ภิกขุนีวิภังค์

บาลีสยามรัฐ · พระวินัยปิฎก · เล่มที่ ๓ · ๒๖๗ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๐๖ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๑๐ ปาราชิกข้อที่ ๑ ของภิกษุณี (อุพภชานุมัณฑลิกา) เรื่องภิกษุณีสุนทรีนันทากับสาฬหะ ภิกษุณีสุนทรีนันทา สาวสวยและมีความสามารถ ได้รับมอบหมายให้ดูแลการก่อสร้างวิหารที่สาฬหะ หลานของนางวิสาขามิคารมารดาสร้างถวายสงฆ์ภิกษุณี สาฬหะลุ่มหลงในตัวนางจนหาทางเข้าใกล้ ในที่สุดทั้งสองมีใจตรงกันและได้เคล้าคลึงร่างกายส่วนระหว่างเอวถึงเข่ากัน จนภิกษุณีชราป่วยรูปหนึ่งเห็นเข้าและนำความไปแจ้งจนถึงพระพุทธเจ้า พระองค์จึงทรงบัญญัติปาราชิกข้อแรกของภิกษุณี ห้ามภิกษุณีที่มีใจกำหนัดยินดีให้ชายที่มีใจกำหนัดจับต้อง ลูบคลำ หรือบีบรัดร่างกายส่วนล่างของตน ถือเป็นความผิดร้ายแรงที่สุดทำให้ขาดจากความเป็นภิกษุณีทันท
  2. หน้า ๑๑–๑๔ ปาราชิกข้อที่ ๒ ของภิกษุณี (วัชชปฏิจฉาทิกา) เรื่องถุลลนันทาปกปิดความผิดของสุนทรีนันทา หลังจากสุนทรีนันทาตั้งครรภ์กับสาฬหะและออกไปคลอดบุตรนอกวัด ภิกษุณีทั้งหลายถามถุลลนันทาว่าเหตุใดจึงรู้ความผิดร้ายแรงของสุนทรีนันทาแล้วไม่กล่าวโทษหรือแจ้งต่อหมู่คณะ ถุลลนันทาตอบว่าไม่อยากนำความเสื่อมเสียของเพื่อนไปพูดให้คนอื่นรู้ พระพุทธเจ้าทรงตำหนิว่าการปกปิดเช่นนี้เป็นอันตรายต่อพระศาสนา จึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีที่รู้ว่าเพื่อนภิกษุณีทำผิดขั้นปาราชิกแล้วไม่กล่าวโทษหรือไม่แจ้งให้หมู่คณะทราบ ถือเป็นปาราชิกเช่นกัน
  3. หน้า ๑๕–๑๘ ปาราชิกข้อที่ ๓ ของภิกษุณี (อุกขิตตานุวัตติกา) เรื่องถุลลนันทาประพฤติตามพระอริฏฐะผู้ถูกยกออกจากหมู่ พระอริฏฐะถูกสงฆ์ลงโทษยกออกจากหมู่เพราะยึดถือความเห็นผิดว่าการเสพกามไม่เป็นอันตรายต่อการบรรลุธรรม แต่ถุลลนันทาภิกษุณียังคงคล้อยตามและสนับสนุนท่านต่อไป แม้ภิกษุณีอื่นจะห้ามปรามถึงสามครั้งก็ไม่ยอมเลิก พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติว่าภิกษุณีใดประพฤติตามภิกษุที่ถูกสงฆ์ลงโทษอย่างถูกต้องแล้ว เมื่อถูกทัดทานครบสามครั้งแล้วยังไม่ยอมเลิก ต้องอาบัติปาราชิก แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการไม่แบ่งฝักฝ่ายกับผู้ที่ทำผิดพระธรรมวินัย
  4. หน้า ๑๙–๒๒ ปาราชิกข้อที่ ๔ ของภิกษุณี (อัฏฐวัตถุกา) - ๘ กรณีของการยินยอมสัมผัสชาย จบหมวดปาราชิก ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ผู้มีใจกำหนัดยินยอมให้ชายที่มีใจกำหนัดจับมือ จับชายจีวร ยืนอยู่ใกล้ พูดคุยด้วย นัดหมายให้มาพบ ยินดีให้ชายเข้ามาหา เข้าไปในที่กำบังกับชาย หรือน้อมกายเข้าหาชายเพื่อประสงค์เสพสิ่งไม่ควร รวม ๘ กรณีที่แม้ไม่ถึงขั้นเคล้าคลึงกายโดยตรงแต่ก็ยังถือเป็นความผิดร้ายแรง พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติเป็นปาราชิกข้อที่ ๔ ของภิกษุณี ปิดท้ายด้วยพิธีสวดสอบถามความบริสุทธิ์ของภิกษุณีทั้งหลาย เป็นการจบหมวดปาราชิกทั้ง ๔ ข้อ (นับรวมเป็น ๘ สิกขาบทตามการแบ่งของฝ่ายไทย)
  5. หน้า ๒๓–๒๖ สังฆาทิเสสข้อที่ ๑ เรื่องถุลลนันทาชอบว่าคดีความแทนชาวบ้าน อุบาสกผู้หนึ่งยกโรงเก็บของถวายสงฆ์ภิกษุณีก่อนตาย ลูกชายที่ไม่มีศรัทธาพยายามแย่งคืนจากพี่ชายผู้มีศรัทธาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนต้องขึ้นโรงศาล ถุลลนันทาเข้าไปช่วยเจรจาและว่าความให้จนภิกษุณีสงฆ์ชนะคดี แต่การกระทำเช่นนี้ทำให้นางกลายเป็นที่ครหาว่าชอบก่อคดีความให้ผู้อื่น พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามภิกษุณีทำตัวเป็นผู้รับว่าความหรือดำเนินคดีแทนคฤหัสถ์ เพราะไม่เหมาะสมกับสมณเพศ
  6. หน้า ๒๖–๓๐ สังฆาทิเสสข้อที่ ๒ เรื่องถุลลนันทาบวชให้หญิงที่สามีคิดจะฆ่าโดยไม่สอบถามที่มา หญิงชาวลิจฉวีคนหนึ่งนอกใจสามี เมื่อรู้ว่าสามีคิดจะฆ่าตนจึงหนีไปขอบวชกับพวกเดียรถีย์และภิกษุณีอื่นแต่ไม่มีใครยอมรับ จนกระทั่งนำเครื่องประดับไปให้ถุลลนันทาซึ่งรับไว้และบวชให้โดยไม่ไต่สวนที่มา เมื่อสามีตามหาพบว่านางบวชแล้วจึงร้องเรียนต่อพระเจ้าปเสนทิโกศล แม้พระราชาจะทรงอนุญาตไม่ให้ทำร้ายนาง แต่พระพุทธเจ้าทรงตำหนิและบัญญัติห้ามภิกษุณีบวชให้โจรที่รู้อยู่ว่าทางการต้องการลงโทษถึงตายโดยไม่ขออนุญาตจากผู้มีอำนาจก่อน
  7. หน้า ๓๐–๓๕ สังฆาทิเสสข้อที่ ๓ เรื่องภิกษุณีเดินทาง ข้ามน้ำ พักแรม หรือพลัดจากหมู่คณะตามลำพัง สิกขาบทนี้ก่อตัวจากเหตุการณ์สี่เรื่องที่เกิดต่อเนื่องกัน คือภิกษุณีรูปหนึ่งทะเลาะแล้วหนีไปหมู่บ้านญาติตามลำพัง ภิกษุณีสองรูปข้ามแม่น้ำโดยให้คนพายเรือพาไปทีละคนจนถูกลวนลามทั้งคู่ ภิกษุณีรูปหนึ่งแยกที่นอนหนีชายที่หลงรักตนจนถูกเข้าใจผิดว่าหนีตามชายไป และภิกษุณีป่วยท้องเสียตามหลังคณะจนถูกคนแปลกหน้าลวนลาม แต่ละเหตุการณ์นำไปสู่การบัญญัติเพิ่มทีละข้อ รวมเป็นสิกขาบทเดียวที่ห้ามภิกษุณีเข้าหมู่บ้าน ข้ามแม่น้ำ พักแรมคืน หรือพลัดจากหมู่คณะโดยลำพังเพียงผู้เดียว เพื่อป้องกันอันตรายและข้อครหาต่างๆ
  8. หน้า ๓๕–๓๘ สังฆาทิเสสข้อที่ ๔ เรื่องถุลลนันทาเรียกจัณฑกาลีกลับเข้าหมู่โดยพลการ ภิกษุณีจัณฑกาลีชอบก่อเรื่องทะเลาะวิวาทในหมู่สงฆ์ ครั้งหนึ่งขณะที่ถุลลนันทาผู้เคยคัดค้านการลงโทษนางไปทำธุระต่างเมือง สงฆ์ภิกษุณีจึงลงมติยกจัณฑกาลีออกจากหมู่ เมื่อถุลลนันทากลับมาก็รีบเรียกประชุมสงฆ์ให้รับจัณฑกาลีกลับเข้าหมู่ทันทีโดยไม่ได้ปรึกษาหรือขอความเห็นชอบจากสงฆ์ที่เป็นผู้ตัดสินลงโทษเดิม พระพุทธเจ้าทรงตำหนิและบัญญัติห้ามภิกษุณีเรียกผู้ถูกลงโทษอย่างถูกต้องกลับเข้าหมู่โดยไม่ปรึกษาสงฆ์ผู้มีอำนาจตัดสินก่อน
  9. หน้า ๓๘–๔๑ สังฆาทิเสสข้อที่ ๕ เรื่องสุนทรีนันทารับอาหารจากชายผู้หลงรักด้วยมือตนเอง ภิกษุณีสุนทรีนันทาผู้งดงามเป็นที่หมายปองของชายคนหนึ่งซึ่งคอยถวายอาหารอย่างดีเป็นพิเศษแก่นางทุกครั้งที่ไปฉันในบ้าน นางรับและฉันของเหล่านั้นด้วยมือตนเองอย่างเต็มที่จนอิ่ม ในขณะที่ภิกษุณีรูปอื่นไม่ได้รับส่วนแบ่งที่ดีเช่นนั้น ภิกษุณีทั้งหลายตำหนิว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีที่รู้ตัวว่าชายคนนั้นมีใจกำหนัดรับของเคี้ยวของฉันจากมือชายนั้นด้วยมือตนเอง
  10. หน้า ๔๑–๔๔ สังฆาทิเสสข้อที่ ๖ เรื่องภิกษุณีอื่นชักชวนให้สุนทรีนันทารับของจากชายที่หลงรัก หลังจากถูกเตือนในสิกขาบทก่อนหน้า สุนทรีนันทาเริ่มระแวงและปฏิเสธไม่รับของถวายจากชายที่มีใจกำหนัดในตนอีก แต่ภิกษุณีเพื่อนกลับพูดปลอบใจและยุให้นางรับต่อไปโดยอ้างว่า "ตัวเธอเองไม่ได้มีใจกำหนัดตอบ ชายคนนั้นจะทำอะไรได้" พระพุทธเจ้าทรงตำหนิคำพูดเช่นนี้และบัญญัติห้ามภิกษุณีที่ชักชวนให้เพื่อนภิกษุณีไปรับของเคี้ยวของฉันจากมือชายที่มีใจกำหนัดเช่นนั้น
  11. หน้า ๔๔–๔๙ สังฆาทิเสสข้อที่ ๗ เรื่องจัณฑกาลีประกาศบอกคืนพระรัตนตรัยเพราะโกรธ ภิกษุณีจัณฑกาลีทะเลาะกับภิกษุณีอื่นแล้วโกรธจัด จึงประกาศว่าจะบอกคืนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และสิกขา พร้อมกล่าวดูหมิ่นว่าภิกษุณีทั้งหลายไม่มีใครน่านับถือเท่าตน และจะไปประพฤติพรหมจรรย์กับนักบวชศาสนาอื่นแทน แม้ภิกษุณีทั้งหลายจะเตือนให้กลับใจถึงสามครั้งก็ไม่ยอมฟัง พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติว่าหากภิกษุณีกล่าวถ้อยคำเช่นนี้เพราะความโกรธ เมื่อถูกเตือนครบสามครั้งแล้วยังไม่ละเลิก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
  12. หน้า ๔๙–๕๓ สังฆาทิเสสข้อที่ ๘ เรื่องจัณฑกาลีกล่าวหาสงฆ์ว่าตัดสินคดีด้วยอคติ ภิกษุณีจัณฑกาลีแพ้คดีในที่ประชุมสงฆ์และรู้สึกโกรธ จึงกล่าวหาว่าภิกษุณีทั้งหลายตัดสินโดยลำเอียงเพราะความชอบ ความเกลียดชัง ความหลง หรือความกลัว ไม่ได้ตัดสินด้วยความเป็นธรรม ภิกษุณีอื่นตำหนิและเตือนให้เธอถอนคำพูดถึงสามครั้งแต่ไม่ยอมฟัง พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติว่าภิกษุณีที่กล่าวหาสงฆ์เช่นนี้เมื่อถูกเตือนครบสามครั้งแล้วยังไม่เลิก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส เป็นการปกป้องความน่าเชื่อถือของกระบวนการตัดสินของสงฆ์
  13. หน้า ๕๓–๕๗ สังฆาทิเสสข้อที่ ๙ เรื่องลูกศิษย์ของถุลลนันทาคลุกคลีกันมีความประพฤติเสียหาย กลุ่มภิกษุณีที่เป็นลูกศิษย์ของถุลลนันทาคลุกคลีสนิทสนมกันมากจนมีความประพฤติเสื่อมเสีย พูดจาไม่ดี เป็นที่ครหาของสังคม คอยรังแกก่อกวนภิกษุณีสงฆ์ส่วนรวม และปกปิดความผิดของกันและกันไม่ให้ผู้อื่นรู้ ภิกษุณีทั้งหลายเตือนให้กลุ่มนี้แยกกันอยู่เพื่อความสงบเรียบร้อยของหมู่คณะ แต่เมื่อเตือนครบสามครั้งแล้วยังไม่ยอมฟัง พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติว่าต้องอาบัติสังฆาทิเสส
  14. หน้า ๕๗–๖๓ สังฆาทิเสสข้อที่ ๑๐ เรื่องถุลลนันทาสนับสนุนลูกศิษย์ไม่ให้แยกกันอยู่ จบหมวดสังฆาทิเสส ๑๗ ข้อ เมื่อสงฆ์เตือนกลุ่มลูกศิษย์ของถุลลนันทาให้แยกกันอยู่ตามสิกขาบทก่อนหน้า ถุลลนันทากลับบอกลูกศิษย์ว่าไม่ต้องแยก และกล่าวหาว่าสงฆ์เลือกปฏิบัติ เพราะมีภิกษุณีรูปอื่นทำแบบเดียวกันแต่สงฆ์ไม่เคยว่าอะไร ทั้งยังกล่าวหาว่าสงฆ์ดูหมิ่นเหยียดหยามพวกเธอเพราะเห็นว่าอ่อนแอไม่มีที่พึ่งพิง แม้ถูกเตือนครบสามครั้งก็ไม่ยอมเลิก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ปิดท้ายด้วยพิธีสวดสอบถามความบริสุทธิ์ เป็นการจบหมวดสังฆาทิเสสทั้ง ๑๗ ข้อของภิกษุณี
  15. หน้า ๖๔–๖๕ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๑ เรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์สะสมบาตรจำนวนมาก เริ่มหมวดนิสสัคคิยปาจิตตีย์ (อาบัติที่ต้องสละสิ่งของก่อนแสดงโทษ) ด้วยเรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์สะสมบาตรไว้เป็นจำนวนมาก ชาวบ้านที่เดินเที่ยวชมวัดเห็นเข้าก็ติเตียนว่าพวกนางทำเหมือนจะค้าขายบาตรหรือเปิดร้านขายเครื่องดินเผา พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีสะสมบาตรที่ยังไม่ได้อธิษฐานใช้เป็นของตนหรือวิกัปให้ผู้อื่น หากเก็บไว้เกินคืนโดยไม่ทำเช่นนั้นต้องสละบาตรแก่สงฆ์หรือคณะก่อนจึงจะแสดงอาบัติได้ (เนื้อหาขั้นตอนการสละบาตรต่อสงฆ์ดำเนินต่อในหน้าถัดไป)
  16. หน้า ๖๖–๖๗ ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๑ (ต่อ): บทสรุปเรื่องเก็บบาตรเกินกำหนด ส่วนท้ายของสิกขาบทว่าด้วยการที่ภิกษุณีสะสมบาตรส่วนเกินไว้เกินกำหนดเวลาโดยไม่ยอมสละ ข้อความในช่วงนี้เป็นคำสวดพิธีสละบาตรคืนสงฆ์และการมอบบาตรคืนแก่เจ้าของ พร้อมไล่เรียงกรณีต่างๆ ว่าเข้าข่ายอาบัติหรือไม่ เช่น สำคัญผิดว่ายังไม่ถึงกำหนด และระบุข้อยกเว้นเช่นบาตรหายหรือแตก นอกจากนี้ยังมีเรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์ไม่ยอมคืนบาตรที่ถูกสละแล้วให้เจ้าของ จนพระพุทธเจ้าต้องบัญญัติเพิ่มว่าต้องคืนบาตรที่สละแล้ว มิฉะนั้นต้องอาบัติทุกกฏ
  17. หน้า ๖๘–๗๐ ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๒: อธิษฐานผ้านอกฤดูกาลว่าเป็นผ้ากฐิน เมื่อภิกษุณีจากชนบทกลับมาถึงเมืองสาวัตถีด้วยสภาพจีวรเก่าขาดกริ่ม อุบาสกเห็นแล้วสงสารจึงถวายผ้านอกฤดูกาล (อกาลจีวร) แก่คณะสงฆ์ภิกษุณี แต่ภิกษุณีถุลลนันทากลับอธิษฐานหลอกว่าผ้านั้นเป็นผ้ากฐินตามฤดูกาลเพื่อจะแบ่งปันได้ทันที ทำให้ภิกษุณีที่ขาดแคลนจริงไม่ได้รับส่วนแบ่ง อุบาสกที่ทราบเรื่องตำหนิว่าเป็นการหลอกลวง พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีแสร้งอธิษฐานผ้าที่ได้นอกฤดูกาลว่าเป็นผ้ากฐินเพื่อเอื้อประโยชน์ส่วนตน
  18. หน้า ๗๐–๗๓ ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๓: แลกจีวรแล้วแย่งชิงคืน ภิกษุณีถุลลนันทาแลกเปลี่ยนจีวรกับภิกษุณีอีกรูปหนึ่ง แต่ภายหลังเห็นว่าอีกฝ่ายเก็บรักษาจีวรที่แลกมาไว้ดี จึงเปลี่ยนใจอยากได้จีวรผืนเดิมคืนและใช้กำลังแย่งชิงคืนโดยอ้างว่า "ของใครก็เอาของนั้นคืนไป" ชาวบ้านและภิกษุณีอื่นตำหนิว่าเป็นการเอาเปรียบไม่ซื่อสัตย์ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีแลกจีวรกับภิกษุณีอื่นแล้วภายหลังแย่งคืนเองหรือให้ผู้อื่นแย่งคืนแทน เพราะเป็นการผิดสัญญาที่ทำไว้
  19. หน้า ๗๓–๗๕ ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๔: ขอเนยใสแล้วเปลี่ยนไปขอน้ำมัน ขณะภิกษุณีถุลลนันทาอาพาธ อุบาสกคนหนึ่งมาเยี่ยมและถามว่าต้องการสิ่งใด นางบอกว่าต้องการเนยใส อุบาสกจึงไปซื้อเนยใสมาถวาย แต่นางกลับบอกว่าไม่ต้องการเนยใสแล้ว ต้องการน้ำมันแทน ทำให้อุบาสกต้องกลับไปขอแลกเนยใสเป็นน้ำมันกับพ่อค้า สร้างความเดือดร้อนแก่พ่อค้าที่ต้องรับซื้อของคืน ภิกษุณีอื่นตำหนิพฤติกรรมออกปากขอของอย่างหนึ่งแล้วเปลี่ยนไปขออีกอย่าง พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามพฤติกรรมเช่นนี้
  20. หน้า ๗๕–๗๘ ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๕: ใช้สิกขมานาไปจัดซื้อของแทนแล้วเปลี่ยนใจ ขณะอาพาธ ภิกษุณีถุลลนันทาสั่งให้สิกขมานาไปซื้อน้ำมันด้วยเงินที่อุบาสกฝากไว้ให้ แต่เมื่อสิกขมานานำน้ำมันมาถวาย นางกลับบอกว่าต้องการเนยใสแทน สิกขมานาต้องกลับไปหาพ่อค้าเพื่อขอแลกของคืน ทำให้พ่อค้าต่อว่าอย่างรุนแรงจนสิกขมานาร้องไห้ ภิกษุณีอื่นทราบเรื่องตำหนิถุลลนันทา พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามสั่งให้ผู้อื่นไปจัดซื้อของอย่างหนึ่งแล้วภายหลังเปลี่ยนใจให้จัดซื้ออีกอย่างแทน เพราะสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น
  21. หน้า ๗๘–๘๘ ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๖-๑๐: เปลี่ยนปัจจัยที่ทายกถวายเจาะจงไปใช้อย่างอื่น กลุ่มสิกขาบท ๕ ข้อนี้มีเนื้อเรื่องคล้ายกัน คือทายก (อุบาสก กลุ่มพ่อค้า หรือบุคคลอื่น) รวบรวมทรัพย์ไว้เพื่อถวายจีวรหรือข้าวยาคูแก่คณะสงฆ์ภิกษุณีโดยเฉพาะ แต่ภิกษุณีกลับนำปัจจัยนั้นไปจัดซื้อยาหรือของอย่างอื่นแทนโดยพลการ ทำให้ทายกไม่พอใจเพราะของถวายไม่ได้ถูกใช้ตามเจตนา แต่ละสิกขาบทต่างกันเพียงว่าของนั้นทายกถวายเจาะจงแก่สงฆ์ คณะ หรือบุคคลใด และภิกษุณีไปขอเพิ่มเองหรือไม่ พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติห้ามการเบี่ยงเบนปัจจัยที่ถวายเจาะจงไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ทุกกรณี เว้นแต่ขออนุญาตเจ้าของก่อนหรือเป็นของเหลือใช้
  22. หน้า ๘๙–๙๑ จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๑: ทูลขอผ้ากัมพลราคาแพงจากพระเจ้าปเสนทิโกศล ภิกษุณีถุลลนันทาเป็นผู้เชี่ยวชาญแสดงธรรมจนเป็นที่นับถือ วันหนึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงห่มผ้ากัมพลราคาแพงในฤดูหนาวเสด็จมาฟังธรรมจากนาง หลังฟังธรรมแล้วตรัสว่าจะประทานสิ่งใดก็ได้ตามต้องการ นางจึงทูลขอผ้ากัมพลผืนนั้นไปทันที ชาวบ้านที่รู้เห็นตำหนิว่าภิกษุณีโลภมากไม่รู้จักพอ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติกำหนดเพดานราคาผ้าห่มกันหนาวที่ภิกษุณีจะออกปากขอได้ ไม่ให้เกินราคาที่กำหนด
  23. หน้า ๙๑–๙๓ จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๒: ทูลขอผ้าโขมพัสตร์อีกครั้ง จบนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ ข้อ เหตุการณ์ซ้ำรอยกับสิกขาบทก่อนหน้า แต่คราวนี้เป็นฤดูร้อน พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงห่มผ้าโขมพัสตร์ (ผ้าลินินเนื้อดี) ราคาแพงเสด็จมาฟังธรรม แล้วภิกษุณีถุลลนันทาก็ทูลขอผ้าผืนนั้นไปอีกเช่นเคย สร้างความไม่พอใจแก่ประชาชนซ้ำสอง พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติเพดานราคาผ้าเนื้อเบาสำหรับหน้าร้อนที่ภิกษุณีจะออกปากขอได้เช่นกัน หน้าที่ปิดท้ายเป็นการสรุปยอดสิกขาบทหมวดนิสสัคคิยปาจิตตีย์ทั้ง ๓๐ ข้อ พร้อมคำสวดถามความบริสุทธิ์ของภิกษุณีสงฆ์
  24. หน้า ๙๔–๙๖ ลสุณวรรค สิกขาบทที่ ๑: ฉันกระเทียมเกินขอบเขต เปิดหมวดปาจิตตีย์ (๑๖๖ ข้อ) ด้วยเรื่องอุบาสกอนุญาตให้คณะภิกษุณีมาขอกระเทียมจากไร่ของตนได้ แต่ภิกษุณีถุลลนันทาไปเก็บเกินความพอดีจนกระเทียมของเจ้าของไร่หมดเกลี้ยงในช่วงเทศกาล ชาวไร่ตำหนิความโลภ พระพุทธเจ้าจึงตรัสเล่านิทานชาดกเรื่องพราหมณ์ที่ตายไปเกิดเป็นหงส์ทอง ภรรยาเก่า (อดีตชาติของถุลลนันทา) โลภอยากได้ขนทองทั้งหมดในคราวเดียวจนหงส์หมดขนทองให้อีกเลย เป็นอุทาหรณ์สอนเรื่องความรู้จักพอ จากนั้นทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีฉันกระเทียม เว้นแต่กรณีจำเป็นเช่นปรุงเป็นยาหรือส่วนผสมอาหารเล็กน้อย
  25. หน้า ๙๗–๙๘ ลสุณวรรค สิกขาบทที่ ๒: ถอนขนในที่แคบแล้วอาบน้ำร่วมกับหญิงแพศยา ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ถอนขนบริเวณอวัยวะเพศแล้วไปอาบน้ำเปลือยกายร่วมท่ากับหญิงงามเมืองในแม่น้ำอจิรวดี หญิงงามเมืองเห็นแล้วตำหนิว่าภิกษุณีทำตัวเหมือนหญิงคฤหัสถ์ที่ยังบริโภคกาม ภิกษุณีด้วยกันได้ยินจึงตำหนิและนำความไปกราบทูล พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีถอนหรือกำจัดขนในบริเวณอวัยวะเพศ ยกเว้นกรณีเจ็บป่วยจำเป็นทางการแพทย์
  26. หน้า ๙๘–๙๙ ลสุณวรรค สิกขาบทที่ ๓: สัมผัสองค์รหัสระหว่างกัน ภิกษุณีสองรูปเบื่อหน่ายในพรหมจรรย์ จึงเข้าไปในห้องส่วนตัวแล้วกระทำการสัมผัสกระตุ้นอวัยวะเพศให้กันและกัน ภิกษุณีอื่นได้ยินเสียงจึงวิ่งไปดูและซักถาม แต่ทั้งสองปฏิเสธว่าไม่ได้ทำผิดกับบุรุษใด เมื่อความทราบถึงพระพุทธเจ้า ทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีสัมผัสหรือกระตุ้นอวัยวะเพศของกันและกันไม่ว่าด้วยวิธีใด แม้ใช้กลีบดอกบัวก็ถือว่าผิด ยกเว้นกรณีจำเป็นทางการแพทย์
  27. หน้า ๙๙–๑๐๐ ลสุณวรรค สิกขาบทที่ ๔: ใช้ของเทียมสำหรับกามารมณ์ อดีตนางสนมของพระราชาซึ่งบวชเป็นภิกษุณีเกิดความเบื่อหน่ายพรหมจรรย์ จึงถามภิกษุณีอีกรูปถึงวิธีที่พระราชาเคยใช้ปรนเปรอ ได้รับคำตอบว่าใช้ "ชตุมัฏฐกะ" (แท่งวัตถุคล้ายยางขัดเกลี้ยง) นางจึงนำไปใช้แล้วทิ้งอย่างไม่เรียบร้อยจนภิกษุณีอื่นพบแมลงวันตอมและซักถามจนความแตก พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีใช้วัตถุเทียมสอดใส่อวัยวะเพศเพื่อสนองกามารมณ์ ไม่ว่าจะทำจากยาง ไม้ แป้ง หรือดินเหนียว
  28. หน้า ๑๐๐–๑๐๒ ลสุณวรรค สิกขาบทที่ ๕: ชำระองค์รหัสด้วยน้ำลึกเกินไป พระนางมหาปชาบดีโคตมีกราบทูลว่าร่างกายสตรีมีกลิ่นไม่พึงประสงค์หากไม่ชำระ พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้ภิกษุณีใช้น้ำชำระอวัยวะเพศได้ แต่ต่อมามีภิกษุณีรูปหนึ่งใช้น้ำชำระลึกเกินไปจนเกิดบาดแผล พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติจำกัดว่าการใช้นิ้วชำระทำได้ไม่เกินสองข้อนิ้วมือ เพื่อป้องกันอันตรายและป้องกันมิให้กลายเป็นการหาความสุขทางกาม
  29. หน้า ๑๐๒–๑๐๔ ลสุณวรรค สิกขาบทที่ ๖: ปฏิบัติภิกษุขณะฉันด้วยน้ำและพัด แล้วทำร้ายท่าน มหาอำมาตย์ชื่ออาโรหันตะออกบวชเป็นภิกษุ ส่วนภรรยาเก่าของเขาก็บวชเป็นภิกษุณี วันหนึ่งขณะภิกษุนั้นฉันภัตตาหาร ภิกษุณีคนนี้เข้าไปคอยรับใช้ส่งน้ำและพัดวีให้อย่างใกล้ชิดพร้อมพูดจาแบบชู้สาวคล้ายฆราวาส ภิกษุจึงห้ามปรามว่าไม่บังควร นางโกรธที่ถูกขัดใจจึงเทน้ำรดศีรษะและตีท่านด้วยพัด ภิกษุณีอื่นทราบเรื่องตำหนิ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีเข้าไปคอยปรนนิบัติภิกษุด้วยน้ำหรือพัดขณะท่านฉันอาหาร เพื่อป้องกันความสัมพันธ์ไม่เหมาะสม
  30. หน้า ๑๐๔–๑๐๕ ลสุณวรรค สิกขาบทที่ ๗: ขอ/คั่ว/ตำ/หุงข้าวเปลือกสดฉันเอง ในฤดูเก็บเกี่ยว ภิกษุณีออกปากขอข้าวเปลือกดิบจากชาวบ้านแล้วนำไปหุงหาเองหรือให้ผู้อื่นหุงให้ฉัน โดยแวะที่ประตูเมืองขอส่วนแบ่งจากผู้ที่นำข้าวเข้าเมืองจนถูกกักตัวไว้เรียกร้อง ภิกษุณีอื่นตำหนิว่าไม่เหมาะสม เพราะภิกษุณีไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการแปรรูปอาหารดิบด้วยตนเองเหมือนคฤหัสถ์ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีขอ คั่ว ตำ หรือหุงข้าวเปลือกสดด้วยตนเองหรือให้ผู้อื่นทำแทน ยกเว้นในยามอาพาธ
  31. หน้า ๑๐๕–๑๐๗ ลสุณวรรค สิกขาบทที่ ๘: เทของเสียนอกฝาถูกศีรษะพราหมณ์ พราหมณ์อดีตทหารเก่าอาบน้ำสระผมเตรียมตัวไปทูลขอกลับเข้ารับราชการ เดินผ่านใกล้ที่พักภิกษุณี ขณะนั้นภิกษุณีรูปหนึ่งกำลังเทอุจจาระจากกระบะทิ้งนอกกำแพงโดยไม่ทันสังเกตจึงเทราดถูกศีรษะพราหมณ์พอดี พราหมณ์โกรธจัดคิดจะเผาที่พัก แต่มีอุบาสกปลอบและแนะให้ไปทูลขอตำแหน่งราชการซึ่งพราหมณ์ก็ได้สมใจ แต่อุบาสกได้นำเรื่องมาต่อว่าภิกษุณี พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีเทอุจจาระ ปัสสาวะ ขยะ หรือของเหลือทิ้งข้ามกำแพงหรือรั้วโดยไม่ดูให้แน่ใจก่อน
  32. หน้า ๑๐๗–๑๐๙ ลสุณวรรค สิกขาบทที่ ๙: เทของเสียลงพืชผลของชาวบ้าน ที่พักภิกษุณีแห่งหนึ่งตั้งอยู่ติดกับนาข้าวเหนียวของพราหมณ์ ภิกษุณีมักเทอุจจาระ ปัสสาวะ ขยะ และเศษอาหารลงในนานั้นเป็นประจำ พราหมณ์เจ้าของนาโกรธและตำหนิว่าภิกษุณีทำให้นาข้าวของตนเสียหาย เมื่อความทราบถึงพระพุทธเจ้า ทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีทิ้งอุจจาระ ปัสสาวะ ขยะ หรือเศษของเหลือลงบนพืชผลที่ยังเขียวสดหรือใช้ประโยชน์ได้ของชาวบ้าน
  33. หน้า ๑๐๙–๑๑๑ ลสุณวรรค สิกขาบทที่ ๑๐: แอบไปดูมหรสพคิรัคคสมัชชะ จบวรรคที่ ๑ ในเมืองราชคฤห์มีงานมหรสพประจำปีชื่อคิรัคคสมัชชะจัดขึ้นบนยอดเขา ภิกษุณีฉัพพัคคีย์พากันไปดูการฟ้อนรำ ขับร้อง และประโคมดนตรีในงานนั้นเหมือนหญิงคฤหัสถ์ผู้ยังบริโภคกาม ชาวบ้านเห็นแล้วตำหนิว่าไม่เหมาะสมกับสมณเพศ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีไปดูการฟ้อนรำ ขับร้อง หรือประโคมดนตรีเพื่อความบันเทิง เว้นแต่พบเห็นโดยบังเอิญขณะอยู่ในอารามหรือมีกรณีจำเป็น ปิดท้ายวรรคที่ ๑ (ลสุณวรรค) ของหมวดปาจิตตีย์
  34. หน้า ๑๑๑–๑๑๘ อันธการวรรค สิกขาบทที่ ๑-๔: ยืนเจรจากับบุรุษตามลำพังในที่มืด ที่กำบัง ที่แจ้ง และตามถนน ศิษย์รูปหนึ่งของพระภัททากาปิลานีเถรีมีญาติชายมาธุระที่เมืองสาวัตถี นางไปยืนพูดคุยกับชายผู้นั้นตามลำพังสองต่อสองในที่มืดไม่มีแสงไฟ ภิกษุณีอื่นตำหนิ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามยืนหรือพูดคุยกับบุรุษตามลำพังในที่มืด จากนั้นเหตุการณ์ซ้ำเกิดขึ้นอีกกับศิษย์รูปเดิมในที่กำบังมองไม่เห็น แล้วในที่โล่งแจ้ง จนต้องขยายบัญญัติห้ามทั้งสามกรณี ต่อมาภิกษุณีถุลลนันทาก็ยืนคุยกระซิบกับชายตามถนน ทางแยก และซอกซอย พร้อมใช้อุบายส่งเพื่อนภิกษุณีที่ติดตามมาให้ออกไปก่อน พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติเพิ่มห้ามการกระซิบและการส่งเ
  35. หน้า ๑๑๘–๑๒๐ อันธการวรรค สิกขาบทที่ ๕: เข้าสกุลก่อนเที่ยงไม่บอกลาเจ้าของบ้าน ภิกษุณีรูปหนึ่งเป็นที่อุปถัมภ์ประจำของตระกูลหนึ่ง วันหนึ่งนางไปนั่งที่อาสนะในบ้านแล้วลุกกลับโดยไม่บอกลาเจ้าของบ้านก่อน บังเอิญทาสีทำความสะอาดบ้านเก็บอาสนะนั้นไปไว้ในซอกภาชนะโดยไม่ตั้งใจ เจ้าของบ้านหาอาสนะไม่พบจึงเข้าใจผิดว่าภิกษุณีเอาไปและตัดขาดศรัทธาไม่ถวายภัตตาหารอีก ภายหลังพบอาสนะจึงขอขมาและกลับมาถวายตามเดิม เหตุการณ์นี้ทำให้พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีเข้าบ้านคนก่อนเที่ยง นั่งบนอาสนะ แล้วลุกไปโดยไม่บอกกล่าวเจ้าของบ้านก่อน
  36. หน้า ๑๒๐–๑๒๒ อันธการวรรค สิกขาบทที่ ๖: เข้าสกุลหลังเที่ยงนั่งนอนโดยไม่บอกกล่าว ภิกษุณีถุลลนันทาเข้าไปในบ้านคนหลังเวลาเที่ยงแล้วนั่งหรือนอนลงบนอาสนะโดยไม่ขออนุญาตเจ้าของบ้านก่อน ชาวบ้านรู้สึกเกรงใจจนไม่กล้านั่งหรือนอนบนอาสนะนั้นเองอีกหลังจากนางใช้แล้ว ภิกษุณีอื่นตำหนิว่าไม่เหมาะสม พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีเข้าบ้านคนช่วงบ่ายแล้วนั่งหรือนอนบนอาสนะโดยไม่ขออนุญาตเจ้าของก่อน คล้ายกับสิกขาบทก่อนหน้าแต่ต่างกันที่ช่วงเวลาและอิริยาบถ
  37. หน้า ๑๒๒–๑๒๕ อันธการวรรค สิกขาบทที่ ๗: เข้าสกุลยามวิกาลจนถูกเข้าใจผิด ภิกษุณีกลุ่มหนึ่งเดินทางจากชนบทมุ่งสู่เมืองสาวัตถี เมื่อค่ำลงจึงแวะขอพักที่บ้านพราหมณ์หลังหนึ่ง ภรรยาพราหมณ์อนุญาตให้รอจนสามีกลับมา ภิกษุณีจึงปูที่นอนนั่งและนอนรอโดยไม่ได้ขออนุญาตอย่างเป็นทางการจากเจ้าของบ้านที่แท้จริง เมื่อพราหมณ์กลับมาเห็นหญิงโกนศีรษะนอนในบ้านยามค่ำคืนก็เข้าใจผิดว่าเป็นหญิงไม่ดีจึงไล่ออกจากบ้านทันที พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีเข้าบ้านคนยามวิกาลแล้วปูที่นอนนั่งหรือนอนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของบ้านโดยตรงก่อน
  38. หน้า ๑๒๕–๑๒๖ อันธการวรรค สิกขาบทที่ ๘: ทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดด้วยคำพูดคลุมเครือ ศิษย์รูปหนึ่งของพระภัททากาปิลานีเถรีปรนนิบัติดูแลอาจารย์อย่างดี พระภัททากาปิลานีจึงบอกภิกษุณีอื่นว่าจะถวายจีวรแก่ศิษย์รูปนี้เป็นรางวัล แต่ศิษย์รูปนั้นเองกลับจับความคลาดเคลื่อนไปยุยงตัวเองให้เข้าใจผิดว่าไม่ได้รับใช้ดีพอจนจะไม่ได้จีวร สร้างความหวาดระแวงในหมู่คณะ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีนำคำพูดที่จับความหรือเข้าใจผิดมายุยงให้ผู้อื่นเกิดความหวาดระแวงกัน
  39. หน้า ๑๒๖–๑๒๘ อันธการวรรค สิกขาบทที่ ๙: จัณฑกาลีถูกกล่าวหาเรื่องภัณฑะหายแล้วแช่งนรกทั้งตนเองและผู้อื่น ภิกษุณีกลุ่มหนึ่งหาของใช้ส่วนตัวไม่พบ จึงถามภิกษุณีจัณฑกาลีเชิงกล่าวหาว่านางเป็นผู้เอาไปหรือไม่ จัณฑกาลีน้อยใจที่ถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม จึงกล่าวคำสาปแช่งตนเองว่าหากขโมยจริงขอให้ตกนรกและขาดจากพรหมจรรย์ และแช่งผู้กล่าวหาตนอย่างไม่เป็นธรรมด้วยคำเดียวกัน ภิกษุณีอื่นตำหนิว่าการแช่งด้วยเรื่องนรกและพรหมจรรย์เป็นเรื่องร้ายแรงเกินไป พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีแช่งตนเองหรือผู้อื่นด้วยการอ้างถึงนรกหรือการขาดจากพรหมจรรย์ ยกเว้นกรณีมีเจตนาดีเพื่อประโยชน์หรือสั่งสอน
  40. หน้า ๑๒๘–๑๒๙ อันธการวรรค สิกขาบทที่ ๑๐: จัณฑกาลีทะเลาะแล้วทำร้ายตนเองร้องไห้ จบวรรคที่ ๒ ภิกษุณีจัณฑกาลีทะเลาะกับภิกษุณีรูปอื่นแล้วแสดงอาการโกรธด้วยการทุบตีตนเองซ้ำๆ พร้อมร้องไห้เสียงดัง ภิกษุณีอื่นเห็นพฤติกรรมนี้ตำหนิว่าไม่เหมาะสมกับสมณเพศ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีทุบตีตนเองแล้วร้องไห้เมื่อโกรธหรือไม่พอใจ แต่ทรงยกเว้นกรณีร้องไห้ด้วยความเศร้าโศกจากการสูญเสียญาติ ทรัพย์ หรือเจ็บป่วยโดยไม่ทำร้ายตนเอง ปิดท้ายวรรคที่ ๒ (อันธการวรรค) ของหมวดปาจิตตีย์
  41. หน้า ๑๒๙–๑๓๐ นัคควรรค สิกขาบทที่ ๑: อาบน้ำเปลือยกายร่วมท่ากับหญิงแพศยา ภิกษุณีหลายรูปพากันไปอาบน้ำเปลือยกายร่วมท่าเดียวกับหญิงงามเมืองในแม่น้ำอจิรวดี หญิงงามเมืองเยาะเย้ยถามว่าเหตุใดจึงต้องประพฤติพรหมจรรย์ตั้งแต่ยังสาว ไม่บริโภคกามเสียก่อนแล้วค่อยบวชตอนแก่จะได้ทั้งสองประโยชน์ ภิกษุณีเหล่านั้นอับอายจนต้องนำเรื่องไปกราบทูล พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติสิกขาบทข้อแรกของวรรคใหม่ชื่อ "นัคควรรค" ห้ามภิกษุณีอาบน้ำแบบเปลือยกาย ยกเว้นกรณีจีวรถูกชิงหรือสูญหายในสถานการณ์คับขัน
  42. หน้า ๑๓๑–๑๓๒ นัคควรรค สิกขาบทที่ ๒ (ผ้าอาบน้ำมีขนาดไม่จำกัด) ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ใช้ผ้าสำหรับนุ่งอาบน้ำที่มีขนาดใหญ่เกินไป จนต้องดึงลากพะรุงพะรังทั้งด้านหน้าด้านหลังเวลาเดินไปมา เพื่อนภิกษุณีที่มักน้อยเห็นแล้วตำหนิว่าไม่เหมาะสมกับสมณะ พระพุทธเจ้าจึงทรงกำหนดขนาดผ้าอาบน้ำที่ภิกษุณีใช้ได้ ให้ยาวไม่เกิน ๔ คืบและกว้างไม่เกิน ๒ คืบ (คืบพระสุคต) หากทำเกินขนาดต้องตัดส่วนเกินออกเสียก่อนจึงจะแสดงอาบัติได้
  43. หน้า ๑๓๒–๑๓๕ นัคควรรค สิกขาบทที่ ๓ (เลาะจีวรแล้วไม่เย็บคืน) ภิกษุณีรูปหนึ่งมีจีวรที่ตัดเย็บไม่เรียบร้อย ถุลลนันทาเสนอตัวจะช่วยเลาะแล้วเย็บใหม่ให้สวยงามขึ้น เมื่อได้รับผ้าที่เลาะแล้วมา นางกลับผัดผ่อนไม่ยอมเย็บคืนและไม่ขวนขวายหาผู้อื่นมาเย็บให้ ทำให้เพื่อนภิกษุณีไม่มีจีวรใช้เป็นเวลานาน พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีเลาะหรือให้ผู้อื่นเลาะจีวรของภิกษุณีอื่นแล้วไม่เย็บคืนหรือขวนขวายให้เย็บคืนภายใน ๔-๕ วัน เว้นแต่มีเหตุขัดข้อง
  44. หน้า ๑๓๕–๑๓๖ นัคควรรค สิกขาบทที่ ๔ (ปล่อยผ้าสังฆาฏิเกิน ๕ วันโดยไม่นุ่งห่ม) ภิกษุณีหลายรูปฝากจีวรผืนหนึ่ง (ผ้าสังฆาฏิ) ไว้ในมือภิกษุณีอื่นแล้วออกเดินทางจาริกไปตามชนบทโดยนำติดตัวไปเพียงสองผืน จีวรที่ฝากไว้จึงถูกแมลงกัดกินเป็นรูพรุนเพราะไม่มีใครนำออกมาผึ่งหรือใช้เลย พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีปล่อยให้ถึงวาระผ้าสังฆาฏิเกิน ๕ วันโดยไม่นุ่งห่มหรือผึ่งแดด เพื่อรักษาจีวรมิให้เสียหาย
  45. หน้า ๑๓๖–๑๓๘ นัคควรรค สิกขาบทที่ ๕ (ใช้จีวรผู้อื่นโดยไม่ขออนุญาต) ภิกษุณีรูปหนึ่งกลับจากบิณฑบาตแล้วนำจีวรที่เปียกไปตากผึ่งไว้ก่อนเข้าที่พัก ภิกษุณีอีกรูปหยิบจีวรผืนนั้นมาห่มไปบิณฑบาตโดยไม่ได้ขออนุญาตเจ้าของก่อน เมื่อเจ้าของกลับมาหาจีวรไม่พบก็รู้สึกไม่พอใจที่ถูกใช้โดยพลการ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีนุ่งห่มจีวรของภิกษุณีอื่นที่สามารถยืมเปลี่ยนกันได้ โดยเจ้าของยังไม่ได้ให้หรือยังไม่ได้ขออนุญาตก่อน
  46. หน้า ๑๓๘–๑๔๐ นัคควรรค สิกขาบทที่ ๖ (ขัดขวางลาภจีวรของสงฆ์) ตระกูลอุปัฏฐากของถุลลนันทาต้องการถวายจีวรแก่ภิกษุณีสงฆ์ แต่ถุลลนันทากลับห้ามไว้โดยอ้างว่าพวกเขามีภารกิจมากเกินไป ต่อมาบ้านของตระกูลนั้นถูกไฟไหม้ ชาวบ้านจึงตำหนิว่านางทำให้พวกเขาเสียทั้งทรัพย์และบุญที่ควรจะได้ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีขัดขวางไม่ให้ภิกษุณีสงฆ์ได้รับลาภจีวรที่มีผู้ประสงค์จะถวาย
  47. หน้า ๑๔๐–๑๔๑ นัคควรรค สิกขาบทที่ ๗ (ขัดขวางการแบ่งจีวรของสงฆ์) เมื่อภิกษุณีสงฆ์ประชุมกันเพื่อแบ่งจีวรนอกกาลที่ได้รับมา ถุลลนันทาสังเกตว่าศิษย์ของตนยังไม่มาถึงที่ประชุม จึงห้ามไม่ให้แบ่งจีวรก่อนจนกว่าศิษย์จะกลับมา ทำให้ภิกษุณีรูปอื่นต้องรอคอยโดยไม่จำเป็น พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีขัดขวางการแบ่งจีวรที่ชอบธรรมของสงฆ์
  48. หน้า ๑๔๑–๑๔๓ นัคควรรค สิกขาบทที่ ๘ (ให้จีวรสมณะแก่คฤหัสถ์เพื่อแลกคำสรรเสริญ) ถุลลนันทามอบจีวรของสมณะให้แก่นักฟ้อน นักแสดงกายกรรม และนักดนตรีต่างๆ เพื่อแลกกับการที่พวกเขาจะช่วยกล่าวยกย่องสรรเสริญตนต่อหน้าประชาชนว่าเป็นผู้คงแก่เรียนและเทศน์เก่ง ทำให้ผู้คนหันมานับถือนางมากกว่าภิกษุณีรูปอื่น พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีให้จีวรสมณะแก่คฤหัสถ์หรือนักบวชนอกศาสนา ยกเว้นให้แก่บิดามารดาหรือให้ยืมใช้ชั่วคราว
  49. หน้า ๑๔๓–๑๔๕ นัคควรรค สิกขาบทที่ ๙ (ปล่อยเวลาจีวรกาลล่วงเลยเพราะหวังจีวรที่ยังไม่แน่นอน) ตระกูลอุปัฏฐากของถุลลนันทาบอกเพียงว่าจะถวายจีวรแก่สงฆ์ถ้าสามารถทำได้ ยังไม่ใช่คำมั่นที่แน่นอน แต่เมื่อถึงเวลาแบ่งจีวรที่ได้จากการจำพรรษา ถุลลนันทากลับให้ภิกษุณีทั้งหมดรอคอยจีวรที่ยังไม่แน่ว่าจะได้จนล่วงเลยเวลาจีวรกาลไปเสีย ทำให้ทุกคนพลาดโอกาสได้จีวรที่แน่นอนกว่า พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีปล่อยให้พ้นเวลาจีวรกาลเพราะหวังจีวรที่ยังไม่แน่นอนเช่นนี้
  50. หน้า ๑๔๕–๑๔๗ นัคควรรค สิกขาบทที่ ๑๐ (ขัดขวางการเดาะกฐินเพราะหวังจีวร) จบนัคควรรค อุบาสกผู้สร้างวิหารถวายต้องการมอบจีวรนอกกาลแก่สงฆ์ทั้งสองฝ่าย แต่ต้องรอให้มีการเดาะกฐินเสียก่อนจึงจะถวายได้ ฝ่ายภิกษุสงฆ์ยอมเดาะกฐินให้โดยง่าย แต่ถุลลนันทากลับขัดขวางไม่ให้ภิกษุณีสงฆ์เดาะกฐิน เพราะหวังจะได้ครอบครองจีวรผืนนั้นไว้ก่อน ทำให้อุบาสกไม่พอใจ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีขัดขวางการเดาะกฐินที่ชอบธรรมของสงฆ์ เป็นอันจบนัคควรรคที่ ๓
  51. หน้า ๑๔๗–๑๔๘ ตุวัฏฏวรรค สิกขาบทที่ ๑ (นอนร่วมเตียงเดียวกัน) ชาวบ้านที่เดินชมวิหารพบเห็นภิกษุณีสองรูปนอนบนเตียงเดียวกัน จึงตำหนิว่าประพฤติเหมือนหญิงคฤหัสถ์ที่ครองเรือนบริโภคกาม ไม่สมควรแก่สมณะ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีสองรูปนอนร่วมเตียงเดียวกัน เพื่อรักษาความเหมาะสมและป้องกันข้อครหาจากสังคม
  52. หน้า ๑๔๘–๑๕๐ ตุวัฏฏวรรค สิกขาบทที่ ๒ (ใช้ผ้าปูและผ้าห่มผืนเดียวกัน) เช่นเดียวกับสิกขาบทก่อนหน้า ชาวบ้านพบเห็นภิกษุณีสองรูปใช้ผ้าปูนอนและผ้าห่มผืนเดียวกันขณะนอนด้วยกัน ทำให้ถูกครหาว่าประพฤติตัวเหมือนคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีสองรูปใช้ผ้าปูและผ้าห่มร่วมกันในเวลานอน
  53. หน้า ๑๕๐–๑๕๒ ตุวัฏฏวรรค สิกขาบทที่ ๓ (แกล้งก่อความไม่สำราญแก่ภิกษุณีอื่น) ถุลลนันทาและพระภัททากาปิลานีเถรีต่างเป็นผู้คงแก่เรียนและแสดงธรรมได้ไพเราะ แต่ชาวบ้านนิยมไปหาพระภัททากาปิลานีก่อนแล้วจึงมาหาถุลลนันทา นางเกิดความริษยาจึงจงใจตามไปยืน เดิน นั่ง นอน หรือแสดงธรรมข่มหน้าพระภัททากาปิลานีเพื่อกวนใจให้ไม่สบายใจ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีจงใจทำให้ภิกษุณีอื่นไม่สบายใจโดยไม่ได้รับความยินยอม
  54. หน้า ๑๕๒–๑๕๓ ตุวัฏฏวรรค สิกขาบทที่ ๔ (ไม่ดูแลสัทธิวิหารินีที่เจ็บป่วย) ถุลลนันทาไม่ยอมพยาบาลดูแลศิษย์ของตนที่กำลังเจ็บป่วย ทั้งไม่ขวนขวายหาผู้อื่นมาช่วยดูแลด้วย เพื่อนภิกษุณีจึงตำหนิว่าไม่มีน้ำใจต่อศิษย์ที่ตนรับผิดชอบ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีละเลยไม่ดูแลสัทธิวิหารินีผู้เจ็บป่วยหรือไม่ขวนขวายหาผู้ดูแล เว้นแต่มีเหตุขัดข้องจริง
  55. หน้า ๑๕๓–๑๕๖ ตุวัฏฏวรรค สิกขาบทที่ ๕ (ให้ที่พักแล้วโกรธฉุดคร่าออกไป) พระภัททากาปิลานีเถรีขอพักที่สำนักของถุลลนันทาเพื่อทำธุระที่เมืองสาวัตถี ถุลลนันทายอมให้ห้องพัก แต่เมื่อชาวบ้านยังคงนิยมไปฟังธรรมจากพระภัททากาปิลานีก่อนตนเองเช่นเดิม นางเกิดความริษยาโกรธจึงฉุดคร่าท่านออกจากที่พักไปกลางดัน พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีให้ที่พักแก่ภิกษุณีอื่นแล้วภายหลังโกรธไม่พอใจไล่ออกไปหรือให้ผู้อื่นไล่ออกไป
  56. หน้า ๑๕๖–๑๕๙ ตุวัฏฏวรรค สิกขาบทที่ ๖ (คลุกคลีกับคหบดี) ภิกษุณีจัณฑกาลีคลุกคลีสนิทสนมกับคหบดีและบุตรคหบดีในทางที่ไม่เหมาะสมกับสมณะ เพื่อนภิกษุณีตักเตือนให้เลิกคลุกคลีเพื่อรักษาความสันโดษตามที่สงฆ์สรรเสริญ แต่นางไม่ยอมเชื่อฟัง พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติขั้นตอนให้สงฆ์สวดตักเตือนภิกษุณีที่คลุกคลีกับคฤหัสถ์เช่นนี้ถึงสามครั้ง หากยังไม่ยอมเลิกละให้ต้องอาบัติปาจิตตีย์
  57. หน้า ๑๕๙–๑๖๐ ตุวัฏฏวรรค สิกขาบทที่ ๗ (จาริกในเขตรัฐที่มีภัยโดยไม่มีหมู่เกวียนคุ้มกัน) ภิกษุณีเดินทางจาริกไปในเขตแว่นแคว้นที่มีข่าวลือว่าน่าหวาดระแวงและมีอันตราย โดยไม่มีหมู่เกวียนหรือกองคาราวานคุ้มกันไปด้วย ทำให้ถูกพวกนักเลงข่มขืนประทุษร้าย พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีเดินทางในเขตที่มีภัยเช่นนี้โดยปราศจากหมู่เกวียนคุ้มกัน
  58. หน้า ๑๖๐–๑๖๒ ตุวัฏฏวรรค สิกขาบทที่ ๘ (จาริกนอกเขตรัฐที่มีภัยโดยไม่มีหมู่เกวียนคุ้มกัน) เช่นเดียวกับสิกขาบทก่อนหน้า แต่คราวนี้เป็นการเดินทางออกนอกเขตแว่นแคว้นของตนไปยังดินแดนอื่นที่น่าหวาดระแวงมีภัย โดยไม่มีหมู่เกวียนคุ้มกัน ทำให้ถูกพวกนักเลงประทุษร้ายเช่นเดิม พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติสิกขาบทเพิ่มเติมเพื่อครอบคลุมกรณีเดินทางออกนอกรัฐด้วย
  59. หน้า ๑๖๒–๑๖๔ ตุวัฏฏวรรค สิกขาบทที่ ๙-๑๐ (จาริกระหว่างพรรษา และไม่ยอมออกจาริกหลังจำพรรษา) จบตุวัฏฏวรรค ภิกษุณีบางกลุ่มออกเดินทางจาริกในระหว่างพรรษา เหยียบย่ำต้นหญ้าเขียวและเบียดเบียนสัตว์เล็กสัตว์น้อยจนชาวบ้านตำหนิ พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามจาริกในพรรษา ส่วนอีกกรณีหนึ่งภิกษุณีบางกลุ่มจำพรรษาอยู่ที่กรุงราชคฤห์ตลอดทั้งปีไม่ยอมออกไปหาความรู้จากที่อื่นเลย ชาวบ้านตำหนิว่าความรู้ของภิกษุณีเหล่านี้มืดมนไม่แจ่มใส พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติให้ภิกษุณีต้องออกจาริกอย่างน้อยหกห้าโยชน์หลังจำพรรษาแล้ว เป็นอันจบตุวัฏฏวรรคที่ ๔
  60. หน้า ๑๖๔–๑๖๖ จิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๑ (ไปดูโรงหลวง จิตรกรรม สวน อุทยาน สระ) ในพระราชอุทยานของพระเจ้าปเสนทิโกศลมีการสร้างจิตรกรรมภาพวาดสวยงามให้ผู้คนได้ชม ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ก็แอบไปดูด้วยเช่นกัน ชาวบ้านที่พบเห็นตำหนิว่าประพฤติตัวเหมือนหญิงคฤหัสถ์ที่บริโภคกาม พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีไปดูโรงหลวง จิตรกรรม สวน อุทยาน หรือสระบัวเพื่อความบันเทิง
  61. หน้า ๑๖๖–๑๖๗ จิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๒ (ใช้เตียงตั่งขนาดใหญ่หรือบุด้วยขนสัตว์) ภิกษุณีบางรูปใช้เตียงตั่งขนาดใหญ่เกินประมาณ (อาสันทิ) และเตียงที่บุด้วยขนสัตว์ (ปัลลังก์) ซึ่งเป็นของหรูหราสำหรับคฤหัสถ์ ชาวบ้านที่เห็นจึงตำหนิว่าประพฤติตัวเหมือนคฤหัสถ์ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีใช้เตียงตั่งเช่นนี้ เว้นแต่จะตัดขาเตียงหรือรื้อขนออกก่อนจึงจะใช้ได้
  62. หน้า ๑๖๗–๑๖๘ จิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๓ (กรอด้ายเอง) ภิกษุณีฉัพพัคคีย์กรอด้ายเป็นงานอดิเรกเหมือนหญิงคฤหัสถ์ ชาวบ้านที่เดินชมวิหารเห็นเข้าจึงตำหนิว่าประพฤติตัวเหมือนหญิงชาวบ้านผู้บริโภคกาม พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีกรอด้ายเอง ยกเว้นด้ายที่กรอไว้แล้วนำมาใช้ต่อ
  63. หน้า ๑๖๘–๑๖๙ จิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๔ (รับใช้ทำงานให้คฤหัสถ์) ภิกษุณีบางรูปรับหุงข้าว ทำของเคี้ยว หรือซักเสื้อผ้าให้แก่คฤหัสถ์เหมือนเป็นคนรับใช้ พระพุทธเจ้าจึงทรงตำหนิและบัญญัติห้ามภิกษุณีทำงานรับใช้คฤหัสถ์เช่นนี้ ยกเว้นในกรณีเลี้ยงน้ำข้าวต้ม ภัตตาหารสงฆ์ การบูชาเจดีย์ หรือทำให้แก่ผู้ที่อุปัฏฐากตนเองอยู่แล้ว
  64. หน้า ๑๖๙–๑๗๑ จิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๕ (รับปากช่วยระงับข้อพิพาทแล้วไม่ทำตาม) ภิกษุณีรูปหนึ่งขอร้องให้ถุลลนันทาช่วยระงับข้อพิพาท (อธิกรณ์) ที่เกิดขึ้น ถุลลนันทารับปากว่าจะช่วย แต่กลับไม่ทำอะไรเลยและไม่ขวนขวายหาทางระงับ ทำให้เรื่องคาราคาซังไม่จบสิ้น พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีรับปากจะช่วยระงับข้อพิพาทแล้วไม่ทำตามที่รับปากไว้ เว้นแต่มีเหตุขัดข้อง
  65. หน้า ๑๗๑–๑๗๒ จิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๖ (ให้อาหารด้วยมือตนเองแลกคำสรรเสริญ) ถุลลนันทามอบของเคี้ยวของฉันด้วยมือตนเองให้แก่นักฟ้อน นักแสดงกายกรรม และนักดนตรี เพื่อแลกกับการที่พวกเขาจะช่วยกล่าวยกย่องสรรเสริญตนต่อหน้าประชาชนว่าเป็นผู้คงแก่เรียนและเทศน์เก่ง พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีให้ของเคี้ยวของฉันด้วยมือตนเองแก่คฤหัสถ์หรือนักบวชนอกศาสนาในลักษณะเช่นนี้
  66. หน้า ๑๗๒–๑๗๓ จิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๗ (ไม่สละผ้าอาศัยให้ผู้อื่นใช้) สงฆ์จัดผ้าสำหรับให้ภิกษุณีที่มีประจำเดือนใช้ผลัดเปลี่ยนกัน (อาวสถจีวร) แต่ถุลลนันทาใช้ผ้าผืนนั้นอยู่คนเดียวไม่ยอมสละคืนให้ภิกษุณีอื่นที่ต้องการใช้บ้าง พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีใช้ผ้าอาศัยนี้เกินสองสามคืนโดยไม่ซักและสละคืนให้ผู้อื่นใช้ต่อ
  67. หน้า ๑๗๓–๑๗๖ จิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๘ (ไม่มอบหมายที่พักให้ผู้ดูแลก่อนออกจาริก) ถุลลนันทาออกเดินทางจาริกไปโดยไม่ได้มอบหมายที่พักของตนให้ผู้ใดดูแล ต่อมาที่พักของนางเกิดไฟไหม้ ภิกษุณีที่อยู่ใกล้เคียงลังเลไม่กล้าเข้าไปขนของออกเพราะเกรงจะถูกกล่าวหาว่าขโมยหากของหายไปภายหลัง เมื่อถุลลนันทากลับมาจึงตำหนิว่าไม่ช่วยขนของหนีไฟ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีออกจาริกโดยไม่มอบหมายที่พักให้ผู้ดูแลก่อน
  68. หน้า ๑๗๖–๑๗๗ จิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๙ (เรียนวิชาภายนอกที่ไม่เป็นประโยชน์) ภิกษุณีฉัพพัคคีย์เรียนวิชาความรู้ภายนอกพระธรรมวินัยที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อการหลุดพ้น เช่น ดูฤกษ์ยาม คาถาอาคม ชาวบ้านตำหนิว่าประพฤติตัวเหมือนหญิงคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีเรียนวิชาเดรัจฉานเช่นนี้ ยกเว้นการเรียนหนังสือ การท่องจำ หรือปริตรเพื่อคุ้มครองตนเอง
  69. หน้า ๑๗๗–๑๗๘ จิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ (สอนวิชาภายนอกแก่ผู้อื่น) จบจิตตาคารวรรค เช่นเดียวกับสิกขาบทก่อนหน้า แต่คราวนี้เป็นการสอนวิชาเดรัจฉานให้แก่ผู้อื่น ภิกษุณีฉัพพัคคีย์สอนความรู้ภายนอกที่ไม่เป็นประโยชน์ให้คนอื่นเรียน ชาวบ้านตำหนิเช่นเดิมว่าไม่เหมาะกับสมณะ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีสอนวิชาเดรัจฉานแก่ผู้อื่น เป็นอันจบจิตตาคารวรรคที่ ๕
  70. หน้า ๑๗๘–๑๘๑ อารามวรรค สิกขาบทที่ ๑ (เข้าอารามภิกษุโดยไม่บอกกล่าวก่อน) ภิกษุกลุ่มหนึ่งกำลังทำจีวรอยู่ในอารามชนบทโดยมีผ้าห่มเพียงผืนเดียว ภิกษุณีเดินเข้าไปในอารามโดยไม่บอกกล่าวก่อน ภิกษุจึงตำหนิ พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติห้ามเข้าอารามโดยไม่บอกกล่าว แต่เมื่อภิกษุย้ายออกไปแล้วภิกษุณีก็ไม่กล้าเข้าไปทำความสะอาดหรือจัดน้ำใช้น้ำฉันเพราะเข้าใจผิดว่าห้ามเข้าเสมอ พระพุทธเจ้าจึงทรงผ่อนปรนให้เข้าได้หากมีภิกษุอยู่และได้บอกกล่าวก่อน สุดท้ายทรงปรับแก้สิกขาบทให้ชัดเจนว่าต้องบอกกล่าวเฉพาะเมื่อรู้ว่ามีภิกษุอยู่ในอารามเท่านั้น เป็นตัวอย่างการวางกฎเกณฑ์ที่ค่อยๆ ปรับให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
  71. หน้า ๑๘๑–๑๘๔ อารามวรรค สิกขาบทที่ ๒ (ด่าว่าข่มขู่ภิกษุ) เมื่อภิกษุณีผู้ใหญ่ของฉัพพัคคีย์มรณภาพ พวกฉัพพัคคีย์นำศพไปเผาใกล้ที่พักของพระกัปปิตกเถระแล้วสร้างสถูปคร่ำครวญร้องไห้เสียงดังอยู่ที่นั่น พระกัปปิตกะทนรำคาญไม่ไหวจึงทุบทำลายสถูปนั้นเสีย พวกภิกษุณีโกรธมากถึงกับคิดจะฆ่าท่าน และเมื่อพระอุบาลีช่วยเตือนให้ท่านหลบหนี พวกนางก็หันมาด่าว่าพระอุบาลีด้วยถ้อยคำหยาบคายแทน พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีด่าว่าหรือขู่เข็ญภิกษุ
  72. หน้า ๑๘๔–๑๘๖ อารามวรรค สิกขาบทที่ ๓ (ขึ้งเคียดด่าว่าคณะสงฆ์ทั้งหมด) ภิกษุณีจัณฑกาลีชอบก่อเรื่องทะเลาะวิวาทเป็นประจำ ถุลลนันทาจึงคอยคัดค้านเมื่อสงฆ์จะลงโทษนาง ต่อมาขณะถุลลนันทาไปทำธุระที่หมู่บ้าน สงฆ์ได้ยกจัณฑกาลีออกจากหมู่ฐานไม่เห็นอาบัติ เมื่อถุลลนันทากลับมา จัณฑกาลีก็ไม่ให้การต้อนรับตามปกติเพราะรู้สึกไร้ที่พึ่ง ถุลลนันทาโกรธจึงกล่าวหาว่าสงฆ์ไม่รู้เรื่องกรรมและด่าว่าคณะสงฆ์ทั้งหมด พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีโกรธเคืองแล้วด่าว่าตำหนิคณะสงฆ์ทั้งคณะ
  73. หน้า ๑๘๖–๑๘๘ อารามวรรค สิกขาบทที่ ๔ (รับนิมนต์แล้วไปฉันซ้ำอีกบ้านหนึ่ง) พราหมณ์คนหนึ่งนิมนต์ภิกษุณีไปฉันภัตตาหารที่บ้าน หลังฉันเสร็จห้ามภัตแล้ว ภิกษุณีบางรูปกลับไปยังบ้านญาติแล้วฉันอาหารซ้ำอีกครั้ง เมื่อพราหมณ์ต้องการเลี้ยงเพื่อนบ้านต่อกลับถูกปฏิเสธเพราะพวกเขารู้ว่าภิกษุณีไปฉันที่อื่นมาแล้ว ทำให้พราหมณ์อับอายเสียหน้า พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีที่รับนิมนต์หรือห้ามภัตแล้วไปเคี้ยวฉันอาหารที่อื่นซ้ำอีก
  74. หน้า ๑๘๘–๑๘๙ อารามวรรค สิกขาบทที่ ๕ (หวงตระกูลอุปัฏฐากไม่ให้ภิกษุณีอื่นไปรับนิมนต์) ภิกษุณีรูปหนึ่งไปบิณฑบาตที่ตระกูลหนึ่งแล้วได้รับนิมนต์ให้ฉัน เมื่อเจ้าของบ้านขอให้เชิญภิกษุณีรูปอื่นมาด้วย นางกลับหลอกบอกว่าที่นั่นมีสุนัขดุ วัวดุ และโคลนเลนอันตราย เพื่อกันไม่ให้ภิกษุณีอื่นไปที่ตระกูลนั้น ทำให้เจ้าของบ้านสงสัยว่าเหตุใดภิกษุณีอื่นจึงไม่มาเลย พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีหวงแหนตระกูลอุปถัมภ์ไม่ให้ภิกษุณีอื่นได้รับลาภ
  75. หน้า ๑๘๙–๑๙๑ อารามวรรค สิกขาบทที่ ๖ (จำพรรษาในอาวาสที่ไม่มีภิกษุ) ภิกษุณีกลุ่มหนึ่งจำพรรษาอยู่ในอาวาสที่ไม่มีภิกษุอยู่เลย เมื่อกลับมาถูกถามว่าได้รับโอวาทจากภิกษุหรือไม่ ก็ตอบว่าไม่มีภิกษุอยู่ที่นั่นจึงไม่ได้รับโอวาทเลย เพื่อนภิกษุณีตำหนิว่าขาดหลักประกันในการฝึกอบรมและการปกครอง พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีจำพรรษาในอาวาสที่ไม่มีภิกษุอยู่
  76. หน้า ๑๙๑–๑๙๒ อารามวรรค สิกขาบทที่ ๗ (ไม่ปวารณาต่อสงฆ์ทั้งสองฝ่ายเมื่อออกพรรษา) เมื่อภิกษุณีจำพรรษาเสร็จแล้วกลับมา ถูกถามว่าได้ปวารณา (เปิดโอกาสให้ว่ากล่าวตักเตือน) ต่อภิกษุสงฆ์หรือไม่ พบว่ายังไม่ได้ทำ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติให้ภิกษุณีที่จำพรรษาแล้วต้องปวารณาต่อสงฆ์ทั้งสองฝ่ายคือภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์ โดยอาศัยเหตุ ๓ ประการ คือ สิ่งที่เห็น สิ่งที่ได้ยิน หรือสิ่งที่สงสัย
  77. หน้า ๑๙๒–๑๙๓ อารามวรรค สิกขาบทที่ ๘ (ไม่ยอมไปรับโอวาทหรือร่วมสังฆกรรมกับภิกษุสงฆ์) ภิกษุฉัพพัคคีย์มายังสำนักภิกษุณีเพื่อให้โอวาทแก่ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ที่นั่นเอง เมื่อภิกษุณีอื่นชวนไปรับโอวาทตามปกติที่ฝ่ายภิกษุ ภิกษุณีฉัพพัคคีย์กลับปฏิเสธเพราะมีภิกษุฉัพพัคคีย์มาให้โอวาทถึงที่แล้ว พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีปฏิเสธไม่ไปรับโอวาทหรือร่วมสังฆกรรมกับภิกษุสงฆ์
  78. หน้า ๑๙๓–๑๙๔ อารามวรรค สิกขาบทที่ ๙ (ไม่ถามวันอุโบสถและไม่ขอโอวาททุกกึ่งเดือน) ภิกษุณีบางกลุ่มละเลยไม่ถามวันอุโบสถและไม่ไปขอรับโอวาท (ครุธรรม ๘) จากภิกษุสงฆ์ตามธรรมเนียม ภิกษุตำหนิว่าเป็นการละเลยหน้าที่สำคัญ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติให้ภิกษุณีต้องถามวันอุโบสถและไปขอรับโอวาทจากภิกษุสงฆ์เป็นประจำทุกกึ่งเดือน
  79. หน้า ๑๙๔–๑๙๕ อารามวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ (ให้บุรุษบ่งฝีในที่ลับตามลำพัง) ภิกษุณีรูปหนึ่งมีฝีขึ้นที่ขาอ่อนใกล้อวัยวะเพศ จึงให้ชายคนหนึ่งช่วยผ่าฝีให้ตามลำพังสองต่อสอง ชายผู้นั้นถือโอกาสประทุษร้ายนาง นางจึงร้องเสียงดัง เพื่อนภิกษุณีวิ่งมาช่วยแล้วซักถามจนทราบความจริง พระพุทธเจ้าจึงทรงเริ่มบัญญัติห้ามภิกษุณีให้บุรุษคนเดียวผ่า กรีด ล้าง ทา พัน หรือแก้ฝีหรือแผลบริเวณอวัยวะที่ลับโดยไม่บอกกล่าวสงฆ์หรือคณะก่อน (เนื้อหารายละเอียดของสิกขาบทนี้ต่อเนื่องไปในหน้าถัดจากช่วงนี้)
  80. หน้า ๑๙๖–๑๙๘ คัพภินีวรรค สิกขาบทที่ ๑-๒ ห้ามบวชหญิงมีครรภ์และหญิงที่มีบุตรกำลังดื่มนม หน้า ๑๙๖ เปิดต้นด้วยส่วนท้ายของกฎเกณฑ์ก่อนหน้าที่ปิดท้ายอารามวรรค จากนั้นขึ้นวรรคใหม่ว่าด้วยเรื่องภิกษุณีบวชให้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ ชาวบ้านเห็นนางออกบิณฑบาตท้องโตจึงตำหนิว่าไม่เหมาะสม พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามบวชสตรีมีครรภ์ ต่อมามีกรณีคล้ายกันคือบวชให้หญิงที่มีลูกอ่อนยังกินนมแม่อยู่ ทำให้ต้องดูแลทั้งลูกและกิจสงฆ์ไปพร้อมกัน จึงทรงห้ามบวชหญิงในลักษณะนี้ด้วย เพราะยังไม่พร้อมดำเนินชีวิตนักบวชอย่างเต็มที่
  81. หน้า ๑๙๙–๒๐๔ คัพภินีวรรค สิกขาบทที่ ๓-๔ ระเบียบขอสิกขาสมมติและวุฏฐานสมมติของสิกขมานา ภิกษุณีบางรูปบวชให้สิกขมานา (ผู้หญิงที่กำลังฝึกก่อนบวชเต็มขั้น) เป็นภิกษุณีทั้งที่ยังศึกษาข้อวัตร ๖ ประการไม่ครบ ๒ ปี ทำให้ได้ภิกษุณีที่โง่เขลาไม่รู้ผิดชอบ พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามและวางระเบียบให้ต้องขอ "สิกขาสมมติ" ต่อหน้าสงฆ์อย่างเป็นทางการก่อนเริ่มฝึก และเมื่อศึกษาครบแล้วก็ยังต้องขอ "วุฏฐานสมมติ" จากสงฆ์อีกครั้งก่อนจึงจะอุปสมบทให้ได้ เป็นการวางขั้นตอนตรวจสอบความพร้อมอย่างรัดกุม
  82. หน้า ๒๐๕–๒๐๙ คัพภินีวรรค สิกขาบทที่ ๕-๖ กำหนดปีครองเรือนของหญิงที่เคยแต่งงานก่อนจะบวช ภิกษุณีบวชให้หญิงที่เคยผ่านชีวิตแต่งงานมาแล้ว (เรียกว่า "คิหิคตา") แต่ยังครองเรือนไม่ครบ ๑๒ ปี พระพุทธเจ้าตรัสว่าหญิงที่ครองเรือนไม่ถึง ๑๒ ปียังทนความหนาวร้อน หิวกระหาย และคำล่วงเกินต่างๆ ไม่ไหว ต่างจากผู้ครองเรือนครบ ๑๒ ปีที่มีความอดทนเพียงพอ จึงทรงห้ามบวชหญิงกลุ่มแรก และแม้ครบ ๑๒ ปีแล้วก็ยังต้องผ่านการเป็นสิกขมานาศึกษาข้อวัตร ๖ ประการ ๒ ปีก่อนจึงขอสิกขาสมมติได้
  83. หน้า ๒๑๐–๒๑๓ คัพภินีวรรค สิกขาบทที่ ๗ ต้องรอมติสงฆ์อนุมัติวุฏฐานสมมติก่อนบวชหญิงที่เคยแต่งงาน เมื่อหญิงที่เคยแต่งงานครองเรือนครบ ๑๒ ปีและศึกษาครบ ๒ ปีในฐานะสิกขมานาแล้ว ภิกษุณีบางรูปกลับบวชให้ทันทีโดยไม่รอสงฆ์อนุมัติ "วุฏฐานสมมติ" อย่างเป็นทางการก่อน พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติขั้นตอนละเอียดว่าต้องเข้าสงฆ์ กราบไหว้ ขอวุฏฐานสมมติสามครั้ง แล้วให้สงฆ์ประชุมลงมติเห็นชอบก่อนจึงจะบวชให้ได้ เน้นย้ำว่าต้องผ่านมติสงฆ์ครบทุกขั้นตอนก่อนบวชเสมอ
  84. หน้า ๒๑๔ คัพภินีวรรค สิกขาบทที่ ๘ ภิกษุณีถุลลนันทาละเลยไม่ดูแลศิษย์ที่ตนบวชให้ หลังบวชให้สัทธิวิหารินี (ศิษย์ที่ตนบวชให้) แล้ว ภิกษุณีถุลลนันทากลับไม่ยอมอบรมสั่งสอนหรือให้ผู้อื่นช่วยอบรมเลยเป็นเวลาถึง ๒ ปี ทำให้ผู้บวชใหม่ยังโง่เขลาไม่รู้ข้อปฏิบัติที่ถูกต้อง ภิกษุณีอื่นตำหนิว่าไม่รับผิดชอบต่อผู้ที่ตนบวชให้ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติว่าอุปัชฌาย์ต้องดูแลอบรมศิษย์ที่ตนบวชให้อย่างต่อเนื่อง ๒ ปี เว้นแต่มีเหตุขัดข้องจริง เช่นหาไม่ได้หรือเจ็บป่วย
  85. หน้า ๒๑๕–๒๑๗ คัพภินีวรรค สิกขาบทที่ ๙-๑๐ หน้าที่ดูแลกันระหว่างศิษย์กับอุปัชฌาย์ จบวรรคที่ ๗ สองสิกขาบทนี้กำหนดหน้าที่ต่อเนื่องกัน คือศิษย์ต้องติดตามดูแลอุปัชฌาย์ (ปวัตตินี) ของตนเป็นเวลา ๒ ปีเช่นกัน และอุปัชฌาย์เองก็ต้องไม่ทอดทิ้งศิษย์ให้อยู่ห่างไกลเกิน ๕-๖ โยชน์โดยไม่ดูแล มีตัวอย่างศิษย์ของถุลลนันทาที่ถูกทอดทิ้งจนสามีเดิม (ที่นางเคยลาจากมา) ตามมาจับตัวคืนไปได้ พระพุทธเจ้าจึงทรงกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายดูแลกันใกล้ชิดในช่วง ๒ ปีแรกหลังบวช ปิดท้ายคัพภินีวรรค (วรรคที่ ๗)
  86. หน้า ๒๑๘–๒๑๙ กุมารีภูตวรรค สิกขาบทที่ ๑ ห้ามบวชสามเณรีอายุยังไม่ครบ ๒๐ ปีเป็นภิกษุณี ภิกษุณีอุปสมบทเต็มขั้นให้สามเณรี (กุมารีภูต) ที่อายุยังไม่ครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ทำให้ผู้บวชใหม่ทนต่อความยากลำบากของชีวิตนักบวชไม่ไหว เช่นเดียวกับหลักเรื่องอายุครองเรือน ๑๒ ปีในวรรคก่อน พระพุทธเจ้าทรงเห็นว่าอายุครบ ๒๐ ปีเท่านั้นจึงจะมีวุฒิภาวะและความอดทนพอสำหรับชีวิตนักบวช จึงทรงบัญญัติห้ามบวชสามเณรีที่อายุยังไม่ครบ ๒๐ ปี
  87. หน้า ๒๒๐–๒๒๕ กุมารีภูตวรรค สิกขาบทที่ ๒-๓ ระเบียบขอสิกขาสมมติและวุฏฐานสมมติของสามเณรีอายุครบ ๒๐ ปี เมื่อสามเณรีอายุครบ ๒๐ ปีแล้วแต่ยังไม่ได้ศึกษาข้อวัตร ๖ ประการครบ ๒ ปีในฐานะสิกขมานา ภิกษุณีบางรูปกลับบวชให้ทันที พระพุทธเจ้าจึงวางระเบียบเดียวกับกรณีหญิงที่เคยแต่งงาน คือต้องขอสิกขาสมมติก่อนเริ่มศึกษา และเมื่อศึกษาครบแล้วต้องขอวุฏฐานสมมติจากสงฆ์อีกครั้งก่อนอุปสมบท พร้อมอนุโลมพิเศษให้เริ่มขอสิกขาสมมติได้ตั้งแต่อายุ ๑๘ ปี เพื่อให้พอดีอายุครบ ๒๐ เมื่อศึกษาจบ ๒ ปี
  88. หน้า ๒๒๖–๒๒๙ กุมารีภูตวรรค สิกขาบทที่ ๔-๕ ภิกษุณีต้องมีพรรษาครบ ๑๒ และได้รับแต่งตั้งก่อนเป็นอุปัชฌาย์บวชผู้อื่นได้ ภิกษุณีที่บวชมายังไม่ครบ ๑๒ พรรษากลับไปเป็นอุปัชฌาย์บวชให้ผู้อื่น ทำให้ทั้งตนเองและศิษย์ยังไม่รู้ผิดชอบข้อปฏิบัติ พระพุทธเจ้าจึงกำหนดว่าต้องมีพรรษาครบ ๑๒ ปีขึ้นไปจึงจะเป็นอุปัชฌาย์ได้ และแม้ครบพรรษาแล้วก็ยังต้องผ่านการพิจารณาจากสงฆ์ว่าเป็นผู้ฉลาดมีความละอายเสียก่อน จึงจะได้รับ "วุฏฐาปนสมมติ" ให้เป็นอุปัชฌาย์บวชผู้อื่นได้อย่างเป็นทางการ
  89. หน้า ๒๓๐–๒๓๑ กุมารีภูตวรรค สิกขาบทที่ ๖ ภิกษุณีจัณฑกาลีรับคำสงฆ์ว่า "ดีแล้ว" แล้วภายหลังกลับบ่นน้อยใจ ภิกษุณีจัณฑกาลีขอให้สงฆ์แต่งตั้งเป็นอุปัชฌาย์เพื่อบวชผู้อื่น แต่สงฆ์เห็นว่านางยังไม่เหมาะสมจึงไม่ให้ นางก็รับคำว่า "ดีแล้ว" ในตอนนั้น แต่ภายหลังเมื่อเห็นสงฆ์อนุญาตให้ภิกษุณีรูปอื่นเป็นอุปัชฌาย์ได้ นางกลับโกรธและบ่นว่าตนถูกรังเกียจว่าโง่เขลาไม่มียางอาย พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามการรับคำยินยอมของสงฆ์แล้วภายหลังกลับมาบ่นตำหนิสงฆ์อีก เพราะเป็นการแสดงความไม่จริงใจและก่อความแตกแยก
  90. หน้า ๒๓๒–๒๓๔ กุมารีภูตวรรค สิกขาบทที่ ๗-๘ ภิกษุณีถุลลนันทาเรียกร้องจีวรหรือให้ติดตามรับใช้ ๒ ปีแลกกับการบวชให้ มีสิกขมานามาขอให้ภิกษุณีถุลลนันทาบวชให้ นางกลับตั้งเงื่อนไขว่าต้องถวายจีวรก่อนจึงจะบวชให้ แต่เมื่อได้จีวรแล้วก็ยังไม่ยอมบวชให้ตามสัญญา ในสิกขาบทถัดมามีกรณีคล้ายกันแต่เปลี่ยนเงื่อนไขเป็นให้สิกขมานาติดตามปรนนิบัติตนเป็นเวลา ๒ ปีก่อน แล้วก็ยังไม่ยอมบวชให้อีก พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามการเรียกร้องผลประโยชน์หรือการรับใช้ส่วนตัวเป็นเงื่อนไขแลกกับการอุปสมบท เพราะเป็นการเอาเปรียบผู้ตั้งใจบวชด้วยศรัทธา
  91. หน้า ๒๓๕–๒๓๖ กุมารีภูตวรรค สิกขาบทที่ ๙ ภิกษุณีถุลลนันทาบวชให้สิกขมานาที่คลุกคลีกับชายและมีนิสัยดุร้าย ภิกษุณีถุลลนันทาบวชให้สิกขมานาชื่อจัณฑกาลี ผู้มีพฤติกรรมคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ชายและเด็กหนุ่ม เป็นคนขี้โมโหดุร้าย และมักทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์เศร้าโศก ภิกษุณีอื่นตำหนิว่าไม่ควรบวชให้คนเช่นนี้ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามบวชให้สิกขมานาที่มีความประพฤติไม่เหมาะสมกับชายหนุ่มหรือมีนิสัยก่อความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น
  92. หน้า ๒๓๗ กุมารีภูตวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ ภิกษุณีถุลลนันทาบวชให้สิกขมานาที่บิดามารดาหรือสามียังไม่อนุญาต ภิกษุณีถุลลนันทาบวชให้สิกขมานารูปหนึ่งโดยที่บิดามารดาและสามีของนางยังไม่ได้อนุญาต ทำให้ครอบครัวของนางโกรธเคืองตำหนิว่าบวชให้โดยพลการโดยไม่ขออนุญาตญาติผู้ปกครองก่อน พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามบวชให้สิกขมานาที่บิดามารดาหรือสามียังไม่อนุญาต เพื่อป้องกันความขัดแย้งกับครอบครัวและรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างสงฆ์กับฆราวาส
  93. หน้า ๒๓๘–๒๓๙ กุมารีภูตวรรค สิกขาบทที่ ๑๑ ถุลลนันทาไล่พระเถระกลับแล้วเชิญฝ่ายพระเทวทัตมาบวชให้แทน เมื่อจะบวชให้สิกขมานารูปหนึ่งที่กรุงราชคฤห์ ภิกษุณีถุลลนันทานิมนต์พระเถระมาร่วม แต่เห็นว่ามีของฉันไม่มากจึงส่งพระเถระกลับไปก่อน แล้วไปเชิญพระเทวทัตพร้อมพวก (โกกาลิกะ กฏโมรกติสสกะ และอีกสองรูป) ซึ่งเป็นฝ่ายที่แยกตัวจากสงฆ์มาทำพิธีบวชให้แทน ภิกษุณีอื่นตำหนิว่าเป็นการอาศัยมติสงฆ์ที่ยังค้างอยู่จากการประชุมครั้งก่อนอย่างไม่ถูกต้อง พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามการบวชโดยอาศัยมติที่ยังไม่สมบูรณ์เช่นนี้
  94. หน้า ๒๔๐–๒๔๑ กุมารีภูตวรรค สิกขาบทที่ ๑๒-๑๓ ห้ามบวชสิกขมานาถี่เกินไปจนสำนักรับไม่ไหว จบวรรคที่ ๘ ภิกษุณีทั้งหลายบวชให้สิกขมานาทุกปีติดต่อกันจนที่พักในสำนักไม่เพียงพอ ชาวบ้านพากันตำหนิ พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามบวชปีละรูปติดต่อกันทุกปี ต่อมายังมีกรณีบวชปีละถึง ๒ รูปในคราวเดียวกันอีก ซึ่งก็ยังทำให้ที่พักไม่พอเช่นเดิม จึงทรงห้ามเพิ่มเติมไม่ให้บวชเกิน ๑ รูปในรอบปีเดียวกัน เพื่อให้สำนักดูแลอบรมผู้บวชใหม่แต่ละรูปได้ทั่วถึง ปิดท้ายกุมารีภูตวรรค (วรรคที่ ๘)
  95. หน้า ๒๔๒–๒๔๕ ฉัตตุปาหนวรรค สิกขาบทที่ ๑-๒ ห้ามใช้ร่ม รองเท้า และยานพาหนะอย่างคฤหัสถ์ ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ใช้ร่มกางกันแดดและสวมรองเท้าเหมือนหญิงคฤหัสถ์ผู้ยังบริโภคกาม ชาวบ้านตำหนิ พระพุทธเจ้าจึงทรงห้าม แต่ภายหลังทรงผ่อนผันให้ภิกษุณีที่เจ็บป่วยใช้ร่มและรองเท้าได้เพราะจำเป็น ในทำนองเดียวกันเมื่อภิกษุณีฉัพพัคคีย์นั่งยานพาหนะเดินทางเหมือนคฤหัสถ์ก็ทรงห้าม แต่ทรงอนุญาตให้ผู้ป่วยจนเดินไม่ไหวใช้ยานพาหนะได้ เป็นการรักษาสมณสารูปไม่ให้ปะปนกับวิถีชีวิตคฤหัสถ์
  96. หน้า ๒๔๖–๒๔๗ ฉัตตุปาหนวรรค สิกขาบทที่ ๓-๔ ห้ามใช้แถบรัดเอวและเครื่องประดับอย่างสตรีคฤหัสถ์ มีภิกษุณีรับฝากผ้าคาดเอวชนิดหนึ่งไปมอบให้หญิงคนหนึ่งตามคำขอ แต่เกรงจะหายจึงคาดติดตัวไประหว่างทาง จนเชือกขาดหลุดกลางถนนต่อหน้าชาวบ้าน ซึ่งตำหนิว่าใช้ของแบบหญิงคฤหัสถ์ พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามใช้แถบคาดเอวเช่นนี้ เว้นแต่เจ็บป่วยจำเป็น นอกจากนี้ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ยังสวมเครื่องประดับศีรษะ คอ มือ เท้า และเอวเหมือนหญิงคฤหัสถ์ จึงทรงห้ามการประดับกายลักษณะนี้ด้วย
  97. หน้า ๒๔๘–๒๔๙ ฉัตตุปาหนวรรค สิกขาบทที่ ๕-๖ ห้ามอาบน้ำด้วยเครื่องหอมและรำอบกลิ่น ภิกษุณีฉัพพัคคีย์อาบน้ำด้วยเครื่องหอมและเครื่องย้อมสีทาตัวเหมือนหญิงคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ชาวบ้านตำหนิ พระพุทธเจ้าจึงทรงห้าม และในทำนองเดียวกัน เมื่อภิกษุณีฉัพพัคคีย์ใช้รำข้าวอบกลิ่นหอมแทนสบู่อาบน้ำ ก็ทรงห้ามเช่นกัน โดยทั้งสองกรณีทรงอนุโลมให้ใช้ได้เฉพาะเมื่อเจ็บป่วยจำเป็นเท่านั้น เพื่อไม่ให้ภิกษุณีดูฟุ้งเฟ้อเรื่องความสวยงามเยี่ยงคฤหัสถ์
  98. หน้า ๒๕๐–๒๕๒ ฉัตตุปาหนวรรค สิกขาบทที่ ๗-๑๐ ห้ามใช้ผู้อื่นนวดหรือขยำร่างกายให้ตน มีคนพบเห็นภิกษุณีให้ภิกษุณีด้วยกันนวดขยำร่างกายให้ตนเองขณะเดินชมวัด จึงตำหนิว่าทำตัวเหมือนหญิงคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามภิกษุณีให้ภิกษุณีอื่นนวดให้ และทรงขยายข้อห้ามไปถึงการให้สิกขมานา สามเณรี และแม้แต่สตรีคฤหัสถ์มานวดให้ด้วย เพราะล้วนไม่เหมาะสมกับสมณเพศเช่นกัน โดยยกเว้นเฉพาะกรณีเจ็บป่วยจำเป็นจริง
  99. หน้า ๒๕๓–๒๕๕ ฉัตตุปาหนวรรค สิกขาบทที่ ๑๑-๑๒ ต้องขออนุญาตก่อนนั่งต่อหน้าภิกษุหรือถามปัญหาภิกษุ ภิกษุณีบางรูปนั่งลงบนอาสนะต่อหน้าภิกษุโดยไม่ขออนุญาตก่อน ภิกษุตำหนิว่าไม่เคารพลำดับอาวุโส พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามนั่งต่อหน้าภิกษุโดยไม่ขอโอกาสก่อน และในทำนองเดียวกัน เมื่อภิกษุณีจะถามปัญหาพระสูตร วินัย หรืออภิธรรมกับภิกษุ ก็ต้องขอโอกาสให้อนุญาตก่อนทุกครั้ง จะถามลอยๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตไม่ได้ เป็นการรักษาความเคารพระหว่างภิกษุณีสงฆ์กับภิกษุสงฆ์
  100. หน้า ๒๕๖–๒๕๗ ฉัตตุปาหนวรรค สิกขาบทที่ ๑๓ ภิกษุณีไม่คาดผ้ารัดอกเข้าหมู่บ้านจนลมพัดเผยร่างกาย จบปาจิตตีย์ ๑๖๖ ข้อ ภิกษุณีรูปหนึ่งเข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้านโดยไม่ได้คาดผ้ารัดทรงไว้ใต้จีวร เมื่อเดินตามถนนลมพัดสังฆาฏิของนางเวิกขึ้นจนร่างกายบางส่วนเปิดเผย ชาวบ้านพากันโห่ร้องล้อเลียนจนนางอับอายมาก พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติให้ภิกษุณีต้องคาดผ้ารัดทรงก่อนเข้าหมู่บ้านทุกครั้ง เพื่อป้องกันเหตุการณ์น่าอับอายเช่นนี้ สิกขาบทนี้เป็นข้อสุดท้ายของหมวดปาจิตตีย์ ปิดท้ายด้วยจำนวนรวมปาจิตตีย์ทั้งสิ้น ๑๖๖ ข้อ
  101. หน้า ๒๕๘–๒๕๙ ปาฏิเทสนียกัณฑ์ สิกขาบทที่ ๑ ภิกษุณีขอเนยใสมาฉันโดยไม่จำเป็น เข้าสู่หมวดใหม่ "ปาฏิเทสนีย" (อาบัติที่ต้องแสดงคืนด้วยวาจา) มี ๘ ข้อ เริ่มด้วยกรณีภิกษุณีฉัพพัคคีย์ออกปากขอเนยใสมาฉันเองทั้งที่ไม่ได้เจ็บป่วย ชาวบ้านตำหนิว่าเอาแต่ใจเลือกฉันแต่ของดี พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามและกำหนดคำแสดงอาบัติเฉพาะของหมวดนี้ ต่อมาภิกษุณีที่ป่วยจริงเคยขอเนยใสได้ก็สบายกาย แต่พอมีข้อห้ามก็ไม่กล้าขอจนต้องทนทุกข์ พระพุทธเจ้าจึงทรงผ่อนผันให้ภิกษุณีที่เจ็บป่วยขอเนยใสได้ตามจำเป็น
  102. หน้า ๒๖๐ ปาฏิเทสนียกัณฑ์ สิกขาบทที่ ๒ เริ่มเรื่องภิกษุณีขอน้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ปลา เนื้อ นมสด นมส้ม ช่วงท้ายหน้า ๒๖๐ เริ่มเล่าเรื่องสิกขาบทถัดไปในหมวดปาฏิเทสนีย ซึ่งมีรูปแบบเดียวกับเรื่องเนยใสก่อนหน้า คือภิกษุณีฉัพพัคคีย์ออกปากขอสิ่งของมาฉันเองทั้งที่ไม่เจ็บป่วย คราวนี้ขยายไปถึงน้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ปลา เนื้อสัตว์ นมสด และนมส้ม เนื้อความเพิ่งเริ่มกล่าวถึงกรณีนมส้มและชาวบ้านเริ่มตำหนิ ส่วนรายละเอียดบทบัญญัติเต็มจะปรากฏต่อในหน้าถัดไปของเล่มนี้
  103. หน้า ๒๖๑–๒๖๓ สิกขาบทเรื่องขอนมส้ม (ทธิ) และบทสรุปปิดหมวดปาฏิเทสนียะ เนื้อหาต่อจากตอนต้นเรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์ขอนมส้มมาฉันทั้งที่ไม่ป่วย จนชาวบ้านตำหนิ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีที่ไม่อาพาธขอนมส้มมาฉัน ผู้ใดฝ่าฝืนต้องแสดงอาบัติปาฏิเทสนียะ ต่อมามีภิกษุณีอาพาธเกรงใจไม่กล้าขอทั้งที่เคยขอได้ตอนป่วยแล้วรู้สึกสบายกว่า พระองค์จึงทรงอนุญาตให้ภิกษุณีที่อาพาธขอได้ พร้อมอธิบายความหมายของคำว่าอาพาธ-ไม่อาพาธ และรายชื่อของที่เข้าข่ายทั้งหมด (น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ปลา เนื้อ นม นมส้ม) ซึ่งครอบคลุมสิกขาบทปาฏิเทสนียะทั้ง ๘ ข้อที่เพิ่งจบไป ปิดท้ายด้วยการสวดถามความบริสุทธ
  104. หน้า ๒๖๔–๒๖๕ เสขิยกัณฑ์ สิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการนุ่งห่มผ้าให้เรียบร้อย เริ่มหมวดเสขิยกัณฑ์ (ข้อวัตรที่พึงฝึกฝน) ของภิกษุณี เหตุเกิดจากภิกษุณีฉัพพัคคีย์นุ่งห่มผ้าปล่อยชายเลื้อยทั้งด้านหน้าและด้านหลังเหมือนหญิงคฤหัสถ์ที่มัวเมาในกาม ชาวบ้านจึงตำหนิ พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติให้ภิกษุณีต้องนุ่งห่มผ้าให้เป็นปริมณฑล คือปกปิดร่างกายตั้งแต่สะดือถึงหัวเข่าให้เรียบร้อย ผู้ใดนุ่งเลื้อยหน้าเลื้อยหลังด้วยความไม่เอื้อเฟื้อต้องอาบัติทุกกฏ เว้นแต่ทำโดยไม่เจตนา ลืมตัว ไม่รู้ อาพาธ หรือมีเหตุจำเป็นอื่น ท้ายเรื่องมีข้อความย่อบอกว่าสิกขาบทเสขิยะข้อถัดๆ ไปมีเนื้อหาเดียวกับที่แสดงไว้แล้วในพระ
  105. หน้า ๒๖๕–๒๖๖ เสขิยกัณฑ์ ว่าด้วยการห้ามถ่ายอุจจาระปัสสาวะและบ้วนน้ำลายลงน้ำ และบทสรุปปิดหมวดเสขิยะ ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ และบ้วนน้ำลายลงในน้ำเหมือนหญิงคฤหัสถ์ที่มัวเมาในกาม ชาวบ้านตำหนิ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุณีทำเช่นนั้นในน้ำ ต่อมามีภิกษุณีอาพาธรู้สึกลำบากใจที่ทำไม่ได้ พระองค์จึงทรงผ่อนผันให้ภิกษุณีที่อาพาธทำได้ โดยแก้ไขสิกขาบทให้เจาะจงเฉพาะภิกษุณีที่ไม่อาพาธ ผู้ฝ่าฝืนด้วยความไม่เอื้อเฟื้อต้องอาบัติทุกกฏ เว้นแต่ไม่เจตนา ลืมตัว ไม่รู้ อาพาธ ถ่ายบนบกแต่น้ำท่วมมาเอง มีเหตุขัดข้อง หรือเจ็บปวดจนทนไม่ไหว ปิดท้ายด้วยการสวดถามความบริสุทธิ์ ๓ ครั้งแล้วประกาศจบหมวดเสขิยะทั้งหม
  106. หน้า ๒๖๗ อธิกรณสมถะ ๗ ประการ และคำปิดท้ายภิกขุนีวิภังค์ หมวดสุดท้ายว่าด้วยธรรมสำหรับระงับอธิกรณ์ (ข้อพิพาทหรือคดีความในหมู่สงฆ์) ๗ ประการ ได้แก่ การระงับต่อหน้า การถือสติของผู้บริสุทธิ์เป็นหลัก การตัดสินว่าเคยวิกลจริต การให้การรับสารภาพเป็นข้อยุติ การตัดสินตามเสียงข้างมาก การลงโทษผู้มีความประพฤติเลวทราม และการประนีประนอมกลบเกลื่อนเหมือนกลบไว้ด้วยหญ้า เมื่อสวดถามความบริสุทธิ์จบแล้วก็ปิดหมวดนี้ จากนั้นสรุปยอดรวมเนื้อหาทั้งเล่มว่าได้แสดงนิทาน ปาราชิก ๘ สังฆาทิเสส ๑๗ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ ปาจิตตีย์ ๑๖๖ ปาฏิเทสนียะ ๘ เสขิยะ และอธิกรณสมถะ ๗ ครบถ้วน ซึ่งเป็