อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต
บาลีสยามรัฐ · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๒๐ · ๓๘๕ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๘๒ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๓ รูปาทิวรรค: สิ่งที่ครอบงำจิตใจบุรุษและสตรี พระพุทธเจ้าตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ไม่มีรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสอื่นใดที่ครอบงำจิตใจบุรุษได้เท่ารูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสของสตรี และในทางกลับกันก็เช่นเดียวกันสำหรับจิตใจสตรี เป็นการชี้ให้เห็นอำนาจของกามคุณห้าที่มีต่อจิตใจปุถุชนทั้งสองเพศ เป็นบทเปิดของอังคุตตรนิกาย เอกนิบาต ที่ใช้รูปแบบซ้ำไล่เรียงทีละอายตนะ
- หน้า ๓–๕ นีวรณปหานวรรค พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเป็นคู่ๆ ว่าอะไรคือเหตุให้นิวรณ์ทั้งห้า—กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ และวิจิกิจฉา—เกิดขึ้นหรือเจริญยิ่งขึ้น และอะไรคือเหตุให้นิวรณ์เหล่านั้นไม่เกิดขึ้นหรือถูกละไป เช่นการใส่ใจโดยไม่แยบคายในนิมิตที่ไม่งามทำให้กามฉันทะเกิด ในขณะที่การเจริญเมตตาเจโตวิมุตติเป็นเหตุละพยาบาท เป็นหลักปฏิบัติพื้นฐานสำหรับผู้ปฏิบัติกรรมฐานในการสำรวจและจัดการอุปสรรคทางจิตทั้งห้าประการ
- หน้า ๕–๗ จิตตวรรค: จิตที่ไม่ได้อบรมกับจิตที่อบรมแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่มีสิ่งใดเมื่อไม่ได้รับการอบรมแล้วนำไปสู่โทษใหญ่หลวง หรือเมื่ออบรมแล้วนำไปสู่ประโยชน์ใหญ่หลวง เท่ากับจิต ทรงย้ำซ้ำในหลายแง่มุม ทั้งการไม่ปรากฏหรือปรากฏ และการไม่ทำให้มากหรือทำให้มาก ว่าจิตที่ไม่ได้ฝึกนำมาซึ่งความทุกข์ ส่วนจิตที่ฝึกดีแล้วนำมาซึ่งความสุข เป็นการเน้นย้ำความสำคัญของการอบรมจิตในฐานะรากฐานของการปฏิบัติธรรมทั้งปวง
- หน้า ๗–๙ อทันตวรรค ต่อเนื่องจากวรรคก่อน พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าจิตที่ไม่ได้ฝึก ไม่ได้คุ้มครอง ไม่ได้ป้องกัน และไม่ได้สำรวมนำไปสู่โทษใหญ่หลวง ส่วนจิตที่ฝึกแล้ว คุ้มครองแล้ว ป้องกันแล้ว และสำรวมแล้วนำไปสู่ประโยชน์ใหญ่หลวง จบด้วยสูตรสรุปรวมคุณสมบัติทั้งสี่นี้เข้าด้วยกัน เป็นการย้ำว่าการดูแลรักษาจิตอย่างรอบด้านคือกุญแจสำคัญของการพ้นทุกข์
- หน้า ๙–๑๑ ปณิหิตอัจฉวรรค: อุปมาข้าวลีบ สระน้ำใส และจิตประภัสสร วรรคนี้เต็มไปด้วยอุปมาที่ลึกซึ้ง เริ่มจากข้าวลีบที่วางผิดทิศจะไม่ทิ่มมือ แต่ถ้าวางถูกทิศจะทิ่มได้ฉันใด จิตที่ตั้งผิดก็ไม่อาจทำลายอวิชชาบรรลุนิพพานได้ฉันนั้น ตามด้วยเรื่องบุคคลที่มีจิตเศร้าหมองย่อมไปสู่นรก ส่วนจิตผ่องใสย่อมไปสู่สวรรค์ อุปมาสระน้ำขุ่นกับใสที่ทำให้มองเห็นหรือไม่เห็นสิ่งต่างๆ ในน้ำ อุปมาไม้จันทน์ที่ประเสริฐสุดในบรรดาไม้ทั้งปวงเปรียบกับจิตที่อบรมดีแล้ว และปิดท้ายด้วยพุทธพจน์อันโด่งดังว่า จิตนี้ประภัสสร แต่เศร้าหมองเพราะอุปกิเลสที่จรมา ซึ่งเป็นหลักคำสอนสำคัญเรื่องธรรมชาติเดิมแท้ของจิต
- หน้า ๑๑–๑๓ อัจฉราสังฆาฏวรรค วรรคนี้ขยายความเรื่องจิตประภัสสรต่อว่า ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับย่อมไม่รู้ตามความเป็นจริงว่าจิตเศร้าหมองหรือหลุดพ้นแล้ว จึงไม่มีการอบรมจิต ต่างจากอริยสาวกผู้สดับแล้ว จากนั้นทรงสอนว่าแม้ภิกษุจะเจริญเมตตาจิตเพียงชั่วขณะลัดนิ้วมือเดียว ก็นับว่าเป็นผู้ไม่ว่างจากฌาน ทำตามคำสอนของศาสดา ไม่บริโภคของที่แว่นแคว้นถวายอย่างเปล่าประโยชน์ ปิดท้ายด้วยหลักที่ว่าธรรมทั้งปวงไม่ว่ากุศลหรืออกุศลมีใจเป็นประธานเกิดก่อน และความประมาทหรือความเกียจคร้านเป็นเหตุเดียวที่ทำให้อกุศลธรรมเจริญ กุศลธรรมเสื่อม
- หน้า ๑๓–๑๖ วิริยารัมภาทิวรรค: ปัจจัยแห่งความเจริญและเสื่อมของกุศลธรรม ชุดสูตรสั้นๆ ไล่เรียงคุณสมบัติที่เป็นเหตุให้กุศลธรรมเสื่อมหรือเจริญเป็นคู่ตรงข้ามกัน ได้แก่ การปรารภความเพียรกับความเกียจคร้าน ความมักน้อยกับความมักมาก ความไม่สันโดษกับความสันโดษ การมนสิการโดยแยบคายกับไม่แยบคาย และการมีมิตรดีกับมิตรชั่ว แต่ละคู่แสดงในรูปแบบซ้ำเดิมว่าคุณสมบัตินั้นเป็นเหตุเดียวที่ทำให้อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดเกิดขึ้นและกุศลธรรมที่เกิดแล้วเสื่อมไป หรือตรงกันข้าม เป็นคำสอนเรื่องปัจจัยพื้นฐานทางจิตใจที่ผู้ปฏิบัติควรสังเกตในตนเอง
- หน้า ๑๖–๑๘ กัลยาณมิตตาทิวรรค ต่อเนื่องจากวรรคก่อน กล่าวถึงมิตรดีเป็นเหตุให้กุศลธรรมเจริญ การเสพคบและไม่เสพคบธรรมฝ่ายกุศลอกุศล การมนสิการโดยแยบคายหรือไม่แยบคายเป็นเหตุให้โพชฌงค์เกิดขึ้นและเจริญเต็มที่หรือไม่ จากนั้นทรงเปรียบเทียบว่าความเสื่อมแห่งญาติ ทรัพย์ และยศ ล้วนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ความเสื่อมแห่งปัญญาเป็นความเสื่อมที่เลวร้ายที่สุด ทรงสอนให้ภิกษุตั้งใจศึกษาเพื่อความเจริญแห่งปัญญาเป็นสำคัญ
- หน้า ๑๘–๒๑ ปมาทาทิวรรค: ปัจจัยแห่งคุณและโทษอย่างใหญ่หลวง วรรคนี้นำคุณสมบัติชุดเดิม คือความประมาท ความเกียจคร้าน ความมักมาก ความไม่สันโดษ การมนสิการไม่แยบคาย มิตรชั่ว และคุณสมบัติตรงข้าม มากล่าวซ้ำในกรอบใหม่ว่าแต่ละอย่างเป็นเหตุเดียวที่นำไปสู่โทษใหญ่หลวงหรือประโยชน์ใหญ่หลวงโดยตรง ไม่ผูกกับการเกิดหรือเสื่อมของกุศลอกุศลธรรมโดยเฉพาะเจาะจงอีกต่อไป เป็นการย้ำเน้นความสำคัญของคุณธรรมพื้นฐานเหล่านี้ด้วยมุมมองที่กว้างขึ้น
- หน้า ๒๑–๒๓ องค์ภายในและองค์ภายนอกแห่งคุณและโทษ พระพุทธเจ้าทรงจำแนกคุณสมบัติชุดเดิม เช่น ความประมาทหรือไม่ประมาท ความเกียจคร้านหรือความเพียร ออกเป็นสององค์ประกอบ คือ องค์ภายใน (อชฺฌตฺติกํ องฺคํ) ซึ่งหมายถึงคุณสมบัติทางจิตใจของตนเอง กับองค์ภายนอก (พาหิรํ องฺคํ) ซึ่งหมายถึงการมีมิตรดีหรือมิตรชั่วและการเสพคบธรรม โดยแต่ละองค์ล้วนเป็นเหตุเดียวที่นำไปสู่โทษหรือประโยชน์ใหญ่หลวง เป็นการชี้ให้เห็นว่าทั้งปัจจัยภายในตัวบุคคลและปัจจัยแวดล้อมทางสังคมล้วนมีผลต่อการเจริญหรือเสื่อมของธรรม
- หน้า ๒๓–๒๕ เหตุแห่งความเสื่อมและความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม คุณสมบัติชุดเดิมถูกนำมาแสดงอีกครั้งในบริบทที่ใหญ่กว่าตัวบุคคล คือเป็นเหตุแห่งความเลือนหายและอันตรธานของพระสัทธรรม หรือเหตุแห่งความตั้งมั่นไม่เลือนหายของพระสัทธรรม เช่นความประมาทเป็นเหตุให้สัทธรรมเสื่อม ความไม่ประมาทเป็นเหตุให้สัทธรรมดำรงอยู่ เป็นการเชื่อมโยงคุณธรรมส่วนบุคคลเข้ากับความยั่งยืนของพระศาสนาโดยรวม ปิดท้ายวรรคที่สิบของเอกธรรมบาลี
- หน้า ๒๕–๒๘ ภิกษุผู้บ่อนทำลายหรือธำรงพระสัทธรรม พระพุทธเจ้าทรงตำหนิภิกษุที่แสดงสิ่งที่ไม่ใช่ธรรมว่าเป็นธรรม แสดงธรรมว่าไม่ใช่ธรรม แสดงสิ่งที่ไม่ใช่วินัยว่าเป็นวินัย บิดเบือนคำที่ตถาคตตรัสหรือมิได้ตรัส สิ่งที่ตถาคตประพฤติหรือมิได้ประพฤติ และสิ่งที่ทรงบัญญัติหรือมิได้บัญญัติ ว่าเป็นเหตุให้เกิดบาปมากและทำลายพระสัทธรรม ในทางตรงข้ามภิกษุที่แสดงถูกต้องตามจริงย่อมได้บุญมากและช่วยธำรงพระสัทธรรมไว้ ตอนท้ายขยายไปถึงการวินิจฉัยอาบัติผิดหรือถูกประเภท เช่น เบา-หนัก มีส่วนเหลือ-ไม่มีส่วนเหลือ แก้ไขได้-แก้ไขไม่ได้ ว่ามีผลกระทบต่อพระศาสนาในลักษณะเดียวกัน
- หน้า ๒๘–๓๐ เอกปุคคลบาลี: บุคคลผู้เอกอุในโลก เป็นหมวดธรรมใหม่ที่กล่าวถึงบุคคลผู้เดียวซึ่งเมื่ออุบัติขึ้นในโลกย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่คนหมู่มาก คือพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงว่าการปรากฏของพระองค์หาได้ยากยิ่งในโลก เป็นมนุษย์อัศจรรย์ที่ไม่มีผู้เสมอเหมือน การนิพพานของพระองค์ทำให้คนหมู่มากเศร้าโศก และการอุบัติของพระองค์นำมาซึ่งแสงสว่างอันยิ่งใหญ่และการบรรลุมรรคผลต่างๆ ปิดท้ายด้วยการยกย่องพระสารีบุตรว่าเป็นผู้ประกาศธรรมจักรที่พระตถาคตทรงหมุนแล้วให้เป็นไปโดยชอบได้อย่างยอดเยี่ยม
- หน้า ๓๑–๓๔ เอตทัคคบาลี: เอตทัคคะแห่งพระสาวก พระพุทธเจ้าทรงประกาศยกย่องพระสาวกแต่ละองค์ว่าเป็นเลิศกว่าผู้อื่นในคุณสมบัติต่างๆ แบ่งเป็นหมวดภิกษุ เช่น พระอัญญาโกณฑัญญะเลิศด้านรัตตัญญู พระสารีบุตรด้านปัญญามาก พระโมคคัลลานะด้านฤทธิ์ พระอานนท์ด้านพหูสูตและอุปัฏฐาก หมวดภิกษุณี เช่น พระมหาปชาบดีโคตมี พระเขมา พระอุบลวรรณา หมวดอุบาสก เช่น อนาถบิณฑิกเศรษฐี และหมวดอุบาสิกา เช่น นางวิสาขา เป็นทำเนียบเกียรติคุณของพุทธบริษัทสี่ที่แสดงถึงความหลากหลายของความสามารถและคุณธรรมในหมู่พุทธสาวก
- หน้า ๓๔–๓๖ อัฏฐานบาลี ตอนที่ ๑: สิ่งที่เป็นไปไม่ได้สำหรับผู้มีสัมมาทิฏฐิ พระพุทธเจ้าทรงแสดงกฎธรรมชาติว่าเป็นไปไม่ได้ที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ คือพระโสดาบันขึ้นไป จะเห็นสังขารใดว่าเที่ยง เป็นสุข หรือเป็นตัวตน ในขณะที่ปุถุชนยังมีโอกาสเห็นผิดเช่นนั้นได้ นอกจากนี้ยังเป็นไปไม่ได้ที่ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิจะฆ่ามารดา บิดา หรือพระอรหันต์ ทำร้ายพระตถาคตจนห้อพระโลหิต ทำสังฆเภท หรือยกย่องศาสดาอื่น และเป็นไปไม่ได้ที่จะมีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าสององค์อุบัติพร้อมกันในโลกธาตุเดียว
- หน้า ๓๖–๓๙ อัฏฐานบาลี ตอนที่ ๒: สตรีกับตำแหน่งสูงสุด และกฎแห่งกรรม ต่อเนื่องจากตอนก่อน ทรงแสดงว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะมีพระเจ้าจักรพรรดิสององค์อุบัติพร้อมกันในโลกธาตุเดียวเช่นกัน และเป็นไปไม่ได้ที่สตรีจะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระเจ้าจักรพรรดิ ท้าวสักกะ มาร หรือพระพรหม ซึ่งตำแหน่งเหล่านี้เป็นของบุรุษเท่านั้น จากนั้นทรงแสดงกฎแห่งกรรมว่าเป็นไปไม่ได้ที่กายทุจริต วจีทุจริต หรือมโนทุจริตจะให้ผลเป็นที่น่าปรารถนา และเป็นไปไม่ได้ที่สุจริตทั้งสามจะให้ผลไม่น่าปรารถนา รวมถึงผู้ประกอบทุจริตย่อมไปสู่อบาย ส่วนผู้ประกอบสุจริตย่อมไปสู่สุคติอย่างแน่นอน
- หน้า ๓๙–๔๐ อปราเอกธัมมาทิปาลี: อนุสสติสิบเป็นเหตุแห่งนิพพาน เริ่มหมวดธรรมเอกธรรมชุดใหม่ พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าธรรมอย่างหนึ่งเมื่อบุคคลเจริญทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายโดยส่วนเดียว เพื่อคลายกำหนัด ดับ สงบ รู้ยิ่ง ตรัสรู้ และนิพพาน ได้แก่การเจริญอนุสสติสิบประการ คือ พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ สีลานุสสติ จาคานุสสติ เทวตานุสสติ อานาปานสติ มรณสติ กายคตาสติ และอุปสมานุสสติ เป็นการแนะนำกรรมฐานหมวดอนุสสติในฐานะแนวทางสู่การหลุดพ้น
- หน้า ๔๐–๔๓ มิจฉาทิฏฐิและสัมมาทิฏฐิ: อุปมาเมล็ดพืชขมและหวาน ทรงสอนว่าไม่มีธรรมใดเป็นเหตุเดียวที่ทำให้อกุศลธรรมเจริญยิ่งหรือกุศลธรรมเสื่อมได้เท่ามิจฉาทิฏฐิ และไม่มีธรรมใดเป็นเหตุตรงข้ามได้เท่าสัมมาทิฏฐิ รวมถึงเป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่อบายหรือสุคติตามลำดับ จากนั้นทรงเปรียบเทียบว่าบุคคลมิจฉาทิฏฐิ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เจตนา ความปรารถนาทุกอย่างล้วนนำไปสู่สิ่งที่ไม่น่าปรารถนา เหมือนเมล็ดสะเดาหรือน้ำเต้าขมที่แม้ปลูกในดินดีก็ให้ผลขมเสมอ ตรงข้ามกับบุคคลสัมมาทิฏฐิที่ทุกสิ่งนำไปสู่ผลที่น่าปรารถนา เหมือนเมล็ดอ้อยหรือข้าวสาลีที่ให้ผลหวานเสมอ
- หน้า ๔๔–๔๖ บุคคลผู้นำหมู่ชนหลงผิดหรือถูกทาง และธรรมที่กล่าวดีหรือกล่าวชั่ว ทรงแสดงว่าบุคคลผู้มีมิจฉาทิฏฐิเพียงคนเดียวสามารถนำคนหมู่มากออกจากสัทธรรมไปสู่อสัทธรรมได้ ตรงข้ามกับบุคคลสัมมาทิฏฐิที่นำคนกลับสู่สัทธรรม และตรัสว่าไม่มีโทษใดใหญ่กว่ามิจฉาทิฏฐิ ทรงยกตัวอย่างมักขลิโคสาลว่าเป็นโมฆบุรุษที่เกิดมาเพื่อความพินาศของสัตว์จำนวนมาก เปรียบเหมือนแหที่ดักปากแม่น้ำทำร้ายปลา จากนั้นทรงแสดงว่าในธรรมวินัยที่กล่าวไว้ไม่ดี ผู้ชักชวนและผู้ถูกชักชวนล้วนได้บาป ผู้ให้ต้องประมาณตนเอง และผู้ปรารภความเพียรกลับอยู่เป็นทุกข์ ส่วนในธรรมวินัยที่กล่าวไว้ดีแล้วผลจะตรงกันข้าม และแม้ภวะเพียงเล็กน้
- หน้า ๔๖–๔๘ อุปมาความหายากของโอกาสอันประเสริฐ ทรงเปรียบเทียบว่าพื้นที่น่ารื่นรมย์อย่างสวนหรือป่าในชมพูทวีปมีน้อย ส่วนพื้นที่ขรุขระเป็นหุบเหวมีมากกว่าฉันใด สัตว์ที่เกิดบนบกก็มีน้อยกว่าสัตว์ในน้ำ สัตว์ที่เกิดเป็นมนุษย์มีน้อยกว่าสัตว์นอกมนุษย์ ผู้เกิดในมัชฌิมชนบทมีน้อยกว่าผู้เกิดในปัจจันตชนบท ผู้มีปัญญามีน้อยกว่าผู้โง่เขลา และผู้ที่ได้เห็นพระตถาคต ได้ฟังธรรม ทรงจำธรรม พิจารณาอรรถ ปฏิบัติตามธรรม เกิดความสังเวช และได้บรรลุสมาธิหรือลิ้มรสแห่งอรรถ ธรรม และวิมุตติ ล้วนมีจำนวนน้อยยิ่งกว่าผู้ที่ไม่ได้เช่นนั้น เป็นการเตือนให้เห็นคุณค่าของโอกาสที่หายาก
- หน้า ๔๘–๕๐ ความหายากของการเกิดในสุคติเทียบกับทุคติ ทรงใช้อุปมาเดียวกันกับวรรคก่อน คือพื้นที่รื่นรมย์น้อยกว่าพื้นที่ขรุขระ มาแสดงว่าสัตว์ที่จุติจากมนุษย์แล้วกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกมีจำนวนน้อย เมื่อเทียบกับผู้ที่ไปเกิดในนรก กำเนิดสัตว์เดรัจฉาน หรือเปตวิสัยซึ่งมีมากกว่า และเช่นเดียวกันสำหรับการจุติจากเทวดา จากนรก จากกำเนิดสัตว์เดรัจฉาน และจากเปตวิสัย ไล่เรียงครบทุกคู่การเวียนว่ายตายเกิด เป็นการเน้นย้ำว่าการเกิดในสุคติ โดยเฉพาะการได้เกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดาอีกครั้ง เป็นเรื่องหายากยิ่งเมื่อเทียบกับการตกไปสู่ทุคติ
- หน้า ๕๐–๕๒ ปสาทกรธรรมและการเจริญฌานแม้เพียงชั่วขณะ เริ่มหมวดปสาทกรธรรมาทิปาลี ว่าลาภอันยิ่งใหญ่คือการอยู่ป่า เที่ยวบิณฑบาต ใช้ผ้าบังสุกุล ทรงไตรจีวร เป็นพหูสูต เป็นธรรมกถึกและวินัยธร มีความมักน้อยและมีอาพาธน้อย จากนั้นทรงสอนซ้ำในรูปแบบเดียวกันว่า แม้ภิกษุจะเจริญฌานที่หนึ่งถึงสี่ พรหมวิหารสี่ สติปัฏฐานสี่ สัมมัปปธานสี่ อิทธิบาทสี่ อินทรีย์ห้า พละห้า โพชฌงค์เจ็ด และมรรคมีองค์แปด แม้เพียงชั่วขณะลัดนิ้วมือเดียว ก็นับว่าเป็นผู้ไม่ว่างจากฌาน สมควรแก่ก้อนข้าวที่ชาวบ้านถวาย
- หน้า ๕๒–๕๕ รายการอารมณ์กรรมฐานและกายคตาสติดุจมหาสมุทร ส่วนนี้ไล่เรียงอารมณ์กรรมฐานจำนวนมากในรูปแบบซ้ำเดิม คือเจริญแม้เพียงชั่วขณะลัดนิ้วมือ ได้แก่การพิจารณารูปภายในภายนอกแบบต่างๆ อรูปฌานทั้งสี่ กสิณสิบ อสุภสัญญา มรณสัญญา อาหาเรปฏิกูลสัญญา อนิจจสัญญา ทุกขสัญญา อนัตตสัญญา และการเจริญอนุสสติสิบร่วมกับฌานและพรหมวิหาร ปิดท้ายด้วยอุปมาว่าผู้ใดมีกายคตาสติอันเจริญแล้วทำให้มากแล้ว กุศลธรรมทั้งปวงที่เป็นไปในส่วนวิชชาย่อมหยั่งลงในกายคตาสตินั้น เหมือนแม่น้ำน้อยใหญ่ทั้งหลายที่ไหลลงสู่มหาสมุทร และปิดท้ายด้วยว่าธรรมอย่างหนึ่งที่เจริญแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความสังเวชแ
- หน้า ๕๖–๖๐ อานิสงส์กายคตาสติและอมตวรรค (จบเอกนิบาต) ต่อเนื่องจากตอนก่อนหน้า เป็นการแสดงอานิสงส์ของการเจริญกายคตาสติ (สติระลึกทั่วกาย) ว่านำไปสู่ความสังเวช ปัญญา วิมุตติ และผลแห่งมรรคทั้งสี่ ตลอดจนคุณสมบัติปัญญาต่างๆ จากนั้นเป็นชุดพระสูตรสั้นซ้ำรูปแบบว่า ผู้ไม่เจริญกายคตาสติชื่อว่าไม่ได้บริโภคอมตธรรม ในหลายแง่มุม (ไม่บริโภค เสื่อม พลาด ประมาท หลงลืม ไม่เสพ ไม่เจริญ ไม่รู้ยิ่ง ไม่กำหนดรู้ ไม่ทำให้แจ้ง) เพื่อเน้นย้ำว่ากายคตาสติเป็นหนทางสู่อมตะ (นิพพาน) จบลงด้วยการสิ้นสุดเอกนิบาต (หมวดหนึ่ง) ของอังคุตตรนิกาย
- หน้า ๖๑–๖๓ เทฺววัชชสูตร: โทษที่เห็นในปัจจุบันและโทษในภพหน้า เริ่มต้นทุกนิบาต (หมวดสอง) พระพุทธเจ้าทรงแสดงโทษสองอย่างคือ ทิฏฐธัมมิกวัชชะ (โทษที่เห็นได้ในชาตินี้) และสัมปรายิกวัชชะ (โทษในภพหน้า) โดยยกภาพการลงโทษโจรด้วยวิธีต่างๆ ของพระราชาอย่างละเอียดสยดสยอง เพื่อชี้ว่าคนกลัวโทษทางกฎหมายจึงไม่ทำชั่ว ส่วนโทษในภพหน้าคือผลกรรมชั่วที่นำไปสู่อบาย ทรงสอนให้ภิกษุกลัวต่อวัชชะทั้งสองประการเพื่อพ้นจากโทษทั้งปวง
- หน้า ๖๓ ปธานสูตร: ความเพียรที่ทำได้ยาก พระพุทธเจ้าทรงแสดงความเพียรสองอย่างที่ทำได้ยากในโลก คือ ความเพียรของคฤหัสถ์ในการแสวงหาปัจจัยสี่เลี้ยงชีพ และความเพียรของบรรพชิตในการสละอุปธิ (กิเลสและสิ่งยึดถือ) ทั้งปวง โดยทรงชี้ว่าความเพียรเพื่อสละอุปธิทั้งปวงเป็นเลิศกว่า
- หน้า ๖๓–๖๔ ตปนียธรรมและอตปนียธรรม แสดงธรรมสองคู่ตรงข้ามกัน คือ ธรรมที่ทำให้เดือดร้อนใจภายหลัง (ตปนียธรรม) ได้แก่การได้ทำทุจริตทางกาย วาจา ใจ และไม่ได้ทำสุจริต และธรรมที่ไม่ทำให้เดือดร้อนใจ (อตปนียธรรม) คือตรงกันข้าม สอนให้เห็นว่าการกระทำของตนในปัจจุบันเป็นเหตุแห่งความเดือดร้อนหรือสบายใจในภายหลัง
- หน้า ๖๔–๖๕ อัปปฏิวาณสูตร: ความเพียรไม่ท้อถอย พระพุทธเจ้าตรัสเล่าถึงธรรมสองอย่างที่ทรงค้นพบด้วยพระองค์เอง คือความไม่สันโดษในกุศลธรรมและความไม่ท้อถอยในความเพียร ทรงยกคำอธิษฐานอันเป็นที่รู้จักว่า แม้เนื้อและเลือดจะเหือดแห้งไปเหลือแต่หนังเอ็นกระดูก ก็จะไม่ละความเพียรจนกว่าจะบรรลุสิ่งที่พึงบรรลุด้วยเรี่ยวแรงบุรุษ ซึ่งเป็นที่มาแห่งการตรัสรู้ของพระองค์ และทรงสอนให้ภิกษุตั้งความเพียรเช่นเดียวกัน
- หน้า ๖๕ อัสสาทานุปัสสีและนิพพิทานุปัสสี แสดงธรรมสองอย่างคือ การพิจารณาเห็นความน่ายินดีในธรรมอันเป็นเครื่องผูก (สัญโญชนิยธรรม) ซึ่งทำให้ไม่ละราคะโทสะโมหะและไม่พ้นทุกข์ กับการพิจารณาเห็นความเบื่อหน่ายในธรรมนั้น ซึ่งทำให้ละกิเลสได้และพ้นจากทุกข์ทั้งปวง
- หน้า ๖๕–๖๖ ธรรมดำ ธรรมขาว และหิริโอตตัปปะค้ำจุนโลก แสดงธรรมฝ่ายดำ (กัณหธรรม) คือความไม่ละอายและไม่เกรงกลัวต่อบาป (อหิริกะ อโนตตัปปะ) และธรรมฝ่ายขาว (สุกกธรรม) คือหิริและโอตตัปปะ จากนั้นทรงชี้ว่าหิริโอตตัปปะนี้เองเป็นธรรมค้ำจุนโลกไว้ มิให้ความสัมพันธ์ในสังคม เช่น มารดา ป้า น้า ภรรยาครู ปะปนสับสนดุจสัตว์เดรัจฉาน
- หน้า ๖๖ วัสสูปนายิกา: วันเข้าพรรษาสองแบบ ทรงแสดงวันเข้าจำพรรษาสองแบบคือ ปุริมิกา (เข้าพรรษาต้น) และปัจฉิมิกา (เข้าพรรษาหลัง) เป็นการปิดท้ายกัมมกรณวรรคที่หนึ่งแห่งทุกนิบาต
- หน้า ๖๖–๖๙ พลสูตร: ปฏิสังขานพละและภาวนาพละ ทรงแสดงกำลังสองอย่างซ้ำในบริบทต่างกันสามครั้ง คือ ปฏิสังขานพละ (กำลังแห่งการพิจารณาเห็นโทษของทุจริตแล้วละเสีย) และภาวนาพละ ซึ่งอธิบายทั้งในแง่โพชฌงค์เจ็ดและฌานสี่ว่าเป็นกำลังของพระเสขะที่ใช้ละราคะโทสะโมหะ ปิดท้ายด้วยการแสดงว่าพระตถาคตทรงแสดงธรรมสองแบบคือโดยย่อและโดยพิสดาร
- หน้า ๖๙–๗๑ การพิจารณาตนของภิกษุผู้ต้องอาบัติและผู้กล่าวโทษ ทรงสอนว่าในกรณีโต้แย้ง (อธิกรณ์) ใด หากทั้งภิกษุผู้ต้องอาบัติและผู้กล่าวโทษต่างไม่พิจารณาตนเองให้ดี กรณีนั้นจะยืดเยื้อรุนแรงและสงฆ์อยู่ไม่ผาสุก แต่หากทั้งสองฝ่ายพิจารณาตนเองด้วยดี กรณีนั้นจะสงบเร็ว ทรงอธิบายรายละเอียดวิธีที่ภิกษุแต่ละฝ่ายควรพิจารณาใจตนเพื่อไม่ให้เกิดความอาฆาตต่อกัน
- หน้า ๗๑–๗๒ บทสนทนากับพราหมณ์: เหตุแห่งทุคติและสุคติ พราหมณ์ผู้หนึ่งทูลถามเหตุที่สัตว์บางพวกไปเกิดในอบายและบางพวกไปเกิดในสุคติ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าเป็นเพราะการประพฤติผิดธรรมผิดครรลอง (อธรรมจริยาวิสมจริยา) และการประพฤติถูกธรรมถูกครรลอง (ธรรมจริยาสมจริยา) ตามลำดับ พราหมณ์เลื่อมใสประกาศตนเป็นอุบาสก
- หน้า ๗๒–๗๓ ชาณุสโสณีพราหมณ์: กตัตตาและอกตัตตา พราหมณ์ชาณุสโสณีทูลถามคำถามเดียวกันเรื่องเหตุแห่งทุคติสุคติ พระพุทธเจ้าตรัสตอบด้วยคำย่อว่าเพราะกตัตตาและอกตัตตา (ได้ทำและไม่ได้ทำ) เมื่อพราหมณ์ไม่เข้าใจ จึงทรงขยายความว่าหมายถึงการได้ทำทุจริตหรือสุจริตทางกาย วาจา ใจ นั่นเอง พราหมณ์เลื่อมใสประกาศตนเป็นอุบาสก
- หน้า ๗๓–๗๔ พระอานนท์: สิ่งที่ไม่ควรทำและควรทำโดยส่วนเดียว พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่าทรงกล่าวโดยส่วนเดียวว่าทุจริตทางกาย วาจา ใจ เป็นสิ่งไม่ควรทำ และสุจริตทางกาย วาจา ใจ เป็นสิ่งควรทำ เมื่อพระอานนท์ทูลถามโทษและอานิสงส์ จึงทรงอธิบายว่าการทำทุจริตนำมาซึ่งการติเตียนตนเอง วิญญูชนตำหนิ เสียชื่อเสียง และตายไปเกิดในอบาย ส่วนสุจริตให้ผลตรงข้าม
- หน้า ๗๔–๗๕ ละอกุศลเจริญกุศล เพราะเป็นไปได้และเป็นประโยชน์ ทรงสอนว่าที่ตรัสให้ละอกุศลและเจริญกุศลนั้น เพราะการละอกุศลและการเจริญกุศลเป็นสิ่งที่ทำได้จริง และเมื่อทำแล้วย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์สุข มิใช่เพื่อความทุกข์ ทรงยืนยันเหตุผลเชิงปฏิบัติของคำสอนนี้ด้วยตรรกะง่ายๆ ที่ทรงย้ำซ้ำสองครั้ง
- หน้า ๗๕ ธรรมที่ทำให้พระสัทธรรมเลือนหายหรือดำรงอยู่ ทรงแสดงธรรมสองอย่างที่ทำให้พระสัทธรรมเสื่อมสูญคือ การตั้งบทพยัญชนะไว้ผิดและการนำความหมายไปผิด และธรรมที่ทำให้พระสัทธรรมดำรงอยู่คือการตั้งบทพยัญชนะไว้ถูกและนำความหมายไปถูก ชี้ให้เห็นความสำคัญของการรักษาคำสอนให้ถูกต้องแม่นยำ ปิดท้ายอธิกรณวรรคที่สอง
- หน้า ๗๕–๗๖ คนพาลและบัณฑิตในเรื่องการเห็นโทษ แสดงลักษณะคนพาลสองประเภทคือ ผู้ไม่เห็นความผิดว่าเป็นความผิด และผู้ไม่ยอมรับคำขอโทษของผู้อื่นตามธรรม ส่วนบัณฑิตคือผู้ที่เห็นความผิดว่าเป็นความผิดและยอมรับคำขอโทษตามธรรม เป็นหลักการอยู่ร่วมกันในหมู่สงฆ์
- หน้า ๗๖–๗๗ การกล่าวตู่พระตถาคต ทรงแสดงลักษณะการกล่าวตู่ (ใส่ความ) พระตถาคตในสามแง่มุม คือ กล่าวด้วยความโกรธหรือด้วยศรัทธาที่ยึดถือผิด, กล่าวคำที่ไม่ได้ตรัสว่าตรัสหรือคำที่ตรัสว่าไม่ได้ตรัส, และกล่าวสูตรที่มีเนื้อความต้องตีความ (เนยยัตถะ) ว่าเป็นสูตรที่มีเนื้อความชัดแจ้งแล้ว (นีตัตถะ) หรือกลับกัน ซึ่งล้วนเป็นการบิดเบือนคำสอนของพระองค์
- หน้า ๗๗ คติของผู้ปกปิด/เปิดเผยกรรม และเหตุที่อยู่ป่า ทรงแสดงว่าผู้มีการกระทำปกปิด มีมิจฉาทิฏฐิ หรือทุศีล ย่อมมีคติเป็นนรกหรือกำเนิดสัตว์เดรัจฉาน ส่วนผู้เปิดเผย มีสัมมาทิฏฐิ มีศีล ย่อมมีคติเป็นเทวดาหรือมนุษย์ และทรงแสดงเหตุผลสองประการที่ทรงประทับอยู่เสนาสนะป่าคือ เพื่อความสุขในปัจจุบันของพระองค์เองและเพื่ออนุเคราะห์ชนรุ่นหลัง
- หน้า ๗๗–๗๘ สมถะวิปัสสนา: ธรรมฝ่ายวิชชา ทรงแสดงธรรมสองอย่างที่เป็นไปในฝ่ายวิชชาคือ สมถะและวิปัสสนา โดยสมถะเมื่อเจริญแล้วทำให้จิตเจริญและละราคะได้ ส่วนวิปัสสนาเมื่อเจริญแล้วทำให้ปัญญาเจริญและละอวิชชาได้ สรุปว่าเจโตวิมุตติเกิดจากคลายราคะ ปัญญาวิมุตติเกิดจากคลายอวิชชา ปิดท้ายพาลวรรคที่สาม
- หน้า ๗๘ อสัปปุริสภูมิและสัปปุริสภูมิ ทรงแสดงภูมิของอสัตบุรุษคือความเป็นผู้ไม่รู้คุณไม่ตอบแทนคุณ (อกตัญญูอกตเวที) และภูมิของสัตบุรุษคือความกตัญญูกตเวที โดยตรัสว่าความกตัญญูกตเวทีเป็นธรรมที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญและเป็นรากฐานของความดีงาม
- หน้า ๗๘–๗๙ บุคคลสองที่ตอบแทนคุณได้ยาก: มารดาบิดา ทรงตรัสว่ามารดาและบิดาเป็นบุคคลที่ตอบแทนพระคุณได้ยากที่สุด แม้จะแบกท่านไว้บนบ่าปรนนิบัติตลอดร้อยปีก็ยังไม่ชื่อว่าตอบแทนคุณได้หมด เพราะท่านมีอุปการะคุณใหญ่หลวงในการเลี้ยงดูและแสดงโลกนี้แก่บุตร แต่ผู้ใดชักนำมารดาบิดาผู้ไม่มีศรัทธาให้มีศรัทธา ผู้ทุศีลให้มีศีล ผู้ตระหนี่ให้เสียสละ ผู้มีปัญญาน้อยให้มีปัญญา จึงจะชื่อว่าตอบแทนคุณท่านได้แท้จริง
- หน้า ๗๙–๘๐ กิริยวาทะและอกิริยวาทะ พราหมณ์ทูลถามว่าพระโคดมมีวาทะอย่างไร พระพุทธเจ้าตรัสว่าทรงเป็นทั้งกิริยวาทีและอกิริยวาที คือ ทรงกล่าวไม่ให้กระทำ (อกิริยะ) ทุจริตทางกาย วาจา ใจ และทรงกล่าวให้กระทำ (กิริยะ) สุจริตทางกาย วาจา ใจ พราหมณ์เลื่อมใสประกาศตนเป็นอุบาสก
- หน้า ๘๐ อนาถบิณฑิกเศรษฐีทูลถามเรื่องทักขิไณยบุคคล อนาถบิณฑิกเศรษฐีทูลถามว่ามีทักขิไณยบุคคล (ผู้ควรรับทาน) กี่ประเภทและควรถวายทานที่ใด พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่ามีสองประเภทคือ พระเสขะและพระอเสขะ พร้อมตรัสคาถาสรุปว่าท่านเหล่านี้เป็นเนื้อนาบุญอันประเสริฐของผู้บูชา
- หน้า ๘๐–๘๓ พระสารีบุตรแสดงบุคคลผู้มีสังโยชน์ภายในและภายนอก พระสารีบุตรแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายว่า บุคคลผู้มีสังโยชน์ภายใน (มีศีลแต่ยังมีกามฉันทะเหนี่ยวรั้ง) ตายแล้วไปเกิดเป็นเทวดาแล้วจะกลับมาสู่โลกนี้อีก (สกทาคามี) ส่วนบุคคลผู้มีสังโยชน์ภายนอก (บรรลุเจโตวิมุตติแล้วปฏิบัติเพื่อความหน่ายคลายกำหนัดในกามและภพ) จะไม่กลับมาอีก (อนาคามี) เทวดาหมู่หนึ่งมาสรรเสริญพระธรรมเทศนานี้ต่อพระพุทธเจ้า พระองค์จึงเสด็จไปหาพระสารีบุตรและตรัสสอนให้มีอินทรีย์สงบระงับดังเทวดาเหล่านั้น
- หน้า ๘๔–๘๕ พระมหากัจจานะ: เหตุแห่งการวิวาทของวรรณะต่างๆ พราหมณ์อารามทัณฑะทูลถามพระมหากัจจานะว่าเหตุใดกษัตริย์ พราหมณ์ คหบดี จึงวิวาทกันเอง ท่านตอบว่าเพราะความยึดติดผูกพันในกามราคะ ส่วนสมณะวิวาทกันเพราะความยึดติดในทิฏฐิ และมีเพียงพระผู้มีพระภาคเท่านั้นที่ทรงก้าวล่วงทั้งกามราคะและทิฏฐิราคะได้ พราหมณ์เลื่อมใสประกาศตนเป็นอุบาสก
- หน้า ๘๖–๘๗ พระมหากัจจานะ: นิยามความเป็นเถระที่แท้จริง พราหมณ์กัณฑรายนะตำหนิพระมหากัจจานะที่ไม่แสดงความเคารพต่อพราหมณ์ผู้แก่ชรา ท่านจึงอธิบายว่าพระพุทธเจ้าทรงแสดงภูมิของผู้แก่และผู้หนุ่มไว้ว่า แม้อายุมากแต่ยังหมกมุ่นในกามก็ยังเป็นคนพาล ไม่ควรเรียกว่าเถระ ส่วนผู้หนุ่มที่ไม่หมกมุ่นในกามจึงควรเรียกว่าเถระที่แท้จริง พราหมณ์เลื่อมใสจนก้มกราบภิกษุหนุ่ม
- หน้า ๘๗–๘๘ อุปมาโจรกับพระราชา: ภิกษุชั่วกับภิกษุดี ทรงเปรียบเทียบว่า เมื่อใดโจรมีกำลังมากกว่าพระราชา บ้านเมืองย่อมไม่ผาสุก ฉันใด เมื่อภิกษุเลวมีกำลังมากกว่าภิกษุผู้มีศีลดี ภิกษุดีก็ต้องนิ่งเงียบหลบไปอยู่ชายแดน เป็นไปเพื่อความไม่เกื้อกูลแก่คนหมู่มาก ฉันนั้น แต่เมื่อพระราชามีกำลังกว่าโจร หรือภิกษุดีมีกำลังกว่าภิกษุเลว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่คนหมู่มาก
- หน้า ๘๘ มิจฉาปฏิปทา และการยึดถือสูตรผิดถูก ทรงแสดงว่าไม่ทรงสรรเสริญการปฏิบัติผิด (มิจฉาปฏิปทา) ไม่ว่าของคฤหัสถ์หรือบรรพชิต เพราะทำให้ไม่บรรลุธรรมที่ถูกต้อง และทรงแสดงว่าภิกษุที่ยึดถือสูตรผิดตามพยัญชนะที่คลาดเคลื่อนจนขัดต่ออรรถและธรรม ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่คนหมู่มากและทำให้พระสัทธรรมเลือนหาย ส่วนผู้ยึดถือถูกต้องย่อมดำรงพระสัทธรรมไว้ได้ ปิดท้ายสมจิตตวรรคที่สี่
- หน้า ๘๘–๙๖ ปริสวรรค: ลักษณะบริษัทสิบคู่ ทรงแสดงลักษณะของบริษัท (หมู่สงฆ์) เป็นคู่ตรงข้ามต่อเนื่องกันสิบคู่ ได้แก่ บริษัทตื้น/ลึกซึ้ง, แตกแยก/สามัคคี, ไม่มีสิ่งเลิศ/มีสิ่งเลิศ, ไม่ประเสริฐ/ประเสริฐในการรู้อริยสัจ, เลว/บริสุทธิ์, ฝึกด้วยโอ้อวด/ฝึกด้วยการไต่ถาม, เห็นแก่อามิส/เห็นแก่พระสัทธรรม, ไม่เสมอกัน/เสมอกันในกรรมที่ชอบธรรม และไม่ชอบธรรม/ชอบธรรม โดยทุกคู่ทรงชี้ว่าแบบหลังประเสริฐกว่า ใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินคุณภาพของหมู่สงฆ์ จบปฐมปัณณาสก์ (ห้าสิบสูตรแรก) ของทุกนิบาต
- หน้า ๙๖–๙๘ บุคคลผู้เกิดเพื่อประโยชน์สุขแก่โลก และผู้ไม่หวั่นไหวต่อสายฟ้า ทรงแสดงว่าพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระเจ้าจักรพรรดิเป็นบุคคลสองผู้อุบัติเพื่อประโยชน์สุขแก่คนหมู่มาก เป็นอัศจรรย์บุคคล ผู้ที่มรณกาลทำให้คนเศร้าโศกมาก และเป็นผู้ควรแก่สถูป ทรงเปรียบพระตถาคตกับพระปัจเจกพุทธเจ้าว่าเป็นพระพุทธเจ้าทั้งคู่ และทรงเปรียบภิกษุขีณาสพกับช้าง ม้า สีหราชผู้อาชาไนยว่าเป็นผู้ไม่หวั่นไหวแม้สายฟ้าจะผ่า
- หน้า ๙๘ กิงปุริสะไม่พูดเท็จ และหญิงไม่อิ่มในสองสิ่ง ทรงแสดงว่ากิงปุริสะ (อมนุษย์ชนิดหนึ่ง) ไม่พูดคำเท็จเพราะเห็นโทษสองประการ คือไม่อยากพูดเท็จเองและไม่อยากใส่ความผู้อื่นด้วยเรื่องไม่จริง และทรงแสดงว่าสตรีเมื่อตายไปยังไม่อิ่มในสิ่งสองอย่างคือ การเสพเมถุนและการคลอดบุตร
- หน้า ๙๘–๑๐๐ สันตสันนิวาสและอสันตสันนิวาส ทรงแสดงลักษณะการอยู่ร่วมกันของภิกษุเถระ มัชฌิมะ และนวกะที่ไม่สงบ คือต่างฝ่ายต่างคิดในแง่ลบต่อกัน ไม่อยากให้อีกฝ่ายว่ากล่าวตน หากถูกว่ากล่าวก็โกรธเคือง และการอยู่ร่วมกันอย่างสงบคือต่างฝ่ายต่างเปิดใจยินดีให้ว่ากล่าวกันด้วยความหวังดี ไม่โกรธเคือง เป็นแนวทางการครองตนในหมู่สงฆ์ที่ต่างวัยกัน
- หน้า ๑๐๐ อธิกรณ์ที่ทะเลาะกัน: ระงับได้หรือไม่ ทรงแสดงว่ากรณีโต้แย้งใดที่ทั้งสองฝ่ายกล่าวขัดแย้งกัน มีจิตยึดถือทิฏฐิ อาฆาต ไม่พอใจกัน และภายในยังไม่สงบ กรณีนั้นจะยืดเยื้อรุนแรง แต่หากภายในสงบแล้ว กรณีนั้นจะไม่ยืดเยื้อ ปิดท้ายปุคคลวรรคที่หนึ่งแห่งทุติยปัณณาสก์
- หน้า ๑๐๐–๑๐๒ สุขวรรค: ความสุขสิบกว่าคู่ ทรงแสดงความสุขเป็นคู่ตรงข้ามต่อเนื่องกันสิบกว่าคู่ เช่น สุขคฤหัสถ์/สุขบรรพชา, สุขกาม/สุขเนกขัมมะ, สุขมีอุปธิ/สุขไร้อุปธิ, สุขมีอาสวะ/สุขไร้อาสวะ, สุขทางกาย/สุขทางใจ, สุขมีปีติ/สุขไร้ปีติ เป็นต้น โดยทุกคู่ทรงชี้ว่าความสุขฝ่ายที่ปราศจากกิเลสหรือเป็นไปในทางออกจากกาม (เนกขัมมะ) ประเสริฐกว่าความสุขทางโลกเสมอ
- หน้า ๑๐๒–๑๐๔ สนิมิตตวรรค: เหตุเกิดแห่งอกุศลธรรม ทรงแสดงเป็นชุดสูตรสั้นซ้ำรูปแบบว่า อกุศลธรรมทั้งหลายเกิดขึ้นเพราะมีนิมิต มีเหตุปัจจัย มีสังขาร มีเวทนา มีสัญญา มีวิญญาณ หรือมีอารมณ์ที่ปรุงแต่ง มิใช่เกิดขึ้นลอยๆ การละสิ่งเหล่านั้นเสียได้จึงเป็นทางดับอกุศลธรรม เน้นหลักที่ว่าอกุศลย่อมมีเหตุปัจจัยเสมอ
- หน้า ๑๐๔–๑๐๕ ธรรมวรรค: รายการธรรมคู่ เป็นรายการธรรมคู่สั้นๆ ต่อเนื่องกันโดยแทบไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติม เช่น เจโตวิมุตติ-ปัญญาวิมุตติ, ปัคคาหะ-อวิกเขปะ, นาม-รูป, วิชชา-วิมุตติ, ภวทิฏฐิ-วิภวทิฏฐิ, อหิริกะ-อโนตตัปปะ, หิริ-โอตตัปปะ, ความว่ายากมีมิตรชั่ว-ความว่าง่ายมีมิตรดี, ความฉลาดในธาตุ-ความฉลาดในมนสิการ, ความฉลาดในอาบัติ-ความฉลาดในการออกจากอาบัติ เป็นการรวบรวมคู่ธรรมสำคัญไว้เป็นหมวดหมู่
- หน้า ๑๐๕–๑๐๘ พาลวรรค: คนพาลบัณฑิตในเรื่องความรับรู้ผิดถูก (จบทุติยปัณณาสก์) ทรงแสดงคนพาลและบัณฑิตในหลายแง่มุมเรื่องการรับรู้ผิดถูก เช่น แบกภาระที่ยังมาไม่ถึง/ไม่แบกภาระที่มาถึงแล้ว, สำคัญของไม่ควรว่าควร/ของควรว่าไม่ควร, สำคัญอนาบัติว่าเป็นอาบัติ/อาบัติว่าไม่เป็นอาบัติ, สำคัญอธรรมว่าเป็นธรรม/ธรรมว่าอธรรม, สำคัญอวินัยว่าเป็นวินัย/วินัยว่าอวินัย แล้วทรงย้ำเนื้อหาเดิมอีกครั้งในกรอบว่าอาสวะย่อมเจริญหรือไม่เจริญแก่ผู้ใด เน้นความสำคัญของการรับรู้ถูกต้องตามความเป็นจริง จบทุติยปัณณาสก์ (ห้าสิบสูตรที่สอง)
- หน้า ๑๐๘–๑๑๐ อาสาวรรค: ความหวังที่ละยาก และเหตุแห่งราคะ โทสะ ทิฏฐิ เริ่มตติยปัณณาสก์ (ห้าสิบสูตรที่สาม) ทรงแสดงความหวังสองอย่างที่ละได้ยากคือความหวังในลาภและความหวังในชีวิต บุคคลที่หาได้ยากในโลกคือผู้ทำคุณก่อนและผู้กตัญญูรู้คุณ ผู้อิ่มและผู้ทำให้ผู้อื่นอิ่ม บุคคลที่พอใจยากคือผู้เก็บสิ่งที่ได้มาไว้เฉยๆ หรือสละทิ้งไปเรื่อยๆ และทรงแสดงเหตุปัจจัยแห่งการเกิดราคะ โทสะ มิจฉาทิฏฐิ และสัมมาทิฏฐิ ว่าเกิดจากนิมิตหรือการรับฟังจากผู้อื่น ประกอบกับการทำในใจโดยไม่แยบคายหรือแยบคาย และแสดงอาบัติสองประเภทคือเบา/หนัก มีโทษหยาบ/ไม่หยาบ มีส่วนเหลือ/ไม่มีส่วนเหลือ จบอาสาวรรคที่หนึ่ง
- หน้า ๑๑๐ มาตรฐานเปรียบเทียบพระสาวก: พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ทรงแสดงมาตรฐาน (ตุลา) สำหรับภิกษุผู้มีศรัทธาที่พึงตั้งความปรารถนาว่า ขอให้เราเป็นเช่นพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ซึ่งเป็นเกณฑ์วัดของพระสาวกภิกษุ และสำหรับภิกษุณีผู้มีศรัทธาพึงปรารถนาเป็นเช่นพระเขมาและพระอุบลวรรณา ซึ่งเป็นเกณฑ์วัดของภิกษุณี ส่วนเนื้อหาสำหรับอุบาสกผู้มีศรัทธาเริ่มต้นขึ้นแต่ถูกตัดจบเนื่องจากเป็นจุดสิ้นสุดของไฟล์นี้ เนื้อหาต่อเนื่องอยู่ในส่วนถัดไป
- หน้า ๑๑๑–๑๑๒ ตุลาสูตร และการติเตียนสรรเสริญโดยไม่ไตร่ตรอง ส่วนท้ายของพระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงยกอุบาสกจิตตคหบดีและหัตถกอาฬวกะ เป็น 'ตุลา' คือมาตรฐานเปรียบเทียบของอุบาสกที่ดี และอุบาสิกาขุชชุตตราและนันทมารดาชาวเวฬุกัณฏกิ เป็นมาตรฐานของอุบาสิกาที่ดี แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงยกบุคคลจริงเป็นแบบอย่างให้พุทธบริษัทเทียบเคียงตนเอง จากนั้นเป็นพระสูตรสั้นสองเรื่องว่าด้วยคนพาลที่กล่าวติเตียนหรือสรรเสริญผู้อื่นโดยไม่ไตร่ตรองพิจารณาก่อน ย่อมทำร้ายตนเองและถูกวิญญูชนตำหนิ ต่างจากบัณฑิตที่ไตร่ตรองรอบคอบก่อนจึงกล่าวคำติหรือชม
- หน้า ๑๑๒–๑๑๔ การปฏิบัติผิดต่อมารดาบิดาและต่อพระตถาคต จบอายาจนวรรค สองพระสูตรว่าด้วยธรรมสองประการที่ทำให้คนพาลปฏิบัติผิด คือการประพฤติผิดต่อมารดาบิดา และการประพฤติผิดต่อพระตถาคตกับพระสาวก ซึ่งนำมาซึ่งบาปและความเสียหายแก่ตน ตรงข้ามกับบัณฑิตผู้ปฏิบัติชอบต่อบุคคลเหล่านั้น จากนั้นเป็นธรรมคู่สั้น ๆ สามเรื่องปิดท้ายอายาจนวรรค ได้แก่ การทำจิตให้ผ่องแผ้วและไม่ยึดมั่นสิ่งใดในโลก, ความโกรธกับความผูกโกรธ, และธรรมที่เป็นเครื่องนำออกซึ่งความโกรธและความผูกโกรธ
- หน้า ๑๑๔–๑๑๖ ทานวรรค: อามิสทานกับธรรมทาน ทานวรรค ประกอบด้วยพระสูตรสั้น ๆ ต่อเนื่องกันเป็นชุด แต่ละคู่เปรียบเทียบการให้ทางวัตถุ (อามิส) กับการให้ทางธรรม เช่น ทาน ยาคะ (การเซ่นสรวง) จาคะ (การสละ) ปริจจาคะ โภคะ สัมโภคะ สังวิภาค สังคหะ อนุคคหะ และอนุกัมปา โดยทุกคู่พระพุทธเจ้าทรงสรุปตรงกันว่า 'ธรรมทาน' หรือการให้ธรรมย่อมประเสริฐกว่าการให้วัตถุเสมอ เพราะเป็นการช่วยเหลือทางจิตใจและปัญญาซึ่งมีคุณค่ายั่งยืนกว่า
- หน้า ๑๑๖–๑๑๘ สันถารวรรค: การต้อนรับและการแสวงหาทางธรรมประเสริฐกว่าทางโลก สันถารวรรคดำเนินรูปแบบเดียวกับทานวรรค คือแสดงคู่เปรียบเทียบระหว่างสิ่งที่เป็นอามิสกับสิ่งที่เป็นธรรมอีกชุดหนึ่ง ได้แก่ การต้อนรับ (สันถาร) การปฏิสันถาร การแสวงหา (เอสนา ปริเยสนา ปริเยฏฐิ) การบูชา การเป็นแขก (อาติเถยยะ) ฤทธิ์ ความเจริญ รัตนะ การสั่งสม และความไพบูลย์ ทุกคู่ลงท้ายด้วยข้อสรุปว่าสิ่งที่เป็นธรรมประเสริฐกว่าสิ่งที่เป็นอามิสเสมอ ย้ำแนวคิดว่าคุณค่าทางธรรมเหนือกว่าคุณค่าทางวัตถุในทุกแง่มุมของชีวิต
- หน้า ๑๑๘–๑๒๐ สมาปัตติวรรค: คู่ธรรมฝ่ายเจริญและฝ่ายเสื่อม จบปัณณาสก์ที่ ๓ ชุดพระสูตรสั้นแสดงธรรมที่เป็นคู่กัน ทั้งฝ่ายที่ควรเจริญและฝ่ายที่ควรละ เช่น ความเป็นผู้ฉลาดในสมาบัติและในการออกจากสมาบัติ, ความซื่อตรงกับความอ่อนโยน, ขันติกับโสรัจจะ, ความมีทวารอันไม่คุ้มครองในอินทรีย์กับความไม่รู้จักประมาณในการบริโภค (ฝ่ายเสื่อม) เทียบกับการมีทวารคุ้มครองและรู้จักประมาณ (ฝ่ายเจริญ), กำลังแห่งการพิจารณากับกำลังแห่งภาวนา, สมถะกับวิปัสสนา, ความเสื่อมศีลความเสื่อมทิฏฐิ, ความบริสุทธิ์แห่งศีลและทิฏฐิ, และสติกับสัมปชัญญะ ปิดท้ายด้วยข้อความว่าจบปัณณาสก์ที่สาม
- หน้า ๑๒๐–๑๒๓ สุตตันตะนอกปัณณาสก์: กิเลสคู่ต่าง ๆ กับผลทางสุคติทุคติ กลุ่มพระสูตรที่ไม่ถูกจัดรวมในปัณณาสก์ ใช้วิธีย่อ (เปยยาล) แสดงกิเลสคู่ต่าง ๆ ซ้ำกันเป็นแบบแผน เช่น โกธะ-อุปนาหะ, มักขะ-ปฬาสะ, อิสสา-มัจฉริยะ, มายา-สาเถยยะ, อหิริกะ-อโนตตัปปะ และคู่ตรงข้ามฝ่ายกุศล โดยแสดงว่าผู้มีกิเลสเหล่านี้อยู่เป็นทุกข์ เสื่อมจากธรรมของพระเสขะ ตายไปเกิดในนรก ส่วนผู้ปราศจากกิเลสเหล่านี้อยู่เป็นสุข ไม่เสื่อม และตายไปเกิดในสวรรค์ ปิดท้ายด้วยรายการคู่ธรรมฝ่ายอกุศลและกุศลอื่น ๆ ที่ใช้วิธีย่อเช่นกัน
- หน้า ๑๒๓–๑๒๔ เหตุผลสองประการในการบัญญัติสิกขาบทและพระวินัยต่าง ๆ พระสูตรอธิบายว่าเหตุผลสองประการที่พระตถาคตทรงบัญญัติสิกขาบทและระเบียบปฏิบัติต่าง ๆ แก่สาวก คือ เพื่อความผาสุกของสงฆ์และข่มบุคคลผู้ไม่มีความละอาย เพื่อป้องกันอาสวะและเวรภัยทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพื่ออนุเคราะห์คฤหัสถ์และตัดทางฝ่ายผู้มีความปรารถนาลามก และเพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม โดยใช้หลักการเดียวกันนี้อธิบายเหตุผลของพระปาติโมกข์และสังฆกรรมต่าง ๆ ในพระวินัย เช่น ตัชชนียกรรม ปริวาสทาน อุปสมบท และติณวัตถารกวินัย
- หน้า ๑๒๕ ธรรมสองอย่างที่พึงเจริญเพื่อรู้ยิ่งราคะและกิเลสต่าง ๆ จบทุกนิบาต พระสูตรสุดท้ายของทุกนิบาตแสดงว่าธรรมสองอย่าง คือ สมถะและวิปัสสนา เป็นสิ่งที่พึงเจริญเพื่อรู้ยิ่ง กำหนดรู้ ความสิ้นไป ความคลายไป ความดับ และการสละคืนซึ่งราคะ แล้วขยายรูปแบบเดียวกันไปยังกิเลสอื่นอีกจำนวนมาก ได้แก่ โทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปฬาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาเถยยะ ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ และปมาทะ แสดงว่าสมถะและวิปัสสนาเป็นเครื่องมือหลักในการขจัดกิเลสทุกชนิด และปิดท้ายทุกนิบาตของอังคุตตรนิกาย
- หน้า ๑๒๖ หน้า ๑๒๖ ไม่มีข้อมูล หน้านี้ไม่มีเนื้อหาปรากฏในไฟล์ต้นฉบับ อยู่ระหว่างช่วงท้ายของทุกนิบาต (จบที่หน้า ๑๒๕) กับช่วงเริ่มต้นของติกนิบาตที่หน้า ๑๒๗ จึงถือเป็นช่องว่างของข้อมูลในเอกสารต้นทาง
- หน้า ๑๒๗–๑๒๘ เริ่มติกนิบาต พาลวรรค: ภัยทั้งปวงเกิดจากคนพาล เริ่มต้นติกนิบาต (หมวดสามข้อ) และพาลวรรคที่หนึ่ง พระพุทธเจ้าตรัสที่เชตวันว่าภัย อุปัทวะ และอุปสรรคทั้งปวงที่เกิดขึ้นล้วนเกิดจากคนพาล มิใช่จากบัณฑิต ทรงเปรียบด้วยไฟที่ลุกจากเรือนหญ้าหรือเรือนอ้อสามารถลามไหม้แม้เรือนยอดที่ฉาบทาดีมีประตูหน้าต่างปิดมิดชิด ฉันใด ภัยจากคนพาลก็แผ่ลามทำร้ายได้กว้างขวางฉันนั้น จึงทรงสอนให้เว้นธรรมของคนพาลและถือธรรมของบัณฑิตสามประการ
- หน้า ๑๒๘–๑๒๙ ลักษณะคนพาลและบัณฑิตทางกาย วาจา ใจ สองพระสูตรสั้นอธิบายว่าคนพาลกับบัณฑิตต่างกันด้วยการกระทำ คนพาลมีกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ส่วนบัณฑิตมีกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต จากนั้นแสดงลักษณะเครื่องหมายและกิจกรรมของคนพาลสามอย่าง คือ คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว ซึ่งทำให้วิญญูชนรู้ได้ว่าเป็นคนพาลอสัตบุรุษ ตรงข้ามกับบัณฑิตผู้คิดดี พูดดี ทำดี ที่วิญญูชนรู้ได้ว่าเป็นสัตบุรุษ
- หน้า ๑๓๐–๑๓๑ คนพาลไม่เห็นโทษของตน บัณฑิตถามตอบโดยแยบคาย ชุดพระสูตรสั้นแสดงลักษณะต่าง ๆ ที่แยกคนพาลจากบัณฑิต ได้แก่ คนพาลไม่เห็นความผิดว่าเป็นความผิด เห็นแล้วไม่แก้ไขตามธรรม และไม่ยอมรับคำขอโทษของผู้อื่นตามธรรม ส่วนบัณฑิตทำตรงข้ามทุกข้อ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงคนพาลที่ตั้งคำถามและตอบคำถามโดยไม่แยบคาย ไม่ยินดีเมื่อผู้อื่นตอบดี ตรงข้ามกับบัณฑิตผู้ถามตอบโดยแยบคายและยินดีในคำตอบที่ดี รวมถึงกรรมทางกาย วาจา ใจ ที่เป็นอกุศลกับกุศล และที่มีโทษกับไม่มีโทษ
- หน้า ๑๓๑–๑๓๓ กรรมเบียดเบียนของคนพาล และมลทินสามที่นำไปนรกหรือสวรรค์ จบพาลวรรค พระสูตรแสดงว่าคนพาลมีกรรมทางกาย วาจา ใจ ที่เบียดเบียนตนเอง (สัพยาปัชฌ) ส่วนบัณฑิตมีกรรมที่ไม่เบียดเบียน (อัพยาปัชฌ) นำไปสู่พระสูตรสุดท้ายของวรรคว่าด้วยมลทินสามอย่าง คือ ความเป็นผู้ทุศีล ความริษยา และความตระหนี่ หากไม่ละมลทินเหล่านี้ ตายไปย่อมเกิดในนรกเสมือนถูกนำไปทิ้งไว้ แต่หากละได้ ตายไปย่อมเกิดในสวรรค์ ปิดท้ายพาลวรรคที่หนึ่งพร้อมคาถาสรุปเนื้อหา (อุทาน)
- หน้า ๑๓๓–๑๓๔ เริ่มรถการวรรค: ภิกษุผู้เป็นที่รู้จักนำคนไปสู่หายนะหรือประโยชน์ เริ่มต้นรถการวรรคที่สอง แสดงว่าภิกษุผู้เป็นที่รู้จักกันดี (ญาตกภิกษุ) หากชักชวนผู้คนให้ประพฤติกายกรรม วจีกรรม และความเห็นที่ไม่เป็นไปตามธรรม ย่อมปฏิบัติเพื่อความไม่เกื้อกูล ไม่เป็นสุขแก่มหาชน ทั้งเทวดาและมนุษย์ ตรงข้ามกับภิกษุที่ชักชวนคนไปในทางที่ถูกต้อง ย่อมปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชน สะท้อนความรับผิดชอบของผู้มีอิทธิพลทางศาสนาต่อสังคม
- หน้า ๑๓๔–๑๓๕ สิ่งที่ควรระลึกตลอดชีวิตของกษัตริย์และของภิกษุ พระสูตรเปรียบเทียบสิ่งที่พระราชากษัตริย์ผู้ได้รับมูรธาภิเษกควรระลึกตลอดชีวิตสามอย่าง คือ สถานที่ประสูติ สถานที่อภิเษก และสถานที่ทรงชนะสงคราม กับสิ่งที่ภิกษุควรระลึกตลอดชีวิตสามอย่างเช่นกัน คือ สถานที่บรรพชา สถานที่รู้แจ้งอริยสัจสี่ตามความเป็นจริง และสถานที่บรรลุความหลุดพ้นจากอาสวะด้วยปัญญาอันยิ่ง แสดงให้เห็นว่าจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตนักบวชเทียบได้กับเหตุการณ์สำคัญในชีวิตกษัตริย์
- หน้า ๑๓๕–๑๓๗ บุคคลสามจำพวกเรื่องความหวัง: ผู้สิ้นหวัง ผู้มีหวัง ผู้หมดหวังเพราะสมหวังแล้ว พระพุทธเจ้าทรงแสดงบุคคลสามจำพวกในโลกเรื่องความหวัง โดยยกตัวอย่างคนเกิดในตระกูลต่ำที่ไม่มีทางหวังจะได้เป็นกษัตริย์ (นิราส) เทียบกับโอรสกษัตริย์ที่ยังไม่ได้อภิเษกแต่มีหวัง (อาสังสะ) และกษัตริย์ที่อภิเษกแล้วจึงหมดความหวังเพราะสมหวังแล้ว (วิคตาส) แล้วทรงเทียบเข้ากับหมู่ภิกษุ คือ ภิกษุทุศีลที่ไม่มีทางหวังความหลุดพ้น ภิกษุมีศีลที่ยังหวังความหลุดพ้น และพระอรหันต์ผู้สิ้นอาสวะแล้วจึงไม่มีความหวังอีกต่อไปเพราะบรรลุแล้ว
- หน้า ๑๓๗–๑๓๙ พระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรม กับพระตถาคตผู้ทรงหมุนธรรมจักร พระพุทธเจ้าตรัสว่าแม้พระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรมก็ยังต้องอาศัยธรรมเป็น 'พระราชา' ของพระองค์เอง ทรงเคารพธรรม ยึดธรรมเป็นธงชัยเป็นใหญ่ จึงทรงจัดการอารักขาคุ้มครองโดยธรรมแก่คนในราชสำนักและราษฎรทุกหมู่เหล่า ทำให้จักรของพระองค์แผ่ไปไม่มีใครต้านทานได้ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบพระองค์เองว่าทรงเป็นเช่นนั้น คือทรงอาศัยธรรม เคารพธรรม แล้วหมุนธรรมจักรอันยอดเยี่ยมไปในทางกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ซึ่งไม่มีใครในโลกจะต้านทานได้
- หน้า ๑๓๙–๑๔๒ นิทานพระเจ้าปเจตนะกับช่างทำล้อรถ: ล้อที่เร่งรีบกับล้อที่ประณีต นิทานเปรียบเทียบเรื่องช่างทำล้อรถของพระเจ้าปเจตนะ ผู้ใช้เวลาหกเดือนทำล้อหนึ่งข้างอย่างประณีตจนหมดตำหนิ แต่ใช้เวลาเพียงหกวันทำล้ออีกข้างอย่างเร่งรีบ เมื่อกลิ้งล้อทั้งสอง ล้อที่ทำเร่งรีบก็เซและล้มลง ส่วนล้อที่ทำประณีตกลับหมุนตรงเหมือนติดอยู่กับเพลา พระพุทธเจ้าทรงเปิดเผยว่าพระองค์เคยเป็นช่างทำล้อนั้นในอดีตชาติ ผู้ชำนาญในความคดโค้งของไม้ และปัจจุบันทรงชำนาญในความคดโค้ง ความบกพร่อง ของกาย วาจา ใจ ภิกษุที่ยังไม่ละความคดโค้งเหล่านี้ย่อมตกจากพระธรรมวินัยเหมือนล้อที่ทำเร่งรีบ ส่วนผู้ละได้แล้วย่อมมั่นคงเห
- หน้า ๑๔๒–๑๔๔ ทางปฏิบัติอันแน่นอนเพื่อสิ้นอาสวะ: คุ้มครองอินทรีย์ รู้ประมาณในอาหาร เพียรตื่นอยู่ พระสูตรแสดงธรรมสามประการที่ทำให้ภิกษุปฏิบัติทางที่แน่นอนไม่ผิดพลาด และเป็นการเริ่มต้นที่ถูกต้องเพื่อความสิ้นอาสวะ ได้แก่ การสำรวมอินทรีย์ทั้งหก โดยไม่ยึดถือนิมิตหรือรายละเอียดปลีกย่อยเมื่อรับรู้อารมณ์ต่าง ๆ, การรู้จักประมาณในการบริโภคอาหารโดยพิจารณาว่ากินเพื่อดำรงกายและพรหมจรรย์ ไม่ใช่เพื่อสนุกหรือประดับตน, และความเพียรเป็นผู้ตื่นอยู่ คือชำระจิตจากธรรมที่กั้นกางด้วยการเดินจงกรมและนั่งสมาธิทั้งกลางวันและในยามต้นยามท้ายของคืน โดยพักผ่อนอย่างมีสติในท่าสีหไสยาสน์เฉพาะยามกลาง
- หน้า ๑๔๔–๑๔๕ กรรมเบียดเบียนตนและผู้อื่น และความละอายต่อการอ้างพรหมจรรย์เพื่อสวรรค์ พระสูตรสั้นแสดงว่ากายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริตเป็นเหตุให้เบียดเบียนทั้งตนเอง ผู้อื่น และทั้งสองฝ่าย ตรงข้ามกับกายสุจริตเป็นต้นที่ไม่เบียดเบียนใครเลย จากนั้นพระพุทธเจ้าตรัสว่าหากถูกนักบวชนอกศาสนาถามว่าพระองค์ทรงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อไปเกิดในเทวโลกหรือไม่ ภิกษุควรรู้สึกอึดอัดละอายเบื่อหน่าย เพราะแม้ทิพยสมบัติของเทวดาก็ยังควรอึดอัดหากเป็นเป้าหมายของการประพฤติพรหมจรรย์ จึงยิ่งควรอึดอัดละอายต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริตโดยตรงมากกว่า
- หน้า ๑๔๕–๑๔๘ อุปมาพ่อค้า: องค์ประกอบแห่งความเจริญในทรัพย์และในกุศลธรรม จบรถการวรรค พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบพ่อค้าผู้ไม่ขยันทำการค้าทั้งเช้า กลางวัน เย็น ย่อมไม่อาจสร้างหรือทำให้ทรัพย์ที่มีอยู่เจริญขึ้น เช่นเดียวกับภิกษุที่ไม่ตั้งใจในนิมิตแห่งสมาธิทั้งสามช่วงเวลาย่อมไม่บรรลุกุศลธรรม จากนั้นทรงแสดงคุณสมบัติสามประการที่ทำให้พ่อค้าเจริญรุ่งเรืองเร็ว คือ มีตาดี (รู้ราคาสินค้า) ชำนาญ (ซื้อขายเป็น) และมีที่พึ่งพิงดี (ได้รับความไว้วางใจจากเศรษฐี) เทียบกับภิกษุที่มีตาเห็นอริยสัจ มีความเพียร และมีครูอาจารย์ผู้ทรงความรู้ให้ปรึกษาไต่ถามธรรมได้ ปิดท้ายรถการวรรคที่สอง
- หน้า ๑๔๘–๑๕๑ เริ่มปุคคลวรรค: กายสักขี ทิฏฐิปัตตะ สัทธาวิมุตติ ใครประเสริฐกว่ากัน พระสารีบุตร พระสวิฏฐะ และพระมหาโกฏฐิตะสนทนากันว่าในบรรดาบุคคลสามจำพวก คือ ผู้เป็นพยานด้วยกาย (กายสักขี) ผู้บรรลุด้วยทิฏฐิ (ทิฏฐิปัตตะ) และผู้หลุดพ้นด้วยศรัทธา (สัทธาวิมุตติ) ใครประเสริฐกว่ากัน แต่ละท่านต่างเห็นว่าบุคคลที่ตรงกับอินทรีย์เด่นของตน (ศรัทธา สมาธิ ปัญญา ตามลำดับ) ประเสริฐที่สุด เมื่อตกลงกันไม่ได้จึงนำความไปกราบทูลถามพระพุทธเจ้า ผู้ทรงตอบว่ายากที่จะชี้ขาดเด็ดเดี่ยวว่าใครประเสริฐกว่า เพราะบุคคลแต่ละจำพวกอาจอยู่ในระดับการปฏิบัติต่างกันได้ ตั้งแต่กำลังปฏิบัติเพื่ออรหัตต์ไปจนถึงเป็นพระสกทา
- หน้า ๑๕๑–๑๕๓ อุปมาคนไข้สามจำพวก: เหตุผลของการอนุญาตเภสัชและการแสดงธรรม พระพุทธเจ้าทรงแสดงคนไข้สามจำพวกในโลก คือ ผู้ที่หายป่วยไม่ได้ไม่ว่าจะได้อาหารยาและผู้พยาบาลที่เหมาะสมหรือไม่, ผู้ที่หายป่วยได้ไม่ว่าจะได้สิ่งเหล่านั้นหรือไม่, และผู้ที่หายป่วยได้ก็ต่อเมื่อได้อาหารยาผู้พยาบาลที่เหมาะสมเท่านั้น ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทรงอนุญาตภัตตาหารคนไข้ ยาคนไข้ และผู้พยาบาลคนไข้ในพระวินัย แล้วทรงเทียบกับบุคคลสามจำพวกผู้ฟังธรรม โดยมีเพียงจำพวกกลางเท่านั้นที่บรรลุความถูกต้องในกุศลธรรมได้เฉพาะเมื่อได้เห็นพระตถาคตหรือฟังธรรมวินัย จึงเป็นเหตุผลที่สมควรแสดงธรรมแก่มหาชนต่อไป
- หน้า ๑๕๓–๑๕๔ บุคคลสามจำพวกตามเจตนากรรมที่สั่งสม: สู่โลกทุกข์ สุข หรือคละกัน พระสูตรแสดงบุคคลสามจำพวกตามลักษณะของกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่ปรุงแต่งไว้เป็นนิสัย ผู้ปรุงแต่งกรรมที่เบียดเบียน (สัพยาปัชฌ) ย่อมเข้าถึงโลกที่มีแต่ทุกข์โดยส่วนเดียวเหมือนสัตว์นรก ผู้ปรุงแต่งกรรมที่ไม่เบียดเบียน (อัพยาปัชฌ) ย่อมเข้าถึงโลกที่มีแต่สุขโดยส่วนเดียวเหมือนเทวดาชั้นสุภกิณหา ส่วนผู้ปรุงแต่งกรรมทั้งสองแบบปนกันย่อมเข้าถึงโลกที่มีทั้งสุขและทุกข์คละกันเหมือนมนุษย์และเทวดาบางพวกที่ตกไปในภพต่ำ
- หน้า ๑๕๕ บุคคลสามจำพวกผู้มีอุปการะมากที่สุด พระสูตรแสดงบุคคลสามจำพวกที่มีอุปการะมากต่อบุคคลอื่น คือ ผู้ที่อาศัยแล้วทำให้บุคคลอื่นถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง, ผู้ที่อาศัยแล้วทำให้เข้าใจอริยสัจสี่ตามความเป็นจริง, และผู้ที่อาศัยแล้วทำให้บรรลุความหลุดพ้นจากอาสวะด้วยปัญญาอันยิ่ง โดยจำพวกสุดท้ายมีอุปการะสูงสุด ไม่มีผู้ใดมีอุปการะมากไปกว่านี้อีก และไม่มีการตอบแทนใดจะเพียงพอ แม้ด้วยการกราบไหว้ ลุกรับ หรือถวายปัจจัยสี่
- หน้า ๑๕๕–๑๕๗ จิตเปรียบดังแผล ฟ้าแลบ และเพชร พระสูตรเปรียบบุคคลสามจำพวกด้วยลักษณะของจิต คนขี้โกรธหงุดหงิดง่ายมีจิตเหมือนแผลเปื่อยที่แค่สัมผัสกิ่งไม้หรือก้อนหินก็มีน้ำเหลืองไหลออกมาทันที ผู้เข้าใจอริยสัจสี่ตามความเป็นจริงมีจิตเหมือนแสงฟ้าแลบที่ทำให้เห็นรูปในความมืดได้ชั่วขณะ ส่วนพระอรหันต์ผู้สิ้นอาสวะแล้วมีจิตเหมือนเพชร ซึ่งไม่มีสิ่งใดในโลกจะทำลายหรือเจาะทะลุได้ เป็นอุปมาที่แสดงระดับความมั่นคงของจิตตามพัฒนาการทางปัญญา
- หน้า ๑๕๗–๑๕๘ บุคคลที่ควรคบและไม่ควรคบตามศีล สมาธิ ปัญญา พระสูตรแสดงบุคคลสามจำพวกในเรื่องการคบหา คือ ผู้ด้อยกว่าตนในศีล สมาธิ ปัญญา ไม่ควรคบเว้นแต่ด้วยความเอ็นดูกรุณา, ผู้เสมอกันควรคบเพราะจะได้สนทนาธรรมเรื่องศีล สมาธิ ปัญญาร่วมกันอย่างราบรื่น, และผู้ยิ่งกว่าตนควรคบด้วยความเคารพเพื่อเติมเต็มส่วนที่ตนยังบกพร่อง ปิดท้ายด้วยคาถาว่าผู้คบคนเลวกว่าตนย่อมเสื่อม ผู้คบคนเสมอกันไม่เสื่อม ผู้เข้าหาคนที่ดีกว่าย่อมเจริญเร็ว จึงควรคบผู้ที่สูงกว่าตนเอง
- หน้า ๑๕๘–๑๖๑ บุคคลที่พึงรังเกียจ พึงวางเฉย และพึงคบหา พระสูตรแสดงบุคคลสามจำพวกที่ควรปฏิบัติต่างกัน คือ คนทุศีลควรรังเกียจไม่คบหาเลย เปรียบเหมือนงูเปื้อนอุจจาระที่แม้ไม่กัดก็ทำให้เปื้อนเหม็น และชื่อเสียงไม่ดีของผู้คบหาย่อมแพร่กระจายไปด้วย, คนขี้โกรธหงุดหงิดง่ายควรวางเฉยไม่คบหา เปรียบเหมือนแผลเปื่อยหรือไม้มะเกลือที่แตกเสียงดังเมื่อถูกเผา หรือหลุมอุจจาระที่ยิ่งกวนยิ่งเหม็น เพราะอาจด่าว่าหรือทำร้ายได้, ส่วนคนมีศีลมีกัลยาณธรรมควรคบหา เพราะชื่อเสียงดีย่อมแพร่กระจายไปแม้ไม่จำเป็นต้องประพฤติตามอย่างเขาทุกอย่าง ปิดท้ายด้วยคาถาเดิมเรื่องการคบคนสูงกว่าตน
- หน้า ๑๖๑–๑๖๒ ผู้พูดดังอุจจาระ ดังดอกไม้ และดังน้ำผึ้ง พระสูตรเปรียบบุคคลสามจำพวกตามลักษณะคำพูด คือ ผู้พูดดังอุจจาระ ได้แก่พยานที่ถูกซักถามแล้วจงใจกล่าวเท็จเพื่อประโยชน์ตน ผู้อื่น หรือทรัพย์สินเล็กน้อย, ผู้พูดดังดอกไม้ ได้แก่พยานที่พูดความจริงตามที่รู้เห็นโดยไม่จงใจเท็จ, และผู้พูดดังน้ำผึ้ง ได้แก่ผู้ละคำหยาบแล้วพูดแต่คำอ่อนหวาน ไพเราะ เป็นที่ชื่นใจ เป็นที่รักของคนหมู่มาก แสดงมาตรฐานของวาจาสัตย์และไพเราะที่ควรยึดถือ
- หน้า ๑๖๒–๑๖๔ คนตาบอด คนตาเดียว และคนสองตา พระสูตรเปรียบบุคคลสามจำพวกด้วยดวงตาแห่งปัญญา คนตาบอดไม่มีทั้งตาที่จะหาทรัพย์และตาที่จะรู้จักกุศลอกุศล คนตาเดียวมีเพียงตาหาทรัพย์แต่ไม่มีตารู้ธรรม จึงแสวงหาทรัพย์ทั้งโดยชอบธรรมและไม่ชอบธรรม เช่น ลักขโมย ฉ้อโกง พูดเท็จ แล้วตกนรกในที่สุด ส่วนคนสองตามีทั้งตาหาทรัพย์และตารู้ธรรม จึงแสวงหาทรัพย์โดยชอบธรรมด้วยความเพียร แล้วให้ทานด้วยเจตนาดี ไปสู่สถานที่ดีงาม ปิดท้ายด้วยคาถาสอนให้หลีกเลี่ยงคนตาบอดและคนตาเดียว คบหาแต่คนสองตาซึ่งเป็นบุคคลประเสริฐสุด
- หน้า ๑๖๔–๑๖๕ ปัญญาดังหม้อคว่ำ และปัญญาดังพก (เริ่มพระสูตร ยังไม่จบ) เริ่มพระสูตรแสดงบุคคลสามจำพวกตามลักษณะการรับฟังธรรม จำพวกแรกคือ 'ปัญญาดังหม้อคว่ำ' ผู้ไปฟังธรรมเป็นประจำแต่ไม่ใส่ใจเนื้อหาทั้งต้น กลาง ปลาย เปรียบเหมือนน้ำที่รดลงบนหม้อคว่ำย่อมไหลกระเซ็นออกไม่ขังอยู่ จำพวกที่สองคือ 'ปัญญาดังพก' ผู้ตั้งใจฟังดีขณะฟังแต่ลืมหมดเมื่อลุกจากที่นั่ง เปรียบเหมือนของขบเคี้ยวที่วางอยู่บนตักแล้วหกกระจายเมื่อลุกขึ้นด้วยความเผลอสติ เนื้อหาถูกตัดขาดขณะกำลังเริ่มอธิบายจำพวกที่สาม 'ปัญญากว้างขวาง' (ปุถุปัญโญ) ซึ่งจะกล่าวถึงต่อในส่วนถัดไปของคัมภีร์
- หน้า ๑๖๖–๑๖๗ ปุถุปัญโญบุคคล (จบปุคคลวรรค) ส่วนท้ายของพระสูตรที่เริ่มมาก่อนหน้าเล่มนี้ เปรียบเทียบบุคคลสามประเภทที่ไปฟังธรรมจากภิกษุเป็นประจำ คือคนปัญญาคว่ำ (จำอะไรไม่ได้เลย) คนปัญญาดุจกระโปรง (จำได้แต่ลืมง่าย) และคนปัญญากว้างขวาง (ฟังแล้วเข้าใจและทรงจำได้จริง) โดยเปรียบด้วยหม้อคว่ำที่น้ำไม่ขังอยู่ได้ จบด้วยคาถาสรุปคุณค่าของปัญญาที่กว้างขวางว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมจนถึงที่สุดทุกข์ได้ ปิดท้ายด้วยอุทานคาถาสรุปหัวข้อของปุคคลวรรคที่สาม
- หน้า ๑๖๗–๑๖๘ ตระกูลที่เปรียบด้วยพรหม เริ่มเทวทูตวรรคที่สี่ พระพุทธเจ้าตรัสว่าตระกูลใดที่บุตรบูชามารดาบิดาในเรือนของตน ตระกูลนั้นเสมือนมีพรหม มีบูรพาจารย์ และมีผู้ควรแก่การบูชาอยู่ในบ้าน เพราะมารดาบิดาเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูและแสดงโลกนี้แก่บุตร จบด้วยคาถาสอนให้บุตรผู้ฉลาดพึงนอบน้อมและปรนนิบัติมารดาบิดาด้วยข้าว น้ำ เครื่องนุ่งห่ม และการอาบน้ำนวดเท้า เพราะจะได้รับความสรรเสริญในโลกนี้และความสุขในโลกหน้า
- หน้า ๑๖๘–๑๗๑ สมาธิที่ปราศจากอหังการมมังการ พระอานนท์ทูลถามพระพุทธเจ้าว่าภิกษุจะมีสมาธิเช่นไรจึงจะไม่ยึดถือกายและอารมณ์ภายนอกว่าเป็นเราเป็นของเรา พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าเมื่อภิกษุเห็นว่าความสงบสังขารทั้งปวง การสละคืนอุปธิ ความสิ้นตัณหา นิพพาน เป็นสิ่งสงบประณีตที่สุด ก็จะบรรลุสมาธินั้นได้ พร้อมอ้างอิงคาถาปารายนสูตรตอนปุณณกปัญหา ต่อมาพระสารีบุตรมาทูลถามด้วยหัวข้อเดียวกัน พระพุทธเจ้าตรัสตอบทำนองเดียวกันโดยอ้างคาถาอุทยปัญหา ทั้งสองพระสูตรสอนหลักธรรมเดียวกันคือความหลุดพ้นจากการยึดมั่นถือมั่นในกายและใจ
- หน้า ๑๗๑–๑๗๓ นิทานแห่งกรรม ๓ ประการ พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าโลภะ โทสะ โมหะ เป็นเหตุให้เกิดกรรมฝ่ายอกุศล กรรมที่เกิดจากสิ่งเหล่านี้ย่อมให้ผลในภพที่ตนเกิด เปรียบเหมือนเมล็ดพืชดีที่ปลูกในนาดีย่อมงอกงาม ส่วนอโลภะ อโทสะ อโมหะ เป็นเหตุให้กรรมฝ่ายกุศลเกิดขึ้น และเมื่อสิ้นความโลภโกรธหลงแล้ว กรรมนั้นก็เป็นอันตัดรากถอนโคนไม่มีผลอีกต่อไป เปรียบเหมือนเมล็ดพืชที่ถูกไฟเผาจนไม่อาจงอกได้อีก จบด้วยคาถาสอนให้ละโลภะ โทสะ โมหะ เพื่อพ้นจากทุคติทั้งปวง
- หน้า ๑๗๓–๑๗๕ หัตถกอาฬวกสูตร หัตถกะ กุมารชาวอาฬวี พบพระพุทธเจ้าประทับ ณ ป่าไม้สีเสียดในฤดูหนาว จึงทูลถามด้วยความสงสัยว่าทรงบรรทมเป็นสุขหรือไม่ เพราะอากาศหนาวเย็นและเครื่องลาดก็เรียบง่าย พระพุทธเจ้าตรัสถามกลับด้วยอุปมาว่าคหบดีผู้มีปราสาทหรูหราอบอุ่นก็ยังอาจนอนเป็นทุกข์ได้หากยังมีราคะ โทสะ โมหะแผดเผาใจอยู่ ส่วนพระองค์ทรงละราคะ โทสะ โมหะได้เด็ดขาดแล้ว จึงทรงบรรทมเป็นสุขได้แม้ในที่เรียบง่าย จบด้วยคาถาว่าพราหมณ์ผู้ดับกิเลสแล้วย่อมอยู่เป็นสุขทุกเมื่อ
- หน้า ๑๗๕–๑๘๐ เทวทูตสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงเทวทูตสามคือความแก่ ความเจ็บ และความตายที่ปรากฏแก่มนุษย์ทุกคน คนผู้ทำกรรมชั่วเมื่อตายไปเกิดในนรก พญายมจะสอบถามว่าเคยเห็นเทวทูตเหล่านี้แล้วรู้สึกสำนึกจะทำความดีหรือไม่ เมื่อผู้นั้นตอบว่าประมาทไม่ได้ทำ พญายมก็ชี้ว่าบาปกรรมนั้นตนทำเองต้องรับผลเอง จากนั้นบรรยายการลงทัณฑ์ในนรกอย่างพิสดารหลายรูปแบบ เพื่อเตือนให้ผู้ฟังไม่ประมาทเมื่อเห็นสัญญาณแห่งชรา พยาธิ มรณะ และเร่งทำความดีก่อนสายเกินไป จบด้วยคาถาว่าผู้ไม่ประมาทเมื่อถูกเทวทูตเตือนจะพ้นจากภัยเวรและทุกข์ทั้งปวง
- หน้า ๑๘๐–๑๘๒ ทูตของท้าวมหาราชทั้งสี่ตรวจดูการรักษาอุโบสถ พระพุทธเจ้าตรัสว่าในวันแปดค่ำ สิบสี่ค่ำ และสิบห้าค่ำของปักษ์ อำมาตย์บริวารและโอรสของท้าวมหาราชทั้งสี่ ตลอดจนท้าวมหาราชทั้งสี่เองจะผลัดกันตรวจตราโลกมนุษย์ว่ามีผู้ประพฤติดีต่อบิดามารดาและรักษาอุโบสถมากน้อยเพียงใด แล้วนำความไปแจ้งแก่เทวดาชั้นดาวดึงส์ในสภาสุธรรมา หากมนุษย์ทำความดีน้อย เทวดาจะไม่พอใจเพราะเกรงว่าหมู่เทพจะเสื่อมและอสูรกายจะเจริญขึ้นแทน แต่หากมนุษย์ทำความดีมาก เทวดาก็จะยินดี แสดงให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างความประพฤติของมนุษย์กับภพภูมิเทวดา
- หน้า ๑๘๒–๑๘๓ คาถาของท้าวสักกะเรื่องอุโบสถ ท้าวสักกะจอมเทพเคยกล่าวคาถาสอนเหล่าเทวดาดาวดึงส์ว่าผู้ใดเช่นตนควรรักษาอุโบสถในวันสำคัญของปักษ์ พระพุทธเจ้าทรงติงว่าคาถานี้ท้าวสักกะกล่าวไว้ไม่ดี เพราะตัวท้าวสักกะเองยังไม่พ้นจากราคะ โทสะ โมหะ ชาติ ชรา มรณะ จึงไม่สมควรกล่าวเช่นนั้น ส่วนภิกษุผู้เป็นพระอรหันตขีณาสพต่างหากที่สมควรกล่าวคาถานี้ได้ เพราะท่านหลุดพ้นจากชาติชรามรณะและทุกข์ทั้งปวงแล้วอย่างแท้จริง
- หน้า ๑๘๓–๑๘๖ ความสุขุมาลชาติของพระพุทธเจ้าและมทะสาม พระพุทธเจ้าทรงเล่าถึงชีวิตอันสุขสบายยิ่งเมื่อครั้งยังเป็นเจ้าชาย มีสระบัว เครื่องนุ่งห่มจากแคว้นกาสี ปราสาทสามหลังตามฤดูกาล แต่เมื่อทรงพิจารณาเห็นว่าตนเองก็มีธรรมดาต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายเช่นเดียวกับผู้อื่นที่ทรงเคยรังเกียจ จึงทรงละความมัวเมาในความเป็นหนุ่ม ความไม่มีโรค และชีวิต (มทะ ๓) ได้โดยสิ้นเชิง ทรงแสดงต่อว่าปุถุชนผู้ไม่ได้สดับเมื่อเมาในสิ่งเหล่านี้ย่อมประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจ จนนำไปสู่ทุคติ จบด้วยคาถาแสดงความมุ่งมั่นที่จะไม่หวนกลับสู่กามอีกเพื่อบรรลุนิพพาน
- หน้า ๑๘๖–๑๙๐ อธิปไตยสามและจบเทวทูตวรรค พระพุทธเจ้าทรงแสดงอธิปไตย (หลักที่ยึดเป็นใหญ่) สามประการสำหรับภิกษุผู้อยู่ป่า คือ อัตตาธิปไตย (ยึดตนเป็นใหญ่ ละอายที่จะประพฤติไม่สมกับที่ตนบวชมาเพื่อพ้นทุกข์) โลกาธิปไตย (ยึดโลกเป็นใหญ่ เกรงว่าสมณพราหมณ์หรือเทวดาผู้มีตาทิพย์จะรู้เห็นความเลวของตน) และธรรมาธิปไตย (ยึดธรรมเป็นใหญ่ เคารพพระธรรมวินัยที่ตรัสไว้ดีแล้ว) ทั้งสามล้วนเป็นแรงจูงใจให้ละอกุศลบำเพ็ญกุศล จบด้วยคาถาว่าไม่มีที่ลับสำหรับผู้ทำบาป เทวดาและพระตถาคตย่อมเห็น และปิดท้ายด้วยอุทานคาถาสรุปหัวข้อทั้งหมดในเทวทูตวรรคที่สี่
- หน้า ๑๙๐–๑๙๒ หมวดศรัทธาและทาน (จูฬวรรค) เริ่มปัณณาสก์ที่สองส่วนจูฬวรรค (วรรคย่อย) รวมพระสูตรสั้นหลายเรื่องเกี่ยวกับศรัทธาและการให้ทาน ได้แก่ กุลบุตรผู้มีศรัทธาย่อมได้บุญมากเพราะศรัทธา ไทยธรรม และปฏิคาหกผู้ควรรับพร้อมกัน อาการที่รู้ได้ว่าบุคคลใดมีศรัทธา (ใคร่เห็นผู้มีศีล ใคร่ฟังธรรม ปราศจากความตระหนี่) ประโยชน์ของการแสดงธรรมแก่ผู้อื่น เหตุที่ทำให้การสนทนาธรรมดำเนินไปด้วยดี และสิ่งที่บัณฑิตสัตบุรุษบัญญัติไว้สามอย่างคือ ทาน การบรรพชา และการปรนนิบัติมารดาบิดา
- หน้า ๑๙๒–๑๙๓ ลักษณะสังขตธรรม อสังขตธรรม และต้นไม้ใหญ่ในหิมพานต์ ทรงแสดงว่าสิ่งปรุงแต่ง (สังขตธรรม) มีลักษณะสามคือปรากฏความเกิด ความเสื่อม และความแปรผันขณะตั้งอยู่ ส่วนพระนิพพาน (อสังขตธรรม) ตรงกันข้ามคือไม่ปรากฏลักษณะทั้งสามนั้น จากนั้นทรงเปรียบต้นสาละใหญ่ในป่าหิมพานต์ที่เจริญเติบโตด้วยกิ่งก้านใบ เปลือก และแก่นไม้ ฉันใด ครอบครัวที่พึ่งพิงคฤหบดีผู้มีศรัทธาก็ย่อมเจริญด้วยศรัทธา ศีล และปัญญาฉันนั้น บุตรภรรยาญาติมิตรและผู้อาศัยล้วนได้รับความเจริญตามอย่างผู้เป็นหัวหน้าครอบครัว
- หน้า ๑๙๓–๑๙๖ ความเพียรสามฐาน และมหาโจรเทียบภิกษุชั่ว (จบจูฬวรรคและปฐมปัณณาสก์) ทรงแสดงฐานะสามที่ควรทำความเพียร คือ เพียรไม่ให้อกุศลที่ยังไม่เกิดเกิดขึ้น เพียรให้กุศลที่ยังไม่เกิดเกิดขึ้น และเพียรอดทนต่อทุกขเวทนาทางกายที่เกิดขึ้นแล้ว จากนั้นเปรียบมหาโจรผู้มีองค์สามคือ อาศัยที่ขรุขระ อาศัยที่รกทึบ และอาศัยกำลัง (พึ่งพิงผู้มีอำนาจ) จึงปล้นสะดมได้สำเร็จ กับภิกษุชั่วที่มีกายวาจาใจไม่สม่ำเสมอ มีความเห็นผิดแบบสุดโต่ง และอาศัยพึ่งพิงผู้มีอำนาจเพื่อป้องกันตัวเมื่อถูกตำหนิ ย่อมทำตนให้เสียหายและก่อบาปมาก จบวรรคจูฬวรรคที่ห้าและปฐมปัณณาสก์ (ห้าสิบสูตรแรก) ของอังคุตตรนิกาย
- หน้า ๑๙๗–๑๙๙ พราหมณ์ชราสองคนทูลขอโอวาท เริ่มทุติยปัณณาสก์ พราหมณวรรคที่หนึ่ง พราหมณ์ชราสองคนเข้าเฝ้าทูลขอให้พระพุทธเจ้าประทานโอวาทเพื่อประโยชน์สุขตลอดกาลนาน พระองค์ตรัสว่าโลกถูกความแก่ ความเจ็บ และความตายพัดพาไป (อุปนียติ) ไม่มีผู้ใดต้านทานได้ การสำรวมกาย วาจา ใจ เท่านั้นที่จะเป็นที่พึ่งเมื่อละไปแล้ว ในพระสูตรถัดมาพราหมณ์คู่เดิมมาทูลถามอีกครั้ง คราวนี้พระองค์ทรงแสดงอุปมาว่าโลกกำลังลุกเป็นไฟด้วยชรา พยาธิ มรณะ ผู้ฉลาดพึงขนของออกจากเรือนที่ไฟไหม้ด้วยการให้ทาน เพราะสิ่งที่ให้แล้วเท่านั้นที่นำออกมาได้อย่างปลอดภัย
- หน้า ๑๙๙–๒๐๓ สันทิฏฐิกธรรมและสันทิฏฐิกนิพพาน รวมสามพระสูตรที่พราหมณ์ต่างคนทูลถามความหมายของคำว่า "ธรรมอันผู้บรรลุจะพึงเห็นได้เอง" (สันทิฏฐิกธรรม) และ "นิพพานที่เห็นได้เอง" พระพุทธเจ้าทรงอธิบายเหมือนกันทุกครั้งว่า ผู้ยังมีราคะ โทสะ โมหะครอบงำใจย่อมคิดเบียดเบียนตนและผู้อื่นทั้งสองฝ่าย เมื่อละกิเลสเหล่านี้ได้แล้วก็ไม่คิดเบียดเบียนอีกต่อไป นี่คือธรรมที่เห็นได้ด้วยตนเองไม่ต้องรอกาลเวลา พระสูตรสุดท้ายในกลุ่มนี้ (ชาณุสโสณีพราหมณ์) เจาะจงเรื่องนิพพานว่าคือความสิ้นราคะ โทสะ โมหะโดยไม่เหลือเศษ ทุกพระสูตรจบด้วยพราหมณ์ผู้ฟังประกาศตนเป็นอุบาสก
- หน้า ๒๐๓–๒๐๔ เหตุที่มนุษย์ในปัจจุบันลดจำนวนลง พราหมณ์มหาศาลทูลถามว่าเหตุใดในสมัยก่อนบ้านเมืองจึงหนาแน่นด้วยผู้คนต่างจากปัจจุบันที่มนุษย์ลดน้อยลง พระพุทธเจ้าทรงอธิบายสามเหตุคือ มนุษย์ในยุคปัจจุบันกำหนัดในสิ่งที่ไม่ควร โลภอย่างผิดปกติ จนหยิบอาวุธคมกริบมาฆ่ากันเอง ทำให้ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลเกิดทุพภิกขภัย และยักษ์ปล่อยสัตว์ร้ายและอมนุษย์มาทำร้ายมนุษย์ ทั้งหมดล้วนเป็นผลจากอกุศลกรรมของมนุษย์เอง
- หน้า ๒๐๔–๒๐๗ วัจฉโคตตปริพาชก: ทานและความไม่ถือชั้นวรรณะ วัจฉโคตตปริพาชกทูลถามข่าวลือว่าพระพุทธเจ้าสอนให้ถวายทานแก่พระองค์และสาวกเท่านั้น พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธและตรัสว่าผู้ห้ามผู้อื่นให้ทานย่อมเป็นอันตรายต่อบุญของผู้ให้ ลาภของผู้รับ และทำร้ายตนเองก่อนแล้ว แม้แต่การเทน้ำล้างภาชนะให้สัตว์ในบ่อน้ำครำก็ยังได้บุญ แต่ทานที่ถวายแก่ผู้มีศีลย่อมมีผลมากกว่าทานที่ถวายแก่ผู้ทุศีล จบด้วยคาถาอันโด่งดังว่าไม่ว่าเกิดในวรรณะใด ผู้ฝึกตนดีมีศีลสัตย์ย่อมเป็นเนื้อนาบุญอันประเสริฐได้เสมอกัน ไม่ขึ้นกับชาติกำเนิด
- หน้า ๒๐๗–๒๑๒ ติกัณณพราหมณ์: วิชชาสามที่แท้จริง ติกัณณพราหมณ์สรรเสริญพราหมณ์ผู้เป็น "เตวิชชะ" (ผู้รู้วิชชาสาม) ตามความหมายเดิมคือผู้สืบเชื้อสายบริสุทธิ์และเรียนจบไตรเพท พระพุทธเจ้าทรงแสดงความหมายของเตวิชชะในธรรมวินัยของพระอริยะที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง คือภิกษุผู้เจริญฌานสี่จนจิตบริสุทธิ์แล้วบรรลุวิชชาสามได้แก่ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ระลึกชาติได้) จุตูปปาตญาณ (เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ตามกรรม) และอาสวักขยญาณ (รู้แจ้งอริยสัจจนสิ้นอาสวะ) ซึ่งประเสริฐกว่าเตวิชชะแบบพราหมณ์อย่างเทียบไม่ได้ ติกัณณพราหมณ์ยอมรับและประกาศตนเป็นอุบาสก
- หน้า ๒๑๒–๒๑๔ ชาณุสโสณีพราหมณ์: วิชชาสาม (ซ้ำเนื้อความเดิม) ชาณุสโสณีพราหมณ์ทูลถามคำถามเดียวกันกับติกัณณพราหมณ์เรื่องความหมายของเตวิชชะสำหรับผู้ควรรับทักษิณาทาน พระพุทธเจ้าทรงแสดงคำตอบเนื้อความเดียวกันทั้งหมดคือ นิยามเตวิชชะแบบพราหมณ์โดยชาติกำเนิดกับนิยามเตวิชชะแบบอริยะโดยการบรรลุวิชชาสามผ่านการเจริญฌานนั้นต่างกันคนละเรื่อง และเตวิชชะแบบอริยะย่อมประเสริฐกว่า จบด้วยพราหมณ์ประกาศตนเป็นอุบาสกเช่นเดียวกับพระสูตรก่อนหน้า
- หน้า ๒๑๔–๒๒๐ สังคารวพราหมณ์: ยัญกับบรรพชา และปาฏิหาริย์สาม สังคารวพราหมณ์ทูลถามว่าการบูชายัญที่มีผู้ร่วมทำหลายคนกับการบวชบำเพ็ญตนคนเดียวอย่างไหนได้บุญมากกว่า พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้เห็นด้วยคำถามว่าเมื่อพระศาสดาสอนแล้วมีผู้ปฏิบัติตามได้เป็นพันเป็นแสน การบวชจึงเป็นทางบุญที่แผ่ขยายได้มากกว่า เมื่อพระอานนท์ถามย้ำว่าทางใดดีกว่า สังคารวพราหมณ์ตอบเลี่ยงไม่ตรงคำถามหลายครั้ง พระพุทธเจ้าจึงตรัสเปลี่ยนเรื่องไปแสดงปาฏิหาริย์สามอย่างคือ อิทธิปาฏิหาริย์ (แสดงฤทธิ์ได้ต่างๆ) อาเทสนาปาฏิหาริย์ (ทายใจผู้อื่นได้แม่นยำ) และอนุสาสนีปาฏิหาริย์ (การสั่งสอนให้ละสิ่งที่ควรละบำเพ็ญ
- หน้า ๒๒๑–๒๒๒ ปิดพฺราหฺมณวคฺค: อาเทสนาปาฏิหาริย์ ส่วนท้ายของพระสูตรที่ต่อเนื่องมาจากตอนก่อน พระพุทธเจ้าอธิบายแก่พราหมณ์ถึงความสามารถในการหยั่งรู้ใจผู้อื่น (อาเทสนาปาฏิหาริย์) ว่าทรงทราบวิตกของผู้ปฏิบัติสมาธิและสามารถแนะนำให้ละความคิดที่ไม่ควรคิด พราหมณ์ถามว่ามีภิกษุรูปอื่นที่มีปาฏิหาริย์นี้หรือไม่ พระองค์ตรัสว่ามีจำนวนมาก พราหมณ์เลื่อมใสประกาศตนถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ปิดท้ายด้วยคาถาอุทานสรุปพราหมณวรรคที่หนึ่ง และขึ้นหัวข้อมหาวรรคที่สอง.
- หน้า ๒๒๒–๒๒๘ ติตถายตนสูตร: ลัทธิภายนอกสามและคำสอนของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงชี้ลัทธิความเชื่อสามแบบที่นักบวชนอกศาสนาถืออยู่ คือ ทุกอย่างเป็นผลจากกรรมเก่า (ปุพเพกตเหตุ), ทุกอย่างพระเป็นเจ้าบันดาล (อิสสรนิมมานเหตุ), และทุกอย่างไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย (อเหตุอัปปัจจยา) ทรงชี้ว่าถ้าเชื่อเช่นนี้จริง การทำบาปทุกอย่างก็ต้องถือว่าเกิดจากเหตุนั้นเช่นกัน ทำให้ไม่มีฉันทะหรือความเพียรที่จะแยกแยะสิ่งควรทำไม่ควรทำ จึงเป็นการข่มปรับได้โดยชอบธรรม จากนั้นทรงแสดงธรรมที่ไม่มีใครคัดค้านได้ คือ ธาตุหก อายตนะผัสสะหก มโนปวิจารสิบแปด และอริยสัจสี่ พร้อมอธิบายห่วงโซ่ปฏิจจสมุปบาทที่นำไ
- หน้า ๒๒๘–๒๓๑ ภัยที่ไม่มีมารดาบุตร กับภัยที่มีมารดาบุตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงภัยสามอย่างที่ปุถุชนมักกล่าวว่าเป็น 'ภัยที่มารดาบุตรพลัดพรากกัน' คือ ไฟไหม้ น้ำท่วม และโจรป่าก่อความวุ่นวาย แต่ทรงชี้ว่าแม้ในยามที่มารดาบุตรยังพบกันได้ ก็ยังมีภัยแท้จริงสามอย่างที่ไม่มีใครช่วยใครได้เลย คือ ความแก่ ความเจ็บ และความตาย ซึ่งมารดาไม่อาจขอให้บุตรพ้นจากภัยนี้แทนตนได้ และทรงชี้ว่าอริยมรรคมีองค์แปดเป็นหนทางเดียวที่นำไปสู่การละภัยทั้งหมดนี้.
- หน้า ๒๓๑–๒๓๗ อุจจาสยนมหาสยนสูตร แคว้นเวนาคปุระ พระพุทธเจ้าเสด็จจาริกถึงหมู่บ้านเวนาคปุระ พราหมณ์คหบดีมาเข้าเฝ้าและสรรเสริญพระวรกาย พราหมณ์วัจฉโคตรถามถึงที่นอนอันสูงใหญ่ (อุจจาสยนมหาสยนะ) ที่นักบวชไม่ควรใช้ แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์เองทรงเข้าถึงที่นอนสามชนิดโดยไม่ยาก คือ ที่นอนทิพย์ (การเข้าฌานทั้งสี่ขณะเดินยืนนั่งนอน) ที่นอนพรหม (การแผ่เมตตากรุณามุทิตาอุเบกขา) และที่นอนอริยะ (การละราคะโทสะโมหะได้เด็ดขาด) พราหมณ์เลื่อมใสประกาศตนถึงสรณะ.
- หน้า ๒๓๗–๒๔๑ สรภสูตร: ปริพาชกผู้อวดอ้างเท็จ ปริพาชกชื่อสรภะออกจากพระธรรมวินัยแล้วประกาศในที่ประชุมชาวราชคฤห์ว่าตนรู้แจ้งธรรมของพระสมณะศากยบุตรจนหมดสิ้นแล้วจึงจากไป ภิกษุนำความไปกราบทูล พระพุทธเจ้าเสด็จไปถามสรภะซ้ำสามครั้งว่าอะไรคือธรรมที่ตนรู้แจ้งแล้ว สรภะนิ่งเงียบไม่อาจตอบได้ทั้งสามครั้ง เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จจากไปแล้ว ปริพาชกอื่น ๆ ก็เย้ยหยันสรภะด้วยอุปมาสุนัขจิ้งจอกที่ร้องอ้างจะบันลือสีหนาทแต่กลับร้องเป็นเสียงหมาจิ้งจอก.
- หน้า ๒๔๑–๒๔๘ กาลามสูตร (เกสปุตติยสูตร) ชาวกาลามะแห่งเกสปุตตนิคมสับสนเพราะสมณพราหมณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมาต่างยกย่องแต่ลัทธิของตนและตำหนิลัทธิอื่น จึงทูลถามพระพุทธเจ้าว่าจะเชื่อใครดี พระองค์ประทานหลักคำสอนอันมีชื่อเสียงว่าอย่าเชื่อเพียงเพราะฟังตามกันมา ตำรา ตรรกะ หรือความน่าเชื่อถือของครู แต่ให้พิจารณาด้วยตนเองว่าธรรมนั้นนำไปสู่โลภโกรธหลงและโทษหรือไม่ เมื่อรู้ชัดว่าอกุศลควรละก็ให้ละ กุศลควรถือปฏิบัติก็ให้ถือปฏิบัติ แล้วทรงสอนการแผ่เมตตากรุณามุทิตาอุเบกขาไปทั่วทุกทิศ อันทำให้อริยสาวกได้ความอุ่นใจสี่ประการไม่ว่าจะมีโลกหน้าหรือผลกรรมจริงหรือไม
- หน้า ๒๔๘–๒๕๓ สาฬหสูตร: พระนันทกะสอนหลานมิคารเศรษฐี พระนันทกะแสดงธรรมแบบเดียวกับกาลามสูตรแก่สาฬหะและโรหณะผู้เป็นหลานของมิคารเศรษฐี โดยชี้ให้เห็นด้วยตนเองว่าโลภะ โทสะ โมหะ เป็นเหตุให้คนทำบาปห้าประการและนำความทุกข์มาให้ ส่วนอโลภะ อโทสะ อโมหะ นำไปสู่ความสุข เมื่อเห็นชัดแล้วให้ละฝ่ายชั่วถือฝ่ายดี แล้วแผ่พรหมวิหารสี่และเจริญปัญญาจนจิตหลุดพ้นจากอาสวะทั้งปวง บรรลุความสงบเยือกเย็นดุจพรหม.
- หน้า ๒๕๓–๒๕๖ กถาวัตถุสูตร: ลักษณะผู้ควรสนทนาธรรม พระพุทธเจ้าทรงแสดงเรื่องที่ใช้สนทนากันได้สามกาล คือ อดีต อนาคต ปัจจุบัน และทรงสอนวิธีสังเกตว่าบุคคลใด 'ควรเจรจาด้วย' หรือ 'ไม่ควรเจรจาด้วย' โดยดูจากการตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมา แยกแยะ ย้อนถาม หรือระงับไว้ตามควร การยืนหยัดในหลักการโดยไม่หลบเลี่ยงหรือแสดงความโกรธ ปิดท้ายด้วยคาถาสอนอริยชนให้สนทนาธรรมด้วยความสงบ ไม่มุ่งเอาชนะ ไม่จับผิด และยินดีในคำพูดที่ดีของผู้อื่น.
- หน้า ๒๕๖–๒๕๘ ความต่างระหว่างราคะ โทสะ โมหะ พระพุทธเจ้าทรงสอนภิกษุให้ตอบคำถามของนักบวชนอกศาสนาว่าราคะมีโทษน้อยแต่คลายช้า โทสะมีโทษมากแต่คลายเร็ว ส่วนโมหะมีโทษมากและคลายช้า แล้วทรงอธิบายเหตุปัจจัยที่ทำให้ราคะโทสะโมหะเกิดขึ้นหรือเพิ่มพูน คือการใส่ใจโดยไม่แยบคายต่ออารมณ์ที่งามหรือที่กระทบใจ และเหตุที่ทำให้ไม่เกิดหรือถูกละคือการใส่ใจโดยแยบคาย รวมถึงการเจริญเมตตาเจโตวิมุตติเพื่อระงับโทสะ.
- หน้า ๒๕๘–๒๖๓ อกุศลมูลสูตรและกุศลมูลสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงรากเหง้าแห่งอกุศลสามประการคือโลภะ โทสะ โมหะ ซึ่งทำให้คนทำร้ายผู้อื่นด้วยการฆ่า จองจำ หรือกล่าวเท็จ และถูกเรียกว่าเป็นผู้พูดผิดกาล พูดเท็จ พูดสิ่งไม่เป็นประโยชน์ ตรงข้ามกับรากเหง้าแห่งกุศลสามประการคืออโลภะ อโทสะ อโมหะ ที่ทำให้เป็นผู้พูดจริงพูดถูกกาล ทรงอุปมาด้วยต้นไม้ที่ถูกเถาวัลย์รัดจนตายฉันใด คนที่มีอกุศลมูลย่อมพินาศฉันนั้น แต่หากขุดรากเถาวัลย์ขึ้นเผาทำลายจนหมดสิ้น ต้นไม้ก็รอด เปรียบได้กับผู้ตัดรากอกุศลจนหมดสิ้นย่อมถึงความสงบเย็นในปัจจุบัน.
- หน้า ๒๖๓–๒๗๕ อุโปสถสูตร: อุบาสิกาวิสาขา นางวิสาขามิคารมาตาเข้าเฝ้าในวันอุโบสถ พระพุทธเจ้าทรงแสดงอุโบสถสามชนิด คือ อุโบสถแบบคนเลี้ยงโค (คิดถึงแต่เรื่องกินอยู่ ไม่มีสาระ) อุโบสถแบบนิครนถ์ (มีเมตตาไม่เสมอกันและต้องสอนให้พูดเท็จ) และอริยอุโบสถ ซึ่งทำให้จิตที่เศร้าหมองผ่องใสด้วยการระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ศีลของตน และเทวดา แล้วสมาทานศีลแปดประการตลอดวันคืนนั้นตามแบบพระอรหันต์ ส่วนท้ายของสูตร (ยังไม่จบในตอนนี้) ทรงเปรียบเทียบอานิสงส์อันไพศาลของอริยอุโบสถ ว่าแม้ราชสมบัติในสิบหกแคว้นใหญ่ก็ยังไม่ถึงเสี้ยวหนึ่งเมื่อเทียบกับการได้เกิดเป็นเ
- หน้า ๒๗๖–๒๗๗ คาถาปิดท้ายอุโบสถสูตร และจบมหาวรรคที่ ๒ ส่วนนี้เป็นคาถาปิดท้ายของอุโบสถสูตร (ซึ่งเริ่มต้นก่อนหน้าไฟล์นี้) พรรณนาองค์แปดของอุโบสถศีล ได้แก่ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่พูดเท็จ ไม่ดื่มสุรา ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่บริโภคอาหารในเวลาวิกาล ไม่ทัดทรงดอกไม้ของหอมและเครื่องประดับ และนอนบนที่นอนต่ำ แล้วเปรียบเทียบว่าแม้แสงจันทร์ แสงอาทิตย์ หมู่ดาว และรัตนะทั้งหลายในโลกก็ไม่อาจเทียบได้แม้เพียงเสี้ยวหนึ่งในสิบหกของอานิสงส์การรักษาอุโบสถศีลครบองค์แปด ปิดท้ายด้วยการจบมหาวรรคที่ ๒ พร้อมคาถาสรุปหัวข้อ (อุทเทส)
- หน้า ๒๗๗–๒๗๙ ฉันนปริพาชกถามพระอานนท์เรื่องละราคะโทสะโมหะ เริ่มต้นอานันทวรรคที่ ๓ ฉันนปริพาชกเข้าไปหาพระอานนท์และถามว่าฝ่ายพระพุทธศาสนาก็บัญญัติการละราคะ โทสะ โมหะเช่นเดียวกันหรือไม่ พระอานนท์อธิบายว่าผู้ถูกราคะ โทสะ โมหะครอบงำย่อมคิดเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจ และไม่รู้ประโยชน์ตนประโยชน์ท่านตามจริง เมื่อกิเลสเหล่านั้นถูกละแล้วย่อมตรงข้ามกัน ทางที่นำไปสู่การละกิเลสทั้งสามนี้คือมรรคมีองค์แปด
- หน้า ๒๘๐–๒๘๒ คหบดีสาวกอาชีวกถามพระอานนท์เรื่องธรรมที่กล่าวไว้ดี คหบดีผู้เป็นสาวกอาชีวกเข้าไปถามพระอานนท์ว่าธรรมของใครกล่าวไว้ดี ใครปฏิบัติดีในโลก และใครไปดีแล้วในโลก พระอานนท์ใช้วิธีย้อนถามจนคหบดีตอบเองว่าผู้แสดงธรรมเพื่อละราคะโทสะโมหะ ผู้ปฏิบัติเพื่อละกิเลสเหล่านั้น และผู้ที่ราคะโทสะโมหะถูกถอนรากขาดแล้วนั่นแหละคือผู้กล่าวธรรมดี ปฏิบัติดี และไปดีแล้ว คหบดีประทับใจมากจนประกาศตนถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต
- หน้า ๒๘๒–๒๘๓ มหานามศากยะถามเรื่องสมาธิกับญาณอะไรเกิดก่อน มหานามศากยะทูลถามพระผู้มีพระภาคซึ่งเพิ่งหายจากอาพาธว่าสมาธิเกิดก่อนญาณ หรือญาณเกิดก่อนสมาธิ พระอานนท์เกรงว่าปัญหาลึกซึ้งเกินไปสำหรับพระพุทธเจ้าที่เพิ่งหายป่วย จึงพามหานามะไปสนทนาต่างหากและอธิบายเรื่องศีล สมาธิ ปัญญาของพระเสขะ (ผู้ยังต้องศึกษา) กับของพระอเสขะ (ผู้จบกิจแล้ว) แสดงว่าอริยสาวกผู้สมบูรณ์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญาเช่นนี้ย่อมบรรลุเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติได้ด้วยตนเอง
- หน้า ๒๘๔–๒๘๕ อภัยลิจฉวีถามเรื่องนิครนถ์นาฏบุตรกับนิชชรา ๓ อภัยลิจฉวีเล่าให้พระอานนท์ฟังว่านิครนถ์นาฏบุตรอ้างตนเป็นสัพพัญญูผู้รู้เห็นทุกขณะ และสอนว่าความหมดจดเกิดจากการเผาผลาญกรรมเก่าด้วยตบะและไม่ทำกรรมใหม่ พระอานนท์อธิบายว่าพระพุทธเจ้าทรงแสดงความหมดจด (นิชชรา) ที่แท้จริง ๓ อย่าง คือ การมีศีล การเจริญฌานถึงจตุตถฌาน และการไม่ทำกรรมใหม่พร้อมกับผ่อนคลายกรรมเก่าด้วยการประสบผลด้วยตนเอง ปัณฑิตกุมารลิจฉวีชื่นชมคำตอบของพระอานนท์อย่างยิ่ง
- หน้า ๒๘๕–๒๘๗ ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัย พระผู้มีพระภาคตรัสสอนพระอานนท์ว่าด้วยความอนุเคราะห์ ควรชักชวนมิตร อำมาตย์ ญาติสาโลหิตให้ตั้งมั่นในความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหว (อเวจจปสาทะ) ในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ พร้อมยกบทสวดสรรเสริญคุณของแต่ละองค์ ทรงยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่อริยสาวกผู้มีความเลื่อมใสเช่นนี้จะไปเกิดในนรก กำเนิดสัตว์เดรัจฉาน หรือเปรตวิสัย ซึ่งแน่นอนยิ่งกว่าความเป็นไปได้ที่ธาตุทั้งสี่จะแปรเปลี่ยนสภาพ
- หน้า ๒๘๗–๒๘๙ อานนท์ทูลถามความหมายของ "ภพ" พระอานนท์ทูลถามพระผู้มีพระภาคสองครั้งว่า "ภพ" คืออะไร พระองค์ทรงอธิบายด้วยอุปมาว่ากรรมเปรียบเหมือนนา วิญญาณเปรียบเหมือนพืช ตัณหาเปรียบเหมือนยางเหนียวที่ทำให้วิญญาณตั้งอยู่ได้ในธาตุอย่างทราม (กามภพ) อย่างกลาง (รูปภพ) หรืออย่างประณีต (อรูปภพ) อันเป็นเหตุให้เกิดภพใหม่ในภายหน้า ทั้งสองครั้งมีเนื้อความเกือบเหมือนกันเพียงต่างรายละเอียดปลีกย่อยเล็กน้อย
- หน้า ๒๘๙ ศีลพรตพรหมจรรย์ทุกอย่างมีผลหรือไม่ พระอานนท์ทูลถามว่าการถือศีลพรตและพรหมจรรย์ทุกชนิดมีผลเสมอกันหรือไม่ พระผู้มีพระภาคตรัสว่าไม่แน่นอนเสมอไป ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อประพฤติแล้วอกุศลธรรมเจริญขึ้นหรือกุศลธรรมเจริญขึ้น ถ้าอกุศลเจริญขึ้นถือว่าไม่มีผล ถ้ากุศลเจริญขึ้นถือว่ามีผล พระอานนท์ทูลแยกแยะได้ถูกต้องจนพระศาสดาทรงพอพระทัย และตรัสยกย่องพระอานนท์ว่าเป็นพระเสขะที่หาผู้เสมอด้วยปัญญาได้ยาก
- หน้า ๒๙๐–๒๙๑ กลิ่นที่ไปทวนลมได้ พระอานนท์ทูลถามเรื่องกลิ่นสามชนิด (กลิ่นราก กลิ่นแก่น กลิ่นดอก) ที่ลอยไปได้เฉพาะตามลม และถามว่ามีกลิ่นชนิดใดที่ลอยไปได้ทั้งตามลมและทวนลมหรือไม่ พระผู้มีพระภาคตรัสว่ามี คือกลิ่นเกียรติคุณของบุคคลผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ มีศีล มีธรรมอันงาม มีใจปราศจากความตระหนี่ ยินดีในการให้ทาน ย่อมเป็นที่สรรเสริญของสมณพราหมณ์และเทวดาทุกทิศทาง ปิดท้ายด้วยคาถาว่ากลิ่นแห่งสัตบุรุษหอมทวนลมได้ต่างจากกลิ่นดอกไม้
- หน้า ๒๙๑–๒๙๔ พระอภิภูสาวกกับเสียงของพระตถาคต และจบอานันทวรรค พระอานนท์เล่าว่าเคยได้ยินมาว่าพระอภิภูสาวกของพระสิขีพุทธเจ้ายืนบนพรหมโลกแล้วประกาศเสียงให้ได้ยินทั่วโลกธาตุพันหนึ่งได้ จึงทูลถามว่าพระผู้มีพระภาคทรงทำได้เพียงไร พระองค์ทรงอธิบายโครงสร้างจักรวาลระดับต่าง ๆ (โลกธาตุพันหนึ่ง สองพัน จนถึงมหาสหัสสี) และตรัสว่าหากทรงประสงค์ก็สามารถแผ่แสงสว่างและประกาศเสียงให้ได้ยินทั่วโลกธาตุระดับใหญ่ที่สุดได้ พระอานนท์ปีติยินดีในพุทธานุภาพจนพระผู้มีพระภาคต้องตรัสเตือนว่าความปีติเช่นนี้หากไม่ปราศจากราคะอาจนำไปสู่การเวียนว่ายเกิดเป็นท้าวสักกะหรือพระเจ้าจักรพรรดิ แต่พระ
- หน้า ๒๙๔–๒๙๕ กิจของสมณะและอุปมาลาตามฝูงโค เริ่มสมณวรรคที่ ๔ พระผู้มีพระภาคตรัสว่ากิจที่สมณะพึงทำมีสามอย่างคือ สมาทานศึกษาในอธิศีล อธิจิต และอธิปัญญา แล้วทรงยกอุปมาลาที่เดินตามฝูงโคร้องว่า "เราก็เป็นโคด้วย" แต่ไม่มีรูปร่าง เสียงร้อง หรือรอยเท้าเหมือนโคจริง เปรียบกับภิกษุบางรูปที่เดินตามหมู่สงฆ์แต่ไม่มีฉันทะในการศึกษาไตรสิกขาเหมือนภิกษุอื่นแท้จริง
- หน้า ๒๙๕–๒๙๖ อุปมากิจก่อนของชาวนา พระผู้มีพระภาคทรงยกอุปมากิจสามอย่างที่ชาวนาต้องทำก่อนคือ ไถนาให้ดีและคราดดิน หว่านพืชตามเวลา และไขน้ำเข้าออกตามเวลา เปรียบเทียบกับกิจสามอย่างที่ภิกษุต้องทำก่อนคือ สมาทานศึกษาในอธิศีล อธิจิต และอธิปัญญา อันเป็นพื้นฐานก่อนที่ผลแห่งการปฏิบัติจะบังเกิด
- หน้า ๒๙๖–๒๙๗ พระวัชชีบุตรบ่นสิกขาบทมาก และนิยามพระเสขะ ภิกษุวัชชีบุตรรูปหนึ่งทูลบ่นว่าสิกขาบทที่สวดทุกกึ่งเดือนมีมากกว่า ๑๕๐ ข้อ ตนไม่สามารถศึกษาได้ พระผู้มีพระภาคจึงตรัสถามว่าสามารถศึกษาในไตรสิกขาคือศีล จิต ปัญญาได้หรือไม่ เมื่อภิกษุนั้นตอบว่าได้ พระองค์ตรัสว่าเมื่อศึกษาไตรสิกขาแล้วราคะ โทสะ โมหะจะถูกละไปเอง ภิกษุรูปนั้นจึงศึกษาไตรสิกขาจนสำเร็จ ต่อมามีภิกษุอีกรูปทูลถามว่าอะไรเรียกว่า "เสขะ" พระองค์ตรัสว่าผู้ยังศึกษาอยู่ในอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา เรียกว่าเสขะ พร้อมคาถาว่าด้วยญาณที่เกิดขึ้นเมื่อสังโยชน์แห่งภพสิ้นไป
- หน้า ๒๙๗–๒๙๙ ไตรสิกขาย่อลงมาจากสิกขาบททั้งปวง สู่ความเป็นโสดาบัน พระผู้มีพระภาคตรัสว่าสิกขาบทกว่า ๑๕๐ ข้อทั้งหมดย่อลงมาอยู่ในไตรสิกขา คือ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ทรงแสดงระดับการปฏิบัติว่าภิกษุที่ทำศีลให้บริบูรณ์แต่ทำสมาธิและปัญญาได้เพียงพอประมาณ แม้จะยังต้องอาบัติและออกจากอาบัติเล็กน้อยบ้าง แต่หากตั้งมั่นไม่หวั่นไหวในสิกขาบทที่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ก็ย่อมเป็นพระโสดาบันผู้ไม่ตกต่ำ เที่ยงแท้ต่อการตรัสรู้ในกาลข้างหน้า
- หน้า ๒๙๙–๓๐๑ ระดับการปฏิบัติสู่ความเป็นสกทาคามีและอนาคามี ต่อเนื่องจากสูตรก่อน พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่าภิกษุที่ทำศีลบริบูรณ์และทำสมาธิบริบูรณ์ยิ่งขึ้น แต่ปัญญาเพียงพอประมาณ เมื่อราคะ โทสะ โมหะเบาบางลง ย่อมเป็นสกทาคามีผู้กลับมาเกิดในโลกนี้อีกเพียงครั้งเดียว ส่วนผู้ทำสมาธิบริบูรณ์ยิ่งขึ้นไปอีกจนละสังโยชน์เบื้องต่ำห้าได้ ย่อมเป็นพระอนาคามีในลักษณะต่าง ๆ กัน (ผุดเกิดแล้วปรินิพพานในภพนั้นโดยไม่ต้องใช้ความเพียรมาก หรือใช้ความเพียร หรือปรินิพพานในระหว่างภพ) โดยไม่ต้องกลับมาสู่โลกนี้อีก
- หน้า ๓๐๑–๓๐๓ ไตรสิกขาบริบูรณ์สู่ความเป็นพระอรหันต์ พระผู้มีพระภาคทรงสรุปว่าภิกษุผู้ทำศีล สมาธิ และปัญญาบริบูรณ์ครบทั้งสามย่อมบรรลุเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ สิ้นอาสวะเป็นพระอรหันต์ในชาตินี้เอง และแม้ยังไม่บรรลุถึงขั้นสูงสุด ก็ยังคงได้รับผลตามลำดับขั้นที่ได้ทำไว้ ตั้งแต่พระโสดาบันจนถึงพระอนาคามีประเภทต่าง ๆ ทรงยืนยันว่าสิกขาบทที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้ไม่เคยไร้ผลไม่ว่าผู้ปฏิบัติจะทำได้เพียงบางส่วนหรือทำได้บริบูรณ์
- หน้า ๓๐๓–๓๐๔ นิยามไตรสิกขาโดยย่อและคาถาสรุป พระผู้มีพระภาคทรงให้นิยามไตรสิกขาโดยตรงและสั้น ๆ คือ อธิศีลสิกขา (การมีศีล) อธิจิตสิกขา (การเจริญฌานถึงจตุตถฌาน) และอธิปัญญาสิกขา (การรู้อริยสัจสี่ตามความเป็นจริง หรือในอีกนัยหนึ่งคือการสิ้นอาสวะ) ปิดท้ายด้วยคาถาสอนให้ผู้ปฏิบัติมีความเพียร มีสติ สำรวมอินทรีย์ ประพฤติสม่ำเสมอทั้งกลางวันกลางคืน จนบรรลุวิมุตติแห่งจิตอันไม่กำเริบ เปรียบดังแสงประทีปที่ดับไป
- หน้า ๓๐๔–๓๐๘ พระกัสสปโคตรไม่พอใจธรรมกถา และเกณฑ์การสรรเสริญภิกษุ ที่หมู่บ้านปังกธา พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมกถาเกี่ยวกับสิกขาบท ทำให้พระกัสสปโคตรผู้เป็นเจ้าถิ่นเกิดความไม่พอใจ เมื่อพระองค์เสด็จจากไปแล้ว พระกัสสปโคตรกลับสำนึกผิด ตามไปกราบทูลสารภาพความผิดต่อพระพักตร์ พระองค์ทรงรับคำสารภาพและตรัสว่าการเห็นโทษแล้วแก้ไขตามธรรมนับเป็นความเจริญในอริยวินัย จากนั้นทรงอธิบายเกณฑ์ที่พระองค์จะทรงสรรเสริญหรือไม่สรรเสริญภิกษุไม่ว่าจะเป็นพระเถระ ปูนกลาง หรือใหม่ นั่นคือต้องเป็นผู้ใคร่ในการศึกษาเองและชักชวนผู้อื่นให้ศึกษาด้วย มิฉะนั้นผู้ที่คบหาตามอย่างจะพลอยได้รับความทุกข์ยา
- หน้า ๓๐๙–๓๑๐ กิจเร่งด่วนของชาวนาและภิกษุ เริ่มโลณผลวรรคที่ ๕ พระผู้มีพระภาคทรงยกอุปมาชาวนาที่ต้องรีบไถนา รีบหว่านพืช และรีบไขน้ำโดยเร็ว แต่ก็ยังไม่มีฤทธิ์อำนาจที่จะบันดาลให้ข้าวสุกได้ทันที ต้องรอเวลาที่เหมาะสม เปรียบกับภิกษุที่ต้องรีบศึกษาไตรสิกขาโดยเร่งด่วนเช่นกัน แต่ความหลุดพ้นจากอาสวะก็จะเกิดขึ้นเมื่อถึงเวลาอันควร มิใช่เพียงปรารถนาเอาเองได้
- หน้า ๓๑๐–๓๑๒ ปวิเวก ๓ ของเดียรถีย์ เทียบกับปวิเวก ๓ ในธรรมวินัยนี้ พระผู้มีพระภาคทรงอธิบายว่าปริพาชกเดียรถีย์อื่นบัญญัติความสงัด ๓ อย่างคือ สงัดด้วยเครื่องนุ่งห่ม (ผ้าเปลือกไม้ ผ้าเก่า ฯลฯ) สงัดด้วยอาหาร (กินผักหญ้าเปลือกข้าว) และสงัดด้วยที่อยู่ (ป่า โคนไม้ ป่าช้า) แต่ในธรรมวินัยนี้ทรงแสดงความสงัดที่แท้จริง ๓ อย่างคือ มีศีลและสงัดจากความทุศีล มีสัมมาทิฏฐิและสงัดจากมิจฉาทิฏฐิ สิ้นอาสวะและสงัดจากอาสวะ พร้อมอุปมาชาวนาที่รีบเก็บเกี่ยวข้าวจนหมดจดเป็นแก่นสาร
- หน้า ๓๑๒ อุปมาพระอาทิตย์สารทกาลกับดวงตาเห็นธรรม พระผู้มีพระภาคทรงเปรียบดวงอาทิตย์ในฤดูสารทที่ปราศจากเมฆหมอกส่องแสงกำจัดความมืดในอากาศทั้งหมด กับการเกิดดวงตาเห็นธรรมอันปราศจากธุลีมลทินของอริยสาวก เมื่อเห็นธรรมแล้วสังโยชน์สามอย่าง (สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส) ย่อมถูกละพร้อมกับปลดเปลื้องจากอภิชฌาและพยาบาท เป็นอันไม่มีทางกลับมาเวียนว่ายด้วยสังโยชน์นั้นอีกแม้จะสิ้นชีวิตในขณะนั้น
- หน้า ๓๑๓–๓๑๔ บริษัท ๓ จำพวก พระผู้มีพระภาคทรงแสดงบริษัท ๓ จำพวก คือ บริษัทที่เลิศ (เถระไม่มักมากไม่ย่อหย่อน เป็นผู้นำในความสงัดและความเพียร ทำให้อนุชนเดินตามรอย) บริษัทที่แตกแยก (ทะเลาะวิวาทกันด้วยวาจา) และบริษัทที่สามัคคี (พร้อมเพรียงกันดุจน้ำนมกับน้ำ มองกันด้วยสายตาแห่งความรัก) ทรงเปรียบความสามัคคีนี้กับสายฝนที่ตกจากภูเขาไหลรวมลงลำธาร แม่น้ำน้อยใหญ่ จนถึงมหาสมุทร แสดงว่าเมื่อสงฆ์สามัคคีกันย่อมเกิดบุญมากและเป็นพรหมวิหารคือมุทิตา
- หน้า ๓๑๔–๓๑๕ อุปมาม้าอาชาไนย: ชวสมบัติคือปัญญารู้อริยสัจ พระผู้มีพระภาคทรงเปรียบม้าอาชาไนยของพระราชาที่ควรค่าแก่พระราชาด้วยองค์สาม คือ วรรณสมบัติ พลสมบัติ ชวสมบัติ กับภิกษุผู้ควรแก่ทักษิณา คือ มีศีล (วรรณสมบัติ) มีความเพียรละอกุศลเจริญกุศล (พลสมบัติ) และมีปัญญารู้แจ้งอริยสัจสี่ตามความเป็นจริง (ชวสมบัติ) เป็นสูตรแรกในชุดอุปมาม้าอาชาไนยสามสูตรที่ให้ความหมาย "ชวสมบัติ" ต่างระดับกัน
- หน้า ๓๑๕–๓๑๖ อุปมาม้าอาชาไนย: ชวสมบัติคือความเป็นอนาคามี อุปมาม้าอาชาไนยซ้ำอีกครั้ง แต่คราวนี้ "ชวสมบัติ" หมายถึงการละสังโยชน์เบื้องต่ำห้าได้แล้วเป็นพระอนาคามีผู้ผุดเกิดในภพนั้นและปรินิพพานในภพนั้นโดยไม่กลับมาสู่โลกนี้อีก แสดงระดับที่สูงขึ้นของภิกษุผู้ควรแก่ทักษิณา
- หน้า ๓๑๖–๓๑๗ อุปมาม้าอาชาไนย: ชวสมบัติคือความเป็นอรหันต์ อุปมาม้าอาชาไนยซ้ำเป็นครั้งที่สาม โดย "ชวสมบัติ" คราวนี้หมายถึงการสิ้นอาสวะ บรรลุเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ เป็นพระอรหันต์ในชาตินี้เอง แสดงระดับสูงสุดของภิกษุผู้ควรแก่ทักษิณาในชุดอุปมาม้าอาชาไนย
- หน้า ๓๑๗–๓๒๐ อุปมาผ้าเก่ากับผ้ากาสีเทียบภิกษุทุศีลกับภิกษุมีศีล พระผู้มีพระภาคทรงเปรียบผ้าเก่าที่ไม่ว่าจะใหม่ กลาง หรือเก่า หากมีสีเลว สัมผัสหยาบ และมีค่าน้อย ก็ถูกใช้เช็ดหม้อหรือทิ้งขยะ เปรียบกับภิกษุทุศีลไม่ว่าจะบวชนานเท่าใด คำพูดของเขาก็ไม่มีน้ำหนักและถูกดูหมิ่นในสงฆ์ ตรงข้ามกับผ้าแคว้นกาสีที่แม้เก่าก็ยังงามสัมผัสนุ่มมีราคาแพงจนนำไปห่อรัตนะ เปรียบกับภิกษุมีศีลไม่ว่าใหม่หรือเก่าย่อมเป็นประโยชน์แก่ผู้เข้าใกล้และเป็นที่เคารพเมื่อกล่าวธรรมวินัยในสงฆ์ ปิดท้ายด้วยพุทธพจน์สอนให้เป็นดุจผ้ากาสี มิใช่ผ้าเก่า
- หน้า ๓๒๐–๓๒๒ กรรมกับผลของกรรมไม่ตายตัว: อุปมาเกลือในน้ำน้อยกับแม่น้ำคงคา พระผู้มีพระภาคทรงคัดค้านลัทธินิยตินิยมที่ว่าบุคคลทำกรรมอย่างไรย่อมได้รับผลอย่างนั้นแน่นอนเสมอ เพราะหากเป็นเช่นนั้นการประพฤติพรหมจรรย์เพื่อดับทุกข์ย่อมไม่มีประโยชน์ แต่ผลของกรรมขึ้นอยู่กับลักษณะของผู้ทำกรรมนั้นด้วย ทรงยกอุปมาก้อนเกลือที่ใส่ในน้ำถ้วยเล็กทำให้น้ำเค็มจนดื่มไม่ได้ แต่ก้อนเกลือเดียวกันใส่ในแม่น้ำคงคาไม่อาจทำให้น้ำเค็มได้เลย แสดงว่ากรรมชั่วเล็กน้อยเดียวกันอาจให้ผลหนักหรือเบาต่างกันตามตัวบุคคล
- หน้า ๓๒๒–๓๒๔ อุปมาคนจนติดคุกกับคนรวย และคนฆ่าแกะ ต่อเนื่องจากสูตรก่อน พระผู้มีพระภาคทรงยกอุปมาเพิ่มเติมว่าคนยากจนอาจถูกจองจำแม้เป็นหนี้เพียงเล็กน้อย ในขณะที่คนมั่งมีหรือพระราชาไม่มีวันถูกจองจำด้วยหนี้จำนวนเดียวกัน และคนเลี้ยงแกะที่ยากจนอาจถูกลงโทษได้ทันทีหากขโมยแกะ แต่หากเป็นคนมั่งมีหรือพระราชาก็ไม่มีใครกล้าลงโทษ กลับต้องประจบขอคืน แสดงให้เห็นว่ากรรมชั่วเล็กน้อยอย่างเดียวกันจะให้ผลหนักแก่ผู้ที่ยังไม่อบรมกาย ศีล จิต ปัญญา แต่ให้ผลเบาแก่ผู้ที่อบรมดีแล้ว จึงยืนยันว่าการประพฤติพรหมจรรย์มีประโยชน์และสามารถทำที่สุดแห่งทุกข์ได้จริง
- หน้า ๓๒๔–๓๒๖ อุปมาการถลุงทองกับการละอุปกิเลสของจิต พระผู้มีพระภาคทรงเปรียบการถลุงทองคำที่ต้องล้างสิ่งเจือปนหยาบ เช่น ดินทรายกรวด ก่อน แล้วล้างสิ่งเจือปนขนาดกลาง เช่น ทรายหยาบทรายละเอียด และสุดท้ายล้างสิ่งเจือปนละเอียด เช่น ฝุ่นดำ จนเหลือแต่ทองบริสุทธิ์ที่ช่างทองนำไปหลอมทำเครื่องประดับได้ เปรียบกับภิกษุผู้บำเพ็ญอธิจิตต้องละอุปกิเลสหยาบ (ทุจริตทางกาย วาจา ใจ) อุปกิเลสขนาดกลาง (ความตรึกในกาม พยาบาท เบียดเบียน) และอุปกิเลสละเอียด (ความตรึกเรื่องวงศ์ตระกูล ชนบท ชื่อเสียง) ตามลำดับ จนเหลือแต่จิตที่พร้อมสำหรับสมาธิแท้จริง
- หน้า ๓๒๖–๓๒๙ อภิญญาหกที่เกิดจากจิตอันบริสุทธิ์และตั้งมั่น เมื่อจิตของภิกษุสงบ ตั้งมั่น ปราศจากอุปกิเลสแม้ในระดับความตรึกเรื่องธรรมแล้ว ย่อมเป็นสมาธิที่แท้จริง ไม่ต้องฝืนด้วยความเพียรอีกต่อไป จากจิตที่พร้อมเช่นนี้ ภิกษุสามารถน้อมจิตไปเพื่อรู้แจ้งอภิญญาทั้งหกได้ตามปรารถนา ได้แก่ อิทธิวิธี (แสดงฤทธิ์ต่าง ๆ) ทิพยโสต (หูทิพย์ฟังเสียงทั้งมนุษย์และเทวดา) เจโตปริยญาณ (หยั่งรู้จิตผู้อื่น) ปุพเพนิวาสานุสติ (ระลึกชาติก่อนได้) ทิพยจักขุ (ตาทิพย์เห็นสัตว์จุติและเกิดตามกรรม) และอาสวักขยญาณ (ความสิ้นอาสวะ บรรลุวิมุตติในชาตินี้)
- หน้า ๓๒๙–๓๓๐ นิมิตสามประการที่ภิกษุผู้เจริญอธิจิตพึงมนสิการ (ยังไม่จบ) พระผู้มีพระภาคทรงสอนว่าภิกษุผู้บำเพ็ญอธิจิตต้องมนสิการนิมิตสามอย่างสลับกันตามเวลา คือ สมาธินิมิต ปัคคาหนิมิต (นิมิตแห่งความเพียร) และอุเบกขานิมิต หากมนสิการเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งข้างเดียวตลอด จิตจะตกไปในความเกียจคร้าน ความฟุ้งซ่าน หรือไม่อาจตั้งมั่นเพื่อสิ้นอาสวะได้ ทรงเริ่มยกอุปมาช่างทองที่ต้องสลับกันเป่าไฟ พรมน้ำ และเพียงแต่วางเฉยดูในการถลุงทอง ซึ่งเนื้อความของสูตรนี้ยังไม่จบและมีต่อในหน้าถัดไป
- หน้า ๓๓๑ ปิดโลณผลวรรคและปัณณาสกที่สอง ส่วนท้ายของพระสูตรที่กล่าวต่อจากตอนก่อนหน้า สอนภิกษุผู้เจริญอธิจิตว่าต้องไม่ยึดเอานิมิตใดนิมิตหนึ่งเพียงด้านเดียว (นิมิตแห่งสมาธิ นิมิตแห่งความเพียร นิมิตแห่งอุเบกขา) แต่ต้องกำหนดสลับกันตามเวลาอันควร จิตจึงจะอ่อนโยน ควรแก่การงาน ผ่องใส และตั้งมั่นเพื่อความสิ้นอาสวะได้ จบท้ายด้วยคาถาสรุปหัวข้อของโลณผลวรรคซึ่งเป็นวรรคที่ 5 และประกาศจบปัณณาสกที่สองของติกนิบาต
- หน้า ๓๓๒–๓๓๔ สัมโพธิวรรค: อัสสาทะ อาทีนวะ นิสสรณะแห่งโลก พระพุทธเจ้าทรงเล่าย้อนถึงก่อนตรัสรู้ว่าทรงพิจารณาหาคุณ (อัสสาทะ) โทษ (อาทีนวะ) และทางออก (นิสสรณะ) ของโลก จนทรงเห็นแจ้งตามจริงจึงปฏิญาณพระองค์เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ทรงยืนยันว่าทรงแสวงหาและเข้าใจทั้งสามสิ่งนี้ด้วยปัญญาอย่างถ่องแท้ และทรงอธิบายว่าเพราะโลกมีทั้งคุณและโทษ สัตว์ทั้งหลายจึงกำหนัดยินดีในโลกบ้าง เบื่อหน่ายบ้าง และเพราะมีทางออกจึงมีผู้หลุดพ้นจากโลกได้
- หน้า ๓๓๔–๓๓๕ สมณพราหมณ์ผู้รู้แจ้งโลก, การขับร้อง-ฟ้อนรำ, ความไม่รู้จักอิ่ม ตรัสว่าสมณพราหมณ์ใดไม่รู้แจ้งคุณ โทษ และทางออกของโลกตามจริง ย่อมไม่นับว่าเป็นสมณะหรือพราหมณ์ที่แท้จริง ส่วนผู้รู้แจ้งจึงสมควรแก่ชื่อนั้น จากนั้นทรงสอนว่าการขับร้องเปรียบเหมือนการร้องไห้ การฟ้อนรำเหมือนความบ้าคลั่งในวินัยของพระอริยะ และตรัสถึงสามสิ่งที่เสพแล้วไม่รู้จักอิ่ม คือการนอน การดื่มสุรา และการเสพเมถุน
- หน้า ๓๓๕–๓๓๘ อนาถบิณฑิกสูตร: จิตที่คุ้มครองและไม่คุ้มครอง พระพุทธเจ้าตรัสแก่อนาถบิณฑิกเศรษฐีว่าเมื่อจิตไม่ได้รับการรักษา กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมก็พลอยไม่ได้รับการรักษาไปด้วย จึงเปียกชุ่มด้วยกิเลสและเน่าเสีย ทำให้ตายไม่ดี เปรียบเหมือนเรือนยอดที่มุงไม่ดี หลังคาและฝาผนังก็รั่วและผุพังตามไปด้วย ในทางตรงข้าม จิตที่ได้รับการรักษาย่อมทำให้กรรมทั้งสามบริสุทธิ์และตายอย่างดี เหมือนเรือนที่มุงดีย่อมไม่รั่วซึม พระสูตรที่สองสอนหลักเดียวกันโดยใช้คำว่าจิตที่พยาบาทหรือไม่พยาบาทแทน
- หน้า ๓๓๘–๓๔๑ เหตุเกิดกรรมสามประการ และฉันทะที่เกิดจากอารมณ์สามกาล ทรงแสดงว่าเหตุให้เกิดกรรมมีสามอย่างคือ โลภะ โทสะ โมหะ ซึ่งทำให้กรรมเป็นอกุศล มีโทษ ให้ผลเป็นทุกข์ และนำไปสู่การเกิดกรรมต่อเนื่อง ส่วนอโลภะ อโทสะ อโมหะเป็นเหตุแห่งกรรมกุศลที่นำไปสู่ความดับกรรม จากนั้นทรงอธิบายว่าฉันทะ (ความพอใจ) เกิดขึ้นได้เมื่อจิตครุ่นคิดถึงอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งฉันทราคะทั้งในอดีต อนาคต และปัจจุบัน แต่ผู้ที่รู้ผลข้างหน้าของอารมณ์เหล่านั้นด้วยปัญญาจะไม่ให้ฉันทะเกิดขึ้น จบท้ายด้วยการสรุปหัวข้อปิดสัมโพธิวรรค
- หน้า ๓๔๒–๓๔๓ ผู้ควรตกนรก, สิ่งที่หาได้ยาก, บุคคลที่หยั่งถึงได้ยากง่าย เปิดอาปายิกวรรคด้วยการระบุบุคคลสามจำพวกที่หากไม่ละพฤติกรรมนั้นย่อมตกนรก คือผู้ไม่ประพฤติพรหมจรรย์แต่ปฏิญาณว่าประพฤติ ผู้ใส่ร้ายผู้ประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์ และผู้เห็นว่าการเสพกามไม่มีโทษแล้วเสพกามนั้น ต่อมาตรัสถึงสิ่งสามอย่างที่หาได้ยากในโลก คือการอุบัติของพระตถาคต ผู้แสดงธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศ และบุคคลผู้กตัญญูกตเวที และกล่าวถึงบุคคลสามจำพวกคือผู้ที่หยั่งถึงใจได้ง่าย (ฟุ้งซ่านไม่สำรวม) หยั่งถึงได้ยาก (สงบสำรวม) และผู้ที่ประมาณไม่ได้เลยคือพระอรหันต์
- หน้า ๓๔๓–๓๔๕ ผู้เข้าอรูปฌานและชะตากรรมต่างกันของปุถุชนกับอริยสาวก ทรงแสดงบุคคลสามจำพวกที่เข้าถึงอรูปฌานขั้นอากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ และอากิญจัญญายตนะตามลำดับ แล้วยินดีติดใจในฌานนั้นจนได้ไปเกิดเป็นเทพในภพนั้นซึ่งมีอายุยืนนับพันกัป แต่เมื่อปุถุชนสิ้นอายุจากภพนั้นแล้วยังอาจกลับไปเกิดในนรก เดรัจฉาน หรือเปรตได้ ต่างจากสาวกของพระพุทธเจ้าซึ่งเมื่อสิ้นอายุในภพนั้นแล้วย่อมปรินิพพานในภพนั้นเอง นี่คือความแตกต่างสำคัญระหว่างปุถุชนผู้ไม่ได้สดับกับอริยสาวกผู้ได้สดับ
- หน้า ๓๔๕–๓๔๘ วิบัติและสมบัติแห่งศีล จิต และทิฏฐิ ทรงแสดงวิบัติสามอย่างคือ ศีลวิบัติ จิตวิบัติ (ความโลภและพยาบาท) และทิฏฐิวิบัติ (มิจฉาทิฏฐิปฏิเสธกรรมและผลกรรม) ซึ่งเป็นเหตุให้สัตว์ไปเกิดในอบายหลังตาย ตรงข้ามกับสมบัติสามอย่างคือศีลสมบัติ จิตสมบัติ ทิฏฐิสมบัติ ซึ่งนำไปสู่สุคติ พระสูตรที่สองสอนเนื้อหาเดียวกันซ้ำ พร้อมอุปมาว่าเหมือนแก้วมณีที่โยนขึ้นไปแล้วตกลงตรงไหนก็ตั้งอยู่มั่นคงตรงนั้น กรรมดีกรรมชั่วก็ส่งผลแน่นอนเช่นกัน
- หน้า ๓๔๘–๓๕๒ วิบัติ-สมบัติแห่งการงานและอาชีพ, ความบริสุทธิ์สามทาง ทรงแสดงวิบัติและสมบัติอีกชุดหนึ่งคือ กัมมันตวิบัติ-สมบัติ (การกระทำ) อาชีววิบัติ-สมบัติ (การเลี้ยงชีพ) และทิฏฐิวิบัติ-สมบัติ จากนั้นทรงแสดงความสะอาดบริสุทธิ์สามทาง (โสไจย) คือทางกาย วาจา ใจ โดยแสดงสองระดับ คือความบริสุทธิ์ของคฤหัสถ์ (เว้นจากปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาทเป็นต้น) และความบริสุทธิ์ที่สูงขึ้นของภิกษุซึ่งรวมถึงการรู้เท่าทันนิวรณ์ในใจตนเอง
- หน้า ๓๕๒–๓๕๓ โมไนยธรรมสามประการ ปิดอาปายิกวรรค ทรงแสดงความเป็นมุนี (โมไนยะ) สามทาง คือทางกาย (เว้นจากปาณาติบาต อทินนาทาน อพรหมจรรย์) ทางวาจา (เว้นจากมุสาวาทเป็นต้น) และทางใจ (การหลุดพ้นด้วยความสิ้นอาสวะ) พร้อมคาถาสรุปว่าผู้สมบูรณ์ด้วยโมไนยธรรมทั้งสามจึงได้ชื่อว่าเป็นมุนีผู้ละกิเลสได้ทั้งหมด เป็นการปิดท้ายอาปายิกวรรคที่สอง
- หน้า ๓๕๓–๓๕๖ กุสินารวรรค: ภิกษุติดใจในบิณฑบาต และภิกษุวิวาทกับภิกษุพร้อมเพรียง ที่กุสินารา พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่าภิกษุที่รับนิมนต์แล้วยินดีติดใจในอาหารประณีตที่คฤหบดีถวาย ย่อมเกิดความคิดในกามคุณ พยาบาท และเบียดเบียนตามมา ทานที่ถวายแก่ภิกษุเช่นนี้จึงมีผลไม่มาก ตรงข้ามกับภิกษุที่ไม่ติดใจ ย่อมคิดในทางเนกขัมมะ ไม่พยาบาท ไม่เบียดเบียน ทำให้ทานมีผลมาก ต่อมาทรงตรัสว่าทิศที่มีภิกษุทะเลาะวิวาทกันเป็นทิศที่ไม่น่าอยู่ เพราะภิกษุเหล่านั้นละความคิดดีสามอย่างและมากด้วยความคิดไม่ดีสามอย่าง ส่วนทิศที่ภิกษุพร้อมเพรียงกันเป็นทิศที่น่าอยู่เพราะกลับกัน
- หน้า ๓๕๖ การแสดงธรรมด้วยความรู้ยิ่ง มีเหตุ และมีปาฏิหาริย์ ที่โคตมกเจดีย์ เมืองเวสาลี พระพุทธเจ้าตรัสว่าทรงแสดงธรรมด้วยความรู้ยิ่งเอง มีเหตุผลรองรับ และประกอบด้วยปาฏิหาริย์ ไม่ใช่แสดงธรรมอย่างเลื่อนลอย เมื่อทรงแสดงธรรมเช่นนี้ โอวาทและอนุสาสนีของพระองค์จึงสมควรแก่ความเลื่อมใสยินดีของภิกษุทั้งหลาย โดยขณะแสดงธรรมนี้แผ่นดินได้หวั่นไหว
- หน้า ๓๕๖–๓๕๙ มหานามศากยะกับภรัณฑุกาลามะที่กบิลพัสดุ์ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จถึงกบิลพัสดุ์ มหานามศากยะได้จัดที่ประทับที่อาศรมของภรัณฑุกาลามะ อดีตเพื่อนพรหมจรรย์ของพระพุทธเจ้า คืนนั้นพระพุทธเจ้าตรัสถามมหานามะเรื่องศาสดาสามจำพวกที่มีความรู้เรื่องการกำหนดรู้กาม รูป และเวทนาต่างระดับกัน แล้วถามว่าเป้าหมายสูงสุดของศาสดาทั้งสามนี้เหมือนกันหรือต่างกัน ภรัณฑุกาลามะแย้งว่าเหมือนกัน แต่พระพุทธเจ้าทรงยืนยันสามครั้งว่าต่างกัน ทำให้ภรัณฑุกาลามะอับอายและออกจากกบิลพัสดุ์ไปไม่กลับมาอีก
- หน้า ๓๕๙–๓๖๐ หัตถกเทพบุตรไม่รู้จักอิ่มในสามสิ่ง หัตถกเทพบุตรมาเฝ้าพระพุทธเจ้าที่เชตวัน กราบทูลว่าธรรมที่ตนเคยประพฤติเมื่อครั้งเป็นมนุษย์ยังคงประพฤติอยู่ในสวรรค์ และเล่าว่าเมื่อครั้งเป็นมนุษย์ตนได้ตายไปทั้งที่ยังไม่อิ่มในสามสิ่งคือการได้เห็นพระพุทธเจ้า การฟังพระสัทธรรม และการอุปัฏฐากพระสงฆ์ แสดงถึงความศรัทธาอันแรงกล้าที่ติดตามไปแม้ในภพหน้า
- หน้า ๓๖๐–๓๖๒ อุปมากฏุวิยะ: กลิ่นดิบและแมลงวันแห่งความคิดชั่ว พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นภิกษุรูปหนึ่งมีจิตฟุ้งซ่านไม่สำรวมขณะบิณฑบาต จึงตรัสเตือนไม่ให้ทำตนเป็น "ของดิบเน่า" เพราะแมลงวันย่อมไม่ตอมสิ่งที่ไม่เน่า ต่อมาทรงอธิบายแก่ภิกษุทั้งหลายว่าความโลภคือกลิ่นดิบ ความพยาบาทคือความเปียกชุ่ม และความคิดอกุศลคือแมลงวันที่ตอมจิตที่ไม่สำรวมอินทรีย์ พร้อมคาถาสรุปว่าผู้มีศีลและปัญญาสงบระงับได้ย่อมอยู่เป็นสุขปราศจากแมลงวันเหล่านี้
- หน้า ๓๖๒–๓๖๔ เหตุมาตุคามไปอบาย, พระอนุรุทธ์บรรลุอรหัตต์ พระอนุรุทธ์ทูลถามเหตุที่ทำให้สตรีไปเกิดในอบาย พระพุทธเจ้าตรัสว่าเพราะจิตของสตรีถูกความตระหนี่ครอบงำในตอนเช้า ความริษยาครอบงำตอนเที่ยง และกามราคะครอบงำตอนเย็น จากนั้นพระอนุรุทธ์ไปสนทนากับพระสารีบุตรเรื่องทิพยจักษุที่ตนได้ พระสารีบุตรชี้ให้เห็นว่าความภูมิใจในทิพยจักษุเป็นมานะ ความเพียรที่แรงเกินไปเป็นอุทธัจจะ และความยินดีในความหลุดพ้นเป็นกุกกุจจะ แนะให้ละทั้งสามแล้วน้อมจิตสู่อมตธาตุ พระอนุรุทธ์ปฏิบัติตามจนบรรลุอรหัตตผลในเวลาต่อมา
- หน้า ๓๖๔–๓๖๖ สิ่งที่รุ่งเรืองเมื่อปกปิดหรือเปิดเผย, บุคคลเปรียบรอยขีดสามแบบ ทรงแสดงสิ่งสามอย่างที่รุ่งเรืองอยู่ได้เมื่อปกปิด ไม่ใช่เมื่อเปิดเผย คือสตรี มนตร์ของพราหมณ์ และมิจฉาทิฏฐิ ตรงข้ามกับดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ และธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศ ซึ่งรุ่งเรืองเมื่อเปิดเผยเท่านั้น จากนั้นทรงเปรียบบุคคลสามจำพวกกับรอยขีดบนหิน บนดิน และบนน้ำ ตามระยะเวลาที่ความโกรธของแต่ละคนจะคงอยู่ยาวนานหรือหายไปเร็ว เป็นการปิดท้ายกุสินารวรรคที่สาม
- หน้า ๓๖๖–๓๖๘ โยธาชีววรรค: อุปมานักรบกับภิกษุผู้บรรลุธรรม เปิดวรรคด้วยอุปมานักรบผู้ยิงไกล ยิงแม่นในชั่วขณะ และทำลายกองทัพใหญ่ได้ ซึ่งสมควรแก่ค่าตอบแทนจากพระราชา เปรียบกับภิกษุที่เห็นแจ้งขันธ์ห้าทั้งอดีต อนาคต ปัจจุบันว่าไม่ใช่ตัวตน (ยิงไกล) รู้แจ้งอริยสัจสี่ตามจริง (ยิงแม่น) และทำลายกองอวิชชาอันใหญ่ได้ (ทำลายกองทัพ) จึงสมควรแก่การเคารพบูชาเป็นเนื้อนาบุญของโลก
- หน้า ๓๖๘–๓๗๐ บริษัทสามแบบ, มิตรแท้, ไตรลักษณ์เป็นกฎธรรมชาติ, ผ้ากัมพลผมกับลัทธิมักขลิ กล่าวถึงบริษัทสามแบบและลักษณะมิตรที่ควรคบคือผู้ให้สิ่งที่ให้ได้ยาก ทำสิ่งที่ทำได้ยาก และอดทนสิ่งที่ทนได้ยาก จากนั้นทรงแสดงหลักสำคัญว่าไม่ว่าพระตถาคตจะอุบัติหรือไม่ก็ตาม ความจริงที่ว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และธรรมทั้งปวงไม่ใช่ตัวตนนั้นเป็นกฎธรรมชาติที่ตั้งอยู่แน่นอน พระตถาคตเพียงแต่ตรัสรู้และนำมาเปิดเผยแสดงเท่านั้น สุดท้ายทรงเปรียบผ้าทอด้วยผมเป็นผ้าที่เลวที่สุด เทียบกับลัทธิของมักขลิที่ปฏิเสธกรรมและความเพียรว่าเป็นลัทธิที่เลวที่สุด เป็นอันตรายต่อสัตว์จำนวนมาก
- หน้า ๓๗๐ สมบัติและความเจริญด้วยศรัทธา ศีล ปัญญา ทรงแสดงสมบัติสามประการโดยย่อ คือสัทธาสมบัติ สีลสมบัติ ปัญญาสมบัติ และความเจริญสามประการในลักษณะเดียวกัน คือความเจริญด้วยศรัทธา ศีล และปัญญา เป็นหลักธรรมสั้นๆ ที่เน้นคุณสมบัติพื้นฐานของผู้ปฏิบัติธรรม
- หน้า ๓๗๐–๓๗๕ อุปมาม้าและบุรุษอาชาไนยกับม้าและบุรุษพยศ ทรงแสดงม้าพยศและบุรุษพยศสามจำพวกที่มีคุณสมบัติไม่ครบ (เร็วอย่างเดียว, เร็วและสวย, เร็วสวยและทรวดทรงดี) เทียบกับภิกษุที่รู้อริยสัจสี่ (ความเร็ว) ตอบปัญหาอภิธรรม-อภิวินัยได้หรือไม่ได้ (ความสวย) และได้หรือไม่ได้ปัจจัยสี่บริบูรณ์ (ทรวดทรง) จากนั้นทรงแสดงม้าอาชาไนยและบุรุษอาชาไนยผู้เพียบพร้อมทั้งสามด้าน ซึ่งเปรียบกับภิกษุผู้บรรลุความหลุดพ้นด้วยความสิ้นอาสวะ พร้อมทั้งตอบปัญหาธรรมได้และได้รับปัจจัยบริบูรณ์
- หน้า ๓๗๕–๓๗๖ ภิกษุผู้ถึงที่สุดโดยส่วนเดียว ปิดโยธาชีววรรค ทรงแสดงภิกษุผู้ถึงที่สุดโดยส่วนเดียว เกษมจากโยคะโดยส่วนเดียว ประพฤติพรหมจรรย์โดยส่วนเดียว เป็นผู้เลิศกว่าเทวดาและมนุษย์ ด้วยองค์สามประการที่ต่างกันสามนัย คือ (1) ศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ที่เป็นอเสขะ (2) อิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ อนุสาสนีปาฏิหาริย์ และ (3) สัมมาทิฏฐิ สัมมาญาณ สัมมาวิมุตติ เป็นการปิดท้ายโยธาชีววรรคที่สี่
- หน้า ๓๗๖–๓๗๘ มังคลวรรค: กรรมสามฝ่ายที่นำไปนรกหรือสวรรค์, คนพาลกับบัณฑิต ทรงแสดงว่าผู้ประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่เป็นอกุศล มีโทษ ไม่เสมอธรรม และไม่บริสุทธิ์ ย่อมถูกนำไปเกิดในนรกเหมือนถูกโยนทิ้ง ส่วนผู้มีกรรมสามฝ่ายที่เป็นกุศล ไม่มีโทษ เสมอธรรม บริสุทธิ์ ย่อมไปสวรรค์ ทรงย้ำหลักเดียวกันนี้ซ้ำหลายครั้งด้วยคำต่างกัน (สาวัชชะ-อนวัชชะ, วิสมะ-สมะ, อสุจิ-สุจิ) แล้วสรุปว่าคนพาลผู้ไม่ฉลาดย่อมทำร้ายตนเองด้วยกรรมชั่ว ส่วนบัณฑิตย่อมรักษาตนไว้ได้ด้วยกรรมดี
- หน้า ๓๗๘–๓๗๙ การไหว้สามทาง, ฤกษ์งามยามดีจากความประพฤติชอบ ปิดมังคลวรรค ทรงแสดงการไหว้สามทางคือด้วยกาย วาจา และใจ จากนั้นทรงสอนว่าสัตว์ผู้ประพฤติดีทั้งทางกาย วาจา ใจ ในยามเช้า เที่ยง หรือเย็น ย่อมมีเช้าที่ดี เที่ยงที่ดี เย็นที่ดีสำหรับตน ปิดท้ายด้วยคาถาอันโด่งดังว่าฤกษ์ดี มงคลดี รุ่งอรุณดีเกิดจากการกระทำอันเป็นสัมมาไม่ใช่จากดวงดาว เป็นการปิดมังคลวรรคที่ห้าและปัณณาสกที่สาม
- หน้า ๓๘๐–๓๘๓ ปฏิปทาสามแบบ: อย่างหมกมุ่น อย่างทรมานตน และทางสายกลาง หมวดสุตตันตะที่ไม่รวมในปัณณาสกใด เริ่มด้วยปฏิปทาสามแบบ คือแบบเข้มข้นหมกมุ่น (เห็นว่าการเสพกามไม่มีโทษ) แบบทรมานตนให้เร่าร้อน (บรรยายรายละเอียดข้อวัตรของนักบวชเปลือยกายที่ทรมานร่างกายด้วยวิธีต่างๆ อย่างละเอียด) และทางสายกลางซึ่งได้แก่สติปัฏฐานสี่ ทรงแสดงซ้ำอีกครั้งโดยขยายทางสายกลางให้ครอบคลุมโพธิปักขิยธรรมทั้งหมด คือสัมมัปปธานสี่ อิทธิบาทสี่ อินทรีย์ห้า พละห้า โพชฌงค์เจ็ด และมรรคมีองค์แปด
- หน้า ๓๘๓–๓๘๕ การกระทำเองและชักชวนผู้อื่นในกรรมบถสิบ นำไปนรกหรือสวรรค์ ทรงแสดงว่าผู้ที่ทั้งทำเองและชักชวนผู้อื่นให้ทำ อีกทั้งยินดีในการทำ กรรมบถอกุศลสิบประการ (เช่นฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดหยาบ พูดเพ้อเจ้อ โลภอยาก พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ) ย่อมถูกนำไปเกิดในนรก ส่วนผู้เว้นเองและชักชวนผู้อื่นให้เว้นจากกรรมบถเหล่านั้น พร้อมทั้งยินดีในการเว้น ย่อมไปเกิดในสวรรค์
- หน้า ๓๘๕ ธรรมสามประการเพื่อรู้ยิ่งและละราคะ พร้อมจบติกนิบาตปาลิ พระสูตรสุดท้ายของเล่มนี้แสดงว่าเพื่อรู้ยิ่ง กำหนดรู้ และละราคะได้อย่างสิ้นเชิง ต้องเจริญสมาธิสามแบบ คือสุญญตสมาธิ (เห็นความว่างจากตัวตน) อนิมิตตสมาธิ (ไม่ยึดนิมิต) และอัปปณิหิตสมาธิ (ไม่มีความปรารถนา) และตรัสว่าหลักการเดียวกันนี้ใช้ได้กับกิเลสอื่นอีกสิบเจ็ดอย่าง เช่นโทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ มานะ และความประมาท จบท้ายด้วยคาถาสรุปหัวข้อทั้งหมดของติกนิบาต และคำประกาศปิดว่า "ติกนิปาโต นิฏฺฐิโต" (จบติกนิบาต) พร้อมโคลงปิดท้าย "ติกนิปาตปาลิ นิฏฺฐิตา" ซึ่งเป็นการสิ้นสุดพระบาลีเล่ม ๒๐ ทั้งเล่ม (อังค
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐