จุลวรรค ภาค ๒

บาลีสยามรัฐ · พระวินัยปิฎก · เล่มที่ ๗ · ๔๒๓ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๒๙ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๕ กฎการอาบน้ำที่ไม่เหมาะสมของภิกษุฉัพพัคคีย์ พระฉัพพัคคีย์ถูตัวกับต้นไม้ เสา และฝาผนังขณะอาบน้ำเหมือนนักมวยปล้ำเตรียมชก ทำให้ชาวบ้านตำหนิว่าไม่สมกับสมณะ พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามการถูตัวกับสิ่งของแข็งเช่นนี้ รวมถึงห้ามอาบน้ำในที่ไม่สมควรและห้ามใช้เครื่องขัดตัวรูปมือหรือผงขัดที่ดูฟุ่มเฟือยเกินไป แต่เมื่อภิกษุอาพาธเป็นโรคหิดและภิกษุชราที่ขัดตัวเองไม่ไหว พระองค์ก็ทรงผ่อนผันอนุญาตอ่างอาบน้ำและเครื่องมือช่วยถูหลังให้เป็นกรณีพิเศษ สะท้อนหลักการที่ระเบียบวินัยต้องคำนึงถึงความจำเป็นทางสุขภาพควบคู่กับภาพลักษณ์ของสงฆ์
  2. หน้า ๖–๗ ห้ามภิกษุประดับกาย ไว้ผมยาว และแต่งหน้า พระฉัพพัคคีย์สวมสร้อยข้อมือ สร้อยคอ แหวน และเครื่องประดับต่างๆ ไว้ผมยาว หวีผมด้วยแปรงและน้ำมัน รวมถึงส่องกระจกหรือน้ำแต่งหน้าเหมือนคฤหัสถ์ ชาวบ้านตำหนิว่าไม่ต่างจากคนมีกิเลสทางกาม พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามพฤติกรรมเหล่านี้ทั้งหมด กำหนดให้ไว้ผมยาวได้ไม่เกินสองเดือนหรือสองนิ้ว และห้ามแต่งหน้าทาปาก แต่ทรงอนุญาตข้อยกเว้นให้ภิกษุที่มีแผลในปากหรือเป็นโรคตาใช้กระจกหรือยาทาได้เพื่อการรักษาพยาบาลเท่านั้น เป็นการยืนยันว่าภิกษุต้องละทิ้งความหลงใหลในรูปลักษณ์ภายนอกอย่างสิ้นเชิง
  3. หน้า ๘ ห้ามภิกษุดูมหรสพและสวดธรรมเป็นทำนองเพลง เมื่อมีงานเทศกาลคิรัคคสมัชชาที่ราชคฤห์ พระฉัพพัคคีย์พากันไปดูการฟ้อนรำขับร้อง ทำให้ชาวบ้านครหาว่าประพฤติตัวเหมือนฆราวาส พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามภิกษุไปดูการแสดงมหรสพทุกชนิด ต่อมาเมื่อพระฉัพพัคคีย์สวดธรรมด้วยทำนองเพลงยาวๆ พระองค์ทรงชี้โทษห้าประการว่าการทำเช่นนี้ทำให้ทั้งผู้สวดและผู้ฟังลุ่มหลงในเสียงไพเราะจนเสียสมาธิ และถูกชาวบ้านครหาว่าสวดเหมือนขับร้องเพลงทั่วไป จึงทรงห้ามสวดธรรมเป็นทำนองเพลงเช่นนั้น
  4. หน้า ๙–๑๐ เรื่องผลมะม่วงในพระราชอุทยานพระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าพิมพิสารทรงอนุญาตให้ภิกษุฉันมะม่วงในพระราชอุทยานได้ตามสบาย แต่พระฉัพพัคคีย์กลับปลิดมะม่วงอ่อนแม้ยังไม่สุกมาฉันจนหมด เมื่อพระราชาต้องพระประสงค์มะม่วงกลับไม่มีเหลือ ชาวบ้านจึงตำหนิว่าภิกษุไม่รู้จักประมาณในการรับของถวาย พระพุทธเจ้าทรงห้ามฉันมะม่วงโดยไม่ได้รับอนุญาตเสียก่อน สะท้อนหลักสำคัญเรื่องความรู้จักประมาณและไม่เอาเปรียบศรัทธาของผู้ถวายแม้จะได้รับอนุญาตกว้างๆ ก็ตาม ต่อมาเมื่อมีผู้ถวายมะม่วงหั่นเป็นชิ้นในภัตตาหาร พระองค์จึงทรงบัญญัติวิธีทำผลไม้ให้เป็นของควรฉันห้าวิธีเพื่อไม่ให้เมล็ดงอกได้
  5. หน้า ๑๑–๑๒ ภิกษุถูกงูกัดตายกับพระปริตรแผ่เมตตา และภิกษุตัดอวัยวะเพศตน มีภิกษุรูปหนึ่งถูกงูกัดจนถึงแก่มรณภาพ พระพุทธเจ้าตรัสว่าหากภิกษุนั้นแผ่เมตตาจิตไปยังตระกูลพญางูทั้งสี่เป็นประจำก็คงไม่ถูกกัดตาย จึงทรงสอนบทสวดแผ่เมตตาที่ต่อมารู้จักกันในชื่อขันธปริตร แสดงให้เห็นว่าความปรารถนาดีอย่างจริงใจคือการป้องกันภัยที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ ในหน้าเดียวกันยังมีเรื่องภิกษุอีกรูปที่ทุกข์ทรมานจากความกำหนัดจนตัดอวัยวะเพศตนเอง ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงติเตียนอย่างรุนแรงว่าตัดผิดที่ เพราะต้นเหตุที่แท้จริงอยู่ที่จิตใจไม่ใช่ร่างกาย การทำร้ายตนเองจึงไม่ช่วยแก้ปัญหาใดๆ
  6. หน้า ๑๓–๑๖ บาตรไม้จันทน์และพระปิณโฑลภารทวาชะแสดงฤทธิ์ เศรษฐีเมืองราชคฤห์ให้กลึงบาตรจากท่อนไม้จันทน์มีค่าแขวนไว้บนยอดไม้ไผ่สูง ท้าให้สมณะหรือพราหมณ์ผู้เป็นพระอรหันต์มีฤทธิ์มาเอาบาตรนั้นไป เจ้าลัทธิทั้งหกพยายามแต่ไม่มีใครทำได้ จนพระปิณโฑลภารทวาชะเหาะขึ้นไปนำบาตรลงมาต่อหน้าฝูงชนที่โห่ร้องตื่นเต้น แทนที่จะทรงชื่นชม พระพุทธเจ้ากลับทรงตำหนิพระปิณโฑลภารทวาชะอย่างรุนแรงว่าแสดงอิทธิปาฏิหาริย์แก่คฤหัสถ์เพียงเพราะบาตรไม้ไร้ค่าชิ้นหนึ่ง เปรียบเหมือนหญิงเปลือยกายเพื่อเงินเพียงเหรียญเดียว จึงรับสั่งให้ทุบบาตรนั้นทำเป็นยาหยอดตา และทรงห้ามภิกษุแสดงฤทธิ์ให้คฤหัสถ์ด
  7. หน้า ๑๗–๒๑ ห้ามบาตรวัสดุมีค่าและกฎการดูแลรักษาบาตร หลังเหตุการณ์บาตรไม้จันทน์ พระพุทธเจ้าทรงห้ามภิกษุใช้บาตรทำจากทอง เงิน แก้ว หรือวัสดุมีค่าอื่นๆ อนุญาตเฉพาะบาตรดินและบาตรเหล็กเท่านั้น เพื่อไม่ให้เครื่องใช้ของสงฆ์กลายเป็นเครื่องแสดงฐานะ จากนั้นยังมีเหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ มากมายเกี่ยวกับการดูแลบาตรที่นำไปสู่ข้อบัญญัติใหม่ เช่น ห้ามเก็บบาตรเปียกเพราะทำให้เหม็นอับ ห้ามผึ่งแดดนานเกินไปเพราะสีเสีย ห้ามวางบาตรไว้กลางแจ้งไม่มีที่รอง บนเตียง บนเก้าอี้ บนตัก หรือใต้ร่มเพราะมักแตกหัก และห้ามเปิดประตูขณะถือบาตรอยู่ในมือ แต่ละกรณีล้วนเกิดจากอุบัติเหตุจริงที่
  8. หน้า ๒๒–๒๔ ภาชนะขอทานต้องห้าม ภิกษุถือหัวกะโหลกเป็นบาตร และเครื่องมือเย็บผ้า พระพุทธเจ้าทรงห้ามใช้กะลามะพร้าวหรือหม้อดินแทนบาตรเพราะดูเหมือนเจ้าลัทธิอื่น และมีเรื่องภิกษุผู้ถือปฏิบัติเคร่งครัดสุดโต่งถึงขั้นใช้หัวกะโหลกศพเป็นบาตร จนหญิงคนหนึ่งเห็นแล้วตกใจร้องว่าเป็นปีศาจ พระองค์จึงทรงห้ามใช้บาตรกะโหลกและห้ามความสุดโต่งเช่นนี้ เพราะแทนที่จะสร้างศรัทธากลับสร้างความหวาดกลัวแก่ประชาชน นอกจากนี้ยังทรงห้ามใช้บาตรล้างเศษกระดูกหรือน้ำล้างเพราะชาวบ้านเข้าใจผิดว่าภิกษุดื่มน้ำสกปรก จึงทรงอนุญาตภาชนะแยกต่างหาก และในช่วงเดียวกันนี้ยังมีการพัฒนามีดตัดผ้า เข็มเย็บผ้า และกล่องเก็บเข็มเพื
  9. หน้า ๒๕–๒๗ การสร้างและใช้กรอบสะดึงจีวร (กฐิน) เมื่อภิกษุร่วมกันเย็บจีวรบนพื้นดินหรือขึงผ้าไม่เรียบ พระพุทธเจ้าทรงค่อยๆ อนุญาตอุปกรณ์ทีละอย่างตามปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ตั้งแต่หลักผูก เชือกขึง แผ่นไม้รอง จนถึงกรอบสะดึงแบบต่างๆ สำหรับเมื่อผ้าขาดแคลน พร้อมกำหนดมารยาทว่าห้ามเหยียบกรอบสะดึงด้วยเท้าที่ยังไม่ล้างหรือเปียกหรือสวมรองเท้า และอนุญาตเครื่องสวมนิ้วป้องกันนิ้วเจ็บจากการเย็บ เมื่อภิกษุเย็บผ้ากลางแจ้งแล้วทนแดดทนหนาวไม่ไหว จึงทรงอนุญาตให้สร้างโรงเย็บผ้ามีหลังคา และท้ายที่สุดยังทรงกำชับให้เก็บกรอบสะดึงให้เรียบร้อยหลังใช้งานเพื่อไม่ให้ปลวกและหนู
  10. หน้า ๒๘–๒๙ ถุงเครื่องใช้เดินทาง กระบอกกรองน้ำ และโศกนาฏกรรมภิกษุสองรูป ระหว่างเสด็จจากราชคฤห์ไปเวสาลี มีการคิดค้นถุงใส่ยาและเข็ม รวมถึงถุงใส่รองเท้าหลังจากภิกษุรูปหนึ่งถูกรองเท้าของตนเองที่ห้อยจากประคดเอวกระแทกศีรษะขณะก้มกราบชาวบ้าน และเมื่อพบน้ำไม่บริสุทธิ์ระหว่างทางจึงทรงอนุญาตผ้ากรองน้ำเป็นครั้งแรก จากนั้นเกิดเหตุสะเทือนใจ เมื่อภิกษุรูปหนึ่งถูกเพื่อนร่วมทางตักเตือนเรื่องความประพฤติแล้วผูกใจเจ็บ พอเพื่อนกระหายน้ำใกล้ตายขอยืมผ้ากรองน้ำก็ไม่ยอมให้จนเพื่อนถึงแก่มรณภาพ พระพุทธเจ้าทรงสลดพระทัยและบัญญัติว่าภิกษุต้องให้ยืมผ้ากรองน้ำเมื่อถูกขอ และห้ามเดินทางไกลโดยไม่มีผ้
  11. หน้า ๓๐–๓๓ หมอชีวกทูลขอที่จงกรมและเรือนไฟ เมื่อภิกษุที่เวสาลีฉันอาหารประณีตมากเกินไปจนอาพาธกันมาก หมอชีวกโกมารภัจจ์จึงกราบทูลขอให้พระพุทธเจ้าอนุญาตที่จงกรมและเรือนไฟ เพื่อให้ภิกษุได้ออกกำลังกายและรักษาสุขภาพ พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตทันที แล้วจึงค่อยๆ ทรงแก้ปัญหาการก่อสร้างทีละเรื่องตามที่เกิดขึ้นจริง ทั้งการปรับพื้นให้เรียบ ยกฐานให้สูงกันน้ำท่วม สร้างขั้นบันไดและราวจับกันพลัดตก สร้างหลังคากันแดดกันฝน และติดตั้งประตูหน้าต่างของเรือนไฟ แสดงให้เห็นว่าพระวินัยจำนวนมากเกิดจากการแก้ปัญหาเชิงปฏิบัติทีละก้าวมากกว่าการวางแผนไว้ล่วงหน้าทั้งหมด
  12. หน้า ๓๔–๓๘ กฎความสุภาพเรื่องความเปลือยกาย และการสร้างบ่อน้ำสระน้ำ เมื่อภิกษุเปลือยกายไหว้กัน รับของ หรือรับใช้กันขณะเปลือยกายในบริเวณอาบน้ำ พระพุทธเจ้าทรงห้ามพฤติกรรมเหล่านี้เพื่อรักษาความสุภาพเรียบร้อย จากนั้นยังทรงอนุญาตผ้าคลุมสามชนิดสำหรับใช้ขัดตัวในเรือนไฟหรือในน้ำเพื่อความเหมาะสม เมื่อเรือนไฟขาดแคลนน้ำ จึงทรงอนุญาตให้ขุดบ่อน้ำ พร้อมค่อยๆ พัฒนาอุปกรณ์ประกอบ เช่น ขอบบ่อกันดินพัง บันไดและราวจับ รอกและเชือกตักน้ำ ถังตักน้ำ ศาลาคลุมบ่อ และฝาปิดบ่อ สุดท้ายมีคหบดีศรัทธาสร้างสระโบกขรณีและเรือนไฟแบบไม่มีโคลนถวายแก่สงฆ์ ต่อเนื่องจากแนวทางแก้ปัญหาทีละเรื่องแบบเดียวก
  13. หน้า ๓๙–๔๐ กฎเกี่ยวกับผ้านิสีทนะ เครื่องใช้ส่วนตัว และการใช้ของร่วมกัน พระพุทธเจ้าทรงห้ามภิกษุแยกห่างจากผ้ารองนั่ง (นิสีทนะ) เกินสี่เดือน และห้ามนอนบนที่นอนที่โรยด้วยดอกไม้เพราะดูฟุ่มเฟือยเกินไป เมื่อชาวบ้านนำของหอมและดอกไม้มาถวาย ทรงอนุญาตให้ป้ายของหอมที่บานประตูและวางดอกไม้ไว้มุมหนึ่งของวิหารอย่างเหมาะสม ส่วนผ้าสักหลาดที่สงฆ์ได้รับก็ทรงวินิจฉัยว่าไม่ต้องอธิษฐานเป็นของส่วนตัวหรือวิกัปเป็นของแบ่งปัน ใช้เป็นของกลางได้เลย นอกจากนี้ยังทรงห้ามฉันบนเบาะประดับหรูหรา และห้ามภิกษุกินอาหารจากภาชนะเดียวกัน ดื่มจากถ้วยเดียวกัน หรือนอนร่วมเตียงผ้าห่มเดียวกัน เพื่อรักษาขอบเขตคว
  14. หน้า ๔๑–๔๖ วัฑฒะลิจฉวีกล่าวหาพระทัพพมัลลบุตรเท็จ พระเมตติยะและภุมมชกะโกรธที่พระทัพพมัลลบุตรเคยว่ากล่าวตน จึงบีบบังคับให้วัฑฒะลิจฉวีสหายของตนไปกราบทูลพระพุทธเจ้าเท็จว่าพระทัพพมัลลบุตรประทุษร้ายภรรยาตน แม้พระพุทธเจ้าจะตรัสถามพระทัพพมัลลบุตรถึงสามครั้งและได้รับคำยืนยันว่าไม่เคยแม้แต่ในความฝัน พระองค์ก็ไม่เพียงยกฟ้องเฉยๆ แต่ทรงให้สงฆ์ลงโทษวัฑฒะด้วยการ "คว่ำบาตร" คือตัดขาดความสัมพันธ์ทางศาสนากับเขาในฐานะอุบาสกที่ใส่ร้ายภิกษุโดยไม่มีมูล เมื่อวัฑฒะทราบข่าวถึงกับสลบไป แต่ญาติมิตรปลอบใจให้ไปสารภาพผิดต่อพระพุทธเจ้า เมื่อเขาสำนึกผิดอย่างจริงใจ พระพุทธเจ้
  15. หน้า ๔๗–๕๐ เจ้าชายโพธิ ปราสาทโกกนุท และกฎห้ามเหยียบผ้า ระหว่างประทับที่แคว้นภัคคะ เจ้าชายโพธิผู้สร้างปราสาทโกกนุทใหม่ทูลนิมนต์พระพุทธเจ้าเสวยภัตตาหาร แล้วปูผ้าขาวตลอดบันไดหวังให้พระองค์ทรงเหยียบเป็นสิริมงคลเพราะปรารถนาจะมีโอรส แต่พระพุทธเจ้าทรงนิ่งเฉยไม่ทรงเหยียบถึงสามครั้ง จนพระอานนท์ทูลอธิบายว่าพระตถาคตทรงเห็นแก่ประโยชน์ของอนุชนรุ่นหลังจึงไม่ทรงเหยียบผ้าที่ปูถวาย เพราะเกรงจะกลายเป็นธรรมเนียมงมงายที่ต้องทำตามกันต่อไป จึงทรงบัญญัติห้ามภิกษุเหยียบผ้าที่ปูถวาย เว้นแต่กรณีหญิงที่เพิ่งแท้งบุตรขอร้องให้เหยียบเพื่อความเป็นมงคล และทรงอนุญาตให้เหยียบผ้าเช็ด
  16. หน้า ๕๑–๕๒ นางวิสาขามิคารมาตาถวายเครื่องขัดเท้าและพัด เมื่อเสด็จถึงเชตวันเมืองสาวัตถี นางวิสาขามิคารมาตาถวายเครื่องขัดตัว ก้อนหิน และไม้กวาด พระพุทธเจ้าทรงรับเครื่องขัดตัวและไม้กวาดแต่ไม่ทรงรับก้อนหิน แล้วทรงอนุญาตเครื่องขัดเท้าที่เหมาะสมสามชนิดคือกรวด เศษหม้อ และหินฟองทะเล ต่อมานางยังถวายพัดใบตาลและพัดโบกอีกด้วย ซึ่งพระองค์ทรงรับและอนุญาตให้ภิกษุใช้ได้ทั่วไป แสดงถึงบทบาทของอุบาสิกาผู้เป็นทายิกาใหญ่ในการช่วยจัดหาเครื่องใช้ที่จำเป็นแก่สงฆ์อย่างเหมาะสม
  17. หน้า ๕๓–๕๕ พัดหางจามรี ร่ม และภิกษุถูกเข้าใจผิดว่าเป็นโจร สงฆ์ได้รับพัดกันยุงซึ่งทรงอนุญาต แต่พัดหางจามรีอันหรูหราแบบราชสำนักทรงห้าม โดยอนุญาตพัดวัสดุธรรมดาสามชนิดแทน ส่วนร่มนั้นทรงอนุญาตในตอนแรก แต่เมื่อพระฉัพพัคคีย์กางร่มเดินอวดเมืองจนชาวบ้านเข้าใจผิดว่าเป็นข้าราชการเก็บภาษีมากกว่าสมณะ จึงทรงห้ามกางร่มในที่สาธารณะ ยกเว้นภิกษุอาพาธ และภายหลังทรงผ่อนผันให้กางร่มในเขตวัดได้แม้ไม่อาพาธ อีกเหตุการณ์หนึ่งคือภิกษุรูปหนึ่งสะพายบาตรในตาข่ายผูกปลายไม้เดินยามวิกาล ถูกชาวบ้านเข้าใจผิดว่าเป็นโจรถืออาวุธจนถูกจับกุมก่อนปล่อยตัวเมื่อรู้ความจริง นำไปสู่การห้ามพกบาตรล
  18. หน้า ๕๖–๕๗ อนุญาตไม้เท้าและสายโยงบาตรแก่ภิกษุไข้ เนื้อหาต่อเนื่องเป็นสูตรสงฆ์กรรมทางการสำหรับให้ภิกษุอาพาธที่เดินไม่สะดวกได้ขอ "ไม้เท้า" และ "สายโยงบาตร" จากสงฆ์ เพราะปกติภิกษุต้องถือบาตรด้วยมือ ไม่มีสายสะพายเหมือนของใช้ทั่วไป เมื่อภิกษุป่วยจนพกพาบาตรตามปกติไม่ไหว พระพุทธเจ้าจึงทรงวางขั้นตอนการขออนุญาตอย่างเป็นทางการต่อหน้าสงฆ์ แสดงให้เห็นหลักการที่ว่าข้อยกเว้นทางวินัยต้องผ่านกระบวนการที่โปร่งใส ไม่ใช่ตัดสินใจเอง
  19. หน้า ๕๗–๕๘ ภิกษุเคี้ยวเอื้องอย่างโค ต้องห้าม มีภิกษุรูปหนึ่งฉันอาหารซ้ำโดยการสำรอกออกมาเคี้ยวใหม่คล้ายวัวเคี้ยวเอื้อง ชาวบ้านที่พบเห็นตำหนิว่าเป็นพฤติกรรมน่ารังเกียจไม่สมควรแก่สมณะ พระพุทธเจ้าจึงทรงเปรียบเขาว่าเพิ่งจุติมาจากกำเนิดโค และห้ามฉันของที่สำรอกออกมาแล้ว เว้นแต่ยังไม่นำออกนอกปาก เรื่องนี้สะท้อนหลักที่ว่าพฤติกรรมการกินของภิกษุต้องรักษาความน่าเลื่อมใสต่อสายตาสาธารณชนด้วย
  20. หน้า ๕๘ การเก็บข้าวที่ตกหล่นระหว่างรับบิณฑบาต ในงานเลี้ยงสงฆ์ครั้งหนึ่ง ข้าวสุกหล่นเรี่ยราดจำนวนมากขณะตักถวาย ชาวบ้านตำหนิว่าภิกษุรับประเคนไม่เรียบร้อยทั้งที่ข้าวแต่ละเม็ดมีค่ามาก พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้ภิกษุเก็บข้าวที่ตกหล่นระหว่างการประเคนมาฉันได้เอง เพราะถือว่าผู้ถวายสละสิทธิ์ในของนั้นไปแล้วตั้งแต่ตกจากมือ เป็นการแก้ปัญหาเชิงปฏิบัติไม่ให้อาหารที่มีผู้เสียสละถวายต้องสูญเปล่า
  21. หน้า ๕๘–๕๙ หญิงใส่ร้ายภิกษุเล็บยาว ภิกษุรูปหนึ่งไว้เล็บยาวออกบิณฑบาต หญิงคนหนึ่งเชิญชวนร่วมประเวณีแต่ถูกปฏิเสธ จึงข่มขู่ว่าจะข่วนตัวเองให้เป็นแผลแล้วกล่าวหาว่าภิกษุทำร้ายตน เมื่อชาวบ้านมาช่วยจับภิกษุ แต่ตรวจพบร่องรอยเล็บและเลือดตรงกับมือหญิงเอง จึงปล่อยภิกษุไป เหตุการณ์นี้ทำให้พระพุทธเจ้าทรงห้ามภิกษุไว้เล็บยาว เพราะนอกจากไม่งามแล้วยังอาจเป็นช่องให้ถูกใส่ร้ายหรือใช้ทำร้ายผู้อื่นได้
  22. หน้า ๕๙–๖๐ วิธีตัดเล็บที่ถูกต้องและห้ามแต่งเล็บให้สวยงาม เมื่อห้ามไว้เล็บยาวแล้ว ภิกษุบางรูปตัดเล็บด้วยวิธีที่ทำร้ายตนเอง เช่น ใช้เล็บแซะเล็บ ใช้ปากกัด หรือถูกับผนังจนนิ้วเจ็บ พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้มีกรรไกรตัดเล็บโดยเฉพาะ แต่ต่อมาพระฉัพพัคคีย์กลับตัดแต่งเล็บให้เป็นเงางามยี่สิบแฉกอย่างคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม จึงถูกห้ามอีกครั้ง โดยอนุญาตเพียงขัดคราบสกปรกออกเท่านั้น สะท้อนหลักทั่วไปของวินัยหมวดนี้คือ อนุญาตเพื่อความจำเป็น แต่ห้ามเมื่อกลายเป็นการประดับตกแต่งเกินควร
  23. หน้า ๖๐–๖๑ การโกนผมและหนวด: เครื่องมือที่อนุญาตและทรงต้องห้าม เมื่อผมภิกษุยาวเกินไป พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุโกนผมแก่กันเองพร้อมชุดเครื่องมือโกน แต่พระฉัพพัคคีย์กลับนำมาใช้แต่งหนวดเป็นทรงแฟชั่นต่างๆ เช่น ทรงสี่เหลี่ยม ทรงแพะ หรือไว้หนวดแพะ เลียนแบบคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม จึงถูกห้ามทั้งหมด ยกเว้นกรณีจำเป็นทางการแพทย์ เช่น ต้องโกนขนบริเวณที่มีแผลเพื่อรักษา และอนุญาตให้ใช้กรรไกรตัดผมได้เฉพาะเมื่อมีแผลที่ศีรษะซึ่งใช้มีดโกนไม่ได้ แสดงหลักเดิมคือแยกความจำเป็นออกจากการประดับความงาม
  24. หน้า ๖๑–๖๒ ขนจมูกและผมหงอก: ห้ามไว้หรือถอนเล่น ภิกษุบางรูปไว้ขนจมูกยาวจนถูกชาวบ้านเปรียบว่าเหมือนปีศาจ พระพุทธเจ้าจึงห้ามไว้ขนจมูกยาว แต่เมื่อภิกษุใช้ก้อนกรวดหรือขี้ผึ้งดึงขนจมูกออกจนเจ็บปวด จึงทรงอนุญาตให้มีแหนบสำหรับถอนแทน ส่วนพระฉัพพัคคีย์ที่ให้คนอื่นถอนผมหงอกของตนออก ก็ถูกห้ามเช่นกันเพราะเป็นการปกปิดความชราอย่างคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ทั้งหมดนี้ยังคงยึดหลักเดียวกันคือห้ามสิ่งที่ทำเพื่อความสวยงามเกินจำเป็น
  25. หน้า ๖๒–๖๓ เครื่องแคะหูและข้อห้ามสะสมภาชนะโลหะ-สำริด เมื่อภิกษุรูปหนึ่งมีขี้หูอุดตันจนหูอื้อ พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้มีเครื่องแคะหู แต่พระฉัพพัคคีย์กลับทำเครื่องแคะหูหลายแบบด้วยทองและเงิน จึงถูกห้ามและให้ใช้วัสดุธรรมดา เช่น กระดูก งาช้าง เขาสัตว์ ไม้ไผ่แทน ในช่วงเดียวกันยังมีการห้ามพระฉัพพัคคีย์สะสมภาชนะโลหะและสำริดจำนวนมากไว้เป็นกอง เพราะทำให้ดูเหมือนพ่อค้าสะสมของมีค่ามากกว่าสมณะที่ควรมีของใช้แต่น้อย
  26. หน้า ๖๓–๖๕ ประคดเอวและเครื่องผูก: จากความจำเป็นสู่กฎควบคุมความหรูหรา หมวดนี้เริ่มจากภิกษุไข้ที่ต้องการประคดเอว (อาโยคะ) พยุงร่างกาย และภิกษุที่สบงหลุดกลางหมู่บ้านจนถูกชาวบ้านโห่ล้อ ทำให้อับอาย พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตประคดเอว (กายพันธนะ) แก่ภิกษุทั่วไป แต่เมื่อพระฉัพพัคคีย์ทำประคดลวดลายแปลกตาหลายแบบเลียนแบบคฤหัสถ์ จึงถูกจำกัดให้เหลือเพียงสองแบบมาตรฐาน พร้อมอนุญาตวิธีซ่อมเมื่อประคดชำรุดหรือเส้นด้ายเปื่อย สะท้อนแนวทางที่ว่าเครื่องใช้จำเป็นต้องเรียบง่ายและซ่อมแซมได้ ไม่ใช่เครื่องประดับ
  27. หน้า ๖๕–๖๖ ตัวเกี่ยวจีวร: เรื่องจีวรพระอานนท์ปลิวลม ขณะพระอานนท์ห่มสังฆาฏิผืนบางเข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน ลมหมุนได้พัดจีวรของท่านปลิวขึ้น พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้มีตัวเกี่ยวและห่วงกลัดยึดจีวรไว้กันปัญหานี้ แต่เมื่อพระฉัพพัคคีย์ทำตัวเกี่ยวด้วยทองและเงินหลายแบบ จึงถูกจำกัดให้ใช้วัสดุธรรมดา และเมื่อการติดตัวเกี่ยวโดยตรงทำให้จีวรขาดชำรุด จึงทรงอนุญาตให้มีแผ่นรองกันสึกหรอเพิ่มอีกชั้นหนึ่งด้วย
  28. หน้า ๖๖–๖๗ ห้ามแต่งกายอย่างคฤหัสถ์และแบกของด้วยไม้คาน พระฉัพพัคคีย์นุ่งห่มเลียนแบบคฤหัสถ์หลายรูปแบบ ทั้งนุ่งแบบงวงช้าง แบบหางปลา และห่มคลุมตัวหรือพันรอบตัวอย่างมงกุฎโกนพระเกศาของพระราชา ล้วนถูกชาวบ้านตำหนิว่าไม่ต่างจากคนบริโภคกาม พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามการแต่งกายเลียนแบบทุกรูปแบบ นอกจากนี้ยังทรงห้ามการแบกของด้วยไม้คานสองข้างเหมือนกรรมกรรับจ้าง โดยอนุญาตวิธีขนของแบบอื่นแทน เพื่อรักษาภาพลักษณ์ที่แตกต่างจากผู้ครองเรือน
  29. หน้า ๖๗–๖๘ ไม้สีฟัน: อานิสงส์และข้อกำหนดความยาว เมื่อภิกษุไม่เคี้ยวไม้สีฟันจนปากมีกลิ่นเหม็น พระพุทธเจ้าทรงแสดงโทษห้าประการของการไม่เคี้ยวไม้สีฟันและอานิสงส์ห้าประการของการเคี้ยว จึงทรงอนุญาตให้มีไม้สีฟันประจำตัว แต่เมื่อพระฉัพพัคคีย์ใช้ไม้สีฟันยาวเกินไปจนใช้ตีสามเณรเล่น จึงกำหนดความยาวสูงสุดไว้แปดนิ้ว และเมื่อมีภิกษุใช้ไม้สั้นเกินไปจนติดคอ จึงกำหนดความยาวต่ำสุดไว้สี่นิ้วด้วย
  30. หน้า ๖๘–๖๙ ไฟป่า: ห้ามจุดเอง แต่อนุญาตดับไฟคุกคามวัด พระฉัพพัคคีย์จุดไฟเผาป่าเล่นจนถูกชาวบ้านเปรียบว่าเป็นผู้เผาป่าเสียเอง พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามการจุดไฟป่าโดยเด็ดขาด แต่เมื่อวิหารที่ปกคลุมด้วยหญ้าถูกไฟป่าลุกลามเข้าใกล้จนภิกษุกลัวจะผิดวินัยหากดับไฟ จึงทรงอนุญาตให้จุดไฟสวนทางกันไฟป่าและสวดพระปริตรป้องกันได้ แสดงให้เห็นว่าการห้ามมิได้ตัดสิทธิ์การป้องกันตัวเองในยามภัยพิบัติ
  31. หน้า ๖๙ ห้ามปีนต้นไม้ เว้นแต่กรณีฉุกเฉิน พระฉัพพัคคีย์ปีนต้นไม้และไต่จากต้นหนึ่งไปอีกต้นหนึ่งเหมือนลิง ถูกชาวบ้านตำหนิ พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามปีนต้นไม้ทั่วไป แต่ต่อมามีภิกษุรูปหนึ่งเดินทางแล้วถูกช้างไล่กลางทาง ไม่กล้าปีนต้นไม้หนีเพราะเกรงจะผิดวินัย จนเกือบเป็นอันตราย พระพุทธเจ้าจึงทรงผ่อนผันให้ปีนต้นไม้สูงเท่าที่จำเป็นได้ในยามมีภัยคุกคามชีวิต
  32. หน้า ๖๙–๗๐ สองพี่น้องขอแปลงพุทธวจนะเป็นฉันท์สันสกฤต ภิกษุสองพี่น้องเชื้อสายพราหมณ์ผู้พูดจาไพเราะ กราบทูลขอให้ยกพุทธพจน์ขึ้นเป็นฉันท์ภาษาสันสกฤตมาตรฐาน เพราะเกรงว่าภิกษุต่างชาติต่างภาษาจะพูดผิดเพี้ยนทำให้พุทธพจน์เสียหาย แต่พระพุทธเจ้าทรงตำหนิและปฏิเสธข้อเสนอนี้อย่างเด็ดขาด แล้วทรงอนุญาตให้แต่ละคนเรียนพุทธพจน์ด้วยภาษาถิ่นของตนเองแทน หลักการนี้สำคัญมากเพราะแสดงว่าพระธรรมไม่ผูกติดกับภาษาศักดิ์สิทธิ์ภาษาใดภาษาหนึ่ง แต่ควรเข้าถึงได้ในภาษาที่ผู้ฟังเข้าใจ
  33. หน้า ๗๐–๗๑ ห้ามศึกษาและสอนโลกายตะและติรัจฉานวิชา พระฉัพพัคคีย์ศึกษาและสอนวิชาโลกายตะ (ปรัชญาวัตถุนิยมทางโลก) แก่ผู้อื่น พระพุทธเจ้าตรัสถามว่าวิชานี้ช่วยให้เจริญในธรรมวินัยหรือไม่ เมื่อภิกษุตอบว่าไม่ จึงทรงห้ามทั้งเรียนและสอนโลกายตะ พร้อมทั้งห้ามเรียนและสอนติรัจฉานวิชา (วิชาทำนายและศาสตร์ต่ำต้อยนอกทาง) ด้วยเหตุผลเดียวกันคือ ไม่เกื้อกูลต่อการหลุดพ้น เป็นการวางกรอบว่าความรู้ที่ภิกษุควรศึกษาต้องมุ่งสู่เป้าหมายทางธรรม
  34. หน้า ๗๑–๗๒ จามระหว่างแสดงธรรมและคำอวยพรอายุยืน ขณะพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่บริษัทใหญ่ พระองค์ทรงจาม ภิกษุทั้งหลายพากันร้องอวยพร "ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงพระชนม์อยู่" เสียงดังจนขัดจังหวะการแสดงธรรม พระพุทธเจ้าจึงตรัสถามว่าชีวิตขึ้นอยู่กับคำอวยพรเช่นนี้จริงหรือ แล้วทรงห้ามภิกษุกล่าวเช่นนั้นต่อกันเอง แต่เมื่อชาวบ้านซึ่งถือเป็นมงคลอวยพรภิกษุที่จามและภิกษุนิ่งเฉยจนถูกตำหนิ จึงทรงอนุญาตให้ภิกษุกล่าวตอบรับคำอวยพรของคฤหัสถ์ได้ แสดงความยืดหยุ่นตามธรรมเนียมของแต่ละฝ่าย
  35. หน้า ๗๒–๗๓ ภิกษุฉันกระเทียม: ห้ามทั่วไป เว้นเป็นยา ขณะพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม ภิกษุรูปหนึ่งที่เพิ่งฉันกระเทียมมานั่งแยกตัวออกไปด้วยความละอายกลิ่นปาก พระพุทธเจ้าตรัสถามและสอนว่าไม่ควรฉันสิ่งที่ทำให้ต้องพลาดโอกาสฟังธรรม จึงทรงห้ามฉันกระเทียมโดยทั่วไป แต่เมื่อพระมหาโมคคัลลานะทราบว่าพระสารีบุตรเคยหายจากอาการปวดท้องด้วยกระเทียม พระพุทธเจ้าจึงทรงผ่อนผันให้ฉันกระเทียมได้ในกรณีเจ็บป่วยจำเป็นทางยา
  36. หน้า ๗๓–๗๖ กฎสุขาภิบาลและสิ่งก่อสร้างห้องน้ำในวัด เมื่อภิกษุถ่ายปัสสาวะและอุจจาระเรี่ยราดในบริเวณวัดจนสกปรกและมีกลิ่นเหม็น พระพุทธเจ้าทรงค่อยๆ อนุญาตระบบสุขาภิบาลแบบครบวงจร ตั้งแต่จุดปัสสาวะเฉพาะที่ หลุมส้วมพร้อมพื้นยกสูงกันน้ำท่วม บันไดและราวจับกันลื่นล้ม ที่นั่งมีรูปิดเปิด ไม้ชำระ ไปจนถึงเรือนส้วมมีประตูบานพับกันสัตว์เข้า และรั้วล้อมรอบ แม้แต่ภิกษุชราที่ล้มขณะลุกจากส้วมก็ทรงอนุญาตราวพยุงเพิ่ม เนื้อหาช่วงนี้สะท้อนวิธีคิดเชิงปฏิบัติของวินัยที่แก้ปัญหาทีละจุดตามเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น
  37. หน้า ๗๖–๗๘ ข้อห้ามความประพฤติไม่เหมาะสมกับสตรี (อนาจาร) พระฉัพพัคคีย์ประพฤติตนใกล้ชิดสตรีในทางที่ไม่เหมาะสมอย่างกว้างขวาง ทั้งปลูกและเก็บดอกไม้ทำพวงมาลัยให้สตรีตระกูลต่างๆ ร่วมรับประทานอาหารในภาชนะเดียวกัน นอนร่วมเตียงหรือผ้าห่มเดียวกัน ดื่มสุรา ร้องรำทำเพลง เล่นการพนันและกีฬาหลากหลายชนิดร่วมกับสตรี พระพุทธเจ้าทรงห้ามพฤติกรรมทั้งหมดนี้อย่างครอบคลุม เพราะเป็นการลบเส้นแบ่งระหว่างชีวิตนักบวชกับชีวิตทางโลกอย่างสิ้นเชิง ซึ่งบั่นทอนความน่าเลื่อมใสของสงฆ์โดยรวม
  38. หน้า ๗๘ วัตถุบริจาคจากผู้บวชตามพระอุรุเวลกัสสปะ และจบขุททกวัตถุขันธกะ เมื่อพระอุรุเวลกัสสปะพร้อมบริวารบวช สงฆ์ได้รับภาชนะโลหะ ไม้ และดินเผาจำนวนมากที่ติดตัวมา ภิกษุไม่แน่ใจว่าสิ่งใดควรเก็บไว้ใช้ได้บ้าง พระพุทธเจ้าจึงทรงวางกฎว่าภาชนะโลหะเก็บได้ทั้งหมดยกเว้นอาวุธ ภาชนะไม้เก็บได้ยกเว้นเตียงตั่งหรูหรา และภาชนะดินเผาเก็บได้ยกเว้นบางประเภท ข้อความนี้ปิดท้ายขุททกวัตถุขันธกะ (หมวดกฎเบ็ดเตล็ดเล็กน้อย) อย่างเป็นทางการ
  39. หน้า ๗๙–๘๔ คาถาสรุปท้ายขุททกวัตถุขันธกะ ส่วนนี้เป็นคาถาอุทานร้อยกรองสรุปหัวข้อทั้งหมดของขุททกวัตถุขันธกะที่ผ่านมา ตั้งแต่เรื่องต้นไม้ เสาเรือน เล็บ ผม หนวด ประคดเอว ไม้สีฟัน ไปจนถึงเรื่องห้องน้ำและความประพฤติไม่เหมาะสม ใช้เป็นเครื่องช่วยจำสำหรับผู้เรียนพระวินัยแบบมุขปาฐะ ไม่ได้มีเนื้อหาหรือเรื่องราวใหม่ เพียงแต่ร้อยเรียงคำสำคัญของกฎที่กล่าวมาก่อนหน้าให้อยู่ในรูปฉันทลักษณ์ที่จำง่าย
  40. หน้า ๘๕–๘๘ กำเนิดวิหารแห่งแรก: เศรษฐีราชคฤห์สร้างวิหารหกสิบหลัง เดิมทีพระพุทธเจ้ายังไม่ทรงบัญญัติเรื่องที่พักอาศัย ภิกษุจึงต้องอยู่ตามป่า โคนไม้ ภูเขา ถ้ำ หรือป่าช้าตามมีตามเกิด เศรษฐีเมืองราชคฤห์เห็นภิกษุเหล่านี้เดินออกจากที่พักแต่เช้าด้วยอาการสงบน่าเลื่อมใส จึงเกิดศรัทธาขอสร้างวิหารถวาย เมื่อพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตเสนาสนะห้าประเภท เศรษฐีก็สร้างวิหารถึงหกสิบหลังในวันเดียวถวายแด่สงฆ์สี่ทิศ พระพุทธเจ้าทรงอนุโมทนาด้วยพระคาถาอันโด่งดังว่าการถวายวิหารเป็นทานอันเลิศ เพราะช่วยป้องกันภัยจากดินฟ้าอากาศและสัตว์ร้าย เกื้อกูลให้ภิกษุมีที่บำเพ็ญเพียรได้
  41. หน้า ๘๘–๙๒ อุปกรณ์วิหาร: ประตู หน้าต่าง เครื่องปูลาด และเตียงตั่ง หลังจากอนุญาตให้สร้างวิหารแล้ว ปัญหาการใช้งานจริงก็ตามมาเป็นชุด เช่น งูและตะขาบเข้าวิหารเพราะไม่มีประตู จึงอนุญาตบานประตูพร้อมกลอนและสลัก หนูกัดแทะบานพับจึงอนุญาตโลหะเสริม หลังคามุงหญ้าร้อนหนาวจึงอนุญาตฉาบปูน ค้างคาวเข้าทางช่องลมจึงอนุญาตบานหน้าต่าง และภิกษุนอนกับพื้นจนเปื้อนฝุ่นจึงอนุญาตเสื่อปูและเตียงตั่งหลายรูปแบบ แต่ละกรณีแสดงวิธีแก้ปัญหาทีละขั้นตามที่พบจริงในชีวิตประจำวัน
  42. หน้า ๙๒–๙๔ ห้ามเตียงสูงเกินและหมอนยาวเกินขนาด พระฉัพพัคคีย์นอนบนเตียงสูงจนถูกชาวบ้านตำหนิว่าเลียนแบบคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามและกำหนดความสูงขาเตียงสูงสุดไว้แปดนิ้ว ส่วนหมอนที่ยาวเต็มตัวก็ถูกจำกัดให้มีขนาดพอดีศีรษะเท่านั้น เรื่องราวยังย้อนเล่าที่มาของวัสดุยัดหมอน (สำลี เปลือกไม้ หญ้า) ว่ามาจากเศษเบาะที่ถูกทิ้งหลังงานเทศกาลในเมืองราชคฤห์ ซึ่งภิกษุเก็บมาใช้แทนการซื้อของใหม่
  43. หน้า ๙๔–๙๗ การทาสีผนังและข้อห้ามภาพวาดรูปคน เมื่อวิหารของนักบวชนอกศาสนา (เดียรถีย์) ทาสีขาว-ดำและปูนแดงสวยงามจนคนแห่ไปชม พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้วิหารของสงฆ์ทาสีลักษณะเดียวกันได้ พร้อมทั้งอนุญาตสูตรผสมปูนต่างๆ เพื่อให้สีติดผนังหยาบได้ดีขึ้น แต่เมื่อพระฉัพพัคคีย์วาดภาพรูปหญิงชายประดับผนังวิหารเลียนแบบบ้านคฤหัสถ์ พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามภาพคนโดยเฉพาะ และอนุญาตเพียงลวดลายดอกไม้เถาวัลย์แทน แสดงเส้นแบ่งระหว่างการดูแลอาคารกับการตกแต่งเพื่อความรื่นรมย์ทางกาม
  44. หน้า ๙๗–๑๐๐ สิ่งก่อสร้างเพิ่มเติม: ม่านบัง ตะขอ ศาลาน้ำ และศาลาฉัน หมวดนี้รวมปัญหาปลีกย่อยหลายเรื่องที่ตามมาหลังมีวิหารแล้ว เช่น ที่นอนเปิดโล่งจนภิกษุอายไม่กล้านอน จึงอนุญาตม่านบังหรือกำแพงครึ่งตัว งูตกลงมาจากหลังคาหญ้าใส่บ่าภิกษุจนตกใจร้อง จึงอนุญาตเพดานผ้ากันสัตว์ตก ถุงย่ามถูกหนูกัดจึงอนุญาตตะขอแขวนผนัง และจีวรวางไว้บนเตียงจนชำรุดจึงอนุญาตราวแขวนจีวร นอกจากนี้ยังมีการสร้างศาลารอรับอาหารและศาลาน้ำดื่มกลางแจ้งเพื่อกันแดดกันฝนแก่ภิกษุ พร้อมพื้นยกสูงและบันไดกันน้ำท่วมเช่นเดียวกับอาคารอื่น
  45. หน้า ๑๐๐–๑๐๒ รั้ววัดและโรงไฟ เมื่อวัดไม่มีรั้วล้อมรอบ แพะและปศุสัตว์เข้ามาทำลายต้นไม้ที่ปลูกไว้ พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้ล้อมรั้วไม้ไผ่หรือรั้วหนามพร้อมคูรอบและประตูทางเข้า ส่วนบริเวณที่ภิกษุก่อไฟกระจัดกระจายทั่วบริเวณจนสกปรก ก็ทรงอนุญาตให้สร้างโรงไฟรวมไว้จุดเดียวแทน พร้อมพื้นยกสูงและบันไดกันน้ำท่วมเช่นอาคารอื่นๆ และเมื่อพื้นดินวัดเป็นโคลนก็อนุญาตให้โรยกรวดและทำร่องระบายน้ำ
  46. หน้า ๑๐๒ พระเจ้าพิมพิสารสร้างปราสาทฉาบปูนถวายสงฆ์: ประเภทหลังคาที่อนุญาต พระเจ้าพิมพิสารทรงมีพระราชประสงค์จะสร้างปราสาทฉาบปูนถวายสงฆ์ ภิกษุจึงไม่แน่ใจว่าหลังคาแบบใดที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาต จึงกราบทูลถาม พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตหลังคาห้าประเภท ได้แก่ อิฐ หิน ปูน หญ้า และใบไม้ ข้อความนี้ปิดท้ายภาณวารแรกของเสนาสนขันธกะ ก่อนจะเข้าสู่เรื่องราวสำคัญของอนาถบิณฑิกเศรษฐีในตอนถัดไป
  47. หน้า ๑๐๒–๑๐๗ อนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ยินคำว่า "พุทธะ" และเดินทางไปเข้าเฝ้า อนาถบิณฑิกเศรษฐีจากเมืองสาวัตถีไปธุระที่ราชคฤห์ พบว่าเรือนพี่เขยกำลังยุ่งเตรียมอาหารใหญ่ คิดว่าจะมีงานแต่งหรือรับเสด็จ แต่เมื่อทราบว่าเป็นการเตรียมถวายภัตตาหารแด่พระพุทธเจ้า เขาตื่นเต้นอย่างยิ่งเพราะคำว่า "พุทธะ" เป็นสิ่งหาฟังได้ยากยิ่งในโลก จนนอนไม่หลับลุกขึ้นหลายครั้งเข้าใจผิดว่าฟ้าสาง เมื่อเดินฝ่าความมืดและความหวาดกลัวเหนือธรรมชาติที่ประตูป่าช้าไปหาพระพุทธเจ้า ยักษ์สีวกะปรากฏกายให้กำลังใจด้วยคาถา จนในที่สุดได้พบพระพุทธเจ้าซึ่งทรงเรียกเขาด้วยชื่อเดิมว่า "สุทัตตะ" และทรงแสดงอนุปุพพีกถาจนเขาได้ด
  48. หน้า ๑๐๗–๑๐๘ อนาถบิณฑิกเลี้ยงพระและปฏิเสธความช่วยเหลือ หลังบรรลุธรรมและกราบทูลนิมนต์สงฆ์ฉันภัตตาหารแล้ว อนาถบิณฑิกเศรษฐีจัดเตรียมอาหารถวายด้วยตนเอง ทั้งเศรษฐีราชคฤห์ ชาวเมืองราชคฤห์ และแม้แต่พระเจ้าพิมพิสารเองต่างเสนอตัวช่วยออกค่าใช้จ่าย เพราะเห็นว่าเขาเป็นเพียงผู้มาเยือนเมือง แต่อนาถบิณฑิกปฏิเสธทุกฝ่ายด้วยความมั่นใจว่าตนมีทรัพย์เพียงพอ แสดงให้เห็นถึงฐานะและความตั้งใจอันแน่วแน่ของเขาที่จะทำบุญใหญ่ครั้งนี้ด้วยกำลังทรัพย์ของตนเองล้วนๆ
  49. หน้า ๑๐๘–๑๑๐ อนาถบิณฑิกกลับสาวัตถีและเริ่มเจรจาซื้อสวนเชตวัน อนาถบิณฑิกเศรษฐีเดินทางกลับสาวัตถี ระหว่างทางสั่งให้คนสร้างที่พักและเตรียมทานไว้รับเสด็จพระพุทธเจ้าที่จะตามมาภายหลัง เมื่อถึงสาวัตถีเขาสำรวจหาสถานที่เหมาะสร้างวัด ต้องไม่ไกลหรือใกล้เมืองเกินไป เดินทางสะดวก เงียบสงบทั้งกลางวันกลางคืน จนพบสวนของเจ้าชายเชตะที่ตรงตามเงื่อนไขทุกประการ เมื่อขอซื้อ เจ้าชายเชตะทรงปฏิเสธติดตลกว่าไม่ขายแม้จะปูเหรียญทองเต็มสวน แต่อนาถบิณฑิกกลับยืนยันว่า "ซื้อแล้ว" จนต้องนำเรื่องไปให้ข้าราชการตัดสิน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวการซื้อสวนเชตวันอันโด่งดังที่จะดำเนินต่อไป
  50. หน้า ๑๑๑ อนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้างวัดเชตวันสำเร็จ หลังจากปูลานด้วยเหรียญทองซื้อที่ดินแล้ว เจตกุมารเห็นความศรัทธาอันยิ่งใหญ่จึงขอถวายส่วนซุ้มประตูที่ยังไม่ได้ปูทองเป็นของตนเองแก่สงฆ์ อนาถบิณฑิกเศรษฐีจึงสร้างสิ่งปลูกสร้างครบถ้วนในวัดเชตวัน ทั้งวิหาร ที่พัก ซุ้มประตู ศาลาบำเพ็ญเพียร โรงไฟ กุฏิเก็บของ ห้องน้ำ ทางจงกรม บ่อน้ำ เรือนไฟ สระโบกขรณี และมณฑป ทำให้วัดเชตวันซึ่งต่อมากลายเป็นที่ประทับสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของพระพุทธเจ้าสำเร็จสมบูรณ์
  51. หน้า ๑๑๒–๑๑๓ ช่างเย็บผ้ายากจนสร้างกำแพงเองกับกำเนิดนวกรรม เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จจากราชคฤห์ไปเวสาลี ผู้คนต่างช่วยเหลือภิกษุที่กำลังสร้างสิ่งปลูกสร้างใหม่ (นวกรรม) ด้วยความเต็มใจ ช่างเย็บผ้าผู้ยากจนคนหนึ่งอยากได้รับความช่วยเหลือแบบเดียวกันจึงพยายามก่อกำแพงด้วยดินเหนียวด้วยตนเอง แต่กำแพงกลับพังทลายซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพราะก่อขึ้นด้วยจิตที่มีอกุศลแฝงอยู่ เมื่อภิกษุนำเรื่องไปกราบทูล พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้สงฆ์แต่งตั้งภิกษุช่วยดูแลงานก่อสร้างของผู้อื่นอย่างเป็นทางการด้วยญัตติสงฆ์ เพื่อไม่ให้ผู้ทำงานก่อสร้างต้องถูกทอดทิ้งโดยไม่มีใครช่วยเหลือหรือแนะนำ
  52. หน้า ๑๑๔–๑๒๐ ข้อพิพาทเรื่องที่นั่งตามอาวุโสและนิทานนกกระทา ลิง ช้าง ศิษย์ของภิกษุฉัพพัคคีย์แย่งกันวิ่งนำหน้าขบวนสงฆ์เพื่อจองที่พักและที่นอนไว้ให้อุปัชฌาย์อาจารย์ของตน จนพระสารีบุตรไม่มีที่นอนต้องไปนั่งใต้ต้นไม้ พระพุทธเจ้าทรงตำหนิแล้วให้ภิกษุถกกันว่าใครควรได้อาสนะ น้ำ และอาหารชั้นเลิศ ก่อนจะทรงเล่านิทานเรื่องนกกระทา ลิง และช้างที่เคยอยู่ร่วมกันอย่างไม่เคารพกัน จนตกลงหาผู้อาวุโสที่สุดจากความทรงจำเรื่องต้นไทร แล้วเคารพเชื่อฟังกันตามลำดับจนได้ไปเกิดในสวรรค์ สื่อว่าแม้สัตว์เดรัจฉานยังรู้จักเคารพผู้อาวุโส มนุษย์ผู้บวชแล้วยิ่งควรทำเช่นนั้น พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติให้ถือล
  53. หน้า ๑๒๐–๑๒๒ การถวายวัดเชตวันแด่สงฆ์สี่ทิศและคาถาอนุโมทนา อนาถบิณฑิกเศรษฐีนิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมสงฆ์ไปฉันที่บ้าน แล้วทูลถามว่าควรถวายวัดเชตวันอย่างไร พระพุทธเจ้าตรัสให้อุทิศแด่สงฆ์จตุรทิศทั้งที่มาแล้วและยังไม่มา หมายความว่าเป็นสมบัติของคณะสงฆ์โดยรวมตลอดไป ไม่ใช่ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง อันเป็นต้นแบบการถวายวัดแก่ส่วนรวม จากนั้นทรงแสดงคาถาอนุโมทนาว่าที่อยู่อาศัยช่วยป้องกันความหนาว ร้อน สัตว์ร้าย และพายุ ทั้งยังเป็นที่เจริญภาวนาและวิปัสสนา การถวายวิหารจึงเป็นทานอันเลิศเพราะเกื้อกูลให้ผู้รับได้ฟังธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น
  54. หน้า ๑๒๒–๑๒๔ พระอุปนันทะไล่ภิกษุลุกจากที่ฉันและกฎคุ้มครองภิกษุไข้ ในงานเลี้ยงของมหาอำมาตย์ผู้เป็นสาวกอาชีวก พระอุปนันทะมาทีหลังแล้วไล่ภิกษุที่กำลังฉันอยู่ให้ลุกจากที่นั่งเพื่อแย่งเอาที่นั่งของตน จนเกิดความชุลมุนในโรงฉันและเป็นที่ครหาของทายก พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามไล่ภิกษุที่ยังฉันไม่เสร็จให้ลุกจากที่ ผู้มาทีหลังต้องหาที่นั่งอื่นแทน และทรงขยายหลักการคุ้มครองนี้ไปถึงภิกษุไข้ที่เคยถูกบังคับให้ลุกจากที่นอนดีจนบางรูปถึงกับสลบ รวมทั้งห้ามใช้ข้ออ้างเล็กน้อยกีดกันไม่ให้ภิกษุอื่นได้ที่พัก เพื่อปกป้องผู้ที่อ่อนแอกว่าไม่ให้ถูกรังแกแย่งชิงที่ของตน
  55. หน้า ๑๒๔–๑๒๗ พระสัตตรสวัคคีย์ถูกแย่งกุฏิที่ซ่อมแซมกับการตั้งเจ้าหน้าที่แจกเสนาสนะ ภิกษุกลุ่มสัตตรสวัคคีย์ช่วยกันซ่อมแซมวิหารเก่าเพื่อจะจำพรรษา แต่เมื่อภิกษุฉัพพัคคีย์เห็นวิหารซ่อมเสร็จแล้วก็โกรธและไล่พวกเธอออกไปด้วยกำลัง ยึดวิหารไว้เป็นของตนเอง ภิกษุกลุ่มที่ถูกไล่ร้องไห้ด้วยความเสียใจ เมื่อความทราบถึงพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงตำหนิการแย่งชิงด้วยความโกรธเช่นนี้อย่างรุนแรง และทรงบัญญัติห้ามไล่ภิกษุออกจากเสนาสนะของสงฆ์ด้วยอารมณ์โกรธ พร้อมทั้งทรงตั้งตำแหน่ง "ภิกษุผู้แจกเสนาสนะ" ที่สงฆ์คัดเลือกอย่างเป็นกลางเพื่อจัดสรรที่พักอย่างยุติธรรมไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก
  56. หน้า ๑๒๗–๑๒๙ หลักเกณฑ์การแจกเสนาสนะและกรณีพระอุปนันทะถือครองสองที่ ภิกษุผู้ได้รับแต่งตั้งให้แจกเสนาสนะต้องคิดหาวิธีที่เหมาะสม เริ่มจากนับจำนวนภิกษุ แล้วนับที่นอน แล้วนับทั้งวิหาร และสุดท้ายนับตามบริเวณ โดยแต่ละวิธีถูกปรับแก้เมื่อพบว่าก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม พร้อมกำหนดว่าส่วนแบ่งที่มอบให้ไปแล้วจะเรียกคืนโดยไม่มีเหตุอันควรไม่ได้ นอกจากนี้ยังห้ามแจกเสนาสนะแก่ผู้ที่อยู่นอกเขตสีมา และกำหนดว่าการจับจองมีผลผูกพันตลอดสามเดือนในพรรษาแต่เปลี่ยนแปลงได้นอกพรรษา พร้อมระบุการแจกสามแบบตามช่วงเวลาอาสาฬหบูชา ส่วนท้ายเป็นกรณีพระอุปนันทะที่จับจองที่พักในสาวัตถีแล้วยังไปจับจองที
  57. หน้า ๑๒๙–๑๓๑ การเรียนพระวินัยจากพระอุบาลีและกฎที่นั่งตามรุ่นบวช เพราะพระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญความรู้พระวินัยของพระอุบาลีอยู่เสมอ ภิกษุทั้งเถระและใหม่จำนวนมากจึงพากันไปเรียนกับท่าน แต่การยืนฟังตลอดการเรียนการสอนทำให้ทุกฝ่ายเหนื่อยล้า พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้นั่งฟังได้ และทรงกำหนดว่าภิกษุที่บวชห่างกันไม่เกินสามพรรษาถือเป็น "ผู้มีอาสนะเสมอกัน" นั่งด้วยกันได้ เมื่อภิกษุหลายรูปนั่งเบียดกันจนเตียงหรือตั่งหัก จึงทรงจำกัดให้นั่งร่วมกันได้เพียงสองหรือสามรูป และทรงกำหนดความยาวขั้นต่ำของตั่งยาวสำหรับสามรูป โดยห้ามนั่งร่วมกับสตรีหรือบัณเฑาะก์ ท้ายที่สุดเมื่อนางวิสาขามิค
  58. หน้า ๑๓๒–๑๓๖ ทรัพย์สินสงฆ์ที่แบ่งหรือสละไม่ได้ 5 อย่าง เมื่อพระอัยยิกาของพระเจ้าปเสนทิโกศลสิ้นพระชนม์ ทรงยกของหรูหราต้องห้ามจำนวนมากถวายสงฆ์ พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้ดัดแปลงให้ใช้งานได้อย่างเรียบง่าย เช่น ตัดขาเตียงนอนออก ถอนขนสัตว์จากบัลลังก์ทิ้ง ต่อมาวัดแห่งหนึ่งใกล้สาวัตถีถูกภิกษุอาคันตุกะรบกวนหนักจนคิดแก้ปัญหาโดยยกเสนาสนะทั้งหมดให้ภิกษุรูปเดียวครอบครอง ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงตำหนิเพราะทำให้ผู้มาใหม่ในอนาคตไม่มีสิทธิ์ใดๆ เลย ส่วนที่กีฏาคีรี ภิกษุกลุ่มอัสสชิปุนัพพสุกะที่เคยถูกพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะลงโทษ เมื่อทราบว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาพร้อมสองพระอั
  59. หน้า ๑๓๗–๑๔๒ ภิกษุชาวอาฬวีอ้างสิทธินวกรรมเกินจริงกับเกณฑ์ที่ถูกต้อง ภิกษุชาวอาฬวีเริ่มอ้างสิทธิรับความช่วยเหลือด้านการก่อสร้าง (นวกรรม) ยาวนานนับสิบปีหรือตลอดชีวิต เพียงเพราะทำงานเล็กน้อยอย่างทิ้งก้อนดินหรือฉาบผนังเพียงครั้งเดียว เป็นการฉวยโอกาสจากศรัทธาของทายก พระพุทธเจ้าทรงตำหนิและกำหนดระยะเวลาการรับความช่วยเหลือให้เหมาะสมกับขนาดงานจริง ตั้งแต่ไม่กี่ปีสำหรับวิหารเล็ก ไปจนถึงสิบกว่าปีสำหรับปราสาทใหญ่ นอกจากนี้ยังทรงห้ามยกสิทธินวกรรมทั้งวิหารให้คนเดียว ห้ามให้สิทธิสองแห่งแก่ภิกษุรูปเดียว และห้ามผู้ถือสิทธิกีดกันผู้อื่นจากพื้นที่ส่วนรวมหรือถือครองนอกฤดูที่กำหนด จ
  60. หน้า ๑๔๒–๑๔๓ อุบาสกร้องเรียนภิกษุใช้เสนาสนะที่ถวายเจาะจงผิดวัตถุประสงค์ อุบาสกคนหนึ่งไม่พอใจเมื่อพบว่าภิกษุนำเสนาสนะที่ตนถวายไว้เพื่อประโยชน์เฉพาะอย่างไปใช้ในทางอื่น รู้สึกว่าเจตนาการถวายของตนถูกละเลย เมื่อความทราบถึงพระพุทธเจ้า พระองค์จึงทรงบัญญัติว่าของที่ถวายเจาะจงเพื่อประโยชน์ใดต้องใช้ตามที่ระบุไว้เท่านั้น จะนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ไม่ได้ เพื่อเคารพเจตนาของทายก
  61. หน้า ๑๔๓–๑๔๕ ข้อกำหนดการดูแลรักษาเสนาสนะและเครื่องใช้ในวัด ทรงวางกฎปฏิบัติในชีวิตประจำวันหลายเรื่องเพื่อรักษาสิ่งของของสงฆ์ เช่น อนุญาตให้ยกเครื่องปูลาดหรือที่นั่งออกไปไว้นอกชั่วคราวในพิธีเพื่อไม่ให้เปื้อน อนุญาตให้เคลื่อนย้ายของออกจากวิหารที่กำลังจะพังเพื่อรักษาความปลอดภัย และอนุญาตให้แลกผ้าห่มราคาแพงเกินจำเป็นที่มีผู้ถวายเป็นของที่ใช้ประโยชน์ได้จริงมากกว่า นอกจากนี้ยังทรงห้ามเหยียบพื้นหรือพิงผนังที่ทาสีตกแต่งด้วยเท้าที่ไม่ล้าง เท้าเปียก หรือสวมรองเท้า (โดยประทานกระโถนบ้วนน้ำลายแทน) ให้พันขาเตียงขาตั่งด้วยผ้าเพื่อไม่ให้ขูดพื้น และให้มีแผ่นพิงหุ้มผ้าสำห
  62. หน้า ๑๔๕–๑๕๔ ภาวะข้าวยากหมากแพงในราชคฤห์และการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่บริหารสงฆ์ เกิดภาวะข้าวยากหมากแพงในราชคฤห์จนทายกไม่สามารถถวายภัตตาหารแก่สงฆ์หมู่ใหญ่พร้อมกันได้ พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตรูปแบบการถวายอาหารทางเลือก เช่น ภัตนิมนต์ ภัตสลาก และภัตตามวันกำหนด เพื่อให้ทายกถวายได้สะดวกขึ้น เมื่อภิกษุฉัพพัคคีย์ผู้แจกภัตสลากเก็บอาหารดีไว้ให้ตนเองและให้อาหารเลวแก่รูปอื่น พระพุทธเจ้าจึงทรงตั้งตำแหน่ง "ภิกษุผู้แจกภัต" ที่สงฆ์คัดเลือกอย่างเป็นกลางด้วยญัตติ จากนั้นยังทรงขยายระบบแต่งตั้งเจ้าหน้าที่สงฆ์แบบเดียวกันไปยังงานส่วนรวมอื่นๆ เช่น ผู้แจกเสนาสนะ ภัณฑารักษ์ ผู้รับและแจกจีวร ผู้แจกข้
  63. หน้า ๑๕๕–๑๕๙ พระอนุรุทธะออกบวชและการเจรจาผัดผ่อนของพระเจ้าภัททิยะ ที่อนุปิยนิคม เหล่าศากยกุมารผู้มีชื่อเสียงพากันออกบวชตามพระพุทธเจ้าอย่างต่อเนื่อง เจ้าชายอนุรุทธะผู้เคยเลี้ยงดูอย่างสุขสบายจนไม่รู้แม้แต่ว่าข้าวต้องปลูกก่อนจึงจะมีกิน ตัดสินใจจะออกบวชเพราะไม่มีใครในตระกูลเคยบวชเลย แต่พี่ชายมหานามะขอให้อนุรุทธะครองเรือนแทนตน เมื่ออนุรุทธะอธิบายให้มารดาฟังว่างานบ้านไม่มีวันจบสิ้นไม่ว่าจะไถ หว่าน เก็บเกี่ยว หรือนวดข้าวกี่ครั้งก็ตาม มารดาจึงยอมอนุญาตโดยมีเงื่อนไขว่าต้องให้พระสหายคือพระเจ้าภัททิยะออกบวชด้วย โดยคิดว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ภัททิยะทรงยอมรับด้วยความรักในมิตรภา
  64. หน้า ๑๕๙–๑๖๑ หกกุมารศากยะและอุบาลีช่างกัลบกออกบวชพร้อมกัน ภัททิยะ อนุรุทธะ อานนท์ ภัคคุ กิมิละ และเทวทัต พร้อมด้วยอุบาลีช่างกัลบก เดินทางออกจากเมืองราวกับเสด็จประพาส แล้วให้อุบาลีนำเครื่องประดับกลับไป แต่อุบาลีเกรงว่าจะถูกกล่าวหาว่าปลงพระชนม์เจ้าชายจึงแขวนห่อเครื่องประดับไว้บนต้นไม้ให้ใครก็ได้เก็บไป แล้วติดตามเจ้าชายทั้งหกไปบวชด้วย เมื่อสำนึกได้ถึงทิฐิมานะแห่งชาติกำเนิดของตน เหล่ากุมารจึงทูลขอให้พระพุทธเจ้าบวชให้อุบาลีผู้เคยเป็นข้ารับใช้ก่อนพวกตน เพื่อให้ต้องกราบไหว้อุบาลีในฐานะผู้อาวุโสกว่า เป็นการจงใจทลายลำดับชั้นทางสังคมเดิม แสดงให้เห็นว่าความอาวุโส
  65. หน้า ๑๖๑–๑๖๓ พระภัททิยะเปล่งอุทานถึงความสุขแห่งการบวช ในพรรษาเดียวกันนั้น พระภัททิยะบรรลุวิชชาสาม พระอนุรุทธะได้ทิพยจักษุ พระอานนท์บรรลุโสดาปัตติผล ส่วนพระเทวทัตได้เพียงฤทธิ์ระดับปุถุชนเท่านั้น ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ความแตกต่างของท่านจากเพื่อนพรหมจรรย์ตั้งแต่ต้น พระภัททิยะมักเปล่งอุทานว่า "สุขหนอ สุขหนอ" อยู่เสมอในป่า จนภิกษุอื่นสงสัยว่าท่านยังคิดถึงชีวิตกษัตริย์เดิม แต่เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสถาม ท่านอธิบายว่าตรงกันข้าม เมื่อครั้งเป็นกษัตริย์มีทหารรักษาการณ์รอบด้านกลับหวาดกลัวหวาดระแวงตลอดเวลา แต่บัดนี้ไม่มีอะไรต้องรักษากลับรู้สึกอิสระปลอดภัยดุจกวางป่า
  66. หน้า ๑๖๓–๑๖๕ พระเทวทัตเสื่อมฤทธิ์เพราะความทะยานอยากในลาภสักการะ ขณะหลีกเร้นอยู่ผู้เดียว พระเทวทัตคิดหาทางให้ตนมีลาภสักการะมาก จึงตัดสินใจทำให้เจ้าชายอชาตศัตรูแห่งแคว้นมคธผู้ยังหนุ่มและมีอนาคตไกลเลื่อมใสตน โดยใช้ฤทธิ์แปลงกายเป็นเด็กมีงูพันเอวไปนั่งบนตักเจ้าชาย แล้วเผยร่างจริงให้ประจักษ์ สร้างความประทับใจจนเจ้าชายอชาตศัตรูเลื่อมใสสุดซึ้ง เสด็จเยี่ยมพร้อมบริวารวันละสองครั้งและถวายอาหารนับร้อยหม้อทุกวัน เมื่อพระเทวทัตหลงระเริงในลาภยศจนเกิดความคิดทะเยอทะยานว่า "เราจะปกครองสงฆ์เอง" ฤทธิ์ของท่านก็เสื่อมหายไปทันทีในขณะนั้นเอง แสดงให้เห็นว่าความอยากใหญ่ใฝ่สูงบ่อนทำลา
  67. หน้า ๑๖๖–๑๖๙ กักกุธเทพบุตรแจ้งข่าวเทวทัตเสื่อมฤทธิ์ และธรรมเทศนาเรื่องศาสดา ๕ จำพวก พระโมคคัลลานะทูลรายงานว่ากักกุธเทพบุตร อดีตอุปัฏฐากของท่านที่ไปเกิดเป็นเทวดา มาบอกว่าเทวทัตเสื่อมจากฤทธิ์ทันทีที่คิดจะครองสงฆ์แทนพระพุทธเจ้า เพราะจิตถูกลาภสักการะครอบงำ จากนั้นพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมว่าศาสดาในโลกมี ๕ จำพวกที่ยังไม่บริสุทธิ์จริงจึงต้องอาศัยสาวกคอยปกปิดความเสื่อมเสีย แต่พระองค์เองบริสุทธิ์ทั้งศีล อาชีวะ การแสดงธรรม การพยากรณ์ และญาณทัสสนะ จึงไม่ต้องการให้สาวกคอยป้องกันเลย เป็นการชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างศาสดาแท้กับศาสดาที่ยังปกปิดข้อบกพร่อง
  68. หน้า ๑๗๐–๑๗๒ อชาตศัตรูถวายพระเกียรติเทวทัต กับอุปมาลาภสักการะทำลายตนเอง เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จกลับกรุงราชคฤห์ ภิกษุกราบทูลว่าเจ้าชายอชาตศัตรูเสด็จไปเฝ้าเทวทัตวันละสองเวลาด้วยรถ ๕๐๐ คันและอาหาร ๕๐๐ หม้อ พระพุทธเจ้าตรัสเตือนว่าลาภสักการะเช่นนี้จะทำให้เทวทัตเสื่อมจากกุศลธรรม ไม่ใช่ความเจริญ ทรงเปรียบเหมือนสุนัขดุที่ยิ่งดุร้ายขึ้นเมื่อถูกทุบจมูกจนน้ำดีแตก และเหมือนต้นกล้วย ไม้ไผ่ ต้นอ้อ และม้าอัสดรที่ออกผลหรือตั้งครรภ์แล้วตายเอง ชี้ให้เห็นหลักว่าลาภยศบางครั้งเป็นเหตุทำลายตนเองของคนพาล
  69. หน้า ๑๗๓–๑๗๗ เทวทัตขอปกครองสงฆ์ ถูกตำหนิ เกิดอาฆาตครั้งแรก และสงฆ์ประกาศไม่รับรองเทวทัต เทวทัตเข้าเฝ้าทูลขอให้พระพุทธเจ้าผู้ทรงพระชรามอบภาระปกครองสงฆ์ให้ตน แต่พระพุทธองค์ทรงปฏิเสธอย่างรุนแรง ตรัสว่าแม้แต่พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะก็ยังไม่ทรงมอบให้ นับประสาอะไรกับเทวทัตผู้ต่ำต้อยดุจคนกลืนน้ำลาย คำตำหนินี้ทำให้เทวทัตเกิดความอาฆาตต่อพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก พระพุทธองค์จึงรับสั่งให้สงฆ์ประกาศต่อชาวราชคฤห์ว่าการกระทำใดๆ ของเทวทัตต่อไปนี้เป็นความรับผิดชอบส่วนตัวของเขาเอง ไม่เกี่ยวข้องกับพระพุทธ พระธรรม หรือพระสงฆ์ โดยมอบให้พระสารีบุตรเป็นผู้ประกาศ ซึ่งสร้างความแตกแยกทางความเห็นในหมู่ชาวเ
  70. หน้า ๑๗๗–๑๘๓ แผนปิตุฆาตของอชาตศัตรูและแผนปลงพระชนม์พระพุทธเจ้าที่ล้มเหลว เทวทัตยุยงเจ้าชายอชาตศัตรูให้ปลงพระชนม์พระราชบิดาเพื่อขึ้นครองราชย์ ขณะที่ตนเองจะปลงพระชนม์พระพุทธเจ้าเพื่อเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ แผนของอชาตศัตรูถูกจับได้เสียก่อน เหล่าอำมาตย์ถกเถียงกันว่าจะลงโทษอย่างไร แต่พระเจ้าพิมพิสารกลับทรงอภัยโทษและสละราชสมบัติให้โอรสตามที่ต้องการ ส่วนเทวทัตได้ส่งนักฆ่าหลายชุด (๑, ๒, ๔, ๘, ๑๖ คน) ไปปลงพระชนม์พระพุทธเจ้า แต่นักฆ่าทุกคนกลับได้ฟังธรรมและเลื่อมใสเปลี่ยนใจเป็นอุบาสกแทนที่จะทำร้ายพระองค์ แสดงให้เห็นพระเมตตาและอานุภาพแห่งธรรมที่เปลี่ยนใจแม้แต่ผู้มุ่งร้าย
  71. หน้า ๑๘๓–๑๘๗ เทวทัตกลิ้งศิลาใส่พระพุทธเจ้าที่เขาคิชฌกูฏ อนันตริยกรรมครั้งแรก เทวทัตขึ้นไปบนยอดเขาคิชฌกูฏแล้วกลิ้งก้อนหินขนาดใหญ่หมายปลงพระชนม์พระพุทธเจ้า แต่หินกระทบยอดเขาสองยอดจนแตกออก มีเพียงสะเก็ดหินกระเด็นมาถูกพระบาทจนห้อพระโลหิต พระพุทธเจ้าตรัสว่านี่คืออนันตริยกรรมข้อแรกที่เทวทัตก่อขึ้น ภิกษุทั้งหลายพากันเดินจงกรมส่งเสียงอึกทึกรอบพระคันธกุฎีเพื่อคุ้มกันพระองค์ พระพุทธเจ้าจึงตรัสห้ามและย้ำอีกครั้งว่าไม่มีผู้ใดปลงพระชนม์ตถาคตได้ด้วยความพยายามของผู้อื่น พร้อมทรงแสดงธรรมเรื่องศาสดา ๕ จำพวกซ้ำอีกครั้ง
  72. หน้า ๑๘๗–๑๙๐ ช้างนาฬาคิรีถูกปล่อยทำร้ายพระพุทธเจ้า สงบลงด้วยเมตตาธรรม เทวทัตติดสินบนควาญช้างให้ปล่อยช้างนาฬาคิรีซึ่งดุร้ายและเคยฆ่าคนมาแล้ว ให้พุ่งเข้าใส่พระพุทธเจ้าขณะเสด็จบิณฑบาต ชาวเมืองต่างหวาดกลัวและขึ้นไปอยู่บนหลังคาบ้านดูเหตุการณ์ แต่พระพุทธเจ้าทรงแผ่เมตตาจิตไปยังช้างนั้น ทำให้ช้างที่กำลังคลุ้มคลั่งสงบลงทันที หมอบกราบแทบพระบาท เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าเมตตาสามารถเอาชนะความดุร้ายได้โดยไม่ต้องใช้กำลัง และทำให้ผู้คนเลื่อมใสพระพุทธเจ้ามากขึ้น ขณะที่ลาภสักการะของเทวทัตยิ่งเสื่อมลง
  73. หน้า ๑๙๐–๑๙๑ เทวทัตเที่ยวขอภัตตาหารซ้ำซาก เป็นเหตุบัญญัติข้อห้ามฉันเป็นหมู่คณะ เมื่อลาภสักการะของเทวทัตเสื่อมลง เขาและบริวารจึงเที่ยวออกปากขอภัตตาหารตามตระกูลต่างๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชาวบ้านตำหนิว่าไม่เหมาะสมสำหรับสมณะ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติข้อห้ามการฉันภัตตาหารเป็นหมู่ (คณโภชนะ) เพื่อป้องกันไม่ให้ภิกษุผู้มีความปรารถนาเลวอาศัยกลุ่มพวกพ้องบ่อนทำลายสงฆ์ และเพื่อคุ้มครองศรัทธาของตระกูลทั้งหลาย
  74. หน้า ๑๙๑–๑๙๖ เทวทัตเสนอวัตร ๕ ข้อ ทำสังฆเภท พาภิกษุ ๕๐๐ รูปไปคยาสีสะ เทวทัตร่วมมือกับโกกาลิกะและพวกอีก ๓ รูป เข้าเฝ้าทูลขอให้พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติวัตรปฏิบัติสุดโต่ง ๕ ข้อเป็นข้อบังคับสำหรับภิกษุทุกรูป เช่น ต้องอยู่ป่าตลอดชีวิต ห้ามฉันเนื้อปลา เมื่อพระพุทธเจ้าไม่ทรงบังคับแต่ทรงอนุญาตให้ทำได้ตามสมัครใจ เทวทัตจึงใช้เรื่องนี้ปลุกปั่นชาวเมืองว่าพระองค์ไม่สนับสนุนความมักน้อย แล้วชักชวนภิกษุใหม่บวชไม่นานจากเมืองไพศาลีจำนวน ๕๐๐ รูปที่ยังไม่รู้เท่าทันให้เข้าข้างตน จนเกิดสังฆเภทและพาภิกษุเหล่านั้นแยกไปอยู่ที่คยาสีสะ
  75. หน้า ๑๙๖–๒๐๑ พระสารีบุตรพระโมคคัลลานะนำภิกษุ ๕๐๐ กลับ เทวทัตอาเจียนโลหิต พระพุทธเจ้าทรงส่งพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะไปยังคยาสีสะ เทวทัตเข้าใจผิดคิดว่าทั้งสองมาเข้าด้วยจึงเชิญพระสารีบุตรแสดงธรรมแทนตนขณะพักผ่อน แต่พระอัครสาวกทั้งสองกลับใช้อุบายแสดงธรรมจนภิกษุ ๕๐๐ รูปเกิดดวงตาเห็นธรรมและพากันเดินทางกลับไปเฝ้าพระพุทธเจ้าทั้งหมด เมื่อเทวทัตทราบข่าวก็อาเจียนโลหิตร้อนด้วยความเสียใจ พระพุทธเจ้าตรัสอุปมาลูกช้างที่เลียนแบบช้างใหญ่ลงเล่นในสระบัวจนตายเพราะไม่มีกำลังพอ เปรียบกับเทวทัตที่พยายามเลียนแบบพระองค์แต่จะพินาศเอง
  76. หน้า ๒๐๑–๒๐๒ องค์คุณ ๘ ประการของภิกษุผู้ควรเป็นทูต และคุณสมบัติของพระสารีบุตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงองค์คุณ ๘ ประการที่ทำให้ภิกษุรูปหนึ่งเหมาะสมจะได้รับมอบหมายให้ไปทำหน้าที่ทูตหรือผู้แทนสงฆ์ เช่น รู้จักฟัง บอกกล่าวได้ดี จดจำแม่นยำ ฉลาดแยกแยะเรื่องที่เป็นประโยชน์กับไม่เป็นประโยชน์ และไม่ก่อการทะเลาะวิวาท โดยทรงยกพระสารีบุตรเป็นตัวอย่างของภิกษุที่พร้อมด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ทุกประการ ซึ่งเห็นได้จากภารกิจที่ท่านเพิ่งทำสำเร็จในการนำภิกษุที่หลงผิดกลับมา
  77. หน้า ๒๐๒–๒๐๔ อกุศลธรรม ๘ (และ ๓) ประการที่ทำให้เทวทัตตกนรกตลอดกัป พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าเทวทัตถูกอกุศลธรรม ๘ ประการครอบงำจิตจนหมดสิ้น ได้แก่ ลาภ ความเสื่อมลาภ ยศ ความเสื่อมยศ สักการะ ความเสื่อมสักการะ ความปรารถนาลามก และการคบมิตรชั่ว จึงต้องไปเกิดในอบายตกนรกตลอดกัปโดยไม่มีทางแก้ไข และทรงย่อเหลือเพียง ๓ ข้อสำคัญคือความปรารถนาลามก คบมิตรชั่ว และเลิกความเพียรเสียกลางคันเพราะได้คุณวิเศษเพียงเล็กน้อย พร้อมตรัสคาถาเตือนว่าผู้ใดพยายามทำร้ายพระตถาคตผู้มีจิตสงบย่อมได้รับผลร้ายกลับคืนสู่ตนเอง เปรียบเหมือนผู้เอาพิษไปทำลายมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไม่มีทางสำเร็จ
  78. หน้า ๒๐๔–๒๑๒ พระอุบาลีทูลถามความต่างระหว่างสังฆราชีกับสังฆเภท จบสังฆเภทขันธกะ พระอุบาลีทูลถามพระพุทธเจ้าอย่างละเอียดว่าอาการแตกร้าวในหมู่สงฆ์แบบใดเรียกว่าเพียง สังฆราชี (รอยร้าว) และแบบใดจึงเรียกว่า สังฆเภท (สงฆ์แตกกันจริง) ซึ่งต้องมีภิกษุอย่างน้อย ๙ รูปแยกทำสังฆกรรมต่างหาก และต้องเข้าเงื่อนไข ๑๘ ข้อที่บิดเบือนธรรมวินัยโดยตั้งใจ พระองค์ทรงชี้ว่าผู้ทำสังฆเภทด้วยความเข้าใจผิดว่าถูกจะไม่ตกนรก แต่ผู้ที่รู้อยู่ว่าผิดแล้วยังจงใจทำจะตกนรกตลอดกัป ส่วนผู้ที่สมานสงฆ์ที่แตกแยกให้กลับมาสามัคคีจะได้บุญใหญ่ไปเกิดในสวรรค์ เนื้อหาตอนนี้ปิดท้ายด้วยคาถาสรุปเป็นการจบสังฆเภทขันธกะ
  79. หน้า ๒๑๓–๒๑๘ จุดเริ่มต้นวัตตขันธกะ ระเบียบมารยาทสำหรับภิกษุอาคันตุกะ เหตุเกิดจากภิกษุอาคันตุกะรูปหนึ่งบุกเข้าไปในกุฏิที่ไม่มีใครอยู่อย่างรีบร้อนจนถูกงูตกใส่บ่าตกใจร้องเสียงดัง พระพุทธเจ้าจึงทรงปรารภเหตุนี้บัญญัติวัตรปฏิบัติละเอียดสำหรับภิกษุผู้มาเยือนวัด เช่น ต้องถอดรองเท้า หุบร่ม เปิดศีรษะก่อนเข้าวัด ไม่ล้างเท้าด้วยน้ำฉัน ต้องกราบไหว้ภิกษุผู้อาวุโสกว่าที่อยู่ประจำ สอบถามที่พัก แหล่งน้ำ เขตบิณฑบาต และช่วยทำความสะอาดกุฏิที่รกรุงรังก่อนเข้าพัก เป็นการวางระเบียบเพื่อความเรียบร้อยของหมู่สงฆ์
  80. หน้า ๒๑๙–๒๒๐ ระเบียบมารยาทสำหรับภิกษุเจ้าถิ่นต้อนรับภิกษุอาคันตุกะ เมื่อภิกษุเจ้าถิ่น (อาวาสิกะ) ถูกตำหนิว่าไม่ต้อนรับภิกษุอาคันตุกะเลย ไม่จัดอาสนะ ไม่รับบาตรจีวร ไม่ไต่ถามน้ำฉันน้ำใช้ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติวัตรที่เจ้าถิ่นพึงปฏิบัติต่อผู้มาเยือนเป็นการตอบแทน เช่น จัดที่นั่ง น้ำล้างเท้า ออกไปรับบาตรจีวร กราบไหว้ผู้อาวุโสกว่า และบอกข้อมูลที่พักและกิจวัตรของวัดให้ทราบ เนื้อหาส่วนนี้ดำเนินต่อเนื่องไปในตอนถัดไปของเล่ม
  81. หน้า ๒๒๑–๒๒๒ คมิกวัตร: หน้าที่ภิกษุก่อนออกเดินทาง เดิมภิกษุที่จะเดินทางจากไปละทิ้งที่พักโดยไม่เก็บเครื่องไม้เครื่องดินและไม่ปิดประตูหน้าต่าง ทำให้ของสงฆ์สูญหายและกุฏิไร้คนดูแล พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติว่าก่อนออกเดินทางต้องเก็บข้าวของให้เรียบร้อย ปิดประตูหน้าต่าง และแจ้งภิกษุ สามเณร คนวัด หรืออุบาสกให้ทราบ หากไม่มีใครอยู่เลยก็ให้จัดของเป็นกองและป้องกันฝนตามสมควรก่อนจากไป สะท้อนหลักที่ว่าแม้จะเดินทางคนเดียวก็ยังต้องรับผิดชอบต่อทรัพย์สินส่วนรวมของสงฆ์
  82. หน้า ๒๒๓–๒๒๘ ภัตตัคควัตร: มารยาทในโรงฉันและการอนุโมทนา เรื่องเริ่มจากชาวบ้านตำหนิที่ภิกษุไม่กล่าวอนุโมทนาหลังฉันภัตตาหาร พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้พระเถระเป็นผู้อนุโมทนา แต่เหตุการณ์ต่อมาคือพระสารีบุตรถูกภิกษุพวกอื่นทิ้งให้เดินกลับวัดตามลำพัง และมีพระเถระอีกรูปอั้นอุจจาระรอจนสลบเพราะไม่กล้าขอตัวออกก่อน จึงทรงผ่อนผันให้มีภิกษุสี่ห้ารูปคอยเป็นเพื่อนพระเถระผู้อนุโมทนา และให้ขอตัวออกก่อนได้เมื่อจำเป็น เมื่อภิกษุฉัพพัคคีย์แต่งกายไม่เรียบร้อยไปโรงฉัน แซงหน้าพระเถระ และแย่งที่นั่งภิกษุใหม่ พระองค์จึงทรงบัญญัติมารยาทการเข้าบ้าน การนั่ง และการฉันอาหารอย่างละ
  83. หน้า ๒๒๙–๒๓๒ ปิณฑจาริกวัตร: มารยาทการออกบิณฑบาต ภิกษุบิณฑบาตที่แต่งกายไม่เรียบร้อยและไม่ระมัดระวังเข้าออกเรือนชาวบ้าน ทำให้ภิกษุรูปหนึ่งเดินพลั้งเผลอเข้าห้องที่มีหญิงนอนเปลือยกายอยู่ จนถูกสามีของนางเข้าใจผิดว่าประทุษร้ายและทำร้ายร่างกาย แม้ภายหลังนางจะยืนยันว่าภิกษุไม่ได้ทำผิดก็ตาม เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นอันตรายของความประมาทเมื่อต้องเข้าไปในเขตบ้านคน พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติมารยาทการบิณฑบาตอย่างละเอียด ทั้งการสังเกตท่าทีเจ้าของบ้านว่าประสงค์จะถวายหรือไม่ การไม่จ้องมองหน้าผู้ถวาย และการเข้าออกบ้านอย่างสำรวมพอดี
  84. หน้า ๒๓๓–๒๓๕ อารัญญกวัตร: การเตรียมตัวของภิกษุผู้อยู่ป่า ภิกษุกลุ่มหนึ่งที่อยู่ป่าละเลยไม่จัดเตรียมน้ำ ไฟ ไม้สีไฟ และไม่รู้ทิศทางหรือดาวฤกษ์ เมื่อโจรมาถามหาสิ่งเหล่านี้แล้วไม่ได้รับคำตอบ จึงตัดสินว่าคนเหล่านี้ไม่ใช่ภิกษุที่แท้จริงและทำร้ายพวกเขา เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่าการอยู่ป่าลำพังต้องมีความพร้อมด้านการดำรงชีวิตพื้นฐานเพื่อความปลอดภัยของตนเอง พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติให้ภิกษุอารัญญกะต้องเตรียมน้ำ ไฟ ไม้สีไฟ ไม้เท้า และศึกษาดาวฤกษ์กับทิศทางไว้เป็นความรู้ประจำตัว
  85. หน้า ๒๓๖–๒๓๙ เสนาสนวัตร: การดูแลรักษาที่พักอาศัย พวกภิกษุฉัพพัคคีย์สะบัดฝุ่นจากเครื่องปูลาดในที่มีลมพัดสวนทางจนฝุ่นกระจายใส่ภิกษุรูปอื่น เป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติวิธีดูแลเสนาสนะอย่างเป็นระบบ เริ่มจากการขนย้ายบาตร จีวร เครื่องปูลาด เตียง ตั่งออกมาทำความสะอาดตามลำดับ การเช็ดคราบเขม่าบนฝาผนัง การกวาดพื้น ไปจนถึงการปิดเปิดหน้าต่างให้เหมาะกับทิศทางลมและฤดูกาลเพื่อป้องกันฝุ่นและรักษาความเย็นร้อนพอดี แสดงให้เห็นความใส่ใจในรายละเอียดของการอยู่ร่วมกันในหมู่สงฆ์
  86. หน้า ๒๔๐–๒๔๑ ชันตาฆรวัตร: มารยาทในเรือนไฟ พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ใส่ฟืนในเรือนไฟมากเกินไปทั้งที่พระเถระทักท้วง แล้วยังปิดประตูขังตัวเองอยู่ข้างในจนพระเถระที่ร้อนจัดหาทางออกไม่ได้ถึงกับสลบล้ม พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามใส่ฟืนเกินควรและห้ามปิดประตูขวางผู้อื่น พร้อมทั้งบัญญัติมารยาทการใช้เรือนไฟ เช่น การทำความสะอาดก่อนเข้าใช้ การไม่แซงที่นั่งพระเถระ และการปรนนิบัติรับใช้พระเถระทั้งในเรือนไฟและเวลาอาบน้ำ
  87. หน้า ๒๔๒–๒๔๔ วัจจกุฏีวัตร: ความสะอาดและมารยาทในส้วม ภิกษุที่เคยเป็นพราหมณ์รังเกียจจะใช้มือชำระหลังถ่ายอุจจาระเพราะถือชั้นวรรณะ จนมีหนอนไชเข้าไปในทวารของตน พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติว่าเมื่อมีน้ำต้องชำระเสมอ ต่อมาเมื่อภิกษุถ่ายอุจจาระตามลำดับพรรษาทำให้ภิกษุใหม่ที่มาก่อนต้องอั้นรอจนสลบ จึงทรงเปลี่ยนกฎให้ถ่ายตามลำดับผู้มาถึงก่อนแทนการนับพรรษา และเมื่อภิกษุฉัพพัคคีย์เข้าส้วมอย่างรีบร้อน ส่งเสียงร้อง เคี้ยวไม้สีฟันขณะถ่าย และทิ้งไม้ชำระลงหลุมส้วม พระองค์จึงทรงบัญญัติมารยาทการใช้ส้วมอย่างละเอียดเพื่อความสะอาดและความเคารพต่อผู้ใช้ร่วมกัน
  88. หน้า ๒๔๕–๒๕๒ หน้าที่สัทธิวิหาริกต่อพระอุปัชฌาย์ เมื่อศิษย์ที่บวชในสำนัก (สัทธิวิหาริก) ไม่ปฏิบัติต่อพระอุปัชฌาย์อย่างเหมาะสม พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติหน้าที่ของศิษย์อย่างละเอียด ตั้งแต่การถวายไม้สีฟันและน้ำล้างหน้ายามเช้า การปรนนิบัติเรื่องอาหารและจีวร การติดตามเป็นปัจฉาสมณะเมื่อพระอุปัชฌาย์เข้าบ้าน ไปจนถึงการดูแลเมื่อท่านอาพาธหรือถูกสงฆ์ดำเนินการทางวินัย ข้อวัตรเหล่านี้สะท้อนความสัมพันธ์แบบครูกับศิษย์ที่ศิษย์ต้องแสดงความกตัญญูด้วยการรับใช้จริง ไม่ใช่เพียงคำพูด
  89. หน้า ๒๕๓–๒๕๘ หน้าที่พระอุปัชฌาย์ต่อสัทธิวิหาริก เมื่อพระอุปัชฌาย์บางรูปกลับไม่ดูแลศิษย์ของตนอย่างเหมาะสม พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติหน้าที่ของอุปัชฌาย์ต่อสัทธิวิหาริกเป็นการตอบแทนกันในลักษณะเดียวกัน ทั้งการให้บาตรจีวรและปัจจัยที่ขาดแคลน การอบรมสั่งสอนธรรมเมื่อศิษย์เกิดความไม่ยินดีหรือความสงสัยในธรรมวินัย การดูแลเมื่อศิษย์เจ็บป่วย และการช่วยเหลือเมื่อศิษย์ต้องเข้าสู่กระบวนการทางวินัยของสงฆ์ แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างอุปัชฌาย์กับศิษย์เป็นการพึ่งพาอาศัยกันสองทางเหมือนพ่อกับลูกทางธรรม
  90. หน้า ๒๕๙–๒๖๖ หน้าที่อันเตวาสิกต่ออาจารย์ เนื้อหาส่วนนี้กำหนดหน้าที่ของศิษย์ผู้ศึกษาธรรมวินัยกับอาจารย์ (อาจริยะ ซึ่งอาจไม่ใช่พระอุปัชฌาย์ผู้บวชให้) โดยมีรายละเอียดเกือบเหมือนกับหน้าที่สัทธิวิหาริกต่ออุปัชฌาย์ทุกประการ เริ่มจากเหตุที่อันเตวาสิกไม่ปฏิบัติดีต่ออาจารย์จนพระพุทธเจ้าต้องทรงบัญญัติข้อวัตร ครอบคลุมการรับใช้ในกิจวัตรประจำวัน การติดตามเป็นปัจฉาสมณะ และการดูแลอาจารย์ยามเจ็บป่วยหรือมีคดีทางวินัย การซ้ำเนื้อหานี้แสดงให้เห็นว่าหลักความเคารพและกตัญญูต่อครูใช้ได้กับทุกความสัมพันธ์แบบครู-ศิษย์ในสงฆ์ ไม่จำกัดเฉพาะสายอุปสมบท
  91. หน้า ๒๖๗–๒๗๑ หน้าที่อาจารย์ต่ออันเตวาสิก และการปิดวัตตขันธกะ ส่วนนี้กำหนดหน้าที่ของอาจารย์ต่อศิษย์อันเตวาสิกเป็นการตอบแทนกัน คล้ายกับหน้าที่ของอุปัชฌาย์ต่อสัทธิวิหาริกที่กล่าวมาก่อนหน้า คือต้องให้ปัจจัยที่ขาดแคลน อบรมสั่งสอน ดูแลยามเจ็บป่วย และช่วยเหลือเมื่อศิษย์มีปัญหาทางวินัย เนื้อหาตอนท้ายปิดฉากด้วยการประกาศว่าวัตตขันธกะ อันเป็นขันธกะที่แปดว่าด้วยข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ ของภิกษุ ได้จบลงแล้ว
  92. หน้า ๒๗๒–๒๗๕ คาถาอุทธานสรุปวัตตขันธกะ ส่วนนี้เป็นคาถาร้อยกรองที่พระสังคีติกาจารย์แต่งขึ้นเพื่อสรุปเรื่องราวและหัวข้อข้อวัตรทั้งหมดที่ปรากฏในวัตตขันธกะ ช่วยให้จำง่ายว่าในขันธกะนี้มีเรื่องราวทั้งสิ้นสิบเก้าเรื่องและข้อวัตรสิบสี่หมวด ตั้งแต่วัตรของภิกษุอาคันตุกะและอาวาสิกวัตรในตอนต้น ผ่านคมิกวัตร ภัตตัคควัตร ปิณฑจาริกวัตร อารัญญกวัตร เสนาสนวัตร ชันตาฆรวัตร วัจจกุฏีวัตร ไปจนถึงวัตรระหว่างอุปัชฌาย์-สัทธิวิหาริกและอาจารย์-อันเตวาสิกที่เพิ่งกล่าวจบ คาถาลักษณะนี้เป็นเทคนิคดั้งเดิมสำหรับท่องจำพระไตรปิฎกก่อนที่จะมีการจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษ
  93. หน้า ๒๗๖–๒๘๒ ท้ายวัตตขันธกะ: วัตรในเรือนไฟ เว็จกุฎี และคาถาสรุป บทนี้เป็นส่วนท้ายของวัตตขันธกะ กล่าวถึงข้อวัตรปฏิบัติที่ภิกษุพึงทำเมื่อเข้าเรือนไฟ (ที่อบไอน้ำ) และเว็จกุฎี (ส้วม) เช่น การใช้น้ำ การทิ้งขยะ การไม่ส่งเสียงดัง และการให้เกียรติผู้อาวุโสกว่า รวมถึงวัตรระหว่างพระอุปัชฌาย์กับสัทธิวิหาริกและอาจารย์กับอันเตวาสิก ปิดท้ายด้วยคาถาสรุปว่าภิกษุผู้ไม่ทำวัตรให้ครบถ้วนย่อมมีศีลไม่บริบูรณ์ จิตไม่เป็นสมาธิ เห็นธรรมไม่แจ่มแจ้ง และไม่พ้นทุกข์ ส่วนผู้ทำวัตรครบถ้วนย่อมบรรลุความหลุดพ้นได้ในที่สุด แสดงให้เห็นว่ารายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันของสงฆ์ล้วนเชื่อมโย
  94. หน้า ๒๘๓–๒๘๔ ภิกษุทุศีลในท่ามกลางสงฆ์: เหตุที่พระพุทธเจ้าทรงนิ่งไม่สวดปาฏิโมกข์ เริ่มขันธกะใหม่ว่าด้วยการงดสวดปาฏิโมกข์ ในคืนวันอุโบสถพระอานนท์ทูลเชิญพระพุทธเจ้าให้สวดปาฏิโมกข์สามครั้งเมื่อล่วงเข้ายามต่างๆ แต่พระองค์ทรงนิ่งทุกครั้ง จนตรัสว่า "บริษัทไม่บริสุทธิ์" พระโมคคัลลานะจึงใช้เจโตปริยญาณตรวจใจภิกษุทั้งหมดจนพบภิกษุทุศีลปกปิดความผิดนั่งอยู่กลางสงฆ์ เตือนให้ลุกออกไปสามครั้งแต่ไม่ยอมลุก จึงจับแขนฉุดออกไปเอง เหตุการณ์นี้ตอกย้ำความสำคัญของความบริสุทธิ์ของหมู่สงฆ์ในพิธีกรรมสำคัญ
  95. หน้า ๒๘๕–๒๙๒ อุปมาความอัศจรรย์ ๘ ประการแห่งมหาสมุทรกับธรรมวินัย หลังเหตุการณ์ขับไล่ภิกษุทุศีล พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเปรียบความอัศจรรย์ ๘ ประการของมหาสมุทร เช่น ลาดลึกลงตามลำดับ ไม่ล้นฝั่ง ไม่อยู่ร่วมกับซากศพ แม่น้ำทุกสายที่ไหลลงมาละทิ้งชื่อเดิม มีรสเดียวคือรสเค็ม เต็มด้วยรัตนะ และเป็นที่อยู่ของสัตว์ใหญ่ เทียบกับความอัศจรรย์ ๘ ประการในธรรมวินัย เช่น การศึกษาเป็นไปตามลำดับ สาวกไม่ล่วงสิกขาบทแม้เพื่อชีวิต ไม่คบคนทุศีล วรรณะทั้งสี่เมื่อบวชแล้วละทิ้งชื่อเดิมกลายเป็นสมณะเหมือนกัน มีรสเดียวคือวิมุตติ และเป็นที่อยู่ของพระอริยบุคคล อุปมานี้ตอกย้ำว่าธรรมวินัยเป็นระบบท
  96. หน้า ๒๙๒–๒๙๔ ทรงยุติการสวดปาฏิโมกข์เอง และห้ามภิกษุมีอาบัติร่วมฟัง พระพุทธเจ้าทรงประกาศว่าต่อแต่นี้ไปจะไม่ทรงสวดปาฏิโมกข์เองอีก แต่ให้ภิกษุสวดกันเอง พร้อมบัญญัติว่าภิกษุผู้มีอาบัติติดตัวไม่พึงฟังปาฏิโมกข์ หากมีให้งดปาฏิโมกข์แก่เขาก่อน ต่อมาพระฉัพพัคคีย์อาศัยช่องว่างนี้แสร้งฟังปาฏิโมกข์ทั้งที่มีอาบัติเพราะคิดว่าไม่มีใครรู้ เมื่อถูกจับได้กลับแก้เผ็ดด้วยการงดปาฏิโมกข์แก่ภิกษุผู้บริสุทธิ์โดยไม่มีมูลความจริง พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามการงดปาฏิโมกข์โดยปราศจากเหตุอันสมควรเช่นนี้
  97. หน้า ๒๙๕–๓๑๖ หลักเกณฑ์งดปาฏิโมกข์โดยธรรมและโดยไม่เป็นธรรม กับจริยธรรมของผู้กล่าวโทษ ส่วนนี้แจกแจงอย่างละเอียดว่าการงดสวดปาฏิโมกข์แบบใดชอบด้วยธรรม (มีมูลความจริง) และแบบใดไม่ชอบด้วยธรรม (กล่าวหาลอยๆ ไม่มีมูล) ไล่เรียงตั้งแต่ ๑ จนถึง ๑๐ กรณี เช่น ความวิบัติแห่งศีล อาจาระ ทิฏฐิ และอาชีวะ พร้อมขั้นตอนพิธีกรรมที่ถูกต้องในการประกาศงดปาฏิโมกข์กลางสงฆ์ ท้ายบทพระอุบาลีทูลถามเรื่องการใคร่ครวญตนเองก่อนกล่าวโทษผู้อื่น (ต้องพิจารณาจังหวะเวลา ความจริง และประโยชน์) และคุณสมบัติ ๕ ประการที่ผู้กล่าวโทษพึงมี คือ พูดถูกกาล พูดจริง พูดอ่อนหวาน พูดสิ่งมีประโยชน์ และพูดด้วยจิตเมตตา ส่วนผู้ถูกกล่าวโท
  98. หน้า ๓๑๗–๓๑๙ คาถาอุทานสรุปปาฏิโมกขฐปนขันธกะ เป็นคาถาอุทานสรุปเรื่องราวและหลักธรรมทั้งหมดในปาฏิโมกขฐปนขันธกะที่เพิ่งจบไป ตั้งแต่เหตุการณ์อุโบสถที่ภิกษุทุศีลถูกขับออก อุปมามหาสมุทร การงดปาฏิโมกข์โดยธรรมและไม่โดยธรรมทั้ง ๑๐ หมวด ไปจนถึงหลักการกล่าวโทษและถูกกล่าวโทษ คาถาลักษณะนี้ทำหน้าที่เป็นดัชนีช่วยจำเนื้อหาของขันธกะทั้งหมดที่ผ่านมา
  99. หน้า ๓๒๐–๓๒๕ พระนางมหาปชาบดีโคตมีทูลขอบวช และครุธรรม ๘ ประการ พระนางมหาปชาบดีโคตมีทูลขอให้สตรีได้บวชในพระธรรมวินัย แต่พระพุทธเจ้าทรงห้ามถึงสามครั้ง พระนางเสียพระทัยจนกันแสง จึงโกนพระเกศาห่มผ้ากาสาวพัสตร์ เสด็จติดตามพระพุทธเจ้าไปถึงเมืองเวสาลีด้วยพระบาทเปื้อนฝุ่น พระอานนท์เห็นเข้าจึงช่วยทูลขอแทน เมื่อยังไม่ทรงอนุญาต พระอานนท์จึงเปลี่ยนวิธีทูลถามว่าสตรีสามารถบรรลุมรรคผลได้หรือไม่ เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสว่าได้ พระอานนท์จึงอ้างพระคุณของพระนางที่เคยเลี้ยงดูพระพุทธเจ้ามาแต่ทรงพระเยาว์ ในที่สุดพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตโดยมีเงื่อนไขให้พระนางรับครุธรรม ๘ ประการ อันเป็นหลัก
  100. หน้า ๓๒๖–๓๓๐ ผลสืบเนื่องจากการตั้งภิกษุณีสงฆ์: คำทำนายอายุพระศาสนาและกฎการเคารพ พระนางมหาปชาบดีโคตมีทรงยินดีรับครุธรรม ๘ ประการดุจคนหนุ่มสาวที่ได้รับพวงมาลัยมาประดับศีรษะด้วยความปีติ เมื่อพระอานนท์กราบทูลว่าพระนางรับครุธรรมแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่าหากไม่ทรงอนุญาตให้สตรีบวช พระศาสนาจะดำรงอยู่ได้ถึง ๑๐๐๐ ปี แต่บัดนี้จะดำรงอยู่เพียง ๕๐๐ ปี ทรงเปรียบด้วยนาข้าวที่มีโรคระบาดและไร่อ้อยที่มีศัตรูพืชทำลาย จากนั้นทรงอนุญาตให้ภิกษุอุปสมบทภิกษุณีได้ เกิดปัญหาว่าพระนางเองได้อุปสมบทแล้วหรือยัง พระพุทธเจ้าจึงตัดสินว่าการรับครุธรรม ๘ ประการนั่นเองคือการอุปสมบทของพระนาง ต่อมาเมื่อพระนางทูลขอใ
  101. หน้า ๓๓๑–๓๓๔ การวางระบบสวดปาฏิโมกข์ ปลงอาบัติ และสังฆกรรมของภิกษุณี จบคำสอนของพระโคตมีเรื่องหลักตัดสินว่าคำสอนใดเป็นธรรมวินัยแท้ จากนั้นเป็นเรื่องราวการวางระบบความสัมพันธ์ระหว่างสงฆ์ภิกษุกับภิกษุณี เมื่อภิกษุไปสวดปาติโมกข์หรือรับปลงอาบัติแก่ภิกษุณีถึงที่พักโดยตรง ชาวบ้านครหาว่าดูเหมือนชายไปหาหญิงยามค่ำ พระพุทธเจ้าจึงทรงปรับระเบียบให้ภิกษุณีทำหน้าที่เหล่านี้แก่กันเอง โดยภิกษุเป็นผู้สอนวิธีการเท่านั้น สะท้อนหลักการที่ว่าแม้เจตนาดี แต่รูปแบบภายนอกที่ก่อความระแวงสงสัยในหมู่ชาวบ้านก็ต้องได้รับการแก้ไข
  102. หน้า ๓๓๕–๓๓๖ ภิกษุณีศิษย์พระอุบลวรรณาผู้หลงลืมพระวินัย เมื่อสงฆ์ภิกษุระงับอธิกรณ์ของภิกษุณีแล้ว ยังต้องส่งมอบให้ภิกษุณีเป็นผู้ลงโทษหรือรับอาบัติกันเอง จากนั้นเป็นเรื่องภิกษุณีศิษย์ของพระอุบลวรรณาเถรี ผู้ติดตามพระพุทธเจ้าเรียนพระวินัยนานถึง ๗ ปี แต่ด้วยความหลงลืมง่าย เรียนได้เท่าไรก็ลืมหมด นางเกรงว่าจะติดตามพระศาสดาไปตลอดชีวิตไม่ไหว จึงเป็นเหตุให้ทรงอนุญาตให้ภิกษุสอนพระวินัยแก่ภิกษุณีได้โดยตรง เรื่องนี้แสดงให้เห็นความเห็นใจต่อข้อจำกัดตามธรรมชาติของแต่ละคน มิใช่ตำหนิ แต่หาทางแก้ปัญหาให้เหมาะสม
  103. หน้า ๓๓๗–๓๓๘ ข้อห้ามการล้อเลียนและเปิดเผยกายระหว่างภิกษุกับภิกษุณี พระฉัพพัคคีย์ทั้งฝ่ายภิกษุและภิกษุณีมีพฤติกรรมล่วงเกินกัน เช่น สาดโคลนน้ำใส่กัน เปิดเผยร่างกายหรืออวัยวะเพศให้อีกฝ่ายเห็นด้วยหวังให้เกิดความกำหนัด พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติห้ามพฤติกรรมเหล่านี้ทั้งสองฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน พร้อมกำหนดบทลงโทษคือให้ภิกษุณีสงฆ์งดไหว้ภิกษุที่ทำผิดชั่วคราว และให้มีมาตรการกันไว้ไม่ให้เข้าใกล้หรืองดโอวาทแก่ภิกษุณีที่ทำผิด สะท้อนความเข้มงวดของพระพุทธศาสนาต่อพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสมในหมู่นักบวช
  104. หน้า ๓๓๙–๓๔๒ ระบบการให้โอวาทแก่ภิกษุณีสงฆ์ เมื่อมีข้อห้ามเรื่องการล่วงเกินแล้ว จึงต้องวางระบบว่าใครมีสิทธิ์ให้โอวาท (คำสอน) แก่ภิกษุณีได้ พระอุทายิละทิ้งหน้าที่ให้โอวาทแล้วจาริกไปโดยไม่มอบหมายผู้แทน ภิกษุโง่เขลาให้โอวาทโดยไม่มีเหตุผลอันควร และภิกษุณีทั้งหมดพากันไปรับโอวาทจนชาวบ้านครหาว่าเหมือนไปหาชู้ พระพุทธเจ้าจึงค่อยๆ ปรับระบบให้จำกัดจำนวนภิกษุณีที่ไปรับโอวาทเหลือเพียง ๒-๓ รูป วางขั้นตอนขอโอวาทอย่างเป็นทางการผ่านพระผู้สวดปาติโมกข์ และกำหนดคุณสมบัติ ๘ ประการของภิกษุผู้จะได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ให้โอวาท เพื่อป้องกันทั้งความเสื่อมเสียชื่อเสี
  105. หน้า ๓๔๓–๓๔๖ ข้อห้ามการแต่งกายและประพฤติตัวอย่างฆราวาสของภิกษุณี ภิกษุณีบางรูปยังคงมีพฤติกรรมคล้ายหญิงคฤหัสถ์ที่บริโภคกาม เช่น ใช้สายรัดเอวยาวรัดจนซี่โครงเบี้ยว ขัดถูตัวด้วยหินหรือกระดูกโคเพื่อความสวยงาม แต่งหน้าทาปาก ทำเครื่องหมายเสน่ห์ ชำเลืองตาหยอกล้อ จัดการแสดงนาฏศิลป์ เลี้ยงหญิงแพศยา เปิดร้านเหล้าหรือร้านขายเนื้อ ค้าขายหากำไร เลี้ยงทาสและสัตว์ใช้งาน รวมถึงนุ่งห่มจีวรสีสันฉูดฉาดแบบผ้าชาวบ้าน พระพุทธเจ้าทรงห้ามพฤติกรรมเหล่านี้ทั้งหมด เพราะขัดกับความเป็นนักบวชที่ควรสละโลกียวิสัย ไม่ใช่เพียงเรื่องมารยาทแต่คือการรักษาอัตลักษณ์ของผู้ครองเพศบรรพชิตให้ต่างจากคฤห
  106. หน้า ๓๔๗–๓๔๘ ข้อพิพาทมรดกภิกษุณีมรณะ และภิกษุณีทำร้ายภิกษุ ภิกษุณีรูปหนึ่งใกล้มรณภาพสั่งมอบบริขารแก่ "สงฆ์" โดยไม่ระบุชัดว่าฝ่ายใด ทำให้ภิกษุสงฆ์กับภิกษุณีสงฆ์ทะเลาะแย่งกัน พระพุทธเจ้าจึงวางหลักว่าทั้งสองสงฆ์ไม่มีสิทธิ์ในทรัพย์ของอีกฝ่าย เว้นแต่ผู้ตายจะระบุชัดเจน สะท้อนหลักการแยกทรัพย์สินของสองสงฆ์ออกจากกันอย่างเด็ดขาด จากนั้นมีเรื่องอดีตภรรยาเจ้ามัลละที่บวชเป็นภิกษุณีใช้ไหล่กระแทกภิกษุที่อ่อนแอล้มลงกลางถนน พระพุทธเจ้าจึงห้ามภิกษุณีทำร้ายภิกษุ และให้หลีกทางแต่ไกลแทน
  107. หน้า ๓๔๙–๓๕๐ เหตุการณ์นำครรภ์แท้งใส่บาตรและมารยาทการแสดงบาตร หญิงหม้ายที่ตั้งครรภ์นอกสมรสทำแท้งแล้วขอให้ภิกษุณีที่คุ้นเคยนำซากทารกใส่บาตรไปทิ้ง บังเอิญภิกษุรูปหนึ่งที่ตั้งสัตย์ปฏิญาณว่าจะแบ่งอาหารบิณฑบาตแรกให้ผู้อื่นก่อนฉันมาพบเข้า และยืนกรานจนภิกษุณีต้องเปิดบาตรให้ดู เป็นเหตุการณ์น่าอึดอัดที่แสดงให้เห็นผลของการตั้งปฏิญาณเคร่งครัดเกินไปโดยไม่คำนึงสถานการณ์ พระพุทธเจ้าจึงห้ามนำครรภ์ใส่บาตร และวางวิธีแสดงบาตรที่เหมาะสมแทน
  108. หน้า ๓๕๑–๓๕๒ การแบ่งปันอาหารส่วนเกินและจุดกำเนิดผ้าอนามัยของภิกษุณี เมื่อชาวบ้านถวายอาหารเฉพาะแก่ภิกษุแล้วภิกษุนำไปให้ภิกษุณีต่อ (และในทางกลับกัน) ชาวบ้านตำหนิว่าเหมือนไม่ไว้ใจให้ตนถวายเอง พระพุทธเจ้าจึงห้ามส่งต่อของถวายเฉพาะตัว แต่อนุญาตให้แบ่งของส่วนเกินผ่านสงฆ์หรือให้เป็นการส่วนตัวได้เมื่อจำเป็นจริง ส่วนที่พักก็ให้ยืมกันได้ชั่วคราวเมื่อฝ่ายหนึ่งขาดแคลน จากนั้นเป็นที่มาของอุปกรณ์รองรับประจำเดือนของภิกษุณี เริ่มจากที่นอนเปื้อนเลือด ทรงอนุญาตผ้าอาศัย ผ้ารองซับ จนถึงผ้ารัดเอวแบบผูกโดยเฉพาะ แสดงถึงพัฒนาการแก้ปัญหาชีวิตประจำวันของภิกษุณีอย่างเป็นขั้นตอนด้วยความเข้า
  109. หน้า ๓๕๓–๓๕๘ การวางระบบซักถามอันตรายิกธรรมและการอุปสมบทภิกษุณี ก่อนบวชเป็นภิกษุณี ต้องถูกซักถามอันตรายิกธรรม ๒๔ ข้อ เช่น เพศสภาพ โรคเรื้อรัง สถานะทาสหรือหนี้สิน อายุครบ ๒๐ ปี และการได้รับอนุญาตจากบิดามารดาหรือสามี แต่เมื่อภิกษุถามคำถามเหล่านี้ตรงๆ ผู้หญิงที่จะบวชเกิดความอายจนตอบไม่ได้ พระพุทธเจ้าจึงทรงปรับระบบให้ผู้ขอบวชผ่านการซักถามและอุปสมบทเบื้องต้นในหมู่ภิกษุณีก่อนอย่างเป็นส่วนตัว โดยมีภิกษุณีผู้ได้รับแต่งตั้งอย่างเป็นทางการและมีความสามารถเป็นผู้สอนและซักถาม ก่อนนำตัวไปรับการอุปสมบทซ้ำในสงฆ์ภิกษุ สะท้อนความละเอียดอ่อนต่อจิตใจสตรีที่ต้องเผชิญคำถามส่วนตัว
  110. หน้า ๓๕๙–๓๖๐ การอุปสมบทซ้ำในสงฆ์ภิกษุและกฎที่นั่งในโรงฉัน เมื่อภิกษุณีได้รับอนุมัติจากสงฆ์ภิกษุณีแล้ว ต้องนำตัวไปขอกรรมวาจาอุปสมบทซ้ำต่อหน้าสงฆ์ภิกษุอีกครั้งจึงจะสมบูรณ์เป็น "เอกโตอุปสมปันนา" หลังบวชแล้วต้องได้รับการสอนเรื่องการดูเงาบอกเวลา ฤดูกาล ส่วนของวัน วิธีสวดสังคีติ และหลักนิสสัย ๓ กับข้อห้าม ๘ ประการที่ต้องถือตลอดชีวิต จากนั้นมีเรื่องภิกษุณีแย่งที่นั่งในโรงฉันจนทะเลาะกัน พระพุทธเจ้าจึงกำหนดให้ยึดอาวุโสเฉพาะที่นั่ง ๘ อันดับแรกเท่านั้น ที่เหลือให้นั่งตามลำดับมาถึง และภายหลังต้องชี้แจงว่ากฎนี้ใช้เฉพาะในโรงฉันเท่านั้น มิใช่ทุกสถานที่
  111. หน้า ๓๖๑–๓๖๔ พิธีปวารณาของภิกษุณีและหลักอำนาจที่ไม่เท่าเทียมระหว่างสองสงฆ์ ทรงกำหนดให้ภิกษุณีต้องทำปวารณาทั้งในหมู่ตนเองและต่อสงฆ์ภิกษุ แต่ห้ามทำร่วมกันเพราะก่อความอลหม่าน จึงให้แยกทำคนละวัน และให้แต่งตั้งภิกษุณีผู้มีความสามารถเพียงรูปเดียวเป็นตัวแทนไปกล่าวคำปวารณาต่อสงฆ์ภิกษุแทนทั้งหมู่ นอกจากนี้ยังทรงห้ามภิกษุณีตั้งข้อกล่าวหา งดอุโบสถหรือปวารณาของภิกษุ หรือสอบสวนภิกษุ แต่ทรงอนุญาตให้ภิกษุทำเช่นนั้นต่อภิกษุณีได้ตามปกติ แสดงให้เห็นโครงสร้างอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างสงฆ์ภิกษุกับสงฆ์ภิกษุณีตามหลักครุธรรมที่วางไว้แต่แรก
  112. หน้า ๓๖๕–๓๖๗ กฎการเดินทางของภิกษุณีและกำเนิดการอุปสมบทโดยทูต: เรื่องนางอัฑฒกาสี ทรงห้ามภิกษุณีเดินทางด้วยยานพาหนะทั่วไปเพราะก่อความครหา แต่อนุญาตให้ภิกษุณีอาพาธใช้ยานหรือคานหามได้ตามความจำเป็น จากนั้นเป็นเรื่องนางอัฑฒกาสีอดีตหญิงคณิกาผู้บวชเป็นภิกษุณีและต้องการเดินทางไปอุปสมบทให้สมบูรณ์ที่เมืองสาวัตถี แต่พวกนักเลงซึ่งเคยเป็นลูกค้าของนางดักรอตามทางหวังจะได้พบนางอีก พระพุทธเจ้าจึงทรงคิดค้นวิธีอุปสมบทโดยทูต คือส่งภิกษุณีอื่นไปกล่าวคำขอแทนนางที่สงฆ์เมืองสาวัตถี ทำให้นางไม่ต้องเสี่ยงอันตรายจากการเดินทาง นับเป็นตัวอย่างความยืดหยุ่นเชิงเมตตาต่อปัญหาความปลอดภัยของสตรีที่มีอดีตเป็นท
  113. หน้า ๓๖๘–๓๗๐ ข้อห้ามอยู่ป่า การรับบริจาคที่พัก และภิกษุณีเลี้ยงบุตร เนื่องจากภิกษุณีที่อยู่ป่าถูกนักเลงลวนลาม พระพุทธเจ้าจึงห้ามภิกษุณีจำพรรษาหรืออยู่ในป่าโดยเด็ดขาด ต่างจากภิกษุที่นิยมอยู่ป่าได้ตามปกติ สะท้อนความเสี่ยงทางกายที่สตรีนักบวชเผชิญมากกว่า จากนั้นทรงวางระบบรับบริจาคอาคารที่พักและก่อสร้างใหม่แก่ภิกษุณีสงฆ์ทั้งแบบส่วนรวมและส่วนตัว และมีเรื่องภิกษุณีที่ตั้งครรภ์มาก่อนบวชแล้วคลอดบุตรหลังบวช ทรงอนุญาตให้เลี้ยงดูบุตรจนกว่าจะรู้เดียงสา โดยต้องมีภิกษุณีอีกรูปเป็นเพื่อนอยู่ด้วยเพราะห้ามอยู่ลำพังแม้กับบุตรของตนเอง หลักการเดียวกันนี้ใช้กับภิกษุณีที่กำลังประพฤติม
  114. หน้า ๓๗๑–๓๗๘ การขาดจากความเป็นภิกษุณี ข้อปฏิบัติส่วนตัว และบทสรุปขันธกะภิกษุณี ทรงวางกฎเข้มงวดว่าภิกษุณีที่ลาสิกขาไปแล้ว แม้ไม่ได้เปล่งวาจาลาอย่างเป็นทางการก็ถือว่าขาดจากความเป็นภิกษุณีทันที และผู้ที่เคยไปเข้ารีตลัทธิอื่นทั้งที่ยังครองผ้ากาสาวพัสตร์จะกลับมาบวชใหม่ไม่ได้เลย เข้มงวดกว่าภิกษุมาก จากนั้นมีข้อกำหนดปลีกย่อยเรื่องการนั่งขัดสมาธิ (ห้ามเพราะไม่งาม เว้นแต่อาพาธ) การทิ้งครรภ์แท้งในบ่ออุจจาระ และการอาบน้ำ (ห้ามใช้จุณหรือดินหอม ห้ามอาบเรือนสรงรวม ห้ามอาบทวนกระแสน้ำ และต้องอาบเฉพาะท่าน้ำสตรี) ปิดท้ายขันธกะด้วยคาถาสรุปเนื้อหาทั้งหมดของขันธกะภิกษุณี และคาถาปิดท้ายที่กล่าว
  115. หน้า ๓๗๙–๓๘๐ พระมหากัสสปะทราบข่าวพระพุทธเจ้าปรินิพพานและคำพูดยั่วยุของสุภัททะ เริ่มต้นขันธกะปัญจสติกะ (สังคายนาครั้งแรก) พระมหากัสสปะเล่าว่าขณะเดินทางจากเมืองปาวาสู่กุสินารากับภิกษุ ๕๐๐ รูป ได้พบอาชีวกถือดอกมณฑารพซึ่งบอกข่าวการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ภิกษุที่ยังไม่หมดกิเลสร้องไห้คร่ำครวญกลิ้งเกลือกด้วยความเศร้าโศก ส่วนภิกษุที่หมดกิเลสแล้วตั้งสติพิจารณาความไม่เที่ยงอย่างสงบ แต่พระสุภัททะผู้บวชเมื่อแก่กลับพูดจายั่วยุว่าดีใจที่พ้นจากพระศาสดาผู้คอยกำกับ ต่อไปนี้จะทำอะไรก็ได้ตามใจ คำพูดนี้เองที่จุดประกายให้พระมหากัสสปะตัดสินใจชวนสงฆ์ทำสังคายนาธรรมวินัยไว้ก่อนที่อธรรมและอวินัยจ
  116. หน้า ๓๘๑–๓๘๒ การคัดเลือกพระอรหันต์ ๕๐๐ รูปและการบรรลุอรหัตของพระอานนท์ พระมหากัสสปะคัดเลือกพระอรหันต์ ๔๙๙ รูป และตามคำขอของภิกษุทั้งหลายจึงเลือกพระอานนท์ร่วมด้วยแม้ยังเป็นเสขบุคคล เพราะท่านทรงจำธรรมวินัยจากพระพุทธเจ้าไว้มาก สงฆ์เลือกกรุงราชคฤห์เป็นสถานที่ทำสังคายนาเพราะมีอาหารบิณฑบาตบริบูรณ์และที่พักมาก และมีมติห้ามภิกษุอื่นจำพรรษาที่นั่นเพื่อไม่ให้รบกวน เดือนแรกใช้ซ่อมแซมเสนาสนะที่ชำรุด ก่อนวันประชุม พระอานนท์ตั้งใจเจริญสติตลอดคืนเพราะยังไม่อยากไปร่วมประชุมในฐานะเสขบุคคล แต่ขณะกำลังจะเอนกายลงนอน ในช่วงเสี้ยววินาทีที่เท้าพ้นพื้นแต่ศีรษะยังไม่ถึงหมอน จิตของท่านหลุดพ
  117. หน้า ๓๘๓–๓๘๕ การสังคายนาพระวินัยโดยพระอุบาลีและเริ่มพระธรรมโดยพระอานนท์ พระมหากัสสปะซักถามพระอุบาลีเรื่องพระวินัยทีละปาราชิกทั้ง ๔ ข้อ ทั้งสถานที่บัญญัติ บุคคลต้นเหตุ และเนื้อความ ได้แก่ กรณีพระสุทินน์ (เสพเมถุน) พระธนิยะ (ลักทรัพย์) ภิกษุหลายรูปที่วัคคุมุทาช่วยกันปลงชีวิต และภิกษุกลุ่มเดียวกันที่อวดอุตริมนุสธรรมเท็จ จากนั้นซักถามพระอานนท์เรื่องพระธรรมเริ่มจากพรหมชาลสูตรและสามัญญผลสูตรไปจนครบพระสูตรทั้งห้านิกาย ท้ายที่สุดพระอานนท์เปิดเผยว่าพระพุทธเจ้าเคยตรัสอนุญาตให้สงฆ์เพิกถอนสิกขาบทเล็กน้อยได้หลังปรินิพพาน แต่ท่านไม่ได้ทูลถามว่าสิกขาบทใดนับเป็น "เล็กน้อย" ทำให้พระ
  118. หน้า ๓๘๖–๓๘๘ การไม่ยกเลิกสิกขาบทเล็กน้อย และข้อครหาพระอานนท์ หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพาน สงฆ์ถกกันไม่ลงตัวว่า "สิกขาบทเล็กน้อย" ที่ทรงอนุญาตให้ยกเลิกได้นั้นคือข้อใด พระมหากัสสปะจึงเสนอให้คงสิกขาบททั้งหมดไว้ตามเดิม เพื่อไม่ให้ถูกครหาว่าพระสงฆ์รีบผ่อนปรนวินัยทันทีที่พระศาสดาล่วงลับ สงฆ์เห็นชอบและมีมติไม่บัญญัติเพิ่มไม่เพิกถอนสิ่งใด จากนั้นพระเถระได้ตำหนิพระอานนท์หลายเรื่อง เช่น ไม่ทูลถามว่าสิกขาบทเล็กน้อยคือข้อใด เหยียบจีวรพระพุทธเจ้าขณะเย็บ และปล่อยให้สตรีร้องไห้จนน้ำตาเปื้อนพระสรีระ ซึ่งพระอานนท์ยอมรับผิดด้วยความเคารพต่อพระเถระแม้ตนจะไม่เห็นว่าผิดจริง แสดงถึ
  119. หน้า ๓๘๙–๓๙๕ พระปุราณะ พรหมทัณฑ์แก่พระฉันนะ และการถวายจีวรจากราชสำนักโกสัมพี พระปุราณะเดินทางมาเยี่ยมสงฆ์หลังสังคายนาเสร็จ เมื่อถูกเชิญให้ยอมรับผลสังคายนา ท่านกลับตอบว่าจะทรงจำตามที่ได้ฟังจากพระพุทธเจ้าโดยตรง สะท้อนว่าการสังคายนาไม่ได้ผูกขาดความทรงจำพระธรรมวินัยไว้ทางเดียว จากนั้นพระอานนท์นำพระบัญชาสุดท้ายของพระพุทธเจ้าไปแจ้งให้ลงพรหมทัณฑ์ (ไม่พูดด้วย) แก่พระฉันนะผู้ดื้อรั้น ระหว่างทางที่โกสัมพีท่านแสดงธรรมจนพระมเหสีของพระเจ้าอุเทนถวายผ้าจำนวนมาก ซึ่งพระอานนท์อธิบายอย่างเป็นระบบว่าจะนำผ้าเก่าแต่ละชิ้นไปแปรใช้ประโยชน์ต่อแทนการทิ้ง เมื่อพระฉันนะถูกพรหมทัณฑ์ก็สำนึกจนตั้งใจป
  120. หน้า ๓๙๖–๓๙๗ วัตถุ ๑๐ ประการ: พระยสะห้ามรับเงินทองและถูกลงปฏิสารณียกรรม หนึ่งร้อยปีหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพาน พระวัชชีบุตรชาวเวสาลีเริ่มประกาศว่าการปฏิบัติ ๑๐ อย่างเป็นสิ่งที่ทำได้ เช่น เก็บเกลือในเขาสัตว์ ฉันอาหารหลังเที่ยงเล็กน้อย และที่สำคัญที่สุดคือรับเงินทอง ซึ่งขัดกับพระวินัยเดิม พระยสะ กากัณฑกบุตร มาพบพระวัชชีบุตรตั้งภาชนะรับบริจาคเงินกลางที่ประชุมสงฆ์ จึงห้ามอุบาสกไม่ให้ถวาย แม้อุบาสกจะถวายอยู่ดีแต่พระยสะปฏิเสธส่วนแบ่งของตนอย่างเด็ดขาด พระวัชชีบุตรจึงลงโทษพระยสะด้วยปฏิสารณียกรรมฐานทำให้อุบาสกเสื่อมศรัทธา ซึ่งพระยสะขอภิกษุติดตาม (อนุทูต) ตามสิทธิที่พระวินัยกำหน
  121. หน้า ๓๙๘–๔๐๒ พระยสะยกพุทธพจน์และเหตุการณ์ในอดีตยืนยันว่าการรับเงินทองผิดวินัย พระยสะกลับเข้าเมืองเวสาลีพร้อมภิกษุติดตามเพื่อชี้แจงต่ออุบาสกและภิกษุว่าตนพูดถูกทั้งธรรมและวินัย โดยยกพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าเคยแสดงว่าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์มีมลทิน ๔ อย่างคือเมฆ หมอก ควันฝุ่น และราหู ฉันใด สมณพราหมณ์ก็มีมลทิน ๔ คือดื่มสุรา เสพเมถุน ยินดีรับเงินทอง และเลี้ยงชีพผิดทาง ฉันนั้น ทำให้ไม่รุ่งเรืองดุจดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ที่ถูกบดบัง จากนั้นยังยกเรื่องนายบ้านมณิจูฬกะซึ่งพระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่าผู้ยินดีเงินทองย่อมยินดีในกามคุณ ๕ ไม่ใช่สมณะที่แท้ และเรื่องพระอุปนันทะอันเป็นที่มาของการบัญญัต
  122. หน้า ๔๐๓–๔๐๔ อุบาสกยกย่องพระยสะ พระวัชชีบุตรขับไล่ พระยสะหนีไปโกสัมพี เมื่อฟังคำชี้แจงของพระยสะจบ อุบาสกชาวเวสาลีกลับประกาศยกย่องว่าพระยสะเป็นสมณะแท้เพียงรูปเดียว ส่วนภิกษุอื่นทั้งหมดไม่ใช่สมณะที่แท้จริง คำพูดนี้ทำให้พระวัชชีบุตรโกรธเคืองอย่างมากเพราะเห็นว่าพระยสะแอบอ้างพวกตนไปประกาศต่อคฤหัสถ์โดยไม่ได้รับอนุญาต จึงตั้งใจจะลงอุกเขปนียกรรม (ขับออกจากหมู่) แก่พระยสะ แต่ท่านหนีรอดด้วยการเหาะขึ้นฟ้าไปยังเมืองโกสัมพี แล้วส่งทูตไปเชิญชวนภิกษุฝ่ายปาไฐยยกะและอวันตี-ทักขิณาบถให้มาร่วมปกป้องพระธรรมวินัยก่อนที่ฝ่ายอธรรมจะได้เปรียบ
  123. หน้า ๔๐๕ การรวมพลพระอรหันต์ ๑๔๐ รูปที่ภูเขาอโหคังคะ พระยสะเดินทางไปหาพระสัมภูตะสาณวาสีที่ภูเขาอโหคังคะ เล่าเรื่องวัตถุ ๑๐ ประการทั้งหมดและชักชวนให้ร่วมกันแก้ไขปัญหา ซึ่งพระสัมภูตะสาณวาสีก็รับปากทันที ข่าวนี้ทำให้ภิกษุฝ่ายปาไฐยยกะ ๖๐ รูปและฝ่ายอวันตี-ทักขิณาบถ ๘๐ รูป ซึ่งล้วนเป็นพระอรหันต์ผู้ถือธุดงค์เคร่งครัด มารวมตัวกันที่ภูเขานี้อย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงพลังของฝ่ายที่ต้องการรักษาพระวินัยดั้งเดิมไว้
  124. หน้า ๔๐๖–๔๐๙ ตามหาพระเรวตะ และคำวินิจฉัยวัตถุ ๑๐ ประการเบื้องต้น เมื่อพระเถระเห็นว่าคดีนี้ยากและซับซ้อนมาก จึงคิดจะดึงพระเรวตะผู้เป็นพหูสูตทรงธรรมวินัยมาเสริมกำลังฝ่ายตน แต่พระเรวตะทราบด้วยญาณล่วงหน้าว่าจะถูกดึงเข้าไปพัวพันกับคดีที่ยุ่งยาก จึงหลบหนีไปเรื่อยๆ จากเมืองโสเรยยะจนถึงสหชาติ กว่าพระเถระจะตามพบ พระสัมภูตะสาณวาสีจึงแนะให้พระยสะใช้กลวิธีถามปัญหาผ่านพระอุตตระศิษย์ของพระเรวตะหลังจบการสวดสรภัญญะแทนการถามตรงๆ พระยสะจึงเรียนถามพระเรวตะทีละข้อครบทั้ง ๑๐ ข้อ ซึ่งพระเรวตะตอบยืนยันว่าไม่มีข้อใดที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตเลย เป็นการยืนยันจุดยืนของฝ่ายพระยสะอย่างชัดเ
  125. หน้า ๔๑๐–๔๑๓ ความพยายามซื้อใจพระเรวตะและพระอุตตระของฝ่ายวัชชีบุตร เมื่อพระวัชชีบุตรทราบว่าพระเรวตะเข้าข้างพระยสะแล้ว จึงพยายามเอาใจด้วยการถวายบริขารจำนวนมาก แต่พระเรวตะปฏิเสธเพราะมีครบแล้ว จึงหันไปกดดันพระอุตตระผู้อุปัฏฐากให้รับจีวรหนึ่งผืนแล้วนำสารบิดเบือนไปแจ้งสงฆ์ว่าภิกษุฝ่ายตะวันออกเป็นฝ่ายธรรมส่วนฝ่ายปาไฐยยกะเป็นฝ่ายอธรรม ซึ่งตรงข้ามกับความจริง เมื่อพระเรวตะรู้เข้าก็ขับไล่พระอุตตระทันทีฐานพยายามชักจูงตนให้เข้าข้างอธรรม แทรกอยู่ในตอนนี้ยังมีเรื่องพระสาฬหะซึ่งเทวดามาปรากฏยืนยันว่าฝ่ายตะวันออกคือฝ่ายผิด แต่ท่านเลือกจะไม่เปิดเผยความเห็นจนกว่าจะถูกถามอย่างเป็น
  126. หน้า ๔๑๔–๔๑๖ พบพระสัพพกามีที่เวสาลี บทสนทนาเรื่องวิหารธรรม และความเห็นลับ เนื่องจากเกรงว่าฝ่ายต้นเรื่องอาจรื้อฟื้นคดีขึ้นใหม่หากตัดสินที่อื่น สงฆ์จึงตัดสินใจย้ายไปวินิจฉัยที่เมืองเวสาลีอันเป็นจุดกำเนิดของข้อพิพาท ที่นั่นมีพระสัพพกามีเถระผู้บวชมา ๑๒๐ พรรษาและเป็นศิษย์ของพระอานนท์อยู่ พระเรวตะไปพักที่วัดเดียวกันโดยทั้งสองต่างแสดงความอ่อนน้อมด้วยการไม่ยอมนอนก่อนกัน ยามเช้ามีบทสนทนาธรรมงดงามเรื่องธรรมเป็นเครื่องอยู่ พระสัพพกามีกล่าวว่าตนอยู่ด้วยสุญญตาวิหารมาแต่ครั้งเป็นคฤหัสถ์ ส่วนพระเรวตะอยู่ด้วยเมตตาวิหาร ต่อมาพระสัมภูตะสาณวาสีมาถึงและถามความเห็นส่วนตัวของพระสัพพกามีต่อ
  127. หน้า ๔๑๗–๔๑๘ แต่งตั้งกรรมการ ๘ รูปวินิจฉัยอธิกรณ์ที่วาลิการาม เมื่อการประชุมใหญ่ที่เวสาลีกลายเป็นการพูดพร่ำเพรื่อจนจับใจความไม่ได้ พระเรวตะจึงเสนอให้ระงับอธิกรณ์ด้วยวิธี "อุพพาหิกา" คือตั้งคณะกรรมการตัวแทนจำนวนน้อยไปพิจารณาแทนที่ประชุมใหญ่ สงฆ์จึงคัดเลือกภิกษุฝ่ายละ ๔ รูป ฝ่ายตะวันออกมีพระสัพพกามี พระสาฬหะ พระอุชชโสภิตะ และพระวาสภคามิกะ ฝ่ายปาไฐยยกะมีพระเรวตะ พระสัมภูตะสาณวาสี พระยสะ และพระสุมนะ พร้อมแต่งตั้งพระอชิตะเป็นผู้จัดอาสนะ และเลือกวัดวาลิการามอันสงบเงียบเป็นสถานที่พิจารณา โดยตกลงให้พระเรวตะเป็นผู้ถามและพระสัพพกามีผู้อาวุโสที่สุดเป็นผู้ตอบ
  128. หน้า ๔๑๙–๔๒๑ การไต่สวนวัตถุ ๑๐ ประการทีละข้อ พระเรวตะถามพระสัพพกามีเรื่องความชอบธรรมของวัตถุ ๑๐ ประการทีละข้อ เช่น การเก็บเกลือในเขาสัตว์ การฉันอาหารหลังเที่ยงเล็กน้อย การทำอุโบสถแยกกันในสีมาเดียว โดยถามด้วยว่าพระพุทธเจ้าทรงห้ามไว้ที่ไหนและทรงปรับอาบัติอะไร พระสัพพกามีตอบยืนยันทุกข้อว่าไม่เป็นที่อนุญาต พร้อมระบุสถานที่และสุตตวิภังค์ที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดแม่นยำ หลังตัดสินแต่ละข้อก็มีการประกาศต่อสงฆ์และวางสลากนับคะแนนเป็นหลักฐานทุกครั้ง แสดงถึงกระบวนการยุติธรรมของสงฆ์ที่เป็นระบบและตรวจสอบได้
  129. หน้า ๔๒๒–๔๒๓ บทสรุปสังคายนาสัตตสติกา จบพระวินัยปิฎกจุลวรรค เมื่อวินิจฉัยครบทั้ง ๑๐ ข้อ สงฆ์ประกาศว่าทั้งหมดเป็นการปฏิบัตินอกลู่นอกทางธรรมวินัยและขัดกับคำสอนของพระศาสดา พระเรวตะยังให้พระสัพพกามีตอบคำถามซ้ำต่อหน้าสงฆ์ทั้งหมดอีกครั้งเพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับข้อสรุปร่วมกัน อธิกรณ์ที่ยืดเยื้อมานานจึงยุติลงอย่างเป็นทางการ การสังคายนาครั้งนี้มีภิกษุเข้าร่วมพอดี ๗๐๐ รูป จึงได้ชื่อว่า "สัตตสติกา" นับเป็นสังคายนาครั้งที่สองในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา ปิดท้ายด้วยคาถาอุทานสรุปเนื้อหาทั้งขันธกะเป็นบทกวีช่วยจำ และข้อความ "จุลวรรคจบแล้ว" อันเป็นการสิ้นสุดคัมภีร์จุลวรรคเล่