ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค
บาลีสยามรัฐ · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๙ · ๓๑๒ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๒๑ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๔ พรหมชาลสูตร: เหตุเกิดเรื่อง — สุปปิยปริพาชกติเตียน พรหมทัตต์มาณพสรรเสริญ ระหว่างเสด็จจากกรุงราชคฤห์ไปยังเมืองนาฬันทาพร้อมภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ พระพุทธเจ้าทรงพบปริพาชกชื่อสุปปิยะกับศิษย์ชื่อพรหมทัตต์มาณพซึ่งมีความเห็นขัดแย้งกัน สุปปิยะกล่าวติเตียนพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์นานัปการ ขณะที่ศิษย์ของตนกลับกล่าวสรรเสริญทั้งสามสิ่งนั้น เหตุการณ์นี้ทำให้ภิกษุทั้งหลายวิพากษ์วิจารณ์กันในตอนเช้า พระพุทธเจ้าจึงเสด็จมาสอนว่าเมื่อถูกผู้อื่นติเตียนหรือสรรเสริญ ภิกษุไม่ควรมีความโกรธเคืองหรือดีใจ แต่ควรชี้แจงตามความเป็นจริงเท่านั้น เป็นการปูเรื่องก่อนเข้าสู่เนื้อหาหลักของพระสูตรว่าด้วยคุณ
- หน้า ๕–๑๕ พรหมชาลสูตร: จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล — ศีลเพียงเล็กน้อยที่ปุถุชนสรรเสริญพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่าคุณธรรมที่คนทั่วไปมักยกมาสรรเสริญพระองค์นั้นแท้จริงเป็นเพียง "ศีลขั้นเล็กน้อย" ยังไม่ใช่แก่นแท้ของคำสอน ทรงแจกแจงเป็นสามระดับคือ จุลศีล ว่าด้วยการงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ และพูดเพ้อเจ้อ มัชฌิมศีล ว่าด้วยการงดเว้นจากการเบียดเบียนพืชพันธุ์ การสะสมของกินของใช้ การดูมหรสพ การเล่นการพนัน การนอนที่หรูหรา และการแต่งตัวหรูหรา และมหาศีล ว่าด้วยการงดเว้นจากวิชาทำนายทายทัก ไสยศาสตร์ โหราศาสตร์ และมิจฉาชีพนานาชนิดที่สมณพราหมณ์บางพวกใช้เ
- หน้า ๑๖–๔๙ พรหมชาลสูตร: ทิฏฐิ 62 ประการ — ความเห็นผิดเกี่ยวกับอดีตและอนาคตของอัตตาและโลก พระพุทธเจ้าทรงแจกแจงความเห็นผิด (ทิฏฐิ) ของสมณพราหมณ์ต่างๆ อย่างละเอียดว่ามีที่มาอย่างไร แบ่งเป็นกลุ่มที่ปรารภอดีต (ปุพพันตกัปปิกะ) รวม 18 ทิฏฐิ ได้แก่ ความเห็นว่าอัตตาและโลกเที่ยงแท้ถาวร (สัสสตทิฏฐิ) เที่ยงบางส่วนไม่เที่ยงบางส่วน โลกมีที่สุดหรือไม่มีที่สุด การพูดซัดส่ายไม่ยอมยืนยันชัดเจนดุจปลาไหลเมื่อถูกถามปัญหา (อมราวิกเขปิกทิฏฐิ) และความเห็นว่าอัตตาและโลกเกิดขึ้นเองลอยๆ โดยไม่มีเหตุ และกลุ่มที่ปรารภอนาคต (อปรันตกัปปิกะ) อีก 44 ทิฏฐิ ว่าด้วยสภาพของอัตตาหลังตายว่ามีสัญญา ไม่มีสัญญา หรือมีก็ไม่ใ
- หน้า ๕๐–๕๕ พรหมชาลสูตร: วิเคราะห์รากเหง้าของทิฏฐิ 62 — เกิดจากตัณหาและมีผัสสะเป็นปัจจัย หลังแจกแจงทิฏฐิทั้ง 62 ประการแล้ว พระพุทธเจ้าทรงเริ่มวิเคราะห์ทีละกลุ่มว่าความเห็นเหล่านั้นแท้จริงเป็นเพียงความรู้สึกนึกคิดของสมณพราหมณ์ผู้ไม่รู้ไม่เห็นตามความเป็นจริง เป็นความดิ้นรนกระวนกระวายที่เกิดจากตัณหาเท่านั้น มิใช่ปัญญาแท้ จากนั้นทรงชี้ต่อไปว่าทิฏฐิทั้งปวงนี้เกิดขึ้นได้เพราะมีผัสสะ คือการกระทบสัมผัสทางอายตนะทั้งหกเป็นปัจจัย และเป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลใดจะรู้สึกถึงทิฏฐิเหล่านี้โดยปราศจากผัสสะ ส่วนนี้เป็นการชี้ให้เห็นรากเหง้าทางจิตวิทยาและกระบวนการเกิดของความเห็นผิดทั้งปวง เนื้อหายังไม่จบเพ
- หน้า ๕๖–๖๐ พฺรหฺมชาลสูตร: ตอนจบว่าด้วยข่ายแห่งทิฏฐิ 62 ช่วงท้ายของพรหมชาลสูตรนี้ พระพุทธเจ้าทรงสรุปว่าลัทธิความเห็นทั้งหมด 62 ประการที่สมณพราหมณ์ต่างๆ ยึดถือ ล้วนเกิดจากผัสสะ (การกระทบทางอายตนะทั้งหก) มิใช่ความรู้แจ้งจริงตามที่อ้าง พระองค์ทรงเปรียบความเห็นเหล่านี้เหมือนปลาที่ติดอยู่ในข่ายของชาวประมง ไม่ว่าจะดิ้นอย่างไรก็ไม่พ้นข่ายไปได้ แสดงให้เห็นว่าทฤษฎีทางปรัชญาทั้งปวงล้วนถูกครอบไว้ด้วยข่ายแห่งทิฏฐินี้ พระองค์ยังตรัสว่าเมื่อตถาคตดับขันธ์แล้วจะไม่มีผู้ใดเห็นพระวรกายอีก เปรียบเหมือนพวงมะม่วงที่ขาดจากขั้วย่อมร่วงหล่นไปตามกัน เมื่อพระอานนท์ทูลสรรเสริญ
- หน้า ๖๑–๑๑๐ สามัญญผลสูตร: ผลแห่งความเป็นสมณะ (ตอนต้นถึงกลาง) สามัญญผลสูตรเริ่มด้วยพระเจ้าอชาตศัตรูแห่งแคว้นมคธ ผู้ปลงพระชนม์พระราชบิดา เสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่สวนมะม่วงของหมอชีวกในคืนวันเพ็ญ เพื่อทูลถามว่าการบวชเป็นสมณะให้ผลที่เห็นได้จริงในชาตินี้อย่างไร โดยก่อนหน้านี้พระองค์เคยทูลถามครูทั้งหก คือ ปูรณกัสสป (ผู้สอนว่าทำดีทำชั่วไม่มีผล) มักขลิโคสาล (ผู้สอนลัทธิเคราะห์กรรมกำหนดสรรพสิ่งไว้แล้ว) อชิตเกสกัมพล (ผู้สอนว่าตายแล้วสูญ) ปกุธกัจจายนะ (ผู้สอนว่าธาตุเจ็ดเที่ยงแท้ไม่มีใครฆ่าใครได้จริง) นิครนถ์นาฏบุตร (ผู้สอนการสำรวมสี่ประการ) และสัญชัยเวลัฏฐบุตร (ผู้ตอ
- หน้า ๑๑๑–๑๑๓ สามัญญผลสูตร (ตอนจบ): พระเจ้าอชาตศัตรูทรงแสดงตนเป็นอุบาสก ส่วนท้ายของพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสอธิบายผลสูงสุดของความเป็นสมณะ คือปัญญาที่ทำให้จิตหลุดพ้นจากอาสวะทั้งปวง (กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ) ด้วยอุปมาสระน้ำใสที่มองเห็นสิ่งต่าง ๆ ในน้ำได้ชัดเจน ฉันใดจิตที่บริสุทธิ์ก็เห็นความจริงตามที่เป็นได้ฉันนั้น จากนั้นพระเจ้าอชาตศัตรู เวเทหิบุตร ผู้ทรงปลงพระชนม์พระราชบิดาเพื่อชิงราชสมบัติ ทรงสารภาพความผิดต่อพระพุทธเจ้าและประกาศตนถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต พระพุทธเจ้าตรัสรับคำสารภาพว่าเป็นความก้าวหน้าตามวินัยของอริยชน แต่หลังจากพระราชาเสด็จกลับ พระองค์ตรัสแก่ภ
- หน้า ๑๑๔–๑๔๑ อัมพัฏฐสูตร: ความประเสริฐที่แท้จริงอยู่ที่วิชชาและจรณะ ไม่ใช่ชาติกำเนิด พราหมณ์โปกขรสาติแห่งเมืองอุกกัฏฐะส่งศิษย์หนุ่มชื่ออัมพัฏฐะไปตรวจสอบพระพุทธเจ้าที่หมู่บ้านอิจฉานังคละ อัมพัฏฐะแสดงกิริยาไม่สุภาพและดูหมิ่นเหล่าศากยะว่าเป็นพวก "อิพภะ" (ไพร่ต่ำ) ที่ไม่เคารพพราหมณ์ พระพุทธเจ้าจึงย้อนถามเรื่องโคตรจนเผยว่าบรรพบุรุษของตระกูลกัณหายนะ (ตระกูลของอัมพัฏฐะเอง) สืบเชื้อสายจากนางทาสีของกษัตริย์อุกกากราช ในขณะที่ศากยวงศ์สืบจากพระโอรสของพระราชาโดยตรง เมื่ออัมพัฏฐะนิ่งเงียบไม่ยอมตอบคำถามซ้ำถึงสามครั้ง ยักษ์วชิรปาณีก็ปรากฏขึ้นขู่จะทุบศีรษะ ทำให้ต้องยอมรับความจริง แก่นของพระสูตรค
- หน้า ๑๔๒–๑๖๑ โสณทัณฑสูตร: ศีลและปัญญาเป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ พระพุทธเจ้าประทับที่เมืองจัมปา พราหมณ์โสณทัณฑ์ผู้มั่งคั่งและมีชื่อเสียงถูกท้าทายจากพราหมณ์อื่นว่าไม่สมควรไปเข้าเฝ้าสมณโคดมเพราะตนเองมีคุณสมบัติพร้อมกว่า แต่โสณทัณฑ์กลับเห็นว่าตนต่างหากที่สมควรไปหาพระพุทธเจ้า เมื่อได้สนทนา พระพุทธเจ้าตรัสถามว่าองค์ประกอบใดบ้างที่ทำให้บุคคลได้ชื่อว่าเป็นพราหมณ์แท้ โสณทัณฑ์ตอบว่ามีห้าประการคือ ชาติกำเนิดบริสุทธิ์ ความรู้มนตร์ รูปงาม ศีล และปัญญา จากนั้นพระพุทธเจ้าทรงนำอภิปรายแบบตั้งคำถามให้ตัดทอนองค์ประกอบทีละอย่างจนเหลือเพียงศีลกับปัญญาเท่านั้นที่ขาดไม่ได้ โสณทัณฑ
- หน้า ๑๖๒–๑๖๕ กูฏทันตสูตร (ตอนต้น): พราหมณ์ผู้เตรียมมหายัญบูชาด้วยการฆ่าสัตว์จำนวนมาก พระพุทธเจ้าประทับที่หมู่บ้านขานุมัตในแคว้นมคธ พราหมณ์กูฏทันต์กำลังเตรียมมหายัญบูชาครั้งใหญ่ โดยมีการเตรียมโคผู้ โคถึก โคสาว แพะ และแกะ อย่างละเจ็ดร้อยตัวเพื่อนำไปฆ่าบูชายัญ เมื่อได้ยินกิตติศัพท์ของพระพุทธเจ้าว่าทรงรู้เรื่อง "ความสำเร็จแห่งยัญสามอย่างและบริขารสิบหก" กูฏทันต์จึงตัดสินใจไปเข้าเฝ้าเพื่อสอบถาม แม้จะถูกพราหมณ์พวกอื่นทัดทานเช่นเดียวกับกรณีของโสณทัณฑ์ ตอนท้ายของช่วงนี้พราหมณ์จำนวนมากที่มารอกินเลี้ยงในพิธียัญพากันติดตามกูฏทันต์ไปด้วย เนื้อหาที่แท้จริงของบทสนทนาเรื่องยัญพิธีจะดำเนินต่อในส
- หน้า ๑๖๖–๑๙๑ กูฏทันตสูตร (ต่อ): ยัญพิธีที่แท้จริงกว่าการฆ่าสัตว์บูชายัญ พราหมณ์กูฏทันตะและคณะพราหมณ์แห่งเมืองขาณุมัตถกำลังจะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อถามเรื่องยัญพิธี พราหมณ์ทั้งหลายพากันสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้าและตัดสินใจไปเฝ้าพร้อมกัน กูฏทันตะทูลถามถึงวิธีบูชายัญที่สมบูรณ์แบบ พระพุทธเจ้าจึงเล่าเรื่องพระเจ้ามหาวิชิตะที่ปุโรหิตแนะให้แก้ปัญหาโจรผู้ร้ายด้วยการส่งเสริมอาชีพราษฎรแทนการปราบปรามด้วยความรุนแรง แล้วจึงบูชายัญโดยไม่มีการฆ่าสัตว์หรือบังคับใครทำงาน ท้ายที่สุดพระพุทธเจ้าชี้ว่ายัญที่ประเสริฐยิ่งกว่านั้นคือการให้ทานแก่ผู้มีศีล การสร้างวัดถวายสงฆ์ การถึงไตรสรณคมน์
- หน้า ๑๙๒–๒๐๒ มหาลิสูตร: สมาธิเฉพาะทางกับจุดหมายที่แท้จริงของการบวช ที่เมืองเวสาลี เจ้าลิจฉวีนามโอฏฐัทธะ (มหาลิ) ทูลถามพระพุทธเจ้าว่าเหตุใดสุนักขัตตะผู้เคยอยู่ใกล้ชิดพระองค์จึงเห็นรูปทิพย์แต่ไม่ได้ยินเสียงทิพย์ พระพุทธเจ้าอธิบายว่าเป็นเพราะภิกษุนั้นเจริญสมาธิแบบมุ่งเฉพาะด้านรูปเท่านั้น ไม่ได้เจริญสมาธิเพื่อฟังเสียงทิพย์ ผลจึงเกิดเฉพาะตามที่ฝึกฝนไว้ มหาลิจึงถามต่อว่าภิกษุประพฤติพรหมจรรย์เพื่อให้ได้ฤทธิ์เช่นนี้หรือไม่ พระพุทธเจ้าตอบว่าจุดหมายที่แท้จริงคือมรรคผลทั้งสี่ คือความเป็นโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี และอรหันต์ ซึ่งบรรลุได้ด้วยมรรคมีองค์แปด พระองค์ยังทรงเล่าถึง
- หน้า ๒๐๓–๒๐๔ ชาลิยสูตร: ชีวะกับสรีระเป็นสิ่งเดียวกันหรือแยกกัน ที่เมืองโกสัมพี ปริพาชกสองรูปคือมัณฑิยะและชาลิยะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและทูลถามโดยตรงว่า ชีวะ (วิญญาณหรือชีวิต) กับสรีระเป็นสิ่งเดียวกันหรือเป็นคนละสิ่งกัน พระพุทธเจ้าทรงแสดงลำดับการปฏิบัติตั้งแต่ศีล สมาธิ จนถึงญาณทัสสนะที่ทำให้ถึงความหลุดพ้น แล้วชี้ว่าภิกษุผู้รู้เห็นด้วยตนเองถึงระดับนั้นแล้วจะไม่กล่าวยืนยันหรือปฏิเสธคำถามที่ว่าชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกันหรือต่างกัน เพราะคำถามเชิงปรัชญาเช่นนี้ไม่มีความหมายอีกต่อไปสำหรับผู้ที่รู้แจ้งด้วยปัญญาโดยตรงแล้ว เป็นการชี้ให้เห็นว่าพระพุทธศาสนาไม่มุ่งตอบปัญ
- หน้า ๒๐๕–๒๒๐ มหาสีหนาทสูตร (กัสสปสีหนาทสูตร): ตบะภายนอกกับความเป็นสมณะที่แท้จริง ที่เมืองอุชุญญา อเจลกัสสปะ (นักบวชเปลือยกาย) เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและทูลถามว่าจริงหรือที่พระองค์ทรงติเตียนการบำเพ็ญตบะ (การทรมานตน) ของนักพรตทั้งหมดโดยไม่แยกแยะ พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธและอธิบายว่าด้วยทิพยจักษุพระองค์ทรงเห็นว่านักบำเพ็ญตบะบางคนตายไปเกิดในนรก บางคนไปเกิดในสวรรค์ แสดงว่าผลไม่ได้ขึ้นอยู่กับความทรมานกายภายนอกเพียงอย่างเดียว จากนั้นทรงพรรณนาการปฏิบัติตบะสุดโต่งต่างๆ ของนักพรต เช่น การไม่นุ่งห่ม การถืออดอาหารแบบต่างๆ การนุ่งห่มเปลือกไม้หรือหนังสัตว์ การนอนบนหนาม แล้วชี้ว่าสิ่งเหล่านี้แม้ทำไ
- หน้า ๒๒๑–๒๒๒ ตอนจบมหาสีหนาทสูตร (กัสสปสีหนาท) - อเจลกัสสปะบวชและบรรลุอรหันต์ ส่วนท้ายของมหาสีหนาทสูตร กล่าวถึงอเจลกัสสปะ (นักบวชเปลือยกาย) ที่ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วเลื่อมใส ขอบวชเป็นภิกษุในพระธรรมวินัย โดยยอมถือปริวาส 4 เดือนตามธรรมเนียมสำหรับผู้เคยเป็นนักบวชลัทธิอื่นก่อนอุปสมบท เมื่อบวชแล้วท่านตั้งใจปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด ไม่นานก็บรรลุอรหัตผล เป็นตัวอย่างแสดงว่าผู้ใดก็ตามที่ตั้งใจปฏิบัติตามคำสอนอย่างถูกต้อง ย่อมสามารถบรรลุธรรมได้โดยไม่จำกัดภูมิหลังเดิม
- หน้า ๒๒๓–๒๔๙ โปฏฐปาทสูตร - ว่าด้วยการดับสัญญาโดยลำดับและคำถามที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์ พระพุทธเจ้าเสด็จไปยังอารามของปริพาชกโปฏฐปาทซึ่งกำลังถกเถียงกับหมู่ปริพาชกเรื่อง "อภิสัญญานิโรธ" (การดับสัญญาโดยสมบูรณ์) ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร พระองค์ทรงชี้ว่าความเห็นของนักบวชเหล่านั้นผิดตั้งแต่ต้น เพราะสัญญาไม่ได้เกิดดับโดยไม่มีเหตุปัจจัย แต่เกิดดับตามการฝึกฝนจิตผ่านฌานทั้งสี่และอรูปสมาบัติตามลำดับ จนถึงสัญญัคคะ (จุดสูงสุดของสัญญา) และการดับสัญญาโดยรู้ตัว จากนั้นทรงอธิบายเรื่องอัตตา 3 แบบ (อัตตาหยาบ อัตตาสำเร็จด้วยใจ อัตตาไม่มีรูป) ว่าไม่อาจเท่ากับสัญญาได้ และทรงปฏิเสธไม่ตอบคำถามอภิปรัชญา 10 ข้
- หน้า ๒๕๐–๒๗๒ สุภสูตร - พระอานนท์แสดงขันธ์ 3 คือ ศีล สมาธิ ปัญญา แก่สุภมาณพ หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานไม่นาน สุภมาณพ โตเทยยบุตร ส่งศิษย์ไปทูลถามพระอานนท์ว่าพระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญธรรมใดและทรงให้ประชาชนตั้งมั่นในธรรมใด พระอานนท์อธิบายว่าคือขันธ์ 3 ได้แก่ ศีลขันธ์ (การรักษาศีล สำรวมกาย วาจา เว้นมิจฉาชีพ) สมาธิขันธ์ (การฝึกจิตผ่านฌานทั้งสี่ด้วยอุปมาต่างๆ เช่นแป้งสีตัวที่ชุ่มด้วยน้ำ สระบัวที่แช่อยู่ในน้ำ) และปัญญาขันธ์ (การเจริญวิปัสสนาจนเกิดญาณต่างๆ เช่น อภิญญา ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ และท้ายที่สุดคืออาสวักขยญาณอันนำไปสู่ความหลุดพ้น) แต่ละขันธ์อธิบายด้วยอุปมาที่ชัดเจน เช่น หนี้ส
- หน้า ๒๗๓–๒๗๕ เกวัฏฏสูตร (ตอนต้น) - ปาฏิหาริย์สามอย่างและเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงรังเกียจอิทธิปาฏิหาริย์ เกวัฏฏะ คหบดีบุตรแห่งเมืองนาลันทา ทูลขอให้พระพุทธเจ้าทรงบัญชาภิกษุแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ (ฤทธิ์เหนือมนุษย์) เพื่อให้ชาวเมืองเลื่อมใสยิ่งขึ้น แต่พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาต และตรัสว่าปาฏิหาริย์มี 3 อย่าง คือ อิทธิปาฏิหาริย์ (แสดงฤทธิ์) อาเทสนาปาฏิหาริย์ (ทายใจผู้อื่น) และอนุสาสนีปาฏิหาริย์ (การสอนธรรม) ทรงชี้ให้เห็นว่าอิทธิปาฏิหาริย์นั้นแม้น่าอัศจรรย์แต่ไม่น่าเชื่อถือจริง เพราะผู้ไม่เลื่อมใสอาจกล่าวหาว่าเป็นเพียงเวทมนตร์คาถา (วิชาคันธารี) พระองค์จึงทรงเบื่อหน่ายและรังเกียจการแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ เนื้อหาส
- หน้า ๒๗๖–๒๘๓ เกวัฏฏสูตร: ปาฏิหาริย์สามอย่างและปัญหาที่ดับสิ้นแห่งมหาภูต พระพุทธเจ้าตรัสแก่เกวัฏฏคหบดีบุตรถึงปาฏิหาริย์สามอย่าง โดยทรงปฏิเสธ 'อาเทสนาปาฏิหาริย์' (การทายใจผู้อื่น) ว่าน่ารังเกียจเพราะเหมือนกลลวง แต่ทรงสรรเสริญ 'อนุสาสนีปาฏิหาริย์' คือการสอนธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้นจริง ว่าเป็นปาฏิหาริย์ที่แท้จริง จากนั้นทรงเล่าเรื่องภิกษุรูปหนึ่งสงสัยว่ามหาภูตทั้งสี่ (ดิน น้ำ ไฟ ลม) ดับไม่เหลือที่ไหน จึงเข้าเฝ้าเทวดาไล่เรียงขึ้นไปจนถึงท้าวมหาพรหม แต่ไม่มีใครตอบได้ พระมหาพรหมเองก็ต้องแอบพาภิกษุไปบอกว่าให้กลับไปทูลถามพระพุทธเจ้าโดยตรง พระองค์จึงทรงแสดงคำตอบที่แท้จริงเป็น
- หน้า ๒๘๔–๒๙๔ โลหิจจสูตร: ทิฏฐิผิดว่าไม่ควรสอนธรรมแก่ผู้อื่น พราหมณ์โลหิจจะผู้ครองหมู่บ้านสาลวติกามีความเห็นผิดว่า ผู้ใดบรรลุกุศลธรรมแล้วไม่ควรบอกสอนผู้อื่น เพราะใครจะช่วยใครได้ พระพุทธเจ้าเสด็จไปรับภัตตาหารที่บ้านของโลหิจจะแล้วทรงซักถามเปรียบเทียบว่า หากโลหิจจะหวงผลประโยชน์จากหมู่บ้านของตนไว้คนเดียว หรือพระเจ้าปเสนทิโกศลหวงผลประโยชน์จากแคว้นไว้คนเดียว ก็ถือเป็นผู้เป็นอันตรายต่อผู้อื่น มีจิตปองร้าย เป็นมิจฉาทิฏฐิ ฉันใด การหวงธรรมไม่สอนผู้อื่นก็ฉันนั้น ทรงแสดงศาสดาสามจำพวกที่ควรถูกติเตียนเพราะสอนแล้วสาวกไม่บรรลุผล และศาสดาประเภทที่ไม่ควรถูกติเตียนเพราะสอนแ
- หน้า ๒๙๕–๓๑๒ เตวิชชสูตร: หนทางที่แท้จริงสู่ความเป็นสหายพรหม มาณพหนุ่มสองคนคือวาเสฏฐะและภารัทวาชะโต้เถียงกันว่าหนทางที่พราหมณ์อาจารย์ของตนสอนไว้ (ของโปกขรสาติหรือของตารุกขะ) เป็นทางตรงสู่ความเป็นสหายกับพรหมจริงหรือไม่ จึงไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงซักไซ้จนวาเสฏฐะยอมรับว่าไม่มีพราหมณ์ผู้รู้ไตรเพทคนใด แม้แต่อาจารย์สืบมาเจ็ดชั่วคน หรือฤๅษีผู้แต่งมนต์แต่โบราณ เคยเห็นพรหมด้วยตนเองเลย การอ้างสอนทางไปสู่สิ่งที่ตนไม่เคยเห็นจึงเปรียบเหมือนแถวคนตาบอดจูงกันเดินหรือคนหลงรักหญิงงามที่ตนไม่เคยพบเห็น พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่าพราหมณ์เหล่านั้นยังติดในกามคุณห้าและถูกนิวรณ์ห้
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐