ปัฏฐาน ภาค ๒
บาลีสยามรัฐ · พระอภิธรรมปิฎก · เล่มที่ ๔๑ · ๖๔๗ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๓๑ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๔ ปฏิจจวาร เหตุปัจจัย: ธรรมประเภทเดียวเป็นฐาน (วิตักกติกะ) เปิดวิตักกติกะซึ่งจำแนกธรรมตามองค์วิตก-วิจาร ได้แก่ สวิตักกสวิจาร (มีทั้งวิตกและวิจาร) อวิตักกวิจารมัตตะ (มีแต่วิจาร) และอวิตักกอวิจาร (ไม่มีทั้งสอง) ส่วนนี้ใช้เหตุปัจจัยเป็นตัวตั้ง แสดงว่ามูลเหตุที่ประกอบในจิตสวิตักกสวิจารเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ร่วมประเภทเดียวกัน แต่เหตุชุดเดียวกันนั้นยังเป็นปัจจัยแยกแก่วิตกเพียงตัวเดียว (จัดเป็นกลุ่มอวิตักกวิจารมัตตะ) และแก่รูปที่จิตนั้นก่อขึ้น (จัดเป็นอวิตักกอวิจาร เพราะรูปไม่มีวิตกวิจาร) เช่น ในขณะปฏิสนธิ เหตุของจิตสวิตักกสวิจารเป็นปัจจัยทั้งแก่ขันธ์ร่วม แก่วิตก
- หน้า ๕–๙ ปฏิจจวาร เหตุปัจจัย: ธรรมสองสามประเภทรวมกันเป็นฐาน ยังอยู่ในเหตุปัจจัยของปฏิจจวาร แต่เปลี่ยนฐานธรรมจากประเภทเดียวมาเป็นธรรมสองหรือสามประเภทรวมกัน เช่น ขันธ์สวิตักกสวิจารรวมกับรูปอวิตักกอวิจาร (นามกับรูปที่นามนั้นก่อ) ทำหน้าที่เป็นเหตุร่วมกันแก่ผลที่เกิดขึ้น แสดงว่านามและรูปที่เกิดพร้อมกันสามารถเป็นฐานเหตุร่วมสำหรับขันธ์รุ่นถัดไปได้ ตัวอย่างเช่น ขันธ์สวิตักกสวิจารและกฏัตตารูปในขณะปฏิสนธิรวมกันเป็นเหตุแก่ขันธ์สวิตักกสวิจารที่ตามมา หรือขันธ์สวิตักกสวิจารรวมกับวิตกเป็นเหตุแก่ขันธ์และวิตกรุ่นถัดไป เป็นการขยายหลักการเดิมให้ครอบคลุมฐานที่ซับซ้อนขึ้นเท่
- หน้า ๑๐–๑๓ ปฏิจจวาร อารัมมณปัจจัย เปลี่ยนจากเหตุปัจจัยมาเป็นอารัมมณปัจจัย โดยใช้รูปแบบคำถามเดียวกันกับหมวดเหตุปัจจัยที่ผ่านมา เพียงเปลี่ยนความสัมพันธ์เป็นธรรมประเภทหนึ่งทำหน้าที่เป็น "อารมณ์" ให้ธรรมอีกประเภทเกิดขึ้น เนื้อหาส่วนใหญ่ถูกย่อด้วยจุดไข่ปลาเพราะซ้ำแบบกับเหตุปัจจัย ปิดท้ายด้วยข้อความสำคัญว่ามีเพียงเหตุปัจจัยกับอารัมมณปัจจัยเท่านั้นที่คัมภีร์แจกแจงเต็มรูปแบบ ส่วนปัจจัยที่เหลืออีก ๒๐ ให้ผู้ศึกษาแจกแจงเองตามแนวเดียวกัน จึงควรเข้าใจว่าเป็นแนวปฏิบัติในการย่อคัมภีร์ มิใช่เนื้อหาใหม่เชิงเหตุผล
- หน้า ๑๔–๑๘ ปฏิจจวาร วิปปยุตตปัจจัย: ธรรมประเภทเดียวเป็นฐาน วิปปยุตตปัจจัย (ปัจจัยโดยความไม่ประกอบกัน) ใช้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างนามธรรมกับรูปธรรมโดยเฉพาะ เพราะนามกับรูปเป็นสภาวะที่ไม่อาจประกอบเป็นอันเดียวกันได้ เช่น จิตสวิตักกสวิจารเป็นปัจจัยแก่รูปที่จิตนั้นก่อขึ้นโดยวิปปยุตตปัจจัย และวัตถุ (ที่ตั้งทางกาย) ก็เป็นปัจจัยแก่จิตในขณะปฏิสนธิด้วยวิปปยุตตปัจจัยเช่นกัน ส่วนนี้ลงรายละเอียดรูปธรรมมากเป็นพิเศษ (มหาภูตรูป อุปาทายรูป กฏัตตารูป รูปที่เกิดจากอาหารและอุตุ) เพราะฐานอวิตักกอวิจารซึ่งครอบคลุมรูปธรรมทั้งหมดต้องอาศัยรายละเอียดเหล่านี้เพื่ออธิบายความไม่ประ
- หน้า ๑๙–๒๔ ปฏิจจวาร วิปปยุตตปัจจัยฐานผสม และปิดฝ่ายอนุโลม ดำเนินวิปปยุตตปัจจัยต่อด้วยฐานธรรมแบบผสม (สองสามประเภทรวมกัน) ตามรูปแบบเดิม จากนั้นอัตถิปัจจัย นัตถิปัจจัย วิคตปัจจัย และอวิคตปัจจัยถูกย่อทั้งหมดเพราะซ้ำรูปแบบกับปัจจัยก่อนหน้า ตามด้วยตาราง "คณนา" ที่นับจำนวนข้อคำถามของแต่ละปัจจัยทั้ง ๒๔ ข้อ (เช่น เหตุปัจจัยมี ๓๗ ข้อ อารัมมณปัจจัยมี ๒๑ ข้อ) ซึ่งเป็นเพียงตารางอ้างอิงสำหรับนับจำนวนกรณี ไม่มีความหมายเชิงเหตุผลเพิ่มเติมให้อธิบาย ปิดท้ายด้วยคำว่า "อนุโลมํ" ก่อนเปิดฝ่ายปฏิกเขปด้วยนเหตุปัจจัยในบรรทัดสุดท้ายของหน้า ๒๔
- หน้า ๒๕–๓๐ ปฏิจจวาร ปัจจนียะ: นเหตุปัจจัย (อเหตุกธรรม) เข้าสู่ฝ่ายปัจจนียะ (ปฏิเสธ) ด้วยนเหตุปัจจัย ซึ่งแสดงกรณีที่ธรรมเกิดขึ้นโดยไม่มีมูลเหตุ (อเหตุกะ) เช่น จิตที่ประกอบด้วยวิจิกิจฉาหรืออุทธัจจะ (โมหมูลจิต) แม้ไม่มีมูลเหตุฝ่ายกุศลหรืออกุศลประกอบ ก็ยังจัดเป็นสวิตักกสวิจารได้เพราะยังมีองค์วิตกวิจาร แสดงว่าการจำแนกตามวิตกวิจารเป็นคนละมิติกับการมีหรือไม่มีมูลเหตุ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงทวิปัญจวิญญาณ (จิตเห็น ได้ยิน ฯลฯ) ซึ่งเป็นอเหตุกะและจัดเป็นอวิตักกอวิจาร รวมทั้งรูปที่เกิดจากภายนอก จากอาหาร จากอุตุ และธรรมของอสัญญสัตว์ ซึ่งล้วนเป็นอวิตักกอวิจารเพราะไม่
- หน้า ๓๑–๓๔ ปฏิจจวาร ปัจจนียะ: นอารัมมณ นอธิปติ และกลุ่มนอนันตระ นอารัมมณปัจจัย (ไม่มีอารมณ์) เป็นปัจจัยเฉพาะฝ่ายรูปธรรม เพราะรูปไม่สามารถรับอารมณ์ได้ จึงกล่าวถึงเฉพาะรูปอวิตักกอวิจารที่เกิดจากจิตหรือกรรม จากนั้นนอธิปติปัจจัยแสดงว่าจิตวิบากบางประเภท เช่น อวิตักกวิจารมัตตะและอวิตักกอวิจารฝ่ายวิบาก เกิดขึ้นได้เองโดยไม่ต้องอาศัยธรรมที่เป็นประธานเลย ปิดท้ายด้วยนอนันตรปัจจัย นสมนันตรปัจจัย นอัญญมัญญปัจจัย และนอุปนิสสยปัจจัย ซึ่งถูกย่อรวมกันเพราะมีรูปแบบเหมือนนอารัมมณปัจจัย
- หน้า ๓๕–๔๐ ปฏิจจวาร ปัจจนียะ: นปุเรชาตถึงปิดปฏิจจวาร นปุเรชาตปัจจัยถูกอธิบายเฉพาะในภูมิอรูปซึ่งไม่มีวัตถุ (ที่ตั้งทางกาย) เลย แสดงว่านามธรรมต่างองค์วิตกวิจารเป็นปัจจัยแก่กันได้โดยไม่ต้องอาศัยรูปใดเกิดก่อน จากนั้นนกัมมปัจจัยแยกแสดงเจตนาโดยเฉพาะ เช่น เจตนาที่ประกอบกับจิตสวิตักกสวิจารเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ประเภทเดียวกัน แสดงเจตนาในฐานะเจตสิกธรรมดา มิใช่ในฐานะกรรม ปัจจัยที่เหลือ (นวิปาก นอาหาร นอินทรีย์ นฌาน นมัคค นสัมปยุตต) ถูกย่อสั้นเพราะซ้ำแบบเดิม ก่อนลงรายละเอียดนวิปปยุตตปัจจัยในภูมิอรูปอีกครั้ง แล้วปิดท้ายด้วยตารางนับจำนวนคำถามทั้งฝ่ายปฏิกเขปและฝ่ายผ
- หน้า ๔๑–๔๗ ปัจจยวาร: เหตุปัจจัย และนเหตุ/นอธิปติ/นกัมม ปัจจยวารเปิดเรื่องเหตุปัจจัยขึ้นใหม่ แต่เปลี่ยนกรอบความสัมพันธ์จาก "ปฏิจจ" (อาศัยเกิด) เป็น "ปัจจยา" (เป็นปัจจัยแก่) ซึ่งกว้างกว่าเดิมเล็กน้อย เนื้อหาโครงสร้างซ้ำกับหมวดเหตุปัจจัยตอนต้นเล่ม ปิดฝ่ายอนุโลมด้วยข้อสังเกตว่าอธิปติปัจจัยในวาระนี้นับได้ ๓๗ กรณี (ต่างจาก ๒๑ กรณีในปุเรชาตและอาเสวนะก่อนหน้า) จากนั้นฝ่ายปัจจนียะแจกแจงนอธิปติปัจจัยโดยแยกจิตวิบากออกจากจิตทั่วไป เช่น จิตวิบากอวิตักกอวิจารเป็นปัจจัยแก่ธรรมที่เป็นใหญ่ของตนเองและวิจารที่ประกอบโดยไม่ต้องอาศัยธรรมที่เป็นใหญ่จากภายนอก ส่วนนกัมมปัจจ
- หน้า ๔๘–๔๙ สังสัฏฐวาร: เหตุปัจจัย สังสัฏฐวาร (วาระว่าด้วยธรรมที่เจือปนกันในกองเดียว ต่างจากปฏิจจวารที่เน้นการอาศัยเกิด) แจกแจงเฉพาะเหตุปัจจัยเป็นตัวอย่างเดียว ตามรูปแบบเดียวกับหมวดเหตุปัจจัยของปฏิจจวารทุกประการ เช่น ขันธ์สวิตักกสวิจารที่เจือปนกันเป็นปัจจัยแก่วิตกที่เจือปนอยู่ในกองเดียวกัน จากนั้นมีข้อกำหนดให้ปัจจัยที่เหลือทั้งหมด "เทียบเคียง" ตามแบบเหตุปัจจัยนี้ ส่วนนี้จึงสั้นและเป็นแนวอ้างอิงมากกว่าจะมีรายละเอียดเชิงเหตุผลใหม่
- หน้า ๕๐–๕๕ ปัญหาวาร: เหตุปัจจัย และอารัมมณปัจจัย (ตอนต้น) ปัญหาวารเป็นวาระที่แจกแจงละเอียดที่สุด โดยตั้งคำถามตรงว่าธรรม ก. เป็นปัจจัยแก่ธรรม ข. โดยปัจจัยใด หมวดเหตุปัจจัย (หน้า ๕๐-๕๒) แสดงว่ามูลเหตุของจิตสวิตักกสวิจารเป็นปัจจัยพร้อมกันทั้งแก่ขันธ์ที่ประกอบร่วม แก่วิตกในกลุ่มอวิตักกวิจารมัตตะ และแก่รูปที่จิตนั้นก่อในกลุ่มอวิตักกอวิจาร แสดงว่ามูลเหตุชุดเดียวรองรับทั้งฝ่ายนามที่ประกอบและฝ่ายรูปที่เกิดตามมาพร้อมกัน จากนั้นเข้าสู่อารัมมณปัจจัย (หน้า ๕๒ เป็นต้นไป) ซึ่งให้ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมมากกว่าการไล่ขันธ์แบบนามธรรม เช่น ผู้ให้ทาน รักษาศีล หรือทำอุโบสถก
- หน้า ๕๖–๕๙ อารัมมณปัจจัย: อารมณ์กำหนดองค์ฌานของจิตที่รับรู้ อธิบายว่าเมื่อธรรมประเภทหนึ่ง (จำแนกตามองค์ฌานวิตก-วิจาร) ถูกยึดเป็นอารมณ์ ย่อมเป็นปัจจัยให้จิตอีกประเภทหนึ่งเกิดขึ้น โดยระดับองค์ฌานของอารมณ์กับระดับองค์ฌานของจิตที่เกิดขึ้นไม่จำเป็นต้องตรงกัน เช่น พระอริยะที่ออกจากฌาน มรรค หรือผลชนิดอวิตักกอวิจาร (ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร) แล้วพิจารณาทบทวนผลนั้นหรือพระนิพพานเป็นอารมณ์ กลับก่อให้เกิดจิตปัจจเวกขณ์ชนิดสวิตักกสวิจาร (มีทั้งวิตกและวิจาร) ขึ้นแทน แสดงว่าการพิจารณาทบทวนภายหลังมักหยาบกว่าสมาบัติเดิมที่เพิ่งออกมา อีกตัวอย่างคืออภิญญาระดับอวิตักกอวิจาร เช่
- หน้า ๖๐–๖๖ อธิปติปัจจัย: อารมณ์และองค์ฌานที่เป็นประธานปรุงแต่งจิต กล่าวถึงปัจจัยโดยความเป็นประธาน ๒ แบบ คือ อารัมมณาธิปติ (อารมณ์ที่ยกขึ้นเป็นที่ตั้งแห่งความสำคัญ) และสหชาตาธิปติ (องค์ธรรมที่เกิดร่วมแล้วเป็นประธานครอบงำสภาวธรรมที่เกิดพร้อมกัน) ตัวอย่างอารัมมณาธิปติ เช่น บุคคลให้ทาน รักษาศีล หรือทำอุโบสถกรรมแล้วยกการกระทำนั้นขึ้นเป็นอารมณ์สำคัญพิจารณาด้วยความเคารพ (ครุกัตวา) ทำให้จิตสวิตักกสวิจารหรือแม้กระทั่งราคะและทิฏฐิเกิดขึ้นได้ ตัวอย่างสหชาตาธิปติ เช่น เมื่อวิตกเป็นตัวประธานในจิตชนิดอวิตักกวิจารมัตต (ระดับฌานที่สอง) วิตกนั้นก็เป็นปัจจัยอุปถัมภ์ขันธ์ที่ประก
- หน้า ๖๗–๗๒ อนันตรปัจจัย (ตอนที่ 1): ลำดับจิตติดต่อกันข้ามระดับองค์ฌาน ส่วนนี้แสดงปัจจัยโดยความเป็นจิตดวงก่อนที่ดับแล้วเป็นปัจจัยให้จิตดวงถัดไปเกิดขึ้นทันที ทั้งในกระบวนการวิถีจิตปกติ (บริกรรม-อนุโลม-โคตรภู-มรรค-ผล-ผลสมาบัติ) และในรอยต่อของภพชาติ ตัวอย่างที่น่าสนใจคือจุติจิตชนิดสวิตักกสวิจารของภพก่อน สามารถเป็นอนันตรปัจจัยให้ปฏิสนธิจิตในภพใหม่ที่เป็นชนิดอวิตักกวิจารมัตตหรืออวิตักกอวิจารเกิดขึ้นได้ แสดงว่าองค์ฌานของจิตรอยต่อระหว่างภพไม่จำเป็นต้องเป็นชนิดเดียวกัน อีกตัวอย่างคือจิตบริกรรมของฌานที่สอง สาม สี่ และอรูปฌาน ตลอดจนอภิญญาต่างๆ ล้วนเป็นปัจจัยสืบเนื่องกันตามลำ
- หน้า ๗๓–๗๘ อนันตรปัจจัย (ตอนที่ 2) แบบธรรมประสม และสมนันตรปัจจัย ต่อเนื่องจากตอนก่อน แต่คราวนี้ธรรมที่เป็นปัจจัยไม่ใช่องค์ฌานเดี่ยว แต่เป็นธรรมสองหรือสามประเภทรวมกัน (เช่น ขันธ์ชนิดอวิตักกวิจารมัตตพร้อมทั้งวิจาร) ที่เป็นอนันตรปัจจัยให้จิตดวงถัดไปเกิดขึ้น โดยยังคงแสดงลำดับจุติ-ปฏิสนธิ-ภวังค์-อาวัชชนะ-วุฏฐานะและมรรคผลเช่นเดิม แต่ซับซ้อนขึ้นเพราะต้องนับทั้งขันธ์และองค์ฌาน (วิตกหรือวิจาร) ที่ประกอบร่วมไปพร้อมกัน ตัวอย่างเช่น ขันธ์อวิตักกวิจารมัตตพร้อมทั้งวิจาร เป็นอนันตรปัจจัยแก่มรรคจิตและวิจารของอวิตักกวิจารมัตตที่ตามมา ท้ายหน้า 78 คัมภีร์สรุปสั้นๆ ว่า "อนันตรปั
- หน้า ๗๙–๘๖ สหชาตปัจจัย: ขันธ์และองค์ฌานที่เกิดพร้อมกันอุปถัมภ์กัน แสดงว่าภายในจิตดวงเดียวกัน ขันธ์ที่เกิดพร้อมกัน (และองค์ฌานคือวิตกหรือวิจารที่ประกอบอยู่) ต่างเป็นปัจจัยเกื้อกูลกันโดยเกิดพร้อมกัน รวมถึงเป็นปัจจัยให้รูปที่เกิดจากจิตนั้นและรูปกัมมชะในขณะปฏิสนธิด้วย เช่น ในจิตชนิดสวิตักกสวิจาร ขันธ์หนึ่งเป็นสหชาตปัจจัยแก่ขันธ์อีกสามที่เหลือ (และกลับกัน) ทั้งในปวัตติกาลและขณะปฏิสนธิ ส่วนในจิตชนิดอวิตักกอวิจารซึ่งไม่มีทั้งวิตกวิจาร ขันธ์ที่เกิดร่วมกันก็ยังเป็นปัจจัยแก่มหาภูตรูปและรูปกัมมชะ รวมทั้งหทัยวัตถุที่เป็นที่อาศัยของขันธ์เหล่านั้น กล่าวโดยสรุป หมวดนี้ชี้ว่า
- หน้า ๘๗–๙๓ อัญญมัญญปัจจัย: ความอุปการะกันแบบสองทาง เป็นความสัมพันธ์แบบเดียวกับสหชาตปัจจัยแต่เจาะจงเฉพาะกรณีที่ทั้งสองฝ่ายอุปการะกันและกันพร้อมกันจริง ๆ (ไม่ใช่ฝ่ายเดียวอุปถัมภ์อีกฝ่าย) ซึ่งเกิดขึ้นชัดในหมู่ขันธ์ด้วยกันเอง และระหว่างนามกับหทัยวัตถุในขณะปฏิสนธิเท่านั้น (ไม่รวมรูปที่เกิดจากจิตในช่วงปวัตติ เพราะรูปธรรมดาไม่ได้อุปการะนามกลับ) เช่น ในจิตสวิตักกสวิจาร ขันธ์หนึ่งอุปการะขันธ์อีกสามและขันธ์สามก็อุปการะกลับขันธ์หนึ่งพร้อมกัน หรือในขณะปฏิสนธิ หทัยวัตถุกับขันธ์นามธรรมต่างอุปการะกันและกัน และเมื่อมีวิตกหรือวิจารประกอบอยู่ องค์ฌานเหล่านั้นก็เข
- หน้า ๙๔–๙๗ นิสสยปัจจัย: ที่อาศัยของนามธรรมตลอดช่วงชีวิต ขยายความสัมพันธ์แบบสหชาตให้ครอบคลุมการเป็นที่อาศัย (ไม่จำเป็นต้องอุปการะกลับ) เช่น หทัยวัตถุที่เกิดแล้วเป็นที่อาศัยของขันธ์นามธรรมทุกชนิดตลอดช่วงปวัตติ และมหาภูตรูปเป็นที่อาศัยของอุปาทายรูป ส่วนใหญ่ของหมวดนี้คัมภีร์ใช้คำย่อ "สังขิตตัง" อ้างอิงกลับไปยังรูปแบบที่แจกแจงไว้แล้วในสหชาตปัจจัยและอัญญมัญญปัจจัย มากกว่าจะแจกแจงเนื้อหาใหม่ จึงเป็นหมวดที่ค่อนข้างเป็นการทวนซ้ำมากกว่าการอธิบายความสัมพันธ์ใหม่ ตัวอย่างเดียวที่ชัดคือหทัยวัตถุเป็นนิสสยปัจจัยแก่ขันธ์อวิตักกอวิจารและวิจารที่ประกอบ เปรียบเหมือนฐาน
- หน้า ๙๘–๑๐๖ อุปนิสสยปัจจัย: ศรัทธาและอุปนิสัยเดิมเป็นแรงหนุนให้เกิดผลต่างระดับ เป็นหมวดที่มีเนื้อหาเชิงเหตุผลมากที่สุดในช่วงนี้ แบ่งเป็นอารัมมณูปนิสสัย อนันตรูปนิสสัย และปกตูปนิสสัย โดยปกตูปนิสสัยคือสภาพจิตหรืออุปนิสัยเดิม (เช่น ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา) ที่เป็นเหตุหนุนอย่างแรงให้เกิดผลตามมา แม้ผลนั้นจะต่างระดับองค์ฌานหรือแม้ต่างคุณภาพทางจริยธรรมโดยสิ้นเชิงก็ได้ ตัวอย่างเด่นคือ อาศัยศรัทธาชนิดสวิตักกสวิจารเป็นแรงหนุน บุคคลอาจให้ทาน รักษาศีล เจริญฌานหรือวิปัสสนาจนถึงมรรคผล แต่ศรัทธาเดียวกันนั้นก็อาจเป็นแรงหนุนให้เกิดมานะ ทิฏฐิ หรือแม้กระทั่งการฆ่าสัตว์และทำสังฆเภทได้เช่นก
- หน้า ๑๐๗–๑๑๐ ปุเรชาตปัจจัย ปัจฉาชาตปัจจัย และจุดเริ่มอาเสวนปัจจัย ปุเรชาตปัจจัยแสดงว่ารูปธรรมที่เกิดก่อนแล้ว เช่น รูปารมณ์หรือสัททารมณ์ที่มีอยู่ก่อน หรือจักขุวัตถุและหทัยวัตถุที่เกิดก่อน เป็นปัจจัยแก่การเกิดขึ้นของจิตและวิจารที่ตามมาภายหลัง เช่น ทิพยจักษุเห็นรูปที่มีอยู่ก่อนแล้ว หรือจักขุวัตถุเป็นที่อาศัยเกิดของจักขุวิญญาณ ส่วนปัจฉาชาตปัจจัยกลับทิศทาง คือขันธ์นามธรรมที่เกิดขึ้นภายหลังกลับเป็นปัจจัยอุปถัมภ์ค้ำจุนกายที่เกิดก่อนหน้าให้ดำรงอยู่ต่อไปได้ เช่น ขันธ์สวิตักกสวิจารหรืออวิตักกอวิจารที่เกิดทีหลังเป็นปัจฉาชาตปัจจัยแก่กายที่เกิดก่อน ท้ายหน้า 110 คัมภีร์เริ่
- หน้า ๑๑๑–๑๑๕ วิตักกติกะ: อาเสวนปัจจัย (การเสพซ้ำสืบเนื่อง) ส่วนนี้อยู่ในวิตักกติกะ (ตติกมาติกาที่ ๖ ซึ่งจำแนกธรรมตามการมีวิตกและวิจาร คือ สวิตักกสวิจาร - อวิตักกวิจารมัตตะ - อวิตักกอวิจาระ) และว่าด้วยอาเสวนปัจจัย คือหลักที่ว่าจิตขณะก่อนหน้าซึ่งเสพคุ้นอยู่กับการมีหรือไม่มีวิตกวิจารแบบใด ย่อมเป็นปัจจัยหนุนให้จิตขณะถัดไปในสายเดียวกันเกิดขึ้นได้คล่องขึ้น ต่างจากปัจจัยแบบเกิดร่วม (สหชาต) ตรงที่นี่เป็นความสัมพันธ์เชิงการฝึกฝนทำซ้ำตามลำดับขณะจิต ตัวอย่างเช่น วิตกในขณะบริกรรมฌานเป็นอาเสวนปัจจัยแก่วิตกในขณะบริกรรมอภิญญาต่างๆ (ทิพยจักขุ ทิพยโสต ปุพเพนิวาสานุสสติ
- หน้า ๑๑๖–๑๒๐ วิตักกติกะ: กัมมปัจจัย และวิปากปัจจัย (เริ่มต้น) หน้า ๑๑๖-๑๑๙ กล่าวถึงกัมมปัจจัย คือเจตนาที่ประกอบด้วยวิตกวิจารแบบใดแบบหนึ่งเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เกิดร่วมกันในขณะนั้น (สหชาตกัมม์) และเป็นปัจจัยแก่วิบากที่จะเกิดขึ้นในภายหลังต่างขณะกัน (นานาขณิกกัมม์) เช่น เจตนาสวิตักกสวิจารในขณะทำกรรมเป็นปัจจัยแก่วิตกในขณะเดียวกันนั้นเอง และเป็นปัจจัยแก่วิบากวิตกที่ตามมาในภายหลัง สะท้อนหลักที่ว่าเจตนาเดียวกันมีบทบาทสองแบบคือหนุนขันธ์ร่วมสมัยและหว่านพืชผลไว้ข้างหน้า จากนั้นหน้า ๑๒๐ เริ่มวิปากปัจจัย ซึ่งต่างจากกัมมปัจจัยตรงที่กล่าวถึงธรรมที่เป็นผลวิบากอยู่แล้ว (เช
- หน้า ๑๒๑–๑๒๔ วิตักกติกะ: วิปากปัจจัย (ต่อ), อาหารปัจจัย, อินทรียปัจจัย (เริ่ม) หน้า ๑๒๑-๑๒๓ ยังคงเป็นวิปากปัจจัย ขยายไปถึงกรณีธรรมสองหรือสามหมวดที่เป็นวิบากอิงอาศัยกันในขณะปฏิสนธิ เช่น วิบากอวิตักกอวิจารและวิจารเป็นปัจจัยแก่หทัยวัตถุ แสดงว่าแม้ในภพใหม่วิบากจิตก็ยังต้องอาศัยรูปที่เกิดร่วมเป็นที่ตั้ง จากนั้นหน้า ๑๒๓-๑๒๔ เป็นอาหารปัจจัย กล่าวถึงเจตนาหรือผัสสาหารในแต่ละหมวดวิตักกวิจารทำหน้าที่ "หล่อเลี้ยง" ขันธ์ที่ประกอบร่วม รวมถึงกวฬิงการาหาร (อาหารคำข้าว) หล่อเลี้ยงกายในขณะปฏิสนธิ ท้ายหน้า ๑๒๔ เริ่มอินทรียปัจจัย ซึ่งใช้ตรรกะคล้ายอาหารปัจจัยแต่เปลี่ยนบทบาทเป็นธรรมที่ทำหน้าที่
- หน้า ๑๒๕–๑๓๑ วิตักกติกะ: อินทรีย์ (ต่อ), ฌานปัจจัย, มัคคปัจจัย, สัมปยุตตปัจจัย ต่ออินทรียปัจจัยจนถึงต้นหน้า ๑๒๕ ปิดท้ายด้วยจักขุนทรีย์-กายินทรีย์เป็นปัจจัยแก่วิญญาณทางนั้นๆ และรูปชีวิตินทรีย์เป็นปัจจัยแก่กฏัตตารูปในขณะปฏิสนธิ จากนั้นเป็นฌานปัจจัย (หน้า ๑๒๕-๑๒๘) ซึ่งเน้นว่าองค์ฌาน (วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา) ในแต่ละหมวดเป็นปัจจัยเชิง "เพ่งอารมณ์แน่วแน่" แก่ขันธ์ที่ประกอบร่วม เช่น วิจารของฌานอวิตักกอวิจาระเป็นปัจจัยแก่รูปที่เกิดจากจิตนั้นด้วย แสดงว่าองค์ฌานไม่เพียงหนุนจิตแต่ยังส่งผลถึงรูปทางกายภาพ ต่อด้วยมัคคปัจจัย (หน้า ๑๒๘-๑๒๙) ที่องค์มรรคทำหน้าที่คล้ายองค์ฌานแต่ในบริบท
- หน้า ๑๓๒–๑๓๔ วิตักกติกะ: วิปปยุตตปัจจัย ว่าด้วยวิปปยุตตปัจจัย ซึ่งตรงข้ามกับสัมปยุตตปัจจัยในหน้าก่อน คือกล่าวถึงธรรมที่เป็นปัจจัยแก่กันโดย "ไม่ประกอบเข้าเป็นเนื้อเดียว" ได้แก่ความสัมพันธ์ระหว่างนามกับรูป แบ่งเป็นสหชาต (รูปที่เกิดพร้อมจิต) ปุเรชาต (รูปที่เกิดก่อนแล้วเป็นที่รองรับหรือเป็นทวารให้จิตเกิด เช่น จักขายตนะเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ) และปัจฉาชาต (ขันธ์ที่เกิดทีหลังย้อนกลับไปหนุนกายที่เกิดก่อน) ตัวอย่างที่แสดงความหมายชัดคือ วัตถุ (หทัยวัตถุ) เป็นปุเรชาตวิปปยุตตปัจจัยแก่ขันธ์อวิตักกอวิจารและวิจาร ซึ่งแสดงว่ารูปหทัยวัตถุแม้ไม่ใช่นา
- หน้า ๑๓๕–๑๓๙ วิตักกติกะ: อัตถิปัจจัย (ตอนต้น) - สหชาต ปุเรชาต ปัจฉาชาต อัตถิปัจจัย (ปัจจัยโดยความมีอยู่) เป็นปัจจัยกว้างที่สุดหมวดหนึ่ง ครอบคลุมทั้งสหชาต ปุเรชาต ปัจฉาชาต อาหาร และอินทรีย์รวมไว้ในที่เดียว ส่วนนี้แสดงตัวอย่างที่มีเนื้อหาชีวิตจริงชัดเจนกว่าปัจจัยก่อนหน้า เช่น การเห็นรูปด้วยทิพยจักขุ การได้ยินเสียงด้วยทิพยโสตธาตุ และที่สำคัญคือตัวอย่างปุเรชาตอัตถิปัจจัยที่ว่า เมื่อวิปัสสนาพิจารณาจักขุ วัตถุ หรือรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะโดยความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วยินดีเพลิดเพลินในสิ่งนั้น ราคะและโทมนัสจึงเกิดขึ้นได้ แสดงว่าแม้อารมณ์ที่เป็นเหตุแห่งวิปัสสนาก็อาจก
- หน้า ๑๔๐–๑๔๓ วิตักกติกะ: อัตถิปัจจัย (ตอนปลาย), นัตถิ/วิคตปัจจัย, ตารางนับปัญหาวาร ต่ออัตถิปัจจัยจนจบ โดยหน้า ๑๔๐-๑๔๓ เพิ่มกรณีธรรมสองหรือสามหมวดร่วมเป็นปัจจัย (เช่น สวิตักกสวิจารและอวิตักกอวิจารร่วมกันเป็นปัจจัยแก่สวิตักกสวิจาร) และตัวอย่างปัจฉาชาตที่กวฬิงการาหารกับรูปชีวิตินทรีย์เป็นปัจจัยย้อนกลับหนุนกาย จากนั้นหน้า ๑๔๓ กล่าวสั้นๆ ว่านัตถิปัจจัยและวิคตปัจจัยมีรูปแบบเหมือนอนันตรปัจจัย ส่วนอวิคตปัจจัยเหมือนอัตถิปัจจัย (คือใช้หลักเดียวกัน ไม่ต้องแจกแจงซ้ำ) ปิดท้ายด้วยตารางนับจำนวนข้อ (ปัญหาวารคณนา) ที่ระบุจำนวนกรณีของแต่ละปัจจัย เช่น เหตุ ๑๑ ข้อ อารมณ์ ๒๑ ข้อ สหชาต ๓๐ ข้อ เป็นต
- หน้า ๑๔๔–๑๕๑ วิตักกติกะ: สรุปย่อรวมปัจจัย, ปัจจนียมาติกา/คณนา, ปิดท้ายวิตักกติกะ ส่วนนี้เป็นการนำคู่ธรรมทั้งหมดในวิตักกติกะกลับมาแสดงซ้ำแบบย่อ โดยแต่ละคู่ธรรมจะระบุเพียงชื่อปัจจัยทั้งหมดที่ใช้ได้เรียงต่อกัน (เช่น "อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย สหชาตปจฺจเยน ปจฺจโย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย") โดยไม่ขยายความแต่ละปัจจัยอย่างละเอียดเหมือนตอนต้น เนื้อหาช่วงนี้จึงเป็นตารางอ้างอิงเชิงประมวลผลมากกว่าคำอธิบายเชิงเหตุผลใหม่ ครอบคลุมทั้งคู่ธรรมเดี่ยว คู่ และสามหมวดร่วม จากนั้นหน้า ๑๕๐-๑๕๑ เป็นปัจจนียมาติกา (บัญชีนัยปฏิเสธ) และตารางนับจำนวนข้อของนัยปฏิเสธ (อนุโลมปัจจนียะ และปัจจ
- หน้า ๑๕๒–๑๕๔ เปิดปีติติกะ: ปฏิจจวาร อนุโลม (เหตุปัจจัย) และมาติกา เริ่มติกะใหม่คือ "ปีติตฺติกํ" (ปีติติกะ ตติกะที่ ๗) ซึ่งจำแนกธรรมตามความรู้สึกที่ประกอบร่วม ได้แก่ ปีติสหคตะ (มีปีติ/ความอิ่มใจร่วม) สุขสหคตะ (มีความสุขเฉยๆ ร่วม ไม่ถึงกับอิ่มใจ) และอุเปกฺขาสหคตะ (มีอุเบกขาร่วม ไม่สุขไม่ทุกข์) ส่วนนี้เป็นปฏิจจวารด้วยเหตุปัจจัยเท่านั้น แสดงว่าธรรมที่มีปีติเป็นเหตุอาศัยกันเกิดกับธรรมมีปีติด้วยกันเองได้ (ขันธ์ปีติหนุนขันธ์ปีติที่เหลือ) และยังอาศัยกันเกิดกับธรรมมีสุขได้ด้วย ซึ่งสะท้อนความจริงเชิงประสบการณ์ว่าความอิ่มใจ (ปีติ) มักเป็นฐานที่ความสุขละเอียดกว่าเกิดสืบเน
- หน้า ๑๕๕–๑๕๘ ปีติติกะ: คณนาอนุโลม, ปัจจนียนัย, ปิดปฏิจจวาร หน้า ๑๕๕ เป็นตารางนับอนุโลม (จำนวนข้อในแต่ละปัจจัยเท่ากันหมดคือ ๑๐ ข้อ) ปิดด้วย "อนุโลมํ ฯ" จากนั้นเข้าสู่นัยปฏิเสธ (ปัจจนียะ) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้ไม่มีเหตุปัจจัย (นเหตุปจฺจยา) ธรรมที่ปราศจากเหตุ (อเหตุกะ) ก็ยังจัดเป็นปีติสหคตะหรือสุขสหคตะได้ เช่น จิตอเหตุกะบางดวงยังประกอบด้วยปีติหรือสุขได้โดยไม่ต้องมีโลภะ-โทสะ-โมหะ-อโลภะ ฯลฯ เป็นเหตุร่วม และตัวอย่างที่น่าสนใจคือ วิจิกิจฉาสหคตจิตและอุทธัจจสหคตจิตมีโมหะเป็นเหตุเดียวเท่านั้น จึงถูกจัดเป็นอุเปกฺขาสหคตะ (เพราะไม่มีปีติหรือสุขประกอบ) หน้า ๑๕๗-๑๕๘ เป
- หน้า ๑๕๙–๑๖๕ ปีติติกะ: ปัญหาวาร - เหตุปัจจัย และอารัมมณปัจจัย เข้าสู่ปัญหาวารของปีติติกะ เริ่มด้วยเหตุปัจจัย (หน้า ๑๕๘-๑๕๙) ซึ่งเหตุที่ประกอบด้วยปีติเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่ประกอบร่วมทั้งที่มีปีติหรือมีสุขก็ได้ จากนั้นหน้า ๑๕๙-๑๖๕ เป็นอารัมมณปัจจัย ซึ่งมีตัวอย่างชีวิตจริงที่แสดงความหมายเชิงเหตุผลได้ชัดเจนที่สุดในติกะนี้ กล่าวคือ บุคคลให้ทาน รักษาศีล หรือทำอุโบสถกรรมด้วยจิตที่ประกอบปีติ แล้วภายหลังย้อนพิจารณา (ปัจจเวกขณ์) การกระทำนั้นได้ด้วยจิตที่ประกอบปีติ หรือด้วยจิตที่มีเพียงสุข หรือด้วยจิตอุเบกขาก็ได้ แสดงว่าอารมณ์เดียวกัน (บุญที่ทำแล้วอันประกอบด้วยปีติ) ส
- หน้า ๑๖๖–๑๖๘ อธิปติปัจจัยและเริ่มอนันตรปัจจัย: ปีติ สุข อุเบกขา เป็นเงื่อนไขซึ่งกันและกัน ช่วงท้ายของปีติตติกะ (หมวดว่าด้วยปีติ-สุข-อุเบกขาที่ประกอบจิต) แสดงอธิปติปัจจัย คือความรู้สึกหนึ่ง เช่น ปีติ เป็นเงื่อนไขให้เกิดความรู้สึกอีกแบบได้สองทาง คือเป็นอารมณ์ที่จิตให้ความสำคัญจดจ่อ (อารัมมณาธิปติ) หรือเป็นสภาวะที่เกิดร่วมและเป็นตัวนำ (สหชาตาธิปติ) เช่น เมื่อปีติเป็นอารมณ์ที่ใส่ใจอย่างจดจ่อ ก็เป็นเงื่อนไขให้จิตที่ประกอบด้วยสุขเกิดขึ้นได้ จากนั้นเริ่มอนันตรปัจจัยซึ่งแสดงลำดับกระแสจิตขณะเจริญภาวนา คือขันธ์ปีติดวงก่อนเป็นเงื่อนไขติดต่อไม่มีช่องว่างให้ขันธ์ปีติดวงหลัง และอนุโลมจิตที่มีปีติส
- หน้า ๑๖๙–๑๗๒ อนันตรปัจจัยข้ามภพ และสมนันตร-สหชาตปัจจัยโดยย่อ ส่วนนี้แสดงอนันตรปัจจัยในกรณีพิเศษที่ความรู้สึกเปลี่ยนแปลงข้ามรอยต่อของภพ เช่น จุติจิตที่ประกอบสุขเป็นเงื่อนไขติดต่อให้ปฏิสนธิจิตที่ประกอบอุเบกขาเกิดขึ้นในภพใหม่ทันที แสดงว่าความรู้สึกไม่จำเป็นต้องคงเดิมข้ามภพ แต่กระแสจิตยังคงต่อเนื่องไม่ขาดสาย พร้อมแสดงลำดับภวังค์-อาวัชชนะ-วิถีจิตทางทวารต่าง ๆ ที่ความรู้สึกแต่ละแบบสืบทอดกัน จากนั้นสรุปสมนันตรปัจจัยว่าเหมือนอนันตรปัจจัยทุกประการ และสหชาตปัจจัยที่ขันธ์ประกอบความรู้สึกเดียวกันอิงอาศัยกันเกิดพร้อมกัน ปิดท้ายด้วยอัญญมัญญปัจจัยและนิสสยปัจจัยซึ่งระบุเ
- หน้า ๑๗๓–๑๗๖ อุปนิสสยปัจจัย: ศรัทธา ตัณหา ทิฏฐิ เป็นรากฐานให้ทำได้ทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว ส่วนนี้เป็นตัวอย่างอุปนิสสยปัจจัยที่ลึกซึ้งที่สุดในหมวดปีติตติกะ แสดงว่าสภาวะจิตอย่างศรัทธา ปัญญา ตัณหา มานะ หรือทิฏฐิที่ประกอบด้วยปีติ สามารถเป็นรากฐาน (ปกตูปนิสสยะ) ให้บุคคลทำได้ทั้งกุศลกรรม เช่น ให้ทาน รักษาศีล เจริญฌานและวิปัสสนาจนถึงมรรคผล และอกุศลกรรม เช่น ลักทรัพย์ พูดเท็จ ผิดประเวณี หรือกระทั่งปล้นฆ่า ขึ้นอยู่กับว่าอาศัยความเชื่อมั่นนั้นไปในทางใด ตัวอย่างที่ชัดคือศรัทธาที่ประกอบปีติเป็นรากฐานให้ทั้งทำทานด้วยจิตเบิกบานและให้เกิดมานะทิฏฐิยึดถือความเชื่อนั้นเป็นตนได้เช่นกัน แสดงว่าปัจจัยเดี
- หน้า ๑๗๗–๑๗๙ อุปนิสสยปัจจัยต่อ (อุเบกขาและคู่ผสม) และเริ่มอาเสวนปัจจัย เนื้อหาส่วนนี้ขยายรูปแบบอุปนิสสยปัจจัยเดิมให้ครบทุกคู่ความรู้สึก คืออุเบกขาสหคตเป็นรากฐานให้ทำกรรมทั้งดีและชั่วเช่นเดียวกับปีติและสุข และกรณีที่ปีติกับสุขรวมกันเป็นรากฐานเดียว เช่น จิตที่เปี่ยมทั้งปีติและสุขพร้อมกันเป็นแรงหนุนให้เจริญฌานถึงมรรคผล หรือกลับเป็นแรงหนุนให้กระทำอกุศลกรรมสิบประการ แสดงว่าความรู้สึกที่ประกอบพร้อมกันสองอย่างยิ่งเป็นแรงหนุนที่มีกำลังมาก จากนั้นเริ่มอาเสวนปัจจัย (การเสพคุ้น) ซึ่งแสดงว่าขันธ์ปีติดวงก่อนเป็นเงื่อนไขแบบสั่งสมความเคยชินให้ขันธ์ปีติดวงหลัง และอนุโลมจิตที่เสพคุ
- หน้า ๑๘๐–๑๘๓ อาเสวนปัจจัยจบ กัมมปัจจัย วิปากปัจจัย และคณนาปิดหมวดอนุโลม ส่วนนี้แสดงอาเสวนปัจจัยของอุเบกขาและคู่ผสมปีติ-สุขจนครบ แล้วเข้าสู่กัมมปัจจัยซึ่งชี้ความสัมพันธ์ระหว่างเจตนาที่ประกอบความรู้สึกหนึ่งกับผลวิบากของมัน ทั้งแบบเกิดร่วมกันทันที (สหชาตะ ขณะทำกรรม) และแบบต่างขณะกัน (นานาขณิกะ เจตนาในอดีตส่งผลเป็นวิบากภายหลัง) ตัวอย่างคือเจตนาที่ประกอบปีติขณะทำกรรมสามารถให้ผลเป็นวิบากที่ประกอบสุขในภายหลังได้ แสดงว่าความรู้สึกขณะสร้างเหตุกับขณะรับผลไม่จำเป็นต้องตรงกัน จากนั้นมีวิปากปัจจัยสั้น ๆ อ้างอิงกลับไปยังรูปแบบเดียวกับเหตุปัจจัยในปฏิจจวาร และปิดท้ายด้วยคณนา (ตาราง
- หน้า ๑๘๔–๑๘๗ ตารางสรุปปัจจัยหลัก ปัจจนียะ และคณนา ปิดหมวดปีติตติกะ ส่วนนี้เป็นตารางสรุปแบบย่อไล่ทุกคู่ความรู้สึกว่าเชื่อมกันด้วยปัจจัยหลักสี่อย่างคือ อารัมมณะ สหชาตะ อุปนิสสยะ และกัมมะเท่านั้น ตามด้วยปัจจนียะคือรายการปัจจัยที่ "ไม่เป็น" เงื่อนไข (นเหตุ นอารัมมณ ฯลฯ) ครบทุกปัจจัยเพื่อความสมบูรณ์ของสูตร แล้วเป็นอนุโลมปัจจนียะและปัจจนียานุโลม (ผสมด้านบวกกับด้านลบ) ซึ่งล้วนเป็นตารางตัวเลขสำหรับท่องจำมากกว่าเนื้อหาเชิงความหมาย ควรระบุตรงไปตรงมาว่านี่คือส่วนอ้างอิงเชิงกลไก ไม่มีคุณค่าทางธรรมเพิ่มจากที่อธิบายไว้ในหมวดก่อนหน้า ปิดท้ายด้วยข้อความ "ปีติตฺติกํ สตฺตมํ นิฏฺ
- หน้า ๑๘๘–๑๙๒ เริ่มทัสสนติกะ ปฏิจจวาร: กิเลสที่ละด้วยเห็นกับที่ละด้วยภาวนาไม่ก้าวก่ายกัน เข้าสู่ทัสสนติกะ ตติกะที่ 8 ว่าด้วยธรรมที่ต้องละด้วย "การเห็น" คือมรรคจิตขั้นโสดาบัน (ทัสสเนนปหาตัพพ์ เช่น ทิฏฐิและวิจิกิจฉา) กับธรรมที่ต้องละด้วย "การเจริญ" คือมรรคจิตขั้นสูงที่ต้องอบรมซ้ำ ๆ (ภาวนายปหาตัพพ์ เช่น ตัณหา มานะที่ละเอียด) และธรรมที่ไม่ใช่กิเลสทั้งสองแบบเลย ปฏิจจวารแสดงเหตุปัจจัยว่าขันธ์ในหมวดหนึ่งเป็นเหตุให้เกิดขันธ์ในหมวดเดียวกันเท่านั้น พร้อมพ่วงให้เกิดรูปที่เกิดจากจิตซึ่งจัดเป็นหมวดกลาง แสดงหลักสำคัญว่ากิเลสที่ถูกทำลายด้วยปัญญาเห็นแจ้งอริยสัจจะครั้งแรกจะไม่กลับมาเป็นเหตุของกิเลสท
- หน้า ๑๙๓–๑๙๗ ปฏิจจวารปัจจนียะ: วิจิกิจฉาแทนกิเลสที่ละด้วยเห็น อุทธัจจะแทนกิเลสที่ละด้วยภาวนา ส่วนนี้สำคัญเพราะให้ตัวอย่างรูปธรรมชัดเจนที่สุดของทั้งสองหมวดกิเลสผ่านนเหตุปัจจัย คือขันธ์ที่ประกอบวิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัยและกรรม) เป็นเหตุให้เกิดโมหะที่ประกอบวิจิกิจฉา ซึ่งเป็นตัวแทนหมวด "ละด้วยการเห็น" เพราะโสดาปัตติมรรคตัดความสงสัยนี้ขาดทันทีที่เห็นอริยสัจจะ ในทางตรงข้าม ขันธ์ที่ประกอบอุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน) เป็นเหตุให้เกิดโมหะที่ประกอบอุทธัจจะ ซึ่งเป็นตัวแทนหมวด "ละด้วยภาวนา" เพราะละเอียดจนต้องอบรมมรรคซ้ำจนถึงพระอรหัตต์จึงจะหมดสิ้น ส่วนที่เหลือแสดงนอารัมมณปัจจัยและนปุเรชาตปัจจ
- หน้า ๑๙๘–๒๐๐ ปฏิจจวารปัจจนียะจบ และคณนา ปิดปฏิจจวาร-สหชาตวาร เข้าสู่ปัจจยวาร ส่วนนี้ไล่ตรวจปัจจัยเชิงลบที่เหลือ (นปัจฉาชาต นอาเสวน นกัมม นวิปาก นอาหาร นอินทรีย นฌาน นมัคค นสัมปยุตต นวิปปยุตต) ระหว่างขันธ์ในหมวดเดียวกันและรูปธรรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการไล่ปัดตกปัจจัยที่ไม่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบมากกว่าให้ความหมายใหม่ จุดที่มีนัยคือนกัมมปัจจัยแยกเจตนาที่ประกอบกิเลสแต่ละหมวดออกจากขันธ์อื่นชัดเจน สะท้อนว่าเจตนาเองก็จัดอยู่ในหมวดถูกละด้วยเห็นหรือภาวนาได้เช่นเดียวกับขันธ์ทั่วไป จากนั้นมีคณนาตัวเลขปิดท้ายและประกาศจบปฏิจจวารกับสหชาตวาร (ระบุตรงว่าเหมือนปฏิจจวารทุกประการจึงไม่ขยายซ้ำ
- หน้า ๒๐๑–๒๐๕ ปัจจยวาร: วัตถุ (ฐานทางกาย) เป็นเงื่อนไขกลางให้กิเลสทั้งสองหมวดเกิดขึ้น ปัจจยวารเพิ่มมิติใหม่จากปฏิจจวารคือนำ "วัตถุ" หรือฐานรูปธรรม เช่น หทยวัตถุอันเป็นที่อาศัยของจิต หรือจักขายตนะ กายายตนะ เข้ามาเป็นเงื่อนไขร่วมกับขันธ์นามธรรม แสดงว่าฐานกายภาพนี้เป็นกลางไม่จัดอยู่ในหมวดกิเลสใด แต่เป็นเงื่อนไขจำเป็นให้ทั้งขันธ์ที่ต้องละด้วยเห็นและขันธ์ที่ต้องละด้วยภาวนาเกิดขึ้นได้เหมือนกัน ตัวอย่างคือวัตถุเป็นปัจจัยให้เกิดขันธ์ที่ประกอบทิฏฐิ (ละด้วยเห็น) และเป็นปัจจัยให้เกิดขันธ์ที่ประกอบตัณหาละเอียด (ละด้วยภาวนา) ได้เช่นกัน หรือจักขายตนะเป็นปัจจัยให้เกิดจักขุวิญญาณซึ่งจัดในหมวดกลา
- หน้า ๒๐๖–๒๐๙ ปัจจยวารปัจจนียะ: ย้ำวิจิกิจฉา-อุทธัจจะผ่านวัตถุ และนปุเรชาตในอรูปภพ ส่วนนี้ทำซ้ำหลักการจากปฏิจจวารปัจจนียะ (วิจิกิจฉาเป็นตัวแทนกิเลสละด้วยเห็น อุทธัจจะเป็นตัวแทนกิเลสละด้วยภาวนา ผ่านนเหตุปัจจัย) แต่เพิ่มวัตถุเข้ามาเป็นเงื่อนไขร่วม เช่น วัตถุเป็นปัจจัยให้เกิดโมหะที่ประกอบวิจิกิจฉาโดยไม่ต้องอาศัยเหตุอื่น ตอกย้ำว่าฐานกายภาพเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอให้กิเลสประเภทนี้เกิดได้โดยไม่ต้องมีเหตุ (โลภะ-โทสะ) ประกอบ จากนั้นแสดงนปุเรชาตปัจจัยในภพอรูปซึ่งไม่มีวัตถุรูปให้อาศัยเลย ขันธ์ที่ต้องละด้วยเห็นหรือภาวนาจึงเกิดขึ้นได้โดยไม่อาศัยรูปธรรมใดเกิดก่อน แสดงว่ากิเลสทั้งสองหมวดเป็
- หน้า ๒๑๐–๒๑๒ ปัจจยวารปัจจนียะจบ คณนา ปิดปัจจยวาร-นิสสยวาร เข้าสู่สังสัฏฐวาร ส่วนนี้จบการไล่ปัจจัยเชิงลบที่เหลือของปัจจยวาร (นกัมม นวิปาก นอาหาร ฯลฯ) จุดที่น่าสังเกตคือนกัมมปัจจัยแยกเจตนาที่ประกอบกิเลสแต่ละหมวดออกมาอาศัยวัตถุเกิดขึ้นชัดเจน ตามด้วยคณนาตัวเลขปิดท้ายปัจจยวาร แล้วประกาศจบปัจจยวาร พร้อมระบุว่านิสสยวารเหมือนปัจจยวารทุกประการจึงไม่ต้องขยายซ้ำ จากนั้นเข้าสู่สังสัฏฐวาร (หมวดว่าด้วยการ "เจือปนกัน" ของขันธ์อย่างแนบแน่นกว่าการอิงอาศัยทั่วไป) ซึ่งเริ่มด้วยเหตุปัจจัยแบบเดียวกับปฏิจจวาร คือขันธ์ในหมวดเดียวกันเจือปนกันเกิดขึ้นโดยอาศัยรากเหตุเดียวกัน ส่วนนี้โดยรวมยังเป็น
- หน้า ๒๑๓–๒๑๕ สังสัฏฐวารปัจจนียะ-คณนา จบสังสัฏฐวาร-สัมปยุตตวาร เริ่มปัญหาวารด้วยเหตุปัจจัย สังสัฏฐวารดำเนินตามรูปแบบเดียวกับปฏิจจวารทั้งด้านอนุโลมและปัจจนียะ โดยยังใช้วิจิกิจฉาและอุทธัจจะเป็นตัวแทนของกิเลสสองหมวดผ่านนเหตุปัจจัยเช่นเดิม ปิดท้ายด้วยคณนาตัวเลขและประกาศจบสังสัฏฐวาร จากนั้นสัมปยุตตวาร (หมวดว่าด้วยการประกอบเข้าด้วยกันของนามธรรมโดยเฉพาะ ไม่รวมรูป) ถูกสรุปในบรรทัดเดียวว่าเหมือนสังสัฏฐวารทุกประการ ก่อนเข้าสู่ปัญหาวารซึ่งเป็นหมวดลึกซึ้งที่สุดของแต่ละตติกะ เริ่มด้วยเหตุปัจจัยแสดงว่ารากเหตุที่จัดอยู่ในหมวดถูกละด้วยเห็นเป็นปัจจัยให้เกิดทั้งขันธ์ประกอบและรูปที่เกิดจากจิตในหมวดเดียว
- หน้า ๒๑๖–๒๒๐ ปัญหาวาร อารัมมณปัจจัย: ความเพลิดเพลินในกิเลสหรือในบุญเป็นเชื้อให้กิเลสประเภทเดียวกันงอกซ้ำ นี่คือเนื้อหาที่แสดงความหมายเชิงจิตวิทยาแห่งการปฏิบัติชัดเจนที่สุดในหมวดนี้ อารัมมณปัจจัยแสดงว่าเมื่อบุคคลเพลิดเพลินยินดีในกิเลสชนิดที่ละได้ด้วยการเห็น เช่น ราคะหรือทิฏฐิ การเพลิดเพลินนั้นเองกลับเป็นเงื่อนไขให้ราคะ ทิฏฐิ และวิจิกิจฉาชนิดเดียวกันเกิดซ้ำขึ้นอีก เป็นวงจรป้อนกลับที่ตอกย้ำความเห็นผิดและความลังเลสงสัยให้แน่นขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนการเพลิดเพลินในกิเลสชนิดที่ต้องละด้วยภาวนา เช่น ราคะละเอียดหรืออุทธัจจะ ก็ก่อวงจรป้อนกลับแบบเดียวกันแต่ในเนื้อหาที่ต่างออกไป ตรงกันข้าม พระอริยะกลับใช้ขันธ์ที่ถูกล
- หน้า ๒๒๑–๒๒๔ ทัสสนติกะ: อธิปติปัจจัย (ต่อ) และอนันตรปัจจัย หน้า ๒๒๑-๒๒๔ เป็นส่วนท้ายของอธิปติปัจจัย (เงื่อนไขความเป็นใหญ่) ในทัสสนติกะ ตามด้วยอนันตรปัจจัย (เงื่อนไขความต่อเนื่องไม่มีระหว่างคั่น) ปัฏฐานแสดงว่าเมื่อบุคคลยกธรรมใดขึ้นเป็นอารมณ์สำคัญ (ครุกตฺวา) ธรรมนั้นเองก็เป็นปัจจัยหนุนให้เกิดผลตามเหตุ เช่น การให้ความสำคัญแก่ราคะที่ละได้ด้วยการเห็นแล้วเพลิดเพลินในมัน เป็นปัจจัยให้ราคะหรือทิฏฐิชนิดเดียวกันเกิดซ้ำ ในทางตรงข้าม การให้ความสำคัญแก่ทาน ศีล อุโบสถกรรม ฌาน หรือแม้แต่มรรคผลนิพพานที่ทำมาแล้ว เป็นอธิปติปัจจัยหนุนให้เกิดโคตรภูจิต โวทานจิต มรรคและผล ส่
- หน้า ๒๒๕–๒๓๐ ทัสสนติกะ: สหชาต อัญญมัญญะ นิสสยะ และเริ่มอุปนิสสยปัจจัย หน้า ๒๒๕-๒๓๐ ครอบคลุมสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย และนิสสยปัจจัย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแบบแผนโครงสร้างของขันธ์ วัตถุ และมหาภูตรูปที่อาศัยกันเกิดพร้อมกัน จากนั้นเข้าสู่อุปนิสสยปัจจัย (เงื่อนไขการอิงอาศัยที่ทรงพลัง) ซึ่งให้ตัวอย่างมีความหมายชัดเจน เช่น ผู้อาศัยราคะ โทสะ โมหะ ทิฏฐิ หรือความปรารถนาที่ละได้ด้วยการเห็นเป็นแรงหนุน จนถึงขั้นฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ หรือทำสังฆเภท ในขณะที่ราคะชนิดเดียวกันก็อาจเป็นแรงหนุนให้ทำทาน สมาทานศีล จนเจริญสมาบัติได้เช่นกัน แสดงว่ากิเลสอย่างเดียวกันเป็นจุดตั้งต้นได้ทั้งอกุศลกรรมร
- หน้า ๒๓๑–๒๓๔ ทัสสนติกะ: อุปนิสสยปัจจัย (ต่อ) ปุเรชาต ปัจฉาชาต อาเสวนะ และเริ่มกัมมปัจจัย อุปนิสสยปัจจัยของทัสสนติกะปิดท้ายด้วยตัวอย่างฝ่ายภาวนา เช่น การอาศัยศรัทธาหรือปัญญาเป็นแรงหนุนให้เกิดมานะ (ความถือตัว) หรือความยึดติดในทรัพย์สินของตนเทียบกับของผู้อื่น จากนั้นเข้าสู่ปุเรชาตปัจจัย (สิ่งที่เกิดก่อนเป็นเงื่อนไข) ซึ่งแสดงสองแง่มุมตรงข้ามกัน คือ การพิจารณาตา หู จมูก ลิ้น กาย และอารมณ์โดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา (วิปัสสนา) กับการเพลิดเพลินยินดีในสิ่งเหล่านั้นจนเป็นเหตุให้ราคะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา หรือโทมนัสเกิดขึ้น แสดงว่าอายตนะเดียวกันเป็นฐานได้ทั้งการเห็นแจ้งและการเกิดกิเลส ขึ้
- หน้า ๒๓๕–๒๓๙ ทัสสนติกะ: กัมมะ วิปาก และปัจจัยย่อยอื่น ๆ สู่อัตถิปัจจัย กัมมปัจจัยจบลงพร้อมกรณีวิบากข้ามขณะของขันธ์ฝ่ายกลาง (ไม่ใช่สิ่งที่ต้องละด้วยการเห็นหรือภาวนา) ตามด้วยวิปากปัจจัย (ผลวิบาก) แล้วปัฏฐานย่อเนื้อหา (สงฺขิตฺตํ) ของอาหารปัจจัย อินทรียปัจจัย ฌานปัจจัย มัคคปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย และวิปปยุตตปัจจัยไว้อย่างรวบรัด เพราะซ้ำแบบแผนโครงสร้างขันธ์-วัตถุ-รูปที่อธิบายมาแล้ว จากนั้นเริ่มอัตถิปัจจัย (ความมีอยู่เป็นเงื่อนไข) ซึ่งย้อนกลับมาให้ตัวอย่างมีความหมายอีกครั้ง คือ การพิจารณาตาหรืออารมณ์อื่น ๆ โดยความไม่เที่ยงทุกข์อนัตตา เทียบกับการเพลิดเพลินในสิ่งเหล่านั้นจนร
- หน้า ๒๔๐–๒๔๓ ทัสสนติกะ: อัตถิปัจจัย (จบ) ตารางนับ และโคลอฟอนปิดติกะที่ ๘ หน้า ๒๔๐-๒๔๓ ปิดท้ายอัตถิปัจจัย แล้วเข้าสู่นัตถิปัจจัย วิคตปัจจัย และอวิคตปัจจัย (ความไม่มีอยู่/ความปราศจากไปเป็นเงื่อนไข) ซึ่งเป็นแบบแผนทางเทคนิคเช่นเดิม จากนั้นทั้งหมดจบลงด้วยตารางนับจำนวนคู่ปัจจัย (คณนา) สี่ชุด คือ อนุโลม ปัจจนียะ อนุโลมปัจจนียะ และปัจจนียานุโลม ซึ่งเป็นเพียงตารางอ้างอิงตัวเลขสรุปจำนวนปัจจัยแต่ละประเภทที่ใช้ได้ในแต่ละคู่ธรรม ไม่ได้ให้ความหมายเชิงเนื้อหาเพิ่มเติม เหมาะเป็นข้อมูลอ้างอิงมากกว่าเนื้อหาที่ต้องตีความ ที่สำคัญคือหน้า ๒๔๓ ปรากฏโคลอฟอนปิดท้ายว่า "ทสฺสนตฺติกํ อฏฺฐมํ นิ
- หน้า ๒๔๔–๒๔๗ เปิดติกะที่ ๙ (ทสฺสเนนปหาตพฺพเหตุกติกะ): ปฏิจจวาระ เหตุปัจจัย หน้า ๒๔๔-๒๔๗ เปิดติกะที่ ๙ คือ ทสฺสเนนปหาตพฺพเหตุกติกะ (ติกะว่าด้วยธรรมที่มีเหตุ/รากอันพึงละด้วยการเห็นเป็นต้น) ในปฏิจจวาระ เริ่มจากเหตุปัจจัย ข้อแตกต่างสำคัญจากทัสสนติกะที่เพิ่งจบไปคือ ติกะนี้ไม่ได้จัดประเภทตัวกิเลส (เช่น ราคะ ทิฏฐิ) เองว่าละได้ด้วยการเห็นหรือภาวนา แต่จัดประเภทที่ 'รากเหตุ' ของธรรมนั้นว่าอันใดพึงละด้วยการเห็น อันใดพึงละด้วยภาวนา ตัวอย่างที่ทำให้เห็นความต่างชัดเจนคือ โมหะที่เกิดร่วมกับวิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) ถูกจัดเป็นรากเหตุฝ่ายที่ละได้ด้วยการเห็น เพราะวิจิกิจฉาหมดสิ้นไปเมื่
- หน้า ๒๔๘–๒๕๑ ติกะที่ ๙: อารัมมณ อธิปติ อนันตร สมนันตร และสหชาตปัจจัย หน้า ๒๔๘-๒๕๑ ดำเนินต่อด้วยอารัมมณปัจจัยและอธิปติปัจจัยของติกะที่ ๙ โดยยังคงใช้คู่ตัวอย่างวิจิกิจฉาสหคตโมหะ (รากเหตุฝ่ายทัสสนะ) และอุทธัจจสหคตโมหะ (รากเหตุฝ่ายภาวนา) เป็นหลัก มีข้อสังเกตที่ปัฏฐานระบุไว้ชัดว่า 'อธิปติยา โมโห นตฺถิ' คือ โมหะไม่อาจเป็นอธิปติปัจจัยได้ เพราะอธิปติปัจจัยต้องเป็นธรรมที่จิตยกขึ้นเป็นอารมณ์อันควรแก่การให้ความสำคัญ ซึ่งความหลงไม่มีคุณสมบัตินั้น อนันตรปัจจัยและสมนันตรปัจจัยถูกกล่าวโดยย่อว่าเหมือนกับอารัมมณปัจจัย จากนั้นสหชาตปัจจัยแสดงว่าโมหะที่เป็นรากเหตุ ไม่ว่าฝ่ายทัสสนะหร
- หน้า ๒๕๒–๒๕๖ ติกะที่ ๙: ตารางนับอนุโลม และเริ่มปัจจนียนัย (นเหตุปัจจัย) หน้า ๒๕๒-๒๕๖ เริ่มด้วยตารางนับอนุโลม สรุปจำนวนคู่ปัจจัยที่ใช้ได้ในปฏิจจวาระฝ่ายบวกของติกะที่ ๙ ซึ่งเป็นข้อมูลอ้างอิงเชิงตัวเลขล้วน ๆ จากนั้นเปลี่ยนไปสู่ปัจจนียนัย (นเหตุปัจจัย) คือการพิจารณาในแง่ตรงข้าม ว่าเมื่อธรรมหนึ่งอาศัยกันเกิดขึ้นแล้ว ความสัมพันธ์แบบเหตุปัจจัยกลับ 'ไม่' เป็นตัวเชื่อม กล่าวคือตัวโมหะเองซึ่งเกิดร่วมกับวิจิกิจฉาหรืออุทธัจจะนั้น แม้จะเป็นรากเหตุให้ธรรมอื่นในกลุ่มเดียวกัน แต่ตัวมันเองอาศัยขันธ์ที่ประกอบร่วมเกิดขึ้นโดยปัจจัยอื่นที่ไม่ใช่เหตุปัจจัย เป็นประเด็นเทคนิคละเอียดที่แยกบ
- หน้า ๒๕๗–๒๖๐ ติกะที่ ๙: ปัจจนียนัย (ต่อ) ตารางนับ และปิดปฏิจจวาระ หน้า ๒๕๗-๒๖๐ ปัจจนียนัยดำเนินต่อผ่านนปุเรชาตปัจจัย นปัจฉาชาตปัจจัย นอาเสวนปัจจัย นกัมมปัจจัย และปัจจัยอื่น ๆ อีกหลายคู่ โดยยังคงอิงตัวอย่างวิจิกิจฉาสหคตโมหะและอุทธัจจสหคตโมหะเป็นแกนหลัก เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการไล่แบบแผนคำสั้น ๆ ตามชื่อปัจจัย ปิดท้ายด้วยตารางนับสามชุด คือ ปัจจนียะ อนุโลมปัจจนียะ และปัจจนียานุโลม ซึ่งเป็นข้อมูลอ้างอิงตัวเลขเช่นเดียวกับก่อนหน้า จากนั้นปฏิจจวาระของติกะที่ ๙ ก็จบลง (ปฏิจฺจวาโร นิฏฺฐิโต) และมีบันทึกสั้น ๆ ว่าสหชาตวาระมีเนื้อหาเหมือนปฏิจจวาระทุกประการจึงไม่แจกแจงซ้ำ ก่อน
- หน้า ๒๖๑–๒๖๖ ติกะที่ ๙: เริ่มปัจจยวาระ เหตุ อารัมมณ และอธิปติปัจจัย หน้า ๒๖๑-๒๖๖ เริ่มปัจจยวาระ (วาระว่าด้วย 'ธรรมเป็นปัจจัยแก่...') ของติกะที่ ๙ ซึ่งมีโครงสร้างคล้ายปฏิจจวาระแต่เพิ่มบทบาทของ 'วัตถุ' (ฐานทางกายภาพของจิต เช่น หทยวัตถุ) เข้ามาชัดเจนขึ้น เช่น วัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่มีรากเหตุอันพึงละด้วยการเห็นหรือภาวนา ผ่านเหตุปัจจัยและอารัมมณปัจจัย ตัวอย่างหลักยังคงเป็นคู่วิจิกิจฉาสหคตโมหะกับอุทธัจจสหคตโมหะเช่นเดิม แสดงว่าฐานกายที่รองรับจิตกับรากเหตุของกิเลสทำงานร่วมกันในการปรุงแต่งขันธ์ที่ตามมา ส่วนอธิปติปัจจัยยังคงแบบแผนเดิมโดยเน้นวัตถุเป็นตัวกลางเชื่อมระหว่า
- หน้า ๒๖๗–๒๗๐ ติกะที่ ๙: อนันตร สมนันตร และสหชาตปัจจัยของปัจจยวาระ หน้า ๒๖๗-๒๗๐ อธิปติปัจจัยจบลงพร้อมข้อสังเกตว่าอนันตรปัจจัยและสมนันตรปัจจัยของปัจจยวาระเหมือนกับอารัมมณปัจจัย จึงกล่าวโดยย่อ จากนั้นสหชาตปัจจัยอธิบายละเอียดว่าขันธ์ที่มีรากเหตุฝ่ายทัสสนะหรือภาวนาเกิดพร้อมกับรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน รวมถึงกรณีปฏิสนธิ (ขณะเกิด) ที่ขันธ์อาศัยวัตถุ วัตถุอาศัยขันธ์ และมหาภูตรูปอาศัยกันเอง ตลอดจนกรณีของอสัญญสัตว์ (ผู้มีแต่รูป ไม่มีนามขันธ์) ซึ่งแสดงขอบเขตกว้างของปัจจัยนี้ตั้งแต่ระดับจิตใจไปจนถึงโครงสร้างรูปธรรมพื้นฐาน จากนั้นหน้า ๒๗๐ เริ่มไล่รายชื่อปัจจัยที่เหลือ (อัญญมั
- หน้า ๒๗๑–๒๗๕ ติกะที่ ๙: วิปปยุตตปัจจัย ตารางนับ และเริ่มปัจจนียนัยของปัจจยวาระ (ยังไม่จบ) หน้า ๒๗๑-๒๗๕ วิปปยุตตปัจจัย (เงื่อนไขความไม่ประกอบเป็นอันเดียวกัน) อธิบายละเอียดว่าวัตถุ แม้ไม่ประกอบเป็นอันเดียวกับนามขันธ์ แต่ก็ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนขันธ์ที่มีรากเหตุฝ่ายทัสสนะหรือภาวนาให้เกิดขึ้นได้ เช่น วัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่ประกอบด้วยวิจิกิจฉาหรืออุทธัจจะ ตามด้วยอัตถิปัจจัย นัตถิปัจจัย วิคตปัจจัย และอวิคตปัจจัยโดยย่อ แล้วปิดท้ายด้วยตารางนับอนุโลมของปัจจยวาระ จากนั้นเนื้อหาเปลี่ยนเข้าสู่ปัจจนียนัย (นเหตุปัจจัย) ของปัจจยวาระ โดยกลับมาใช้คู่ตัวอย่างวิจิกิจฉาสหคตโมหะและอุทธัจจสหคตโมหะแสดงกร
- หน้า ๒๗๖–๒๘๐ ปิดปัจจยวาร เปิดสังสัฏฐวาร แห่งทสฺสเนนปหาตพฺพเหตุกติกะ ช่วงนี้เป็นการปิดท้ายปัจจยวาร (โดยปัจจัยแบบ "ปจฺจยา") ของติกะที่ ๙ ซึ่งจำแนกธรรมตามกิเลสที่ต้องละด้วยการเห็นเทียบกับกิเลสที่ต้องละด้วยภาวนา โดยไล่นับปัจจัยฝ่ายปฏิเสธ (ปัจจนียะ) เป็นตารางจำนวนปัญหาต่อปัจจัย ก่อนสรุปว่านิสสยวารมีรูปแบบเหมือนปัจจยวารทุกประการจึงไม่ขยายซ้ำ จากนั้นเริ่มสังสัฏฐวาร (การคลุกเคล้ากันของนามธรรม) โดยยกตัวอย่างเช่น ขันธ์ที่ประกอบด้วยวิจิกิจฉาคลุกเคล้ากับโมหะ หรือขันธ์ที่ประกอบด้วยอุทธัจจะคลุกเคล้ากับโมหะ แสดงว่าโมหะเป็นองค์ประกอบร่วมที่แทรกอยู่ในกิเลสทั้งสองฝ่ายเสมอ ส่วนตาร
- หน้า ๒๘๑–๒๘๕ สังสัฏฐวาร-สัมปยุตตวาร ปิดท้าย และเริ่มปัญหาวารด้วยเหตุปัจจัย สังสัฏฐวารดำเนินต่อจนจบ โดยยกตัวอย่างคู่ธรรมที่คลุกเคล้ากัน เช่น จักษุคลุกเคล้ากับขันธ์ที่ประกอบด้วยวิจิกิจฉา หรือขันธ์ที่ต้องละด้วยภาวนาคลุกเคล้ากับขันธ์ประเภทเดียวกันเอง แล้วสรุปว่าสัมปยุตตวารมีรูปแบบเหมือนสังสัฏฐวารทุกประการ จากนั้นเริ่มปัญหาวาร (การไล่ปัจจัย ๒๔ อย่างเป็นรายปัจจัย) ด้วยเหตุปัจจัย แสดงหลักว่าธรรมที่ต้องละด้วยการเห็นเป็นเหตุปัจจัยให้แก่ขันธ์ประเภทเดียวกันที่ประกอบร่วม และให้แก่รูปที่จิตสร้างขึ้นพร้อมกัน กล่าวคือ "เหตุ" อย่างราคะ โทสะ โมหะ ทิฏฐิ ที่ยังไม่ถูกละ เป็นรากฐานหล่อเลี้
- หน้า ๒๘๖–๒๙๐ ปัญหาวาร: อารัมมณปัจจัย — การปรารภกิเลสก่อกิเลสใหม่ ช่วงนี้อธิบายอารัมมณปัจจัยอย่างละเอียด แสดงว่าเมื่อบุคคลยินดีพอใจ (อัสสาทนา-อภินันทนา) ในราคะหรือทิฏฐิที่ต้องละด้วยการเห็นซึ่งตนเคยมี ความยินดีนั้นเองกลับเป็นอารมณ์ก่อให้เกิดราคะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา หรือโทมนัสใหม่ขึ้นอีก แสดงกลไกว่ากิเลสสามารถเป็นปัจจัยโดยเป็นอารมณ์ให้เกิดกิเลสซ้อนกิเลสได้ ในทางตรงข้ามมีตัวอย่างพระอริยะพิจารณากิเลสที่ตนละแล้วหรือข่มไว้แล้วโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ผ่านญาณต่างๆ เช่น เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ แสดงว่าอารมณ์เดียวกัน (กิเลสที่ละแล้ว) เป็นปัจจัยใ
- หน้า ๒๙๑–๒๙๕ อารัมมณปัจจัยคู่ธรรม อธิปติปัจจัย และอนันตร-สมนันตรปัจจัย ช่วงนี้สรุปอารัมมณปัจจัยกรณีธรรมสองอย่างรวมกันเป็นเหตุ เช่น ขันธ์ที่ต้องละด้วยการเห็นรวมกับขันธ์ที่ไม่ต้องละทั้งสองทาง เป็นอารมณ์ก่อให้เกิดขันธ์ประเภทต่างๆ ต่อมาอธิปติปัจจัยถูกอธิบายแบบย่อว่ามีรูปแบบเดียวกับติกะทสฺสเนนจึงไม่ขยายความใหม่ ส่วนอนันตรปัจจัยและสมนันตรปัจจัยแสดงหลักการสืบเนื่องของขณะจิต เช่น ขันธ์ที่ประกอบด้วยวิจิกิจฉาขณะก่อนเป็นปัจจัยให้ขันธ์ประเภทเดียวกันในขณะถัดไปเกิดขึ้นต่อเนื่องไม่ขาดตอน และแสดงว่าขณะจิตที่ต้องละด้วยการเห็นสามารถเป็นปัจจัยแก่ขณะ "วุฏฐาน" (การถอนออกจากภาวะนั้น) ได
- หน้า ๒๙๖–๓๐๒ อุปนิสสยปัจจัย — ราคะ โทสะ โมหะ เป็นฐานหนุนได้ทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว ช่วงนี้เป็นอุปนิสสยปัจจัยที่ขยายความมากที่สุดช่วงหนึ่ง แสดงว่าราคะ โทสะ โมหะ ทิฏฐิ หรือความปรารถนา (ปัตถนา) ที่เกิดขึ้นแล้ว เป็น "ฐานสนับสนุนตามธรรมชาติ" (ปกตูปนิสสยะ) ให้บุคคลกระทำกรรมต่อไปได้ทั้งสองทาง ทั้งฝ่ายชั่ว เช่น อาศัยราคะแล้วฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ หรือทำสังฆเภท และฝ่ายดี เช่น อาศัยราคะ (ความอยากได้บุญ) แล้วให้ทาน รักษาศีล หรือทำสมาบัติให้เกิด แสดงว่ากิเลสตัวเดียวกันเป็นฐานให้ทั้งอกุศลกรรมและกุศลกรรมได้ ขึ้นอยู่กับว่าจิตนำมันไปปรุงแต่งอย่างไร นอกจากนี้ยังมีฝั่งตรงข้าม คือศรัทธา ปัญญา ความสุ
- หน้า ๓๐๓–๓๐๖ ปุเรชาตปัจจัยและปัจฉาชาตปัจจัย ปุเรชาตปัจจัยแสดงว่าอารมณ์ทางทวารทั้งห้า (เช่น จักขุ โสตะ) หรือหทัยวัตถุที่เกิดขึ้นก่อนแล้ว เป็นปัจจัยให้จิตที่ต้องละด้วยการเห็นหรือภาวนาเกิดขึ้นตามมา เช่น เมื่อยินดีพอใจในรูปที่เห็นอยู่ก่อน ราคะ ทิฏฐิ หรือวิจิกิจฉาที่ต้องละด้วยการเห็นจึงเกิดตามมา ส่วนปัจฉาชาตปัจจัยแสดงทิศทางย้อนกลับ คือขันธ์ (นามธรรม) ที่เกิดขึ้นภายหลังกลับเป็นปัจจัยหล่อเลี้ยงกายที่เกิดขึ้นก่อนหน้าให้ดำรงอยู่ เช่น ขันธ์ที่ประกอบด้วยวิจิกิจฉาหรืออุทธัจจะซึ่งเกิดทีหลัง เป็นปัจจัยแก่กายที่เกิดก่อนแล้ว แสดงความสัมพันธ์สองทิศทางระหว
- หน้า ๓๐๗–๓๑๑ อาเสวนะ กัมมะ วิบาก อาหาร อินทรีย์ และวิปปยุตตปัจจัย ช่วงนี้ไล่ปัจจัยหลายอย่างที่มีรูปแบบสั้นและซ้ำโครงสร้างคล้ายกัน ได้แก่ อาเสวนปัจจัย (การสั่งสมซ้ำของขณะจิตประเภทเดียวกันในกระบวนวิถี) กัมมปัจจัย (เจตนาที่ประกอบร่วมและเจตนาต่างขณะกันปรุงแต่งผลวิบากและรูปที่เกิดจากกรรม) วิปากปัจจัย (วิบากขันธ์เป็นปัจจัยแก่วัตถุ) อาหารปัจจัยและอินทรียปัจจัย (นามธรรมหล่อเลี้ยงกันเองและหล่อเลี้ยงรูป) และปิดท้ายด้วยวิปปยุตตปัจจัยซึ่งแสดงความสัมพันธ์ระหว่างนามกับรูปที่ไม่ประกอบเป็นอันเดียวกัน เช่น หทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่ต้องละด้วยการเห็นโดยความเป็นปุเรชาต เนื้อ
- หน้า ๓๑๒–๓๑๖ อัตถิปัจจัย — ความมีอยู่ร่วมกันของนามรูปในขณะเดียวกัน อัตถิปัจจัยแสดงว่าขันธ์ที่ต้องละด้วยการเห็นหรือภาวนาซึ่ง "มีอยู่" ในขณะหนึ่ง เป็นปัจจัยแก่ขันธ์อื่นที่ประกอบร่วมกันและแก่รูปที่จิตสร้างขึ้นพร้อมกัน (สหชาตะ) หรือแก่วัตถุที่มีอยู่ก่อน (ปุเรชาตะ) เช่น โมหะที่ประกอบด้วยวิจิกิจฉาเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่ประกอบร่วมกันโดยความมีอยู่ พร้อมกันนั้นหทัยวัตถุที่มีอยู่ก่อนแล้วก็เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่ต้องละด้วยการเห็นให้เกิดขึ้นได้เช่นกัน แสดงหลักว่า "ความมีอยู่" ของธรรมหนึ่ง ไม่ว่าจะเกิดพร้อมกันหรือเกิดก่อน ล้วนเป็นเงื่อนไขค้ำจุนให้ธรรมอื่นเกิดและตั้งอยู่ได้ ท้าย
- หน้า ๓๑๗–๓๒๒ ตารางคณนาปิดปัญหาวาร และโคลอฟอนปิดทสฺสเนนปหาตพฺพเหตุกติกะ ช่วงนี้เป็นตารางสรุปจำนวนปัญหาของแต่ละปัจจัย (คณนา) ทั้งฝ่ายอนุโลม ปัจจนียะ อนุโลมปัจจนียะ และปัจจนียานุโลม ตามด้วยตารางแบบไขว้ (หน้า ๓๑๗-๓๒๑) ที่แสดงว่าคู่ธรรมแต่ละคู่เชื่อมกันด้วยปัจจัยใดบ้างในบรรดา ๒๔ ปัจจัย พร้อมหมายเหตุเตือนผู้นับว่าบางปัญหาไม่ได้ยกมาเขียนไว้ครบทุกข้อในพระบาลี ต้องอาศัยการนับเทียบเคียงเอง เนื้อหาทั้งหมดในช่วงนี้เป็นข้อมูลอ้างอิงเชิงตัวเลขล้วนๆ ไม่ใช่คำอธิบายความหมายใหม่ และควรระบุอย่างตรงไปตรงมาว่าเป็นเนื้อหาสำหรับใช้อ้างอิงมากกว่าคำสอน สิ่งสำคัญที่สุดคือหน้า ๓๒๒ ปิดท้ายด้ว
- หน้า ๓๒๓–๓๓๐ เปิดอาจยคามิติกะ: ปฏิจจวาร — กรรมที่ก่อภพกับจิตที่ถอนภพ หน้า ๓๒๓ เริ่มติกะที่ ๑๐ คือ อาจยคามิติกะ ซึ่งจำแนกธรรมเป็นสามฝ่ายตามผลต่อวัฏสงสาร ได้แก่ อาจยคามี (ธรรมที่นำไปสู่การสั่งสมภพใหม่ คืออกุศลกรรมและกุศลกรรมฝ่ายโลกียะที่ยังก่อภพชาติต่อไป) อปจยคามี (ธรรมที่นำไปสู่การถอนคลายภพ คือมรรคจิตทั้งสี่ซึ่งเป็นโลกุตตรธรรมที่ตัดกิเลสและคลายการสั่งสมกรรม) และเนวาจยคามินาปจยคามี (ธรรมที่ไม่จัดอยู่ฝ่ายใด คือวิบากจิต กิริยาจิต และรูปธรรม ซึ่งเป็นเพียงผลหรือสภาวะที่ไม่ก่อและไม่ถอนภพ) ปฏิจจวารในช่วงนี้แสดงว่าเหตุ (โลภะ โทสะ โมหะ ฯลฯ) ที่ประกอบในจิตอาจยคามีเป็นปัจจัย
- หน้า ๓๓๑–๓๓๔ อาจยคามิติกะ: ปัจจยวาระ ฝ่ายอนุโลม (เหตุปัจจัยถึงอวิคตปัจจัย) ส่วนนี้เป็นความต่อเนื่องของปัจจยวาระในอาจยคามิติกะ ไล่แสดงว่าธรรมฝ่ายสะสมภพ (อาจยคามี) ฝ่ายคลายภพ (อปจยคามี) และฝ่ายที่ไม่จัดอยู่ในสองฝ่ายนั้น (เนวาจยคามินาปจยคามี) เป็นปัจจัยแก่กันและกันได้ด้วยปัจจัยต่าง ๆ อย่างไรบ้าง เช่น จิตฝ่ายสะสมภพอาศัยเหตุปัจจัย (โลภะ โทสะ โมหะ หรือกุศลมูล) ก่อให้เกิดขันธ์ที่สัมปยุตกันและรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ส่วนขันธ์ในขณะปฏิสนธิที่ไม่จัดอยู่ในฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็อาศัยเหตุปัจจัยเช่นกันเพื่อสร้างวัตถุรูปและรูปที่เกิดจากกรรม เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการไล่จับคู่ตามปัจจัยแต่ละอย่าง
- หน้า ๓๓๕–๓๔๐ อาจยคามิติกะ: ปัจจยวาระ ฝ่ายปัจจนียะ ปิดวาระ และเปิดสังสัฏฐวาระ ส่วนนี้พลิกมุมมองมาแสดงว่าความสัมพันธ์ระหว่างสามฝ่ายเกิดขึ้นได้แม้ 'ไม่อาศัย' ปัจจัยบางอย่าง เช่น จิตที่ประกอบด้วยวิจิกิจฉาหรืออุทธัจจะซึ่งมีโมหะเป็นมูลเพียงอย่างเดียว จัดเป็นตัวอย่างของ 'นเหตุปัจจัย' และมีวิญญาณอกุศลวิบากบางชนิดที่เกิดขึ้นโดยไม่อาศัยเหตุแต่อาศัยวัตถุรูปที่เกิดก่อนแทน เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการไล่ปัจจัยแบบปฏิเสธทีละอย่างพร้อมตารางนับจำนวนซึ่งเป็นเนื้อหาอ้างอิง หน้า 340 ปิดปัจจยวาระ ('ปจฺจยวาโร สมตฺโต') และระบุว่านิสสยวาระเหมือนปัจจยวาระทุกประการจึงไม่แสดงซ้ำ ก่อนเปิดสังสัฏฐวาระ (ว่า
- หน้า ๓๔๑–๓๔๓ อาจยคามิติกะ: สังสัฏฐวาระ (ปิด) และเปิดปัญหาวาระ สังสัฏฐวาระอธิบายธรรมสามฝ่ายเดียวกันแต่เน้นว่า 'เจือปนกัน' อยู่ในจิตดวงเดียวกัน ไม่ใช่เพียงเป็นเหตุ-ผลต่อกันตามลำดับ โครงสร้างซ้ำกับปัจจยวาระทั้งฝ่ายอนุโลม (มีตารางนับปิดท้าย) และฝ่ายปัจจนียะซึ่งยกตัวอย่างจิตประกอบวิจิกิจฉา/อุทธัจจะอีกครั้งเป็นแบบอย่างของนเหตุปัจจัย หน้า 343 ปิดสังสัฏฐวาระและระบุว่าสัมปยุตตวาระเหมือนกันทุกประการ จากนั้นเปิดปัญหาวาระด้วยเหตุปัจจัย แสดงว่าเหตุฝ่ายอาจยคามีเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สัมปยุตกันเอง และแก่รูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานเมื่อจับคู่กับฝ่ายเนวาจยคามินาปจยคามี
- หน้า ๓๔๔–๓๔๘ อาจยคามิติกะ ปัญหาวาระ: อารัมมณปัจจัย — การย้อนพิจารณาและกิเลสที่แอบแฝง ส่วนนี้คือหัวใจของปัญหาวาระที่แสดงอารัมมณปัจจัยด้วยตัวอย่างมีความหมายชัดเจน คือการที่บุคคลให้ทาน รักษาศีล หรือทำอุโบสถกรรมแล้ว 'ย้อนพิจารณา' การกระทำนั้นในภายหลัง การกระทำที่ผ่านไปแล้วจึงกลายเป็นอารมณ์ของจิตดวงหลัง ทั้งพระเสขะและปุถุชนพิจารณาขันธ์ฝ่ายสะสมภพของตนโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาได้ แต่ประเด็นสำคัญคือ เมื่อยินดีพอใจในการพิจารณานั้นเอง ราคะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา อุทธัจจะ หรือโทมนัสก็เกิดขึ้นได้ทันที แสดงว่าแม้การพิจารณาเชิงกุศลก็อาจเป็นเงื่อนไขให้กิเลสใหม่เกิดตามมาได้หากยึดถือ
- หน้า ๓๔๙–๓๕๓ ปัญหาวาระ: อธิปติ อนันตร-สมนันตร และอุปนิสสยปัจจัย ต่อจากอธิบดีปัจจัย ส่วนนี้แสดงอนันตรปัจจัยและสมนันตรปัจจัยซึ่งเป็นกลไกลำดับจิตที่แนบชิดกันไม่มีระหว่างคั่น จุดเด่นคือขั้นโคตรภู (จิตตัดขาดจากโคตรปุถุชน) เป็นอนันตรปัจจัยให้มรรคจิตเกิดขึ้นทันที และมรรคจิตเองก็เป็นอนันตรปัจจัยให้ผลจิตเกิดต่อในลำดับถัดไปโดยไม่มีจิตอื่นคั่น นี่คือกลไกของการบรรลุธรรม ส่วนอัญญมัญญ นิสสัย และสหชาตปัจจัยเพียงระบุว่าเหมือนที่แสดงไว้ในปฏิจจวาระแล้วไม่แสดงซ้ำ จากนั้นอุปนิสสยปัจจัย (ปกตูปนิสสัย) เปิดขึ้นแสดงว่าศรัทธา ศีล ปัญญา หรือแม้แต่ราคะและทิฏฐิที่มีอยู่แล้ว สามารถเป็นฐ
- หน้า ๓๕๔–๓๕๖ ปัญหาวาระ: อุปนิสสัย (ต่อ) ปุเรชาต และปัจฉาชาตปัจจัย อุปนิสสยปัจจัยดำเนินต่อด้วยตัวอย่างที่กว้างขึ้น เช่น ความสุขทางกาย ความทุกข์ทางกาย ดินฟ้าอากาศ อาหาร หรือที่อยู่อาศัย ก็เป็นฐานให้บุคคลข่มกายทรมานตนหรือมุ่งเจริญคุณธรรมได้เช่นกัน แสดงว่าสภาพแวดล้อมภายนอกก็มีน้ำหนักเชิงเหตุผลไม่น้อยไปกว่าคุณธรรมภายใน จากนั้นปุเรชาตปัจจัยแสดงว่าอวัยวะรับรู้ทางกาย เช่น จักขายตนะและวัตถุรูปที่มีอยู่ก่อนแล้ว เป็นเงื่อนไขให้จิตที่รับรู้อารมณ์นั้นเกิดขึ้นได้ในภายหลัง ส่วนปัจฉาชาตปัจจัยกลับด้าน คือขันธ์ฝ่ายอาจยคามีที่เกิดขึ้นภายหลังกลับเป็นปัจจัยหนุนค้ำกายที่เกิดก่อนแล้
- หน้า ๓๕๗–๓๕๙ ปัญหาวาระ: อาเสวนะ กรรม วิบาก และปัจจัยกลุ่มย่อยอื่น ๆ อาเสวนปัจจัยแสดงหลักการเดียวกับอนันตรปัจจัยคือการสั่งสมกระทำซ้ำ ๆ ของจิตประเภทเดียวกันในลำดับก่อนหลังทำให้จิตดวงหลังมีกำลังแก่กล้าขึ้น จนถึงขั้นโคตรภูเป็นอาเสวนปัจจัยให้มรรคจิตเกิด จากนั้นกรรมปัจจัยแสดงว่าเจตนาเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สัมปยุตกันเอง (ร่วมเกิด) และแก่ผลวิบากในขณะอื่น (ต่างขณะ) ซึ่งเป็นกลไกของกรรมและผลข้ามเวลา ส่วนวิบากปัจจัยแสดงว่าขันธ์ที่เป็นผลในขณะปฏิสนธิเป็นปัจจัยแก่กันเองและแก่วัตถุที่ตั้งอาศัย ท้ายส่วนกล่าวถึงอาหาร อินทรีย์ ฌาน มรรค และสัมปยุตตปัจจัยอย่างสั้น ๆ เพียงระบุชื่อเพราะ
- หน้า ๓๖๐–๓๖๒ ปัญหาวาระ: อัตถิปัจจัยและปิดฝ่ายอนุโลม อัตถิปัจจัยเป็นปัจจัยที่ครอบคลุมกว้างที่สุด เพราะรวมภาวะร่วมเกิด ภาวะเกิดก่อน ภาวะเกิดภายหลัง ตลอดจนอาหารและอินทรีย์ไว้ในปัจจัยเดียว เช่น ขันธ์ในขณะปฏิสนธิกับวัตถุที่ตั้งอาศัยต่างอาศัยความมีอยู่ของกันและกัน หรือคำข้าวเป็นอาหารหล่อเลี้ยงกายและรูปชีวิตินทรีย์ให้ดำรงอยู่ได้ด้วยความมีอยู่ของมันเอง ปิดท้ายด้วยนัตถิ วิคต และอวิคตปัจจัยซึ่งเพียงระบุว่าให้แสดงตามแนวเดียวกัน แล้วจบด้วยตารางนับจำนวนบทฝ่ายอนุโลมทั้งหมด ซึ่งเป็นเนื้อหาอ้างอิงเชิงบัญชีไม่ใช่คำอธิบายเชิงความหมายใหม่
- หน้า ๓๖๓–๓๖๕ ปัญหาวาระฝ่ายปัจจนียะ และปิดอาจยคามิติกะ ส่วนปัจจนียะของปัญหาวาระไล่แสดงว่าความสัมพันธ์ระหว่างอาจยคามี อปจยคามี และเนวาจยคามินาปจยคามี ยังคงเกิดขึ้นได้แม้ไม่อาศัยปัจจัยหลักอย่างเหตุ ฌาน หรือมรรค แต่อาศัยเพียงปัจจัยพื้นฐาน เช่น อารมณ์ ความร่วมเกิด หรือปุเรชาตแทน เนื้อหาเป็นตารางไล่จับคู่และตารางนับจำนวนเป็นหลัก จึงควรถือเป็นเนื้อหาอ้างอิงมากกว่าคำอธิบายใหม่ ที่สำคัญคือหน้า 365 มีคำปิดบทชัดเจนว่า 'อาจยคามิตฺติกํ ทสมํ นิฏฺฐิตํ' (จบติกะที่ 10 คืออาจยคามิติกะ) ซึ่งเป็นจุดปิดโครงสร้างใหญ่ของเนื้อหาช่วงนี้
- หน้า ๓๖๖–๓๖๙ เสกขติกะ (ติกะที่ 11) เปิดปฏิจจวาระ: เหตุปัจจัยถึงอาเสวนปัจจัย ติกะใหม่เปิดขึ้นโดยจำแนกธรรมเป็นสามกลุ่ม คือ 'พระเสขะ' (ผู้ยังต้องศึกษา ตั้งแต่พระโสดาบันถึงพระอนาคามี) 'พระอเสขะ' (พระอรหันต์ผู้จบการศึกษาแล้ว ไม่มีอะไรต้องฝึกฝนต่อ) และ 'ผู้ไม่ใช่ทั้งสอง' ซึ่งครอบคลุมทั้งปุถุชนธรรมดาและสิ่งที่ไม่ใช่บุคคลเลย เช่น รูปธรรมและวิบาก-กิริยาจิตทั่วไป โครงสร้างเหมือนกับติกะก่อนหน้าทุกประการ เริ่มจากเหตุปัจจัยที่แสดงว่าจิตกุศลของพระเสขะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สัมปยุตกันเองและรูปที่จิตสร้าง ไล่ไปจนถึงอาเสวนปัจจัยและวิบากปัจจัยที่ยกตัวอย่างวิบากจิตของพระเสขะ ปิดท้ายด้วยตารา
- หน้า ๓๗๐–๓๗๓ เสกขติกะ ปฏิจจวาระฝ่ายปัจจนียะ ปิดวาระ และเปิดปัจจยวาระ ฝ่ายปัจจนียะยกตัวอย่างจิตที่ไม่มีเหตุ (อเหตุกะ) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม 'ไม่ใช่ทั้งเสขะและอเสขะ' เช่น จิตรับรู้ทางทวารต่าง ๆ ที่ไม่มีมูลเหตุ และจิตประกอบวิจิกิจฉา/อุทธัจจะซึ่งมีโมหะมูลเดียว แสดงว่ากลุ่ม 'ไม่ใช่ทั้งสอง' นี้กว้างกว่าที่คิด เพราะรวมเอาจิตสามัญที่ไม่เกี่ยวกับการฝึกฝนทางธรรมไว้ด้วย ไม่ใช่เฉพาะปุถุชนเท่านั้น เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นตารางไล่ปัจจัยฝ่ายปฏิเสธพร้อมตารางนับ หน้า 373 ปิดปฏิจจวาระ ('ปฏิจฺจวาโร นิฏฺฐิโต') ระบุว่าสหชาตวาระเหมือนกันทุกประการ แล้วเปิดปัจจยวาระทันทีด้วยเหตุปัจจัย
- หน้า ๓๗๔–๓๗๖ เสกขติกะ ปัจจยวาระฝ่ายอนุโลม ปัจจยวาระดำเนินตามแบบปฏิจจวาระ แต่ใช้ 'ปัจจยา' (โดยความเป็นปัจจัย) แทน 'ปฏิจฺจ' (โดยอาศัย) ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ตัวปัจจัยอย่างวัตถุรูป (วัตถุที่ตั้งอาศัยของจิต) เข้ามาเป็นตัวเชื่อมได้ชัดเจนขึ้น เช่น วัตถุรูปเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ของพระเสขะหรือพระอเสขะโดยอารัมมณปัจจัยเมื่อจิตย้อนพิจารณาตนเอง เนื้อหาไล่ปัจจัยตามลำดับเดิม (อธิปติ อนันตร อาเสวนะ กรรม วิบาก ฯลฯ) อย่างกระชับ ปิดท้ายด้วยตารางนับจำนวนฝ่ายอนุโลม จึงมีลักษณะเป็นเนื้อหาอ้างอิงต่อเนื่องจากที่อธิบายความหมายไว้แล้วในปฏิจจวาระ
- หน้า ๓๗๗–๓๘๑ เสกขติกะ ปัจจยวาระฝ่ายปัจจนียะ ปิดวาระ และสังสัฏฐวาระ ฝ่ายปัจจนียะยกตัวอย่างจิตไม่มีเหตุและจิตประกอบวิจิกิจฉา/อุทธัจจะซ้ำอีกครั้งในกรอบปัจจยวาระ พร้อมตัวอย่างกรรมปัจจัยที่เจตนาของพระเสขะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สัมปยุตกันเองแม้ไม่อาศัยเหตุ เนื้อหาโดยมากเป็นตารางไล่ปัจจัยลบพร้อมตารางนับ หน้า 379 ปิดปัจจยวาระ ('ปจฺจยวาโร นิฏฺฐิโต') ระบุว่านิสสยวาระเหมือนกัน แล้วเปิดสังสัฏฐวาระทันที (ธรรมที่เจือกันในจิตดวงเดียว) ด้วยเหตุปัจจัยและปัจจัยอื่น ๆ ที่กระชับตามแบบเดิม ไล่ไปจนถึงฝ่ายปัจจนียะที่ยกตัวอย่างจิตไม่มีเหตุอีกครั้งในหน้า 380-381 พร้อมตารางนับจำนวนปิดท้าย
- หน้า ๓๘๒–๓๘๕ เสกขติกะ ปิดสังสัฏฐวาระ และเปิดปัญหาวาระ: เหตุ อารัมมณะ และอธิปติปัจจัย หน้า 382 ปิดสังสัฏฐวาระและระบุว่าสัมปยุตตวาระเหมือนกันทุกประการ แล้วเปิดปัญหาวาระด้วยเหตุปัจจัยที่แสดงว่าเหตุของพระเสขะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สัมปยุตกันเองและรูปที่จิตสร้าง จากนั้นอารัมมณปัจจัยยกตัวอย่างมีความหมายชัดเจนอีกครั้ง คือพระอริยะออกจากมรรคแล้วย้อนพิจารณามรรคหรือผลของตนเป็นอารมณ์ (พระเสขะพิจารณาผลของเสขะ พระอรหันต์พิจารณาผลของอเสขะ) และปุถุชนหรือพระเสขะที่พิจารณาความไม่เที่ยงของตาหรือหูแล้วกลับเกิดราคะหรือโทมนัสขึ้นเพราะยินดีในการพิจารณานั้น สะท้อนแบบแผนเดียวกับที่เคยแสดงในอาจยคามิติกะ คื
- หน้า ๓๘๖–๓๙๐ เสกขัตติกะ: อธิปติ อนันตร สหชาต และเริ่มอุปนิสสัยปัจจัย ส่วนท้ายของเสกขัตติกะ (เสกขะ-ผู้ยังต้องศึกษา, อเสกขะ-พระอรหันต์, เนวเสกขานาเสกขะ-ปุถุชน) แสดงว่านิพพานเป็นอารัมมณาธิปติปัจจัยแก่มรรคผลของเสกขะและอเสกขะ เช่นพระเสกขะทำนิพพานให้เป็นอารมณ์ที่หนักแน่นเมื่อเข้าผลสมาบัติ จากนั้นแสดงอนันตรปัจจัยคือความสืบเนื่องไม่ขาดตอนของจิตในบุคคลระดับเดียวกัน เช่น ขันธ์เสกขะดวงก่อนเป็นปัจจัยแก่ขันธ์เสกขะดวงหลัง หรือมรรคเป็นปัจจัยแก่ผลจิตที่ตามมาทันที ปิดท้ายด้วยสหชาตปัจจัยและเริ่มอุปนิสสัยปัจจัยซึ่งแสดงว่ามรรคที่ ๑ หนุนให้เกิดมรรคที่ ๒-๔ ตามลำดับ
- หน้า ๓๙๑–๓๙๕ เสกขัตติกะ: อุปนิสสัย ปุเรชาต ปัจฉาชาต อาเสวน กัมม วิบาก และเริ่มวิปปยุตตปัจจัย อุปนิสสัยปัจจัยแสดงตัวอย่างกว้างขวางว่าศรัทธา ราคะ หรือแม้ปัจจัยภายนอกเช่นอุตุ โภชนะ เสนาสนะ ของปุถุชนเป็นฐานให้เกิดได้ทั้งกุศล (ให้ทาน รักษาศีล เจริญฌาน) และอกุศลรุนแรงถึงขั้นฆ่ามารดาหรือทำสงฆ์แตกกัน แสดงว่าเหตุเดียวกันเปิดทางได้ทั้งสองทิศทางขึ้นกับการน้อมจิต จากนั้นปุเรชาตปัจจัยแสดงว่าจักขายตนะและวัตถุรูปที่เกิดก่อนเป็นฐานรองรับวิญญาณที่เกิดทีหลัง ปัจฉาชาตปัจจัยกลับด้านคือขันธ์ที่เกิดทีหลังอุปถัมภ์กายที่เกิดก่อน ส่วนกัมมปัจจัยและวิบากปัจจัยแสดงว่าเจตนาเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ประกอบและรูปที่เกิดจากจิ
- หน้า ๓๙๖–๔๐๑ เสกขัตติกะ: อาหารถึงอัตถิปัจจัย คณนาสรุป จบเสกขัตติกะ (๑๑) เข้าสู่ปริตตติกะ (๑๒) แสดงปัจจัยกลุ่มสุดท้ายของเสกขัตติกะแบบย่อ (อาหาร อินทรีย์ ฌาน มรรค สัมปยุตต วิปปยุตต) แล้วขยายอัตถิปัจจัย เช่นจักขายตนะและวัตถุที่เกิดก่อนยังคง "มีอยู่" เป็นปัจจัยแก่วิญญาณที่อาศัยเกิด และกวฬิงการาหารเป็นปัจจัยแก่รูปที่เกิดจากกรรม จากนั้นเป็นตารางนับจำนวนข้อ (คณนา) ทั้งฝ่ายอนุโลมและปัจจนีย์ซึ่งเป็นเนื้อหาอ้างอิงเชิงตัวเลขล้วน ๆ ไม่มีความหมายเพิ่มเติม ปิดท้ายด้วยการประกาศจบเสกขัตติกะ (ติกะที่ ๑๑) แล้วเปิดติกะใหม่ "ปริตตติกะ" (ติกะที่ ๑๒ ว่าด้วยธรรมจำกัดขอบเขต-ถึงฝ่ายสูง-หาประมาณมิได้) เริ่มปฏิจจว
- หน้า ๔๐๒–๔๐๕ ปริตตติกะ ปฏิจจวาร: เหตุ อารัมมณ และอธิปติปัจจัย (อนุโลมจบ) ปฏิจจวารของปริตตติกะแสดงความสัมพันธ์ระหว่างธรรมสามระดับคือปริตตะ (กามาวจร) มหัคคตะ (รูปฌาน/อรูปฌาน) และอัปปมาณะ (มรรคผลนิพพาน) เหตุปัจจัยแสดงว่าขันธ์ระดับเดียวกันอาศัยกันเกิดเป็นปกติ เช่น ขันธ์มหัคคตะหนึ่งอาศัยขันธ์มหัคคตะอื่นเกิด และในขณะปฏิสนธิขันธ์มหัคคตะอาศัยวัตถุรูป (ปริตตะ) เกิด แสดงว่าธรรมต่างระดับเกื้อกูลกันได้ผ่านวัตถุรูปกามาวจร อารัมมณปัจจัยและอธิปติปัจจัยแสดงหลักคล้ายกันในแง่การทำเป็นอารมณ์หรือเป็นใหญ่ เช่นมหาภูตรูปเป็นอธิปติปัจจัยแก่อุปาทารูปที่อาศัยเกิด ปิดท้ายด้วยคณนาสรุปจำนวนข้อฝ่
- หน้า ๔๐๖–๔๑๐ ปฏิจจวาร ปัจจนียะ: นเหตุ นอารัมมณ นอธิปติ นปุเรชาต และเริ่มนปัจฉาชาต-นอาเสวน ฝ่ายปัจจนีย์แสดงกรณีที่ธรรมเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องอาศัยปัจจัยนั้น เช่น นเหตุปัจจัยแสดงขันธ์ปริตตะที่ไม่มีเหตุประกอบ (อเหตุกะ) อาศัยกันเกิด ดังตัวอย่างโมหะที่ประกอบวิจิกิจฉาหรืออุทธัจจะซึ่งเป็นอกุศลจิตไม่มีเหตุครบ นอธิปติปัจจัยแสดงว่าแม้ไม่มีธรรมใดเป็นประธาน ขันธ์ก็ยังอาศัยวัตถุเกิดได้ตามปกติ และนปุเรชาตปัจจัยแสดงกรณีภพอรูปที่ขันธ์มหัคคตะหรืออัปปมาณะเกิดขึ้นโดยไม่มีรูปใดเกิดก่อนเป็นที่รองรับ เพราะภพนั้นไม่มีรูปเลย
- หน้า ๔๑๑–๔๑๕ ปฏิจจวาร ปัจจนียะ (จบ): นอาเสวน นกัมม นวิบาก นอาหารฯลฯ, จบปฏิจจวาร/สหชาตวาร, เริ่มปัจจยวาร ต่อเนื่องฝ่ายปัจจนีย์ แสดงว่าแม้ไม่มีอาเสวนปัจจัย (การเสพซ้ำจนคุ้นเคย) ขันธ์วิบากมหัคคตะหรืออัปปมาณะก็ยังอาศัยกันเกิดได้ในขณะแรกที่ยังไม่ทันเสพคุ้น นกัมมปัจจัยแสดงว่าขันธ์ที่อาศัยกันเกิดพร้อมเจตนา (มิใช่เป็นผลของกรรมเก่า) ก็ยังอาศัยกันเกิดตามปกติ ส่วนนวิบากปัจจัยแสดงขันธ์ที่มิใช่วิบากก็อาศัยกันเกิดได้เช่นกัน จากนั้นคณนาสรุปจำนวนข้อ ปิดท้ายประกาศจบปฏิจจวาร ระบุว่า "สหชาตวาร" เนื้อหาเหมือนปฏิจจวารทุกประการจึงไม่แสดงซ้ำ แล้วเปิด "ปัจจยวาร" เริ่มด้วยเหตุปัจจัยในรูปแบบเดียวกันแต่ใช้คำว่า "ปัจจยา" (เป
- หน้า ๔๑๖–๔๒๑ ปัจจยวาร: เหตุ-อารัมมณปัจจัย (อนุโลมจบ) ปัจจนียะ จบปัจจยวาร/นิสสยวาร เริ่มสังสัฏฐวาร ปัจจยวารทวนโครงสร้างเดียวกับปฏิจจวารแต่เน้นมุมมอง "เป็นปัจจัยแก่" เช่น ขันธ์ปริตตะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์มหัคคตะหรืออัปปมาณะโดยเหตุปัจจัยผ่านวัตถุรูปในขณะปฏิสนธิ ฝ่ายปัจจนีย์แสดงว่าแม้ไม่มีอธิปติปัจจัย ขันธ์มหัคคตะก็ยังเป็นวิบากที่มีมหัคคตาธิปติเป็นปัจจัยแก่กันได้ตามปกติ ปิดท้ายด้วยคณนาสรุปแล้วประกาศจบปัจจยวาร ระบุว่า "นิสสยวาร" เนื้อหาเหมือนปัจจยวารทุกประการ จากนั้นเปิด "สังสัฏฐวาร" (ว่าด้วยการเจือปนกัน) เริ่มด้วยเหตุปัจจัยในรูปแบบเดียวกันแต่ใช้คำว่า "สังสัฏโฐ"
- หน้า ๔๒๒–๔๒๕ สังสัฏฐวาร: เหตุ อารัมมณ อธิปติปัจจัย ปัจจนียะทั้งหมด จบสังสัฏฐวาร/สัมปยุตตวาร เริ่มปัญหาวาร สังสัฏฐวารแสดงว่าขันธ์ระดับเดียวกันเจือปนกันเกิดขึ้นโดยเหตุปัจจัยเช่นเดียวกับวารก่อนหน้าแต่ใช้คำว่า "สังสัฏโฐ" (เจือปนด้วย) ฝ่ายปัจจนีย์แสดงกรณีอเหตุกะเจือปนกัน เช่นโมหะที่ประกอบวิจิกิจฉาหรืออุทธัจจะเจือปนกับขันธ์อเหตุกะ และนปุเรชาตปัจจัยแสดงกรณีภพอรูปเช่นเดิม ปิดท้ายด้วยคณนาสรุปแล้วประกาศจบสังสัฏฐวาร ระบุว่า "สัมปยุตตวาร" เนื้อหาเหมือนสังสัฏฐวารทุกประการ จากนั้นเปิด "ปัญหาวาร" ซึ่งเป็นวารสุดท้ายและละเอียดที่สุด เริ่มด้วยเหตุปัจจัยแบบเต็มรูป
- หน้า ๔๒๖–๔๓๐ ปัญหาวาร: อารัมมณปัจจัย (จบ) และอธิปติปัจจัย (ความเคารพเป็นใหญ่) อารัมมณปัจจัยแสดงว่าพระอริยะใช้ทิพยจักขุดูรูป ทิพยโสตฟังเสียง หรือเจโตปริยญาณหยั่งรู้จิตของผู้อื่นได้ทั้งระดับปริตตะและมหัคคตะ และนิพพานเป็นอารมณ์ของมรรคผลอัปปมาณะโดยตรง แสดงให้เห็นว่าอารมณ์ที่จำกัดขอบเขตอย่างรูปเสียงก็เป็นเหตุให้จิตระดับสูงกว่าเกิดรู้ได้ ไม่ใช่ว่าจิตสูงต้องรู้อารมณ์สูงเสมอไป ส่วนอธิปติปัจจัยเปลี่ยนมุมเป็นการทำธรรมนั้นให้เป็นประธานที่จิตยึดถือด้วยความเคารพหนักแน่น (ครุกัตวา) เช่น ผู้ให้ทานหรือรักษาศีลแล้วนึกถึงการกระทำนั้นด้วยความภาคภูมิใจจนเกิดราคะหรือทิฏฐิยึดมั่น หรือพระอริยะใ
- หน้า ๔๓๑–๔๓๖ ปัญหาวาร: อนันตร-สมนันตรปัจจัย (จบ) สหชาต อัญญมัญญ และนิสสยปัจจัย อนันตรปัจจัยแสดงลำดับจิตข้ามระดับ เช่น จิตจุติของปุถุชน (ปริตตะ) เป็นปัจจัยให้เกิดจิตปฏิสนธิของพรหม (มหัคคตะ) ทันทีที่ตายแล้วไปเกิด หรือขันธ์อัปปมาณะ (ผล) เป็นปัจจัยแก่การออกจากนิโรธสมาบัติกลับสู่ภาวะปกติ สหชาตปัจจัยและอัญญมัญญปัจจัยแสดงการเกิดร่วมกันและพึ่งพากันสองทางในขณะเดียวกัน เช่นขันธ์กับวัตถุรูปในขณะปฏิสนธิอิงอาศัยกันไปมาไม่ต่างจากมหาภูตรูปสี่ธาตุที่ค้ำจุนกันเอง ส่วนนิสสยปัจจัยขยายความคล้ายกันแต่เน้นทิศทางเดียว เช่นจักขายตนะเป็นที่อาศัยของจักขุวิญญาณ และวัตถุรูปเป็นที่อาศัยของขันธ์ทุกระดั
- หน้า ๔๓๗–๔๔๐ ปัญหาวาร: อุปนิสสัยปัจจัย (ศรัทธา-ปัญญาเป็นฐานหนุนทั้งกุศลและอกุศล) และเริ่มปุเรชาตปัจจัย อุปนิสสัยปัจจัยอธิบายว่าศรัทธา ปัญญา หรือแม้ราคะและความทะยานอยากระดับปริตตะ เป็นฐานธรรมชาติหนุนให้เกิดได้ทั้งกุศลอันประณีต เช่นอาศัยศรัทธาปุถุชนพัฒนาไปสู่ฌานมหัคคตะหรือแม้มรรคผลอัปปมาณะ และอกุศลรุนแรงเช่นกรรมที่นำไปสู่การฆ่ามารดา (อ้างอิงรูปแบบ "จักรนัย" เดียวกับกุสลัตติกะ) แสดงหลักว่าเหตุพื้นฐานเดียวกันเปิดทางได้ทั้งสองขั้วขึ้นกับเจตนาที่น้อมนำ ส่วนท้ายบทเริ่มปุเรชาตปัจจัย (ปริตตะเป็นปัจจัยแก่ปริตตะ) ด้วยตัวอย่างจักขายตนะและวัตถุรูปที่เกิดก่อนเป็นฐานรองรับวิญญาณ แต่เนื้อหาส่วนนี้ยังไม่จบภายในช่
- หน้า ๔๔๑–๔๔๔ ปริตตติกะ: ปัจจัยข้ามเวลา (ปุเรชาต ปัจฉาชาต อาเสวน กัมม) ระหว่างธรรมขนาดต่างกัน ยังอยู่ในปริตตติกะ (ติกะที่ ๑๒) ซึ่งจำแนกธรรมตาม "ขอบเขตของตัวธรรมเอง" ว่าเล็ก (ปริตต) ใหญ่ (มหัคคต) หรือไม่มีประมาณ (อัปปมาณ) ส่วนนี้แสดงว่าธรรมขนาดต่างกันเป็นปัจจัยแก่กันข้ามช่วงเวลาได้อย่างไร เช่น ปุเรชาตปัจจัย - หทยวัตถุซึ่งเป็นรูปเล็กเกิดก่อน เป็นปัจจัยแก่ขันธ์มหัคคตหรืออัปปมาณที่อาศัยวัตถุเดียวกันเกิดทีหลัง หรือปัจฉาชาตปัจจัยที่ขันธ์ซึ่งเกิดทีหลังกลับอุปถัมภ์รูปกายที่เกิดก่อนแล้ว ส่วนกัมมปัจจัยแสดงว่าเจตนา (ความจงใจ) ไม่ว่าขนาดใด เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เกิดร่วมกันในขณะเดียว และแก่วิบากขันธ์ท
- หน้า ๔๔๕–๔๔๙ ปริตตติกะ: วิปปยุตต และอัตถิปัจจัย ปิดท้ายฝ่ายอนุโลม ยังคงอยู่ในปริตตติกะ ไล่แสดงปัจจัยที่เหลือ โดยเฉพาะวิปปยุตตปัจจัย (รูปที่เป็นวัตถุรองรับนามขนาดต่างกันโดยไม่ประกอบกัน) และอัตถิปัจจัย (ความมีอยู่ร่วมกันเป็นปัจจัย) ซึ่งขยายตัวอย่างละเอียดมาก ครอบคลุมทั้งกรณีธรรมขนาดเดียวกันและคู่ผสมสองขนาด เช่น จักขายตนะ (ปริตต) เป็นปุเรชาตปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ หรือกวฬิงการาหาร (อาหารคำข้าว) เป็นปัจจัยหล่อเลี้ยงกายนี้อยู่ ปิดท้ายด้วยตารางคณนา (นับจำนวนปัจจัยแต่ละชนิด) ซึ่งเป็นข้อมูลอ้างอิงเชิงตัวเลขล้วน ไม่มีเนื้อหาความหมายใหม่ และปิดหมวดอนุโลม (ฝ่ายปัจจัยที่มีจร
- หน้า ๔๕๐–๔๕๒ ปริตตติกะ: สรุปปัจจนียนัย และโคลอฟอนปิดตติกะที่ ๑๒ เป็นการสรุปแบบย่อของปริตตติกะทั้งฝ่ายอนุโลม ฝ่ายปัจจนีย์ (กรณีที่ไม่เป็นปัจจัยชนิดนั้นๆ) และฝ่ายผสมอนุโลม-ปัจจนีย์ แสดงเป็นตารางนับจำนวนล้วนๆ (คณนา) จึงเป็นเนื้อหาอ้างอิงเชิงเทคนิคมากกว่าจะมีความหมายเชิงเหตุผลใหม่ จุดสำคัญของช่วงนี้คือโคลอฟอนปิดท้ายที่ระบุชัดว่า "ปริตฺตตฺติกํ ทฺวาทสมํ นิฏฺฐิตํ" (จบปริตตติกะ ซึ่งเป็นติกะลำดับที่ ๑๒) เป็นการปิดหมวดที่จำแนกธรรมโดยขอบเขตของตัวธรรมเองว่าเล็ก ใหญ่ หรือไม่มีประมาณ
- หน้า ๔๕๓–๔๕๗ เปิดปริตตารัมมณติกะ (๑๓): ปฏิจจวาระ ว่าด้วยธรรมที่มีอารมณ์เล็ก-ใหญ่-ไม่มีประมาณ เริ่มติกะที่ ๑๓ คือปริตตารัมมณติกะ ซึ่งต่างจากติกะที่ ๑๒ ตรงที่ไม่จำแนกตัวธรรมเองว่าเล็กหรือใหญ่ แต่จำแนกตาม "อารมณ์ที่ธรรมนั้นยึดหน่วง" ว่าเป็นอารมณ์เล็ก (ปริตตารัมมณะ) อารมณ์ใหญ่ (มหัคคตารัมมณะ) หรืออารมณ์ไม่มีประมาณ (อัปปมาณารัมมณะ) เช่น จิตที่เพ่งรูปธรรมดาทั่วไปเป็นปริตตารัมมณะ ส่วนจิตที่ระลึกถึงฌานเป็นมหัคคตารัมมณะ ปฏิจจวาระแสดงว่าธรรมที่มีอารมณ์ขนาดหนึ่งเป็นปัจจัยแก่ธรรมที่มีอารมณ์ขนาดเดียวกันหรือขนาดอื่นโดยเหตุปัจจัยและอารมณปัจจัยเป็นต้น ฝั่งปัจจนีย์แสดงกรณีอเหตุกะ เช่น จิตที่ประกอบด้วยวิ
- หน้า ๔๕๘–๔๖๕ ปริตตารัมมณติกะ: เหตุ อารมณ์ อธิปติ และอนันตรปัจจัย ในปัญหาวาระ เข้าสู่ปัญหาวาระของติกะที่ ๑๓ ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม เช่น ผู้ให้ทาน สมาทานศีล หรือทำอุโบสถกรรมแล้วพิจารณาทบทวนกุศลนั้น (อารมณ์เล็ก) เป็นอารมณปัจจัยแก่จิตที่พิจารณา หรือพระอริยะที่ระลึกถึงฌานหรืออภิญญาที่เคยได้ (อารมณ์ใหญ่) เป็นปัจจัยแก่จิตพิจารณานั้น เจโตปริยญาณ (การหยั่งรู้ใจผู้อื่น) ถูกยกเป็นตัวอย่างที่จิตรู้ใจคนอื่นซึ่งมีอารมณ์ขนาดต่างกันได้ อธิปติปัจจัยแสดงทั้งอารัมมณาธิปติ (การให้ความสำคัญแก่อารมณ์นั้นอย่างเคารพ) และสหชาตาธิปติ ส่วนอนันตรปัจจัยแสดงลำดับจิตข้ามอารมณ์ เช่น จุติจิตที่มีอารมณ
- หน้า ๔๖๖–๔๗๑ ปริตตารัมมณติกะ: อุปนิสสยปัจจัยและอาเสวนปัจจัย ระหว่างอารมณ์ต่างขนาด ขยายอุปนิสสยปัจจัยอย่างละเอียด แสดงว่าศรัทธา ศีล ปัญญา ราคะ หรือแม้แต่สุขทุกข์ทางกายที่มีอารมณ์ขนาดหนึ่งเป็นฐานที่มั่นคง (ปกตูปนิสสยะ) ให้เกิดการให้ทาน รักษาศีล เจริญฌาน หรือกระทำอกุศลอย่างฆ่าสัตว์หรือทำลายสงฆ์ โดยอาศัยอารมณ์อีกขนาดหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าขนาดของอารมณ์ที่ยึดหน่วงในอดีตไม่ได้กำหนดตายตัวว่าจะนำไปสู่ผลบุญหรือบาปขนาดใดในปัจจุบัน อาเสวนปัจจัย (การเสพซ้ำ) แสดงในทำนองเดียวกันสำหรับความต่อเนื่องของจิตที่มีอารมณ์ขนาดเดียวกัน เช่น โคตรภูและโวทานที่มีอารมณ์เล็กเป็นปัจจัยแก่มรรคที่มีอารมณ์ไม่มี
- หน้า ๔๗๒–๔๗๔ ปริตตารัมมณติกะ: กัมม วิบาก และสรุปปิดตติกะที่ ๑๓ ปิดท้ายด้วยกัมมปัจจัย ซึ่งแสดงว่าเจตนาที่มีอารมณ์ขนาดหนึ่งเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เกิดร่วมกัน และแก่วิบากขันธ์ที่มีอารมณ์ขนาดเดียวกันหรือขนาดอื่นในภายหลัง จากนั้นเป็นตารางคณนาสรุปจำนวนปัจจัยแต่ละชนิดทั้งฝ่ายอนุโลม ปัจจนีย์ และผสม ซึ่งเป็นข้อมูลอ้างอิงเชิงตัวเลข ปิดท้ายด้วยโคลอฟอน "ปริตฺตารมฺมณตฺติกํ เตรสมํ นิฏฺฐิตํ" คือจบติกะที่ ๑๓ ซึ่งจำแนกธรรมตามขนาดของอารมณ์ที่ยึดหน่วง อันเป็นคู่ขนานกับติกะที่ ๑๒ ที่จำแนกตามขนาดของตัวธรรมเอง
- หน้า ๔๗๕–๔๗๖ หีนติกะ (๑๔): ธรรมเลว-กลาง-ประณีต โดยเทียบเคียงสังกิลิฏฐติกะ ติกะที่ ๑๔ คือหีนติกะ จำแนกธรรมตามคุณภาพทางศีลธรรมว่าเลวทราม (หีน) ปานกลาง (มัชฌิม) หรือประณีต (ปณีต) แทนที่จะแจกแจงปัจจัยทุกชนิดโดยละเอียด คัมภีร์ระบุสั้นๆ ว่าให้ขยายความเหมือนสังกิลิฏฐติกะ (ติกะว่าด้วยธรรมเศร้าหมอง-ไม่เศร้าหมอง-ไม่แน่นอน) ที่เคยแสดงไว้ก่อนหน้า พร้อมระบุว่า "ปริปุณฺณํ" (ครบถ้วนแล้ว) เพียงยกตัวอย่างเหตุปัจจัยสั้นๆ เช่น ธรรมหีนเป็นปัจจัยแก่ธรรมหีนหรือธรรมมัชฌิม และธรรมมัชฌิมรวมกับปณีตเป็นปัจจัยแก่ธรรมมัชฌิม ก่อนปิดด้วยโคลอฟอน "หีนตฺติกํ จุทฺทสมํ นิฏฺฐิตํ" จบติกะที่ ๑๔
- หน้า ๔๗๗–๔๘๓ เปิดมิจฉัตตติกะ (๑๕): ปฏิจจวาระและปัจจยวาระ ว่าด้วยธรรมที่แน่นอนสู่ทุคติ-สุคติ-ไม่แน่นอน เริ่มติกะที่ ๑๕ คือมิจฉัตตติกะ ซึ่งจำแนกธรรมตามชะตากรรมที่แน่นอนของผลที่จะตามมา ได้แก่ มิจฉัตตนิยตะ (ธรรมที่แน่นอนว่าจะนำไปสู่ทุคติทันทีในชาติถัดไป เช่น กรรมหนักทั้งห้าคืออนันตริยกรรม) สัมมัตตนิยตะ (ธรรมที่แน่นอนว่าจะนำไปสู่ความหลุดพ้น คือมรรคจิต) และอนิยตะ (ธรรมที่ยังไม่แน่นอนว่าจะให้ผลเช่นไร) ปฏิจจวาระแสดงว่าเหตุปัจจัยและอารมณปัจจัยทำให้ธรรมประเภทเดียวกันเกิดร่วมกัน หรือธรรมอนิยตะเกิดจากมิจฉัตตนิยตะหรือสัมมัตตนิยตะได้ ปัจจยวาระเสริมกรณีที่หทยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์อนิยตะ พร้อมอ้างอิงรูปแบบร่วม
- หน้า ๔๘๔–๔๘๗ มิจฉัตตติกะ: นิสสยวาระ สังสัฏฐวาระ และสัมปยุตตวาระ (อ้างอิงรูปแบบเดิม) ส่วนนี้ระบุว่านิสสยวาระ (การอาศัยเป็นที่ตั้ง) มีรูปแบบเดียวกับปัจจยวาระ จึงไม่แจกแจงซ้ำ ส่วนสังสัฏฐวาระ (ความเจือปนกัน) และสัมปยุตตวาระ (ความประกอบกัน) แสดงเหตุปัจจัยและอารมณปัจจัยแบบย่อสำหรับธรรมมิจฉัตตนิยตะ สัมมัตตนิยตะ และอนิยตะที่เจือปนกัน พร้อมยกตัวอย่างอธิปติปัจจัยที่ธรรมนั้นเป็นอธิบดีแก่ขันธ์ที่ประกอบด้วยกันเอง และปุเรชาตปัจจัยที่ระบุว่าในภพอรูปพรหม (ซึ่งไม่มีรูปวัตถุ) ธรรมสัมมัตตนิยตะยังคงเกิดได้โดยไม่ต้องอาศัยวัตถุ เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการอ้างอิงรูปแบบซ้ำจากวาระก่อน (ปฏิจฺจวารสทิสํ) มากกว
- หน้า ๔๘๘–๔๙๕ มิจฉัตตติกะ: ปัญหาวาระ เหตุ อารมณ์ และอุปนิสสยปัจจัย — อนันตริยกรรมกับมรรคจิต เข้าสู่ปัญหาวาระซึ่งให้ตัวอย่างที่มีความหมายชัดเจนที่สุดของติกะนี้ อารมณปัจจัยแสดงว่าพระอริยะพิจารณากิเลสที่ละแล้วอันเป็นมิจฉัตตนิยตะหรือสัมมัตตนิยตะเป็นปัจจัยแก่จิตอนิยตะที่พิจารณา ขณะที่รูปชีวิตินทรีย์ (ชีวิตของบุคคลที่ถูกทำร้าย) เป็นอารมณปัจจัยแก่อนันตริยกรรมทั้งห้า ได้แก่ ฆ่ามารดา ฆ่าบิดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิต และทำสังฆเภท ซึ่งล้วนเป็นมิจฉัตตนิยตะที่รับประกันการตกนรกทันทีหลังตาย ตรงข้ามกับพระนิพพานซึ่งเป็นอารมณปัจจัยแก่มรรค (สัมมัตตนิยตะ) อุปนิสสยปัจจัยขยายความว่าอนันต
- หน้า ๔๙๖–๕๐๕ มิจฉัตตติกะ: ปัจจัยช่วงท้าย (ปุเรชาต ปัจฉาชาต กัมม วิบาก อัตถิ) และปิดติกะที่ ๑๕ ช่วงนี้เป็นปัจจัยกลุ่มท้าย ๆ ของติกะที่ ๑๕ (ธรรมที่แน่นอนสู่ทุคติ-แน่นอนสู่สุคติ-ยังไม่แน่นอน) โดยยกตัวอย่างเช่น รูปชีวิตินทรีย์ของผู้ถูกฆ่า (เช่นในกรรมฆ่ามารดา) เป็นวัตถุ-ปุเรชาตปัจจัย คือสิ่งที่มีอยู่ก่อนเป็นฐานให้เจตนาอันแน่นอนสู่ทุคติเกิดขึ้นได้ ขณะที่ปัจฉาชาตปัจจัยแสดงว่าจิตที่เกิดทีหลังก็ย้อนกลับไปค้ำจุนร่างกายที่เกิดก่อนได้เช่นกัน ส่วนกัมมปัจจัยชี้ให้เห็นว่าเจตนาเดียวกันทำหน้าที่สองชั้น คือปรุงแต่งขันธ์ที่เกิดร่วมกันในขณะนั้น และยังส่งผลให้เกิดวิบากขันธ์ในภายหลังอีกชั้นหนึ่ง (กัมมปัจจัยต่
- หน้า ๕๐๖–๕๑๔ มัคคารัมมณติกะ (ที่ ๑๖) เปิดเรื่อง: ปฏิจจวาระว่าด้วยธรรมมีมรรคเป็นอารมณ์-เป็นเหตุ-เป็นอธิบดี เริ่มติกะใหม่ลำดับที่ ๑๖ ซึ่งจำแนกธรรมตามความสัมพันธ์กับมรรคสามแบบ คือ ธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์ (จิตที่หน่วงเอามรรคมาเป็นสิ่งที่รู้), ธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุ (สภาวะที่เกิดร่วมโดยมีองค์มรรคเป็นรากเหง้า) และธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดี (เมื่อมรรคเองทำหน้าที่เป็นตัวเด่นที่ชักนำจิต) ปฏิจจวาระนี้วางกรอบความสัมพันธ์เชิงเหตุ-ผลระหว่างสามหมวดนี้ผ่านเหตุปัจจัยเป็นฐาน แล้วไล่ครบปัจจัยทั้ง ๒๔ ทั้งฝ่ายอนุโลมและฝ่ายปฏิเสธ (ปัจจนียะ) เนื้อหาส่วนใหญ่จึงเป็นแบบแผนซ้ำเชิงโครงสร้างมากกว่าคำอธิบายใหม่ ท้ายบทตัวบทระบุตรง ๆ
- หน้า ๕๑๕–๕๑๙ ธรรมมีมรรคเป็นอารมณ์: พระอริยะย้อนพิจารณามรรคหลังออกจากผลสมาบัติ เข้าสู่ปัญหาวาร โดยอารัมมณปัจจัยแสดงภาพที่ชัดเจนว่า เมื่อพระอริยบุคคลออกจากมรรคหรือผลสมาบัติแล้ว ย่อมย้อนพิจารณามรรคนั้นเอง หรือให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับมรรคจนมรรคกลายเป็นอารมณ์ของจิตพิจารณา นี่คือแก่นของ "มรรค-เป็นอารมณ์" คือธรรมที่เกี่ยวข้องกับมรรคถูกจิตรุ่นหลังหน่วงเอามาเป็นสิ่งที่รู้ ตัวอย่างเช่นจิตที่หยั่งรู้ใจผู้อื่น (เจโตปริยญาณ) สามารถรู้จิตของผู้ที่กำลังประกอบด้วยมรรคจิตได้ โดยอาศัยขันธ์แห่งมรรคเป็นอารมณ์เช่นกัน ท้ายช่วงเริ่มเข้าสู่อธิปติปัจจัย ซึ่งแสดงว่าเมื่อมรรคหรือธรรมที่มีมรรคเป็
- หน้า ๕๒๐–๕๒๗ มัคคารัมมณติกะ: อธิบดี อนันตร อุปนิสสัย อาเสวน กัมมปัจจัย และปิดฝ่ายอนุโลม อธิปติปัจจัยดำเนินต่อ แสดงสองแบบคือ อารัมมณาธิปติ (มรรคที่ถูกให้ความสำคัญจนเป็นตัวเด่นของอารมณ์) กับสหชาตาธิปติ (สภาวะมีมรรคเป็นรากที่เกิดร่วมและทำหน้าที่ครอบงำ) จากนั้นอนันตร-สมนันตรปัจจัยแสดงว่าจิตขณะก่อนที่เกี่ยวกับมรรคส่งต่อโดยไม่มีช่องว่างไปสู่จิตขณะถัดไปทันที เช่นลำดับจากอนุโลมญาณสู่โคตรภูแล้วเข้าสู่มรรค ส่วนสหชาต อัญญมัญญ นิสสัย ถูกยุบรวมว่ามีรูปแบบเดียวกัน (๑๗ คำถามต่อปัจจัย) จุดที่น่าสนใจที่สุดคืออุปนิสสยปัจจัย ซึ่งแสดงว่ามรรคขั้นต้นเป็นฐานอุปการะอย่างแรงกล้าให้มรรคขั้นถัดไปเกิดขึ้นได้
- หน้า ๕๒๘–๕๓๑ มัคคารัมมณติกะ: ฝ่ายปัจจนียะ ตารางนับปัจจัย และปิดติกะที่ ๑๖ ช่วงนี้เป็นฝ่ายปัจจนียะ ซึ่งนำความสัมพันธ์แบบ "มรรค-เป็นอารมณ์/เหตุ/อธิบดี" เดิมมาผูกกับปัจจัยบวกตามปกติ (สหชาตปัจจัย อุปนิสสยปัจจัย ฯลฯ) แต่จับคู่กับธรรมฝ่ายตรงข้ามในเชิงโครงสร้าง จึงเป็นการทวนรูปแบบมากกว่าการอธิบายความสัมพันธ์เชิงเหตุผลใหม่ เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นตารางนับจำนวนคำถาม (คณนา) สำหรับฝ่ายปฏิเสธ ฝ่ายอนุโลม-ปัจจนียะ และฝ่ายปัจจนียะ-อนุโลม ซึ่งควรอ่านอย่างตรงไปตรงมาว่าเป็นเนื้อหาอ้างอิงเชิงกลไก ไม่ใช่คำสอนที่มีสาระใหม่ ท้ายบทมีคำลงท้าย "มคฺคารมฺมณตฺติกํ โสฬสมํ นิฏฺฐิตํ" ซึ่งปิดติกะที่ ๑๖ (
- หน้า ๕๓๒–๕๓๖ อุปปันนติกะ (ที่ ๑๗) เปิดเรื่อง: ธรรมที่เกิดแล้ว-ยังไม่เกิด-จักเกิดแน่นอน เริ่มติกะที่ ๑๗ ซึ่งจำแนกธรรมสามแบบ คือ อุปปันนะ (สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วจริง) อนุปปันนะ (สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น เช่นคุณสมบัติที่ยังไม่ได้บรรลุ) และอุปปาที (สิ่งที่ยังไม่เกิดแต่จักเกิดขึ้นแน่นอนในอนาคต เช่นผลกรรมที่ยังไม่สุกแต่หนีไม่พ้นที่จะให้ผล) แก่นของอารัมมณปัจจัยในช่วงนี้คือ ธรรมทั้งสามแบบล้วนเป็นอารมณ์ให้จิตรู้ได้ เช่น การพิจารณาตาหรือขันธ์ที่เกิดขึ้นแล้วว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน แล้วราคะหรือโทมนัสจึงเกิดตามมา หรือญาณวิเศษบางชนิดสามารถหยั่งรู้สิ่งที่ยังไม่เกิดหรือจักเกิดแน่นอนเป็นอารมณ
- หน้า ๕๓๗–๕๔๑ อุปปันนติกะ: ปุเรชาต ปัจฉาชาต กัมม วิบาก และปิดติกะที่ ๑๗ ช่วงนี้แสดงปุเรชาตปัจจัย คือฐานทางกายที่เกิดขึ้นแล้ว เช่นจักขวายตนะ เป็นที่รองรับให้ขันธ์ที่เกิดขึ้นแล้วเกิดตามมาได้ และปัจฉาชาตปัจจัยที่จิตซึ่งเกิดทีหลังย้อนค้ำจุนร่างกายที่เกิดก่อน ตามด้วยกัมมปัจจัยและวิบากปัจจัยซึ่งย้ำรูปแบบเจตนาที่เกิดขึ้นแล้วปรุงแต่งขันธ์ร่วมสมัยและวิบากขันธ์ในภายหลัง ที่น่าสนใจคืออุปนิสสยปัจจัยยังมีตัวอย่างของสิ่งที่ "ยังไม่เกิด" เช่น การปรารถนาความงามหรือคุณสมบัติที่ยังไม่ได้มา เป็นแรงผลักดันให้บุคคลบำเพ็ญทาน ศีล แสดงว่าแม้สิ่งที่ยังไม่เกิดก็เป็นฐานอุปการะอย่างแรงกล้าได้เ
- หน้า ๕๔๒–๕๔๙ อตีตติกะ (ที่ ๑๘): ธรรมอดีต-อนาคต-ปัจจุบัน เป็นปัจจัยแก่กัน และปิดติกะ ติกะที่ ๑๘ จำแนกธรรมตามกาลเวลา คือ อตีตะ (อดีต) อนาคตะ (อนาคต) และปัจจุปปันนะ (ปัจจุบัน) แก่นของอารัมมณปัจจัยคือ ธรรมในกาลใดกาลหนึ่งสามารถเป็นอารมณ์ของจิตปัจจุบันได้ เช่น บุคคลให้ทานหรือรักษาศีลไปแล้ว ภายหลังย้อนพิจารณาการกระทำนั้นด้วยความปีติ (อดีตเป็นอารมณ์ของจิตพิจารณาปัจจุบัน) หรือพระอริยะย้อนพิจารณามรรคและผลที่ผ่านไปแล้ว ในด้านอนันตรปัจจัยมีตัวอย่างลำดับจิตอดีตส่งต่อไม่ขาดตอนสู่ปัจจุบัน ดังลำดับอนุโลมญาณสู่โคตรภู เข้าสู่มรรค และผล ส่วนที่น่าสนใจที่สุดคืออุปนิสสยปัจจัยซึ่งแสดงว่าสภาวะอดีต ไม
- หน้า ๕๕๐ เริ่มติกะที่ ๑๙: อตีตารัมมณติกะ - ธรรมที่มีอารมณ์เป็นอดีต อนาคต หรือปัจจุบัน หน้าสุดท้ายของช่วงนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของติกะใหม่ลำดับที่ ๑๙ ซึ่งต่างจากติกะที่ ๑๘ ตรงที่คราวนี้ไม่ได้จำแนกตัวธรรมเองว่าอยู่ในกาลใด แต่จำแนกจากกาลของ "อารมณ์" ที่ธรรมนั้นหน่วงรู้ คือธรรมที่มีอารมณ์เป็นอดีต (อตีตารัมมณะ) มีอารมณ์เป็นอนาคต (อนาคตารัมมณะ) และมีอารมณ์เป็นปัจจุบัน (ปัจจุปปันนารัมมณะ) เนื้อหาที่ปรากฏมีเพียงปฏิจจวารส่วนเหตุปัจจัยเบื้องต้นสำหรับทั้งสามหมวดเท่านั้น ยังไม่มีคำอธิบายเชิงความหมายหรือตัวอย่างประกอบให้วิเคราะห์ได้ ติกะนี้ยังไม่ปิดในช่วงข้อมูลนี้ และจะต้องตามอ่านต่อในหน้าถั
- หน้า ๕๕๑–๕๕๔ ปิดปฏิจจวาร (ฝ่ายปฏิเสธ) ของอตีตารัมมณติกะ เปิดปัญหาวารด้วยเหตุปัจจัย ช่วงนี้เป็นการไล่ปิดฝ่ายปฏิเสธ (ปัจจนียะ) ของปฏิจจวาร เล่มที่ 19 คือ อตีตารัมมณติกะ ซึ่งจำแนกธรรมไม่ใช่จากกาลของตัวมันเอง แต่จากกาลของ 'อารมณ์' ที่ธรรมนั้นยึดหน่วง คือ อดีตารมณ์ อนาคตารมณ์ หรือปัจจุบันารมณ์ เนื้อหาไล่แสดงว่าเมื่อตัดปัจจัยแต่ละอย่างออก (เช่น ไม่มีเหตุ ไม่มีปุเรชาต ไม่มีปัจฉาชาต ไม่มีกรรม) ธรรมที่มีอารมณ์ต่างกาลกันยังคงเกิดร่วมกันได้หรือไม่ ซึ่งเป็นแบบแผนซ้ำจากเล่มก่อนแต่สลับมุมมองมาที่อารมณ์แทนตัวธรรม เมื่อจบตารางนับ (คณนา) ปฏิจจวารก็ปิดลง พร้อมข้อความสั้นๆ ว่าวาระที่เหลือ (สหชาต
- หน้า ๕๕๕–๕๖๐ อารัมมณปัจจัยและอธิปติปัจจัยในปัญหาวาร อตีตารัมมณติกะ ส่วนนี้อธิบายว่าอารมณ์ที่มีกาลต่างกันเป็นปัจจัยแก่จิตที่รับรู้มันได้อย่างไร โดยมีตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมชัดเจน เช่น ผู้ได้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณระลึกชาติในอดีต หรือผู้ได้ทิพยจักขุเห็นสิ่งที่จะเกิดในอนาคต กรณีเหล่านี้แสดงว่า 'อารมณ์อดีต' หรือ 'อารมณ์อนาคต' เป็นอารัมมณปัจจัยแก่ญาณที่กำลังพิจารณามันอยู่ในปัจจุบันขณะ อีกตัวอย่างคือ เมื่อพิจารณาขันธ์ในอดีตหรืออนาคตโดยความไม่เที่ยง แล้วกลับเพลิดเพลินยินดีในขันธ์นั้น ราคะหรือทิฏฐิที่เกิดขึ้นก็มีขันธ์ต่างกาลนั้นเป็นอารมณ์ ส่วนอธิปติปัจจัยก็ซ้ำรูปแบบเดียวกั
- หน้า ๕๖๑–๕๖๗ อนันตร อุปนิสสยะ อาเสวนะ กัมมปัจจัย ในปัญหาวาร อตีตารัมมณติกะ ช่วงนี้ไล่ปัจจัยที่เหลือของปัญหาวาร เล่มที่ 19 อย่างเป็นระบบครบทั้ง 9 คู่ผสมของกาลอารมณ์ (อดีต-อดีต, อดีต-อนาคต, อดีต-ปัจจุบัน ฯลฯ) อนันตรปัจจัยแสดงว่าจิตที่มีอารมณ์เป็นอดีตดวงก่อนเป็นปัจจัยแก่จิตดวงถัดไปที่มีอารมณ์เป็นอดีตเหมือนกันโดยไม่มีระหว่างคั่น เช่น ภวังคจิตที่มีอารมณ์อดีตส่งต่อให้อาวัชชนจิตที่หันมารับอารมณ์ปัจจุบัน อุปนิสสยปัจจัยยกตัวอย่างว่าอนิจจานุปัสสนาที่มีอารมณ์เป็นอดีตเป็นที่อาศัยอันมีกำลังให้เกิดอนิจจานุปัสสนาที่มีอารมณ์เป็นอนาคตต่อไปได้ (คือการเจริญวิปัสสนาข้ามกาลอารมณ์) ส่วนกัมม
- หน้า ๕๖๘–๕๗๐ ปิดปัญหาวารและปิดอตีตารัมมณติกะ (เล่ม 19) เปิดอัชฌัตตติกะ (เล่ม 20) หน้า 568-569 เป็นตารางนับปิดท้ายปัญหาวารของเล่มที่ 19 ทั้งฝ่ายอนุโลม ปัจจนียะ อนุโลมปัจจนียะ และปัจจนียานุโลม ซึ่งเป็นเนื้อหาเชิงอ้างอิงเชิงตัวเลขล้วนๆ ไม่มีคำอธิบายความหมายใหม่ จากนั้นในหน้า 570 ปรากฏคำปิดวาระว่า 'ปญฺหาวาโร นิฏฺฐิโต' และคำปิดเล่มว่า 'อตีตารมฺมณตฺติกํ เอกูนวีสติมํ นิฏฺฐิตํ' คือจบตติกะที่ 19 (อตีตารัมมณติกะ) อย่างเป็นทางการ ทันทีหลังจากนั้นในหน้าเดียวกัน เปิดตติกะใหม่คือ 'อัชฌัตตติกะ' (ตติกะที่ 20) ซึ่งจำแนกธรรมเป็นภายใน (อัชฌัตตะ - เนื่องด้วยตนเอง) ภายนอก (พหิทธา - เนื่องด้วยผู้
- หน้า ๕๗๑–๕๗๖ ปฏิจจวารของอัชฌัตตติกะ: ภายใน-ภายนอกกับการเกิดรูป ส่วนนี้ขยายความปฏิจจวารของตติกะที่ 20 ซึ่งต่างจากติกะเรื่องกาลก่อนหน้า เพราะเน้นว่าธรรมนั้น 'เนื่องด้วยตนเอง' (อัชฌัตตะ) หรือ 'เนื่องด้วยผู้อื่น' (พหิทธา) โดยไม่เกี่ยวกับเวลา ตัวอย่างเด่นคือขันธ์ภายในหนึ่งเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ภายในอีกสามพร้อมทั้งจิตตสมุฏฐานรูปที่เกิดร่วม และในขณะปฏิสนธิขันธ์ภายในก็ก่อให้เกิดกฏัตตารูป (รูปที่เกิดจากกรรม) รวมถึงมหาภูตรูปและอุปาทายรูปตามลำดับ เหตุปัจจัยฝ่ายปฏิเสธ (นเหตุปัจจยา) แสดงกรณีพิเศษ เช่น ในภูมิที่ไม่มีขันธ์ (อสัญญสัตตา) มหาภูตรูปก็ยังเป็นปัจจัยแก่กันเองและก่อร
- หน้า ๕๗๗–๕๗๙ ปัจจยวารของอัชฌัตตติกะ (สรุปอ้างอิงปฏิจจวาร) และเปิดปัญหาวาร ปัจจยวารในช่วงนี้ส่วนใหญ่อ้างอิงกลับไปยังปฏิจจวารที่อธิบายไว้แล้ว โดยเพิ่มตัวอย่างเฉพาะของปัจจยวาร เช่น จักขายตนะ (อายตนะภายใน) เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ และกายายตนะเป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ ซึ่งล้วนอยู่ในกลุ่ม 'ภายใน' ทั้งสิ้น ปัจจยวารปิดท้ายด้วยตารางนับฝ่ายอนุโลมและปัจจนียะแบบย่อ แล้วมีข้อความสรุปว่านิสสยวารเหมือนปัจจยวาร ส่วนสังสัฏฐวารและสัมปยุตตวารให้ขยายความไปในทำนองเดียวกัน จากนั้นปัญหาวารของตติกะที่ 20 เริ่มต้นด้วยเหตุปัจจัย แสดงว่าขันธ์ภายในที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ภายในที่สัมปยุตด้วยและ
- หน้า ๕๘๐–๕๘๗ อารัมมณ อธิปติ ปุเรชาตปัจจัย: ตัวอย่างข้ามภายใน-ภายนอกในปัญหาวาร ช่วงนี้เต็มไปด้วยตัวอย่างที่แสดงความหมายของ 'ภายใน' และ 'ภายนอก' ได้ชัดเจนที่สุดในติกะนี้ เช่น บุคคลให้ทานแล้วพิจารณาทานของตน (ธรรมภายในเป็นอารมณ์แก่จิตภายใน) เทียบกับการที่ผู้อื่นพิจารณาศีลของตนเอง (พหิทธา-พหิทธา) หรือพิจารณาคุณความดีของผู้อื่น (ภายใน-ภายนอกไขว้กัน) และกรณีทิพยจักขุ/ทิพยโสตที่รับรู้รูปหรือเสียงของผู้อื่นซึ่งเป็นพหิทธารมณ์แก่ญาณภายในของผู้ทรงฌาน ปุเรชาตปัจจัยแสดงตัวอย่างซับซ้อนที่สุด คือ รูปายตนะภายนอก (ของผู้อื่น) และจักขายตนะภายใน (ของตน) ร่วมกันเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณภายใน แ
- หน้า ๕๘๘–๕๙๔ ปัจฉาชาต อาหาร กัมมปัจจัย และปิดอัชฌัตตติกะ (เล่ม 20) ช่วงนี้แสดงปัจจัยที่เกี่ยวกับความเป็นภายใน-ภายนอกของร่างกายและการหล่อเลี้ยงชีวิต เช่น ปัจฉาชาตปัจจัย ขันธ์ภายในที่เกิดทีหลังเป็นปัจจัยหนุนกายภายในที่เกิดก่อน และอาหารปัจจัยที่น่าสนใจคือกวฬิงการาหาร (อาหารคำข้าว) ภายในสามารถหล่อเลี้ยงกายภายนอก (ของผู้อื่น) ได้ เช่น มารดาให้นมบุตร หรือกวฬิงการาหารภายนอกหล่อเลี้ยงกายภายใน แสดงว่าปัจจัยทางกายภาพข้ามพรมแดนบุคคลได้ต่างจากปัจจัยทางจิตซึ่งมักจำกัดอยู่ในสันดานของตน กัมมปัจจัยยังคงแยกสหชาตา (กรรมกับผลเกิดพร้อมกัน) กับนานาขณิกา (กรรมให้ผลต่างขณะ) เหมือนติก
- หน้า ๕๙๕–๕๙๙ เปิดอัชฌัตตารัมมณติกะ (เล่ม 21): ปฏิจจวารและเหตุ-อารัมมณปัจจัยในปัญหาวาร หน้า 595 เปิดตติกะใหม่ คือ 'อัชฌัตตารัมมณติกะ' (ตติกะที่ 21) ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของติกะที่ 20 แต่เปลี่ยนจุดเน้นจากตัวธรรมเองไปที่ 'อารมณ์' ที่ธรรมนั้นยึดหน่วง คือจำแนกว่าธรรมหนึ่งมีอารมณ์เป็นภายใน (ของตน) หรือภายนอก (ของผู้อื่น) ปฏิจจวารดำเนินไปในรูปแบบสั้นกระชับกว่าติกะก่อน เพราะไม่มีเรื่องรูปเกิดจากจิต/กรรมมาเกี่ยวข้องโดยตรง และปิดตัวลงในหน้า 597 พร้อมข้อความว่าสหชาตวารและวาระอื่นๆ เหมือนปฏิจจวาร จากนั้นปัญหาวารเริ่มด้วยเหตุปัจจัยและอารัมมณปัจจัย ซึ่งให้ตัวอย่างคล้ายเล่ม 19 แต่เปลี่ยนจากกาลเป็นต
- หน้า ๖๐๐–๖๐๕ อธิปติ อนันตร อุปนิสสยะ อาเสวนะ กัมมปัจจัยในปัญหาวาร อัชฌัตตารัมมณติกะ (ยังไม่จบ) ช่วงนี้ไล่ปัจจัยต่อจากอารัมมณปัจจัยของตติกะที่ 21 โดยอธิปติปัจจัยแสดงตัวอย่างเดิม (ให้ทาน รักษาศีล ออกจากฌาน) แต่เปลี่ยนเป็นการทำให้ 'อารมณ์ภายในหรือภายนอก' เป็นที่หนักใจก่อนราคะหรือทิฏฐิเกิดขึ้น อนันตรปัจจัยยกตัวอย่างจุติจิตที่มีอารมณ์ภายในเป็นปัจจัยแก่ปฏิสนธิจิตที่มีอารมณ์ภายนอกในภพถัดไป แสดงว่าอารมณ์ของจิตสามารถเปลี่ยนจากภายในเป็นภายนอกข้ามภพชาติได้ อุปนิสสยปัจจัยยกตัวอย่างอนิจจานุปัสสนาที่มีอารมณ์ภายในเป็นที่อาศัยให้เกิดอนิจจานุปัสสนาที่มีอารมณ์ภายนอกต่อไป และกัมมปัจจัยยังคงแยกสหชาตากับนานาข
- หน้า ๖๐๖–๖๐๗ ปิดท้ายอัชฌัตตารัมมณติกะ (ติกะที่ ๒๑) สองหน้านี้เป็นส่วนปิดท้ายของอัชฌัตตารัมมณติกะ ซึ่งจำแนกธรรมตามว่ามีอารมณ์ภายในตนหรือภายนอกตน โดยแสดงปัจจัยสรุปในปัญหาวาร เช่น ธรรมที่มีอารมณ์ภายในเป็นปัจจัยแก่ธรรมที่มีอารมณ์ภายในหรือภายนอกด้วยอารมณปัจจัย สหชาตปัจจัย อุปนิสสยปัจจัย และกัมมปัจจัย ตามด้วยฝ่ายปัจจนียะ (ปฏิเสธ) และการนับแบบผสมอนุโลม-ปัจจนียะซึ่งเป็นตารางนับเชิงอ้างอิงมากกว่าเนื้อหาใหม่ ท้ายหน้า ๖๐๗ มีคำลงท้าย "อชฺฌตฺตารมฺมณตฺติกํ เอกวีสติมํ นิฏฺฐิตํ" ปิดฉบับติกะที่ ๒๑ (อัชฌัตตารัมมณติกะ) อย่างเป็นทางการ ก่อนเข้าสู่ติกะสุดท้ายของคัมภ
- หน้า ๖๐๘–๖๑๖ เปิดสนิทัสสนสัปปฏิฆติกะ - ปฏิจจวาร เหตุปัจจัย เริ่มติกะที่ ๒๒ อันเป็นติกะสุดท้ายของอนุโลมติกปัฏฐาน คือสนิทัสสนสัปปฏิฆติกะ ซึ่งจำแนกรูปธรรมทั้งหมดออกเป็น ๓ จำพวกตามคุณสมบัติที่มองเห็นได้และกระทบได้ ได้แก่ รูปที่มองเห็นได้และกระทบได้ (คือรูปายตนะ สีสันที่ตาเห็น) รูปที่มองไม่เห็นแต่กระทบได้ (เช่น เสียง กลิ่น รส สัมผัส และปสาทรูปทั้งห้า) และรูปที่มองไม่เห็นและกระทบไม่ได้ (รูปละเอียด เช่น ชีวิตินทรีย์ อิตถินทรีย์ ธาตุน้ำ) ในหน้าเหล่านี้แสดงว่ามหาภูตรูป (ธาตุ ๔) ซึ่งเป็นฐานที่มองไม่เห็นแต่กระทบได้ เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดทั้งรูปที่เกิดจากจิต (จิตตสม
- หน้า ๖๑๗–๖๒๐ ปฏิจจวารต่อ - สหชาต อัญญมัญญ และปิดฝ่ายอนุโลม ต่อเนื่องปฏิจจวารของติกะที่ ๒๒ ด้วยปัจจัยอื่น เช่น สหชาตปัจจัย ซึ่งแสดงว่ามหาภูตรูป (ธาตุ ๔) อาศัยกันเกิดพร้อมกันได้ เช่น ธาตุหนึ่งเป็นปัจจัยแก่อีกสามธาตุ และอัญญมัญญปัจจัย ซึ่งจำกัดเฉพาะการอิงอาศัยกันแบบไปมาระหว่างมหาภูตรูปเท่านั้น (รูปที่เกิดทีหลังอย่างอุปาทารูปไม่อาจย้อนเป็นปัจจัยแก่มหาภูตรูปได้) แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์เชิงเหตุระหว่างธาตุพื้นฐานเป็นแบบพึ่งพาซึ่งกันและกัน ต่างจากรูปที่ประณีตกว่าซึ่งพึ่งธาตุฝ่ายเดียว ปิดท้ายด้วยตารางนับปัจจัยฝ่ายอนุโลม (คำว่า "อนุโลมํ") ซึ่งเป็นการสรุปเชิงตั
- หน้า ๖๒๑–๖๒๕ ปฏิจจวารฝ่ายปัจจนียะ และปิดปฏิจจวาร แสดงฝ่ายปัจจนียะ (ปฏิเสธ) ของปฏิจจวาร คือกรณีที่รูปธรรมเกิดขึ้นได้แม้ปราศจากเหตุปัจจัย (นเหตุปัจจยา) เพราะโดยธรรมชาติรูปธรรมทั้งหมดไม่มีเหตุ (อเหตุกะ) อยู่แล้ว จึงต้องอาศัยพิจารณาแยกกรณีปฏิสนธิกับปวัตติ และกรณีที่ยังมีโมหะประกอบ (วิจิกิจฉา-อุทธัจจสหคตขันธ์) เป็นตัวอย่างประกอบ ปิดท้ายด้วยปฏิจจวาโร นิฏฺฐิโต และหมายเหตุสำคัญว่าสหชาตวาร ปัจจยวาร และนิสสยวาร มีเนื้อหาเหมือนปฏิจจวารทุกประการ ส่วนสังสัฏฐวารและสัมปยุตตวารให้ทำเฉพาะฝ่ายอรูปธรรมเท่านั้น เพราะรูปธรรมไม่อาจ "ประกอบ" กันในความหมายเดียวกับนาม
- หน้า ๖๒๖–๖๓๑ ปัญหาวาร - เหตุปัจจัยและอารัมมณปัจจัย: รูปเป็นอารมณ์แห่งกิเลสและการพิจารณา เปิดปัญหาวารของติกะที่ ๒๒ ด้วยเหตุปัจจัย ซึ่งแสดงว่ารูปธรรมเองไม่มีเหตุ แต่ได้รับการหนุนจากเหตุที่ประกอบอยู่ในจิตดวงเดียวกัน จากนั้นเข้าสู่อารัมมณปัจจัยซึ่งเป็นส่วนสำคัญ อธิบายว่ารูปที่มองเห็นได้ (สี) เป็นอารมณ์ให้จักขุวิญญาณเกิดขึ้นได้โดยตรง และเมื่อปุถุชนพิจารณารูปโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา หรือกลับเพลิดเพลินยินดีในรูปนั้น ก็เป็นปัจจัยให้เกิดราคะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา อุทธัจจะ หรือโทมนัสได้เช่นกัน ขณะที่พระอริยะกลับใช้รูปธรรม (เช่น ทาน ศีล ฌาน มรรค ผล นิพพาน) เป็นอารมณ์แห่งการพิจาร
- หน้า ๖๓๒–๖๓๖ อธิปติ อนันตระ อุปนิสสัย และปุเรชาตปัจจัย ต่อเนื่องอธิปติปัจจัยทั้งแบบอารัมมณาธิปติและสหชาตาธิปติ จากนั้นอนันตร-สมนันตรปัจจัย (เหมือนกัน) และสหชาต-อัญญมัญญ-นิสสยปัจจัยซึ่งอ้างอิงกลับไปยังปฏิจจวาร ส่วนที่น่าสนใจคืออุปนิสสยปัจจัยแบบปกตูปนิสสัย ซึ่งแสดงว่าเหตุปัจจัยทางอ้อมกว้างขวางมาก เช่น ผู้ปรารถนาความงามของผิวพรรณให้ทาน รักษาศีล หรือผู้อาศัยดินฟ้าอากาศและที่อยู่อาศัยเป็นฐานเกื้อหนุนให้เกิดฌาน วิปัสสนา หรือมรรคได้ และยังครอบคลุมถึงกรณีอกุศลอย่างการฆ่าสัตว์หรือทำสังฆเภทด้วย แสดงว่าอุปนิสสยปัจจัยเป็นกลางทางศีลธรรม ไม่จำกัดเฉพาะฝ่ายกุศล ปิด
- หน้า ๖๓๗–๖๔๑ ปัจฉาชาต กัมม วิบาก อาหาร อินทรีย์ และเริ่มคณนวาร แสดงปัจฉาชาตปัจจัย คือจิตและเจตสิกที่เกิดทีหลังกลับเป็นปัจจัยหนุนกายที่เกิดก่อนหน้าให้ดำรงอยู่ได้ ตามด้วยกัมมปัจจัย (แยกกรรมที่เกิดพร้อมกันกับกรรมต่างขณะที่ให้ผลข้ามภพ) วิบากปัจจัย อาหารปัจจัย (คำข้าวเป็นปัจจัยหล่อเลี้ยงกาย) และอินทรียปัจจัย เช่น จักขุนทรีย์เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ และชีวิตินทรีย์รูปหล่อเลี้ยงกฏัตตารูปตลอดชีวิต ปัจจัยที่เหลือ (ฌาน มรรค สัมปยุตต วิปปยุตต อัตถิ อวิคต) ส่วนใหญ่อ้างอิงรูปแบบเดิมจากปฏิจจวาร ท้ายช่วงเริ่มเข้าสู่คณนวาร คือตารางนับจำนวนปัญหาตามปัจจัยแต่ละชนิด ซึ่งเป็นเน
- หน้า ๖๔๒–๖๔๕ ปิดคณนวารฝ่ายอนุโลม และตารางปัจจัยผสม ช่วงนี้เป็นการปิดคณนวาร (ตารางนับจำนวนปัญหาต่อปัจจัย) ของฝ่ายอนุโลมด้วยคำว่า "อนุโลมํ" ตามด้วยรายการปัจจัยสำหรับกลุ่มธรรมที่จัดประเภทร่วมกันสองหรือสามอย่างพร้อมกัน (เช่น ธรรมที่ทั้งมองเห็นได้-กระทบได้ และมองไม่เห็น-กระทบไม่ได้ ประกอบรวมกัน) โดยส่วนใหญ่เป็นการไล่ซ้ำรูปแบบสหชาตปัจจัยและปุเรชาตปัจจัยที่วางไว้แล้วในหน้าก่อนหน้า ให้ครบทุกกลุ่มการจัดหมวดที่เป็นไปได้ ควรระบุตรงไปตรงมาว่าช่วงนี้เป็นเนื้อหาตารางอ้างอิงเชิงจัดหมวดหมู่ (คณนา) มิใช่การอธิบายความหมายใหม่ แต่เป็นการรวบรวมความสัมพันธ์ที่วางหลั
- หน้า ๖๔๖–๖๔๗ ปิดฉบับสนิทัสสนสัปปฏิฆติกะ - สิ้นสุดอนุโลมติกปัฏฐานทั้งเล่ม สองหน้าสุดท้ายนี้เป็นตารางนับปัจจัยฝ่ายปัจจนียะ (นเหตุปัจจยา ฯลฯ) ของปัญหาวารในติกะที่ ๒๒ ตามด้วยตารางผสมอนุโลมปัจจนียะและปัจจนียานุโลม ซึ่งเป็นเนื้อหาเชิงนับจำนวนอ้างอิงล้วนๆ ไม่มีการอธิบายความหมายใหม่ ที่สำคัญที่สุดคือคำลงท้ายส่งท้ายเล่มว่า "สนิทสฺสนสปฺปฏิฆตฺติกํ พาวีสติมํ นิฏฺฐิตํ ฯ อนุโลมติกปฏฺฐานํ ปจฺฉิมํ นิฏฺฐิตํ" ซึ่งไม่ได้ปิดเพียงติกะที่ ๒๒ (สนิทัสสนสัปปฏิฆติกะ) อันเป็นติกะสุดท้ายเท่านั้น แต่ยังประกาศปิดฉบับอนุโลมติกปัฏฐานทั้งหมดอย่างสมบูรณ์ กล่าวคือมาติกาอภิธรรมทั้ง ๒๒ ติกะได้รับการแสดง
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐
หน้า ๔๐๑–๔๕๐
หน้า ๔๕๑–๕๐๐
หน้า ๕๐๑–๕๕๐
หน้า ๕๕๑–๖๐๐