ธัมมสังคณี
ฉบับ มมร. · พระอภิธรรมปิฎก · เล่มที่ ๗๕ · ๖๕๕ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๔๘ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๖ ติกมาติกา ๒๒ ติกะ รายการ "แม่บท" ๒๒ ชุด แต่ละชุดแบ่งธรรมทุกอย่างออกเป็น ๓ กลุ่มที่ไม่ซ้อนทับกัน เช่น กุศล-อกุศล-อัพยากตะ (ดี-ชั่ว-กลางๆ) หรือธรรมที่เป็นอดีต-อนาคต-ปัจจุบัน เปรียบเหมือนตารางแม่แบบสำหรับนำหัวข้อธรรมทุกตัวไปเทียบว่าอยู่ฝ่ายไหนของแต่ละชุดสามข้อนี้ ใช้เป็นกรอบจำแนกธรรมทั้งหมดที่จะนำมาขยายความในคัมภีร์อภิธรรมปิฎกต่อไป
- หน้า ๗–๑๗ อารัมภกถาและนิทานกถา: ความหมายของ "อภิธรรม" และปกรณ์ ๗ อรรถกถาอัฏฐสาลินีเปิดเรื่องด้วยคำนมัสการ แล้วอธิบายว่าเหตุใดจึงเรียกคำสอนหมวดนี้ว่า "อภิธรรม" คือธรรมที่ยิ่งและถูกจำแนกไว้โดยสิ้นเชิงกว่าที่แสดงในพระสูตร พร้อมไล่รายชื่อคัมภีร์ทั้ง ๗ เล่ม และตอบข้อโต้แย้งว่ากถาวัตถุ (แต่งขึ้นหลังพุทธปรินิพพาน ๒๑๘ ปี) ยังนับเป็นพุทธพจน์ได้ เพราะพระพุทธเจ้าทรงวางแม่บทไว้ล่วงหน้าแล้ว เทียบกับที่พระมหากัจจายนะเคยขยายความคำสอนสั้นๆ ของพระองค์แล้วได้รับคำรับรองว่าถูกต้อง
- หน้า ๑๘–๒๖ ภาพรวมเนื้อหาปกรณ์ทั้ง ๗ แห่งอภิธรรมปิฎก เป็นเหมือน "สารบัญ" ไล่แนะนำคัมภีร์อภิธรรมทั้ง ๗ เล่มทีละเล่ม (ธรรมสังคณี วิภังค์ ธาตุกถา ปุคคลบัญญัติ กถาวัตถุ ยมก ปัฏฐาน) บอกว่าแต่ละเล่มแบ่งเนื้อหาออกเป็นกี่หมวดใหญ่ และยาวเท่าไรเมื่อนับเป็นภาณวาร (หน่วยสวดโบราณ) เพื่อให้เห็นขนาดและขอบเขตมหาศาลของพระอภิธรรมปิฎกทั้งระบบ ก่อนจะเจาะรายละเอียดแต่ละเล่มต่อไป
- หน้า ๒๗–๓๔ ปัฏฐานนัย ๖ สาคร ๔ และการตรัสรู้พิจารณาปกรณ์ ๗ อธิบายวิธีที่ปัฏฐาน (เล่มสุดท้าย) นำติกะ-ทุกะมาผสมไขว้กันได้ ๖ แบบจนกลายเป็นระบบสัมพันธ์อันซับซ้อน แล้วเปรียบความลึกซึ้งของอภิธรรมกับ "สาคร ๔" คือ วัฏสงสาร มหาสมุทร วิธีอธิบายธรรม และพระสัพพัญญุตญาณ จากนั้นเล่าว่าเมื่อตรัสรู้แล้วทรงพิจารณาคัมภีร์ทั้ง ๗ ตลอด ๗ วัน รัศมีจะไม่แผ่ออกจากพระวรกายจนกว่าจะถึงปัฏฐาน แสดงว่าพระสัพพัญญุตญาณพอดีกับความลึกของปัฏฐานเหมือนปลาใหญ่ที่พอดีกับมหาสมุทรเท่านั้น
- หน้า ๓๕–๔๑ พระฉัพพรรณรังสี และพุทธพจน์ ๓ ช่วง บรรยายรัศมี ๖ สีที่แผ่ออกจากพระวรกายขณะทรงพิจารณาอภิธรรมอันละเอียดลึกซึ้ง แผ่ไปทั่วจักรวาล แล้วจัดหมวดคำสอนตลอด ๔๕ พรรษาของพระพุทธเจ้าออกเป็น ๓ ช่วง คือ ปฐมพุทธพจน์ (ตรัสรู้ครั้งแรก) ปัจฉิมพุทธพจน์ (ก่อนปรินิพพาน) และมัชฌิมพุทธพจน์ (ทั้งหมดที่ทรงแสดงระหว่างนั้น) เป็นการปูพื้นก่อนจะจัดระบบพระไตรปิฎกอย่างละเอียดต่อไป
- หน้า ๔๒–๕๙ นิยามปิฎก ๓ นิกาย ๕ องค์ ๙ ธรรมขันธ์ ๘๔,๐๐๐ อธิบายความหมายของคำว่า "วินัย" "สูตร" "อภิธรรม" แต่ละคำ (เช่นอภิธรรมแปลว่าธรรมที่เจริญ ควรกำหนด ควรบูชา กำหนดไว้ชัด และยิ่ง) แล้ววางระบบจำแนกพุทธพจน์ทั้งหมดซ้อนกันหลายมิติ คือ ๓ ปิฎก ๕ นิกาย ๙ องค์ และ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ พร้อมชี้ว่าเรียนปริยัติแบบใดเป็นคุณ (เพื่อความหลุดพ้น) หรือเป็นโทษ (เพื่อโต้แย้งเอาชนะ) และผลเสียหากประพฤติผิดหลักในแต่ละปิฎก
- หน้า ๖๐–๖๘ ปฐมสังคายนาและข้อโต้แย้งเรื่องอภิธรรมเป็นพุทธพจน์ เล่าการสังคายนาครั้งแรกที่จัดพระพุทธพจน์เป็นหมวดหมู่ แล้วยกเรื่องภิกษุรูปหนึ่งโต้เถียงว่าอภิธรรมไม่ใช่พุทธพจน์ ถูกภิกษุผู้ทรงอภิธรรมซักจนจำนน เพื่อยืนยันหลักว่าผู้ทรงอภิธรรมเท่านั้นควรเรียกว่า "พระธรรมกถึก" อย่างแท้จริง เพราะแสดงธรรมได้โดยไม่สับสนลำดับเหตุ-ผล ส่วนผู้คัดค้านอภิธรรมถือว่ากำลังทำร้ายพระสัพพัญญุตญาณของพระพุทธเจ้าเอง
- หน้า ๖๙–๗๗ นิทานอภิธรรม ๒ อย่าง และเรื่องสุเมธดาบสออกบวช อธิบายว่าอภิธรรมมีที่มา ๒ ชั้น คือชั้นที่พระโพธิสัตว์เริ่มสั่งสมบารมี (อธิคมนิทาน) กับชั้นที่ทรงแสดงจริงหลังตรัสรู้ (เทศนานิทาน) จากนั้นเริ่มเล่าเรื่องสุเมธพราหมณ์มหาเศรษฐีผู้เห็นว่าทรัพย์สมบัติทั้งหมดพาไปสู่ปรโลกไม่ได้ จึงสละทรัพย์ทั้งหมดออกบวชเป็นดาบสเข้าป่าแสวงหาความหลุดพ้นที่ไม่แก่ไม่ตาย
- หน้า ๗๘–๙๔ สุเมธดาบสพบพระทีปังกรพุทธเจ้าและได้รับพยากรณ์ สุเมธดาบสสร้างอาศรมบำเพ็ญเพียรจนได้ฌานและอภิญญาภายในสัปดาห์เดียว เมื่อพระพุทธเจ้าทีปังกรเสด็จผ่านมา ท่านทอดร่างลงในโคลนตมให้ทรงเหยียบแทนทางเดิน แล้วเปลี่ยนใจจากที่จะบรรลุนิพพานเพื่อตนเองในชาตินั้น มาตั้งความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าเพื่อช่วยสัตว์โลกทั้งหมดข้ามพ้นทุกข์ไปด้วยกัน พระทีปังกรจึงทรงพยากรณ์ยืนยันว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอนในอนาคต
- หน้า ๙๕–๑๑๐ พุทธการกธรรม (บารมี) ๑๐ และจบทีปังกรกถา หลังได้รับพยากรณ์ สุเมธดาบสพิจารณาว่าต้องบำเพ็ญคุณธรรมใดบ้างให้เต็มเพื่อเป็นพระพุทธเจ้า พบบารมี ๑๐ ข้อ (ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา) แต่ละข้อมีอุปมาช่วยจำ เช่น ขันติเปรียบเหมือนแผ่นดินที่รับทั้งของสะอาดและสกปรกโดยไม่ยินดียินร้าย จบด้วยแผ่นดินไหวเป็นสัญญาณมหัศจรรย์และประวัติย่อของพระทีปังกรพุทธเจ้า ก่อนเรื่องจะเปลี่ยนไปเล่าพระพุทธเจ้าองค์ถัดไป
- หน้า ๑๑๑–๑๒๑ ทูเรนิทาน: พระพุทธเจ้าในอดีต 7 พระองค์แรก (ทีปังกร-โสภิตะ) อรรถกถาธัมมสังคณีเปิดเรื่องด้วยทูเรนิทาน ย้อนเล่าพระพุทธเจ้าในอดีตตั้งแต่พระทีปังกรผู้ทรงพยากรณ์สุเมธดาบสว่าจะได้ตรัสรู้ในอนาคต ต่อด้วยพระโกณฑัญญะ มังคละ สุมนะ เรวตะ และโสภิตะ แต่ละพระองค์มีเรื่องการอุบัติ การแสดงธรรม และปรินิพพาน เพื่อปูที่มาของการบำเพ็ญบารมีอันเป็นรากฐานของการตรัสรู้อภิธรรมในกาลต่อมา
- หน้า ๑๒๒–๑๓๖ ทูเรนิทาน: พระพุทธเจ้าในอดีตอีก 17 พระองค์ (ปทุม-กัสสป) เล่าต่อเรื่องพระพุทธเจ้าในอดีตอีก 17 พระองค์ ตั้งแต่พระปทุมจนถึงพระกัสสปซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าองค์ก่อนพระโคตมพุทธเจ้า แต่ละพระองค์พระโพธิสัตว์ได้เข้าเฝ้าและบำเพ็ญบุญสั่งสมบารมีไว้ แสดงลำดับการสั่งสมบุญบารมีต่อเนื่องยาวนานอันเป็นเหตุให้พระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีจนสมบูรณ์และตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะได้ในที่สุด
- หน้า ๑๓๗–๑๔๗ ปรมัตถบารมีและการตรัสรู้อภิธรรม อธิบายบารมี 10 ที่พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญอย่างยิ่งยวดถึงขั้นปรมัตถ์ เช่น สละอวัยวะและชีวิตเพื่อทาน ไปจนถึงอุเบกขาบารมี แสดงความเข้มข้นของการบำเพ็ญที่เหนือกว่าระดับปกติ จากนั้นเล่าการตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์ (อธิคมนิทาน) และการแสดงปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ (เทศนานิทาน) ปิดท้ายนิทานกถาอันเป็นเบื้องหลังก่อนเข้าสู่เนื้อหาอภิธรรมโดยตรง
- หน้า ๑๔๘–๑๖๙ โครงสร้างมาติกาและคำอธิบายติกมาติกา 22 หมวด อรรถกถาอธิบายว่าคัมภีร์ธัมมสังคณีแบ่งเป็น 4 กัณฑ์ เริ่มจากจิตตุปปาทกัณฑ์ซึ่งมีมาติกา (บัญชีหัวข้อธรรม) เป็นฐาน แบ่งเป็นติกมาติกา (หมวดสาม) และทุกมาติกา (หมวดสอง) จัดกลุ่มย่อยเรียกโคจฉกะ และแยกเป็นสัปปเทสะ-นิปปเทสะ จากนั้นไล่อธิบายความหมายของติกะทั้ง 22 หมวดทีละหมวด เช่น กุศลติกะ เวทนาติกะ จนถึงสนิทัสสนติกะ เพื่อวางหลักเกณฑ์การจำแนกธรรมเป็นหมวดสาม
- หน้า ๑๗๐–๑๙๖ ทุกมาติกา 142 ทุกะ: บัญชีธรรมที่จำแนกเป็นคู่ แสดงบัญชี "ทุกะ" คือธรรมที่จำแนกเป็นคู่ตรงข้ามหรือคู่สัมพันธ์กัน รวม 142 คู่ แบ่งเป็นทุกะจากพระอภิธรรม 100 คู่ (จัดกลุ่มย่อยเรียกโคจฉกะ เช่น เหตุโคจฉกะ อาสวโคจฉกะ) และทุกะจากพระสูตร 42 คู่ เป็นการวางบัญชีหัวข้อไว้ก่อนโดยยังไม่อธิบายความหมายโดยละเอียด เพื่อใช้เป็นแม่บทสำหรับการขยายความในภายหลัง
- หน้า ๑๙๗–๒๑๐ นิกเขปกัณฑ์: เริ่มอธิบายทุกะแต่ละหมวดโดยละเอียด เริ่มขยายความทุกะแต่ละกลุ่มที่วางบัญชีไว้ก่อนหน้า ทีละโคจฉกะ เช่น จูฬันตรทุกะ อาสวโคจฉกะ สัญโญชนโคจฉกะ คัณฐโคจฉกะ โอฆโคจฉกะ โยคโคจฉกะ นีวรณโคจฉกะ ปรามาสโคจฉกะ มหันตรทุกะ อุปาทานโคจฉกะ กิเลสโคจฉกะ และปิฏฐิทุกะ อธิบายความหมายของธรรมแต่ละคู่ให้ชัดเจนขึ้น จบส่วนอรรถกถามาติกานุบุพบททั้งหมดที่หน้านี้
- หน้า ๒๑๑–๒๒๔ เริ่มจิตตุปปาทกัณฑ์: จิตกุศลดวงที่ ๑ และโครงสร้างการอธิบาย เข้าสู่เนื้อหาหลักคือการจำแนกจิต โดยเริ่มจากกุศลจิตดวงแรก (กามาวจรมหากุศลที่ประกอบด้วยปัญญาและความสุขใจ) พร้อมองค์ธรรมที่เกิดร่วมกันเป็นชุดยาว จากนั้นอรรถกถาอธิบายว่าการแสดงธรรมมี ๓ วาระใหญ่ อธิบายเหตุผลของคำถาม ๕ แบบที่ใช้ถามธรรม และความหมายหลากหลายของคำว่า "สมัย" ที่กำกับช่วงเวลาที่จิตและธรรมประกอบเกิดขึ้นพร้อมกัน
- หน้า ๒๒๕–๒๔๐ ไขความหมายศัพท์ในจิตดวงที่ ๑: กามาวจร กุศล จิต และธรรมที่เกิดขึ้น อธิบายเชิงลึกของคำสำคัญที่บรรยายจิตดวงแรก เช่น "กามาวจร" (ท่องเที่ยวอยู่ในกาม) "กุศล" (ไม่มีโรค ไม่มีโทษ เกิดจากความฉลาด) และ "จิต" (คิด/วิจิตร โดยอุปมาว่าจิตวิจิตรยิ่งกว่าจิตรกรรมและกำหนดชะตาชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย) รวมถึงอธิบายว่าธรรมที่ "เกิดขึ้น" หมายถึงขณะปัจจุบัน และเหตุที่จิตเป็นประธานนำหน้าธรรมอื่นในคำสอนฝ่ายโลกิยะ ต่างจากปัญญาที่เป็นประธานฝ่ายโลกุตระ
- หน้า ๒๔๑–๒๕๙ อารมณ์ ๖ ของจิต และการเกิดกุศลผ่านทาน ศีล ภาวนา อธิบายว่าจิตรับรู้อารมณ์ได้ ๖ ทาง (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรม) และอารมณ์เหล่านี้ผ่านเข้ามาทางใจได้อย่างไรแม้ไม่ได้กระทบประสาทโดยตรง เช่น การระลึกถึงสิ่งที่เคยเห็นเคยฟัง จากนั้นแสดงว่ากุศลจิตที่มีอารมณ์น่าปรารถนาเกิดได้ ๓ ทาง คือ ทาน ศีล ภาวนา ผ่านทวารกาย วาจา ใจ รวมเป็น ๙ แบบ พร้อมเรื่องเล่าประกอบให้เข้าใจง่าย
- หน้า ๒๖๐–๒๘๒ ทวารกถา: ความสัมพันธ์ระหว่างกรรมกับทวารที่กรรมเกิด อธิบายละเอียดว่ากรรมทางกาย วาจา ใจ อาจเกิดผ่านทวารที่ต่างจากชื่อของมันได้ เช่น สั่งให้คนอื่นฆ่าสัตว์ถือเป็นกายกรรมแต่เกิดผ่านวจีทวาร โดยยกกรณีโต้แย้งกับอาจารย์วิตัณฑวาทีที่เข้าใจผิดว่ากรรมทางกายและวาจาเกิดทางใจล้วนได้ แล้วพิสูจน์ด้วยพระสูตรและพระวินัยว่าไม่จริง เพื่อวางหลักว่าการจำแนกกรรมกับทวารต้องแยกกันอย่างมีเหตุผล จบด้วยบทตั้งมาติกาของอกุศลกรรมบถ ๑๐
- หน้า ๒๘๓–๒๘๕ วิญญาณ ๕ และทวารแห่งความสำรวม-ไม่สำรวม อธิบายว่าการรับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย (วิญญาณ ๕) เกิดทางทวารใด และเจตนาที่เกิดจากทวารเหล่านี้จัดเป็นกรรมทางกาย วาจา หรือใจอย่างไร พร้อมจำแนก "ความไม่สำรวม" (อสังวร) และ "ความสำรวม" (สังวร) อย่างละ ๘ ทาง ว่าเกิดขึ้นเมื่อขาดหรือมีคุณธรรม เช่น ศีล สติ ปัญญา ความอดทน ความเพียร ในขณะรับรู้อารมณ์ทางทวารต่างๆ
- หน้า ๒๘๖–๒๙๘ อกุศลกรรมบถ ๑๐ ไขความหมายการกระทำชั่วทางกาย วาจา ใจ ๑๐ อย่าง (ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดหยาบ พูดเพ้อเจ้อ โลภอยากได้ของเขา พยาบาท เห็นผิด) พร้อมองค์ประกอบของแต่ละข้อ ระดับโทษหนักเบาตามคุณธรรมของผู้ถูกกระทำ และวิเคราะห์ว่าแต่ละอย่างเกิดจากอารมณ์ เวทนา และรากเหง้ากิเลสใด เพื่อให้เข้าใจเหตุปัจจัยเบื้องหลังความชั่ว ไม่ใช่เพียงท่องชื่อ
- หน้า ๒๙๙–๓๐๔ กุศลกรรมบถ ๑๐ และการเทียบเคียงกับทวารกรรม อธิบายการงดเว้นจากอกุศล ๑๐ อย่าง (กุศลกรรมบถ) ว่าเกิดได้ ๓ ระดับ คือ งดเว้นได้เฉพาะหน้า งดเว้นเพราะสมาทานศีลไว้ก่อน และงดเว้นเด็ดขาดด้วยอริยมรรค พร้อมนิทานอุบาสกผู้ยอมสละชีวิตไม่ยอมผิดศีล จากนั้นเทียบเคียงว่ากรรมทางกาย วาจา ใจ ทั้งฝ่ายกุศลและอกุศล เกิดขึ้นได้ทางทวารใดบ้าง
- หน้า ๓๐๕–๓๒๐ ความหมายของผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต วิตก วิจาร อรรถกถาไขความหมายจิตและเจตสิกที่เกิดร่วมกันในขณะรับรู้อารมณ์ครั้งแรก ด้วยอุปมาให้เข้าใจง่าย เช่น ผัสสะเหมือนแพะสองตัวชนกัน เวทนาเหมือนพระราชาผู้เสวยรสอาหารขณะธรรมอื่นเป็นเพียงพ่อครัวชิม เจตนาเหมือนชาวนาผู้นำแรงงาน จิตเหมือนคนเฝ้าประตูเมืองที่คอยกำหนดทุกสิ่งที่ผ่านมา และวิตก-วิจารต่างกันแบบนกกระพือปีกบินขึ้นกับนกที่ร่อนเคล้าอยู่เบื้องบน
- หน้า ๓๒๑–๓๓๓ ปีติ สุข สมาธิ และอินทรีย์ ๕ (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) อธิบายความอิ่มใจ (ปีติ) ๕ ระดับตั้งแต่ขนลุกจนถึงลอยตัวได้ (พร้อมเรื่องจริงพระเถระและกุลธิดาที่ลอยไปไหว้พระเจดีย์) ความสุขทางใจที่ต่างจากปีติ และสมาธิที่ทำให้จิตไม่ฟุ้งซ่านเหมือนช่อฟ้ายอดเรือน จากนั้นไขความหมายอินทรีย์ ๕ อันเป็นแกนของการปฏิบัติ คือศรัทธาที่ทำจิตใสเหมือนแก้วมณี วิริยะที่ค้ำจุนเหมือนเสาเรือนเก่า สติที่รักษาสมบัติเหมือนขุนคลัง และปัญญาที่ส่องสว่างเหมือนประทีป
- หน้า ๓๓๔–๓๕๕ มนินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ องค์มรรค พละ หิริ-โอตตัปปะ อโลภะ-อโทสะ-อโมหะ และธรรมคู่ ๑๒ (จบธรรมุทเทสวาร) ไขความหมายจิตในฐานะอินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ที่หล่อเลี้ยงนามธรรมไม่ให้ดับ องค์มรรค กำลัง (พละ) ที่ไม่หวั่นไหวต่อกิเลสตรงข้าม หิริ-โอตตัปปะที่รักษาโลกไว้ไม่ให้ปะปนกันเหมือนสัตว์เดรัจฉาน อโลภะ-อโทสะ-อโมหะซึ่งเป็นรากเหง้าของความดีทุกอย่าง ธรรมคู่กายจิต ๑๒ อย่างที่ทำให้จิตสงบ เบา อ่อน ควรแก่งาน และปิดท้ายด้วยเยวาปนกธรรม ๙ เช่น ฉันทะ กรุณา มุทิตา ที่แถมเข้ามาแม้ไม่ระบุชื่อตรงในพระบาลี
- หน้า ๓๕๖–๓๖๘ บาลีนิทเทสวาร: บทนิยามธรรม ๕๖ ข้อประกอบจิตกุศลดวงแรก พระบาลีต้นฉบับให้คำนิยามธรรมแต่ละข้อ (ตั้งแต่ผัสสะถึงอวิกเขปะ) ด้วยถ้อยคำหลายคำซ้อนกันเพื่อความครบถ้วนสมบูรณ์ เช่น ปัญญาอธิบายด้วยคำกว่า ๒๐ คำ (ปัญญาเหมือนแผ่นดิน เหมือนศัสตรา เหมือนดวงแก้ว) เพื่อยืนยันว่าธรรมแต่ละข้อมีสภาวะจริงเฉพาะตัว ไม่ใช่เพียงชื่อเรียก ปิดท้ายด้วยข้อสรุปว่าธรรมเหล่านี้ทั้งหมดชื่อว่ากุศล
- หน้า ๓๖๙–๓๙๕ อรรถกถาไขความบาลีนิทเทสวารอย่างละเอียด (จบกถาว่าด้วยนิทเทสวาร) อรรถกถาอธิบายเหตุผลที่พระพุทธเจ้าทรงใช้คำซ้ำหลายคำสำหรับธรรมข้อเดียว เปรียบเหมือนพี่เลี้ยงแต่งองค์ทรงเครื่องให้เจ้าชายจนสมบูรณ์ ไม่ใช่ตรัสฟุ่มเฟือย แล้วไขความหมายศัพท์ทีละคำตามหลักภาษา (พยัญชนะ อุปสรรค อรรถะ) ตั้งแต่ผัสสะ วิตก ปีติ อินทรีย์ ๕ พละ หิริ-โอตตัปปะ อโลภะ-อโทสะ ไปจนถึงธรรมคู่กายจิต ปิดท้ายด้วยการสรุปว่าการพรรณนาจิตกุศลดวงแรกครบ ๘ ขั้นตอนแล้ว
- หน้า ๓๙๖–๔๑๓ โกฏฐาสวาร: การจัดหมวดหมู่ธรรม ๒๓ หมวดในจิตกุศลดวงที่ ๑ นำธรรม ๕๖ อย่างที่ประกอบจิตกุศลดวงแรกมาจัดกลุ่มซ้ำได้หลายแบบ เช่น ขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ ธาตุ ๒ อาหาร ๓ อินทรีย์ ๘ ฌานมีองค์ ๕ มรรคมีองค์ ๕ พละ ๗ เหตุ ๓ แสดงว่าสภาวธรรมชุดเดียวกันมองได้หลายมุมตามหน้าที่ อรรถกถาอธิบายเหตุผลว่าทำไมจึงนับจำนวนเช่นนั้น เช่น เหตุใดมีอาหารเพียง ๓ อินทรีย์เพียง ๘ พร้อมอุปมาเปรียบเทียบให้เข้าใจง่าย
- หน้า ๔๑๔–๔๒๕ สุญญตวาร: จิตกุศล ๘ ดวง และความว่างจากตัวตน แสดงบาลีจำแนกจิตกุศลฝ่ายกามาวจรทั้ง ๘ ดวง ต่างกันด้วยโสมนัสหรืออุเบกขา มีปัญญาหรือไม่มีปัญญา เกิดเองหรือมีการชักจูง จากนั้นอรรถกถาอธิบายว่าเหตุที่เรียกวาระนี้ว่า "สุญญตวาร" เพราะแสดงให้เห็นว่าธรรมเหล่านี้ล้วนเป็นเพียงสภาวะ ไม่ใช่สัตว์ บุคคล หรือตัวตนใดๆ ปิดท้ายการอธิบายจิตกุศลดวงที่ ๑ อย่างสมบูรณ์ครบทั้ง ๓ วาระ
- หน้า ๔๒๖–๔๓๗ อธิบายจิตดวงที่ ๒-๘ บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ และหลักอนันตะ ๔ อธิบายว่าจิตกุศลดวงที่ ๒-๘ ต่างจากดวงแรกอย่างไร (มีสังขารหรือไม่มี มีปัญญาหรือไม่) ด้วยตัวอย่างชีวิตจริง เช่น ภิกษุลังเลใจก่อนไปทำวัตร แสดงบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ (ทาน ศีล ภาวนา ฯลฯ) ว่าล้วนเกิดจากจิตกุศล ๘ ดวงนี้ และหลักอนันตะ ๔ (อากาศ จักรวาล หมู่สัตว์ พุทธญาณ ไม่มีที่สุด) เพื่ออธิบายเหตุที่ทรงย่อจิตกุศลอันเกิดแก่สัตว์นับไม่ถ้วนให้เหลือเพียง ๘ ดวง
- หน้า ๔๓๘–๔๕๑ รูปาวจรกุศลจตุกนัย และอรรถกถาอธิบายปฐมฌาน บาลีแสดงฌานรูปาวจร ๔ ระดับที่เจริญด้วยปฐวีกสิณ (จตุกนัย) จากนั้นอรรถกถาไขความหมายทีละคำของสูตรปฐมฌาน เช่น "สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม" หมายถึงวิเวกทางกายและทางจิตต่างกันอย่างไร องค์ฌานวิตกวิจารปีติสุขคืออะไร พร้อมอธิบายวิธีเจริญปฐวีกสิณโดยสังเขป (รักษาศีล ตัดปลิโพธ หากัลยาณมิตร) ก่อนแนะให้ไปศึกษารายละเอียดเพิ่มในวิสุทธิมรรค
- หน้า ๔๕๒–๔๗๐ อรรถกถาอธิบายฌานที่ ๒ ๓ และ ๔ ไขความหมายทุติยฌาน (ความผ่องใสภายใน จิตเป็นหนึ่งเพราะไม่มีวิตกวิจาร) ตติยฌาน (อุเบกขา สติสัมปชัญญะ พร้อมจำแนกอุเบกขา ๑๐ ประเภท) และจตุตถฌาน (ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข สติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา) อธิบายเหตุที่คุณธรรมบางอย่างถูกกล่าวถึงเฉพาะฌานหนึ่งทั้งที่มีอยู่ในฌานอื่นด้วย ว่าเป็นเพราะความชัดเจนหรือกำลังต่างกันในแต่ละระดับความสงบของจิต
- หน้า ๔๗๑–๔๗๙ ปัญจกนัย: ฌานรูปาวจร ๕ ระดับ บาลีแจกฌานรูปาวจรเป็น ๕ ระดับแทน ๔ ระดับ โดยแยกวิจารออกจากวิตกเพื่อรองรับผู้ที่จิตละเอียดต่างกัน อรรถกถาอธิบายเหตุผล (ตามอัธยาศัยผู้ฟังและความงามแห่งเทศนา) พร้อมอุปมาเรื่องบุตรอำมาตย์ที่ถูกปรนนิบัติ ๔ อย่างแล้วค่อยๆ ทนไม่ได้ทีละอย่างจนหลับสนิท เปรียบกับผู้ปฏิบัติที่ละวิตก วิจาร ปีติ สุข ไปทีละขั้นจนบรรลุฌานสูงสุดและอรหัตผล
- หน้า ๔๘๐–๔๘๙ อรรถกถาอธิบายฌานปัญจกนัย และการจำแนกฌานด้วยความยากง่ายและขนาดอารมณ์ อธิบายว่าเหตุใดพระพุทธเจ้าทรงแสดงฌานแบบแบ่ง ๕ ขั้นแทน ๔ ขั้น เพื่อให้เหมาะกับอัธยาศัยผู้ฟังและความไพเราะแห่งเทศนา พร้อมนิทานเปรียบการเข้าฌานตามลำดับกับบุตรอำมาตย์ที่ค่อยๆ ปลดเปลื้องสิ่งรบกวนจนถึงความสงบ จากนั้นแสดงวิธีจำแนกฌานอีกแบบคือ ตามความยากง่ายในการปฏิบัติและความเร็วช้าในการรู้ (ปฏิปทา ๔) และตามกำลังกับขนาดของอารมณ์ที่ยึด (อารมณ์ ๔) ทั้งสองแบบผสมกันเป็น ๑๖ แบบ แล้วขยายไปใช้กับกสิณทั้ง ๘ ชนิด
- หน้า ๔๙๐–๔๙๙ อรรถกถาอธิบายเหตุแห่งความยากง่ายของการปฏิบัติ และกสิณอื่นนอกจากปฐวี อธิบายว่าความปฏิบัติยากง่ายและรู้ได้ช้าเร็วของแต่ละคนขึ้นกับปัจจัยภายใน เช่น ถูกตัณหาหรืออวิชชาครอบงำมากน้อยเพียงใด กิเลสกล้าหรืออ่อน ได้สั่งสมสมถะวิปัสสนามาหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ พร้อมอธิบายขนาดอารมณ์ฌานว่าสัมพันธ์กับความชำนาญ แล้วขยายหลักการเดียวกันไปใช้กับกสิณน้ำ ไฟ ลม และสีต่างๆ อีก ๗ ชนิด ปิดท้ายด้วยการแทรกอธิบายวิธีฝึกจิตให้คล่องแคล่ว ๑๔ แบบสำหรับผู้ต้องการแสดงฤทธิ์
- หน้า ๕๐๐–๕๒๐ อภิภายตนะ ๘ - การครอบงำอารมณ์ในการเจริญฌาน แสดงการเจริญฌานอีกแนวหนึ่งเรียกว่าอภิภายตนะ คือผู้มีปัญญาคมกล้าไม่ยึดติดกับกสิณธรรมดา แต่ฝึกจิตให้ครอบงำเหนืออารมณ์ที่เล็กน้อยหรือกว้างขวาง ทั้งที่มีสีงามและไม่งาม รวม ๘ แบบ อรรถกถาอธิบายว่าคำว่า ครอบงำ หมายถึงจิตที่ไม่ยึดติดในอารมณ์นั้นๆ เปรียบเหมือนคนกินอิ่มแล้วไม่ใส่ใจอาหารที่เหลือ ผู้ฝึกแบบนี้จะเข้าฌานได้เร็วและมั่นคงกว่าเพราะไม่พะวงกับขนาดของอารมณ์
- หน้า ๕๒๑–๕๓๗ วิโมกข์ ๓ และพรหมวิหารฌาน ๔ (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) แสดงการเจริญฌานแบบวิโมกข์ (ความหลุดพ้นจากอารมณ์ที่เป็นข้าศึก) และฌานที่เกิดจากพรหมวิหาร ๔ ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา อรรถกถาอธิบายความหมายและคุณสมบัติของแต่ละข้อ เช่น เมตตากำจัดพยาบาท กรุณากำจัดการเบียดเบียน มุทิตากำจัดความอิจฉา อุเบกขากำจัดราคะ พร้อมชี้ข้าศึกใกล้ไกลของแต่ละข้อ และวิธีขยายจิตแผ่ไปทีละขอบเขตจนกว้างไม่มีประมาณ อธิบายว่าเหตุใดจึงเรียกว่าพรหมวิหารและอัปปมัญญา
- หน้า ๕๓๘–๕๔๕ อสุภฌาน - การพิจารณาซากศพเพื่อกำจัดราคะ แสดงฌานที่เกิดจากการพิจารณาซากศพ ๑๐ ลักษณะ เช่น ศพขึ้นพอง ศพเน่าเขียว ศพมีหนอนไช เพื่อข่มราคะในร่างกาย อรรถกถาอธิบายความหมายของแต่ละลักษณะซากศพ และชี้ว่าอสุภะแต่ละแบบเหมาะกับผู้ยินดีในรูปลักษณ์คนละด้าน เช่น รูปทรง สีผิว กลิ่นหอม เนื่องจากอารมณ์น่ารังเกียจทำให้จิตตั้งมั่นได้เพียงปฐมฌานเท่านั้น ตอนท้ายสรุปปิดหมวดรูปาวจรกุศลทั้งหมด
- หน้า ๕๔๖–๕๖๗ อรูปาวจรกุศล - ฌาน ๔ ขั้นที่ไม่มีรูปเป็นอารมณ์ แสดงฌานอรูปทั้ง ๔ คือ อากาสานัญจายตนะ (มีอากาศไม่มีที่สุดเป็นอารมณ์) วิญญาณัญจายตนะ (วิญญาณไม่มีที่สุด) อากิญจัญญายตนะ (ไม่มีอะไรเลย) และเนวสัญญานาสัญญายตนะ (มีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีก็ไม่ใช่) แต่ละขั้นเกิดจากการก้าวข้ามอารมณ์ของขั้นก่อนหน้า อรรถกถาอธิบายศัพท์พร้อมอุปมา เช่น พ่อค้าขายน้ำอ้อยที่ต้องโฆษณาให้น่าสนใจ ปราสาทและผ้าหลายชั้นที่ประณีตขึ้นตามลำดับ แสดงว่าฌานขั้นสูงกว่าย่อมประณีตกว่าแม้องค์ฌานจะเหมือนกัน
- หน้า ๕๖๘–๕๗๖ เตภูมิกกุศลธรรม ๓ ภูมิ (กามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร) อธิบายกุศลจิตทั้ง ๓ ภูมิ (กามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร) ว่าแต่ละภูมิเกิดได้ ๓ ระดับคือ อย่างต่ำ อย่างกลาง อย่างประณีต และอาจมีธรรมข้อใดข้อหนึ่งใน ๔ อย่าง (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ ปัญญา) เป็น "อธิบดี" คือตัวนำ อรรถกถาอธิบายว่ากามาวจรกุศลบางครั้งไม่มีอธิบดีก็ได้ แต่รูปาวจรและอรูปาวจรต้องมีอธิบดีเสมอ เพราะเกิดจากความเพียรฝึกฝนต่อเนื่อง
- หน้า ๕๗๗–๕๙๒ มรรคจิตดวงที่ ๑ - รายละเอียดองค์ธรรมของโสดาปัตติมรรค เริ่มเข้าสู่โลกุตรกุศล คือจิตที่เป็นมรรคดวงแรก (โสดาปัตติมรรค) ซึ่งละมิจฉาทิฏฐิได้เด็ดขาด พระไตรปิฎกไล่แจกแจงองค์ธรรมทุกตัวที่เกิดร่วมในขณะจิตนี้อย่างละเอียด เช่น ผัสสะ เวทนา สติ ปัญญา องค์มรรค ๘ โพชฌงค์ ๗ พละ ๕ เป็นการ "สแกน" สภาวะจิตทั้งหมดที่ประกอบกันในขณะบรรลุธรรมขั้นแรก
- หน้า ๕๙๓–๖๐๑ มหานัย ๒๐ และอธิบดี ในมรรคจิตดวงที่ ๑ แสดงว่ามรรคจิตดวงแรกอธิบายได้หลายมุมถึง ๒๐ นัย โดยผสานลักษณะการปฏิบัติ (ลำบากหรือสบาย) กับความเร็วของการรู้แจ้ง (ช้าหรือเร็ว) และมุมมองแบบ "สุญญตะ" (เห็นความไม่มีตัวตน) กับ "อัปปณิหิตะ" (เห็นความเป็นทุกข์) รวมทั้งจำแนกตามธรรมที่เป็นอธิบดีนำ (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ ปัญญา) แสดงว่าการบรรลุธรรมครั้งเดียวอธิบายซ้อนได้หลายแง่มุม
- หน้า ๖๐๒–๖๑๓ อรรถกถาอธิบายศัพท์โลกุตรกุศลและมรรคจิตดวงที่ ๑ อรรถกถาไขความหมายศัพท์สำคัญ เช่น "โลกุตระ" (ข้ามพ้นโลก) "นิยยานิกะ" (นำออกจากวัฏฏะ ต่างจากกุศลโลกีย์ที่ยังก่อภพชาติ) ความหมายของ "การบรรลุภูมิเบื้องต้น" และไขความต่างของ "ทุกขาปฏิปทา-สุขาปฏิปทา" (ปฏิบัติลำบากหรือสบาย) กับ "ทันธาภิญญา-ขิปปาภิญญา" (รู้แจ้งช้าหรือเร็ว) ว่าขึ้นกับความสามารถข่มกิเลสของผู้ปฏิบัติแต่ละคน
- หน้า ๖๑๔–๖๒๘ วิโมกข์ ๓ (สุญญตะ อัปปณิหิตะ อนิมิตตะ) และปัจจัยกำหนดองค์มรรค อธิบายว่าเหตุใดมรรคจึงได้ชื่อว่า "สุญญตะ" (ว่างจากกิเลส/มีนิพพานว่างเป็นอารมณ์) และ "อัปปณิหิตะ" (ไม่มีที่ตั้งแห่งกิเลส) แต่ไม่นับ "อนิมิตตะ" เพราะไม่สำเร็จการบรรลุในทางปรมัตถ์ จากนั้นอภิปรายว่าองค์มรรคและโพชฌงค์อาจมี ๗ หรือ ๘ องค์ต่างกัน โดยพระเถระ ๓ ท่านถกกันว่าอะไรเป็นตัวกำหนด คือฌานที่เป็นบาท ขันธ์ที่พิจารณา หรืออัธยาศัยผู้ปฏิบัติ
- หน้า ๖๒๙–๖๔๐ กระบวนการเกิดมรรคจิตและการออกจากขันธ์ของมรรคทั้ง ๔ สรุปข้อถกเถียงพระเถระว่าทั้ง ๓ ความเห็นถูกคนละกรณี แล้วอธิบายลำดับจิตขณะบรรลุธรรม คือ อนุโลมญาณ ๓ ดวงค่อยๆ ขจัดความมืดของกิเลสก่อนโคตรภูจะรู้นิพพาน แล้วมรรคจิตเกิดต่อทันที เปรียบดั่งแสงจันทร์ทะลุเมฆหรือธนูยิงทะลุโล่ร้อยแผ่น และอธิบายว่ามรรคแต่ละขั้นตัดกิเลสทำให้ไม่ต้องเกิดในภพต่าง ๆ ลดหลั่นกันไปจนหมดสิ้น
- หน้า ๖๔๑–๖๔๔ มรรคจิตดวงที่ ๒ ๓ ๔ - สกทาคามิ อนาคามิ อรหัตมรรค แสดงบาลีของมรรคจิตอีก ๓ ดวง คือ สกทาคามิมรรคทำให้กามราคะและพยาบาทเบาบางลง อนาคามิมรรคละกามราคะและพยาบาทได้หมด และอรหัตมรรคละรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชาที่เหลือทั้งหมด อรรถกถาชี้ว่าองค์ธรรมเหมือนมรรคที่ ๑ ทุกประการ ต่างเพียงกิเลสที่ละและอินทรีย์บางตัวที่เปลี่ยนชื่อ
- หน้า ๖๔๕–๖๕๕ เหตุใดมรรคเบื้องบนเห็นสัจจะเดิมแต่ตัดกิเลสต่างกัน (จบเล่ม) อภิปรายหักล้างความเห็นผิดที่ว่ามรรคขั้นสูงเห็นสัจธรรมที่มรรคแรกไม่เคยเห็น แท้จริงทั้ง ๔ มรรคเห็นอริยสัจ ๔ เหมือนกัน เพียงตัดกิเลสต่างชุดกัน เปรียบด้วยหีบรัตนะที่ปรากฏชัดขึ้นเมื่อความมืดถูกขจัดทีละชั้น ผ้าเปื้อนที่ซักด้วยน้ำด่าง ๔ ครั้งจนสะอาด และกองโจร ๑๒ หัวหน้าที่ถูกปราบทีละกลุ่มจนสิ้น เป็นบทสรุปปิดท้ายอธิบายกุศลจิตของเล่มนี้ (เนื้อหาเรื่องอกุศลจะเริ่มในเล่ม ๗๖)
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐
หน้า ๔๐๑–๔๕๐
หน้า ๔๕๑–๕๐๐
หน้า ๕๐๑–๕๕๐
หน้า ๕๕๑–๖๐๐
หน้า ๖๐๑–๖๕๐