กถาวัตถุ
ฉบับ มมร. · พระอภิธรรมปิฎก · เล่มที่ ๘๐ · ๘๐๙ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๖๑ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๒๑ นิทานกถา: ความเป็นมาของคัมภีร์กถาวัตถุและการสังคายนาครั้งที่ ๓ เปิดเล่มด้วยหน้าปกและบทเริ่มต้นของปุคคลกถา ตามด้วยอารัมภกถาและนิทานกถาของอรรถกถา เล่าประวัติการแตกนิกายสงฆ์เป็น ๑๘ นิกายหลังพุทธปรินิพพาน ๒๐๐ ปี ปัญหาวัตถุ ๑๐ ประการของภิกษุวัชชีบุตร และบทบาทพระเจ้าอโศกมหาราชในการชำระสงฆ์ ก่อนพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระประพันธ์คัมภีร์กถาวัตถุหักล้างปรัปวาทะ ๒๐๐ กว่าเรื่องในการสังคายนาครั้งที่ ๓
- หน้า ๒๒–๖๓ ปุคคลกถา (๑): นิคคหะ ๘ หักล้างความเชื่อว่ามีบุคคลจริงโดยปรมัตถ์ เปิดกถาวัตถุด้วยปุคคลกถา สกวาที (ฝ่ายเถรวาท) หักล้างปรวาที (ฝ่ายปุคคลวาที) ที่เชื่อว่า บุคคล มีอยู่จริงโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะเช่นเดียวกับขันธ์ อายตนะ ธาตุ อันขัดกับหลักอนัตตา ใช้วิธีนิคคหะ ๘ ขั้น ซักไซ้แบบอนุโลม-ปฏิโลมสลับกันซ้ำ ๘ รอบ เพื่อชี้ว่าเมื่อรับว่าบุคคลมีอยู่จริงแต่ปฏิเสธว่าหยั่งเห็นได้ในทุกที่ทุกกาลทุกสภาวธรรม คำตอบย่อมขัดแย้งกันเอง แสดงว่า บุคคล เป็นเพียงบัญญัติ ไม่ใช่สภาวธรรมแท้จริง
- หน้า ๖๔–๙๓ ปุคคลกถา (๒): สังสันทนากถา เทียบเคียงบุคคลกับขันธ์ อายตนะ ธาตุ สืบเนื่องหักล้างปุคคลวาทีด้วยการเทียบเคียง ๓ วิธี คือ สุทธิกสังสันทนา (เทียบตรงว่าบุคคลกับรูป เวทนา ฯลฯ เป็นอย่างเดียวกันหรือคนละอย่าง) โอปัมมสังสันทนา (เทียบด้วยคู่ธรรมที่ต่างกันแน่ เช่น รูปกับเวทนา แล้ววกกลับมาถามเรื่องบุคคล) และจตุกกนยสังสันทนา (ถามสี่แง่ว่าบุคคลเป็นขันธ์หรือ บุคคลในขันธ์หรือ) ทุกทางล้วนแสดงให้เห็นว่าไม่มีบุคคลอยู่จริงแยกต่างหากจากขันธ์ทั้ง ๕
- หน้า ๙๔–๑๓๑ ปุคคลกถา (๓): ลักขณยุตติกตา ถึงคติอนุโยค — บุคคลไม่มีลักษณะจริงและไม่ท่องเที่ยวไปจริง ไต่สวนต่อด้วยลักขณยุตติกตา (บุคคลต้องมีลักษณะสังขตะ/อสังขตะแบบใดแบบหนึ่ง) วจนโสธนะ (ชำระคำว่า บุคคล กับ สภาวะที่หยั่งเห็นได้ ไม่ใช่คำไวพจน์กันจริง) ปัญญัตตานุโยค (บัญญัติกายกับบุคคลไม่เท่ากัน) และคติอนุโยคซึ่งสำคัญที่สุด คือบุคคลเดียวกันหรือคนละคนที่ท่องเที่ยวจากภพนี้สู่ภพหน้า ชี้ว่าถ้าเป็นคนเดียวกันเป๊ะจะขัดกับความตายและกรรมวิบาก แต่ถ้าคนละคนสิ้นเชิงก็เป็นอุจเฉททิฏฐิ บุคคลจึงเป็นเพียงบัญญัติอิงขันธ์ที่แปรเปลี่ยนตลอด ไม่ใช่อัตตาถาวร
- หน้า ๑๓๒–๑๕๗ อุปาทาปัญญัตตานุโยค: บุคคลเป็นบัญญัติที่อาศัยขันธ์เกิดขึ้น หักล้างความเชื่อของปุคคลวาทีที่ว่ามี "บุคคล" เป็นสภาวะจริงแท้ต่างหากจากขันธ์ ๕ สกวาทีชี้ว่าคำว่า "บุคคล" เป็นเพียงบัญญัติที่อาศัยรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเกิดขึ้น เปรียบเหมือนเงาไม้อาศัยต้นไม้ หรือชาวบ้านอาศัยหมู่บ้าน เมื่อขันธ์ไม่เที่ยงแปรปรวน บุคคลก็ต้องไม่เที่ยงไปด้วย แต่ปรวาทีไม่ยอมรับเช่นนั้น จึงแสดงให้เห็นว่าบุคคลไม่ใช่สภาวะแท้จริงต่างหาก เป็นเพียงชื่อเรียกตามสมมติเท่านั้น
- หน้า ๑๕๘–๑๘๕ ปุริสการานุโยค (กัลยาณวรรค): เห็นกรรมดีกรรมชั่ว ไม่เท่ากับเห็น "ผู้กระทำ" ที่เป็นบุคคลจริง หักล้างความเชื่อที่ว่าเมื่อหยั่งเห็นกรรมดีกรรมชั่วและผลของมันได้ ก็ต้องหยั่งเห็น "ผู้ทำ ผู้สร้าง ผู้เสวยผล" ซึ่งเป็นบุคคลจริงด้วย สกวาทีเทียบเคียงว่าเหมือนเห็นแผ่นดิน ภูเขา น้ำ ไฟ ก็ไม่จำเป็นต้องมีผู้สร้างสิ่งเหล่านั้น กรรมและผลของกรรมเป็นไปตามเหตุปัจจัย หากมีบุคคลผู้ทำผู้เสวยจริงถาวร การทำที่สุดแห่งทุกข์ (นิพพาน) ก็จะเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่มีวันหมดสิ้นผู้เสวยนั้น
- หน้า ๑๘๖–๒๒๑ อภิญญานุโยคถึงปกิณณกะ: บทสรุปปุคคลกถา ว่าด้วยโวหารสมมติที่ไม่ใช่หลักฐานว่ามีบุคคลจริง ปิดท้ายปุคคลกถาด้วยการหักล้างข้ออ้างต่างๆ ของปรวาทีที่ยกโวหารสามัญ เช่น ผู้แสดงฤทธิ์ได้ มารดาบิดาญาติพี่น้อง พระโสดาบันอรหันต์ ผู้เจริญสติปัฏฐาน มาเป็นหลักฐานว่ามี "บุคคล" จริงแท้ สกวาทีชี้ว่าถ้อยคำเหล่านี้เป็นเพียงสมมติโวหารของโลก เปรียบเหมือนเรียก "หม้อเนยใส" ทั้งที่ไม่มีใครสร้างหม้อจากเนยใส พระพุทธเจ้าตรัสทั้งสมมติสัจจะและปรมัตถสัจจะโดยไม่ขัดแย้งกัน แต่บุคคลไม่มีอยู่จริงในระดับปรมัตถ์
- หน้า ๒๒๒–๒๔๕ ปริหานิกถา (๑): พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้จริงหรือ หักล้างลัทธินิกายสมิติยะ วัชชีปุตตกะ และสัพพัตถิกวาทีบางส่วนที่เชื่อว่าพระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ โดยอ้างพระสูตรเรื่องความเสื่อม สกวาทีซักว่าถ้าเสื่อมได้จริง ต้องเสื่อมได้ในภพและกาลทั้งปวง และพระอริยะระดับล่างอย่างโสดาบันก็ต้องเสื่อมได้เช่นกัน เพราะละกิเลสน้อยกว่าและเจริญมรรคด้อยกว่าพระอรหันต์ แต่ปรวาทีไม่ยอมรับ แสดงให้เห็นความขัดแย้งในตัวเองของลัทธินี้
- หน้า ๒๔๖–๒๗๘ ปริหานิกถา (๒, จบ): กิเลสที่ถูกถอนรากแล้ว ย่อมไม่กำเริบคืนมาอีก สกวาทีแสดงหลักฐานยืนยันว่าพระอรหันต์ไม่เสื่อม เพราะกิเลสทั้งปวงถูกละขาดถอนรากถึงพื้น ดุจตาลยอดด้วน ไม่มีวันงอกใหม่ พระอรหันต์เช่นพระสารีบุตรไม่เคยเสื่อม ส่วนพระสูตรที่ปรวาทีอ้างเรื่องความเสื่อมของ "ผู้พ้นชั่วคราว" (สมยวิมุต) หมายถึงเสื่อมจากฌานสมาบัติโลกิยะ ไม่ใช่เสื่อมจากอรหัตผล อรรถกถาท้ายกถาเทียบเคียงความเสื่อมของพระอริยะระดับต่างๆ และชำระความพระสูตรที่ยกมาอ้างให้ตรงตามพระบาลี
- หน้า ๒๗๙–๓๐๑ พรหมจริยกถา: การประพฤติพรหมจรรย์มีในหมู่เทวดาหรือไม่ สกวาทีชี้ว่าปรวาทีถือว่าเทวดาโง่เขลาไม่ศรัทธาพระรัตนตรัยจึงไม่มีพรหมจรรย์เลย แต่ความจริงเทวดาบางพวกมีศรัทธาเลื่อมใสได้ และแม้ในหมู่เทวดาไม่มีการบวชปลงผมครองผ้ากาสาวะอย่างมนุษย์ พระอนาคามีที่ไปเกิดในพรหมโลกชั้นสุทธาวาสก็ยังทำอรหัตผลให้แจ้งได้ด้วยมรรคที่เจริญมาแต่มนุษยโลก แสดงว่าการเจริญมรรคอันเป็นแก่นของพรหมจรรย์มีได้ในหมู่เทวดา เพียงแต่ไม่มีรูปแบบการบรรพชา
- หน้า ๓๐๒–๓๑๒ โอธิโสกถา: ละกิเลสได้ทีละส่วนจริงหรือ ปรวาทีเชื่อว่าบุคคลอาจบรรลุโสดาปัตติผลเพียงบางส่วน เช่น ละสักกายทิฏฐิได้แต่ยังไม่ละวิจิกิจฉา สกวาทีหักล้างว่าถ้าเป็นเช่นนั้นบุคคลจะกลายเป็นทั้งพระโสดาบันและปุถุชนในขณะเดียวกัน ซึ่งขัดแย้งในตัวเอง เพราะมรรคแต่ละขั้นย่อมตัดกิเลสที่เป็นชุดนั้นให้ขาดพร้อมกันทั้งหมด ไม่มีการบรรลุผลแบบครึ่งๆ กลางๆ
- หน้า ๓๑๓–๓๒๔ ปชหติกถา (ชหติกถา): ปุถุชนละกามราคะพยาบาทได้เด็ดขาดหรือไม่ ปรวาทีเห็นว่าปุถุชนผู้ได้ฌานสามารถละกามราคะและพยาบาทได้อย่างสิ้นเชิงเสมือนพระอนาคามี สกวาทีค้านว่านั่นเป็นเพียงการข่มไว้ด้วยกำลังฌานโลกิยะซึ่งยังมีเชื้อเหลืออยู่ ไม่ใช่การถอนรากถอนโคนด้วยอริยมรรคที่นำออกจากสังสารวัฏอย่างแท้จริง ปุถุชนจึงยังไม่ชื่อว่าละกิเลสเหล่านี้ได้เด็ดขาดเหมือนพระอนาคามี
- หน้า ๓๒๕–๓๙๐ สัพพมัตถีติกถา: หักล้างวาทะสรรพัตถิวาทที่ว่าสิ่งทั้งปวงมีอยู่ ปรวาทีฝ่ายสรรพัตถิวาทถือว่าธรรมทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคตล้วนมีอยู่จริงตลอดสามกาล สกวาทีฝ่ายเถรวาทค้านว่าสิ่งที่ดับไปแล้วหรือยังไม่เกิดขึ้นจะกล่าวว่ามีอยู่ไม่ได้ เพราะขัดกับความหมายของคำว่ามีอยู่เอง มีเพียงธรรมที่กำลังเกิดในปัจจุบันขณะเท่านั้นที่เรียกว่ามีอยู่จริง ส่วนอดีตอนาคตเป็นเพียงชื่อเรียกสิ่งที่เคยมีหรือจักมี นับเป็นกถาที่ยาวและสำคัญที่สุดกถาหนึ่งของคัมภีร์นี้
- หน้า ๓๙๑–๔๐๕ อตีตขันธาติกถา: ขันธ์ ธาตุ อายตนะที่เป็นอดีตยังมีอยู่หรือไม่ ปรวาทีเห็นว่าเมื่อสิ่งที่ล่วงไปแล้วยังถูกจัดเป็นขันธ์ ธาตุ อายตนะได้ ก็แสดงว่าสิ่งนั้น "มีอยู่" จริง สกวาทีคัดค้านว่าการจัดประเภทเป็นขันธ์เป็นต้นเป็นเพียงชื่อเรียกตามสภาวะที่เคยเกิดขึ้น ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่ดับไปแล้วยังคงมีอยู่ในปัจจุบัน อดีตและอนาคตจึงไม่ใช่สภาวะที่ "มีอยู่" เสมอปัจจุบัน
- หน้า ๔๐๖–๔๑๗ เอกัจจมัตถีติกถา: อดีตบางส่วนมีอยู่ บางส่วนไม่มีอยู่ นิกายกัสสปิกะเห็นว่ากรรมอดีตที่ยังไม่ให้ผลนับว่า "มีอยู่" ส่วนกรรมที่ให้ผลแล้วนับว่า "ไม่มีอยู่" จึงแบ่งธรรมที่เป็นอดีตออกเป็นสองส่วน สกวาทีชี้ว่าธรรมทั้งหมดที่ล่วงไปแล้วดับไปเสมอกัน จะแยกว่าบางส่วนมีอยู่บางส่วนไม่มีอยู่ไม่ได้ เพราะขัดกับความหมายของคำว่าอดีตเอง
- หน้า ๔๑๘–๔๒๗ สติปัฏฐานกถา: ธรรมทั้งปวงเป็นสติปัฏฐานจริงหรือ นิกายอันธกะเห็นว่าธรรมทุกอย่าง แม้กระทั่งกิเลสอย่างราคะหรือความไม่ละอาย ก็เป็น "สติปัฏฐาน" ได้ เพราะสติสามารถระลึกถึงสิ่งใดก็ได้ สกวาทีคัดค้านว่าสติปัฏฐานหมายถึงตัวสติเองอันเป็นมรรคเครื่องบรรลุนิพพานเท่านั้น มิใช่สิ่งใดก็ตามที่สติเอาไปเป็นอารมณ์ ไม่เช่นนั้นแม้กิเลสก็จะกลายเป็นสติปัฏฐานไปด้วย
- หน้า ๔๒๘–๔๓๗ เหวัตถีติกถา: "มีอยู่" กับ "ไม่มีอยู่" เป็นความหมายเดียวกันหรือไม่ นิกายอันธกะเห็นว่าอดีต "มีอยู่โดยภาวะหนึ่ง ไม่มีอยู่โดยภาวะหนึ่ง" ซึ่งเมื่อไล่ถามต่อกลับยอมรับว่าความมีอยู่กับความไม่มีอยู่เป็นอรรถเดียวกัน สกวาทีชี้ว่าการยุบคำว่ามีอยู่กับไม่มีอยู่ให้เป็นเรื่องเดียวกันทำให้บัญญัติทั้งปวงสับสนไร้ความหมาย เช่น รูปก็จะกลายเป็นเวทนาไปด้วย ปิดท้ายมหาวรรคที่ ๑
- หน้า ๔๓๘–๔๕๘ ปรูปหารกถา: เทวดาฝ่ายมารนำสุกกะไปสู่พระอรหันต์ได้จริงหรือ นิกายปุพพเสลิยะและอปรเสลิยะเห็นว่าพระอรหันต์บางท่านยังมีการปล่อยอสุจิ (สุกกวิสัฏฐิ) ได้ โดยอ้างว่าเทวดาฝ่ายมารเป็นผู้นำพาให้เกิดขึ้น สกวาทีคัดค้านว่าหากพระอรหันต์ปราศจากราคะโดยสิ้นเชิงแล้ว การปล่อยน้ำอสุจิอันมีราคะเป็นเหตุย่อมเกิดไม่ได้ อรรถกถาอธิบายว่าถ้ามีปรากฏการณ์เช่นนั้นจริงก็เกิดจากเหตุทางกายภาพ มิใช่กิเลส เปิดวรรคที่ ๒
- หน้า ๔๕๙–๔๗๓ อัญญาณกถา: พระอรหันต์ยังมีความไม่รู้อยู่หรือไม่ นิกายปุพพเสลิยะเห็นว่าพระอรหันต์ยังมี "ความไม่รู้" อยู่ เพราะบางท่านไม่รู้จักชื่อคน ไม่รู้เส้นทาง หรือไม่รู้จักชื่อพันธุ์ไม้ สกวาทีคัดค้านว่าความไม่รู้เช่นนี้เป็นเพียงเรื่องทางโลกทั่วไป ไม่ใช่อวิชชาอันเป็นกิเลสที่พระอรหันต์ละได้หมดสิ้นแล้ว หากเป็นอวิชชาจริงพระอรหันต์ก็จะยังทำบาปหนักเช่นฆ่าสัตว์ลักทรัพย์ได้ ซึ่งเป็นไปไม่ได้
- หน้า ๔๗๔–๔๘๖ กังขากถา — ความสงสัยของพระอรหันต์ ปรวาทีเห็นว่าพระอรหันต์ยังมีความสงสัยอยู่ เพราะท่านอาจไม่ทราบชื่อคน ชื่อพืช หรือเส้นทางบางแห่ง สกวาทีหักล้างว่าความสงสัยที่แท้ (วิจิกิจฉา) คือกิเลสเครื่องกั้นที่พระอรหันต์ละได้เด็ดขาดแล้ว ส่วนความไม่รู้เรื่องโลกียวิสัยเล็กน้อยไม่ใช่ความสงสัยในทางธรรมที่จะทำให้ไม่บรรลุผล ท่านจึงไม่มีวิจิกิจฉาอันเป็นสังโยชน์อีกต่อไป
- หน้า ๔๘๗–๕๐๐ ปรวิตารณากถา — การแนะนำจากผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ ปรวาทีเห็นว่าพระอรหันต์ยังต้องพึ่งการแนะนำจากผู้อื่นอยู่ เพราะท่านอาจต้องมีคนบอกชื่อคน เส้นทาง หรือชื่อพืชที่ไม่รู้จัก สกวาทีหักล้างว่าพระอรหันต์เป็นผู้รู้แจ้งด้วยตนเอง ไม่ถูกผู้อื่นชักจูงให้หลงหรือคลาดเคลื่อนจากธรรม การบอกข้อมูลโลกียวิสัยเล็กน้อยไม่ใช่ "การแนะนำ" ในความหมายที่จะทำให้ท่านยังไม่บรรลุธรรมด้วยตนเอง
- หน้า ๕๐๑–๕๑๙ วจีเภทกถา — การเปล่งวาจาขณะเข้าฌาน ปรวาทีเข้าใจพระสูตรว่าผู้เข้าฌานขณะบรรลุมรรคยังเปล่งวาจาว่า "ทุกข์" ได้ สกวาทีหักล้างว่าในขณะเข้าฌานจริง วิตกวิจารอันเป็นวจีสังขารดับไปแล้ว จึงเปล่งวาจาไม่ได้ พระสูตรที่ยกมาหมายถึงผู้ออกจากฌานแล้วพิจารณาไตร่ตรอง ไม่ใช่ขณะเข้าฌานอยู่จริง
- หน้า ๕๒๐–๕๒๑ ทุกขาหารกถา — การกล่าวคำว่า "ทุกข์" ไม่ใช่ตัวมรรค ปรวาทีเห็นว่าการเปล่งคำว่า "ทุกข์" เป็นการนำญาณในทุกข์มาเกิด จึงนับเป็นองค์แห่งมรรค สกวาทีหักล้างว่าถ้าเป็นเช่นนั้น แม้พาลปุถุชนหรือผู้ทำอนันตริยกรรมที่พูดคำว่าทุกข์ก็ต้องยังมรรคให้เกิดได้ด้วย ซึ่งขัดกับความจริง แสดงว่าการเปล่งวาจาเฉยๆ ไม่ใช่ตัวมรรคหรือปัญญาที่แท้จริง
- หน้า ๕๒๒–๕๓๐ จิตตฐิติกถา — จิตดวงเดียวตั้งอยู่นานได้หรือไม่ ปรวาทีเห็นว่าจิตดวงหนึ่งตั้งอยู่ได้นานถึงวันหนึ่งหรือหลายกัปโดยไม่ดับ สกวาทีหักล้างโดยอ้างพระพุทธพจน์ว่าไม่มีสิ่งใดแปรเปลี่ยนเร็วเท่าจิต จิตเกิดดับสลับกันตลอดทั้งวันทั้งคืนดุจลิงจับกิ่งไม้ ถ้าจิตดวงเดียวตั้งอยู่นาน การเห็น ได้ยิน ได้กลิ่นต่างวาระกันในวันเดียวก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้เลย
- หน้า ๕๓๑–๕๓๙ กุกกุฬกถา — สังขารทั้งปวงเป็นดุจเถ้าไฟหรือไม่ ปรวาทีเห็นว่าสังขารทั้งปวงร้อนระอุดุจหลุมเถ้าไฟ ไม่มีช่องว่างแห่งความสุขเลย โดยยึดพระสูตรเรื่อง "สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน" สกวาทีหักล้างว่ายังมีสุขหลายชนิด เช่น สุขจากฌาน จากทาน จากศีล จากความหลุดพ้น พระสูตรนั้นหมายถึงสังขารเป็นของร้อนด้วยไฟกิเลสและไม่เที่ยง มิใช่ปฏิเสธสุขทุกชนิดโดยสิ้นเชิง
- หน้า ๕๔๐–๕๕๙ อนุปุพพาภิสมยกถา — การตรัสรู้อริยสัจเป็นไปทีละขั้นหรือไม่ ปรวาทีเห็นว่าการตรัสรู้ธรรมเป็นไปตามลำดับ คือเห็นทุกข์ก่อน แล้วจึงเห็นสมุทัย นิโรธ มรรค ทีละอย่าง และละกิเลสเป็นเสี้ยวๆ ตามลำดับ สกวาทีหักล้างว่าเมื่อเห็นสัจจะหนึ่งย่อมเห็นสัจจะทั้ง ๔ พร้อมกัน เพราะสัจจะทั้งสี่เกี่ยวเนื่องเป็นอันเดียว การแบ่งเห็นทีละส่วนแล้วนับว่าบรรลุผลไปทีละเสี้ยวจึงขัดกับพระสูตรที่แสดงมรรคผลเป็นการตรัสรู้พร้อมกันครั้งเดียว
- หน้า ๕๖๐–๕๖๙ โวหารกถา — พระดำรัสของพระพุทธเจ้าเป็นโลกุตตระหรือไม่ ปรวาทีเห็นว่าพระดำรัสของพระพุทธเจ้าเป็นโลกุตตรธรรม กระทบเฉพาะโสตที่เป็นโลกุตตระ รับรู้ได้เฉพาะพระอริยสาวก ปุถุชนรับรู้ไม่ได้ สกวาทีหักล้างว่าพระดำรัสคือเสียง (สัททายตนะ) ซึ่งเป็นโลกียธรรม กระทบโสตธรรมดาและปุถุชนก็ได้ยินได้ สิ่งที่เป็นโลกุตตระคือธรรมที่ทรงแสดง มิใช่ตัวถ้อยคำหรือเสียงที่ตรัส
- หน้า ๕๗๐–๕๗๕ นิโรธกถา — นิโรธมีสองอย่างหรือไม่ ปรวาทีเห็นว่านิโรธ (ความดับ) มีสองอย่างรวมเป็นนิโรธสัจจะเดียวกัน คือทั้งความดับตามธรรมดาของสังขารและความดับด้วยปัญญา (นิพพาน) สกวาทีหักล้างว่านิโรธสัจจะซึ่งเป็นอริยสัจต้องมีอย่างเดียวคือพระนิพพาน ไม่มีสูงต่ำแตกต่างกัน การรวมความดับตามธรรมดาเข้ากับพระนิพพานเป็นความเข้าใจผิด ทำให้ดูเหมือนมีนิพพานสองระดับ
- หน้า ๕๗๖–๕๘๘ พลกถา — กำลังของพระตถาคตทั่วไปแก่พระสาวกหรือไม่ ปรวาทีเห็นว่ากำลัง (ทศพลญาณ) ของพระตถาคตทั่วไปแก่พระสาวกด้วย เพราะพระสาวกก็รู้ฐานะ อฐานะ กรรมวิบาก และอื่นๆ ได้เช่นกัน สกวาทีหักล้างว่าในบรรดากำลัง ๑๐ ประการ มีเพียงญาณสิ้นอาสวะเท่านั้นที่ทั่วไปแก่พระอรหันตสาวก ส่วนกำลังอื่น โดยเฉพาะญาณหยั่งรู้ความยิ่งหย่อนแห่งอินทรีย์ เป็นคุณสมบัติเฉพาะพระพุทธเจ้าเท่านั้น พระสาวกรู้ได้เพียงบางส่วน ไม่ทั่วถึงเท่าพระองค์
- หน้า ๕๘๙–๖๐๔ อริยันติกถา — ทศพลญาณเป็นอริยะทั้งหมดหรือไม่ ปรวาทีเห็นว่ากำลังของพระตถาคตทุกข้อ เช่น ญาณหยั่งรู้ฐานะและอฐานะ นับเป็น "อริยะ" เช่นเดียวกับมรรคผล สกวาทีหักล้างว่าธรรมที่จะเรียกว่าอริยะต้องมีสุญญตะ อนิมิตตะ หรืออัปปณิหิตะ (คือพระนิพพาน) เป็นอารมณ์โดยตรง ดังเช่นสติปัฏฐานหรือโพชฌงค์ ส่วนญาณอย่างฐานาฐานญาณมีสังขารเป็นอารมณ์ จึงเรียกว่าอริยะไม่ได้ มีเพียงญาณสิ้นอาสวะเท่านั้นที่นับเป็นอริยะแท้จริง
- หน้า ๖๐๕–๖๑๐ วิมุจจติกถา: จิตที่ยังมีราคะหลุดพ้นได้หรือไม่ ปรวาทีเห็นว่าจิตที่ยังมีราคะสามารถหลุดพ้นได้ เปรียบเหมือนผ้าเปื้อนที่ซักจนสะอาด สกวาทีโต้ว่าจิตที่ประกอบด้วยราคะ โทสะ โมหะ เป็นอกุศล เป็นโลกิยะ ไม่อาจเรียกว่าหลุดพ้นได้ มีแต่จิตที่ปราศจากกิเลสแล้วเท่านั้นที่ชื่อว่าหลุดพ้น
- หน้า ๖๑๑–๖๑๘ วิมุจจมานกกถา: จิตหลุดพ้นทีละส่วนได้หรือไม่ ปรวาทีเห็นว่าจิตหลุดพ้นเป็นขั้นตอน ส่วนหนึ่งหลุดพ้นแล้วอีกส่วนยังไม่หลุดพ้น ดุจช่างไม้ทำงานเสร็จทีละส่วน สกวาทีชี้ว่าถ้าเป็นเช่นนั้นบุคคลคนเดียวกันก็ต้องเป็นทั้งพระโสดาบันและปุถุชนพร้อมกัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ความหลุดพ้นเกิดขึ้นเด็ดขาดในขณะเดียวเท่านั้น ไม่มีการหลุดพ้นบางส่วน
- หน้า ๖๑๙–๖๒๘ อัฏฐมกกถา: บุคคลที่ ๘ ละกิเลสได้แล้วจริงหรือไม่ ปรวาทีเห็นว่าบุคคลที่ ๘ (ผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค) ละเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิและวิจิกิจฉาได้แล้ว แต่ยังละอนุสัยเดียวกันไม่ได้ แยกกันเป็นคนละส่วน สกวาทีโต้ว่าปริยุฏฐานกับอนุสัยของกิเลสเดียวกันแยกจากกันไม่ได้ จะละได้จริงก็ต่อเมื่อมรรคเกิดขึ้นสมบูรณ์แล้วเท่านั้น
- หน้า ๖๒๙–๖๓๖ อัฏฐมกัสสอินทริยกถา: บุคคลที่ ๘ มีอินทรีย์ ๕ ครบหรือไม่ ปรวาทีเห็นว่าบุคคลที่ ๘ มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา แต่ยังไม่มีอินทรีย์ ๕ ในความหมายเต็ม เพราะอินทรีย์เกิดเฉพาะเมื่อบรรลุผลแล้วเท่านั้น สกวาทีโต้ด้วยพระสูตรว่าผู้มีธรรมเหล่านี้ย่อมมีอินทรีย์นั้นครบถ้วนอยู่แล้วนับแต่ขณะเจริญมรรค คุณธรรมกับอินทรีย์แยกจากกันไม่ได้
- หน้า ๖๓๗–๖๔๓ ทิพพจักขุกถา: มังสจักขุกลายเป็นทิพยจักขุได้หรือไม่ ปรวาทีเห็นว่าตาเนื้อ (มังสจักขุ) เมื่อได้รับการอุปถัมภ์ด้วยฌานแล้วกลายเป็นทิพยจักขุอย่างเดียวกัน สกวาทีโต้ว่าทั้งสองมีวิสัย อานุภาพ และภูมิต่างกันคนละอย่าง ตาเนื้อเป็นกัมมชรูปฝ่ายกามาวจร ส่วนทิพยจักขุเป็นรูปาวจรจิต การเกิดของตาเนื้อเป็นเพียงเหตุปัจจัยให้เกิดทิพยจักขุ มิใช่สิ่งเดียวกัน
- หน้า ๖๔๔–๖๔๗ ทิพพโสตกถา: มังสโสตกลายเป็นทิพยโสตได้หรือไม่ ทำนองเดียวกับเรื่องตา ปรวาทีเห็นว่าหูเนื้อที่ได้รับการอุปถัมภ์ด้วยฌานกลายเป็นทิพยโสตอย่างเดียวกัน สกวาทีโต้ด้วยเหตุผลเดียวกันว่าหูทั้งสองมีวิสัยและภูมิต่างกัน ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และพระพุทธเจ้าตรัสโสตไว้ ๒ อย่างแยกจากกันชัดเจน
- หน้า ๖๔๘–๖๕๓ ยถากัมมูปคตญาณกถา: ญาณรู้กรรมของสัตว์เป็นทิพยจักขุหรือไม่ ปรวาทีเห็นว่าญาณรู้ความที่สัตว์เป็นไปตามกรรมเป็นอย่างเดียวกับทิพยจักขุ สกวาทีโต้ว่าเป็นคนละอย่าง เพราะพระสารีบุตรเองก็รู้ความเป็นไปตามกรรมของสัตว์ได้โดยไม่มีทิพยจักขุ ดังที่ท่านเคยกล่าวไว้ว่าไม่เคยตั้งความปรารถนาเพื่ออภิญญาเช่นทิพยจักขุญาณเลย
- หน้า ๖๕๔–๖๖๐ สังวรกถา: ความสำรวมมีในหมู่เทวดาหรือไม่ ปรวาทีเห็นว่าเทวดาไม่ล่วงเวร ๕ จึงมีความสำรวม (ศีล) อยู่แล้วโดยธรรมชาติ สกวาทีซักว่าถ้าเช่นนั้นความไม่สำรวมอันเป็นสิ่งที่ศีลนั้นเว้นจากก็ต้องมีอยู่ในหมู่เทวดาด้วย ซึ่งปรวาทีปฏิเสธเอง ชี้ให้เห็นว่าการไม่มีเหตุให้ล่วงศีลกับการสำรวมศีลอย่างแท้จริงเป็นคนละเรื่องกัน
- หน้า ๖๖๑–๖๖๗ อสัญญกถา: สัญญามีอยู่ในอสัญญสัตว์หรือไม่ ปรวาทีอ้างพระสูตรที่ว่าเทวดาอสัญญสัตว์จุติเพราะสัญญาเกิดขึ้น จึงเห็นว่าสัญญามีอยู่ในอสัญญสัตว์ สกวาทีโต้ว่าภพนั้นได้ชื่อว่าอสัญญภพเพราะปราศจากสัญญาตลอดช่วงตั้งอยู่ สัญญาที่เกิดขึ้นมีเพียงชั่วขณะจุติเท่านั้น จะสรุปว่าสัญญามีอยู่ในภพนี้โดยทั่วไปไม่ได้
- หน้า ๖๖๘–๖๗๕ เนวสัญญานาสัญญายตนกถา: ควรกล่าวว่ามีสัญญาหรือไม่ ปรวาทีเห็นว่าเพราะชื่อภพนี้แปลว่า "มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่" จึงไม่ควรกล่าวยืนยันว่ามีสัญญาอยู่หรือไม่มีเลย สกวาทีโต้ว่าภพนี้เป็นจตุโวการภพมีขันธ์ ๔ เช่นเดียวกับอรูปภพอื่นที่ยอมรับกันว่ามีสัญญาอยู่ จึงต้องกล่าวได้ว่ามีสัญญาอยู่เช่นกัน เพียงแต่ละเอียดมาก
- หน้า ๖๗๖–๖๘๐ คิหิสสอรหาติกถา: คฤหัสถ์เป็นพระอรหันต์ได้หรือไม่ ปรวาทีเห็นว่าคฤหัสถ์เป็นพระอรหันต์ได้ โดยยกตัวอย่างยสกุลบุตรและผู้อื่นที่บรรลุอรหัตตผลขณะยังครองเรือน สกวาทีโต้ว่าคำว่า "คฤหัสถ์" หมายถึงผู้ยังมีกิเลสเครื่องผูกพันคือคิหิสัญโญชน์อยู่ พระอรหันต์ตัดกิเลสนั้นขาดแล้ว จึงไม่ใช่คฤหัสถ์อีกต่อไปแม้เพศภายนอกจะยังเป็นฆราวาส
- หน้า ๖๘๑–๖๘๗ อุปปัตติกถา: บรรลุอรหัตต์พร้อมกับผุดเกิดได้หรือไม่ ปรวาทีเห็นว่าพระอนาคามีที่ไปเกิดในสุทธาวาสเป็นพระอรหันต์ได้ทันทีพร้อมกับการผุดเกิด สกวาทีโต้ด้วยการยกพระสาวกใหญ่ เช่น พระสารีบุตร ที่ไม่มีใครบรรลุอรหัตต์แบบนั้น เพราะจิตขณะปฏิสนธิเป็นเพียงวิบากจิตฝ่ายโลกิยะ ไม่อาจบรรลุมรรคผลได้ในขณะนั้น
- หน้า ๖๘๘–๖๙๗ อนาสวกถา: ทุกสิ่งของพระอรหันต์ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะหรือไม่ ปรวาทีเห็นว่าทุกสิ่งที่เกี่ยวกับพระอรหันต์ไม่ว่าร่างกาย ตา หรือจีวรที่ท่านให้ผู้อื่น ล้วนไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสอาสวะ เพราะตัวท่านสิ้นอาสวะแล้ว สกวาทีโต้ว่ามีเพียงมรรคผลนิพพานเท่านั้นที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ ส่วนร่างกายและของใช้ยังเป็นโลกิยะ ผู้อื่นยังอาจเกิดกิเลสเพราะสิ่งเหล่านั้นได้
- หน้า ๖๙๘–๗๑๐ สมันนาคตกถา: พระอรหันต์ประกอบด้วยผลทั้ง ๔ พร้อมกันหรือไม่ ปรวาทีเห็นว่าพระอรหันต์ยังประกอบด้วยผลทั้ง ๔ (โสดา สกทาคา อนาคา อรหัตต) พร้อมกัน เพราะเคยผ่านทุกขั้นมาแล้ว สกวาทีโต้ว่าถ้าเป็นเช่นนั้นต้องมีผัสสะ เวทนา จิตอย่างละ ๔ พร้อมกันด้วยซึ่งเป็นไปไม่ได้ แท้จริงท่านเพียงไม่เสื่อมจากผลที่ได้แล้วเท่านั้น มิใช่ยังทรงผลเดิมไว้พร้อมกันทั้งหมด
- หน้า ๗๑๑–๗๑๒ อุเบกขาสมันนาคตกถา: พระอรหันต์มีอุเบกขา ๖ พร้อมกันหรือไม่ ปรวาทีเห็นว่าพระอรหันต์ประกอบด้วยอุเบกขาทั้ง ๖ ทางอายตนะพร้อมกันตลอดเวลา สกวาทีโต้ว่าถ้าเป็นเช่นนั้นต้องมีผัสสะและเวทนาอย่างละ ๖ เกิดพร้อมกันด้วยซึ่งขัดกับความจริงที่จิตรับอารมณ์ทีละทวาร แท้จริงท่านมีอุเบกขาทั้ง ๖ เป็นคุณสมบัติประจำตัว แต่ไม่ได้เกิดพร้อมกันทุกทางในขณะเดียว
- หน้า ๗๑๓–๗๒๓ โพธิยาพุทโธติกถา: ชื่อว่าพุทธะเพราะปัญญาตรัสรู้กาลไหน นิกายอุตตราปถกะเห็นว่าพระพุทธเจ้าชื่อว่า "พุทธะ" เพราะปัญญาเครื่องตรัสรู้ (โพธิ) ที่เป็นอดีต อนาคต หรือปัจจุบัน ราวกับชื่อคนขาวเพราะผิวขาว สกวาทีชี้ว่าปัญญาตรัสรู้ที่ดับไปแล้วหรือยังไม่เกิด ไม่อาจทำกิจแห่งการรู้แจ้งอริยสัจได้ในขณะนั้น ความเป็นพุทธะจึงมิใช่เพราะโพธิในกาลใดกาลหนึ่งตายตัว แต่เพราะเคยได้บรรลุโพธินั้นแล้วต่างหาก
- หน้า ๗๒๔–๗๒๙ ลักขณกถา: มีลักษณะมหาบุรุษแล้วต้องเป็นพระโพธิสัตว์เสมอไปหรือ อุตตราปถกะเห็นว่าผู้ประกอบด้วยลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการเป็นพระโพธิสัตว์เสมอ แม้พระเจ้าจักรพรรดิผู้มีลักษณะเดียวกันก็ต้องเป็นโพธิสัตว์ด้วย สกวาทีหักล้างว่าจักรพรรดิผู้มีลักษณะนั้นมิได้มีบุพจริยาและการแสดงธรรมอย่างพระโพธิสัตว์ พระสูตรกล่าวถึงคติสองทาง (จักรพรรดิหรือพระพุทธเจ้า) มิใช่ว่าทุกผู้มีลักษณะจะเป็นโพธิสัตว์แน่นอน
- หน้า ๗๓๐–๗๓๙ นิยาโมกกันติกถา: พระโพธิสัตว์เคยเป็นสาวกพระกัสสปพุทธเจ้าหรือ นิกายอันธกะเห็นว่าพระโพธิสัตว์ (ก่อนตรัสรู้) เคยหยั่งลงสู่มรรคผลเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าพระนามกัสสปะมาแล้ว โดยอ้างเรื่องโชติปาลมาณพ สกวาทีหักล้างด้วยพระพุทธพจน์ว่าพระองค์ตรัสรู้เองโดยไม่มีอาจารย์ ไม่เคยฟังตามใคร และยังทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา แสวงหาศาสดาอื่นก่อนตรัสรู้ ซึ่งขัดกับการเป็นพระอริยสาวกมาก่อนแล้ว
- หน้า ๗๔๐–๗๕๓ อปราปิสมันนาคตกถา: ผู้ปฏิบัติเพื่ออรหัตต์มีผลเบื้องต่ำพร้อมแล้วหรือ นิกายอันธกะเห็นว่าผู้กำลังปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอรหัตตผล ย่อมประกอบด้วยผลเบื้องต่ำทั้ง ๓ (โสดา สกทาคา อนาคา) พร้อมกันไปด้วยแล้ว สกวาทีหักล้างด้วยเหตุผลทำนองเดียวกับกถาก่อนว่าผัสสะ เวทนาของแต่ละผลต่างขณะกัน และผู้ปฏิบัติเพื่ออรหัตต์ในขณะนั้นยังไม่ใช่พระโสดาบันหรือสกทาคามีจริง
- หน้า ๗๕๔–๗๕๘ สัพพสัญโญชนัปปหานกถา: อรหัตตมรรคละสังโยชน์ทั้งปวงหรือ (จบวรรคที่ ๔) นิกายอันธกะเห็นว่าอรหัตตมรรคเพียงมรรคเดียวละสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ได้ทั้งหมด สกวาทีหักล้างด้วยพระพุทธพจน์ว่าโสดาปัตติมรรคละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส สกทาคามิมรรคทำกามราคะโทสะอย่างหยาบให้เบาบาง อนาคามิมรรคละกามราคะโทสะอย่างละเอียด ส่วนอรหัตตมรรคละที่เหลือ แต่ละมรรคจึงละสังโยชน์เฉพาะส่วนของตน จบวรรคที่ ๔
- หน้า ๗๕๙–๗๖๕ วิมุตตกถา: ญาณหลุดพ้นทั้ง ๔ อย่างชื่อว่าหลุดพ้นเสมอกันหรือ (เปิดวรรคที่ ๕) นิกายอันธกะเห็นว่าวิมุตติญาณทุกชนิด (วิปัสสนา มรรค ผล ปัจจเวกขณะ) ชื่อว่าหลุดพ้นแล้วเหมือนกันหมด สกวาทีชี้ว่ามีเพียงผลญาณเท่านั้นที่หลุดพ้นโดยสมบูรณ์ ส่วนวิปัสสนาญาณ มรรคญาณ และปัจจเวกขณญาณ ยังเรียกว่าหลุดพ้นแล้วในความหมายเดียวกันไม่ได้ เพราะทำหน้าที่ต่างกัน เปิดวรรคที่ ๕
- หน้า ๗๖๖–๗๖๙ อเสกขญาณกถา: พระเสกขะมีญาณของพระอเสกขะหรือ นิกายอุตตราปถกะเห็นว่าพระเสกขะ (ผู้ยังต้องศึกษา) เช่นพระอานนท์ มีญาณของพระอเสกขะ (ผู้จบกิจแล้ว) เพราะทราบได้ว่าพระพุทธเจ้าหรือพระอัครสาวกมีคุณยิ่งกว่าตน สกวาทีหักล้างว่าการรู้จักคุณของผู้อื่นมิใช่การมีญาณหยั่งรู้ธรรมของพระอเสกขะด้วยตนเอง เพราะพระเสกขะยังไม่เห็น ไม่รู้ ไม่ทำให้แจ้งธรรมนั้นเอง
- หน้า ๗๗๐–๗๗๖ วิปรีตกถา: ผู้เข้าปฐวีกสิณสมาบัติมีความรู้วิปริตหรือ นิกายอันธกะเห็นว่าผู้เข้าฌานมีปฐวีกสิณ (นิมิตดิน) เป็นอารมณ์ มีความรู้ผิดเพี้ยนจากความจริง เพราะสิ่งที่เห็นมิใช่ดินแท้ สกวาทีหักล้างว่าความเห็นวิปริตที่แท้คือเห็นสิ่งไม่เที่ยงว่าเที่ยง เห็นทุกข์ว่าสุขเป็นต้น ซึ่งเป็นอกุศล แต่ญาณในกสิณเป็นกุศล แม้พระอรหันต์ก็เข้าสมาบัตินี้ได้โดยไม่มีความเห็นผิดใดๆ
- หน้า ๗๗๗–๗๘๓ นิยามกถา: ปุถุชนมีญาณหยั่งสู่มรรคก่อนบรรลุแล้วหรือ นิกายอุตตราปถกะเห็นว่าปุถุชนผู้ยังไม่แน่นอน (ยังไม่ถึงมรรค) มีญาณเพื่อหยั่งลงสู่ทางอันแน่นอนอยู่แล้ว โดยอ้างว่าพระพุทธเจ้าทรงทราบล่วงหน้าว่าผู้ใดจะบรรลุธรรม สกวาทีหักล้างว่าการทรงทราบนั้นเป็นพระญาณพละของพระพุทธเจ้าเอง มิใช่ญาณที่มีอยู่แล้วในตัวปุถุชนผู้ยังไม่บรรลุมรรค
- หน้า ๗๘๔–๗๘๗ ปฏิสัมภิทากถา: ความรู้ทุกอย่างเป็นปฏิสัมภิทาหรือ นิกายอันธกะเห็นว่าความรู้ทุกชนิด แม้ความรู้ในสิ่งสมมติ (เช่น กสิณ) หรือความรู้ใจผู้อื่น ล้วนเป็นปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉาน) สกวาทีหักล้างว่าปฏิสัมภิทาเป็นปัญญาระดับโลกุตตระเท่านั้น ส่วนปัญญาในสมาบัติกสิณต่างๆ หรือในการให้ทานเป็นเพียงปัญญาสามัญ ไม่นับเป็นปฏิสัมภิทา
- หน้า ๗๘๘–๗๙๐ สัมมติญาณกถา: ญาณในสิ่งสมมติมีเพียงสัจจะเป็นอารมณ์หรือ ถกประเด็นว่าญาณที่รู้สิ่งสมมติ เช่น ปฐวีกสิณหรือเภสัชที่ถวาย มีเพียง "สัจจะ" เป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีสิ่งอื่นเป็นอารมณ์ สกวาทีชี้ว่าหากเป็นเช่นนั้นญาณชนิดนี้ก็ต้องกำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำให้แจ้งนิโรธ เจริญมรรคได้ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ แสดงว่าไม่ควรปนความรู้สมมติเข้ากับปัญญาหยั่งรู้อริยสัจ
- หน้า ๗๙๑–๗๙๕ จิตตารัมมณกถา: เจโตปริยญาณมีจิตเป็นอารมณ์เท่านั้นหรือ นิกายอันธกะเห็นว่าเจโตปริยญาณ (ความรู้ใจผู้อื่น) มีเพียงจิตเป็นอารมณ์ ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์ เพราะติดชื่อ "เจโตปริยะ" ตามตัวอักษร สกวาทีหักล้างว่าผู้รู้ว่า "จิตมีราคะ" ย่อมรู้ผัสสะ เวทนา ราคะ และเจตสิกอื่นที่ประกอบร่วมด้วยเช่นกัน เจโตปริยญาณจึงมีอารมณ์กว้างกว่าจิตอย่างเดียว
- หน้า ๗๙๖–๗๙๙ อนาคตญาณกถา: ญาณล่วงรู้เหตุการณ์อนาคตทั่วไปมีจริงหรือ นิกายอันธกะเห็นว่ามีญาณหยั่งรู้อนาคตได้กว้างขวางโดยอาศัยมูล เหตุ นิทาน หรือปัจจัยต่างๆ ดุจทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ทั่วไป สกวาทีหักล้างว่าญาณล่วงรู้อนาคตที่แท้จริงมีเพียงการรู้จิตดวงถัดไปในวิถีเดียวกันเท่านั้น ส่วนพระสูตรที่ทำนายภัยแก่เมืองปาฏลีบุตรเป็นเรื่องเฉพาะพระพุทธญาณ มิใช่ญาณสามัญที่มีได้ทั่วไป
- หน้า ๘๐๐–๘๐๓ ปัจจุปปันนญาณกถา: ญาณรู้ตัวเองในขณะเดียวกันได้หรือ นิกายอันธกะเห็นว่าความรู้ในปัจจุบันสามารถรู้ตัวมันเองเป็นอารมณ์ได้ในขณะเดียวกัน สกวาทีหักล้างด้วยอุปมาว่าเหมือนถูกต้องผัสสะด้วยผัสสะนั้นเอง หรือถากไม้ด้วยขวานเล่มเดียวกันที่กำลังถูกถาก ย่อมเป็นไปไม่ได้ ญาณหนึ่งจะรู้ตนเองขณะกำลังเกิดขึ้นพร้อมกันไม่ได้ รู้ได้แต่โดยอนุมานภายหลังเท่านั้น
- หน้า ๘๐๔–๘๐๗ ผลญาณกถา: พระสาวกมีญาณหยั่งรู้ผลบุคคลอื่นเท่าพระพุทธเจ้าหรือ นิกายอันธกะเห็นว่าพระสาวกมีความรู้ในผล (หยั่งรู้ความยิ่งหย่อนแห่งอินทรีย์และภูมิธรรมของผู้อื่น) เสมอด้วยพระพุทธเจ้า สกวาทีหักล้างว่าหากเป็นเช่นนั้นพระสาวกก็ต้องประกาศคุณผู้อื่นและบัญญัติขันธ์ อายตนะได้เอง กลายเป็นพระพุทธเจ้าเสียเอง ซึ่งขัดแย้งในตัว พระสาวกจึงมีปัญญาต่างระดับจากพระสัพพัญญุตญาณของพระพุทธเจ้า
- หน้า ๘๐๘–๘๐๙ โคลงจบวรรคที่ ๕ และจบภาคที่ ๑ แห่งคัมภีร์กถาวัตถุ (มหาปัณณาสก์) ท้ายเล่มเป็นบทสรุปรายชื่อกถาทั้ง ๑๐ เรื่องในวรรคที่ ๕ (วิมุตตกถา อเสกขญาณกถา วิปรีตกถา นิยามกถา ปฏิสัมภิทากถา สัมมติญาณกถา จิตตารัมมณกถา อนาคตญาณกถา ปัจจุปปันนญาณกถา ผลญาณกถา) ตามด้วยคำปิดว่า "วรรคที่ ๕ จบ" และสรุปว่า "มหาปัณณาสก์ จบ, กถาวัตถุภาคที่ ๑ จบ" ซึ่งเป็นการปิดเพียงภาคแรกของคัมภีร์กถาวัตถุ (๕ วรรคแรก) มิใช่จบคัมภีร์ทั้งหมด เนื้อความยังมีภาคที่ ๒ ต่อไปในเล่มอื่น
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐
หน้า ๔๐๑–๔๕๐
หน้า ๔๕๑–๕๐๐
หน้า ๕๐๑–๕๕๐
หน้า ๕๕๑–๖๐๐
หน้า ๖๐๑–๖๕๐
หน้า ๖๕๑–๗๐๐
หน้า ๗๐๑–๗๕๐
หน้า ๗๕๑–๘๐๐