ปริวาร
บาลีสยามรัฐ · พระวินัยปิฎก · เล่มที่ ๘ · ๕๕๓ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๖๓ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๖ คำถามคำตอบวิเคราะห์ปาราชิก ๔ ข้อ และสายสืบพระวินัย ส่วนเปิดเรื่องของปริวารตั้งกรอบคำถามคำตอบมาตรฐาน ๑๖ หมวด (มหาวาร) แล้วนำมาไล่เรียงวิเคราะห์สิกขาบทปาราชิกทีละข้อจนครบ ๔ ข้อ โดยถามซ้ำชุดเดียวกันเสมอ เช่น บัญญัติที่ไหน เกี่ยวกับใคร เป็นวิบัติชนิดใด จัดอยู่ในกองอาบัติใด เกิดจากทวารใดในกาย วาจา ใจ ระงับด้วยสมถะใด และมีอรรถวส (เหตุผลที่ทรงบัญญัติ) กี่ประการ ซึ่งเป็นแบบฝึกให้พระวินัยธรจำแนกสิกขาบทได้อย่างเป็นระบบและแม่นยำ นอกจากนี้ยังแทรกคาถาสายการสืบทอดพระวินัยจากพระอุบาลีเถระเรื่อยมาจนถึงพระเถระในลังกาทวีป เป็นหลักฐานยืนยันความต่อเนื่องของครูอาจาร
- หน้า ๖–๑๔ คำถามคำตอบวิเคราะห์สังฆาทิเสส ๑๓ ข้อ ใช้แบบแผนคำถามคำตอบเดียวกับหมวดปาราชิกมาไล่เรียงวิเคราะห์สิกขาบทสังฆาทิเสสทั้ง ๑๓ ข้อ ตั้งแต่เรื่องการทำน้ำอสุจิเคลื่อนไปจนถึงภิกษุผู้ประทุษร้ายตระกูล เน้นจำแนกว่าแต่ละข้อมีการบัญญัติกี่ครั้ง เกิดจากทวารใดบ้าง และระงับได้ด้วยสมถะใด ซึ่งบางข้อระงับได้ด้วยติณวัตถารกวิธี (การปิดคดีแบบกลบไว้ด้วยหญ้า) อันเป็นความรู้จำเป็นสำหรับพระวินัยธรเวลาตัดสินอธิกรณ์จริง จบด้วยคาถาสรุปรายชื่อสิกขาบททั้ง ๑๓ ข้อเพื่อช่วยทบทวนความจำ
- หน้า ๑๔–๑๘ คำถามคำตอบวิเคราะห์อนิยต ๒ ข้อ วิเคราะห์สิกขาบทหมวดอนิยตทั้ง ๒ ข้อ ซึ่งว่าด้วยกรณีภิกษุอยู่กับมาตุคามสองต่อสองในที่ลับตาหรือลับหูด้วยแบบถามตอบเดิม แต่จุดเด่นของหมวดนี้คือวิบัติและกองอาบัติที่เกิดขึ้นไม่ตายตัว (ระบุแบบ "สิยา...สิยา" คือแล้วแต่กรณี) ขึ้นอยู่กับพยานหรือคำรับสารภาพของภิกษุผู้ต้องหา ทำให้สิกขาบทหมวดนี้ต้องอาศัยการไต่สวนพยานหลักฐานเป็นพิเศษ ต่างจากสิกขาบทอื่นที่ผลของอาบัติชัดเจนตายตัว
- หน้า ๑๘–๒๙ คำถามคำตอบวิเคราะห์นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ ข้อ ไล่เรียงสิกขาบทหมวดนิสสัคคิยปาจิตตีย์ครบทั้ง ๓๐ ข้อ แบ่งเป็นกฐินวรรค โกสิยวรรค และปัตตวรรค ว่าด้วยเรื่องจีวร สันถัต (ผ้าปูนั่ง) ขนแกะ เงินทอง และบาตร ที่ภิกษุแสวงหาหรือครอบครองเกินขอบเขตที่ทรงอนุญาต ใช้แบบคำถามคำตอบเดียวกันแต่เน้นย้ำจำนวนทวารที่ทำให้ต้องอาบัติซึ่งต่างกันในแต่ละข้อ (ตั้งแต่ ๑ ถึง ๖ ทวาร) เป็นเครื่องมือช่วยพระวินัยธรแยกแยะว่าสิ่งของที่ต้องสละคืน (นิสสัคคิย) กับตัวอาบัติปาจิตตีย์เกิดจากเงื่อนไขใดบ้าง
- หน้า ๒๙–๕๕ คำถามคำตอบวิเคราะห์ปาจิตตีย์ (เริ่มหมวดที่ ๑-๗) เริ่มไล่เรียงสิกขาบทหมวดปาจิตตีย์ซึ่งมีทั้งหมด ๙๒ ข้อด้วยแบบคำถามคำตอบเดิม ในช่วงนี้ครอบคลุมมุสาวาทวรรค ภูตคามวรรค โอวาทวรรค โภชนวรรค อเจลกวรรค สุราเมรยวรรค และสัปปาณกวรรค ครบทั้ง ๗ วรรคแรก ก่อนเริ่มวรรคที่ ๘ (สหธรรมิกวรรค) เนื้อหาครอบคลุมเรื่องหลากหลาย เช่น การพูดเท็จ การตัดต้นไม้ การสอนภิกษุณี มารยาทการฉันอาหาร การดื่มสุรา การฆ่าสัตว์ และการดื้อดึงไม่ยอมรับคำตักเตือน โดยยังคงใช้กรอบวิเคราะห์เดียวกันคือที่บัญญัติ มูลเหตุ วิบัติ กองอาบัติ และสมุฏฐาน เพื่อให้พระวินัยธรจำแนกอาบัติแต่ละข้อได้เป็นระ
- หน้า ๕๖–๖๒ กตฺถปัญญัตติวาร: ปาจิตตีย์ที่เหลือ (สหธัมมิกวรรค-ราชวรรค) ส่วนนี้สืบเนื่องจากรูปแบบปุจฉา-วิสัชนาที่ไล่ถามสิกขาบทปาจิตติยะแต่ละข้อ (ข้อ 141-159) ว่าทรงบัญญัติที่เมืองใด ปรารภภิกษุรูปใด เกิดจากเรื่องอะไร บัญญัติกี่ครั้ง และเกิดจากสมุฏฐานใดในหกสมุฏฐาน เป็นเครื่องมือช่วยพระวินัยธรจำที่มาและองค์ประกอบของสิกขาบทแต่ละข้อได้แม่นยำ ครอบคลุมวรรคที่ 8 (สหธัมมิกวรรค เรื่องการทะเลาะวิวาทและการว่ากล่าวกัน) และวรรคที่ 9 (ราชวรรค เรื่องเข้าไปในพระราชฐานและของใช้ต่าง ๆ) ปิดท้ายด้วยคาถาอุทานสรุปหัวข้อ และประกาศว่าปาจิตติยสิกขาบทครบ 92 ข้อบริบูรณ์
- หน้า ๖๒–๖๔ กตฺถปัญญัตติวาร: ปาฏิเทสนียสิกขาบท 4 ข้อ ใช้แบบสอบถามเดียวกันไล่ถามที่มาของปาฏิเทสนียสิกขาบททั้ง 4 ข้อ ซึ่งเป็นอาบัติที่ต้องแสดงคืนเกี่ยวกับการรับของฉันจากมือภิกษุณีหรือในสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสม เช่น รับจากภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติ รับในตระกูลที่สงฆ์สมมติว่าเป็นเสขะ หรือรับในเสนาสนะป่าที่มีความเสี่ยงจากโจร แต่ละข้อระบุสถานที่บัญญัติ บุคคลที่เป็นต้นเหตุ และสมุฏฐานของอาบัติ ปิดท้ายด้วยคาถาอุทานและประกาศว่าปาฏิเทสนีย์ครบ 4 ข้อ
- หน้า ๖๔–๗๙ กตฺถปัญญัตติวาร: เสขิยวัตร 75 ข้อ (จบวรรคว่าด้วยที่บัญญัติ) ไล่ถามที่มาของเสขิยวัตรทั้ง 75 ข้อ ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติมารยาทละเอียดของภิกษุในการนุ่งห่ม การเดินและนั่งในละแวกบ้าน การรับและฉันบิณฑบาตอย่างเรียบร้อย และการไม่แสดงธรรมแก่ผู้ไม่แสดงความเคารพ (เช่น ผู้ถือร่ม ถือไม้เท้า สวมรองเท้า) จัดกลุ่มเป็น 7 วรรคย่อยตามลักษณะพฤติกรรม ทุกข้อล้วนเป็นอาบัติทุกกฏที่เกิดจาก "ความไม่เคารพ" (อนาทริยํ ปฏิจฺจ) เป็นเครื่องฝึกมารยาทและสำรวมอินทรีย์ของภิกษุ ส่วนนี้ปิดท้ายการซักถามเรื่อง "ที่บัญญัติ" (กตฺถปัญญัตติวาร) ทั้งหมดของมหาวิภังค์
- หน้า ๘๐–๘๔ กติอาปัตติวาร: ปาราชิกและสังฆาทิเสส วิเคราะห์ระดับอาบัติ เริ่มหมวดวิเคราะห์ใหม่ที่ถามว่าการกระทำผิดแต่ละเรื่องก่อให้เกิดอาบัติกี่ขั้นตามความหนักเบาของสถานการณ์ เช่น เสพเมถุนกับศพที่ยังไม่ถูกกัดกินเป็นปาราชิก กับศพที่ถูกกัดกินโดยมากเป็นถุลลัจจัย หรือลักทรัพย์ตามมูลค่าที่ต่างกันทำให้เป็นปาราชิก ถุลลัจจัย หรือทุกกฏ เป็นเครื่องมือช่วยพระวินัยธรตัดสินคดีที่ซับซ้อนโดยแยกแยะระดับความผิดจากเจตนาและผลที่เกิดขึ้นจริง ครอบคลุมปาราชิก 4 ข้อและสังฆาทิเสส 13 ข้อ
- หน้า ๘๕–๘๙ กติอาปัตติวาร: นิสสัคคิยปาจิตตีย์ 30 ข้อ ไล่ตรวจนิสสัคคิยปาจิตติยสิกขาบท 30 ข้อ ซึ่งเกี่ยวกับจีวร บาตร ไหมขนแกะ เงินทอง และการซื้อขายแลกเปลี่ยน ว่าแต่ละข้อก่อให้เกิดอาบัติกี่ตัว โดยทั่วไปแบ่งเป็นทุกกฏขณะพยายามกระทำ (ปโยเค) และนิสสัคคิยปาจิตตีย์เมื่อทำสำเร็จ ช่วยให้พระวินัยธรเห็นลำดับขั้นตอนของความผิดตั้งแต่เริ่มเจตนาจนถึงผลสำเร็จ ปิดท้ายด้วยการประกาศว่านิสสัคคิยปาจิตตีย์ครบ 30 ข้อ
- หน้า ๘๙–๑๐๓ กติอาปัตติวาร: ปาจิตตีย์ 92 ข้อ วิเคราะห์จำนวนอาบัติ วิเคราะห์สิกขาบทปาจิตติยะทั้ง 92 ข้อในแนวทางเดียวกัน คือแยกอาบัติทุกกฏขณะพยายาม (ปโยเค) กับปาจิตตีย์เมื่อทำสำเร็จ ครอบคลุมเรื่องต่าง ๆ เช่น การพูดเท็จ การส่อเสียด การสอนภิกษุณีโดยไม่ได้รับแต่งตั้ง การฉันอาหารนอกเวลา และการเข้าไปในพระราชฐาน ไล่ตามลำดับวรรคเดิมทั้ง 9 วรรคจนครบ 92 ข้อ เป็นเครื่องช่วยความจำสำหรับพระวินัยธรในการปรับอาบัติจริงที่อาจมีหลายขั้นตอนซ้อนกัน
- หน้า ๑๐๔–๑๑๐ กติอาปัตติวาร: ปาฏิเทสนีย์และเสขิยวัตร (ยังไม่จบ) วิเคราะห์จำนวนอาบัติของปาฏิเทสนีย์ 4 ข้อ โดยแยกทุกกฏขณะรับของฉันกับปาฏิเทสนีย์เมื่อฉันสำเร็จ จากนั้นต่อด้วยเสขิยวัตรซึ่งต่างจากหมวดก่อนตรงที่แต่ละข้อก่ออาบัติทุกกฏเพียงขั้นเดียวเมื่อทำสำเร็จ (ไม่มีการไล่ระดับหลายชั้น) เนื้อหาเสขิยวัตรในช่วงหน้านี้ยังไม่จบและมีเนื้อหาต่อเนื่องไปยังส่วนถัดไปของเล่ม
- หน้า ๑๑๑–๑๓๕ โสฬสมหาวารในมหาวิภังค์ภิกษุ ส่วนนี้เป็นการปิดท้ายและขยายความ "วาร" ทั้งแปดที่ใช้วิเคราะห์อาบัติ (ที่บัญญัติ ที่ต้อง วิบัติ กองอาบัติ สมุฏฐาน อธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะ และประมวลรวม) โดยครั้งแรกสาธยายแบบย่อผ่านตัวอย่างอาบัติเสขิยะและปาราชิกข้อแรก แล้วจึงนำมาขยายละเอียดทีละสิกขาบท คือ บัญญัติที่ไหน ปรารภใคร มีมูลเหตุอย่างไร เป็นบัญญัติเดิมหรือบัญญัติเพิ่ม ทั่วไปหรือเฉพาะกรณี ฝ่ายเดียวหรือสองฝ่าย จัดอยู่ในอุเทศใด นับเป็นกี่วิบัติกี่กองอาบัติกี่สมุฏฐาน ครบทั้งปาราชิก ๔ สังฆาทิเสส และเสขิยวัตรของภิกษุ รวมเป็น ๑๖ มหาวาร เพื่อให้พระวิ
- หน้า ๑๓๖–๑๔๐ โสฬสมหาวารในปาราชิกภิกษุณี นำแบบแผนการวิเคราะห์ ๑๖ มหาวารแบบเดียวกับหมวดภิกษุมาใช้กับปาราชิก ๔ ข้อเฉพาะของภิกษุณี (ข้อ ๕-๘ เช่น ยินดีการจับต้องกายของชายผู้กำหนัด ปกปิดอาบัติปาราชิกของผู้อื่น ประพฤติตามภิกษุที่ถูกสงฆ์ยกวัตร และครบวัตถุที่แปด) โดยข้อแรกสาธยายเต็มรูปแบบเป็นตัวอย่าง ส่วนอีกสามข้อย่อลงเหลือเพียงสถานที่บัญญัติ มูลเหตุ และสมุฏฐาน เนื่องจากแบบแผนได้วางไว้แล้ว จบด้วยคาถาสรุปยอดปาราชิกรวมทั้งสิ้นแปดข้อ (ภิกษุ ๔ + ภิกษุณี ๔)
- หน้า ๑๔๐–๑๔๔ หมวดสังฆาทิเสสของภิกษุณี รวบรวมอาบัติสังฆาทิเสส ๑๐ ข้อเฉพาะของภิกษุณี เช่น ฟ้องร้องด้วยความริษยา พาโจรีบวช ไปสู่บ้านอื่นตามลำพัง คบภิกษุณีที่ถูกสงฆ์ลงโทษ และไม่ยอมรับการห้ามปรามถึงสามครั้ง แต่ละข้อใช้สูตรย่อคือระบุที่บัญญัติ ผู้ก่อเหตุ มูลกรณี และจำนวนสมุฏฐานที่อาบัติเกิด (ทางกาย วาจา ใจ) เพื่อให้พระวินัยธรใช้เป็นคู่มือค้นหาต้นเรื่องและเงื่อนไขการเกิดอาบัติของแต่ละสิกขาบทได้ทันที
- หน้า ๑๔๕–๑๔๙ หมวดนิสสัคคิยปาจิตตีย์ของภิกษุณี รวบรวมสิกขาบทนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๑๒ ข้อของภิกษุณี ซึ่งเกี่ยวกับการครอบครองและแลกเปลี่ยนบาตรจีวรโดยมิชอบ เช่น สะสมบาตร หลอกว่าจีวรนอกกาลเป็นจีวรในกาลเพื่อให้แบ่งปัน แลกจีวรกับภิกษุณีอื่นแล้วแย่งคืน และให้ผู้อื่นออกปากขอของสงฆ์มาแลกเปลี่ยน แต่ละข้อใช้สูตรที่บัญญัติ มูลกรณี และสมุฏฐานเช่นเดียวกับหมวดก่อน ช่วยให้ค้นหาต้นเหตุและลักษณะการเกิดอาบัติเกี่ยวกับปัจจัยของภิกษุณีได้สะดวก
- หน้า ๑๔๙–๑๖๕ หมวดปาจิตตีย์ของภิกษุณี (ตอนต้น) เริ่มรายการอาบัติปาจิตตีย์ทั่วไปของภิกษุณีซึ่งมีจำนวนมาก จัดเป็นวรรคๆ ละ ๑๐ ข้อ ในช่วงนี้ครอบคลุมวรรคกระเทียม (ฉันกระเทียม ถอนขนในที่ลับ ตบตี ใช้น้ำล้างองค์กำเนิดลึกเกินไป) วรรคมืดค่ำ (ยืนสองต่อสองกับชายในที่มืด สาปแช่งตนเองหรือผู้อื่น ร้องไห้ทุบตีตนเอง) วรรคอาบน้ำ (อาบน้ำเปลือย ผ้าอาบน้ำเกินขนาด ละเลยการเย็บจีวรให้เพื่อน เกินกำหนดกฐิน) วรรคนอนร่วม (ภิกษุณีสองรูปนอนเตียงเดียวกัน แกล้งก่อความไม่ผาสุก ไม่พยาบาลเพื่อนป่วย) และวรรคเรือนจิตรกรรม (ไปเที่ยวชมวัง สวน ใช้เตียงตั่งสูง ปั่นด้าย ทำการให้คฤห
- หน้า ๑๖๖–๑๘๓ กัตถปัญญัตติวาร: สถานที่บัญญัติสิกขาบทภิกษุณี (ปาจิตตีย์-ปาฏิเทสนียะ) ส่วนนี้เป็นการไล่ถาม-ตอบต่อเนื่องจากตอนก่อนหน้าว่าสิกขาบทปาจิตตีย์และปาฏิเทสนียะแต่ละข้อของภิกษุณี (เช่น เรื่องการอยู่จำพรรษา การบวชสตรีที่ยังไม่ครบเงื่อนไข การใช้ร่มรองเท้า เครื่องประดับ การขอน้ำมันเนยน้ำผึ้งเป็นต้น) ทรงบัญญัติที่เมืองใด เพราะเหตุการณ์ของใคร และในกรณีอะไร พร้อมระบุมูลเหตุแห่งอาบัติ (สมุฏฐาน) ของแต่ละข้อ จบด้วยคาถาอุทานสรุปรายชื่อสิกขาบททั้งหมดเพื่อช่วยจำ นี่คือเครื่องมือทบทวนประวัติและบริบทการบัญญัติสิกขาบทแต่ละข้อสำหรับพระวินัยธรที่ต้องอ้างอิงที่มาได้แม่นยำ ปิดท้ายด้วยหมายเหตุ
- หน้า ๑๘๓–๒๐๓ กติอาปัตติวาร: นับจำนวนและชนิดอาบัติที่เกิดจากแต่ละสิกขาบท หมวดนี้ไล่ทวนสิกขาบทภิกษุณีทั้งหมดอีกครั้ง แต่เปลี่ยนคำถามเป็น "เมื่อล่วงสิกขาบทข้อนี้ ต้องอาบัติกี่ตัวอย่างไร" โดยแตกขั้นตอนการกระทำผิด (เช่น ตั้งใจ-ลงมือ-สำเร็จ) ออกเป็นอาบัติหลายระดับที่เกิดร่วมกัน (ทุกกฏ ถุลลัจจัย ปาราชิก สังฆาทิเสส เป็นต้น) ครอบคลุมปาราชิก สังฆาทิเสส นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ปาจิตตีย์ และปาฏิเทสนียะตามลำดับ ประโยชน์คือช่วยพระวินัยธรวินิจฉัยว่าเมื่อเกิดการล่วงละเมิดจริง ต้องปรับอาบัติกี่กระทงและระดับใดในแต่ละขั้นของการกระทำ
- หน้า ๒๐๓–๒๐๘ วิภาควารต่างๆ: จัดหมวดอาบัติด้วยเกณฑ์วิบัติ ขันธ์ สมุฏฐาน อธิกรณ์ และสมถะ ส่วนนี้นำอาบัติของสิกขาบทตัวอย่าง (เช่น ข้อเกี่ยวกับความกำหนัดทางกาย และข้อขอนมส้มมาฉัน) มาวิเคราะห์ผ่านโครงร่างจัดหมวดหลายชุดต่อเนื่องกันเป็นวาระย่อยๆ ได้แก่ วิปัตติวาร (จัดเข้าวิบัติ 4 คือ ศีล อาจาระ ทิฏฐิ อาชีวะ) สังคหวาร (จัดเข้าอาปัตติขันธ์ 7) สมุฏฐานวาร (มูลเหตุเกิดอาบัติ 6 ทาง) อธิกรณวาร (จัดเข้าอธิกรณ์ 4) สมถวาร (ระงับได้ด้วยสมถะข้อใดใน 7) และปิดท้ายด้วยสมุจจยวารที่รวมทุกกรอบเข้าด้วยกันในคำตอบเดียว เป็นแบบฝึกให้พระวินัยธรเห็นว่าโครงร่างวิเคราะห์เดียวกันนี้ใช้ตรวจสอบอาบัติทุกประเภทได้อย่า
- หน้า ๒๐๘–๒๒๐ วนรอบวิเคราะห์ซ้ำโดยใช้ "ปัจจัย": ปาราชิกและสังฆาทิเสสภิกษุณีเรียงตามเหตุ หมวดนี้เริ่มวนกลับไปทำซ้ำชุดคำถามแบบเดียวกับสองหมวดก่อน (สถานที่บัญญัติ จำนวนอาบัติ วิบัติ ขันธ์ สมุฏฐาน) แต่คราวนี้เจาะจงเฉพาะอาบัติหนักคือปาราชิก 4 และสังฆาทิเสส 10 ของภิกษุณี โดยตั้งคำถามในรูป "เพราะเหตุ (ปัจจยา) ..." แทนการเล่าเรื่องมูลกรณีแบบเดิม และเพิ่มการถามเรื่องบัญญัติ-อนุบัญญัติ อุทเทสที่สิกขาบทสังกัด และวิบัติที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดขึ้น ก่อนวกไปยังปาฏิเทสนียะโดยย่อ (เปยยาละ) เนื้อหาส่วนนี้ยังดำเนินต่อเนื่องไปเกินหน้า 220 ยังไม่จบในช่วงนี้ เป็นการฝึกพระวินัยธรให้วิเคราะห์อาบัติหนักจ
- หน้า ๒๒๑–๒๒๓ ปัจจยวารท้ายภิกขุนีวิภังค์: อธิกรณ์ สมถะ และสมุจจัย ส่วนนี้เป็นบทปิดท้ายของ "ปัจจยวาร" ทั้งแปดหมวดที่ใช้วิเคราะห์อาบัติของภิกษุณีอันเกิดจากการยอมให้ผู้อื่นถูกต้องกาย (กายสังสัคคะ) และการออกปากขอโภชนะ (ทธิ) โดยไล่ถามว่าอาบัติเหล่านั้นจัดเป็นอธิกรณ์ประเภทใดและระงับด้วยสมถะข้อใดบ้าง เป็นการปิดท้ายทั้ง 16 มหาวาระของภิกขุนีวิภังค์ก่อนจะขึ้นเนื้อหาใหม่ของปริวาร วินยธรใช้ส่วนนี้ทบทวนการเชื่อมโยงอาบัติภิกษุณีเข้ากับกรอบอธิกรณ์-สมถะที่ใช้ทั่วทั้งคัมภีร์
- หน้า ๒๒๔–๒๓๑ สมุฏฐานสีสสังเขป: คาถาสรุปที่มาของอาบัติ 13 กลุ่ม เป็นคาถาร้อยกรองที่ประมวลสิกขาบททั้งหมดในพระวินัยเข้าเป็น 13 กลุ่มตามลักษณะที่มา (สมุฏฐาน) ของอาบัติ เช่น กลุ่มที่มีสมุฏฐานเหมือนปาราชิกข้อ 1 และข้อ 2 กลุ่มสัญจริตตะ กลุ่มสมนุภาสนะ กลุ่มกฐิน กลุ่มเอฬกโลม กลุ่มปทโสธรรม กลุ่มอัทธาน กลุ่มเถยยสัตถะ กลุ่มธรรมเทศนา กลุ่มภูตาโรจนะ กลุ่มโจรีวุฏฐาปนะ และกลุ่มอนนุญญาต แต่ละกลุ่มระบุว่าสิกขาบทที่รวมอยู่เกิดจากทางกาย วาจา หรือจิตทางใดบ้าง เป็นเครื่องมือช่วยจำสำหรับวินยธรให้ทราบที่มาของอาบัติได้ทันทีโดยไม่ต้องท่องจำทีละสิกขาบท
- หน้า ๒๓๒–๒๔๐ กติปุจฉาวาร: ถาม-ตอบจำนวนหมวดธรรมสำคัญในวินัย เป็นแบบทดสอบถาม-ตอบว่าหมวดธรรมหลักต่าง ๆ ที่ใช้ในการวินิจฉัยอาบัติมีจำนวนเท่าใด เช่น อาบัติมีกี่กอง วินีตวัตถุมีเท่าไร อคารวะ-คารวะมีกี่อย่าง วิบัติมีกี่ประเภท สมุฏฐานอาบัติ มูลเหตุแห่งวิวาทและอนุวาท สาราณียธรรม เภทกรวัตถุ อธิกรณ์ และสมถะมีกี่อย่าง จากนั้นจึงแจกแจงรายชื่อของแต่ละหมวดทีละอย่างโดยละเอียด เป็นการทบทวนตัวเลขและบัญชีรายชื่อหมวดธรรมหลักทั้งหมดที่วินยธรต้องจำขึ้นใจก่อนจะนำไปวิเคราะห์คดีจริง
- หน้า ๒๔๑–๒๕๙ วีสติวาร (ตอนต้น): จำแนกอาบัติตามสมุฏฐาน วิบัติ และอธิกรณ์ เป็นชุดแบบฝึกถาม-ตอบ 5 วาระแรก (จากทั้งหมด 20 วาระที่เรียกว่า "วีสติวาร") ที่ฝึกวิเคราะห์ว่าสมุฏฐานอาบัติทั้ง 6 แบบ (เช่น เกิดจากกายอย่างเดียว เกิดจากกายกับวาจา ฯลฯ) แต่ละแบบก่อให้เกิดอาบัติชนิดใดได้บ้าง และอาบัติที่เกิดจากสมุฏฐานแต่ละแบบนั้นเชื่อมโยงกับวิบัติ กองอาบัติ อธิกรณ์ และสมถะข้อใด นอกจากนี้ยังไล่ในทิศทางย้อนกลับจากวิบัติ 4 (ศีลวิบัติ อาจารวิบัติ ทิฏฐิวิบัติ อาชีววิบัติ) และจากอธิกรณ์ 4 (วิวาท อนุวาท อาบัติ กิจจาธิกรณ์) ว่าแต่ละอย่างก่อให้เกิดอาบัติอะไรได้บ้าง เป็นแบบฝึกเชื่อมโยงข้ามหมว
- หน้า ๒๖๐–๒๗๕ วีสติวาร (ตอนกลาง): ความสัมพันธ์ระหว่างอธิกรณ์ 4 กับสมถะ 7 เป็นชุดวาระถัดไปในหมวดวีสติวาร ที่วิเคราะห์อธิกรณ์ 4 และสมถะ 7 ในเชิงลึกยิ่งขึ้น เช่น อะไรเป็นเหตุนำ (ปุพพังคมะ) ของอธิกรณ์แต่ละชนิด อธิกรณ์แต่ละชนิดระงับด้วยสมถะข้อใดได้บ้าง สมถะข้อใดใช้ร่วมกันหรือใช้เฉพาะกับอธิกรณ์ชนิดใด (หมวดสาธารณ-อสาธารณ และตัพภาคิย-อัญญภาคิย) ความสัมพันธ์ระหว่างสมถะด้วยกันเอง อธิกรณ์และสมถะจัดเป็นกุศล อกุศล หรืออัพยากตะ และเมื่ออธิกรณ์สองชนิดเกิดร่วมกันต้องใช้สมถะกี่ข้อจึงจะระงับได้ครบ เป็นเครื่องมือสำหรับวินยธรในการตัดสินใจเลือกใช้สมถะให้ถูกต้องเมื่อคดีความมีความซับซ้อนหร
- หน้า ๒๗๖–๒๗๙ การนับสมถะที่ระงับอธิกรณ์แต่ละอย่างและที่รวมกัน หมวดนี้เป็นแบบฝึกท่องจำต่อเนื่อง ไล่ถามว่าอธิกรณ์แต่ละประเภท (วิวาท อนุวาท อาปัตติ กิจจะ) ไม่ว่าพิจารณาทีละอย่างหรือรวมกันเป็นคู่ สาม หรือทั้งสี่อย่าง ต้องอาศัยสมถะกี่ข้อและข้อใดบ้างจึงจะระงับได้ และระงับด้วยข้อใดไม่ได้ เป็นการท่องจำเชิงคณิตศาสตร์เพื่อให้วินยธรคำนวณได้ทันทีว่ากรณีอธิกรณ์ผสมแบบใดต้องใช้สมถะชุดไหน ถือเป็นการปิดท้ายวารที่ 17-18 ของบทว่าด้วยการระงับอธิกรณ์.
- หน้า ๒๘๐–๒๘๘ ความสัมพันธ์เชิงเหตุผลระหว่างสมถะกับอธิกรณ์ รวบรวมสามวารที่ไล่เรียงความสัมพันธ์ระหว่างสมถะและอธิกรณ์อย่างเป็นระบบ ได้แก่ สมถาธิกรณวาร (สมถะข้อใดระงับอธิกรณ์ข้อใดได้จริง) สมุฏฐาปนวาร (อธิกรณ์แต่ละอย่างเป็นต้นเหตุก่อให้เกิดอธิกรณ์อีกสามอย่างที่เหลือได้อย่างไร เช่น การทะเลาะวิวาทลุกลามจนถึงกลายเป็นอาบัติและต้องทำกรรม) และภชนวาร/สมถเภท (อธิกรณ์และสมถะแต่ละอย่างเกี่ยวเนื่องหรือสงเคราะห์เข้ากับพวกเดียวกันเท่านั้น) ช่วยให้วินยธรเข้าใจว่าเรื่องหนึ่งอาจบานปลายกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งในกระบวนการพิจารณาอธิกรณ์จริงอย่างไร.
- หน้า ๒๘๙–๒๙๓ ขันธกปุจฉา: ถาม-ตอบจำนวนอาบัติในแต่ละขันธกะ เป็นแบบทดสอบถาม-ตอบสั้นๆ ไล่ตามลำดับขันธกะ (หมวดใหญ่ในพระวินัยปิฎก) ตั้งแต่อุปสมบท อุโบสถ วัสสูปนายิกา ปวารณา หนังสัตว์ เภสัช กฐิน จีวร จัมเปยยกะ โกสัมพิกะ กรรมขันธกะ ปาริวาสิกะ ไปจนถึงภิกขุนีขันธกะและปัญจสติกะ-สัตตสติกะ (สังคายนา) ว่าแต่ละขันธกะนั้นก่อให้เกิดอาบัติได้กี่สถาน เพื่อฝึกให้วินยธรระลึกภาพรวมของอาบัติที่กระจายอยู่ในแต่ละหมวดวินัยได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องพลิกดูรายละเอียด.
- หน้า ๒๙๔–๒๙๕ เอกกะ: หมวดหนึ่งแห่งเอกุตตริกนัย เริ่มต้นวิธีท่องจำแบบเอกุตตริกนัย คือรวบรวมหลักวินัยเป็นชุดเรียงตามจำนวนตั้งแต่หนึ่งขึ้นไป หมวดเอกกะนี้ไล่รายการสิ่งที่วินยธรพึงรู้ทีละอย่าง เช่น อาบัติหนักเบา อาบัติที่มีส่วนเหลือหรือไม่มีส่วนเหลือ บุคคลประเภทต่างๆ (ผู้โจทก์ ผู้ถูกโจทก์ ผู้ถูกยกวัตร) เป็นการปูพื้นคำศัพท์และหมวดหมู่พื้นฐานที่จะใช้ขยายต่อในหมวดสอง สาม สี่ ห้า ต่อไป.
- หน้า ๒๙๖–๓๐๓ ทุกะ: หมวดสองแห่งเอกุตตริกนัย รวบรวมเรื่องวินัยที่จัดเป็นคู่ๆ เช่น อุโบสถและปวารณาสองแบบ (จาตุททสิกะ/ปัณณรสิกะ) กรรมสองชนิด บุคคลสองจำพวกที่ควรและไม่ควรอุปสมบทให้หรือให้นิสสัย เกลือสองชนิด การนินทาสองแบบ วสฺสูปนายิกาสองแบบ เป็นการท่องจำหลักวินัยโดยอาศัยการจับคู่เปรียบเทียบ (มี/ไม่มี, ควร/ไม่ควร) เพื่อให้จำแม่นและตัดสินใจแยกแยะกรณีต่างๆ ได้ชัดเจนขึ้น.
- หน้า ๓๐๔–๓๑๔ ติกะ: หมวดสามแห่งเอกุตตริกนัย รวบรวมหลักวินัยที่จัดเป็นชุดสามอย่าง เช่น มูลเหตุการโจทก์สามทาง วิธีจับสลากสามแบบ เหตุงดปาติโมกข์ที่ชอบและไม่ชอบธรรมอย่างละสาม การปกปิดและการเปิดเผยสามอย่าง เสนาสนคาหะสามอย่าง และองค์สามของภิกษุที่สงฆ์พึงทำกรรมลงโทษ (เช่น ตัชชนียกรรม ปัพพาชนียกรรม อุกเขปนียกรรม) เป็นการขยายกรอบความจำจากคู่มาเป็นชุดสามเพื่อครอบคลุมประเด็นวินัยที่ซับซ้อนขึ้น.
- หน้า ๓๑๕–๓๒๓ จตุกกะ: หมวดสี่แห่งเอกุตตริกนัย รวบรวมหลักวินัยที่จัดเป็นชุดสี่ เช่น อริยโวหารและอนริยโวหารสี่ ปาราชิกที่ภิกษุและภิกษุณีมีร่วมกันและไม่ร่วมกัน วิบัติสี่ (ศีล อาจาระ ทิฏฐิ อาชีวะ) อธิกรณ์สี่ ปริวาสและมานัตสี่แบบ กรรมสี่ประเภททั้งที่เป็นธรรมและไม่เป็นธรรม เป็นการขยายชุดท่องจำต่อจากติกะเพื่อรวบรวมประเด็นวินัยที่มีองค์ประกอบครบสี่ส่วน.
- หน้า ๓๒๔–๓๓๐ ปัญจกะ: หมวดห้าแห่งเอกุตตริกนัย (ตอนต้น) เริ่มหมวดห้าซึ่งรวบรวมเรื่องวินัยที่มีองค์ประกอบห้าอย่าง เช่น อาบัติห้ากอง อวหาร (การลัก) ห้าวิธี ผ้าบังสุกุลห้าชนิด และธุดงค์บางข้อ เช่น อารัญญิกังคะและปิณฑปาติกังคะ ที่อาจถือได้ด้วยเหตุห้าประการทั้งที่ดีและไม่ดี รวมถึงองค์ห้าที่ชี้ว่าวินยธรเป็นคนโง่หรือบัณฑิต โดยดูจากความรู้เรื่องอาบัติ อธิกรณ์ วัตถุ ญัตติ และการวินิจฉัยครบถ้วนหรือไม่ เนื้อหาหมวดนี้ยังไม่จบภายในหน้าที่ตัดมา จะดำเนินต่อในส่วนถัดไปของเล่ม.
- หน้า ๓๓๑–๓๕๓ เอกุตตริกนัย: หมวดเบญจกะถึงเอกาทสกะ ส่วนนี้เป็นการไล่เรียงข้อธรรมและกฎเกณฑ์ในพระวินัยตามจำนวนนับ ตั้งแต่หมวด ๕ (ปัญจกะ) ไปจนถึงหมวด ๑๑ (เอกาทสกะ) โดยแต่ละหมวดจบด้วยคำว่า 'นิฏฺฐิตํ' และมีคาถาอุทานสรุปท้ายหมวดเพื่อช่วยจำ เนื้อหาครอบคลุมองค์คุณของภิกษุผู้ทรงวินัย คุณสมบัติพระอุปัชฌาย์ การจำแนกอาบัติ และหัวข้ออื่น ๆ ที่นับได้เป็นชุดตัวเลข ถือเป็นเครื่องมือท่องจำสำหรับพระวินัยธรให้เรียกข้อมูลตามจำนวนได้อย่างเป็นระบบ เมื่อจบหมวด ๑๑ แล้วมีคาถาอุทานใหญ่สรุปภาพรวมทั้งชุดเอกุตตริกนัยตั้งแต่ ๑ ถึง ๑๑ อีกชั้นหนึ่ง
- หน้า ๓๕๔–๓๕๖ อุโปสถาทิปุจฺฉาวิสฺสชฺชนา: ถาม-ตอบต้น-กลาง-ปลายของสังฆกรรม หมวดนี้ตั้งคำถามและตอบเป็นคู่ว่าสังฆกรรมแต่ละชนิด เช่น อุโบสถ ปวารณา ตัชชนียกรรม นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรม อุกเขปนียกรรม การให้ปริวาส มานัตต์ อัพภาน อุปสมบท ตลอดจนสมมติต่าง ๆ (เช่น สมมติภิกษุโอวาทภิกษุณี) นั้นมีอะไรเป็นจุดเริ่มต้น (อาทิ) ท่ามกลาง (มัชเฌ) และจุดจบ (ปริโยสาน) คำตอบมาตรฐานคือ วัตถุและบุคคลเป็นต้น ญัตติเป็นท่ามกลาง กรรมวาจาเป็นปลาย ช่วยให้พระวินัยธรระบุขอบเขตของแต่ละพิธีกรรมสงฆ์ได้ชัดเจนว่าส่วนใดขาดไม่ได้
- หน้า ๓๕๗–๓๕๙ อัตถวเสปกรณ: เหตุผลสิบประการในการบัญญัติสิกขาบท หมวดนี้แจกแจงเหตุผลสิบประการ (ทสอัตถวส) ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทแก่พระสาวก เช่น เพื่อความดีงามของสงฆ์ เพื่อความผาสุกแห่งสงฆ์ เพื่อข่มบุคคลผู้ไม่ละอาย เพื่อความอยู่ผาสุกของภิกษุผู้มีศีลดี เพื่อป้องกันอาสวะในปัจจุบันและอนาคต และเพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม พร้อมทั้งแสดงความสัมพันธ์เชื่อมโยงว่าเหตุผลข้อหนึ่งนำไปสู่อีกข้อหนึ่งตามลำดับ เป็นการอธิบายหลักการเบื้องหลังการบัญญัติวินัยทั้งหมด และหมวดนี้ยังเป็นจุดปิดท้ายของ 'มหาวรรค' ในปริวารด้วย
- หน้า ๓๖๐–๓๗๑ คาถาสังคณิกะ: บทประพันธ์ถาม-ตอบว่าด้วยเมืองบัญญัติสิกขาบทและนิรุกติศัพท์อาบัติ หมวดนี้แต่งเป็นคาถาถาม-ตอบระหว่างผู้ถามกับผู้ตอบ ไล่เรียงว่าสิกขาบทของภิกษุและภิกษุณีถูกบัญญัติขึ้นที่เมืองใดในเจ็ดเมือง (เวสาลี ราชคฤห์ สาวัตถี อาฬวี โกสัมพี แคว้นสักกะ แคว้นภัคคะ) กี่ข้อ พร้อมสรุปจำนวนสิกขาบทที่ภิกษุและภิกษุณีมีร่วมกันหรือต่างกัน จากนั้นอธิบายความหมายเชิงนิรุกติศัพท์ของคำเรียกกองอาบัติแต่ละชนิด เช่น ปาราชิก สังฆาทิเสส ถุลลัจจัย นิสสัคคิยะ ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาสิต เสขิยะ ว่าเหตุใดจึงเรียกชื่อนั้น ช่วยให้พระวินัยธรจำแหล่งที่มาของกฎและเข้าใจรากศัพท์ของประเภทอาบัติได้แ
- หน้า ๓๗๒–๓๘๕ อธิกรณเภทะ: การวิเคราะห์อธิกรณ์สี่และวิธีระงับ (ยังไม่จบในตอนนี้) หมวดนี้วิเคราะห์อธิกรณ์ (คดี/เรื่องที่สงฆ์ต้องพิจารณา) ทั้งสี่ประเภท คือ วิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์ และกิจจาธิกรณ์ โดยแจกแจงจำนวนอุกโกฏ (เหตุที่ทำให้คดีที่ระงับแล้วถูกรื้อฟื้นใหม่โดยมิชอบ) มูลเหตุและที่มาของอธิกรณ์แต่ละชนิด ความสัมพันธ์ที่อธิกรณ์อย่างหนึ่งก่อให้เกิดอธิกรณ์อื่นตามมาเป็นลูกโซ่ ตลอดจนความเชื่อมโยงระหว่างสัมมุขาวินัยกับวิธีระงับอธิกรณ์แบบอื่น เช่น สติวินัย อมูฬหวินัย ปฏิญญาตกรณะ เยภุยยสิกา ตัสสปาปิยสิกา และติณวัตถารกะ เนื้อหานี้เป็นแกนสำคัญสำหรับการวินิจฉัยคดีสงฆ์ และย
- หน้า ๓๘๖–๓๙๑ อธิกรณเภท: มูลและประเภทอธิกรณ์ ๔ ส่วนนี้เป็นบทสรุปท้ายเรื่องสมถะ ๗ โดยไล่หามูลเหตุและที่มาของสมถะแต่ละอย่างในเชิงถาม-ตอบ ก่อนจะเข้าสู่หัวข้อหลักคือการจำแนกอธิกรณ์ (เรื่องที่สงฆ์ต้องวินิจฉัย) ออกเป็น ๔ ประเภท คือ วิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์ และกิจจาธิกรณ์ พร้อมชี้แจงว่ากรณีใดเข้าข่ายอธิกรณ์จริงและกรณีใดเป็นเพียงเรื่องทะเลาะกันทั่วไปที่ไม่ใช่อธิกรณ์ทางวินัย พระวินัยธรจำเป็นต้องแยกแยะสี่ประเภทนี้ให้ชัดเพื่อรู้ว่าจะใช้สมถะข้อใดระงับเรื่องใด จบด้วยคาถาอุทานสรุปหัวข้อทั้งหมดในบทนี้
- หน้า ๓๙๒–๓๙๔ อปรํ คาถาสังคณิกะ: ลักษณะโจทก์และผู้ถูกโจทก์ที่ดีและไม่ดี เป็นบทร้อยกรองแทรก (คาถาสังคณิกะ) ในรูปแบบถาม-ตอบเป็นคู่ๆ ว่าด้วยคุณสมบัติของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกล่าวโทษ ได้แก่ ผู้มีความละอาย (ลัชชี) กับผู้ไม่มีความละอาย (อลัชชี) และโจทก์ที่กล่าวโทษโดยธรรม (ธรรมโจทก์) กับที่กล่าวโทษผิดธรรม (อธรรมโจทก์) รวมถึงโจทก์โง่เขลากับโจทก์ผู้ฉลาด ใช้เป็นเกณฑ์วัดว่าใครสมควรเชื่อถือคำกล่าวโทษ และเตือนให้ผู้ตรวจสอบ (อนุวิชชกะ) ไม่รีบด่วนตัดสินโดยไม่ไตร่ตรอง เนื้อหานี้เป็นพื้นฐานทางจริยธรรมก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการโจทก์อย่างเป็นทางการในบทถัดไป
- หน้า ๓๙๕–๔๐๒ โจทนากัณฑ์: ขั้นตอนซักถามผู้กล่าวโทษ บทนี้วางระเบียบการซักถามอย่างละเอียดที่ผู้ตรวจสอบ (อนุวิชชกะ) ต้องใช้สอบสวนโจทก์ผู้กล่าวหาภิกษุรูปอื่น โดยไล่ถามว่าโจทก์กล่าวหาด้วยอะไร (ศีลวิบัติ อาจารวิบัติ หรือทิฏฐิวิบัติ) และกล่าวหาโดยอาศัยฐานใดใน ๓ ฐาน คือ เห็นเอง ได้ยินมา หรือสงสัยเอา พร้อมชุดคำถามตายตัวสำหรับซักแต่ละฐานให้ละเอียดถึงเวลา สถานที่ และเหตุการณ์ นอกจากนี้ยังกำหนดหลักปฏิบัติของโจทก์ ผู้ถูกโจทก์ สงฆ์ และผู้ตรวจสอบ ว่าแต่ละฝ่ายพึงตั้งอยู่ในธรรมข้อใด พระวินัยธรใช้แบบแผนนี้เพื่อป้องกันการกล่าวโทษเลื่อนลอยหรือมีอคติ
- หน้า ๔๐๓–๔๐๗ จูฬสงคาม: มารยาทการเข้าประชุมสงฆ์และการตรวจสอบเบื้องต้น หัวข้อนี้สอนมารยาทและจิตใจที่ภิกษุผู้จะเข้าประชุมสงฆ์ (สงฺคามาวจร) พึงมี เช่น การนั่งอย่างสำรวม ไม่พูดแทรก มีจิตอ่อนน้อมดุจผ้าเช็ดธุลี และห้ามผู้ตรวจสอบถามคำถามที่อาจนำไปสู่อคติ เช่น ถามว่าใครเป็นอุปัชฌาย์อาจารย์หรือญาติของคู่กรณี เพื่อป้องกันฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ และภยาคติ เป็นฉบับ "ย่อ" ของหลักการที่จะขยายความเต็มรูปแบบในมหาสงคามถัดไป พระวินัยธรใช้เป็นแนวปฏิบัติพื้นฐานก่อนวินิจฉัยอธิกรณ์ใดๆ
- หน้า ๔๐๘–๔๒๕ มหาสงคาม: องค์ความรู้ครบถ้วนสำหรับการวินิจฉัยอธิกรณ์ เป็นฉบับขยายของจูฬสงคาม ระบุรายการสิ่งที่ภิกษุผู้ร่วมวินิจฉัยอธิกรณ์ต้องรู้ให้ครบ เช่น วัตถุ วิบัติ อาบัติ นิทาน อาการ บุพพาปร กตากตะ กรรม อธิกรณ์ และสมถะ พร้อมย้ำไม่ให้ลำเอียงเพราะฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ หรือภยาคติ และไม่ดูหมิ่นฝ่ายตรงข้ามเพราะมีพรรคพวกมากกว่าหรือรู้น้อยกว่า ส่วนท้ายอธิบายรายละเอียดของแต่ละหัวข้อ (เช่น อาบัติ ๗ กอง กรรม ๑๖ อธิกรณ์ ๔ สมถะ ๗) และแนบขั้นตอนซักถามผู้งดปวารณาแบบเดียวกับการซักโจทก์ในโจทนากัณฑ์ รวมทั้งประเภทของคำถาม (วัตถุ กาล โอกาส) ที่ใช้สอบสวน เป็นคู่มือครบวงจรสำห
- หน้า ๔๒๕–๔๓๗ กฐินเภท: เกณฑ์ความสมบูรณ์และพิธีกรานกฐิน บทนี้ไล่รายละเอียดเรื่องกฐินอย่างเป็นระบบ เริ่มจากผู้ที่กฐินไม่สำเร็จ/สำเร็จ เกณฑ์ ๒๔ อย่างที่ทำให้กรานกฐินไม่สำเร็จ และเกณฑ์ ๑๗ อย่างที่ทำให้สำเร็จ จากนั้นวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงเหตุปัจจัยระหว่างขั้นตอนย่อยของการกรานกฐิน (บุพพกรณ ปัจจุทธาร อธิษฐาน อัตถาร) แบบเดียวกับหลักปัจจยาการ พร้อมระบุมูล วัตถุ ภูมิของกฐิน และคุณสมบัติของภิกษุที่มีสิทธิ์หรือไม่มีสิทธิ์กรานกฐิน ปิดท้ายด้วยคำกล่าวพิธีกรรมจริงที่ใช้ในการกรานกฐินและอนุโมทนา พระวินัยธรใช้บทนี้เป็นคู่มือตรวจสอบความถูกต้องของพิธีกรานกฐินในแต่ละป
- หน้า ๔๓๗–๔๔๐ กฐินุทธาร: เหตุ ๘ ประการที่ทำให้สิทธิกฐินสิ้นสุด ส่วนสุดท้ายของเล่มนี้ (ในช่วงที่ตัดมา) ว่าด้วยการเดาะกฐิน คือเหตุ ๘ ประการที่ทำให้อานิสงส์และปลิโพธของกฐินสิ้นสุดลง ได้แก่ หลีกไป (ปักกมนันติกะ) ทำจีวรเสร็จ (นิฏฐานันติกะ) ตกลงใจไม่ทำต่อ (สันนิฏฐานันติกะ) จีวรฉิบหาย (นาสนันติกะ) ได้ยินข่าวเดาะกฐิน (สวนันติกะ) สิ้นหวังจะได้จีวร (อาสาวัจเฉทิกะ) ออกนอกสีมา (สีมาติกกันติกะ) และเดาะพร้อมสงฆ์ (สหุพภาระ) แต่ละแบบระบุด้วยว่าปลิโพธด้านอาวาสหรือจีวรขาดก่อนกัน สุดท้ายจัดหมวดว่าการเดาะแบบใดขึ้นกับสงฆ์ ขึ้นกับบุคคล หรือไม่ขึ้นกับทั้งสองฝ่าย พระวินัยธรใช้กำหน
- หน้า ๔๔๑ สรุปท้ายเรื่องการเดาะกฐิน หน้านี้เป็นบทสรุปปิดท้ายของเรื่องการเดาะกฐิน (การสิ้นสุดอานิสงส์กฐิน) ที่กล่าวถึงมาก่อนหน้าเล่มนี้ ประกอบด้วยคาถาอุทานรวบยอดหัวข้อทั้งหมดที่ผ่านมา และปิดท้ายด้วยข้อความ "ปริวารํ นิฏฺฐิตํ" ซึ่งเป็นเครื่องหมายจบตอนหนึ่งก่อนขึ้นเรื่องใหม่ ถือเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างตอน ไม่ใช่เนื้อหาใหม่ในตัวเอง
- หน้า ๔๔๒–๔๕๒ อุปาลิปัญจกะ: คุณสมบัติภิกษุผู้ให้นิสสัยและผู้ถูกลงกรรม/เพิกถอนกรรม เริ่มต้นหมวดใหญ่ "อุปาลิปัญจกะ" ซึ่งพระอุบาลีทูลถามพระพุทธเจ้าเป็นชุดคำถาม-คำตอบจัดกลุ่มละ ๕ ข้อ (ปัญจกะ) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือท่องจำสำหรับพระวินัยธร ส่วนนี้ครอบคลุมวรรคที่ ๑ "อนิสสิตวรรค" ว่าด้วยคุณสมบัติภิกษุที่ควรหรือไม่ควรอยู่โดยพึ่งตนเอง ควรให้นิสสัยหรืออุปสมบทกุลบุตรหรือไม่ และคุณสมบัติที่ทำให้สงฆ์ต้องลงกรรม (เช่น ไม่รู้อาบัติ ทุศีล มิจฉาทิฏฐิ) ต่อด้วยวรรคที่ ๒ "นัปปฏิปัสสัมภนวรรค" ว่าด้วยคุณสมบัติที่ทำให้กรรมซึ่งลงแล้วไม่ควรเพิกถอน ใช้เป็นเกณฑ์ตรวจสอบก่อนแต่งตั้งอาจารย์/อุปัชฌาย์หรือก่อน
- หน้า ๔๕๒–๔๕๘ อุปาลิปัญจกะ: โวหารวรรค ว่าด้วยผู้ควรพูดแทนสงฆ์ในอธิกรณ์ เนื้อหาวรรคที่ ๓ ตั้งเกณฑ์ ๕ ข้อซ้ำหลายชุดเพื่อชี้ว่าภิกษุรูปใด "ควร" หรือ "ไม่ควร" ออกความเห็นหรือดำเนินการแทนสงฆ์ในที่ประชุม โดยพิจารณาจากความรู้เรื่องอาบัติ อธิกรณ์ กรรม ญัตติ พระสูตร พระวินัย และการไม่ลำเอียงด้วยฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ภยาคติ ใช้เป็นบรรทัดฐานคัดเลือกตัวแทนที่เชื่อถือได้ในการประชุมสงฆ์
- หน้า ๔๕๘–๔๖๔ อุปาลิปัญจกะ: ทิฏฐาวิกัมมวรรค ว่าด้วยความถูกต้องของพิธีกรรมสงฆ์ต่างๆ วรรคที่ ๔ รวบรวมหลักเกณฑ์ ๕ ข้อของเรื่องปลีกย่อยหลายเรื่องในกิจสงฆ์ ได้แก่ การแสดงความเห็นแย้งที่ชอบหรือไม่ชอบด้วยธรรม การรับของถวายที่ถูกหรือผิดวิธี เกณฑ์ตัดสินว่าอาหารเป็นเดนหรือไม่ อาการที่ถือว่าปวารณาสำเร็จ วิธีปรับอาบัติตามคำรับสารภาพที่ถูกหรือผิด ประเภทของคำถามและคำตอบ ระดับความบริสุทธิ์ในการสวดปาติโมกข์ และประเภทของโภชนะ เป็นการรวมข้อกำหนดปลีกย่อยที่พระวินัยธรต้องจำแม่นเพื่อวินิจฉัยพิธีกรรมประจำวันของสงฆ์
- หน้า ๔๖๔–๔๗๔ อุปาลิปัญจกะ: อัตตาทานวรรค ว่าด้วยการไตร่ตรองก่อนโจทผู้อื่น วรรคที่ ๕ วางหลักการไตร่ตรองตนเอง (ปัจจเวกขณ์) ที่ภิกษุผู้จะกล่าวโทษผู้อื่นต้องพิจารณาก่อน ทั้งความบริสุทธิ์กาย วาจา ความมีเมตตาจิต ความเป็นพหูสูต และความรู้ปาติโมกข์ทั้งสอง รวมถึงหลักไตร่ตรองก่อนรับภาระโจทหรือมอบฉันทะ (อัตตาทาน) คุณสมบัติของภิกษุที่เป็นประโยชน์แก่ผู้มีอธิกรณ์ และเกณฑ์ว่าภิกษุใดควรหรือไม่ควรถูกไต่สวน เป็นเครื่องเตือนใจไม่ให้กล่าวโทษผู้อื่นด้วยอคติหรือความไม่รู้
- หน้า ๔๗๔–๔๗๙ อุปาลิปัญจกะ: ธุตังควรรคและมุสาวาทวรรค วรรคที่ ๖ ไล่เรียงเหตุจูงใจ ๕ อย่าง ทั้งที่ไม่บริสุทธิ์และบริสุทธิ์ ของภิกษุที่ถือธุดงค์แต่ละข้อ เช่น อยู่ป่า ถือบิณฑบาต ถือผ้าบังสุกุล อยู่โคนไม้ อยู่ป่าช้า ฉันมื้อเดียว เป็นต้น ว่าอาจทำเพราะโง่เขลา เพราะอยากได้ลาภ หรือเพราะเห็นแก่ความมักน้อยสันโดษอย่างแท้จริง ต่อด้วยวรรคที่ ๗ ว่าด้วยประเภทของมุสาวาท ๕ ระดับความหนักเบา เกณฑ์ห้ามระงับอุโบสถ/ปวารณาโดยพลการ การให้หรือไม่ให้ซักถามภิกษุ อาการที่ต้องอาบัติ เวร ๕ เวรมณี ๕ วิบัติ ๕ และสมบัติ ๕ เป็นการรวมข้อธรรมพื้นฐานเกี่ยวกับศีลและวินัยไว้ในที่เดียว
- หน้า ๔๗๙–๔๙๐ อุปาลิปัญจกะ: ภิกขุนีโอวาทวรรคและอุพพาหิกาวรรค วรรคที่ ๘ ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างสงฆ์ภิกษุกับภิกษุณี กำหนดคุณสมบัติที่ทำให้ภิกษุถูกภิกษุณีสงฆ์ลงกรรมไม่ให้กราบไหว้ หรือภิกษุณีถูกสงฆ์ลงกรรม รวมถึงเกณฑ์ที่ภิกษุไม่ควรให้โอวาทภิกษุณีหรือภิกษุณีไม่ควรรับโอวาท และเกณฑ์สนทนาธรรมระดับสูง (อเสขธรรม) ระหว่างกัน ต่อด้วยวรรคที่ ๙ "อุพพาหิกาวรรค" ที่วางคุณสมบัติของภิกษุที่ควรหรือไม่ควรได้รับแต่งตั้งเข้าคณะกรรมการพิเศษเพื่อวินิจฉัยอธิกรณ์ยาก และปิดท้ายด้วยเกณฑ์ตัดสินว่าภิกษุรูปใดนับเป็น "พาล" หรือ "บัณฑิต" ในทางวินัย
- หน้า ๔๙๐–๔๙๕ อุปาลิปัญจกะ: อธิกรณวูปสมวรรค ว่าด้วยความสามารถระงับอธิกรณ์และสังฆราชี วรรคสุดท้ายของหมวดนี้วางเกณฑ์ ๕ ข้อซ้ำหลายชุดเพื่อชี้ว่าภิกษุรูปใด "สามารถ" หรือ "ไม่สามารถ" ระงับอธิกรณ์ได้ โดยพิจารณาจากความรู้เรื่องอาบัติ อธิกรณ์ ความลำเอียง ความเป็นพหูสูต และการเคารพธรรมยิ่งกว่าบุคคลหรือลาภสักการะ จากนั้นอธิบายอาการ ๕ อย่างที่ทำให้สงฆ์แตกกัน (สังฆเภท) และแยกแยะกรณี "สังฆราชี" (รอยร้าวเล็กน้อยที่ยังไม่ถึงขั้นแตกกัน) ออกจาก "สังฆเภท" (แตกกันจริง) ด้วยตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นความรู้สำคัญสำหรับพระวินัยธรในการวินิจฉัยความร้าวฉานของสงฆ์
- หน้า ๔๙๖–๕๐๑ องค์ ๕ ของภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ (สังฆเภทวรรค) เป็นบทถามตอบระหว่างพระอุบาลีกับพระพุทธเจ้า ไล่แจกแจงองค์ประกอบ ๕ อย่างที่ทำให้ภิกษุผู้ก่อสังฆเภทต้องตกนรกและแก้ไขไม่ได้ (อเตกิจโฉ) โดยขยายความผ่านวิธีปิดบังความเห็นด้วยการกระทำ การประกาศญัตติ การใช้ถ้อยคำ การสวดอนุสาวนา และการจับสลาก แล้ววนซ้ำวรรคเดียวกันในแง่ตรงข้ามเพื่อแสดงองค์ ๕ ที่ทำให้ไม่ตกนรก เป็นสูตรท่องจำสำหรับพระวินัยธรใช้ชั่งน้ำหนักความผิดของผู้ก่อความแตกแยกในสงฆ์
- หน้า ๕๐๒–๕๐๗ องค์ประกอบของเจ้าอาวาสและเจ้าหน้าที่สงฆ์ อานิสงส์กฐิน และผู้ที่ควร/ไม่ควรไหว้ ใช้สูตรองค์ ๕ เดียวกัน (ลำเอียงเพราะชอบ ชัง หลง กลัว และใช้ของสงฆ์เป็นของส่วนตัว หรือไม่รู้หน้าที่) มาตัดสินว่าเจ้าอาวาส ผู้แจกอาหาร และเจ้าหน้าที่สงฆ์ตำแหน่งต่างๆ (ผู้จัดที่พัก ภัณฑาคาริก ผู้แจกจีวร ผู้ใช้สามเณร ฯลฯ) จะตกนรกหรือขึ้นสวรรค์ จากนั้นกล่าวถึงอานิสงส์การกรานกฐิน โทษของการหลับลืมสติ รายชื่อบุคคลที่ไม่ควรไหว้และที่ควรไหว้ และมารยาทที่ภิกษุบวชใหม่พึงตั้งจิตก่อนกราบเท้าภิกษุผู้ใหญ่ ปิดท้ายด้วยการจบคัมภีร์อุปาลิปัญจก เป็นแนวปฏิบัติภายในสงฆ์ที่วินัยธรต้องรู้เพื่อวินิจฉัยความประพฤติของเจ้าห
- หน้า ๕๐๘–๕๑๔ สมุฏฐาน: แหล่งเกิดของอาบัติแต่ละหมวด เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ที่จัดประเภทอาบัติทุกหมวด (ปาราชิก ๔ สังฆาทิเสส ๑๓ อนิยต ๒ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ ปาจิตตีย์ ๙๒ ปาฏิเทสนียะ ๔ เสขิยะ ๗๕) ว่าเกิดขึ้นได้จากทางกาย วาจา และใจ ในลักษณะผสมกี่แบบ เช่น เกิดทางกายกับใจแต่ไม่ทางวาจา หรือเกิดได้ทั้งสามทาง เป็นหลักวิชาที่วินัยธรต้องใช้วินิจฉัยว่าอาบัติแต่ละสิกขาบทเกิดจากเจตนาและการกระทำทางใดบ้าง ซึ่งมีผลต่อการปรับอาบัติในกรณีจริง
- หน้า ๕๑๕–๕๒๖ ทุติยคาถาสังคณิกะ: กลอนคำถามนับจำนวนชุดที่สอง เป็นบทร้อยกรองในรูปคำถาม-คำตอบ ถามจำนวนของสิ่งต่างๆ ในพระวินัยที่กล่าวไว้แล้วในเล่มก่อนๆ เช่น อาบัติทางกายและทางวาจามีเท่าไร มูลเหตุของวินัยมีกี่อย่าง บุคคลที่บวชไม่ได้มีกี่จำพวก และองค์ประกอบของกรรมต่างๆ อีกหลายเรื่อง ตอบเป็นตัวเลขล้วนๆ ไม่มีคำอธิบายรายละเอียด ใช้เป็นแบบฝึกทบทวนความจำสำหรับผู้ท่องพระวินัยให้คล่องแคล่วในเชิงตัวเลข
- หน้า ๕๒๗–๕๓๖ เสทโมจนคาถา: คาถาปัญหาหยาดเหงื่อ ชุดคาถาปริศนาที่ลงท้ายทุกบทว่า "ปัญหาเมสากุสเลหิจินฺติตา" (ปัญหานี้ผู้ฉลาดคิดขึ้น) ตั้งคำถามเชิงตรรกะซับซ้อนเกี่ยวกับกรณีคาบเกี่ยวหรือย้อนแย้งในพระวินัย เช่น ภิกษุฆ่าคนได้อย่างไรจึงไม่ต้องอาบัติปาราชิก หรือกรณีที่ดูเหมือนผิดแต่ไม่ผิดเพราะเงื่อนไขพิเศษ ชื่อ "เสทโมจนะ" (ทำให้เหงื่อออก) สื่อถึงความยากที่ทำให้ผู้ตอบต้องใช้ความคิดหนัก เป็นแบบทดสอบความแตกฉานขั้นสูงสำหรับผู้เชี่ยวชาญพระวินัยโดยเฉพาะ
- หน้า ๕๓๗–๕๔๘ ปัญจวรรค: ประเภทของสังฆกรรมและเหตุผลในการบัญญัติสิกขาบท รวมวรรคย่อยสี่วรรค ได้แก่ กัมมวรรค ซึ่งจำแนกสังฆกรรมทั้ง ๔ ชนิด (อปโลกนกรรม ญัตติกรรม ญัตติทุติยกรรม ญัตติจตุตถกรรม) และวิธีที่กรรมเหล่านั้นเสียได้ ๕ ทาง (โดยวัตถุ ญัตติ อนุสาวนา สีมา หรือบริษัท) พร้อมยกตัวอย่างกรรมวิบัติจริง เช่น การให้อุปสมบทแก่บุคคลต้องห้าม; อัตถวสวรรค อธิบายเหตุผลคู่ (อัตถวส ๒) ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทและวิธีระงับอธิกรณ์แบบติณวัตถารกทุกข้อ; และปัญญัตติวรรคกับปัญญัตตวรรค ซึ่งรวบรวมรายการสิ่งที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้ทั้งหมด เป็นหลักการพื้นฐานที่วินัยธรต้องเข้าใจก่อนจะตัดส
- หน้า ๕๔๙–๕๕๐ เริ่มวรรคที่ห้า: นวสังคหะและการจำแนกวัตถุ-โคตร-นาม-อาบัติของแต่ละสิกขาบท ขึ้นต้นวรรคที่ ๕ ด้วยรายชื่อสังคหะ (หมวดจัดกลุ่ม) ๙ อย่างที่ใช้วิเคราะห์อธิกรณ์ เช่น วัตถุสังคหะ วิบัติสังคหะ อาบัติสังคหะ จากนั้นอธิบายขั้นตอนระงับอธิกรณ์เมื่อคู่กรณีทั้งสองฝ่ายมาปรากฏตัว และเริ่มไล่จำแนกสิกขาบทปาราชิกและสังฆาทิเสสแต่ละข้อทีละคู่ตามหลัก "วัตถุและโคตร" (มูลเหตุ-ชื่อหมวด) กับ "นามและอาบัติ" (ชื่อกฎ-ระดับโทษ) ส่วนนี้เพิ่งเริ่มต้นและมีเนื้อหาต่อในตอนถัดไปของเล่ม
- หน้า ๕๕๑–๕๕๒ อุทานคาถาสรุปหัวข้อปริวาร ส่วนนี้เป็น "อุทาน" คือคาถาสรุปรายชื่อหัวข้อธรรมวินัยทั้งหมดที่กล่าวไว้ในคัมภีร์ปริวาร เช่น สังฆกรรมชนิดต่างๆ (อปโลกนกรรม ญัตติกรรม ญัตติทุติยกรรม ญัตติจตุตถกรรม) เรื่องสีมา การขับไล่และรับกลับ การให้มานัต ปริวาส อัพภาน ตลอดจนวิบัติ อาบัติ และองค์ประกอบของอธิกรณ์ต่างๆ เป็นการทบทวนคำศัพท์และหมวดหมู่สำคัญที่พระวินัยธรจำเป็นต้องรู้แบบท่องจำ ตอนท้ายมีข้อความประกาศปิดคัมภีร์ว่า "ปริวาโร นิฏฺฐิโต" (ปริวารจบแล้ว) ซึ่งถือเป็นการปิดเนื้อหาหลักของคัมภีร์ปริวารอย่างเป็นทางการ
- หน้า ๕๕๒–๕๕๓ คาถาปิดท้าย: ประวัติผู้แต่งและสรรเสริญคัมภีร์ปริวาร หลังจากประกาศจบคัมภีร์ปริวารแล้ว เป็นคาถานิคมะ (คาถาปิดท้าย) กล่าวถึงพระอาจารย์ผู้มีปัญญามากนามว่า "ทีปะ" ผู้สืบค้นแนวทางจากครูบาอาจารย์ในกาลก่อนแล้วเรียบเรียงเนื้อหาโดยย่อและโดยพิสดารไว้เพื่อความสะดวกแก่ศิษย์ทั้งหลาย จากนั้นสรรเสริญคัมภีร์ปริวารว่าโอบล้อมพระศาสนาไว้ทั้งหมดดุจมหาสมุทรล้อมชมพูทวีป ผู้ไม่รู้ปริวารย่อมไม่อาจวินิจฉัยธรรมวินัยได้ถูกต้อง พร้อมอุปมาว่าปริวารทำให้พระสัทธรรมวินัยรุ่งเรืองดุจพระเจ้าจักรพรรดิกับกองทัพใหญ่ ราชสีห์กลางฝูงมฤค พระอาทิตย์กับรัศมี พระจันทร์กับหมู่ดาว และท้าวมหาพ
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐
หน้า ๔๐๑–๔๕๐
หน้า ๔๕๑–๕๐๐
หน้า ๕๐๑–๕๕๐