ขุททกนิกาย มหานิทเทส

ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๖๕ · ๘๖๐ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๙ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๑๘๖ ๑. กามสุตตนิทเทส (อธิบายกามสูตร) พระสารีบุตรเถระอธิบายกามสูตรว่าด้วยกาม ๒ อย่าง คือ วัตถุกามและกิเลสกาม ชี้โทษของการติดในกามด้วยอุปมาสัตว์ถูกลูกศรแทงและน้ำไหลเข้าเรือรั่ว สอนวิธีเว้นขาดกามโดยการข่มไว้ (ด้วยอนุสสติและฌานสมาบัติ) และโดยการตัดขาด (ด้วยอริยมรรค ๔) ปิดท้ายด้วยอุปมาวิดน้ำออกจากเรือข้ามโอฆะถึงฝั่งคือนิพพาน จากนั้นเป็นอรรถกถาขยายความอธิบายศัพท์และเนื้อความของกามสุตตนิทเทสนี้โดยละเอียดทีละบท จบลงด้วยคำว่าพระขีณาสพย่อมไม่มีชาติ ชรา มรณะ และภพใหม่อีกต่อไป
  2. หน้า ๑๘๗–๔๑๐ ๒. คุหัฏฐกสุตตนิทเทส (อธิบายคุหัฏฐกสูตร) พระสารีบุตรเถระอธิบายคุหัฏฐกสูตรว่าด้วยสัตว์ผู้ข้องอยู่ในถ้ำคือร่างกาย ถูกกิเลสปิดบังจนหลงติดในกามคุณ ทั้งคำนึงถึงกามในอดีตและใฝ่ฝันถึงกามในอนาคต จึงหลุดพ้นได้ยากและช่วยผู้อื่นให้พ้นก็ไม่ได้ เมื่อใกล้ตายจึงร่ำไรเพราะยังยึดว่าเป็นของเรา ดุจฝูงปลาดิ้นในน้ำที่กำลังแห้ง ท่านสอนให้เห็นว่าชีวิตนี้สั้นนัก ควรเร่งศึกษาไตรสิกขาละกรรมอันไม่เสมอ และให้มุนีกำหนดรู้สัญญา ถอนลูกศรคือกิเลส ๗ ชนิด ไม่ยึดติดสิ่งใด จึงข้ามพ้นโอฆะได้โดยไม่หวังทั้งโลกนี้และโลกหน้า
  3. หน้า ๔๑๑–๔๙๑ ๓. ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส (อธิบายทุฏฐัฏฐกสูตร) นิทเทสนี้อธิบายทุฏฐัฏฐกสูตร กรณีเดียรถีย์ใจบาปใส่ร้ายพระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ด้วยคำเท็จ จนมีผู้หลงเชื่อคล้อยตามติเตียนด้วย แต่มุนีผู้มีปัญญาไม่หวั่นไหวต่อคำติเตียน จึงไม่มีกิเลสเครื่องตรึงจิตเกิดขึ้น ผู้ยึดติดทิฏฐิของตนย่อมข้ามพ้นทิฏฐินั้นไม่ได้ ส่วนมุนีแท้ไม่ประกาศตนว่าบริสุทธิ์ด้วยสิ่งที่เห็น ที่ได้ยิน หรือศีลพรต ไม่ถือไม่ปล่อย ไม่ตั้งทิฏฐิใหม่ ก้าวล่วงความเจริญและความเสื่อม ไม่มีทิฏฐิว่ามีตนหรือไม่มีตน สลัดทิฏฐิทั้งปวงได้หมดสิ้นในชาตินี้
  4. หน้า ๔๙๒–๕๖๓ ๔. สุทธัฏฐกสุตตนิทเทส (อธิบายสุทธัฏฐกสูตร) นิทเทสนี้อธิบายสุทธัฏฐกสูตร ว่าด้วยสมณพราหมณ์ที่เชื่อว่าตนหมดจดได้ด้วยการเห็น การได้ยิน ศีลและวัตร หรือลางมงคล พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่ายังมีกิเลสเจือปน ไม่ใช่ทางหมดจดแท้จริง ผู้ยึดติดทิฏฐิย่อมเปลี่ยนศาสดาเปลี่ยนลัทธิเรื่อยไป เหมือนลิงจับปล่อยกิ่งไม้ ข้ามพ้นกิเลสไม่ได้ ส่วนพราหมณ์แท้ไม่ยึดติดความหมดจดเหล่านั้น ไม่ติดบุญบาป ละอัตตวาทุปาทาน จบด้วยพระอรหันต์ผู้ล่วงพ้นเขตแดนกิเลส ไม่มีตัณหาในกามและฌานสมาบัติ ไม่ยึดถือความเห็นใดว่าเลิศที่สุด
  5. หน้า ๕๖๔–๖๐๐ ๕. ปรมัฏฐกสุตตนิทเทส (อธิบายปรมัฏฐกสูตร) นิทเทสนี้อธิบายปรมัฏฐกสูตร ว่าด้วยผู้ยึดทิฏฐิตนว่าประเสริฐสุดแล้วตำหนิลัทธิอื่นว่าเลว จึงไม่พ้นวิวาทกัน เพราะเห็นอานิสงส์ทั้งชาตินี้ชาติหน้าจากความหมดจดที่ยึดถือ (ทางเห็น ได้ยิน ศีลวัตร หรือสัมผัส) บัณฑิตชี้ว่าความยึดติดนี้เป็นเครื่องร้อยรัด ภิกษุจึงไม่ควรอาศัยสิ่งเหล่านี้ หรือถือตนว่าเสมอ เลว หรือเหนือกว่าผู้อื่น พระอรหันต์ผู้ละตนแล้วไม่ตั้งอยู่ในทิฏฐิ ๖๒ ไม่มีที่พึ่งทางใจ ถึงฝั่งนิพพานแล้วไม่กลับสู่กิเลส เป็นผู้คงที่ในลาภยศสรรเสริญนินทา
  6. หน้า ๖๐๑–๖๖๐ ๖. ชราสุตตนิทเทส (อธิบายชราสูตร) นิทเทสนี้อธิบายชราสูตร ชีวิตมนุษย์สั้นนัก ตายภายในร้อยปี เป็นไปเพียงชั่วขณะจิตเดียว สั้นกว่าชีวิตเทวดามาก คนเศร้าโศกเพราะยึดสิ่งต่างๆ ว่าเป็นของตน ทั้งที่ไม่เที่ยงต้องพลัดพราก กุลบุตรเห็นโทษนี้จึงควรออกบวช เปรียบผู้ตายจากไปแล้วเหมือนสิ่งที่เห็นในฝันซึ่งตื่นแล้วไม่เห็นอีก เหลือแต่ชื่อให้กล่าวขาน มุนีจึงละความยึดถือ อยู่สงัด ความโศกความหวงแหนจึงไม่ติดใจท่านดุจน้ำไม่ติดใบบัว พระอรหันต์ผู้ล้างกิเลสแล้วไม่กำหนัดไม่คลายกำหนัดอีกต่อไป
  7. หน้า ๖๖๑–๗๓๔ ๗. ติสสเมตเตยยสุตตนิทเทส (อธิบายติสสเมตเตยยสูตร) พระติสสเมตเตยยะทูลถามโทษของภิกษุผู้ติดเมถุนธรรม พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าผู้ติดเมถุนธรรมย่อมปฏิบัติผิดคำสอน ดุจยานที่ไม่ได้ฝึกหัดพาไปทางผิดจนตกเหว ยศเกียรติของภิกษุแม้เคยเป็นบัณฑิตก็เสื่อมได้หากลาสิกขาไปเสพกาม จึงทรงสอนให้ตั้งมั่นในความประพฤติผู้เดียว ศึกษาวิเวก ๓ คือกายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก อันเป็นกิจสูงสุดของอริยะ โดยไม่ถือตัวว่าประเสริฐ ท้ายสุดตรัสถึงมุนีผู้ว่างจากกิเลส ไม่มีอาลัยในกาม ข้ามโอฆะแล้ว เป็นที่ปรารถนาของสัตว์ผู้ยินดีในกาม
  8. หน้า ๗๓๕–๘๐๐ ๘. ปสูรสุตตนิทเทส (อธิบายปสูรสูตร) พระสูตรนี้ว่าด้วยสมณพราหมณ์ผู้ยึดถือทิฏฐิของตนว่าเป็นความหมดจดหนึ่งเดียว ปฏิเสธลัทธิอื่นทั้งหมด เข้าสู่ที่ประชุมเพื่อประกวดวาทะหวังคำสรรเสริญ เมื่อแพ้ก็เก้อเขินเศร้าโศกหาทางแก้ตัว เมื่อชนะก็ลำพองหยิ่งผยองดูหมิ่นผู้อื่น ทรงชี้โทษว่าการวิวาทไม่มีประโยชน์อื่นนอกจากความสรรเสริญ กลับเป็นเหตุแห่งความยินดียินร้าย จึงตรัสสอนปริพาชกชื่อปสูระผู้มาท้าโต้วาทะว่า พระอรหันต์ผู้สิ้นกิเลสย่อมไม่ยึดถือทิฏฐิใด จึงไม่มีผู้ใดเทียบเทียมปัญญาของพระพุทธเจ้าได้
  9. หน้า ๘๐๑–๘๖๐ ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส (อธิบายมาคันทิยสูตร) พระสารีบุตรเถระอธิบายมาคันทิยสูตร ที่พระพุทธเจ้าตรัสตอบพราหมณ์มาคันทิยะผู้ทูลถวายธิดา แต่ทรงเห็นสรีระเป็นของปฏิกูลจึงไม่ยินดี เมื่อถูกซักถามเรื่องทิฏฐิ ศีล พรต พระองค์ตรัสว่าความหมดจดที่แท้มิได้เกิดจากสิ่งใดสิ่งหนึ่งเหล่านี้โดยเฉพาะ แต่เกิดจากละวางไม่ยึดถือทั้งหมด เป็นผู้สงบไม่มีตัณหาทิฏฐิเป็นที่อาศัย ดุจดอกบัวที่น้ำและโคลนแตะต้องไม่ได้ ท้ายเรื่องมีอรรถกถาขยายความ รวมเรื่องพระมหากัจจานะแสดงธรรมแก่คหบดีว่าตถาคตพ้นจากความติดข้องในขันธ์ ๕ แล้ว