ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค

ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๖๙ · ๘๓๙ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๖๔ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๓๕ ๒. ทิฏฐิกถา (พระบาลี) พระสารีบุตรเถระแสดงที่ตั้งแห่งทิฏฐิ ๘ ความกลุ้มรุมแห่งทิฏฐิ ๑๘ และทิฏฐิ ๑๖ ประการ ชี้ว่าความเห็นผิดทั้งปวงเกิดจากการยึดถือขันธ์ ๕ อายตนะ ธาตุ และสิ่งอื่นๆ ว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา แล้วไล่อธิบายอาการยึดถือของทิฏฐิแต่ละอย่างโดยละเอียด เช่น อัสสาททิฏฐิ อัตตานุทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิ สักกายทิฏฐิ ชี้โทษว่าผู้มีทิฏฐิวิบัติย่อมมีคติเป็นนรกหรือดิรัจฉาน ส่วนผู้เห็นถูกย่อมถึงทิฏฐิสมบัติ ปิดท้ายว่าโสดาปัตติมรรคถอนรากทิฏฐิเหล่านี้ได้ทั้งหมด
  2. หน้า ๓๖–๖๑ ๒. ทิฏฐิกถา อรรถกถา ตอนที่ ๑ (บทนำ, อัสสาททิฏฐินิเทศ, อัตตานุทิฏฐินิเทศ) พระอรรถกถาจารย์ไขความทิฏฐิกถาตามโครงสร้าง ๔ ปริเฉท คือ คำถาม คำตอบ ขยายความ และเทียบกับทิฏฐิสูตร แล้วอธิบายอัสสาททิฏฐิว่าเป็นความเห็นผิดที่เกิดจากการติดใจในความยินดี (อัสสาทะ) แห่งขันธ์ ชี้ว่าเป็นมิจฉาทิฏฐินำไปสู่ทุคติ จากนั้นไขความอัตตานุทิฏฐิ (สักกายทิฏฐิ ๒๐) ผ่านสูตรปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ อธิบายว่าปุถุชนยึดขันธ์ ๕ เป็นตัวตนด้วยอาการ ๔ อย่าง คือเป็นตน มีตน ตนมีสิ่งนั้น สิ่งนั้นมีตน ต่างจากอริยสาวกผู้ไม่ยึดถือเช่นนั้น
  3. หน้า ๖๒–๖๖ ๒. ทิฏฐิกถา อรรถกถา ตอนที่ ๒ (มิจฉาทิฏฐิ, สักกายทิฏฐิ, สัสสตทิฏฐิ, อุจเฉททิฏฐิ, อันตคาหิกทิฏฐินิเทศ) อธิบายมิจฉาทิฏฐิว่าเป็นความเห็นผิดปฏิเสธกรรมและผลของกรรม เช่น เห็นว่าทำบุญทำบาปไม่มีผล ไม่มีโลกนี้โลกหน้า ไม่มีมารดาบิดา ชี้ว่าสักกายทิฏฐิก็คืออัตตานุทิฏฐินั่นเอง เพียงกล่าวในอีกปริยายหนึ่ง ส่วนสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิเป็นการยึดขันธ์บางส่วนว่าเที่ยงหรือขาดสูญ และอันตคาหิกทิฏฐิคือความเห็นสุดโต่งเรื่องโลกและชีพว่ามีที่สุดหรือไม่มีที่สุด ชีพกับสรีระเป็นอันเดียวหรือคนละอย่าง อันเกิดจากการยึดถือกสิณนิมิตต่างๆ ผิดพลาด
  4. หน้า ๖๗–๗๑ ๒. ทิฏฐิกถา อรรถกถา ตอนที่ ๓ (ปุพพันตานุทิฏฐิ, อปรันตานุทิฏฐิ, สังโยชนิกทิฏฐิ, มานวินิพันธทิฏฐิ, อัตตวาทปฏิสังยุตต, โลกวาทปฏิสังยุตตทิฏฐินิเทศ) ไขความทิฏฐิที่ยึดขันธ์ส่วนอดีต (ปุพพันตานุทิฏฐิ เช่น สัสสตวาทะ เอกัจจสัสสตะ อมราวิกเขปิกา) และขันธ์ส่วนอนาคต (อปรันตานุทิฏฐิ เช่น สัญญีวาทะ อุจเฉทวาทะ) อันเป็นที่มาของทิฏฐิ ๖๒ ในพรหมชาลสูตร ชี้ว่าสังโยชนิกทิฏฐิเป็นเครื่องผูกรัดทิฏฐิทั้งปวงไว้ อธิบายมานวินิพันธทิฏฐิว่าเกิดจากมานะที่ยึดอายตนะภายในว่าเป็นเรา และอายตนะภายนอกว่าของเรา ปิดท้ายด้วยทิฏฐิที่ปรารภตนและโลกว่าเที่ยงหรือขาดสูญ มีที่สุดหรือไม่มีที่สุด
  5. หน้า ๗๑–๘๔ ๒. ทิฏฐิกถา อรรถกถา ตอนที่ ๔ (ภววิภวทิฏฐินิเทศ) อธิบายว่าทิฏฐิ ๑๖ ที่กล่าวมาทั้งหมดสรุปลงในสองขั้ว คือภวทิฏฐิ (ความเห็นว่าเที่ยง ติดอยู่ในภพ) และวิภวทิฏฐิ (ความเห็นว่าขาดสูญ แล่นเลยไปจากภพ) พระสารีบุตรเถระไม่แยกอธิบายต่างหากเพราะเป็นเพียงอาการสองแบบของความยึดถือเดิม คือยึดว่ามีอยู่เที่ยงแท้ กับยึดว่าดับสูญไม่เหลือ ท่านไล่แสดงว่าทิฏฐิแต่ละข้อที่กล่าวมาแล้วจัดเข้าภวทิฏฐิหรือวิภวทิฏฐิอย่างไร เพื่อสรุปปิดคัมภีร์ทิฏฐิกถาว่าความเห็นผิดทั้งปวงไม่พ้นไปจากการติดในความมีความเป็นหรือการปฏิเสธเสียทั้งหมด
  6. หน้า ๘๕–๙๒ ๓. อานาปานกถา (พระบาลี) ตอนที่ ๑ (ธรรมอันเป็นอันตรายและอุปการะแก่สมาธิ, นิวรณ์, อุปกิเลส ๑๘) เริ่มต้นคัมภีร์อานาปานสติกถาด้วยภาพรวมญาณ ๒๐๐ ที่เกิดจากสมาธิอันประกอบด้วยอานาปานสติมีวัตถุ ๑๖ จากนั้นแสดงธรรมที่เป็นอันตรายแก่สมาธิ ๘ คู่กับธรรมที่เป็นอุปการะ ๘ เช่น กามฉันทะเป็นอันตราย เนกขัมมะเป็นอุปการะ อธิบายว่านิวรณ์คือเครื่องกั้นธรรมที่จะนำสัตว์ออกจากทุกข์ แล้วแจกแจงอุปกิเลส ๑๘ ประการที่รบกวนอานาปานสติ เช่น สติแล่นตามลมหายใจจนฟุ้งซ่านทั้งภายในภายนอก ความอยากได้ลมหายใจ ความหลงในนิมิต และจิตที่หย่อนเกินไปหรือตึงเกินไป
  7. หน้า ๙๒–๑๐๓ ๓. อานาปานกถา (พระบาลี) ตอนที่ ๒ (ญาณในโวทาน ๑๓, ฌาน ๔ และอรหัตมรรค, จิตเป็นประธาน) แสดงญาณในโวทาน (ความผ่องแผ้ว) ๑๓ ประการ คือวิธีที่โยคาวจรเว้นจิตที่ฟุ้งซ่านหรือหดหู่แล้วน้อมจิตให้บริสุทธิ์ถึงความเป็นธรรมอย่างเดียว จากนั้นไขความเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด ของฌานที่ ๑-๔ อรูปฌาน และอรหัตมรรค แต่ละขั้นมีความหมดจดแห่งปฏิปทาเป็นเบื้องต้น อุเบกขาเป็นท่ามกลาง ความร่าเริงเป็นที่สุด อุปมาจิตที่ตั้งมั่นดุจบุรุษเลื่อยไม้ว่าจิตเป็นประธานโดยไม่ต้องเพ่งลมหายใจที่มาหรือไป ปิดท้ายด้วยการไขความคาถาสรรเสริญอานาปานสติและพระนามพุทฺโธ
  8. หน้า ๑๐๓–๑๒๐ ๓. อานาปานกถา (พระบาลี) ตอนที่ ๓ (ญาณในความทำสติ ๓๒, หมวดกายานุปัสสนา วัตถุที่ ๑-๔) แจกแจงญาณในความทำสติ ๓๒ ประการ อันเป็นการเจริญอานาปานสติครบ ๑๖ ฐานทั้งหายใจเข้าและออก เริ่มไขความคำในบาลีทีละคำ เช่น อยู่ในป่า โคนไม้ เรือนว่าง แล้วอธิบายหมวดกายานุปัสสนา ๔ ข้อแรกอย่างละเอียด คือรู้ลมหายใจยาว รู้ลมหายใจสั้น รู้แจ้งกองลมทั้งปวง และระงับกายสังขาร พร้อมชี้ว่าการเจริญอานาปานสตินี้บริบูรณ์ด้วยศีลวิสุทธิ จิตวิสุทธิ ทิฏฐิวิสุทธิ อันเป็นไตรสิกขาที่แฝงอยู่ในการเจริญสติทุกขั้น
  9. หน้า ๑๒๐–๑๓๘ ๓. อานาปานกถา (พระบาลี) ตอนที่ ๔ (หมวดเวทนานุปัสสนา วัตถุที่ ๕-๘) ต่อจากหมวดกายานุปัสสนา แสดงหมวดเวทนานุปัสสนา ๔ ข้อ คือการศึกษารู้แจ้งปีติ รู้แจ้งความสุข รู้แจ้งจิตตสังขาร และระงับจิตตสังขาร ทั้งขณะหายใจเข้าและหายใจออก ชี้ว่าปีติและความสุขเกิดขึ้นเมื่อจิตตั้งมั่นเป็นอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่านด้วยอานาปานสติในแต่ละฐาน อธิบายว่าเวทนาที่ปรากฏนั้นไม่ใช่ตัวสติ แต่สติเป็นเครื่องพิจารณาเวทนา อันเป็นสติปัฏฐานภาวนาคือการพิจารณาเวทนาในเวทนาทั้งหลาย
  10. หน้า ๑๓๙–๑๔๒ อรรถกถาอานาปานสติกถา: คณนวาร (การนับจำนวนญาณ) อรรถกถาอธิบายว่าเหตุใดพระสารีบุตรเถระจึงจัดอานาปานสติกถาไว้ต่อจากทิฏฐิกถา เพราะเมื่อละมิจฉาทิฏฐิได้ด้วยปัญญาแล้ว จิตยังต้องอาศัยสมาธิภาวนาที่ทำได้ง่ายอย่างอานาปานสติเพื่อชำระให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ดังที่พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ทรงอาศัยสมาธินี้ ณ โพธิบัลลังก์มาก่อน ท่านยกบทตั้งของพระบาลีขึ้นแสดงว่า เมื่อเจริญสมาธิอันประกอบด้วยอานาปานสติมีวัตถุ ๑๖ ย่อมเกิดญาณ ๒๐๐ พร้อมวางโครงร่างการอธิบายญาณเหล่านั้นตามลำดับ
  11. หน้า ๑๔๒–๑๔๔ อรรถกถาอานาปานสติกถา: โสฬสญาณนิเทศ (อาการ ๑๖) อธิบายความหมายของฐานทั้ง ๑๖ แห่งอานาปานสติสมาธิ แบ่งเป็น ๔ จตุกะ คือ หมวดกาย (รู้ลมหายใจยาว สั้น รู้ทั่วกองลม สงบกายสังขาร) หมวดเวทนา (รู้ปีติ สุข จิตตสังขาร สงบจิตตสังขาร) หมวดจิต (รู้จิต ยังจิตให้เบิกบาน ตั้งมั่น และปล่อยวาง) และหมวดธรรม (พิจารณาความไม่เที่ยง คลายกำหนัด ดับ และสละคืน) นอกจากนี้ยังไขความศัพท์ อาน (ลมเข้า) และ อปาน (ลมออก) พร้อมอธิบายลักษณะจิตที่ฟุ้งซ่านกับจิตที่สงบระงับ ซึ่งเป็นพื้นฐานก่อนเข้าสู่รายละเอียดแต่ละฐาน
  12. หน้า ๑๔๔–๑๔๙ อรรถกถาอานาปานสติกถา: อุปกิเลสญาณนิเทศ อธิบายอุปกิเลส ๑๘ ประการอันเป็นอันตรายต่อสมาธิขณะเจริญอานาปานสติ แบ่งเป็นฉักกะ ๓ หมวด ได้แก่ การส่งจิตตามลมหายใจเข้าออกไปไกลเกินขอบเขตจมูก หัวใจ และสะดือ ความปรารถนายึดติดในการได้ลมหายใจจนจิตหลงใหล และจิตที่แล่นไปหาอารมณ์อดีต-อนาคต หดหู่ ฟุ้งซ่าน กำหนัด หรือพยาบาท ล้วนทำให้กายและจิตไม่สงบตั้งมั่น ท่านชี้ว่าเมื่อรู้เท่าทันโทษเหล่านี้แล้ว จึงจะสามารถเจริญสมาธิให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้นในขั้นต่อไปได้
  13. หน้า ๑๔๙–๑๗๒ อรรถกถาอานาปานสติกถา: โวทานญาณนิเทศ อธิบายวิธีชำระจิตให้บริสุทธิ์ในการเจริญอานาปานสติ คือละจิตที่ซัดส่ายตามอดีตอนาคต ตั้งจิตไว้ที่จุดกระทบลมหายใจ ประคองจิตด้วยธรรมวิจัยและปีติ ข่มด้วยสมาธิและอุเบกขา แล้วละราคะโทสะได้ จิตย่อมผ่องใสถึงความเป็นหนึ่งเดียว ๔ ระดับ ตั้งแต่ขณะให้ทานจนถึงอริยมรรค ท่านอุปมาด้วยคนเลี้ยงโคผูกลูกโคพยศไว้กับหลัก และช่างเลื่อยที่ไม่ใส่ใจฟันเลื่อยที่มาหรือไป สอนว่าตั้งสติที่จุดสัมผัสลมก็สำเร็จภาวนา ปิดท้ายด้วยอุปมาผู้สำเร็จว่างามดุจพระจันทร์พ้นเมฆหมอก
  14. หน้า ๑๗๓–๒๑๖ อรรถกถาอานาปานสติกถา: สโตการิญาณนิเทศ - บุพกรณียกิจและปฐมจตุกนิเทศ (กายานุปัสสนา) ไขความบทตั้งต้นของพระสูตรอานาปานสติว่าภิกษุพึงไปสู่ป่า โคนไม้ หรือเรือนว่าง นั่งขัดสมาธิ ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า ท่านอุปมาการนำจิตออกจากอารมณ์คุ้นเคยมาผูกไว้กับลมหายใจด้วยเชือกคือสติ เหมือนคนเลี้ยงโคฝึกลูกโคพยศให้ผูกอยู่กับหลัก และเหมือนเสือเหลืองซุ่มในป่าเพื่อจับเหยื่อคือมรรคผล จากนั้นอธิบายจตุกะที่ ๑ หมวดกายานุปัสสนา คือการรู้ลมหายใจยาว สั้น รู้ทั่วกองลม และการระงับกายสังขารให้ละเอียดขึ้นตามลำดับ อันเป็นฐานแห่งสติปัฏฐานข้อพิจารณากายในกาย
  15. หน้า ๒๑๖–๒๑๙ อรรถกถาอานาปานสติกถา: สโตการิญาณนิเทศ - ทุติยจตุกนิเทศ (เวทนานุปัสสนา) อธิบายจตุกะที่ ๒ ของอานาปานสติ คือหมวดเวทนานุปัสสนา ไขความศัพท์ปีติและปราโมทย์ว่าหมายถึงความเบิกบานใจในหลายระดับ ตั้งแต่ความปลื้มใจจนถึงความรื่นเริง และอธิบายสุข ๒ อย่าง คือสุขทางกายอันเป็นภูมิของวิปัสสนา กับสุขทางใจอันเป็นภูมิทั้งของสมถะและวิปัสสนา แสดงให้เห็นว่าเมื่อเจริญอานาปานสติจนเกิดปีติและสุขแล้ว ผู้ปฏิบัติพึงมีสติกำหนดรู้เวทนาเหล่านั้นตามความเป็นจริง มิใช่เพียงเสวยสุขอยู่เฉยๆ
  16. หน้า ๒๑๙–๒๒๒ อรรถกถาอานาปานสติกถา: สโตการิญาณนิเทศ - ตติยจตุกนิเทศ (จิตตานุปัสสนา) อธิบายจตุกะที่ ๓ หมวดจิตตานุปัสสนา ไขความศัพท์จิต มโน มานัส หทัย และปัณฑระ (จิตประภัสสร) ว่าโดยสภาวะจิตผ่องใสบริสุทธิ์ แต่เศร้าหมองเพราะอุปกิเลสที่จรมาภายหลัง อธิบายสมาธินทรีย์ว่าคือความตั้งมั่นไม่หวั่นไหวของจิต ต่างจากตัณหา ทิฏฐิ และอวิชชาอันเป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งจิตไว้ในห้วงกิเลส แสดงความสงบ ๓ อย่าง คือจิตสงบ อธิกรณ์สงบ และสังขารทั้งปวงสงบคือนิพพาน เป็นพื้นฐานความเข้าใจการยังจิตให้เบิกบาน ตั้งมั่น และหลุดพ้นในการเจริญอานาปานสติ
  17. หน้า ๒๒๒–๒๒๖ อรรถกถาอานาปานสติกถา: สโตการิญาณนิเทศ - จตุตถจตุกนิเทศ (ธัมมานุปัสสนา) อธิบายจตุกะที่ ๔ หมวดสุดท้ายของอานาปานสติ คือธัมมานุปัสสนา ไขความอนิจจานุปัสสนาว่าเห็นเบญจขันธ์เกิดดับ วิราคานุปัสสนาว่าเห็นโทษของรูปแล้วน้อมจิตสู่นิพพานอันคลายกำหนัด นิโรธานุปัสสนาว่าเห็นความดับแห่งปัจจยาการมีอวิชชาเป็นต้นทั้งชั่วคราวและเด็ดขาด และปฏินิสสัคคานุปัสสนาว่าสละกิเลสชั่วคราวด้วยวิปัสสนาและสละเด็ดขาดด้วยมรรค ปิดท้ายด้วยข้อสังเกตว่าสติปัฏฐานกล่าวกายและจิตเป็นเอกพจน์ แต่เวทนาและธรรมเป็นพหูพจน์เพราะมีหลายลักษณะต่างกัน
  18. หน้า ๒๒๗–๒๓๐ อรรถกถาอานาปานสติกถา: ญาณราสิฉักกนิเทศ (สรุปญาณ ๒๐๐) สรุปรวมญาณ ๒๐๐ ที่เกิดจากการเจริญอานาปานสติสมาธิมีวัตถุ ๑๖ ให้เป็น ๖ กอง คือ สมาธิญาณ ๒๔ วิปัสสนาญาณ ๗๒ นิพพิทาญาณ ๘ นิพพิทานุโลมญาณ ๘ นิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณ ๘ ซึ่งครอบคลุมถึงมรรคญาณด้วย และญาณในวิมุตติสุข ๒๑ อันเกิดจากการละกิเลสตามลำดับมรรคทั้ง ๔ เป็นการปิดท้ายอรรถกถาอานาปานสติกถาทั้งหมด ด้วยการแสดงภาพรวมของการภาวนานี้ตั้งแต่ต้นจนถึงผลสุดท้ายคือความหลุดพ้น
  19. หน้า ๒๓๐–๒๗๖ มหาวรรค อินทริยกถา (ว่าด้วยอินทรีย์ ๕) พระสูตรว่าด้วยอินทรีย์ ๕ คือศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา อธิบายความหมดจดด้วยเว้นคบคนพร่องอินทรีย์และคบผู้มีอินทรีย์นั้น การเจริญอินทรีย์ทำได้ด้วยละคุณตรงข้าม เช่น ละความไม่มีศรัทธาคือเจริญสัทธินทรีย์ ผู้กำลังเจริญมี ๘ จำพวก ต่างจากผู้เจริญสมบูรณ์แล้ว ๓ จำพวกคือพระขีณาสพสาวก ปัจเจกพุทธะ และพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากนั้นแจกแจงเหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ ทางสลัดออกแห่งอินทรีย์โดยละเอียด ชี้ว่าผู้รู้ธรรมนี้ตามจริงเท่านั้นควรค่าชื่อสมณะหรือพราหมณ์
  20. หน้า ๒๗๗–๒๙๒ ๑. อรรถกถาปฐมสุตตันตนิเทศ (อินทริยกถา ว่าด้วยนิทานพระสูตรและผู้เจริญอินทรีย์แล้ว) อรรถกถาไขความคำเปิดพระสูตรที่พระสารีบุตรเถระอ้างว่า เอวมฺเม สุตํ เพื่อยืนยันว่าท่านสดับธรรมเรื่องอินทรีย์ ๕ มาจากพระพุทธเจ้าจริง มิใช่กล่าวขึ้นเอง พร้อมอธิบายความหมายคำว่า ภควา สาวัตถี เชตวัน และอนาถปิณฑิการาม อันแสดงถึงพระคุณและสถานที่แสดงธรรม ปิดท้ายด้วยการชี้ว่าผู้ชื่อว่าเจริญอินทรีย์แล้วโดยตรงคือพระขีณาสพผู้สิ้นกิจทั้งปวง ส่วนพระอริยบุคคลเบื้องต่ำยังต้องเจริญอินทรีย์ต่อไปเพื่อบรรลุมรรคเบื้องสูง
  21. หน้า ๒๙๓–๒๙๙ ๒. อรรถกถาทุติยสุตตันตนิเทศ (อินทริยกถา ว่าด้วยเหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายสลัดออกแห่งอินทรีย์) อรรถกถาอธิบายพระสูตรที่สอง ว่าด้วยเหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งอินทรีย์ ๕ ชี้ว่าเหตุเกิดและความดับมีอย่างละ ๔๐ อาการ เพราะอินทรีย์แต่ละอย่างเกิดจากการนึกถึง ฉันทะ มนสิการ และความตั้งมั่นในอินทรีย์นั้นเอง คุณคือความไม่มีกิเลสฝ่ายตรงข้ามพร้อมสุขที่ตามมา โทษคือความไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา ส่วนอุบายสลัดออก ๑๘๐ อาการแสดงลำดับการละกิเลสตั้งแต่ฌานสมาบัติจนถึงอรหัตมรรคที่พระขีณาสพละได้เด็ดขาด
  22. หน้า ๓๐๐–๓๐๘ ๓. อรรถกถาตติยสุตตันตนิเทศ (อินทริยกถา ว่าด้วยที่ตั้งของอินทรีย์ ๕ และความประพฤติของผู้ถึงพร้อมด้วยอินทรีย์) อรรถกถาอธิบายพระสูตรที่สาม แสดงที่ตั้งของอินทรีย์ ๕ คือ สัทธาในโสดาปัตติยังคะ วิริยะในสัมมัปปธาน สติในสติปัฏฐาน สมาธิในฌาน และปัญญาในอริยสัจ โดยเปรียบด้วยเรื่องเศรษฐีบุตร ๔ คนกับพระราชาผลัดกันไปเยือนบ้านกัน เจ้าของบ้านใดเป็นใหญ่สั่งการในบ้านนั้น คนอื่นนั่งเฉย ฉันใด อินทรีย์แต่ละตัวก็เป็นใหญ่เฉพาะขอบเขตของตน อินทรีย์ที่เหลือคล้อยตามฉันนั้น จากนั้นอธิบายความประพฤติของผู้ถึงพร้อมด้วยอินทรีย์ว่าเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าท่านบรรลุธรรมแล้วหรือใกล้จะบรรลุ
  23. หน้า ๓๐๙–๓๑๙ ๔. อรรถกถาจตุตถสุตตันตนิเทศ (อินทริยกถา ว่าด้วยอรรถ ๖ ประการแห่งอินทรีย์ และอินทริยสโมธาน) อรรถกถาอธิบายพระสูตรที่สี่ แสดงอินทรีย์ ๕ โดยอรรถ ๖ ประการ คือ เป็นใหญ่ในหน้าที่ของตน เป็นเครื่องชำระศีลเบื้องต้น มีประมาณยิ่งขึ้นเป็นลำดับตั้งแต่ฉันทะจนถึงความหลุดพ้น ตั้งมั่น ครอบงำกิเลสฝ่ายตรงข้าม และทำให้ธรรมนั้นดำรงอยู่ได้ ปิดท้ายด้วยอรรถกถาอินทริยสโมธาน แสดงว่าผู้เจริญสมาธิและวิปัสสนา ไม่ว่าปุถุชน พระเสขะ หรือผู้ปราศจากราคะ ล้วนต้องฉลาดในการตั้งจิตไว้ในอารมณ์ต่าง ๆ เพื่อให้อินทรีย์ทั้งห้าประชุมลงเป็นหนึ่งเดียว เป็นอันจบอรรถกถาอินทริยกถา
  24. หน้า ๓๒๐–๓๓๖ มหาวรรค วิโมกขกถา ปฐมภาณวาร (ว่าด้วยวิโมกข์ ๓ และวิโมกข์ ๖๘ ประเภท) เปิดกถาที่ห้าของมหาวรรค แสดงวิโมกข์ ๓ คือ สุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ และอัปปณิหิตวิโมกข์ เกิดจากพิจารณาเห็นนามรูปว่างจากตัวตนโดยไม่ยึดมั่น แล้วขยายเป็นวิโมกข์ ๖๘ ประเภท ครอบคลุมฌาน อรูปสมาบัติ อริยมรรคผล และพรหมวิหาร พร้อมจำแนกวิโมกข์ ๘ เช่น ผู้มีรูปเห็นรูป ปิดท้ายแสดงว่าญาณวิปัสสนา ๙ อย่าง เช่น อนิจจานุปัสสนา ล้วนเป็นสัญญาวิโมกข์ ญาณวิโมกข์ สีติสิยาวิโมกข์ ฌานวิโมกข์ และอนุปาทาจิตวิโมกข์ พ้นจากอุปาทานได้เช่นกัน
  25. หน้า ๓๓๖–๓๔๗ วิโมกขกถา ทุติยภาณวาร (ว่าด้วยไตรลักษณ์กับสัทธาธิมุต กายสักขี และทิฏฐิปัตตบุคคล) อธิบายว่าเมื่อพิจารณาสังขารโดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ หรือเป็นอนัตตา จิตย่อมน้อมไปทางศรัทธา ความสงบ หรือความรู้ตามลำดับ ทำให้อินทรีย์ที่เป็นใหญ่ต่างกันคือสัทธินทรีย์ สมาธินทรีย์ หรือปัญญินทรีย์ เมื่อบรรลุมรรคผลด้วยอินทรีย์ใดเป็นใหญ่ ก็ได้ชื่อสัทธาธิมุต กายสักขี หรือทิฏฐิปัตตบุคคลตามลำดับ บุคคลสามจำพวกนี้แม้ต่างวิธี แต่ล้วนบรรลุธรรมเดียวกันได้ ปิดท้ายแสดงว่าการแทงตลอดอริยสัจมีได้ ๔ อาการคือปริญญา ปหานะ สัจฉิกิริยา ภาวนา หรือขยายเป็น ๙ อาการ
  26. หน้า ๓๔๗–๓๖๓ วิโมกขกถา ตติยภาณวาร (ว่าด้วยวิโมกข์ ๓ กับการแทงตลอดสัจจะ และธรรมอันเป็นประธานแห่งวิโมกข์) อธิบายแนวเดียวกับภาณวารก่อน แต่ผูกกับวิโมกข์ ๓ โดยตรง เมื่อพิจารณาความไม่เที่ยงได้อนิมิตตวิโมกข์เป็นใหญ่ พิจารณาทุกข์ได้อัปปณิหิตวิโมกข์เป็นใหญ่ พิจารณาอนัตตาได้สุญญตวิโมกข์เป็นใหญ่ ผู้บรรลุด้วยวิโมกข์เหล่านี้ก็ชื่อสัทธาธิมุต กายสักขี ทิฏฐิปัตตะเช่นเดิม แสดงว่าวิโมกข์ ๓ ต่างขณะกันได้ ๔ ลักษณะ แต่รวมขณะเดียวกันได้ ๗ ลักษณะเวลาบรรลุมรรค ปิดท้ายประมวลว่าญาณแต่ละชนิด เช่น อนิจจานุปัสสนาญาณ ล้วนนำสู่วิโมกข์หนึ่งโดยเฉพาะ จบวิโมกขกถาฝ่ายพระบาลีมูล
  27. หน้า ๓๖๔–๓๖๙ อรรถกถาวิโมกขุเทศ (อธิบายวิโมกข์ ๓ จากพระสูตร) อรรถกถาอธิบายความหมายวิโมกข์ ๓ ที่ตรัสไว้ในพระสูตร คือ สุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ และอัปปณิหิตวิโมกข์ ชี้ว่าเรียกต่างกันไปตามคุณสมบัติ อารมณ์ และที่มา แสดงว่าเมื่อภิกษุพิจารณาสังขารโดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ หรือเป็นอนัตตาแล้วออกจากกิเลสได้ ย่อมพ้นด้วยวิโมกข์ที่สอดคล้องกับอินทรีย์ที่แก่กล้าของตน คือศรัทธา สมาธิ หรือปัญญา
  28. หน้า ๓๗๐–๓๘๓ อรรถกถาวิโมกขนิเทศ ตอนอธิบายวิโมกข์ในพระสูตรและวิโมกข์ ๖๘ อรรถกถาไขความพระสูตรที่ว่านามรูปนี้ว่างเปล่าจากตัวตน อธิบายวิโมกข์ ๘ ตั้งแต่ฌานรูปฌาน อรูปฌาน พรหมวิหาร จนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ แล้วไล่แจกแจงวิโมกข์ถึง ๖๘ ประการโดยจำแนกตามสภาวะและตามอาการต่างกัน ชี้ว่าการเห็นสังขารโดยไม่เที่ยงนำไปสู่อนิมิตตวิโมกข์ เห็นโดยเป็นทุกข์นำไปสู่อัปปณิหิตวิโมกข์ และเห็นโดยเป็นอนัตตานำไปสู่สุญญตวิโมกข์
  29. หน้า ๓๘๔–๓๙๒ อรรถกถาวิโมกขนิเทศ ตอนอินทรีย์วิเศษและบุคคลวิเศษ อรรถกถาอธิบายว่าเมื่อภิกษุมนสิการสังขารโดยไม่เที่ยง เป็นทุกข์ หรือเป็นอนัตตา อินทรีย์ใดในสามคือศรัทธา สมาธิ หรือปัญญามีกำลังกล้ากว่า ย่อมกำหนดว่าท่านจะบรรลุธรรมในฐานะใด เช่น สัทธาวิมุต กายสักขี หรือทิฏฐิปัตตะ หากมีทั้งอรูปฌานกับอริยมรรคร่วมกันก็เป็นอุภโตภาควิมุต หากพ้นด้วยปัญญาล้วนก็เป็นปัญญาวิมุต จำแนกไปถึงบุคคลในแต่ละขณะมรรคทั้งสี่
  30. หน้า ๓๙๓–๔๐๒ อรรถกถาวิโมกขนิเทศ ตอนวิโมกขวิเศษและวิโมกขมุข ๓ (จบอรรถกถาวิโมกขกถา) อรรถกถาอธิบายต่อว่าในขณะแห่งมรรคหนึ่ง ๆ วิโมกข์อีกสองอย่างย่อมได้ชื่อไปด้วยตามคุณและตามอารมณ์ที่ทำนิพพานเป็นที่ตั้ง จากนั้นสรุปว่าโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการเป็นวิโมกขมุขคือประตูนำไปสู่นิพพาน มีกุศลมูลและสุจริตเป็นฝ่ายสนับสนุน มีอกุศลมูลและทุจริตเป็นฝ่ายเป็นข้าศึก ปิดท้ายอรรถกถาวิโมกขกถาทั้งหมด
  31. หน้า ๔๐๓–๔๐๘ คติกถา ว่าด้วยคติสมบัติ (มหาวรรค) พระสารีบุตรเถระแสดงว่าการเกิดเป็นกษัตริย์ พราหมณ์ คหบดีผู้มั่งคั่ง หรือเทวดาชั้นต่าง ๆ อาศัยเหตุกี่ประการ โดยไล่จากกรรมที่ประกอบด้วยปัญญาซึ่งให้ปฏิสนธิด้วยเหตุ ๓ คือไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง กับกรรมที่ไม่ประกอบด้วยปัญญาซึ่งให้ปฏิสนธิด้วยเหตุเพียง ๒ อธิบายความเป็นปัจจัยของขันธ์ รูป และอินทรีย์ในขณะปฏิสนธิ ชี้ว่าคติที่ดีเกิดจากคุณภาพของเจตนาและปัญญาที่ประกอบในกรรมนั้น
  32. หน้า ๔๐๘–๔๑๖ อรรถกถาคติกถา อรรถกถาไขความคติสมบัติว่าหมายถึงกำเนิดเป็นมนุษย์และเทวดา อธิบายเกณฑ์ทรัพย์สินที่ทำให้เรียกว่ากษัตริย์ พราหมณ์ หรือคหบดีมหาศาล และไล่แจกแจงปัจจัยที่เกี่ยวโยงกันของขันธ์ รูป และอินทรีย์ในขณะปฏิสนธิ ปิดท้ายด้วยการยกความเห็นต่างของพระอาจารย์โบราณสองสายว่ากรรมที่มีเหตุสามจะให้ปฏิสนธิด้วยเหตุเพียงสองได้หรือไม่
  33. หน้า ๔๑๖–๔๑๗ กรรมกถา ว่าด้วยเรื่องของกรรม (มหาวรรค) พระสารีบุตรเถระไล่แจกแจงความสัมพันธ์ระหว่างกรรมกับผลของกรรมในสามกาล คือกรรมที่เคยมีแล้วอาจให้ผลแล้วหรือยังไม่ให้ผล กรรมที่มีอยู่ในปัจจุบันอาจให้ผลแล้วหรือกำลังจะให้ผล และกรรมที่จักมีในอนาคตอาจให้ผลหรือไม่ให้ผล รวมสิบสองแบบ แล้วขยายผลไปถึงกรรมดี กรรมชั่ว กรรมมีโทษ ไม่มีโทษ กรรมดำ กรรมขาว และกรรมที่มีสุขหรือทุกข์เป็นผล
  34. หน้า ๔๑๘–๔๒๒ อรรถกถากรรมกถา อรรถกถาอธิบายกรรม ๑๒ แบบตามเวลาที่ให้ผล โดยจำแนกเป็นกรรมให้ผลในชาตินี้ กรรมให้ผลในชาติหน้า กรรมให้ผลในชาติต่อ ๆ ไป และกรรมที่หมดโอกาสให้ผลแล้ว จากนั้นอธิบายกรรมหนัก กรรมชิน กรรมใกล้ตาย และกรรมสักว่าทำ ตลอดจนกรรมที่ทำให้เกิด กรรมสนับสนุน กรรมบีบคั้น และกรรมตัดรอน ซึ่งล้วนเป็นเหตุกำหนดว่ากรรมใดจะให้ผลก่อนหลัง
  35. หน้า ๔๒๓–๔๒๔ วิปัลลาสกถา ว่าด้วยวิปลาส ๔ (มหาวรรค) พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงวิปลาส ๔ คือความสำคัญผิด ความคิดผิด และความเห็นผิด ที่เข้าใจสิ่งไม่เที่ยงว่าเที่ยง สิ่งเป็นทุกข์ว่าเป็นสุข สิ่งไม่ใช่ตัวตนว่าเป็นตัวตน และสิ่งไม่งามว่างาม ทำให้สัตว์ติดบ่วงมารและท่องเที่ยวในสงสาร จนพระพุทธเจ้าทั้งหลายอุบัติขึ้นแสดงธรรมให้เห็นตามความเป็นจริง ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิคือพระโสดาบันจึงละวิปลาสฝ่ายทิฏฐิได้ทั้งหมด
  36. หน้า ๔๒๕–๔๒๘ อรรถกถาวิปัลลาสกถา อรรถกถาอธิบายว่าความสำคัญผิดมีกำลังอ่อนสุด ความคิดผิดมีกำลังกลาง และความเห็นผิดมีกำลังแรงสุด เปรียบด้วยเด็ก ชาวบ้าน และช่างทองที่มองเหรียญกษาปณ์ต่างระดับกัน แล้วไล่แจกแจงว่าพระโสดาบันและพระสกทาคามียังสำคัญทุกข์ว่าสุขได้ พระอนาคามียังสำคัญสิ่งไม่งามว่างามได้ มีเพียงพระอรหันต์เท่านั้นที่ละวิปลาสได้หมดสิ้นทั้ง ๑๒ อย่างในวัตถุ ๔
  37. หน้า ๔๒๙–๔๓๑ มรรคกถา ว่าด้วยมรรค (มหาวรรค) พระสารีบุตรเถระอธิบายว่าเหตุใดองค์มรรคแต่ละองค์จึงเรียกว่ามรรคและเป็นเหตุ โดยแต่ละองค์ทำหน้าที่ละมิจฉาองค์ที่ตรงข้าม อุปถัมภ์ธรรมที่เกิดร่วม และทำจิตให้หมดจดเพื่อการตรัสรู้สัจจะ ไล่แสดงว่ามรรคระดับสกทาคามี อนาคามี และอรหัตละสังโยชน์ใดบ้าง ปิดท้ายด้วยการเทียบมรรคกับอินทรีย์ พละ โพชฌงค์ และคุณธรรมอื่น ๆ ทุกอย่างล้วนมีนิพพานเป็นที่สุด
  38. หน้า ๔๓๒–๔๓๔ อรรถกถามรรคกถา อรรถกถาอธิบายว่ามรรคได้ชื่อว่าเป็นทางเฉพาะและเป็นเหตุนำไปถึงจุดหมาย โดยอธิบายอรรถประโยชน์สิบประการของการเจริญมรรค เช่น อุปถัมภ์ธรรมที่เกิดร่วม ครอบงำกิเลส ทำจิตให้ตั้งมั่นและผ่องแผ้ว จนถึงตรัสรู้สัจจะและทำจิตให้ตั้งอยู่ในนิโรธ ปิดท้ายว่าธรรมทั้งปวงที่กล่าวมาล้วนเป็นมรรคเพราะเป็นทางปฏิบัติไปสู่พระนิพพาน
  39. หน้า ๔๓๔–๔๔๒ มัณฑเปยยกถา ว่าด้วยความผ่องใส ๓ อย่าง (มหาวรรค) พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปรียบพรหมจรรย์ของพระองค์ขณะยังทรงพระชนม์อยู่ว่าเป็นของใสควรดื่ม มีความผ่องใสสามอย่างคือเทศนา ผู้รับเทศนา และพรหมจรรย์คืออริยมรรค ทรงไล่แสดงว่าอินทรีย์ พละ โพชฌงค์ และองค์มรรคแต่ละอย่างล้วนเป็นความผ่องใสเมื่อละกากคือกิเลสฝ่ายตรงข้ามได้ เช่น ศรัทธาผ่องใสเมื่อทิ้งความไม่มีศรัทธา ปัญญาผ่องใสเมื่อทิ้งอวิชชา
  40. หน้า ๔๔๓–๔๔๘ อรรถกถามัณฑเปยยกถา (จบอรรถกถามหาวรรค) อรรถกถาอธิบายว่าพรหมจรรย์นี้ใสดุจเนยใสบริสุทธิ์และควรดื่มเพราะนำสุขมาให้ ต่างจากสุราที่ดื่มแล้วเสียสติ ชี้ว่าไตรสิกขาชื่อพรหมจรรย์เพราะเป็นข้อประพฤติเพื่อนิพพานอันประเสริฐสุด และการมีพระศาสดาอยู่เฉพาะหน้าทำให้ผู้ปฏิบัติหมดความสงสัยดุจอยู่ต่อหน้าหมอยามกินยา ปิดท้ายด้วยการสรุปรายชื่อสิบกถาของมหาวรรคทั้งหมด
  41. หน้า ๔๔๙–๔๖๒ ยุคนัทธกถา ว่าด้วยมรรค ๔ (ยุคนัทธวรรค) พระอานนทเถระแสดงมรรค ๔ ทางที่ภิกษุใช้พยากรณ์อรหัตผล คือเจริญวิปัสสนามีสมถะนำหน้า เจริญสมถะมีวิปัสสนานำหน้า เจริญสมถะกับวิปัสสนาควบคู่กันไปโดยสลับเข้าฌานกับพิจารณาสังขาร และทางที่สี่คือผ่านภาวะที่ใจถูกอุทธัจจะกั้นไว้เพราะหลงยึดโอภาส ญาณ ปีติ และธรรมอื่นที่เกิดขึ้นระหว่างเจริญวิปัสสนาว่าเป็นตัวธรรมแท้ ทั้งที่แท้เป็นเพียงผลพลอยได้ที่ต้องกำหนดรู้ด้วยปัญญาก่อนมรรคจะเกิด
  42. หน้า ๔๖๓–๔๖๗ อรรถกถายุคนัทธกถา ตอนอรรถกถาพระสูตร อรรถกถาเล่าความเป็นมาว่าพระอานนท์แสดงสูตรนี้ที่โฆสิตาราม เมืองโกสัมพี ขณะพระสารีบุตรเถระยังทรงชนม์อยู่ อธิบายว่ามรรค ๔ ในที่นี้หมายถึงปฏิปทาเบื้องต้นสี่แบบ มิใช่อริยมรรค คือมีธรรมุทธัจจะนำหน้า มีสมถะนำหน้า มีวิปัสสนานำหน้า และมีการเจริญคู่กัน พร้อมอธิบายวิธีเข้าฌานสลับกับพิจารณาสังขารในการเจริญคู่กันอย่างละเอียด
  43. หน้า ๔๖๘–๔๗๒ อรรถกถาสุตตันตนิเทศ (แห่งยุคนัทธกถา) อรรถกถาอธิบายว่าวิปัสสนาที่นำหน้าสมถะย่อมมีนิพพานคือความปล่อยวางสังขตธรรมเป็นอารมณ์ตั้งแต่ต้น แล้วขยายความสิบหกอาการที่สมถะและวิปัสสนาเป็นคู่เสมอกันในขณะมรรค เช่น มีอารมณ์เดียวกัน ละกิเลสร่วมกัน ไม่ล่วงเกินกัน เปรียบว่าหากฝ่ายหนึ่งล่วงเกินอีกฝ่าย จิตจะตกไปในความเกียจคร้านหรือความฟุ้งซ่าน จึงต้องประคับประคองให้เสมอกัน
  44. หน้า ๔๗๓–๔๘๒ อรรถกถาธรรมุทธัจจวารนิเทศ (แห่งยุคนัทธกถา, จบอรรถกถายุคนัทธกถา) อรรถกถาอธิบายว่าเมื่อวิปัสสนาแก่กล้า โอภาสและธรรมอื่นอีกเก้าอย่างเช่นญาณ ปีติ ความสงบ และความพอใจย่อมเกิดแก่ผู้เจริญวิปัสสนา หากภิกษุปัญญาอ่อนหลงยึดสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นธรรมแท้ ย่อมเกิดความฟุ้งซ่านที่เรียกว่าธรรมุทธัจจะกั้นจิตไว้ไม่ให้ก้าวหน้า ต้องอาศัยปัญญากำหนดรู้สิ่งเหล่านี้ว่าเป็นเพียงผลพลอยได้ จิตจึงจะตั้งมั่นและมรรคเกิดขึ้นได้อีก ปิดท้ายอรรถกถายุคนัทธกถาทั้งหมด
  45. หน้า ๔๘๓–๕๐๘ สัจจกถา พระสารีบุตรเถระอธิบายอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ว่าเป็น "สัจจะ" เพราะเป็นของแท้ไม่แปรผัน พร้อมแจกแจงอาการต่าง ๆ ที่ทำให้แทงตลอดสัจจะทั้ง ๔ ได้ด้วยญาณเดียวในขณะแห่งมรรค ทั้งโดยความเป็นของแท้ อนัตตา ของจริง และปฏิเวธ จากนั้นแสดงลักษณะสังขตะและอสังขตะของสัจจะ ความเป็นกุศล อกุศล อัพยากฤต และปิดท้ายด้วยพระดำรัสก่อนตรัสรู้ที่ทรงพิจารณาคุณ โทษ และทางออกจากอุปาทานขันธ์ ๕ จนตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ พร้อมโยงสัจจะ ๔ เข้ากับปฏิจจสมุปบาท
  46. หน้า ๕๐๙–๕๓๐ โพชฌงคกถา อธิบายความหมายของโพชฌงค์ ๗ คือธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ ได้แก่ สติ ธรรมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา โดยไขความคำว่า "ตรัสรู้" ในหลายแง่มุมอย่างพิสดาร จากนั้นแสดงพระสูตรที่พระสารีบุตรกล่าวถึงพระพุทธเจ้าว่าทรงอยู่ด้วยโพชฌงค์ใดก็ได้ตามประสงค์ในแต่ละช่วงเวลาของวัน ดุจพระราชาเลือกใช้ผ้าจากตู้ และอธิบายว่าโพชฌงค์แต่ละองค์ตั้งอยู่หรือเคลื่อนไปเพราะนึกถึงนิพพานอันไม่มีความเกิดหรือนึกถึงสังขารตามลำดับ
  47. หน้า ๕๓๑–๕๕๐ เมตตากถา พระสารีบุตรเถระแสดงอานิสงส์ ๑๑ ประการของการเจริญเมตตา เช่น หลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข ไม่ฝันร้าย เป็นที่รักของมนุษย์และอมนุษย์ เทวดาคุ้มครอง ไฟและอาวุธไม่กล้ำกราย จิตเป็นสมาธิเร็ว และเมื่อยังไม่บรรลุอรหัตย่อมเข้าถึงพรหมโลก จากนั้นอธิบายวิธีแผ่เมตตาโดยไม่เจาะจง โดยเจาะจง และแผ่ไปทั่วทิศ พร้อมแสดงว่าเมตตาเจโตวิมุตติได้รับการอบรมให้แก่กล้าด้วยอินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ และมรรคมีองค์ ๘
  48. หน้า ๕๕๑–๕๖๑ วิราคกถา พระสารีบุตรเถระแสดงว่า "วิราคะเป็นมรรค วิมุตติเป็นผล" โดยอธิบายว่าในขณะแห่งมรรคทั้ง ๔ คือ โสดาปัตติมรรคถึงอรหัตมรรค สัมมาทิฏฐิและองค์มรรคที่เหลือย่อมคลายจากมิจฉาทิฏฐิและกิเลสตามลำดับขั้นจนละเอียดขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีนิพพานเป็นอารมณ์ จึงเรียกว่าวิราคะ ส่วนในขณะแห่งผลทั้ง ๔ องค์ธรรมเดียวกันนั้นย่อมพ้นจากกิเลสที่ละได้แล้วโดยเด็ดขาด จึงเรียกว่าวิมุตติ แสดงให้เห็นว่ามรรคคือการคลายกำหนัดจากกิเลส และผลคือความหลุดพ้นที่ตามมา
  49. หน้า ๕๖๒–๕๘๗ ปฏิสัมภิทากถา พระสารีบุตรเถระแสดงกำเนิดของปฏิสัมภิทา ๔ (อรรถ ธรรม นิรุตติ ปฏิภาณ) โดยยกพระธรรมเทศนาแรกที่ตรัสแก่ปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ว่าด้วยมัชฌิมาปฏิปทาและอริยสัจ ๔ ซึ่งทำให้เกิดจักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง แก่พระองค์ในธรรมที่ไม่เคยทรงสดับมาก่อน จนพระอัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมและหมื่นโลกธาตุหวั่นไหว จากนั้นแสดงการนับจำนวนธรรม อรรถ นิรุตติ และญาณที่เกิดในสติปัฏฐาน อิทธิบาท คำตรัสของอดีตพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ และพุทธธรรม ๖ อย่างเป็นระบบตัวเลข
  50. หน้า ๕๘๘–๕๙๘ ธรรมจักกกถา อธิบายความหมายของคำว่า "ธรรมจักร" ที่พระพุทธเจ้าทรงหมุนไปครั้งแรกที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ว่าเพราะทรงให้ธรรมและจักรเป็นไป ทรงดำรงอยู่ในธรรม ทรงบรรลุความชำนาญ ความยอดเยี่ยม และความแกล้วกล้าในธรรม ทรงสักการะ เคารพ นับถือ บูชาธรรม มีธรรมเป็นธง เป็นยอด เป็นใหญ่ จนไม่มีใครในโลกให้เป็นไปไม่ได้ พร้อมแสดงว่าธรรมจักรนี้เป็นไปในอริยสัจ ๔ สติปัฏฐาน ๔ และอิทธิบาท ๔ โดยนัยเดียวกัน
  51. หน้า ๕๙๙–๖๐๖ โลกุตตรกถา พระสารีบุตรเถระแสดงว่าโลกุตรธรรมได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘ อริยมรรค ๔ สามัญผล ๔ และนิพพาน โดยอธิบายว่าชื่อว่าโลกุตระเพราะข้ามพ้น ล่วงพ้น สลัดออกจากโลก ไม่ติดข้องในโลกด้วยประการต่าง ๆ อรรถกถาอธิบายเพิ่มว่าโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการนี้เมื่อประมวลกันแล้วเหลือธรรมที่ไม่ซ้ำกันเพียง ๑๔ ข้อ จัดเป็น ๗ หมวด ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งหมดในขณะอริยมรรค
  52. หน้า ๖๐๗–๖๓๓ พลกถา พระสารีบุตรเถระอธิบายพละ ๕ คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ว่าชื่อว่าพละเพราะไม่หวั่นไหวต่อธรรมฝ่ายตรงข้าม เช่น สัทธาไม่หวั่นไหวต่อความไม่มีศรัทธา แล้วขยายความออกเป็นพละ ๖๘ ประการ รวมหิริ โอตตัปปะ ขันติ อธิษฐาน สมถะ วิปัสสนา ตลอดจนพละพิเศษของพระขีณาสพ ฤทธิ์ และพระตถาคต ปิดท้ายด้วยอุปมากำลังตระกูลช้าง ๑๐ ตระกูลทวีคูณกันขึ้นไปจนถึงกำลังพระพุทธเจ้า และทศพลญาณอันเป็นฐานให้ทรงบันลือสีหนาทประกาศธรรมจักรได้โดยไม่หวั่นเกรงผู้ใดในโลก
  53. หน้า ๖๓๔–๖๕๖ สุญญกถา พระอานนท์ทูลถามความหมายของคำว่า “โลกสูญ” พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่าโลกสูญเพราะอายตนะภายในภายนอกทั้งหมดว่างเปล่าจากตัวตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตน พระสารีบุตรเถระจำแนกความสูญออกเป็น ๒๕ ประเภท เช่น สูญเพราะสภาวะ สูญเพราะแปรปรวน สูญเพราะข่มกิเลสด้วยฌานและตัดขาดด้วยมรรค สูญทั้งภายในภายนอก จนถึงปรมัตถสุญญตาอันหมายถึงอนุปาทิเสสนิพพานซึ่งประเสริฐเหนือความสูญทั้งปวง ชี้ให้เห็นว่าธรรมทั้งปวงว่างจากตัวตนโดยไม่ปฏิเสธความมีอยู่ของสภาวธรรมเอง
  54. หน้า ๖๕๗–๗๐๕ มหาปัญญากถา เปิดปัญญาวรรค พระสารีบุตรเถระแสดงว่าอนุปัสสนา ๗ อย่าง เช่น เห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ย่อมยังปัญญาแต่ละชนิดให้บริบูรณ์ต่างกัน เช่น ชวนปัญญา นิพเพธิกปัญญา มหาปัญญา จนครบปัญญา ๑๖ ประการอันเป็นเหตุให้บรรลุปฏิสัมภิทา ๔ พร้อมชี้เหตุเจริญปัญญาคือคบสัตบุรุษ ฟังธรรม ไตร่ตรองโดยแยบคาย และปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปิดท้ายด้วยการพรรณนาพระปัญญาคุณของพระพุทธเจ้าว่าไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน แม้พระสารีบุตรผู้เลิศทางปัญญาก็ยังห่างไกลแสนไกล
  55. หน้า ๗๐๖–๗๖๙ อิทธิกถา พระสารีบุตรเถระจำแนกฤทธิ์ ๑๐ ประการ ได้แก่ ฤทธิ์อธิษฐาน (นิรมิตกาย เดินทะลุกำแพง ดำดินเดินน้ำ เหาะเหิน) ฤทธิ์แผลงกาย ฤทธิ์สำเร็จด้วยใจ ฤทธิ์แผ่ไปด้วยญาณและด้วยสมาธิ ฤทธิ์ของพระอริยะที่กำหนดความรู้สึกต่ออารมณ์ได้ตามใจปรารถนา ฤทธิ์เกิดแต่ผลกรรมของสัตว์ต่าง ๆ ฤทธิ์ของผู้มีบุญอย่างพระเจ้าจักรพรรดิ และฤทธิ์สำเร็จด้วยวิชา พร้อมยกตัวอย่างพระเถระผู้มีฤทธิ์แต่ละประเภท เช่น พระจุลปันถก พระสารีบุตร ชี้ว่าฤทธิ์ทุกชนิดสำเร็จได้ด้วยการปฏิบัติชอบตามเหตุของตน
  56. หน้า ๗๗๐–๗๗๙ อภิสมยกถา ว่าด้วยความตรัสรู้ พระสารีบุตรเถระอธิบายความตรัสรู้ (อภิสมัย) ว่าเกิดด้วยจิตและญาณที่ประกอบกันเฉพาะขณะโลกุตรมรรค มีนิพพานเป็นอารมณ์ร่วมกัน องค์มรรคและโพธิปักขิยธรรมทั้งปวงตรัสรู้พร้อมกันในขณะมรรคและผลทั้งสี่ ตอบข้อซักว่าเหตุใดจึงว่าละกิเลสอดีต อนาคต ปัจจุบันไม่ได้จริง แต่มรรคภาวนาก็ยังเกิดผล โดยเปรียบดังตัดรากต้นไม้อ่อนไม่ให้ออกผลในอนาคตฉันใด มรรคญาณก็ตัดรากสันดานอันเป็นพืชของกิเลส ทำให้กิเลสที่จะเกิดไม่เกิดขึ้นอีกฉันนั้น
  57. หน้า ๗๘๐–๗๙๐ วิเวกกถา ว่าด้วยศีลและวิเวก พระสารีบุตรเถระแสดงว่าภิกษุผู้อาศัยศีลตั้งมั่นแล้ว ย่อมเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ โพชฌงค์ พละ และอินทรีย์ให้งอกงามได้ เปรียบเหมือนพืชคามภูตคามอาศัยแผ่นดินจึงเติบโตได้ ท่านจำแนกความสงัด (วิเวก) ความคลายกำหนัด (วิราคะ) ความดับ (นิโรธ) และความสละ (โวสัคคะ) แต่ละอย่างเป็น ๕ ระดับ คือด้วยการข่มไว้ด้วยฌาน ด้วยองค์ธรรมที่เป็นคู่ปรับ ด้วยการตัดขาดด้วยโลกุตรมรรค ด้วยความสงบระงับในขณะผล และด้วยความสลัดออกคือนิพพาน แสดงลำดับการปฏิบัติตั้งแต่ขั้นต้นจนถึงที่สุด
  58. หน้า ๗๙๑–๗๙๓ จริยากถา ว่าด้วยจริยา ๘ พระสารีบุตรเถระแสดงจริยา (ความประพฤติ) ๘ ประการ คือ ในอิริยาบถ ในอายตนะ ในสติปัฏฐาน ในฌาน ในอริยสัจ ในอริยมรรค ในสามัญผล และโลกัตถจริยาอันเป็นความประพฤติเพื่อประโยชน์แก่โลกโดยเฉพาะของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสาวก ท่านยังแสดงจริยา ๘ อีกสองนัย คือโดยธรรมที่เป็นเหตุ เช่น ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา และโดยองค์มรรคทั้งแปด ชี้ว่าการปฏิบัติธรรมทุกขั้นล้วนเป็นความประพฤติที่มีจุดหมายเฉพาะของตน
  59. หน้า ๗๙๓–๘๐๑ ปาฏิหาริยกถา ว่าด้วยปฏิหาริย์ ๓ พระสารีบุตรเถระแสดงปาฏิหาริย์ ๓ อย่าง คือ อิทธิปาฏิหาริย์ (แสดงฤทธิ์ต่างๆ) อาเทศนาปาฏิหาริย์ (ทายใจผู้อื่นได้ ตั้งแต่ดูนิมิตภายนอกจนถึงหยั่งรู้จิตผู้เข้าฌานโดยตรง) และอนุศาสนีปาฏิหาริย์ (พร่ำสอนให้ละสิ่งที่ควรละและเจริญสิ่งที่ควรเจริญ) ซึ่งทรงยกย่องว่าประเสริฐที่สุด จากนั้นแสดงว่าธรรมทุกข้อตั้งแต่เนกขัมมะจนถึงอรหัตมรรค ล้วนเป็นทั้งอิทธิและปาฏิหาริย์ในตัวเอง เพราะสำเร็จผล กำจัดกิเลสข้าศึก ทำจิตผ่องใสให้ผู้อื่นหยั่งรู้ได้ และควรเจริญให้มาก
  60. หน้า ๘๐๑–๘๐๓ สมสีสกถา ว่าด้วยธรรมสงบและธรรมส่วนสำคัญ พระสารีบุตรเถระแสดงปัญญาที่หยั่งรู้ความไม่ปรากฏแห่งธรรมทั้งปวง การตัดขาดโดยชอบ และความดับ เรียกว่าญาณในสมธรรมและสีสธรรม ธรรมฝ่ายกุศล เช่น เนกขัมมะ อัพยาบาท จนถึงอรหัตมรรค เป็นสมธรรม (ธรรมสงบ) เพราะละกิเลสฝ่ายตรงข้ามได้แล้ว ส่วนสีสธรรม (ธรรมเป็นประธาน) มี ๑๓ อย่าง เช่น ตัณหา มานะ ทิฏฐิ อวิชชา ศรัทธา ปัญญา ชีวิตินทรีย์ เนื้อหานี้โยงกับหลักสมสีสี คือสิ้นกิเลสพร้อมกับสิ้นชีวิตพอดี ซึ่งยกมากล่าวต่อจากอิทธิปาฏิหาริย์ในปาฏิหาริยกถา
  61. หน้า ๘๐๔–๘๑๒ สติปัฏฐานกถา ว่าด้วยสติปัฏฐาน ๔ พระสารีบุตรเถระอธิบายการเจริญสติปัฏฐาน ๔ คือ พิจารณาเห็นกาย เวทนา จิต และธรรม โดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จนเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ดับ สละคืน ทำให้ละนิจจสัญญา สุขสัญญา อัตตสัญญา ความยินดี ความกำหนัด สมุทัย และความยึดถือได้ตามลำดับ ท่านชี้ว่าแม้อารมณ์จะปรากฏชัด แต่ตัวสติเองก็ปรากฏพร้อมกันด้วย การพิจารณาด้วยสติและญาณนี้เรียกว่าสติปัฏฐานภาวนา มีความหมาย ๔ นัย คือธรรมไม่ล่วงเกินกัน อินทรีย์มีกิจเดียวกัน นำความเพียร และเป็นธรรมที่พึงเสพ
  62. หน้า ๘๑๓–๘๒๗ วิปัสสนากถา ว่าด้วยเรื่องวิปัสสนา พระสารีบุตรเถระแสดงว่าเห็นสังขารว่าเที่ยง เป็นสุข หรือเป็นอัตตา ย่อมไม่มีทางบรรลุอนุโลมขันติหรือหยั่งสู่สัมมัตตนิยามอันนำสู่มรรคผลเลย มีแต่เห็นโดยไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาเท่านั้นที่เป็นไปได้ ท่านแจกแจงอาการพิจารณาเบญจขันธ์ ๔๐ อย่าง เช่น เป็นโรค เป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร เป็นของว่างเปล่า คู่กับเห็นความดับขันธ์ว่าเป็นนิพพานปราศจากภาวะนั้นๆ เกิดอนุโลมขันติและหยั่งสู่สัมมัตตนิยาม สรุปเป็นอนิจจานุปัสสนา ๕๐ ทุกขานุปัสสนา ๑๒๕ อนัตตานุปัสสนา ๒๕
  63. หน้า ๘๒๘–๘๓๗ มาติกากถา ว่าด้วยเนกขัมมะ พระสารีบุตรเถระยกบทมาติกา ๑๙ บท เริ่มจาก "นิจฉาโต" (ผู้ไม่มีความหิวคือความอยากในกิเลส) อธิบายว่าเป็นวิโมกข์ วิชชาวิมุตติ อธิสีล อธิจิต อธิปัญญา ปัสสัทธิ ญาณ ทัสนะ วิสุทธิ เนกขัมมะ นิสสรณะ ปวิเวก โวสัคคะ จริยา ฌานวิโมกข์ ไล่จากเนกขัมมะที่ละกามฉันทะจนถึงอรหัตมรรคที่ละกิเลสทั้งปวง ปิดท้ายด้วยภาวนาธิฏฐานชีวิต ว่าผู้ถึงพร้อมภาวนา อธิษฐานจิต อาชีวะบริสุทธิ์ เข้าที่ประชุมกษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดี สมณะได้อย่างองอาจไม่เก้อเขิน ปิดคัมภีร์นี้ลงสมบูรณ์
  64. หน้า ๘๓๘–๘๓๙ นิคมกถา คาถาส่งท้ายอรรถกถาปฏิสัมภิทามรรค ส่วนสรุปปิดท้ายอรรถกถาปฏิสัมภิทามรรค ชื่อสัทธัมมปกาสินี ทบทวนว่าคัมภีร์แบ่งเป็น ๓ วรรค คือ มหาวรรค มัชฌิมวรรค จุลวรรค วรรคละ ๑๐ กถา รวม ๓๐ กถา แล้วสรุปรายชื่อกถาทั้งหมดตามลำดับ จากนั้นเป็นคาถาของพระอรรถกถาจารย์ผู้แต่ง กล่าวถึงการรจนาอรรถกถานี้ตามนัยอรรถกถาเดิม ระบุขนาดคัมภีร์ ๕๘ ภาณวาร ปิดท้ายด้วยอุทิศบุญที่บำเพ็ญมา ขอพระศาสนาดำรงอยู่ยั่งยืนและชาวโลกได้บริโภครสพระสัทธรรมอันบริสุทธิ์ ถึงสุขแท้จริง เป็นอันจบอรรถกถาคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคโดยสมบูรณ์