มหาวรรค ภาค ๒

บาลีสยามรัฐ · พระวินัยปิฎก · เล่มที่ ๕ · ๓๕๖ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๖๓ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๘ กำเนิดพระโสณโกฬิวิสะและฤทธิ์พระสาคตะ เปิดเล่ม ๕ ด้วยเรื่องโสณโกฬิวิสะ บุตรเศรษฐีเมืองจัมปาผู้มีขนงอกที่ฝ่าเท้าเพราะความสุขสบายเกินไป ถูกพระเจ้าพิมพิสารเรียกเข้าเฝ้าพร้อมชาวบ้านแปดหมื่นคน พระสาคตเถระแสดงฤทธิ์เหาะเหินเดินอากาศต่อหน้าฝูงชนจนพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมให้ทุกคนได้ดวงตาเห็นธรรม โสณะจึงตัดสินใจออกบวช แต่เพียรเดินจงกรมหักโหมเกินไปจนเท้าแตกเลือดไหล พระพุทธเจ้าจึงสอนอุปมาสายพิณว่าความเพียรที่พอดีเหมือนสายพิณที่ไม่ตึงไม่หย่อนเกินไปจึงจะบรรเลงเพลงได้ไพเราะ ในที่สุดโสณะปฏิบัติตามจนบรรลุอรหัตตผล
  2. หน้า ๘–๑๒ พระโสณะทูลประกาศอรหัตตผลและอนุญาตรองเท้าชั้นเดียว หลังบรรลุอรหัตต์ พระโสณะเข้าเฝ้าทูลประกาศคุณธรรมของพระอรหันต์ว่าจิตที่หลุดพ้นโดยชอบย่อมมั่นคงไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ทั้งปวง เปรียบเหมือนภูเขาหินแท่งทึบที่ลมพัดจากทิศใดก็ไม่สั่นสะเทือน พระพุทธเจ้าทรงอนุโมทนาแต่เตือนว่าอย่าประกาศอรหัตตผลด้วยความคะนองปาก เมื่อทรงทราบว่าโสณะเคยเป็นเศรษฐีมาก่อนแต่ยังลำบากเรื่องเท้า จึงทรงอนุญาตให้ท่านใช้รองเท้าหุ้มส้นชั้นเดียวเป็นกรณีพิเศษ อันเป็นจุดเริ่มต้นของกฎเกณฑ์เรื่องรองเท้าที่จะตามมาในบทถัดไป
  3. หน้า ๑๒–๒๙ กฎเกณฑ์เรื่องรองเท้า รองเท้าไม้ และเครื่องหนัง จากการอนุญาตรองเท้าชั้นเดียวแก่พระโสณะ พระพุทธเจ้าทรงวางกฎเกณฑ์ละเอียดเรื่องรองเท้าและเครื่องใช้จากหนัง เพื่อไม่ให้ภิกษุแต่งตัวหรูหราเหมือนคฤหัสถ์ เช่น ห้ามรองเท้าสีฉูดฉาด รองเท้าประดับหนังสัตว์ป่าอย่างสิงโตเสือ รองเท้าใบตาลใบไผ่ที่ทำให้ต้นไม้เหี่ยวเฉา และเตียงตั่งที่หรูหราเกินสมณะ เรื่องเด่นในตอนนี้คือภิกษุใจร้ายรูปหนึ่งลวงให้ชาวบ้านฆ่าลูกโคเพื่อเอาหนังมาทำเครื่องปู จนแม่โคเดินตามภิกษุนั้นไปด้วยความอาลัยรักลูก พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามใช้หนังโคและหนังสัตว์ทุกชนิดโดยเด็ดขาด แต่ยังผ่อนผันให้นั่ง (ไม่
  4. หน้า ๒๙–๓๗ พระโสณกุฏิกัณณะบวชในแดนอวันตีและขอพร ๕ ประการ อุบาสกโสณกุฏิกัณณะศิษย์พระมหากัจจานะในแคว้นอวันตีปรารถนาจะบวชถึงสามครั้ง แต่เพราะดินแดนนั้นมีภิกษุน้อย ต้องรอถึงสามปีกว่าจะรวบรวมสงฆ์ครบองค์บวชได้ เมื่อบวชแล้วท่านปรารถนาจะได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าสักครั้ง พระมหากัจจานะจึงอนุญาตและฝากท่านไปทูลขอพร ๕ ประการที่เหมาะกับสภาพท้องถิ่นห่างไกล เช่น บวชด้วยสงฆ์เพียง ๕ รูป ใส่รองเท้าหลายชั้นเพราะพื้นดินเป็นหิน อาบน้ำได้เป็นประจำ และใช้หนังสัตว์ปูนอนได้ พระพุทธเจ้าทรงอนุมัติทุกข้อ พร้อมชื่นชมที่ท่านสวดพระธรรมเป็นทำนองได้ไพเราะ ปิดท้ายจัมมขันธกะ (ว่าด้วยเรื่อง
  5. หน้า ๓๘–๔๑ เริ่มเภสัชชขันธกะ: อนุญาตเภสัช ๕ และยาไขมันสัตว์ เปิดเรื่องยารักษาโรค เมื่อภิกษุจำนวนมากป่วยในฤดูสารทจนร่างกายซูบผอมเพราะกินอะไรก็อาเจียนออกหมด พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาแล้วอนุญาตเภสัช ๕ ชนิดที่เป็นทั้งยาและอาหารได้ในตัว คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อย ให้รับประเคนไว้ฉันตามเวลาที่กำหนด แต่เมื่อยังไม่พอเพราะอาหารปกติกินไม่อร่อยเหมือนเดิม จึงผ่อนผันให้ฉันเภสัชทั้ง ๕ นี้ได้ทั้งในเวลาและนอกเวลา จากนั้นเมื่อภิกษุอาพาธต้องการไขมันสัตว์เป็นยา จึงทรงอนุญาตไขมันหมี ปลา จระเข้ หมู และลา พร้อมกำหนดขั้นตอนการรับและการหุงให้ถูกเวลาจึงจะไม่ต้องอาบัติ
  6. หน้า ๔๑–๔๓ เภสัชจากราก เปลือกไม้ ใบไม้ ผลไม้ และยาง เมื่อภิกษุอาพาธต้องการยาจากส่วนต่างๆ ของพืช พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตยาจากรากไม้ เช่น ขมิ้น ขิง ว่านน้ำ ยาจากการต้มเคี่ยว (กสาวะ) เช่น สะเดา และยาจากใบไม้ ผลไม้ ยางไม้ เช่น มะขามป้อม สมอไทย ยางสน โดยวางหลักว่ายาเหล่านี้ไม่ใช่ของกินเล่นหรืออาหารมื้อหลัก จึงเก็บไว้ฉันได้ตลอดชีวิตเมื่อมีเหตุจำเป็น ไม่ต้องรับประเคนใหม่ทุกครั้งเหมือนอาหารทั่วไป แต่ถ้าหายป่วยแล้วยังขืนฉันอยู่ก็ต้องอาบัติทุกกฏ นอกจากนี้ยังทรงอนุญาตเกลือชนิดต่างๆ เป็นยาด้วยหลักเกณฑ์เดียวกัน
  7. หน้า ๔๔–๕๑ การรักษาอาการป่วยต่างๆ ของภิกษุ (ผิวหนัง ตา ศีรษะ ลม ฝี) ตอนนี้เล่าถึงการรักษาโรคเฉพาะราย เริ่มจากพระเวฬัฏฐสีสะอุปัชฌาย์ของพระอานนท์ป่วยเป็นโรคผิวหนังมีน้ำเหลืองจนจีวรติดกาย จึงทรงอนุญาตยาผงและครกสาก เรื่องที่น่าสนใจคือภิกษุรูปหนึ่งถูกผีเข้าจนหมอรักษาไม่หาย ต้องไปกินเนื้อดิบเลือดดิบที่โรงฆ่าสัตว์จึงหาย พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตวิธีนี้ในกรณีเดียวกัน ต่อมาคือพระปิลินทวัจฉะผู้ป่วยปวดศีรษะ โรคลมในร่างกาย และปวดตามข้อ พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตยาหยอดตา น้ำมันทาศีรษะ ยานัตถุ์ การสูบควันยา น้ำมันเคี่ยวผสมสุราเพื่อรักษาลม การอบเหงื่อ การกรีดเลือด ยาทาเท้าแตก และการผ่
  8. หน้า ๕๑–๕๒ แก้พิษงูกัดและอาการอาพาธเบ็ดเตล็ดอื่นๆ เมื่อภิกษุถูกงูกัด พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ใช้ของสกปรกสี่อย่างคือ อุจจาระ ปัสสาวะ ขี้เถ้า และดินเป็นยาแก้พิษได้ทันทีโดยไม่ต้องรอรับประเคนตามปกติเพราะเป็นเหตุฉุกเฉิน เช่นเดียวกับภิกษุที่กินยาพิษก็ให้ดื่มน้ำอุจจาระแก้พิษได้ทันที นอกจากนี้ยังทรงอนุญาตยาแก้อาการท้องเสียเรื้อรัง ดีซ่าน ผิวพรรณเสีย ร่างกายอุดตัน ด้วยน้ำข้าวเปรี้ยว น้ำแกงต่างๆ และยาปิดบังรสเพื่อให้กินยาขมได้ง่ายขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าพระวินัยยืดหยุ่นให้ความสำคัญกับการรักษาชีวิตเป็นอันดับแรกในสถานการณ์คับขัน
  9. หน้า ๕๒–๕๗ พระปิลินทวัจฉะได้คนวัดและนิรมิตทองคำช่วยครอบครัวยากจน พระปิลินทวัจฉะแผ้วถางถ้ำหินที่ราชคฤห์เพื่อทำที่พักอาศัย พระเจ้าพิมพิสารเสด็จมาเห็นจึงอยากถวายคนงานประจำวัด (อารามิก) แต่พระพุทธเจ้ายังไม่ทรงอนุญาต เมื่อทรงอนุญาตแล้วพระราชาทรงลืมพระราชทานไปนาน จึงชดใช้ด้วยการยกครอบครัวถึง ๕๐๐ ครอบครัวให้เป็นผู้ดูแลวัดจนกลายเป็นหมู่บ้านทั้งหมู่บ้าน ต่อมาเด็กหญิงลูกของอารามิกคนหนึ่งร้องไห้อยากได้พวงมาลัยเหมือนเด็กคนอื่นในงานเทศกาล พระปิลินทวัจฉะจึงใช้ฤทธิ์เสกวงหญ้าให้กลายเป็นพวงมาลัยทองคำสวยงามยิ่งกว่าของพระราชา จนครอบครัวนั้นถูกสงสัยว่าลักทรัพย์และถูกจองจำ พระปิล
  10. หน้า ๕๗–๕๘ ผู้คนถวายเภสัชล้นเหลือ ทรงกำหนดเก็บได้ไม่เกิน ๗ วัน หลังเห็นฤทธิ์ของพระปิลินทวัจฉะ ชาวบ้านต่างเลื่อมใสนำเภสัชทั้ง ๕ คือเนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อยมาถวายท่านมากมายจนล้นเหลือ บริวารของท่านซึ่งใช้ชีวิตสุขสบายเก็บของเหล่านี้ไว้ในภาชนะจนเต็มล้นวัด ทั้งยังปล่อยทิ้งค้างจนบูดเน่าและมีหนูมาไชชอนทำให้กุฏิสกปรก ชาวบ้านที่มาเยี่ยมชมวัดจึงติเตียนว่าภิกษุสะสมของเหมือนคลังหลวงของพระราชา พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติว่าเภสัชทั้ง ๕ นี้เก็บไว้ฉันได้อย่างมากที่สุดเพียง ๗ วันเท่านั้น ห้ามสะสมเกินกำหนด ถือเป็นการปิดท้ายภาณวารแรกของเภสัชชขันธกะ
  11. หน้า ๕๘–๖๑ ข้อสงสัยเรื่องน้ำตาลถั่วงอก และข้าวยาคูที่พระอานนท์หุงถวาย พระกังขาเรวตะผู้เคร่งครัดในพระวินัยเห็นเขาผสมแป้งและขี้เถ้าลงในก้อนน้ำอ้อยจึงไม่กล้าฉันเพราะกลัวผิดวินัย และเห็นถั่วงอกขึ้นในหลุมอุจจาระก็ไม่กล้าฉันถั่วต้มด้วยเหตุผลเดียวกัน พระพุทธเจ้าทรงชี้แจงว่าทั้งสองอย่างฉันได้ตามปกติไม่ผิดอะไร ต่อมาเมื่อพระพุทธเจ้าเองทรงประชวรด้วยโรคลมในท้อง พระอานนท์ระลึกได้ว่าข้าวยาคูสูตรพิเศษเคยช่วยได้ จึงไปขอข้าวสารและถั่วมาหุงเองภายในวัดโดยไม่ผ่านการถวายตามขั้นตอนที่ถูกต้อง พระพุทธเจ้าทรงตำหนิว่าไม่สมควรและวางกฎอย่างละเอียดว่าอาหารที่เก็บไว้ค้างคืน หุงในวัด หรือหุงเอง
  12. หน้า ๖๑–๖๒ อนุญาตอุ่นอาหารซ้ำ และแก้ปัญหาขาดแคลนอาหารช่วงทุพภิกขภัย เมื่อทรงห้ามหุงอาหารเองในวัดแล้ว ภิกษุก็ลังเลว่าจะอุ่นอาหารที่หุงสุกแล้วซ้ำได้หรือไม่ พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้อุ่นอาหารเดิมซ้ำได้ ต่อมาเมื่อเกิดทุพภิกขภัยที่ราชคฤห์ ชาวบ้านนำเกลือ น้ำมัน ข้าวสาร และของกินมาฝากไว้ที่วัดเพราะกลัวขโมย แต่กลับถูกขโมยและขอทานลักไปจากที่เก็บนอกวัด พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้เก็บและหุงต้มอาหารไว้ภายในวัดได้ในภาวะขาดแคลนเช่นนี้ และเมื่อภิกษุเดินทางไกลจากแคว้นกาสีหาผู้ถวายผลไม้ป่าที่ถูกต้องตามพระวินัยไม่ได้ ก็ทรงอนุญาตให้เก็บผลไม้เองไปวางรอผู้รับประเคนภายหลังได้เช่นกัน
  13. หน้า ๖๒–๖๕ พราหมณ์ถวายงาและน้ำผึ้งที่ลืม พระอุปนันทะ และจุดเริ่มอาพาธพระสารีบุตร พราหมณ์ผู้หนึ่งนิมนต์พระพุทธเจ้าและสงฆ์ฉันภัตตาหารโดยตั้งใจจะถวายงาใหม่และน้ำผึ้งใหม่ด้วย แต่ลืมถวายในวันนั้น ภายหลังนึกได้จึงนำมาถวายที่วัดต่างหาก พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้รับของถวายที่มาทีหลังเช่นนี้ได้ ต่อมาในช่วงทุพภิกขภัย มีครอบครัวหนึ่งนำอาหารมาถวายเจาะจงพระอุปนันทะ แต่ท่านออกบิณฑบาตนอกวัด กว่าจะกลับมาสงฆ์ทั้งหมดก็ฉันจนอิ่มและบอกงดรับเพิ่มไปแล้ว พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้รับของที่ตั้งใจถวายเฉพาะเจาะจงเช่นนี้ได้แม้สงฆ์จะห้ามภัตแล้ว ท้ายบทนี้เริ่มเกริ่นเรื่องพระสารีบุตรอาพาธด้วยไข้ตัวร้อนดุจไฟ
  14. หน้า ๖๖–๖๗ นาคราชถวายรากบัวแด่พระสารีบุตรผู้อาพาธ และทรงอนุญาตอาหารป่า-สระบัวที่เหลือ ต่อจากเรื่องก่อนหน้า พญานาคตนหนึ่งนำรากบัวและเหง้าบัวมาถวายพระมหาโมคคัลลานะเพื่อนำไปให้พระสารีบุตรผู้กำลังอาพาธด้วยความร้อนในร่างกาย เมื่อท่านฉันแล้วอาการก็ทุเลาลง แต่ยังมีรากบัวเหลือมาก ภิกษุทั้งหลายลังเลไม่กล้าฉันเพราะกลัวผิดวินัยเรื่องอาหารที่ไม่ได้บอกสละ พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้ฉันอาหารที่เก็บจากป่าหรือสระน้ำได้แม้ฉันอิ่มแล้ว และทรงอนุญาตผลไม้ที่ไม่มีเมล็ดหรือคว้านเมล็ดออกแล้วด้วย เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนผู้ปรุงอาหารที่ถูกต้องตามวินัย
  15. หน้า ๖๗–๖๙ ข้อห้ามผ่าตัดและสวนทวารในบริเวณอวัยวะลับ (สัตถกรรม-วัตถิกรรม) ภิกษุรูปหนึ่งที่เมืองราชคฤห์อาพาธเป็นฝีที่ทวารหนัก หมออากาสโคตตะจะทำการผ่าตัดรักษา แต่เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาพบเข้าและถูกหมอต่อว่าเสียดสี พระองค์จึงเสด็จกลับไปตำหนิว่าการผ่าตัดในบริเวณลับเป็นสิ่งไม่สมควร เพราะผิวหนังบริเวณนั้นบางแผลหายยาก จึงทรงห้ามผ่าตัดในบริเวณอวัยวะเพศและทวารหนัก ต่อมาพระฉัพพัคคีย์หลบเลี่ยงไปใช้วิธีสวนยาทางทวารแทน ก็ถูกทรงห้ามเช่นเดียวกันในระยะสองนิ้วโดยรอบ
  16. หน้า ๖๙–๗๖ อุบาสิกาสุปปิยาเชือดเนื้อขาถวายภิกษุ และข้อห้ามฉันเนื้อมนุษย์-เนื้อสัตว์อันตราย ภิกษุอาพาธรูปหนึ่งฉันยาถ่ายแล้วอยากได้น้ำแกงเนื้อบำรุงร่างกาย นางสุปปิยาอุบาสิกาหาซื้อเนื้อในตลาดไม่ได้เพราะเป็นวันห้ามฆ่าสัตว์ ด้วยศรัทธาอันแรงกล้านางจึงเชือดเนื้อที่ขาตนเองต้มถวาย เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบก็เสด็จไปรักษาแผลให้หายด้วยพุทธานุภาพ แล้วทรงบัญญัติห้ามฉันเนื้อมนุษย์และห้ามฉันเนื้อโดยไม่พิจารณาก่อน จากนั้นยังทรงห้ามฉันเนื้อช้าง ม้า สุนัข งู ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือดาว หมี และเสือลาย เนื่องจากเป็นสัตว์ต้องห้ามของทางการหรือเป็นอันตรายเพราะกลิ่นเนื้อจะดึงดูดสัตว์ร้ายมาทำร้ายภิกษุที่อยู่ป่า
  17. หน้า ๗๖–๘๑ เดินทางสู่อันธกวินท์ ข้าวยาคูและงบน้ำอ้อย ระหว่างเสด็จจาริกไปอันธกวินท์ ชาวชนบทนำเสบียงตามส่งแต่แจกจ่ายไม่ทัน พราหมณ์ผู้หนึ่งรอคิวถวายภัตตาหารนานถึงสองเดือนไม่สำเร็จ จึงถวายข้าวยาคูและงบน้ำอ้อยแทน พระพุทธเจ้าทรงแสดงอานิสงส์ ๑๐ ประการของข้าวยาคูและทรงอนุญาตให้ภิกษุฉันได้ ต่อมามหาอำมาตย์หนุ่มผู้เพิ่งมีศรัทธาเตรียมอาหารเนื้อถวายอย่างเต็มที่ แต่ภิกษุฉันได้น้อยเพราะอิ่มข้าวยาคูมาก่อน ทำให้ท่านน้อยใจโกรธ แต่เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสอธิบายเรื่องบุญที่เกิดขึ้นแล้วก็คลายทุกข์
  18. หน้า ๘๑–๘๖ เวลัฏฐกัจจานะถวายงบน้ำอ้อยล้นเกวียนจนได้ดวงตาเห็นธรรม พ่อค้าเวลัฏฐกัจจานะขนงบน้ำอ้อยเต็มเกวียน ๕๐๐ เล่มมาถวายภิกษุทีละน้อยจนล้นบาตร กระบอกกรองน้ำ และถุงย่ามทุกชิ้น แต่ยังเหลืออีกมาก พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่มีผู้ใดในโลกย่อยงบน้ำอ้อยที่เหลือนั้นได้นอกจากพระองค์กับสาวก จึงให้เทลงน้ำ เมื่อเทลงไปงบน้ำอ้อยก็เดือดพล่านมีเสียงดังราวผาลเหล็กร้อนจี่น้ำ เวลัฏฐกัจจานะสลดใจ ฟังธรรมแล้วบรรลุโสดาบันและแสดงตนเป็นอุบาสก จากนั้นทรงอนุญาตน้ำอ้อยผสมน้ำสำหรับภิกษุไม่อาพาธ เพราะน้ำอ้อยล้นเมืองราชคฤห์
  19. หน้า ๘๖–๙๔ เสด็จปาฏลิคาม ทำนายเมืองปาฏลิบุตร ข้ามแม่น้ำคงคาด้วยฤทธิ์ และแสดงอริยสัจ ๔ ชาวปาฏลิคามนิมนต์ประทับในเรือนรับรอง พระพุทธเจ้าทรงแสดงโทษ ๕ ประการของคนทุศีลและอานิสงส์ ๕ ประการของคนมีศีล ขณะนั้นมหาอำมาตย์มคธกำลังสร้างเมืองที่ปาฏลิคามป้องกันแคว้นวัชชี พระองค์ทรงเห็นด้วยทิพยจักษุว่าเทวดาชั้นสูงสิงสถิตที่นั่น จึงทำนายว่าจะเป็นเมืองใหญ่ชื่อปาฏลิบุตรแต่จะมีภัย ๓ อย่างคือไฟ น้ำ และการแตกสามัคคี เมื่อเสด็จถึงแม่น้ำคงคาที่น้ำเอ่อล้นฝั่ง พระองค์ทรงหายตัวข้ามไปปรากฏอีกฝั่งพร้อมภิกษุสงฆ์ทั้งหมด แล้วทรงแสดงอริยสัจ ๔ ที่โกฏิคามว่าเพราะไม่รู้แจ้งสัจธรรมนี้จึงต้องเวียนว่ายตายเกิดมานาน
  20. หน้า ๙๔–๙๘ นางอัมพปาลีคณิกาถวายอาราม นางอัมพปาลีคณิกาเมืองเวสาลีรีบเข้าเฝ้าและนิมนต์ฉันภัตตาหารก่อนใคร เมื่อเจ้าลิจฉวีทราบข่าวก็รีบตามไปแต่พบว่านางแซงหน้าไปแล้ว จึงเสนอซื้อสิทธิ์นิมนต์ด้วยเงินแสน แต่นางไม่ยอมขายแม้จะได้เมืองเวสาลีทั้งเมืองเป็นการตอบแทน เจ้าลิจฉวีจึงยอมรับความพ่ายแพ้ วันรุ่งขึ้นนางถวายภัตตาหารแล้วมอบสวนอัมพปาลีวันเป็นสังฆทานแด่พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์
  21. หน้า ๙๘–๑๐๘ สีหะเสนาบดีเปลี่ยนศาสนาและบัญญัติเรื่องเนื้อที่ทำเฉพาะ สีหะเสนาบดี สาวกของนิครนถ์ เกิดศรัทธาในพระพุทธเจ้าจากคำสรรเสริญของชาวลิจฉวี แต่ถูกนิครนถ์นาฏบุตรทัดทานว่าพระพุทธเจ้าสอนแต่ "อกิริยวาท" คือไม่ให้ทำอะไรเลย เมื่อไปเข้าเฝ้าจริง พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่าพระองค์สอนไม่ให้ทำบาปแต่ให้ทำความดี จึงเรียกได้ทั้งกิริยวาทีและอกิริยวาทีตามแง่มุม สีหะเลื่อมใสจนแสดงตนเป็นอุบาสกและถวายเนื้อสัตว์เลี้ยงแด่พระสงฆ์ ทำให้พวกนิครนถ์ป่าวประกาศใส่ร้ายว่าพระพุทธเจ้ารู้ทั้งรู้ว่าฆ่าสัตว์เจาะจงถวายตนยังฉัน พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามฉันเนื้อที่รู้ว่าเขาฆ่าเจาะจงถวายตน และทรง
  22. หน้า ๑๐๘–๑๑๑ ยกเลิกข้อผ่อนปรนยามข้าวยากและกำเนิดกัปปิยภูมิ (ที่เก็บอาหารของสงฆ์) เมื่อเมืองเวสาลีกลับมาอุดมสมบูรณ์ พระพุทธเจ้าทรงยกเลิกข้อผ่อนปรนต่างๆ ที่เคยอนุญาตไว้ยามข้าวยากหมากแพง เช่น การเก็บอาหารค้างคืนหรือหุงต้มเอง ต่อมาชาวบ้านนำเสบียงมาตั้งกองรอถวายนอกวัดจนฝนใกล้ตก ภิกษุจึงขอสมมติสถานที่เก็บอาหารในวัด แต่กลับกลายเป็นที่หุงต้มเสียงดังและถูกขโมยของ พระพุทธเจ้าจึงทรงวางกฎ "กัปปิยภูมิ" ๔ ประเภทให้ใช้เก็บและปรุงอาหารได้อย่างเหมาะสมโดยไม่ผิดวินัย
  23. หน้า ๑๑๑–๑๒๑ ตระกูลเมณฑกะคหบดีผู้มีฤทธิ์ ถวายตัวและทรงอนุญาตน้ำนม-เสบียงเดินทาง ที่เมืองภัททิยะ มีคหบดีชื่อเมณฑกะพร้อมภรรยา บุตร บุตรสะใภ้ และทาส ล้วนมีบุญฤทธิ์วิเศษ เช่น ข้าวเปลือกไหลลงจากฟ้าเต็มฉาง อาหารและเงินในภาชนะเดียวเลี้ยงคนนับพันไม่มีวันหมด พระเจ้าพิมพิสารทรงส่งมหาอำมาตย์ไปพิสูจน์จนยืนยันความจริง เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จถึงภัททิยะ เมณฑกะแม้ถูกเดียรถีย์ทัดทานก็ยังไปฟังธรรมจนได้ดวงตาเห็นธรรมทั้งครอบครัว แล้วถวายน้ำนมโคสดแด่พระสงฆ์ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จต่อไปยังอังคุตราปะผ่านทางกันดาร เมณฑกะจัดขบวนโคนมและเกวียนเสบียงตามส่งตลอดทาง ทำให้ทรงอนุญาตโครส ๕ ชนิด (นม นมส้ม เปรียง
  24. หน้า ๑๒๑–๑๒๔ เกณิยชฎิลถวายน้ำปานะ ๘ ชนิด เกณิยชฎิลแห่งเมืองอาปณะทราบกิตติศัพท์พระพุทธเจ้า จึงเตรียมน้ำปานะจำนวนมากไปถวายและกราบทูลนิมนต์ฉันภัตตาหารวันรุ่งขึ้น แม้จะทัดทานเรื่องพระสงฆ์หมู่ใหญ่ถึงสามครั้งก็ยังทรงรับนิมนต์ พระพุทธเจ้าทรงอนุโมทนาด้วยคาถาว่าด้วยพระสงฆ์เป็นประมุขแห่งผู้ควรแก่การบูชา จากนั้นทรงอนุญาตน้ำปานะจากผลไม้ ๘ ชนิด ยกเว้นน้ำที่คั้นจากธัญพืชและผักดอง
  25. หน้า ๑๒๔–๑๒๙ โรชะมัลลกษัตริย์ต้อนรับด้วยความกลัวสินไหมมากกว่าศรัทธา ชาวมัลละเมืองกุสินาราตกลงกันว่าใครไม่ออกไปต้อนรับพระพุทธเจ้าจะถูกปรับเงิน ๕๐๐ โรชะมัลละสหายของพระอานนท์จึงออกไปต้อนรับ แต่สารภาพตรงๆ ว่าทำเพราะกลัวถูกปรับ ไม่ได้เลื่อมใสในพระรัตนตรัยเลย พระอานนท์ไม่พอใจจึงทูลขอให้พระพุทธเจ้าทรงทำให้โรชะเลื่อมใสจริง พระองค์ทรงแผ่เมตตาจิตจนโรชะรู้สึกได้และรีบเข้าเฝ้าฟังธรรมจนบรรลุโสดาบัน แล้วขอถวายปัจจัยสี่แก่พระสงฆ์แต่ผู้เดียว พระพุทธเจ้าทรงแนะให้แบ่งโอกาสแก่ผู้อื่นด้วย ต่อมาโรชะถวายผักและขนมแป้งซึ่งขาดหายจากรายการอาหารประจำเมือง จึงทรงอนุญาตให้ฉันได้
  26. หน้า ๑๒๙–๑๓๐ พระวุฒบรรพชิตอดีตช่างกัลบกใช้เด็กหาเครื่องอุปโภคก่อนเสด็จถึงเมืองอาตุมา ระหว่างเดินทางไปเมืองอาตุมา มีภิกษุชราผู้เคยเป็นช่างตัดผมมาก่อนบวช ใช้เด็กสองคนที่เคยเป็นศิษย์ช่างตัดผมเดิมของตนออกตระเวนตัดผมแลกเกลือ น้ำมัน และข้าวสารตามบ้านเรือน เพื่อเตรียมข้าวต้มถวายรับเสด็จพระพุทธเจ้า เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จถึงและทรงทราบความจริงเบื้องหลังข้าวต้มที่ได้รับถวาย ก็ทรงตำหนิว่าไม่สมควรแก่สมณะที่จะชักชวนให้ทำสิ่งไม่บังควรเช่นนี้ (เนื้อความเรื่องนี้ดำเนินต่อในหน้าถัดไปนอกช่วงนี้)
  27. หน้า ๑๓๑–๑๓๔ จบเภสัชชขันธกะ: กฎเรื่องผลไม้ เมล็ดพืช และกำหนดเวลาการบริโภคยา อธิบายกฎเรื่องเมล็ดพืชของสงฆ์ที่ปลูกบนที่ดินส่วนตัวและเมล็ดพืชส่วนตัวที่ปลูกบนที่ดินสงฆ์ว่าต้องแบ่งผลประโยชน์กันจึงจะฉันได้ และทรงวางหลักตัดสินว่าสิ่งใดควรหรือไม่ควร โดยยึดเจตนารมณ์ที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ตีความตามตัวอักษรตายตัว จากนั้นทรงจำแนกของฉันของใช้เป็น ๔ ประเภทตามระยะเวลาที่เก็บไว้ฉันได้ คือ ฉันได้ถึงเที่ยงวันเดียว ฉันได้ชั่วยาม เก็บได้ ๗ วัน และเก็บได้ตลอดชีวิต พร้อมกฎเมื่อของต่างประเภทปนกัน ปิดท้ายด้วยการประกาศจบเภสัชชขันธกะ (หมวดที่ ๖) และคาถาสรุปทั้งหมวด
  28. หน้า ๑๓๕–๑๓๙ เริ่มกฐินขันธกะ: กำเนิดพิธีกรานกฐินและเงื่อนไขกฐินที่ถูกต้อง ภิกษุปาไฐยรัฐ ๓๐ รูปเดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแต่ไม่ทันเข้าพรรษา ต้องจำพรรษากลางทางที่เมืองสาเกตด้วยใจไม่เป็นสุขเพราะอยู่ใกล้พระพุทธเจ้าเพียง ๖ โยชน์แต่ไปเฝ้าไม่ได้ ครั้นออกพรรษาก็ต้องเดินทางฝ่าฝนจนจีวรเปียกชื้นมาเข้าเฝ้า พระพุทธเจ้าทรงเห็นความลำบากจึงทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้จำพรรษาครบกรานกฐิน คือทำพิธีรับผ้าและตัดเย็บจีวรร่วมกัน แลกกับสิทธิพิเศษ ๕ ประการ เช่น ไปไหนไม่ต้องบอกลา ฉันเป็นหมู่ได้ ทรงวางขั้นตอนสงฆ์ประชุมมอบผ้ากฐินแก่ภิกษุรูปหนึ่งอย่างเป็นทางการ และทรงอธิบายว่าการกรานกฐินแบบใดถือว่าไม่สำเร็
  29. หน้า ๑๔๐–๑๖๗ รายละเอียดการเดาะกฐิน (สิ้นสุดสิทธิพิเศษกฐิน) และจบกฐินขันธกะ ส่วนนี้ไล่เรียงกรณีตัวอย่างอย่างละเอียดมากว่าสิทธิพิเศษที่ได้จากการกรานกฐินจะสิ้นสุดลงเมื่อใด โดยมีเหตุสิ้นสุด ๘ ประการ เช่น ภิกษุหลีกไปโดยไม่ตั้งใจกลับ ทำจีวรเสร็จนอกเขตแล้วไม่กลับ จีวรที่ทำอยู่สูญหาย ได้ยินข่าวว่าสงฆ์ในวัดเดาะกฐินแล้ว หรือความหวังจะได้ผ้าจีวรขาดลง ข้อความซ้ำรูปแบบเดิมหลายครั้งเพื่อครอบคลุมทุกสถานการณ์ที่เป็นไปได้ เช่น พกผ้าไปเอง หวังจะได้ผ้าจากที่อื่น เดินทางไปทิศต่างๆ หรืออยู่เพื่อความผาสุก ปิดท้ายด้วยหลักว่ายังเดาะกฐินไม่ได้ตราบใดที่ยังห่วงที่อยู่หรือห่วงจีวรอยู่ และเดาะกฐิน
  30. หน้า ๑๖๘–๑๗๓ กำเนิดหมอชีวกโกมารภัจจ์ บรรยายความรุ่งเรืองของเมืองเวสาลีและนางคณิกาอัมพปาลี จนชาวราชคฤห์อยากมีนางคณิกาประจำเมืองบ้างจึงตั้งนางสาลวดีขึ้น เมื่อนางตั้งครรภ์โดยไม่ต้องการให้ใครรู้เพราะกลัวเสียชื่อเสียง จึงคลอดลูกอย่างลับๆ แล้วสั่งให้นำทารกไปทิ้งที่กองหยากเยื่อ เจ้าชายอภัยผ่านมาพบว่าทารกยังมีชีวิตอยู่จึงนำไปเลี้ยงดูในวัง ตั้งชื่อว่าชีวก (เพราะยังมีชีวิต) และโกมารภัจจ์ (เพราะเจ้าชายเลี้ยงดู) เมื่อโตขึ้นอยากมีอาชีพเลี้ยงตัวเองจึงไปเรียนวิชาแพทย์ที่เมืองตักกสิลานาน ๗ ปีจนอาจารย์เห็นว่าสำเร็จวิชา เพราะหาสมุนไพรรอบเมืองแล้วไม่
  31. หน้า ๑๗๓–๑๘๘ ผลงานการรักษาของหมอชีวก: ปวดหัวเรื้อรัง ฝี สมอง ลำไส้ และพระราชาปัณฑุโรค ระหว่างเดินทางกลับราชคฤห์ ชีวกรักษาภรรยาเศรษฐีเมืองสาเกตที่ปวดศีรษะเรื้อรัง ๗ ปีด้วยการหยอดยาทางจมูกจนหายและได้ทรัพย์มากมาย จากนั้นรักษาฝี/ริดสีดวงของพระเจ้าพิมพิสารด้วยยาทาเพียงครั้งเดียว ต่อมาผ่าตัดกะโหลกศีรษะเศรษฐีราชคฤห์ที่ปวดหัวเรื้อรังเพื่อนำตัวหนอนสองตัวที่กัดกินสมองออกมาช่วยชีวิตไว้ทันเวลา และผ่าตัดแก้ไขลำไส้พันกันของบุตรเศรษฐีเมืองพาราณสีที่ชอบเล่นกายกรรมจนหายเป็นปกติ สุดท้ายรักษาโรคผิวเหลืองของพระเจ้าปัชโชตแห่งอุชเชนีด้วยเนยใสซึ่งพระราชาไม่โปรด ชีวกจึงต้องปรุงเนยใสให้ดูเหมือนยาน้ำแล้วห
  32. หน้า ๑๘๘–๑๙๓ ผ้าสิไวยกะจากพระเจ้าปัชโชต ยาถ่ายถวายพระพุทธเจ้า และทรงอนุญาตคหบดีจีวร พระเจ้าปัชโชตประทานผ้าสิไวยกะคู่งามเลิศแก่ชีวกเพื่อตอบแทนที่รักษาหาย แต่ชีวกเห็นว่าผ้าชั้นเลิศเช่นนี้สมควรถวายเฉพาะพระพุทธเจ้าเท่านั้น ต่อมาเมื่อพระพุทธเจ้าทรงประชวรและพระวรกายต้องการยาถ่าย ชีวกใช้ดอกบัวชุบยาให้ทรงสูดดมแทนยาถ่ายรุนแรง แล้วถือโอกาสทูลขอพระบรมราชานุญาตให้ภิกษุรับจีวรจากคฤหัสถ์ได้ ไม่จำกัดเฉพาะผ้าบังสุกุลที่เก็บได้ พร้อมถวายผ้าสิไวยกะแด่สงฆ์ พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตและตรัสสรรเสริญความสันโดษทั้งสองแบบ จากนั้นทรงอนุญาตผ้าห่มขนสัตว์ ผ้าไหม พรมขนสัตว์ ผ้าห่มกันหนาวจากขนแกะที่พระเจ้ากาสีถวา
  33. หน้า ๑๙๓–๑๙๕ กฎแบ่งผ้าบังสุกุลระหว่างภิกษุเดินทาง และเริ่มเรื่องผู้รับจีวรถวาย คณะภิกษุเดินทางไกลผ่านป่าช้า บางรูปแวะเก็บผ้าบังสุกุล บางรูปไม่แวะ เมื่อรูปที่ไม่ได้ผ้าขอแบ่งจากรูปที่ได้ พระพุทธเจ้าทรงตัดสินหลายกรณี เช่น หากตั้งใจไม่แวะเก็บเองก็ไม่มีสิทธิ์ได้แบ่ง แต่หากมาถึงช้ากว่าหรือได้น้อยกว่าโดยไม่ได้ตั้งใจก็ยังมีสิทธิ์ได้รับแบ่งปันตามหลักความเอื้อเฟื้อในหมู่สงฆ์ ยกเว้นตกลงกันไว้ล่วงหน้าเป็นอย่างอื่น ท้ายบทเริ่มเรื่องใหม่ว่ามีชาวบ้านนำผ้ามาถวายที่วัดแต่หาผู้รับไม่ได้จึงต้องนำกลับไป ซึ่งจะนำไปสู่การแต่งตั้งเจ้าหน้าที่รับจีวรของสงฆ์ในเนื้อหาตอนถัดไป
  34. หน้า ๑๙๖–๒๐๒ เจ้าหน้าที่ดูแลจีวรสงฆ์ (ต่อ) และวิธีย้อมผ้า เนื้อหาต่อเนื่องจากตอนก่อนหน้าว่าด้วยการแต่งตั้งภิกษุผู้มีคุณสมบัติเหมาะสม ๕ ประการ (ไม่ลำเอียงเพราะรัก โกรธ หลง กลัว และรู้งาน) ให้ทำหน้าที่รับจีวรที่มีผู้ถวาย เก็บรักษาในเรือนคลังพัสดุ และแจกจ่ายแก่สงฆ์อย่างยุติธรรม รวมถึงวิธีการแบ่งส่วนจีวรให้สามเณรและภิกษุที่มาสมทบทีหลัง นอกจากนี้ยังทรงวางกฎเรื่องการย้อมผ้าด้วยเครื่องย้อม ๖ ชนิดและอุปกรณ์ต่างๆ เช่น หม้อย้อม รางย้อม เพื่อป้องกันปัญหาจีวรสูญหาย ถูกสัตว์กัดกิน สีตก หรือมีกลิ่นเหม็น
  35. หน้า ๒๐๒–๒๐๗ กำเนิดจีวรลายคันนาและการอนุญาตไตรจีวร พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นนาข้าวแคว้นมคธที่มีคันนาแบ่งเป็นตารางสวยงาม จึงรับสั่งให้พระอานนท์ออกแบบจีวรตัดเป็นชิ้นเย็บต่อกันตามลายนั้น เพื่อไม่ให้ดูมีค่าจนโจรอยากได้ ต่อมาคืนหนึ่งพระองค์ทรงทดลองประทับกลางแจ้งในอากาศหนาวโดยค่อยๆ เพิ่มผ้าห่มทีละผืนจนครบสี่ผืนจึงหายหนาว ทรงพิจารณาว่ากุลบุตรทั่วไปทนหนาวได้ด้วยผ้าสามผืนเช่นกัน จึงทรงอนุญาตไตรจีวร (สังฆาฏิ อุตราสงค์ อันตรวาสก) เป็นเครื่องนุ่งห่มมาตรฐาน พร้อมกำหนดโทษภิกษุกลุ่มฉัพพัคคีย์ที่พกจีวรเกินความจำเป็นและวางกฎการเก็บผ้าส่วนเกินไว้ได้ไม่เกิน ๑๐ วัน
  36. หน้า ๒๐๗–๒๑๔ นางวิสาขาขอพร ๘ ประการ สาวใช้ของนางวิสาขาเข้าไปในวัดขณะฝนตกหนักและเห็นภิกษุเปลือยกายอาบน้ำฝนกลางแจ้ง จึงเข้าใจผิดคิดว่าเป็นนักบวชเดียรถีย์มิใช่ภิกษุ เมื่อนางวิสาขาทราบความจริงและเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า จึงทูลขอพร ๘ ประการ เช่น ผ้าอาบน้ำฝนถวายสงฆ์ตลอดชีวิต ภัตตาหารสำหรับภิกษุแขกและภิกษุผู้เดินทางไกล ภัตตาหารและยาสำหรับภิกษุไข้และผู้พยาบาล ข้าวยาคูประจำ และผ้าอาบน้ำสำหรับภิกษุณี พร้อมอธิบายเหตุผลของแต่ละข้ออย่างละเอียด พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตตามคำขอและตรัสคาถาอนุโมทนาปิดท้าย
  37. หน้า ๒๑๔–๒๑๗ ผ้ารองนั่งและผ้าปิดแผล เนื่องจากภิกษุฉันอาหารประณีตแล้วเผลอหลับโดยไม่มีสติจนอสุจิเคลื่อนเปื้อนเสนาสนะ พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่าพระอรหันต์ไม่มีทางเป็นเช่นนี้ได้ และทรงแสดงโทษของการหลับไม่มีสติกับอานิสงส์ของการหลับมีสติอย่างละ ๕ ประการ จึงทรงอนุญาตผ้ารองนั่ง (นิสีทนะ) เพื่อป้องกันเสนาสนะเปื้อน นอกจากนี้ยังทรงอนุญาตผ้าปิดแผลสำหรับพระเวฬัฏฐสีสะซึ่งอาพาธเป็นฝีจนน้ำเหลืองไหลติดจีวรทำให้ภิกษุต้องเอาน้ำราดดึงผ้าออกทุกครั้ง
  38. หน้า ๒๑๗–๒๒๐ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าบริขาร และการปะชุนจีวร นางวิสาขาถวายผ้าเช็ดปากแด่พระพุทธเจ้า และมีเรื่องโรชะมัลละฝากผ้าไว้ในมือพระอานนท์ทำให้ทรงอนุญาตหลักการหยิบใช้ของผู้อื่นด้วยความไว้ใจ (วิสาสา) เมื่อเข้าเงื่อนไข ๕ ประการ นอกจากนี้ยังทรงวางกฎว่าผ้าชนิดใดต้องอธิษฐานใช้เองไม่แบ่งปัน (เช่น ไตรจีวร นิสีทนะ) และชนิดใดวิกัปแบ่งกันได้ รวมถึงวิธีปะชุนจีวรที่ขาดตามตัวอย่างของพระมหากัสสปะผู้นิยมผ้าบังสุกุล และขนาดผ้าปะชุนขั้นต่ำที่ยอมรับได้
  39. หน้า ๒๒๐–๒๒๖ การให้จีวรแก่บิดามารดาและกลอุบายพระอุปนนทะ พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุถวายจีวรส่วนตัวแก่บิดามารดาได้เพราะเป็นผู้มีพระคุณ พร้อมกำหนดเหตุ ๕ ประการที่ยอมให้ละทิ้งไตรจีวรหรือผ้าอาบน้ำฝนไว้ชั่วคราวได้ เช่น เจ็บป่วยหรือต้องข้ามแม่น้ำ ส่วนพระอุปนนทศากยบุตรใช้เล่ห์เหลี่ยมย้ายไปรับส่วนแบ่งจีวรในหลายอาวาสทั้งที่จำพรรษาอยู่ที่เดียว จนได้ผ้าจำนวนมากอย่างไม่ชอบธรรม เมื่อความทราบถึงพระพุทธเจ้าจึงทรงตำหนิและบัญญัติห้ามรับส่วนแบ่งจีวรในที่ที่ตนมิได้จำพรรษาจริง
  40. หน้า ๒๒๖–๒๓๒ พระพุทธเจ้าทรงพยาบาลภิกษุไข้ด้วยพระองค์เองและจีวรของผู้มรณภาพ พระพุทธเจ้าเสด็จพบภิกษุอาพาธท้องร่วงนอนเปื้อนมูตรคูถอยู่ตามลำพังเพราะไม่เคยช่วยเหลือภิกษุรูปอื่นมาก่อนจึงไม่มีใครดูแล พระองค์จึงทรงสรงน้ำให้เองพร้อมตรัสสอนสงฆ์ว่า ผู้ใดปรารถนาจะอุปัฏฐากพระองค์ ผู้นั้นพึงพยาบาลภิกษุไข้ และทรงวางหลักคุณสมบัติของผู้ป่วยและผู้พยาบาลที่ดีและไม่ดีอย่างละ ๕ ประการ นอกจากนี้ยังทรงบัญญัติว่าเมื่อภิกษุหรือสามเณรมรณภาพ บาตรจีวรตกเป็นของสงฆ์ แต่ควรมอบของเบาให้ผู้พยาบาลเป็นการตอบแทนความดี ส่วนของหนักเป็นสมบัติของสงฆ์สี่ทิศตลอดไป
  41. หน้า ๒๓๒–๒๓๕ ข้อห้ามแต่งกายแบบเดียรถีย์และห้ามผ้าสีเดียวล้วน ภิกษุบางรูปทดลองประพฤติแบบนักบวชนอกศาสนา เช่น เปลือยกาย นุ่งผ้าเปลือกไม้ ผ้าหญ้าคา แผ่นไม้ ผ้าขนสัตว์ หนังเสือ ขนนกฮูก หรือแม้แต่นุ่งผ้าลายหนังสือ โดยอ้างว่าเป็นความมักน้อยสันโดษ พระพุทธเจ้าทรงตำหนิอย่างรุนแรงว่าเป็นการถือธงชัยของเดียรถีย์ไม่สมควรแก่สมณะ ทรงห้ามเด็ดขาดพร้อมโทษปรับอาบัติ และยังทรงห้ามภิกษุนุ่งห่มจีวรสีเดียวล้วนทั้งผืนแบบชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นสีน้ำเงิน เหลือง แดง ดำ หรือสีย้อมครั่งต่างๆ
  42. หน้า ๒๓๕–๒๔๓ กฎแบ่งจีวรของภิกษุผู้จากไปหรือมรณภาพ การฝากจีวรด้วยความไว้ใจ และจบจีวรขันธกะ กำหนดหลักปฏิบัติละเอียดว่าเมื่อภิกษุผู้จำพรรษาแล้วหนีไป สึก มรณภาพ หรือกลายเป็นบุคคลต้องห้าม (เช่น วิกลจริต ถูกสงฆ์ยกออก) ก่อนจีวรประจำปีจะเกิดขึ้นหรือถูกแบ่ง จีวรนั้นควรตกเป็นของใครระหว่างสงฆ์กับตัวภิกษุเอง และเมื่อสงฆ์แตกแยกกันควรแบ่งจีวรอย่างไร นอกจากนี้ยังมีเรื่องพระเรวตะฝากจีวรผ่านภิกษุรูปหนึ่งไปถวายพระสารีบุตรที่เมืองสาเกต ทำให้เกิดกฎเรื่องการรับฝากของด้วยความไว้ใจ (วิสาสา) ว่าทำได้ในกรณีใดบ้าง ปิดท้ายด้วยมาติกา ๘ ข้อสรุปที่มาของการได้จีวร และคำนับจำนวนเรื่องทั้งหมด ๙๖ เรื่องเป็นการจบจีวรข
  43. หน้า ๒๔๔–๒๕๐ เริ่มจัมเปยยขันธกะ: พระกัสสปโคตรถูกยกออกจากหมู่อย่างไม่เป็นธรรม พระกัสสปโคตรเจ้าอาวาสบ้านวาสภคามในแคว้นกาสีขยันต้อนรับภิกษุอาคันตุกะเต็มที่ในช่วงแรก ทำให้ภิกษุเหล่านั้นตัดสินใจย้ายมาอยู่ประจำ แต่เมื่อท่านผ่อนคลายการบริการลงเพราะเห็นว่าคุ้นเคยกับที่แล้ว กลับถูกภิกษุอาคันตุกะเหล่านั้นเข้าใจผิดหาว่าประพฤติเปลี่ยนไปในทางไม่ดีและยกท่านออกจากหมู่ทั้งที่ไม่มีมูลความผิดจริง ท่านจึงเดินทางไปทูลถามพระพุทธเจ้าที่เมืองจัมปา ซึ่งทรงตัดสินว่าท่านบริสุทธิ์ไม่มีอาบัติ ภิกษุอาคันตุกะเหล่านั้นสำนึกผิดจึงติดตามไปกราบทูลขอแสดงโทษต่อพระพักตร์และทรงรับคำขอนั้น
  44. หน้า ๒๕๐–๒๖๐ หลักการแยกแยะสังฆกรรมที่ชอบธรรมและไม่ชอบธรรม จากเหตุการณ์ที่ภิกษุเมืองจัมปาและกลุ่มฉัพพัคคีย์ทำมติสงฆ์อย่างไม่ถูกต้องหลายรูปแบบ พระพุทธเจ้าจึงทรงวางหลักเกณฑ์ละเอียดสำหรับพิจารณาว่าสังฆกรรม (มติของสงฆ์) ใดใช้การได้จริงหรือใช้ไม่ได้ โดยแยกตามความถูกต้องของเนื้อหา (ธรรมหรืออธรรม) ความพร้อมเพรียงขององค์ประชุม (สามัคคีหรือแตกแยก) และความถูกต้องของขั้นตอนการประกาศญัตติกับคำสวดกรรมวาจาว่าครบถ้วนถูกลำดับหรือไม่ พร้อมระบุจำนวนภิกษุขั้นต่ำที่ต้องมีในองค์ประชุมสำหรับกรรมแต่ละประเภท ตั้งแต่ ๔ รูปไปจนถึง ๒๐ รูปขึ้นไป และระบุว่าบุคคลประเภทใดนับเป็นองค์ป
  45. หน้า ๒๖๑–๒๖๕ เกณฑ์องค์ประชุมสงฆ์ และการขับออก-รับกลับเข้าหมู่ที่ถูกต้อง/ไม่ถูกต้อง เนื้อหาต่อเนื่องจากตอนก่อนหน้า อธิบายว่าในการทำสังฆกรรมที่ต้องใช้องค์ประชุมตั้งแต่ ๔ ถึง ๒๐ รูปขึ้นไปนั้น บุคคลประเภทใดนับรวมเป็นองค์ประชุมได้หรือไม่ได้ เช่น ภิกษุณี สามเณร ผู้วิกลจริต หรือผู้ถูกสงฆ์ยกออกจากหมู่แล้ว เพราะถ้านับผิดกรรมนั้นจะเป็นโมฆะทันที นอกจากนี้ยังกำหนดว่าการคัดค้านกลางที่ประชุมสงฆ์จะมีผลใช้ได้ก็ต่อเมื่อผู้คัดค้านเป็นภิกษุปกติ (ไม่มีมลทิน) เท่านั้น และจำแนกการขับออกจากหมู่ (นิสสารณา) กับการรับกลับเข้าหมู่ (โอสารณา) ว่าทำถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง โดยยกตัวอย่างคนพิการ ๓๒ ประเภท เช่น
  46. หน้า ๒๖๖–๒๖๙ หลักตัดสินว่ากรรมสงฆ์ชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรมตามความจริงของผู้ถูกกล่าวหา วางสูตรตรวจสอบว่าเมื่อสงฆ์กล่าวหาภิกษุรูปหนึ่งว่าต้องอาบัติแล้วลงโทษยกออกจากหมู่ กรรมนั้นจะชอบธรรมหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าภิกษุนั้นมีอาบัติจริงหรือไม่และตอบรับหรือปฏิเสธอย่างไร หากสงฆ์ยกโทษภิกษุที่ไม่มีอาบัติจริงถือเป็นกรรมไม่ชอบธรรมเสมอไม่ว่าเขาจะตอบว่าอย่างไร แต่ถ้าภิกษุมีอาบัติจริงและยอมรับแล้วสงฆ์จึงลงกรรม จึงจะถือเป็นกรรมที่ชอบธรรม เนื้อหานี้เป็นการวางบรรทัดฐานความยุติธรรมในการลงโทษทางวินัยไม่ให้ใช้อำนาจตามอำเภอใจ
  47. หน้า ๒๗๐–๒๗๗ พระอุบาลีทูลถามพระพุทธเจ้าเรื่องกรรมสงฆ์ที่เป็นธรรมและไม่เป็นธรรม พระอุบาลีเข้าเฝ้าทูลถามพระพุทธเจ้าเป็นชุดคำถามละเอียดว่า กรรมของสงฆ์ประเภทต่างๆ นับเป็นกรรมที่ถูกต้องตามพระวินัยหรือไม่ เช่น การลงโทษโดยไม่ให้จำเลยอยู่ต่อหน้า การไม่ไต่สวนก่อนตัดสิน การให้ปริวาส (โทษกักตัว) แก่ผู้ยังไม่ถึงขั้นสมควรได้รับ หรือการเลื่อนขั้นโทษผิดลำดับ พระพุทธเจ้าทรงตอบทีละข้ออย่างเป็นระบบว่ากรณีใดเป็นอธรรมกรรม (ไม่ถูกต้อง ทำให้สงฆ์มีความผิดติดตัว) และกรณีใดเป็นธรรมกรรม (ถูกต้อง ไม่มีความผิด) เพื่อวางหลักการลงโทษทางวินัยที่เที่ยงธรรมและเป็นขั้นตอน
  48. หน้า ๒๗๘–๓๐๕ กรรม ๕ ชนิดที่สงฆ์ลงแก่ภิกษุผู้ประพฤติไม่เหมาะสม และการเดาะกรรม แสดงตัวอย่างการลงกรรมทั้ง ๕ ชนิดแก่ภิกษุผู้ประพฤติผิด ได้แก่ ตัชชนียกรรม (ตำหนิโทษ) แก่ผู้ก่อการทะเลาะวิวาทในสงฆ์ นิยสกรรม (ให้อยู่ในปกครองผู้อื่น) แก่ผู้โง่เขลาคลุกคลีกับคฤหัสถ์ไม่เหมาะสม ปัพพาชนียกรรม (ขับไล่ออกจากถิ่น) แก่ผู้ประทุษร้ายตระกูลชาวบ้าน ปฏิสารณียกรรม (ให้ไปขอขมา) แก่ผู้ด่าว่าคฤหัสถ์ และอุกเขปนียกรรม (ตัดสิทธิ์ชั่วคราว) แก่ผู้ไม่ยอมรับผิด ไม่แก้ไข หรือไม่ยอมละทิฏฐิผิด พร้อมอธิบายว่ากรรมที่ทำโดยกลุ่มไม่ครบองค์ประชุมหรือผิดขั้นตอนถือเป็นโมฆะ และเมื่อภิกษุผู้ถูกลงโทษกลับตัวประพฤติดีจน
  49. หน้า ๓๐๖–๓๑๑ คาถาสรุปท้ายจัมเปยยขันธกะ (ขันธกะที่ ๙) ปิดท้ายจัมเปยยขันธกะด้วยคำระบุว่ามีเรื่องราวทั้งสิ้น ๓๖ เรื่องในขันธกะนี้ ตามด้วยคาถาอุทานที่ย้อนทวนเนื้อหาทั้งหมดโดยย่อ ตั้งแต่เรื่องพระกัสสปโคตรที่ถูกกลั่นแกล้งอันเป็นจุดเริ่มต้น หลักองค์ประชุมสงฆ์แต่ละขนาด บุคคลที่ไม่นับเป็นองค์ประชุม บุคคลพิการที่รับกลับเข้าหมู่ไม่ได้ ไปจนถึงกรรม ๕ ชนิดและวิธีเดาะกรรม โดยเปรียบพระพุทธเจ้าผู้ทรงแสดงวิธีเดาะกรรมคืนแก่ภิกษุว่าประดุจแพทย์ผู้ชำนาญรักษาคนไข้ให้หายจากโรค
  50. หน้า ๓๑๒–๓๒๐ เริ่มโกสัมพีขันธกะ: สงฆ์เมืองโกสัมพีแตกแยกเพราะความเห็นต่างเรื่องอาบัติ ที่เมืองโกสัมพี ภิกษุรูปหนึ่งต้องอาบัติแต่เห็นว่าไม่เป็นอาบัติ ภายหลังกลับเปลี่ยนใจเห็นว่าเป็นอาบัติในขณะที่ภิกษุอื่นกลับเห็นตรงข้าม จนสงฆ์ฝ่ายหนึ่งยกท่านออกจากหมู่ฐานไม่ยอมรับผิด แต่ท่านเป็นพหูสูตทรงพระวินัยจึงไม่ยอมรับคำตัดสินและไปรวบรวมพรรคพวกสนับสนุนจนสงฆ์แตกเป็นสองฝ่ายเปิดศึกทะเลาะกัน พระพุทธเจ้าเสด็จไปห้ามปรามทั้งสองฝ่าย ทรงสอนว่าไม่ควรรีบยกภิกษุพหูสูตออกจากหมู่ด้วยเรื่องเล็กน้อยเพราะจะเป็นชนวนให้สงฆ์แตกแยก และภิกษุที่ถูกยกก็ควรยอมแสดงอาบัติเพื่อรักษาศรัทธาของผู้อื่นแม้ตนจะเห็นว่าตนไม่ผิดจ
  51. หน้า ๓๒๐–๓๒๒ ภิกษุทะเลาะวิวาทรุนแรงและอธรรมวาทีทูลขอให้พระพุทธเจ้าทรงนิ่งเฉย ภิกษุที่โกสัมพีทะเลาะวิวาทกันถึงขั้นแสดงกิริยาวาจาไม่เหมาะสมทั้งในโรงฉันและกลางบ้าน จนชาวบ้านพากันตำหนิ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติมารยาทเรื่องที่นั่งเมื่อสงฆ์ยังแตกแยกกันอยู่ ต่อมาเมื่อภิกษุทะเลาะกันรุนแรงถึงขั้นใช้ปากทิ่มแทงกันกลางสงฆ์จนระงับกันเองไม่ได้ พระพุทธเจ้าเสด็จไปตรัสห้ามถึงสองครั้งว่าอย่าทะเลาะกันเลย แต่ภิกษุฝ่ายอธรรมวาที (ฝ่ายที่เห็นผิด) กลับทูลขอให้พระองค์ทรงวางเฉย อยู่อย่างสำราญไม่ต้องเข้ามายุ่งเกี่ยว ปล่อยให้พวกตนแก้ปัญหากันเอง
  52. หน้า ๓๒๒–๓๒๕ เริ่มนิทานทีฆาวุกุมาร: กำเนิดและวัยเยาว์ของทีฆาวุกุมาร เมื่อภิกษุยังทะเลาะกันไม่หยุด พระพุทธเจ้าจึงตรัสเล่านิทานในอดีตเพื่อสอนบทเรียนเรื่องการระงับเวร เริ่มด้วยเรื่องพระเจ้าพรหมทัตแห่งแคว้นกาสีผู้มั่งคั่งเข้มแข็งยกทัพไปตีพระเจ้าทีฆีติแห่งแคว้นโกศลผู้อ่อนแอกว่ามาก พระเจ้าทีฆีติเห็นว่าสู้ไม่ได้จึงพาพระมเหสีหลบหนีไปปลอมตัวอาศัยอยู่ในเรือนช่างหม้อที่เมืองพาราณสี ระหว่างนั้นพระมเหสีทรงครรภ์และแพ้ท้องอยากเห็นกองทัพพร้อมอาวุธและดื่มน้ำล้างพระขรรค์ ปุโรหิตของพระเจ้าพรหมทัตซึ่งเป็นสหายเก่าของพระเจ้าทีฆีติช่วยจัดฉากให้สมพระประสงค์โดยไม่ถูกจับได้ เมื่อประสูติพ
  53. หน้า ๓๒๖–๓๓๕ ตอนจบเรื่องทีฆาวุกุมาร และพระพุทธเจ้าทรงยกอุทาหรณ์นี้แก่ภิกษุชาวโกสัมพีแต่ไม่สำเร็จ เรื่องราวดำเนินต่อจากตอนก่อน คือทีฆาวุกุมารพบพ่อแม่ถูกจับประหารและได้ฟังคำสั่งเสียของบิดาว่า 'อย่าเห็นแก่ยาว อย่าเห็นแก่สั้น เวรระงับได้ด้วยการไม่จองเวร' ต่อมาทีฆาวุแฝงตัวเข้าไปรับใช้พระเจ้าพรหมทัตจนได้รับความไว้วางใจ มีโอกาสฆ่าพระองค์ขณะบรรทมหลับตักตนถึงสามครั้งแต่ยั้งใจไว้ได้เพราะคำสอนของบิดา สุดท้ายทั้งสองฝ่ายให้อภัยกัน พระเจ้าพรหมทัตคืนราชสมบัติและยกธิดาให้ พระพุทธเจ้าทรงเล่าเรื่องนี้เพื่อสอนภิกษุชาวโกสัมพีที่ทะเลาะวิวาทกันให้รู้จักอดทนและให้อภัย แต่ภิกษุฝ่ายหนึ่งกลับทูลขอให้พระองค์อย่ายุ่งเ
  54. หน้า ๓๓๕–๓๓๗ คาถาว่าด้วยการระงับเวรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงกลางสงฆ์ หลังเสด็จออกจากที่ประชุมสงฆ์ พระพุทธเจ้าทรงบิณฑบาตในเมืองโกสัมพีตามปกติ แล้วเสด็จกลับมายืนกลางสงฆ์ตรัสคาถาหลายบทสอนเรื่องการทะเลาะวิวาท เช่น คนพาลที่ก่อความแตกแยกมักไม่รู้ตัวว่ากำลังทำลายกัน เวรไม่มีวันระงับได้ด้วยการจองเวร มีแต่การไม่จองเวรเท่านั้นที่ทำให้เวรสงบ และถ้าหาเพื่อนดีมีปัญญาไม่ได้ ก็ควรอยู่คนเดียวดีกว่าคบคนพาล เปรียบเหมือนช้างที่หลีกจากโขลงไปอยู่ในป่าตามลำพัง ตรัสจบแล้วเสด็จไปยังหมู่บ้านพาลกโลณการ
  55. หน้า ๓๓๗–๓๔๑ พระภคุและความสามัคคีของพระอนุรุทธะ นันทิยะ กิมพิละ พระพุทธเจ้าเสด็จไปเยี่ยมพระภคุที่หมู่บ้านพาลกโลณการ ตรัสถามความเป็นอยู่ตามปกติ แล้วเสด็จต่อไปยังป่าปาจีนวังสทายะ ที่นั่นคนเฝ้าสวนพยายามห้ามไม่ให้เข้าไปเพราะกลัวรบกวนพระอนุรุทธะ นันทิยะ และกิมพิละ แต่พระอนุรุทธะจำได้ว่าเป็นพระศาสดาจึงรีบต้อนรับ พระพุทธเจ้าตรัสถามว่าทั้งสามอยู่ร่วมกันผาสุกหรือไม่ พระอนุรุทธะทูลตอบอย่างซาบซึ้งว่าท่านทั้งสามสละความเห็นของตนปฏิบัติตามกันด้วยเมตตาทั้งกาย วาจา ใจ เสมือนน้ำนมกับน้ำที่เข้ากันได้สนิท และเล่าถึงระเบียบช่วยเหลือกันในกิจวัตรประจำวันอันเป็นเหตุให้อยู่ด้วยกันอ
  56. หน้า ๓๔๑–๓๔๓ พระพุทธเจ้าเสด็จหลีกเร้นที่ป่าปาริไลยกะกับพญาช้าง หลังทรงสอนพระอนุรุทธะทั้งสามแล้ว พระพุทธเจ้าเสด็จไปยังป่ารักขิตวันใกล้หมู่บ้านปาริไลยกะ ทรงรำพึงว่าเมื่ออยู่ท่ามกลางภิกษุที่ทะเลาะกันไม่มีความสุขเลย บัดนี้อยู่ผู้เดียวกลับสุขสบาย ในเวลาเดียวกันพญาช้างเชือกหนึ่งที่ถูกโขลงช้างรบกวนก็คิดเช่นเดียวกันจึงหนีออกจากโขลงมาเฝ้าปรนนิบัติพระพุทธเจ้าด้วยการหาน้ำหาอาหารถวาย พระพุทธเจ้าทรงทราบความคิดของพญาช้างจึงตรัสอุทานว่าจิตของช้างกับจิตของพระองค์เข้ากันได้เพราะต่างชอบอยู่ผู้เดียวในป่า จากนั้นเสด็จออกจากปาริไลยกะมุ่งสู่เมืองสาวัตถี
  57. หน้า ๓๔๓–๓๔๔ ชาวโกสัมพีคว่ำบาตรภิกษุที่ทะเลาะกัน ชาวบ้านอุบาสกในเมืองโกสัมพีปรึกษากันว่าภิกษุที่ทะเลาะวิวาทกันเป็นต้นเหตุทำให้พระพุทธเจ้าต้องเสด็จหนีไป จึงตกลงกันว่าจะไม่กราบไหว้ ไม่ต้อนรับ ไม่ถวายอาหารแก่ภิกษุกลุ่มนี้อีก เพื่อบีบให้พวกเธอสำนึกหรือสึกไปหรือไปขอขมาพระพุทธเจ้า เมื่อถูกกีดกันเช่นนี้ ภิกษุชาวโกสัมพีจึงตัดสินใจเก็บของเดินทางไปเมืองสาวัตถีเพื่อขอให้พระพุทธเจ้าช่วยระงับเรื่องนี้
  58. หน้า ๓๔๔–๓๔๖ พระสารีบุตรและพระราหุลทูลถามหลักแยกฝ่ายถูกฝ่ายผิด ๑๘ ประการ เมื่อทราบข่าวว่าภิกษุชาวโกสัมพีกำลังเดินทางมา พระสารีบุตรทูลถามพระพุทธเจ้าว่าควรปฏิบัติต่อภิกษุเหล่านั้นอย่างไร พระองค์ตรัสสอนหลัก ๑๘ ข้อสำหรับสังเกตว่าใครเป็น 'อธรรมวาที' คือพูดผิดจากพระธรรมวินัย เช่น บอกว่าสิ่งที่ผิดเป็นสิ่งที่ถูก หรือบอกว่าพระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสสิ่งที่ตรัสไว้แล้ว และอีก ๑๘ ข้อที่ตรงกันข้ามสำหรับ 'ธรรมวาที' คือผู้พูดถูกต้องตามธรรมวินัย พระมหาสาวกองค์อื่นๆ รวมถึงพระราหุลก็ทูลถามคำถามเดียวกันและได้รับคำตอบเดียวกันนี้
  59. หน้า ๓๔๖–๓๔๘ พระมหาปชาบดีโคตมี อนาถบิณฑิกะ และนางวิสาขา ทูลถามวิธีปฏิบัติต่อภิกษุทั้งสองฝ่าย พระนางมหาปชาบดีโคตมี ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี และนางวิสาขามิคารมาตา ต่างทูลถามพระพุทธเจ้าคำถามเดียวกันว่าควรปฏิบัติอย่างไรต่อภิกษุที่กำลังทะเลาะกันมาถึง คำตอบที่ได้ต่างจากที่ประทานแก่พระสารีบุตร คือให้ฟังธรรมและให้ทานแก่ทั้งสองฝ่ายเท่าเทียมกันก่อน แล้วจึงพิจารณาเลือกเชื่อและสนับสนุนฝ่ายที่พูดถูกต้องตามธรรม แสดงให้เห็นวิธีปฏิบัติที่ต่างกันระหว่างพระสงฆ์ผู้รู้ธรรมวินัยกับคฤหัสถ์ทั่วไป
  60. หน้า ๓๔๘–๓๔๙ ภิกษุชาวโกสัมพีถึงเมืองสาวัตถี เรื่องที่พักและอาหาร เมื่อภิกษุชาวโกสัมพีเดินทางถึงสาวัตถีแล้ว พระสารีบุตรทูลถามพระพุทธเจ้าว่าจะจัดที่พักอย่างไร พระองค์ตรัสว่าควรจัดที่สงบสงัดให้ แต่ถ้าหาที่สงัดไม่ได้ก็ให้จัดทำที่สงัดขึ้นเอง และห้ามกีดกันไม่ให้ภิกษุผู้บวชนานกว่าได้ที่พักที่เหมาะสม ผู้ใดกีดกันต้องอาบัติทุกกฏ ส่วนเรื่องอาหารและปัจจัยสี่อื่นๆ ให้แบ่งเท่ากันทุกฝ่ายโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง
  61. หน้า ๓๔๙–๓๕๒ ภิกษุผู้ถูกยกออกจากหมู่สำนึกผิดและขั้นตอนการทำสังฆสามัคคี ภิกษุผู้ถูกสงฆ์ลงโทษยกออกจากหมู่ (อุกขิตตกะ) พิจารณาทบทวนพระธรรมวินัยแล้วยอมรับว่าตนต้องอาบัติจริงและถูกลงโทษโดยชอบธรรม จึงไปหาพวกภิกษุที่เคยสนับสนุนตนเพื่อขอให้ช่วยพากลับไปหาพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงวินิจฉัยรับรองความถูกต้องและให้รับภิกษุนั้นกลับเข้าหมู่ จากนั้นทรงวางขั้นตอนพิธีกรรมอย่างเป็นทางการสำหรับการทำ 'สังฆสามัคคี' คือการที่สงฆ์ทั้งสองฝ่ายกลับมาปรองดองกันใหม่ โดยต้องประชุมพร้อมเพรียงกันทั้งภิกษุไข้และไม่ไข้ ตั้งญัตติต่อหน้าสงฆ์อย่างถูกต้อง เมื่อสำเร็จแล้วให้ทำอุโบสถสวดปาฏิโมกข์ร่วมกันทันที
  62. หน้า ๓๕๒–๓๕๓ พระอุบาลีทูลถามเรื่องสังฆสามัคคี ๒ ประเภท พระอุบาลีทูลถามพระพุทธเจ้าว่า หากสงฆ์ทำการปรองดองกันโดยไม่ได้สืบสวนเรื่องราวให้ถ่องแท้ก่อน การปรองดองเช่นนั้นถูกต้องตามธรรมหรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าไม่ถูกต้อง เรียกว่าสังฆสามัคคีที่ 'ไม่ประกอบด้วยเหตุผล' ส่วนการปรองดองที่ทำหลังจากสืบสวนเรื่องราวจนถึงต้นตอแล้วจึงถูกต้องตามธรรม เรียกว่าสังฆสามัคคีที่ 'ประกอบด้วยเหตุผลและถ้อยคำ' ทรงสรุปว่าสังฆสามัคคีมีอยู่สองแบบตามที่กล่าวมานี้
  63. หน้า ๓๕๓–๓๕๖ คาถาสรรเสริญคุณสมบัติภิกษุผู้ควรเป็นผู้นำสงฆ์ และบทปิดท้ายเล่ม ๕ พระอุบาลีลุกขึ้นถวายอัญชลีแล้วกล่าวคาถาสรรเสริญทูลถามคุณสมบัติของภิกษุที่เหมาะสมจะเป็นผู้นำหรือผู้แทนสงฆ์ในกิจการต่างๆ เช่น เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ไม่มีใครติเตียนได้ กล้าพูดในที่ประชุมโดยไม่สะทกสะท้าน เคารพผู้อาวุโส รู้จักหลักการอาบัติและการเข้า-ออกจากอาบัติ เหมาะจะเป็นทูตของสงฆ์ได้ จากนั้นข้อความปิดท้ายด้วยคำว่า 'โกสัมพิกขันธกะ ที่ ๑๐ จบ' ตามด้วยคาถาอุทานสรุปหัวข้อทั้งหมดของขันธกะนี้ (ตั้งแต่เรื่องที่โกสัมพี ทีฆาวุกุมาร ปาริไลยกะ จนถึงพระอุบาลี) และปิดท้ายด้วยข้อความ 'มหาวรรค จบบริบูรณ์' ซึ่งเป็น