ธัมมสังคณี

บาลีสยามรัฐ · พระอภิธรรมปิฎก · เล่มที่ ๓๔ · ๓๘๑ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๐๐ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๒ มาติกา หมวดติกะ 22 หมวด (Tika-mātikā) บทเปิดคัมภีร์เป็นเพียง "กรอบคำถาม" ที่เนื้อหาทั้งเล่มจะนำไปใช้ซ้ำๆ ไม่ใช่คำอธิบายเนื้อหาเอง ประกอบด้วยชุดคำถามแบบสามฐาน (ติกะ) 22 หมวดที่ตั้งกรอบแบ่งธรรมทุกอย่างออกเป็น 3 กลุ่มเสมอ เช่น กุสลติกะ (ธรรมเป็นกุศล อกุศล หรืออัพยากตะ) เวทนาติกะ (สัมปยุตด้วยสุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์) หรือทัสสนติกะ (ละได้ด้วยการเห็นสัจจะ ด้วยภาวนา หรือไม่ต้องละ) กรอบเหล่านี้คือแกนที่อภิธรรมปิฎกทั้งระบบจะใช้จำแนกจิตและเจตสิกทุกดวงต่อไป จบด้วยป้าย "พาวีสติติกมาติกา".
  2. หน้า ๒–๗ มาติกา หมวดทุกะฝ่ายอภิธรรม (Abhidhamma-duka mātikā) ชุดคำถามแบบสองฐาน (ทุกะ) จัดเป็น "โคจฉกะ" (พวง) ตามหมวดกิเลสหรือสภาวธรรม เช่น เหตุโคจฉกะ อาสวโคจฉกะ สัญโญชนโคจฉกะ นิวรณโคจฉกะ แต่ละพวงซ้ำรูปแบบเดียวกันคือถามว่าธรรมนั้นเป็น "ตัวกิเลส" เอง (เช่น ตัวสัญโญชน์) หรือเป็นเพียงธรรมที่ถูกกิเลสนั้นเกาะเกี่ยวได้ (สัญโญชนิยะ) หรือสัมปยุตด้วยกิเลสนั้น จุดประสงค์คือแยกแยะอย่างละเอียดระหว่าง "ตัวเครื่องร้อยรัด" กับ "สิ่งที่ถูกร้อยรัด" ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญทางจริยศาสตร์ ปิดท้ายด้วยปิฏฐิทุกะและป้าย "อภิธมฺมมาติกา".
  3. หน้า ๗–๘ มาติกา หมวดทุกะฝ่ายพระสูตร และมาติกาจบ (Suttanta-duka mātikā) ส่วนปิดท้ายมาติกาเปลี่ยนโทนจากศัพท์เทคนิคอภิธรรมไปเป็นคู่ธรรมคุ้นเคยจากพระสูตร เช่น หิริ-โอตตัปปะ (ละอายและเกรงกลัวบาป) โทวจัสสตา-โสวจัสสตา (ว่ายาก-ว่าง่าย) หรือสติ-สัมปชัญญะ เน้นธรรมที่บรรยายพฤติกรรมและคุณธรรมในชีวิตจริงมากกว่าโครงสร้างจิตเชิงนามธรรม ปิดท้ายด้วยคำประกาศ "มาติกา นิฏฺฐิตา" ซึ่งเป็นสัญญาณว่าคลังคำถามทั้งหมดพร้อมแล้ว จากนี้คัมภีร์จะนำแต่ละคู่ไปจำแนกจิตจริงทีละดวง.
  4. หน้า ๙–๒๑ จิตดวงที่ 1: ปทภาชนียะ - นิยามเจตสิกในกามาวจรกุศลจิตดวงแรก เข้าสู่จิตตุปปาทกัณฑ์ด้วยตัวอย่างขณะจิตแรกสุด คือกามาวจรกุศลจิตที่ประกอบด้วยโสมนัส (ความอิ่มใจ) และสัมปยุตด้วยญาณ (ปัญญา) ซึ่งเกิดขึ้นเช่นเมื่อบุคคลทำกุศลอย่างให้ทานโดยเข้าใจเหตุผล ไม่ใช่ทำไปเฉยๆ ส่วนนี้ไล่นิยามเจตสิกแต่ละตัวที่ประกอบร่วมในขณะจิตนั้นทีละตัว เช่น "ผัสสะ" (การกระทบอารมณ์) หรือ "ศรัทธา" (ความเชื่อมั่นไม่หวั่นไหว) ประเด็นสำคัญคือแสดงว่าความคิดกุศลเพียงขณะเดียวไม่ใช่เหตุการณ์เดี่ยว แต่เป็นกลุ่มก้อนคุณสมบัติทางจิตจำนวนมากที่เกิดร่วมกันพร้อมกันเสมอ ตั้งแต่สติ ปัญญา ศรัทธา ไปจนถึงความสง
  5. หน้า ๒๑–๓๓ จิตดวงที่ 1: โกฏฐาสวาร - นับขันธ์ อายตนะ ธาตุ และแจงทีละหนึ่งของจิตดวงเดียวกัน เปลี่ยนวิธีมองข้อมูลชุดเดิมโดยจัดกลุ่มเจตสิกทั้งหมดเข้าเป็นขันธ์ 4 อายตนะ 2 ธาตุ 2 อาหาร 3 อินทรีย์ 8 ฌานังคะ 5 มรรคังคะ 5 พละ 7 เหตุ 3 เป็นต้น แล้วยังไล่ย้ำแต่ละองค์ประกอบว่ามีเพียง "หนึ่ง" ในขณะจิตนั้น (เอกผัสสะ เอกาเวทนา ฯลฯ) เป็นการนับธรรมชุดเดิมด้วยกรอบต่างระบบซ้อนกัน เพื่อแสดงว่าขณะจิตเดียวสามารถมองผ่านหลายแว่นพร้อมกันได้ เช่น ผัสสะตัวเดียวกันนับเป็นทั้ง "ผัสสาหาร" ในหมวดอาหารและเป็นส่วนหนึ่งของสังขารขันธ์.
  6. หน้า ๓๓–๓๖ จิตดวงที่ 1: สุญญตวาร - ปฏิเสธอัตตา ปิดท้ายจิตดวงแรก ส่วนปิดท้ายของจิตดวงแรกย้ำว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะจิตนั้นล้วนเป็น "ธรรม" ไม่มี "ตัวตน" หรือ "บุคคล" แฝงอยู่เบื้องหลัง โดยทวนรายชื่อขันธ์ อายตนะ ธาตุอีกครั้งแบบย่อ เป็นการยืนยันหลักอนัตตาด้วยวิธีแจกแจงเชิงระบบแทนการโต้แย้งเชิงปรัชญา ปิดด้วยป้าย "ปฐมํ จิตฺตํ" (จิตดวงที่หนึ่งจบ) ซึ่งถือเป็นการจบตัวอย่างเต็มรูปแบบที่จิตดวงต่อๆ ไปจะอ้างอิงแบบย่อ.
  7. หน้า ๓๖–๔๔ จิตดวงที่ 2-8: กุศลจิตกามาวจรอีก 7 ดวงที่เหลือ (ครบ 8 ดวงตามแม่บท 3 แกน) หลังวางรูปแบบเต็มไว้กับจิตดวงที่ 1 (และให้รายละเอียดเต็มอีกครั้งกับดวงที่ 5 เพราะเปลี่ยนจากโสมนัสเป็นอุเบกขา) คัมภีร์อธิบายจิตกุศลกามาวจรที่เหลืออีก 6 ดวงแบบย่อด้วย "ฯเปฯ" เพราะรูปแบบเหมือนเดิมทุกประการ ต่างกันเพียงองค์ประกอบ 3 คู่ที่สลับกันได้คือ เวทนา (โสมนัสหรืออุเบกขา) ปัญญา (สัมปยุตหรือวิปปยุตด้วยญาณ) และการชักจูง (เกิดเองหรือมีผู้ชักจูง-สสังขาริก) รวมกันได้ 2×2×2 = 8 แบบพอดี จบด้วยคำสรุป "กามาวจรอัฏฐมหากุศลจิตตานิ" อันเป็นชุดจิตที่ปุถุชนใช้ทำบุญในชีวิตประจำวัน.
  8. หน้า ๔๔–๔๘ รูปาวจรกุศลจิต: ฌาน 1-5 ตามนัยจตุกกะ (สี่ฌาน) ด้วยปฐวีกสิณ เปลี่ยนหัวข้อจากจิตระดับกามาวจรไปสู่รูปาวจรกุศลจิต คือจิตของผู้เจริญสมถกรรมฐานจนได้ฌาน โดยใช้ปฐวีกสิณ (ดวงกสิณดิน) เป็นอารมณ์ อธิบายฌานแต่ละขั้นด้วยสูตรคลาสสิกจากพระสูตร เช่น ฌานที่ 1 มีวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ฌานที่ 2 ละวิตกวิจารได้พร้อมกันเหลือปีติสุขที่เกิดจากสมาธิ ไล่จนถึงฌานที่ 5 ที่เป็นอุเบกขาล้วน ในที่นี้ใช้ "นัยจตุกกะ" ที่รวมการละวิตกกับวิจารไว้ในขั้นเดียวกัน จึงได้ฌานเพียง 4 ขั้น.
  9. หน้า ๔๘–๕๓ รูปาวจรกุศลจิต: ฌาน 1-5 ตามนัยปัญจกะ (ห้าฌาน) ด้วยปฐวีกสิณ ทวนฌานชุดเดียวกันอีกครั้งแต่แยกวิเคราะห์ละเอียดขึ้น โดยแบ่งขั้นการละวิตกและวิจารออกจากกันเป็นสองขั้นต่างหาก (ฌานที่ 2 = ละวิตกได้แต่ยังมีวิจาร, ฌานที่ 3 = ละวิจารได้ด้วย) ทำให้ได้ฌานทั้งหมด 5 ขั้นแทนที่จะเป็น 4 นี่คือวิธีจัดหมวดฌานอีกแบบหนึ่งที่คัมภีร์แสดงคู่ขนานกับนัยจตุกกะ เพื่อครอบคลุมทั้งสองประเพณีการอธิบายฌานที่ใช้ในสมัยนั้น.
  10. หน้า ๕๓–๕๕ รูปาวจรฌานที่ 1: จำแนกตามปฏิปทา 4 และอารมณ์ 4 (ยังไม่จบในช่วงหน้านี้) กลับไปที่ฌานที่ 1 อีกครั้ง คราวนี้จำแนกตามลักษณะการปฏิบัติของผู้เจริญฌาน คือ "ปฏิปทา" 4 แบบ ได้แก่ ปฏิบัติลำบากแต่รู้ช้า ปฏิบัติลำบากแต่รู้เร็ว ปฏิบัติสบายแต่รู้ช้า และปฏิบัติสบายรู้เร็ว แสดงว่าผู้ได้ฌานเดียวกันอาจมีเส้นทางและความยากง่ายในการบรรลุต่างกัน จากนั้นเริ่มจำแนกตามขอบเขตของอารมณ์ที่ยึด (ปริตตะ-น้อย หรืออัปปมาณะ-ไม่มีประมาณ ทั้งตัวฌานเองและอารมณ์ที่ฌานรับรู้) รวม 4 แบบ ส่วนนี้ยังไม่จบสมบูรณ์ที่หน้า 55 คาดว่าจะขยายไปยังฌานที่ 2-5 ต่อในหน้าถัดไปของเล่ม.
  11. หน้า ๕๖–๖๐ รูปาวจรกุศลจิต: ฌานอันมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ผูกกับปฏิปทา ๔ (ต่อเนื่องจากหน้าก่อน) หัวข้อนี้ต่อเนื่องมาจากส่วนก่อนหน้า (ยังไม่จบเมื่อเริ่มช่วงหน้านี้) แสดงจิตที่เจริญฌานโดยมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เพื่อเป็นเหตุให้ไปเกิดในรูปภูมิ โดยไล่แสดงว่าฌานเดียวกันนี้เกิดขึ้นได้หลายลักษณะตามคุณภาพของการปฏิบัติ คือ ปฏิบัติลำบากหรือสะดวก (ทุกขา/สุขาปฏิปทา) และรู้ช้าหรือรู้เร็ว (ทันธาภิญญา/ขิปปาภิญญา) ผสมกับขนาดของอารมณ์ที่กำหนด (ปริตตะ-จำกัด หรือ อัปปมาณ-ไม่จำกัด) จุดสำคัญคือแสดงให้เห็นว่าองค์ฌานเดียวกันปรากฏได้หลายแบบตามเงื่อนไขของผู้ปฏิบัติ ไม่ใช่ตัวสภาวธรรมที่ต่างกัน ปิดท้ายด้วยคำว่า "โสฬสกฺ
  12. หน้า ๖๐ รูปาวจรกุศลจิต: กสิณอีก ๗ ชนิด ขยายจากปฐวีกสิณไปสู่กสิณอีก ๗ อย่าง คือ อาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ นีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณ และโอทาตกสิณ แสดงในรูปแบบย่อ (ใช้ ฯเปฯ) เพื่อให้เห็นว่าโครงสร้างจิตและเจตสิกที่ประกอบฌานเหมือนกันทุกประการ ต่างกันเพียงอารมณ์ภายนอกที่ใช้เพ่งเท่านั้น ปิดหัวข้อด้วย "อฏฺฐกสิณํ โสฬสกฺขตฺตุกํ"
  13. หน้า ๖๐–๖๗ อภิภายตนะ (ฐานแห่งการครอบงำอารมณ์) หมวดรูปภายนอกที่จำกัด เปลี่ยนจากการเพ่งกสิณไปสู่ "อภิภายตนะ" คือฌานที่ผู้ปฏิบัติกำหนดใจว่าไม่มีรูปสัญญาภายในตน แล้วเห็นรูปภายนอกที่มีขนาดจำกัด (ปริตฺตานิ) และครอบงำรูปนั้นได้ด้วยความรู้ความเห็น เป็นการฝึกจิตให้เหนือกว่าอารมณ์ที่รับรู้ ไม่ใช่เพียงเพ่งอารมณ์เฉยๆ เนื้อหาไล่แสดงแบบเดียวกันนี้ผ่านมิติปฏิปทา ๔ ขนาดอารมณ์ ๒ แบบ และรูปที่งามหรือไม่งาม (สุวณฺณทุพฺพณฺณานิ) ปิดท้ายหลายจุดด้วยคำว่า "อฏฺฐกฺขตฺตุกํ"
  14. หน้า ๖๗–๗๔ อภิภายตนะ หมวดรูปภายนอกไม่จำกัด และหมวดสีล้วน ๔ สี ต่อเนื่องจากอภิภายตนะแบบรูปจำกัด มาสู่แบบที่รูปภายนอกไม่มีขอบเขต (อัปปมาณานิ) พร้อมทั้งแบบที่รูปนั้นงามหรือไม่งาม โดยไล่ตามปฏิปทา ๔ และขนาดอารมณ์เช่นเดิม จากนั้นจบด้วยอภิภายตนะ ๔ ประการสุดท้ายที่เพ่งครอบงำสีล้วนคือ สีเขียว เหลือง แดง และขาว (นีล ปีต โลหิตกะ โอทาตะ) ซึ่งรวมกับหมวดก่อนหน้าเป็นอภิภายตนะครบ ๘ ประการ ปิดท้ายด้วย "อิมานิปิ อภิภายตนานิ โสฬสกฺขตฺตุกานิ"
  15. หน้า ๗๔–๗๕ วิโมกข์ ๓ (ตีณิ วิโมกฺขานิ) แสดงฌานที่จัดเป็น "วิโมกข์" (ความหลุดพ้นชั่วคราวจากอารมณ์) ๓ แบบ คือ ผู้มีรูปสัญญาเห็นรูปภายนอก ผู้ไม่มีรูปสัญญาภายในแต่เห็นรูปภายนอก และผู้น้อมใจไปว่า "อารมณ์นั้นงาม" (สุภนฺติ) จุดสำคัญคือทั้งสามแบบต่างกันที่มุมมองต่ออารมณ์รูปธรรม มิใช่ต่างกันที่องค์ฌาน ปิดท้ายด้วย "อิมานิปิ ตีณิ วิโมกฺขานิ โสฬสกฺขตฺตุกานิ"
  16. หน้า ๗๕–๗๗ พรหมวิหารฌาน ๔ (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) แสดงฌานที่มีพรหมวิหารเป็นอารมณ์ คือแผ่เมตตา กรุณา มุทิตา จนถึงอุเบกขาไปในสัตว์ทั้งหลาย โดยแต่ละพรหมวิหารสามารถเป็นอารมณ์ของฌานที่ ๑ ถึง ๔ ได้ (อุเบกขาเกิดเฉพาะในฌานที่ ๔ เพราะต้องอาศัยการละสุขไปแล้ว) จุดเน้นคือแสดงว่าคุณธรรมเชิงเมตตากรุณาสามารถเป็นอารมณ์กัมมัฏฐานที่นำไปสู่ฌานได้เช่นเดียวกับกสิณ ปิดท้ายด้วย "จตฺตาริ พฺรหฺมวิหารชฺฌานานิ โสฬสกฺขตฺตุกานิ"
  17. หน้า ๗๗ อสุภฌาน ๑๐ และจบรูปาวจรกุศล แสดงฌานที่มีซากศพในสภาพต่างๆ เป็นอารมณ์ (อสุภกัมมัฏฐาน) ๑๐ ลักษณะ เช่น ศพขึ้นอืด (อุทฺธุมาตกสญฺญา) และศพเป็นโครงกระดูก (อฏฺฐิกสญฺญา) เพื่อฝึกจิตให้คลายกำหนัดในรูปกาย ปิดท้ายด้วย "อสุภชฺฌานํ โสฬสกฺขตฺตุกํ" ตามด้วยคำปิดหมวดใหญ่ "รูปาวจรกุสลํ" ซึ่งเป็นการจบหมวดจิตกุศลฝ่ายรูปาวจรทั้งหมดที่ไล่มาตั้งแต่ก่อนหน้านี้
  18. หน้า ๗๘ อรูปาวจรกุศลจิต: อรูปฌาน ๔ เข้าสู่หมวดใหม่คืออรูปาวจรกุศล แสดงฌานที่มีอากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ และเนวสัญญานาสัญญายตนะเป็นอารมณ์ตามลำดับ ซึ่งเป็นการก้าวข้ามจากอารมณ์รูปธรรมไปสู่อารมณ์ที่ละเอียดยิ่งขึ้นเรื่อยๆ โดยแต่ละขั้นเป็นการก้าวข้าม (สมติกฺกมฺม) จากขั้นก่อนหน้า ปิดท้ายด้วย "จตฺตาริ อรูปชฺฌานานิ โสฬสกฺขตฺตุกานิ" และ "อรูปาวจรกุสลํ" ซึ่งจบหมวดอรูปาวจรกุศลทั้งหมด
  19. หน้า ๗๙–๘๓ ทบทวนกุศลจิตทั้งสามภูมิโดยระดับ (หีน-มัชฌิม-ปณีต) และอธิบดี เป็นการทบทวนจิตกุศลกามาวจร รูปาวจร และอรูปาวจรที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด แต่คราวนี้จำแนกด้วยมิติใหม่สองมิติ คือ ระดับคุณภาพของจิต (หีน-เลว, มัชฌิม-ปานกลาง, ปณีต-ประณีต) และธรรมที่เป็นใหญ่ครอบงำในขณะนั้น (อธิบดี ๔ คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ หรือวิมังสา) แสดงให้เห็นว่าจิตดวงเดียวกันสามารถมีกำลังต่างกันได้ขึ้นอยู่กับความแก่กล้าของธรรมที่เป็นประธาน ปิดท้ายแต่ละภูมิด้วย "กามาวจรกุสลํ" (หน้า ๘๐) "รูปาวจรกุสลํ" (หน้า ๘๑) และ "อรูปาวจรกุสลํ" (หน้า ๘๓)
  20. หน้า ๘๓–๘๔ โลกุตตรฌาน (มรรคจิต) ดวงที่ ๑ - รายการสภาวธรรมทั้งหมด เริ่มหมวดใหม่ที่สำคัญคือจิตโลกุตตระ คือฌานที่เจริญเพื่อความเป็นอริยะ นำออกจากวัฏสงสาร (นิยฺยานิกํ) เพื่อละมิจฉาทิฏฐิในภูมิที่ ๑ (คือโสดาปัตติมรรค) แสดงผ่านปฏิปทา ๔ และฌานทั้ง ๕ เช่นเดิม แต่จุดต่างสำคัญคือรายการเจตสิกที่ปรากฏขยายกว้างขึ้นมาก มีทั้งองค์มรรค พละ อินทรีย์ที่ไม่เคยปรากฏในจิตกุศลโลกียะมาก่อน สะท้อนว่าเป็นจิตคนละระดับคุณภาพ ไม่ใช่เพียงฌานโลกียะธรรมดา
  21. หน้า ๘๔–๙๗ นิทเทส: คำนิยามเจตสิกแต่ละดวงในมรรคจิตดวงที่ ๑ หลังจากยกรายชื่อสภาวธรรมทั้งหมดที่ประกอบมรรคจิตดวงแรกแล้ว ส่วนนี้ไล่ให้คำนิยามทีละคำว่าคำเทคนิคแต่ละคำหมายถึงอะไรแน่ชัด เช่น นิยามผัสสะ เวทนา จิต วิตก ปีติ และอินทรีย์เฉพาะของมรรคที่ ๑ คือ "อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์" (อินทรีย์ของผู้ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมที่ยังไม่เคยรู้) ไปจนถึงองค์มรรคทั้ง ๘ พละ ๕ และคู่ธรรมฝ่ายกายจิตต่างๆ เช่น ปัสสัทธิ ลหุตา มุทุตา จุดประสงค์คือชี้ชัดความหมายเชิงศัพท์ ไม่ใช่การแจงลำดับใหม่
  22. หน้า ๙๗–๙๙ การนับขันธ์ อายตนะ ธาตุ และนิยามสังขารขันธ์ สรุปว่าในขณะจิตมรรคดวงที่ ๑ นั้น มีขันธ์ อายตนะ ธาตุ อาหาร อินทรีย์ องค์ฌาน องค์มรรค และพละเกิดขึ้นจำนวนเท่าใด เพื่อแสดงว่าเจตสิกจำนวนมากที่กล่าวมาทั้งหมดสามารถจัดสรุปลงในกรอบขันธ์ ๕ ได้ จากนั้นให้นิยามสังขารขันธ์ว่าคือเจตสิกทั้งหมด ยกเว้นเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และวิญญาณขันธ์ ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงรายการเจตสิกอันยืดยาวเข้ากับกรอบขันธ์ ๕ ที่คุ้นเคย
  23. หน้า ๙๙–๑๐๒ ทบทวนมรรคจิตที่ ๑ แบบย่อ และผ่านมุมมอง "สุญญตา" ทบทวนมรรคจิตดวงที่ ๑ อีกครั้งแบบย่อ (สุทธิกปฏิปทา) โดยไล่ผ่านปฏิปทา ๔ อย่างรวบรัดด้วย ฯเปฯ ไม่มีนิยามซ้ำ จากนั้นแสดงมรรคจิตดวงเดียวกันนี้อีกครั้งโดยกำกับด้วยคำว่า "สุญญตะ" (ความว่าง) ทั้งแบบล้วนๆ และผสมกับปฏิปทา ๔ สะท้อนหลักที่ว่ามรรคจิตดวงเดียวสามารถอธิบายผ่าน "วิโมกขมุข" (ประตูสู่ความหลุดพ้น) ต่างมุมมองกันได้ ในที่นี้คือมุมมองความว่างจากตัวตน ปิดท้ายด้วย "สุญฺญตมูลกปฏิปทา"
  24. หน้า ๑๐๒–๑๐๔ มรรคจิตที่ ๑ ผ่านมุมมอง "อัปปณิหิตะ" (ความไม่มีที่ตั้งแห่งความปรารถนา) แสดงมรรคจิตดวงที่ ๑ อีกครั้งหนึ่งผ่านมุมมองที่สาม คือ "อัปปณิหิตะ" หมายถึงจิตที่ปราศจากที่ตั้งแห่งตัณหาและทิฏฐิ ทั้งแบบล้วนๆ และผสมกับปฏิปทา ๔ เช่นเดียวกับที่ทำกับสุญญตะก่อนหน้า เป็นการแสดงให้ครบตามแนวทางวิโมกขมุขที่ปรากฏชัดในตอนนี้ (สุญญตะกับอัปปณิหิตะ) ปิดท้ายด้วย "อปฺปณิหิตมูลกปฏิปทา"
  25. หน้า ๑๐๔–๑๐๖ วีสติมหานัย: มรรคจิตที่ ๑ ในนามเรียก ๒๐ อย่าง แสดงว่ามรรคจิตดวงเดียวกันนี้สามารถเรียกชื่อได้ ๒๐ แบบตามหมวดธรรมต่างๆ ที่มันสงเคราะห์เข้าได้ เช่น เรียกว่ามรรค สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ อริยสัจ ขันธ์ อายตนะ ธาตุ หรือแม้แต่เรียกว่าผัสสะ เวทนา จิต ก็ได้ เพราะล้วนชี้ถึงสภาวธรรมเดียวกัน แต่ละชื่อยังผสมกับอธิบดี ๔ ต่อไปอีก จุดสำคัญคือแสดงว่าคำศัพท์ทางธรรมที่ต่างกันจำนวนมากอาจหมายถึงจิตขณะเดียวกันได้ ปิดท้ายด้วย "วีสติ มหานยา" และ "ปฐโม มคฺโค" ซึ่งจบมรรคที่ ๑
  26. หน้า ๑๐๖–๑๐๘ มรรคจิตที่ ๒-๔ และอัญญินทรีย์ - จบจิตโลกุตตระทั้งหมด แสดงมรรคจิตอีกสามดวงโดยสังเขป แต่ละดวงระบุจุดประสงค์ต่างกันชัดเจน คือ มรรคที่ ๒ (สกทาคามิมรรค) เพื่อทำกามราคะและพยาบาทให้เบาบาง มรรคที่ ๓ (อนาคามิมรรค) เพื่อละกามราคะและพยาบาทได้เด็ดขาด และมรรคที่ ๔ (อรหัตตมรรค) เพื่อละรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชาโดยไม่เหลือ ทั้งสามดวงมีอินทรีย์เฉพาะร่วมกันคือ "อัญญินทรีย์" (อินทรีย์ของผู้รู้แจ้งแล้ว) แทนอินทรีย์เฉพาะของมรรคที่ ๑ ซึ่งมีคำนิยามให้ที่ [๒๗๔] ปิดท้ายด้วย "จตุตฺโถ มคฺโค" และ "โลกุตฺตรํ จิตฺตํ" อันเป็นการจบจิตโลกุตตระทั้งหมด และจบหมวดกุศลจ
  27. หน้า ๑๐๘–๑๑๐ เริ่มต้นอกุศลจิต: ดวงที่ ๑ (โสมนัสสหคตทิฏฐิคตสัมปยุตต์) เปลี่ยนหมวดใหญ่จากกุศลจิตไปสู่อกุศลจิต เริ่มด้วยจิตอกุศลดวงแรกในแปดดวง คือจิตที่ประกอบด้วยความยินดี (โสมนัสสหคตัง) และประกอบด้วยความเห็นผิด (ทิฏฐิคตสัมปยุตตัง) มีรากเหง้าคือโลภะและโมหะ เจตสิกที่ประกอบมีลักษณะเป็นคู่ตรงข้ามกับฝ่ายกุศล เช่น มิจฉาทิฏฐิ มิจฉาสังกัปปะ มิจฉาวายามะ มิจฉาสมาธิ แทนที่สัมมาทิฏฐิเป็นต้น และอหิริกะ อโนตตัปปะ (ความไม่ละอายไม่เกรงกลัวบาป) แทนหิริโอตตัปปะ ช่วงท้ายของตอนนี้เริ่มเข้าสู่นิทเทส (คำนิยามทีละเจตสิก) ของจิตดวงนี้แล้ว แต่ยังไม่จบเมื่อจบหน้า ๑๑๐ (ค้างอยู่ที่นิยามสมาธิน
  28. หน้า ๑๑๑–๑๑๖ นิทเทสจิตอกุศลดวงที่ ๑ (โลภมูล ทิฏฐิคตสัมปยุตต์ โสมนัสสหคตัง อสังขาริก) - ส่วนท้าย ส่วนนี้เป็นความต่อเนื่องจากหน้าก่อนหน้าซึ่งเริ่มขยายความ (นิทเทส) เจตสิกแต่ละองค์ธรรมที่ประกอบร่วมกับอกุศลจิตดวงแรกในสิบสองดวง คือจิตที่มีโลภะเป็นมูล มีความเห็นผิดร่วมด้วย เกิดพร้อมโสมนัส และไม่ต้องอาศัยการชักจูง นิยามทีละองค์ธรรม เช่น มิจฉาทิฏฐิ มิจฉาสมาธิ วิริยพละ อหิริกพละ โลภะ โมหะ ก่อนปิดท้ายด้วยการสรุปจำนวนขันธ์ อายตนะ และธาตุที่เกิดร่วมในจิตดวงนี้ เป็นแบบแผนมาตรฐานที่คัมภีร์จะใช้ซ้ำกับจิตดวงต่อ ๆ ไปแบบย่อ
  29. หน้า ๑๑๗–๑๒๐ จิตอกุศลหมวดโลภมูลที่เหลือ (จิตที่ ๒-๘) คัมภีร์แจกแจงจิตโลภมูลที่เหลืออีกเจ็ดดวงแบบย่อ โดยแปรผันตามมิติสามด้าน คือ เวทนา (โสมนัสหรืออุเบกขา) ทิฏฐิ (มีหรือไม่มีความเห็นผิดร่วม) และการชักจูง (เกิดเองหรือถูกกระตุ้น) ทำให้ได้จิตโลภมูลรวมแปดดวง แต่ละดวงมีรายชื่อเจตสิกต่างกันเล็กน้อยตามเงื่อนไข เช่น จิตที่ไม่มีทิฏฐิร่วมจะไม่ปรากฏมิจฉาทิฏฐิในรายการ ประเด็นสำคัญคือแสดงให้เห็นระบบการจำแนกจิตโลภมูลด้วยตัวแปรร่วมมากกว่าจะเป็นการนิยามเจตสิกใหม่
  30. หน้า ๑๒๑–๑๒๔ จิตอกุศลหมวดโทสมูล (จิตที่ ๙-๑๐) เปลี่ยนหมวดจากโลภะมาสู่จิตที่มีโทสะเป็นมูล เกิดพร้อมโทมนัสและปฏิฆะ (ความกระทบกระทั่งในใจ) มีสองดวงตามเกณฑ์การชักจูง คือเกิดเองและถูกกระตุ้น สาระสำคัญของช่วงนี้คือนิยามคำว่า "โทสะ" และ "พยาบาท" ในฐานะมูลรากของจิตที่มุ่งร้าย ต่างจากจิตโลภมูลที่มุ่งยึดติด
  31. หน้า ๑๒๔–๑๒๘ จิตอกุศลหมวดโมหมูล (จิตที่ ๑๑-๑๒) และปิดหมวดอกุศลจิต ๑๒ จิตอกุศลสองดวงสุดท้ายมีโมหะเป็นตัวนำโดยไม่มีโลภะหรือโทสะร่วมชัดเจน ดวงแรกประกอบด้วยวิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัยในสัจธรรม) ดวงที่สองประกอบด้วยอุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่านไม่สงบ) ทั้งสองเกิดพร้อมอุเบกขา ส่วนนี้ปิดท้ายด้วยวลีสรุป "ทฺวาทส อกุสลจิตฺตานิ" (อกุศลจิตสิบสองดวง) ซึ่งเป็นการจบหมวดจิตอกุศลทั้งหมดของจิตตุปปาทกัณฑ์อย่างสมบูรณ์
  32. หน้า ๑๒๘–๑๓๓ วิบากจิตกามาวจร หมวดปัญจวิญญาณ เข้าสู่หมวดอัพยากตธรรม (ธรรมที่ไม่จัดเป็นกุศลหรืออกุศล) เริ่มด้วยวิบากจิตอันเป็นผลของกุศลกรรมฝ่ายกามาวจร ได้แก่ทวิปัญจวิญญาณคือจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ และกายวิญญาณ ซึ่งเป็นวิญญาณทางทวารทั้งห้าที่เพียงรับรู้อารมณ์โดยตรงในขณะแรกกระทบ ไม่มีวิตกวิจารปรุงแต่ง ปิดท้ายด้วย "กุสลวิปากานิ ปญฺจ วิญฺญาณานิ"
  33. หน้า ๑๓๓–๑๓๖ วิบากจิตกามาวจร หมวดมโนธาตุ (สัมปฏิจฉันนจิต) ถัดจากปัญจวิญญาณ คือมโนธาตุที่เป็นวิบาก ทำหน้าที่รับอารมณ์ต่อจากปัญจวิญญาณในกระบวนการรับรู้ (สัมปฏิจฉันนกิจ) เกิดพร้อมอุเบกขาเสมอ ปิดท้ายด้วย "กุสลวิปากา มโนธาตุ"
  34. หน้า ๑๓๖–๑๔๓ วิบากจิตกามาวจร หมวดมโนวิญญาณธาตุ และมหาวิบาก ๘ อธิบายมโนวิญญาณธาตุที่เป็นวิบาก ทำหน้าที่พิจารณาอารมณ์ต่อจากมโนธาตุ (สันตีรณกิจ) ทั้งชนิดเกิดพร้อมโสมนัสและอุเบกขา จากนั้นคัมภีร์สรุปมหาวิบากจิตแปดดวงซึ่งแปรผันตามการประกอบด้วยปัญญา (ญาณสัมปยุตต์หรือวิปปยุตต์) และการชักจูง อันเป็นวิบากจิตที่ทำหน้าที่ปฏิสนธิ ภวังค์ และจุติของบุคคลในกามภูมิ ปิดท้ายด้วย "อฏฺฐ มหาวิปากา" ซึ่งจบหมวดวิบากจิตกามาวจรทั้งหมด
  35. หน้า ๑๔๓–๑๔๔ วิบากจิตรูปาวจร (ผลของรูปฌาน) เป็นวิบากจิตของผู้เจริญรูปฌานจนได้ผลปฏิสนธิในรูปภูมิ ไล่ตั้งแต่ปฐมฌานถึงปัญจมฌาน แต่ละระดับมีองค์ฌานและเจตสิกประกอบต่างกันไปตามลำดับการละวิตกวิจารและปีติสุข ปิดท้ายด้วย "รูปาวจรวิปากา"
  36. หน้า ๑๔๔–๑๔๖ วิบากจิตอรูปาวจร (ผลของอรูปฌาน) วิบากจิตของผู้เจริญอรูปฌานทั้งสี่ระดับ คือ อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ และเนวสัญญานาสัญญายตนะ แต่ละระดับนิยามโดยการก้าวล่วงอารมณ์ของระดับก่อนหน้าไปเรื่อย ๆ ปิดท้ายด้วย "อรูปาวจรวิปากา"
  37. หน้า ๑๔๖–๑๕๘ วิบากจิตโลกุตตระ (ผลแห่งมรรค) หมวดยี่สิบนัยใหญ่ เข้าสู่วิบากจิตโลกุตตระ คือผลจิต (ผลสมาบัติ) ที่เกิดจากการเจริญมรรคเพื่อละทิฏฐิ อธิบายผลจิตนี้ผ่านตัวแปรสำคัญสองชุด คือ ปฏิปทา (ทุกขาหรือสุขาปฏิปทา ประกอบกับทันธาหรือขิปปาภิญญา) อันบ่งบอกความยากง่ายของวิธีปฏิบัติและความไวในการรู้แจ้ง กับวิโมกขมุขสามประตู คือ สุญญตะ อนิมิตตะ และอัปปณิหิตะ อันเป็นมุมมองต่ออริยผลผ่านความว่างจากตัวตน ความไร้เครื่องหมายปรุงแต่ง และความไม่มีที่ตั้งแห่งตัณหาตามลำดับ รวมการแจกแจงทั้งหมดจนครบสูตรที่เรียกว่า "วีสติ มหานยา" (ยี่สิบนัยใหญ่)
  38. หน้า ๑๕๘–๑๖๕ วิบากจิตโลกุตตระ ผนวกฉันทาธิปไตย (ยังไม่จบในช่วงหน้านี้) คัมภีร์เริ่มแจกแจงชุดปฏิปทาและวิโมกขมุขเดิมซ้ำอีกครั้ง แต่คราวนี้เพิ่มฉันทะเข้ามาเป็นอธิบดี (ฉันทาธิปไตย) กำกับผลจิตแต่ละดวง แสดงให้เห็นว่าธรรมชุดเดียวกันสามารถพิจารณาผ่านมุมมองของอธิปติปัจจัย (ธรรมที่เป็นใหญ่) ได้เช่นเดียวกับที่พิจารณาผ่านปฏิปทาและวิโมกขมุขมาแล้ว ส่วนนี้ยังดำเนินต่อไปไม่จบภายในหน้า ๑๖๕ ซึ่งเป็นหน้าสุดท้ายของช่วงนี้ คาดว่าคัมภีร์จะแจกแจงอธิบดีอีกสามประการ (วิริยะ จิตตะ วีมังสา) ต่อไปในส่วนถัดไปตามแบบแผนเดียวกัน
  39. หน้า ๑๖๖–๑๗๑ วิปากจิตแห่งมรรคที่หนึ่ง (โลกุตตรฌาน ปฐมภูมิ) - ปฐมมัคควิปาโก หัวข้อนี้เริ่มก่อนหน้าหน้า ๑๖๖ แล้ว (อยู่กลางแบบแผนการแจกแจง) ว่าด้วยวิปากจิต (จิตที่เป็นผล) ของโลกุตตรฌานระดับโสดาปัตติมรรค โดยนำจิตดวงเดียวกันมาอธิบายซ้ำผ่านมุมมองต่างกัน เช่น ธรรมใดเป็นอธิบดี (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ หรือวิมังสา) เป็นการหลุดพ้นทางประตูใด (สุญญตา อนิมิตตะ หรืออัปปณิหิตะ) และเกิดจากการปฏิบัติแบบใด (ทุกขาปฏิปทาหรือสุขาปฏิปทา ทันธาภิญญาหรือขิปปาภิญญา) แล้วขยายแบบแผนเดียวกันไปใช้กับไวพจน์ของมรรค เช่น สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ ประเด็นสำคัญคือ จิตดวงเดียวสามารถถูกเรียกชื่
  40. หน้า ๑๗๑–๑๗๓ วิปากจิตแห่งมรรคที่สอง-สี่ และบทสรุปโลกุตตรวิปาก ต่อจากมรรคแรก ข้อความอธิบายวิปากจิตของมรรคที่เหลืออีกสามระดับ (สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตตมรรค) แบบย่อ โดยจุดต่างอยู่ที่กิเลสซึ่งแต่ละมรรคทำให้เบาบางหรือหมดสิ้น เช่น มรรคที่สองทำกามราคะและพยาบาทให้เบาบาง มรรคที่สามทำให้หมดสิ้น และมรรคที่สี่ทำลายรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชาโดยไม่เหลือ หัวข้อปิดด้วยคำว่า "โลกุตฺตรวิปาโก" ในหน้า ๑๗๓ ซึ่งเป็นบทสรุปปิดเรื่องวิปากจิตของโลกุตตรมรรคทั้งหมด
  41. หน้า ๑๗๓–๑๗๗ อกุศลวิปากจิต - ผลของอกุศลกรรมทางทวารทั้งห้าและมโนธาตุ เปลี่ยนหัวข้อไปที่วิปากจิตซึ่งเกิดจากอกุศลกรรมในอดีต อธิบายว่าเมื่ออกุศลกรรมให้ผล จะเกิดวิญญาณทางทวารทั้งห้า (จักขุ โสต ฆาน ชิวหา) ที่ประกอบด้วยอุเบกขาอย่างอ่อน ยกเว้นกายวิญญาณซึ่งประกอบด้วยทุกขเวทนาโดยตรงเพราะการกระทบทางกายรับรู้ได้ชัดกว่า จากนั้นอธิบายมโนธาตุ (จิตรับต่อ) และมโนวิญญาณธาตุ (จิตพิจารณา) ที่เป็นผลของอกุศลกรรมเช่นกัน ประเด็นคือกรรมชั่วไม่ได้ก่อทุกข์รุนแรงโดยตรง แต่ก่อจิตรับรู้ที่อ่อนแอและไม่น่าพอใจ หัวข้อปิดด้วย "อกุสลวิปากา อพฺยากตา" ในหน้า ๑๗๗
  42. หน้า ๑๗๗–๑๘๑ กามาวจรกิริยาจิต - จิตกิริยาทางมโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุ ว่าด้วยกิริยาจิต คือจิตที่ไม่ใช่กุศล อกุศล หรือวิบาก มโนธาตุกิริยาทำหน้าที่รับอารมณ์ทางทวารทั้งห้า (ปัญจทวาราวัชชนะ) ส่วนมโนวิญญาณธาตุกิริยาทำหน้าที่ทางมโนทวารหรือทำให้เกิดรอยยิ้ม โดยแจกแจงตามความประกอบด้วยโสมนัสหรืออุเบกขา สัมปยุตหรือวิปปยุตด้วยญาณ และมีหรือไม่มีการชักจูง (สสังขาริก) ประเด็นคือจิตประเภทนี้เกิดในบุคคลผู้ไม่สร้างกรรมใหม่แล้ว (เช่นพระอรหันต์) แต่ยังทำกิจทางใจตามปกติ หัวข้อปิดด้วย "กามาวจรกิริยา" ในหน้า ๑๘๑
  43. หน้า ๑๘๑–๑๘๓ รูปาวจร-อรูปาวจรกิริยาจิต และบทปิดจิตตุปปาทกัณฑ์ อธิบายฌานกิริยาในภูมิรูปาวจร (ฌานทั้งห้า) และอรูปาวจร (อรูปฌานทั้งสี่ คือ อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ) ซึ่งเป็นการเจริญฌานแบบเดียวกับที่เคยกล่าวมาก่อน แต่กระทำโดยผู้หมดกิเลสแล้วจึงไม่ก่อวิบาก เป็นเพียงกิริยาจิตล้วน ๆ หัวข้อนี้ปิดท้ายด้วย "อรูปาวจรกิริยา ฯ" ตามด้วย "จิตฺตุปฺปาทกณฺฑํ ฯ" ในหน้า ๑๘๓ ซึ่งเป็นการปิดกัณฑ์ใหญ่แรกของคัมภีร์ธัมมสังคณี คือ จิตตุปปาทกัณฑ์ (กัณฑ์ว่าด้วยการเกิดขึ้นแห่งจิต)
  44. หน้า ๑๘๔–๑๙๔ เริ่มรูปกัณฑ์ - มาติกาการจัดหมวดรูปตั้งแต่ ๑ ถึง ๑๑ หมวด เปิดกัณฑ์ใหม่คือรูปกัณฑ์ โดยนิยาม "รูปทั้งปวง" ว่าคือมหาภูตรูปสี่และรูปที่อาศัยมหาภูตรูปเกิด จากนั้นข้อความไล่จัดหมวดรูปทั้งปวงตามเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ ๑ หมวด (คุณสมบัติร่วมยาวเหยียดที่รูปทุกชนิดมี เช่น ไม่ใช่เหตุ มีปัจจัยปรุงแต่ง เป็นโลกิยะ) ๒ หมวด (เช่น รูปที่กรรมยึดครองกับไม่ยึดครอง มองเห็นได้กับมองไม่เห็น) ไปจนถึง ๑๑ หมวด (จำแนกตามอายตนะ) จุดสำคัญคือส่วนนี้เป็นเพียงโครงร่างบัญชีเกณฑ์การจัดหมวด ยังไม่ใช่คำอธิบายรายละเอียด ปิดท้ายด้วยคำว่า "มาติกา ฯ" ในหน้า ๑๙๔
  45. หน้า ๑๙๔–๑๙๕ เอกกนิทเทศ - การขยายความหมวดรูป ๑ หมวด เป็นการนำรายการรูป ๑ หมวดจากมาติกากลับมากล่าวซ้ำในรูปแบบเน้นย้ำ โดยเติมคำลงท้ายที่มีความหมายว่า "เท่านั้น/แน่แท้" (-เอว) ในทุกคุณศัพท์ เพื่อยืนยันว่ารูปทุกชนิดล้วนมีคุณสมบัติเหล่านี้โดยไม่มีข้อยกเว้น เป็นบทเชื่อมก่อนเข้าสู่การอธิบายรายละเอียด (นิทเทส) แต่ละรายการรูปในลำดับถัดไป ปิดท้ายด้วย "เอกกนิทฺเทโส ฯ"
  46. หน้า ๑๙๕–๒๐๔ นิทเทศปสาทรูป - นิยามอายตนะภายในทั้งห้า (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) อธิบายรายละเอียดของรูปที่อาศัยมหาภูตรูปเกิด (อุปาทารูป) เริ่มจากปสาทรูปทั้งห้า คือ จักขายตนะ โสตายตนะ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะ แต่ละอย่างถูกนิยามซ้ำสี่แบบคู่ขนานกัน คือ ในแง่ความสามารถรับรู้อารมณ์เฉพาะของตน (เช่น ตาคือความใสที่เคยเห็น กำลังเห็น หรือจะเห็นรูป) ในแง่การกระทบและถูกกระทบซึ่งกันและกัน และในแง่เป็นที่อาศัยเกิดผัสสะ-เวทนา-สัญญา-เจตนา-วิญญาณของอายตนะนั้น ประเด็นคือปสาทรูปแต่ละอย่างถูกกำหนดโดยหน้าที่จำเพาะในการรับอารมณ์ประเภทหนึ่ง มิใช่โดยรูปลักษณ์ภายนอก
  47. หน้า ๒๐๔–๒๑๒ นิทเทศอารัมมณรูป - นิยามรูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ ต่อเนื่องจากปสาทรูป อธิบายอารมณ์สี่อย่างที่รับรู้ได้ทางทวารเฉพาะ คือ รูปายตนะ (สี-รูปร่าง ยกตัวอย่างสีมูลฐาน แสง เงา รัศมีดวงจันทร์ดวงอาทิตย์) สัททายตนะ (เสียง เช่น เสียงกลอง เสียงสังข์ เสียงมนุษย์-อมนุษย์) คันธายตนะ (กลิ่นราก แก่น เปลือก ใบ ดอก ผล) และรสายตนะ (รสเปรี้ยว หวาน ขม เค็ม) ใช้สูตรนิยามคู่ขนานแบบเดียวกับปสาทรูป คือกำหนดโดยความสัมพันธ์เชิงหน้าที่กับอินทรีย์ที่รับรู้มัน ไม่ใช่การไล่รายชื่อตัวอย่างให้ครบถ้วน
  48. หน้า ๒๑๒–๒๑๕ นิทเทศอุปาทารูปที่เหลือ - อินทรีย์เพศ ชีวิตินทรีย์ วิญญัติ อากาศธาตุ ลักษณะรูป และอาหาร อธิบายอุปาทารูปส่วนที่ไม่เข้าแบบทวาร-อารมณ์ ได้แก่ อิตถินทรีย์และปุริสินทรีย์ (เครื่องหมายที่ทำให้ปรากฏเป็นหญิงหรือชาย) ชีวิตินทรีย์ (พลังชีวิตที่ดำรงรูปที่เกิดแล้วไว้) กายวิญญัติและวจีวิญญัติ (การเคลื่อนไหวกายและวาจาที่แสดงเจตนาออกมาให้เห็น) อากาสธาตุ (ช่องว่างที่ไม่ถูกมหาภูตรูปกระทบ) แล้วจึงอธิบายลักษณะการเปลี่ยนแปลงของรูป เช่น ความเบา ความอ่อน ความควรแก่การงาน การสั่งสม ความสืบต่อ ความชรา ความไม่เที่ยง และปิดท้ายด้วยกวฬิงการาหาร (อาหารคำข้าว) หัวข้อนี้ปิดกลุ่ม "อุปาทารูป" ทั้งหมดและจบภาณวารแร
  49. หน้า ๒๑๕–๒๑๗ โนอุปาทารูป - ธาตุดินไฟลมในฐานะโผฏฐัพพะ และธาตุน้ำ เปลี่ยนมาอธิบาย "รูปที่มิใช่อุปาทารูป" คือมหาภูตรูปโดยตรง โดยนิยามโผฏฐัพพายตนะ (สิ่งที่สัมผัสทางกาย) ว่าคือธาตุดิน ธาตุไฟ และธาตุลม (ความแข็ง-อ่อน ความร้อน-เย็น ความหย่อน-ตึง) แสดงว่าในบรรดามหาภูตรูปสี่นั้นมีสามอย่างที่สัมผัสทางกายได้โดยตรง ส่วนอาโปธาตุ (ธาตุเกาะกุม) ถูกแยกนิยามต่างหากว่าเป็นธาตุที่ยึดเหนี่ยวรูปอื่นไว้ด้วยกันแต่ไม่อาจสัมผัสทางกายได้ ปิดท้ายด้วย "อิทนฺตํ รูปํ โนอุปาทา ฯ"
  50. หน้า ๒๑๗–๒๒๐ นิทเทศคู่ธรรมแห่งรูป - อุปาทินนะ สนิทัสสนะ สัปปฏิฆะ อัชฌัตติกะ ฯลฯ ข้อความเปลี่ยนรูปแบบเป็นการนิยามคู่ตรงข้ามของรูปที่เคยปรากฏในมาติกาแล้วอย่างเป็นทางการ โดยไล่แจกแจงว่ารูปประเภทใดจัดเข้าฝ่ายใดของแต่ละคู่ เช่น รูปที่กรรมยึดครอง (อุปาทินนะ) กับที่ไม่ยึดครอง มองเห็นได้กับมองไม่เห็น มีการกระทบได้กับกระทบไม่ได้ เป็นอินทรีย์กับไม่เป็น เป็นมหาภูตรูปกับไม่เป็น เป็นวิญญัติกับไม่เป็น เกิดจากจิตกับไม่เกิดจากจิต เป็นภายในกับภายนอก หยาบกับละเอียด ไกลกับใกล้ ในหน้า ๒๒๐ เริ่มเข้าสู่การจับคู่รูปกับการเป็น "วัตถุที่ตั้ง" ของผัสสะทางตาและทางกาย (เช่น รูปใดเป็นที่ตั้งของจักขุสัม
  51. หน้า ๒๒๑–๒๒๗ รูปสงเคราะห์หมวดทุกะ (ทุกนิทเทส) ตอนจบ ส่วนนี้เป็นท้ายสุดของการจำแนกรูปธรรมแบบสองส่วน (ทุกนยะ) ในรูปกัณฑ์ โดยเริ่มจากคู่ 'วัตถุ/ไม่ใช่วัตถุ' และ 'อารมณ์/ไม่ใช่อารมณ์' ที่ผูกกับวิญญาณแต่ละทาง เช่น จักขายตนะเป็นที่ตั้ง (วัตถุ) ของจักขุวิญญาณแต่ไม่ใช่อารมณ์ของมัน ในขณะที่รูปายตนะเป็นอารมณ์แต่ไม่ใช่วัตถุ ซึ่งชี้ให้เห็นความแตกต่างสำคัญระหว่าง 'สิ่งที่รองรับการรับรู้' กับ 'สิ่งที่ถูกรับรู้' จากนั้นไล่ทวนรูปธรรมทั้งหมด (อายตนะ ธาตุ อินทรีย์) ทีละอย่างว่าจัดอยู่ฝ่ายใดของคู่ตรงข้ามนั้น ปิดท้ายด้วยข้อความ 'ทุกนิทฺเทโส นิฏฺฐิโต' ซึ่งเป็นการสรุป
  52. หน้า ๒๒๗–๒๔๓ รูปสงเคราะห์หมวดติกะ (ติกนิทเทส) เมื่อจบหมวดสองส่วนแล้ว คัมภีร์เพิ่มมิติที่สามเข้าไปในการจำแนกรูปธรรม เช่น แบ่งเป็น 'ภายใน' (อัชฌัตติกะ) / 'ภายนอกที่ยึดครอง' (พาหิรอุปาทา) / 'ภายนอกที่ไม่ยึดครอง' และแบ่งตามกรรมเป็นเหตุ เช่น 'อุปาทินนะ' (รูปที่เกิดจากกรรมและถูกกิเลสยึดถือได้) กับ 'อุปาทินนุปาทานิยะ' (รูปที่แม้ไม่ได้เกิดจากกรรมโดยตรงแต่กิเลสยังยึดถือได้) ซึ่งช่วยแยกว่ารูปประเภทใดเป็นผลของกรรมเก่าโดยตรงกับรูปที่เพียงเป็นอารมณ์ให้กิเลสเกาะได้ นอกจากนี้ยังมีคู่ 'มีสิ่งกระทบได้ (สัปปฏิฆะ) / ไม่มี' และ 'หยาบ/ละเอียด' 'ไกล/ใกล้' ซึ่งเป
  53. หน้า ๒๔๓–๒๕๘ รูปสงเคราะห์หมวดสี่ถึงสิบเอ็ด และการจบรูปกัณฑ์ ส่วนนี้ไล่จำแนกรูปธรรมด้วยจำนวนหมวดที่มากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่สี่ (จตุกกะ) ไปจนถึงสิบเอ็ด (เอกาทสกะ) เพื่อให้ครอบคลุมทุกมุมมองที่เป็นไปได้ในการจัดกลุ่มรูป 28 ชนิด ตัวอย่างสำคัญคือมหาภูตรูปสี่ (ดิน น้ำ ไฟ ลม) ซึ่งเป็นธาตุพื้นฐานที่รูปอื่นทั้งหมดอาศัยเกิด (อุปาทายรูป) และการจำแนกอารมณ์แต่ละอย่างว่า 'เห็น' (ทิฏฐะ) 'ได้ยิน' (สุตะ) 'รู้สึกสัมผัส' (มุตะ) หรือ 'รู้ทางใจ' (วิญญาตะ) ซึ่งแสดงว่าอายตนะภายนอกแต่ละอย่างถูกรับรู้ผ่านช่องทางที่ต่างกันอย่างไร ท้ายที่สุดหมวดสิบเอ็ดจัดรูปทั้งหมดตามอินทรีย์และอายตนะ
  54. หน้า ๒๕๙–๒๖๐ นิกเขปกัณฑ์: กุสลติกะและเวทนาติกะ นิกเขปกัณฑ์เริ่มต้นด้วยการอธิบายติกะแรกสุดของมาติกา คือ กุศล/อกุศล/อัพยากตะ โดยนิยามธรรมกุศลว่าคือสิ่งที่ประกอบด้วยมูลเหตุอโลภะ อโทสะ อโมหะ ธรรมอกุศลคือสิ่งที่มีโลภะ โทสะ โมหะเป็นราก ส่วนธรรมอัพยากตะครอบคลุมทั้งผลของกรรม รูปธรรมทั้งหมด และนิพพาน ซึ่งเป็นกรอบจำแนกทางจริยธรรมหลักที่ใช้ตลอดทั้งคัมภีร์ จากนั้นอธิบายเวทนาติกะ ซึ่งจำแนกสภาวธรรมตามชนิดของเวทนาที่ประกอบร่วม (สุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์) ชี้ให้เห็นว่าติกะนี้จัดตามความรู้สึกที่เกิดร่วมกับจิต ไม่ใช่ตามอารมณ์ที่จิตรับรู้
  55. หน้า ๒๖๐–๒๖๔ วิปากติกะถึงทัสสเนนปหาตัพพติกะ ช่วงนี้ไล่อธิบายติกะหลายชุดต่อเนื่องกัน ได้แก่ วิปากติกะ (ผล/เหตุแห่งผล/ไม่ใช่ทั้งสอง) อุปาทินนุปาทานิยติกะ สังกิลิฏฐสังกิเลสิกติกะ (ทั้งเศร้าหมองเองและเป็นเหตุให้เศร้าหมอง กับเป็นเหตุให้เศร้าหมองแต่ตัวเองไม่เศร้าหมอง) วิตักกวิจารติกะซึ่งสอดคล้องกับการจำแนกระดับฌาน และปีติติกะที่แยกจิตตามองค์ประกอบความอิ่มใจหรือความสุขหรืออุเบกขาที่ประกอบร่วม จากนั้นขยายความทัสสเนนปหาตัพพติกะ (ธรรมที่ละได้ด้วยการเห็น) อย่างละเอียดเป็นพิเศษ โดยนิยามสังโยชน์สามที่ถูกตัดขาดเมื่อบรรลุโสดาบัน คือ สักกายทิฏฐิ (ความเห็
  56. หน้า ๒๖๔–๒๖๗ ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกติกะถึงปริตตารัมมณติกะ ช่วงนี้ต่อด้วยติกะที่ถามถึง 'เหตุ' ของธรรมนั้นๆ ว่ามีมูลเหตุที่ถูกละด้วยการเห็นหรือด้วยการเจริญภาวนาหรือไม่ ซึ่งต่างจากติกะก่อนหน้าที่ถามถึงตัวธรรมโดยตรง จากนั้นคือ อาจยคามีติกะ (ธรรมที่นำไปสู่การสั่งสมภพใหม่ กับมรรคทั้งสี่ที่รื้อถอนภพ) เสกขาเสกขติกะซึ่งแยกจิตของพระเสขะ พระอเสขะ (อรหันต์) และปุถุชนออกจากกัน และติกะว่าด้วยขอบเขตของอารมณ์ที่จิตยึด คือ ปริตตะ (อารมณ์กามาวจรทั่วไป) มหัคคตะ (อารมณ์ฌาน) และอัปปมาณะ (อารมณ์คือมรรคผลนิพพานซึ่งไม่มีประมาณ) แสดงให้เห็นว่าคุณภาพของจิตสัมพันธ์กับระดับความสู
  57. หน้า ๒๖๗–๒๗๑ หีนติกะถึงสนิทัสสนสัปปฏิฆติกะ (จบติกนิทเทส) ติกะชุดสุดท้ายของนิกเขปกัณฑ์ครอบคลุมการจัดลำดับธรรมเป็นเลว-ปานกลาง-ประณีต (หีน/มัชฌิม/ปณีต) ตามคุณภาพทางจริยธรรม ติกะว่าด้วยกรรมที่แน่นอนต่อผล คือ อนันตริยกรรมและมิจฉาทิฏฐินิยตกับมรรคทั้งสี่ที่แน่นอนไปสู่ความถูกต้อง และติกะที่ผูกกับอริยมรรคโดยตรง (ธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์ มีมรรคเป็นเหตุ มีมรรคเป็นอธิบดี) ตามด้วยติกะเรื่องกาลเวลา (เกิดแล้ว/ยังไม่เกิด/กำลังเกิด และ อดีต/อนาคต/ปัจจุบัน) และขอบเขตภายใน-ภายนอก ปิดท้ายด้วยติกะที่ 22 ซึ่งเป็นติกะสุดท้ายของมาติกาทั้งหมด คือ 'เห็นได้และกระทบได้ / เห็นไม่ไ
  58. หน้า ๒๗๑–๒๗๕ นิกเขปกัณฑ์: เริ่มทุกนิทเทสด้วยเหตุโคจฉกะ (ยังไม่จบในช่วงนี้) หลังจบติกะทั้งหมดแล้ว คัมภีร์เริ่มอธิบายหมวดคู่ (ทุกะ) โดยกลุ่มแรกคือ 'เหตุโคจฉกะ' ซึ่งนิยามว่าอะไรคือ 'เหตุ' หรือรากของจิตโดยละเอียด ได้แก่ กุศลเหตุสาม คือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ อกุศลเหตุสาม คือ โลภะ (อธิบายในเชิงจิตวิทยาอย่างพิสดารว่าคือความติดใจ ความอยาก ตัณหาทุกรูปแบบ) โทสะ (ความอาฆาตแค้นที่เกิดจากการนึกถึงความเสียหายในอดีต ปัจจุบัน อนาคต) และโมหะ (ความไม่รู้แจ้งอริยสัจสี่) รวมถึงเหตุสามฝ่ายอัพยากตะที่พบในจิตที่เป็นวิบากหรือกิริยา ซึ่งเป็นการวางกรอบ 'เหตุ' ที่จะใช้ตัดสินต่อไปว่าธรรมใดมีเหตุประกอ
  59. หน้า ๒๗๖–๒๗๗ เหตุโคจฉกะ (ตอนจบ) - สเหตุกา เหตุสัมปยุตตา และคู่ผสมของเหตุ ส่วนนี้เป็นบทสรุปท้ายของ "เหตุโคจฉกะ" ที่ค้างมาจากช่วงก่อนหน้า โดยไล่แจงว่าธรรมใดประกอบด้วยเหตุ (สเหตุกา) กับปราศจากเหตุ (อเหตุกา), ธรรมใดประกอบร่วมกับเหตุในจิตดวงเดียวกัน (เหตุสัมปยุตตา) กับที่ไม่ประกอบ, และแจงคู่ผสมละเอียด เช่น สภาวะที่เป็นทั้งตัวเหตุเองและมีเหตุอื่นประกอบด้วย (โลภะกับโมหะเป็นเหตุของกันและกัน) ต่างจากสภาวะที่มีเหตุประกอบแต่ตัวเองไม่ใช่เหตุ (เวทนา สัญญา ฯลฯ) จุดประสงค์คือแยก "เหตุ" (มูลรากทางจิต เช่น โลภะ โทสะ โมหะ และคู่ตรงข้าม) ออกจากสภาวธรรมที่เพียงอาศัยเหตุนั้นเกิดร่วม ปิดท
  60. หน้า ๒๗๗–๒๘๐ จูฬันตรทุกะ - สัปปัจจยา สังขตา สนิทัสสนา สัปปฏิฆา รูปิโน โลกิยา และการรับรู้เฉพาะทวาร ชุดคู่ธรรมสั้นนี้ไล่แยกมุมมองต่างๆ ของสภาวธรรมทั้งหมด: มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง (สัปปัจจยา=ขันธ์ 5) กับไม่มี (อัปปัจจยา=นิพพาน) ซึ่งตรงกับคู่สังขตา-อสังขตา; มีสีสันให้เห็นด้วยตา (สนิทัสสนา=รูปารมณ์อย่างเดียว) กับที่มองไม่เห็นทั้งหมด; กระทบได้ (สัปปฏิฆา=ปสาทและอารมณ์ทางกาย) กับกระทบไม่ได้; มีรูปร่าง (รูปิโน) กับไม่มีรูป (อรูปิโน); เป็นโลกิยะ (ยังเวียนในภพ) กับโลกุตตระ (มรรคผลนิพพาน) แล้วปิดท้ายด้วยรายการยาวไล่คู่อายตนะทั้ง 5 ทีละคู่ (เช่น สิ่งที่รู้ได้ด้วยตาไม่ใช่สิ่งที่รู้ได้ด้วยหู) เพื่อยืนยันว่าแต
  61. หน้า ๒๘๑–๒๘๔ อาสวโคจฉกะ - กิเลสที่หมักดองสันดาน 4 อย่าง อาสวะ 4 คือกิเลสที่ "หมักหมม" ไหลซึมในจิตสันดานอย่างเรื้อรัง ต่างจากกิเลสทั่วไปตรงที่เน้นความสะสมต่อเนื่อง ได้แก่ กามาสวะ (ติดใจกามคุณ), ภวาสวะ (ติดใจในภพ), ทิฏฐาสวะ (มิจฉาทิฏฐิ เช่น เห็นว่าโลกเที่ยงหรือไม่เที่ยง), และอวิชชาสวะ (ไม่รู้อริยสัจ 4) จากนั้นแจกแจงว่าธรรมใดยังเป็นที่ตั้งของอาสวะได้ (สาสวะ คือธรรมโลกียะทั้งหมด) กับที่พ้นแล้ว (อนาสวะ คือมรรคผลนิพพาน) และธรรมใดประกอบกับอาสวะได้ (จิตทางโลก) กับไม่ประกอบ (รูปธรรมและอสังขตธาตุซึ่งไม่มีสภาพนามธรรมที่จะประกอบกับกิเลส)
  62. หน้า ๒๘๔–๒๙๐ สัญโญชนโคจฉกะ - เครื่องผูกมัดสัตว์ไว้ในสังสารวัฏ 10 ประการ สังโยชน์ 10 คือกิเลสที่ทำหน้าที่เฉพาะคือ "ผูก" สัตว์ไว้กับภพชาติ แต่ละตัวผูกด้วยกลไกต่างกัน: กามราคะ-ปฏิฆะ (ยินดี/ขัดเคืองในกามคุณ), มานะ (เปรียบเทียบตนกับผู้อื่น), ทิฏฐิ-วิจิกิจฉา-สีลัพพตปรามาส (เห็นผิดและลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย), ภวราคะ (ติดใจภพประณีต), อิสสา-มัจฉริยะ (ริษยาและตระหนี่ 5 อย่าง), และอวิชชา ส่วนท้ายไล่จับคู่ว่าสังโยชน์ตัวใดประกอบร่วมกับตัวใดได้ในจิตดวงเดียว โดยอวิชชาเป็นแกนกลางที่ประกอบร่วมกับสังโยชน์ตัวอื่นได้ทุกตัว สะท้อนว่าอวิชชาเป็นรากฐานแทรกอยู่เบื้องหลังกิเลสทุกประเภท
  63. หน้า ๒๙๐–๒๙๕ คันถโคจฉกะ - เครื่องร้อยรัดกายและใจ 4 ประการ คันถะต่างจากสังโยชน์ตรงที่เน้นภาพเชือกที่รัดพันธนาการ "กาย" (ทั้งกายภาพและนามกาย) ไว้กับความยึดถือ ได้แก่ อภิชฌากายคันถะ (โลภอยากได้), พยาปาทกายคันถะ (พยาบาท), สีลัพพตปรามาสกายคันถะ (ยึดศีลพรตผิดๆ ว่าเป็นทางบริสุทธิ์), และอิทังสัจจาภินิเวสกายคันถะ (ถือมั่นว่าความเห็นตนเท่านั้นจริง อื่นเปล่าประโยชน์) ส่วนท้ายไล่แจกแจงว่าคันถะแต่ละคู่ประกอบร่วมกันได้อย่างไร โดยสามตัวหลังซึ่งล้วนเป็นมิจฉาทิฏฐิรูปแบบหนึ่งมักประกอบร่วมกับอภิชฌากายคันถะเสมอ
  64. หน้า ๒๙๕–๓๐๐ โอฆะ-โยคะ (ย่อ) และนีวรณโคจฉกะ - เครื่องกั้นจิตไม่ให้เจริญสมาธิ 6 ประการ หัวข้อโอฆะ (กระแสพัดพาให้จมในสังสารวัฏ) และโยคะ (แอกที่เทียมสัตว์ไว้) ถูกย่อไว้เพราะมีเนื้อหาเหมือนอาสวะ 4 ทุกประการ เพียงเปลี่ยนชื่อเรียก จากนั้นเข้าสู่นีวรณ์ 6 ซึ่งทำหน้าที่ "กั้น" ไม่ให้จิตเข้าถึงสมาธิและปัญญา: กามฉันทะ, พยาบาท, ถีนมิทธะ (ความหดหู่ท้อแท้ทั้งทางจิตและทางกาย นับเป็นนิวรณ์เดียว), อุทธัจจกุกกุจจะ (ฟุ้งซ่านกับรำคาญใจในสิ่งที่ทำผิดพลาดไปแล้ว รวมเป็นนิวรณ์เดียว), วิจิกิจฉา, และอวิชชา ส่วนท้ายไล่แจกแจงคู่ผสมของนิวรณ์แต่ละตัวที่ประกอบร่วมกันได้ในจิตดวงเดียว
  65. หน้า ๓๐๐–๓๐๒ ปรามาสโคจฉกะ - การยึดถือความเห็นผิดอย่างเหนียวแน่น ปรามาสะ (มีเพียงตัวเดียวคือทิฏฐิปรามาส) หมายถึงมิจฉาทิฏฐิทุกชนิดที่ถูกจับยึดไว้แน่นราวกับ "จับผิดทาง" เป็นการมองกิเลสตัวเดียวกับที่ปรากฏในสังโยชน์และคันถะ แต่เน้นแง่มุม "การยึดกุมไว้แน่น" แยกจากแง่มุม "การผูกมัด" หรือ "การร้อยรัด" ที่กล่าวมาก่อน ส่วนที่เหลือไล่แจกแจงว่าธรรมใดถูกทิฏฐิปรามาสยึดถือได้ (ปรามัฏฐา คือธรรมโลกียะทั้งหมด) กับที่ยึดถือไม่ได้ (มรรคผลนิพพาน)
  66. หน้า ๓๐๒–๓๐๖ กลุ่มทุกะว่าด้วยความสัมพันธ์กับจิต - สารัมมณา จิตตา เจตสิกา และรูปที่เกิดจากจิต ชุดคู่ธรรมนี้วิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างระหว่างจิตกับองค์ประกอบอื่นของนามรูป: มีอารมณ์ (สารัมมณา=นามขันธ์ 4) กับไม่มีอารมณ์ (รูปและนิพพาน); ตัวจิตเอง (จิตตา) กับเจตสิกที่ประกอบกับจิต; ธรรมที่ประกอบ ปนกัน หรือเกิดร่วมกับจิตในลักษณะต่างกัน (สัมปยุตตา สังสัฏฐา สมุฏฐานา สหภุโน อนุปริวัตติโน — แต่ละคำเน้นมิติความสัมพันธ์คนละแบบ เช่น "เกิดจาก" จิตต่างจาก "เกิดร่วมกับ" จิตต่างจาก "แปรผันตามจิต") และแยกรูปที่อาศัยมหาภูตรูปเกิด (อัชฌัตติกา-พาหิรา, อุปาทา-โนอุปาทา) ปิดท้ายด้วยคู่สำคัญอุปาทินนา-อนุป
  67. หน้า ๓๐๖–๓๑๐ อุปาทานโคจฉกะ - ความยึดมั่นถือมั่น 4 ประการ อุปาทาน 4 คือระดับความยึดติดที่รุนแรงกว่าตัณหาธรรมดา ได้แก่ กามุปาทาน (ยึดกามคุณ), ทิฏฐุปาทาน (ยึดความเห็นผิดแบบนัตถิกทิฏฐิ เช่น เห็นว่าทำดีทำชั่วไม่มีผล), สีลัพพตุปาทาน (ยึดศีลพรตผิดๆ ว่าเป็นทางหลุดพ้น), และอัตตวาทุปาทาน (ยึดขันธ์ 5 เป็นตัวตน) ส่วนท้ายไล่แจกแจงคู่ผสมทั้งสี่ว่าประกอบร่วมกันได้อย่างไร โดยกามุปาทานเป็นแกนกลางที่ประกอบร่วมกับอีกสามตัวได้เสมอ
  68. หน้า ๓๑๐–๓๑๙ กิเลสโคจฉกะ - รากฐานกิเลส 10 ประการและการประกอบร่วมกันทุกคู่ หมวดนี้รวบรวมกิเลสวัตถุ 10 อย่าง คือ โลภะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ (ไม่ละอายบาป) และอโนตตัปปะ (ไม่กลัวบาป) ซึ่งถือเป็นรายชื่อกิเลสหลักที่ครอบคลุมกิเลสย่อยอื่นทั้งหมด จากนั้นส่วนที่ยาวที่สุดของบท (หน้า 315-318) คือการไล่จับคู่กิเลสทีละคู่ทุกคู่ที่เป็นไปได้ว่าตัวใดประกอบร่วมกับตัวใดได้ในจิตดวงเดียว (เช่น โลภะประกอบกับโมหะได้ แต่โลภะกับโทสะเกิดพร้อมกันไม่ได้เพราะเป็นคนละขั้วอารมณ์) ซึ่งเป็นการวางกรอบว่ากิเลสตัวใดเข้ากันได้และตัวใดขัดแย้งกันในธรรมชาติ ไม่ใช่เพียงรายการชื่
  69. หน้า ๓๑๙–๓๒๒ ทัสสเนนปหาตัพพทุกะ และภาวนายปหาตัพพทุกะ - กิเลสที่ละได้ด้วยการเห็นธรรม กับที่ต้องละด้วยการเจริญมรรค คู่ธรรมนี้แบ่งกิเลสตามขั้นตอนของการบรรลุธรรม: กิเลสที่ถูกถอนรากด้วยการเห็นธรรมครั้งแรก (โสดาปัตติมรรค) ได้แก่สังโยชน์ 3 คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส (ความเห็นผิดและความลังเลสงสัยหมดไปทันทีเมื่อเห็นสัจธรรม) ส่วนกิเลสที่เหลือ (โลภะ โทสะ โมหะที่ยังไม่ถูกละ) ต้องอาศัยการเจริญมรรคขั้นสูงต่อไปจึงจะละได้ทีละขั้น สะท้อนว่าความเห็นผิดตัดขาดได้ทันทีด้วยปัญญาที่เห็นแจ้ง แต่กิเลสฝ่ายราคะ-โทสะที่เป็นความเคยชินยังต้องขัดเกลาต่อเนื่อง จากนั้นซ้ำเนื้อหาเดิมในรูปแบบ "-เหตุกะ" คือธรรมที่มีกิเลสเหล่า
  70. หน้า ๓๒๒–๓๒๔ หมวดองค์ฌาน - สวิตักกา สวิจารา สัปปีติกา และความรู้สึกที่ประกอบร่วม ชุดคู่นี้จำแนกสภาวจิตตามองค์ประกอบของฌาน ซึ่งเป็นเกณฑ์จัดระดับภูมิจิต: มีวิตก (ยกจิตขึ้นสู่อารมณ์) กับไม่มี, มีวิจาร (ประคองจิตไว้กับอารมณ์) กับไม่มี, มีปีติกับไม่มี, ประกอบร่วมกับปีติกับไม่ประกอบ, ประกอบร่วมกับสุขกับไม่ประกอบ, และประกอบร่วมกับอุเบกขากับไม่ประกอบ แต่ละคู่ผูกกับ "ภูมิ" ที่องค์ฌานนั้นปรากฏได้ (เช่น วิตกวิจารมีเฉพาะกามาวจรและรูปาวจรบางชั้น ไม่มีในอรูปาวจร) ทำให้ทุกขันธ์ต้องพิจารณาว่าเกิดในภูมิที่มีองค์ฌานนั้นหรือไม่จึงจะจัดเข้าคู่ใด
  71. หน้า ๓๒๔–๓๒๖ ภูมิของจิตและคุณสมบัติพิเศษของมรรคผล - กามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร ปริยาปันนา นิยยานิกา นิยตา สอุตตรา สรณา ส่วนนี้จัดธรรมตามภูมิหรือระดับภพภูมิที่ท่องเที่ยวได้ (กามาวจร-รูปาวจร-อรูปาวจร กำหนดขอบเขตภพตั้งแต่อเวจีถึงเทวโลกชั้นต่างๆ) แล้วจึงจัดตามคุณสมบัติของธรรมที่ "พ้น" ขอบเขตภพเหล่านั้น (อปริยาปันนา คือมรรคผลนิพพาน) จากนั้นแยกมรรค 4 ว่าเป็นธรรมที่ "นำออก" จากสังสารวัฏได้จริง (นิยยานิกา) ต่างจากธรรมอื่น และแยกกรรมหนักที่ให้ผลแน่นอนตายตัว (นิยตา คืออนันตริยกรรม 5 กับมิจฉาทิฏฐิที่ดิ่ง และมรรค 4) จากธรรมที่ยังไม่แน่นอน ปิดท้ายด้วยสอุตตรา-อนุตตรา (ยังมีธรรมประเสริฐกว่า กับที่ไม่มีธรรมใดยิ่งกว่าคือมรรคผลนิ
  72. หน้า ๓๒๖–๓๒๘ สุตตันติกทุกะตอนต้น - วิชชา-อวิชชา พาลา-บัณฑิตา ตปนียา ไวพจน์ของบัญญัติ และนามรูป เมื่อขึ้นหมวดใหม่ เนื้อหาเปลี่ยนจากคู่ธรรมเฉพาะทางอภิธรรมมาเป็น "สุตตันติกทุกะ" ที่ยกมาจากพระสูตรโดยตรง: ธรรมฝ่ายวิชชา (ปัญญา) กับฝ่ายอวิชชา, ปัญญาในมรรคเบื้องต้น 3 เปรียบเหมือนสายฟ้า (ทำลายกิเลสได้แต่ยังไม่หมดสิ้น) ต่างจากปัญญาในอรหัตตมรรคที่เปรียบเหมือนเพชร (ตัดกิเลสขาดสิ้นเชิง), ธรรมฝ่ายพาล (อหิริกะ-อโนตตัปปะ) กับฝ่ายบัณฑิต (หิริ-โอตตัปปะ) ซึ่งเรียกอีกชื่อว่ากัณหา (ธรรมดำ) และสุกกา (ธรรมขาว), ธรรมที่แผดเผาผู้ทำ (ทุจริต 3) กับที่ไม่แผดเผา (สุจริต 3), คำไวพจน์สามคำความหมายเดียวกันคืออธิวจนา นิร
  73. หน้า ๓๒๘–๓๒๙ คู่ทิฏฐิในพระสูตร - ภวทิฏฐิ-วิภวทิฏฐิ สัสสตทิฏฐิ-อุจเฉททิฏฐิ อันตวาทิฏฐิ-อนันตวาทิฏฐิ ปุพพันตานุทิฏฐิ-อปรันตานุทิฏฐิ ชุดนี้จำแนกมิจฉาทิฏฐิตามแกนคำถามปรัชญาที่พระพุทธเจ้าทรงงดตอบ (อัพยากตปัญหา) ออกเป็นคู่ตรงข้ามคนละแบบ: ภวทิฏฐิ (เชื่อว่าอัตตาและโลกจักมีต่อไป) กับวิภวทิฏฐิ (เชื่อว่าจักดับสูญ), สัสสตทิฏฐิ (เที่ยงแท้ถาวร) กับอุจเฉททิฏฐิ (ขาดสูญ), อันตวาทิฏฐิ (โลกมีที่สุด) กับอนันตวาทิฏฐิ (โลกไม่มีที่สุด), และปุพพันตานุทิฏฐิ (ความเห็นปรารภอดีตกาล) กับอปรันตานุทิฏฐิ (ปรารภอนาคตกาล) ทุกคู่ล้วนเป็นการยึดถือสุดโต่งสองด้านของปัญหาเดียวกัน ซึ่งพระอภิธรรมจัดเป็นมิจฉาทิฏฐิทั้งคู่แม้จะดูเหมือนขัดแย้งกันเอง
  74. หน้า ๓๒๙–๓๓๐ อหิริกะ-โอตตัปปะ การว่าง่าย-ว่ายาก มิตรดี-มิตรชั่ว และอาปัตติกุสลตา (เริ่มต้น ยังไม่จบ) ปิดท้ายด้วยคู่จริยธรรมเชิงปฏิบัติ: อหิริกะ-อโนตตัปปะ (ไม่ละอายและไม่กลัวผลของบาป) เทียบกับหิริ-โอตตัปปะ (ละอายและกลัวบาป ซึ่งเป็นธรรมคุ้มครองโลก), โทวจัสสตา (นิสัยว่ายาก ดื้อรั้นเมื่อถูกตักเตือน) กับปาปมิตตตา (คบคนไม่ดี) เทียบกับโสวจัสสตา (นิสัยว่าง่าย รับฟังคำตักเตือน) กับกัลยาณมิตตตา (คบคนดี) ชี้ให้เห็นว่าอุปนิสัยส่วนตัวกับการเลือกคบมิตรเป็นปัจจัยเสริมกันในการพัฒนาหรือเสื่อมทางจิตใจ ส่วนท้ายสุดของช่วงหน้านี้เริ่มต้นหัวข้ออาปัตติกุสลตา (ความฉลาดในเรื่องอาบัติของภิกษุ ทั้งกองอาบัติ 5 และ 7) แต่เ
  75. หน้า ๓๓๑–๓๓๓ กุสลตา ๗ ประการ (ต่อ): อาบัติ สมาบัติ ธาตุ มนสิการ อายตนะ ปฏิจจสมุปบาท ฐานะ-อัฏฐานะ ช่วงนี้เริ่มต้นกลางเรื่อง โดยอาปัตติกุสลตา (ความฉลาดรู้เรื่องอาบัติและการออกจากอาบัติ) ค้างมาจากตอนก่อนหน้าและเพิ่งจบลงในหน้าแรก จากนั้นข้อความไล่อธิบาย "ความฉลาด" (กุสลตา) ในเรื่องต่าง ๆ ต่อเนื่องกัน ได้แก่ ความฉลาดในสมาบัติและการออกจากสมาบัติ ความฉลาดในธาตุ ๑๘ (เช่น จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ ฯลฯ อันเป็นการแยกประสบการณ์ทางผัสสะออกเป็นองค์ประกอบย่อยเพื่อไม่ให้ยึดถือเป็นตัวตน) ความฉลาดในอายตนะ ๑๒ และความฉลาดในปฏิจจสมุปบาท ซึ่งไล่ห่วงโซ่เหตุปัจจัยตั้งแต่อวิชชาจนถึงชราและกองทุกข์ทั้งมวล ปิด
  76. หน้า ๓๓๓–๓๓๕ คุณธรรมคู่: อาชชวะ-มัททวะ, ขันติ-โสรัจจะ, สาขัลยะ-ปฏิสันถาร, การสำรวม/ไม่สำรวมอินทรีย์, ความรู้จักประมาณในการบริโภค ส่วนนี้ยกคุณธรรมที่เป็นคู่ประกบกันมาอธิบายทีละคู่ อาชชวะ (ความซื่อตรงไม่คดโกง) คู่กับมัททวะ (ความอ่อนโยนไม่แข็งกระด้าง) ขันติ (ความอดทนอดกลั้น) คู่กับโสรัจจะ (ความสงบเสงี่ยมทางกายวาจา) สาขัลยะ (วาจาไพเราะอ่อนหวาน ตรงข้ามกับวาจาหยาบคายที่ทำร้ายผู้อื่น) คู่กับปฏิสันถาร (การต้อนรับด้วยอามิสหรือด้วยธรรม) จากนั้นอธิบายการไม่สำรวมอินทรีย์ทั้งหก คือเมื่อเห็นรูปแล้วยึดถือลักษณะรวม (นิมิต) และลักษณะปลีกย่อย (อนุพยัญชนะ) จนกิเลสไหลบ่าเข้ามา เทียบกับการสำรวมอินทรีย์ที่ระวังไม่ให้เกิดเช่นนั้น และปิดท้ายด้วย
  77. หน้า ๓๓๕–๓๓๖ สติ-สัมปชัญญะ, พละ ๒, สมถะ-วิปัสสนา และนิมิตของสมถะ อธิบายคู่ตรงข้ามระหว่างมุฏฐสัจจะ-อสัมปชัญญะ (ความหลงลืมสติและไม่รู้ตัว) กับสติ-สัมปชัญญะ (ความระลึกได้และปัญญารู้ตามจริง) จากนั้นแยกพละสองอย่างคือปฏิสังขานพละ (กำลังแห่งการพิจารณาด้วยปัญญา) กับภาวนาพละ (กำลังแห่งการเจริญกุศลธรรมซ้ำ ๆ จนคล่องแคล่ว ซึ่งระบุว่าได้แก่โพชฌงค์ทั้งเจ็ด) ต่อด้วยสมถะ (ความตั้งมั่นของจิต) กับวิปัสสนา (ปัญญาเห็นแจ้ง) และองค์ประกอบที่หนุนสมาธิ คือสมถนิมิต ปัคคาหนิมิต (สิ่งเร้าให้เกิดความเพียร) ปัคคาหะ (ความเพียรเอง) และอวิกเขปะ (ความไม่ฟุ้งซ่าน)
  78. หน้า ๓๓๖–๓๓๙ ศีล-ทิฏฐิ: วิบัติ สมบัติ วิสุทธิ, ความสังเวช, วิชชา-วิมุตติ (จบนิกเขปกัณฑ์) ส่วนนี้เปรียบเทียบศีลกับทิฏฐิในสามระดับคู่ขนานกัน คือ วิบัติ (ศีลวิบัติ = การละเมิดทางกายวาจา, ทิฏฐิวิบัติ = มิจฉาทิฏฐิเช่นเห็นว่าทำดีทำชั่วไม่มีผล) สมบัติ (การไม่ละเมิดศีล และสัมมาทิฏฐิที่เห็นตรงข้ามกับมิจฉาทิฏฐิข้างต้น) และวิสุทธิ ซึ่งทิฏฐิวิสุทธิถูกนิยามผ่านญาณ ๔ อย่าง คือญาณรู้ว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตน ญาณคล้อยตามสัจจะ ญาณของผู้ตั้งอยู่ในมรรค และญาณของผู้ตั้งอยู่ในผล จากนั้นอธิบายความสังเวช คือความกลัวต่อความเกิด แก่ เจ็บ ตาย อันเป็นแรงผลักดันให้เพียรละอกุศลและเจริญกุศลอย่างไม่ท้อถอย และปิดท้า
  79. หน้า ๓๔๐–๓๔๑ เริ่มอัตถุทธารกัณฑ์: ทบทวนกุศล-อกุศล-อัพยากตะ และติกะเวทนา ที่หน้า ๓๔๐ ปรากฏหัวข้อใหม่ชัดเจนว่า "อัตถุทฺธารกณฺฑํ" เป็นการเริ่มวิธีอธิบายแบบใหม่ที่กระชับกว่านิกเขปกัณฑ์มาก แทนที่จะแจกแจงองค์ธรรมของแต่ละคำในมาติกาอย่างละเอียดเหมือนก่อนหน้านี้ ส่วนนี้เพียง "สกัดความหมาย" ของแต่ละติกะ/ทุกะโดยระบุสั้น ๆ ว่าองค์ธรรมใดจัดเข้าพวกใด เริ่มด้วยติกะกุศล-อกุศล-อัพยากตะที่ทวนซ้ำอย่างรวบรัด จากนั้นเข้าสู่ติกะเวทนา ซึ่งจำแนกจิตทุกดวงตามความรู้สึกที่ประกอบร่วม คือสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา โดยชี้ให้เห็นว่าความรู้สึกชนิดเดียวกันอาจเกิดร่วมกับจิตต่างระดับได้ เช
  80. หน้า ๓๔๑–๓๔๒ ติกะวิบาก, ติกะอุปาทินนุปาทานิยะ, ติกะสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะ ติกะวิบากแยกธรรมเป็นสามกลุ่มคือ ตัวผลของกรรมเอง (วิบาก) ธรรมที่ยังก่อให้เกิดผลของกรรมได้อีก (วิปากธรรมธรรม คือกุศลอกุศล) และธรรมที่ไม่ใช่ทั้งสอง (กิริยา รูป นิพพาน) ติกะถัดมาแยกรูปและจิตที่ "ถูกยึดถือ" ด้วยอำนาจกรรมและกิเลส (อุปาทินนุปาทานิยะ เช่นรูปที่เกิดจากกรรม) กับที่ไม่ถูกยึดถือแต่ยังเป็นอารมณ์ของอุปาทานได้ (อนุปาทินนุปาทานิยะ) และที่พ้นขอบเขตอุปาทานไปเลย (อนุปาทินนานุปาทานิยะ คือมรรค ผล นิพพาน) ปิดท้ายด้วยติกะที่แยกจิตอกุศลซึ่ง "เศร้าหมองอยู่แล้วและเป็นเหตุให้เศร้าหมองต่อ" ออกจากธรรมที่แม้
  81. หน้า ๓๔๒–๓๔๔ ติกะวิตกวิจาร และติกะปีติ-สุข-อุเบกขา ติกะวิตกวิจารจำแนกจิตตามองค์ฌานที่ประกอบอยู่ คือมีทั้งวิตกและวิจาร (เช่นปฐมฌาน) มีเพียงวิจารอย่างเดียว (ทุติยฌานในนัยปัญจกฌาน) หรือไม่มีทั้งสอง (ฌานขั้นสูงและวิญญาณ ๕) แสดงให้เห็นว่าการเจริญฌานคือกระบวนการค่อย ๆ ตัดองค์ประกอบทางความคิดที่หยาบออกไปทีละชั้น ติกะปีติ-สุข-อุเบกขาก็ใช้หลักเดียวกัน คือจำแนกจิตตามความรู้สึกปลาบปลื้ม (ปีติ) สุขกาย-ใจ หรือความรู้สึกเฉย ๆ ที่ประกอบร่วม ซึ่งลดหลั่นกันไปตามระดับฌาน เช่นฌานที่สี่ตัดทั้งปีติและสุขออก เหลือแต่อุเบกขา
  82. หน้า ๓๔๔–๓๔๕ ติกะธรรมที่ละได้ด้วยการเห็นหรือด้วยการเจริญภาวนา ติกะนี้แบ่งอกุศลธรรมตามวิธีที่จะถูกละ คือกลุ่มที่ประกอบด้วยทิฏฐิและวิจิกิจฉาถูกละได้ด้วย "การเห็น" (คือด้วยโสดาปัตติมรรค เพราะเป็นความเข้าใจผิดเชิงหลักการที่มรรคจิตแรกกำจัดได้ทันที) กลุ่มที่ประกอบด้วยอุทธัจจะถูกละได้ด้วย "การเจริญภาวนา" เท่านั้น (เพราะเป็นความหยาบกระด้างของจิตที่ต้องขัดเกลาต่อเนื่องด้วยมรรคเบื้องสูง) ส่วนโลภะและโทสะที่ไม่ประกอบทิฏฐิจัดเป็น "บางทีก็ถูกละด้วยการเห็น บางทีก็ด้วยภาวนา" แล้วแต่ระดับความหยาบละเอียด และยังมีนัยเดียวกันซ้ำอีกครั้งในแง่ของโมหะที่เป็นเหตุประกอบอยู่ในจิตเห
  83. หน้า ๓๔๕–๓๔๖ ติกะสะสม-ไม่สะสมภพ, พระเสขะ-อเสขะ, ธรรมจำกัด-มหัคคตะ-อัปปมาณะ ติกะแรกแยกกุศล-อกุศลที่ยังสะสมการเวียนว่ายต่อไป (อาจยคามี) ออกจากมรรคที่ทำให้ภพหมดไป (อปจยคามี) และวิบาก-กิริยาที่ไม่จัดอยู่ในสองฝ่ายนั้น ติกะเสขะ-อเสขะแยกผู้ยังต้องศึกษา (โสดาบันถึงอนาคามี) จากพระอรหัตผลอันเป็นที่สุดแห่งการศึกษา และจากปุถุชนที่ไม่นับเข้าทั้งสองฝ่าย ส่วนติกะปริตตะ-มหัคคตะ-อัปปมาณะจำแนกระดับของจิตตามขอบเขต คือจิตกามาวจรที่มีกำลังจำกัด (ปริตตะ) จิตรูปาวจร-อรูปาวจรที่ยิ่งใหญ่กว่า (มหัคคตะ) และมรรคผลนิพพานที่ประมาณมิได้ (อัปปมาณะ)
  84. หน้า ๓๔๖–๓๔๘ ธรรมที่มีอารมณ์จำกัด-มหัคคตะ-อัปปมาณะ, เลว-กลาง-ประณีต, ตายตัวหรือไม่ในความผิด-ถูก, ธรรมที่เกี่ยวกับมรรค ต่อยอดจากติกะก่อนหน้า คราวนี้พิจารณาไม่ใช่ตัวจิตเอง แต่พิจารณาว่าจิตนั้น "มีอารมณ์" แบบจำกัด มหัคคตะ หรืออัปปมาณะ เช่นจิตที่รับรู้อรูปฌานขั้นสูงจัดว่ามีอารมณ์มหัคคตะ ติกะหีนะ-มัชฌิมะ-ปณีตะจำแนกอกุศลทั้งสิบสองเป็นชั้นเลว กุศล-วิบาก-กิริยาทั่วไปเป็นชั้นกลาง และมรรคผลนิพพานเป็นชั้นประณีต ติกะมิจฉัตตนิยตะ-สัมมัตตนิยตะ-อนิยตะแยกจิตที่ดิ่งไปสู่ผลแน่นอนในทางผิดหรือถูก ออกจากจิตที่ยังไม่แน่นอน และปิดท้ายด้วยติกะที่พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างธรรมกับมรรค คือเป็นอารมณ์ของมรรค เป็นเหตุแห่งมรรค หรือเป็นประธาน
  85. หน้า ๓๔๘–๓๕๐ ธรรมที่เกิดแล้ว-ยังไม่เกิด, กาลสามและอารมณ์ตามกาล, ภายใน-ภายนอก, มีสีสัน-กระทบได้ (จบหมวดติกะ) ช่วงนี้ไล่ติกะที่เหลืออีกหลายชุดในรูปแบบเดียวกัน คือธรรมที่เกิดขึ้นแล้วหรือยังไม่เกิด (โดยนิพพานอยู่นอกเหนือคำถามนี้เพราะไม่ใช่สิ่งปรุงแต่ง) ธรรมที่เป็นอดีต อนาคต หรือปัจจุบัน และธรรมที่มีอารมณ์เป็นอดีต อนาคต หรือปัจจุบัน (เช่นอรูปฌานบางขั้นที่รับรู้อรูปฌานขั้นก่อนซึ่งดับไปแล้วจึงมีอารมณ์เป็นอดีต) ธรรมที่เป็นภายใน-ภายนอก-ทั้งสอง และที่มีอารมณ์เป็นภายในหรือภายนอก และปิดท้ายด้วยติกะที่แยกรูปายตนะ (มีทั้งสีสันให้เห็นและกระทบได้) จากอายตนะอื่น ๆ ที่กระทบได้แต่มองไม่เห็น และธรรมที่ทั้งมองไม่เห็นทั้งก
  86. หน้า ๓๕๑–๓๕๔ เริ่มหมวดทุกะ: เหตุ ๖ กับการจำแนกซ้อนสี่แบบ หลังจบหมวดติกะแล้ว หน้า ๓๕๑ เข้าสู่หมวดทุกะ (ธรรมคู่) ทุกะแรกว่าด้วย "เหตุ" คือรากเหง้าทางจิตทั้งหกอย่าง ได้แก่ อโลภะ อโทสะ อโมหะ (เหตุฝ่ายกุศล/วิบาก/กิริยา) และโลภะ โทสะ โมหะ (เหตุฝ่ายอกุศล) เทียบกับธรรมที่ไม่ใช่เหตุเลย จากนั้นข้อความสาธิตวิธีจำแนกซ้อนสี่แบบที่จะใช้ซ้ำกับทุกทุกะต่อจากนี้ คือ มีเหตุประกอบหรือไม่มีเหตุประกอบ (สเหตุกะ-อเหตุกะ) ประกอบกับเหตุโดยตรงหรือไม่ (เหตุสัมปยุตตะ-เหตุวิปปยุตตะ) และธรรมที่ทั้งเป็นเหตุเองและมีเหตุอื่นร่วมด้วยในเวลาเดียวกัน (เช่นจิตที่มีเหตุสองสามตัวเกิดพร้อมกัน
  87. หน้า ๓๕๔–๓๕๕ มีปัจจัย-ไม่มีปัจจัย, ปรุงแต่ง-ไม่ปรุงแต่ง, มีสีให้เห็น-ไม่มี, กระทบได้-ไม่ได้ ทุกะเหล่านี้ล้วนวนกลับมาที่จุดร่วมเดียวกันคือ นิพพานเป็นข้อยกเว้นหนึ่งเดียวเสมอ สัปปัจจยะ-อัปปัจจยะแยกธรรมที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น (ทุกอย่างในโลก) จากนิพพานซึ่งไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง สังขตะ-อสังขตะก็เป็นแนวคิดเดียวกันในอีกชื่อหนึ่ง (สิ่งที่ถูกปรุงแต่งกับสิ่งที่ไม่ถูกปรุงแต่ง) ส่วนสนิทัสสนะ-อนิทัสสนะแยกรูปายตนะซึ่งมองเห็นได้ด้วยตาออกจากธรรมอื่นทั้งหมดที่มองไม่เห็น และสัปปฏิฆะ-อัปปฏิฆะแยกอายตนะทางกายภาพที่กระทบกระทั่งกันได้ (เช่นตา หู จมูก) จากธรรมที่ไม่มีการกระทบกันในลักษณะนั้น
  88. หน้า ๓๕๕ มีรูป-ไม่มีรูป, ทางโลก-เหนือโลก ทุกะรูปิโน-อรูปิโนแยกมหาภูตรูปสี่และรูปที่อาศัยมหาภูตรูปเกิด ออกจากจิต เจตสิก และนิพพานซึ่งไม่มีรูป ทุกะโลกิยะ-โลกุตตระแยกกุศล อกุศล วิบาก กิริยา และรูปทั้งปวงซึ่งยังวนอยู่ในโลก ออกจากมรรค ผล และนิพพานซึ่งพ้นโลก ปิดท้ายด้วยข้อความสั้น ๆ ว่าธรรมทั้งปวงย่อมเป็นที่รู้ได้ด้วยจิตบางประเภทและไม่เป็นที่รู้ได้ด้วยจิตบางประเภท
  89. หน้า ๓๕๕–๓๕๗ ทุกะอาสวะ: กาม ภพ ทิฏฐิ อวิชชา อาสวะสี่คือกิเลสที่หมักดองไหลซึมอยู่ในจิตสันดาน ได้แก่ กามาสวะ (เกิดร่วมกับจิตโลภะ ๘ ดวง) ภวาสวะ (เกิดกับโลภะที่ไม่ประกอบทิฏฐิ ๔ ดวง) ทิฏฐาสวะ (เกิดกับโลภะที่ประกอบทิฏฐิ ๔ ดวง) และอวิชชาสวะ (เกิดร่วมกับอกุศลทุกดวง) จากนั้นใช้สูตรจำแนกซ้อนแบบเดียวกับทุกะเหตุ คือแยกว่าธรรมใดเป็นอาสวะเอง เป็นเพียงสิ่งที่อาสวะอาศัยเกาะได้ (สาสวะ) หรือพ้นจากอาสวะไปเลย (อนาสวะ คือมรรค ผล นิพพาน) พร้อมทั้งแยกว่าประกอบกับอาสวะโดยตรงหรือไม่
  90. หน้า ๓๕๗–๓๖๐ ทุกะสัญโญชน์: เครื่องผูกมัดสิบอย่าง สัญโญชน์สิบคือกิเลสที่ผูกสัตว์ไว้กับการเวียนว่ายตายเกิด ได้แก่ กามราคะ ปฏิฆะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ภวราคะ อิสสา มัจฉริยะ และอวิชชา แต่ละอย่างถูกระบุว่าเกิดร่วมกับจิตกลุ่มใด เช่นปฏิฆสัญโญชน์เกิดกับจิตโทมนัสเท่านั้น ขณะที่อวิชชาสัญโญชน์เกิดร่วมกับอกุศลทุกดวง จากนั้นใช้สูตรจำแนกซ้อนแบบเดิมคือ เป็นสัญโญชน์เอง เป็นเพียงสิ่งที่สัญโญชน์เกาะได้ (สัญโญชนิยะ) หรือพ้นไปเลย (อสัญโญชนิยะ คือมรรค ผล นิพพาน) และประกอบกับสัญโญชน์โดยตรงหรือไม่
  91. หน้า ๓๖๐–๓๖๒ ทุกะคันถะ: เครื่องร้อยรัดกายสี่อย่าง คันถะสี่คือกิเลสที่ผูกรัดกายและใจไว้กับความเห็นผิด ได้แก่ อภิชฌากายคันถะ (ความโลภอยากได้ เกิดกับโลภะ ๘ ดวง) พยาปาทกายคันถะ (ความพยาบาท เกิดกับโทมนัส ๒ ดวง) สีลัพพตปรามาสกายคันถะ (การยึดถือศีลพรตผิด ๆ ว่าจะทำให้บริสุทธิ์) และอิทังสัจจาภินิเวสกายคันถะ (ความยึดมั่นว่าความเห็นของตนเท่านั้นจริง ทั้งสองข้อหลังเกิดร่วมกับจิตที่ประกอบทิฏฐิ ๔ ดวง) แล้วใช้สูตรจำแนกซ้อนแบบเดียวกับทุกะก่อนหน้าเพื่อแยกคันถะเองออกจากสิ่งที่เป็นเพียงอารมณ์ของคันถะ
  92. หน้า ๓๖๒–๓๖๕ โอฆะ-โยคะ (ย่อ) และทุกะนิวรณ์: เครื่องกั้นจิตหกอย่าง ทุกะโอฆะและโยคะถูกย่อไว้ (เปยยาละ) เพราะมีเนื้อหาซ้ำกับอาสวะทั้งสี่ที่อธิบายไปแล้ว ส่วนนิวรณ์หกคือธรรมที่กั้นจิตไม่ให้เข้าถึงสมาธิและปัญญา ได้แก่ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะ กุกกุจจะ วิจิกิจฉา และอวิชชา แต่ละอย่างเกิดกับจิตกลุ่มต่างกัน เช่นถีนมิทธะเกิดเฉพาะกับอกุศลที่มีการชักนำ (สสังขาริก) ส่วนอวิชชานิวรณ์เกิดกับอกุศลทุกดวง จากนั้นใช้สูตรจำแนกซ้อนแบบเดิมแยกนิวรณ์เองจากสิ่งที่เป็นเพียงอารมณ์ของนิวรณ์
  93. หน้า ๓๖๕–๓๖๖ ทุกะปรามาส: การจับฉวยด้วยทิฏฐิ ปรามาสในที่นี้หมายถึงทิฏฐิปรามาสเพียงอย่างเดียว คือการยึดจับความเห็นผิดอย่างเหนียวแน่น เกิดร่วมกับจิตที่ประกอบทิฏฐิทั้งสี่ดวงเท่านั้น ต่างจากอกุศลอื่น ๆ ที่แม้ไม่มีทิฏฐิร่วมด้วยก็ยังถูกจัดเป็น "ปรามัฏฐะ" คือสิ่งที่ปรามาสอาจยึดจับเป็นอารมณ์ได้ ส่วนมรรคผลนิพพานพ้นจากการถูกปรามาสยึดจับโดยสิ้นเชิง
  94. หน้า ๓๖๖–๓๖๙ ทุกะสารัมมณะ, จิต-เจตสิก และความสัมพันธ์ของจิตกับนามรูปที่เกิดร่วม ช่วงนี้เปลี่ยนแกนการจำแนกจากกิเลสไปที่ธรรมชาติของจิตเอง เริ่มด้วยสารัมมณะ-อนารัมมณะ (มีอารมณ์รับรู้หรือไม่ โดยรูปและนิพพานไม่มีอารมณ์) จากนั้นแยกจิต (วิญญาณ ๗ ประเภท) ออกจากเจตสิก (เวทนา สัญญา สังขารขันธ์) และไล่อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างจิตกับสิ่งที่เกิดร่วม คือประกอบกับจิต ระคนกับจิต มีจิตเป็นแดนเกิด (จิตสมุฏฐาน เช่นวิญญัติทางกายวาจาและรูปที่เกิดจากใจ) เกิดร่วมกับจิต และคล้อยตามจิตไปด้วย แสดงให้เห็นว่าเจตสิกและรูปบางชนิดผูกพันกับจิตในหลายมิติพร้อมกัน ขณะที่นิพพานและรูปส่วนใหญ่ไม่ผูกพันกับจิตในล
  95. หน้า ๓๖๙–๓๗๐ ภายใน-ภายนอก, รูปอาศัย-รูปเดิม, ธรรมที่ถูกกรรมยึด-ไม่ถูกยึด อัชฌัตติกะ-พาหิระแยกอายตนะภายในหก (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) จากอารมณ์ภายนอกหก อุปาทา-โนอุปาทาแยกรูปที่อาศัยมหาภูตรูปเกิด (รูปทุติยภูมิ เช่นสี กลิ่น รส) ออกจากมหาภูตรูปสี่เองซึ่งเป็นรูปต้นกำเนิด และอุปาทินนะ-อนุปาทินนะแยกวิบากและรูปที่เกิดจากกรรม (ถูกกรรมยึดครองไว้) ออกจากกุศล อกุศล กิริยา และรูปที่ไม่ได้เกิดจากกรรม
  96. หน้า ๓๗๐–๓๗๒ ทุกะอุปาทาน: การยึดมั่นสี่อย่าง อุปาทานสี่คือการยึดมั่นถือมั่นในระดับที่รุนแรงกว่าตัณหา ได้แก่ กามุปาทาน (ยึดในกามเกิดกับโลภะ ๘ ดวง) ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน และอัตตวาทุปาทาน (ยึดในความเห็นผิด ศีลพรตผิด และทฤษฎีเรื่องอัตตา ทั้งสามเกิดกับจิตที่ประกอบทิฏฐิ ๔ ดวง) แล้วใช้สูตรจำแนกซ้อนเดิมแยกอุปาทานเองจากสิ่งที่เป็นเพียงอารมณ์ของอุปาทาน (อุปาทานิยะ) และจากมรรคผลนิพพานซึ่งพ้นอุปาทานไปเลย
  97. หน้า ๓๗๒–๓๗๔ ทุกะกิเลส: มูลเหตุแห่งความเศร้าหมองสิบอย่าง กิเลสวัตถุสิบคือรากฐานของความเศร้าหมองทั้งปวง ได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ และอโนตตัปปะ โดยระบุว่าแต่ละอย่างเกิดกับจิตกลุ่มใด เช่นอหิริกะและอโนตตัปปะ (ความไม่ละอายและไม่เกรงกลัวต่อบาป) เกิดร่วมกับอกุศลทุกดวงเสมอ จึงเป็นเครื่องชี้ว่าอกุศลจิตทุกดวงล้วนขาดหิริโอตตัปปะเป็นพื้นฐาน จากนั้นใช้สูตรจำแนกซ้อนเดิมแยกกิเลสเองจากสิ่งที่เศร้าหมองได้ (สังกิเลสิกะ) และจากสิ่งที่เศร้าหมองอยู่แล้วจริง (สังกิลิฏฐะ)
  98. หน้า ๓๗๔–๓๗๙ ทบทวนแบบทุกะ: ธรรมที่ละด้วยการเห็นหรือภาวนา, องค์ฌาน, ปีติ-สุข ช่วงนี้หยิบประเด็นที่เคยอธิบายเป็นติกะไปแล้วในตอนต้นของอัตถุทธารกัณฑ์ (หน้า ๓๔๔-๓๔๕ และ ๓๔๒-๓๔๔) มาอธิบายซ้ำในรูปแบบทุกะที่ง่ายกว่า คือตัดกลุ่ม "บางทีก็ใช่บางทีก็ไม่ใช่" ออกไป ให้เหลือเพียงสองฝ่ายชัดเจนตามแบบที่ใช้ในพระสูตร ได้แก่ ธรรมที่ละได้ด้วยการเห็นหรือด้วยภาวนา (พร้อมนัยที่ว่าด้วยเหตุ) และองค์ฌานต่าง ๆ คือมีวิตกหรือไม่มีวิตก มีวิจารหรือไม่มีวิจาร ประกอบด้วยปีติหรือไม่ และประกอบด้วยความสุขหรือไม่ ซึ่งล้วนไล่ตามลำดับการถอดถอนองค์ฌานที่หยาบออกทีละขั้นเช่นเดิม
  99. หน้า ๓๗๙–๓๘๑ อุเบกขา, ภูมิของจิต (กามาวจร-รูปาวจร-อรูปาวจร), นำออกจากวัฏฏะ, ตายตัว, มีธรรมยิ่งกว่า, มีข้าศึก ปิดท้ายหมวดทุกะด้วยชุดธรรมที่เกี่ยวกับภูมิและสถานะของจิต คือประกอบด้วยอุเบกขาหรือไม่ จัดอยู่ในภูมิกามาวจร รูปาวจร หรืออรูปาวจร นับเข้าในภูมิทั้งสามหรือพ้นภูมิไปแล้ว (ปริยาปันนะ-อปริยาปันนะ) เป็นเครื่องนำสัตว์ออกจากวัฏฏะได้จริงหรือไม่ (นิยยานิกะ คือเฉพาะมรรค) จิตบางกลุ่มตายตัวแน่นอนในทางผิดหรือไม่แน่นอน (นิยตะ-อนิยตะ) มีธรรมอื่นที่ยิ่งกว่าหรือไม่ (สอุตตระ-อนุตตระ โดยมรรคผลนิพพานเท่านั้นที่ไม่มีสิ่งใดยิ่งกว่า) และสุดท้ายคือธรรมที่ยังมีข้าศึกคือกิเลสรบกวนอยู่ (สรณะ คืออกุศลสิบสองดวง) เทียบกับธรรมที
  100. หน้า ๓๘๑ โคลงจบพระคัมภีร์: "ธมฺมสงฺคณิปฺปกรณํ นิฏฺฐิตํ" หลังจากทุกะสุดท้ายคือสรณะ-อรณะจบลง ข้อความปิดท้ายเล่มปรากฏว่า "ธมฺมสงฺคณิปฺปกรณํ นิฏฺฐิตํ ฯ" (คัมภีร์ธัมมสังคณีจบบริบูรณ์) นี่คือโคลงปิดคัมภีร์ที่ยืนยันว่าเนื้อหาทั้งหมดของธัมมสังคณี ซึ่งเป็นคัมภีร์เล่มแรกของพระอภิธรรมปิฎก ได้จบลงอย่างสมบูรณ์ที่หน้า ๓๘๑ นี้ ยืนยันว่านี่คือจุดสิ้นสุดที่แท้จริงของเล่ม ๓๔ ทั้งเล่ม