จุลวรรค ภาค ๑

บาลีสยามรัฐ · พระวินัยปิฎก · เล่มที่ ๖ · ๓๗๔ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๗๔ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๖ เรื่องภิกษุปัณฑุกโลหิตกะสร้างความแตกแยก และตัชชนียกรรมครั้งแรก กลุ่มภิกษุชื่อปัณฑุกโลหิตกะที่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ชอบก่อการทะเลาะวิวาทในสงฆ์ด้วยตนเอง แล้วยังไปยุยงภิกษุฝ่ายอื่นที่ทะเลาะกันอยู่ไม่ให้ยอมแพ้กัน โดยอ้างว่าตนฉลาดกว่าและจะเข้าข้าง ทำให้เรื่องทะเลาะที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น ที่เกิดแล้วก็บานปลาย ภิกษุผู้มักน้อยตำหนิพฤติกรรมนี้และนำความไปกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงตำหนิอย่างรุนแรงว่าเป็นการกระทำที่ไม่สมควร แล้วมีพระบัญชาให้สงฆ์ลง "ตัชชนียกรรม" หรือกรรมตำหนิโทษแก่ภิกษุกลุ่มนี้ พร้อมกำหนดขั้นตอนสวดประกาศต่อหน้าสงฆ์เป็นบรรทัดฐานว่าการลงโทษของสงฆ์ต้อง
  2. หน้า ๖–๑๒ เกณฑ์วินิจฉัยว่าตัชชนียกรรมชอบหรือไม่ชอบด้วยธรรม พระพุทธเจ้าทรงวางหลักเกณฑ์ละเอียดสำหรับตัดสินว่าการลงตัชชนียกรรมของสงฆ์ครั้งหนึ่งๆ ถูกต้องหรือไม่ กรรมที่ทำลับหลังผู้ถูกกล่าวหา ไม่ได้ไต่สวน ไม่ให้จำเลยรับสารภาพ ทำกับผู้ไม่มีความผิดจริงหรือผู้ที่ขอโทษแล้ว หรือทำโดยไม่ถูกขั้นตอน ล้วนถือเป็น "กรรมที่ไม่ชอบด้วยธรรม" ใช้ไม่ได้ผล ในทางตรงข้าม กรรมที่ทำต่อหน้า ไต่สวนแล้ว จำเลยรับผิดแล้ว ทำถูกขั้นตอนครบถ้วนและพร้อมเพรียงกันจึงเป็น "กรรมที่ชอบด้วยธรรม" หลักการนี้สะท้อนความยุติธรรมของกระบวนการสงฆ์ว่าจะลงโทษใครต้องผ่านกระบวนพิจารณาที่เป็นธรรม มิใช่ใช้อำน
  3. หน้า ๑๒–๑๔ เงื่อนไขที่สงฆ์จะลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุได้ ส่วนนี้ระบุคุณสมบัติของภิกษุที่สงฆ์มีสิทธิ์ลงตัชชนียกรรมได้ ไม่ว่าจะเป็นภิกษุรูปเดียวหรือสามรูปพร้อมกัน ได้แก่ผู้ชอบก่อการทะเลาะวิวาทในสงฆ์ ผู้โง่เขลาไม่ฉลาดต้องอาบัติบ่อยแต่ไม่รู้วิธีแก้ไข ผู้คลุกคลีกับคฤหัสถ์อย่างไม่เหมาะสม ผู้บกพร่องด้านศีลหรือมารยาทหรือความเห็นอย่างร้ายแรง และผู้กล่าวติเตียนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ข้อกำหนดเหล่านี้ป้องกันไม่ให้สงฆ์ลงโทษภิกษุที่ไม่เข้าเกณฑ์จริง เป็นการคุ้มครองสิทธิ์ของภิกษุผู้บริสุทธิ์ไปในตัว
  4. หน้า ๑๔–๑๗ ข้อวัตร 18 ประการของภิกษุที่ถูกตัชชนียกรรม และเงื่อนไขการระงับกรรม เมื่อถูกลงตัชชนียกรรมแล้ว ภิกษุต้องประพฤติตนอย่างสำรวม เช่น งดบวชกุลบุตร งดรับนิสัย งดเป็นโอวาทาจารย์ภิกษุณี ห้ามอวดอ้าง ห้ามถูกกันจากอุโบสถ-ปวารณา และห้ามค้านหรือกล่าวโทษภิกษุอื่นระหว่างถูกลงโทษ รวม 18 ข้อ จากนั้นมีการกำหนดเงื่อนไขว่าเมื่อใดสงฆ์ยังไม่ควรระงับกรรมให้ (เช่น ยังกระทำผิดซ้ำหรือยังตำหนิกรรมของสงฆ์) และเมื่อใดจึงควรระงับให้ (เมื่อไม่ทำผิดซ้ำและไม่ตำหนิกรรม) เพื่อให้กระบวนการลงโทษมีเป้าหมายที่การแก้ไขปรับปรุงตัว ไม่ใช่การกลั่นแกล้งถาวร
  5. หน้า ๑๗–๑๘ พิธีขอระงับตัชชนียกรรมและบทสรุปเรื่องภิกษุปัณฑุกโลหิตกะ หลังจากภิกษุกลุ่มปัณฑุกโลหิตกะประพฤติตัวตามข้อวัตรจนได้รับความไว้วางใจแล้ว พวกเขาเข้าไปหาสงฆ์ ถอดจีวรเฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้ใหญ่ นั่งกระโหย่งประนมมือ และขอให้สงฆ์สวดประกาศระงับกรรมสามครั้ง สงฆ์จึงสวดญัตติจตุตถกรรมยกเลิกตัชชนียกรรมให้ เป็นการปิดเรื่องคดีตัชชนียกรรมครั้งแรก แสดงให้เห็นว่าการลงโทษของสงฆ์ไม่ใช่การขับไล่ถาวร แต่เปิดทางให้กลับตัวได้เสมอหากสำนึกผิดจริง
  6. หน้า ๑๘–๒๑ เรื่องพระเสยยสกะ พาลไม่ฉลาด สงฆ์ลงนิยสกรรม พระเสยยสกะเป็นภิกษุที่โง่เขลา ไม่ฉลาด ต้องอาบัติบ่อยครั้งโดยไม่รู้ตัว และคลุกคลีกับคฤหัสถ์อย่างไม่เหมาะสม แม้กระทั่งเรื่องการให้ปริวาส การชักกลับไปตั้งต้นอาบัติใหม่ หรือการอัพภาน (รับกลับเข้าหมู่) ท่านก็ทำเองโดยพลการทั้งที่ยังไม่รู้ธรรมวินัยดีพอ ภิกษุผู้มักน้อยตำหนิและกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงตำหนิและมีพระบัญชาให้สงฆ์ลง "นิยสกรรม" คือบังคับให้ท่านต้องอาศัยอยู่ในความดูแลของภิกษุผู้รู้ธรรมวินัยต่อไป ไม่ให้ทำกิจสงฆ์ที่ต้องใช้ความรู้ตามลำพัง เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดจากความไม่รู้ของท่าน
  7. หน้า ๒๑–๒๗ เกณฑ์วินิจฉัยว่านิยสกรรมชอบหรือไม่ชอบด้วยธรรม เช่นเดียวกับตัชชนียกรรม พระพุทธเจ้าทรงวางหลักเกณฑ์แจกแจงละเอียดว่านิยสกรรมที่สงฆ์ลงแก่ภิกษุรูปหนึ่งจะสมบูรณ์ใช้ได้ก็ต่อเมื่อทำต่อหน้าจำเลย ไต่สวนแล้ว จำเลยยอมรับผิดแล้ว เป็นความผิดจริงที่ยังไม่ได้แสดงอาบัติ และทำถูกขั้นตอนตามธรรมโดยสงฆ์พร้อมเพรียงกัน หากขาดเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งเหล่านี้ กรรมนั้นถือเป็นโมฆะ ย้ำหลักการเดิมว่าอำนาจลงโทษของสงฆ์ต้องผูกติดกับกระบวนการที่เป็นธรรมเสมอ
  8. หน้า ๒๗–๒๘ เงื่อนไขที่สงฆ์จะลงนิยสกรรมแก่ภิกษุได้ กำหนดคุณสมบัติของภิกษุที่สงฆ์อาจลงนิยสกรรมได้ ทั้งกรณีภิกษุรูปเดียวและสามรูปพร้อมกัน ได้แก่ผู้ก่อการทะเลาะวิวาท ผู้โง่เขลาต้องอาบัติบ่อยไม่รู้ทางแก้ไข ผู้คลุกคลีคฤหัสถ์ไม่เหมาะสม ผู้บกพร่องศีลาจารวัตรหรือความเห็นอย่างร้ายแรง และผู้กล่าวติเตียนพระรัตนตรัย เป็นการยืนยันว่าโทษนี้มีไว้สำหรับภิกษุที่ขาดความรู้ความสามารถจนอาจก่อความเสียหาย มิใช่เครื่องมือกลั่นแกล้งกัน
  9. หน้า ๒๙–๓๑ ข้อวัตร 18 ประการ พระเสยยสกะกลับตัวจนแตกฉาน และเงื่อนไขระงับกรรม ภิกษุที่ถูกนิยสกรรมต้องถือข้อวัตร 18 ประการทำนองเดียวกับตัชชนียกรรม จากนั้นเรื่องราวดำเนินต่อว่าพระเสยยสกะเมื่อถูกบังคับให้อยู่ในความดูแลแล้ว ท่านกลับตั้งใจคบหากัลยาณมิตร หมั่นเรียนถามจนกลายเป็นผู้คงแก่เรียน ทรงจำพระธรรมวินัยและมาติกาได้แม่นยำ เป็นผู้ฉลาด มีปัญญา มีความละอาย มีความระมัดระวัง ใฝ่ศึกษา ท่านจึงเข้าไปขอให้สงฆ์ระงับกรรม โดยมีการวางเงื่อนไขว่าเมื่อใดยังไม่ควรระงับและเมื่อใดควรระงับให้ เรื่องนี้แสดงแบบอย่างของการเปลี่ยนแปลงตนเองอย่างแท้จริงจากผู้ด้อยความรู้กลายเป็นผู้รอบรู้พระธรรมวินัย
  10. หน้า ๓๑–๓๓ พิธีระงับนิยสกรรมแก่พระเสยยสกะ เมื่อพระเสยยสกะแสดงความเปลี่ยนแปลงตนอย่างชัดเจนแล้ว ท่านเข้าไปหาสงฆ์ ถอดจีวรเฉวียงบ่า กราบภิกษุผู้ใหญ่ นั่งกระโหย่งประนมมือขอให้ระงับนิยสกรรมสามครั้งตามธรรมเนียม สงฆ์จึงสวดประกาศระงับกรรมให้ เป็นการปิดเรื่องคดีนิยสกรรมเรื่องที่สอง ย้ำหลักการว่าโทษทัณฑ์ของสงฆ์มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขให้ภิกษุกลับมาบริสุทธิ์ มิใช่การลงโทษถาวร
  11. หน้า ๓๓–๔๒ เรื่องภิกษุอัสสชิและปุนัพพสุกะประพฤติเสียหายที่กีฏาคีรี ภิกษุกลุ่มหนึ่งชื่ออัสสชิและปุนัพพสุกะที่อาศัยอยู่ ณ ตำบลกีฏาคีรี เป็นภิกษุไม่มีความละอาย ประพฤติเสื่อมเสียอย่างร้ายแรง ทั้งปลูกและร้อยดอกไม้ให้สตรีในตระกูลต่างๆ กินอยู่หลับนอนร่วมกับสตรีเหล่านั้น ร้องรำทำเพลง เล่นการพนันและกีฬาต่างๆ อย่างชาวบ้าน จนชาวบ้านเสื่อมศรัทธาในพระศาสนาโดยรวม แต่กลับนิยมชมชอบภิกษุกลุ่มนี้เป็นพิเศษเพราะพูดจาไพเราะอ่อนหวาน มีภิกษุรูปหนึ่งที่สำรวมกิริยาผ่านมาที่กีฏาคีรีระหว่างเดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้า กลับถูกชาวบ้านดูแคลนไม่ถวายอาหาร มีอุบาสกคนหนึ่งเห็นใจจึงนำไปเลี้ยงที่บ้าน
  12. หน้า ๔๒–๔๔ สงฆ์ลงปัพพาชนียกรรมขับไล่ภิกษุอัสสชิปุนัพพสุกะออกจากกีฏาคีรี ตอนนี้บันทึกคำสวดประกาศอย่างเป็นทางการที่สงฆ์ใช้ลง "ปัพพาชนียกรรม" หรือกรรมขับไล่แก่ภิกษุกลุ่มอัสสชิปุนัพพสุกะ โดยระบุเหตุผลว่าเป็นผู้ประทุษร้ายตระกูล มีความประพฤติเลวทราม เป็นที่ประจักษ์แก่ตาและหูของผู้คน และทำให้ตระกูลต่างๆ เสียหาย สงฆ์จึงมีมติให้ขับไล่ออกจากกีฏาคีรี ห้ามกลับมาอยู่อาศัยอีก นี่คือบทลงโทษที่รุนแรงกว่าตัชชนียกรรมและนิยสกรรม เพราะเป็นการตัดขาดพื้นที่พำนักโดยสิ้นเชิง สะท้อนความร้ายแรงของการทำให้ชาวบ้านเสื่อมศรัทธาต่อพระศาสนา
  13. หน้า ๔๔–๔๘ เกณฑ์วินิจฉัยว่าปัพพาชนียกรรมชอบหรือไม่ชอบด้วยธรรม เช่นเดียวกับกรรมสองประเภทก่อนหน้า พระพุทธเจ้าทรงวางเกณฑ์ว่าปัพพาชนียกรรมจะสมบูรณ์ใช้ได้ก็ต่อเมื่อทำต่อหน้าจำเลย ไต่สวนแล้ว จำเลยยอมรับผิดแล้ว เป็นความผิดจริงที่ยังไม่ได้แสดงอาบัติ และดำเนินการถูกขั้นตอนโดยสงฆ์พร้อมเพรียงกัน หากขาดองค์ประกอบเหล่านี้ถือเป็นโมฆะใช้ไม่ได้ หลักการนี้ย้ำเตือนว่าแม้เป็นบทลงโทษที่รุนแรงถึงขั้นขับไล่ออกจากถิ่นที่อยู่ ก็ยังต้องผ่านกระบวนการที่เป็นธรรมเช่นเดียวกับโทษเบากว่า
  14. หน้า ๔๘–๕๑ เงื่อนไขที่สงฆ์จะลงปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุได้ นอกจากเหตุเดิมที่ใช้กับตัชชนียกรรมและนิยสกรรม (ก่อการทะเลาะ โง่เขลาไม่ฉลาด คบคฤหัสถ์ไม่เหมาะสม บกพร่องศีลาจารวัตรหรือความเห็น กล่าวติเตียนพระรัตนตรัย) ตอนนี้ยังเพิ่มเหตุใหม่เฉพาะสำหรับปัพพาชนียกรรม คือภิกษุที่มีความคะนองทางกายหรือวาจา มีความประพฤติเสียหายทางกายหรือวาจา เบียดเบียนผู้อื่นทางกายหรือวาจา หรือเลี้ยงชีพในทางที่ผิดทั้งทางกายและวาจา แสดงให้เห็นว่าโทษขับไล่นี้สงวนไว้สำหรับความประพฤติที่กระทบกระเทือนชุมชนและศาสนาอย่างชัดเจน เช่นกรณีของภิกษุอัสสชิปุนัพพสุกะ
  15. หน้า ๕๒ ข้อวัตร 18 ประการของภิกษุที่ถูกปัพพาชนียกรรม ภิกษุที่ถูกขับไล่ด้วยปัพพาชนียกรรมต้องถือข้อวัตร 18 ประการเช่นเดียวกับสองกรรมก่อนหน้า ได้แก่งดบวชกุลบุตร งดให้นิสัย งดเป็นพระอุปัชฌาย์สามเณร ห้ามอวดอ้างหรือค้านกรรมของสงฆ์ และห้ามทำกิจสงฆ์บางประเภทระหว่างถูกลงโทษ เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติและจำกัดบทบาทของภิกษุผู้ทำผิดจนกว่าจะได้รับการฟื้นฟู
  16. หน้า ๕๒–๕๓ ภิกษุอัสสชิปุนัพพสุกะไม่ยอมรับกรรม ก่อความวุ่นวายต่อ เมื่อคณะสงฆ์ที่มีพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเป็นประธานเดินทางไปกีฏาคีรีและประกาศขับไล่ภิกษุกลุ่มอัสสชิปุนัพพสุกะตามมติสงฆ์แล้ว ภิกษุกลุ่มนี้กลับไม่ยอมรับโทษโดยดี ไม่ประพฤติตามข้อวัตร ไม่ขอขมาภิกษุอื่น กลับด่าว่าและรุกรานด้วยอำนาจแห่งความพอใจ ความโกรธ ความหลง และความกลัว บางรูปถึงกับสึกออกจากสมณเพศไปเลย ภิกษุผู้มักน้อยตำหนิและกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงตำหนิซ้ำอีกครั้ง เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าการลงโทษบางครั้งไม่ได้นำไปสู่การสำนึกผิดเสมอไป และสงฆ์ต้องมีมาตรการรองรับต่อไป
  17. หน้า ๕๓–๕๔ เงื่อนไขที่สงฆ์ยังไม่ควรระงับปัพพาชนียกรรม ส่วนนี้ระบุเงื่อนไขหลายข้อที่ทำให้สงฆ์ยังไม่ควรยกเลิกโทษขับไล่ให้แก่ภิกษุ เช่น ยังฝ่าฝืนบวชกุลบุตรหรือให้นิสัยทั้งที่ถูกห้าม ยังกระทำอาบัติเดิมซ้ำหรือทำผิดที่ร้ายแรงกว่าเดิม ยังตำหนิว่าร้ายกรรมของสงฆ์หรือตำหนิผู้ทำกรรม เป็นเกณฑ์ป้องกันไม่ให้ยกเลิกโทษก่อนที่ภิกษุจะสำนึกผิดจริง
  18. หน้า ๕๔–๕๕ เงื่อนไขที่สงฆ์ควรระงับปัพพาชนียกรรม ตรงข้ามกับหมวดก่อนหน้า ส่วนนี้ระบุเงื่อนไขที่ทำให้สงฆ์ควรยกเลิกโทษขับไล่ให้แก่ภิกษุ คือเมื่อภิกษุไม่ทำผิดซ้ำ ไม่ตำหนิกรรมหรือผู้ทำกรรม และปฏิบัติตามข้อวัตรที่กำหนดไว้ครบถ้วน ตอนท้ายเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนพิธีกรรมที่ภิกษุผู้ถูกลงโทษต้องเข้าไปหาสงฆ์ ถอดจีวรเฉวียงบ่า กราบภิกษุผู้ใหญ่ และกล่าวคำขอให้ระงับกรรม ซึ่งเนื้อหาพิธีนี้ดำเนินต่อไปในส่วนถัดไปของคัมภีร์
  19. หน้า ๕๖–๕๗ บทสวดญัตติจตุตถกรรมถอนปัพพาชนียกรรม ส่วนนี้เป็นบทสวดคำประกาศ (ญัตติจตุตถกรรมวาจา) สำหรับถอน "ปัพพาชนียกรรม" คือการขับไล่ออกจากอาวาสที่เคยลงแก่ภิกษุรูปหนึ่งมาก่อน ใช้เมื่อภิกษุผู้ถูกลงกรรมประพฤติตนเรียบร้อยจนสงฆ์เห็นสมควรคืนสถานภาพปกติให้ เนื้อหาเป็นสูตรทางกฎหมายสงฆ์ที่ต้องสวดครบตามขั้นตอน (ตั้งญัตติและสวดประกาศซ้ำสามครั้ง) ก่อนถือว่ากรรมสิ้นสุดลงอย่างถูกต้อง ปิดท้ายกรณีปัพพาชนียกรรมกรณีที่สามในขันธกะนี้.
  20. หน้า ๕๗–๖๒ พระสุธรรมดูหมิ่นจิตตคหบดี ที่เมืองมัจฉิกาสัณฑ์ เมื่อพระเถระผู้ใหญ่หลายรูป เช่น พระสารีบุตร พระมหาโมคคัลลานะ และคณะ จาริกไปถึงมัจฉิกาสัณฑ์ จิตตคหบดีผู้เลื่อมใสได้นิมนต์ท่านมาฉันภัตตาหารโดยไม่ได้บอกกล่าวพระสุธรรมซึ่งเป็นเจ้าถิ่นที่จิตตคหบดีเคยอุปถัมภ์มาตลอด พระสุธรรมน้อยใจจึงปฏิเสธคำเชิญของจิตตคหบดีถึงสามครั้งด้วยความโกรธ ต่อมาเมื่อจิตตคหบดีจัดอาหารถวายพระเถระ พระสุธรรมกล่าวประชดว่าอาหารดีทุกอย่างยกเว้น "ขนมงา" จิตตคหบดีจึงตอบด้วยนิทานเปรียบเทียบแม่ไก่ผสมพันธุ์กับกาจนลูกออกมาร้องเสียงปนกัน สื่อว่าคำพูดของพระสุธรรมก็สับสนไม่ชัดเจนเช่นกัน ทำให้พ
  21. หน้า ๖๒–๗๐ พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติปฏิสารณียกรรม พร้อมหลักเกณฑ์และข้อปฏิบัติ ๑๘ ประการ พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติให้สงฆ์ลง "ปฏิสารณียกรรม" แก่พระสุธรรม คือบังคับให้ไปขอขมาจิตตคหบดีอย่างเป็นทางการ พร้อมให้บทสวดญัตติจตุตถกรรมสำหรับประกาศกรรมนี้ จากนั้นวางหลักเกณฑ์ละเอียดว่ากรรมนี้จะถูกต้องตามธรรมหรือไม่ถูกต้อง เช่น ต้องทำต่อหน้าจำเลย ต้องไต่ถามและให้ยอมรับผิดก่อนจึงลงกรรมได้ และกำหนดเงื่อนไขว่าสงฆ์ควรลงกรรมนี้แก่ภิกษุประเภทใด เช่น ผู้ทำให้ทายกเสื่อมศรัทธาหรือกล่าวติเตียนพระรัตนตรัย พร้อมทั้งวางข้อปฏิบัติ ๑๘ ประการที่ภิกษุผู้ถูกลงกรรมต้องรักษาอย่างเคร่งครัด เช่น ห้ามบวชกุลบุตร ห้ามให้นิสั
  22. หน้า ๗๐–๗๕ สงฆ์ส่งภิกษุอนุทูตช่วยพระสุธรรมขอขมา และถอนปฏิสารณียกรรม พระสุธรรมกลับไปมัจฉิกาสัณฑ์เพื่อขอขมาจิตตคหบดีตามคำสั่งสงฆ์ แต่ด้วยความเคอะเขินจึงทำไม่สำเร็จ ต้องกลับมาสาวัตถีอีกครั้ง พระพุทธเจ้าจึงให้สงฆ์แต่งตั้งภิกษุ "อนุทูต" ไปเป็นเพื่อนช่วยเจรจา โดยวางขั้นตอนละเอียดเป็นลำดับว่าหากจิตตคหบดีไม่ยอมรับคำขอโทษในขั้นแรก ให้อนุทูตช่วยพูดโน้มน้าวต่อไปจนกว่าจะสำเร็จ ในที่สุดด้วยความช่วยเหลือของอนุทูต พระสุธรรมขอขมาได้สำเร็จและประพฤติตนเรียบร้อย สงฆ์จึงประชุมถอนปฏิสารณียกรรมคืนสถานภาพปกติให้ แสดงให้เห็นความเมตตาของสงฆ์ที่ไม่ทอดทิ้งภิกษุผู้ทำผิดแต่ช่วยให้กลับตัวได้
  23. หน้า ๗๕–๗๗ พระฉันนะไม่ยอมเห็นโทษของตน สงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมครั้งที่หนึ่ง ที่โกสัมพี ที่เมืองโกสัมพี พระฉันนะต้องอาบัติแต่ดื้อรั้นไม่ยอมรับว่าตนต้องอาบัติ ภิกษุผู้มักน้อยตำหนิพฤติกรรมนี้และนำความกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงตำหนิพระฉันนะอย่างรุนแรงที่ไม่ยอมเห็นความผิดของตนเอง จึงบัญญัติให้สงฆ์ลง "อุกเขปนียกรรม" คือตัดออกจากหมู่สงฆ์ชั่วคราวและงดร่วมสังฆกรรมด้วย จนกว่าพระฉันนะจะยอมรับผิด นับเป็นบทลงโทษที่รุนแรงกว่าปฏิสารณียกรรม สะท้อนอันตรายของทัศนคติดื้อดึงไม่ยอมรับการตักเตือนต่อความสามัคคีของหมู่คณะ.
  24. หน้า ๗๗–๘๓ หลักเกณฑ์และข้อปฏิบัติ ๔๓ ประการของอุกเขปนียกรรม กรณีไม่เห็นอาบัติ ส่วนนี้วางกฎเกณฑ์ละเอียดว่ากรรมประเภทนี้จะถูกต้องตามธรรมเมื่อใด เช่น ทำต่อหน้าจำเลยและมีการไต่ถามยอมรับก่อน หรือไม่ถูกต้องเมื่อใด พร้อมกำหนดว่าสงฆ์พึงลงกรรมนี้แก่ภิกษุประเภทใด เช่น ผู้ก่อการทะเลาะวิวาทในสงฆ์ ผู้ประพฤติเสียหายทางศีลหรือทิฏฐิ หรือผู้กล่าวติเตียนพระรัตนตรัย จากนั้นวางข้อปฏิบัติถึง ๔๓ ข้อที่ภิกษุผู้ถูกอุกเขปนียกรรมต้องรักษาอย่างเคร่งครัด ซึ่งเข้มงวดกว่าปฏิสารณียกรรมมาก เช่น ห้ามรับความเคารพจากภิกษุอื่นทุกรูปแบบ ห้ามคบหาหรือแสดงตนเป็นเดียรถีย์ ห้ามพักร่วมชายคาเดียวกับภิกษุปกติ สะท้อน
  25. หน้า ๘๓–๙๑ พระฉันนะถูกรังเกียจไปทุกอาวาส กลับใจ และสงฆ์ถอนกรรมครั้งที่หนึ่ง เมื่อถูกอุกเขปนียกรรม พระฉันนะเดินทางไปอาวาสต่างๆ แต่ไม่ว่าที่ใดภิกษุทั้งหลายก็ไม่ไหว้ ไม่ต้อนรับ ไม่แสดงความเคารพใดๆ เลย เป็นภาพสะท้อนผลกระทบทางสังคมอันหนักหน่วงของการถูกตัดจากหมู่สงฆ์ ในที่สุดท่านทนไม่ไหวจึงกลับโกสัมพี ประพฤติตนเรียบร้อยถูกต้องตามกรรมและถามภิกษุว่าควรปฏิบัติอย่างไรต่อไป เมื่อความทราบถึงพระพุทธเจ้า พระองค์ให้สงฆ์ประชุมถอนอุกเขปนียกรรมคืนสถานภาพปกติแก่พระฉันนะ แสดงให้เห็นว่าบทลงโทษของสงฆ์มีเป้าหมายเพื่อให้กลับตัวมิใช่ขับไล่ถาวร เมื่อสำนึกผิดแล้วสงฆ์ก็พร้อมให้อภัยเสมอ.
  26. หน้า ๙๑–๙๓ พระฉันนะไม่ยอมทำคืนอาบัติ สงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมครั้งที่สอง ต่อมาที่โกสัมพีอีกครั้ง พระฉันนะต้องอาบัติ แต่คราวนี้แม้จะยอมรับว่าต้องอาบัติแล้วก็ยังดื้อรั้นไม่ยอม "ทำคืน" คือไม่ยอมประพฤติแก้ไขอาบัตินั้นให้ถูกต้องตามวิธี ภิกษุทั้งหลายตำหนิและนำความกราบทูลพระพุทธเจ้าอีกครั้ง พระองค์ทรงตำหนิพระฉันนะเช่นเดิมและบัญญัติให้สงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมแก่ท่านเป็นครั้งที่สอง คราวนี้ด้วยเหตุ "ไม่ทำคืนอาบัติ" แสดงให้เห็นว่าแม้ยอมรับผิดแล้วก็ยังต้องแสดงความรับผิดชอบแก้ไขให้ครบถ้วนตามกระบวนการ มิใช่เพียงยอมรับปากเปล่าเท่านั้น.
  27. หน้า ๙๓–๑๐๐ หลักเกณฑ์และข้อปฏิบัติ ๔๓ ประการของอุกเขปนียกรรมครั้งที่สอง กรณีไม่ทำคืนอาบัติ เช่นเดียวกับกรรมครั้งแรก ส่วนนี้วางกฎเกณฑ์ละเอียดซ้ำแบบเดิมว่ากรรมประเภท "ไม่ทำคืนอาบัติ" จะถูกต้องตามธรรมหรือไม่ถูกต้องเมื่อใด กำหนดเงื่อนไขที่สงฆ์อาจลงกรรมนี้แก่ภิกษุผู้ก่อความวุ่นวายหรือประพฤติเสียหาย และวางข้อปฏิบัติ ๔๓ ข้อสำหรับภิกษุผู้ถูกลงกรรมเช่นเดียวกับครั้งก่อน แม้เนื้อหาจะซ้ำกับกรรมครั้งแรกเกือบทั้งหมด แต่การบัญญัติซ้ำเช่นนี้ตอกย้ำหลักการว่าสงฆ์ต้องใช้กระบวนการที่เป็นธรรมและรอบคอบเท่าเทียมกันทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นความผิดประเภทใดก็ตาม.
  28. หน้า ๑๐๐–๑๐๖ พระฉันนะถูกรังเกียจอีกครั้ง กลับใจ และสงฆ์ถอนกรรมครั้งที่สอง เช่นเดียวกับครั้งก่อน พระฉันนะเดินทางไปอาวาสต่างๆ ภายใต้อุกเขปนียกรรมครั้งที่สอง และถูกภิกษุทุกที่ปฏิเสธไม่ต้อนรับไม่แสดงความเคารพเช่นเดียวกัน จนในที่สุดต้องกลับมาโกสัมพี ประพฤติตนเรียบร้อยและขอให้สงฆ์แนะนำแนวทาง พระพุทธเจ้าทรงให้สงฆ์วางเงื่อนไขว่ากรรมนี้จะถอนได้เมื่อใด เช่น ต้องไม่กระทำอาบัติซ้ำและไม่ตำหนิกรรมหรือสงฆ์ผู้ทำกรรม แล้วจึงให้สงฆ์ประชุมถอนกรรมคืนสถานภาพปกติแก่พระฉันนะเป็นครั้งที่สอง ปิดฉากเรื่องราวความดื้อรั้นสองครั้งของพระฉันนะด้วยการสำนึกผิดและได้รับการให้อภัยเช่นเดิม.
  29. หน้า ๑๐๗–๑๑๐ พระอริฏฐะมีทิฏฐิชั่วว่าธรรมที่เป็นอันตรายไม่เป็นอันตรายจริง ที่เมืองสาวัตถี พระอริฏฐะผู้เคยเป็นพรานฆ่านกแร้งมาก่อน เกิดความเห็นผิดว่าธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นอันตรายต่อผู้เสพ เช่น กามคุณ แท้จริงแล้วไม่เป็นอันตรายแก่ผู้เสพเลย ภิกษุทั้งหลายพยายามทักท้วงด้วยอุปมาต่างๆ ที่พระพุทธเจ้าเคยตรัสถึงโทษของกาม เช่น เปรียบเหมือนร่างโครงกระดูก ชิ้นเนื้อ คบเพลิงหญ้า หลุมถ่านเพลิง ความฝัน ของขอยืม ผลไม้บนต้น เขียงสับเนื้อ หอกหลาว และหัวงู แต่พระอริฏฐะก็ยังดื้อดึงยึดมั่นในทิฏฐิผิดของตน ภิกษุทั้งหลายจึงนำความกราบทูลพระพุทธเจ้า ซึ่งทรงตำหนิพระอริฏฐะอย่างรุนแรงว่าก่อบาป
  30. หน้า ๑๑๑–๑๑๗ เกณฑ์ความชอบธรรมของอุกเขปนียกรรมที่ลงแก่พระอริฏฐะ หลังสงฆ์สวดประกาศกรรมวาจาลงอุกเขปนียกรรม (ตัดขาดไม่ให้คบหาสมาคม) แก่พระอริฏฐะผู้ยึดถือทิฏฐิผิดว่าการเสพกามไม่เป็นอันตรายต่อการปฏิบัติธรรมและไม่ยอมสละทิฏฐินั้น พระพุทธเจ้าทรงวางหลักเกณฑ์ละเอียดว่ากรรมประเภทนี้จะกลายเป็นกรรมที่ไม่ชอบธรรมหากทำโดยไม่เผชิญหน้าจำเลย ไม่ไต่สวน ไม่ให้จำเลยรับสารภาพ หรือทำทั้งที่ไม่มีความผิดจริง และจะชอบธรรมก็ต่อเมื่อทำถูกขั้นตอนครบถ้วน สะท้อนหลักยุติธรรมของสงฆ์ที่ต้องให้โอกาสจำเลยชี้แจงก่อนตัดสินโทษเสมอ นอกจากนี้ยังระบุลักษณะภิกษุที่สงฆ์อาจลงกรรมนี้ได้ เช่น ผู้ก่อความบา
  31. หน้า ๑๑๗–๑๑๘ ข้อวัตร ๑๘ ประการที่ภิกษุถูกลงอุกเขปนียกรรมต้องปฏิบัติ เมื่อถูกลงอุกเขปนียกรรมแล้ว ภิกษุรูปนั้นต้องประพฤติสำรวมเพื่อแสดงความยอมรับผิดก่อนขอคืนสถานภาพ พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติข้อห้าม ๑๘ ข้อ เช่น ห้ามให้อุปสมบทแก่ผู้อื่น ห้ามให้นิสสัย ห้ามรับตำแหน่งอบรมภิกษุณี ห้ามต้องอาบัติซ้ำหรืออาบัติที่เลวกว่าเดิม ห้ามตำหนิสงฆ์หรือกรรมที่ลงแก่ตน และห้ามร่วมกิจกรรมสงฆ์ตามปกติ เช่น อุโบสถ ปวารณา จนกว่าจะได้รับการเพิกถอนกรรม กฎเหล่านี้สะท้อนหลักที่ว่าผู้ถูกลงโทษต้องแสดงความสำนึกผิดอย่างเป็นรูปธรรมก่อนกลับคืนสู่สถานะปกติ
  32. หน้า ๑๑๘–๑๒๓ พระอริฏฐะสึกขณะถูกอุกเขปนียกรรม และหลักการเพิกถอนกรรม ระหว่างที่พระอริฏฐะยังถูกสงฆ์ตัดขาดด้วยอุกเขปนียกรรม ท่านได้ลาสิกขาไป ภิกษุทั้งหลายพากันตำหนิว่าไม่สมควรที่ท่านจะสึกไปทั้งที่ยังถูกลงโทษอยู่ พระพุทธเจ้าทรงตำหนิเช่นกันและถือโอกาสนี้วางหลักว่าเมื่อใดสงฆ์ไม่ควรเพิกถอนกรรม เช่น ภิกษุยังต้องอาบัติเดิมซ้ำหรือยังตำหนิสงฆ์อยู่ และเมื่อใดควรเพิกถอน คือเมื่อภิกษุประพฤติตามข้อวัตรถูกต้องแล้ว พร้อมกำหนดขั้นตอนพิธีกรรมที่ภิกษุต้องขอให้สงฆ์เพิกถอนกรรมสามครั้งและสงฆ์สวดประกาศรับรอง เรื่องนี้ชี้ให้เห็นเมตตาธรรมของสงฆ์ที่พร้อมคืนสถานะให้ผู้สำนึกผิดจริง แต่ไม่ยอ
  33. หน้า ๑๒๓–๑๒๗ จบกัมมขันธกะและคาถาสรุปความ ส่วนนี้เป็นบทปิดท้ายกัมมขันธกะ ระบุว่าในขันธกะนี้มีเรื่องราวทั้งสิ้น ๗ เรื่อง อันได้แก่กรรมทั้งห้าประเภทที่สงฆ์ใช้ลงโทษภิกษุประพฤติไม่เหมาะสม คือ ตัชชนียกรรม นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรม และอุกเขปนียกรรม (ทั้งกรณีไม่เห็นอาบัติ ไม่ทำคืนอาบัติ และกรณีทิฏฐิ) จากนั้นเป็นคาถาร้อยกรองสรุปเนื้อหาทั้งขันธกะโดยย่อ ตั้งแต่เรื่องพระปัณฑุกะโลหิตกะผู้ก่อความบาดหมางจนถึงกรณีพระฉันนะและพระอริฏฐะ ช่วยให้ผู้ท่องจำพระวินัยระลึกโครงเรื่องได้ครบถ้วนโดยไม่ต้องท่องข้อความเต็มซ้ำ
  34. หน้า ๑๒๘–๑๓๖ ข้อวัตรของภิกษุผู้อยู่ปริวาส (ปาริวาสิกวัตร) เมื่อภิกษุผู้อยู่ปริวาส (กำลังรับโทษปกปิดอาบัติสังฆาทิเสส) พากันยอมรับการกราบไหว้และการปรนนิบัติต่างๆ จากภิกษุปกติเยี่ยงภิกษุผู้บริสุทธิ์ ภิกษุที่มักน้อยตำหนิว่าไม่สมควร พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามและอนุญาตให้รับความเคารพได้เฉพาะระหว่างภิกษุปริวาสด้วยกันตามลำดับพรรษาเท่านั้น พร้อมวางข้อวัตรอย่างละเอียดถึง ๙๔ ข้อ เช่น ห้ามเดินนำหน้าหรือนั่งก่อนภิกษุปกติ ต้องสละที่นั่งที่ดีที่สุดให้ท่าน ห้ามอวดอ้างธุดงค์เพื่อประโยชน์ตน และมีข้อกำหนดละเอียดว่าจะไปพักอาวาสใดได้หรือไม่ในสถานการณ์ต่างๆ ตลอดจนกำหนดเหตุ ๓ ประ
  35. หน้า ๑๓๗–๑๔๒ ข้อวัตรของภิกษุผู้ถูกชักเข้าหาอาบัติเดิม (มูลายปฏิกัสสนารหวัตร) เป็นกรณีเดียวกับปาริวาสิกวัตรแต่ใช้กับภิกษุที่ระหว่างอยู่ปริวาสได้ต้องอาบัติสังฆาทิเสสซ้ำอีก จนสงฆ์ต้องชักเข้าหาอาบัติเดิมคือเริ่มนับปริวาสใหม่ ภิกษุกลุ่มนี้ก็เคยรับความเคารพจากภิกษุปกติอย่างไม่สมควรเช่นกัน พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามและวางข้อวัตรเดียวกับปาริวาสิกวัตรโดยละเอียดอีกครั้ง ทั้งเรื่องการรับความเคารพเฉพาะในหมู่เดียวกัน การเดินตามหลัง การให้ที่นั่งต่ำแก่ตน และข้อจำกัดการเดินทางระหว่างอาวาส เนื้อหานี้ตอกย้ำหลักว่ายิ่งทำผิดซ้ำระหว่างรับโทษ ยิ่งต้องแสดงความสำรวมมากขึ้น
  36. หน้า ๑๔๒–๑๔๗ ข้อวัตรของภิกษุผู้ควรแก่มานัต (มานัตตารหวัตร) กล่าวถึงภิกษุที่รับปริวาสจนครบแล้วและสมควรได้รับมานัต คือโทษเพิ่มเติม ๖ ราตรีตามพระวินัย แต่กลับยอมรับความเคารพจากภิกษุปกติอย่างไม่สมควรเช่นเดียวกับกรณีก่อนหน้า พระพุทธเจ้าทรงห้ามและวางข้อวัตรในทำนองเดียวกัน คือรับความเคารพได้เฉพาะกันเองตามลำดับพรรษา ต้องถ่อมตนต่อภิกษุปกติทุกด้านทั้งการเดิน การนั่ง ที่พัก และการเดินทาง แสดงให้เห็นว่าแม้จะใกล้พ้นโทษแล้ว ภิกษุก็ยังต้องรักษาความสำรวมอย่างเคร่งครัดจนกว่าจะได้รับการรับรองคืนสถานะเต็มที่
  37. หน้า ๑๔๗–๑๕๔ ข้อวัตรของภิกษุกำลังประพฤติมานัต และเหตุขาดตอนของราตรีมานัต กล่าวถึงภิกษุที่กำลังประพฤติมานัตอยู่จริง ซึ่งก็เคยยอมรับความเคารพจากภิกษุปกติอย่างไม่สมควรเช่นกัน พระพุทธเจ้าจึงทรงวางข้อวัตรทำนองเดียวกับกลุ่มก่อนหน้าอย่างละเอียด จากนั้นพระอุบาลีทูลถามเรื่องเหตุที่ทำให้การนับราตรีมานัตขาดตอน ได้คำตอบว่ามี ๔ ประการ คือ อยู่ร่วมกับภิกษุปกติ พรากจากหมู่ ไม่บอกกล่าว และประพฤติในคณะที่มีภิกษุไม่ครบ ซึ่งมากกว่ากรณีปริวาสหนึ่งข้อ ท้ายเรื่องยังทรงอนุญาตให้พักหรือรับมานัตใหม่ได้ในกรณีที่สงฆ์มีภารกิจมากจนไม่อาจตรวจสอบได้ทัน เช่นเดียวกับกรณีปริวาส
  38. หน้า ๑๕๔–๑๕๗ ข้อวัตรของภิกษุผู้ควรแก่อัพภาน และการจบปาริวาสิกขันธกะ กล่าวถึงภิกษุที่ประพฤติมานัตครบแล้วและสมควรได้รับอัพภาน คือการรับกลับเข้าหมู่คณะอย่างสมบูรณ์ ซึ่งก็เคยรับความเคารพจากภิกษุปกติอย่างไม่สมควรเช่นเดิม พระพุทธเจ้าทรงห้ามและวางข้อวัตรเดียวกันโดยละเอียดอีกครั้ง นับเป็นข้อวัตรสุดท้ายในชุดห้าประเภทของภิกษุผู้อยู่ระหว่างรับโทษ ซึ่งล้วนมีโครงสร้างคล้ายกันคือต้องถ่อมตนต่อภิกษุปกติทุกขั้นตอนจนกว่าจะได้รับการรับรองคืนสถานะ ตอนท้ายเป็นคำประกาศจบปาริวาสิกขันธกะซึ่งเป็นขันธกะที่สองของคัมภีร์ มีเรื่องราวทั้งสิ้น ๕ เรื่อง
  39. หน้า ๑๕๘–๑๕๙ อุทานคาถาสรุปปาริวาสิกขันธกะ เป็นคาถาร้อยกรองสรุปเนื้อหาทั้งหมดของปาริวาสิกขันธกะโดยย่อ ตั้งแต่เรื่องภิกษุปริวาสยอมรับความเคารพอันไม่สมควร ข้อวัตรต่างๆ ที่ต้องปฏิบัติ ไปจนถึงเหตุที่ทำให้การนับราตรีขาดตอนและวิธีพักหรือรับปริวาส-มานัตใหม่ ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือช่วยจำสำหรับผู้ศึกษาและท่องจำพระวินัยให้ระลึกโครงเรื่องได้ครบถ้วนโดยไม่ต้องท่องข้อความเต็มซ้ำอีก
  40. หน้า ๑๖๐–๑๖๕ พระอุทายีต้องอาบัติสังฆาทิเสสโดยไม่ปกปิดและขอมานัต-อัพภาน ขันธกะใหม่นี้ (สมุจจยขันธกะ) เปิดเรื่องด้วยกรณีพระอุทายีต้องอาบัติสังฆาทิเสสจากการปล่อยน้ำอสุจิโดยเจตนา แต่ท่านไม่ปกปิดความผิด รีบแจ้งแก่ภิกษุทั้งหลายทันทีและทูลถามพระพุทธเจ้าว่าควรทำอย่างไร พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้สงฆ์ให้มานัต ๖ ราตรีแก่ท่านโดยไม่ต้องรับปริวาสก่อน เพราะไม่ได้ปกปิดความผิดไว้ พร้อมกำหนดพิธีกรรมขอมานัตอย่างเป็นทางการสามครั้ง เมื่อพระอุทายีประพฤติมานัตครบถ้วนแล้ว ท่านจึงขอให้สงฆ์อัพภานคือรับกลับเข้าสู่สถานภาพปกติ โดยมีพิธีกรรมขอสามครั้งเช่นกัน ซึ่งเรื่องราวดำเนินไปจนเกือบจบพิธีอั
  41. หน้า ๑๖๖–๑๗๔ พระอุทายีต้องอาบัติสังฆาทิเสส (ปล่อยน้ำอสุจิ) ปกปิดไว้ ๑ วัน รับปริวาส-มานัต-อัพภาน พระอุทายีต้องอาบัติสังฆาทิเสสฐานจงใจทำน้ำอสุจิให้เคลื่อน แล้วปกปิดไว้ ๑ วันก่อนสารภาพ สงฆ์จึงให้ท่านอยู่ปริวาส (ประพฤติตนภายใต้ข้อจำกัดเพื่อชดใช้ความปกปิด) เป็นเวลา ๑ วันเท่ากับที่ปกปิด จากนั้นให้มานัต ๖ ราตรี และสุดท้ายสงฆ์ประชุมกันสวดอัพภาน คืนสถานภาพให้ท่านกลับเป็นภิกษุปกติ เรื่องนี้วางแบบแผนพื้นฐานของกระบวนการยุติธรรมสงฆ์สำหรับผู้ต้องอาบัติหนักแล้วปิดบัง คือต้องรับโทษเท่ากับจำนวนวันที่ปิดบัง เพื่อให้ความปิดบังไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้กระทำผิด และทุกขั้นตอนต้องทำต่อหน้าสงฆ์อย่างโปร่งใส เป็นฐานให้
  42. หน้า ๑๗๔–๑๗๗ พระอุทายีต้องอาบัติซ้ำอีก ปกปิดไว้ระหว่าง ๒-๕ วัน ได้ปริวาส ๕ วัน พระอุทายีต้องอาบัติเดียวกัน (ปล่อยน้ำอสุจิโดยเจตนา) อีกครั้ง แต่คราวนี้ปิดบังไว้นานหลายวัน (ระบุว่า ๒, ๓, ๔ หรือ ๕ วัน) สงฆ์จึงให้ปริวาส ๕ วันตามจำนวนวันสูงสุดที่ปิดบัง แสดงหลักการว่ายิ่งปิดบังนานเท่าใด ระยะเวลาอยู่ปริวาสก็ยิ่งนานตามไปด้วย เป็นมาตรการที่จูงใจให้ภิกษุรีบสารภาพความผิดโดยเร็วแทนที่จะปิดบังไว้.
  43. หน้า ๑๗๗–๒๐๑ อุทายีทำผิดซ้ำระหว่างถูกลงโทษ ต้องถูกชักกลับไปตั้งต้นใหม่ (มูลายปฏิกัสสนา) หลายรอบ จนกระทั่งได้รับอัพภาน ระหว่างที่พระอุทายีกำลังอยู่ปริวาสอยู่นั้น ท่านกลับไปต้องอาบัติเดิมซ้ำอีกโดยไม่ปิดบังคราวนี้ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติว่า ต้องถูก "ชักกลับไปตั้งต้นใหม่" (มูลายปฏิกัสสนา) คือปริวาสที่ทำไปแล้วนับเป็นโมฆะบางส่วน ต้องเริ่มนับใหม่ผนวกกับอาบัติเก่าเป็น "ปริวาสรวม" (สโมธานปริวาส) เหตุการณ์เช่นนี้เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกขั้นตอน ทั้งระหว่างอยู่ปริวาส ระหว่างรอรับมานัต ระหว่างประพฤติมานัต และแม้ในช่วงรอสวดอัพภาน ทุกครั้งที่ทำผิดซ้ำ สงฆ์จะดึงท่านกลับไปเริ่มต้นและรวมโทษเข้าด้วยกันแทนที่จะให้รับโทษซ้อนกันไปเรื
  44. หน้า ๒๐๑–๒๐๘ อุทายีต้องอาบัติปกปิดไว้ครึ่งเดือน ได้ปักขปริวาส แล้วรวมกับอาบัติที่ปกปิด ๕ วันเป็นสโมธานปริวาส คราวนี้พระอุทายีต้องอาบัติเดียวกันอีก แต่ปิดบังไว้นานถึงครึ่งเดือน (๑๕ วัน) สงฆ์จึงให้ปริวาส ๑๕ วัน (ปักขปริวาส) แต่ระหว่างอยู่ปริวาสนั้น ท่านกลับไปต้องอาบัติอีกครั้งและปิดบังไว้ ๕ วัน สงฆ์จึงต้องดึงท่านกลับไปตั้งต้นใหม่ แล้วให้ปริวาสที่รวมอาบัติทั้งสองเข้าด้วยกัน (ปุริมาย อาปตฺติยา สโมธานปริวาส) โดยนับตามอาบัติที่ปิดบังนานกว่า เป็นตัวอย่างของกลไกการรวมโทษเมื่อมีอาบัติหลายกระทงที่ปิดบังไว้ต่างระยะเวลากัน.
  45. หน้า ๒๐๘–๒๑๘ อุทายีทำผิดซ้ำต่อในช่วงมานัตและรอสวดอัพภาน จนสุดท้ายได้รับการคืนสถานภาพ จบเรื่องอาบัติปล่อยน้ำอสุจิ พระอุทายียังคงทำผิดซ้ำต่อเนื่องในทุกขั้นตอนของกระบวนการ ทั้งช่วงรอรับมานัต ช่วงประพฤติมานัต และช่วงรอสวดอัพภาน แต่ละครั้งสงฆ์ต้องดึงท่านกลับไปตั้งต้นใหม่และรวมปริวาสเข้าด้วยกันตามหลักที่วางไว้ก่อนหน้า จนในที่สุดเมื่อไม่มีการทำผิดซ้ำอีกแล้ว สงฆ์จึงประชุมสวดอัพภานคืนสถานภาพภิกษุปกติให้ท่านอย่างสมบูรณ์ ปิดท้ายด้วยคำว่า "สุกฺกวิสฏฺฐิ สมตฺตา" (จบเรื่องอาบัติปล่อยน้ำอสุจิ) ซึ่งเป็นการปิดกรณีศึกษายาวเกี่ยวกับพระอุทายีที่ใช้แสดงกลไกปริวาส มูลายปฏิกัสสนา และสโมธานปริวาสอย่างครบถ้วนทุกรูปแบบ.
  46. หน้า ๒๑๘–๒๒๐ ภิกษุรูปหนึ่งต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายกระทงพร้อมกัน ปิดบังไว้ต่างวันกัน สงฆ์ให้นับปริวาสตามกระทงที่ปิดบังนานที่สุด (อัคเฆนสโมธานปริวาส) เรื่องเปลี่ยนจากพระอุทายีมาเป็นภิกษุรูปหนึ่งที่ไม่ระบุชื่อ ผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสสถึง ๑๐ กระทงในคราวเดียว แต่ละกระทงปิดบังไว้เป็นจำนวนวันต่างกันตั้งแต่ ๑ ถึง ๑๐ วัน หากคิดแยกกระทงจะทำให้ต้องอยู่ปริวาสรวมกันนานมาก พระพุทธเจ้าจึงทรงวางหลักใหม่ว่า ให้นับปริวาสตามกระทงที่ปิดบังนานที่สุดเพียงกระทงเดียว (อัคเฆนสโมธานปริวาส) โดยไม่ต้องนับสะสมทุกกระทง หลักนี้แสดงความเป็นธรรมของระบบวินัยสงฆ์ที่ไม่ลงโทษซ้ำซ้อนเกินสมควรเมื่อความผิดหลายอย่างเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน เนื้อหาในช่วงท้ายหน้า ๒๒๐ เริ่มกล่าวถึงก
  47. หน้า ๒๒๑–๒๒๒ คำสวดกรรมวาจาให้สโมธานปริวาสแก่ภิกษุผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายครั้งปกปิดต่างเวลากัน ข้อความนี้เป็นบทสวดกรรมวาจาอย่างเป็นทางการที่สงฆ์ใช้ประกาศให้ปริวาส (การอยู่กรรมเพื่อชดใช้ความผิด) แก่ภิกษุที่ต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายกระทงและปกปิดไว้เป็นเวลาต่างกัน โดยกำหนดให้นับระยะเวลาปริวาสตามกระทงที่ปกปิดนานที่สุดเพียงกระทงเดียว เรียกว่า "สโมธานปริวาส" แทนที่จะต้องอยู่กรรมแยกกันทีละกระทงตามจำนวนวันที่ปกปิดจริง หลักการนี้แสดงความไม่ต้องการลงโทษซ้ำซ้อนเกินจำเป็นของระบบวินัยสงฆ์
  48. หน้า ๒๒๒–๒๒๘ เรื่องภิกษุขอปริวาสทีละกระทงเพราะลืมอาบัติอีกกระทงหนึ่ง ภิกษุรูปหนึ่งต้องอาบัติสังฆาทิเสส ๒ กระทงซึ่งปกปิดไว้ ๒ เดือนเท่ากัน แต่ตอนแรกนึกได้เพียงกระทงเดียวจึงขอปริวาสสำหรับกระทงนั้นก่อน ระหว่างอยู่ปริวาสความละอายและเกรงกลัวต่อบาปของเธอเสื่อมถอยลง (ลชฺชิธมฺโม โอกฺกมิ) จนระลึกถึงอาบัติกระทงที่สองได้ เธอจึงต้องไปขอปริวาสเพิ่มต่างหากสำหรับกระทงที่ลืมนั้น พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้สงฆ์ให้ปริวาสเพิ่มได้โดยนับเวลาตั้งแต่วันที่ได้รับปริวาสกระทงหลังเป็นต้นไป เรื่องนี้สอนว่าสงฆ์ไม่อาจยกโทษในสิ่งที่ภิกษุยังไม่รู้ตัวหรือไม่ได้เปิดเผย การชดใช้ต้องอาศัยความจริงใจและส
  49. หน้า ๒๒๘–๒๓๔ ภิกษุพหูสูตตัดสินว่าการปกปิดโดยไม่รู้ตัวไม่นับเป็นการปกปิดที่ผิด ชุดกรณีตัวอย่างภิกษุต้องอาบัติ ๒ กระทงแต่รู้ จำ หรือแน่ใจในกระทงหนึ่ง ขณะที่ไม่รู้ ไม่จำ หรือสงสัยในอีกกระทงหนึ่ง เมื่อกำลังอยู่ปริวาสสำหรับกระทงที่รู้แล้ว มีภิกษุผู้ทรงความรู้ (พหุสฺสุโต ธมฺมธโร วินยธโร) เดินทางมาถึงและซักถามเหตุที่เธอกำลังอยู่กรรม เมื่อทราบความจริงเธอตัดสินว่าการปกปิดที่ "รู้ตัว" เท่านั้นจึงถือเป็นการปกปิดโดยชอบและควรได้ปริวาสเต็ม ส่วนที่ปกปิดไปโดยไม่รู้ตัวเพียงรับมานัต (โทษเบากว่า) ก็พอ หลักการนี้สะท้อนความยุติธรรมของระบบวินัยที่แยกแยะเจตนาออกจากความไม่รู้ ไม่ลงโทษเกินสมควรแก
  50. หน้า ๒๓๔–๒๔๐ เรื่องภิกษุขอปริวาสเพียงเดือนเดียวจากสองเดือนที่ปกปิด แล้วต้องขอเพิ่ม ภิกษุอีกรูปหนึ่งต้องอาบัติสังฆาทิเสส ๒ กระทงปกปิดไว้ ๒ เดือน แต่ขอปริวาสจากสงฆ์เพียง ๑ เดือน ไม่เต็มตามระยะเวลาที่ปกปิดจริง เมื่ออยู่ปริวาสแล้วหิริโอตตัปปะเสื่อมถอยอีกครั้ง เธอจึงสำนึกว่าต้องขอปริวาสสำหรับเดือนที่เหลือด้วย พระพุทธเจ้าทรงวางกฎว่าให้นับระยะเวลาปริวาส ๒ เดือนโดยถือเอาวันเริ่มปริวาสครั้งแรกเป็นหลัก แสดงหลักการว่าการขอปริวาสต้องครอบคลุมความผิดทั้งหมดเท่าที่รู้ตัว มิใช่ขอเพียงบางส่วนเพื่อลดโทษ
  51. หน้า ๒๔๐–๒๔๕ กรณีภิกษุรู้ จำได้ หรือแน่ใจเพียงเดือนเดียวจากสองเดือนที่ปกปิดอาบัติ เนื้อหาต่อเนื่องด้วยหลักการเดียวกัน แต่คราวนี้เป็นกรณีที่ภิกษุรู้ จำ หรือแน่ใจเกี่ยวกับ "เดือน" หนึ่งของระยะเวลาปกปิด ๒ เดือน มิใช่เกี่ยวกับกระทงอาบัติ เมื่อภิกษุผู้ทรงความรู้เดินทางมาซักถามอีกครั้งก็ได้ข้อสรุปเดิมคือเดือนที่ปกปิดโดยรู้ตัวเท่านั้นต้องรับปริวาสเต็มตามนั้น ส่วนเดือนที่ปกปิดไปโดยไม่รู้ตัวรับมานัตก็พอ เป็นการขยายหลักเรื่องเจตนาในการปกปิดให้ครอบคลุมทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นจริง
  52. หน้า ๒๔๕–๒๔๙ สุทธันตปริวาส: ปริวาสสำหรับภิกษุที่จำวันเดือนต้องอาบัติไม่ได้เลย ภิกษุรูปหนึ่งต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายกระทงแต่ไม่สามารถระบุได้เลยว่าต้องอาบัติเมื่อใด ปกปิดมานานเท่าใด ทั้งไม่รู้ ไม่จำ และยังสงสัยทั้งขอบเขตของอาบัติและขอบเขตของคืนที่ปกปิด พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตปริวาสแบบพิเศษเรียกว่า "สุทธันตปริวาส" คือให้อยู่กรรมจนกว่าสงฆ์จะเห็นว่าเธอสำนึกผิดเพียงพอ โดยไม่ต้องนับจำนวนวันแน่นอน จากนั้นมีการสรุปหลักเกณฑ์ว่ากรณีใดควรให้สุทธันตปริวาส กรณีใดควรให้ปริวาสตามปกติ ปิดท้ายหมวดว่าด้วยปริวาสทั้งหมด
  53. หน้า ๒๔๙–๒๕๔ เหตุที่ทำให้ปริวาส มานัต และอัพภานเสียไป: สึก เป็นบ้า จิตฟุ้งซ่าน ถูกยกวัตร หมวดนี้ว่าด้วยเหตุการณ์ระหว่างที่ภิกษุกำลังอยู่ปริวาส ประพฤติมานัต หรือรอการอัพภาน (รับกลับเข้าหมู่สงฆ์สมบูรณ์) ซึ่งทำให้กระบวนการนั้นไม่สำเร็จผลและต้องเริ่มนับใหม่บางส่วน ได้แก่ การสึกแล้วบวชใหม่ การลดสถานะเป็นสามเณร วิกลจริต จิตฟุ้งซ่าน เจ็บป่วยทุกขเวทนา หรือถูกสงฆ์ยกวัตรด้วยเหตุต่างๆ เมื่อสถานะกลับเป็นปกติ ส่วนที่อยู่ครบแล้วยังใช้ได้ ต้องอยู่ต่อเฉพาะส่วนที่เหลือเท่านั้น สะท้อนความเป็นธรรมที่ไม่ทำให้ความพยายามที่ทำไปแล้วสูญเปล่า
  54. หน้า ๒๕๔–๒๕๘ ภิกษุต้องอาบัติสังฆาทิเสสเพิ่มระหว่างอยู่ปริวาส ต้องถูกส่งกลับไปเริ่มต้นใหม่ หมวดนี้ว่าด้วยกรณีภิกษุที่กำลังอยู่ปริวาสอยู่แล้ว แต่ระหว่างนั้นกลับไปต้องอาบัติสังฆาทิเสสเพิ่มอีก ไม่ว่าจำนวนเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม ปกปิดหรือไม่ปกปิดก็ตาม กฎที่วางไว้คือภิกษุต้องถูก "ส่งตัวกลับไปเริ่มต้นใหม่" คือปริวาสที่อยู่มาแล้วถือเป็นโมฆะ ต้องเริ่มนับปริวาสใหม่ทั้งหมดโดยรวมอาบัติกระทงใหม่ที่ปกปิดไว้เข้ากับกระทงเดิม หลักการนี้ป้องกันไม่ให้ภิกษุอาศัยช่วงอยู่ปริวาสกระทำผิดซ้ำโดยไม่ต้องรับผลเต็มที่
  55. หน้า ๒๕๘–๒๖๗ มานัตตสตะ: ภิกษุต้องอาบัติแล้วสึกไป กลับมาบวชใหม่แล้วปกปิดหรือไม่ปกปิด หมวดใหญ่นี้ประมวลกรณีภิกษุที่ต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายกระทง แล้วสึกออกไปก่อนหรือหลังปกปิดอาบัติก็ตาม เมื่อกลับมาบวชใหม่เธออาจเลือกปกปิดหรือไม่ปกปิดอาบัติเดิมเหล่านั้น รวมถึงกรณีรู้/ไม่รู้ จำ/ไม่จำ แน่ใจ/สงสัยในอาบัติแต่ละกระทงต่างกันไป แต่ละกรณีนำไปสู่บทสรุปว่าต้องรับปริวาสตามระยะเวลาที่ปกปิดจริงแล้วจึงรับมานัตต่อ แสดงความละเอียดพิถีพิถันของระบบวินัยสงฆ์ในการประเมินโทษให้ตรงกับความเป็นจริงของแต่ละกรณีอย่างเป็นธรรม
  56. หน้า ๒๖๗–๒๗๕ ภิกษุอยู่ปริวาสอยู่แล้วต้องอาบัติเพิ่มและสึกอีก กรณีสลับซับซ้อนที่ต้องส่งกลับไปเริ่มต้นใหม่ หมวดสุดท้ายในตอนนี้ (เนื้อหายังไม่จบ ต่อในตอนถัดไป) ผสมสองสถานการณ์เข้าด้วยกัน คือภิกษุที่กำลังอยู่ปริวาสอยู่แล้ว ระหว่างนั้นต้องอาบัติสังฆาทิเสสเพิ่มอีกหลายกระทง แล้วยังสึกออกจากสมณเพศไปด้วย เมื่อกลับมาบวชใหม่มีการไล่เรียงกรณีย่อยตามว่าปกปิดหรือไม่ปกปิดอาบัติที่เพิ่มขึ้นมา และรู้ จำ หรือแน่ใจในอาบัติเหล่านั้นอย่างไร ทุกกรณีล้วนนำไปสู่บทสรุปเดียวกันคือต้องถูกส่งตัวกลับไปเริ่มปริวาสใหม่ตั้งแต่ต้น พร้อมรวมอาบัติที่ปกปิดไว้เป็นสโมธานปริวาสเดียวกัน แสดงความพยายามของระบบวินัยสงฆ์ที่จะครอบคลุมทุกสถานก
  57. หน้า ๒๗๖–๒๘๒ ปกิณกะว่าด้วยภิกษุปกปิดอาบัติสังฆาทิเสสระหว่างอยู่ปริวาสและมานัต ส่วนนี้เป็นบทแจกแจงกรณีต่าง ๆ อย่างละเอียดของภิกษุผู้กำลังอยู่ปริวาสหรือประพฤติมานัตแล้วไปต้องอาบัติสังฆาทิเสสเพิ่มอีกระหว่างนั้น โดยไล่เรียงทุกความเป็นไปได้ เช่น กลายเป็นสามเณร บ้า จิตฟุ้งซ่าน เจ็บปวดจนสติเลอะเลือน หรือจำอาบัติเดิมได้บ้างไม่ได้บ้าง ว่าในแต่ละกรณีต้องปฏิบัติอย่างไรจึงจะถูกต้อง คือให้ชักกลับไปตั้งมูล (นับปริวาสใหม่) ตามอาบัติที่ปกปิดไว้ก่อน นอกจากนี้ยังมีกรณีภิกษุสองรูปต้องอาบัติร่วมกันแล้วรูปหนึ่งปกปิดอีกรูปไม่ปกปิด ซึ่งกำหนดว่ารูปที่ปกปิดต้องแสดงอาบัติทุกกฏก่อน แล้วจึงให้ปริวาส
  58. หน้า ๒๘๒–๒๙๘ หลักการชักกลับไปหามูล (มูลายปฏิกัสสนา) ทั้งที่บริสุทธิ์และไม่บริสุทธิ์ จบสมุจจยขันธกะ เนื้อหาส่วนนี้เป็นมาติกาที่ไล่เรียงกรณีภิกษุผู้ได้รับสโมธานปริวาส (ปริวาสรวมสำหรับหลายอาบัติ) แต่ระหว่างอยู่ปริวาสกลับไปต้องอาบัติสังฆาทิเสสเพิ่มอีก จึงขอให้สงฆ์ "ชักกลับไปหามูล" คือเริ่มนับปริวาสใหม่ โดยแบ่งเป็นสองชุดใหญ่ คือกรณีที่สงฆ์ทำสังฆกรรมนี้ถูกต้องตามธรรม (จึงทำให้ภิกษุนั้น "บริสุทธิ์" จากอาบัติทั้งหมดเมื่อผ่านครบขั้นตอน) กับกรณีที่สงฆ์ทำกรรมโดยไม่ชอบธรรม เช่น ให้ปริวาสแบบผิดขั้นตอน (จึงทำให้ภิกษุนั้นยัง "ไม่บริสุทธิ์") หลักการนี้ย้ำว่าความยุติธรรมของกระบวนการสงฆ์ขึ้นอยู่กับการทำถูกขั้น
  59. หน้า ๒๙๙–๓๐๓ กำเนิดสมถขันธกะ: ห้ามลงกรรมลับหลัง และหลักสัมมุขาวินัย (ฝ่ายดำ-ฝ่ายขาว) เริ่มขันธกะใหม่ว่าด้วยวิธีระงับอธิกรณ์ (สมถขันธกะ) โดยเหตุเกิดที่กรุงสาวัตถี พระฉัพพัคคีย์ลงโทษภิกษุด้วยกรรมต่าง ๆ เช่น ตัชชนียกรรม ปัพพาชนียกรรม ทั้งที่ภิกษุผู้ถูกกล่าวหาไม่อยู่ต่อหน้า พระพุทธเจ้าทรงตำหนิว่าไม่เป็นธรรม และบัญญัติว่าห้ามลงกรรมใด ๆ ลับหลังผู้ถูกกล่าวหาเด็ดขาด จากนั้นทรงแสดงหลักการระงับอธิกรณ์ "ต่อหน้า" (สัมมุขาวินัย) โดยไล่เรียงเก้ากรณีฝ่ายที่ผิด (ผู้พูดไม่เป็นธรรม) ชักจูงฝ่ายถูกให้คล้อยตาม ซึ่งถือว่าการระงับนั้นไม่ชอบธรรม และเก้ากรณีในทางกลับกันที่ฝ่ายพูดถูกธรรมชักจูงฝ่ายผิดให้ค
  60. หน้า ๓๐๔–๓๐๘ พระทัพพมัลลบุตรได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดเสนาสนะและแจกภัตร พระทัพพมัลลบุตรบรรลุอรหัตตผลตั้งแต่อายุเพียง ๗ ขวบ เมื่อพิจารณาว่าไม่มีกิจใดต้องทำเพื่อตนเองอีกแล้ว จึงคิดอยากช่วยงานสงฆ์ด้วยการจัดที่พักและแจกภัตตาหาร พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตและให้สงฆ์แต่งตั้งท่านเป็นผู้จัดเสนาสนะและผู้แจกภัตรอย่างเป็นทางการ ท่านจัดที่พักอย่างชาญฉลาดโดยให้ภิกษุที่มีความสนใจคล้ายกัน เช่น ผู้ทรงพระสูตร ผู้ทรงพระวินัย นักธรรมกถึก และผู้เจริญฌาน ได้อยู่รวมกลุ่มเดียวกันเพื่อประโยชน์ในการศึกษาและไม่รบกวนกัน แม้กระทั่งภิกษุที่จงใจมาดึกเพื่อทดสอบท่านโดยอ้างสถานที่ไกล ๆ ท่านก็ใช้ฤทธิ์เตโชธ
  61. หน้า ๓๐๘–๓๑๕ พระเมตติยะและภุมมชกะใส่ร้ายพระทัพพมัลลบุตร กำเนิดสติวินัย ภิกษุเมตติยะและภุมมชกะเป็นพระบวชใหม่มีบุญน้อย มักได้เสนาสนะและอาหารเลวเสมอ เมื่อทราบว่าคหบดีผู้มีศรัทธาคนหนึ่งเปลี่ยนใจไม่ถวายของประณีตแก่ตนอีกต่อไปเพราะพระทัพพะแนะนำคหบดีไว้ก่อน ทั้งสองรูปโกรธแค้นจึงยุยงภิกษุณีเมตติยาให้ไปกล่าวหาพระทัพพะต่อพระพุทธเจ้าว่าประพฤติผิดพรหมจรรย์กับตน พระพุทธเจ้าทรงสอบถามพระทัพพะถึงสามครั้ง ท่านยืนยันความบริสุทธิ์อย่างหนักแน่น พระองค์จึงให้สึกภิกษุณีเมตติยาผู้กล่าวเท็จ และเมื่อภิกษุเมตติยะกับภุมมชกะยอมรับว่าใส่ร้ายด้วยความโกรธ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติ "สติวินัย" คือกร
  62. หน้า ๓๑๕–๓๒๑ พระคัคคะวิกลจริต กำเนิดอมูฬหวินัย พระคัคคะเคยเป็นบ้าจิตฟุ้งซ่าน จึงประพฤติสิ่งที่ไม่สมควรแก่สมณะไว้มากโดยไม่รู้ตัว เมื่อหายบ้าแล้วภิกษุทั้งหลายกลับนำเรื่องเหล่านั้นมาโจทท่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งที่ท่านชี้แจงตามตรงว่าจำไม่ได้เพราะขณะนั้นเสียสติ พระพุทธเจ้าทรงตำหนิภิกษุผู้โจทและทรงบัญญัติ "อมูฬหวินัย" คือกรรมที่สงฆ์ประกาศยกโทษภิกษุผู้เคยวิกลจริตจากการถูกซ้ำเติมด้วยอาบัติที่ทำไปขณะเสียสติ พร้อมทั้งกำหนดเงื่อนไขที่ไม่ชอบธรรมสามอย่าง (เช่น ให้อมูฬหวินัยทั้งที่ภิกษุยังจำอาบัติได้จริง) และเงื่อนไขที่ชอบธรรมสามอย่างในการให้อมูฬหวินัยนี้ เ
  63. หน้า ๓๒๑–๓๒๔ กฎปฏิญญาตกรณ: ต้องลงโทษตามที่ภิกษุยอมรับเท่านั้น พระฉัพพัคคีย์เคยลงกรรมแก่ภิกษุโดยที่ภิกษุนั้นยังไม่ได้ยอมรับผิด (ไม่ปฏิญญา) พระพุทธเจ้าทรงตำหนิและบัญญัติว่าการลงกรรมใด ๆ ต้องกระทำเมื่อภิกษุผู้นั้นยอมรับความผิดแล้วเท่านั้น จากนั้นทรงอธิบายว่าการลงโทษที่ไม่เป็นธรรมคือกรณีที่ภิกษุถูกกล่าวหาว่าต้องอาบัติหนัก (เช่นปาราชิก) แต่ยอมรับเพียงอาบัติเบากว่า แล้วสงฆ์กลับลงโทษตามข้อกล่าวหาเดิมที่หนักกว่าที่เขายอมรับ ส่วนการลงโทษที่เป็นธรรมคือสงฆ์ต้องลงโทษตรงตามที่ภิกษุยอมรับจริงเท่านั้น หลักการนี้คุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาไม่ให้ถูกลงโทษเกินกว่าที่ตนยอมร
  64. หน้า ๓๒๔–๓๓๐ วิธีตัดสินด้วยเสียงข้างมาก (เยภุยยสิกา) และเรื่องพระอุปวาฬะ กำเนิดตัสสปาปิยสิกากรรม เมื่อภิกษุทะเลาะวิวาทกันในท่ามกลางสงฆ์จนระงับอธิกรณ์ไม่ได้ พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ตัดสินด้วยการนับคะแนนเสียงข้างมาก (เยภุยยสิกา) โดยแต่งตั้งภิกษุผู้เก็บสลากที่มีคุณสมบัติเป็นกลางห้าประการ พร้อมแจกแจงวิธีเก็บสลากที่ไม่เป็นธรรมสิบแบบ (เช่น เก็บเมื่อรู้ว่าฝ่ายผิดจะชนะ) และที่เป็นธรรมสิบแบบ จากนั้นเล่าเรื่องพระอุปวาฬะผู้ถูกซักถามอาบัติกลางสงฆ์แล้วโป้ปดกลับไปกลับมา ยอมรับบ้างปฏิเสธบ้าง พูดเท็จทั้งที่รู้ตัว พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติ "ตัสสปาปิยสิกากรรม" คือกรรมลงโทษภิกษุผู้เลวทรามเช่นนี้เป็นพิเศษ พร้อมเ
  65. หน้า ๓๓๑–๓๓๕ สูตรกรรมวาจาติณวัตถารกวินัย สงบอธิกรณ์ด้วยการแผ่หญ้าคลุม ตอนนี้เป็นบทสวดกรรมวาจาที่ทั้งสองฝ่ายของภิกษุที่ทะเลาะวิวาทกันมานาน ต่างประกาศยอมรับว่าตนประพฤติไม่สมควรและล่วงละเมิดกันมามากระหว่างการบาดหมาง แล้วขอให้สงฆ์ระงับอธิกรณ์ด้วย "ติณวัตถารกวินัย" คือให้ปลงอาบัติรวมเป็นกลุ่มเหมือนใช้หญ้ากลบไว้ โดยไม่ต้องสอบสวนทีละกระทงความผิด ยกเว้นอาบัติที่หนัก (ถุลลัจจัย) และเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคฤหัสถ์ซึ่งยังต้องพิจารณาแยกต่างหาก วิธีนี้สะท้อนหลักปฏิบัติที่ยอมประนีประนอมเพื่อยุติความบาดหมางเรื้อรังระหว่างสองฝ่าย แทนที่จะไล่เบี้ยความผิดทีละคนจนไม่มีที่สิ้นสุด
  66. หน้า ๓๓๕–๓๔๘ พระฉันนะเข้าข้างภิกษุณี ทรงแสดงอธิกรณ์ ๔ และมูลเหตุแห่งการวิวาท เกิดเหตุภิกษุกับภิกษุณีวิวาทกัน และพระฉันนะเข้าไปแทรกฝ่ายภิกษุณี ช่วยเถียงแทนและเข้าข้างภิกษุณีอย่างไม่สมควร ภิกษุทั้งหลายจึงตำหนิ เมื่อกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ไม่ได้ทรงบัญญัติสิกขาบทเฉพาะกรณีนี้ แต่ทรงถือโอกาสจำแนก "อธิกรณ์" หรือคดีความในสงฆ์ทั้งหมดออกเป็น ๔ ประเภท คือ วิวาทาธิกรณ์ (ขัดแย้งเรื่องธรรมวินัย) อนุวาทาธิกรณ์ (การกล่าวหากัน) อาปัตตาธิกรณ์ (เรื่องอาบัติ) และกิจจาธิกรณ์ (กิจการสงฆ์) พร้อมอธิบายมูลเหตุของการวิวาทและการกล่าวหา ทั้งที่มาจากอกุศลมูล (โลภ โกรธ หลง) และกุศลมูล ตลอดจนจำแนกว
  67. หน้า ๓๔๘–๓๕๓ สัมมุขาวินัย ระเบียบสงบวิวาทาธิกรณ์ต่อหน้าคู่กรณี อธิบายวิธีระงับวิวาทาธิกรณ์ด้วย "สัมมุขาวินัย" คือการตัดสินต่อหน้าสงฆ์ครบองค์ประชุม ต่อหน้าธรรมวินัยที่ถูกต้อง และต่อหน้าคู่กรณีทั้งสองฝ่าย หากภิกษุในอาวาสหนึ่งระงับไม่ได้ ให้เดินทางไปหาอาวาสที่มีภิกษุมากกว่า หากระงับได้ระหว่างทางก็ถือว่าเสร็จสิ้น หากยังไม่ได้ ทรงวางขั้นตอนละเอียดในการมอบคดีให้พระเถระเจ้าถิ่นตัดสิน โดยต้องตกลงเงื่อนไขล่วงหน้าทั้งสองฝ่ายเพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายใดถูกหลอกหรือถูกบังคับ ผู้ใดรื้อฟื้นคดีที่ตัดสินโดยชอบแล้วต้องอาบัติปาจิตตีย์ สะท้อนหลักว่าคำตัดสินของสงฆ์ที่เป็นธรรมแล้วต้
  68. หน้า ๓๕๓–๓๕๖ อุพพาหิกาวินัย ตั้งกรรมการผู้ทรงคุณสมบัติ ๑๐ ตัดสินคดียืดเยื้อ เมื่อการประชุมพิจารณาคดีในสงฆ์เต็มยืดเยื้อจนไม่มีใครเข้าใจประเด็นได้ พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้มอบคดีแก่ภิกษุผู้ได้รับแต่งตั้งพิเศษ (อุพพาหิกาวินัย) ซึ่งต้องมีคุณสมบัติ ๑๐ ประการ เช่น มีศีล รู้ปาฏิโมกข์ทั้งสองฝ่ายอย่างละเอียด มั่นคงในวินัย และเชี่ยวชาญในการทำให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายยอมรับและเข้าใจกัน มีการกล่าวถึงกรณีที่ผู้ได้รับแต่งตั้งกลับมีความรู้พระสูตรไม่เพียงพอ ซึ่งต้องให้ผู้นั้นสละหน้าที่แล้วภิกษุที่เหลือดำเนินการต่อเอง แสดงให้เห็นความรอบคอบในการมอบคดีซับซ้อนให้ผู้เชี่ยวชาญ พร้อมป้องกันไม่ให้แต
  69. หน้า ๓๕๗–๓๖๑ เยภุยยสิกา ลงคะแนนเสียงข้างมาก และเรื่องภิกษุสาวัตถีเที่ยวหาคำตัดสินใหม่ เมื่อวิธีอุพพาหิกาก็ยังใช้ไม่ได้ พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ตัดสินด้วยเสียงข้างมาก (เยภุยยสิกา) โดยแต่งตั้งภิกษุผู้จับสลากที่ปราศจากอคติทั้งสี่ (ลำเอียงเพราะรัก ชัง หลง กลัว) ใช้วิธีจับสลาก ๓ แบบคือแบบลับ แบบกระซิบข้างหู หรือแบบเปิดเผย จากนั้นเล่าเรื่องภิกษุที่เมืองสาวัตถีซึ่งไม่พอใจคำตัดสินของสงฆ์ จึงพากันไปหาพระเถระกลุ่มอื่นที่ฉลาดกว่าเพื่อหวังคำตัดสินใหม่ ไล่ลดจำนวนลงเรื่อย ๆ จากหลายรูปเหลือสามรูป สองรูป จนถึงรูปเดียว พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่าอธิกรณ์นั้นถูกตัดสินโดยชอบและยุติแล้วตั้งแต่แรก ห้ามรื้อฟื้
  70. หน้า ๓๖๑–๓๖๓ สติวินัย คืนความบริสุทธิ์แก่ภิกษุผู้ถูกใส่ร้ายทั้งที่ไม่มีมูล เข้าสู่เรื่องอนุวาทาธิกรณ์ (การถูกกล่าวหา) ซึ่งระงับได้ด้วย ๔ วิธี เริ่มจากสติวินัย คือเมื่อภิกษุทั้งหลายกล่าวหาภิกษุรูปหนึ่งว่าประพฤติเสียหายทางศีลโดยไม่มีมูลความจริง และภิกษุผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้มีสติสมบูรณ์เชื่อถือได้แต่จำไม่ได้ว่าเคยทำเช่นนั้นจริง สงฆ์สามารถประกาศให้ "สติวินัย" แก่เธอ คือยืนยันอย่างเป็นทางการว่าความไม่จำของเธอเชื่อถือได้ เป็นการปกป้องภิกษุผู้มีประวัติดีจากการถูกใส่ร้ายซ้ำซาก
  71. หน้า ๓๖๓–๓๖๖ อมูฬหวินัย ยกโทษแก่ภิกษุผู้ประพฤติเสียหายเพราะวิกลจริต เล่าถึงภิกษุรูปหนึ่งซึ่งขณะมีจิตวิกลจริตได้ประพฤติสิ่งไม่สมควรมากมาย ภายหลังเมื่อหายวิกลจริตแล้วกลับถูกภิกษุอื่นทวงถามและกล่าวหาว่าต้องจำได้ว่าทำสิ่งนั้นจริง ทั้งที่เธอจำไม่ได้เพราะทำไปขณะเสียสติ สงฆ์จึงประกาศให้ "อมูฬหวินัย" แก่เธอ คือยอมรับว่าปัจจุบันเธอมีจิตปกติแล้ว และยกโทษการกระทำที่ทำไปขณะเสียสติ สะท้อนหลักเมตตาว่าความรับผิดชอบทางวินัยต้องอาศัยจิตที่ปกติรู้ตัว ไม่ใช่ดูแค่การกระทำที่เกิดขึ้นจริง
  72. หน้า ๓๖๖–๓๖๘ ตัสสปาปิยสิกากรรม ลงโทษภิกษุที่ให้การเท็จกลับไปกลับมา ต่างจากสองกรณีก่อน นี่เป็นเรื่องภิกษุที่ถูกซักถามกลางสงฆ์เรื่องอาบัติหนักถึงขั้นปาราชิกหรือใกล้ปาราชิก เขาปฏิเสธก่อน แล้วเมื่อถูกซักไซ้จึงยอมรับว่า "พูดเล่นหรือพูดเพ้อ" แล้วกลับปฏิเสธอีก แสดงพิรุธ พูดเท็จทั้งที่รู้ตัว สงฆ์จึงต้องลงโทษด้วย "ตัสสปาปิยสิกากรรม" ซึ่งเป็นการลงทัณฑ์ที่หนักกว่าปกติสำหรับผู้จงใจโกหกและบิดพลิ้วต่อหน้าสงฆ์ กรณีนี้ตัดกับสองกรณีก่อนอย่างชัดเจน คือวินัยแยกแยะระหว่างความหลงลืมหรือวิกลจริตซึ่งสมควรได้รับความเมตตาและการยกโทษ กับการจงใจโกหกซึ่งสมควรถูกประณามอย่างเป็นทางการ
  73. หน้า ๓๖๘–๓๗๑ ปฏิญญาตกรณ สงบอาบัติด้วยการปลงอาบัติตามคำสารภาพ เข้าสู่เรื่องอาปัตตาธิกรณ์ (คดีเกี่ยวกับอาบัติ) อธิบายวิธี "ปฏิญญาตกรณ" ซึ่งเป็นวิธีปกติที่ใช้บ่อยที่สุดในการระงับอาบัติ คือภิกษุที่ต้องอาบัติเบาเข้าไปหาภิกษุอีกรูปหนึ่ง สารภาพอาบัตินั้นตรง ๆ ถูกถามว่าเห็นโทษหรือไม่ และรับปากจะสำรวมต่อไป หากหาภิกษุรูปเดียวไม่ได้ก็ให้สารภาพต่อภิกษุกลุ่มเล็ก หรือหากยังไม่ได้ก็สารภาพต่อสงฆ์ทั้งหมด โดยใช้รูปแบบถาม-รับปากเดียวกันทุกระดับ แสดงให้เห็นกลไกวินัยในชีวิตประจำวันที่เน้นการยอมรับผิดอย่างตรงไปตรงมาและแก้ไขตัวเอง มากกว่าการเผชิญหน้าเป็นคดีความ
  74. หน้า ๓๗๑–๓๗๔ ติณวัตถารกวินัยสำหรับอาปัตตาธิกรณ์ และอวสานแห่งสมถักขันธกะ จบเล่ม ๖ เป็นการนำติณวัตถารกวินัย (การปลงอาบัติรวมแบบ "แผ่หญ้าคลุม") กลับมาใช้อีกครั้ง คราวนี้ในฐานะหนึ่งในสามวิธีระงับอาปัตตาธิกรณ์ สำหรับภิกษุสองฝ่ายที่ทะเลาะกันเรื้อรังจนมีอาบัติเล็กน้อยจำนวนมาก ให้สารภาพรวมกันเป็นกลุ่มและได้รับการยกโทษพร้อมกัน ยกเว้นอาบัติหนักและเรื่องเกี่ยวกับคฤหัสถ์เช่นเดิม จากนั้นข้อความสรุปสั้น ๆ ว่ากิจจาธิกรณ์ (กิจการสงฆ์) ระงับได้ด้วยวิธีเดียวคือสัมมุขาวินัย ต้องมีสงฆ์พร้อมหน้าครบองค์ประชุม ปิดท้ายด้วยการประกาศจบ "สมถักขันธกะ" อันเป็นขันธกะที่สี่ ซึ่งเป็นการจบเนื้อหาทั้งเล่มที่