ปัฏฐาน ภาค ๕

บาลีสยามรัฐ · พระอภิธรรมปิฎก · เล่มที่ ๔๔ · ๖๐๐ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๑๘ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๖ เหตุทุกกุสลติกะ - คู่เหตุ×กุศล (แม่แบบเต็มรูปของปฏิจจวาระ-ปัญหาวาระ) เปิดเล่มด้วยคู่ผสมแรกสุดของวิธีไขว้แบบใหม่ คือทุกะ "เหตุ/นเหตุ" กับติกะ "กุสล/อกุศล/อัพยากตะ" โดยยกคู่ เหตุ×กุศล ขึ้นมาวางเป็นแม่แบบเต็มรูปที่หมวดอื่นทั้งเล่มจะอ้างอิงตาม เนื้อหาหมายถึงธรรมที่เป็นทั้งมูลเหตุ (อโลภะ อโทสะ อโมหะ) และเป็นกุศลพร้อมกัน กล่าวคือมูลเหตุฝ่ายกุศลนั่นเอง ในปัญหาวาระข้อ [๑๑] ที่แจกแจงตามเหตุปัจจัยมีเพียง ๓ คู่ ไม่ใช่ ๙ คู่เต็ม เพราะมีแต่ธรรมที่เป็น "เหตุ" เท่านั้นที่ทำหน้าที่เป็นเหตุปัจจัยได้ ธรรมที่เป็น "นเหตุกุศล" (เจตสิก/สภาวะกุศลอื่นที่ไม่ใช่มูล) ไม่อาจเป็นเหตุปัจจัยแก
  2. หน้า ๗–๑๐ เหตุทุกกุสลติกะ - คู่เหตุ×อกุศล คู่ที่สองของหมวดกุสลติกะ คือธรรมที่เป็นทั้ง "เหตุ" และ "อกุศล" พร้อมกัน ได้แก่มูลเหตุฝ่ายอกุศลเพียง ๓ คือ โลภะ โทสะ โมหะ ตรงข้ามกับคู่เหตุ×กุศลก่อนหน้าที่เป็นอโลภะ-อโทสะ-อโมหะ โครงสร้างซ้ำแบบเดิมทุกประการทั้งปฏิจจวาระและปัญหาวาระ แต่ตารางตัวเลขบางปัจจัยแคบลง เช่นในปัจจัยที่เกี่ยวกับผลกรรม สะท้อนว่าอกุศลไม่มีสถานะเป็นวิบากในลักษณะเดียวกับกุศล เนื้อหาส่วนใหญ่ถูกย่อด้วยการชี้กลับไปยังรูปแบบของคู่กุศล และปิดท้ายด้วยโคโลฟอนมาตรฐาน "ยถา กุสลตฺติเก...คเณตพฺพํ" ที่หน้า ๑๐ โดยยังไม่ปิดหมวดใหญ่เพราะยังมีค
  3. หน้า ๑๑–๑๕ เหตุทุกกุสลติกะ - คู่เหตุ×อัพยากตะ (ปิดหมวด) คู่ที่สามและสุดท้ายของกุสลติกะ คือธรรมที่เป็นทั้ง "เหตุ" และ "อัพยากตะ" (ไม่ใช่กุศลไม่ใช่อกุศล) ได้แก่ อโลภะ อโทสะ อโมหะ ที่เกิดในจิตวิบากหรือจิตกิริยา ไม่ใช่ในจิตกุศลที่กำลังสร้างกรรมเหมือนสองคู่ก่อน หมวดนี้เผยปัจจัยที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เช่น ปุเรชาตปัจจัย ปัจฉาชาตปัจจัย วิปากปัจจัย วิปปยุตตปัจจัย สะท้อนว่าธรรมอัพยากตะ (โดยเฉพาะวิบากและกิริยา) มีสายสัมพันธ์เชิงเหตุกว้างกว่าชวนจิตกุศล/อกุศลมาก ตัวอย่างที่มีเนื้อความจริงคือข้อ [๖๒] ซึ่งแสดงปัจฉาชาตปัจจัย คือธรรมรุ่นหลัง (จิตปัจจุบัน) ย้อนอุปการะรู
  4. หน้า ๑๖–๒๐ เหตุทุกเวทนาติกะ - คู่เหตุ×สุขาเวทนา เริ่มติกะใหม่คือ "เวทนาติกะ" (สุข-ทุกข์-อทุกขมสุข) ไขว้กับทุกะเหตุ คู่แรกคือธรรมที่เป็นทั้ง "เหตุ" และ "ประกอบด้วยสุขเวทนา" หมายถึงมูลเหตุที่เกิดร่วมกับความรู้สึกสุข (โสมนัส) ได้แก่ อโลภะ อโทสะ อโมหะ ในจิตกุศล/วิบาก/กิริยาที่ประกอบโสมนัส และโลภะในโลภมูลจิตที่ประกอบโสมนัสด้วย แต่ไม่รวมโทสะซึ่งเกิดร่วมกับโทมนัส (ทุกขเวทนาทางใจ) เสมอ โครงสร้างปฏิจจวาระ-ปัญหาวาระซ้ำแบบเดิมพร้อมสูตรย่อ "สหชาตวาโรปิ...วิตฺถาเรตพฺพา" เนื้อหาเกือบทั้งหมดเป็นตารางตัวเลข (นว/ตีณิ) ที่นับตามแม่แบบเหตุ×กุศลไม่มีคำอธิบายใหม่
  5. หน้า ๒๑–๒๓ เหตุทุกเวทนาติกะ - คู่เหตุ×ทุกขาเวทนา คู่ที่สองของเวทนาติกะ (ซึ่งปฏิจจวาระเริ่มไว้แล้วที่ท้ายหน้า ๒๐) คือธรรมที่เป็นทั้ง "เหตุ" และ "ประกอบด้วยทุกขเวทนา" (โทมนัส) ซึ่งแคบมากในทางเนื้อหาเพราะมีเพียงโทสะเท่านั้นที่เกิดร่วมกับโทมนัสได้ ตัวเลขในตารางสรุปจึงเล็กลงชัดเจนกว่าคู่สุขเวทนา เช่นข้อ [๙๕] ที่ปัจจัยลบหลายตัว (นวิปากปัจจัย นฌานปัจจัย นมัคคปัจจัย) นับได้เพียง "เอกํ" (หนึ่ง) แทนที่จะเป็น "นว" (เก้า) แบบคู่สุขเวทนาก่อนหน้า ยืนยันว่าเซตของธรรมที่เข้าเงื่อนไขนี้แคบกว่ามาก เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นตารางตัวเลขที่อ้างอิงย่อกลับไปยังแม่แบบ ปิดท้
  6. หน้า ๒๔–๒๖ เหตุทุกเวทนาติกะ - คู่เหตุ×อทุกขมสุขาเวทนา (ปิดหมวด) คู่ที่สามคือธรรมที่เป็นทั้ง "เหตุ" และ "ประกอบด้วยอุเบกขาเวทนา" (ไม่สุขไม่ทุกข์) ซึ่งเป็นเซตกว้างที่สุดในสามคู่ของเวทนาติกะ เพราะรวมทั้งโลภะ โมหะ และอโลภะ-อโทสะ-อโมหะที่เกิดร่วมกับอุเบกขาได้ (ยกเว้นโทสะซึ่งไม่เกิดร่วมกับอุเบกขา) ความกว้างนี้สะท้อนชัดจากตัวเลข "นว" ที่ปรากฏถี่เกือบทุกปัจจัยในตารางสรุป ต่างจากคู่ทุกขเวทนาที่ตัวเลขแคบมาก เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการนับตามสูตรมาตรฐานเดียวกับสองคู่ก่อนโดยไม่มีคำอธิบายใหม่ หมวดนี้ปิดท้ายด้วยโคโลฟอนสองชั้นคือปิดคู่ย่อยและ "เหตุทุกเวทนาตฺติกํ นิฏฺฐิตํ ฯ" ที่ห
  7. หน้า ๒๗–๒๙ เหตุทุกวิปากติกะ - คู่เหตุ×วิปาก เริ่มติกะใหม่ "วิปากติกะ" (วิบาก-ธรรมที่ให้ผลได้-ธรรมที่ไม่ใช่ทั้งสอง) คู่แรกคือธรรมที่เป็นทั้ง "เหตุ" และ "เป็นตัววิบากเอง" หมายถึงมูลเหตุที่เกิดในจิตซึ่งเป็นผลของกรรม เช่น จิตปฏิสนธิหรือภวังค์ที่มีมูลประกอบ ข้อ [๑๓๓]-[๑๓๔] มีเนื้อความจริงที่น่าสังเกต คือระบุชัดว่าคู่นี้มีอธิปติปัจจัยได้เฉพาะแบบสหชาตาธิปติเท่านั้น ("อารมฺมณาธิปติ นตฺถิ" - ไม่มีอารัมมณาธิปติ) และอุปนิสสยปัจจัยก็มีเฉพาะอนันตรูปนิสสยะกับปกตูปนิสสยะเท่านั้น เป็นข้อจำกัดเชิงเหตุที่มีความหมายจริง คือธรรมที่เป็นวิบากไม่อาจเป็นอารมณ์ทร
  8. หน้า ๓๐–๓๒ เหตุทุกวิปากติกะ - คู่เหตุ×วิปากธรรมธรรม คู่ที่สองคือธรรมที่เป็นทั้ง "เหตุ" และ "มีสภาพให้ผลได้" (วิปากธรรมธรรม) หมายถึงมูลเหตุทั้ง ๖ ที่เกิดในชวนจิตกุศล/อกุศลฝ่ายโลกีย์ซึ่งจะส่งผลเป็นวิบากในอนาคต ต่างจากคู่ก่อน (เหตุ×วิปาก) ที่เป็นตัวผลอยู่แล้ว คู่นี้คือ "ตัวเหตุที่กำลังสร้างผล" เนื้อหาแทบทั้งหมดถูกอัดเป็นตารางตัวเลขสั้น ๆ ที่นำแม่แบบเดิมมาแทนคำศัพท์เท่านั้น แทบไม่มีคำอธิบายใหม่เพิ่มเติม สะท้อนความหนาแน่นเชิงผสมผสานของวิธีไขว้แบบนี้ ปิดท้ายด้วยโคโลฟอนมาตรฐาน "ยถา กุสลตฺติเก...คเณตพฺพํ" ที่หน้า ๓๒
  9. หน้า ๓๓–๓๖ เหตุทุกวิปากติกะ - คู่เหตุ×เนวะวิปากนวิปากธรรมธรรม (ปิดหมวด) คู่ที่สามคือธรรมที่เป็นทั้ง "เหตุ" และ "ไม่ใช่ทั้งวิบากและธรรมที่ให้ผลได้" ได้แก่มูลเหตุ อโลภะ อโทสะ อโมหะ ที่เกิดในจิตกิริยาของพระอรหันต์ ซึ่งทำกิจแต่ไม่สร้างผลกรรมและไม่ใช่ผลของกรรมเช่นกัน ข้อ [๑๗๕] แสดงปุเรชาตปัจจัยครบทั้งอารัมมณปุเรชาตและวัตถุปุเรชาต และข้อ [๑๗๖] แสดงปัจฉาชาตปัจจัยที่ธรรมกิริยาปัจจุบันย้อนอุปการะรูปที่เกิดก่อน สะท้อนว่าจิตกิริยายังมีสายสัมพันธ์กับรูปกายแบบเดียวกับจิตทั่วไป แม้จะไม่ผูกกับผลกรรมเลย เนื้อหาส่วนที่เหลือเป็นตารางย่อมาตรฐาน หมวดนี้ปิดท้ายด้วยโคโลฟอน "เหตุทุกวิปากต
  10. หน้า ๓๗–๓๙ เหตุทุกอุปาทินนติกะ - คู่เหตุ×อุปาทินนุปาทานิยะ เริ่มติกะใหม่ "อุปาทินนติกะ" (ธรรมที่กรรมยึดครองแล้วและเป็นอารมณ์อุปาทานได้ - ธรรมที่กรรมยังไม่ยึดแต่ยังเป็นอารมณ์อุปาทานได้ - ธรรมที่พ้นอุปาทานเลย) คู่แรกคือธรรมที่เป็นทั้ง "เหตุ" และ "กรรมยึดครองแล้ว" หมายถึงมูลเหตุที่เกิดในจิตวิบากอันเป็นผลจากกรรมเก่า คล้ายกับคู่เหตุ×วิปากในติกะก่อนหน้าแต่มองผ่านมุมกิเลส/อุปาทานแทนมุมผลกรรมโดยตรง ข้อ [๑๙๖] แสดงว่าธรรมฝ่ายนเหตุในคู่นี้มีปัจจัยหลากหลายกว่าฝ่ายเหตุเอง (รวมปุเรชาต ปัจฉาชาต อาหาร อินทรีย์) แสดงว่ารูปและเจตสิกที่ไม่ใช่มูลในกลุ่มนี้มีสายสัมพันธ์เชิง
  11. หน้า ๔๐–๔๒ เหตุทุกอุปาทินนติกะ - คู่เหตุ×อนุปาทินนุปาทานิยะ คู่ที่สองคือธรรมที่เป็นทั้ง "เหตุ" และ "กรรมยังไม่ยึดครองแต่ยังเป็นอารมณ์ของอุปาทานได้" หมายถึงมูลเหตุที่เกิดในชวนจิตกุศล/อกุศลฝ่ายโลกีย์ซึ่งยังไม่ใช่ผลของกรรมแต่ตกอยู่ในข่ายที่กิเลสยึดถือได้ในอนาคต คล้ายกับคู่เหตุ×วิปากธรรมธรรมในติกะก่อนแต่มองผ่านมุมอุปาทานแทนมุมการให้ผล ข้อ [๒๑๐]-[๒๑๑] แสดงอุปนิสสยปัจจัยและปุเรชาตปัจจัยที่ปรากฏเฉพาะบางคู่เท่านั้น ยืนยันว่าธรรมกลุ่มนี้มีทั้งความสัมพันธ์แบบสหชาตและแบบเป็นวัตถุ/อารมณ์ที่มีมาก่อนพร้อมกัน เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นตารางย่อมาตรฐาน ปิดท้ายด้วยโคโลฟอนที่หน้า
  12. หน้า ๔๓–๔๕ เหตุทุกอุปาทินนติกะ - คู่เหตุ×อนุปาทินนอนุปาทานิยะ (ปิดหมวด) คู่ที่สามและสุดท้ายของอุปาทินนติกะ คือธรรมที่เป็นทั้ง "เหตุ" และ "พ้นจากอุปาทานเลย" ได้แก่มูลเหตุ อโลภะ อโทสะ อโมหะ ที่เกิดในจิตโลกุตตระ (มรรค-ผล) ซึ่งอยู่นอกวงจรของกิเลสที่ยึดถือได้โดยสิ้นเชิง ต่างจากสองคู่ก่อนที่ยังอยู่ในขอบเขตโลกีย์ทั้งคู่ ปัญหาวาระของคู่นี้มีเนื้อหาสั้นกว่าที่ผ่านมาชัดเจน สะท้อนว่าธรรมโลกุตตระมีจำนวนจำกัดและสัมพันธ์กันด้วยปัจจัยจำนวนน้อยกว่าธรรมโลกีย์ เนื้อหาส่วนใหญ่ถูกย่อด้วยการอ้างอิงกลับแม่แบบเดิม หมวดนี้ปิดท้ายด้วยโคโลฟอนสองชั้นคือปิดคู่ย่อยและ "เหตุทุกอุปาทินฺนตฺติกํ นิ
  13. หน้า ๔๖–๔๗ เหตุทุกสังกิลิฏฐติกะ - คู่เหตุ×สังกิลิฏฐสังกิเลสิก เริ่มติกะใหม่ "สังกิลิฏฐติกะ" (ธรรมที่เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลส - ธรรมที่ไม่เศร้าหมองแต่ยังเป็นอารมณ์กิเลสได้ - ธรรมที่พ้นกิเลสเลย) ซึ่งปฏิจจวาระของคู่แรกเริ่มไว้แล้วตั้งแต่ช่วงท้ายหน้า ๔๕ คู่นี้คือธรรมที่เป็นทั้ง "เหตุ" และ "เศร้าหมองพร้อมเป็นอารมณ์ของกิเลส" หมายถึงมูลเหตุฝ่ายอกุศลเพียง ๓ คือ โลภะ โทสะ โมหะ เท่านั้น เนื้อหาโครงสร้างซ้ำแม่แบบเดิมทั้งปฏิจจวาระและปัญหาวาระ ตัวเลขในตารางสรุป (นว/ตีณิ) ใกล้เคียงกับคู่เหตุ×อกุศลในหมวดกุสลติกะตอนต้นเล่ม เพราะเป็นเซตของโลภะ-โทสะ-โมหะเหมือนกัน หมวด
  14. หน้า ๔๘–๔๙ เหตุทุกสังกิลิฏฐติกะ - คู่เหตุ×อสังกิลิฏฐสังกิเลสิก คู่ที่สอง ซึ่งปฏิจจวาระเริ่มไว้แล้วท้ายหน้า ๔๗ คือธรรมที่เป็นทั้ง "เหตุ" และ "ไม่เศร้าหมองแต่ยังเป็นอารมณ์ของกิเลสได้" หมายถึงมูลเหตุ อโลภะ อโทสะ อโมหะ ที่เกิดในจิตโลกีย์ (กุศล วิบาก กิริยาฝ่ายโลกีย์) ซึ่งบริสุทธิ์จากกิเลสในขณะนั้นแต่ยังตกอยู่ในวิสัยที่กิเลสจะยึดถือได้ในภายหลัง โครงสร้างซ้ำแบบมาตรฐานทั้งหมด เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นตารางตัวเลขที่อ้างอิงย่อกลับไปแม่แบบเดิมโดยไม่มีคำอธิบายใหม่ หมวดนี้ปิดท้ายด้วยโคโลฟอนมาตรฐาน "ยถา กุสลตฺติเก...คเณตพฺพํ" ที่หน้า ๔๙ ก่อนคู่ที่สาม (อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิก) จ
  15. หน้า ๕๐–๕๑ เหตุทุกสังกิลิฏฐติกะ - คู่เหตุ×อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิก (ปิดหมวด) คู่ที่สามและสุดท้ายของสังกิลิฏฐติกะ คือธรรมที่เป็นทั้ง "เหตุ" และ "พ้นกิเลสเลย ไม่เป็นแม้อารมณ์ของกิเลส" ได้แก่มูลเหตุ อโลภะ อโทสะ อโมหะ ที่เกิดในจิตโลกุตตระ คล้ายกับคู่เหตุ×อนุปาทินนอนุปาทานิยะในหมวดก่อนหน้า เพราะเป็นเซตของธรรมโลกุตตระเดียวกัน ปัญหาวาระของคู่นี้สั้นและมีปัจจัยน้อยกว่าสองคู่ก่อนในหมวดเดียวกัน สะท้อนว่าธรรมโลกุตตระมีสายสัมพันธ์เชิงเหตุที่จำกัดกว่าธรรมโลกีย์ เนื้อหาส่วนใหญ่ถูกย่อด้วยการอ้างอิงกลับแม่แบบ หมวดนี้ปิดท้ายด้วยโคโลฟอนสองชั้นคือปิดคู่ย่อยและ "เหตุทุกสงฺกิลิฏฺฐตฺติกํ นิฏฺ
  16. หน้า ๕๒–๕๔ เหตุทุกวิตักกติกะ - คู่เหตุ×สวิตักกสวิจาร เริ่มติกะสุดท้ายในช่วงนี้ "วิตักกติกะ" (ธรรมที่ประกอบด้วยวิตกและวิจาร - ธรรมที่ไม่มีวิตกมีแต่วิจาร - ธรรมที่ไม่มีทั้งสอง) คู่แรกคือธรรมที่เป็นทั้ง "เหตุ" และ "ประกอบด้วยทั้งวิตกและวิจาร" หมายถึงมูลเหตุที่เกิดในจิตระดับกามาวจรและปฐมฌานซึ่งยังมีทั้งวิตกและวิจารทำงานร่วมอยู่ ครอบคลุมมูลเหตุแทบทั้ง ๖ ตัว โครงสร้างปฏิจจวาระ-ปัญหาวาระซ้ำแบบมาตรฐานพร้อมสูตรย่อ "สหชาตวาโรปิ...วิตฺถาเรตพฺพา" ตัวเลขในตารางสรุปกว้าง (นว) ใกล้เคียงกับคู่เหตุ×กุศลตัวแรกของเล่ม เพราะวิตกวิจารครอบคลุมจิตส่วนใหญ่ในภูมิกามและปฐม
  17. หน้า ๕๕ เหตุทุกวิตักกติกะ - คู่เหตุ×อวิตักกวิจารมัตตะ (เริ่มต้น เนื้อหายังไม่จบในช่วงนี้) คู่ที่สองของวิตักกติกะ ซึ่งปฏิจจวาระเริ่มไว้แล้วท้ายหน้า ๕๔ คือธรรมที่เป็นทั้ง "เหตุ" และ "ไม่มีวิตกมีแต่วิจาร" หมายถึงมูลเหตุที่เกิดเฉพาะในจิตระดับทุติยฌานเท่านั้น ซึ่งเป็นเซตแคบกว่าคู่สวิตักกสวิจารมาก เพราะจำกัดเฉพาะผู้ได้ฌานที่สอง หน้า ๕๕ มีเพียงปฏิจจวาระเต็มรูปตามแม่แบบ ตามด้วยปัญหาวาระที่เริ่มแจกแจงเหตุปัจจัย อารัมมณปัจจัย และอธิปติปัจจัย (ข้อ [๒๙๓]-[๒๙๕]) แต่เนื้อหาของปัญหาวาระยังดำเนินไม่จบภายในช่วงหน้าที่ให้มา ไฟล์ตัดจบกลางประโยคขณะกำลังแจกแจงอธิปติปัจจัยของคู่นี้ จึงยังไม่มีโคโลฟอนปิดคู
  18. หน้า ๕๖–๕๘ เหตุทุกวิตักกติกะ (ปิดท้าย): อวิตักกอวิจาร ส่วนนี้เป็นบทปิดท้ายของการจับคู่เหตุทุกกับวิตักกติกะ (ธรรมที่มีทั้งวิตกวิจาร-มีแต่วิจาร-ไม่มีทั้งสอง) โดยเน้นเฉพาะกลุ่มสุดท้ายคือธรรมที่ปราศจากทั้งวิตกและวิจารร่วมกับเหตุ แสดงว่าเหตุธรรมที่ไม่มีวิตกวิจารเป็นปัจจัยแก่เหตุธรรมประเภทเดียวกันได้ด้วยเหตุปัจจัย อารมณปัจจัย และอุปนิสสยปัจจัยเป็นหลัก ส่วนใหญ่เป็นการนับจำนวนธรรมตามปัจจัย 24 แบบย่อ โดยอ้างอิงกลับไปยังแบบแผนที่คำนวณละเอียดแล้วในกุสลติกะด้วยวลี "ยถา กุสลติเก...คเณตพฺพํ" ไม่มีการอธิบายความหมายเชิงเหตุผลเพิ่มเติมใหม่ และปิดท้ายด้วยคำลงท้ายชัด
  19. หน้า ๕๙–๖๕ เหตุทุกปีติติกะ: ปีติสหคต สุขสหคต อุเปกขาสหคต ตอนนี้จับคู่เหตุทุกกับปีติติกะ ซึ่งแบ่งธรรมตามอารมณ์ความรู้สึกที่ประกอบร่วม คือ ธรรมที่ประกอบด้วยปีติ (ปีติสหคต หน้า 59-61) ธรรมที่ประกอบด้วยสุข (สุขสหคต หน้า 61-63) และธรรมที่ประกอบด้วยอุเบกขา (อุเปกขาสหคต หน้า 63-65) แต่ละกลุ่มแสดงว่าเหตุธรรมที่มีอารมณ์ความรู้สึกแบบเดียวกันเป็นปัจจัยเกื้อหนุนกันได้ผ่านเหตุปัจจัย อารมณปัจจัย และที่น่าสังเกตคืออธิปติปัจจัยแบบอารัมมณาธิปติและสหชาตาธิปติ (หน้า 60) ซึ่งสะท้อนว่าอารมณ์ที่ถูกยึดด้วยความปีติหรือสุขอย่างแรงกล้าสามารถเป็นประธานเด่นแก่จิตที่รับรู้อารมณ์น
  20. หน้า ๖๖–๗๑ เหตุทุกทัสสนติกะ: ธรรมที่ละได้ด้วยทัสสนะ/ภาวนา/ไม่ใช่ทั้งสอง ตอนนี้จับคู่เหตุทุกกับทัสสนติกะ ซึ่งจำแนกธรรมตามขั้นของมรรคที่ละกิเลสนั้นได้ คือ ธรรมที่พึงละด้วยทัสสนะ (การเห็นสัจธรรมขั้นโสดาปัตติมรรค) ธรรมที่พึงละด้วยภาวนา (การเจริญมรรคชั้นสูง) และธรรมที่ไม่พึงละด้วยทั้งสองอย่าง (คือธรรมที่มิใช่กิเลส เช่น กุศล วิบาก กิริยา) แต่ละกลุ่มแสดงความเป็นปัจจัยแก่กันในกลุ่มเดียวกันผ่านเหตุปัจจัยและอารมณปัจจัยเป็นหลัก โดยกลุ่ม "ไม่ใช่ทั้งสอง" มีรายการปัจจัยที่กว้างกว่ากลุ่มอื่นอย่างเห็นได้ชัด (มีปุเรชาต ปัจฉาชาต อาหาร อินทรีย์ ฯลฯ) ซึ่งสะท้อนธรรมชาติของธรรมกลุ่มนี้ที
  21. หน้า ๗๒–๗๗ เหตุทุกทัสสเนนปหาตัพพเหตุกติกะ หน้า 72 เปิดต้นด้วยคำลงท้ายของติกะก่อนหน้า ("เหตุทุกทัสสนติกัง นิฏฐิตัง") แล้วจึงเริ่มติกะใหม่ซึ่งจับคู่เหตุทุกกับทัสสเนนปหาตัพพเหตุกติกะ อันเป็นติกะคู่ขนานที่พิจารณาไม่ใช่ตัวธรรมเอง แต่พิจารณาว่า "เหตุ" (รากเหง้า) ของธรรมนั้นพึงถูกละด้วยทัสสนะ ด้วยภาวนา หรือไม่ใช่ทั้งสอง แสดงความเป็นปัจจัยแก่กันของกลุ่มธรรมที่มีรากเหง้าถูกละในขั้นเดียวกันผ่านเหตุปัจจัยและอารมณปัจจัย เนื้อหาแทบทั้งหมดเป็นสูตรซ้ำรูปแบบเดียวกับติกะก่อนหน้าโดยไม่มีคำอธิบายใหม่ ใช้การอ้างอิงกุสลติกะและวลี "เปฯ...วิตถาเรตัพพา" อย่างห
  22. หน้า ๗๘–๘๔ เหตุทุกอาจยคามิติกะ: ธรรมที่นำไปสู่การสั่งสม/คลายการสั่งสม ตอนนี้จับคู่เหตุทุกกับอาจยคามิติกะ ซึ่งจำแนกธรรมตามผลต่อการเวียนว่ายตายเกิด คือ อาจยคามี (ธรรมที่นำไปสู่การสั่งสมกรรมเพื่อภพใหม่ เช่น กุศล-อกุศลของปุถุชนและเสขะ) อปจยคามี (ธรรมที่นำไปสู่การคลายการสั่งสม คือ มรรคจิต) และเนวาจยคามินาปจยคามี (ธรรมที่ไม่ใช่ทั้งสอง คือ วิบากและกิริยา) แต่ละกลุ่มแสดงว่าเหตุธรรมประเภทเดียวกันเกื้อหนุนกันได้ โดยกลุ่มเนวาจยคามีฯ มีรายการปัจจัยกว้างที่สุด รวมถึงปุเรชาต ปัจฉาชาต อาหาร และอินทรียปัจจัย (หน้า 84) สะท้อนว่าธรรมกลุ่มวิบาก-กิริยาเชื่อมโยงกับรูปธรรมและกระบวนการท
  23. หน้า ๘๕–๙๑ เหตุทุกเสกขติกะ: พระเสขะ พระอเสขะ ปุถุชน ตอนนี้จับคู่เหตุทุกกับเสกขติกะ ซึ่งจำแนกธรรมตามระดับผู้ปฏิบัติ คือ เสกขะ (ธรรมของพระอริยบุคคลที่ยังต้องศึกษา) อเสกขะ (ธรรมของพระอรหันต์ผู้จบกิจแล้ว) และเนวเสกขานาเสกขะ (ธรรมของปุถุชนหรือธรรมที่ไม่เกี่ยวกับมรรค) แต่ละกลุ่มแสดงเหตุธรรมประเภทเดียวกันเป็นปัจจัยแก่กันผ่านเหตุปัจจัย อธิปติปัจจัย และที่น่าสังเกตคืออนันตรปัจจัย (หน้า 86, 88) ซึ่งบ่งชี้ความต่อเนื่องไม่ขาดสายของจิตในระดับการฝึกเดียวกัน เช่น จิตเสขะสืบเนื่องต่อจิตเสขะ และจิตอเสขะสืบเนื่องต่อจิตอเสขะ กลุ่มเนวเสกขานาเสกขะ (ปุถุชน) มีรายการปั
  24. หน้า ๙๒–๙๕ เหตุทุกปริตตติกะ (ตอนต้น): ปริตตะ และมหัคคตะ หน้า 92 เปิดต้นด้วยคำลงท้ายของเสกขติกะก่อนหน้า แล้วเริ่มติกะใหม่คือปริตตติกะ ซึ่งจำแนกธรรมตามระดับภูมิ คือ ปริตตะ (ธรรมชั้นกามาวจรทั่วไป หน้า 92-94) และมหัคคตะ (ธรรมชั้นรูปาวจร-อรูปาวจรที่ได้จากฌาน เริ่มหน้า 94 ต่อเนื่องเกินหน้า 95) เหตุธรรมปริตตะเกื้อหนุนกันแบบกามาวจรปกติผ่านเหตุปัจจัยและอารมณปัจจัย ส่วนเหตุธรรมมหัคคตะ (ฌานวิสัย) แสดงอธิปติปัจจัยทั้งอารัมมณาธิปติและสหชาตาธิปติเด่นชัด (หน้า 95) สะท้อนลักษณะการเพ่งอารมณ์ที่มั่นคงเข้มข้นของฌาน เนื้อหาส่วนใหญ่ยังเป็นการนับแบบย่อโดยอ้างแบบแผนกุสลติก
  25. หน้า ๙๖–๙๘ เหตุทุกปริตตติกะ (จบ): มหัคคตะ และอัปปมาณะ ช่วงนี้จบส่วนมหัคคตะที่ค้างจากหน้าก่อน แล้วต่อด้วยกลุ่มสุดท้ายของปริตตติกะคืออัปปมาณะ (ธรรมโลกุตตระ/มรรคผลที่นับประมาณมิได้) เหตุธรรมอัปปมาณะเกื้อหนุนกันผ่านเหตุปัจจัย อธิปติปัจจัย และอนันตรูปนิสสยปัจจัย-ปกตูปนิสสยปัจจัย (หน้า 98) ซึ่งบ่งบอกความสืบเนื่องอย่างไม่ขาดสายระหว่างมรรคจิตกับผลจิตในกระบวนการโลกุตตระ อันเป็นจุดต่างจากปริตตะและมหัคคตะที่เป็นโลกียะ เนื้อหาส่วนใหญ่ยังเป็นการนับแบบย่อ ปิดท้ายด้วย "เหตุทุกปริตตติกัง นิฏฐิตัง" ชัดเจนที่หน้า 98
  26. หน้า ๙๙–๑๐๒ เหตุทุกปริตตารัมมณติกะ (ตอนต้น): อารมณ์ปริตตะและมหัคคตะ ตอนนี้จับคู่เหตุทุกกับปริตตารัมมณติกะ ติกะคู่ขนานที่พิจารณาไม่ใช่ระดับภูมิของตัวธรรม แต่พิจารณาขนาดของ "อารมณ์" ที่ธรรมนั้นรับรู้ คือ ธรรมที่มีอารมณ์ปริตตะ (อารมณ์กามาวจรทั่วไป หน้า 99-101) และธรรมที่มีอารมณ์มหัคคตะ (อารมณ์ฌาน เริ่มหน้า 101 ต่อเนื่องเกินหน้า 102) แต่ละกลุ่มแสดงความเป็นปัจจัยแก่กันแบบเดียวกับติกะก่อนหน้าโดยเน้นเหตุปัจจัยและอารมณปัจจัย กลุ่มอารมณ์มหัคคตะมีอธิปติปัจจัยทั้งอารัมมณาธิปติและสหชาตาธิปติเด่น (หน้า 102-103) สอดคล้องกับธรรมชาติการยึดอารมณ์ฌานอย่างมั่นคง เนื้อหาส่วนใหญ่เป็
  27. หน้า ๑๐๓–๑๐๕ เหตุทุกปริตตารัมมณติกะ (จบ): มหัคคตะและอัปปมาณารัมมณะ ช่วงนี้จบกลุ่มอารมณ์มหัคคตะที่ค้างมา แล้วต่อด้วยกลุ่มสุดท้ายคือธรรมที่มีอารมณ์อัปปมาณะ (รับอารมณ์โลกุตตระ เช่น การพิจารณามรรคผล) ซึ่งแสดงอธิปติปัจจัยทั้งอารัมมณาธิปติและสหชาตาธิปติชัดเจน (หน้า 104-105) บ่งบอกว่าอารมณ์โลกุตตระที่ประณีตสามารถเป็นประธานเด่นแก่จิตที่พิจารณาได้ เนื้อหาส่วนใหญ่ยังเป็นการนับแบบย่อโดยอ้างแบบแผนกุสลติกะ ปิดท้ายด้วย "เหตุทุกปริตตารัมมณติกัง นิฏฐิตัง" ชัดเจนที่หน้า 105
  28. หน้า ๑๐๖–๑๑๐ เหตุทุกหีนติกะ: หีนะ มัชฌิมะ และปณีตะ (ยังไม่จบ) ตอนนี้จับคู่เหตุทุกกับหีนติกะ ซึ่งจำแนกธรรมตามระดับคุณภาพคือ หีนะ (ธรรมชั้นเลว/อกุศล หน้า 106-108) มัชฌิมะ (ธรรมชั้นกลาง คือกุศล-วิบากโลกียะ หน้า 108-109) และปณีตะ (ธรรมชั้นประณีต คือโลกุตตระ เริ่มหน้า 109 แต่ยังไม่จบภายในช่วงนี้) เหตุธรรมแต่ละกลุ่มเกื้อหนุนกันในกลุ่มเดียวกันผ่านเหตุปัจจัยและอารมณปัจจัยตามแบบแผนเดิม โดยกลุ่มปณีตะเริ่มแสดงอธิปติปัจจัยทั้งอารัมมณาธิปติและสหชาตาธิปติที่หน้า 110 สะท้อนความประณีตของอารมณ์โลกุตตระ เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการนับแบบย่ออ้างอิงกุสลติกะซ้ำรูปแบบเดิม และเนื่องจา
  29. หน้า ๑๑๑–๑๑๗ เหตุทุกมิจฺฉตฺตตฺติกํ (เหตุทุก × มิจฺฉตฺตนิยต-สมฺมตฺตนิยต-อนิยตติกะ) หน้า 111 เริ่มด้วยส่วนท้ายที่ค้างมาจากหมวดก่อนหน้า ปิดท้ายด้วยโคโลฟอน "เหตุทุกหีนตฺติกํ นิฏฺฐิตํ" จากนั้นเข้าสู่หมวดใหม่ซึ่งจับคู่ทุกะเหตุ (เหตุ/นเหตุ) กับติกะว่าด้วยความแน่นอนของสภาวะ คือ มิจฺฉตฺตนิยตะ(ผิดแน่นอน) สมฺมตฺตนิยตะ(ถูกแน่นอน) และอนิยตะ(ไม่แน่นอน) เรียงตามลำดับหน้า 111-112, 113-115, 115-117. เนื้อหาแสดงว่าเหตุธรรมที่ประกอบกับความแน่นอนแต่ละแบบเป็นปัจจัยแก่ธรรมประเภทเดียวกันด้วยเหตุปัจจัยและอุปนิสสยปัจจัยเป็นหลัก แต่ถูกย่อมากโดยอ้างสูตรสำเร็จรูป "ยถา กุสลติเก ปญฺหาวารสฺส...คเณตพฺพํ" ให
  30. หน้า ๑๑๘–๑๒๓ เหตุทุกมคฺคารมฺมณตฺติกํ จับคู่เหตุทุกกับมัคคารัมมณติกะ สามสมาชิกคือ มัคคารัมมณะ(มีมรรคเป็นอารมณ์, หน้า118-119) มัคคเหตุกะ(มีองค์มรรคเป็นเหตุ, หน้า120-121) และมัคคาธิปติ(มีมรรคเป็นอธิบดี, หน้า121-123). จุดที่มีเนื้อหาจริงอยู่บ้างคือส่วนมัคคาธิปติ ซึ่งแสดงว่าเหตุธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่ธรรมอื่นด้วยอธิปติปัจจัยได้สองทางคือทางอารมณ์(อารมฺมณาธิปติ)และทางเกิดร่วม(สหชาตาธิปติ) หมายความว่าองค์มรรคที่ถูกยกเป็นเป้าหมายสำคัญของจิตหรือที่เกิดร่วมเป็นตัวนำสามารถผลักดันให้ธรรมประกอบเกิดขึ้นได้ทั้งสองแบบ. ที่เหลือเป็นการน
  31. หน้า ๑๒๔–๑๒๖ เหตุทุกอุปฺปนฺนตฺติกํ และเหตุทุกอตีตตฺติกํ สองหมวดสั้นรวมกันเพราะมีเนื้อหาน้อยมาก คือ เหตุทุกอุปฺปนฺนตฺติกํ(หน้า124-125, จับคู่เหตุทุกกับติกะว่าด้วยความเป็นสภาพที่เกิดขึ้นแล้ว) และเหตุทุกอตีตตฺติกํ(หน้า125-126, จับคู่กับติกะกาลอดีต-อนาคต-ปัจจุบัน) ทั้งสองหมวดมีแต่ปัญหาวาระ ไม่มีปฏิจจวาระ เพราะโคลอนระบุชัดว่า "อนุปฺปนฺโนปิ อุปฺปาทิปิ นตฺถิ" และ "อตีตมฺปิ อนาคตมฺปิ นตฺถิ" คือสมาชิกอื่นของติกะใช้ไม่ได้กับเหตุทุกในบริบทนี้เลย. จุดที่มีเนื้อหาจริงคือข้อ [๗๕๓] ซึ่งยกตัวอย่างอุปนิสสยปัจจัยว่า อาศัยฤดู(อุตุ)ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมยังฌานให้เกิด ยังว
  32. หน้า ๑๒๗–๑๓๓ เหตุทุกอตีตารมฺมณตฺติกํ จับคู่เหตุทุกกับติกะอารมณ์ตามกาลสามแบบ คือ อตีตารัมมณะ(มีอดีตเป็นอารมณ์, หน้า127-129) อนาคตารัมมณะ(มีอนาคตเป็นอารมณ์, หน้า129-131) และปัจจุปปันนารัมมณะ(มีปัจจุบันเป็นอารมณ์, หน้า131-133). เนื้อหาซ้ำรูปแบบเดียวกันสามรอบเกือบทุกตัวอักษร คือเหตุธรรมที่ยึดอารมณ์ในกาลนั้น ๆ เป็นปัจจัยแก่ธรรมประเภทเดียวกันด้วยเหตุปัจจัย อารมณ์ปัจจัย และอธิปติปัจจัย(ทั้งอารัมมณาธิปติและสหชาตาธิปติ) แสดงว่าธรรมชาติของการเป็นปัจจัยไม่ขึ้นกับว่าอารมณ์ที่ยึดนั้นเป็นอดีต อนาคต หรือปัจจุบัน. เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นตัวเลขและคำสั่
  33. หน้า ๑๓๔–๑๓๘ เหตุทุกอชฺฌตฺตตฺติกํ หน้า134 เปิดด้วยโคโลฟอนปิดหมวดก่อนหน้า "เหตุทุกอตีตารมฺมณตฺติกํ นิฏฺฐิตํ" ก่อนเข้าสู่หมวดใหม่ที่จับคู่เหตุทุกกับติกะภายใน-ภายนอก คือ อัชฌัตตะ(ภายใน, หน้า134-136) และพหิทธา(ภายนอก, หน้า137-138). เนื้อหาแสดงว่าเหตุธรรมภายในเป็นปัจจัยแก่เหตุธรรมภายในด้วยกันเองด้วยเหตุปัจจัย อารมณ์ปัจจัย และปัจจัยร่วมเกิดอื่น ๆ ตามสูตรมาตรฐาน ส่วนพหิทธามีเนื้อหาน้อยกว่ามากเพราะปฏิจจวาระเหลือเพียงประโยคเดียวไม่แจกแจงย่อย สะท้อนบทบาทที่จำกัดกว่าของธรรมภายนอกในการแจกแจงนี้. หมวดนี้จะปิดท้ายด้วยโคลอนที่ต้นหน้า139 ซึ่งมี
  34. หน้า ๑๓๙–๑๔๒ เหตุทุกอชฺฌตฺตารมฺมณตฺติกํ ต้นหน้า139 เป็นส่วนท้ายของหมวดก่อนหน้า (โคลอนปิดเหตุทุกอชฺฌตฺตตฺติกํ พร้อมข้อสังเกตว่า "อชฺฌตฺตพหิทฺธา น ลพฺภนฺติ" คือคู่ผสมภายใน-ภายนอกไม่มีจริง) จากนั้นเข้าสู่หมวดใหม่ที่จับคู่เหตุทุกกับติกะอารมณ์ภายใน-ภายนอก คือ อัชฌัตตารัมมณะ(มีอารมณ์ภายในเป็นอารมณ์, หน้า139-140) และพหิทธารัมมณะ(มีอารมณ์ภายนอกเป็นอารมณ์, หน้า141-142). เนื้อหาสั้นมาก เกือบทุกวาระเหลือเพียงประโยคเดียวจบโดยไม่แจกแจงย่อย(เช่นข้อ [๘๔๙] และ [๘๕๕]) สะท้อนว่าเป็นการนับจำนวนเชิงกลไกที่ยึดสูตรกุสลติกะเป็นฐานโดยไม่มีคำอธิบายเชิงเนื้อหา
  35. หน้า ๑๔๓–๑๔๖ เหตุทุกสนิทสฺสนสปฺปฏิฆตฺติกํ จับคู่เหตุทุกกับติกะว่าด้วยรูปธรรมที่มองเห็นได้-กระทบได้ สามสมาชิกคือ สนิทัสสนสัปปฏิฆะ(เห็นได้กระทบได้) อนิทัสสนสัปปฏิฆะ(เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ เช่นเสียง กลิ่น) และอนิทัสสนอัปปฏิฆะ(เห็นไม่ได้กระทบไม่ได้). เนื้อหาย่อสั้นมากเป็นพิเศษเพราะรูปธรรมเหล่านี้เกี่ยวข้องกับสภาพนเหตุ(ไม่ใช่เหตุ)เท่านั้น จึงเหลือแต่ปัจจัยกลุ่มเกิดร่วม(สหชาต อัญญมัญญะ นิสสยะ อัตถิ อวิคตะ) และตัวเลขแทบทุกจุดเป็น 1(เอกํ)หรือระบุว่า "สัพพัตถะ เอกํ" สะท้อนขอบเขตที่จำกัดมากของการเป็นปัจจัยของรูปธรรมกลุ่มนี้ ส่วนอนิทัสสนอัปปฏิฆะ(หน
  36. หน้า ๑๔๗–๑๕๓ สเหตุกทุกกุสลตฺติกํ หลังจบวงจรเหตุทุกครบทุกติกะแล้ว ปลายหน้า146 เริ่มวงจรทุกะใหม่คือ "สเหตุกทุก"(มีเหตุประกอบ/ไม่มีเหตุประกอบ ต่างจากเหตุทุกที่ว่าด้วยตัวเหตุเอง) จับคู่กับกุสลติกะ(กุศล-อกุศล-อัพยากตะ) แบ่งเป็นกุศล(หน้า147-148) อกุศล(หน้า148-151) และอัพยากตะ(หน้า151-153). จุดที่มีเนื้อหาจริงชัดเจนคือส่วนอกุศล [๙๐๔] ซึ่งแสดงว่าอกุศลธรรมที่มีเหตุประกอบเป็นปัจจัยโดยอารัมมณปัจจัยแก่อกุศลธรรมได้ทั้งที่มีเหตุประกอบและไม่มีเหตุประกอบ กล่าวคือจิตอกุศลที่มีรากเหตุสามารถเป็นอารมณ์ให้จิตอกุศลดวงถัดไปเกิดขึ้นได้ไม่ว่าจิตดวงนั้น
  37. หน้า ๑๕๔–๑๕๙ เหตุสมฺปยุตฺตทุกกุสลตฺติกํ ต้นหน้า154 ปิดท้ายหมวดก่อนหน้าด้วยโคโลฟอน "สเหตุกทุกกุสลตฺติกํ นิฏฺฐิตํ" จากนั้นเข้าสู่ทุกะใหม่ "เหตุสัมปยุตตทุก"(ประกอบด้วยเหตุ/ไม่ประกอบด้วยเหตุ) จับคู่กับกุสลติกะอีกครั้ง แบ่งเป็นกุศล(หน้า154-155) อกุศล(หน้า155-158) และอัพยากตะ(หน้า158-159). โครงสร้างซ้ำรูปแบบเดียวกับหมวดสเหตุกทุกกุสลติกะเกือบทั้งหมด เพียงเปลี่ยนคำว่า "สเหตุกะ/อเหตุกะ" เป็น "เหตุสัมปยุตต/เหตุวิปปยุตต" ซึ่งเน้นความประกอบร่วมกับเหตุในขณะจิตเดียวกันโดยเฉพาะ ต่างจากสเหตุกะที่กว้างกว่าคือแค่มีเหตุเกิดร่วมในหมู่ธรรม เนื้อหาไม่มีคำอ
  38. หน้า ๑๖๐–๑๖๔ เหตุสเหตุกทุกกุสลตฺติกํ ต้นหน้า160 ปิดท้ายหมวดก่อนหน้าด้วยโคโลฟอน "เหตุสัมปยุตตทุกกุสลติกำ นิฏฺฐิตำ" จากนั้นเข้าสู่ทุกะใหม่ "เหตุสเหตุกทุก" ซึ่งเปรียบเทียบธรรมที่ "เป็นเหตุด้วยและมีเหตุประกอบด้วย"(เหตุ เจว สเหตุกะ)กับธรรมที่ "มีเหตุประกอบแต่ไม่ใช่ตัวเหตุเอง" จับคู่กับกุสลติกะ แบ่งเป็นกุศล(หน้า160-161) อกุศล(หน้า162-163) และอัพยากตะ(หน้า163-164). หมวดนี้ละเอียดขึ้นอีกขั้นโดยแยกบทบาทของธรรมกลุ่ม "เหตุ" ออกเป็นตัวเหตุเองกับธรรมที่มีเหตุประกอบ แต่เนื้อหาที่แสดงจริงถูกย่อจนเหลือแทบแต่ประโยคเปิดและตัวเลข ไม่มีคำอธิบายเชิงควา
  39. หน้า ๑๖๕ เหตุเหตุสมฺปยุตฺตทุกกุสลตฺติกํ (เริ่มต้น, ยังไม่จบ) หน้า165 เริ่มทุกะลำดับถัดไป "เหตุเหตุสัมปยุตตทุก" ซึ่งเปรียบเทียบธรรมที่ "เป็นเหตุด้วยและประกอบด้วยเหตุด้วย"(เหตุ เจว เหตุสัมปยุตตะ)กับธรรมที่ "ประกอบด้วยเหตุแต่ไม่ใช่ตัวเหตุเอง" จับคู่กับกุสลติกะเช่นเดิม. เนื้อหาที่ปรากฏในหน้านี้มีเพียงส่วนต้นของปฏิจจวาระ(หมวดกุศล)และจุดเริ่มปัญหาวาระที่ข้อ [๑๐๑๘] เท่านั้น ยังไม่จบแม้แต่หมวดกุศลหมวดแรก ข้อความตัดอยู่กลางประโยค "เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย: ฯ" ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของไฟล์ที่ได้รับมา. เนื้อหาที่เหลือของหมวดนี้ (อกุศล อัพยากตะ และโคโลฟอนปิดหมวด) อยู่นอกช่วงหน
  40. หน้า ๑๖๖–๑๖๙ เหตุเหตุสัมปยุตตทุกกุสลัตติกะ (จบ) ส่วนนี้คือช่วงท้ายของทุกะ "เหตุเจวเหตุสัมปยุตต" (ธรรมที่เป็นทั้งตัวเหตุและประกอบกับเหตุ เช่น โลภะ โทสะ) ไขว้กับกุศล-อกุศล-อัพยากตติกะ วนสูตรเดียวกันสามรอบคือกุศล (หน้า ๑๖๖) อกุศล (หน้า ๑๖๗) และอัพยากตะ (หน้า ๑๖๘-๑๖๙) โดยยืนยันว่าเหตุ-สัมปยุตธรรมอาศัยเหตุ-สัมปยุตธรรมชนิดเดียวกันเกิดขึ้นได้หลักๆ ด้วยเหตุปัจจัย อารมณปัจจัย และอุปนิสสยปัจจัย คือรากเหตุที่ประกอบกันเองเป็นทั้งตัวเหตุและเป็นปัจจัยหนุนกันโดยตรง เนื้อหาเกือบทั้งหมดเป็นการนับจำนวนปัจจัย (เช่น "เหตุยา ตีณิ อารมฺมเณ นว") ตามแม่แบบกุสลัตติกะ
  41. หน้า ๑๗๐–๑๗๒ นเหตุสเหตุกทุกกุสลัตติกะ (ปิดกลุ่มเหตุโคจฉกทุก) ทุกะนี้คือ "นเหตุ สเหตุกะ" หมายถึงธรรมที่ตัวเองไม่ใช่เหตุ แต่เกิดร่วมกับเหตุ ไขว้กับกุศล-อกุศล-อัพยากตะ ส่วนอกุศล (หน้า ๑๗๐) มีข้อสังเกตที่มีความหมายจริงคือระบุว่า "เหตุปจฺจโย นตฺถิ" (ไม่มีเหตุปัจจัย) แสดงว่าธรรมอกุศลที่ไม่เป็นเหตุเองไม่อาจอาศัยธรรมชนิดเดียวกันเกิดขึ้นโดยความสัมพันธ์แบบเหตุปัจจัยได้เลย ส่วนอัพยากตะ (หน้า ๑๗๐-๑๗๒) แยกละเอียดระหว่าง "นเหตุ สเหตุกะ" (ไม่ใช่เหตุแต่มีเหตุร่วม เช่น เจตสิกที่ประกอบกับจิตมีเหตุ) กับ "นเหตุ อเหตุกะ" (ไม่ใช่เหตุและปราศจากเหตุ เช่น วิบากจักขุวิญญาณ) ว่าทั้
  42. หน้า ๑๗๓–๑๗๕ สัปปัจจยทุกกุสลัตติกะ และ สังขตทุกกุสลัตติกะ สัปปัจจยทุก ("มีปัจจัยรองรับ" ต่อ "ไม่มีปัจจัยรองรับ" คืออสังขตธรรม/นิพพาน) ไขว้กับติกะ ส่วนอัพยากตะ (หน้า ๑๗๔-๑๗๕) มีเนื้อหาน่าสนใจจริง คือธรรมอัพยากตะที่ "ไม่มีปัจจัย" (อปฺปจฺจโย อพฺยากโต ธมฺโม คือนิพพาน) สามารถเป็นอารมณปัจจัยและอุปนิสสยปัจจัย (อารมฺมณูปนิสฺสโย) แก่ธรรมอัพยากตะที่มีปัจจัยได้ แสดงว่านิพพานแม้เป็นสภาวะไร้เหตุปัจจัยเองก็ยังเป็นปัจจัยแก่จิตที่รู้นิพพานได้ในฐานะอารมณ์และที่อาศัยตัดสินใจเท่านั้น ไม่ใช่ในฐานะเหตุเกิดร่วม ปิดหมวดที่หน้า ๑๗๕ ด้วย "สปฺปจฺจยทุกกุสลตฺติกํ นิฏฺฐิตํ" จากนั้
  43. หน้า ๑๗๖–๑๗๘ สนิทัสสนทุกกุสลัตติกะ ทุกะนี้ไขว้ "ธรรมที่เห็นได้" (สนิทสฺสนะ เช่น รูปารมณ์) กับ "ธรรมที่เห็นไม่ได้" (อนิทสฺสนะ) กับติกะ ส่วนกุศลและอกุศล (หน้า ๑๗๖) มีเพียงกรณีเดียวเพราะจิตและเจตสิกทุกดวงล้วนเห็นไม่ได้อยู่แล้ว ส่วนอัพยากตะ (หน้า ๑๗๖-๑๗๘) แสดงให้เห็นว่าธรรมที่เห็นได้ (คือสีสันรูปารมณ์) เชื่อมกับธรรมที่เห็นไม่ได้เพียงผ่านอารมณปัจจัยเท่านั้น เพราะรูปารมณ์เป็นเพียงสิ่งถูกเห็น ไม่อาจเป็นเหตุเกิดร่วมหรือที่อาศัยแก่นามธรรมได้ ปิดท้ายด้วยข้อสรุปเชิงหลักการว่า "อปฺปจฺจยมฺปิ อสงฺขตมฺปิ สนิทสฺสนมฺปิ น ลพฺภติ" คือนิพพาน (ผู้ไม่
  44. หน้า ๑๗๙–๑๘๒ สัปปฏิฆทุกกุสลัตติกะ และ รูปีทุกกุสลัตติกะ สัปปฏิฆทุก (รูปกระทบได้ เช่น ปสาทรูปทั้งห้า ต่อรูปกระทบไม่ได้) และรูปีทุก (รูปธรรม ต่อ อรูปธรรม) ไขว้กับติกะตามลำดับ ส่วนอัพยากตะของสัปปฏิฆทุก (หน้า ๑๗๙-๑๘๐) แสดงปัจจัยที่หลากหลายกว่าทุกะก่อนหน้า รวมถึงอาหารปัจจัยและอินทริยปัจจัย สะท้อนว่ารูปกระทบได้คือวัตถุรูป/ปสาทรูปซึ่งต้องอาศัยสารอาหารและอินทรีย์หล่อเลี้ยงกันเองในทางกายภาพ ส่วนรูปีทุก (หน้า ๑๘๐-๑๘๒) ซ้ำแนวเดิมคือรูปธรรมสัมพันธ์กับรูปธรรมส่วนใหญ่ผ่านเหตุปัจจัยและอารมณปัจจัยเป็นหลัก ไม่ใช่ในฐานะเหตุเกิดร่วมเชิงรุกต่อนามธรรม เนื้อหาส่วนใหญ่ยังเ
  45. หน้า ๑๘๓–๑๘๗ โลกิยทุกกุสลัตติกะ และ เกนจิวิญเญยยทุกกุสลัตติกะ (ปิดกลุ่มจูฬันตรทุก) โลกิยทุก (โลกิยธรรม ต่อ โลกุตตรธรรม) ไขว้กับติกะมีเนื้อหาน่าสนใจจริง คือแสดงว่ากุศลโลกุตตระ (มัคคจิต) เป็นอารมณปัจจัยแก่กุศลโลกิยะได้ (หน้า ๑๘๓-๑๘๔) ซึ่งสะท้อนหลักปัจจเวกขณะ คือหลังบรรลุมรรคผลแล้ว จิตโลกิยะที่พิจารณาทบทวนย้อนเอามรรคหรือผลโลกุตตระมาเป็นอารมณ์ได้ อีกทั้งยังระบุว่าอารัมมณาธิปติปัจจัยเกิดเฉพาะกรณีโลกุตตระเป็นปัจจัยแก่โลกิยะเท่านั้น เพราะอารมณ์โลกุตตระเท่านั้นที่ประณีตพอเป็นอธิบดี ปิดหมวดหน้า ๑๘๖ จากนั้นเกนจิวิญเญยยทุก ("ธรรมที่วิญญาณบางอย่างรู้ได้") หน้า ๑๘๖-๑๘๗ ละเอียดเฉพาะกุศล ส่ว
  46. หน้า ๑๘๘–๑๙๓ อาสวทุก สาสวทุก และ อาสวสัมปยุตตทุกกุสลัตติกะ เริ่มกลุ่มทุกะเรื่องอาสวะ (กิเลสที่ไหลซึม) อาสวทุกอกุศล (หน้า ๑๘๘-๑๘๙) แสดงว่าธรรมอกุศลที่เป็นอาสวะเองเป็นปัจจัยแก่กันโดยเหตุ อารมณ์ และอธิบดี พร้อมข้อสังเกตเฉพาะว่าสหชาตาธิปติ "ลพฺภติ" เฉพาะบางกรณีเท่านั้น มิใช่ทุกคู่ สาสวทุก ("มีอาสวะ" ต่อ "ไม่มีอาสวะ" ซึ่งกว้างกว่าตัวอาสวะเอง) หน้า ๑๘๙-๑๙๑ ทำครบสี่กรณีไขว้ในส่วนอัพยากตะ ส่วนอาสวสัมปยุตตทุก (อาสวะประกอบ/ไม่ประกอบ) หน้า ๑๙๒-๑๙๓ ให้ตัวอย่างเนื้อหาจริงที่ดี คือ "วิจิกิจฺฉาสหคเต ขนฺเธ ปฏิจฺจ วิจิกิจฺฉาสหคโต โมโห...นเหตุปจฺจยา" หมายถึงขันธ์ที่ประกอ
  47. หน้า ๑๙๔–๑๙๗ อาสวสาสวทุก และ อาสวอาสวสัมปยุตตทุกกุสลัตติกะ ทั้งสองทุกะจำกัดเฉพาะฝ่ายอกุศลเท่านั้น เพราะกุศลและอัพยากตะไม่อาจเป็นอาสวะได้เอง อาสวสาสวทุก (หน้า ๑๙๔-๑๙๖) ไขว้สามกรณีซ้อนกัน คือธรรมที่เป็นทั้งอาสวะและสาสวะ ธรรมที่เป็นสาสวะแต่ไม่ใช่อาสวะ และการรวมกันของทั้งสอง ล้วนเป็นปัจจัยกันโดยเหตุปัจจัย ซึ่งยืนยันหลักว่าอาสวะทุกตัวย่อมนับเป็นสาสวะด้วยเสมอ เพราะสาสวะเป็นหมวดที่กว้างกว่าครอบคลุมอาสวะไว้ อาสวอาสวสัมปยุตตทุก (หน้า ๑๙๖-๑๙๗) ทำสูตรเดียวกันกับคู่อาสวะ-อาสวสัมปยุตต ไม่มีเนื้อหาใหม่นอกจากยืนยันความสัมพันธ์เชิงรวมหมวดเดิม เนื้อหาเป็นการนับจำนวนแบบ
  48. หน้า ๑๙๘–๒๐๐ อาสววิปปยุตตสาสวทุกกุสลัตติกะ (ปิดกลุ่มอาสวโคจฉกทุก) ทุกะนี้ไขว้ธรรมที่ไม่ประกอบด้วยอาสวะแต่ยังจัดเป็น "มีอาสวะ" (สาสวะ) กับธรรมที่ไม่มีอาสวะเลย ส่วนกุศล (หน้า ๑๙๗-๑๙๘) เรียบง่ายมีเพียงสองกรณี ส่วนอัพยากตะ (หน้า ๑๙๘-๒๐๐) เป็นส่วนที่มีเนื้อหาปัจจัยหลากหลายที่สุดในช่วงนี้ ครบทั้งสี่กรณีไขว้ พร้อมรายชื่อปัจจัยเต็มรูปแบบ (เหตุ อารมณ์ สหชาต อุปนิสสย ปุเรชาต ปัจฉาชาต อาหาร อินทรีย์) สะท้อนว่าธรรมวิบาก/กิริยาอัพยากตะที่ไม่ประกอบอาสวะยังต้องอาศัยเครือข่ายปัจจัยทั้งทางกายและทางใจกว้างขวาง ปิดหมวดที่หน้า ๒๐๐ ด้วย "อาสววิปฺปยุตฺตสาสวทุกกุสลตฺติกํ นิฏฺฐิตํ" ซ
  49. หน้า ๒๐๑–๒๐๕ สัญโญชนทุก และ สัญโญชนิยทุกกุสลัตติกะ เริ่มกลุ่มทุกะเรื่องสังโยชน์ (เครื่องผูกมัด) สัญโญชนทุกอกุศล (หน้า ๒๐๑-๒๐๒) ซ้ำแบบแผนเดียวกับอาสวะ คือธรรมสังโยชน์เป็นปัจจัยแก่ทั้งธรรมสังโยชน์และไม่ใช่สังโยชน์ที่เกิดร่วมกันโดยเหตุปัจจัย สะท้อนว่าสังโยชน์ (เช่น กามราคะ ปฏิฆะ ทิฏฐิ) กับเจตสิกอกุศลอื่นเกิดในจิตดวงเดียวกันและอิงอาศัยกัน ปิดหมวดหน้า ๒๐๒ สัญโญชนิยทุก ("ธรรมที่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ได้" ต่อ "ไม่ได้") หน้า ๒๐๓-๒๐๕ อ้างอิงตรงไปยังแบบแผนโลกิยะ-โลกุตตระที่วางไว้ก่อนแล้วอย่างชัดเจน ("ยถา จูฬนฺตรทุเก โลกิยโลกุตฺตรทุกคมนํ...ญาตพฺพํ") แสดงว่า
  50. หน้า ๒๐๖–๒๐๙ สัญโญชนสัมปยุตตทุก และ สัญโญชนสัญโญชนิยทุกกุสลัตติกะ สัญโญชนสัมปยุตตทุก (สังโยชน์ประกอบ/ไม่ประกอบ) หน้า ๒๐๕-๒๐๗ ซ้ำตัวอย่างเดิมจากหมวดอาสวสัมปยุตตทุกอย่างชัดเจน คือ "วิจิกิจฺฉาสหคเต ขนฺเธ ปฏิจฺจ...โมโห...นเหตุปจฺจยา" ยืนยันหลักเดียวกันว่าขันธ์ที่ประกอบวิจิกิจฉาเป็นปัจจัยแก่โมหะที่ประกอบวิจิกิจฉาโดยนเหตุปัจจัย เพราะโมหะเป็นเหตุเดียวของจิตดวงนั้น ปิดหมวดหน้า ๒๐๗ สัญโญชนสัญโญชนิยทุก (สังโยชน์ ต่อ ธรรมที่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ได้ ไขว้กัน) หน้า ๒๐๗-๒๐๙ เป็นการนับจำนวนปัจจัยแบบกลไกล้วนๆ ("ตีณิ", "เอกํ") ไม่มีเนื้อหาอธิบายใหม่ นอกจากยืนยันว่าสังโยชน์ทุกตั
  51. หน้า ๒๑๐–๒๑๓ สัญโญชนสัญโญชนสัมปยุตตทุก และ สัญโญชนวิปปยุตตสัญโญชนิยทุกกุสลัตติกะ (ปิดกลุ่มสัญโญชนโคจฉกทุก) สัญโญชนสัญโญชนสัมปยุตตทุก (หน้า ๒๐๙-๒๑๐) เป็นการนับจำนวนแบบกลไกซ้ำรูปแบบเดิมทั้งหมด ปิดหมวดหน้า ๒๑๐ สัญโญชนวิปปยุตตสัญโญชนิยทุก (ธรรมที่ไม่ประกอบสังโยชน์แต่ยังเป็นอารมณ์ของสังโยชน์ได้ ต่อ ธรรมที่ไม่ใช่ทั้งสอง) หน้า ๒๑๑-๒๑๓ มีส่วนอัพยากตะที่ละเอียดกว่าใคร คือทำครบสี่กรณีไขว้พร้อมรายชื่อปัจจัยยาวเป็นพิเศษ (เหตุ อารมณ์ อธิบดี อนันตระ สมนันตระ สหชาต อัญญมัญญ นิสสย อุปนิสสย ปุเรชาต ปัจฉาชาต อาเสวนะ กรรม วิบาก อาหาร) แสดงว่าแม้ธรรมที่ไม่ประกอบสังโยชน์แล้วก็ยังต้องอาศัยเครือข่ายปัจจัยกว้างขวางรวมถึงวัต
  52. หน้า ๒๑๔–๒๑๗ คันถทุก คันถนิยทุก และ คันถสัมปยุตตทุกกุสลัตติกะ เริ่มกลุ่มทุกะเรื่องคันถะ (เครื่องผูกมัดสี่อย่าง เช่น อภิชฌา พยาบาท สีลัพพตปรามาส อิทังสัจจาภินิเวส) โครงสร้างซ้ำแบบเดิมของอาสวะและสังโยชน์ทุกประการ คันถทุกอกุศล (ต่อจากหน้า ๒๑๓) แสดงว่าธรรมคันถะเป็นปัจจัยแก่ทั้งธรรมคันถะและไม่ใช่คันถะที่เกิดร่วมกันโดยเหตุปัจจัย ปิดหมวดหน้า ๒๑๕ คันถนิยทุก (หน้า ๒๑๕-๒๑๖) อ้างอิงตรงไปยังแบบแผนโลกิยะ-โลกุตตระอีกครั้ง ("โลกิยโลกุตฺตรคมนสทิสํ") เป็นการย่อโดยอ้างอิงโครงสร้างเดิมชัดเจน ปิดหมวดหน้า ๒๑๖ คันถสัมปยุตตทุก (หน้า ๒๑๖-๒๑๗) ทำตามแบบสังโยชนสัมปยุตตทุกทุกประการ เ
  53. หน้า ๒๑๘–๒๒๐ คันถคันถนิยทุก และ คันถคันถสัมปยุตตทุกกุสลัตติกะ (ยังไม่จบ) คันถคันถนิยทุก (คันถะ ต่อ ธรรมที่เป็นอารมณ์ของคันถะได้ ไขว้กัน) หน้า ๒๑๘-๒๑๙ ทำตามแบบสัญโญชนสัญโญชนิยทุกที่ผ่านมาทุกประการ คือมีธรรมที่เป็นทั้งคันถะและคันถนิยะเป็นปัจจัยแก่กันโดยเหตุปัจจัยด้วยการนับสามกรณีแบบเดิม ส่วนอัพยากตะมีเพียงกรณีเดียว ปิดหมวดที่หน้า ๒๑๙ ด้วย "คนฺถคนฺถนิยทุกกุสลตฺติกํ นิฏฺฐิตํ" จากนั้นคันถคันถสัมปยุตตทุก (คันถะ ต่อ คันถะที่ประกอบกัน ไขว้กัน) เริ่มต้นที่หน้า ๒๒๐ ด้วยปฏิจจวาระและปัญหาวาระของฝ่ายอกุศลตามสูตรนับ "นว" มาตรฐาน แต่ยังไม่ปรากฏคำปิดหมวด (นิฏฺฐิตํ) ภายในช่วงหน้าที่ใ
  54. หน้า ๒๒๑–๒๓๐ ปิดท้ายคันถโคจฉก และนิวรณโคจฉกทุกกุสลติกะ (หมวดนิวรณ์ ๖ คู่) ช่วงนี้เริ่มด้วยการปิดคันถโคจฉก (หมวดกิเลสเครื่องร้อยรัด) ด้วยคันถวิปปยุตตคันถนิยทุก แสดงธรรมที่พ้นจากคันถะแต่ยังเป็นอารมณ์ของคันถะอาศัยกันเกิดขึ้นด้วยเหตุปัจจัยเพียงนัยเดียวแล้วจบ พร้อมระบุว่าโอฆโคจฉกและโยคโคจฉกมีเนื้อหาเหมือนอาสวโคจฉกทุกประการจึงไม่แจกแจงซ้ำ จากนั้นเป็นนิวรณโคจฉกทั้งหมวด ๖ คู่ (นิวรณทุก นิวรณิยทุก นิวรณสัมปยุตตทุก นิวรณนิวรณิยทุก นิวรณนิวรณสัมปยุตตทุก นิวรณวิปปยุตตนิวรณิยทุก) ซึ่งล้วนใช้โครงสร้างเดียวกันคือธรรมอกุศลที่เป็นนิวรณ์อาศัยกันเกิดด้วยเหตุปัจจัย แล้วนับจำนวนนัยในปัจจั
  55. หน้า ๒๓๑–๒๓๘ ปรามาสโคจฉกทุกกุสลติกะ (หมวดความยึดถือผิด ๕ คู่) หมวดปรามาสโคจฉกว่าด้วยความยึดถือผิด (ปรามาส) เทียบกับอารมณ์ที่ถูกยึดถือผิด (ปรามัฏฐะ) ในไตรลักษณ์กุศล-อกุศล-อัพยากตะ ประกอบด้วย ๕ ทุกะ คือ ปรามาสทุก ปรามัฏฐทุก ปรามาสสัมปยุตตทุก ปรามาสปรามัฏฐทุก และปรามาสวิปปยุตตปรามัฏฐทุก เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นแบบแผนเดียวกับหมวดก่อน คือธรรมยึดถือผิดอาศัยกันเกิดด้วยเหตุปัจจัยแล้วนับนัยปัจจัยอื่นแบบย่อ จุดที่มีรายละเอียดมากกว่าปกติคือปัญหาวารของปรามาสสัมปยุตตทุก ซึ่งแยกอธิปติปัจจัยเป็นอารัมมณาธิปติ (อารมณ์เป็นใหญ่) กับสหชาตาธิปติ (เกิดร่วมเป็นใหญ่) และแจกแจงปัจจัยอื
  56. หน้า ๒๓๙–๒๔๓ สารัมมณทุกกุสลติกะ และจิตตทุกกุสลติกะ สารัมมณทุก (มีอารมณ์/ไม่มีอารมณ์) จบลงด้วยปัญหาวารฝ่ายอัพยากตะที่แจกแจงปัจจัยละเอียดกว่าทุกะอื่น เช่น แยกอธิปติปัจจัยเป็นอารัมมณาธิปติกับสหชาตาธิปติ แสดงว่าธรรมที่มีอารมณ์ (นามธรรม) เป็นปัจจัยแก่กันได้หลายทางกว่าธรรมที่ไม่มีอารมณ์ (รูปธรรมและนิพพาน) ปิดหมวดที่หน้า ๒๔๐ จากนั้นเข้าสู่จิตตทุกกุสลติกะ ว่าด้วยจิต (ธรรมที่เป็นตัวรู้) เทียบกับโนจิตตะ (เจตสิกและธรรมอื่นที่มิใช่จิต) ปฏิจจวารแสดงความสัมพันธ์กลับไปกลับมา คือจิตเป็นปัจจัยแก่โนจิตตะได้ และโนจิตตะก็เป็นปัจจัยแก่จิตได้เช่นกัน สะท้อนหลักอภิธรรม
  57. หน้า ๒๔๔–๒๔๙ เจตสิกทุกกุสลติกะ และจิตตสัมปยุตตทุกกุสลติกะ เจตสิกทุกกุสลติกะเป็นคู่สะท้อนของจิตตทุกในตอนก่อน คือพิจารณาเจตสิก (ธรรมที่ประกอบกับจิต) เทียบกับอเจตสิก แสดงว่าเจตสิกกุศลอาศัยเจตสิกกุศลก็เกิดได้ อาศัยอเจตสิกก็เกิดได้ ตอกย้ำหลักที่ว่าจิตและเจตสิกเป็นปัจจัยเกื้อกูลกันแบบคู่ขนาน แต่ตัวเลขนับปัจจัยในแต่ละคู่ถูกย่อไว้มากเพียงระบุให้ "วิตฺถาเรตพฺพา" (พึงแจกแจงเอาเอง) ปิดหมวดที่หน้า ๒๔๗ จากนั้นเป็นจิตตสัมปยุตตทุกกุสลติกะ ว่าด้วยธรรมที่ประกอบกับจิตเทียบกับธรรมที่วิปปยุตจากจิต เนื้อหาฝ่ายกุศลและอกุศลสั้นมากเพียงนัยเดียว ส่วนฝ่ายอัพยากตะแจกแจงกรณีผสมทั
  58. หน้า ๒๕๐–๒๕๖ จิตตสังสัฏฐทุก จิตตสมุฏฐานทุก และจิตตสหภุทุกกุสลติกะ สามทุกะนี้สำรวจความสัมพันธ์ระหว่างรูปธรรม-นามธรรมกับจิตในแง่มุมต่าง ๆ จิตตสังสัฏฐทุก (เจือปนกับจิต/ไม่เจือปน) ดำเนินตามแบบจิตตสัมปยุตตทุกโดยตรง จิตตสมุฏฐานทุก (เกิดจากจิตเป็นสมุฏฐาน/ไม่ได้เกิดจากจิต) มีเนื้อหาที่มีความหมายจริง คือระบุกรณีกพฬีการาหาร (อาหารคำข้าว) เป็นตัวอย่างเขตแดนระหว่างรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานกับที่ไม่มีจิตเป็นสมุฏฐาน แสดงว่ากระบวนการกินอาหารเกี่ยวข้องกับจิตได้เพียงบางส่วน จิตตสหภุทุก (เกิดร่วมกับจิต/ไม่เกิดร่วม) ใช้แบบแผนเดียวกับเจตสิกทุกอีกครั้ง ("ยถา เจตสิกทุกมูลา ตีณิ คมนา")
  59. หน้า ๒๕๗–๒๖๓ จิตตานุปริวัตติทุก และหมวดผสมจิตตสังสัฏฐสมุฏฐาน (๓ คู่) ช่วงนี้ไล่เรียงทุกะที่ผสมความสัมพันธ์กับจิตหลายชั้นซ้อนกัน เริ่มจากจิตตานุปริวัตติทุก (คล้อยตามจิต/ไม่คล้อยตามจิต) ซึ่งอ้างอิงตรงกับเจตสิกทุก จากนั้นเป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานทุก (ทั้งเจือปนกับจิตและมีจิตเป็นสมุฏฐาน) จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานสหภุทุก และจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานานุปริวัตติทุก ซึ่งนำคุณสมบัติสี่อย่าง (เจือปน-เกิดจาก-เกิดร่วม-คล้อยตาม) มาผสมกันไล่ครบทุกกรณีเชิงตรรกะ เนื้อหาแทบทั้งหมดถูกอ้างอิงว่าเหมือนทุกะก่อนหน้า (เช่น "เจตสิกทุกอกุศลสทิสัง" หรือ "จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานทุกอัพยากตสทิสัง") จึงไม่มีการแจก
  60. หน้า ๒๖๔–๒๖๘ อัชฌัตติกทุกกุสลติกะ และอุปาทาทุกกุสลติกะ อัชฌัตติกทุก (ภายในตน/ภายนอก) ดำเนินตามแบบจิตตทุกโดยตรง ("จิตฺตทุกสทิสํ") จึงเป็นการย่อโดยอ้างอิง ปิดหมวดที่หน้า ๒๖๖ จากนั้นเป็นอุปาทาทุก ว่าด้วยรูปที่เป็นอุปาทายรูป (รูปอาศัย) เทียบกับมหาภูตรูป ซึ่งมีเฉพาะฝ่ายอัพยากตะเท่านั้นเพราะรูปธรรมไม่เป็นกุศลหรืออกุศล ปัญหาวารฝ่ายนี้แจกแจงละเอียดกว่าปกติ โดยแยกปุเรชาตปัจจัยเป็นอารัมมณปุเรชาตกับวัตถุปุเรชาต แสดงว่ารูปอุปาทายสามารถเป็นทั้งอารมณ์และเป็นที่อาศัยเกิดให้แก่นามธรรมได้ สะท้อนบทบาทของรูปในฐานะจุดเชื่อมต่อกับจิต ปิดหมวดที่หน้า ๒๖๘
  61. หน้า ๒๖๙–๒๗๑ อุปาทินนทุกกุสลติกะ (ปิดหมวดใหญ่มหันตรทุก) อุปาทินนทุก (ธรรมที่ถูกกรรมยึดครอง/ไม่ถูกยึดครอง) มีเนื้อหาที่มีความหมายจริงชัดเจนกว่าหลายทุกะก่อนหน้า คือระบุว่า "อุปาทินฺเน ขนฺเธ จ มหาภูเต จ ปฏิจฺจ จิตฺตสมุฏฐานํ รูปํ" กล่าวคือรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน (เช่น การเคลื่อนไหวกาย การแสดงออกทางกายวาจา) อาศัยทั้งขันธ์ที่กรรมยึดครองและมหาภูตรูปร่วมกันจึงเกิดขึ้นได้ แสดงความเชื่อมโยงระหว่างจิตกับกายที่มีรากฐานจากกรรมเก่า ปัญหาวารฝ่ายอัพยากตะแจกแจงปัจจัยหลายทางกว่าทุกะทั่วไป โดยเฉพาะปุเรชาตปัจจัยที่แยกเป็นอารัมมณปุเรชาตและวัตถุปุเรชาตอย่างชัดเจน ที่สำคัญค
  62. หน้า ๒๗๒–๒๗๕ อุปาทานทุกกุสลติกะ และอุปาทานิยทุกกุสลติกะ อุปาทานทุก (ตัวความยึดมั่นถือมั่น/ไม่ใช่) ดำเนินตามแบบมาตรฐาน ธรรมอกุศลที่เป็นอุปาทานอาศัยกันเกิดด้วยเหตุปัจจัยแล้วแจกแจงนัยปัจจัยอื่นแบบย่อ ปิดหมวดที่หน้า ๒๗๓ ต่อด้วยอุปาทานิยทุก (อารมณ์ของอุปาทาน/ไม่ใช่อารมณ์ของอุปาทาน) ซึ่งข้อความระบุตรงว่าเหมือนกับโลกิยโลกุตตรทุกทุกประการ ("โลกิยโลกุตฺตรทุกกุสลสทิสํ" และ "...อพฺยากตสทิสํ") กล่าวคือธรรมที่เป็นอารมณ์ของอุปาทานเทียบเท่าธรรมโลกีย์ ส่วนธรรมที่พ้นจากอุปาทานเทียบเท่าธรรมโลกุตตระ จึงไม่มีการแจกแจงซ้ำ ปิดหมวดที่หน้า ๒๗๕ ก่อนขึ้นต้นอุปาทานสัมปยุตตทุกก
  63. หน้า ๒๗๖–๒๘๐ อุปาทานโคจฉกทุกกุสลติกะ (ตอนจบ) - อุปาทานสัมปยุตตทุก, อุปาทาน-อุปาทานิยทุก, อุปาทาน-อุปาทานสัมปยุตตทุก, อุปาทานวิปปยุตต-อุปาทานิยทุก ประกอบกุสลติกะ เนื้อหาส่วนนี้เป็นตอนจบของกลุ่ม "อุปาทานโคจฉกทุก" (หมวดทุกว่าด้วยอุปาทาน) โดยไล่เรียงทุกที่เหลืออีก ๔ คู่ ได้แก่ อุปาทานสัมปยุตตทุก อุปาทาน-อุปาทานิยทุก อุปาทาน-อุปาทานสัมปยุตตทุก และอุปาทานวิปปยุตต-อุปาทานิยทุก แต่ละคู่นำมาประกอบกับกุสลติกะ (กุสล-อกุสล-อัพยากตะ) ตามแบบปฏิจจวาร เนื้อหาแทบทั้งหมดเป็นการยืนยันความซ้อนทับของสองทุกโดยไม่ได้ให้คำอธิบายเชิงเหตุผลใหม่ เช่น ธรรมที่เป็นทั้งอุปาทานและเป็นอุปาทานิยะ อาศัยธรรมที่เป็นเช่นเดียวกันเกิดขึ้นโดยเหตุปัจจัย ซึ่งเป็นเพียงการย้ำนิยามซ้อนของสองทุกเท่า
  64. หน้า ๒๘๑–๒๘๓ กิเลสทุกกุสลติกะ - ทุกว่าด้วยกิเลสและอกิเลส ประกอบกุสลติกะ ส่วนนี้ว่าด้วย "กิเลสทุก" (ธรรมที่เป็นกิเลส-ไม่เป็นกิเลส) ประกอบกับกุสลติกะ ตัวบทส่วนใหญ่เป็นแบบแผนมาตรฐาน (เหตุปัจจัยพร้อมตัวเลขนับ) แต่มีตอนหนึ่งที่ให้เนื้อหาจริง คือในกรณีนอกเหตุปัจจัย ข้อความระบุว่าธรรมกิเลสฝ่ายอกุสลเกิดขึ้นได้โดยอาศัยวิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) เป็น "โมหะที่ประกอบด้วยวิจิกิจฉา" และอาศัยอุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน) เป็น "โมหะที่ประกอบด้วยอุทธัจจะ" ชี้เฉพาะเจาะจงถึงสภาวธรรมกิเลสจริง แทนที่จะเป็นเพียงหมวดหมู่นามธรรม แสดงว่าสภาวะอกุสลเหล่านี้เกิดร่วมกันได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเหตุของก
  65. หน้า ๒๘๔–๒๙๐ กิเลสโคจฉกทุกกุสลติกะ (ตอนจบ) - สังกิเลสิกทุก, สังกิลิฏฐทุก, กิเลสสัมปยุตตทุก และทุกผสมกิเลส-สังกิเลสิก/สังกิลิฏฐ/กิเลสสัมปยุตต เนื้อหาไล่เรียงทุกย่อยอีก ๗ คู่ในกลุ่ม "กิเลสโคจฉกทุก" ประกอบกับกุสลติกะ ได้แก่ สังกิเลสิกทุก สังกิลิฏฐทุก กิเลสสัมปยุตตทุก และทุกผสมสามคู่ที่นำกิเลสไปจับคู่ซ้อนกับสังกิเลสิก สังกิลิฏฐ และกิเลสสัมปยุตตอีกชั้นหนึ่ง แต่ละคู่ดำเนินตามแบบแผนเหตุปัจจัยเดิม และข้อความมักอ้างอิงกลับไปยังแบบแผนที่เคยแสดงแล้วด้วยคำว่า "กิเลสทุกอกุสลสทิสำ" หรือ "โลกิยโลกุตตรทุกสทิสำ/อพฺยากตสทิสำ" จึงแทบไม่มีเนื้อหาเชิงเหตุผลใหม่ เป็นเพียงการอ้างอิงไขว้มากกว่าอธิบาย แต่ละทุกย่อยปิดท้ายด้วย "นิฏฐิตำ" ที่หน้า ๒๘๔, ๒๘๕, ๒๘๖,
  66. หน้า ๒๙๑–๒๙๖ ทัสสเนนปหาตัพพทุก, ภาวนายปหาตัพพทุก และคู่เหตุกะของทั้งสอง ประกอบกุสลติกะ สี่ทุกที่เกี่ยวกับขั้นตอนการละกิเลสถูกนำมาประกอบกับกุสลติกะตามลำดับ ได้แก่ ทัสสเนนปหาตัพพทุก (ธรรมที่ละได้ด้วยการเห็นคือโสดาปัตติมรรค-ไม่ใช่) ภาวนายปหาตัพพทุก (ธรรมที่ละได้ด้วยการเจริญภาวนาขั้นสูงกว่า-ไม่ใช่) และคู่ "-เหตุกะ" ของทั้งสองซึ่งนำหลักการเดียวกันไปใช้กับธรรมที่เป็นเหตุของสภาวะเหล่านั้น ในกรณีทัสสเนนปหาตัพพเหตุกทุก ข้อความให้รายละเอียดมากกว่าจุดอื่นเล็กน้อยโดยแยกนับตามอารัมมณปัจจัยเป็นสามกรณี (ตัวธรรมของทุกเอง ธรรมฝ่ายตรงข้าม และกรณีจุดเชื่อมต่อ) แสดงเทคนิคของปัฏฐานที่แยกพิจารณาว่าธรรม
  67. หน้า ๒๙๗–๓๐๐ สวิตักกทุกกุสลติกะ (ตอนจบ) - ทุกมีวิตก-ไม่มีวิตก ในฝ่ายอกุสลและอัพยากตะ เนื้อหาต่อเนื่องจากสวิตักกทุก (ธรรมที่มีวิตก-ไม่มีวิตก) โดยไล่แสดงรูปแบบห้าลักษณะที่เคยวางไว้แล้วในฝ่ายกุสลมาใช้กับฝ่ายอกุสล (หน้า ๒๙๘) และฝ่ายอัพยากตะ (หน้า ๒๙๙-๓๐๐) กล่าวคือธรรมมีวิตกอาศัยเกิดเป็นเหตุปัจจัยแก่ธรรมมีวิตกด้วยกัน หรือแก่ธรรมไม่มีวิตก หรือแก่ทั้งสองอย่างที่เกิดพร้อมกัน ส่วนธรรมไม่มีวิตกเป็นเหตุแก่ธรรมไม่มีวิตกเท่านั้น ข้อความนี้สะท้อนความจริงเชิงจิตวิทยาว่าภายในกระบวนการรู้ครั้งเดียว องค์ธรรมวิตก (การยกจิตขึ้นสู่อารมณ์) กับองค์ธรรมที่ไม่มีวิตกสามารถเกิดร่วมและเป็นปัจจัยแก่กันได้ตา
  68. หน้า ๓๐๑–๓๐๕ สวิจารทุกกุสลติกะ และสัปปีติกทุกกุสลติกะ - ทุกมีวิจาร-ไม่มีวิจาร, ทุกมีปีติ-ไม่มีปีติ ประกอบกุสลติกะ สวิจารทุก (ธรรมที่มีวิจารคือตรองอารมณ์ต่อเนื่อง-ไม่มี) ประกอบกุสลติกะ ถูกระบุตรงๆ ว่าเหมือนแบบแผนของสวิตักกทุกที่เพิ่งจบไป ("สวิตกฺกทุกกุสลสทิสำ") จึงแทบไม่มีการอธิบายซ้ำ เพียงอ้างอิงแล้วปิดท้ายที่หน้า ๓๐๒ จากนั้นสัปปีติกทุก (ธรรมที่ประกอบด้วยปีติ-ไม่ประกอบ) ได้รับการแสดงเต็มรูปแบบทั้งฝ่ายกุสล อกุสล และอัพยากตะ โดยวางรูปแบบห้าลักษณะแบบเดียวกับสวิตักกทุกอีกครั้ง (มีปีติเป็นเหตุแก่มีปีติ/ไม่มีปีติ/ทั้งสอง และไม่มีปีติเป็นเหตุแก่ไม่มีปีติเท่านั้น) ก่อนถูกย่อเป็นตัวเลขนับในปัจจยนิทเทสและปัญหาวาร เนื
  69. หน้า ๓๐๖–๓๐๘ ปีติสหคตทุก, สุขสหคตทุก, อุเปกขาสหคตทุกกุสลติกะ (ย่อ) และกามาวจรทุกกุสลติกะ ปีติสหคตทุก (ธรรมที่เกิดร่วมกับปีติ) และสุขสหคตทุก (ธรรมที่เกิดร่วมกับสุข) ถูกสรุปในประโยคเดียวว่ามีรูปแบบเหมือนสัปปีติกทุกทุกประการทั้งฝ่ายกุสล อกุสล และอัพยากตะ ถือเป็นตัวอย่างสุดขั้วของการเว้นเนื้อความซ้ำในวิธีเรียงคู่แบบนี้ ส่วนอุเปกขาสหคตทุก (ธรรมที่เกิดร่วมกับอุเบกขา) ได้รับความสนใจมากกว่าเล็กน้อย โดยมีหมายเหตุว่าคำว่า "อุเบกขา" ในที่นี้หมายถึงอุเบกขาหลายความหมายต่างกัน ("นานา อุเปกฺขา") แต่โครงสร้างเหตุผลยังคงอ้างอิงกลับไปยังแบบสัปปีติกทุกเช่นเดิม จากนั้นกามาวจรทุก (ธรรมที่ท่องเที่ยวอยู่ใ
  70. หน้า ๓๐๙–๓๑๓ รูปาวจรทุก, อรูปาวจรทุก, ปริยาปันนทุก, นิยยานิกทุกกุสลติกะ - ทุกว่าด้วยภูมิและการนำออกจากวัฏฏะ รูปาวจรทุก (ธรรมที่สังกัดรูปภูมิ-ไม่ใช่) และอรูปาวจรทุก (ธรรมที่สังกัดอรูปภูมิ-ไม่ใช่) ดำเนินตามแบบแผนเดียวกับกามาวจรทุกที่ผ่านมา โดยข้อความระบุตรงๆ ว่าคำถามชุดเดิม "วนขึ้นลง" ระหว่างภูมิทั้งสองเท่านั้น แสดงว่าเป็นเพียงการจำแนกภูมิไม่ใช่เนื้อหาเหตุผลใหม่ ส่วนปริยาปันนทุก (ธรรมที่นับเนื่องในวัฏฏะ-ไม่นับเนื่องคือโลกุตตระ) และนิยยานิกทุก (ธรรมที่นำสัตว์ออกจากวัฏฏะได้-ไม่ได้) ทั้งสองถูกระบุชัดว่ามีแบบแผนเดียวกับโลกิยโลกุตตรทุกที่เคยแสดงไว้แล้ว จึงไม่มีการอธิบายเพิ่มนอกจากยืนยันการจำแนกประเภท คำปิดท้
  71. หน้า ๓๑๔–๓๑๗ นิยตทุก, สอุตตรทุกกุสลติกะ และเริ่มต้นสรณทุกประกอบกุสลติกะ นิยตทุก (ธรรมที่แน่นอนในคติ-ไม่แน่นอน) และสอุตตรทุก (ธรรมที่ยังมีธรรมอื่นยิ่งกว่า-ธรรมที่ยอดเยี่ยมไม่มีอะไรยิ่งกว่าคืออนุตตระ) ต่างดำเนินตามแบบแผนเหตุปัจจัยมาตรฐานประกอบกุสลติกะ มีรูปแบบตรงกับโลกิยโลกุตตรทุกที่เคยแสดงแล้ว และปิดท้ายที่หน้า ๓๑๕ และ ๓๑๖ ตามลำดับ จากนั้นหน้า ๓๑๖ เริ่มต้น "สรณทุก" (ธรรมที่ไม่มีโทษ-อรณะ กับธรรมที่มีโทษ-สรณะ) ซึ่งเป็นทุกจากพระสุตตันตะคู่แรกที่ถูกนำมาจับคู่ในส่วนนี้ โดยเริ่มจับคู่กับกุสลติกะก่อน นับเป็นจุดเปลี่ยนโครงสร้างสำคัญ เพราะต่อจากนี้ไปเนื้อหาจะนำสรณทุกไปจับคู่ก
  72. หน้า ๓๑๘–๓๒๑ สรณทุก จับคู่กับเวทนาติกะ วิปากติกะ อุปาทินนติกะ สังกิลิฏฐติกะ และวิตักกติกะ สรณทุก (อรณะ-สรณะ คือธรรมไม่มีโทษ-มีโทษ) ยังคงจับคู่อย่างเป็นระบบกับติกะถัดไปทีละหมวด ได้แก่ เวทนาติกะ วิปากติกะ อุปาทินนติกะ สังกิลิฏฐติกะ และวิตักกติกะ แต่ละคู่เป็นย่อหน้าสั้นๆ เกือบเหมือนกันทุกคู่ ระบุเพียงว่าธรรมฝ่ายสรณะหรืออรณะเป็นปัจจัยแก่ธรรมที่จัดอยู่ในหมวดเดียวกันของติกะนั้นโดยเหตุปัจจัย พร้อมตัวเลขนับสั้นๆ โดยไม่มีคำอธิบายเชิงเหตุผลเพิ่มเติม เป็นเพียงการพิสูจน์เชิงกลไกว่าหมวด "มีโทษ-ไม่มีโทษ" ตัดผ่านมิติการจำแนกอื่นๆ เหล่านี้ได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ใช่เนื้อหาธรรมะใหม่ คำปิดท้ายปรากฏชัดเจนที
  73. หน้า ๓๒๒–๓๒๖ สรณทุก จับคู่กับปีติติกะ ทัสสนติกะ ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกติกะ อาจยคามิติกะ เสกขติกะ และปริตตติกะ สรณทุกยังคงไล่จับคู่กับติกะถัดไปในลักษณะเดิม ได้แก่ ปีติติกะ (ปิดท้ายจากหน้า ๓๒๑ มาต่อที่หน้า ๓๒๒) ทัสสนติกะ (ละได้ด้วยการเห็น-ด้วยภาวนา-ไม่ต้องละด้วยทั้งสอง) ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกติกะ อาจยคามิติกะ (นำไปสู่การพอกพูนกิเลส-นำออกจากวัฏฏะ-ไม่ใช่ทั้งสอง) เสกขติกะ (ยังต้องศึกษา-ไม่ต้องศึกษาแล้ว-ไม่ใช่ทั้งสอง) และปริตตติกะ (มีประมาณน้อยคือกามาวจร-มหัคคตะ-ไม่มีประมาณคือโลกุตตระ) ทุกคู่ยังคงเป็นสูตรสั้นเดิมซ้ำๆ คือธรรมฝ่ายสรณะหรืออรณะเป็นเหตุปัจจัยแก่ธรรมประเภทเดียวกันในติกะนั้น แทบไม่มีคำอธิบายใหม่นอกจากย
  74. หน้า ๓๒๗–๓๓๐ สรณทุก จับคู่กับปริตตารัมมณติกะ หีนติกะ มิจฉัตตติกะ มัคคารัมมณติกะ อุปปันนติกะ และอตีตติกะ ช่วงสุดท้ายของชุดนี้ยังคงไล่จับคู่สรณทุกกับติกะที่เหลือในลักษณะเดียวกัน ได้แก่ ปริตตารัมมณติกะ (มีอารมณ์เป็นปริตตะ-มหัคคตะ-อัปปมาณะ) หีนติกะ (เลว-ปานกลาง-ประณีต) มิจฉัตตติกะ (ผิดแน่นอน-ถูกแน่นอน-ไม่แน่นอน) มัคคารัมมณติกะ (มีมรรคเป็นอารมณ์-มีมรรคเป็นเหตุ-มีมรรคเป็นใหญ่) และเข้าสู่อุปปันนติกะกับอตีตติกะ (อดีต-อนาคต-ปัจจุบัน) ซึ่งมีรายละเอียดปัจจยนิทเทสเพิ่มขึ้นบ้างเล็กน้อย เช่น การนับอารัมมณปัจจัยแยกกรณีธรรมของทุกเองกับธรรมฝ่ายตรงข้าม แต่โดยรวมยังคงเป็นแบบแผนสั้นซ้ำเดิมไม่มีคำอธิบายเชิงเหตุผลใหม่
  75. หน้า ๓๓๑–๓๓๔ ปิฏฐิทุก (สรณ-อรณทุก) ผูกกับติกท้ายๆ และปิดท้ายอนุโลมทุกติกปัฏฐาน ช่วงนี้เป็นตอนท้ายสุดของ "ปิฏฐิทุก" คือคู่ธรรมสรณะ (ธรรมที่เป็นเหตุแห่งความยุ่งยาก/ข้องแวะ) กับอรณะ (ธรรมที่พ้นจากความยุ่งยาก) ซึ่งถูกนำไปผูกไล่กับติกท้ายๆ ทีละคู่ คือ อตีตารมณติกะ (หน้า 331) อัชฌัตตติกะ (หน้า 332) อัชฌัตตารมณติกะ (หน้า 332-333) และสนิทัสสนติกะ (หน้า 333-334) โดยแสดงเพียงว่าสรณธรรม/อรณธรรมแต่ละประเภทอาศัยกันเกิดขึ้นได้ด้วยเหตุปัจจัย แล้วสั่งให้ขยายส่วนที่เหลือเองด้วยสูตรตายตัว "สหชาตวาเรปิ ปัญหาวาเรปิ สัพพัตถ วิตถาโร" กล่าวคือเนื้อหาถูกย่อทิ้งเกือบทั้งหมด มีข้อสังเกตที่พอมีเนื้อ
  76. หน้า ๓๓๕–๓๔๔ กุสลติกเหตุทุกะ (เปิดอนุโลมติกทุกปัฏฐาน) หน้า 335 เปิดหมวดใหญ่ใหม่ "อนุโลมติกทุกปัฏฐาน" ซึ่งกลับลำดับมาเป็นนำด้วยติกก่อนแล้วตามด้วยทุก โดยเริ่มจากกุสลติกะ (กุศล/อกุศล/อัพยากตะ) ผูกกับเหตุทุก (ธรรมที่เป็นเหตุ กับธรรมที่ไม่เป็นเหตุ) ตัวอย่างเนื้อหาจริงที่ [๑] แสดงว่าธรรมที่เป็นเหตุฝ่ายกุศลอาศัยธรรมที่เป็นเหตุฝ่ายกุศลเกิดขึ้นได้ด้วยเหตุปัจจัย คือในขณะจิตกุศลหนึ่ง เหตุ (เช่น อโลภะ) เป็นปัจจัยหนุนให้เหตุอื่น (อโทสะ อโมหะ) เกิดร่วมด้วยได้ และเช่นเดียวกันแยกสำหรับฝ่ายอกุศลกับอัพยากตะ ที่ [๙]-[๑๐] ยังแสดงจุดที่น่าสนใจว่าเหตุฝ่ายกุศลก็เป็นอารัม
  77. หน้า ๓๔๕–๓๔๙ เวทนาติกเหตุทุกะ นำเวทนาติกะ (ธรรมสัมปยุตด้วยสุขเวทนา/ทุกขเวทนา/อทุกขมสุขเวทนา) มาผูกกับเหตุทุก ตัวอย่างที่ [๓๖] แสดงว่าเหตุที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาอาศัยเหตุที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาเกิดขึ้นได้ด้วยเหตุปัจจัย สะท้อนหลักที่ว่าเวทนาเป็นเจตสิกสากลประจำจิตดวงเดียวกัน เหตุต่างๆ ในจิตดวงนั้นจึงมีเวทนาเสมอกันและอิงอาศัยกันได้ในกลุ่มเวทนาเดียวกันเท่านั้น ไม่ข้ามไปหนุนเหตุที่มีเวทนาต่างชนิดโดยตรง เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการนับจำนวนคู่ตามปัจจัยทั้ง 24 แล้วทำซ้ำสำหรับฝ่ายนเหตุและปัจจนียะ ซึ่งถูกย่อด้วยสูตร "ยถา กุสลติเก ปัญหาวารัง เอ
  78. หน้า ๓๕๐–๓๕๔ วิปากติกเหตุทุกะ นำวิปากติกะ (ธรรมที่เป็นวิบาก/ธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดวิบาก/ธรรมที่ไม่ใช่ทั้งสอง) มาผูกกับเหตุทุก โดยตัวอย่างที่ [๕๘] แสดงว่าเหตุที่เป็นวิบาก (เช่นอโลภะที่เกิดในจิตวิบาก) อาศัยเหตุที่เป็นวิบากเกิดขึ้นได้ด้วยเหตุปัจจัย และแยกแสดงเช่นเดียวกันสำหรับเหตุที่เป็นเหตุให้เกิดวิบาก (กัมมัชเหตุฝ่ายกุศล-อกุศลที่ยังไม่ให้ผล) กับเหตุที่ไม่ใช่ทั้งวิบากและเหตุให้เกิดวิบาก (เช่นเหตุในจิตกิริยาของพระอรหันต์) ซึ่งเป็นการจำแนกเหตุตามสถานะทางกรรมและผลของกรรมอย่างชัดเจน เนื้อหาที่เหลือเป็นการนับจำนวนคู่ตามปัจจัย 24 อย
  79. หน้า ๓๕๕–๓๕๙ อุปาทินนติกเหตุทุกะ นำอุปาทินนติกะ (ธรรมที่กรรมยึดครองแล้วและเป็นอารมณ์ของอุปาทาน/ธรรมที่กรรมไม่ยึดครองแต่ยังเป็นอารมณ์ของอุปาทาน/ธรรมที่พ้นจากทั้งสอง) มาผูกกับเหตุทุก ตัวอย่างที่ [๘๐] แสดงว่าเหตุที่ถูกกรรมยึดครองแล้ว (เช่นเหตุในวิบากจิตหรือเหตุที่เป็นผลของกรรมเก่า) อาศัยเหตุประเภทเดียวกันเกิดขึ้นได้ด้วยเหตุปัจจัย สะท้อนว่าเหตุที่เกิดจากกรรมเก่าในจิตดวงเดียวกันย่อมหนุนเสริมกันเองภายในกลุ่มที่กรรมยึดครองเหมือนกัน เนื้อหาที่เหลือเป็นการไล่นับจำนวนคู่ตามปัจจัยทั้ง 24 และทำซ้ำในส่วนนเหตุ/ปัจจนียะ ซึ่งถูกย่อด้วยสูตรมาตร
  80. หน้า ๓๖๐–๓๖๔ สังกิลิฏฐติกเหตุทุกะ นำสังกิลิฏฐติกะ (ธรรมที่เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลส/ธรรมที่ไม่เศร้าหมองแต่ยังเป็นอารมณ์ของกิเลส/ธรรมที่พ้นจากทั้งสอง) มาผูกกับเหตุทุก ตัวอย่างที่ [๙๙] แสดงว่าเหตุที่เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลส (เช่นโลภะ โทสะที่เกิดในจิตอกุศล) อาศัยเหตุประเภทเดียวกันเกิดขึ้นได้ด้วยเหตุปัจจัย คือในขณะจิตอกุศล เหตุที่เศร้าหมองย่อมหนุนเสริมกันเองให้เกิดร่วม เนื้อหาส่วนที่เหลือเป็นการนับจำนวนคู่ตามปัจจัยทั้ง 24 และทำซ้ำในส่วนนเหตุ/ปัจจนียะ ซึ่งย่อด้วยสูตรมาตรฐาน "ยถา กุสลติเก...วิตถาเรตัพพัง" เกือบทั้งหมด ปิดท้
  81. หน้า ๓๖๕–๓๗๔ วิตักกติกเหตุทุกะ นำวิตักกติกะ (ธรรมที่มีทั้งวิตกและวิจาร/ธรรมที่มีวิจารอย่างเดียว/ธรรมที่ไม่มีทั้งวิตกวิจาร อันสอดคล้องกับองค์ฌานขั้นต่างๆ) มาผูกกับเหตุทุก นี่เป็นช่วงที่ยาวและซ้ำซ้อนที่สุดในตอนนี้ เพราะต้องไล่จับคู่และปฏิเสธคู่ (นเหตุ) ของสามหมวดวิตักกติกะครบทุกการรวมสองต่อสองและสามต่อสามภายใต้ปัจจัยแต่ละอย่าง โดยเฉพาะหน้า 366-373 เป็นการไล่สูตร "...นเหตุ จ...นเหตุ จ ธมฺมา อุปฺปชฺชนฺติ เหตุปจฺจยา" ซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่างกันเพียงชื่อหมวดที่ถูกรวม/ปฏิเสธ พร้อมตัวเลขนับจำนวน (เอกัง เทฺว ตีณิ จตฺตาริ ฯลฯ) แทบไม่มีคำอธิบ
  82. หน้า ๓๗๕–๓๘๐ ปีติติกเหตุทุกะ นำปีติติกะ (ธรรมที่สหรคตด้วยปีติ/สหรคตด้วยสุข/สหรคตด้วยอุเบกขา) มาผูกกับเหตุทุก ตัวอย่างที่ [๑๔๘] แสดงว่าเหตุที่สหรคตด้วยปีติอาศัยเหตุที่สหรคตด้วยปีติเกิดขึ้นได้ด้วยเหตุปัจจัย และเช่นเดียวกันสำหรับสุขและอุเบกขา ที่น่าสังเกตคือจำนวนคู่ที่นับได้ต่างกัน เช่นปีติกับสุขนับได้ "ตีณิ" (สะท้อนว่าปีติและสุขเกิดร่วมกันได้ เช่นในฌานต้นๆ) ในขณะที่อุเบกขานับได้เพียง "เอกัง" (สะท้อนว่าอุเบกขาแยกขาดจากปีติสุขในทางเวทนา/ฌานขั้นสูง) ซึ่งเป็นจุดที่มีนัยเชิงเนื้อหาจริงอยู่บ้าง เนื้อหาที่เหลือเป็นการนับจำนวนคู่ตามป
  83. หน้า ๓๘๑–๓๘๔ ทัสสนติกเหตุทุกะ นำทัสสนติกะ (ธรรมที่พึงละด้วยทัสสนะคือโสดาปัตติมรรค/ธรรมที่พึงละด้วยภาวนาคือมรรคเบื้องสูง/ธรรมที่ไม่พึงละด้วยทั้งสอง) มาผูกกับเหตุทุก ตัวอย่างที่ [๑๗๐] แสดงว่าเหตุที่พึงละด้วยทัสสนะ (เช่นเหตุแห่งมิจฉาทิฏฐิที่ดับสิ้นเมื่อบรรลุโสดาบัน) อาศัยเหตุประเภทเดียวกันเกิดขึ้นได้ด้วยเหตุปัจจัย แยกต่างหากจากเหตุที่พึงละด้วยภาวนา (เช่นโลภะ มานะ อย่างละเอียดที่ยังคงอยู่หลังโสดาบัน) และเหตุที่ไม่พึงละด้วยทั้งสอง (เหตุแห่งมรรคผลหรือจิตที่ปราศจากกิเลสแล้ว) จึงเป็นการนำหลักเหตุปัจจัยไปสอดคล้องกับลำดับการละกิเลสตาม
  84. หน้า ๓๘๕ ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกติกเหตุทุกะ (เริ่มต้น ยังไม่จบ) หน้าสุดท้ายของช่วงนี้เพียงหน้าเดียว เริ่มหัวข้อใหม่คือทัสสเนนปหาตัพพเหตุกติกะ ซึ่งจำแนกธรรมไม่ใช่ตามตัวมันเองแต่ตามชนิดของ "เหตุ" ที่ประกอบอยู่ว่าเป็นเหตุที่พึงละด้วยทัสสนะ เหตุที่พึงละด้วยภาวนา หรือเหตุที่ไม่พึงละด้วยทั้งสอง แล้วนำมาผูกกับเหตุทุกอีกชั้นหนึ่ง เนื้อหาที่ปรากฏมีเพียงการตั้งบทเหตุปัจจัยพื้นฐาน [๑๙๒] ว่าเหตุประเภทหนึ่งอาศัยเหตุประเภทเดียวกันเกิดขึ้นได้ด้วยเหตุปัจจัย ตามด้วยการนับจำนวนเบื้องต้นในปฏิจจวาระและส่วนนเหตุ [๑๙๓]-[๒๐๒] หัวข้อนี้ยังไม่จบภายในหน้า 385 และยังไม่มีคำลงท้ายปรากฏ
  85. หน้า ๓๘๖–๓๙๓ ปิดท้ายทสฺสเนนปหาตพฺพเหตุกตฺติกเหตุทุก และอาจยคามิตฺติกเหตุทุก หน้า 386 เป็นการปิดท้ายติกะ "ธรรมมีเหตุอันพึงละด้วยการเห็น" (ทสฺสเนนปหาตพฺพเหตุกตฺติก) คู่กับทุกะเหตุ ก่อนขึ้นบทใหม่คืออาจยคามิตฺติกเหตุทุก ซึ่งจับธรรมที่เป็นเหตุ 3 จำพวก คือ อาจยคามี (พาไปสู่การสั่งสมภพ) อปจยคามี (พาไปสู่การคลายภพ) และเนวาจยคามินาปจยคามี (ไม่จัดเป็นทั้งสอง) เข้ากับเหตุ/นเหตุ ใจความคือเหตุฝ่ายสั่งสมภพเป็นปัจจัยโดยเหตุปัจจัยให้เหตุฝ่ายสั่งสมภพเกิดขึ้นได้อีก ส่วนเหตุฝ่ายคลายภพ (เนื่องด้วยมรรค) ก็หนุนเหตุฝ่ายคลายภพด้วยกันเอง แสดงว่าเหตุที่ผูกกับการเวียนว่ายกับเหตุที่มุ่งดับนั้นแยกส
  86. หน้า ๓๙๔–๓๙๗ เสกฺขตฺติกเหตุทุก จับคู่ติกะพระเสขะ-พระอเสขะ-ปุถุชน (เสกฺข/อเสกฺข/เนวเสกฺขานาเสกฺข) กับทุกะเหตุ แสดงว่าเหตุของพระเสขะเป็นปัจจัยแก่เหตุของพระเสขะด้วยกันโดยเหตุปัจจัยเท่านั้น เหตุของพระอเสขะ (พระอรหันต์) หนุนเหตุของพระอเสขะด้วยกัน และเหตุของปุถุชนก็หนุนเหตุของปุถุชนด้วยกันเอง สะท้อนว่าเหตุแต่ละระดับภูมิธรรมไม่ปะปนกันโดยเหตุปัจจัย แต่ในหมวดปัญหาวาร (เช่นอารมฺมณปัจจัย) มีการข้ามกลุ่มได้บ้าง เช่นเหตุของพระเสขะเอาธรรมของปุถุชนเป็นอารมณ์ได้ เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นตัวเลขแจกแจงแบบย่อ ปิดท้ายด้วย "เสกฺขตฺติกเหตุทุกำ นิฏฺฐิตำ"
  87. หน้า ๓๙๘–๔๐๒ ปริตฺตตฺติกเหตุทุก จับคู่ติกะปริตตะ-มหัคคตะ-อัปปมาณ (โดยนัยคือกามาวจร/รูปาวจร-อรูปาวจร/โลกุตตระ) กับทุกะเหตุ แสดงว่าเหตุระดับกามาวจรหนุนเหตุกามาวจรด้วยกัน เหตุระดับมหัคคตะ (ฌาน) หนุนเหตุมหัคคตะด้วยกัน และเหตุอัปปมาณ (โลกุตตระ) หนุนเหตุอัปปมาณด้วยกัน สื่อว่าเหตุต่างระดับภูมิจิตทำงานแยกสายกันเป็นหลักโดยเหตุปัจจัย แต่ในอารมฺมณปัจจัยข้ามระดับกันได้ เช่นเหตุมหัคคตะเอาเหตุปริตตะเป็นอารมณ์ ตัวเลขในบทนี้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ (ถึง "เตรส"=13) สะท้อนความซับซ้อนของการเรียงสับเปลี่ยนตามภูมิ ปิดท้ายด้วย "ปริตฺตตฺติกเหตุทุกำ นิฏฺฐิตำ"
  88. หน้า ๔๐๓–๔๐๗ ปริตฺตารมฺมณตฺติกเหตุทุก และหีนตฺติกเหตุทุก ช่วงนี้ครอบคลุมสองหมวด: (1) ปริตฺตารมฺมณตฺติกเหตุทุก จัดตามอารมณ์ที่เหตุนั้นรับ (อารมณ์ปริตตะ/มหัคคตะ/อัปปมาณ) หลักการเดียวกับหมวดก่อนแต่มองจากฝั่งอารมณ์ ปิดท้ายที่หน้า 404 ด้วย "ปริตฺตารมฺมณตฺติกเหตุทุกำ นิฏฺฐิตำ" และ (2) หีนตฺติกเหตุทุก จับคู่ติกะเลว-กลาง-ประณีต (หีน/มัชฌิม/ปณีต) กับทุกะเหตุ แสดงว่าเหตุแต่ละระดับคุณภาพหนุนเหตุระดับเดียวกันเป็นหลักผ่านเหตุปัจจัย โดยมีตัวอย่างข้ามระดับผ่านอารมฺมณปัจจัยและอธิปติปัจจัยบ้าง เช่นเหตุอย่างกลางเอาเหตุอย่างเลวเป็นอารมณ์ได้ มีหมายเหตุท้ายบทให้ขยายความตา
  89. หน้า ๔๐๘–๔๑๒ มิจฺฉตฺตตฺติกเหตุทุก จับคู่ติกะผู้เที่ยงผิด-เที่ยงถูก-ไม่เที่ยง (มิจฺฉตฺตนิยต/สมฺมตฺตนิยต/อนิยต) กับทุกะเหตุ กล่าวถึงเหตุของบุคคลที่ดิ่งลงอบายแน่นอน (เช่นผู้ทำอนันตริยกรรม) เหตุของบุคคลที่เที่ยงต่อการตรัสรู้ (เช่นพระโสดาบัน) และเหตุของบุคคลที่ยังไม่แน่นอน แต่ละกลุ่มหนุนเหตุกลุ่มเดียวกันโดยเหตุปัจจัย จุดที่มีความหมายจริงอยู่ที่หมวดอุปนิสสยปัจจัย [๓๓๐] ซึ่งแสดงว่าเหตุของบุคคลไม่เที่ยง (อนิยต) เป็นอุปนิสัยหนุนได้ทั้งเหตุฝ่ายเที่ยงผิดและเหตุฝ่ายเที่ยงถูก สะท้อนหลักว่าสภาวะที่ยังไม่ตายตัวสามารถเอียงไปทางกุศลหรืออกุศลแน่น
  90. หน้า ๔๑๓–๔๑๙ มคฺคารมฺมณตฺติกเหตุทุก จับคู่ติกะที่เกี่ยวกับมรรค 3 นัย คือ มคฺคารมฺมณ (มีมรรคเป็นอารมณ์ เช่นพิจารณามรรคที่ได้แล้ว) มคฺคเหตุก (มีมรรคเป็นเหตุ คือองค์ประกอบภายในมรรคจิตเอง) และมคฺคาธิปติ (มีมรรคเป็นอธิบดี) เข้ากับทุกะเหตุ ตัวเลขในบทนี้สูงถึง "สัตตรส" (17) เพราะสามลักษณะนี้ซ้อนทับกันได้ในธรรมเดียว เช่นเหตุตัวหนึ่งอาจเป็นทั้งมคฺคเหตุกและมคฺคาธิปติพร้อมกัน ทำให้เหตุปัจจัยและอธิปติปัจจัยมีหลายกรณีซ้อนกัน เนื้อหาแทบทั้งหมดเป็นตารางตัวเลขล้วนตามสูตรมาตรฐานโดยไม่มีคำอธิบายเพิ่ม ปิดท้ายด้วย "มคฺคารมฺมณตฺติกเหตุทุกำ นิฏฺฐิตำ" ท
  91. หน้า ๔๒๐–๔๒๕ อุปฺปนฺนตฺติกเหตุทุก, อตีตตฺติกเหตุทุก และอตีตารมฺมณตฺติกเหตุทุก ช่วงนี้รวมสามหมวดสั้นที่จับทุกะเหตุกับติกะเรื่องกาลเวลา ได้แก่ (1) อุปฺปนฺนตฺติกเหตุทุก (เกิดแล้ว/ยังไม่เกิด/กำลังเกิด) ปิดท้ายหน้า 421 ซึ่งมีจุดความหมายจริงคือ [๓๗๓] ระบุว่าเหตุที่เกิดแล้วเป็นปัจจัยแก่เหตุที่ประกอบร่วมกัน "ในขณะปฏิสนธิ" ชี้เฉพาะว่าความหนุนเนื่องของเหตุเกิดขึ้นแม้ในขณะแรกของภพใหม่ และ [๓๗๔] เหตุที่ยังไม่เกิดเป็นอารมณ์แก่เจโตปริยญาณได้ (2) อตีตตฺติกเหตุทุก (อดีต/อนาคต/ปัจจุบัน) ปิดท้ายหน้า 423 และ (3) อตีตารมฺมณตฺติกเหตุทุก ซึ่งจัดตามกาลของอารมณ์ที่เหตุรับ ปิดท้ายหน้า 425 ทั้งสาม
  92. หน้า ๔๒๖–๔๓๐ อชฺฌตฺตตฺติกเหตุทุก และอชฺฌตฺตารมฺมณตฺติกเหตุทุก สองหมวดสั้นมากนี้จับทุกะเหตุกับติกะภายใน-ภายนอก ซึ่งในทางปฏิบัติเหลือใช้จริงเพียง 2 ลักษณะ คือ อัชฌัตตะ (ภายใน) และพหิทธา (ภายนอก) เหตุภายในหนุนเหตุภายในด้วยกัน เหตุภายนอกหนุนเหตุภายนอกด้วยกันโดยเหตุปัจจัย ส่วนอารมฺมณปัจจัยข้ามกันได้ทั้งสองทาง ตัวเลขในบทนี้เล็กมาก (ส่วนใหญ่เพียง "เทฺว" หรือ "จตฺตาริ") แสดงถึงขอบเขตธรรมที่จำกัดของติกะนี้ หมวดแรกปิดท้ายด้วย "อชฺฌตฺตตฺติกเหตุทุกำ นิฏฺฐิตำ" หน้า 428 และหมวดที่สอง (จัดตามอารมณ์ภายใน-ภายนอกที่เหตุรับ) ปิดท้ายด้วย "อชฺฌตฺตารมฺมณตฺติกเหตุทุกำ นิฏฺฐิตำ"
  93. หน้า ๔๓๑–๔๓๓ สนิทสฺสนตฺติกเหตุทุก จับทุกะเหตุกับติกะที่แยกรูปธรรมตามการเห็นได้และการกระทบได้ (มีสีสันปรากฏและกระทบได้ / ไม่ปรากฏสีสันแต่กระทบได้ / ไม่ปรากฏสีสันและไม่กระทบ) เนื่องจากเหตุ (โลภะ โทสะ โมหะ อโลภะ อโทสะ อโมหะ) ล้วนเป็นเจตสิกไร้รูปร่างและไม่กระทบใดๆ ปฏิจจวารฝ่ายบวกจึงเหลือกรณีเดียวคือ "อนิทสฺสนอัปปฏิฆ" (ไม่ปรากฏและไม่กระทบ) เท่านั้น ทำให้บทนี้แคบและซ้ำเป็นพิเศษ ส่วนตัวเลขที่ขยายมากขึ้น (เช่น "เอกวีส"=21) เกิดจากด้านนเหตุ (ธรรมที่ไม่ใช่เหตุ) ซึ่งครอบคลุมรูปธรรมทั้งสามลักษณะได้จริง ปิดท้ายด้วย "สนิทสฺสนตฺติกเหตุทุกำ นิฏ
  94. หน้า ๔๓๔–๔๓๗ กุสลตฺติกสเหตุกทุก บทนี้เปลี่ยนรูปแบบจากเดิม (ติกะต่างๆ คู่กับทุกะเหตุ/นเหตุ) มาเป็นการจับกุสลติกะ (กุศล/อกุศล/อัพยากตะ) เข้ากับทุกะใหม่คือ "สเหตุกทุก" (มีเหตุประกอบ/ไม่มีเหตุประกอบ) กุศล-สเหตุกะหนุนกุศล-สเหตุกะ อกุศล-สเหตุกะหนุนอกุศล-สเหตุกะ อัพยากตะ-สเหตุกะหนุนอัพยากตะ-สเหตุกะด้วยกัน ส่วนธรรมไม่มีเหตุ (อเหตุกะ) เช่นวิญญาณทางทวารที่เป็นวิบากหรือกิริยาล้วน ไม่มีเหตุปัจจัยเลย ดังที่ [๔๘๒]-[๔๘๓] แสดงว่าอัพยากตะ-อเหตุกะเป็นปัจจัยแก่กันเฉพาะทาง "นเหตุปัจจัย" เท่านั้น ไม่ใช่เหตุปัจจัย สะท้อนหลักว่าจิตบางดวง (เช่นทวิปัญ
  95. หน้า ๔๓๘–๔๔๐ กุสลตฺติกเหตุสมฺปยุตฺตทุก (เริ่มต้น ยังไม่จบในช่วงนี้) หมวดใหม่จับกุสลติกะ (กุศล/อกุศล/อัพยากตะ) เข้ากับทุกะ "เหตุสัมปยุตตทุก" (ประกอบด้วยเหตุ/ไม่ประกอบด้วยเหตุ) กุศล-เหตุสัมปยุตต์หนุนกุศล-เหตุสัมปยุตต์ด้วยกัน อกุศลและอัพยากตะเช่นเดียวกันตามลำดับ จากนั้นเริ่มพิจารณาฝั่ง "เหตุวิปฺปยุตต" (ไม่ประกอบด้วยเหตุ) ซึ่ง [๕๐๔] แสดงว่าเฉพาะอกุศล-เหตุวิปปยุตต์และอัพยากตะ-เหตุวิปปยุตต์เท่านั้นที่ปรากฏจริง (ไม่มีกุศล-เหตุวิปปยุตต์ เพราะกุศลจิตทุกดวงต้องประกอบด้วยเหตุอย่างน้อยหนึ่งตัว) เนื้อหาในช่วงหน้า 438-440 ยังดำเนินต่อไปไม่จบ ตัดที่ [๕๑๒] กลางหมวดอนันตรปัจจัย
  96. หน้า ๔๔๑–๔๔๔ กุสลตฺติกเหตุสเหตุกทุก (เหตุ x สเหตุกะ) และเปิดเหตุเหตุสัมปยุตตทุก หน้า ๔๔๑ ปิดท้ายทุกก่อนหน้า (เหตุสัมปยุตตทุก) ด้วยคำลงท้าย "นิฏฺฐิตํ" แล้วเปิดทุกใหม่คือ เหตุสเหตุกทุก ซึ่งจับคู่ "ธรรมที่เป็นเหตุ" กับ "ธรรมที่มีเหตุประกอบ" (สเหตุกะ) ไขว้กับไตรลักษณ์กุศล-อกุศล-อัพยากตะ แสดงว่าธรรมกุศลที่เป็นเหตุและมีเหตุ เป็นปัจจัยแก่ธรรมกุศลที่เป็นเหตุและมีเหตุอีกอันหนึ่งโดยเหตุปัจจัย เช่นเดียวกันในฝ่ายอกุศลและอัพยากตะ จากนั้นเป็นการนับจำนวนปัจจัยที่ใช้ได้ (อารมณ์ อธิบดี อนันตระ ฯลฯ) ในรูปตัวเลขล้วนๆ โดยแทบไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติม และปิดท้ายด้วย "กุสลตฺติกเหตุสเหตุกทุกํ นิฏฺฐิต
  97. หน้า ๔๔๕–๔๔๘ จบเหตุเหตุสัมปยุตตทุก, เต็มนเหตุสเหตุกทุก, เปิดสัปปัจจยทุก ส่วนแรกเป็นการนับปัจจัยต่อจนจบทุก เหตุเหตุสัมปยุตตทุก ที่หน้า ๔๔๖ จากนั้นเปิดทุกใหม่คือ นเหตุสเหตุกทุก ซึ่งจับคู่ "ธรรมที่ไม่ใช่เหตุ" กับ "ธรรมที่มีเหตุประกอบ" กล่าวคือธรรมที่ไม่ใช่ตัวเหตุเองแต่เกิดร่วมกับเหตุ (เช่นเจตสิกอื่นๆที่ประกอบกับเหตุ) เป็นปัจจัยแก่ธรรมประเภทเดียวกัน ที่น่าสังเกตคือในหน้า ๔๔๘ กรณีอัพยากตะล้วนถูกนับเพียง "เอกํ" (หนึ่งเดียว) ต่างจากกรณีกุศล-อกุศลที่นับสาม แสดงว่าธรรมอัพยากตะที่ไม่ใช่เหตุแต่มีเหตุประกอบนั้นมีขอบเขตแคบกว่า (น่าจะหมายถึงวิบากหรือกิริยาบางประเภทเท่านั้น) ทุกนี
  98. หน้า ๔๔๙–๔๕๒ จบสัปปัจจยทุก, สังขตทุก (สั้น), และสนิทัสสนทุก หน้า ๔๔๙-๔๕๐ นับปัจจัยจนจบทุก สัปปัจจยทุก (ธรรมมีปัจจัยปรุงแต่ง) แล้วเปิดทุก สังขตทุก (ธรรมที่ถูกปรุงแต่งแล้ว) ที่หน้า ๔๕๑ แต่ทุกนี้สั้นมากเพียงตัวอย่างเดียว เพราะข้อความระบุตรงๆ ว่า "สปฺปจฺจยทุกสทิสํ" คือเหมือนกับทุกก่อนหน้าทุกประการ (สังขตะกับสัปปัจจยะเป็นแนวคิดที่ทับซ้อนกันเกือบสมบูรณ์ในบริบทนี้) จึงจบด้วยคำลงท้ายทันทีโดยไม่ขยายความ จากนั้นเปิดทุก สนิทัสสนทุก ซึ่งจับคู่ "ธรรมที่มองเห็นได้" (นิทัสสนะ เช่น สี รูปารมณ์) กับธรรมส่วนใหญ่ที่ "มองไม่เห็น" (อนิทัสสนะ) แสดงว่าธรรมกุศล อกุศล และอัพยากต
  99. หน้า ๔๕๓–๔๕๖ จบสนิทัสสนทุก, สัปปฏิฆทุก, รูปีทุก, และเปิดโลกิยทุก หน้า ๔๕๓ จบทุก สนิทัสสนทุก แล้วเปิดทุก สัปปฏิฆทุก ซึ่งจับคู่ธรรมที่ "กระทบได้" (สัปปฏิฆะ เช่นรูปที่เป็นวิสัยของปสาทรูป) กับธรรมที่กระทบไม่ได้ (อัปปฏิฆะ) โดยมีเพียงอัพยากตะ (คือรูปธรรมบางส่วน) เท่านั้นที่จัดเป็นสัปปฏิฆะ ส่วนกุศลและอกุศลซึ่งเป็นนามธรรมล้วนไม่กระทบ จึงเห็นได้ว่าปัจจัยนับได้เพียง "เอกํ" ในกรณีสัปปฏิฆะ สะท้อนขอบเขตที่แคบมาก ทุกนี้จบที่หน้า ๔๕๔ จากนั้นเปิดทุก รูปีทุก (ธรรมมีรูปเทียบกับธรรมไม่มีรูป) ซึ่งมีรูปแบบเดียวกันคือมีเพียงอัพยากตะที่เป็น "รูปี" ส่วนกุศลอกุศลทั้งหมดเป็น "อรูปี" ท
  100. หน้า ๔๕๗–๔๖๑ โลกิยทุก (รวมโลกุตตรทุก) จบ, เกนจิวิญเญยยทุก, เปิดอาสวทุก ส่วนแรกจบทุก โลกิยทุก (ธรรมโลกีย์) แล้วเนื้อหาแทรกทุกย่อยว่าด้วย โลกุตตระ (ธรรมเหนือโลก คือมรรคและผล) ซึ่งมีเนื้อหาเชิงเหตุผลจริงมากกว่าทุกอื่น เพราะแสดงว่าธรรมกุศล (มรรค) เป็นปัจจัยแก่อัพยากตะ (ผล) โดยอนันตรปัจจัยได้ แต่กุศล (มรรค) ไม่อาจเป็นปัจจัยแก่กุศลอื่นโดยอนันตระ สะท้อนลำดับเหตุผลจริงคือมรรคจิตดับแล้วผลจิตเกิดสืบต่อทันที ไม่ใช่มรรคก่อมรรคซ้ำ ทุกนี้จบที่หน้า ๔๕๙ จากนั้นเปิดทุก เกนจิวิญเญยยทุก (ธรรมที่รู้ได้ด้วยทวารใดทวารหนึ่ง) ซึ่งเนื้อหาเป็นแม่แบบเดิมล้วนๆ จบที่หน้า ๔๖๑ แล้วเปิดทุก อาสวทุ
  101. หน้า ๔๖๒–๔๖๖ จบอาสวทุก, สาสวทุก, และอาสวสัมปยุตตทุก หน้า ๔๖๒-๔๖๓ นับปัจจัยจนจบทุก อาสวทุก แล้วเปิดทุก สาสวทุก ซึ่งต่างจากทุกก่อนหน้าตรงที่ "สาสวะ" หมายถึงธรรมที่ยังเป็น "อารมณ์ของอาสวะ" ได้ (คือกิเลสยังจับต้องเกาะเกี่ยวได้) แม้ธรรมนั้นเองจะเป็นกุศลหรืออัพยากตะที่ไม่ใช่ตัวอาสวะก็ตาม เป็นการแยกระหว่าง "เป็นกิเลส" กับ "เป็นที่ตั้งของกิเลส" ทุกนี้จบที่หน้า ๔๖๕ จากนั้นเปิดทุก อาสวสัมปยุตตทุก (ธรรมประกอบด้วยอาสวะ) ซึ่งมีตัวอย่างจริงเพียงกรณีอกุศลเท่านั้น ส่วนกุศลและอัพยากตะถูกเขียนเต็มรูปแบบเป็นตัวอย่างประกอบก่อนอ้างอิงกลับไปแม่แบบเดิม ทุกนี้จบที่หน้า
  102. หน้า ๔๖๗–๔๗๒ อาสวสาสวทุก, อาสววิปปยุตตสาสวทุก, ฉโคจฉกทุก, เปิดสารัมมณทุก ช่วงนี้มีทุกสั้นๆ ต่อเนื่องกันหลายทุก: อาสวสาสวทุก (อาสวะไขว้กับสาสวะ) จบที่หน้า ๔๖๘, อาสวอาสวสัมปยุตตทุก ซึ่งสั้นมากเพียงตัวอย่างเดียวจบในหน้าเดียว, และ อาสววิปปยุตตสาสวทุก ซึ่งมีเนื้อหาเชิงความหมายจริงคือแสดงธรรมที่ "ปราศจากอาสวะในตัวเอง" (อาสววิปปยุตตะ) แต่ยังคง "เป็นที่ตั้งให้อาสวะเกาะได้" (สาสวะ) พร้อมกัน สะท้อนความต่างระหว่างความบริสุทธิ์โดยตัวธรรมเองกับความเสี่ยงที่จะถูกกิเลสอื่นยึดถือ ทุกนี้จบที่หน้า ๔๗๑ จากนั้นทุก ฉโคจฉกทุก (หมวดหกกลุ่มกิเลส คือสัญโญชน์ คันถะ โอฆะ โยคะ นีวรณ์) ถูกเขียนแ
  103. หน้า ๔๗๓–๔๗๖ จบสารัมมณทุก, จิตตทุก, เจตสิกทุก, และแปดทุกย่อยว่าด้วยจิตต์ หน้า ๔๗๓ จบทุก สารัมมณทุก (รวมส่วนอนารัมมณทุก คือธรรมไม่มีอารมณ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรูปธรรม) แล้วเปิดทุก จิตตทุก (จิตเทียบกับธรรมที่ไม่ใช่จิต) และ เจตสิกทุก (เจตสิกเทียบกับธรรมที่ไม่ใช่เจตสิก) ตามลำดับ ทั้งสองทุกใช้แม่แบบเดิมคือนับปัจจัยไขว้กับไตรลักษณ์โดยไม่มีคำอธิบายใหม่ จบที่หน้า ๔๗๔ และ ๔๗๖ ตามลำดับ จากนั้นในหน้า ๔๗๖ มีทุกรวมพิเศษคือ จิตตสัมปยุตตาทิอัฏฐทุก ซึ่งยุบรวมแปดทุกย่อยเข้าด้วยกัน (จิตตสัมปยุตตะ จิตตสังสัฏฐะ จิตตสมุฏฐานะ จิตตสหภู จิตตานุปริวัตติ และคำผสมของสามคำหลัง) เป็นเพียงการไล่หัวข้
  104. หน้า ๔๗๗–๔๘๑ อัชฌัตติกทุก, อุปาทาทุก, อุปาทินนทุก, อุปาทานโคจฉกทุก, เปิดกิเลสทุก หน้า ๔๗๗-๔๗๘ เป็นทุก อัชฌัตติกทุก (ธรรมภายในตน เช่นอายตนะของตน เทียบกับธรรมภายนอก) จบด้วยคำลงท้ายที่หน้า ๔๗๘ จากนั้นทุก อุปาทาทุก (รูปที่เกิดแต่มหาภูตรูป) จบที่หน้า ๔๗๙ แล้วทุก อุปาทินนทุก (ธรรมที่กรรมยึดถือแล้ว เทียบกับธรรมที่ไม่ถูกยึดถือ) จบที่หน้า ๔๘๐ ทั้งสามทุกใช้รูปแบบนับปัจจัยตามเดิม จากนั้นในหน้า ๔๘๑ ทุก อุปาทานโคจฉกทุก (หมวดอุปาทานทั้งสี่) ถูกย่อเหลือเพียงตัวอย่างเดียวพร้อมคำสั่ง "อุปาทานโคจฺฉกํ วิตฺถาเรตพฺพํ" คือให้ขยายความเองตามแม่แบบ ก่อนปิดและเปิดทุกใหม่ กิเลสทุก (กิเลสเทียบกับธรรมที
  105. หน้า ๔๘๒–๔๘๕ จบกิเลสทุก, สังกิเลสิกทุก, สังกิลิฏฐทุก, กิเลสสัมปยุตตทุก หน้า ๔๘๒ นับปัจจัยจนจบทุก กิเลสทุก แล้วเปิดทุก สังกิเลสิกทุก ซึ่งหมายถึงธรรมที่ "เป็นอารมณ์ให้กิเลสเกาะได้" (คล้ายกับสาสวะก่อนหน้า) จบที่หน้า ๔๘๓ จากนั้นทุก สังกิลิฏฐทุก ซึ่งต่างออกไปเล็กน้อยคือหมายถึงธรรมที่ "เศร้าหมองแล้วจริงๆ ในตัวเอง" ไม่ใช่เพียงเป็นที่ตั้งให้กิเลสเกาะ เป็นการแยกระหว่างสภาวะเศร้าหมองจริงกับศักยภาพที่จะถูกทำให้เศร้าหมอง จบที่หน้า ๔๘๕ จากนั้นทุก กิเลสสัมปยุตตทุก ถูกย่อเหลือตัวอย่างเดียวพร้อมข้อความ "สงฺกิลิฏฺฐทุกสทิสํ" คือเหมือนทุกก่อนหน้าทุกประการ จึงจบทันทีในหน้าเดียวกันโดยไ
  106. หน้า ๔๘๖–๔๙๐ กิเลสสังกิเลสิกทุก, กิเลสสังกิลิฏฐทุก, กิเลสกิเลสสัมปยุตตทุก, กิเลสวิปปยุตตสังกิเลสิกทุก ช่วงนี้เป็นทุกไขว้ระหว่างหมวดกิเลสกับหมวดที่เกี่ยวข้องกันหลายชุดต่อเนื่อง ได้แก่ กิเลสสังกิเลสิกทุก (กิเลส x เป็นที่ตั้งของกิเลส) จบที่หน้า ๔๘๗, กิเลสสังกิลิฏฐทุก และ กิเลสกิเลสสัมปยุตตทุก ซึ่งทั้งสองสั้นมากเพียงตัวอย่างเดียวจบในหน้าเดียว (๔๘๗ และ ๔๘๘ ตามลำดับ) เนื้อหาเชิงความหมายที่แท้จริงอยู่ในทุกสุดท้ายคือ กิเลสวิปปยุตตสังกิเลสิกทุก ซึ่งแสดงธรรมที่ "ปราศจากกิเลสในตัวเอง" (กิเลสวิปปยุตตะ) แต่ยังคง "เป็นอารมณ์ที่กิเลสอื่นเกาะได้" (สังกิเลสิกะ) พร้อมกัน คู่ขนานกับอาสววิปปยุตตสาสวทุกก่อนหน้า สะท้
  107. หน้า ๔๙๑–๔๙๕ ปหาตัพพทุกสี่ (ทัสสนะ/ภาวนา x เหตุกะ), สวิตักกทุก, สวิจารทุก, เปิดสัปปีติกทุก หน้า ๔๙๑ จบทุก ทัสสเนนปหาตัพพทุก (ธรรมที่ต้องละด้วยการเห็น คือกิเลสที่ถูกประหารในขณะโสดาปัตติมรรค) แล้วเปิด ภาวนายปหาตัพพทุก (ธรรมที่ต้องละด้วยการเจริญภาวนา คือกิเลสที่ประหารได้เฉพาะด้วยมรรคเบื้องสูง) ซึ่งย่อสั้นมากในหน้า ๔๙๒ ตามด้วยรูปแบบ "-เหตุกะ" ของทั้งสอง (ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกทุก และภาวนายปหาตัพพเหตุกทุก) คือธรรมที่เป็น "ตัวเหตุ" ของสิ่งที่ต้องละด้วยการเห็นหรือภาวนา ทั้งสี่ทุกนี้ล้วนสั้นและอ้างอิงแม่แบบเดิม จากนั้นทุก สวิตักกทุก (ธรรมประกอบด้วยวิตก เทียบกับธรรมปราศจากวิตก) จบที่หน้า ๔๙๕ อย่า
  108. หน้า ๔๙๖–๕๐๐ ปิดกุสลตฺติกสปฺปีติกทุกํ เปิดคู่ทุกใหม่ ปีติสหคตาทิ-กามาวจร-รูปาวจร หน้า 496 ปิดคู่ทุก "กุสลตฺติกสปฺปีติกทุกํ นิฏฺฐิตํ" แล้วเปิดคู่ทุกใหม่ต่อเนื่องกันสามคู่ คือ กุสลตฺติก×ปีติสหคตาทิทุกํ (มีปีติร่วม/สุขร่วม/อุเบกขาร่วม), กุสลตฺติก×กามาวจรทุกํ, และเริ่ม กุสลตฺติก×รูปาวจรทุกํ โดยทุกคู่ใช้สูตรเดียวกันคือธรรมกุศล-อกุศล-อัพยากตะที่ประกอบด้วยลักษณะหนึ่งๆ เป็นปัจจัยแก่ธรรมประเภทเดียวกันด้วยอำนาจเหตุปัจจัย ตัวอย่างที่มีเนื้อหาจริง: กุศลธรรมฝ่ายกามาวจรเป็นปัจจัยแก่ทั้งกุศลกามาวจรและอัพยากตกามาวจรพร้อมกันได้ในบางกรณี แสดงความสัมพันธ์เชิงเหตุ-ผลข้ามภาวะจิต เนื้อหาส่วนใหญ่ถ
  109. หน้า ๕๐๑–๕๐๖ กุสลตฺติก×อรูปาวจร ปริยาปนฺน นิยฺยานิก นิยต สอุตฺตร และเริ่มสรณทุกํ ต่อเนื่องจากคู่ทุกก่อนหน้า เนื้อหาไล่คู่ กุสลตฺติก กับทุกอีกหกคู่คือ อรูปาวจร (นับสัมพันธ์กับรูปาวจรทุกก่อนหน้า), ปริยาปนฺน (นับเนื่องในวัฏฏะหรือไม่), นิยฺยานิก (นำออกจากวัฏฏะหรือไม่), นิยต (แน่นอนหรือไม่), สอุตฺตร-อนุตฺตร (มีธรรมอื่นยิ่งกว่าหรือไม่) และเริ่มคู่สุดท้าย "สรณ" (มีกิเลสเป็นเหตุกังวลใจ) กับกุสลตฺติก ตัวอย่างที่มีความหมาย: อกุศลธรรมที่ยังเป็น "สรณะ" คือยังเป็นเหตุแห่งความกังวลใจ อาศัยอกุศลสรณะประเภทเดียวกันเกิดขึ้นด้วยเหตุปัจจัย สะท้อนว่าอกุศลที่มีกิเลสหนุนเนื่องกันเอง เนื้อหาส่วนใหญ
  110. หน้า ๕๐๗–๕๑๒ ปิดกุสลตฺติกสรณทุกํ แล้วไล่สรณทุกข้ามติกะ: เวทนา วิปาก อุปาทินฺน สงฺกิลิฏฺฐ หน้า 507 ปิดคู่ "กุสลตฺติกสรณทุกํ นิฏฺฐิตํ" จากนั้นวิธีการเปลี่ยนทิศทาง คือแทนที่จะจับกุสลตฺติกคู่กับทุกต่างๆ กลับตรึงทุก "สรณ" (มีกิเลสกังวล/ไม่มี) ไว้คงที่ แล้วไล่จับคู่กับติกะอื่นทีละติกะ เริ่มจากเวทนาตฺติก (สุข-ทุกข์-ไม่สุขไม่ทุกข์), วิปากตฺติก (เป็นผล/เป็นเหตุให้เกิดผล/ไม่ใช่ทั้งสอง), อุปาทินฺนตฺติก (ธรรมที่ถูกยึดถือ) และสงฺกิลิฏฺฐตฺติก (เศร้าหมอง) ตัวอย่างจากวิปากตฺติกสรณทุกํ: ธรรมที่เป็นผลของกรรมและไม่มีกิเลสกังวล (วิปากอรณธรรม) เป็นปัจจัยแก่ธรรมประเภทเดียวกันด้วยเหตุปัจจัย แสดงว่าผลแห่งก
  111. หน้า ๕๑๓–๕๑๙ สรณทุกข้ามติกะ (ต่อ): วิตกฺก ปีติ ทสฺสน อาจยคามิ เสกฺข ปริตฺต ปริตฺตารมฺมณ ไล่เรียงทุก "สรณ" ข้ามติกะต่อไปอีกเจ็ดติกะ คือ วิตกฺกตฺติก (มีวิตกวิจาร), ปีติตฺติก (มีปีติ/สุข/อุเบกขาร่วม), ทสฺสนตฺติก (ละได้ด้วยการเห็น/การเจริญ), ทสฺสเนนปหาตพฺพเหตุกตฺติก (มีเหตุที่ถูกละด้วยการเห็น), อาจยคามิตฺติก (นำไปสู่การสั่งสมหรือคลายวัฏฏะ), เสกฺขตฺติก (พระเสขะ/อเสขะ/ปุถุชน) และปริตฺตตฺติก-ปริตฺตารมฺมณตฺติก (มีอารมณ์จำกัดหรือไพบูลย์) ปิดท้ายที่หน้า 519 ตัวอย่างที่มีความหมาย: ธรรมของพระเสขะที่ไม่มีกิเลสกังวล (เสกฺขอรณธรรม) เป็นปัจจัยแก่ทั้งธรรมของพระเสขะเองและธรรมของผู้ไม่ใช่ทั้งเสขะและอ
  112. หน้า ๕๒๐–๕๒๗ ปิดวิธีทุก×ติกทั้งหมด: สรณทุกข้ามติกะสุดท้าย (หีน มิจฺฉตฺต มคฺคารมฺมณ อุปฺปนฺน อตีต อชฺฌตฺต สนิทสฺสน) ส่วนนี้คือจุดสิ้นสุดของวิธี "ทุก×ติก" ทั้งหมด โดยไล่ทุกสรณะข้ามติกะที่เหลืออีกเก้าติกะ คือ หีนตฺติก (เลว-กลาง-ประณีต), มิจฺฉตฺตตฺติก (ผิดแน่นอน-ถูกแน่นอน-ไม่แน่นอน), มคฺคารมฺมณตฺติก (มีมรรคเป็นอารมณ์/เหตุ/อธิบดี), อุปฺปนฺนตฺติก, อตีตตฺติก, อตีตารมฺมณตฺติก, อชฺฌตฺตตฺติก, อชฺฌตฺตารมฺมณตฺติก และสนิทสฺสนตฺติก (มีสิ่งที่เห็นได้/กระทบได้) ซึ่งปิดที่หน้า 527 ด้วยโคโลฟอนสำคัญ "สนิทสฺสนตฺติกสรณทุกํ นิฏฺฐิตํ ฯ อนุโลมติกทุกปฏฺฐานํ นิฏฺฐิตํ ฯ" อันหมายถึงการปิดวิธีจับคู่ทุก×ติกทั้งหมดที่ดำเนินมา ตัวอย่างที่ม
  113. หน้า ๕๒๘–๕๓๑ หน้าว่าง แล้วเปิดวิธีใหม่ อนุโลมติกติกปัฏฐาน: กุสลตฺติก×เวทนาตฺติก หน้า 528 เป็นหน้าว่างไม่มีข้อมูล (ตามต้นฉบับระบุ "ว่างไม่มีข้อมูล") ซึ่งคั่นระหว่างการปิดวิธีเดิมกับการเปิดวิธีใหม่ หน้า 529 เริ่มต้น "อนุโลมติกตฺติกปฏฺฐานํ" (วิธีทุก×ติกแบบใหม่ที่จับคู่ติกะสองหมวดเข้าด้วยกันโดยตรง) พร้อมคำอาราธนา "นโม ตสฺส ภควโต..." และเชิงอรรถระบุว่าพระเขมจาริเถระเป็นผู้ชำระครั้งแรก เริ่มด้วยคู่กุสลตฺติก×เวทนาตฺติก (กุศล-อกุศล-อัพยากตะ ประกอบกับสุข-ทุกข์-ไม่สุขไม่ทุกข์) ตัวอย่างที่มีความหมาย: ธรรมกุศลที่ประกอบด้วยสุขเวทนาเป็นปัจจัยแก่ธรรมกุศลที่ประกอบด้วยสุขเวทนาประเภทเดียวกัน
  114. หน้า ๕๓๒–๕๓๕ กุสลตฺติก×วิปากตฺติก อุปาทินฺนตฺติก สงฺกิลิฏฺฐตฺติก ไล่จับคู่กุสลตฺติกกับวิปากตฺติก (เป็นผลกรรม/เป็นเหตุให้เกิดผล/ไม่ใช่ทั้งสอง), อุปาทินฺนตฺติก (ถูกยึดถือ), และสงฺกิลิฏฺฐตฺติก (เศร้าหมอง) เนื้อหาแสดงให้เห็นว่าบางเซลล์ในตารางจับคู่เป็นไปไม่ได้ทางตรรกะ เช่น ธรรมกุศลหรืออกุศลไม่สามารถเป็น "วิปาก" ได้เอง มีเพียงอัพยากตะเท่านั้นที่เป็นทั้งวิปากธรรมและวิปากธรรมธรรมได้ ทำให้หลายเซลล์ถูกตัดออกและย่อเหลือบรรทัดเดียว ("เอกํ") แสดงว่าวิธีการนี้กรองคู่ที่เป็นไปไม่ได้ออกโดยธรรมชาติ เนื้อหาส่วนใหญ่ถูกย่อเป็นตัวเลขนับสั้นๆ ไม่มีคำอธิบายขยายความ
  115. หน้า ๕๓๖–๕๓๘ กุสลตฺติก×วิตกฺกตฺติก และ ×ปีติตฺติก จับคู่กุสลตฺติกกับวิตกฺกตฺติก (มีทั้งวิตกวิจาร/มีเพียงวิจาร/ไม่มีทั้งสอง) และปีติตฺติก (มีปีติร่วม/สุขร่วม/อุเบกขาร่วม) ตัวอย่างที่มีความหมาย: ธรรมกุศลที่มีทั้งวิตกและวิจาร (กุสลสวิตกฺกสวิจาร) เป็นปัจจัยแก่ธรรมกุศลประเภทเดียวกันด้วยเหตุปัจจัย แสดงว่ากุศลที่ยังมีความคิดตรึกตรองประกอบอยู่ย่อมหนุนเนื่องกุศลลักษณะเดียวกันต่อไป เนื้อหาเกือบทั้งหมดถูกย่อเหลือเพียงคำสั่ง "สพฺพตฺถ วิตฺถาโร" (พึงขยายความทั่วไปตามแบบเดิม) แทนการแจกแจงกรณีจริง
  116. หน้า ๕๓๙–๕๔๓ กุสลตฺติก×ทสฺสนตฺติก ทสฺสเนนปหาตพฺพเหตุกตฺติก อาจยคามิตฺติก เสกฺขตฺติก และเริ่มปริตฺตตฺติก ไล่จับคู่กุสลตฺติกกับติกะห้าหมวดต่อเนื่อง คือ ทสฺสนตฺติก (ละได้ด้วยการเห็น/การเจริญภาวนา), ทสฺสเนนปหาตพฺพเหตุกตฺติก (มีเหตุที่ถูกละด้วยการเห็น), อาจยคามิตฺติก (นำไปสู่การสั่งสมหรือคลายวัฏฏะ), เสกฺขตฺติก (พระเสขะ-อเสขะ-ปุถุชน) และเริ่มปริตฺตตฺติก (จำกัด-ไพบูลย์-หาประมาณมิได้) ตัวอย่างที่มีความหมาย: มีเพียงอกุศลธรรมเท่านั้นที่จัดเป็น "ละได้ด้วยการเห็น" (ทสฺสเนนปหาตพฺพ) เพราะการเห็นแจ้งขจัดมิจฉาทิฏฐิและวิจิกิจฉาในขั้นโสดาบัน ทำให้เซลล์ของกุศลและอัพยากตะในติกะนี้ว่างหรือย่อสั้นมาก เนื้อหาโดยรวมถูกย่
  117. หน้า ๕๔๔–๕๔๖ กุสลตฺติก×ปริตฺตารมฺมณตฺติก และ ×หีนตฺติก จับคู่กุสลตฺติกกับปริตฺตารมฺมณตฺติก (มีอารมณ์จำกัด/ไพบูลย์/หาประมาณมิได้) และหีนตฺติก (เลว-กลาง-ประณีต) ตัวอย่างที่มีความหมาย: ธรรมกุศลระดับกลาง (กุสลมชฺฌิม) เป็นปัจจัยได้ทั้งแก่ธรรมกุศลระดับกลางประเภทเดียวกัน และแก่ธรรมอัพยากตะระดับกลาง (เช่นผลของกรรม) พร้อมกันในบางกรณี แสดงว่าเหตุกุศลระดับกลางหนึ่งเดียวสามารถหนุนเนื่องทั้งความต่อเนื่องของตนเองและผลที่ตามมาได้พร้อมกัน นอกเหนือจากตัวอย่างนี้ เนื้อหาส่วนใหญ่ยังคงถูกย่อด้วยคำสั่ง "สพฺพตฺถ วิตฺถาโร"
  118. หน้า ๕๔๗–๕๕๐ กุสลตฺติก×มิจฺฉตฺตตฺติก มคฺคารมฺมณตฺติก อุปฺปนฺนตฺติก อตีตตฺติก และเริ่มอตีตารมฺมณตฺติก ไล่จับคู่กุสลตฺติกกับติกะที่เหลือต่อเนื่อง คือ มิจฺฉตฺตตฺติก (ผิดแน่นอน-ถูกแน่นอน-ไม่แน่นอน), มคฺคารมฺมณตฺติก (มีมรรคเป็นอารมณ์/เหตุ/อธิบดี), อุปฺปนฺนตฺติก (ย่อสั้นเหลือบรรทัดเดียว), อตีตตฺติก (ย่อสั้นเช่นกัน) และเริ่มอตีตารมฺมณตฺติก (มีอดีตเป็นอารมณ์) ตัวอย่างที่มีความหมาย: มีเพียงอกุศลธรรมเท่านั้นที่จัดเป็น "ผิดและแน่นอน" (มิจฺฉตฺตนิยต คือมีวิบากทันทีในชาติถัดไป) ส่วนกุศลธรรมจัดเป็น "ถูกและแน่นอน" (สมฺมตฺตนิยต) แสดงการกรองเซลล์ที่เป็นไปไม่ได้ทางตรรกะออกอีกครั้ง ในช่วงนี้เนื้อหาแทบทั้งหมดกลายเป