "คนไม่จน" ก็ทรงตอบโดยหลักเดียวกัน แสดงมาตรวัดคุณค่าบุคคลตามหลักพุทธธรรมที่ต่างจากมาตรฐานทางโลก จากนั้นทรงย้ำอุปมาแสงอรุณเป็นบุพนิมิตแห่งโพชฌงค์ผ่านความมีกัลยาณมิตร และสรุปปิดวรรคว่าภายในไม่มีองค์ประกอบใดเป็นไปเพื่อการเกิดโพชฌงค์ได้เท่าโยนิโสมนสิการ ส่วนภายนอกไม่มีองค์ประกอบใดเทียบเท่าความมีกัลยาณมิตร ปิดท้ายจักกวัตติวรรคที่ ๕
- หน้า ๑๔๓–๑๔๙ อาหารและสิ่งมิใช่อาหารของนิวรณ์และโพชฌงค์ พระพุทธเจ้าทรงแสดงเป็นระบบว่าอะไรคือ "อาหาร" ที่หล่อเลี้ยงให้นิวรณ์แต่ละข้อเกิดขึ้นและเพิ่มพูน เช่น การใส่ใจโดยไม่แยบคายในนิมิตที่งามเป็นอาหารของกามฉันทะ และอะไรคืออาหารที่หล่อเลี้ยงโพชฌงค์แต่ละข้อให้เกิดและบริบูรณ์ เช่น การใส่ใจโดยแยบคายในธรรมที่เป็นที่ตั้งแห่งสติ จากนั้นทรงแสดงต่อว่าอะไรคือ "สิ่งมิใช่อาหาร" ที่ทำให้นิวรณ์แต่ละข้อไม่เกิดหรือถูกละได้ เช่น การใส่ใจในนิมิตที่ไม่งามเป็นสิ่งมิใช่อาหารของกามฉันทะ เมตตาเจโตวิมุตติเป็นสิ่งมิใช่อาหารของพยาบาท ตอนนี้จึงเป็นคู่มือปฏิบัติที่ชี้ชัดว่าจะป้อน
- หน้า ๑๕๐–๑๕๔ ปริยายสูตร: นิวรณ์ ๕ เป็น ๑๐ และโพชฌงค์ ๗ เป็น ๑๔ ได้อย่างไร ภิกษุกลุ่มหนึ่งไปสำนักปริพาชกลัทธิอื่น ถูกถามว่าคำสอนของพระสมณโคดมที่ให้ละนิวรณ์ ๕ เจริญโพชฌงค์ ๗ นั้นต่างจากคำสอนของพวกตนอย่างไร เพราะพวกเขาก็สอนอย่างเดียวกัน ภิกษุตอบไม่ได้จึงกลับมาทูลถามพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสว่าควรย้อนถามปริพาชกเหล่านั้นว่ามีวิธีใดที่ทำให้นิวรณ์ ๕ กลายเป็น ๑๐ และโพชฌงค์ ๗ กลายเป็น ๑๔ ได้ ซึ่งพวกเขาจะตอบไม่ได้และยิ่งอึดอัดใจ จากนั้นทรงอธิบายเองว่านิวรณ์และโพชฌงค์แต่ละข้อ เมื่อแยกพิจารณาเป็นที่เกิดขึ้นภายใน (อัชฌัตตัง) และภายนอก (พหิทธา) ก็นับได้เป็นสองเท่าตามลำดับ แสดงความละเ
- หน้า ๑๕๕–๑๕๘ จังหวะที่เหมาะสมในการเจริญโพชฌงค์เมื่อจิตหดหู่หรือฟุ้งซ่าน เกิดเหตุการณ์คล้ายเดิมคือภิกษุถูกปริพาชกลัทธิอื่นถามปัญหาที่ตอบไม่ได้ คราวนี้เป็นคำถามว่าเมื่อจิตหดหู่ (ลีนจิต) ควรเจริญโพชฌงค์ข้อใด และเมื่อจิตฟุ้งซ่าน (อุทธตจิต) ควรเจริญโพชฌงค์ข้อใด พระพุทธเจ้าทรงอธิบายด้วยอุปมาไฟที่ชัดเจนว่า เมื่อจิตหดหู่ไม่ควรเจริญปัสสัทธิ สมาธิ และอุเบกขาโพชฌงค์ เพราะเหมือนเอาเชื้อเปียกไปก่อไฟเล็กๆ ย่อมดับ แต่ควรเจริญธัมมวิจยะ วิริยะ และปีติโพชฌงค์แทน เหมือนใช้เชื้อไฟแห้งก่อไฟให้ลุกโพลง ส่วนเมื่อจิตฟุ้งซ่านก็ให้ทำตรงกันข้าม คือใช้ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขาเหมือนดับไฟใหญ่ด้วยขอ
- หน้า ๑๕๙–๑๖๓ ปริพาชกอ้างสอนพรหมวิหาร ๔ เหมือนพระพุทธเจ้าที่หลิททวสนนิคม ที่หมู่บ้านหลิททวสนะ แคว้นโกลิยะ ภิกษุกลุ่มหนึ่งพบปริพาชกลัทธิอื่นซึ่งอ้างว่าสอนสาวกให้ละนิวรณ์ ๕ แล้วแผ่เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาไปทั่วทุกทิศเช่นเดียวกับพระสมณโคดม เมื่อภิกษุตอบไม่ได้ว่าต่างกันอย่างไร จึงกลับไปกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสสอนวิธีย้อนถามปริพาชกเหล่านั้นว่า เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาเจโตวิมุตติที่เจริญแล้วแต่ละอย่างมีคติ มีที่สุด มีผล และมีที่จบลงอย่างไร ซึ่งเป็นคำถามที่ปริพาชกเหล่านั้นตอบไม่ได้เลย เพราะเป็นเรื่องละเอียดที่นอกเหนือวิสัยของพวกเขา นอกจากพระตถาคตหรือสาวกของพระต
- หน้า ๑๖๔–๑๖๕ ที่สุดของพรหมวิหารเจโตวิมุตติแต่ละข้อ (เนื้อหาต่อในหน้าถัดไป) พระพุทธเจ้าทรงอธิบายเองว่าเมตตาเจโตวิมุตติที่เจริญร่วมกับโพชฌงค์ ๗ นั้น สำหรับผู้ที่ยังไม่แทงตลอดวิมุตติที่สูงกว่าด้วยปัญญา มีความงาม (สุภะ) เป็นอย่างยิ่ง ส่วนกรุณาเจโตวิมุตติมีอากาสานัญจายตนะ (ฌานอรูปที่กำหนดอากาศเป็นอนันต์) เป็นอย่างยิ่ง และมุทิตาเจโตวิมุตติมีวิญญาณัญจายตนะ (ฌานอรูปที่กำหนดวิญญาณเป็นอนันต์) เป็นอย่างยิ่ง แสดงว่าพรหมวิหารแต่ละข้อเมื่อเจริญเต็มที่ หากยังไม่มีปัญญาแทงตลอดสู่วิมุตติแท้จริง ก็จะไปสิ้นสุดที่ภาวะจิตหรือภพหนึ่งตามธรรมชาติของอารมณ์นั้น เนื้อหาส่วนนี้ถูกตัดขาดกลางคันก่อ
- หน้า ๑๖๖ อุเปกฺขาเจโตวิมุตติ (ส่วนท้าย ตัดตอนมาจากตอนก่อนหน้า) เป็นส่วนปิดท้ายที่ต่อเนื่องมาจากเนื้อหาก่อนหน้าจุดเริ่มต้นของไฟล์นี้ อธิบายว่าอุเบกขาเจโตวิมุตติ คือความหลุดพ้นแห่งจิตด้วยการเจริญโพชฌงค์หมวดอุเบกขา ทำให้ภิกษุวางใจเป็นกลางได้ไม่ว่าจะเผชิญอารมณ์ที่น่าปฏิกูลหรือไม่น่าปฏิกูล จนสามารถเข้าถึงอากิญจัญญายตนะซึ่งเป็นจุดสูงสุดของอุเบกขาเจโตวิมุตติที่ตรัสไว้ เนื้อหาส่วนนี้ถูกตัดตอนมา ไม่ครบสมบูรณ์ตั้งแต่ต้น
- หน้า ๑๖๖–๑๗๔ สคารวสูตร พราหมณ์สคารวะทูลถามพระพุทธเจ้าว่าเหตุใดบางครั้งมนต์ที่ท่องมานานจึงระลึกไม่ขึ้น และบางครั้งมนต์ที่ไม่เคยท่องกลับแจ่มแจ้งขึ้นมาได้ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่านิวรณ์ทั้งห้า คือ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ และวิจิกิจฉา เมื่อครอบงำจิตย่อมทำให้ไม่รู้ไม่เห็นตามจริง โดยทรงเปรียบเทียบด้วยน้ำที่ผสมสี ร้อนเดือด มีตะไคร่น้ำปกคลุม ถูกลมพัดกระเพื่อม หรือขุ่นมัว ซึ่งล้วนทำให้มองไม่เห็นเงาหน้าตนเอง ตรงข้ามกับน้ำใสสะอาดเมื่อจิตปลอดจากนิวรณ์ แสดงให้เห็นว่าความแจ่มใสของจิตและปัญญาเกิดจากการปราศจากนิวรณ์ อัน
- หน้า ๑๗๕–๑๗๘ อภยราชกุมารสูตร เจ้าชายอภัยทูลถามพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับคำสอนของครูปูรณกัสสปที่ว่าความไม่รู้ไม่เห็นและความรู้ความเห็นเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย พระพุทธเจ้าทรงคัดค้านว่าทั้งสองอย่างล้วนมีเหตุมีปัจจัย คือนิวรณ์ทั้งห้าเป็นเหตุแห่งความไม่รู้ไม่เห็น ส่วนโพชฌงค์ทั้งเจ็ดเป็นเหตุแห่งความรู้ความเห็น เมื่อเจ้าชายอภัยเข้าใจแล้วก็กราบทูลว่าความเหนื่อยล้าจากการเดินขึ้นเขาคิชฌกูฏได้บรรเทาไปเพราะได้ฟังธรรมนี้ ปิดท้ายหมวดที่ 6 ของโพชฌังคสังยุตด้วยคาถาสรุปหัวข้อสูตรต่างๆ ในวรรคนี้
- หน้า ๑๗๙–๑๘๑ โพชฌงคสฺส อานาปานาทิเปยฺยาโล (บาลีย่อว่าด้วยสัญญาต่างๆ) เป็นชุดสูตรสั้นๆ ซ้ำรูปแบบเดียวกัน แสดงว่าการเจริญโพชฌงค์เจ็ดประกอบกับสัญญาชนิดต่างๆ เช่น อัฏฐิกสัญญา (พิจารณาซากศพเป็นร่างกระดูก) ปุฬวกสัญญา วินีลกสัญญา วิจฉิททกสัญญา อุทธุมาตกสัญญา (พิจารณาซากศพระยะต่างๆ) รวมถึงเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา และอานาปานสติ ล้วนเมื่อเจริญให้มากย่อมมีผลมากมีอานิสงส์มาก นำไปสู่อรหัตตผลหรืออนาคามิผล แสดงให้เห็นว่าโพชฌงค์สามารถประกอบกับอารมณ์กรรมฐานได้หลากหลายชนิด
- หน้า ๑๘๒–๑๘๕ นิโรธวรรค (บาลีย่อว่าด้วยสัญญาต่างๆ ต่อ) ต่อเนื่องจากหมวดก่อน แสดงสัญญาอีกชุดหนึ่งที่นำมาประกอบกับการเจริญโพชฌงค์ได้แก่ อสุภสัญญา มรณสัญญา อาหาเรปฏิกูลสัญญา สัพพโลเกอนภิรตสัญญา อนิจจสัญญา ทุกขสัญญา อนัตตสัญญา ปหานสัญญา วิราคสัญญา และสุดท้ายคือนิโรธสัญญาซึ่งขยายความเต็มรูปแบบว่ามีผลมากมีอานิสงส์มากเช่นเดียวกัน ปิดท้ายด้วยคาถาสรุปรวมทั้งอานาปานวรรคและนิโรธวรรค
- หน้า ๑๘๖–๑๘๙ คงฺคาเปยฺยาลาทิวรรค (บาลีพิสดารปิดท้ายโพชฌังคสังยุต) เป็นชุดข้อความย่อแบบสูตรสั้นมาก อุปมาด้วยแม่น้ำคงคาที่ไหลไปสู่ทิศตะวันออกและมหาสมุทรฉันใด ภิกษุผู้เจริญโพชฌงค์เจ็ดก็โน้มไปสู่นิพพานฉันนั้น ตามด้วยรายการหัวข้อสังโยชน์เบื้องสูง โอฆะ และหมวดธรรมอื่นๆ ที่ล้วนอ้างอิงแบบย่อว่า "พึงขยายความ" ตามแบบสังยุตอื่นๆ ที่เคยแสดงไว้ เป็นการปิดท้ายโพชฌังคสังยุตทั้งหมดด้วยการไล่เรียงหัวข้อวรรคให้ครบตามจำนวน จบด้วยคำว่า "โพชฌังคสังยุตตังจบแล้ว"
- หน้า ๑๙๐ เอกายนมรรค (อัมพปาลิวรรคที่ 1) เปิดสังยุตใหม่คือสติปัฏฐานสังยุต ณ อัมพปาลิวัน เมืองเวสาลี พระพุทธเจ้าทรงประกาศหลักการสำคัญว่าสติปัฏฐานสี่ คือการพิจารณากาย เวทนา จิต และธรรม เป็นทางสายเดียว (เอกายนมรรค) เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงโสกะปริเทวะ เพื่อดับทุกข์โทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม และเพื่อทำนิพพานให้แจ้ง เป็นการวางหลักการพื้นฐานที่จะขยายความในสูตรต่อๆ ไปของสังยุตนี้
- หน้า ๑๙๑–๑๙๓ สตสูตร พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าภิกษุพึงอยู่อย่างมีสติและสัมปชัญญะ ทรงอธิบายว่าความมีสติคือการพิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม ตามหลักสติปัฏฐานสี่ ส่วนสัมปชัญญะคือการรู้ตัวทั่วพร้อมในทุกอิริยาบถและกิจกรรมประจำวัน ไม่ว่าจะก้าวไปถอยกลับ เหลียวดู คู้เหยียดอวัยวะ ครองสังฆาฏิบาตรจีวร ฉันดื่มเคี้ยวลิ้ม ถ่ายอุจจาระปัสสาวะ หรือแม้ขณะนิ่งเงียบ สอนให้ผู้ปฏิบัติรู้ตัวอยู่เสมอในทุกขณะ สูตรนี้จบด้วยว่ามีภิกษุรูปหนึ่งฟังธรรมนี้แล้วปฏิบัติจนบรรลุอรหัตตผล
- หน้า ๑๙๔–๑๙๕ ภิกขุสูตร (โกศลพราหมณคาม) ภิกษุรูปหนึ่งทูลขอให้พระพุทธเจ้าแสดงธรรมโดยย่อเพื่อนำไปปฏิบัติในที่สงัด พระองค์ตรัสว่าจุดเริ่มต้นของกุศลธรรมคือศีลที่บริสุทธิ์และทิฏฐิที่ตรง เมื่อมีทั้งสองอย่างแล้วจึงเจริญสติปัฏฐานสี่โดยพิจารณาทั้งภายในตนเองและภายนอกผู้อื่น ภิกษุนั้นปฏิบัติตามจนบรรลุอรหัตตผลในเวลาไม่นาน ต่อมาพระพุทธเจ้ายังตรัสสอนภิกษุใหม่ที่เพิ่งบวชในหมู่บ้านพราหมณ์แคว้นโกศลให้ตั้งมั่นในสติปัฏฐานสี่เช่นเดียวกัน
- หน้า ๑๙๖ อกุสลราสิสูตร สูตรสั้นๆ ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าจะกล่าวถึง "กองอกุศล" โดยชอบก็คือนิวรณ์ทั้งห้า ได้แก่ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ และวิจิกิจฉา และถ้าจะกล่าวถึง "กองกุศล" โดยชอบก็คือสติปัฏฐานสี่ เป็นการชี้ให้เห็นว่านิวรณ์กับสติปัฏฐานเป็นขั้วตรงข้ามกันของธรรมฝ่ายอกุศลและฝ่ายกุศล
- หน้า ๑๙๗–๑๙๘ สกุณัคฆิสูตร (เหยี่ยวกับนกไส้) เป็นนิทานอุปมาที่พระพุทธเจ้าทรงเล่าถึงเหยี่ยวที่จับนกไส้ได้ เมื่อนกไส้คร่ำครวญว่าตนโชคร้ายที่หลงไปเที่ยวนอกถิ่นของตน เหยี่ยวจึงปล่อยให้ลองสู้ในถิ่นของมันเอง แต่นกไส้ก็ยังพ่ายแพ้จนถูกจิกอกจนตาย เพราะแม้จะอยู่ในถิ่นตนแต่กำลังยังไม่พอ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบว่าภิกษุที่ออกไปเที่ยวในแดนของมาร คือกามคุณห้า ย่อมถูกมารเล่นงานได้ง่าย ส่วนถิ่นอันปลอดภัยของภิกษุเองคือสติปัฏฐานสี่
- หน้า ๑๙๙ มักกฏสูตร (ลิงติดตัง) อุปมาด้วยเขาหิมพานต์ที่นายพรานวางตังดักลิงในทางที่ลิงเดินผ่าน ลิงที่ฉลาดย่อมหลีกเลี่ยงตัง แต่ลิงโง่เขลาเมื่อเอามือแตะตังก็ติดแน่น พยายามใช้มืออีกข้างหรือเท้าและปากช่วยก็ยิ่งติดหนักจนถูกนายพรานจับได้โดยง่าย พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบว่าผู้ที่หลงเที่ยวไปในแดนของมาร คือกามคุณห้า ย่อมถูกมารครอบงำเช่นเดียวกับลิงที่ติดตัง ส่วนผู้ที่อยู่ในถิ่นของตนคือสติปัฏฐานสี่ย่อมปลอดภัยจากบ่วงมาร
- หน้า ๒๐๐–๒๐๓ สูทสูตร (พ่อครัว) อุปมาด้วยพ่อครัวโง่เขลาที่ปรุงอาหารถวายพระราชาโดยไม่สังเกตว่าพระองค์โปรดรสใด จึงไม่ได้รับรางวัลตอบแทน ต่างจากพ่อครัวที่ฉลาดคอยสังเกตพระทัยพระราชาว่าโปรดกับข้าวชนิดใดจึงได้รับความดีความชอบ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบว่าภิกษุโง่เขลาที่เจริญสติปัฏฐานโดยไม่จับสังเกต "นิมิต" แห่งจิตของตน จิตจึงไม่ตั้งมั่นไม่คลายจากกิเลส ส่วนภิกษุผู้ฉลาดที่คอยสังเกตนิมิตแห่งจิตตนเองย่อมมีจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิและอยู่เป็นสุขในธรรมปัจจุบัน
- หน้า ๒๐๔–๒๐๕ คิลานสูตร (พระพุทธเจ้าทรงประชวร) พระพุทธเจ้าประทับจำพรรษาที่เวฬุวคามกะทรงประชวรหนักใกล้ปรินิพพาน แต่ทรงเห็นว่ายังไม่สมควรปรินิพพานโดยไม่ได้ตรัสอำลาภิกษุสงฆ์ จึงทรงอธิษฐานข่มเวทนาด้วยวิริยะจนอาการทุเลาลง พระอานนท์ทูลว่าคลายกังวลเพราะเชื่อว่าพระองค์จะยังไม่ปรินิพพานตราบใดที่ยังมิได้ตรัสสิ่งใดเกี่ยวกับภิกษุสงฆ์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์มิได้ยึดถือว่าตนเป็นผู้นำสงฆ์ เพราะธรรมที่ทรงแสดงไว้บริบูรณ์แล้วไม่มีสิ่งใดปิดบัง จึงตรัสสอนให้ภิกษุมีตนเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง มีธรรมเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง โดยการเจริญสติปัฏฐานสี่ ไม่ต้องพึ่งพาสิ่งอื่น
- หน้า ๒๐๖–๒๑๐ ภิกขุนูปัสสยสูตร (การภาวนาแบบมีและไม่มีที่ตั้ง) พระอานนท์ไปเยี่ยมสำนักภิกษุณี ภิกษุณีหลายรูปเล่าว่าตนตั้งมั่นในสติปัฏฐานสี่แล้วรู้สึกถึงความก้าวหน้าในธรรมอย่างเด่นชัด พระอานนท์รับรองว่าถูกต้อง ไม่ว่าภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม เมื่อนำความนี้ไปกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงขยายความว่าเมื่อจิตซัดส่ายหรือหดหู่ขณะเจริญสติปัฏฐาน ภิกษุพึงน้อมจิตไปสู่นิมิตที่น่าเลื่อมใสจนเกิดปราโมทย์ ปีติ ความสงบกาย ความสุข และสมาธิ แล้วจึงถอนจิตกลับมาโดยไม่ต้องตรึกตรองต่อ เรียกว่า "ปณิธายภาวนา" ส่วน "อัปปณิธายภาวนา" คือการไม่ยึดจิตไว้กับสิ่งภายนอกแต่รู้แจ้งความหลุดพ้นของจ
- หน้า ๒๑๑ มหาปุริสสูตร พระสารีบุตรทูลถามพระพุทธเจ้าว่าคำว่า "มหาบุรุษ" หมายถึงผู้ใด พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วต่างหากที่ทรงเรียกว่ามหาบุรุษ ผู้มีจิตยังไม่หลุดพ้นหาใช่มหาบุรุษไม่ และทรงอธิบายว่าจิตจะหลุดพ้นได้ก็ด้วยการเจริญสติปัฏฐานสี่จนจิตคลายกำหนัดหลุดพ้นจากอาสวะโดยไม่ยึดมั่นถือมั่น
- หน้า ๒๑๒–๒๑๔ สีหนาทสูตร (นาฬันทวรรค) พระสารีบุตรกราบทูลด้วยความมั่นใจอย่างยิ่งว่าไม่มีสมณะหรือพราหมณ์ใดในอดีต อนาคต หรือปัจจุบันที่จะมีปัญญาตรัสรู้ยิ่งไปกว่าพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงตรวจสอบว่าพระสารีบุตรมีเจโตปริยญาณหยั่งรู้จิตพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ในสามกาลหรือไม่ พระสารีบุตรทูลว่าไม่มี แต่ทราบได้ด้วย "ธรรมานุวัตร" คือการอนุมานจากหลักธรรม เปรียบเหมือนนายประตูเมืองชายแดนที่แม้ไม่รู้จักทุกคนที่ผ่านเข้าออก แต่รู้แน่ว่าทุกคนต้องผ่านประตูเดียวนี้เท่านั้น เช่นเดียวกับที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ในสามกาลย่อมต้องละนิวรณ์ห้า ตั้งมั่นในสติปัฏฐานสี่
- หน้า ๒๑๕–๒๑๗ จุนทสูตร (การปรินิพพานของพระสารีบุตร) พระสารีบุตรอาพาธหนักและปรินิพพานที่หมู่บ้านนาฬกะ แคว้นมคธ สามเณรจุนทะผู้อุปัฏฐากนำบาตรจีวรมามอบแก่พระอานนท์ พระอานนท์รู้สึกหวั่นไหวจนกายเหมือนเมายา ทิศทั้งหลายมืดมัว จึงพาไปกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสถามว่าพระสารีบุตรนำกองศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ หรือวิมุตติญาณทัสสนะไปด้วยหรือไม่ พระอานนท์ทูลว่าไม่ใช่ แต่เสียดายที่ท่านเคยเป็นผู้ให้โอวาทและอนุเคราะห์หมู่สงฆ์เสมอมา พระพุทธเจ้าตรัสเตือนว่าสิ่งที่เกิดมีปัจจัยปรุงแต่งย่อมต้องแตกสลายเป็นธรรมดา ดุจกิ่งใหญ่ของต้นไม้ใหญ่หักโค่นไป จึงทรงย้ำคำสอนให้มีตนแ
- หน้า ๒๑๘–๒๑๙ อุกกเจลสูตร (เมื่อพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะปรินิพพานแล้ว) หลังพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะปรินิพพานไปแล้วทั้งคู่ พระพุทธเจ้าประทับท่ามกลางหมู่สงฆ์ ณ ริมฝั่งแม่น้ำคงคา เมืองอุกกเจลา ทรงสังเกตว่าบริษัทดูว่างเปล่าไปเมื่อขาดคู่อัครสาวกทั้งสอง แต่ตรัสว่าทิศที่คู่อัครสาวกเคยอยู่ย่อมไม่ว่างเปล่าสำหรับพระองค์ ทรงยกย่องว่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ในอดีตและอนาคตย่อมมีคู่อัครสาวกที่เลิศเช่นนี้เหมือนกัน ทรงชี้ว่าเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ที่พระองค์ไม่โศกเศร้าเมื่อสาวกคู่นี้ดับขันธ์ เพราะสิ่งที่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่งย่อมต้องแตกดับเป็นธรรมดา เปรียบดุจกิ่งใหญ่ของต้นไม้ใหญ่ที่ต้
- หน้า ๒๒๐ พาหิยสูตร (ตอนต้น เนื้อหาถูกตัดตอนที่ท้ายไฟล์) พระพาหิยะทูลขอให้พระพุทธเจ้าแสดงธรรมโดยย่อ พระพุทธเจ้าตรัสสอนแบบเดียวกับที่เคยสอนภิกษุรูปอื่นว่าจุดเริ่มต้นของกุศลธรรมคือศีลที่บริสุทธิ์และทิฏฐิที่ตรง แล้วจึงเจริญสติปัฏฐานสี่ พระพาหิยะรับคำสอนไปปฏิบัติในที่สงัด เนื้อหาถูกตัดตอนกลางประโยคขณะกำลังบรรยายถึงผลสำเร็จของท่าน (ตามรูปแบบสูตรเดียวกันก่อนหน้าคาดว่าจะจบด้วยการบรรลุอรหัตตผล) ส่วนที่เหลือไม่ปรากฏในเนื้อหาไฟล์นี้
- หน้า ๒๒๑–๒๒๒ อุตติยสูตร ตอนต้นหน้า ๒๒๑ เป็นส่วนท้ายของพระสูตรก่อนหน้าที่กล่าวถึงพระพาหิยะบรรลุอรหัตผล ต่อจากนั้นพระอุตติยะทูลขอให้พระพุทธเจ้าแสดงธรรมโดยย่อเพื่อนำไปปฏิบัติอย่างสันโดษ พระองค์ทรงสอนว่าก่อนอื่นต้องชำระศีลให้บริสุทธิ์และทำความเห็นให้ตรงเสียก่อน จากนั้นจึงอาศัยศีลที่มั่นคงเจริญสติปัฏฐาน ๔ เมื่อปฏิบัติตามนี้พระอุตติยะก็ได้บรรลุอรหัตผลในเวลาไม่นาน แสดงให้เห็นว่าศีลบริสุทธิ์คือฐานที่จำเป็นก่อนการเจริญสติปัฏฐานให้สำเร็จผล
- หน้า ๒๒๓–๒๒๕ เอกายนมัคคสูตร และจัณฑาลวังสิกสูตร พระพุทธเจ้าทรงหวนรำลึกถึงคืนที่ตรัสรู้ใหม่ๆ ทรงเห็นว่า 'ทางสายเอก' ที่จะนำสัตว์ทั้งหลายให้บริสุทธิ์ ข้ามพ้นความโศกและถึงนิพพานได้ คือสติปัฏฐาน ๔ นั่นเอง ท้าวสหัมบดีพรหมทรงทราบความคิดนี้จึงเสด็จมาปรากฏกายรับรองพระดำริ ต่อมาเป็นอุปมาเรื่องนักไต่ไม้ไผ่กับศิษย์สาวขึ้นเสาสูง หากต่างคนต่างรักษาตนเองย่อมปลอดภัยกว่าให้อีกฝ่ายมารักษาตน พระพุทธเจ้าทรงสรุปว่าการเจริญสติปัฏฐานเพื่อ 'รักษาตน' กับการเจริญขันติ เมตตา ไม่เบียดเบียนเพื่อ 'รักษาผู้อื่น' นั้นเกื้อกูลกันและกัน
- หน้า ๒๒๖–๒๒๗ เสทกสูตร (ชนปทกัลยาณี) พระพุทธเจ้าประทับที่หมู่บ้านเสทกะแล้วตรัสอุปมาว่า หากมีชายคนหนึ่งถูกบังคับให้ถือบาตรน้ำมันที่เต็มเปี่ยมเดินฝ่าฝูงชนที่กำลังชมนางงามประจำเมืองฟ้อนรำขับร้อง โดยมีเพชฌฆาตถือดาบเดินตามหลังคอยประหารทันทีที่น้ำมันหกแม้เพียงหยดเดียว ชายผู้นั้นย่อมต้องมีสติจดจ่ออยู่กับบาตรน้ำมันตลอดเวลา พระองค์ทรงเปรียบ 'บาตรน้ำมันที่เต็มเปี่ยม' นี้กับสติที่ตั้งมั่นในกาย (กายคตาสติ) สอนให้ภิกษุฝึกสติกำกับกายอย่างไม่ประมาทเช่นเดียวกับชายผู้นั้น จบวรรคที่สองชื่อนาฬันทวรรค
- หน้า ๒๒๘–๒๓๑ สีลัฏฐิติวรรค - พระอานนท์กับพระภัททะ พระภัททะสนทนากับพระอานนท์ที่ปาฏลิบุตร ถามว่าศีลที่เป็นกุศลซึ่งพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้มีประโยชน์อะไร พระอานนท์ตอบว่าศีลเหล่านั้นมีไว้เพื่อเป็นฐานให้เจริญสติปัฏฐาน ๔ ได้สำเร็จ จากนั้นพระภัททะถามต่อว่าเพราะเหตุใดพระสัทธรรมจึงตั้งอยู่ได้ไม่นานหรือตั้งอยู่ได้นานหลังพระตถาคตปรินิพพาน พระอานนท์อธิบายว่าเป็นเพราะการไม่เจริญหรือเจริญสติปัฏฐาน ๔ นั่นเอง
- หน้า ๒๓๑–๒๓๓ พราหมณสูตร หลังจากพระสูตรสั้นๆ ทวนสูตรสติปัฏฐาน ๔ แบบมาตรฐานแล้ว มีพราหมณ์ผู้หนึ่งเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและทูลถามคำถามเดียวกับที่พระภัททะเคยถามพระอานนท์ คือเหตุใดพระสัทธรรมจึงตั้งอยู่ได้ไม่นานหรือได้นานหลังพระตถาคตปรินิพพาน พระพุทธเจ้าตรัสตอบด้วยคำอธิบายเดียวกันว่าขึ้นอยู่กับการเจริญสติปัฏฐาน ๔ เมื่อได้ฟังแล้วพราหมณ์เกิดความเลื่อมใสประกาศตนเป็นอุบาสกถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต
- หน้า ๒๓๓–๒๓๕ พระสารีบุตรถามพระอนุรุทธะ พระสารีบุตร พระมหาโมคคัลลานะ และพระอนุรุทธะพักอยู่ ณ กัณฏกีวันเมืองสาเกต พระสารีบุตรได้ถามพระอนุรุทธะเป็นลำดับสามข้อ คือ 'เสขะ' เป็นอย่างไร ตอบว่าคือผู้เจริญสติปัฏฐาน ๔ ได้เพียงบางส่วน 'อเสขะ' คือผู้เจริญสติปัฏฐาน ๔ ได้เต็มบริบูรณ์ และสุดท้ายพระอนุรุทธะอธิบายว่าตนเองบรรลุ 'มหาภิญญา' คือหยั่งรู้โลกได้ถึงพันโลก ก็ด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ๔ นั่นเอง
- หน้า ๒๓๕–๒๓๘ สิริวัฒนสูตรและมานทินนสูตร สิริวัฒนคหบดีป่วยหนักใกล้ตาย ส่งคนไปนิมนต์พระอานนท์มาเยี่ยม พระอานนท์แนะให้เจริญสติปัฏฐาน ๔ แม้ในยามเจ็บป่วย สิริวัฒนคหบดีกราบทูลว่าตนเจริญได้ตามนั้นจริง และไม่เห็นสังโยชน์เบื้องต่ำทั้ง ๕ ที่ยังละไม่ได้ในตนเลย พระอานนท์จึงรับรองว่าท่านได้บรรลุอนาคามิผลแล้ว จากนั้นเรื่องเดียวกันซ้ำอีกครั้งกับมานทินนคหบดีผู้ป่วยหนักเช่นกัน ปิดท้ายวรรคที่สามคือสีลัฏฐิติวรรค
- หน้า ๒๓๙–๒๔๕ อนนุสสุตวรรค วรรคนี้รวมพระสูตรสั้นๆ จำนวนมากที่ล้วนย้ำถึงคุณค่าของสติปัฏฐาน ๔ ในแง่มุมต่างๆ เริ่มจากพระพุทธเจ้าตรัสว่าการพิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม เป็นธรรมที่ไม่เคยทรงได้ยินมาก่อนแต่ทรงตรัสรู้ได้เอง จากนั้นตรัสว่าสติปัฏฐานที่เจริญแล้วย่อมนำไปสู่ความหน่าย คลายกำหนัด ดับทุกข์ และนิพพานได้แน่นอน และปิดท้ายด้วยการนิยามคำว่า 'สติปัฏฐาน' 'การเจริญสติปัฏฐาน' และ 'ทางที่นำไปสู่การเจริญสติปัฏฐาน' ซึ่งคือมรรคมีองค์แปดนั่นเอง
- หน้า ๒๔๖–๒๕๓ อมตวรรค วรรคนี้เตือนภิกษุให้ตั้งจิตมั่นในสติปัฏฐาน ๔ มิให้อมตธรรมเสื่อมสูญไปจากตน พร้อมอธิบายเหตุเกิดและเหตุดับของกาย เวทนา จิต และธรรม จากนั้นพระพุทธเจ้าทรงเล่าย้อนเหตุการณ์คืนตรัสรู้ใต้ต้นอชปาลนิโครธและการปรากฏของท้าวสหัมบดีพรหมอีกครั้ง ยืนยันว่าสติปัฏฐาน ๔ คือทางสายเอกที่นำไปสู่ความหมดจด ส่วนท้ายวรรครวมคำสอนสั้นๆ อีกหลายเรื่อง เช่น การชักชวนมิตรสหายญาติพี่น้องให้เจริญสติปัฏฐาน และการใช้สติปัฏฐานเพื่อกำหนดรู้เวทนาสามและละอาสวะสาม
- หน้า ๒๕๔–๒๕๕ คงคาทิเปยยาล และสรุปสติปัฏฐานสังยุตต์ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบการเจริญสติปัฏฐาน ๔ อย่างสม่ำเสมอกับแม่น้ำคงคาที่ไหลลาดเอียงไปทางทิศตะวันออกจนถึงทะเลเป็นธรรมดา คือภิกษุผู้เจริญสติปัฏฐานย่อมโน้มเอียงไปสู่นิพพานเป็นธรรมดาเช่นกัน จากนั้นทรงแสดงว่าสังโยชน์เบื้องสูง ๕ ประการจะถูกละได้ก็ด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ๔ เช่นกัน ปิดท้ายด้วยคาถาสรุปวรรคและประกาศว่าสติปัฏฐานสังยุตต์จบลงเพียงเท่านี้
- หน้า ๒๕๖–๒๖๓ อินทริยสังยุตต์ สุทธกวรรค เริ่มต้นสังยุตต์ใหม่ว่าด้วยอินทรีย์ ๕ คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา ทรงแสดงว่าอริยสาวกผู้รู้ชัดความเกิด ความดับ คุณ โทษ และทางออกของอินทรีย์ทั้งห้าตามความเป็นจริง ชื่อว่าเป็นโสดาบัน ส่วนภิกษุผู้หลุดพ้นเพราะไม่ยึดมั่นในอินทรีย์เหล่านี้ชื่อว่าเป็นพระอรหันต์ จากนั้นทรงแสดงว่าแต่ละอินทรีย์ควรเห็นได้จากธรรมหมวดใด เช่น สัทธินทรีย์เห็นได้ในองค์แห่งโสดาบัน ๔ วิริยินทรีย์ในสัมมัปปธาน ๔ สตินทรีย์ในสติปัฏฐาน ๔ สมาธินทรีย์ในฌาน ๔ และปัญญินทรีย์ในอริยสัจ ๔
- หน้า ๒๖๔–๒๖๙ มุทุตรวรรค วรรคนี้อธิบายว่าความสมบูรณ์และไม่สมบูรณ์ของอินทรีย์ ๕ ส่งผลต่อระดับการบรรลุธรรมที่แตกต่างกัน ผู้เพียบพร้อมเต็มที่เป็นพระอรหันต์ ผู้มีอินทรีย์อ่อนกว่าตามลำดับเป็นพระอนาคามี พระสกทาคามี พระโสดาบัน ธรรมานุสารี และสัทธานุสารีตามลำดับ พร้อมขยายรายละเอียดประเภทของพระอนาคามีที่ปรินิพพานด้วยลักษณะต่างๆ กัน แสดงให้เห็นว่าผลของการปฏิบัติไม่ได้มีเพียงระดับเดียว แต่แปรผันตามความเข้มข้นของอินทรีย์
- หน้า ๒๗๐–๒๗๔ ฉฬินทริยวรรค พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ก็เพราะทรงรู้แจ้งความเกิด ความดับ คุณ โทษ และทางออกของอินทรีย์ ๕ ตามความเป็นจริงเท่านั้น จากนั้นทรงแสดงอินทรีย์เพิ่มอีกสองชุด คือ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ และอินทรีย์สามที่เกี่ยวกับมรรคผล ต่อมาทรงแสดงอินทรีย์ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยใช้สูตรเดียวกับอินทรีย์ ๕ ก่อนหน้า
- หน้า ๒๗๕ สุขินทริยวรรค (เริ่มต้น) เริ่มวรรคใหม่ว่าด้วยอินทรีย์ ๕ ที่เกี่ยวกับความรู้สึก คือ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ และอุเบกขินทรีย์ ทรงแสดงว่าอริยสาวกผู้รู้ชัดความเกิด ความดับ คุณ โทษ และทางออกของอินทรีย์ทั้งห้านี้ตามความเป็นจริง ชื่อว่าเป็นโสดาบัน เนื้อหาส่วนนี้ถูกตัดขาดกลางวรรคเนื่องจากเป็นจุดสิ้นสุดของไฟล์ที่นำมาวิเคราะห์
- หน้า ๒๗๖–๒๘๖ สุขินทรียวรรค (ต่อ): อินทรีย์ ๕ ฝ่ายเวทนา เนื้อหาต่อเนื่องมาจากตอนก่อนหน้า ว่าด้วยอินทรีย์ ๕ ฝ่ายความรู้สึก คือ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ และอุเปกขินทรีย์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าสมณพราหมณ์ผู้ไม่รู้แจ้งความเกิด ความดับ คุณ โทษ และทางออกของเวทนาเหล่านี้ ยังไม่นับว่าเป็นสมณะหรือพราหมณ์ที่แท้จริง ทรงแสดงว่าเวทนาแต่ละอย่างเกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะ และดับไปเมื่อผัสสะนั้นดับ ส่วนสำคัญคือทรงชี้จุดที่เวทนาแต่ละอย่างดับสนิทไม่เหลือ ได้แก่ในฌานที่ ๑ ถึง ๔ และในสัญญาเวทยิตนิโรธ จบสุขินทรียวรรคที่ ๔
- หน้า ๒๘๗–๒๘๘ ชราสูตร พระอานนท์เข้าเฝ้าขณะพระพุทธเจ้าทรงพักหลังปลีกวิเวก แล้วนวดพระวรกายพลางกล่าวด้วยความประหลาดใจว่าผิวพรรณของพระองค์ไม่ผ่องใสดังก่อน พระวรกายหย่อนยานมีรอยเหี่ยวย่น พระพุทธเจ้าทรงรับรองว่าธรรมดาของความหนุ่มสาวคือความแก่ ธรรมดาของความไม่มีโรคคือความเจ็บป่วย และธรรมดาของชีวิตคือความตาย ไม่มีผู้ใดหลีกเลี่ยงได้ แล้วตรัสคาถาตำหนิความแก่ว่าย่ำยีรูปกายอันงดงามให้เสื่อมทราม เป็นบทเทศนาที่สะเทือนใจว่าด้วยสัจธรรมแห่งความเสื่อมสลายของสังขาร
- หน้า ๒๘๙–๒๙๐ อุณณาภสูตร พราหมณ์ชื่ออุณณาภะทูลถามว่าอินทรีย์ ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ต่างมีขอบเขตการรับรู้ของตนเองไม่ก้าวก่ายกัน แล้วสิ่งใดเป็นที่พึ่งพิงรวมของอินทรีย์เหล่านี้ พระพุทธเจ้าตรัสตอบเป็นลำดับว่าใจ (มโน) เป็นที่พึ่งของอินทรีย์ทั้งห้า ใจอาศัยสติ สติอาศัยวิมุตติ วิมุตติอาศัยนิพพาน และเมื่อถูกถามว่านิพพานอาศัยอะไรอีก ทรงตรัสว่าคำถามนั้นเกินขอบเขตที่จะตอบได้ เพราะพรหมจรรย์ทั้งปวงมีนิพพานเป็นที่หยั่งลง เป็นที่มุ่งไป และเป็นที่สุดจบ
- หน้า ๒๙๑–๒๙๒ สาเกตสูตร (อินทรีย์และพละเป็นสิ่งเดียวกัน) ที่เมืองสาเกต พระพุทธเจ้าตรัสถามว่าอะไรเป็นเหตุให้อินทรีย์ ๕ เป็นพละ ๕ ด้วย และพละ ๕ เป็นอินทรีย์ ๕ ด้วย แล้วทรงอธิบายว่าธรรมทั้งห้าอย่างนี้เป็นสิ่งเดียวกัน เพียงแต่เรียกชื่อต่างกันตามแง่มุมที่มอง ทรงยกอุปมาแม่น้ำที่มีเกาะกลางน้ำ หากมองที่ฝั่งตะวันออกกับตะวันตกของเกาะจะนับเป็นกระแสน้ำเดียว แต่หากมองที่ฝั่งเหนือกับใต้จะนับเป็นสองกระแส
- หน้า ๒๙๓ ปุพพโกฏฐกสูตร: พระสารีบุตรไม่เชื่อด้วยศรัทธา พระพุทธเจ้าตรัสถามพระสารีบุตรว่าเชื่อหรือไม่ว่าอินทรีย์ ๕ ที่เจริญแล้วย่อมหยั่งลงสู่อมตะ พระสารีบุตรกราบทูลอย่างองอาจว่าท่านไม่ได้เชื่อเรื่องนี้เพียงเพราะศรัทธาในพระพุทธเจ้า แต่เพราะท่านได้รู้ ได้เห็น ได้ทราบ และได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญาของตนเองแล้ว พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญคำตอบนี้ว่าถูกต้อง
- หน้า ๒๙๔–๓๐๐ ชุดสูตรว่าด้วยจำนวนอินทรีย์ที่ทำให้บรรลุอรหัตต์ และสูตรที่อาปณนิคม เป็นชุดพระสูตรสั้นๆ ที่ตรัสถามซ้ำหลายครั้งว่าภิกษุขีณาสพผู้ประกาศอรหัตตผลอาศัยความเจริญแห่งอินทรีย์กี่ประการ คำตอบไล่เรียงตั้งแต่ ๑ ถึง ๕ ประการ มีเรื่องพระปิณโฑลภารทวาชะผู้ประกาศอรหัตตผลโดยอาศัยอินทรีย์ ๓ คือ สติ สมาธิ ปัญญา ปิดท้ายด้วยบทสนทนาระหว่างพระพุทธเจ้ากับพระสารีบุตรที่นิคมอาปณะ อธิบายลำดับการเกิดของอินทรีย์ในอริยสาวก คือ จากศรัทธาสู่ความเพียร จากความเพียรสู่สติ จากสติสู่สมาธิ และจากสมาธิสู่ปัญญาอันหยั่งเห็นแจ้งด้วยตนเอง จบชราวรรคที่ ๕
- หน้า ๓๐๑–๓๐๒ สีหูปมสูตรและกูฏาคารสูตร พระพุทธเจ้าทรงเปรียบปัญญินทรีย์ว่าเป็นเลิศในบรรดาโพธิปักขิยธรรมทั้งปวง ดุจราชสีห์เป็นเลิศในหมู่สัตว์เดรัจฉาน ต่อมาที่นิคมอุรุเวลกัปปะทรงแสดงว่าตราบใดที่อริยญาณยังไม่เกิดแก่อริยสาวก อินทรีย์ทั้งสี่คือศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิก็ยังไม่ตั้งมั่น ดุจเรือนยอดที่ยังไม่ได้ยกช่อฟ้าขึ้น กลอนหลังคาย่อมยังไม่ประกอบกันเป็นรูปทรงมั่นคง
- หน้า ๓๐๓–๓๐๕ เสขาเสขสูตร ที่โฆสิตารามเมืองโกสัมพี พระพุทธเจ้าทรงแสดงเหตุที่ทำให้ภิกษุผู้ยังต้องศึกษา (เสขะ) รู้จักตนว่าเป็นเสขะ และภิกษุผู้จบการศึกษาแล้ว (อเสขะ) รู้จักตนว่าเป็นอเสขะ เสขะรู้อริยสัจ ๔ ตามจริง มั่นใจว่าไม่มีศาสดาอื่นแสดงธรรมได้ถูกต้องเทียบเท่าพระพุทธเจ้า แต่ยังไม่ได้สัมผัสผลที่สุดด้วยกาย ส่วนอเสขะรู้แจ้งอินทรีย์ ๕ พร้อมสัมผัสผลที่สุดด้วยกายแล้ว ปิดท้ายด้วยอุปมาว่าปัญญินทรีย์เป็นเลิศ ดุจรอยเท้าช้างที่ใหญ่ที่สุดในบรรดารอยเท้าสัตว์บกทั้งปวง
- หน้า ๓๐๖ อุปมาปัญญินทรีย์เป็นเลิศ และอัปปมาทสูตร พระพุทธเจ้าทรงเปรียบปัญญินทรีย์ว่าเป็นเลิศในบรรดาโพธิปักขิยธรรม ดุจไม้จันทน์แดงเป็นเลิศในบรรดาไม้หอมทั้งปวง จากนั้นทรงแสดงว่าธรรมข้อเดียวที่ทำให้อินทรีย์ทั้งห้าเจริญดีคือความไม่ประมาท เมื่อรักษาจิตเช่นนี้ได้ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญาย่อมถึงความบริบูรณ์แห่งการเจริญไปพร้อมกัน
- หน้า ๓๐๗–๓๐๘ ปฐมโพธิสูตร: พรหมสหัมบดี ขณะประทับใต้ต้นอชปาลนิโครธหลังตรัสรู้ใหม่ๆ พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาเห็นว่าอินทรีย์ ๕ ที่เจริญและทำให้มากแล้วย่อมหยั่งลงสู่อมตะ ท้าวสหัมบดีพรหมทราบความดำริในพระทัยจึงหายจากพรหมโลกมาปรากฏต่อพระพักตร์ กราบทูลรับรองความจริงข้อนี้ แล้วเล่าอดีตชาติของตนว่าเคยประพฤติพรหมจรรย์ในสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า อาศัยความเจริญแห่งอินทรีย์ ๕ เดียวกันนี้ทำให้คลายกามฉันทะและได้ไปเกิดเป็นพรหมสหัมบดี
- หน้า ๓๐๙–๓๑๐ สูกรขาตสูตร ที่ถ้ำสุกรขาตา เขาคิชฌกูฏ พระพุทธเจ้าตรัสถามพระสารีบุตรว่าภิกษุขีณาสพเห็นประโยชน์อะไรจึงยังคงมีความเคารพอย่างยิ่งต่อพระตถาคตและคำสอน พระสารีบุตรตอบว่าเพราะเห็นความเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยม ซึ่งเกิดจากการเจริญอินทรีย์ ๕ ให้น้อมไปสู่ความสงบและการตรัสรู้ ปิดท้ายด้วยข้อสั้นๆ ว่าอินทรีย์ ๕ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นเท่านั้น จบวรรคที่ ๖
- หน้า ๓๑๑–๓๑๕ โพธิปักขิยวรรค เป็นชุดพระสูตรสั้นซ้ำรูปแบบเดียวกัน แสดงว่าอินทรีย์ ๕ ที่เจริญและทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อละสังโยชน์ เพื่อถอนอนุสัย เพื่อกำหนดรู้ทางไกลแห่งสังสารวัฏ และเพื่อความสิ้นอาสวะ ต่อด้วยชุดอุปมาซ้ำแบบเดียวกันว่าปัญญินทรีย์เป็นเลิศในบรรดาโพธิปักขิยธรรมทั้งปวง โดยเปรียบเทียบกับต้นไม้ที่เป็นเลิศในแต่ละภพภูมิ จบวรรคที่ ๗
- หน้า ๓๑๖–๓๑๘ คังคาทิเปยยาล: จบอินทรียสังยุตต์ เป็นวรรคปิดท้ายอินทรียสังยุตต์ ใช้อุปมาแม่น้ำคงคาที่ไหลลาดเอียงไปสู่ทิศตะวันออกเป็นสัญลักษณ์แทนภิกษุผู้เจริญอินทรีย์ ๕ อันน้อมไปสู่นิพพาน เชื่อมโยงกับสังโยชน์เบื้องสูง ๕ ประการ ปิดท้ายด้วยการประกาศจบอินทรียสังยุตต์ทั้งหมด
- หน้า ๓๑๙–๓๒๒ สัมมัปปธานสังยุตต์ เริ่มสังยุตต์ใหม่ว่าด้วยสัมมัปปธาน ๔ คือ ความเพียรชอบเพื่อป้องกันอกุศลที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดขึ้น เพื่อละอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว เพื่อสร้างกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น และเพื่อรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วให้เจริญยิ่งขึ้นไป โดยใช้โครงสร้างอุปมาแม่น้ำคงคาแบบเดียวกับสังยุตต์ก่อนว่าการเจริญสัมมัปปธานย่อมน้อมไปสู่นิพพาน เชื่อมโยงกับการละเอสนา ๓ และสังโยชน์เบื้องสูง ๕
- หน้า ๓๒๓–๓๒๕ พลสังยุตต์ สังยุตต์ว่าด้วยพละ ๕ คือ ศรัทธาพละ วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ และปัญญาพละ ซึ่งมีเนื้อหาคู่ขนานกับอินทรีย์ ๕ ในสังยุตต์ก่อนหน้าแทบทุกประการ โดยใช้อุปมาแม่น้ำคงคาไหลลาดสู่นิพพานเช่นเดิม เป็นการย้ำหลักธรรมชุดเดียวกันในแง่มุมของ "กำลัง" ที่ต้านทานกิเลสฝ่ายตรงข้าม แทนที่จะเป็น "อินทรีย์" ที่เป็นใหญ่ในหน้าที่ของตน
- หน้า ๓๒๖–๓๓๐ อิทธิปาทสังยุตต์ ปาวาลวรรค เริ่มสังยุตต์ใหม่ว่าด้วยอิทธิบาท ๔ อันเป็นฐานแห่งความสำเร็จ คือ ฉันทสมาธิปธานสังขาร วิริยสมาธิปธานสังขาร จิตตสมาธิปธานสังขาร และวีมังสาสมาธิปธานสังขาร ซึ่งเมื่อเจริญแล้วย่อมนำจากฝั่งที่ยังไม่ถึงไปสู่ฝั่งพระนิพพานได้ ทรงแสดงว่าผู้ใดหย่อนอิทธิบาทเหล่านี้ อริยมรรคอันให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบก็หย่อนไปด้วย ตอนท้ายทรงแสดงว่าสมณพราหมณ์ทั้งในอดีต อนาคต และปัจจุบันที่สำเร็จฤทธิ์บางส่วนหรือฤทธิ์เต็มที่ ล้วนอาศัยการเจริญอิทธิบาททั้งสี่นี้เป็นเหตุ เนื้อหาถูกตัดขาดกลางความที่กำลังไล่เรียงเรื่องผู้สิ้นอาสวะ
- หน้า ๓๓๑ ท้ายสูตรว่าด้วยอิทธิบาท ๔ (วีมังสาสมาธิปธานสังขาร) เนื้อหาที่ตัดมาเริ่มกลางสูตร แสดงส่วนท้ายของสำนวนซ้ำที่ว่า 'จักขุ ญาณ ปัญญา วิชชา อาโลกะ ได้เกิดขึ้นแก่เราในธรรมที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน' ซึ่งใช้บรรยายอิทธิบาทข้อที่ ๔ คือวีมังสาสมาธิปธานสังขาร (การใช้การพิจารณาไตร่ตรองเป็นฐานของสมาธิ) ทั้งในแง่ที่ควรเจริญและที่เจริญแล้ว แสดงให้เห็นว่าพระพุทธเจ้าทรงถือว่าการค้นพบอิทธิบาททั้ง ๔ เป็นการตรัสรู้ใหม่ของพระองค์เอง เนื่องจากเป็นส่วนที่ถูกตัดมา จึงไม่ปรากฏบริบทเต็มขององค์อิทธิบาทข้ออื่นก่อนหน้านี้ในหน้าที่ขาดไป
- หน้า ๓๓๒–๓๓๘ ปาวาลเจติยสูตร พระพุทธเจ้าเสด็จไปยังปาวาลเจดีย์พร้อมพระอานนท์ และตรัสเป็นนัยถึงสามครั้งว่าผู้ที่เจริญอิทธิบาท ๔ แล้วปรารถนาจะดำรงชนม์อยู่ตลอดกัปก็ย่อมทำได้ แต่พระอานนท์ถูกมารดลใจจนไม่ทูลอาราธนาให้พระองค์ทรงพระชนม์อยู่ต่อ เมื่อมารเข้ามาทูลขอให้ปรินิพพานเพราะพุทธบริษัทตั้งมั่นแล้ว พระพุทธเจ้าจึงทรงปลงอายุสังขาร เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ แล้วตรัสอุทานเรื่องมุนีสลัดภวสังขารดุจสลัดเกราะ นี่คือเหตุการณ์สำคัญที่นำไปสู่การปรินิพพานในอีกสามเดือนถัดมา จบวรรคที่หนึ่งคือปาวาลวรรค
- หน้า ๓๓๙–๓๔๓ ปุพพสูตร (ก่อนตรัสรู้) พระพุทธเจ้าทรงย้อนเล่าว่าก่อนตรัสรู้ พระองค์ทรงพิจารณาหาเหตุปัจจัยของการเจริญอิทธิบาทให้สำเร็จ พบว่าแต่ละองค์ (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วีมังสา) ต้องไม่ย่อหย่อนเกินไป (โยงกับความเกียจคร้าน) ไม่เคร่งเกินไป (โยงกับความฟุ้งซ่าน) ไม่หดหู่ในภายใน ไม่ฟุ้งไปในกามภายนอก และต้องรักษาสมดุลทั้งก่อน-หลัง บน-ล่าง กลางวัน-กลางคืนด้วยจิตที่เปิดโล่งผ่องใส เมื่อเจริญได้ดังนี้ย่อมนำไปสู่อภิญญา ๖ คือฤทธิ์ต่างๆ (เดินทะลุกำแพง เหาะ ลูบต้องดวงจันทร์ดวงอาทิตย์) หูทิพย์ การหยั่งรู้ใจผู้อื่น การระลึกชาติได้โดยละเอียด ตาทิพย์เ
- หน้า ๓๔๔–๓๔๕ มหัปผลสูตร และคำจำกัดความสมาธิแต่ละองค์ เป็นการย้ำสั้นๆ ว่าอิทธิบาท ๔ ที่เจริญและทำให้มากแล้วย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก โดยยกสูตรฉันทะที่สมดุลมาแสดงอีกครั้ง จากนั้นให้คำจำกัดความทางเทคนิคว่า 'ฉันทสมาธิ' (และวิริยสมาธิ จิตตสมาธิ วีมังสาสมาธิ) คือการได้เอกัคคตาจิตโดยอาศัยฉันทะเป็นต้น พร้อมกับ 'ปธานสังขาร' คือความเพียรพยายามป้องกันอกุศลที่ยังไม่เกิด ละอกุศลที่เกิดแล้ว ทำกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิด และรักษากุศลที่เกิดแล้วให้เจริญยิ่งขึ้น แสดงให้เห็นว่าแต่ละองค์อิทธิบาทแยกจากสัมมัปปธานไม่ได้
- หน้า ๓๔๖–๓๔๘ โมคคัลลานสูตร (เขย่าปราสาทมิคารมาตา) ภิกษุกลุ่มหนึ่งที่พำนักอยู่ใต้ปราสาทมิคารมาตาประพฤติตัวคะนอง พูดพล่าม ขาดสติสัมปชัญญะ พระพุทธเจ้าจึงรับสั่งให้พระมหาโมคคัลลานะไปทำให้เกิดความสังเวช พระโมคคัลลานะจึงใช้ฤทธิ์เขย่าปราสาททั้งหลังด้วยนิ้วหัวแม่เท้าเพียงข้างเดียว ทำให้ภิกษุเหล่านั้นตกใจกลัวจนขนพองสยองเกล้า เมื่อพระพุทธเจ้าถามว่าฤทธิ์นี้มาจากอะไร ภิกษุทั้งหลายทูลให้พระองค์ทรงอธิบาย พระองค์จึงตรัสว่าเกิดจากการเจริญอิทธิบาท ๔ เช่นเดียวกัน เรื่องนี้แสดงพลังอันน่าทึ่งที่เกิดจากการปฏิบัติ และใช้เป็นอุบายปลุกภิกษุที่ประมาทให้กลับมาเอาจริงเอา
- หน้า ๓๔๙–๓๕๑ อุณณาภสูตร (พราหมณ์อุณณาภะ) พราหมณ์อุณณาภะถามพระอานนท์ว่าประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักพระสมณโคดมเพื่ออะไร พระอานนท์ตอบว่าเพื่อละฉันทะ พราหมณ์จึงแย้งว่าถ้าเช่นนั้นก็เป็นการใช้ฉันทะเพื่อละฉันทะ ย่อมขัดแย้งในตัวเอง พระอานนท์จึงอุปมาว่าเหมือนความอยากไปสวนที่ระงับไปเมื่อถึงสวนแล้วฉันใด เมื่อบรรลุอรหัตต์แล้ว ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วีมังสาที่เคยใช้เป็นเครื่องมือก็ระงับไปฉันนั้น พราหมณ์เลื่อมใสเปรียบคำสอนนี้ดุจจุดประทีปในที่มืด แล้วประกาศตนถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ แสดงให้เห็นว่าฉันทะและความเพียรเป็นเพียงอุบายที่หมดหน้าที่เมื่อถึงเป้าหมายแล้ว
- หน้า ๓๕๒–๓๕๓ สมณพราหมณสูตร (ผู้มีฤทธิ์มากในอดีต อนาคต ปัจจุบัน) เป็นบทสรุปในรูปแบบซ้ำว่า สมณะหรือพราหมณ์ผู้มีฤทธิ์มากมีอานุภาพมากไม่ว่าในอดีต อนาคต หรือปัจจุบัน ล้วนสำเร็จได้ด้วยการเจริญอิทธิบาท ๔ อย่างเดียวกันทั้งสิ้น พร้อมยกรายการฤทธิ์ต่างๆ ซ้ำอีกครั้ง (แบ่งกายเป็นหลาย เดินทะลุกำแพง ดำดินผุดน้ำ เหาะไปในอากาศ ลูบต้องดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ ไปถึงพรหมโลก) เพื่อยืนยันว่าไม่ว่ายุคใดก็ตาม วิธีการบรรลุฤทธิ์อันยิ่งใหญ่มีเพียงหนทางเดียวคือการเจริญอิทธิบาท
- หน้า ๓๕๔–๓๖๑ เทสนาสูตรและวิภังคสูตร (จำกัดความและวิเคราะห์องค์อิทธิบาท) ช่วงนี้ให้คำจำกัดความอย่างเป็นทางการของคำสำคัญ ๔ คำ คือ อิทธิ (ฤทธิ์ต่างๆ) อิทธิบาท (มรรคาที่นำไปสู่ฤทธิ์) อิทธิปาทภาวนา (การเจริญองค์ทั้ง ๔) และอิทธิปาทภาวนาคามินีปฏิปทา (คืออริยมรรคมีองค์ ๘) จากนั้นเป็นวิภังค์อธิบายละเอียดถึงลักษณะที่ผิดพลาดของแต่ละองค์ คือ 'ย่อหย่อนเกินไป' (เนื่องด้วยถีนมิทธะ) 'เคร่งเกินไป' (เนื่องด้วยอุทธัจจะ) 'หดหู่ในภายใน' และ 'ฟุ้งซ่านออกภายนอก' (เนื่องด้วยกามคุณ ๕) พร้อมอธิบายความหมายของการมีสัญญาสม่ำเสมอทั้งก่อน-หลัง บน-ล่าง (ผ่านการพิจารณาอาการ ๓๒) และกลางวัน-กลางคืน ต
- หน้า ๓๖๒ ปุพพสูตร (อโยคุฬวรรค) เป็นการเปิดวรรคที่สาม (อโยคุฬวรรค) ด้วยการย้ำเนื้อหาคล้ายปุพพสูตรก่อนหน้า คือพระพุทธเจ้าทรงเล่าว่าก่อนตรัสรู้ทรงพิจารณาหาหนทางเจริญอิทธิบาทให้สำเร็จ โดยยกสูตรความสมดุลขององค์ทั้ง ๔ (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วีมังสา) มาแสดงซ้ำอีกครั้งอย่างย่อ เป็นการปูทางเข้าสู่เรื่องราวสำคัญที่จะตามมา
- หน้า ๓๖๓–๓๖๔ อโยคุฬสูตร (อุปมาก้อนเหล็กแดง) พระอานนท์ทูลถามว่าพระพุทธเจ้าทรงระลึกได้หรือไม่ว่าเคยเสด็จไปพรหมโลกด้วยกายที่สำเร็จด้วยใจ และด้วยกายเนื้อที่ประกอบด้วยมหาภูตทั้ง ๔ นี้ พระองค์ตรัสยืนยันทั้งสองอย่าง แล้วทรงอธิบายว่าเมื่อจิตตั้งมั่นอยู่ในกาย และกายตั้งมั่นอยู่ในจิต พร้อมด้วยความรู้สึกเบาสบายและคล่องแคล่ว กายของพระองค์จะเบา นุ่มนวล ควรแก่การงาน และผ่องใสยิ่งขึ้น เปรียบเหมือนก้อนเหล็กที่ถูกเผาไฟตลอดวันจะเบาและอ่อนตัว หรือเหมือนปุยนุ่นที่ลอยขึ้นสู่อากาศได้อย่างง่ายดาย ในภาวะเช่นนี้พระวรกายจึงลอยขึ้นจากพื้นดินสู่อากาศได้โดยไม่ยาก อัน
- หน้า ๓๖๕–๓๖๖ ผลแห่งอิทธิบาท (สองผลและเจ็ดผล) เป็นการสรุปย่อซ้ำว่าอิทธิบาททั้ง ๔ เมื่อเจริญแล้วนำไปสู่ความสิ้นอาสวะ หรืออาจกล่าวได้ว่ามีผลอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๒ อย่างที่พึงหวังได้ คือบรรลุอรหัตต์ในปัจจุบันชาติ หรือหากยังมีเชื้อเหลืออยู่ก็เป็นพระอนาคามี และยังขยายความว่ามีผลและอานิสงส์ถึง ๗ อย่าง ตามลักษณะการปรินิพพานของพระอนาคามีประเภทต่างๆ (ปรินิพพานในระหว่างภพ หรือเมื่อถึงภพ โดยไม่ต้องใช้ความเพียรมากหรือต้องใช้ความเพียรมาก หรือเป็นผู้มีกระแสสูงขึ้นไปสู่พรหมโลกชั้นสูงสุด) แสดงขอบเขตผลสำเร็จที่แตกต่างกันตามระดับความสิ้นอาสวะ
- หน้า ๓๖๗–๓๖๙ อานันทสูตร ว่าด้วยคำถามอิทธิ อิทธิบาท ภาวนา ปฏิปทา พระอานนท์ทูลถามพระพุทธเจ้าให้จำกัดความคำ ๔ คำ คือ อิทธิ อิทธิบาท อิทธิปาทภาวนา และอิทธิปาทภาวนาคามินีปฏิปทา พระองค์ทรงตอบตามลำดับ (ฤทธิ์คือปาฏิหาริย์ต่างๆ อิทธิบาทคือมรรคาสู่ฤทธิ์ ภาวนาคือการเจริญองค์ทั้ง ๔ และปฏิปทาคืออริยมรรคมีองค์ ๘) จากนั้นคำถามชุดเดียวกันนี้ถูกทวนซ้ำเมื่อพระองค์ย้อนถามพระอานนท์เอง และซ้ำอีกครั้งเมื่อภิกษุกลุ่มหนึ่งเข้ามาทูลถามคำถามเดียวกัน แสดงว่านี่คือสูตรมาตรฐานที่ต้องท่องจำให้แม่นยำ มิใช่คำอธิบายที่ผันแปรไปตามบริบท
- หน้า ๓๗๐–๓๗๓ โมคคัลลานพลสูตร และตถาคตพลสูตร พระพุทธเจ้าทรงถามภิกษุทั้งหลายอีกครั้งว่าอะไรเป็นเหตุให้พระโมคคัลลานะมีฤทธิ์มากมีอานุภาพมาก เมื่อภิกษุทูลให้พระองค์ทรงอธิบายเอง พระองค์จึงตรัสถึงอิทธิบาท ๔ อย่างละเอียดอีกครั้งตามสูตรความสมดุลขององค์ต่างๆ จากนั้นทรงตั้งคำถามเดียวกันกับพระองค์เองว่าอะไรเป็นเหตุให้ตถาคตมีฤทธิ์มากมีอานุภาพมาก และตอบด้วยคำอธิบายเดียวกัน แสดงว่าฤทธิ์ของพระพุทธเจ้าเองก็เกิดจากการฝึกฝนแบบเดียวกับสาวก ไม่ใช่คุณสมบัติพิเศษที่แยกออกไป ปิดท้ายวรรคที่สามคืออโยคุฬวรรค
- หน้า ๓๗๔–๓๗๕ คงคาเปยยาลสูตร (จบอิทธิปาทสังยุตต์) ใช้ภาพแม่น้ำคงคาที่ไหลลาดเอียงไปสู่ทิศตะวันออกเป็นอุปมาว่า ภิกษุผู้เจริญและทำให้มากซึ่งอิทธิบาท ๔ ย่อมโน้มเอียงไหลลาดไปสู่พระนิพพานเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังกล่าวถึงสังโยชน์เบื้องสูง ๕ ประการ (รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา) และสอนว่าการเจริญอิทธิบาท ๔ ก็เพื่อรู้ยิ่ง กำหนดรู้ และละสังโยชน์เหล่านี้โดยตรง เป็นการปิดท้ายอิทธิปาทสังยุตต์ทั้งหมด
- หน้า ๓๗๖–๓๘๑ รโหคตสูตร (อนุรุทธสังยุตต์) เริ่มต้นหมวดใหม่คืออนุรุทธสังยุตต์ ท่านพระอนุรุทธะขณะหลีกเร้นอยู่ผู้เดียวพิจารณาว่า ผู้ใดบกพร่องในสติปัฏฐาน ๔ ผู้นั้นก็บกพร่องในอริยมรรคที่นำไปสู่ความสิ้นทุกข์ ผู้ใดปรารภสติปัฏฐาน ๔ ดีแล้ว ผู้นั้นก็ปรารภอริยมรรคดีแล้ว พระมหาโมคคัลลานะทราบความคิดนั้นด้วยฤทธิ์จึงมาปรากฏตัวถามว่าภิกษุปรารภสติปัฏฐาน ๔ ได้อย่างไร พระอนุรุทธะอธิบายการพิจารณากาย เวทนา จิต ธรรมทั้งภายในภายนอกทั้งสองอย่าง ด้วยความเพียร สัมปชัญญะ สติ และสามารถน้อมจิตพิจารณาสิ่งปฏิกูลเป็นไม่ปฏิกูลหรือกลับกันได้ตามต้องการ ตอนท้ายมีภิกษุกลุ่
- หน้า ๓๘๒–๓๘๔ เสขาเสขสูตร ณ เมืองสาเกต ณ เมืองสาเกต พระสารีบุตรถามพระอนุรุทธะว่าภิกษุผู้ยังเป็นเสขะ (ผู้ยังต้องศึกษา) ควรอยู่ด้วยธรรมอะไร และแยกถามอีกว่าภิกษุผู้เป็นอเสขะ (ผู้จบการศึกษาแล้วคือพระอรหันต์) ควรอยู่ด้วยธรรมอะไร คำตอบทั้งสองกรณีคือสติปัฏฐาน ๔ เหมือนกัน แสดงว่าสติปัฏฐานมิใช่ขั้นบันไดที่พระอรหันต์ก้าวพ้นไป แต่เป็นคุณสมบัติของผู้หลุดพ้นแล้วด้วย จากนั้นพระสารีบุตรถามซ้ำถึงเหตุแห่งมหาภิญญาของพระอนุรุทธะ คราวนี้ท่านตอบเพิ่มว่าสามารถรู้แจ้งโลกธาตุพันหนึ่งได้ ปิดท้ายด้วยคำสอนสั้นๆ ว่าการเจริญสติปัฏฐาน ๔ ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นตัณ
- หน้า ๓๘๔–๓๘๕ คงคูปมาสูตร (จูงกลับไม่ได้) พระอนุรุทธะใช้อุปมาแม่น้ำคงคาที่ไหลลาดเอียงไปทางทิศตะวันออกอีกครั้ง ว่าแม้หมู่ชนจำนวนมากจะถือเสียมและตะกร้ามาช่วยกันพยายามทำให้แม่น้ำไหลย้อนกลับไปทางทิศตะวันตกก็ย่อมทำไม่ได้ ฉันใด ภิกษุผู้มีจิตน้อมเอียงไหลไปสู่วิเวกมานานด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ๔ ก็ไม่มีทางถูกจูงใจให้กลับไปสู่เพศคฤหัสถ์ได้ฉันนั้น แม้จะมีพระราชา มหาอำมาตย์ ญาติมิตรนำโภคทรัพย์มาล่อและเชิญชวนให้สึกไปเสวยกามสุขและทำบุญแบบคฤหัสถ์ก็ตาม เนื้อหาถูกตัดขาดกลางคันในช่วงที่กำลังอธิบายวิธีที่ภิกษุเจริญและทำให้มากซึ่งสติปัฏฐาน ๔ อย่างละเอียด ซึ่
- หน้า ๓๘๖–๓๘๗ อนุรุทธสังยุตต์ - เวทนาไม่ครอบงำจิต (ท้ายรโหคตวรรค, ต่อจากตอนก่อนหน้า) ส่วนนี้เป็นตอนท้ายที่ต่อเนื่องมาจากเนื้อหาก่อนหน้า พระอนุรุทธ์อธิบายว่าเหตุที่ทุกขเวทนาทางกายอันรุนแรงไม่อาจครอบงำจิตของท่านได้ ก็เพราะท่านมีจิตตั้งมั่นดีในสติปัฏฐานทั้งสี่ คือการพิจารณากาย เวทนา จิต และธรรมอยู่เป็นประจำ แสดงให้เห็นว่าสติปัฏฐานเป็นเครื่องป้องกันใจมิให้ทุกข์ทางกายลุกลามเป็นทุกข์ทางใจ จบด้วยคาถาสรุป (อุทาน) ปิดท้ายรโหคตวรรคที่หนึ่งแห่งอนุรุทธสังยุตต์
- หน้า ๓๘๘–๓๙๑ อนุรุทธสังยุตต์ ทุติยวรรค - มหาภิญญาของพระอนุรุทธ์ พระอนุรุทธ์ตอบคำถามภิกษุทั้งหลายว่าความสำเร็จอันเป็นอภิญญาอย่างยิ่งของท่าน ทั้งการระลึกชาติได้นับพันกัป ฤทธิ์ต่าง ๆ หูทิพย์ การหยั่งรู้จิตผู้อื่น การรู้ผลของกรรม การรู้ภูมิธาตุและอัธยาศัยสัตว์ต่าง ๆ ตลอดจนตาทิพย์และความสิ้นอาสวะ ล้วนเกิดจากการเจริญและทำให้มากซึ่งสติปัฏฐานทั้งสี่เพียงอย่างเดียว ตอกย้ำว่าฐานแห่งอภิญญาทั้งปวงคือการฝึกสติให้มั่นคงในกาย เวทนา จิต และธรรม จบสิ้นอนุรุทธสังยุตต์
- หน้า ๓๙๒–๓๙๓ ฌานสังยุตต์ พระพุทธเจ้าทรงแสดงฌานทั้งสี่ตามสูตรมาตรฐาน แล้วเปรียบเทียบว่าภิกษุผู้เจริญฌานทั้งสี่และทำให้มากย่อมโน้มเอียง โอนเอียง เงื้อมไปสู่นิพพาน เหมือนแม่น้ำคงคาที่ไหลไปสู่ทิศตะวันออกฉันนั้น จากนั้นทรงแสดงสังโยชน์เบื้องสูงห้าประการ (รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา) ซึ่งการเจริญฌานทั้งสี่เป็นไปเพื่อรู้ยิ่ง กำหนดรู้ และละสังโยชน์เหล่านั้น สื่อว่าฌานมิใช่เพียงสภาวะสงบนิ่งแต่เป็นเครื่องมือถอนรากกิเลสละเอียด
- หน้า ๓๙๔–๓๙๘ อานาปานสังยุตต์ เอกธรรมวรรค - สูตรหลักว่าด้วยอานาปานสติ เปิดอานาปานสังยุตต์ด้วยการแสดงว่าอานาปานสติเป็นธรรมข้อเดียวที่เจริญแล้วมีผลมากมีอานิสงส์มาก โดยแจกแจงวิธีปฏิบัติเต็มรูปแบบสิบหกขั้นตอน ตั้งแต่รู้ลมหายใจยาวสั้น รู้ทั่วกาย ระงับกายสังขาร เกิดปีติสุข ระงับจิตตสังขาร ปลดปล่อยจิต จนถึงพิจารณาความไม่เที่ยง ความคลายกำหนัด ความดับ และความสละคืน จากนั้นทรงเชื่อมโยงอานาปานสติเข้ากับโพชฌงค์เจ็ด และย้ำซ้ำในรูปแบบย่อว่าเมื่อเจริญแล้วย่อมได้ผลอย่างใดอย่างหนึ่งในสองอย่าง (อรหัตตผลหรืออนาคามิผล) หรือผลเจ็ดประการตามระดับการละสังโยชน์ แสดงให้เห็นว่าอานาปานสติเป็
- หน้า ๓๙๘–๓๙๙ อริฏฐสูตร พระพุทธเจ้าตรัสถามภิกษุทั้งหลายให้เจริญอานาปานสติ พระอริฏฐะกราบทูลว่าตนเจริญอยู่แล้วโดยอธิบายเพียงว่าละความพอใจในกามที่เป็นอดีตและอนาคตได้ แต่พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่านั่นยังไม่ใช่อานาปานสติที่แท้จริง แม้จะมีอยู่จริงก็ตาม แล้วทรงสอนสูตรอานาปานสติแบบเต็มรูปสิบหกขั้นตอนใหม่ให้ฟังโดยละเอียด เป็นตัวอย่างเตือนใจว่าการเข้าใจหลักธรรมผิดเพี้ยนแม้เพียงบางส่วนก็ไม่นับว่าเป็นการปฏิบัติที่สมบูรณ์
- หน้า ๓๙๙–๔๐๑ กิมิลสูตร ตอนต้น - ความสงบนิ่งของพระมหากัปปินะ พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้ภิกษุทั้งหลายเห็นพระมหากัปปินะซึ่งนั่งสงบนิ่งไม่มีความไหวติงทั้งทางกายและทางจิตเลย ภิกษุทั้งหลายยืนยันว่าเห็นท่านนั่งเช่นนี้เสมอไม่ว่าอยู่ในหมู่สงฆ์หรือที่สงัด พระพุทธเจ้าจึงทรงอธิบายว่าความไม่หวั่นไหวเช่นนี้เกิดจากสมาธิที่เกิดจากอานาปานสติซึ่งทำให้ผู้เจริญได้โดยง่าย ไม่ยาก ไม่ลำบาก แล้วทรงแสดงวิธีเจริญอานาปานสติสมาธินั้นอีกครั้งโดยละเอียด
- หน้า ๔๐๑–๔๐๕ สูตรว่าด้วยอานาปานสติสมาธิของพระโพธิสัตว์และความสงบเยือกเย็นแห่งเวทนา พระพุทธเจ้าตรัสเล่าว่าแม้ก่อนตรัสรู้ครั้งยังเป็นพระโพธิสัตว์ พระองค์ก็ทรงอยู่ด้วยอานาปานสติสมาธินี้เป็นส่วนมาก ทำให้กายไม่ลำบาก ตาไม่ล้า และจิตหลุดพ้นจากอาสวะโดยไม่ยึดมั่น จากนั้นทรงแสดงเป็นชุดคำอธิษฐาน (อากังเขยยธรรม) ว่าหากภิกษุปรารถนาสิ่งใด ล้วนสำเร็จได้ด้วยอานาปานสติสมาธินี้ทั้งสิ้น ปิดท้ายด้วยการอธิบายว่าเมื่อเจริญสมาธินี้แล้ว ไม่ว่าเสวยสุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ ก็รู้เท่าทันว่าไม่เที่ยง ไม่ยึดติด ไม่เพลิดเพลิน และเปรียบเวทนาที่จะดับไปเมื่อกายแตกทำลายเหมือนเปลวประทีปที่ดับไปเมื่อน้ำมันและ
- หน้า ๔๐๕–๔๐๘ เวสาลีสูตร - เหตุอสุภกถาและการหันมาสอนอานาปานสติ ที่เมืองเวสาลี พระพุทธเจ้าทรงแสดงอสุภกถาสรรเสริญการเจริญอสุภะแก่ภิกษุอย่างมากมายหลายวิธี แล้วเสด็จเข้าที่สงัดสองสัปดาห์ ภิกษุที่เจริญอสุภะอย่างเข้มข้นเกินไปกลับเกิดความอึดอัดเกลียดชังร่างกายตนเองอย่างรุนแรงจนพากันไปหาคนมาปลงชีวิต มีภิกษุนับสิบนับยี่สิบตายไปในแต่ละวัน เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จออกจากที่สงัดและทรงสังเกตเห็นสงฆ์ร่อยหรอลง พระอานนท์จึงกราบทูลเหตุการณ์ พระองค์จึงทรงประชุมสงฆ์และสอนอานาปานสติสมาธิแทน โดยชี้ว่าเป็นธรรมที่สงบ ประณีต ไม่เจือปน เป็นสุข และระงับอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นได้ทันที เปรีย
- หน้า ๔๐๘–๔๑๑ กิมิลสูตร - ความสัมพันธ์อานาปานสติกับสติปัฏฐานสี่ พระพุทธเจ้าตรัสถามพระกิมิละถึงวิธีเจริญอานาปานสติสมาธิให้มีผลมาก แต่พระกิมิละนิ่งเงียบถึงสามครั้ง พระอานนท์จึงทูลขอให้พระองค์ทรงแสดงเอง พระพุทธเจ้าจึงทรงอธิบายอย่างละเอียดว่าแต่ละขั้นของอานาปานสติสิบหกขั้นตอนสัมพันธ์กับสติปัฏฐานข้อใด แล้วทรงเปรียบด้วยภาพกองฝุ่นใหญ่ที่ทางสี่แพร่งซึ่งไม่ว่าเกวียนหรือรถจะมาจากทิศใดก็ย่อมย่ำกองฝุ่นนั้นให้แหลกได้เสมอ เปรียบกับภิกษุผู้อยู่ด้วยสติปัฏฐานย่อมย่ำยีอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะมาจากทางใด จบวรรคที่หนึ่ง
- หน้า ๔๑๒–๔๑๓ สูตรอิจฉานังคละ - อานาปานสติเป็นวิหารธรรมของพระตถาคต หลังทรงหลีกเร้นอยู่สามเดือนที่อิจฉานังคละ พระพุทธเจ้าตรัสสอนภิกษุทั้งหลายว่าหากปริพาชกนอกศาสนาถามว่าพระองค์ทรงอยู่จำพรรษาด้วยธรรมอะไรเป็นส่วนใหญ่ ให้ตอบว่าด้วยอานาปานสติสมาธิ แล้วทรงอธิบายว่าธรรมนี้ควรเรียกได้ทั้งว่าเป็นอริยวิหาร พรหมวิหาร และตถาคตวิหาร โดยสำหรับพระเสขะการเจริญธรรมนี้เป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะ ส่วนสำหรับพระอรหันต์เป็นไปเพื่อความอยู่เป็นสุขในปัจจุบันพร้อมสติสัมปชัญญะ
- หน้า ๔๑๓–๔๑๗ โลมสกังคิยสูตร - ต่างกันอย่างไรระหว่างวิหารธรรมของพระเสขะกับพระตถาคต มหานามศากยะทูลถามพระโลมสกังคิยะว่าวิหารธรรมของพระเสขะกับวิหารธรรมของพระตถาคตเป็นอย่างเดียวกันหรือไม่ พระเถระตอบว่าต่างกัน เพราะพระเสขะเพียงละนิวรณ์ห้าได้ชั่วคราวขณะเจริญภาวนา ในขณะที่พระอรหันต์ขีณาสพได้ถอนรากนิวรณ์ห้าจนสิ้นเชิงไม่มีวันเกิดขึ้นอีก แล้วท่านยกเรื่องราวที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ที่อิจฉานังคละมาอ้างอิงประกอบคำอธิบายซ้ำอีกครั้งเพื่อยืนยันความต่างนี้
- หน้า ๔๑๗–๔๒๓ สูตรพระอานนท์ - ลำดับธรรมจากอานาปานสติสู่วิชชาวิมุตติ พระอานนท์ทูลถามว่ามีธรรมข้อเดียวหรือไม่ที่เจริญแล้วทำให้ธรรมสี่ข้อบริบูรณ์ ธรรมสี่ข้อนั้นเจริญแล้วทำให้ธรรมเจ็ดข้อบริบูรณ์ และธรรมเจ็ดข้อนั้นเจริญแล้วทำให้ธรรมสองข้อบริบูรณ์ พระพุทธเจ้าทรงตอบว่าคืออานาปานสติสมาธิ ซึ่งทำให้สติปัฏฐานสี่บริบูรณ์ สติปัฏฐานสี่ทำให้โพชฌงค์เจ็ดบริบูรณ์ และโพชฌงค์เจ็ดทำให้วิชชาและวิมุตติบริบูรณ์ ทรงอธิบายกลไกอย่างละเอียดทีละขั้นว่าสติที่ตั้งมั่นในการตามลมหายใจนำไปสู่การพิจารณาธรรมด้วยปัญญา เกิดความเพียร ปีติ ความสงบกาย-จิต สมาธิ และอุเบกขาตามลำดับ จนครบวงจรแห่งการตรัสรู
- หน้า ๔๒๓–๔๒๗ การแสดงธรรมชุดเดียวกันซ้ำแก่ภิกษุหมู่ต่าง ๆ และอานิสงส์เพิ่มเติมของอานาปานสติ (จบอานาปานสังยุตต์) พระพุทธเจ้าทรงแสดงลำดับธรรมจากอานาปานสติสู่สติปัฏฐาน โพชฌงค์ และวิชชาวิมุตติซ้ำอีกครั้งแก่พระอานนท์ และซ้ำอีกสองครั้งแก่ภิกษุหมู่ใหญ่ที่เข้ามาทูลถามคำถามเดียวกัน จากนั้นทรงสรุปอานิสงส์อื่น ๆ ของอานาปานสติสมาธิโดยย่อ ได้แก่ เป็นไปเพื่อละสังโยชน์ เพื่อถอนอนุสัย เพื่อกำหนดรู้ระยะกาลแห่งชีวิต และเพื่อความสิ้นอาสวะ ปิดท้ายด้วยคาถาสรุปเนื้อหาทั้งหมด เป็นการจบอานาปานสังยุตต์
- หน้า ๔๒๘–๔๓๐ โสตาปัตติสังยุตต์ เวฬุทวารวรรค - พระเจ้าจักรพรรดิเทียบกับอริยสาวก เปิดโสตาปัตติสังยุตต์ด้วยการเปรียบเทียบว่าแม้พระเจ้าจักรพรรดิผู้ครองทวีปทั้งสี่ตายแล้วไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เสวยกามคุณอย่างเลิศ ก็ยังไม่พ้นจากนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน เปรตวิสัย และอบายภูมิ ตรงข้ามกับอริยสาวกแม้ดำรงชีพด้วยก้อนข้าวที่ได้จากบิณฑบาตและนุ่งห่มผ้าเก่า ๆ แต่กลับพ้นจากอบายภูมิเหล่านั้นได้ เพราะประกอบด้วยธรรมสี่ประการ คือ ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และศีลที่พระอริยะใคร่ ทรงชี้ว่าการได้ธรรมสี่ประการนี้มีค่ายิ่งกว่าการได้ครองทวีปทั้งสี่เสียอีก
- หน้า ๔๓๐–๔๓๓ ทีฆาวุสูตร อุบาสกทีฆาวุป่วยหนักใกล้ตาย ให้บิดาคือโชติยคหบดีไปกราบทูลเชิญพระพุทธเจ้ามาเยี่ยม พระองค์เสด็จไปตรัสถามอาการและทรงสอนให้ตั้งมั่นในองค์แห่งโสดาบันสี่ประการ พร้อมทั้งธรรมหกประการที่เป็นไปในฝ่ายวิชชา คือการพิจารณาความไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง ทีฆาวุกราบทูลว่าตนมีธรรมเหล่านั้นครบแล้ว แต่ห่วงว่าบิดาจะเศร้าโศกเมื่อตนตาย พระพุทธเจ้าทรงปลอบให้เขาไม่ต้องกังวล ทีฆาวุถึงแก่กรรมไม่นานหลังจากนั้น เมื่อภิกษุทูลถามคติของเขา พระพุทธเจ้าตรัสว่าเขาเป็นบัณฑิต สิ้นสังโยชน์เบื้องต่ำห้าประการ จึงเกิดผุดขึ้นและปรินิพพาน
- หน้า ๔๓๓–๔๓๔ บทสนทนาพระอานนท์และพระสารีบุตรว่าด้วยองค์แห่งความเป็นโสดาบัน พระอานนท์ถามพระสารีบุตรว่าบุคคลที่พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่าเป็นโสดาบัน ผู้มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้านั้น ประกอบด้วยธรรมกี่ประการ พระสารีบุตรตอบว่าประกอบด้วยธรรมสี่ประการ คือความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และศีลที่พระอริยะใคร่
- หน้า ๔๓๔–๔๓๕ บทสนทนาพระพุทธเจ้ากับพระสารีบุตรว่าด้วยองค์แห่งการเข้าถึงกระแส กระแส และผู้เข้าถึงกระแส พระพุทธเจ้าตรัสถามพระสารีบุตรเป็นสามข้อต่อเนื่องกันว่า อะไรคือ 'องค์แห่งการเข้าถึงกระแส' อะไรคือ 'กระแส' และอะไรคือ 'ผู้เข้าถึงกระแส' พระสารีบุตรทูลตอบตามลำดับว่า องค์แห่งการเข้าถึงกระแสคือการคบสัตบุรุษ การฟังธรรม การใส่ใจโดยแยบคาย และการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ส่วนกระแสคืออริยมรรคมีองค์แปด และผู้เข้าถึงกระแสคือผู้ประกอบด้วยอริยมรรคนั้น พระพุทธเจ้าทรงรับรองคำตอบทุกข้อว่าถูกต้อง
- หน้า ๔๓๕–๔๔๐ สูตรถปติอิสิทัตตะและปุราณะ (ยังไม่จบ ต่อในไฟล์ถัดไป) ช่างไม้อิสิทัตตะและปุราณะเฝ้ารอฟังข่าวการเสด็จกลับของพระพุทธเจ้าหลังทรงจำพรรษาที่อื่น เมื่อทรงเสด็จมาถึงต้นไม้แห่งหนึ่งจึงเข้าเฝ้าและกราบทูลว่าทุกครั้งที่ได้ยินข่าวว่าพระองค์จะเสด็จจากไปไกลก็รู้สึกทุกข์ใจ แต่เมื่อทราบว่าเสด็จใกล้เข้ามาก็รู้สึกแช่มชื่นใจ เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสว่าชีวิตครองเรือนเป็นที่คับแคบ ทั้งสองทูลถามว่ามีความคับแคบอื่นที่ยิ่งกว่านั้นหรือไม่ จึงเล่าเรื่องขบวนเสด็จของพระเจ้าปเสนทิโกศลที่ต้องคอยระวังทั้งช้างพระที่นั่งและนางสนมกำนัลไปพร้อมกันเป็นตัวอย่างของความคับแคบยิ่งกว่า พระพุทธ
- หน้า ๔๔๑ ถปติสูตร (ตอนจบ ข้อความขาดตอนจากต้นชิ้นนี้) เนื้อหาส่วนนี้เป็นบทสรุปท้ายพระสูตรก่อนหน้าที่ตรัสแก่กลุ่มถปติ (ช่างไม้/นายช่างใหญ่) ซึ่งขาดตอนมาตั้งแต่ต้นไฟล์นี้ กล่าวถึงผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และการให้ทานแก่ผู้มีศีลโดยไม่แบ่งแยก ปิดท้ายด้วยคำอนุโมทนาของถปติที่รู้สึกเป็นบุญลาภที่พระพุทธเจ้าทรงรู้จักพวกเขาเช่นนี้
- หน้า ๔๔๑–๔๔๖ เวฬุทวารสูตร พระพุทธเจ้าเสด็จจาริกในแคว้นโกศลถึงหมู่บ้านพราหมณ์เวฬุทวาร ชาวบ้านทูลขอธรรมที่จะนำไปสู่การครองเรือนอย่างมีความสุขและไปสู่สุคติ พระองค์จึงทรงแสดง "อัตตูปนายิกธรรมปริยาย" คือหลักการเอาใจเขามาใส่ใจเรา โดยให้พิจารณาว่าตนเองรักชีวิตไม่อยากถูกผู้อื่นฆ่า ลัก ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ หรือพูดส่อเสียด ดังนั้นตนเองก็ไม่ควรทำสิ่งเหล่านั้นต่อผู้อื่นเช่นกัน หลักการนี้เป็นรากฐานให้เกิดศีล ๕ อย่างบริสุทธิ์ครบสามด้าน ประกอบกับความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย ก็ทำให้เป็นพระโสดาบัน ในที่สุดชาวเวฬุทวารประกาศตนถึงพระรัตนตรั
- หน้า ๔๔๖–๔๕๑ ธรรมาทาสสูตร (กระจกเงาแห่งธรรม) และเรื่องอุบาสกอุบาสิกาชาวญาติกคาม พระอานนท์ทูลถามพระพุทธเจ้าถึงคติหลังตายของพระภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาหลายท่าน พระพุทธเจ้าทรงตอบคติของแต่ละคนตามภูมิธรรมที่บรรลุ แต่ทรงเห็นว่าการที่ต้องถูกถามซ้ำ ๆ ทุกครั้งที่มีผู้ตายเป็นเรื่องลำบากแก่พระองค์ จึงทรงแสดง "ธรรมาทาส" คือหลักธรรม ๔ ประการที่พระอริยสาวกสามารถใช้ส่องดูตนเองแล้วพยากรณ์คติของตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพระพุทธเจ้า ปิดท้ายวรรคเวฬุทวารวรรคที่หนึ่ง
- หน้า ๔๕๒ สูตรว่าด้วยภิกษุณีสงฆ์พันรูป ที่ราชการาม เมืองสาวัตถี พระพุทธเจ้าตรัสแก่หมู่ภิกษุณีสงฆ์จำนวนพันรูปโดยย่อว่า ผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ คือความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และศีลอันเป็นที่รักของพระอริยะ ย่อมเป็นพระโสดาบัน ไม่มีทางตกต่ำ เที่ยงที่จะตรัสรู้ในกาลข้างหน้า เป็นการทบทวนหลักองค์แห่งความเป็นโสดาบันสั้น ๆ แก่พุทธบริษัทฝ่ายหญิง
- หน้า ๔๕๒–๔๕๓ พราหมณสูตร (ทางแห่งพราหมณ์กับทางที่แท้จริงสู่ความหลุดพ้น) พระพุทธเจ้าทรงตำหนิคำสอนของพราหมณ์ที่บัญญัติ "อุทยคามินีปฏิปทา" ให้ผู้คนตื่นแต่เช้าเดินหน้าไปทางทิศตะวันออกโดยเชื่อว่าตายระหว่างทางจะไปสุคติ ทรงชี้ว่านั่นเป็นทางของคนโง่เขลาไม่นำไปสู่ความหน่าย คลายกำหนัด หรือนิพพานเลย แล้วทรงแสดง "อุทยคามินีปฏิปทา" ที่แท้จริงในธรรมวินัยของพระอริยะ คือความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยและศีลอันเป็นที่รักของพระอริยะ ซึ่งนำไปสู่ความหน่าย คลายกำหนัด ดับทุกข์ และนิพพานได้จริง
- หน้า ๔๕๓–๔๕๕ สนทนาระหว่างพระสารีบุตรกับพระอานนท์ (การละธรรมและการมีธรรม ๔ ประการ) พระสารีบุตรถามพระอานนท์ว่าต้องละธรรมกี่ประการและต้องมีธรรมกี่ประการ ประชาชนจึงจะได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าว่าเป็นพระโสดาบัน พระอานนท์อธิบายว่าต้องละความไม่เลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และความทุศีล แล้วมีความเลื่อมใสและศีลอันเป็นที่รักของพระอริยะแทน บทสนทนานี้เน้นให้เห็นความแตกต่างระหว่างเหตุที่นำไปสู่ทุคติกับเหตุที่นำไปสู่สุคติอย่างชัดเจน
- หน้า ๔๕๕–๔๕๖ สัพพทุคคติภยสูตร (๒ สูตร) พระพุทธเจ้าทรงแสดงสองพระสูตรที่มีเนื้อหาคล้ายกันมากว่า ผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ คือความเลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และศีลอันเป็นที่รักของพระอริยะ ย่อมก้าวล่วงพ้นภัยแห่งทุคติทั้งปวง และก้าวล่วงพ้นภัยแห่งทุคติและวินิบาตทั้งปวงได้ เป็นการย้ำถึงความปลอดภัยที่พระโสดาบันได้รับจากคุณธรรมทั้งสี่นี้
- หน้า ๔๕๖–๔๕๙ สูตรว่าด้วยการชักชวนมิตรและญาติ กับความไม่หวั่นไหวของศรัทธาพระอริยสาวก พระพุทธเจ้าทรงสอนภิกษุว่า ผู้ใดที่พวกเธอเอ็นดูหรือเห็นว่าควรรับฟัง พึงชักชวนให้ตั้งมั่นในองค์แห่งความเป็นโสดาบัน ๔ ประการ จากนั้นทรงแสดงว่าแม้ธาตุทั้งสี่ (ดิน น้ำ ไฟ ลม) ยังอาจแปรผันได้ แต่ความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยและศีลอันเป็นที่รักของพระอริยะของพระอริยสาวกไม่มีทางแปรผันเลย เป็นการเน้นย้ำถึงความมั่นคงเด็ดขาดของการบรรลุโสดาปัตติผล
- หน้า ๔๕๙–๔๖๒ เทวจาริกาสูตร (๓ สูตร - พระมหาโมคคัลลานะและพระพุทธเจ้าเสด็จเยือนเทวดาชั้นดาวดึงส์) พระมหาโมคคัลลานะทรงแสดงฤทธิ์เหาะไปยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ถึงสองครั้ง เทวดาจำนวนมากมาเฝ้าและกล่าวยืนยันว่าความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยและศีลอันเป็นที่รักของพระอริยะเป็นเหตุให้สัตว์บางพวกไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ ในครั้งที่สามพระพุทธเจ้าเองก็เสด็จไปตรัสเรื่องเดียวกันแก่เหล่าเทวดาโดยตรง ปิดท้ายราชการามวรรคที่สอง
- หน้า ๔๖๓–๔๖๔ มหานามสูตรที่ ๑ (อุปมาหม้อเนยใส/น้ำมันในน้ำ) เจ้ามหานามศากยะทูลถามพระพุทธเจ้าด้วยความกลัวว่า หากตนตายในขณะที่กำลังวุ่นวายอยู่กลางฝูงชนจนขาดสติระลึกถึงพระรัตนตรัย จะไปเกิดที่ใด พระพุทธเจ้าทรงปลอบว่าอย่ากลัวเลย เพราะจิตที่อบรมด้วยศรัทธา ศีล และปัญญามานานแล้วย่อมลอยขึ้นสู่ที่สูง เปรียบดังก้อนหินที่จมลงเมื่อทุบหม้อเนยใสหรือน้ำมันในสระน้ำลึก แต่เนยใสหรือน้ำมันกลับลอยขึ้นสู่ผิวน้ำเสมอ แสดงว่าการตายในสภาพจิตใจอย่างไรไม่สำคัญเท่ากับการสั่งสมคุณธรรมมาตลอดชีวิต
- หน้า ๔๖๕–๔๖๖ มหานามสูตรที่ ๒ (อุปมาต้นไม้โน้มเอียง) เจ้ามหานามศากยะทูลถามคำถามเดิมอีกครั้ง พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม ๔ ประการที่ทำให้พระอริยสาวกน้อมไปสู่นิพพาน โดยทรงเปรียบเทียบด้วยอุปมาอันโด่งดังว่าต้นไม้ที่โน้มเอียงไปทางทิศตะวันออก เมื่อรากถูกตัดขาดย่อมล้มไปในทิศทางที่มันเอนอยู่แล้วเสมอ ฉันใด จิตที่สั่งสมคุณธรรมทั้งสี่มานาน เมื่อสิ้นชีวิตย่อมโน้มไปสู่นิพพานเช่นกัน ฉันนั้น
- หน้า ๔๖๖–๔๗๐ โคธสูตร เจ้ามหานามและเจ้าโคธะศากยะโต้เถียงกันว่าองค์แห่งความเป็นโสดาบันมีสามหรือสี่ประการ ทั้งสองจึงพากันไปทูลถามพระพุทธเจ้า เจ้าโคธะได้แสดงความเลื่อมใสอย่างแรงกล้าเป็นลำดับขั้นว่า แม้จะมีเพียงพระพุทธเจ้าองค์เดียว หรือมีครบทั้งภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา หรือแม้ทั้งโลกก็ตาม ตนก็ยังคงเลื่อมใสไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสรับรองว่าเป็นถ้อยคำที่ดีงามและเป็นกุศลทั้งสิ้น
- หน้า ๔๗๐–๔๗๘ สรกานิสูตร (เรื่องสรกานิศากยะผู้ดื่มสุราแต่ได้รับพยากรณ์เป็นโสดาบัน) เมื่อสรกานิศากยะผู้เคยประพฤติย่อหย่อนในสิกขา (ดื่มสุรา) ถึงแก่กรรม และพระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่าเขาเป็นพระโสดาบัน ชาวศากยะจำนวนมากพากันตำหนิติเตียนด้วยความสงสัย พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่าผู้ใดถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะอย่างจริงใจตลอดชีวิตแล้ว ย่อมไม่มีทางตกไปสู่อบาย ทรงจำแนกบุคคลหลายระดับว่าล้วนพ้นจากอบายได้ทั้งสิ้น และทรงปิดท้ายด้วยอุปมาว่าเมล็ดพืชแม้จะไม่สมบูรณ์ แต่หากปลูกในนาดีที่มีธรรมอันพระองค์ตรัสไว้ดีแล้ว ก็ย่อมงอกงามได้
- หน้า ๔๗๘–๔๘๔ อนาถบิณฑิกสูตร (พระสารีบุตรเยี่ยมไข้) เมื่ออนาถบิณฑิกเศรษฐีป่วยหนัก จึงให้คนไปนิมนต์พระสารีบุตร พระสารีบุตรพร้อมพระอานนท์ไปเยี่ยม และแนะให้ท่านเศรษฐีพิจารณาถึงความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และศีลที่ตนมีอยู่จริงซึ่งไม่เคยขาดเลย เมื่อพิจารณาเช่นนี้ เวทนาจากความเจ็บป่วยของท่านเศรษฐีก็สงบระงับลงโดยพลัน ก่อนจากไปพระสารีบุตรได้กล่าวคาถาอนุโมทนาว่าผู้มีศรัทธาและศีลมั่นคงนั้นชื่อว่าไม่ยากจนเลยแม้จะไม่มีทรัพย์
- หน้า ๔๘๔–๔๘๘ อนาถบิณฑิกสูตร (พระอานนท์เยี่ยมไข้) อนาถบิณฑิกเศรษฐียังคงป่วยหนัก ครั้งนี้นิมนต์พระอานนท์ไปเยี่ยม พระอานนท์แสดงธรรมว่าปุถุชนผู้ไม่มีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยและไม่มีศีล เมื่อเห็นความบกพร่องของตนย่อมเกิดความหวาดหวั่นสะดุ้งกลัวต่อความตาย ส่วนอริยสาวกผู้มีคุณธรรมทั้งสี่นี้ครบถ้วนย่อมไม่มีความกลัวตายเลย ท่านเศรษฐีจึงกราบทูลว่าตนเองมีคุณธรรมครบทุกข้อ พระอานนท์จึงรับรองว่าท่านได้บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว
- หน้า ๔๘๘–๔๙๑ ปัญจเวรภยสูตร (ความกลัวและเวรที่สงบระงับ กับอริยญายที่เห็นแจ้งด้วยปัญญา) พระพุทธเจ้าตรัสว่า เมื่อภัยเวรทั้งห้าอันเกิดจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ และเสพของมึนเมาสงบระงับลงด้วยการงดเว้น พร้อมทั้งมีองค์แห่งความเป็นโสดาบัน ๔ ประการ และเห็นแจ้งด้วยปัญญาซึ่ง "อริยญาย" คือหลักปฏิจจสมุปบาทแล้ว ผู้นั้นย่อมพยากรณ์ตนเองได้ว่าเป็นพระโสดาบัน แสดงให้เห็นว่าความเข้าใจในเหตุปัจจัยของทุกข์เป็นองค์ประกอบสำคัญอีกส่วนหนึ่งของความเป็นโสดาบัน
- หน้า ๔๙๑–๔๙๒ นันทกสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่นันทกะ มหาอำมาตย์ชาวลิจฉวี ถึงธรรม ๔ ประการที่ทำให้เป็นพระโสดาบัน และตรัสว่าผู้มีธรรมเหล่านี้ย่อมประกอบด้วยอายุ วรรณะ สุข ยศ และความเป็นใหญ่ทั้งที่เป็นทิพย์และของมนุษย์ ปิดท้ายด้วยเกร็ดน่ารักที่นันทกะปฏิเสธการอาบน้ำภายนอกเพราะเห็นว่าความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าคือการอาบน้ำชำระภายในที่แท้จริง จบสรกานิวรรคที่สาม
- หน้า ๔๙๓–๔๙๔ ปุญญาภิสันทสูตร (๓ สูตร - ธารแห่งบุญ) พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระสูตรสามบทที่มีโครงสร้างคล้ายกันเรื่อง "ธารแห่งบุญ ธารแห่งกุศล อันเป็นอาหารแห่งความสุข" สี่ประการ โดยสูตรแรกใช้องค์ทั้งสี่แบบมาตรฐาน ส่วนสูตรที่สองแทนที่องค์สุดท้ายด้วยความเป็นผู้มีใจปราศจากความตระหนี่ ยินดีในการให้ทาน และสูตรที่สามแทนที่ด้วยปัญญาที่เห็นความเกิดดับอันเป็นไปเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ แสดงให้เห็นว่าศรัทธา ทาน และปัญญาล้วนเป็นบ่อเกิดแห่งบุญที่หล่อเลี้ยงความสุขได้เช่นเดียวกับศีล
- หน้า ๔๙๔–๔๙๕ เทวปทสูตร (ข้อความขาดตอนที่ท้ายไฟล์) พระพุทธเจ้าทรงแสดง "เทวบท" คือรอยเท้าหรือทางแห่งเทวดา ๔ ประการ อันเป็นเครื่องชำระสัตว์ผู้ยังไม่บริสุทธิ์ให้บริสุทธิ์ ได้แก่ความเลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และศีลอันเป็นที่รักของพระอริยะ ในสูตรที่สองทรงขยายความเพิ่มเติมว่าผู้มีธรรมเหล่านี้ย่อมพิจารณาเห็นว่าตนดำรงชีวิตอยู่อย่างไม่เบียดเบียนสัตว์ใด เนื้อหาส่วนนี้ขาดตอนกลางประโยคที่ท้ายไฟล์ (หน้า ๔๙๕)
- หน้า ๔๙๖–๔๙๗ เทวปทสูตร (ตอนจบ) และสภาคตสูตร ตอนต้นเป็นส่วนท้ายของเทวปทสูตรที่ขาดตอนมาจากหน้าก่อนหน้า กล่าวถึง 'เทวบท' 4 ประการอันเป็นธรรมที่ทำสัตว์ผู้ยังไม่บริสุทธิ์ให้บริสุทธิ์ได้ ต่อด้วยสภาคตสูตรซึ่งแสดงว่าเทวดาผู้เคยประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และศีลอันเป็นที่รักของพระอริยะ เมื่อจุติจากโลกนี้ไปเกิดเป็นเทวดาแล้ว จะยินดีต้อนรับสาวกที่มีธรรมเดียวกันตามมาเกิด แสดงให้เห็นว่าคุณธรรมเดียวกันเป็นเครื่องเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับเทวดาที่มีจิตใจเสมอกัน
- หน้า ๔๙๗–๔๙๘ สคาถกปุญฺญาภิสนฺทวคฺโค - มหานามสูตร เจ้ามหานามศากยะทูลถามพระพุทธเจ้าว่าบุคคลจะชื่อว่าเป็นอุบาสก มีศีลสมบูรณ์ มีศรัทธาสมบูรณ์ มีจาคะสมบูรณ์ และมีปัญญาสมบูรณ์ได้อย่างไร พระองค์ทรงตอบเป็นลำดับว่าต้องถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ งดเว้นจากอกุศลกรรมบถ 5 มีศรัทธาตั้งมั่นในพระปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า มีใจปราศจากความตระหนี่ยินดีในการให้ และมีปัญญาเห็นความเกิดดับนำไปสู่ความสิ้นทุกข์ จบด้วยอุปมาว่าคุณธรรมเหล่านี้ของอริยสาวกไหลรวมกันดุจสายน้ำจากภูเขาไหลลงสู่มหาสมุทรในที่สุด
- หน้า ๔๙๘–๔๙๙ กาฬิโคธาสูตร พระพุทธเจ้าเสด็จไปยังนิเวศน์ของนางกาฬิโคธา ศากิยานี และตรัสแสดงองค์แห่งการเป็นพระโสดาบัน 4 ประการ คือ ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และการมีศีลอันเป็นที่รักของพระอริยะ นางกาฬิโคธากราบทูลยืนยันว่าตนมีธรรมเหล่านี้ครบถ้วนในตนเอง รวมทั้งมีใจปราศจากความตระหนี่ ยินดีสละให้แก่ผู้มีศีลและกัลยาณธรรม พระพุทธเจ้าจึงทรงพยากรณ์รับรองว่านางได้บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าฆราวาสสตรีก็สามารถบรรลุธรรมขั้นสูงได้
- หน้า ๔๙๙–๕๐๒ นันทิยสูตร นันทิยศากยะทูลถามว่า หากอริยสาวกไม่มีองค์แห่งโสดาบันทั้ง 4 เลย จะถือว่าเป็นผู้ประมาทหรือไม่ พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่าผู้ไม่มีธรรมเหล่านี้เลยจัดเป็นปุถุชนนอกพระศาสนา แล้วทรงแสดงความต่างระหว่างอริยสาวกที่ประมาทกับที่ไม่ประมาท คือแม้จะมีศรัทธาความเลื่อมใสและศีลแล้ว หากพอใจเพียงเท่านั้นไม่ขวนขวายเจริญความสงัดต่อไป ก็นับเป็นผู้ประมาท แต่หากขวนขวายปฏิบัติต่อไปทั้งกลางวันกลางคืน ก็นับเป็นผู้ไม่ประมาท แสดงให้เห็นว่าคุณธรรมเบื้องต้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น มิใช่จุดหมายปลายทางที่พึงหยุดพอใจ
- หน้า ๕๐๓–๕๐๗ สคาถกปุญฺญาภิสนฺทวคฺโค ปญฺจโม - ปุญญาภิสันทสูตร (3 นัย) พระสูตรชุดนี้แสดงซ้ำสามครั้งถึง 'ห้วงบุญห้วงกุศล' 4 ประการอันเป็นอาหารของความสุข คือความเลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และองค์ที่สี่ผลัดเปลี่ยนกันเป็นศีล จาคะ หรือปัญญา โดยเน้นว่าบุญของอริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรมเหล่านี้ไม่อาจนับประมาณได้ เปรียบดังน้ำในมหาสมุทรที่ไม่อาจตวงนับเป็นทะนานได้ สื่อถึงหลักธรรมว่าคุณธรรมพื้นฐานเมื่อสั่งสมต่อเนื่องจะเพิ่มพูนอย่างมหาศาลเกินคาดคะเน
- หน้า ๕๐๗–๕๐๙ องค์แห่งความมั่งคั่งและโสดาบัน - นันทิยะ ภัททิยะ มหานามสูตร ช่วงนี้เป็นสูตรสั้นซ้ำรูปแบบเดิม แสดงว่าธรรม 4 ประการทำให้อริยสาวกได้ชื่อว่าเป็นผู้มั่งคั่งมีทรัพย์มากมียศมาก และเป็นพระโสดาบันผู้เที่ยงต่อการตรัสรู้ในเบื้องหน้า ธรรมเดียวกันนี้ถูกแสดงซ้ำแยกทูลถามโดยนันทิยะ ภัททิยะ และมหานามะ ณ กรุงกบิลพัสดุ์ตามลำดับ ปิดท้ายด้วยองค์แห่งการบรรลุโสดาปัตติอีกชุดหนึ่งคือ การคบสัตบุรุษ การฟังสัทธรรม การทำในใจโดยแยบคาย และการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม
- หน้า ๕๑๐ สัปปัญญวรรคที่ 6 - คาถาว่าด้วยผู้ไม่ยากจน เปิดวรรคใหม่ด้วยการแสดงองค์แห่งโสดาบัน 4 ประการอีกครั้ง แล้วปิดท้ายด้วยพระคาถาอันไพเราะว่า ผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่นไม่หวั่นไหวในพระตถาคต มีศีลงดงามเป็นที่สรรเสริญของพระอริยะ มีความเลื่อมใสในพระสงฆ์ และมีความเห็นตรง บัณฑิตทั้งหลายเรียกผู้นั้นว่าเป็นผู้ไม่ยากจน ชีวิตของเขาไม่สูญเปล่า เป็นการเตือนว่าความมั่งคั่งที่แท้จริงวัดกันที่คุณธรรมภายในมิใช่ทรัพย์สินภายนอก
- หน้า ๕๑๐–๕๑๒ เรื่องพระผู้จำพรรษาที่สาวัตถีมารายงานข่าว มีภิกษุรูปหนึ่งจำพรรษาที่สาวัตถีแล้วเดินทางมาถึงกบิลพัสดุ์ ชาวศากยะพากันไปถามข่าวความสุขสบายของพระพุทธเจ้า พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ และหมู่สงฆ์ ภิกษุนั้นเล่าธรรมที่ได้ฟังมาโดยตรงจากพระพุทธเจ้าว่า ภิกษุที่บรรลุความหลุดพ้นสิ้นอาสวะนั้นมีน้อย แต่ที่บรรลุอนาคามีมีมากกว่า ที่บรรลุสกทาคามีมีมากกว่านั้นอีก และที่เป็นโสดาบันมีมากที่สุด แสดงให้เห็นภาพลำดับขั้นการบรรลุธรรมของหมู่สงฆ์ในสมัยพุทธกาล
- หน้า ๕๑๒–๕๑๓ ธรรมทินนสูตร ธรรมทินนอุบาสกพร้อมอุบาสก 500 คนเข้าเฝ้าทูลขอให้พระพุทธเจ้าทรงโอวาทสั่งสอนเพื่อประโยชน์สุขยั่งยืน พระองค์ตรัสสอนให้หมั่นเข้าไปสู่ตรึกตรองพระสูตรอันลึกซึ้งประกอบด้วยความว่างเป็นครั้งคราว ธรรมทินนกราบทูลว่าเป็นเรื่องยากสำหรับคฤหัสถ์ผู้ยังครองเรือนมีบุตรภรรยา ขอธรรมที่เหมาะแก่ผู้ตั้งอยู่ในศีล 5 พระองค์จึงทรงสอนให้ประกอบด้วยความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยและศีลอันเป็นที่รักของพระอริยะแทน แสดงถึงพระปรีชาในการปรับธรรมให้เหมาะกับสภาวะของผู้ฟังแต่ละกลุ่ม
- หน้า ๕๑๓–๕๑๖ มหานามสูตร ว่าด้วยการปลอบโยนอุบาสกผู้ป่วยหนัก เจ้ามหานามะทูลถามว่าควรปลอบโยนอุบาสกผู้ป่วยหนักใกล้ตายอย่างไร พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ปลอบด้วยธรรม 4 ประการคือความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยและศีล จากนั้นทรงแสดงวิธีค่อยๆ ถอนความยึดติดของผู้ป่วยเป็นลำดับ ตั้งแต่ความห่วงใยบิดามารดา บุตรภรรยา กามคุณของมนุษย์ แล้วโน้มจิตขึ้นไปสู่เทวโลกชั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงพรหมโลก และในที่สุดให้ถอนจิตแม้จากพรหมโลกไปสู่ความดับแห่งสักกายะ อันเป็นความหลุดพ้นแท้จริง นับเป็นคำสอนที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับการดูแลจิตใจผู้ป่วยระยะสุดท้าย
- หน้า ๕๑๖–๕๑๙ สัปปัญญวรรค (จบ) และมหาปัญญวรรคที่ 7 ช่วงนี้เป็นรายการธรรมที่แสดงแบบย่อ (เปยยาล) ต่อเนื่องกันว่า การคบสัตบุรุษ ฟังสัทธรรม ทำในใจโดยแยบคาย และปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม เป็นเหตุให้บรรลุผลทั้ง 4 และเป็นเหตุให้ได้ปัญญา เจริญปัญญา ไพบูลย์ด้วยปัญญา ต่อเนื่องไปถึงมหาปัญญวรรคที่แจกแจงคำเรียกปัญญาประเภทต่างๆ ถึง 13 ชื่อ ล้วนเกิดจากเหตุ 4 ประการเดียวกัน เป็นการปิดท้ายโสตาปัตติสังยุตต์ทั้งหมด
- หน้า ๕๒๐–๕๒๑ สัจจสังยุตต์ สมาธิวรรคที่ 1 - เหตุแห่งการรู้เห็นตามจริง เริ่มต้นสัจจสังยุตต์ พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่าภิกษุพึงเจริญสมาธิ เพราะภิกษุผู้มีจิตตั้งมั่นย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง คือรู้ชัดว่านี้ทุกข์ นี้เหตุเกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ทางให้ถึงความดับทุกข์ และทรงสอนให้ภิกษุเข้าไปสู่ที่สงัดเพื่อบำเพ็ญเพียรในการรู้แจ้งอริยสัจ 4 เช่นเดียวกัน
- หน้า ๕๒๑–๕๒๓ กุลบุตรและสมณพราหมณ์ผู้ตรัสรู้อริยสัจ พระสูตรชุดนี้แสดงซ้ำในรูปแบบเดียวกันว่า กุลบุตรผู้ออกบวชโดยชอบไม่ว่าในอดีต อนาคต หรือปัจจุบัน ล้วนบวชเพื่อรู้แจ้งอริยสัจ 4 ตามความเป็นจริง เช่นเดียวกับสมณพราหมณ์ผู้ตรัสรู้ กำลังจะตรัสรู้ หรือได้ตรัสรู้แล้วในกาลทั้งสาม ล้วนหมายถึงการตรัสรู้อริยสัจ 4 นี้เท่านั้น เป็นการเน้นย้ำว่าจุดหมายของการบวชและการตรัสรู้ทุกยุคทุกสมัยล้วนรวมลงที่อริยสัจ 4
- หน้า ๕๒๓–๕๒๗ สมาธิวรรค - ความคิดและถ้อยคำที่ควรและไม่ควรเสพ พระพุทธเจ้าทรงห้ามภิกษุตรึกความคิดอกุศลคือกามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก และความคิดปรัชญาทั้งหลาย เช่น โลกเที่ยงหรือไม่เที่ยง ตถาคตตายแล้วเป็นอย่างไร เพราะความคิดเหล่านี้ไม่นำไปสู่ความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดดับทุกข์ได้ ให้ตรึกถึงอริยสัจ 4 แทน เช่นเดียวกัน ทรงห้ามการพูดจาโต้เถียงแก่งแย่งชิงดีและดิรัจฉานกถา 32 เรื่อง ให้สนทนาเรื่องอริยสัจ 4 แทน เพราะเป็นสิ่งเดียวที่นำไปสู่ความหลุดพ้นและนิพพานได้จริง
- หน้า ๕๒๘–๕๓๒ ธมฺมจกฺกปฺปวตฺตนวคฺโค - ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร พระธรรมเทศนากัณฑ์แรกที่ทรงแสดงแก่ปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เริ่มด้วยการชี้ทางสุดโต่งสองอย่างที่บรรพชิตไม่ควรเสพคือการหมกมุ่นในกามสุขและการทรมานตนเอง แล้วทรงแสดงมัชฌิมาปฏิปทาคืออริยมรรคมีองค์ 8 จากนั้นทรงแสดงอริยสัจ 4 อย่างสมบูรณ์ พร้อมญาณ 3 รอบ 12 อาการ เมื่อทรงแสดงจบ พระอัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นพระองค์แรก เสียงกึกก้องประกาศความสำเร็จแห่งการหมุนธรรมจักรลั่นไปทั่วทุกภพจนถึงพรหมโลก แผ่นดินหวั่นไหว นับเป็นพระสูตรสำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนาว่าด้วยจุดเริ่มต้นของการประกาศธรรม
- หน้า ๕๓๒–๕๓๔ ตถาคตสูตร - ญาณทัสสนะแห่งพระตถาคตทั้งหลาย เป็นการแสดงซ้ำหลักการเดียวกับที่ตรัสถึงพระองค์เองในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แต่ขยายเป็นหลักการทั่วไปสำหรับ 'พระตถาคตทั้งหลาย' ว่าดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา และแสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมที่ไม่เคยได้สดับมาก่อน คือการรู้แจ้งอริยสัจ 4 ครบทั้ง 3 รอบ 12 อาการเช่นเดียวกัน แสดงให้เห็นว่าการตรัสรู้อริยสัจ 4 อย่างสมบูรณ์เป็นเงื่อนไขสากลของความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์
- หน้า ๕๓๔–๕๓๖ อริยสัจผ่านขันธ์และอายตนะ พระสูตรนี้แสดงอริยสัจ 4 ในอีกมุมมองหนึ่ง โดยนิยามทุกขอริยสัจว่าคือเบญจขันธ์ที่เป็นอุปาทานขันธ์ แล้วแสดงซ้ำอีกครั้งโดยนิยามทุกขอริยสัจว่าคืออายตนะภายใน 6 ส่วนสมุทัย นิโรธ และมรรค ยังคงนิยามเหมือนเดิมคือตัณหา ความดับตัณหา และมรรคมีองค์ 8 แสดงให้เห็นว่าอริยสัจสามารถอธิบายผ่านกรอบธรรมะที่ต่างกันได้ แต่แก่นแท้ของทุกข์ไม่พ้นไปจากขันธ์และอายตนะอันเป็นที่ตั้งของการยึดมั่นถือมั่น
- หน้า ๕๓๖–๕๓๙ การทรงจำอริยสัจ และนิยามอวิชชา-วิชชา พระพุทธเจ้าตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่าจำอริยสัจ 4 ที่ทรงแสดงไว้ได้หรือไม่ มีภิกษุรูปหนึ่งกราบทูลตอบได้ถูกต้องครบถ้วน จากนั้นภิกษุรูปนั้นทูลถามความหมายของอวิชชาและวิชชา ได้รับคำตอบว่าอวิชชาคือความไม่รู้ในอริยสัจ 4 ส่วนวิชชาคือความรู้แจ้งในอริยสัจ 4 นั่นเอง เป็นการชี้ให้เห็นว่าอวิชชาและวิชชามิใช่เรื่องนามธรรมลอยๆ แต่ผูกติดโดยตรงกับความรู้หรือไม่รู้อริยสัจ
- หน้า ๕๓๙–๕๔๑ ความไม่มีที่สิ้นสุดแห่งคำอธิบาย และโกฏิคามสูตร ตอนแรกกล่าวว่าอริยสัจ 4 มีคำอธิบาย พยัญชนะ และการแสดงออกได้ไม่มีประมาณ และเป็นของจริงแท้ ไม่คลาดเคลื่อน ไม่เป็นอย่างอื่น ต่อด้วยการเปิดวรรคใหม่คือโกฏิคามสูตร ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสว่าเพราะไม่ตรัสรู้อริยสัจ 4 พระองค์และเหล่าภิกษุจึงต้องท่องเที่ยวเวียนว่ายในสังสารวัฏมายาวนาน พร้อมคาถาว่าเมื่อได้เห็นอริยสัจแล้ว เชือกที่โยงไปสู่ภพถูกถอนขึ้นแล้ว รากแห่งทุกข์ถูกตัดขาดแล้ว ไม่มีภพใหม่อีกต่อไป
- หน้า ๕๔๒–๕๔๔ สมณพราหมณ์แท้ และเหตุแห่งความสิ้นอาสวะ พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าสมณพราหมณ์ใดไม่รู้ชัดอริยสัจ 4 ตามความเป็นจริง ก็ไม่ได้บรรลุประโยชน์แห่งความเป็นสมณะหรือพราหมณ์อย่างแท้จริง ส่วนผู้ที่รู้ชัดย่อมบรรลุได้จริงพร้อมมีคาถาขยายความเรื่องเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ ต่อมาทรงแสดงว่าเพราะตรัสรู้อริยสัจ 4 อย่างแจ่มแจ้ง พระตถาคตจึงได้พระนามว่าอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ปิดท้ายด้วยการย้ำว่าความสิ้นอาสวะทรงประกาศไว้เฉพาะผู้รู้ผู้เห็นเท่านั้น มิใช่ผู้ไม่รู้ไม่เห็น
- หน้า ๕๔๔–๕๔๖ เหตุที่เรียกว่าอริยสัจ และหน้าที่ต่ออริยสัจ 4 พระพุทธเจ้าทรงสอนว่ามิตร อำมาตย์ หรือญาติสายโลหิตที่เราเอ็นดู พึงชักชวนให้ตั้งมั่นในความเข้าใจอริยสัจ 4 จากนั้นทรงอธิบายว่าเหตุที่เรียกธรรมเหล่านี้ว่า 'อริยสัจ' เพราะเป็นของจริงแท้ ไม่คลาดเคลื่อน ไม่เป็นอย่างอื่น และเพราะพระตถาคตผู้เป็นพระอริยะทรงแสดงไว้ ในบรรดาอริยสัจทั้ง 4 นั้น ทุกข์ควรกำหนดรู้ สมุทัยควรละ นิโรธควรทำให้แจ้ง และมรรคควรเจริญ
- หน้า ๕๔๖–๕๔๗ ควัมปติสูตร - เห็นสัจจะหนึ่งย่อมเห็นสัจจะทั้งหมด พระเถระหลายรูปสนทนากันว่า ผู้ใดเห็นทุกข์ ผู้นั้นย่อมเห็นเหตุเกิดทุกข์ ความดับทุกข์ และทางดับทุกข์ด้วยหรือไม่ พระควัมปติเถระตอบยืนยันว่า ผู้ใดเห็นสัจจะข้อใดข้อหนึ่งในสี่ข้อนี้ ย่อมเห็นสัจจะอีกสามข้อที่เหลือด้วยเสมอ เพราะอริยสัจทั้ง 4 เชื่อมโยงเป็นเหตุเป็นผลเป็นเนื้อเดียวกัน แสดงถึงธรรมชาติแบบองค์รวมของการรู้แจ้งอริยสัจ
- หน้า ๕๔๘–๕๔๙ สีสปาปณฺณวคฺโค - อุปมาใบไม้สีสปา พระพุทธเจ้าทรงหยิบใบประดู่ลายเพียงกำมือหนึ่งขึ้นมา แล้วตรัสถามภิกษุว่าใบไม้ในกำมือกับใบไม้ทั้งป่าอย่างไหนมากกว่ากัน เมื่อภิกษุตอบว่าใบไม้ในป่ามากกว่าอย่างเทียบไม่ได้ พระองค์จึงตรัสว่า สิ่งที่พระองค์ทรงรู้แจ้งแต่มิได้ทรงแสดงสอนนั้นมีมากกว่าสิ่งที่ทรงสอนอย่างเทียบไม่ได้เช่นกัน เหตุที่ไม่ทรงแสดงเพราะไม่นำไปสู่ความหลุดพ้น สิ่งที่ทรงแสดงสอนมีเพียงอริยสัจ 4 เท่านั้น เป็นหนึ่งในอุปมาที่โด่งดังที่สุดในพระไตรปิฎก
- หน้า ๕๔๙–๕๕๐ อุปมาใบไม้ตักน้ำ และท่อนไม้ที่ถูกโยนขึ้นฟ้า พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าผู้ใดอ้างว่าจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้โดยไม่ตรัสรู้อริยสัจ 4 ตามจริงก่อน เป็นไปไม่ได้ เปรียบเหมือนผู้พยายามทำภาชนะจากใบไม้ผิดชนิดแล้วหวังจะตักน้ำได้ จากนั้นทรงแสดงอุปมาท่อนไม้ที่ถูกโยนขึ้นไปในอากาศ เมื่อตกลงมาบางครั้งตกด้วยโคน บางครั้งตกด้วยกลาง บางครั้งตกด้วยปลาย ฉันใด สัตว์ทั้งหลายที่ถูกอวิชชาปิดกั้นและถูกตัณหาผูกมัดไว้ ก็ท่องเที่ยวเวียนว่ายจากโลกนี้ไปโลกอื่นบ้าง กลับมาโลกนี้อีกบ้าง อย่างไม่แน่นอน เพราะไม่เห็นอริยสัจ 4 ฉันนั้น
- หน้า ๕๕๐ อุปมาไฟไหม้ผ้าหรือศีรษะ (ตอนต้น - ข้อความขาดตอนท้ายไฟล์) พระพุทธเจ้าตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า หากผ้าหรือศีรษะของตนถูกไฟไหม้ ควรทำอย่างไร ภิกษุทูลตอบว่าพึงมีฉันทะ ความเพียร ความบากบั่น ความขะมักเขม้น ความไม่ท้อถอย พร้อมสติสัมปชัญญะอย่างยิ่งเพื่อดับไฟที่ผ้าหรือศีรษะนั้นโดยเร็วที่สุด ข้อความในส่วนนี้ถูกตัดขาดตอนกลางสูตรเนื่องจากไฟล์ที่อ่านสิ้นสุดลงที่หน้า 550 พอดี
- หน้า ๕๕๑ อุปมาบุรุษถูกประหารด้วยหอกวันละสามร้อยเล่ม พระผู้มีพระภาคตรัสอุปมาว่า แม้บุรุษผู้มีอายุ ๑๐๐ ปีจะถูกแทงด้วยหอกวันละสามครั้งๆ ละร้อยเล่มตลอดชีวิต ก็ยังคุ้มค่าที่จะพากเพียรแทงตลอดอริยสัจ ๔ เพราะทุกข์จากการถูกอาวุธประหารตลอดสังสารวัฏอันไม่มีเบื้องต้นที่รู้ได้นั้นมากยิ่งกว่านั้นมากนัก พระองค์มิได้ตรัสว่าการแทงตลอดอริยสัจต้องแลกด้วยความทุกข์โทมนัส แต่ตรัสว่าเป็นไปพร้อมด้วยความสุขโสมนัสต่างหาก จึงทรงสอนให้ภิกษุทั้งหลายพากเพียรทำความเข้าใจอริยสัจ ๔ ให้แจ่มแจ้ง
- หน้า ๕๕๒–๕๕๓ อุปมาสัตว์ในมหาสมุทรถูกเสียบหลาว และแสงอรุณ-พระจันทร์พระอาทิตย์อุทัย พระพุทธองค์ตรัสอุปมาว่า หากนำไม้ทั้งหมดในชมพูทวีปมาทำเป็นหลาวเสียบสัตว์น้อยใหญ่ในมหาสมุทรจนหมด ก็ยังมีสัตว์เล็กจิ๋วเหลืออีกมากที่เสียบไม่ได้ ฉันใด ผู้ที่หลุดพ้นจากอบายอันใหญ่โตเช่นนี้ได้ก็คือผู้รู้แจ้งอริยสัจ ๔ ฉันนั้น จากนั้นตรัสว่าแสงอรุณเป็นบุพนิมิตแห่งการอุทัยของดวงอาทิตย์ฉันใด สัมมาทิฏฐิก็เป็นบุพนิมิตแห่งการแทงตลอดอริยสัจ ๔ ฉันนั้น และเปรียบการอุบัติของพระตถาคตผู้ทรงแสดงอริยสัจ ๔ ว่าเหมือนดวงจันทร์ดวงอาทิตย์อุทัยขจัดความมืดมิด ให้โลกมีแสงสว่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
- หน้า ๕๕๔–๕๕๗ อุปมาปุยนุ่นปลิวตามลม เสาเหล็ก และเสาหิน: ผู้ไม่รู้กับผู้รู้อริยสัจเมื่อเผชิญปัญหา สมณพราหมณ์ผู้ไม่รู้แจ้งอริยสัจ ๔ ย่อมง่อนแง่นคลอนแคลนเหมือนปุยนุ่นเบาที่ลมพัดไปมา เมื่อถูกถามปัญหาจึงต้องเหลียวมองหน้าผู้อื่นคอยพึ่งพาคำตอบ ส่วนผู้รู้แจ้งอริยสัจ ๔ แล้วย่อมมั่นคงดุจเสาเหล็กหรือเสาหินที่ฝังรากลึก ไม่หวั่นไหวต่อลมพายุจากทิศใด ไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น แม้สมณพราหมณ์ผู้ปรารถนาโต้วาทะจะมาจากทิศใดก็ไม่อาจทำให้ภิกษุผู้รู้แจ้งอริยสัจหวั่นไหวได้ ตอนท้ายเป็นอุทานคาถาสรุปปิดวรรคที่ ๔ ชื่อสีสปาปัณณวรรค
- หน้า ๕๕๘–๕๕๙ เรื่องบุรุษเห็นกองทัพในสระบัว และข้อห้ามคิดเรื่องโลก เริ่มปปาตวรรคที่ ๕ ด้วยเรื่องเล่าบุรุษผู้นั่งครุ่นคิดเรื่องโลกที่ริมสระบัวสุมาคธา แล้วเห็นกองทัพสี่เหล่าเดินลงไปในเหง้าบัวจนคิดว่าตนเป็นบ้า แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเขาเห็นเหตุการณ์จริง คือคราวที่พวกอสุรแพ้สงครามแก่เทวดาแล้วหนีลงไปในเหง้าบัวเพื่อลวงเทวดา จากนั้นทรงสอนไม่ให้ภิกษุครุ่นคิดปัญหาเรื่องโลก เช่น โลกเที่ยงหรือไม่เที่ยง เพราะไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดหรือนิพพาน แต่ให้คิดเรื่องอริยสัจ ๔ แทน เพราะเป็นความคิดที่นำไปสู่นิพพานอย่างแท้จริง
- หน้า ๕๖๐–๕๖๑ อุปมาเหวที่ใหญ่และน่ากลัวยิ่งกว่าเหวจริง ณ ยอดเขาปฏิภาณกูฏ ภิกษุรูปหนึ่งเห็นเหวใหญ่แล้วทูลถามว่ามีเหวอื่นที่ใหญ่และน่ากลัวกว่านี้อีกหรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า สมณพราหมณ์ผู้ไม่รู้แจ้งอริยสัจ ๔ ย่อมยินดีในสังขารที่นำไปสู่ความเกิด แก่ ตาย โศก และคร่ำครวญ จึงชื่อว่าตกลงไปในเหวแห่งชาติชรามรณะซึ่งใหญ่และน่ากลัวยิ่งกว่าเหวทางภูมิศาสตร์ใดๆ ส่วนผู้รู้แจ้งอริยสัจย่อมไม่ยินดีในสังขารเหล่านั้น จึงไม่ตกลงไปในเหวนั้นและหลุดพ้นจากทุกข์ได้
- หน้า ๕๖๒–๕๖๓ อุปมาไฟกองใหญ่ยิ่งกว่านรกมหาปริฬาหะ พระพุทธเจ้าตรัสถึงนรกชื่อมหาปริฬาหะ ที่ผู้อยู่ในนั้นเห็น ได้ยิน หรือรับรู้อะไรก็ล้วนแต่สิ่งที่ไม่น่าปรารถนาไม่น่าพอใจทั้งสิ้น เมื่อภิกษุถามว่ามีความร้อนรุ่มอื่นที่ใหญ่กว่านี้อีกหรือไม่ พระองค์ตรัสว่า ผู้ไม่รู้แจ้งอริยสัจ ๔ ยินดีในสังขารอันนำไปสู่ชาติชรามรณะ ย่อมถูกไฟแห่งชาติชรามรณะและโศกเศร้าเผาลนอยู่เสมอซึ่งร้อนแรงยิ่งกว่านรกใดๆ ส่วนผู้รู้แจ้งอริยสัจย่อมไม่ถูกไฟนั้นแผดเผาและหลุดพ้นจากทุกข์ได้
- หน้า ๕๖๔ อุปมาเรือนยอด: ต้องรู้อริยสัจก่อนจึงทำที่สุดทุกข์ได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ที่กล่าวว่าจะทำที่สุดแห่งทุกข์โดยไม่ต้องแทงตลอดอริยสัจ ๔ ก่อนนั้นเป็นไปไม่ได้ เปรียบเหมือนผู้ที่จะสร้างชั้นบนของเรือนยอดโดยไม่สร้างชั้นล่างก่อน ย่อมเป็นไปไม่ได้เช่นกัน ในทางกลับกัน ผู้ที่แทงตลอดอริยสัจ ๔ แล้วจึงทำที่สุดทุกข์ได้นั้นเป็นไปได้แน่นอน เหมือนสร้างชั้นล่างของเรือนยอดเสร็จแล้วจึงต่อชั้นบนได้
- หน้า ๕๖๕ เจ้าลิจฉวียิงธนูผ่านรูกุญแจ กับอุปมาการแยกปลายขนที่ผ่าเจ็ดส่วน พระอานนท์เห็นเจ้าลิจฉวีหนุ่มยิงลูกศรผ่านรูกุญแจเล็กๆ ได้แม่นยำติดต่อกัน จึงชื่นชมว่าฝึกฝนมาดีแล้ว เมื่อนำมากราบทูล พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า ระหว่างการยิงธนูเช่นนั้นกับการแยกปลายขนทรายที่ผ่าเป็นเจ็ดส่วนให้ตรงปลายกัน อย่างไหนยากกว่ากัน พระอานนท์ทูลว่าการแยกปลายขนยากกว่า พระองค์จึงตรัสว่าการแทงตลอดอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริงนั้นยากยิ่งกว่าการแยกปลายขนที่ผ่าเป็นเจ็ดส่วนเสียอีก แสดงความละเอียดลึกซึ้งของการรู้แจ้งอริยสัจ
- หน้า ๕๖๖–๕๖๗ อุปมาความมืดมิดในช่องว่างระหว่างจักรวาล (โลกันตริกนรก) พระพุทธเจ้าตรัสถึงช่องว่างระหว่างจักรวาลที่มืดมิดสนิทจนแสงของดวงจันทร์ดวงอาทิตย์อันมีฤทธิ์มากส่องไปไม่ถึง เมื่อภิกษุถามว่ามีความมืดอื่นที่ใหญ่กว่านี้หรือไม่ พระองค์ตรัสว่า สมณพราหมณ์ผู้ไม่รู้แจ้งอริยสัจ ๔ ย่อมยินดีในสังขารที่นำไปสู่ชาติชรามรณะ จึงตกลงไปในความมืดแห่งชาติชรามรณะซึ่งมืดมิดยิ่งกว่าโลกันตริกนรก ส่วนผู้รู้แจ้งอริยสัจย่อมไม่ตกลงไปในความมืดนั้นและหลุดพ้นจากทุกข์ได้
- หน้า ๕๖๘ อุปมาเต่าตาบอดกับแอกมีรูเดียวในมหาสมุทร พระพุทธเจ้าตรัสอุปมาอันโด่งดังว่า หากมีแอกไม้รูเดียวลอยอยู่ในมหาสมุทร และมีเต่าตาบอดตัวหนึ่งโผล่หัวขึ้นมาครั้งหนึ่งทุกร้อยปี โอกาสที่คอเต่าจะสอดเข้าไปในรูแอกพอดีนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ แต่พระองค์ตรัสว่าโอกาสที่คนพาลผู้ตกไปในอบายแล้วจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์นั้นยากยิ่งกว่านั้นอีก เพราะในอบายไม่มีการประพฤติธรรม มีแต่การเบียดเบียนกันของสัตว์ที่แข็งแรงกว่าเอาเปรียบสัตว์ที่อ่อนแอกว่า จึงทรงสอนว่าการได้เกิดเป็นมนุษย์ พบพระพุทธเจ้าอุบัติ และได้ฟังธรรมวินัยที่พระองค์ทรงแสดงนั้น ล้วนเป็นสิ่งที่ได้โดยยากอย่างยิ่
- หน้า ๕๖๙–๕๗๑ อุปมาก้อนกรวดเจ็ดก้อนเทียบกับภูเขาสิเนรุ พระพุทธเจ้าตรัสอุปมาว่า หากนำก้อนกรวดขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวเจ็ดก้อนไปวางเทียบกับภูเขาสิเนรุ ก้อนกรวดนั้นย่อมเล็กน้อยจนไม่อาจเทียบส่วนกับภูเขาสิเนรุได้เลย ฉันใด ทุกข์ที่เหลืออยู่ของพระอริยบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ (พระโสดาบัน) ซึ่งจะเวียนว่ายเกิดอีกอย่างมากไม่เกินเจ็ดชาติ ก็เล็กน้อยยิ่งเมื่อเทียบกับกองทุกข์เดิมที่สิ้นไปแล้ว ฉันนั้น แสดงให้เห็นคุณประโยชน์อันใหญ่หลวงของการแทงตลอดอริยสัจ ๔ ตอนท้ายเป็นอุทานคาถาสรุปปิดวรรคที่ ๕ ชื่อปปาตวรรค
- หน้า ๕๗๒–๕๗๗ ชุดอุปมาทุกข์ที่เหลือน้อยนิดของพระโสดาบัน (อภิสมยวรรค) เป็นชุดพระสูตรในอภิสมยวรรคที่ ๖ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงใช้อุปมาซ้ำหลายชุดเพื่อเน้นย้ำหลักการเดียวกันว่า ทุกข์ที่เหลืออยู่ของพระอริยสาวกผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐินั้นน้อยนิดมากเมื่อเทียบกับทุกข์ที่ดับไปแล้ว เช่น ฝุ่นดินปลายเล็บเทียบกับผืนแผ่นดินทั้งหมด น้ำที่ติดปลายใบหญ้าคาเทียบกับน้ำเต็มสระ หยดน้ำสองสามหยดเทียบกับน้ำในแม่น้ำใหญ่ทั้งห้าสายหรือมหาสมุทร และก้อนกรวดเจ็ดก้อนเทียบกับภูเขาหิมพานต์ ทุกอุปมาล้วนสื่อความหมายเดียวกันคือ ผู้บรรลุโสดาปัตติผลแล้วจะไม่มีวันเวียนเกิดเกินเจ็ดชาติ ทุกข์ที่เหลือจึงน้อยจนแทบไ
- หน้า ๕๗๘–๕๘๐ อามกธัญญเปยยาล วรรคที่ ๗ - สัตว์ที่เกิดเป็นมนุษย์และมีปัญญามีน้อย เข้าสู่หมวดอามกธัญญเปยยาล พระพุทธเจ้าทรงหยิบฝุ่นเล็กน้อยไว้ที่ปลายพระนขาแล้วตรัสเปรียบเทียบกับผืนแผ่นดินทั้งหมด เพื่อแสดงว่าสัตว์ที่จุติจากภพต่างๆ แล้วกลับมาเกิดเป็นมนุษย์มีจำนวนน้อยเหมือนฝุ่นปลายเล็บ ส่วนสัตว์ที่ไปเกิดในภพภูมิอื่นมีมากมายเหมือนผืนแผ่นดิน ทรงขยายอุปมาเดียวกันนี้ครอบคลุมถึงผู้เกิดในมัชฌิมชนบท ผู้มีปัญญาจักษุ ผู้งดเว้นสุราเมรัย สัตว์บกเทียบสัตว์น้ำ และผู้กตัญญูต่อมารดาบิดาและเคารพผู้ใหญ่ในตระกูล สาเหตุที่คนดีมีน้อยเช่นนี้ก็เพราะยังไม่เห็นแจ้งอริยสัจ ๔ นั่นเอง
- หน้า ๕๘๑–๕๘๒ อามกธัญญเปยยาล วรรคที่ ๘ - ผู้งดเว้นอกุศลกรรมบถมีน้อย ต่อเนื่องด้วยอุปมาฝุ่นปลายเล็บกับผืนแผ่นดิน พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าสัตว์ที่งดเว้นจากอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ ได้แก่ การฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ทำลายพืชพันธุ์และของเขียวสด บริโภคอาหารในเวลาวิกาล และประดับตกแต่งร่างกายด้วยดอกไม้ของหอมนั้น มีจำนวนน้อยมาก ในขณะที่สัตว์ผู้ไม่งดเว้นมีมากมายเหลือคณานับ ทั้งหมดนี้เป็นผลจากการไม่เห็นแจ้งอริยสัจ ๔
- หน้า ๕๘๓–๕๘๔ อามกธัญญเปยยาล วรรคที่ ๙ - ผู้งดเว้นข้อวัตรสมณะระดับสูงมีน้อย พระพุทธเจ้าทรงแสดงต่อไปว่า สัตว์ที่งดเว้นจากการดูมหรสพฟ้อนรำขับร้อง การใช้ที่นอนสูงใหญ่หรูหรา การรับเงินทอง ข้าวเปลือกดิบ เนื้อดิบ สตรีและเด็กหญิง ทาสหญิงทาสชาย แพะแกะ ไก่สุกร ช้างม้าโคกระบือ อันเป็นข้อปฏิบัติที่ละเอียดประณีตยิ่งขึ้นของสมณะนั้น มีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับสัตว์ผู้ไม่งดเว้น อุปมาฝุ่นปลายเล็บกับแผ่นดินยังคงถูกใช้ย้ำเตือนความหมายเดิมตลอดวรรคนี้
- หน้า ๕๘๕ อามกธัญญเปยยาล วรรคที่ ๑๐ - ผู้งดเว้นการค้าและการฉ้อโกงมีน้อย วรรคสุดท้ายของอามกธัญญเปยยาลแสดงว่า สัตว์ที่งดเว้นจากการรับที่ดินไร่นา การซื้อขาย การรับใช้เป็นทูตหรือผู้สื่อสาร การโกงด้วยตาชั่งหรือเครื่องตวงวัดที่ไม่เที่ยงตรง การรับสินบนและใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกลวง ตลอดจนการตัดมือตัดเท้า ฆ่า จองจำ ปล้นและใช้กำลังข่มขู่ผู้อื่นนั้น มีจำนวนน้อยมาก ส่วนผู้ไม่งดเว้นการกระทำเหล่านี้มีมากมาย เพราะยังไม่เห็นแจ้งอริยสัจ ๔ เช่นเดียวกับวรรคก่อนหน้า
- หน้า ๕๘๖–๕๘๙ สัตว์ที่จุติแล้วไปเกิดในภพดีมีน้อย และการจบลงของสัจจสังยุตต์-มหาวารสังยุตต์ พระพุทธเจ้าทรงแสดงต่อไปว่า สัตว์ที่จุติจากภพหนึ่ง (มนุษย์ เทวดา นรก ดิรัจฉาน หรือเปรตวิสัย) แล้วกลับไปเกิดในภพที่ดีอีกครั้งนั้นมีจำนวนน้อยมาก ในขณะที่ผู้จุติแล้วไปเกิดในอบายภูมิ เช่น นรก ดิรัจฉาน หรือเปรตวิสัยกลับมีมากมายเหลือคณานับ ครอบคลุมความสัมพันธ์ระหว่างภพภูมิทั้งห้าอย่างครบถ้วน ทั้งหมดนี้เป็นเพราะยังไม่เห็นแจ้งอริยสัจ ๔ อันเป็นเหตุแห่งทุกข์ พระสูตรนี้เป็นพระสูตรสุดท้ายของสัจจสังยุตต์ ปิดท้ายด้วยข้อความสำคัญยิ่งว่า "สจฺจสํยุตฺตํ สมตฺตํ ฯ มหาวารสํยุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ฯ" (สัจจสังยุตต์จบแล้ว มหาวา
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐
หน้า ๔๐๑–๔๕๐
หน้า ๔๕๑–๕๐๐
หน้า ๕๐๑–๕๕๐