ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค
บาลีสยามรัฐ · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๓๑ · ๖๔๒ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๗๕ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๔ มาติกา บทเปิดของคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค วางกรอบทั้งหมดของญาณ ๗๓ ประการที่คัมภีร์นี้จะวิเคราะห์โดยละเอียดในกถาต่างๆ ต่อไป ครอบคลุมตั้งแต่ปัญญาที่เกิดจากการฟังธรรมและการสำรวมศีล ไปจนถึงญาณที่ไล่เรียงลำดับขั้นของการเจริญวิปัสสนา (การกำหนดปัจจัย การพิจารณาความเกิดดับ ความน่ากลัว โทษ ความอยากพ้น ความวางเฉยต่อสังขาร) จนถึงมรรคผล ญาณเรื่องวิมุตติและการพิจารณาทบทวน ปฏิสัมภิทา ๔ ตลอดจนญาณขั้นสูงสุดที่เฉพาะพระพุทธเจ้าเท่านั้นมี (เช่น มหากรุณาสมาบัติ สัพพัญญุตญาณ) ต่างจากญาณที่สาวกทั่วไปก็มีได้ มาติกานี้จึงเป็นเสมื
- หน้า ๕–๒๑ มหาวรรค ญาณกถา (ตอนที่ 1: อภิญเญยยธรรม - ปฐมภาณวาร) เริ่มวิเคราะห์ญาณข้อแรกคือ "สุตมยญาณ" (ปัญญาที่เกิดจากการตั้งใจฟัง) โดยอธิบายว่าปัญญาที่รู้ชัดสิ่งที่ได้ยินได้ฟังนั้นทำหน้าที่รู้ว่า "ธรรมเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง" (อภิญเญยยะ) จากนั้นนำสูตรนี้ไปประยุกต์ใช้กับหมวดธรรมเกือบทั้งหมดในพระพุทธศาสนาอย่างเป็นระบบ ทั้งอริยสัจ ๔ ขันธ์ ๕ อายตนะ ธาตุ อินทรีย์ ปฏิจจสมุปบาท และคู่ตรงข้ามต่างๆ เช่น ทุกข์-สุข ภัย-เกษม มีอามิส-ไม่มีอามิส สังขาร-นิพพาน ประเด็นสำคัญคือทุกสิ่งทุกอย่างในประสบการณ์ ไม่มีข้อยกเว้น ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องรู้ยิ่งก่อน อันเป็นพื้นฐานที่จำเป็นก่อนจะ
- หน้า ๒๑–๓๒ มหาวรรค ญาณกถา (ตอนที่ 2: อภิญเญยยธรรม - ทุติยภาณวาร) ยังคงอยู่ในหมวดสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง (อภิญเญยยะ) แต่เปลี่ยนมุมมองมาวิเคราะห์ธรรมแต่ละข้อผ่าน "อรรถ" หรือหน้าที่เฉพาะของมันแทนที่จะเป็นตัวธรรมเฉยๆ เช่น อรรถแห่งการยึดมั่นของสัทธินทรีย์ อรรถแห่งการประคองไว้ของวิริยินทรีย์ อรรถแห่งการตั้งมั่นของสตินทรีย์ ไล่เรียงไปจนถึงพละ โพชฌงค์ มรรคมีองค์ ๘ และหมวดวิสุทธิต่างๆ จุดที่สอนคือ การจะรู้ยิ่งธรรมแต่ละอย่างอย่างแท้จริงต้องเห็นถึงหน้าที่เฉพาะตัวที่ทำให้ธรรมนั้นทำงานได้ตามลักษณะของมัน ไม่ใช่เพียงรู้จักชื่อ จบด้วยสูตรสรุปสุตมยญาณและคำว่า "ทุติยภาณวารํ" ซึ่งเป็
- หน้า ๓๒–๔๐ มหาวรรค ญาณกถา (ตอนที่ 3: ปริญเญยยธรรมและปหาตัพพธรรม - ตติยภาณวาร) เปลี่ยนไปวิเคราะห์อีกสองข้อในมาติกา คือธรรมที่ควรกำหนดรู้ (ปริญเญยยะ) และธรรมที่ควรละ (ปหาตัพพะ) โดยใช้โครงสร้างคู่ขนานกับตอนก่อน แต่ในส่วนปริญเญยยะเน้นว่าเมื่อบุคคลพยายามให้ได้มาซึ่งธรรมใด (เช่น เนกขัมมะ ฌานต่างๆ อนุปัสสนาต่างๆ มรรคทั้งสี่) การได้มานั้นเองคือการกำหนดรู้และไตร่ตรองธรรมนั้นแล้ว ส่วนปหาตัพพธรรมอธิบายการละกิเลสผ่านการเห็นแจ้งขันธ์ อายตนะ จนถึงนิพพาน พร้อมจำแนกการละเป็น ๒ ถึง ๕ ประเภท (เช่น ละด้วยข่มไว้ ละด้วยองค์ธรรมตรงข้าม ละเด็ดขาด) ประเด็นคือความเพียรเพื่อให้ได้ธรรมฝ่ายกุศลกับคว
- หน้า ๔๐–๕๐ มหาวรรค ญาณกถา (ตอนที่ 4: ภาเวตัพพธรรม - จตุตถภาณวาร) วิเคราะห์ธรรมที่ควรเจริญ (ภาเวตัพพะ) โดยแบ่งการเจริญออกเป็น ๔ แบบคือ การแสวงหา การได้มา การมีรสเป็นอันเดียวกัน และการเสพคุ้น จากนั้นอธิบายละเอียดว่าเมื่อเจริญอินทรีย์แต่ละข้อ (เช่น สัทธินทรีย์ด้วยอรรถคือความน้อมใจเชื่อ) อินทรีย์ทั้งหมดจะมีรสเป็นอันเดียวกัน เช่นเดียวกับพละ โพชฌงค์ และองค์มรรค ส่วนสำคัญคือการแสดงว่าเมื่อละนิวรณ์แต่ละข้อด้วยธรรมคู่ปรับของมัน (เช่น ละกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ ละพยาบาทด้วยอัพยาบาท) ธรรมฝ่ายกุศลที่เกิดร่วมกันในขณะนั้นจะไม่ล่วงล้ำกันแต่ทำงานประสานกัน ไล่เรียงไปจนถึงมรรคทั้ง
- หน้า ๕๐–๕๑ มหาวรรค ญาณกถา (ตอนที่ 5: สัจฉิกาตัพพธรรม) วิเคราะห์ธรรมที่ควรทำให้แจ้ง (สัจฉิกาตัพพะ) ได้แก่เจโตวิมุตติที่ไม่กำเริบ วิชชาและวิมุตติ สามัญญผล ๔ วิโมกข์ ๘ และธรรมของพระอเสขะ โดยใช้สูตรเดียวกันคือ สพฺพํ สจฺฉิกาตพฺพํ - ทุกสิ่งในประสบการณ์ทางอายตนะล้วนเป็นสิ่งที่พึงทำให้ประจักษ์แจ้งด้วยปัญญา ปิดท้ายด้วยการเห็นแจ้งขันธ์และอายตนะจนถึงนิพพานเป็นที่สุด ซึ่งเมื่อธรรมใดถูกทำให้แจ้งแล้วก็เท่ากับได้สัมผัสถึงธรรมนั้นจริงด้วยปัญญา ไม่ใช่เพียงรู้ตามทฤษฎี
- หน้า ๕๑–๕๓ มหาวรรค ญาณกถา (ตอนที่ 6: หานภาคิยาทิธรรมในฌานสมาบัติ) อธิบายญาณที่รู้จำแนกธรรม ๔ ฝ่ายในการเจริญฌาน คือธรรมที่ทำให้เสื่อม (หานภาคิยะ) ธรรมที่ทำให้ตั้งอยู่คงที่ (ฐิติภาคิยะ) ธรรมที่ทำให้ก้าวหน้าขึ้น (วิเสสภาคิยะ) และธรรมที่นำไปสู่การรู้แจ้งทำลายกิเลส (นิพเพธภาคิยะ) โดยไล่เรียงตั้งแต่ปฐมฌานจนถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ ชี้ให้เห็นว่าผู้ได้ฌานแต่ละขั้นอาจถอยกลับไปหาสัญญาเดิมที่หยาบกว่า อาจคงสภาพเดิม อาจก้าวหน้าไปสู่สัญญาที่ประณีตกว่า หรืออาจใช้สัญญานั้นเป็นฐานสู่วิปัสสนาที่นำไปสู่วิราคะได้ เป็นการสอนให้ผู้ปฏิบัติรู้เท่าทันทิศทางของจิตตนเองในขณะเจริญสมาธิ
- หน้า ๕๓ มหาวรรค ญาณกถา (ตอนที่ 7: สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา) ส่วนสั้นๆ ที่อธิบายไตรลักษณ์อย่างกระชับ คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ตลอดจนธรรมทั้งหลายจนถึงชรามรณะ ล้วนไม่เที่ยงเพราะมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา เป็นทุกข์เพราะน่ากลัว และเป็นอนัตตาเพราะไม่มีแก่นสารให้ยึดถือ เป็นการยืนยันหลักการพื้นฐานที่สุดของพุทธศาสนาในรูปแบบสูตรสั้น ก่อนจะเข้าสู่การอธิบายอริยสัจในหัวข้อถัดไป
- หน้า ๕๔–๕๕ มหาวรรค ญาณกถา (ตอนที่ 8: อริยสัจ ๔ - เริ่มอธิบายทุกขอริยสัจ) เริ่มอธิบายอริยสัจ ๔ อย่างละเอียด โดยไล่นิยามความหมายของคำแต่ละคำในทุกขอริยสัจตามแบบพระสูตรมาตรฐาน เริ่มจากชาติ (ความเกิด) ชรา (ความแก่) มรณะ (ความตาย) และกำลังเริ่มนิยามโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส แต่ละคำถูกอธิบายด้วยคำจำกัดความเชิงเทคนิคที่ชัดเจน (เช่น ชราคือความคร่ำคร่า ฟันหลุด ผมหงอก หนังเหี่ยวย่น) ส่วนนี้ยังไม่จบภายในช่วงหน้าที่กำหนด (หน้า ๕๕ ตัดจบกลางการนิยามอุปายาส) และจะดำเนินเรื่องต่อในส่วนถัดไปของอริยสัจ ๔
- หน้า ๕๖–๖๑ ญาณกถา: ทุกขอริยสัจจ์และมรรคมีองค์แปด (สุตมยญาณ ตอนจบ) ส่วนต่อจากตอนก่อนหน้า (เริ่มกลางเรื่อง) อธิบายทุกขอริยสัจจ์ในแง่ความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก การประสบสิ่งที่ไม่รัก และความปรารถนาที่ไม่สมหวัง แล้วสรุปด้วยขันธ์ ๕ ที่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นว่าคือทุกข์ ตามด้วยทุกขสมุทัยอริยสัจจ์ (ตัณหาที่เกิดและตั้งอยู่ ณ จุดที่โลกมีสิ่งน่ารักน่าพอใจ คืออายตนะภายในภายนอกและอาการรับรู้ต่างๆ) ทุกขนิโรธอริยสัจจ์ (ความดับตัณหาโดยไม่เหลือ) และทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์ (มรรคมีองค์แปด อธิบายทีละองค์) จบด้วยการยืนยันว่าความเข้าใจอริยสัจจ์ทั้งสี่ที่ได้จากการฟังนี้คือ
- หน้า ๖๑–๖๙ ญาณกถา: สีลมยญาณ อธิบายปัญญาที่เกิดขึ้นเมื่อสำรวมตนหลังจากฟังธรรมแล้ว (สีลมยญาณ) โดยจำแนกศีลออกเป็นหลายระดับความบริสุทธิ์ ชี้ให้เห็นความต่างระหว่างศีลที่ยังมีขอบเขตจำกัดด้วยเหตุแห่งลาภ ยศ ญาติ อวัยวะ หรือชีวิต (ซึ่งเป็นศีลด่างพร้อย ไม่นำไปสู่สมาธิและวิมุตติ) กับศีลที่ไม่มีขอบเขตเช่นนั้น (ซึ่งบริสุทธิ์และเกื้อกูลต่อการหลุดพ้น) แล้วสรุปลงที่หลักไตรสิกขา คือ อธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา และอธิปัญญาสิกขา ซึ่งเป็นระบบการฝึกฝนที่เชื่อมโยงศีล สมาธิ และปัญญาเข้าด้วยกัน
- หน้า ๖๙–๗๒ ญาณกถา: สมาธิภาวนามยญาณ อธิบายปัญญาที่เกิดจากการเจริญสมาธิหลังจากสำรวมศีลแล้ว โดยไล่เรียงประเภทของสมาธิตั้งแต่แบบเดียว (เอกัคคตาแห่งจิต) ไปจนถึงสิบประเภท เช่น สมาธิโลกิยะ-โลกุตตระ สมาธิที่ประกอบด้วยวิตกวิจารในระดับต่างๆ สมาธิที่เสื่อม-ทรง-ก้าวหน้า-แทงตลอด สมาธิที่อาศัยอนุสสติและกสิณต่างๆ รวมสมาธิทั้งหมด ๕๕ ประเภท พร้อมทั้งขยายความ ๒๕ แง่มุมของคำว่า "สมาธิ" เอง เพื่อชี้ว่าความเข้าใจโครงสร้างและคุณสมบัติของสมาธิอย่างละเอียดคือปัญญาขั้นนี้
- หน้า ๗๒–๗๖ ญาณกถา: ธัมมัฏฐิติญาณ (ปัจจยปริคคหญาณ) อธิบายปัญญาที่กำหนดรู้เหตุปัจจัย (ธัมมัฏฐิติญาณ) โดยวิเคราะห์ปฏิจจสมุปบาททีละคู่ผ่านเก้าอาการคือความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต ความสั่งสม ความประกอบ ความข้องอยู่ ความเป็นเหตุเกิด ความเป็นเหตุ และความเป็นปัจจัย ทั้งในกาลทั้งสาม และซ้ำด้วยศัพท์ต่างกัน (เหตุ ปฏิจจ ปัจจย) เพื่อตอกย้ำว่าธรรมทั้งสองฝ่ายเป็นปัจจยสมุปบันทั้งคู่ จบด้วยการสรุปเป็นภาพรวมสี่สังเขป (กรรมภพเก่า-ปฏิสนธิ-กรรมภพใหม่-ปฏิสนธิใหม่) สามกาล ยี่สิบอาการ สามสนธิ ซึ่งเป็นแม่บทมาตรฐานของการเห็นปฏิจจสมุปบาทตลอดสามภพ
- หน้า ๗๖–๗๘ ญาณกถา: สัมมสนญาณ อธิบายปัญญาที่ย่อธรรมทั้งอดีต อนาคต ปัจจุบัน ทั้งภายในภายนอก หยาบละเอียด เลวประณีต ไกลใกล้ มากำหนดพิจารณาเป็นหมวดเดียวกัน (สัมมสนญาณ) โดยพิจารณารูปและนามขันธ์ทั้งหมด ตลอดจนอายตนะและปฏิจจสมุปบาทแต่ละองค์ ว่าเป็นอนิจจัง ทุกข์ อนัตตา สิ้นไป น่ากลัว หาแก่นสารมิได้ เป็นสังขตธรรมที่เกิดจากเหตุปัจจัยและมีความเสื่อมสลายเป็นธรรมดา และปิดท้ายด้วยการมองปฏิจจสมุปบาทแบบย้อนกลับ (เมื่อไม่มีเหตุ ผลก็ไม่มี) ซึ่งเป็นการวางรากฐานความเข้าใจไตรลักษณ์อย่างกว้างขวางก่อนเจริญวิปัสสนาอย่างละเอียด
- หน้า ๗๘–๘๒ ญาณกถา: อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ อธิบายปัญญาที่ตามเห็นความแปรปรวนของธรรมที่กำลังปรากฏอยู่ในปัจจุบัน คือเห็นทั้งลักษณะการเกิดขึ้น (อุทัย) และลักษณะการเสื่อมไป (วัย) ของขันธ์ ๕ โดยไล่แจกแจงว่าเมื่อเห็นความเกิดของแต่ละขันธ์ เห็นได้กี่ลักษณะ เช่น รูปขันธ์เกิดจากอวิชชา ตัณหา กรรม อาหาร และลักษณะการบังเกิดเอง รวม ๕ ลักษณะ ส่วนวิญญาณขันธ์เกิดจากอวิชชา ตัณหา กรรม และนามรูป รวมทั้งสิ้นเป็น ๒๕ ลักษณะฝ่ายเกิด ๒๕ ลักษณะฝ่ายดับ รวม ๕๐ ลักษณะ ชี้ให้เห็นว่าการเห็นความเกิดดับต้องเห็นทั้งในแง่เหตุปัจจัยและในแง่ลักษณะเฉพาะของแต่ละขันธ์เอง
- หน้า ๘๓–๘๔ ญาณกถา: ภังคานุปัสสนาญาณ (วิปัสสนาญาณ) อธิบายปัญญาที่พิจารณาอารมณ์แล้วตามเห็นความแตกดับ (ภังคานุปัสสนา) กล่าวคือ เมื่อจิตที่มีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หรืออายตนะและปฏิจจสมุปบาทเป็นอารมณ์ เกิดขึ้นแล้วดับไป ผู้ปฏิบัติพิจารณาอารมณ์นั้นแล้วตามเห็นความแตกดับของจิตที่รับรู้อารมณ์นั้นด้วย โดยเห็นเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อันเป็นเหตุให้ละสัญญาวิปลาสเรื่องเที่ยง สุข ตัวตน และค่อยๆ คลายความยินดี จนถึงขั้นสละคืนอุปาทาน ถือเป็นก้าวสำคัญที่วิปัสสนาญาณเริ่มเน้นที่ "ความดับ" มากกว่า "ความเกิด"
- หน้า ๘๔–๘๖ ญาณกถา: อาทีนวญาณและสันติปทญาณ อธิบายปัญญาที่เห็นภัยในสังขารทั้งปวง (อาทีนวญาณ) โดยมองความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต ตลอดจนชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โสกะ ปริเทวะ และอุปายาสว่าล้วนเป็นภัยเป็นทุกข์มีอามิส ในขณะเดียวกันก็เห็นภาวะตรงข้าม คือความไม่เกิด ความสงบ นิพพาน ว่าเป็นความปลอดภัยไร้ภัย เป็นสุขไม่มีอามิส (สันติปทญาณ) การเห็นคู่ตรงข้ามนี้พร้อมกันทำให้จิตโน้มเอียงออกจากสังขารและโน้มเข้าหาความดับ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญก่อนที่ปัญญาจะพัฒนาไปสู่ความเบื่อหน่ายอย่างแท้จริง
- หน้า ๘๗–๙๕ ญาณกถา: สังขารุเปกขาญาณ ส่วนที่ยาวที่สุดในกลุ่มนี้ อธิบายปัญญาที่ต้องการพ้นไปจากสังขาร พิจารณาทบทวน แล้ววางเฉยต่อสังขารทั้งปวงอย่างมั่นคง (สังขารุเปกขาญาณ) โดยเปรียบเทียบว่าปุถุชน พระเสขะ และพระวีตราคะ แม้จะมีการวางเฉยต่อสังขารเหมือนกันในแง่การตามเห็นไตรลักษณ์ แต่ต่างกันในรายละเอียด เช่น ปุถุชนอาจยังเพลิดเพลินในสังขารุเปกขาอยู่ ขณะที่พระวีตราคะเบื่อหน่ายเต็มที่แล้วและใช้เพื่อเข้าผลสมาบัติหรือวิหารธรรม นอกจากนี้ยังจำแนกสังขารุเปกขาที่เกิดจากสมถะ ๘ อย่าง กับที่เกิดจากวิปัสสนา ๑๐ อย่าง ชี้ให้เห็นว่าญาณขั้นนี้เป็นจุดเปลี่ย
- หน้า ๙๕–๙๙ ญาณกถา: โคตรภูญาณ อธิบายปัญญาที่ครอบงำสังขารภายนอกทั้งปวงแล้วแล่นเข้าสู่นิพพาน (โคตรภูญาณ) ซึ่งเป็นญาณที่ทำหน้าที่เป็นรอยต่อระหว่างโคตรปุถุชนกับโคตรอริยะ โดยอธิบายผ่านคำกริยาสามชุดคือ "ครอบงำ" "ถอนออก" และ "หวนกลับ" จากความเกิด ความเป็นไป นิมิต และวัฏฏะทั้งปวง แล้วแล่นไปสู่ความไม่เกิดคือนิพพาน จำแนกโคตรภูธรรมที่เกิดจากสมถะ ๘ กับที่เกิดจากวิปัสสนา ๑๐ เช่นเดียวกับสังขารุเปกขาญาณ เพื่อชี้ว่าแม้โคตรภูจะยังไม่ใช่มรรคญาณ แต่เป็นขณะจิตที่หันหลังให้โลกียะและมุ่งหน้าสู่โลกุตตระอย่างเด็ดขาด
- หน้า ๙๙–๑๐๒ ญาณกถา: มัคคญาณ อธิบายปัญญาที่เป็นการถอนออกจากสองด้านพร้อมกัน (ทุภโตวุฏฐานวิวัฏฏนา) คือมรรคญาณ โดยแสดงว่าในขณะมรรคแต่ละระดับ องค์มรรคแต่ละองค์ถอนตัวออกจากมิจฉาปฏิปักษ์ของตน พร้อมทั้งถอนจากกิเลสที่คล้อยตามและขันธ์ที่เกี่ยวข้อง และถอนจากนิมิตภายนอกทั้งปวงในคราวเดียวกัน ระบุกิเลสเฉพาะที่แต่ละมรรคละได้ เช่น สักกายทิฏฐิและวิจิกิจฉาในโสดาปัตติมรรค กามราคะและปฏิฆะอย่างหยาบในสกทาคามิมรรค แสดงให้เห็นว่ามรรคญาณคือขณะที่ตัดกิเลสได้จริง ไม่ใช่เพียงการเห็นหรือการวางเฉยเท่านั้น
- หน้า ๑๐๒–๑๐๔ ญาณกถา: ผลญาณ อธิบายปัญญาที่เกิดขึ้นเนื่องจากความสงบระงับของการปฏิบัติ (ปโยคปฏิปัสสัทธิ) คือผลญาณ ซึ่งเกิดต่อจากมรรคญาณทันทีในกระบวนการเดียวกัน โดยแสดงว่าเมื่อองค์มรรคแต่ละองค์ถอนออกจากมิจฉาปฏิปักษ์และกิเลสที่เกี่ยวข้องแล้ว องค์มรรคที่เกิดขึ้นต่อมาเพราะความสงบแห่งการปฏิบัตินั้นเรียกว่าเป็น "ผล" ของมรรค ระบุรายละเอียดสำหรับมรรคทั้งสี่ระดับเช่นเดียวกับหัวข้อมรรคญาณ ชี้ให้เห็นความสัมพันธ์เชิงเหตุผลที่แนบแน่นระหว่างมรรคและผลว่าเป็นกระบวนการต่อเนื่องกันโดยไม่มีช่องว่าง
- หน้า ๑๐๔–๑๐๕ ญาณกถา: วิมุตติญาณ อธิบายปัญญาที่ตามเห็นสิ่งที่ถูกตัดขาดแล้ว (ฉินนมนุปัสสนา) คือวิมุตติญาณ โดยระบุกิเลสเฉพาะที่แต่ละมรรคตัดขาดได้โดยเด็ดขาด เช่น โสดาปัตติมรรคตัดสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส พร้อมอนุสัยที่เกี่ยวข้อง รวมห้าอย่าง อรหัตตมรรคตัดรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา พร้อมอนุสัย รวมแปดอย่าง ทำให้จิตหลุดพ้นด้วยดีจากอุปกิเลสเหล่านั้น การรู้ชัดถึงภาวะหลุดพ้นนี้เองคือวิมุตติญาณ ซึ่งเป็นการยืนยันผลของมรรคในแง่ของกิเลสที่ถูกกำจัดอย่างเจาะจง
- หน้า ๑๐๕–๑๐๙ ญาณกถา: ปัจจเวกขณญาณ อธิบายปัญญาที่พิจารณาทบทวนธรรมทั้งหลายที่มาประชุมพร้อมกันในขณะมรรคผล (ปัจจเวกขณญาณ) โดยไล่แจกแจงธรรมจำนวนมากที่ประกอบพร้อมกันในแต่ละขณะจิต ได้แก่ องค์มรรคแปด โพชฌงค์เจ็ด พละห้า อินทรีย์ห้า สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท สัจจะ สมถะ-วิปัสสนาที่เป็นคู่กัน ความบริสุทธิ์แห่งศีล จิต และทิฏฐิ ตลอดจนฉันทะ มนสิการ ผัสสะ เวทนา สมาธิ สติ ปัญญา วิมุตติ และนิพพาน แสดงให้เห็นว่าหลังบรรลุมรรคผลแล้ว พระอริยบุคคลย่อมออกจากสมาบัติแล้วทบทวนพิจารณาองค์ธรรมทั้งหมดที่เกิดร่วมกันในขณะนั้นได้อย่างละเอียดครบถ้วน ทำเช่นนี
- หน้า ๑๐๙–๑๑๐ ญาณกถา: วัตถุนานัตตญาณ (เริ่มต้น) เริ่มต้นหัวข้อใหม่ว่าด้วยปัญญาที่กำหนดความแตกต่างของวัตถุ (อารมณ์/ที่ตั้ง) ภายใน โดยพิจารณาอายตนะภายในทั้งหก คือ จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย และมโน ทีละอย่างว่าเกิดจากอวิชชา ตัณหา กรรม อาหาร และมหาภูตรูปสี่ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วจะไม่มีอีก ไม่เที่ยง เป็นสังขตธรรม เกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง มีความสิ้นไปเสื่อมไปเป็นธรรมดา เพื่อละสัญญาวิปลาสต่างๆ เนื้อหาในหัวข้อนี้เพิ่งเริ่มต้น (วิเคราะห์จักขุ โสตะ และฆานะจบแล้ว กำลังวิเคราะห์ชิวหาอยู่) และยังไม่จบเมื่อสิ้นสุดหน้า ๑๑๐ จะดำเนินต่อในส่วนถัดไป
- หน้า ๑๑๑–๑๑๒ อัชฌัตตววัฏฐาน (ตอนจบ) — ปัญญากำหนดสิ่งภายใน ส่วนท้ายของหัวข้อที่เริ่มไว้ก่อนหน้าช่วงนี้ (ยังไม่จบเมื่อเริ่มหน้า ๑๑๑) ว่าด้วยการพิจารณาลิ้น กาย และใจ ภายในตน โดยเห็นว่าเกิดจากอวิชชา ตัณหา กรรม อาหาร เป็นสิ่งปรุงแต่ง ไม่เที่ยง แปรปรวน จึงละความเห็นว่าเที่ยง ว่าสุข ว่าเป็นตน และละการยึดถือ ปิดท้ายด้วยสรุปว่านี่คือปัญญาในการกำหนดธรรมภายในให้เห็นความหลากหลายของ "ที่ตั้ง" (วัตถุ) แห่งอายตนะ
- หน้า ๑๑๒–๑๑๕ พหิทธาววัฏฐาน — ปัญญากำหนดสิ่งภายนอก ใช้วิธีพิจารณาแบบเดียวกับหัวข้อก่อนแต่หันมาพิจารณาอารมณ์ภายนอก คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ ว่าเกิดจากอวิชชา ตัณหา กรรม อาหาร เป็นของไม่เที่ยง แปรปรวน เพื่อละความเห็นว่าเที่ยง สุข เป็นตนในสิ่งภายนอกเช่นกัน จบลงด้วยการสรุปว่าเป็นปัญญาที่เห็นความหลากหลายแห่ง "โคจร" หรือขอบเขตการรับรู้
- หน้า ๑๑๕–๑๒๒ จริยาญาณ — วิญญาณจริยา อัญญาณจริยา ญาณจริยา จำแนกการทำงานของจิตเมื่อรับรู้อารมณ์เป็น ๓ แบบ: วิญญาณจริยา คือการรับรู้ล้วนๆ ที่ปราศจากราคะโทสะโมหะ (เพียงเห็น ได้ยิน ฯลฯ ตามหน้าที่); อัญญาณจริยา คือเมื่อพบอารมณ์ที่ชอบหรือไม่ชอบแล้วเกิดราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ ครอบงำ; และญาณจริยา คือการรับรู้ที่ประกอบด้วยปัญญาพิจารณาความไม่เที่ยงเป็นต้น จนถึงมรรคผล ข้อความนี้แยกให้เห็นสามระดับของการปะทะกับโลก คือ รับรู้เฉยๆ รับรู้แล้วเกิดกิเลส และรับรู้ด้วยปัญญา
- หน้า ๑๒๒–๑๒๓ ภูมิญาณ — สี่ภูมิ นิยามขอบเขตสี่ระดับที่ธรรมทั้งหลายดำรงอยู่ ได้แก่ กามาวจรภูมิ (ตั้งแต่นรกอเวจีถึงเทวโลกชั้นปรนิมมิตวสวัตดี) รูปาวจรภูมิ (ตั้งแต่พรหมโลกถึงอกนิฏฐภพ) อรูปาวจรภูมิ และอปริยาปันนภูมิ (มรรค ผล นิพพาน) พร้อมทั้งแสดงชุด "สี่ภูมิ" อีกแบบหนึ่งซึ่งเป็นหมวดธรรมสี่ๆ เช่น สติปัฏฐานสี่ เป็นการปูขอบเขตที่ปัญญาจะทำงานต่อไป
- หน้า ๑๒๓–๑๒๗ นวธรรมววัฏฐาน — ชุดเก้าธรรมสี่ชุด เป็นเมทริกซ์ที่ประกอบด้วยหลายส่วน: จำแนกธรรมในแต่ละภูมิเป็นกุศล อกุศล อัพยากตะ; แสดง "ธรรมเก้าอันมีปราโมทย์เป็นมูล" คือสายเหตุปัจจัยที่การพิจารณาอนิจจังทุกขังอนัตตาก่อให้เกิดปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิ สุข สมาธิ เห็นตามจริง เบื่อหน่าย คลายกำหนัด และหลุดพ้นตามลำดับ; แสดงสายเดียวกันโดยมีโยนิโสมนสิการต่ออริยสัจสี่เป็นมูล; และแสดง "ความหลากหลายเก้าอย่าง" ที่เป็นปฏิจจสมุปบาทแห่งความแตกต่าง คือธาตุต่างกัน→ผัสสะ→เวทนา→สัญญา→ความดำริ→ฉันทะ→ความกระวนกระวาย→การแสวงหา→การได้มา อธิบายว่าเหตุใดตัณหาและการแสวงหาจึ
- หน้า ๑๒๗–๑๒๘ ปัญญาห้าหน้าที่ — อภิญญา ปริญญา ปหาน ภาวนา สัจฉิกิริยา จับคู่หน้าที่ปัญญาห้าอย่างกับผลที่เกิด: รู้ยิ่ง (อภิญญา) ทำให้สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่รู้แล้ว, กำหนดรู้ (ปริญญา) ทำให้เป็นสิ่งที่ชั่งตรองแล้ว, ละ (ปหาน) ทำให้เป็นสิ่งที่สละแล้ว, เจริญ (ภาวนา) ทำให้มีรสเดียว, ทำให้แจ้ง (สัจฉิกิริยา) ทำให้เป็นสิ่งที่สัมผัสแล้ว เป็นการวางขั้นตอนการทำงานของปัญญาต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
- หน้า ๑๒๘–๑๓๔ ปฏิสัมภิทาญาณ — อรรถะ ธรรมะ นิรุตติ ปฏิภาณ แสดงปฏิสัมภิทาทั้งสี่ (ความแตกฉานในอรรถ ในธรรม ในภาษา ในไหวพริบ) โดยนำมาประยุกต์ซ้ำกับหมวดธรรมต่างๆ คือ อินทรีย์ห้า พละห้า โพชฌงค์เจ็ด และมรรคมีองค์แปด แสดงให้เห็นว่าแม้แต่ละองค์ธรรมในชุดหนึ่งจะมีความหมายต่างกัน แต่ปัญญาหนึ่งเดียวสามารถหยั่งรู้ความหลากหลายทั้งด้านความหมาย ถ้อยคำ และการแสดงออกได้ทั้งหมด
- หน้า ๑๓๔–๑๓๘ วิหาร-สมาบัติญาณ — อนิมิตต์ อัปปณิหิต สุญญตะ อธิบายว่าเมื่อเห็นภัยในนิมิต ในปณิธิ (ความปรารถนา) และในอภินิเวส (การยึดมั่น) ควบคู่กับการเห็นความเสื่อมสิ้นไปทุกขณะ ย่อมเกิดวิหารธรรมและสมาบัติสามแบบ คือ อนิมิตตวิหาร อัปปณิหิตวิหาร และสุญญตวิหาร ซึ่งนำมาประยุกต์กับขันธ์ห้า อายตนะ และชรามรณะอย่างเป็นระบบ เป็นการเชื่อมโยงลักษณะสามัญสามอย่าง (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) เข้ากับ "ประตูสู่วิโมกข์" สามบาน
- หน้า ๑๓๘–๑๔๒ อาสวักขยญาณ — ปัญญาในอานันตริกสมาธิ อธิบายว่าสมาธิ (ซึ่งเกิดจากเนกขัมมะเป็นต้น และแสดงตัวอย่างอย่างละเอียดถึงกว่า ๔๐ หัวข้อกัมมัฏฐาน เช่น ฌาน อรูปสมาบัติ กสิณ อนุสติ อสุภสัญญา และอานาปานสติ ๑๖ ขั้น) เป็นปัจจัยติดต่อให้เกิดปัญญาที่ทำลายอาสวะ ๔ คือ กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ โดยระบุว่าอาสวะส่วนไหนถูกทำลายด้วยมรรคใดในสี่มรรค ชี้ให้เห็นว่าสมถะเกิดก่อนแล้วญาณจึงตามมาทำลายอาสวะ
- หน้า ๑๔๒–๑๔๓ อรณวิหารญาณ แสดงว่าฌานและสมาบัติแต่ละขั้นที่สูงขึ้นตามลำดับ "นำออกไป" ซึ่งองค์ธรรมที่หยาบกว่าตามลำดับ คือ นิวรณ์ วิตกวิจาร ปีติ สุขทุกข์ รูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา จนถึงอากิญจัญญายตนสัญญา ทำให้เกิดการอยู่ที่ปราศจากความขัดแย้งหรือกิเลสรบกวน (อรณวิหาร) เป็นการแสดงว่าความละเอียดของสมาธิที่เพิ่มขึ้นคือการค่อยๆ ปลดองค์ธรรมหยาบออกไปทีละชั้น
- หน้า ๑๔๓–๑๔๖ นิโรธสมาบัติญาณ (ตอนที่ ๑) — พละสอง สังขารสาม ญาณจริยา ๑๖ สมาธิจริยา ๙ อธิบายการเข้านิโรธสมาบัติว่าเกิดจากกำลังสองอย่างร่วมกัน คือ สมถพละและวิปัสสนาพละ และแสดงการระงับสังขารสามอย่างตามลำดับ คือ วจีสังขาร (วิตกวิจาร) ระงับในฌานที่สอง กายสังขาร (ลมหายใจ) ระงับในฌานที่สี่ และจิตตสังขาร (สัญญาเวทนา) ระงับในสัญญาเวทยิตนิโรธ พร้อมแจกแจงญาณจริยา ๑๖ อย่าง (ตั้งแต่อนุปัสสนาถึงผลสมาบัติ) และสมาธิจริยา ๙ อย่าง (ฌานสี่ อรูปสมาบัติสี่ และการปรารภแต่ละสมาบัติ) ซึ่งเป็นฐานรองรับความชำนาญนี้
- หน้า ๑๔๗ นิโรธสมาบัติญาณ (ตอนที่ ๒) — วสีห้า แจกแจงความชำนาญห้าประการ (วสี) คือ อาวัชชนวสี สมาปัชชนวสี อธิษฐานวสี วุฏฐานวสี และปัจจเวกขณาวสี โดยประยุกต์กับฌานทุกขั้นจนถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ แสดงว่าความชำนาญที่แท้จริงในสมาธิคือความสามารถเข้า อยู่ ออก และพิจารณาสมาบัติใดๆ ได้ตามปรารถนาโดยไม่ชักช้า ปิดท้ายเรื่องนิโรธสมาบัติ
- หน้า ๑๔๘ ปรินิพพานญาณ — ปัญญาผู้รู้ตัวทั่วพร้อมในความสิ้นสุดของความเป็นไป อธิบายปรินิพพานว่าเป็นการยุติกระแสความเป็นไปโดยรู้ตัวทั่วพร้อม ด้วยความเพียรไม่ย่อหย่อนกิเลสแต่ละอย่างถูกละไปตามลำดับด้วยธรรมคู่ปรับจนถึงอรหัตตมรรค และในขณะดับขันธปรินิพพานโดยไม่มีเชื้อเหลือ ความเป็นไปของอายตนะแต่ละอย่าง (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ก็เพียงดับลงโดยไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นต่อไปอีก
- หน้า ๑๔๘–๑๕๐ สมสีสญาณ — ปัญญาในความดับพร้อมกัน อธิบาย "สมสีส" คือการที่กิเลสสิบสามอย่าง ซึ่งเป็นเสมือน "หัว" ของความผูกพัน (ตัณหา มานะ ทิฏฐิ อุทธัจจะ อวิชชา และฝ่ายตรงข้ามคือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ชีวิตินทรีย์ วิโมกข์ นิโรธ) ถูกตัดขาดโดยชอบ ถูกทำให้ดับ และไม่ปรากฏขึ้นอีกด้วยธรรมคู่ปรับที่เหมาะสม จนถึงอรหัตตมรรค แสดงให้เห็นการดับกิเลสอย่างสมบูรณ์พร้อมกันในขณะสุดท้าย
- หน้า ๑๕๑–๑๕๒ สัลเลขญาณ — ปัญญาในการขัดเกลา ใช้อุปมาเตโช (พลัง/ไฟ) ห้าอย่าง คือ จรณเตโช คุณเตโช ปัญญาเตโช ปุญญเตโช ธรรมเตโช ซึ่งแต่ละอย่างเผาผลาญสิ่งตรงข้ามของตน เพื่ออธิบาย "สัลเลขะ" คือความหลากหลายของกิเลส (ราคะ โทสะ โมหะ และกิเลสอนุพันธ์ทั้งปวง) ถูกย่นเข้าสู่ความเป็นหนึ่งเดียวของธรรมฝ่ายดีจนถึงอรหัตตมรรคซึ่งเป็นความเป็นหนึ่งขั้นสุดท้าย
- หน้า ๑๕๒–๑๕๓ วิริยารัมภญาณ — ปัญญาในการปรารภความเพียร วิเคราะห์สัมมัปปธานสี่ คือ ความเพียรไม่ย่อท้อ มุ่งมั่น เพื่อป้องกันอกุศลที่ยังไม่เกิด ละอกุศลที่เกิดแล้ว ทำกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิด และรักษากุศลที่เกิดแล้วให้เจริญ โดยประยุกต์กับนิวรณ์แต่ละข้อและธรรมฝ่ายตรงข้ามจนถึงอรหัตตมรรค
- หน้า ๑๕๓–๑๕๔ อัตถสันทัสสนญาณ — ปัญญาในการชี้ให้เห็นความหมาย แสดงว่าในขณะที่ละนิวรณ์แต่ละข้อ ปัญญาย่อมชี้ให้เห็นความหมาย/เป้าหมายของธรรมฝ่ายตรงข้ามไปพร้อมกัน เช่น เมื่อละกามฉันทะ ย่อมชี้ให้เห็นความหมายของเนกขัมมะ เมื่อละพยาบาท ย่อมชี้ให้เห็นความหมายของอัพยาบาท เป็นต้น จนถึงอรหัตตมรรค แสดงว่าการละกิเลสกับการทำความเข้าใจเป้าหมายของการปฏิบัติเป็นการทำงานเดียวกันของปัญญา
- หน้า ๑๕๔–๑๕๕ ทัสสนวิสุทธิญาณ — ปัญญาในความบริสุทธิ์แห่งการเห็น อธิบายว่าธรรมทั้งปวงแม้จะดูมีจำนวนมากและหลากหลาย แต่รวมเป็นหนึ่งเดียวได้ด้วยอาการสิบสองอย่าง (ความเป็นตถะ ความเป็นอนัตตา ความเป็นสัจจะ ฯลฯ) และความบริสุทธิ์แห่งการเห็นเกิดขึ้นแม่นยำในแต่ละขณะของมรรคผลทั้งแปด เมื่ออริยสัจสี่ถูกแทงตลอดแต่ละอย่างตามหน้าที่ของตน (กำหนดรู้ ละ ทำให้แจ้ง เจริญ)
- หน้า ๑๕๕–๑๕๖ ขันติญาณ และปริโยคาหนญาณ สองญาณที่เกี่ยวเนื่องกันอย่างใกล้ชิด คือ ขันติญาณ ปัญญาที่ "ทนได้" หรือยอมรับสิ่งที่รู้แจ้งแล้วว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา และปริโยคาหนญาณ ปัญญาที่ "หยั่งลงอย่างทั่วถึง" ในสิ่งที่สัมผัสด้วยการพิจารณาแบบเดียวกัน แสดงความลึกซึ้งที่เพิ่มขึ้นจากการยอมรับสู่การแทงตลอดลักษณะสามอย่างอย่างสมบูรณ์
- หน้า ๑๕๖–๑๕๘ ปเทสวิหารญาณ วิเคราะห์อย่างละเอียดว่าเวทนาที่เสวยอยู่ยังคงเกิดขึ้นโดยอาศัยเงื่อนไขคู่ต่างๆ มากมาย เช่น มิจฉาทิฏฐิกับการสงบมิจฉาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิกับการสงบสัมมาทิฏฐิ ไปจนถึงฉันทะ วิตก และสัญญา แสดงว่าตราบใดที่ฉันทะ วิตก หรือสัญญายังไม่สงบ เวทนาย่อมยังเกิดขึ้นได้ แม้ในผู้ที่บรรลุธรรมมากแล้วก็ยังอาจมีเวทนาที่มีเหตุปัจจัยจากสิ่งที่ยังไม่สงบอย่างสมบูรณ์ เป็นข้อเตือนใจเรื่องการอยู่แบบ "บางส่วน" ต่างจากความสมบูรณ์
- หน้า ๑๕๘–๑๖๑ วิวัฏฏญาณ ๕ — สัญญา เจโต จิต ญาณ วิโมกขวิวัฏฏ กลุ่มญาณห้าอย่างที่มีโครงสร้างคล้ายกัน อธิบายว่าเมื่อตั้งเจตนาไปในธรรมฝ่ายตรงข้ามของนิวรณ์แต่ละข้อ สัญญาย่อมหันกลับ (สัญญาวิวัฏฏ) จิตย่อมหันกลับ (เจโตวิวัฏฏ) วิญญาณย่อมหันกลับด้วยการตั้งมั่น (จิตตวิวัฏฏ) ญาณย่อมหันกลับด้วยการเห็นอายตนะหกว่างเปล่าจากตน (ญาณวิวัฏฏ) และวิโมกข์ย่อมหันกลับด้วยการสละ (วิโมกขวิวัฏฏ) โดยประยุกต์กับนิวรณ์ทุกข้อจนถึงกิเลสทั้งปวงผ่านอรหัตตมรรคเหมือนกันหมด
- หน้า ๑๖๑–๑๖๒ สัจจวิวัฏฏญาณ ญาณสุดท้ายในกลุ่มวิวัฏฏ แสดงว่าจิตย่อมหันกลับอย่างสมบูรณ์ด้วยการแทงตลอดอริยสัจสี่แต่ละอย่างตามหน้าที่ของตน คือ กำหนดรู้ทุกข์ (สภาพบีบคั้น ปรุงแต่ง เร่าร้อน แปรปรวน) ละสมุทัย (สภาพสั่งสม เป็นเหตุ ผูกมัด) ทำนิโรธให้แจ้ง (สภาพเป็นที่ออก สงัด ไม่ปรุงแต่ง ไม่ตาย) และเจริญมรรค (สภาพเป็นทางออก เป็นเหตุ เป็นการเห็น เป็นใหญ่) และแสดงว่าวิวัฏฏทั้งห้าที่กล่าวมาก่อน (สัญญา เจโต จิต ญาณ วิโมกข์) ล้วนรวมลงและบรรจบที่สัจจวิวัฏฏนี้ ซึ่งเป็นระดับลึกที่สุดของการรู้แจ้ง
- หน้า ๑๖๓–๑๖๔ อิทธิวิธญาณ อธิบายฐานแห่งฤทธิ์ว่าเกิดจากการเจริญอิทธิบาทสี่ (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วีมังสา) เป็นประธาน ทำจิตให้อ่อนควรแก่การงาน แล้วปรับกายกับจิตให้สอดคล้องกัน (น้อมกายด้วยอำนาจจิต น้อมจิตด้วยอำนาจกาย) พร้อมสัญญาว่าเบาและควรแก่การงาน จึงบรรลุฤทธิ์นานัปการ เช่น แสดงกายเดียวเป็นหลายกาย ปรากฏและหายไป ทะลุกำแพงภูเขาโดยไม่ติดขัด ดำผุดดำว่ายในแผ่นดินดุจน้ำ เดินบนน้ำ เหาะไปในอากาศดุจนก และลูบคลำดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ได้ด้วยมือ แสดงให้เห็นว่าฤทธิ์เป็นผลจากการรวมกายและจิตที่เป็นสมาธิเข้าด้วยกัน มิใช่เวทมนตร์
- หน้า ๑๖๔–๑๖๕ โสตธาตุวิสุทธิญาณ (ทิพพโสต) ด้วยการเจริญอิทธิบาทสี่แบบเดียวกัน ผู้ปฏิบัตินำจิตที่บริสุทธิ์อ่อนควรแก่การงานไปกำหนดนิมิตแห่งเสียง ทั้งใกล้ไกล หยาบละเอียด ทุกทิศทาง จนเกิดโสตธาตุอันเป็นทิพย์บริสุทธิ์ ที่สามารถได้ยินเสียงทั้งที่เป็นทิพย์และของมนุษย์ ทั้งใกล้และไกล เกินขอบเขตหูมนุษย์ปกติ
- หน้า ๑๖๕ เจโตปริยญาณ (เริ่มต้น — ยังไม่จบ) หัวข้อว่าด้วยปัญญาหยั่งรู้ใจผู้อื่นเริ่มต้นที่หน้านี้ โดยกล่าวถึงการเจริญอิทธิบาทสี่ (ฉันทสมาธิ วิริยสมาธิ จิตตสมาธิ วีมังสาสมาธิ) เป็นการเตรียมจิตซ้ำตามสูตรเดิม แต่เนื้อหาถูกตัดขาดกลางประโยคที่ท้ายไฟล์ (หน้า ๑๖๕) ยังไม่จบและมีเนื้อหาต่อเนื่องไปยังส่วนถัดไป
- หน้า ๑๖๖ เจโตปริยญาณ (ตอนจบ) เนื้อหาต่อเนื่องจากหน้าก่อนหน้า อธิบายส่วนท้ายของเจโตปริยญาณ คือญาณหยั่งรู้จิตของผู้อื่น ซึ่งเกิดขึ้นได้เมื่ออบรมอิทธิบาท ๔ จนจิตอ่อนควรแก่การงาน แล้วน้อมจิตไปเพื่อกำหนดรู้จิตของสัตว์อื่นบุคคลอื่นว่ามีราคะหรือปราศจากราคะ มีโทสะหรือปราศจากโทสะ ฟุ้งซ่านหรือสงบ หลุดพ้นหรือไม่หลุดพ้น เป็นต้น ประเด็นสำคัญคือปัญญาที่หยั่งรู้ความแตกต่างและความเป็นอันเดียวกันของจิตที่แผ่ซ่านไปตามความผ่องใสของอินทรีย์ คือตัวเจโตปริยญาณเอง หัวข้อนี้จบลงในหน้านี้
- หน้า ๑๖๖–๑๖๘ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ อธิบายญาณระลึกชาติหนหลัง โดยเริ่มจากการพิจารณาเห็นความเป็นไปตามเหตุปัจจัยของปฏิจจสมุปบาท (อวิชชา สังขาร วิญญาณ ฯลฯ จนถึงชรามรณะ) แล้วน้อมจิตไปเพื่อระลึกถึงขันธ์ในภพชาติต่างๆ ทั้งชื่อ โคตร วรรณะ อาหาร ความสุขทุกข์ และอายุที่เคยเป็นมา ประเด็นสำคัญคือปัญญาที่หยั่งรู้ความเป็นไปของธรรมทั้งหลายตามเหตุปัจจัย ทั้งในแง่ความแตกต่างและความเป็นอันเดียวกันของการกระทำ (กรรม) นั่นเองคือตัวญาณนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การจดจำรายละเอียดชาติก่อนได้
- หน้า ๑๖๘–๑๖๙ ทิพพจักขุญาณ (จุตูปปาตญาณ) อธิบายทิพพจักขุญาณ คือญาณเห็นการจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลายด้วยตาทิพย์อันบริสุทธิ์เหนือสามัญมนุษย์ อาศัยการเจริญอาโลกสัญญาให้จิตแจ่มใสไม่มีสิ่งใดหุ้มห่อ แล้วเห็นสัตว์เป็นไปตามกรรมของตน คือผู้ประกอบทุจริตย่อมไปสู่ทุคติ ผู้ประกอบสุจริตย่อมไปสู่สุคติ ประเด็นสำคัญคือปัญญาที่เห็นความแตกต่างและความเป็นอันเดียวกันของนิมิตรูปโดยอาศัยแสงสว่างนั่นเองคือทิพพจักขุญาณ
- หน้า ๑๖๙–๑๗๓ อาสวักขยญาณ (จตุสัฏฐิอาการ) วิเคราะห์ญาณสิ้นอาสวะผ่านความชำนาญในอินทรีย์ ๓ ที่เกิดในมรรคผลระดับต่างๆ คือ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ (เกิดในโสดาปัตติมรรค) อัญญินทรีย์ (เกิดตั้งแต่โสดาปัตติผลถึงอรหัตตมรรค) และอัญญาตาวินทรีย์ (เกิดในอรหัตตผล) แต่ละอินทรีย์มีองค์ประกอบแวดล้อม ๘ อย่างมีศรัทธาเป็นต้น เกิดร่วมกันในแต่ละขณะ คูณด้วย ๘ ฐานะรวมเป็น ๖๔ อาการ ประเด็นสำคัญคือแสดงว่าการบรรลุมรรคแต่ละขั้นทำลายอาสวะทั้ง ๔ (กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ) ไปเป็นลำดับขั้น มิใช่หมดไปพร้อมกันในคราวเดียว
- หน้า ๑๗๓–๑๗๕ ทุกขาทิญาณ (หน้าที่และความหมายของอริยสัจ ๔) อธิบายญาณในอริยสัจ ๔ ผ่านหน้าที่เฉพาะของแต่ละสัจจะ คือทุกข์ต้องกำหนดรู้ (ปริญญา) สมุทัยต้องละ (ปหานะ) นิโรธต้องทำให้แจ้ง (สัจฉิกิริยา) และมรรคต้องเจริญ (ภาวนา) พร้อมทั้งไขความหมาย (อัฏฐะ) ของแต่ละสัจจะ เช่น ทุกข์มีความหมายว่าบีบคั้น เดือดร้อน ถูกปรุงแต่ง แปรปรวน ประเด็นสำคัญคือแสดงว่าญาณในอริยสัจไม่ใช่เพียงรู้เนื้อหาของสัจจะ แต่รวมถึงรู้ว่าแต่ละสัจจะต้องปฏิบัติต่ออย่างไร
- หน้า ๑๗๕–๑๗๗ ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ (อัตถะ ธรรม นิรุตติ ปฏิภาณ) อธิบายปฏิสัมภิทาญาณ ๔ คือความแตกฉานในอรรถ (ผลของเหตุ) ในธรรม (เหตุ) ในนิรุตติ (ภาษา/บัญญัติ) และในปฏิภาณ (ญาณที่รู้แจ้งทั้งสามอย่างข้างต้น) โดยไล่แสดงมุมต่างๆ ของความแตกฉานแต่ละด้าน เช่น การกำหนดรู้ การสังเกต การจำแนก การส่องสว่าง และการประกาศ ประเด็นสำคัญคือชี้ว่าความแตกฉานทั้งสี่นี้เป็นความสามารถทางปัญญาที่ทำให้แสดงธรรมได้ถูกต้องครบถ้วนทั้งเนื้อหาและถ้อยคำ
- หน้า ๑๗๗–๑๗๙ อินทริยปโรปริยัตตญาณ อธิบายญาณหยั่งรู้ความยิ่งหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์อื่นที่พระตถาคตทรงมี โดยจำแนกบุคคลเป็นคู่ตรงข้ามตามกำลังศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ว่ามีธุลีในตาน้อยหรือมาก มีอินทรีย์แก่กล้าหรืออ่อน มีอาการดีหรือเลว สอนง่ายหรือสอนยาก และเห็นภัยในโลกหน้าหรือไม่ ปิดท้ายด้วยอุปมาว่าพระพุทธเจ้าทรงเห็นสัตว์เหล่านี้ดุจคนถือดาบเงื้อรออยู่ ประเด็นสำคัญคือแสดงฐานความรู้ที่ทำให้พระพุทธเจ้าทรงเลือกวิธีสอนที่เหมาะกับผู้ฟังแต่ละคน
- หน้า ๑๗๙–๑๘๒ อาสยานุสยญาณ อธิบายญาณหยั่งรู้อัธยาศัยและกิเลสที่นอนเนื่องของสัตว์ทั้งหลาย ครอบคลุมอาสยะ (อัธยาศัยหรือทิฏฐิที่สัตว์อาศัยอยู่ เช่น เห็นว่าโลกเที่ยงหรือไม่เที่ยง) อนุสัย (กิเลสนอนเนื่อง ๗ อย่างมีกามราคะเป็นต้น) จริต (การสั่งสมกรรมดีกรรมชั่ว) อธิมุตติ (อัธยาศัยน้อมไปในทางเลวหรือประณีต) และการจำแนกสัตว์ที่ควรหรือไม่ควรบรรลุธรรม (ภัพพะ/อภัพพะ) ตามการมีหรือไม่มีกรรมาวรณ์ กิเลสาวรณ์ วิปากาวรณ์ ประเด็นสำคัญคือแสดงว่าพระพุทธเจ้าทรงรู้พื้นฐานจิตใจอันละเอียดของสัตว์แต่ละคนก่อนจะทรงแสดงธรรมโปรด
- หน้า ๑๘๒–๑๘๔ ยมกปาฏิหาริยญาณ อธิบายญาณเกี่ยวกับยมกปาฏิหาริย์ ปาฏิหาริย์คู่ที่ไม่ทั่วไปแก่พระสาวก คือทรงบันดาลให้เปลวไฟและสายน้ำพวยพุ่งออกจากส่วนต่างๆ ของพระวรกายสลับกันไปพร้อมกัน ตั้งแต่กายส่วนบน-ล่าง ตาซ้าย-ขวา หู จมูก ไหล่ มือ สีข้าง เท้า จนถึงทุกเส้นขน ขณะเดียวกันพระองค์เองทรงจงกรม ยืน นั่ง หรือบรรทมได้ ในขณะที่พุทธนิมิตทำอิริยาบถอื่นไปพร้อมกัน ประเด็นสำคัญคือแสดงพระอานุภาพเฉพาะพระองค์ที่แตกต่างจากพระสาวก
- หน้า ๑๘๔–๑๙๐ มหากรุณาสมาปัตติญาณ อธิบายญาณเกี่ยวกับการเข้ามหากรุณาสมาบัติของพระพุทธเจ้า โดยยกอุปมาจำนวนมากแสดงสภาพของหมู่สัตว์ที่ทรงเห็นด้วยพระมหากรุณา เช่น โลกที่ลุกเป็นไฟด้วยราคะโทสะโมหะ สัตวโลกที่ไร้ที่พึ่ง ถูกมัดด้วยเครื่องผูกต่างๆ ตกอยู่ในเหวหรือในป่าใหญ่ ถูกลูกศรแห่งตัณหาและทิฏฐิเสียบแทง จมอยู่ในกิเลสดุจใยแมงมุมยุ่งเหยิง โดยไม่มีผู้ใดช่วยได้นอกจากพระองค์ ประเด็นสำคัญคือแสดงเหตุที่พระมหากรุณาเกิดขึ้นแก่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์เมื่อทรงเห็นทุกข์อันหลากหลายของสรรพสัตว์ อันเป็นแรงผลักดันให้ทรงแสดงธรรมโปรดโลก
- หน้า ๑๙๐–๑๙๕ สัพพัญญุตญาณและอนาวรณญาณ (จบญาณกถา) อธิบายพระสัพพัญญุตญาณ คือทรงรู้สังขตธรรมและอสังขตธรรมทั้งหมดไม่มีส่วนเหลือ ทั้งอดีต อนาคต ปัจจุบัน อายตนะ ขันธ์ ธาตุ อริยสัจ ปฏิสัมภิทา และญาณอื่นๆ ทั้งหมด คู่กับอนาวรณญาณ (ญาณที่ไม่มีสิ่งใดกางกั้น) ปิดท้ายด้วยคาถาสรุปว่าไม่มีสิ่งใดที่พระตถาคตไม่ทรงเห็นไม่ทรงรู้ จึงทรงพระนามว่าสมันตจักขุ แล้วสรุปรายชื่อพุทธญาณ ๑๔ ประการ โดย ๘ ประการแรกทั่วไปแก่พระสาวก ส่วน ๖ ประการหลัง (รวมยมกปาฏิหาริยญาณ มหากรุณาสมาปัตติญาณ สัพพัญญุตญาณ อนาวรณญาณ) เฉพาะพระพุทธเจ้าเท่านั้น หัวข้อนี้ปิดท้ายด้วยคำว่า "ญาณกถา นิฏฺฐ
- หน้า ๑๙๕–๒๐๐ ทิฏฐิกถา (ตอนที่ 1) - การยึดถือว่า "นี่ของเรา นี่เราเป็น นี่อัตตาของเรา" เริ่มต้นทิฏฐิกถาด้วยคำถามตั้งหัวข้อว่ามีฐานะแห่งทิฏฐิ อาการยึดมั่นในทิฏฐิ และชนิดของทิฏฐิเท่าไร (๘ ฐานะ ๑๘ อาการปริยุฏฐาน ๑๖ ทิฏฐิ และมรรคที่ถอนทิฏฐิได้คือโสดาปัตติมรรค) จากนั้นแสดงรูปแบบมาตรฐานของอภินิเวสปรามาสทิฏฐิ คือการเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่า "นี่ของเรา นี่เราเป็น นี่คืออัตตาของเรา" แล้วไล่ประยุกต์สูตรนี้กับขันธ์ ๕ อายตนะภายในภายนอก ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ ภพภูมิ ฌาน พรหมวิหาร อรูปสมาบัติ และองค์ประกอบปฏิจจสมุปบาททุกข้อ ประเด็นสำคัญคือแสดงว่าความยึดถือว่ามีตัวตนสามารถแทรกซึมเข้าจับยึดวัตถุแห่งประ
- หน้า ๒๐๐–๒๐๑ ทิฏฐิฏฐาน ๘ และทิฏฐิปริยุฏฐาน ๑๘ อธิบายฐานะอันเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดทิฏฐิ ๘ ประการ ได้แก่ ขันธ์ อวิชชา ผัสสะ สัญญา วิตก การทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย มิตรชั่ว และเสียงจากผู้อื่น โดยแต่ละอย่างเป็นทั้งเหตุและปัจจัยให้ทิฏฐิเกิดขึ้นโดยเป็นที่ตั้งอาศัย จากนั้นแสดงรายชื่ออาการปริยุฏฐาน (ความกลุ้มรุมจิต) ของทิฏฐิ ๑๘ อย่าง เช่น ทิฏฐิคตะ ทิฏฐิคหนะ ทิฏฐิสัลละ ทิฏฐิพันธนะ เป็นต้น ประเด็นสำคัญคือชี้ต้นตอทางจิตใจที่ทำให้ทิฏฐิผิดเกิดขึ้นและครอบงำจิตใจ
- หน้า ๒๐๑–๒๐๓ ทิฏฐิ ๑๖ ชนิด และจำนวนอาการยึดถือแต่ละอย่าง แสดงรายชื่อทิฏฐิ ๑๖ ชนิด เช่น อัสสาททิฏฐิ (เห็นผิดว่าเป็นความอร่อย) อัตตานุทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิ สักกายทิฏฐิ สัสสตทิฏฐิ อุจเฉททิฏฐิ และทิฏฐิที่ยึดถือด้วยมานะว่า "เรา" และ "ของเรา" เป็นต้น แล้วระบุจำนวนอาการที่แต่ละทิฏฐิยึดมั่นไว้ เช่น อัสสาททิฏฐิมี ๓๕ อาการ อัตตานุทิฏฐิมี ๒๐ อาการ ประเด็นสำคัญคือจัดระบบทิฏฐิผิดทั้งหมดให้เป็นหมวดหมู่ชัดเจนก่อนจะขยายความแต่ละชนิดในลำดับถัดไป
- หน้า ๒๐๓–๒๐๗ อัสสาททิฏฐิโดยพิสดาร (๓๕ อาการ) ขยายความอัสสาททิฏฐิ คือทิฏฐิที่เกิดจากเห็นสุขโสมนัสอันเกิดจากรูปหรืออารมณ์ต่างๆ ว่าเป็น "ความอร่อย/คุณ" อย่างแท้จริง ชี้ว่าทิฏฐินี้เป็นมิจฉาทิฏฐิที่ทำให้ทานที่ให้แก่ผู้มีทิฏฐิเช่นนี้ไม่มีผลมาก และผู้มีทิฏฐิเช่นนี้ตายแล้วมีคติเป็นนรกหรือกำเนิดสัตว์เดรัจฉานเท่านั้น โดยเปรียบกรรมที่ทำด้วยทิฏฐิผิดเหมือนเมล็ดบวบขมหรือน้ำเต้าขมที่แม้ปลูกในดินดีก็ให้ผลขมเสมอ ประเด็นสำคัญคือเน้นย้ำอันตรายของการยึดถือความสุขทางผัสสะว่าเป็นสิ่งดีงามแท้จริงโดยไม่เห็นความไม่เที่ยงและโทษของมัน
- หน้า ๒๐๗–๒๒๐ อัตตานุทิฏฐิ ๒๐ อาการ (สักกายทิฏฐิ) - ยังไม่จบเมื่อสิ้นสุดช่วงหน้านี้ ขยายความอัตตานุทิฏฐิ ๒๐ อาการ อันเป็นแม่บทของสักกายทิฏฐิ คือการยึดขันธ์ ๕ แต่ละขันธ์ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) เป็นอัตตาโดย ๔ นัย ได้แก่ เห็นขันธ์นั้นเป็นอัตตาโดยตรง เห็นอัตตาเป็นเจ้าของขันธ์นั้น เห็นขันธ์นั้นอยู่ในอัตตา และเห็นอัตตาอยู่ในขันธ์นั้น รวมเป็น ๕ ขันธ์ x ๔ นัย = ๒๐ อาการ พร้อมอุปมาประกอบแต่ละนัยอย่างเป็นระบบ เช่น เปรียบตะเกียงกับแสงไฟ (นัยเห็นเป็นอันเดียวกัน) ต้นไม้กับเงา (นัยมีสิ่งนั้นอยู่กับตน) ดอกไม้กับกลิ่น (นัยสิ่งนั้นอยู่ในตน) และแก้วมณีกับตลับ (นัยตนอยู่ในสิ่งนั้น) เนื้อ
- หน้า ๒๒๑–๒๒๒ ทิฏฐิกถา: วิญญาณวัตถุกา อัตตานุทิฏฐิ (ต่อจากหน้าก่อน) ส่วนนี้เป็นตอนต่อเนื่องจากการวิเคราะห์ทิฏฐิยึดถือตัวตนที่มีวิญญาณเป็นวัตถุ ซึ่งเริ่มไว้ก่อนหน้าช่วงหน้านี้ อธิบายสองอาการสุดท้ายคือการเห็นวิญญาณอยู่ในตน (เปรียบเหมือนกลิ่นอยู่ในดอกไม้) และการเห็นตนอยู่ในวิญญาณ (เปรียบเหมือนดวงแก้วอยู่ในผอบ) ซึ่งเป็นการปิดท้ายชุดยี่สิบอาการของอัตตานุทิฏฐิที่ยึดขันธ์ทั้งห้าเป็นตัวตนในรูปแบบต่างๆ กัน แสดงให้เห็นว่าความยึดถือตัวตนเกิดจากการไม่เห็นความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างขันธ์กับ 'ตน' ที่สมมติขึ้น
- หน้า ๒๒๒–๒๒๓ มิจฉาทิฏฐิ ๑๐ อาการ อธิบายมิจฉาทิฏฐิแบบนัตถิกวาทะ คือความเห็นที่ปฏิเสธผลของทาน การบูชา ผลกรรมดีกรรมชั่ว โลกนี้ โลกหน้า มารดาบิดา สัตว์ผุดเกิด และสมณพราหมณ์ผู้รู้แจ้งด้วยตนเอง สาระสำคัญคือชี้ให้เห็นว่าความเห็นที่ปฏิเสธความสัมพันธ์เชิงเหตุผลทางศีลธรรมทั้งหมดนี้เป็นแบบฉบับของทิฏฐิที่ทำลายล้างที่สุด เพราะตัดรากฐานของการกระทำและผลแห่งการกระทำโดยสิ้นเชิง
- หน้า ๒๒๓–๒๒๔ สักกายทิฏฐิ ๒๐ อาการ วิเคราะห์สักกายทิฏฐิแบบคลาสสิก คือการยึดขันธ์แต่ละขันธ์ในห้าขันธ์ว่าเป็นตน ตนมีขันธ์นั้น ขันธ์นั้นอยู่ในตน หรือตนอยู่ในขันธ์นั้น รวมเป็นยี่สิบอาการ โดยยกตัวอย่างการเพ่งกสิณ (เช่น โอทาตกสิณ) มาอธิบายว่าปุถุชนผู้ไม่ได้สดับธรรมของพระอริยะสร้างความรู้สึกว่า 'เรา' ขึ้นจากประสบการณ์ที่เพ่งเห็นได้อย่างไร
- หน้า ๒๒๔–๒๒๕ สัสสตทิฏฐิที่มีสักกายเป็นวัตถุ ๑๕ อาการ อธิบายลัทธิสัสสตทิฏฐิ (ความเห็นว่าเที่ยง) ที่ตั้งอยู่บนฐานสักกายทิฏฐิ คือการเห็นตนว่า 'มี' รูปหรือขันธ์อื่นเป็นเครื่องประกอบ โดยเปรียบด้วยต้นไม้กับเงาที่แม้ต่างกันแต่ก็เนื่องด้วยกัน ชี้ให้เห็นความเห็นผิดที่ว่ามีตัวตนอันเที่ยงแท้ดำรงอยู่เบื้องหลังขันธ์ที่แปรเปลี่ยนไป
- หน้า ๒๒๕–๒๒๖ อุจเฉททิฏฐิที่มีสักกายเป็นวัตถุ ๕ อาการ อธิบายลัทธิอุจเฉททิฏฐิ (ความเห็นว่าขาดสูญ) ซึ่งเป็นด้านตรงข้ามของสัสสตทิฏฐิ คือการยึดขันธ์อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นตนโดยตรงแบบไม่แยกส่วน (เช่น กสิณคือเรา) เมื่อขันธ์นั้นดับไปจึงเข้าใจว่าตนขาดสูญไปด้วย แสดงให้เห็นว่าความเห็นสุดโต่งทั้งสองฝ่าย (เที่ยงและขาดสูญ) ล้วนเกิดจากรากฐานความเข้าใจผิดเดียวกันคือการยึดขันธ์เป็นตน
- หน้า ๒๒๖–๒๓๔ อันตัคคาหิกทิฏฐิ ๕๐ อาการ (ทิฏฐิยึดถือส่วนสุด) วิเคราะห์ปัญหาอัพยากตปัญหาสิบข้อ (โลกเที่ยง/ไม่เที่ยง มีที่สุด/ไม่มีที่สุด ชีพกับสรีระเป็นอันเดียวกัน/ต่างกัน และสี่แง่มุมเรื่องตถาคตภายหลังตาย) โดยชี้ให้เห็นว่าแต่ละจุดยืนล้วนเป็นการยึดขันธ์อย่างใดอย่างหนึ่งมาผูกเป็น 'โลก' หรือ 'ตน' แล้วปักใจไปสุดโต่งด้านใดด้านหนึ่ง สาระสำคัญคือแสดงว่าคำถามเชิงอภิปรัชญาที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์เหล่านี้ ล้วนเป็นรูปแบบของการยึดถือ (อภินิเวส) มิใช่ปัญญาที่เห็นตามความเป็นจริง
- หน้า ๒๓๔ ปุพพันตานุทิฏฐิ ๑๘ และอปรันตานุทิฏฐิ ๔๔ เป็นบทสรุปย่อจำแนกทิฏฐิตามการปรารภกาลเวลา คือทิฏฐิที่ปรารภอดีต (สัสสตวาทะ เอกัจจสัสสติกวาทะ อันตานันติกวาทะ อมราวิกเขปิกวาทะ และอธิจจสมุปปันนิกวาทะ) สิบแปดอาการ กับทิฏฐิที่ปรารภอนาคต (สัญญีวาทะ อสัญญีวาทะ เนวสัญญีนาสัญญีวาทะ อุจเฉทวาทะ และทิฏฐธรรมนิพพานวาทะ) สี่สิบสี่อาการ เป็นการประมวลขอบเขตทิฏฐิเก็งความจริงทั้งหมดตามทิศทางเวลาที่มุ่งไป
- หน้า ๒๓๔–๒๓๖ สัญโญชนิกาทิฏฐิ และมานวินิพันธาทิฏฐิ (อหันติ/มมันติ) แสดงว่าทิฏฐิทำหน้าที่เป็นเครื่องผูกมัด (สัญโญชน์) อย่างไร จากนั้นวิเคราะห์ว่ามานะที่ผูกพันด้วยคำว่า 'เรา' และ 'ของเรา' เกิดขึ้นได้กับอายตนะทุกทาง ทั้งตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตลอดจนอารมณ์และวิญญาณของแต่ละทวารรวมสิบแปดอาการต่อคำหนึ่งๆ ชี้ให้เห็นว่าความยึดถือตัวตนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ขันธ์ห้า แต่แผ่ซ่านไปทั่วระบบการรับรู้ทั้งหมด
- หน้า ๒๓๖–๒๓๘ อัตตวาทปฏิสังยุตตาทิฏฐิ และโลกวาทปฏิสังยุตตาทิฏฐิ อธิบายทิฏฐิที่เนื่องด้วยวาทะเรื่องตน (ยี่สิบอาการ ซ้ำโครงสร้างสักกายทิฏฐิ) และทิฏฐิที่เนื่องด้วยวาทะเรื่องโลก (แปดอาการ) ซึ่งผูกตนกับโลกเข้าด้วยกันภายใต้กรอบเดียวกันคือเที่ยง/ไม่เที่ยง มีที่สุด/ไม่มีที่สุด แสดงให้เห็นว่าความเห็นผิดเรื่องตนกับความเห็นผิดเรื่องโลกมีโครงสร้างความผิดพลาดแบบเดียวกัน
- หน้า ๒๓๘–๒๔๓ บทสรุปทิฏฐิกถา: ภวทิฏฐิ วิภวทิฏฐิ และผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิ (จบทิฏฐิกถา) ประมวลทิฏฐิทั้งหมดที่กล่าวมาให้เข้าเป็นสองประเภทใหญ่คือ ภวทิฏฐิ (ยึดความมีอยู่/เที่ยง) และวิภวทิฏฐิ (ยึดความขาดสูญ) พร้อมอ้างพุทธพจน์ว่าสัตว์ที่ถูกทิฏฐิสองอย่างนี้ครอบงำย่อมหดตัวติดอยู่ในภพหรือเร่งแล่นไปหาความขาดสูญ มีแต่ผู้มีจักษุเท่านั้นที่เห็นสิ่งที่เป็นแล้วโดยความเป็นจริงจึงคลายกำหนัดได้ จากนั้นแสดงบุคคลผู้วิบัติด้วยทิฏฐิกับผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิ สูตรความเห็นวิบัติ ('นี่ของเรา' 'เราเป็นนี่' 'นี่คือตนของเรา') เทียบกับความเห็นสมบูรณ์ที่ปฏิเสธสิ่งเหล่านั้น และระบุพระอนาคามีห้าจำพวกกับพระโสดาบันว่า
- หน้า ๒๔๔–๒๔๖ อานาปานกถา (ตอนที่ ๑): อุปสรรคและเครื่องช่วยแปดประการต่อสมาธิ เริ่มต้นอานาปานกถาด้วยการประมวลญาณทุกประเภทที่เกิดจากการเจริญอานาปานสติสมาธิที่มีวัตถุสิบหก จากนั้นมุ่งอธิบายธรรมแปดคู่ที่เป็นอุปสรรคและเป็นเครื่องช่วยแก่สมาธิ เช่น กามฉันทะคู่กับเนกขัมมะ พยาบาทคู่กับอัพยาบาท ถีนมิทธะคู่กับอาโลกสัญญา เป็นต้น โดยอธิบายว่านิวรณ์ได้ชื่อว่าเป็นเครื่องกั้นเพราะปิดกั้นทางออก (นิยยาน) ของพระอริยะ ส่วนการเอาชนะนิวรณ์เหล่านี้ทำให้จิตตั้งมั่นเป็นเอกภาพ (เอกัตตะ)
- หน้า ๒๔๗–๒๕๑ อานาปานกถา (ตอนที่ ๒): อุปกิเลสสิบแปดประการ ประมวลอุปกิเลสละเอียดสิบแปดอย่างที่อาจเกิดขึ้นแก่ผู้เจริญอานาปานสติแม้กำลังปฏิบัติอยู่ เช่น การปล่อยจิตให้ฟุ้งไปภายในหรือภายนอกขณะตามลมหายใจ ความอยากรอคอยลมหายใจครั้งต่อไป ความสยบมัวเมาเมื่อได้ลมหายใจ หรือการเอาใจใส่นิมิตกับลมหายใจราวกับเป็นคนละอารมณ์ พร้อมคาถาประกอบ สอนว่าความชำนาญที่แท้จริงต้องรู้เท่าทันและปล่อยวางความเคลื่อนไหวทางจิตอันละเอียดเหล่านี้ มิใช่เพียงตามลมหายใจแบบกลไก
- หน้า ๒๕๑–๒๕๗ อานาปานกถา (ตอนที่ ๓): โวทานญาณสิบสาม และโครงสร้างต้น-กลาง-ปลายของฌาน อธิบายว่าเมื่อละความเคลื่อนไหวทางจิตหกอย่าง (เช่น การครุ่นคิดถึงอดีต การเผื่อใจถึงอนาคต ความย่อหย่อน ความเคร่งเกินไป) แล้ว จิตย่อมหมดจดและรวมเป็นหนึ่งเดียว จากนั้นวิเคราะห์ฌานที่หนึ่งถึงสี่ อรูปสมาบัติ อนุปัสสนาต่างๆ และมรรคทั้งสี่รวมถึงอรหัตตมรรค โดยใช้โครงสร้างเดียวกันคือ 'เบื้องต้น' (ความหมดจดแห่งการปฏิบัติ) 'ท่ามกลาง' (การวางเฉยอย่างมีปัญญากำกับ) และ 'เบื้องปลาย' (ความปราโมทย์) แสดงให้เห็นว่าทุกขั้นของการพัฒนาจิตล้วนมีโครงสร้างร่วมกันแบบเดียวกันนี้
- หน้า ๒๕๗–๒๖๓ อานาปานกถา (ตอนที่ ๔): อุปมาด้วยเลื่อยไม้และผู้บริบูรณ์ด้วยอานาปานสติเปรียบดังพระจันทร์พ้นเมฆ ใช้อุปมาบุรุษเลื่อยไม้ที่รู้อยู่แต่ไม่ใส่ใจฟันเลื่อยแต่ละซี่ อธิบายว่าผู้เจริญอานาปานสติตั้งสติไว้ที่ปลายจมูกโดยไม่ต้องตามลมหายใจเข้าออก แล้วอธิบายคำว่าปธาน ปโยคะ และวิเสสะ อันเป็นเครื่องหมายความสำเร็จ จากนั้นยกคาถาเปรียบผู้บริบูรณ์ด้วยอานาปานสติดุจพระจันทร์พ้นจากเมฆหมอก พร้อมนิรุกติวิเคราะห์คำว่า 'พุทธะ' อย่างละเอียด เชื่อมโยงเทคนิคการปฏิบัติเข้ากับแบบอย่างการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าเอง เป็นการปิดท้ายหมวดโวทานญาณสิบสามที่เริ่มไว้ในตอนก่อน
- หน้า ๒๖๓–๒๖๗ อานาปานกถา (ตอนที่ ๕): ญาณของผู้มีสติสามสิบสองประการ หลังเครื่องหมาย 'ภาณวารํ' ปิดรอบสวดตอนหนึ่ง เริ่มหมวดใหม่ว่าด้วยญาณสามสิบสองของผู้ปฏิบัติด้วยสติ (สโตการี) ตามสูตรอานาปานสติสิบหกฐานคูณด้วยลมเข้า-ออก อธิบายศัพท์เบื้องต้นคือป่า โคนไม้ เรือนว่าง การนั่งขัดสมาธิตัวตรง และการตั้งสติไว้เฉพาะหน้า แล้ววิเคราะห์ลมหายใจยาวโดยละเอียด แสดงการกลั่นความรู้สึกจากฉันทะสู่ปราโมทย์จนถึงอุเบกขา จบลงด้วยสูตรเก้าอาการอันเป็นนิยามของ 'กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน'
- หน้า ๒๖๗–๒๗๐ อานาปานกถา (ตอนที่ ๖): เวทนา สัญญา และวิตกที่ถูกรู้แจ้งโดยความเกิด ตั้งอยู่ ดับไป ขยายการวิเคราะห์ลมหายใจยาวต่อไปว่า การพิจารณาไม่ได้จำกัดอยู่ที่ลมหายใจเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงเวทนา สัญญา และวิตก ซึ่งแต่ละอย่างถูก 'รู้แจ้ง' โดยเห็นความเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย (จากอวิชชา ตัณหา กรรม และผัสสะ) เห็นความตั้งอยู่โดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตน และเห็นความดับไปตามการดับแห่งเหตุนั้นๆ เป็นการผนวกหลักปฏิจจสมุปบาทเข้ากับการเจริญอานาปานสติโดยตรง ทำให้สมถะและวิปัสสนาดำเนินไปพร้อมกัน
- หน้า ๒๗๐–๒๗๓ อานาปานกถา (ตอนที่ ๗): การประมวลอินทรีย์ พละ โพชฌงค์ มรรค และธรรมทั้งปวงลงในอารมณ์เดียว แสดงว่าเมื่อจิตเป็นเอกัคคตาไม่ฟุ้งซ่านด้วยลมหายใจยาว ผู้ปฏิบัติย่อมประมวลอินทรีย์ห้า พละห้า โพชฌงค์เจ็ด และมรรคมีองค์แปดลงในอารมณ์เดียวกันได้อย่างไร และในที่สุดแสดงว่าธรรมแทบทุกหมวดตั้งแต่อินทรีย์จนถึงพระนิพพานล้วนถูกประมวลลงรวมกันที่อารมณ์เดียวนี้ ชี้ให้เห็นว่าอานาปานสติที่เจริญถูกต้องเป็นเทคนิคที่รวบรวมมรรคทั้งหมดไว้ในการปฏิบัติเดียว มิใช่เป็นเพียงกรรมฐานหนึ่งในหลายๆ อย่าง
- หน้า ๒๗๓–๒๗๕ อานาปานกถา (ตอนที่ ๘): ลมหายใจสั้น และการจำแนกกาย ๒ อย่าง (ยังไม่จบ) ข้อความช่วงนี้นำโครงสร้างการวิเคราะห์ทั้งหมดที่ใช้กับลมหายใจยาวมาทำซ้ำกับลมหายใจสั้น แสดงการกลั่นความรู้สึกจากธรรมดาผ่านฉันทะและปราโมทย์จนถึงอุเบกขาเช่นเดียวกัน ก่อนจบช่วงหน้านี้เริ่มหัวข้อใหม่ว่าด้วยการจำแนก 'นามกาย' (เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ) ออกจาก 'รูปกาย' (มหาภูตรูปสี่และอุปาทายรูป รวมทั้งลมหายใจเอง) เพื่อเตรียมอธิบายคำว่า 'สัพพกายปฏิสังเวที' (รู้แจ้งกายทั้งปวง) แต่การวิเคราะห์ยังไม่จบเมื่อสิ้นสุดช่วงหน้าที่ ๒๗๕ และดำเนินต่อไปในเนื้อหาถัดไป
- หน้า ๒๗๖–๒๘๑ อานาปานสติกถา (ตอนที่ 1) - จตุกกะกาย: สัพพกายปฏิสังเวที และ ปัสสัมภยัง กายสังขารัง ส่วนนี้ต่อเนื่องมาจากตอนก่อนหน้า เป็นการอธิบายขั้นที่ 3-4 ของจตุกกะแรก (หมวดกาย) ในอานาปานสติ คือการรู้ทั่วถึงกายทั้งปวงขณะหายใจ และการฝึกระงับกายสังขาร (ลมหายใจที่หยาบ) ให้ละเอียดสงบลง ประเด็นสำคัญคือชี้ให้เห็นว่าการมีสติกำหนดลมหายใจอย่างต่อเนื่องคือการปฏิบัติไตรสิกขาครบทั้งศีล สมาธิ ปัญญาในคราวเดียวกัน และอธิบายว่าเหตุใดการระงับกายสังขารอย่างถูกวิธีจึงไม่ทำให้การรับรู้ลมหายใจและสมาธิเสื่อมไป แต่กลับทำให้ภาวนาเจริญยิ่งขึ้น เปรียบด้วยเสียงฆ้องที่ค่อยๆ แผ่วเบาลงจนจิตจับเอาแต่นิมิตที่ละเอียด จบด้ว
- หน้า ๒๘๑–๒๘๔ อานาปานสติกถา (ตอนที่ 2) - จตุกกะเวทนา: ปีติปฏิสังเวที และ สุขปฏิสังเวที เริ่มจตุกกะที่ 2 (หมวดเวทนา) อธิบายการหายใจโดยรู้ทั่วถึงปีติ (ความอิ่มใจ) และสุข (ทั้งทางกายและทางใจ) ที่เกิดขึ้นในแต่ละขั้นของการฝึกลมหายใจตั้งแต่ยาว สั้น จนถึงระงับกายสังขาร ประเด็นคือแสดงว่าปีติและสุขไม่ใช่เป้าหมายในตัวเอง แต่เป็นสภาวะที่ต้องรู้เท่าทันด้วยสติเพื่อใช้เป็นฐานของการเจริญเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือรู้เวทนาตามที่เป็นจริงไม่ใช่เพียงเสพเสวย
- หน้า ๒๘๔–๒๘๖ อานาปานสติกถา (ตอนที่ 3) - จิตตสังขารปฏิสังเวที และ ปัสสัมภยัง จิตตสังขารัง จบจตุกกะเวทนาด้วยขั้นที่ 3-4 คือการรู้ทั่วถึงจิตตสังขาร (สัญญาและเวทนาที่ปรุงแต่งจิต) และการฝึกระงับจิตตสังขารให้สงบละเอียดลงขณะหายใจ ประเด็นสำคัญคือแสดงว่าสัญญาและเวทนาเป็นตัวปรุงแต่งความรู้สึกนึกคิด การรู้เท่าทันและระงับสิ่งเหล่านี้ได้คือรากฐานของการฝึกจิตในขั้นต่อไป ปิดท้ายด้วยภาณวารและสรุปเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานภาวนาอย่างสมบูรณ์
- หน้า ๒๘๖–๒๙๑ อานาปานสติกถา (ตอนที่ 4) - จตุกกะจิต: จิตตปฏิสังเวที อภิปปโมทยัง สมาทหัง วิโมจยัง จิตตัง จตุกกะที่ 3 (หมวดจิต) อธิบายลำดับการฝึกจิตขณะหายใจ 4 ขั้น คือรู้จิต ทำให้จิตบันเทิงร่าเริง ทำจิตให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิ และปลดปล่อยจิตออกจากราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ถีนมิทธะ อุทธัจจะ อหิริกะ และอโนตตัปปะ ประเด็นคือแสดงให้เห็นทิศทางการฝึกจิตที่เป็นระบบ จากการรู้จักสภาพจิต ไปสู่การปรับสภาพจิตให้เหมาะสม จนถึงการปลดปล่อยจิตจากกิเลสที่ครอบงำ ซึ่งเป็นเงื่อนไขจำเป็นก่อนจะเจริญปัญญาในจตุกกะถัดไป จบด้วยสรุปญาณ 8 และอนุสสติ 8 ในจิตตานุปัสสนา
- หน้า ๒๙๑–๒๙๘ อานาปานสติกถา (ตอนที่ 5) - จตุกกะธรรม: อนิจจานุปัสสี วิราคานุปัสสี นิโรธานุปัสสี ปฏินิสสัคคานุปัสสี จตุกกะสุดท้าย (หมวดธรรม) อันเป็นการเจริญวิปัสสนาแท้ๆ โดยพิจารณาความไม่เที่ยง ความคลายกำหนัด ความดับ และการสละคืนของขันธ์ 5 อายตนะ และปฏิจจสมุปบาททุกองค์ (จากอวิชชาถึงชรามรณะ) ขณะหายใจเข้าออก ส่วนที่สำคัญคืออธิบายว่าเหตุใดอวิชชาและสังขารจึงเป็นโทษ (5 อาการ) และดับได้ด้วยเหตุใด (8 อาการ) แล้วขยายหลักการนี้ไปทั่วสังสารวัฏ และอธิบายปฏินิสสัคคะ 2 แบบคือการสละคืนกิเลส (ปริจจาคปฏินิสสัคคะ) กับการแล่นเข้าสู่นิพพาน (ปักขันทนปฏินิสสัคคะ) ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของอานาปานสติ 16 ขั้น ปิดท้ายด้วยการสรุปญาณทั้งหมด
- หน้า ๒๙๘–๓๐๐ อานาปานสติกถา (ตอนจบ) - สรุปญาณ 200 ในอานาปานสติ เป็นบทสรุปรวบยอดของอานาปานสติกถาทั้งหมด แจกแจงญาณที่เกิดจากการเจริญอานาปานสติ 16 ฐาน ออกเป็นหมวดย่อยรวม 200 ญาณ ได้แก่ ญาณด้านสมาธิ 24 ญาณด้านวิปัสสนา 72 ญาณเบื่อหน่าย (นิพพิทา) 8 ญาณคล้อยตามความเบื่อหน่าย 8 ญาณสงบระงับจากความเบื่อหน่าย 8 และญาณแห่งสุขในวิมุตติ (จากมรรคทั้ง 4) 21 ประเด็นคือแสดงว่าการปฏิบัติอานาปานสติที่ครบวงจรนำไปสู่ทั้งสมถะและวิปัสสนาจนถึงผลแห่งอริยมรรคได้ในตัวเดียวกัน จบกถาด้วยคำว่า "อานาปานกถา สมตฺตา" (อรรถกถาฉบับ ม. เรียกว่า "อานาปานสฺสติกถา นิฏฺฐิตา") ซึ่งเป็นการปิดกถาที่ 3
- หน้า ๓๐๐–๓๐๒ อินทริยกถา (ตอนที่ 1) - ความบริสุทธิ์แห่งอินทรีย์ 5 โดยอาการ 15 เริ่มกถาที่ 4 ของมหาวรรคว่าด้วยอินทรีย์ 5 (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสแก่ภิกษุที่เชตวัน จากนั้นอธิบายว่าอินทรีย์แต่ละอย่างบริสุทธิ์ได้ด้วยอาการ 3 อย่าง (รวม 15) คือ การเว้นจากบุคคลที่มีลักษณะตรงข้าม การคบหาบุคคลที่มีคุณสมบัตินั้น และการพิจารณาเนื้อหาธรรมที่สนับสนุนคุณธรรมนั้นๆ ประเด็นสำคัญคือชี้ว่าการพัฒนาอินทรีย์ภายในต้องอาศัยปัจจัยภายนอกคือสิ่งแวดล้อมและกัลยาณมิตรประกอบด้วย ไม่ใช่เพียงความพยายามส่วนตัว
- หน้า ๓๐๒–๓๐๕ อินทริยกถา (ตอนที่ 2) - การเจริญอินทรีย์ 5 และบุคคลผู้มีอินทรีย์อันเจริญแล้ว อธิบายว่าอินทรีย์ 5 เจริญได้ด้วยอาการ 10 คือการละสิ่งตรงข้ามแต่ละคู่ (เช่น ละความไม่มีศรัทธาด้วยการเจริญศรัทธา) แล้วขยายเป็นความเจริญดีแล้วด้วยการละอย่างเด็ดขาด และจำแนกความบริบูรณ์ของอินทรีย์ตามขณะมรรคและผลทั้ง 4 คู่ ปิดท้ายด้วยการจัดบุคคลออกเป็น 8 จำพวกที่มีการเจริญอินทรีย์ (พระเสขะ 7 กับปุถุชนผู้เป็นกัลยาณกะ) และ 3 จำพวกที่มีอินทรีย์อันเจริญแล้วอย่างสมบูรณ์ คือพระขีณาสพสาวก พระปัจเจกพุทธะ และพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แสดงลำดับขั้นของการพัฒนาจิตจากปุถุชนถึงพุทธภูมิ
- หน้า ๓๐๕–๓๑๑ อินทริยกถา (ตอนที่ 3) - ความเกิดและความดับแห่งอินทรีย์ 5 โดยอาการ 40 เป็นพระสูตรที่ตรัสว่าสมณพราหมณ์ผู้ไม่รู้แจ้งเหตุเกิด เหตุดับ คุณ โทษ และทางออกของอินทรีย์ 5 ตามความเป็นจริง ย่อมไม่นับว่าเป็นสมณพราหมณ์อย่างแท้จริง จากนั้นวิเคราะห์ละเอียดว่าความเกิดขึ้นและความดับไปของอินทรีย์แต่ละอย่างสัมพันธ์กับฉันทะ มนสิการ และความตั้งมั่นเป็นหนึ่ง (เอกัตตุปัฏฐาน) อย่างไร รวมเป็น 40 อาการ ประเด็นคือชี้ให้เห็นว่าอินทรีย์ทั้ง 5 ไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่ลอยๆ แต่เกิดดับตามเหตุปัจจัยทางจิตที่ประณีต ผู้ปฏิบัติต้องเข้าใจกลไกนี้จึงจะควบคุมและพัฒนาอินทรีย์ได้จริง
- หน้า ๓๑๑–๓๑๔ อินทริยกถา (ตอนที่ 4) - คุณและโทษแห่งอินทรีย์ 5 โดยอาการ 25 วิเคราะห์อัสสาทะ (คุณ/รสอร่อย) และอาทีนวะ (โทษ) ของอินทรีย์ 5 อย่างละ 25 อาการ โดยคุณคือความไม่มีความเร่าร้อนจากสิ่งตรงข้าม ความแกล้วกล้าในความประพฤตินั้น การบรรลุภาวะสงบ และสุขโสมนัสที่เกิดจากอินทรีย์นั้น ส่วนโทษคือการที่สิ่งตรงข้ามยังปรากฏอยู่พร้อมความเร่าร้อน และความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาของอินทรีย์เอง ประเด็นสำคัญคือแม้อินทรีย์ทั้ง 5 จะเป็นกุศลธรรมที่ควรเจริญ แต่ก็ยังตกอยู่ใต้กฎไตรลักษณ์ ต้องเห็นทั้งคุณและโทษเพื่อไม่ยึดติดแม้แต่ในธรรมฝ่ายดี
- หน้า ๓๑๔–๓๒๐ อินทริยกถา (ตอนที่ 5) - นิสสรณะ ทางออกจากอินทรีย์ 5 โดยอาการ 180 เป็นส่วนที่ยาวที่สุด แจกแจงทางออก (นิสสรณะ) จากอินทรีย์ 5 อย่างละเอียดถึง 180 อาการ ครอบคลุมตั้งแต่การหลุดพ้นจากสิ่งตรงข้ามพื้นฐาน ผ่านฌานทั้ง 4 อรูปสมาบัติทั้ง 4 การเจริญอนุปัสสนา 18 แบบ (อนิจจานุปัสสนา ทุกขานุปัสสนา อนัตตานุปัสสนา ฯลฯ) จนถึงมรรคและผลทั้ง 4 คู่ และปิดท้ายด้วยการหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงของพระขีณาสพ ประเด็นคือแสดงเส้นทางการปฏิบัติที่สมบูรณ์แบบทั้งสมถะและวิปัสสนาที่ทำให้อินทรีย์ 5 หลุดออกจากเครื่องเศร้าหมองไปตามลำดับขั้นจนถึงความหลุดพ้นเด็ดขาด จบด้วยภาณวาร
- หน้า ๓๒๐–๓๒๔ อินทริยกถา (ตอนที่ 6) - ที่ตั้งแห่งอินทรีย์ 5 ในโสตาปัตติยังคะ สัมมัปปธาน สติปัฏฐาน ฌาน อริยสัจ เป็นพระสูตรใหม่ระบุว่าอินทรีย์แต่ละอย่างพึงเห็นได้ในธรรมหมวดใดเป็นหลัก คือศรัทธาในองค์แห่งโสดาบัน (สัปปุริสสังเสวะ สัทธัมมัสสวนะ โยนิโสมนสิการ ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ) วิริยะในสัมมัปปธาน 4 สติในสติปัฏฐาน 4 สมาธิในฌาน 4 และปัญญาในอริยสัจ 4 จากนั้นแสดงให้เห็นว่าในแต่ละหมวดธรรมนั้น แม้อินทรีย์หนึ่งจะเป็นตัวเด่น (อธิปไตย) แต่อินทรีย์ทั้ง 5 ก็ปรากฏร่วมกันเสมอ (20 อาการต่อหมวด) ประเด็นสำคัญคือชี้ให้เห็นความเป็นเอกภาพของอินทรีย์ 5 ว่าไม่แยกขาดจากกัน แต่ทำงานประสานกันในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติ
- หน้า ๓๒๕–๓๒๘ อินทริยกถา (ตอนที่ 7) - จริยาแห่งอินทรีย์ 5 ในธรรมหมวดต่างๆ เป็นการซ้ำโครงสร้างเดิม (โสตาปัตติยังคะ สัมมัปปธาน สติปัฏฐาน ฌาน อริยสัจ) แต่เปลี่ยนจากคำว่า "พึงเห็น" (ทฏฺฐพฺพ) เป็น "จริยา" หรือความประพฤติ/การดำเนินไปของอินทรีย์แต่ละอย่างในแต่ละหมวดธรรม 20 อาการต่อหมวดเช่นเดิม ประเด็นคือเน้นย้ำมิติเชิงพลวัตของอินทรีย์ 5 ไม่ใช่เพียงสภาวะที่มีอยู่นิ่งๆ แต่เป็นกระบวนการที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในการปฏิบัติจริง
- หน้า ๓๒๘–๓๓๐ อินทริยกถา (ตอนที่ 8) - จริยา 8 ประการ วิหาร อนุพุทธะ และปฏิวิทธะ (ยังไม่จบ) อธิบายคาถาว่าด้วยผู้ประพฤติและอยู่อย่างไรจึงเป็นที่น่าเชื่อถือของเพื่อนพรหมจรรย์ผู้ฉลาด แล้วจำแนกจริยา (ความประพฤติ) ออกเป็น 8 ประการสองชุด ชุดแรกตามฐานที่ตั้ง (อิริยาบถ อายตนะ สติ สมาธิ ญาณ มรรค ผล และประโยชน์แก่โลก) ชุดที่สองตามอินทรีย์และองค์มรรคที่กำกับ จากนั้นเริ่มอธิบายวิหาร (การอยู่ด้วยศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) และอนุพุทธะ/ปฏิวิทธะ (ความรู้ตามและรู้แจ้งแทงตลอด) โดยเชื่อมกับลักษณะเฉพาะของอินทรีย์แต่ละอย่าง (อธิโมกข์สำหรับศรัทธา ปัคคหะสำหรับวิริยะ อุปัฏฐานะสำหรับสติ อวิกเขปะสำหรับสมาธิ
- หน้า ๓๓๑–๓๓๒ อินทริยกถา (ตอนนำ) - อรรถาธิบายบทนิทาน ส่วนนี้เป็นตอนท้ายของการไขความคำในคาถานำเรื่อง ซึ่งเริ่มมาก่อนหน้าหน้า ๓๓๑ แล้ว (เนื้อหาเริ่มขึ้นกลางคัน) โดยอธิบายความหมายของถ้อยคำ เช่น ผู้ประพฤติและอยู่ด้วยศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา, ผู้รู้แจ้ง (วิญฺญู), เพื่อนพรหมจารี, และ "ฐานะอันลึกซึ้ง" ซึ่งหมายถึงฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ มรรค ผล อภิญญา และปฏิสัมภิทา จุดมุ่งหมายคือปูพื้นความน่าเชื่อถือและความแน่วแน่ (โอกัปปนา, อทฺธา) ก่อนเข้าสู่เนื้อหาหลักเรื่องอินทรีย์ ๕ ซึ่งเริ่มที่ข้อ [๔๕๑] ในหน้า ๓๓๒
- หน้า ๓๓๒–๓๓๔ อินทริยกถา - อาธิปไตยัตถะ (ความเป็นใหญ่ของอินทรีย์) แสดงอินทรีย์ ๕ (สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) ที่พึงเห็นได้โดย ๖ อาการ และเริ่มไขความอาการแรกคือ "อาธิปเตยยัตถะ" - ความเป็นใหญ่หรือภาวะเจ้าการ โดยชี้ว่าอินทรีย์แต่ละตัวทำหน้าที่เป็นประธานในการละกิเลสฝ่ายตรงข้ามของตน (เช่น สัทธาละความไม่มีศรัทธา วิริยะละความเกียจคร้าน) และอินทรีย์ทั้งหมดทำงานประสานกันเสมอ ข้อความนี้ไล่แสดงซ้ำตั้งแต่การละกิเลสหยาบไปจนถึงการละกิเลสทั้งปวงด้วยอรหัตตมรรค แสดงว่าอินทรีย์ทั้งห้าไม่ได้ทำงานแยกจากกันแต่หนุนเสริมกันในทุกขั้นของการปฏิบัติ
- หน้า ๓๓๕ อินทริยกถา - อาทิวิโสธนัตถะ (ความหมดจดในเบื้องต้น) อธิบายอาการที่สองคือ "อาทิวิโสธนัตถะ" ชี้ว่าการสำรวมระวังต่อความไม่มีศรัทธา ความเกียจคร้าน ความประมาท ความฟุ้งซ่าน และอวิชชา คือความบริสุทธิ์แห่งศีลอันเป็นจุดตั้งต้นที่ทำให้อินทรีย์แต่ละอย่างหมดจด กล่าวคือ ก่อนอินทรีย์จะเจริญขึ้นได้ต้องมีฐานคือศีลวิสุทธิที่คอยกันกิเลสไว้ตั้งแต่ต้น
- หน้า ๓๓๕–๓๓๙ อินทริยกถา - อธิมัตตัตถะ (ความแก่กล้าของอินทรีย์) อธิบายอาการที่สามคือ "อธิมัตตัตถะ" ผ่านลำดับพัฒนาการทางจิตที่ต่อเนื่องกันเป็นเหตุปัจจัย เริ่มจากฉันทะที่จะเจริญศรัทธา นำไปสู่ปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิ สุข โอภาส สังเวช สมาธิ การประคองจิต อุเบกขา จนถึงความหลุดพ้นจากกิเลสต่างๆ และท้ายที่สุดคือความดับ (โวสสัคคะ ๒ อย่าง คือการสละกิเลสขันธ์ และการแล่นเข้าสู่นิพพานธาตุ) ลำดับเดียวกันนี้ถูกแสดงซ้ำสำหรับปัญญินทรีย์ด้วย แสดงให้เห็นว่าความแก่กล้าของอินทรีย์เป็นกระบวนการต่อเนื่องที่ลงเอยที่การหลุดพ้น ปิดท้ายด้วยเครื่องหมายจบภาณวารแรก
- หน้า ๓๓๙–๓๔๑ อินทริยกถา - อธิฏฐานัตถะ ปริยาทานัตถะ ปติฏฐาปกัตถะ อธิบายอาการที่เหลืออีกสามอย่าง คือ "อธิฏฐานัตถะ" (การตั้งมั่น) ซึ่งสัมพันธ์กับลำดับฉันทะ-ปราโมทย์เช่นเดียวกับอธิมัตตัตถะ, "ปริยาทานัตถะ" (การทำให้กิเลสหมดสิ้นไป) ที่แสดงว่าอินทรีย์แต่ละตัวกัดกร่อนกิเลสคู่ตรงข้ามของตนจนหมดไปตามลำดับมรรคทั้งสี่ และ "ปติฏฐาปกัตถะ" (การสถาปนา) ที่แสดงว่าผู้มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ย่อมตั้งอินทรีย์ของตนไว้ในเนกขัมมะ อัพยาบาท และอรหัตตมรรคตามลำดับ ครบทั้งหกอาการที่ใช้พิจารณาอินทรีย์
- หน้า ๓๔๑–๓๔๔ อินทริยกถา - ความฉลาดในการปรากฏของสมาธิและวิปัสสนา แสดงความแตกต่างของบุคคลสามระดับ (ปุถุชน เสขะ วีตราคะ) ในการเจริญสมาธิ ว่าแต่ละระดับมีความฉลาดในการสังเกตนิมิตแห่งสมาธิด้วยจำนวนอาการต่างกัน (๗, ๘, ๑๐ อาการ ตามลำดับ) และในการเจริญวิปัสสนาก็เช่นกัน (๙, ๑๐, ๑๒ อาการ) โดยระบุอาการทั้งเก้าอย่างละเอียด เช่น เห็นโดยความไม่เที่ยง โดยความทุกข์ โดยความไม่ใช่ตัวตน ฯลฯ คู่กับความไม่ปรากฏของสิ่งตรงข้าม แสดงว่ายิ่งจิตประณีตขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งเห็นแง่มุมของสภาวธรรมได้ละเอียดและครบถ้วนขึ้นเท่านั้น
- หน้า ๓๔๔–๓๔๗ อินทริยกถา - การประมวลอินทรีย์และอาการ ๖๔ แสดงวิธีที่ผู้ปฏิบัติประมวลอินทรีย์ทั้งหลายเข้าด้วยกันเพื่อรู้แจ้งอารมณ์และสภาวะ จากนั้นอธิบายอินทรีย์พิเศษสามอย่างที่ปรากฏเฉพาะในญาณดับอาสวะ คือ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ (จะรู้สิ่งที่ยังไม่เคยรู้ - เกิดที่โสดาปัตติมรรคเท่านั้น), อัญญินทรีย์ (ความรู้ที่ดำเนินไป - เกิดในหกฐานะตั้งแต่โสดาปัตติผลถึงอรหัตตมรรค), และอัญญาตาวินทรีย์ (ผู้รู้แล้ว - เกิดเฉพาะอรหัตตผล) แต่ละอย่างมีอินทรีย์แปดตัวเป็นบริวารประกอบร่วม รวมเป็น ๘x๘ = ๖๔ อาการ แสดงความสัมพันธ์อันละเอียดระหว่างพัฒนาการทางปัญญากับขั้นตอนของมรรคผล
- หน้า ๓๔๗–๓๕๒ อินทริยกถา - การสิ้นอาสวะ พุทธจักขุ และปุคคลประเภทต่างๆ (จบกถา) อธิบายว่าอาสวะทั้งสี่ (กาม ภพ ทิฏฐิ อวิชชา) ถูกทำให้สิ้นไปทีละส่วนตามลำดับมรรคทั้งสี่อย่างไร จากนั้นอธิบาย "สมันตจักขุ" หรือดวงตาเห็นรอบด้านของพระพุทธเจ้า ซึ่งก็คือปัญญินทรีย์ที่หยั่งรู้ทุกสิ่งไม่มีเหลือ พร้อมแจกแจงพุทธญาณ ๑๔ ประการ ต่อด้วยการจำแนกบุคคลตามความคมกล้าของอินทรีย์ (ผู้มีธุลีน้อย/มาก ในดวงตา, อินทรีย์แก่กล้า/อ่อน) อันเป็นฐานที่พระพุทธเจ้าทรงใช้พิจารณาสัตว์โลก จบด้วยคำปิดท้าย "อินฺทฺริยกถา นิฏฺฐิตา" ซึ่งสิ้นสุดกถาที่ว่าด้วยอินทรีย์ทั้งหมด
- หน้า ๓๕๓–๓๕๘ วิโมกขกถา (ตอนที่ ๑) - วิโมกข์ ๓ และ ๖๘ เริ่มกถาใหม่ว่าด้วยวิโมกข์ (ความหลุดพ้น) โดยแสดงวิโมกข์หลัก ๓ คือ สุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ แล้วขยายเป็น ๖๘ ประเภทตามแง่มุมต่างๆ จุดสำคัญคือการจำแนกวิโมกข์เป็นสามระดับตามที่มันทำให้จิต "ออก" จากอะไร: ฌานทั้งสี่คือการออกภายใน (ออกจากนิวรณ์ วิตกวิจาร ปีติ สุขทุกข์), อรูปสมาบัติสี่คือการออกภายนอก (ออกจากสัญญาในรูป), และอริยมรรคสี่คือการออกทั้งสองทาง (ออกจากทั้งกิเลสภายในและนิมิตภายนอกพร้อมกัน) แสดงกรอบคิดที่จัดระบบความหลุดพ้นทุกระดับให้เข้าใจได้อย่างเป็นเอกภาพ
- หน้า ๓๕๘–๓๖๑ วิโมกขกถา (ตอนที่ ๒) - วิโมกข์ ๘ แบบคลาสสิก อธิบายรายละเอียดวิโมกข์แปดประการตามแบบดั้งเดิม ได้แก่ ผู้มีรูปเห็นรูป (เพ่งกสิณสีต่างๆ จนเกิดสัญญาทั้งภายในภายนอก), ผู้ไม่มีสัญญาในรูปภายในแต่เห็นรูปภายนอก, ผู้น้อมใจเชื่อว่างาม (อาศัยพรหมวิหารสี่ทำให้สัตว์ไม่เป็นที่น่ารังเกียจ), และวิโมกข์แห่งอรูปสมาบัติทั้งสี่ (อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ) แต่ละอย่างอธิบายด้วยกระบวนการจิตที่ก้าวข้ามสัญญาขั้นก่อนหน้าไปทีละขั้น แสดงลำดับการฝึกจิตให้ละเอียดประณีตขึ้นตามลำดับ
- หน้า ๓๖๑–๓๗๒ วิโมกขกถา (ตอนที่ ๓) - การจำแนกวิโมกข์คู่ตรงข้ามและอุปาทาน จำแนกวิโมกข์เป็นคู่ตรงข้ามหลายชุด เช่น โลกิยะ-โลกุตตระ, สาสวะ-อนาสวะ, สามิสะ-นิรามิสะ, กุปปะ-อกุปปะ โดยสรุปว่าฌานและอรูปสมาบัติเป็นฝ่ายโลกิยะที่ยังกำเริบได้ ส่วนอริยมรรคผลและนิพพานเป็นฝ่ายโลกุตตระที่ไม่กำเริบ จากนั้นอธิบายสัญญาวิโมกข์ ญาณวิโมกข์ สีติสิยาวิโมกข์ ฌานวิโมกข์ และอนุปาทาจิตตวิโมกข์ โดยเชื่อมโยงกับอนุปัสสนาญาณสิบอย่าง (เห็นความไม่เที่ยง ทุกข์ อนัตตา ฯลฯ) ว่าแต่ละอย่างปลดเปลื้องจิตจากอุปาทานกี่ประการ (๑, ๓, หรือ ๔ อุปาทาน) ปิดท้ายด้วยเครื่องหมายจบภาณวารแรกของวิโมกขกถา (กถายังไม่จบ)
- หน้า ๓๗๓–๓๘๕ วิโมกขกถา (ตอนที่ ๔) - ประตูสู่ความหลุดพ้นและบุคคลสามจำพวก แสดงวิโมกขมุข ๓ ประตู คือ การเห็นสังขารทั้งปวงโดยความมีขอบเขต (นำไปสู่อนิมิตตวิโมกข์), การเห็นสังขารเป็นเครื่องกระตุ้นใจ (นำไปสู่อัปปณิหิตวิโมกข์), และการเห็นธรรมทั้งปวงโดยความเป็นอื่น (นำไปสู่สุญญตวิโมกข์) จากนั้นอธิบายว่าการพิจารณาโดยไม่เที่ยง/ทุกข์/อนัตตา ทำให้อินทรีย์ต่างกันเด่นขึ้น (ศรัทธา สมาธิ ปัญญา ตามลำดับ) และก่อให้เกิดบุคคลสามจำพวกคือ สัทธาธิมุตต์ (ผู้น้อมด้วยศรัทธา) กายสักขี (ผู้ประจักษ์ด้วยกาย) และทิฏฐิปัตต์ (ผู้บรรลุด้วยทิฏฐิ/ปัญญา) ซึ่งล้วนบรรลุมรรคผลเดียวกันแต่ต่างกันที่อินทรีย์เ
- หน้า ๓๘๖–๓๘๙ วิโมกขกถา (ตอนที่ 1 ต่อ) — บุคคล 3 จำพวกกับการแทงตลอดอริยสัจ เนื้อหาต่อจากตอนก่อนหน้า (เริ่มกลางเรื่อง) อธิบายว่าผู้ปฏิบัติ 3 จำพวก คือ สัทธาธิมุตต์ (ผู้น้อมด้วยศรัทธา) กายสักขี (ผู้ประจักษ์ด้วยกาย) และทิฏฐิปัตต์ (ผู้บรรลุด้วยทิฏฐิ) ล้วนแทงตลอดอริยสัจ 4 ด้วยอาการ 4 หรือ 9 อย่างเดียวกัน ต่างกันเพียงว่าอินทรีย์ใด (ศรัทธา สมาธิ หรือปัญญา) โดดเด่นในการเข้าถึง แสดงว่าความแตกต่างของบุคคลมิใช่ความแตกต่างของธรรมที่บรรลุ แล้วเชื่อมโยงต่อไปว่าผู้พิจารณาสังขารโดยไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) ย่อมมีจิตน้อมไปทางอธิโมกข์ ปัสสัทธิ หรือเวทะตามลำดับ ซึ่งนำไปสู่วิโมกข์
- หน้า ๓๙๐–๓๙๔ วิโมกขกถา (ตอนที่ 2) — วิโมกข์ที่เป็นใหญ่ในขณะเจริญและขณะแทงตลอด วิเคราะห์ว่าในขณะเจริญภาวนาและขณะแทงตลอด (ปฏิเวธ) วิโมกข์ใดเป็นใหญ่ (อาธิปไตย) สำหรับผู้พิจารณาสังขารโดยความไม่เที่ยง (เชื่อมกับอนิมิตตวิโมกข์) โดยความเป็นทุกข์ (เชื่อมกับอัปปณิหิตวิโมกข์) และโดยความเป็นอนัตตา (เชื่อมกับสุญญตวิโมกข์) ชี้ว่าอนุปัสสนาแต่ละแบบมีประตูวิมุตติเฉพาะของตนที่ต่อเนื่องกันตั้งแต่ขั้นเจริญจนถึงขั้นแทงตลอด และย้อนกลับไปยืนยันเรื่องบุคคล 3 จำพวกกับการแทงตลอดสัจจะด้วยอาการ 4 และ 9 อีกครั้งในกรอบของวิโมกข์ทั้งสาม
- หน้า ๓๙๔–๓๙๘ วิโมกขกถา (ตอนที่ 3) — สัมมาทัสสนะ ความหวาดกลัวสังขาร และการถอนจิต อธิบายว่าเมื่อพิจารณาสังขารโดยไตรลักษณ์ ผู้ปฏิบัติกำหนดรู้นิมิตและความเป็นไปของสังขารอย่างไรจนเกิดสัมมาทัสสนะและความสงสัยถูกละ จากนั้นแสดงว่าเหตุใดสังขารจึงปรากฏเป็นสิ่งน่ากลัว (ภยตูปัฏฐาน) นำไปสู่ญาณเห็นโทษ ความเบื่อหน่าย ญาณปฏิสังขา ความใคร่พ้น (มุญจิตุกัมยตา) และสังขารุเบกขา จนจิตถอนออกจากสังขาร (วุฏฐาน) หยั่งลงสู่นิพพาน โดยย้ำซ้ำหลายครั้งว่าคำศัพท์ต่างกันเหล่านี้ล้วนมีความหมายเดียวกัน (เอกัตถา) เพียงพยัญชนะต่างกัน
- หน้า ๓๙๘–๔๐๑ วิโมกขกถา (ตอนที่ 4) — เหตุที่วิโมกข์ 3 เกิดต่างขณะและเกิดร่วมขณะเดียว วิเคราะห์เหตุที่วิโมกข์ทั้ง 3 (อนิมิตต์ อัปปณิหิต สุญญต) เกิดต่างขณะกันได้ด้วยอาการ 4 อย่าง (ความเป็นใหญ่ การตั้งจิต การน้อมนำจิต การนำออกสู่นิพพาน) และเกิดร่วมกันในขณะเดียวได้ด้วยอาการ 7 อย่าง (การประชุมกัน การบรรลุ การได้ การแทงตลอด การทำให้แจ้ง การถูกต้อง การตรัสรู้) ชี้ให้เห็นว่าวิโมกข์ทั้งสามแม้ต่างลักษณะกันแต่ในขณะมรรคญาณย่อมประชุมพร้อมกันเป็นหนึ่งเดียว จบด้วยมาติกาเปิดหัวข้อย่อยของวิโมกข์ (มุข ปัจจนีก อนุโลม วิวัฏฏ์ ภาวนา ปฏิปัสสัทธิ) ที่จะขยายความต่อไป
- หน้า ๔๐๑–๔๐๖ วิโมกขกถา (ตอนที่ 5 จบ) — นิยามวิโมกข์ 3 และองค์ประกอบแวดล้อม ให้นิยามละเอียดของวิโมกข์ทั้ง 3 คือ สุญญตวิโมกข์ (หลุดพ้นจากความยึดมั่นถือมั่น) อนิมิตตวิโมกข์ (หลุดพ้นจากนิมิต) และอัปปณิหิตวิโมกข์ (หลุดพ้นจากความปรารถนา) โดยไล่ผ่านอนุปัสสนาญาณทุกขั้นตั้งแต่รูปจนถึงชรามรณะ จากนั้นอธิบายองค์ประกอบแวดล้อมวิโมกข์ ได้แก่ มุข (ทางเข้าคือโพธิปักขิยธรรม) วิโมกขปัจจนีก (ธรรมฝ่ายตรงข้ามคืออกุศลมูล) วิโมกขานุโลม (ธรรมเกื้อกูลคือกุศลมูล) วิโมกขวิวัฏฏ์ (การหมุนออกทางสัญญา เจตนา จิต ญาณ และสัจจะที่สัมพันธ์กัน) วิโมกขภาวนา (การเจริญฌานและมรรค) และวิโมกขปฏิปัสสัทธิ (ความสงบ
- หน้า ๔๐๗–๔๑๔ มหาวรรค คติกถา — เหตุแห่งการเกิดในภพภูมิต่างๆ วิเคราะห์การเกิด (คติ) ของบุคคลที่มีปัญญาประกอบ (ญาณสัมปยุตต์ อาศัยเหตุ 8) กับไม่มีปัญญาประกอบ (ญาณวิปปยุตต์ อาศัยเหตุ 6) ว่าอาศัยเหตุปัจจัยใดจึงเกิดเป็นกษัตริย์ พราหมณ์ คหบดีตระกูลใหญ่ หรือเทวดาชั้นกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร โดยไล่วิเคราะห์กระบวนการกรรมอย่างละเอียดตั้งแต่ขณะชวนจิตฝ่ายกุศล ขณะนิกันติ (ความติดใจในผล) จนถึงขณะปฏิสนธิ ชี้ให้เห็นว่าเหตุ (กุศลมูลหรืออกุศลมูล) ที่ประกอบอยู่ในกรรมและในปฏิสนธิจิตเป็นตัวกำหนดภพภูมิที่จะไปเกิด แสดงกลไกเชื่อมโยงระหว่างกรรมกับผลของกรรมอย่างเป็นระบบ
- หน้า ๔๑๔–๔๑๖ มหาวรรค กัมมกถา — ความสัมพันธ์ระหว่างกรรมกับผลของกรรม ไล่แจกแจงทุกกรณีที่เป็นไปได้ของความสัมพันธ์ระหว่างกรรมกับผลของกรรม (มีกรรมแล้วมีหรือไม่มีผล ทั้งในอดีต ปัจจุบัน อนาคต) ครอบคลุมกรรมทั่วไป กรรมฝ่ายกุศล กรรมฝ่ายอกุศล และกรรมที่ให้ผลเป็นทุกข์ ประเด็นสำคัญคือชี้ว่ากรรมกับผลของกรรมไม่จำเป็นต้องปรากฏพร้อมกันหรือครบคู่เสมอไป แต่สัมพันธ์กันตามเงื่อนไขของเวลาและเหตุปัจจัยที่ต่างกันไป เป็นการวางกรอบตรรกะของกฎแห่งกรรมอย่างละเอียด
- หน้า ๔๑๗–๔๑๙ มหาวรรค วิปัลลาสกถา — ความเห็นวิปริตและการละด้วยมรรค อธิบายวิปลาส (ความเข้าใจผิดเพี้ยน) 3 ระดับ คือ สัญญาวิปลาส จิตตวิปลาส และทิฏฐิวิปลาส ที่เกิดจากการเข้าใจสิ่งไม่เที่ยงว่าเที่ยง สิ่งเป็นทุกข์ว่าเป็นสุข สิ่งไม่ใช่ตัวตนว่าเป็นตัวตน และสิ่งไม่งามว่างาม พร้อมแสดงด้านตรงข้ามคือความเห็นถูกต้องตามจริง มีคาถาสรุปว่าสัตว์ผู้ถูกวิปลาสครอบงำต้องท่องเที่ยวในสังสารวัฏจนกว่าพระพุทธเจ้าจะทรงแสดงธรรม จากนั้นวิเคราะห์ว่าในผู้บรรลุความเห็นถูก (ทิฏฐิสัมปันนบุคคล) วิปลาสถูกละได้กี่ข้อในแต่ละฐาน — ชี้ว่าทิฏฐิวิปลาสถูกละหมดสิ้นตั้งแต่บรรลุความเห็นถูก แต่สัญญาวิปลาสแล
- หน้า ๔๑๙–๔๒๔ มหาวรรค มัคคกถา — ความหมายขององค์มรรคในแต่ละขณะจิต วิเคราะห์ความหมายที่องค์มรรคแต่ละองค์ (สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ ฯลฯ) ได้ชื่อว่า "มรรค" ในแต่ละขณะของมรรคทั้ง 4 ระดับ (โสดาปัตติ สกทาคามี อนาคามี อรหัตต์) โดยชี้ว่าองค์มรรคแต่ละองค์เป็นทั้งมรรคและเหตุในการละกิเลสเฉพาะอย่าง อุปถัมภ์ธรรมที่เกิดร่วม ทำกิเลสให้หมดสิ้น ชำระการแทงตลอด ตั้งจิต ทำจิตให้ผ่องแผ้ว บรรลุคุณวิเศษ และให้ถึงนิโรธ จากนั้นแสดงไวพจน์จำนวนมากที่เชื่อมมรรคเข้ากับสติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ สมถะ วิปัสสนา และธรรมอื่นๆ ชี้ให้เห็นว่าธรรมเหล่านี้แม้ชื่อต่างกันแต่เป
- หน้า ๔๒๔–๔๓๑ มหาวรรค มัณฑเปยยกถา — พรหมจรรย์ดุจน้ำโอชาอันควรดื่ม (จบมหาวรรค) เปรียบพรหมจรรย์เป็น "มัณฑเปยยะ" คือของโอชาเลิศควรดื่ม โดยมีมัณฑะ (ส่วนที่เป็นหัวกะทิ) 3 อย่างในยามที่พระศาสดายังทรงพระชนม์อยู่ คือ เทสนามัณฑะ (การแสดงธรรม) ปฏิคคหมัณฑะ (ผู้รับธรรม) และพรหมจริยมัณฑะ (อริยมรรคมีองค์ 8) จากนั้นขยายความด้วยอุปมาต่อเนื่องยาวว่าอินทรีย์ พละ โพชฌงค์ และองค์มรรคแต่ละอย่างจะ "ดื่ม" หัวกะทิของตนได้ก็ต่อเมื่อทิ้งกากเดน (กสฏ) อันเป็นธรรมฝ่ายตรงข้ามออกไปก่อน เช่น สัทธินทรีย์ดื่มหัวกะทิได้เมื่อทิ้งความไม่มีศรัทธา เป็นการเน้นว่าการเจริญมรรคคือกระบวนการคัดทิ้งอกุศลเพื่อลิ้มรสสู
- หน้า ๔๓๒–๔๔๐ ยุคนัทธวรรค ยุคนัทธกถา — วิธีบรรลุอรหัตต์ 4 แบบ (ยังไม่จบ) เริ่มต้นวรรคใหม่ (ยุคนัทธวรรค) พระอานนท์แสดงธรรมที่โฆสิตาราม เมืองโกสัมพี ว่าผู้ใดประกาศอรหัตตผลต่อหน้าท่าน ล้วนบรรลุด้วยมรรคหนึ่งใน 4 แบบหรือรวมกัน คือ (1) เจริญวิปัสสนาโดยมีสมถะนำหน้า (2) เจริญสมถะโดยมีวิปัสสนานำหน้า (3) เจริญสมถะและวิปัสสนาควบคู่กัน (ยุคนัทธ์) และ (4) จิตที่ถูกความฟุ้งซ่านในธรรมกวนใจจนสงบตั้งมั่นได้เอง จากนั้นขยายความแต่ละแบบอย่างละเอียด อธิบายการเสพคุ้น (อาเสวนา) การทำให้มาก (พหุลีกรรม) และแสดงว่าสังโยชน์กับอนุสัยแต่ละชุดถูกละด้วยมรรคทั้ง 4 ขั้นอย่างไร เนื้อหาดำเนินต่อไปถึงว
- หน้า ๔๔๑–๔๔๕ ยุคนัทธกถา (ตอนที่ต่อ - อาการ ๙-๑๖ ของการเจริญสมถวิปัสสนาคู่กัน) ส่วนนี้ต่อเนื่องมาจากตอนก่อนหน้า (เริ่มก่อนหน้าหน้า ๔๔๑) อธิบายว่าเมื่อผู้ปฏิบัติละกิเลสฝ่ายอุทธัจจะด้วยสมถะ และละอวิชชาด้วยวิปัสสนาไปพร้อมกัน สมถะและวิปัสสนาย่อมมีรสเดียวกัน ไม่ล่วงเกินกัน โดยไล่แสดงในแง่มุมต่างๆ ได้แก่ การละ การสละ การออก การหวนกลับ ความสงบ ความประณีต ความหลุดพ้น ความไม่มีอาสวะ การข้ามพ้น ความไม่มีนิมิต ความไม่มีที่ตั้ง และความว่าง จบครบ ๑๖ อาการของการเจริญสมถวิปัสสนาคู่กัน
- หน้า ๔๔๕–๔๔๘ ธัมมุทธัจจาวิคคหิตมานสัง (จิตถูกอุทธัจจะจับฉวยด้วยธรรม) และจบยุคนัทธกถา อธิบายอุปกิเลสของวิปัสสนา คือเมื่อพิจารณาไตรลักษณ์แล้วเกิดโอภาส ญาณ ปีติ ปัสสัทธิ สุข ฯลฯ ขึ้นมา หากใจน้อมไปยึดถือสิ่งเหล่านั้นว่าเป็นธรรมที่ควรพอใจ จิตจะฟุ้งซ่านหลงติดอยู่กับสิ่งเหล่านั้น ทำให้ไม่รู้ชัดสภาวะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาตามความเป็นจริง ท้ายบทมีคาถาสรุปสิบฐานที่พึงกำหนดรู้เพื่อฉลาดในธัมมุทธัจจะไม่หลงเข้าใจผิดว่าบรรลุธรรมแล้ว ปิดท้ายด้วยคำว่า "ยุคนัทธกถา จบ"
- หน้า ๔๔๘–๔๕๐ สัจจกถา ตอนที่ 1 (สัจจะสี่โดยความเป็นของแท้ ไม่แปรผัน) เปิดเรื่องด้วยพุทธพจน์ว่าอริยสัจสี่เป็นของจริง ไม่แปรผัน ไม่เป็นอย่างอื่น จากนั้นแสดงว่าสัจจะแต่ละข้อมีอรรถเฉพาะสี่ประการที่ทำให้เป็นของแท้ เช่น ทุกข์มีสภาพบีบคั้น ปรุงแต่ง เร่าร้อน แปรปรวน สมุทัยมีสภาพประมวลมา เป็นเหตุ ผูกไว้ กีดขวาง นิโรธมีสภาพเป็นที่สลัดออก สงัด ไม่ปรุงแต่ง เป็นอมตะ และมรรคมีสภาพนำออก เป็นเหตุ เป็นเครื่องเห็น เป็นใหญ่ อันเป็นการวางกรอบว่าความจริงแต่ละข้อมี "ความแท้" อยู่ในตัวเองอย่างไร
- หน้า ๔๕๐–๔๕๔ สัจจกถา ตอนที่ 2 (เอกปฏิเวธ - การแทงตลอดสัจจะสี่เป็นหนึ่งเดียว) แม้สัจจะทั้งสี่จะต่างกันโดยเนื้อหา แต่ผู้ปฏิบัติแทงตลอดด้วยญาณเดียวพร้อมกันได้ เพราะมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในหลายแง่มุม บทนี้ไล่แสดงจำนวนอาการที่ทำให้สัจจะทั้งสี่รวมเป็นหนึ่ง ตั้งแต่ ๔ อาการ (ตถัฏฐะ อนัตตัฏฐะ สัจจัฏฐะ ปฏิเวธัฏฐะ) ขยายเป็น ๙ อาการ (เพิ่มอภิญญา ปริญญา ปหาน ภาวนา สัจฉิกิริยา) และ ๑๒ อาการ ชี้ให้เห็นว่าการรู้แจ้งอริยสัจจ์ไม่ใช่การรู้ทีละข้อแยกกัน แต่เป็นการเห็นแจ้งพร้อมกันในขณะจิตเดียว
- หน้า ๔๕๔–๔๕๗ สัจจกถา ตอนที่ 3 (ลักษณะของสัจจะ และการพิจารณาขันธ์ก่อนตรัสรู้) แสดงว่าสัจจะมีลักษณะพื้นฐาน ๒ คือสังขตลักษณะและอสังขตลักษณะ ขยายเป็น ๖ และ ๑๒ ลักษณะตามความมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แปรไป ของสัจจะแต่ละข้อ (มีเพียงนิโรธสัจจ์ที่ไม่มีลักษณะเหล่านี้เพราะเป็นอสังขตะ) และแสดงว่าในสัจจะสี่นั้นมีความเป็นกุศล อกุศล และอัพยากตปะปนกันอย่างไร ตอนท้ายเป็นพุทธดำรัสย้อนเล่าว่าก่อนตรัสรู้ พระองค์ทรงพิจารณาหาคุณ โทษ และทางออกของอุปาทานขันธ์ห้าแต่ละอย่าง อันเป็นจุดเริ่มต้นของการตรัสรู้อริยสัจจ์
- หน้า ๔๕๗–๔๖๒ สัจจกถา ตอนที่ 4 (คุณ-โทษ-ทางออกของขันธ์ในกรอบปฏิจจสมุปบาท และจบสัจจกถา) ขยายความว่าสุขโสมนัสที่เกิดจากรูปเป็นต้นคือ "คุณ" จัดเป็นสมุทยสัจจ์ ความไม่เที่ยงแปรปรวนคือ "โทษ" จัดเป็นทุกขสัจจ์ และการนำฉันทราคะออกได้คือ "ทางออก" จัดเป็นนิโรธสัจจ์ ส่วนอริยมรรคที่เห็นทั้งสามฐานะนี้คือมรรคสัจจ์ จากนั้นนำหลักนี้ไล่ตลอดสายปฏิจจสมุปบาทจากชรามรณะย้อนไปถึงอวิชชา แสดงว่าแต่ละข้อในสายเหตุปัจจัยเป็นทั้งทุกขสัจจ์ของตนและสมุทยสัจจ์ของข้อถัดไปในเวลาเดียวกัน จบด้วยคำว่า "สัจจกถา จบ ภาณวารัง"
- หน้า ๔๖๒–๔๖๗ โพชฌงคกถา ตอนที่ 1 (นิยามพื้นฐานของโพชฌงค์ และกรอบมูล-เหตุ-ปัจจัย-วิสุทธิ) เริ่มด้วยพระสูตรแสดงโพชฌงค์เจ็ด คือสติ ธรรมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา แล้วไขความหมายคำว่า "โพชฌงค์" อย่างละเอียดในหลายนัย ทั้งเป็นเหตุแห่งการตรัสรู้ เป็นตัวรู้แจ้งเอง และเป็นเครื่องทำให้ผู้อื่นรู้แจ้ง จากนั้นเริ่มไล่แจกแจงกรอบใหญ่คือ มูล เหตุ ปัจจัย และวิสุทธิ ซึ่งแต่ละอย่างมีทั้งด้านความประพฤติ การกำหนดรู้ การห้อมล้อม ความเต็มรอบ ความสุกงอม ปฏิสัมภิทา และความชำนาญ แสดงให้เห็นความเป็นระบบของธรรมที่นำไปสู่การตรัสรู้
- หน้า ๔๖๗–๔๗๐ โพชฌงคกถา ตอนที่ 2 (นิยามต่อ - อนวัชชะถึงโวสสัคคะ และองค์ธรรมสมาธิ) ไล่แจกแจงกรอบมูล-เหตุ-ปัจจัยต่อจนครบทั้งฝ่ายความไม่มีโทษ การออกจากกาม ความหลุดพ้น ความไม่มีอาสวะ ความสงัด และการสละคืน แล้วโยงคำว่าโพชฌงค์เข้ากับองค์ธรรมของสมาธิ เช่น ความมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ความไม่ฟุ้งซ่าน การประคองจิต ตลอดจนองค์ธรรมในหมวดอินทรีย์ พละ สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท สัจจะ และองค์ฌาน แสดงว่าคำว่า "โพชฌงค์" ครอบคลุมสภาวธรรมแทบทุกหมวดที่เกี่ยวเนื่องกับการตรัสรู้
- หน้า ๔๗๐–๔๗๓ โพชฌงคกถา ตอนที่ 3 (นิยามสภาวะจิตและความเป็นหนึ่งของจิต - เอกัตตะ) แสดงว่าคำว่าโพชฌงค์ยังหมายรวมถึงการรู้แจ้งสภาวะต่างๆ ของจิต เช่น ที่ตั้ง เหตุ ปัจจัย อารมณ์ และความเป็นไปของจิต และโดยเฉพาะขยายความคำว่า "เอกัตตะ" คือความเป็นหนึ่งเดียวของจิตที่ตั้งมั่น ด้วยไวพจน์จำนวนมาก เช่น การน้อมเข้าไป การหยั่งลง การเลื่อมใส การตั้งมั่น ความหลุดพ้น การทำให้เป็นดุจยาน จนถึงความรู้แจ้ง แสดงกระบวนการที่จิตรวมเป็นหนึ่งเดียวกับอารมณ์กรรมฐานอย่างมั่นคงเต็มที่
- หน้า ๔๗๓–๔๗๖ โพชฌงคกถา ตอนที่ 4 (วิมังสา-อิทธิบาท และการประยุกต์กับสัจจะและมรรคทั้งปวง) ขยายกรอบเดียวกันไปถึงวิมังสาในฐานะบาทของอิทธิบาท จากนั้นนำคำว่า "โพชฌงค์" ไปประยุกต์กับอรรถของสัจจะสี่ และไล่แจกแจงจนถึงธรรมที่เป็นข้าศึกของนิวรณ์ (เนกขัมมะ อัพยาบาท อาโลกสัญญา) ตลอดจนฌานทุกระดับขึ้นไปจนถึงอรหัตตมรรค แสดงให้เห็นว่าทุกขั้นตอนของการปฏิบัติล้วนเป็น "โพชฌงค์" ในความหมายว่าเป็นเหตุปัจจัยแห่งการตรัสรู้ ปิดท้ายด้วยหัวข้อ "สาวัตถีนิทานัง" ซึ่งเป็นเครื่องหมายเปิดพระสูตรตอนใหม่
- หน้า ๔๗๖–๔๗๘ โพชฌงคกถา ตอนที่ 5 (พระสารีบุตรแสดงความชำนาญในโพชฌงค์เจ็ด) เป็นพระสูตรที่พระสารีบุตรกล่าวแก่ภิกษุทั้งหลายว่าท่านสามารถอยู่ด้วยโพชฌงค์ข้อใดก็ได้ตามปรารถนาในเวลาเช้า เที่ยง หรือเย็น โดยเปรียบเทียบกับกล่องผ้าหลากสีของพระราชาที่จะหยิบผ้าคู่ใดมานุ่งห่มก็ได้ตามใจ แสดงถึงความเป็นวสี คือความชำนาญคล่องแคล่วในการเข้าออกโพชฌงค์แต่ละข้อได้อย่างอิสระของท่านผู้เชี่ยวชาญในธรรม
- หน้า ๔๗๘–๔๘๒ โพชฌงคกถา ตอนที่ 6 (วิเคราะห์สติสัมโพชฌงค์และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ - จบกถา) วิเคราะห์ละเอียดว่าสติสัมโพชฌงค์และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ "ไม่มีประมาณ" เพราะกิเลสที่มีประมาณถูกละแล้ว และนิโรธซึ่งเป็นอารมณ์นั้นไม่มีประมาณโดยสภาพอสังขตะ และ "ตั้งมั่นดี" เพราะนิโรธเป็นธรรมสงบประณีต จากนั้นแจกแจง ๘ อาการที่ทำให้โพชฌงค์แต่ละข้อ "ตั้งอยู่" กับ ๘ อาการที่ทำให้ "เสื่อมไป" ซึ่งตรงข้ามกัน จบด้วยคำว่า "โพชฌงคกถา จบ"
- หน้า ๔๘๒–๔๘๕ เมตตากถา ตอนที่ 1 (อานิสงส์ ๑๑ ประการ และการแผ่เมตตา ๓ แบบ) เปิดด้วยพุทธพจน์แสดงอานิสงส์ ๑๑ ประการของเมตตาเจโตวิมุตติที่เจริญเป็นอาจิณ เช่น หลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข ไม่ฝันร้าย เป็นที่รักของมนุษย์และอมนุษย์ เทวดารักษา ไฟพิษศัสตราวุธไม่กล้ำกราย จิตตั้งมั่นเร็ว และตายอย่างไม่หลง หากยังไม่บรรลุคุณวิเศษก็เข้าถึงพรหมโลก จากนั้นแสดงวิธีแผ่เมตตา ๓ แบบ คือแผ่ไม่เจาะจง แผ่เจาะจงตามประเภทบุคคล และแผ่ตามทิศ พร้อมอธิบายว่าเมตตาคือการปรารถนาให้พ้นจากการเบียดเบียนแปดประการ และคำว่า "เจโตวิมุตติ" หมายถึงจิตที่หลุดพ้นจากพยาบาทและกิเลสที่กลุ้มรุม
- หน้า ๔๘๕–๔๙๑ เมตตากถา ตอนที่ 2 (เมตตาเจโตวิมุตติที่อบรมด้วยอินทรีย์ พละ โพชฌงค์ และมรรคองค์แปด) แสดงว่าเมื่อแผ่เมตตาปรารถนาให้สัตว์ทั้งปวงไม่มีเวร มีความเกษม เป็นสุข ผู้ปฏิบัติย่อมอาศัยศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา น้อมจิตเชื่อ ประคองความเพียร ตั้งสติ ตั้งใจมั่น และรู้ทั่วด้วยปัญญาไปพร้อมกับการแผ่เมตตานั้น ทำให้เมตตาเจโตวิมุตติได้รับการซึมซาบจากอินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ และมรรคมีองค์ ๘ ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าเมตตามิใช่เพียงอารมณ์อ่อนโยน แต่เป็นภาวนาที่ประกอบพร้อมด้วยองค์ธรรมฝ่ายปัญญาและสมาธิทั้งระบบ จนกลายเป็นดุจยาน เป็นวัตถุที่ตั้ง และหลุดพ้นดีแล้ว
- หน้า ๔๙๑–๔๙๕ เมตตากถา ตอนที่ 3 (ขยายผลเมตตาไปยังสัตว์ในทิศต่างๆ และวินิปาติกะ - ยังไม่จบ) นำโครงสร้างเดียวกันของการแผ่เมตตา คือการหลีกเว้นการเบียดเบียนแปดประการ และการอบรมด้วยอินทรีย์ พละ โพชฌงค์ มรรค ไปประยุกต์ใช้กับสัตว์ในสิบทิศแยกประเภท โดยเฉพาะกลุ่ม "วินิปาติกะ" คือสัตว์ในภาวะพลาดจากสุคติ ในแต่ละทิศ แสดงว่าเมตตาที่แท้ต้องแผ่ไปได้ไม่จำกัด แม้แต่แก่สัตว์ในทุคติภาวะ เนื้อหาส่วนนี้ยังดำเนินต่อไปไม่จบเมื่อสิ้นสุดช่วงข้อความนี้ที่หน้า ๔๙๕ ซึ่งจบกลางการไล่แจกแจงพละ ๕ ของเมตตาเจโตวิมุตติที่มีต่อวินิปาติกะในทิศเบื้องบน
- หน้า ๔๙๖–๔๙๗ เมตตากถา (ตอนจบ) ส่วนต่อจากตอนก่อนหน้าของบทนี้ อธิบายว่าเมตตาเจโตวิมุตติ (การหลุดพ้นแห่งใจด้วยเมตตา) ได้รับการอบรมให้มั่นคงยิ่งขึ้นด้วยโพชฌงค์ทั้ง ๗ และองค์มรรคทั้ง ๘ แต่ละองค์ แสดงว่าการเจริญเมตตาไม่ใช่เพียงการแผ่ไมตรีจิตลอยๆ แต่ต้องอาศัยสติ การเลือกเฟ้นธรรม ความเพียร ปีติ ความสงบ สมาธิ และปัญญากำกับ จึงทำให้เมตตากลายเป็นพลังที่หนุนเนื่องกันเป็นระบบ จบด้วยคำลงท้าย "เมตฺตากถา ฯ"
- หน้า ๔๙๘–๕๐๖ ยุคนัทธวรรค: วิราคกถา อธิบายว่า "วิราคะ" (ความคลายกำหนัด) เป็นทั้งมรรคและผลในตัวเดียวกัน คือเป็นตัวมรรคเองในขณะแห่งอริยมรรคทั้ง ๔ เพราะทำให้จิตคลายจากมิจฉาทิฏฐิ กิเลส และเครื่องหมายทั้งปวง และเป็นวิมุตติในขณะแห่งอริยผลทั้ง ๔ ข้อความแสดงให้เห็นว่าความคลายกำหนัดกับพระนิพพานเป็นสิ่งเดียวกันโดยอรรถ และองค์ธรรมทุกหมวด (อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ สติปัฏฐาน ฯลฯ) ล้วนมีความหมายเป็น "วิราคะ" และ "วิมุตติ" ในตัวเอง จบด้วยคำลงท้าย "วิราคกถา ฯ"
- หน้า ๕๐๖–๕๑๑ ยุคนัทธวรรค: ปฏิสัมภิทากถา (ตอนที่ 1) - พระสูตรธัมมจักกัปปวัตตนะ เปิดด้วยธัมมจักกัปปวัตตนสูตรฉบับเต็ม เล่าเหตุการณ์พระพุทธเจ้าทรงแสดงมัชฌิมาปฏิปทาและอริยสัจ ๔ แก่ปัญจวัคคีย์ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน จนพระอัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม และเทวดาทั้งหลายบันลือสาธุการทั่วหมื่นโลกธาตุ จากนั้นเริ่มวางกรอบวิเคราะห์ว่าการเกิดขึ้นของ "จักขุ ญาณ ปัญญา วิชชา อาโลกะ" ในแต่ละอริยสัจแยกได้ด้วยอรรถ ๕ ประการ อันเป็นฐานสำหรับอธิบายปฏิสัมภิทาญาณในตอนต่อไป
- หน้า ๕๑๑–๕๑๙ ยุคนัทธวรรค: ปฏิสัมภิทากถา (ตอนที่ 2) - นับปฏิสัมภิทาญาณในอริยสัจ สติปัฏฐาน อิทธิบาท แสดงวิธีนับปฏิสัมภิทาญาณ ๔ (ธรรม อรรถ นิรุตติ ปฏิภาณ) อย่างเป็นระบบ โดยนำองค์ธรรม ๕ อย่างที่เกิดในแต่ละอริยสัจไปแตกออกเป็นจำนวนธรรม อรรถ นิรุตติ และญาณตามลำดับ แล้วใช้วิธีเดียวกันซ้ำกับสติปัฏฐาน ๔ และอิทธิบาท ๔ แสดงว่าความรู้แจ้งในธรรมแต่ละหมวดแตกออกเป็นความรู้ ๔ ด้าน (รู้ตัวธรรม รู้ความหมาย รู้ถ้อยคำสื่อความ และรู้ปฏิภาณเชื่อมโยง) พร้อมสรุปยอดจำนวนไว้ท้ายแต่ละหมวด
- หน้า ๕๑๙–๕๒๔ ยุคนัทธวรรค: ปฏิสัมภิทากถา (ตอนที่ 3) - ขยายสู่พระโพธิสัตว์ในอดีตและสรุปยอดรวม ขยายวิธีวิเคราะห์แบบเดียวกันไปใช้กับการตรัสรู้ของพระโพธิสัตว์ในอดีต ๗ พระองค์ตั้งแต่พระวิปัสสีถึงพระโคดม ต่อด้วยหมวดอภิญญา ปริญญา ปหานะ ภาวนา สัจฉิกิริยา หมวดขันธ์ ธาตุ อายตนะ สังขตะ อสังขตะ อริยสัจ ๔ แยกรายสัจ และปฏิสัมภิทา ๔ วิเคราะห์ตัวเอง ทุกหมวดถูกนับเป็นจำนวนธรรม อรรถ นิรุตติ ญาณ แล้วรวมยอดทั้งหมดของปฏิสัมภิทาปกรณ์ไว้ท้ายบท แสดงถึงความรอบด้านของปัญญาแตกฉาน จบด้วยคำลงท้าย "ปฏิสมฺภิทากถา ฯ"
- หน้า ๕๒๔–๕๒๘ ยุคนัทธวรรค: ธรรมจักรกถา (ตอนที่ 1) - ความหมายของธรรมจักร เปิดด้วยการย่อพระสูตรธัมมจักกัปปวัตตนสูตรอีกครั้ง แล้วตั้งคำถามว่า "ธรรมจักร" มีความหมายอย่างไร อธิบายผ่านวลีความหมายใกล้เคียงกันจำนวนมาก เช่น ยังธรรมและล้อให้เป็นไป ตั้งมั่นในธรรม บรรลุความชำนาญและความเป็นเลิศในธรรม เป็นธงชัยแห่งธรรมที่ใครคัดค้านไม่ได้ ก่อนไล่แสดงว่าองค์ธรรมทุกหมวด (อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ มรรค จนถึงวิมุตติและนิพพาน) ล้วนเป็นธรรมที่ยังธรรมจักรนั้นให้เป็นไป แสดงว่าธรรมจักรคือกระบวนธรรมทั้งระบบที่หนุนกันให้ล้อแห่งธรรมหมุนไปไม่หยุด
- หน้า ๕๒๘–๕๓๕ ยุคนัทธวรรค: ธรรมจักรกถา (ตอนที่ 2) - ธรรมจักรในสัจจะ สติปัฏฐาน อิทธิบาท นำวิธีวิเคราะห์ความหมายของ "ธรรมจักร" ในตอนที่ ๑ มาประยุกต์ซ้ำกับสมุทัย นิโรธ มรรค แยกเป็นรายสัจ จากนั้นกับสติปัฏฐาน ๔ และอิทธิบาท ๔ ตามลำดับ ย้ำให้เห็นว่าธรรมจักรที่พระพุทธเจ้าทรงหมุนนั้นดำเนินอยู่ในทุกมิติของการปฏิบัติ ไม่จำกัดเฉพาะอริยสัจ ๔ เท่านั้น จบด้วยคำลงท้าย "ธมฺมจกฺกกถา ฯ"
- หน้า ๕๓๕–๕๓๗ ยุคนัทธวรรค: โลกุตตรกถา ตั้งคำถามว่าธรรมใดเป็นโลกุตตระ แล้วตอบว่าคือโพธิปักขิยธรรมทั้งหมด (สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ มรรคมีองค์ ๘) รวมทั้งมรรคผล ๔ คู่และพระนิพพาน จากนั้นไล่อธิบายความหมายของ "โลกุตตระ" ผ่านวลีเปรียบเทียบจำนวนมาก เช่น ก้าวล้ำโลก ไม่ติดในโลก ไม่เปื้อนโลก หลุดพ้นจากโลก บริสุทธิ์จากโลก ตัดขาดจากโลกได้เด็ดขาด แสดงแก่นความหมายว่าโลกุตตรธรรมคือธรรมที่พ้นจากการถูกโลกครอบงำและไม่หวนกลับเข้าไปพัวพันกับโลกอีก
- หน้า ๕๓๗–๕๔๓ ยุคนัทธวรรค: พลกถา (ตอนที่ 1) - พละ ๕ ขยายเป็นพละ ๖๘ เริ่มจากพละ ๕ ประการพื้นฐาน (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) ที่ไม่หวั่นไหวต่อสภาวะตรงข้ามของตน แล้วขยายเป็นพละ ๖๘ ประการ อธิบายหิริ โอตตัปปะ ปฏิสังขานพละ ภาวนาพละ อนวัชชพละ สังคาหพละ ขันติพละ ปัญญัตติพละ นิชฌัตติพละ อิสสริยพละ และอธิษฐานพละ แต่ละอย่างถูกนิยามผ่านการละนิวรณ์ทีละคู่ (กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะ วิจิกิจฉา อวิชชา ฯลฯ) ด้วยธรรมฝ่ายตรงข้าม แสดงให้เห็นว่า "พละ" ในทางธรรมคือความสามารถของจิตที่ไม่คลอนแคลนเมื่อเผชิญกิเลส ไม่ใช่พลังทางกาย
- หน้า ๕๔๓–๕๕๐ ยุคนัทธวรรค: พลกถา (ตอนที่ 2) - สมถะ วิปัสสนา และทศพลของพระตถาคต ต่อด้วยสมถพละ (ความไม่หวั่นไหวด้วยอำนาจฌานสมาบัติทั้งรูปฌานและอรูปฌาน) และวิปัสสนาพละ (ความไม่หวั่นไหวด้วยการพิจารณาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ฯลฯ) จากนั้นแสดงพละของพระเสขะและอเสขะ พละ ๑๐ ของพระขีณาสพ (เช่น เห็นสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เห็นกามเหมือนหลุมถ่านเพลิง จิตน้อมไปในวิเวก) พละแห่งฤทธิ์ ๑๐ ประการ และท้ายสุดคือทศพลญาณของพระตถาคต ๑๐ ประการอันเป็นฐานให้ทรงปฏิญาณฐานะผู้องอาจ บันลือสีหนาท และหมุนพรหมจักรได้ ปิดท้ายด้วยบทสรุปอธิบายความหมายของพละทุกคำโดยย่อ แล้วจบด้วยคำลงท้าย "พลกถา ฯ"
- หน้า ๕๕๐ ยุคนัทธวรรค: สุญญกถา (เริ่มต้น) เริ่มต้นบทใหม่ด้วยฉากพระอานนท์เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่เชตวัน แล้วทูลถามความหมายของคำกล่าวที่ว่า "โลกว่างเปล่า โลกว่างเปล่า" เนื้อหาเพิ่งเริ่มต้นและถูกตัดจบที่ท้ายหน้า ๕๕๐ ยังไม่จบใจความ ต้องดูเนื้อหาต่อในหน้าถัดไป
- หน้า ๕๕๑–๕๕๓ ท้ายพระสูตรว่าด้วยโลกว่างเปล่า และมาติกาสุญญกถา (๒๕ ประเภทแห่งความว่าง) ตอนต้นหน้า ๕๕๑ เป็นบทสนทนาที่ดำเนินอยู่ก่อนแล้วระหว่างพระอานนท์กับพระพุทธเจ้า อธิบายว่าโลกชื่อว่าว่างเพราะตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และอารมณ์ วิญญาณ ผัสสะ เวทนาที่เกิดจากอายตนะเหล่านั้น ล้วนว่างจากตัวตนและของตัวตน จากนั้นเริ่มสุญญกถาอย่างเป็นระบบด้วยการไล่รายชื่อความว่าง ๒๕ ประเภท แล้วอธิบาย 'สุญฺญสุญฺญ' (ความว่างแห่งอายตนะทั้งหกจากตัวตน ของเที่ยง ของยั่งยืน) และ 'สังขารสุญฺญ' คือสังขาร ๓ ชุด (บุญ-บาป-อเนญชาภิสังขาร, กายสังขาร-วจีสังขาร-จิตสังขาร, สังขารอดีต-อนาคต-ปัจจุบัน) ที่ต่างว่างจากกันและกันใ
- หน้า ๕๕๓–๕๕๔ วิปริณามสุญญ อัคคสุญญ ลักขณสุญญ อธิบายความว่างที่เกิดจากความแปรผัน คือสภาวธรรมที่เกิดขึ้นว่างโดยสภาวะของมันเอง และเมื่อดับไปก็ว่างเพราะแปรผันไปแล้ว ใช้กับรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จนถึงภพ จากนั้นชี้ว่านิพพานเป็นความว่างอันสูงสุด (อัคคสุญญ) เพราะเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง สละคืนอุปธิทั้งปวง สิ้นตัณหา สุดท้ายอธิบายลักขณสุญญ คือลักษณะของคนพาลกับบัณฑิตว่างจากกันและกัน และลักษณะความเกิด-ดับ-ตั้งอยู่พร้อมแปรไปของสังขารแต่ละอย่างก็ว่างจากกันและกันเช่นกัน
- หน้า ๕๕๔–๕๕๖ ความว่างในกระบวนการละกิเลสห้าขั้น (วิกขัมภนะ ตทังคะ สมุจเฉท ปฏิปัสสัทธิ นิสสรณะ) หมวดนี้แสดงความว่างที่เกิดจากการละกิเลสในห้าลักษณะ คือ ข่มไว้ด้วยฌาน (วิกขัมภนสุญญ) ละด้วยองค์แทนชั่วคราว (ตทังคสุญญ) ตัดขาดด้วยมรรค (สมุจเฉทสุญญ) สงบระงับ (ปฏิปัสสัทธิสุญญ) และหลุดพ้นออกไป (นิสสรณสุญญ) โดยไล่ใช้กับนิวรณ์และกิเลสทุกชนิดตั้งแต่กามฉันทะไปจนถึงกิเลสทั้งปวงที่ถูกละด้วยอรหัตตมรรค แต่ละขั้นตอนการละถือเป็นความว่างเพราะกิเลสนั้นถูกขจัดออกไปแล้วในลักษณะที่ต่างกัน สะท้อนขั้นตอนการปฏิบัติธรรมตั้งแต่ระดับข่มจิตไปจนถึงระดับหลุดพ้นเด็ดขาด
- หน้า ๕๕๖–๕๕๙ ความว่างของอายตนะภายใน ภายนอก ทั้งสอง และโดยหมวดหมู่ (อัชฌัตตะ พหิทธา ทุภโต สภาค วิสภาค) อธิบายว่าความไม่มีตัวตนใช้ได้ทั้งเมื่อพิจารณาอายตนะภายใน (ตา หู จมูก ฯลฯ) ภายนอก (รูป เสียง กลิ่น ฯลฯ) และทั้งสองอย่างร่วมกัน อีกทั้งยังจำแนกว่าอายตนะภายในหกและภายนอกหก รวมถึงหมวดวิญญาณ ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนาทั้งหกอย่าง ล้วนว่างทั้งในแง่ที่เป็นพวกเดียวกัน (สภาคสุญญ) และในแง่ที่ต่างพวกกัน (วิสภาคสุญญ) แสดงว่าความว่างจากตัวตนแทรกซึมอยู่ในทุกมิติของการจัดหมวดหมู่ประสาทสัมผัส
- หน้า ๕๕๙–๕๖๑ ความว่างในกระบวนการแสวงหา ยึดถือ บรรลุ แทงตลอด และมุ่งมั่นต่อธรรมฝ่ายตรงข้ามกิเลส หมวดนี้แสดงว่าทุกขั้นตอนของการปฏิบัติเพื่อเอาชนะกิเลส—การแสวงหาธรรมตรงข้าม (เอสนาสุญญ) การยึดถือ (ปริคคหสุญญ) การได้มา (ปฏิลาภสุญญ) การแทงตลอด (ปฏิเวธสุญญ) ความอดทน (ขันติสุญญ) ความตั้งมั่น (อธิฏฐานสุญญ) และการหยั่งลงอย่างลึกซึ้ง (ปริโยคาหนสุญญ)—ล้วนว่างจากกิเลสที่เป็นคู่ตรงข้ามนั้นๆ โดยไล่ตั้งแต่กามฉันทะจนถึงกิเลสทั้งปวงที่ถูกละด้วยอรหัตตมรรค นอกจากนี้ยังมีเอกัตตสุญญ-นานัตตสุญญ ที่แสดงว่ากิเลสคือความหลากหลายส่วนธรรมฝ่ายตรงข้ามคือความเป็นหนึ่งเดียวเมื่อจิตน้อมไปทางนั้น
- หน้า ๕๖๑–๕๖๒ ความว่างอันสูงสุดของผู้รู้ตัวทั่วพร้อม และจบสุญญกถา-ยุคนัทธวรรค จุดสุดยอดของสุญญกถาคือความว่างที่เรียกว่า 'สัมปชานัสสะ ปวัตตปริยาทานัง' ผู้รู้ตัวทั่วพร้อมทำให้ความสืบเนื่องของกิเลสแต่ละอย่างหมดสิ้นไปด้วยธรรมฝ่ายตรงข้ามจนถึงอรหัตตมรรค และในขณะปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ความสืบเนื่องของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ดับสิ้นไม่เกิดขึ้นอีก นี่คือความว่างอันสูงสุดเหนือความว่างทั้งปวง จบสุญญกถาและจบยุคนัทธวรรคที่สอง พร้อมคาถาอุทานสรุปกถาสิบเรื่องของวรรคนี้
- หน้า ๕๖๒–๕๖๘ เริ่มปัญญาวรรค: มหาปัญญากถา—อนุปัสสนาเจ็ดประการหล่อเลี้ยงปัญญาแต่ละชนิด เข้าสู่วรรคที่สามและวรรคสุดท้ายของคัมภีร์ด้วยมหาปัญญากถา ซึ่งแสดงว่าการเจริญอนุปัสสนาเจ็ดอย่าง (เห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เบื่อหน่าย คลายกำหนัด ดับ สละคืน) แต่ละอย่างบ่มเพาะปัญญาที่มีชื่อเฉพาะต่างกัน เมื่อรวมทั้งเจ็ดทำให้เกิดความเฉลียวฉลาด เมื่อรวมแปดทำให้เกิดปัญญากว้างขวาง เมื่อรวมเก้าทำให้เกิดปัญญาแช่มชื่นซึ่งเป็นฐานของปฏิภาณปฏิสัมภิทาและปฏิสัมภิทาทั้งสี่ จากนั้นไล่วิธีวิเคราะห์แบบเดียวกันนี้ซ้ำกับรูปโดยเฉพาะ แล้วขยายไปยังขันธ์ อายตนะ และองค์ปฏิจจสมุปบาททุกข้อจนถึงชรามรณะ ทั้งยังแ
- หน้า ๕๖๘ เหตุแห่งการบรรลุอริยผลสี่ และรายชื่อปัญญาสิบหกประการ เปลี่ยนหัวข้อสั้นๆ มาแสดงธรรมสี่ประการที่นำไปสู่การทำให้แจ้งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตตผล คือ การคบสัตบุรุษ การฟังพระสัทธรรม การทำไว้ในใจโดยแยบคาย และการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม จากนั้นเริ่มไล่รายชื่อคุณสมบัติปัญญาสิบหกประการที่ธรรมสี่ประการเดียวกันนี้นำไปสู่ เช่น การได้ปัญญา ความเจริญของปัญญา ความไพบูลย์ ความยิ่งใหญ่ ความกว้างขวาง ความลึกซึ้ง เป็นต้น
- หน้า ๕๖๘–๕๗๐ นิยาม: ปัญญาปฏิลาภ ปัญญาพุฒฒิ ปัญญาเวปุลละ อธิบายปัญญาสามชนิดแรกในสิบหกชนิด คือการได้ปัญญา (เทียบกับญาณในมรรค ผล ปฏิสัมภิทา และอภิญญาทั้งหลาย) ความเจริญงอกงามของปัญญาในพระเสขะเจ็ดจำพวกและปุถุชนผู้มีกัลยาณธรรม และความไพบูลย์ของปัญญาในบุคคลเหล่านั้นตลอดจนพระอรหันต์ แสดงว่าปัญญาไม่ใช่สิ่งคงที่แต่มีพัฒนาการเป็นลำดับขั้นตามภูมิธรรมของผู้ปฏิบัติ
- หน้า ๕๗๐–๕๗๔ นิยาม: มหาปัญญา ปุถุปัญญา วิปุลปัญญา คัมภีรปัญญา มหาปัญญาคือปัญญาที่กำหนดรู้สิ่งที่ยิ่งใหญ่ (อรรถ ธรรม นิรุตติ ปฏิภาณ ขันธ์แห่งศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ อริยสัจ โพธิปักขิยธรรม จนถึงนิพพาน) ปุถุปัญญาคือญาณที่แล่นไปในความหลากหลายต่างๆ ของขันธ์ ธาตุ อายตนะ ปฏิจจสมุปบาท เหนือกว่าสามัญของปุถุชน วิปุลปัญญาคล้ายมหาปัญญาแต่เน้นความไพบูลย์กว้างขวาง ส่วนคัมภีรปัญญาคือญาณที่หยั่งลึกในขันธ์ ธาตุ อายตนะ และธรรมทั้งปวงจนถึงนิพพานอันลึกซึ้งที่สุด
- หน้า ๕๗๔–๕๗๙ อัสสามันตปัญญา—ปัญญาที่ไม่มีใครเทียบได้ จนถึงพุทธปัญญาอันสูงสุด อธิบายปัญญาที่ไม่มีผู้ใดเทียบได้ (อัสสามันตปัญญา) โดยไล่ลำดับชั้นตั้งแต่ปุถุชนผู้มีกัลยาณธรรม พระโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ ไปจนถึงพระปัจเจกพุทธเจ้า ซึ่งแต่ละระดับสูงกว่าระดับก่อนหน้าอย่างไม่มีที่เปรียบ และในที่สุดพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้เลิศเหนือปัจเจกพุทธเจ้าและโลกทั้งปวงพร้อมเทวดา เป็นบทสรรเสริญพุทธปัญญาอันยืดยาว—ทุกสรรพสิ่งในสามกาลตกอยู่ในข่ายพระญาณของพระพุทธเจ้า และมีอุปมาอันโด่งดังว่าสัตว์น้ำในมหาสมุทรและนกในอากาศเคลื่อนไหวอยู่ในขอบเขตของมหาสมุทรและอากาศฉันใด แม้บัณฑิ
- หน้า ๕๗๙–๕๘๖ นิยามปัญญาที่เหลือ: ภูริปัญญา สีฆปัญญา ลหุปัญญา หาสปัญญา ชวนปัญญา ติกขปัญญา นิพเพธิกปัญญา อธิบายปัญญาชนิดที่เหลือให้ครบสิบหก คือภูริปัญญา (ปัญญาที่ครอบงำกำจัดราคะ โทสะ โมหะและกิเลสทั้งปวงได้ ดุจแผ่นดินอันกว้างใหญ่) ปัญญาพาหุลละ (ความเป็นผู้หนักในปัญญาดุจภิกษุผู้หนักในจีวรหรือบิณฑบาต) สีฆปัญญาและลหุปัญญา (ปัญญาที่ทำให้บำเพ็ญศีล สมาธิ และมรรคผลได้อย่างรวดเร็วและเบาสบาย) หาสปัญญา (ปัญญาที่มาพร้อมความแช่มชื่นเบิกบานในทุกขั้นตอนการปฏิบัติ) ชวนปัญญา (ปัญญาที่แล่นไปเห็นความไม่เที่ยง ทุกข์ อนัตตาของสรรพสิ่งอย่างรวดเร็วจนถึงนิพพาน) ติกขปัญญา (ปัญญาคมกล้าที่ตัดกิเลสได้ทันทีที่เกิดขึ้น) และนิพเ
- หน้า ๕๘๖–๕๘๘ การจัดลำดับผู้บรรลุปฏิสัมภิทา และจบมหาปัญญากถา ผู้ประกอบด้วยปัญญาสิบหกประการชื่อว่าผู้บรรลุปฏิสัมภิทา จากนั้นเปรียบเทียบบุคคลสองคนที่บรรลุปฏิสัมภิทาเหมือนกัน แต่มีคุณสมบัติเสริมต่างกัน เช่น เคยบำเพ็ญบุรพโยคมาก่อนหรือไม่ เป็นพหูสูตหรือไม่ ชำนาญในการแสดงธรรมหรือไม่ พึ่งพาครูหรือไม่ อยู่จำพรรษามากหรือไม่ พิจารณาทบทวนมากหรือไม่ เป็นเสขะหรืออเสขะ เป็นสาวกบารมีหรือปัจเจกพุทธเจ้า—ผู้มีคุณสมบัติเสริมนั้นย่อมมีญาณแตกฉานกว่าเสมอ และท้ายที่สุดพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้เลิศเหนือปัจเจกพุทธเจ้าและโลกทั้งปวง จบมหาปัญญากถา
- หน้า ๕๘๙–๕๙๑ เริ่มอิทธิกถา: มาติกาแห่งฤทธิ์สิบ ภูมิสี่ บาทสี่ บทแปด มูลสิบหก ขึ้นกถาใหม่ว่าด้วยฤทธิ์ (อิทธิ) ในความหมายว่าความสำเร็จ นิยามฤทธิ์สิบชนิด ภูมิสี่ของฤทธิ์คือฌานทั้งสี่ บาทสี่คืออิทธิบาท (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วีมังสา) บทแปดที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างแต่ละอิทธิบาทกับสมาธิ และมูลสิบหกที่บรรยายลักษณะจิตที่ไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคต่างๆ อันเป็นรากฐานให้ฤทธิ์สำเร็จ
- หน้า ๕๙๑–๕๙๖ อธิษฐานาอิทธิ—ฤทธิ์ทางการอธิษฐานจิตแบบอภิญญาคลาสสิก อธิบายฤทธิ์ประเภทแรกอย่างละเอียดพร้อมคำอธิบายแบบอรรถกถา ได้แก่ การนิรมิตกายเดียวเป็นหลายกายและกลับเป็นกายเดียว การปรากฏและหายตัว การเดินทะลุกำแพงภูเขาโดยไม่ติดขัด การดำผุดดำว่ายในแผ่นดินดุจในน้ำ การเดินบนน้ำดุจแผ่นดิน การเหาะเหินเดินอากาศดุจนก การใช้ฝ่ามือลูบต้องดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ และการใช้อำนาจทางกายไปจนถึงพรหมโลก แต่ละข้อมีคำอธิบายว่าเกิดจากการอาศัยกสิณสมาบัติชนิดต่างๆ แล้วอธิษฐานด้วยญาณ
- หน้า ๕๙๖–๕๙๘ วิกุพพนาอิทธิ มโนมยาอิทธิ ญาณวิปผาราอิทธิ วิกุพพนาอิทธิ (ฤทธิ์แปลงกาย) ยกตัวอย่างพระอภิภูสาวกของพระสิขีพุทธเจ้าผู้แสดงธรรมได้ทั่วพันโลกธาตุและแปลงกายเป็นรูปต่างๆ ได้ มโนมยาอิทธิ (ฤทธิ์นิรมิตกายด้วยใจ) คือการสร้างกายใหม่จากกายเดิมโดยสมบูรณ์ทุกอวัยวะ เปรียบดังชักไส้อ้อออกจากต้นอ้อหรือชักดาบออกจากฝัก ส่วนญาณวิปผาราอิทธิ (ฤทธิ์ที่เกิดจากพลังอนุปัสสนาญาณ) คือการละสัญญาผิดด้วยอนุปัสสนาแต่ละอย่างทั้งเจ็ด ยกตัวอย่างพระพักกุละ พระสังกิจจะ และพระภูตปาละ
- หน้า ๕๙๘–๖๐๐ สมาธิวิปผาราอิทธิ และอริยาอิทธิ สมาธิวิปผาราอิทธิ (ฤทธิ์ที่เกิดจากพลังสมาธิ) คือการละองค์ธรรมที่เป็นข้าศึกของแต่ละฌานและอรูปสมาบัติ ยกตัวอย่างพระสารีบุตร พระสัญชีวะ พระขาณุโกณฑัญญะ และอุบาสิกาอุตตราและสามาวดี ส่วนอริยาอิทธิ (ฤทธิ์อันประเสริฐ) คือความสามารถของพระอริยะที่จะกำหนดรับรู้อารมณ์ที่ปฏิกูลว่าไม่ปฏิกูลหรือกลับกัน หรือวางเฉยต่อทั้งสองอย่างได้ตามใจปรารถนา ผ่านการแผ่เมตตา พิจารณาธาตุ พิจารณาอสุภะ หรือความไม่เที่ยง
- หน้า ๖๐๐–๖๐๑ กัมมวิปากชาอิทธิ ปุญญวโตอิทธิ วิชชามยาอิทธิ และฤทธิ์แห่งความเพียรถูกต้อง—จบอิทธิกถา อธิบายฤทธิ์ที่เหลือ: ฤทธิ์ที่เกิดจากผลกรรม (นก เทวดา และมนุษย์บางจำพวก) ฤทธิ์ของผู้มีบุญมาก (พระเจ้าจักรพรรดิและเศรษฐีมหาเศรษฐีเช่นโชติกะ ชฏิละ เมณฑกะ โฆสิตะ ที่เหาะเหินได้) ฤทธิ์จากวิทยาคม (ผู้ทรงวิชาเหาะเหินและแสดงภาพลวงตาต่างๆ) และฤทธิ์ที่สิบคือความสำเร็จที่เกิดจากความเพียรพยายามถูกต้องตามกรณี ได้แก่การละกิเลสแต่ละอย่างด้วยธรรมฝ่ายตรงข้ามจนถึงอรหัตตมรรค อันเป็นหลักการรวบยอดของฤทธิ์ทั้งสิบ จบอิทธิกถา
- หน้า ๖๐๑–๖๐๔ อภิสมยกถา: การตรัสรู้เกิดจากจิตและญาณร่วมกันในขณะโลกุตตรมรรค ขึ้นกถาใหม่ตั้งคำถามว่าการตรัสรู้ (อภิสมัย) เกิดขึ้นด้วยอะไร แล้วปฏิเสธทีละข้อว่าไม่ใช่จิตล้วนๆ (มิฉะนั้นผู้ไม่มีญาณก็ตรัสรู้ได้) ไม่ใช่ญาณล้วนๆ (มิฉะนั้นผู้ไม่มีจิตก็ตรัสรู้ได้) และไม่ใช่จิตประเภทกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร หรือจิตอดีต-อนาคต-ปัจจุบันทั่วไป แต่เป็นจิตและญาณที่เกิดร่วมกันเฉพาะในขณะโลกุตตรมรรคเท่านั้น อธิบายว่าในขณะนั้นจิตที่มีอุปปาทะเป็นใหญ่เป็นเหตุปัจจัยแก่ญาณ และญาณที่มีทัสสนะเป็นใหญ่เป็นเหตุปัจจัยแก่จิต ทั้งสองมีนิโรธเป็นอารมณ์ร่วมกัน จากนั้นแสดงว่าการตรัสรู้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่นี้
- หน้า ๖๐๔–๖๐๕ การตรัสรู้ซ้ำในแปดขณะโลกุตตระ และวิเคราะห์การละกิเลสในสามกาล (ยังไม่จบ) ยืนยันว่าการตรัสรู้แบบเดียวกันนี้เกิดขึ้นซ้ำอย่างครบถ้วนในทั้งแปดขณะแห่งโลกุตตรธรรม คือมรรคและผลของโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี และอรหัตต์ จากนั้นเริ่มการวิเคราะห์เชิงตรรกะว่าผู้บรรลุมรรคผล 'ละกิเลสในอดีต ในอนาคต ในปัจจุบัน' นั้นเป็นไปได้จริงหรือไม่ โดยชี้ว่าหากละกิเลสที่เป็นอดีตจริงก็เท่ากับทำสิ่งที่ดับไปแล้วให้ดับอีก ซึ่งไม่สมเหตุสมผล ส่วนกรณีกิเลสในอนาคตและปัจจุบันเริ่มถูกวิเคราะห์ในทำนองเดียวกันแต่เนื้อหาถูกตัดขาดกลางคันเมื่อจบหน้า ๖๐๕ ซึ่งเป็นหน้าสุดท้ายของช่วงนี้ อภิสมยกถายังไม่จบในช่วงข้อความ
- หน้า ๖๐๖–๖๐๗ อภิสมยกถา (ตอนจบ) — การละกิเลสไม่ใช่ที่อดีต อนาคต หรือปัจจุบัน ส่วนปิดท้ายอภิสมยกถาอธิบายว่าการเจริญมรรค การทำผลให้แจ้ง และการละกิเลสนั้น ไม่ได้เกิดจากการละกิเลสที่เป็นอดีต อนาคต หรือปัจจุบันโดยตรง (เพราะกิเลสเหล่านั้นดับไปแล้ว ยังไม่เกิด หรือกำลังเกิดอยู่จับต้องไม่ได้) แต่เกิดจากการเห็นโทษของ 'ความเกิดขึ้น' (อุปปาทะ) อันเป็นเหตุปัจจัยให้กิเลสเกิด แล้วน้อมจิตไปสู่ความไม่เกิดขึ้น เปรียบเหมือนตัดต้นไม้อ่อนที่โคนต้น ผลที่ยังไม่เกิดก็ไม่มีทางเกิดขึ้นได้อีก ด้วยเหตุดับ ผลคือทุกข์จึงดับ ข้อความนี้ปิดท้ายด้วยคำว่า 'อภิสมยกถา นิฏฺฐิตา' อันเป็นการจบกถาที่ 9 ของปัญญา
- หน้า ๖๐๗–๖๑๕ ปัญญาวรรค: วิเวกกถา — ศีลเป็นฐานให้เกิดวิเวกทั้งห้าในองค์มรรคแต่ละองค์ เริ่มด้วยพุทธพจน์เปรียบศีลเหมือนแผ่นดินที่รองรับการงานทั้งปวง ภิกษุผู้อาศัยศีลตั้งมั่นในศีลย่อมเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ จนถึงความเจริญไพบูลย์ในธรรมได้ ต่อมาอธิบายว่าองค์มรรคแต่ละองค์ (เริ่มจากสัมมาทิฏฐิ) มีวิเวก วิราคะ นิโรธ และโวสสัคคะอย่างละ ๕ ระดับ คือ ระดับข่มไว้ด้วยฌาน ระดับองค์ธรรมที่ตรงข้ามกันเอง ระดับตัดขาดด้วยมรรค ระดับสงบระงับในขณะผล และระดับสลัดออกคือนิพพาน รวมเป็นที่พึ่ง ๑๒ ประการต่อองค์มรรคหนึ่งๆ แล้วขยายหลักการเดียวกันนี้ไปใช้กับอินทรีย์ ๕ (สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) ด้วย จบกถาด้วย
- หน้า ๖๑๕–๖๑๖ ปัญญาวรรค: จริยากถา — การประพฤติปฏิบัติ ๓ ชุดของผู้ปฏิบัติธรรม แสดงจริยา (ความประพฤติ) สามชุด ชุดแรก ๘ อย่างตามฐานที่ประพฤติ ได้แก่ อิริยาบถ อายตนะ สติปัฏฐาน ฌาน อริยสัจ อริยมรรค สามัญผล และประโยชน์แก่โลก (ของพระตถาคต พระปัจเจกพุทธะ และพระสาวก) ชุดที่สอง ๘ อย่างตามคุณธรรมที่ขับเคลื่อนการประพฤติ เช่น ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา วิญญาณ และความมุ่งสู่คุณวิเศษ ชุดที่สาม ๘ อย่างผูกกับองค์มรรคแต่ละองค์ (เช่น การเห็นคู่กับสัมมาทิฏฐิ การตั้งขึ้นคู่กับสัมมาสังกัปปะ) จบด้วย 'จริยากถา นิฏฺฐิตา'
- หน้า ๖๑๖–๖๒๐ ปัญญาวรรค: ปาฏิหาริยกถา — ปาฏิหาริย์ทั้งภายนอกและความหมายเชิงธรรม แสดงปาฏิหาริย์ ๓ อย่างตามพุทธพจน์ คือ ฤทธิ์ปาฏิหาริย์ (แสดงฤทธิ์ต่างๆ) อาเทสนาปาฏิหาริย์ (ทายใจผู้อื่นได้ด้วยนิมิต ด้วยการฟังเสียง หรือด้วยการหยั่งรู้จิตในสมาธิโดยไม่ต้องอาศัยนิมิตหรือเสียงเลย) และอนุสาสนีปาฏิหาริย์ (การสอนที่นำผลจริง) จากนั้นตีความใหม่ในเชิงธรรมว่า ธรรมฝ่ายกุศลแต่ละอย่าง เช่น เนกขัมมะ อัพยาบาท อาโลกสัญญา อวิกเขปะ จนถึงอรหัตตมรรค ล้วนเป็น 'อิทธิ' เพราะสำเร็จผล เป็น 'ปาฏิหาริย์' เพราะขจัดกิเลสฝ่ายตรงข้ามได้ และควรเสพ เจริญ ทำให้มากตามแนวอนุสาสนีปาฏิหาริย์ จบด้วย 'ปาฏิหาริยกถา นิฏ
- หน้า ๖๒๐–๖๒๒ ปัญญาวรรค: สมสีสกถา — ปัญญาที่รู้ความดับพร้อมกันแห่งธรรมทั้งปวง อธิบายปัญญาที่หยั่งรู้ 'สมสีสะ' คือการตัดขาดโดยชอบและความดับโดยไม่กลับตั้งขึ้นอีกแห่งธรรมทั้งปวง (ขันธ์ อายตนะ ธาตุ กุศล อกุศล ฯลฯ) โดยแสดงว่าธรรมฝ่ายตรงข้ามของกิเลสแต่ละคู่ (เนกขัมมะ-กามฉันทะ, อัพยาบาท-พยาบาท ฯลฯ) ตัดขาด ดับ และไม่กลับปรากฏอีกได้อย่างไร คำว่า 'สม' หมายถึงความเสมอกันที่เกิดจากการละกิเลสได้ ส่วนคำว่า 'สีส' หมายถึงจุดยอด ๑๓ ประการ (เช่น ตัณหาเป็นหัวของความผูกพัน มานะเป็นหัวของเครื่องร้อยรัด ทิฏฐิเป็นหัวของความยึดถือ จนถึงชีวิตินทรีย์เป็นหัวของความเป็นไป และนิโรธเป็นหัวของสังขาร) อ
- หน้า ๖๒๒–๖๒๗ ปัญญาวรรค: สติปัฏฐานกถา — วิธีพิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม ด้วยอาการ ๗ แสดงสติปัฏฐาน ๔ (กาย เวทนา จิต ธรรม) โดยอธิบายวิธีพิจารณาแต่ละอย่างด้วยอาการ ๗ อย่างเดียวกัน คือ เห็นเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา หน่าย คลายกำหนัด ดับ และสลัดคืน อันเป็นเหตุละความสำคัญผิดว่าเที่ยง เป็นสุข เป็นตัวตน กายถูกแยกย่อยเป็นธาตุและส่วนต่างๆ ของร่างกาย (ผม ขน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ฯลฯ) เวทนาจำแนกตามทวารและคุณภาพ จิตจำแนกตามสภาพมีราคะหรือปราศจากราคะเป็นต้น ธรรมหมายถึงสภาวธรรมที่เหลือนอกจากกาย เวทนา จิต และอธิบายความหมายของคำว่า 'ภาวนา' ว่ามี ๔ นัย จบด้วย 'สติปฏฺฐานกถา นิฏฺฐิตา'
- หน้า ๖๒๗–๖๓๗ ปัญญาวรรค: วิปัสสนากถา — ๔๐ อาการเห็นสังขารที่นำไปสู่อนุโลมิกขันติและอริยผล แสดงว่าภิกษุที่ไม่เห็นสังขารทั้งปวงเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ย่อมไม่อาจได้อนุโลมิกขันติ (ความอดทนที่คล้อยตามสัจจะ) และไม่อาจหยั่งลงสู่สัมมัตตนิยามอันนำไปสู่มรรคผลได้ ส่วนผู้ที่เห็นถูกต้องย่อมได้ ส่วนพระนิพพานนั้นต้องเห็นว่าเป็นสุขจึงจะได้อนุโลมิกขันติ (เห็นเป็นทุกข์กลับไม่ได้) จากนั้นแจกแจงอาการ ๔๐ อย่างที่ทำให้เห็นขันธ์ ๕ ในแง่ลบ (เช่น เป็นโรค เป็นฝี เป็นลูกศร เป็นภัย เป็นของว่างเปล่า ไม่ใช่ตัวตน ฯลฯ) เทียบกับนิพพานอันเป็นด้านตรงข้ามของแต่ละอาการ (เช่น พ้นโรค พ้นภัย) แ
- หน้า ๖๓๗–๖๔๒ ปัญญาวรรค: มาติกากถา — ทวนคำศัพท์เปิดเรื่องทั้งหมด และปิดท้ายคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค มาติกากถาเป็นกถาสุดท้ายของคัมภีร์ ย้อนกลับไปอธิบายชุดคำศัพท์ที่ตั้งไว้เป็นแม่บทตั้งแต่ต้นเรื่อง เช่น นิจฉาตะ (ผู้หายหิวกิเลส) วิโมกข์ วิชชาวิมุตติ อธิสีล อธิจิต อธิปัญญา ปัสสัทธิ ญาณ ทัสสนะ วิสุทธิ เนกขัมมะ นิสสรณะ ปวิเวก โวสสัคคะ จริยา ฌานวิโมกข์ และภาวนาธิฏฐานชีวิต โดยอธิบายแต่ละคำด้วยสูตรเดียวกันคือความหลุดพ้นจากกิเลสแต่ละคู่ (เริ่มจากกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ ไปจนถึงกิเลสทั้งปวงด้วยอรหัตตมรรค) การทวนคำศัพท์นี้เชื่อมโยงกลับไปยังแม่บทเปิดเรื่องของคัมภีร์ทั้งเล่ม ปิดท้ายด้วยคำว่า 'มาติกกถา นิฏฺฐิตา
- หน้า ๖๔๒ อุทานสรุปท้ายคัมภีร์ — รายชื่อกถาทั้ง ๓๐ กถาและคาถาสรรเสริญ หลังคำประกาศจบคัมภีร์ มีอุทานคาถาสรุปรายชื่อกถาทั้ง ๓๐ กถาในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค แบ่งตามวรรคทั้ง ๓ คือ มหาวรรค ยุคนัทธวรรค และปัญญาวรรค (วรรคละ ๑๐ กถา) เป็นเพียงดัชนีสรุปชื่อกถา ไม่ใช่เนื้อหาใหม่ ตามด้วยคาถาสรรเสริญคัมภีร์นี้ว่ามีนัยลึกซึ้งไม่มีที่สุด เปรียบดั่งมหาสมุทร ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว และห้วงน้ำใหญ่ เป็นประโยชน์แก่นักธรรมกถึกและโยคาวจรทั้งหลาย ปิดท้ายด้วยคำว่า 'อิติ ปฏิสมฺภิทา นิฏฺฐิตา ฯ' ซึ่งยืนยันจุดจบที่แท้จริงของคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคทั้งเล่ม (เล่ม ๓๑)
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐
หน้า ๔๐๑–๔๕๐
หน้า ๔๕๑–๕๐๐
หน้า ๕๐๑–๕๕๐
หน้า ๕๕๑–๖๐๐