ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส
ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๖๗ · ๗๔๐ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๙ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๙ ๑. วัตถุคาถา (เรื่องพราหมณ์พาวรีส่งศิษย์ไปทูลถามปัญหา) เป็นเรื่องเกริ่นนำของปารายนวรรค เล่าว่าพราหมณ์พาวรีถูกพราหมณ์จรจัดสาปแช่งว่าจะให้ศีรษะแตกเจ็ดเสี่ยงหากไม่ให้ทรัพย์ที่ตนไม่มี เทวดาบอกว่ามีเพียงพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่ทรงรู้ความหมายของ "ศีรษะ" คืออวิชชา และ "ธรรมที่ทำให้ศีรษะตกไป" คือวิชชา พาวรีจึงส่งศิษย์พราหมณ์ ๑๖ คน มีอชิตะเป็นหัวหน้า เดินทางไปทูลถามปัญหากับพระพุทธเจ้าที่เมืองสาวัตถี เป็นที่มาของปัญหาทั้ง ๑๖ ข้อในปารายนวรรค
- หน้า ๙–๕๑ ๒. อชิตมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑ (ปัญหาของท่านอชิตมาณพ) พระสารีบุตรเถระอธิบายปัญหาของอชิตมาณพว่า โลกถูกอวิชชาห่อหุ้มไว้จึงมองไม่เห็นความจริง ไม่สว่างไสวเพราะความตระหนี่และความประมาท มีตัณหาเป็นเครื่องฉาบทาให้เปื้อนมัว และทุกข์เป็นภัยใหญ่ของโลก กระแสกิเลสไหลไปในอายตนะทั้งปวง สติเป็นเครื่องกั้นกระแสไว้ก่อน ส่วนปัญญาเป็นเครื่องตัดขาดโดยสิ้นเชิง ปัญญา สติ และนามรูปจะดับสนิทเมื่อวิญญาณดับ และภิกษุพึงไม่ติดในกามทั้งสอง มีใจไม่ขุ่นมัว ฉลาดในธรรมทั้งปวง มีสติเที่ยวไป
- หน้า ๕๒–๖๓ ๓. ติสสเมตเตยยมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๒ (ปัญหาของท่านติสสเมตเตยยะ) อธิบายปัญหาของติสสเมตเตยยมาณพที่ทูลถามว่าใครยินดีในโลกนี้โดยไม่หวั่นไหว รู้ส่วนสุดทั้งสองแล้วไม่ติดในท่ามกลาง และได้ชื่อว่าเป็นมหาบุรุษผู้ล่วงพ้นตัณหาเครื่องเย็บร้อยสัตว์ไว้ในภพ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าคือภิกษุผู้ประพฤติพรหมจรรย์แม้ท่ามกลางกามคุณ ปราศจากตัณหา มีสติทุกเมื่อ กำหนดรู้แล้วดับกิเลสได้ ไม่หวั่นไหว รู้แจ้งส่วนสุดทั้งสองและท่ามกลางด้วยปัญญาโดยไม่ยึดติด จึงพ้นจากวัฏสงสารได้อย่างแท้จริง
- หน้า ๖๔–๑๐๒ ๔. ปุณณกมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๓ (ปัญหาของท่านปุณณกะ) พระสารีบุตรเถระอธิบายปัญหาของปุณณกมาณพที่ทูลถามว่าฤๅษี มนุษย์ กษัตริย์และพราหมณ์จำนวนมากบูชายัญแก่เทวดาเพราะอะไร พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าคนเหล่านั้นหวังผลได้ลาภและภพชาติที่ดี จึงติดใจในกามและบูชายัญด้วยความกำหนัดในภพ แม้ตั้งใจบูชาก็ยังข้ามพ้นความเกิดและความแก่ไปไม่ได้ ส่วนผู้ที่ข้ามพ้นได้จริงคือพระอรหันต์ผู้หมดความหวั่นไหว เพราะทราบชัดทั้งฝั่งนี้ฝั่งโน้นของโลก สงบ ปราศจากทุกข์และความหวัง
- หน้า ๑๐๓–๑๖๐ ๕. เมตตคูมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๔ (ปัญหาของท่านเมตตคู) อธิบายปัญหาของเมตตคูมาณพที่ทูลถามว่าทุกข์นานาชนิดในโลกเกิดมาจากอะไร พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าทุกข์ทั้งปวงมีอุปธิ (เครื่องยึดถือ ได้แก่ กิเลส กรรม และขันธ์) เป็นเหตุให้เกิดขึ้น ผู้ใดสร้างอุปธิด้วยอวิชชาย่อมประสบทุกข์ร่ำไป จึงควรกำหนดรู้อุปธิแล้วไม่ก่อสร้างขึ้นอีก พระองค์ยังทรงสอนให้รู้แจ้งธรรมทั้งชั้นสูง ชั้นต่ำ และท่ามกลาง แล้วบรรเทาความยินดีพัวพันและวิญญาณในธรรมเหล่านั้นเสีย ไม่ตั้งอยู่ในภพใด จึงข้ามพ้นตัณหาที่เกาะเกี่ยวในอารมณ์ต่างๆ ของโลกได้
- หน้า ๑๖๑–๑๘๖ โธตกมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๕ ท่านโธตกะทูลขอให้พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมที่จะนำไปสู่นิพพาน พระองค์ตรัสสอนให้มีปัญญาและสติ ทำความเพียรด้วยตนเอง เพราะพระองค์เป็นเพียงผู้ชี้ทาง ไม่อาจปลดเปลื้องความสงสัยให้ผู้ใดได้ ต้องรู้แจ้งธรรมอันประเสริฐด้วยตนเองจึงจะข้ามโอฆะได้ เมื่อโธตกะทูลขอฟังธรรมอันสงบ เปรียบตนดุจอากาศที่ไม่ข้องแวะสิ่งใด พระองค์จึงทรงแสดงความสงบราคะโทสะโมหะ และสอนให้ละตัณหาอันเป็นเครื่องข้องอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ โธตกะฟังแล้วบรรลุธรรมและถวายตนเป็นสาวก
- หน้า ๑๘๗–๒๑๐ อุปสีวมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๖ อุปสีวมาณพทูลถามว่าจะข้ามโอฆะใหญ่โดยลำพังได้อย่างไร พระพุทธเจ้าทรงสอนให้อาศัยอากิญจัญญายตนสมาบัติ (เพ่งว่าไม่มีอะไรน้อยหนึ่งเลย) เป็นที่ยึดข้ามโอฆะ พร้อมทั้งละกามและเว้นความสงสัย เมื่อถามต่อว่าผู้ดำรงในสมาบัตินั้นเที่ยงแท้หรือมีวิญญาณสืบต่อหรือไม่ พระองค์ทรงอุปมาด้วยเปลวไฟที่ถูกลมพัดดับ ไม่เข้าถึงการนับว่าไปสู่ทิศใด ฉันใด มุนีผู้พ้นจากนามกายก็ย่อมถึงความดับ ไม่เข้าถึงการเรียกขานฉันนั้น เพราะดับกิเลสและขันธ์สิ้นแล้ว จึงไม่มีเหตุให้กล่าวถึงอีก
- หน้า ๒๑๑–๒๓๔ นันทมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๗ ท่านนันทะทูลถามว่าใครคือมุนีที่แท้จริง คือผู้มีญาณ หรือผู้มีวัตรเคร่งครัดอย่างนักบวชนอกศาสนา พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่ทรงเรียกผู้เพียงมีทิฏฐิ ฟังมาก หรือมีญาณว่าเป็นมุนี แต่ผู้กำจัดกิเลสทั้งปวงได้ ไม่มีทุกข์ไม่มีความหวัง จึงเป็นมุนีแท้ เมื่อถามต่อว่าสมณพราหมณ์ที่อ้างความบริสุทธิ์ด้วยทิฏฐิ ศีลวัตร หรือมงคลต่าง ๆ ข้ามพ้นชาติชราได้หรือไม่ พระองค์ตรัสว่ายังข้ามไม่ได้ ต้องละความหมดจดจอมปลอมเหล่านั้น กำหนดรู้ตัณหาจนสิ้นอาสวะแล้วเท่านั้นจึงข้ามโอฆะได้จริง
- หน้า ๒๓๕–๒๔๕ เหมกมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๘ ท่านเหมกะทูลว่าคำสอนของอาจารย์ต่าง ๆ ก่อนพุทธกาลล้วนเป็นคำเล่าสืบต่อกันมาที่ทำให้ฟุ้งซ่านคิดปรุงแต่ง ท่านไม่พอใจในคำสอนเหล่านั้น จึงทูลขอธรรมที่จะกำจัดตัณหาได้จริง พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระนิพพานเท่านั้นเป็นที่บรรเทาความกำหนัดพอใจในสิ่งอันเป็นที่รักที่ได้เห็น ได้ยิน ได้ทราบ และรู้แจ้งทางใจ เป็นสภาวะที่ไม่แปรเปลี่ยน ผู้ที่รู้แจ้งพระนิพพานนี้ด้วยสติ เห็นธรรมแล้วดับกิเลส สงบระงับอยู่ทุกเมื่อ ย่อมข้ามพ้นตัณหาที่ซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลกได้
- หน้า ๒๔๖–๒๕๕ โตเทยยมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๙ ท่านโตเทยยะทูลถามว่าผู้ที่ไม่มีกาม ไม่มีตัณหา และข้ามพ้นความสงสัยได้แล้ว มีวิโมกข์เป็นเช่นไร พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้นั้นไม่มีวิโมกข์อย่างอื่นให้ต้องแสวงหาอีก เพราะถึงที่สุดแล้ว โตเทยยะทูลถามต่อว่าจะรู้จักมุนีได้อย่างไร คือเป็นผู้ยังมีความหวังหรือหมดหวัง มีปัญญาหรือยังก่อตัณหาทิฏฐิด้วยปัญญาอยู่ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่ามุนีที่แท้คือผู้ไม่มีความหวังใด ๆ มีปัญญาแต่ไม่ก่อตัณหาหรือทิฏฐิขึ้นอีก เป็นผู้ไม่มีเครื่องกังวลและไม่ข้องเกี่ยวในกามและภพทั้งปวง
- หน้า ๒๕๖–๒๖๙ กัปปมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๐ พราหมณ์กัปปะทูลถามหาที่พึ่งสำหรับสัตว์ผู้ตกอยู่ท่ามกลางสงสารซึ่งมีต้นและปลายอันไม่ปรากฏ เมื่อห้วงกิเลสเกิดและภัยจากชราและมรณะคุกคาม พระพุทธองค์ทรงแสดงว่านิพพานอันไม่มีเครื่องกังวล ไม่มีตัณหาเครื่องยึดถือ คือธรรมที่พึ่งพิงได้แท้จริง เป็นที่สิ้นชราและมรณะ ผู้รู้แจ้งนิพพานนี้ด้วยสติ มีธรรมอันเห็นแล้วดับแล้ว ย่อมไม่ตกอยู่ใต้อำนาจมารอีกต่อไป
- หน้า ๒๗๐–๒๙๔ ชตุกัณณีมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๑ พราหมณ์ชตุกัณณีทูลขอให้พระพุทธเจ้าผู้ทรงล่วงพ้นกามและห้วงกิเลสแสดงสันติบทอันแท้จริง พระองค์ทรงสอนให้เห็นเนกขัมมะโดยความเกษม กำจัดความกำหนัดในกาม สลัดกิเลสเครื่องกังวลที่ยึดไว้ เผากิเลสในอดีตให้เหือดแห้ง ไม่ก่อกิเลสใหม่ในอนาคต และไม่ยึดถือขันธ์ปัจจุบัน ผู้ปราศจากความกำหนัดในนามรูปโดยสิ้นเชิงเช่นนี้ ย่อมไม่มีอาสวะที่จะนำไปสู่อำนาจแห่งมัจจุ
- หน้า ๒๙๕–๓๐๘ ภัทราวุธมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๒ พราหมณ์ภัทราวุธะสรรเสริญพระพุทธเจ้าผู้ละความอาลัย ตัดตัณหา ข้ามโอฆะแล้ว และทูลอาราธนาให้ทรงแสดงธรรมแก่มหาชนที่มาประชุมกัน พระพุทธองค์ทรงสอนว่าสัตว์ทั้งหลายพึงนำตัณหาเครื่องยึดถือออกเสียทั้งหมด ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ และท่ามกลาง เพราะไม่ว่าสัตว์จะยึดถือขันธ์ใด มารย่อมติดตามไปด้วยอำนาจกรรมนั้น ภิกษุผู้รู้เห็นหมู่สัตว์ที่ติดบ่วงมัจจุเช่นนี้ พึงเป็นผู้มีสติไม่ยึดถืออะไรๆ ในโลกทั้งปวง
- หน้า ๓๐๙–๓๒๙ อุทยมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๓ พราหมณ์อุทยะทูลขอให้พระพุทธเจ้าผู้ทรงฌานและสิ้นอาสวะแล้วตรัสบอกอัญญาวิโมกข์ พระองค์ทรงแสดงว่าคือธรรมเครื่องละกามฉันทะและโทมนัส บรรเทาความง่วงและความรำคาญ มีอุเบกขาและสติหมดจดด้วยจตุตถฌาน เป็นเครื่องทำลายอวิชชา ตรัสต่อไปว่าโลกถูกความเพลิดเพลินผูกไว้ วิตกเป็นเครื่องพาโลกท่องเที่ยว และนิพพานคือการละตัณหาเสียได้ เมื่อไม่เพลิดเพลินในเวทนาทั้งภายในภายนอก มีสติเที่ยวไปเช่นนี้ วิญญาณจึงดับ
- หน้า ๓๓๐–๓๗๕ โปสาลมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๔ พราหมณ์โปสาละทูลถามถึงญาณของบุคคลผู้ก้าวล่วงรูปสัญญา ละกายทั้งปวง เข้าถึงอากิญจัญญายตนสมาบัติที่เห็นว่าไม่มีอะไรเลยทั้งภายในภายนอก ว่าควรแนะนำเขาอย่างไรต่อไป พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์ทรงรู้ยิ่งซึ่งภูมิเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณทั้งหมด ย่อมทรงทราบบุคคลนั้นผู้พ้นวิเศษแล้วโดยมีสมาบัตินั้นเป็นที่ไปในเบื้องหน้า เมื่อบุคคลนั้นรู้ว่าสมาบัตินี้ก็ยังเป็นกรรมที่ประกอบด้วยความเพลิน จึงพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงแม้ในสมาบัตินั้นต่อไปอีก นั่นเป็นญาณอันแท้จริงของผู้อยู่จบพรหมจรรย์
- หน้า ๓๗๖–๔๑๖ โมฆราชมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๕ ท่านโมฆราชเคยทูลถามพระพุทธเจ้ามาแล้ว ๒ ครั้งแต่ยังไม่ทรงพยากรณ์ เพราะทรงรอให้อินทรีย์แก่กล้าก่อน เมื่อทูลถามครั้งที่ ๓ ว่าพิจารณาเห็นโลกอย่างไรมัจจุราชจึงไม่เห็น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอนให้มีสติพิจารณาเห็นโลกโดยความเป็นของว่างเปล่าอยู่เสมอ ถอนความเห็นว่าเป็นตัวตนเสีย ก็จะข้ามพ้นความตายได้ นิทเทสอธิบายว่าโลกคือสิ่งที่แตกสลายไปทั้งหมด ความว่างมี ๒ นัย คือไม่มีสิ่งใดอยู่ในอำนาจบังคับของเรา และสังขารทั้งปวงปราศจากแก่นสารที่ควรยึดถือว่าเป็นตัวตน
- หน้า ๔๑๗–๔๓๑ ปิงคิยมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๖ ท่านปิงคิยะชราภาพมาก ตาฝ้าฟาง หูไม่ค่อยได้ยิน จึงทูลขอให้พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเป็นเครื่องละชาติและชราก่อนตนจะหลงตายเสียกลางคัน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอนว่า เมื่อเห็นหมู่มนุษย์เดือดร้อนเพราะติดในรูปและถูกตัณหาครอบงำจนชราถึงรอบด้าน พึงเป็นผู้ไม่ประมาท ละตัณหาเพื่อไม่ต้องเกิดอีก ฟังจบพระคาถา ท่านปิงคิยะได้ดวงตาเห็นธรรมถึงอนาคามิผล (ยังไม่ถึงอรหัตเพราะใจยังห่วงพาวรีพราหมณ์ผู้เป็นลุงที่ยังไม่ได้ฟังธรรม) ส่วนศิษย์ชฎิล ๑,๐๐๐ คนบรรลุอรหัตทั้งหมด
- หน้า ๔๓๒–๕๐๘ โสฬสมาณวกปัญหานิทเทส (ว่าด้วยปัญหาของมาณพ ๑๖ คน) สรุปว่าพราหมณ์ ๑๖ คนกับปิงคิยะทูลถามจนทรงพยากรณ์ครบทุกข้อ ธรรมนี้จึงชื่อปารายนะคือทางพ้นชราและมรณะ จบเทศนาชฎิล ๑๖,๐๐๐ คนบรรลุอรหัต เทวดามนุษย์ ๑๔ โกฏิตรัสรู้ธรรม ปิงคิยะกลับไปหาพาวรีผู้เป็นลุง ขับคาถาอนุคีติว่าแม้กายไกลแต่ใจน้อมตามพระศาสดาเสมอ พระพุทธเจ้าเปล่งรัศมีปรากฏองค์ ตรัสสอนเรื่องพระวักกลิผู้บรรลุอรหัตด้วยศรัทธา ให้ปล่อยศรัทธาเจริญวิปัสสนาเห็นสังขารไม่เที่ยงเป็นทุกข์อนัตตา ปิงคิยะบรรลุอรหัต พาวรีได้อนาคามิผล บริษัท ๕๐๐ คนเป็นโสดาบัน
- หน้า ๕๐๙–๗๔๐ ขัคควิสาณสุตตนิทเทส (ว่าด้วยการเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด) ขัคควิสาณสุตตนิทเทสอธิบายคาถา ๔๑ บทที่พระปัจเจกพุทธเจ้า ๔๑ พระองค์ตรัส สอนให้ละความยึดติดในบุตร ภรรยา ญาติมิตร ทรัพย์สมบัติ กามคุณ และหมู่คณะ ชี้โทษของการคลุกคลีที่นำความห่วงกังวลและอันตรายมาสู่การปฏิบัติธรรม อธิบายศัพท์และแจกแจงกิเลสตัณหา ทิฏฐิ และคุณธรรมต่าง ๆ อย่างละเอียด สอนให้บำเพ็ญเพียรในศีล สมาธิ ปัญญา ครองตนสันโดษไม่พัวพันตระกูล ปิดท้ายทุกคาถาด้วยอุปมาว่าพึงเที่ยวไปผู้เดียวดุจนอแรด อันหมายถึงการฝึกตนโดยลำพังเพื่อบรรลุความหลุดพ้น
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐
หน้า ๔๐๑–๔๕๐
หน้า ๔๕๑–๕๐๐
หน้า ๕๐๑–๕๕๐
หน้า ๕๕๑–๖๐๐
หน้า ๖๐๑–๖๕๐
หน้า ๖๕๑–๗๐๐