ยมก ภาค ๑

ฉบับ มมร. · พระอภิธรรมปิฎก · เล่มที่ ๘๒ · ๑๒๗๖ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๕๓ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๑๘ มูลยมก - อุทเทสวาร บัญชีคำถามเปล่า (ยังไม่มีคำตอบ) ทดสอบว่าธรรมที่เป็นกุศล/อกุศล/อัพยากตะ/นาม เท่ากับธรรมที่เป็น "รากเหง้า" (มูล) ของหมวดนั้นหรือไม่ ผ่าน ๔ นัย (มูลนยะ มูลมูลนยะ มูลกนยะ มูลมูลกนยะ) คูณ ๓ รูปแบบยมก และขยายด้วยไวพจน์ของ "มูล" อีก ๙ คำ (เหตุ นิทาน สัมภวะ ฯลฯ) ปิดท้ายด้วยอารัมภกถาอรรถกถาอธิบายภาพรวมโครงสร้างทั้ง ๑๐ ยมกของคัมภีร์
  2. หน้า ๑๙–๕๓ มูลยมก - นิทเทสวาร (ปิดมูลยมก) ตอบคำถามที่ตั้งไว้พร้อมเผยข้อยกเว้นสำคัญ คือรูปที่มีกุศล/อกุศลเป็นสมุฏฐานมีรากร่วมกับกุศลมูลแต่ตัวมันเองไม่ใช่กุศล เพราะรูปไม่จัดเป็นกุศล-อกุศล และธรรมที่เป็น "อเหตุกะ" (ไร้ราก) เช่นโมหะที่ประกอบวิจิกิจฉา/อุทธัจจะ จิตตุปบาทที่เป็นวิบาก/กิริยาไร้เหตุ รูป และนิพพาน ล้วนไม่มีมูลร่วมกับหมวดนั้นเลย แสดงว่าคำเรียก "กุศล/อกุศล" กับ "มีมูลเป็นกุศล/อกุศล" ไม่ใช่สิ่งเดียวกันเสมอไป จบด้วยอรรถกถาสรุปมูลยมกทั้งหมด
  3. หน้า ๕๔–๗๔ ขันธยมก - ปัณณัตติวารอุทเทส เริ่มยมกที่ ๒ ทดสอบชื่อเรียกขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) เป็นบัญชีคำถามเปล่าผ่าน ๔ รูปแบบ (ปทโสธนวาระ ปทโสธนมูลจักกวาระ สุทธขันธวาระ สุทธขันธมูลจักกวาระ) ทั้งฝ่ายอนุโลมและปัจจนิก ยังไม่มีคำตอบจริง เป็นเพียงการวางกรอบคำถามทั้งหมดของมหาวาระที่ ๑
  4. หน้า ๗๕–๙๙ ขันธยมก - ปัณณัตติวารนิทเทส (ปทโสธนวาระ) ตอบคำถามจริงพร้อมข้อยกเว้นสำคัญ คือคำศัพท์เดียวกันใช้ความหมายต่างระดับ เช่น ปิยรูป-สาตรูป ชื่อว่า "รูป" แต่ไม่ใช่รูปขันธ์ (เพราะหมายถึงอารมณ์น่ารักใคร่ ไม่ใช่รูปในความหมายขันธ์) ทิฏฐิสัญญาชื่อว่าสัญญาแต่ไม่ใช่สัญญาขันธ์ แสดงว่าคำศัพท์บาลีมีความหมายกว้างกว่านิยามทางเทคนิคของขันธ์ ฝ่ายปัจจนิกตอบตรงไปตรงมาเพราะบัญญัติและนิพพานไม่ใช่ขันธ์อยู่แล้ว
  5. หน้า ๑๐๐–๑๒๐ ขันธยมก - ปัณณัตติวารนิทเทส (สุทธขันธวาระ) ปิดปัณณัตติวาร ยืนยันรูปแบบเดียวกันในระดับคำว่า "ขันธ์" ล้วนๆ เทียบกับขันธ์เฉพาะ พบว่าคำว่า "ขันธ์" ทั่วไปครอบคลุมขันธ์เฉพาะเจาะจงเสมอในทิศทางเดียว แต่ทิศกลับมีข้อจำกัดเฉพาะขันธ์นั้น ปิดมหาวาระที่ ๑ (ปัณณัตติวาระ) ของขันธยมกโดยสมบูรณ์
  6. หน้า ๑๒๑–๑๕๐ ขันธยมก - ปวัตติวาร อุปปาทวาร: ปัจจุปปันน/อตีต/อนาคตวาร เข้าสู่มหาวาระที่ ๒ ทดสอบการ "กำลังเกิด" "เคยเกิด" และ "จักเกิด" พร้อมกันของคู่ขันธ์ (ตัวแทนคือรูปขันธ์-เวทนาขันธ์) ผ่านบุคคล/ภูมิ/บุคคลในภูมิ ข้อยกเว้นหลักคืออสัญญสัตตภูมิ (มีรูปไม่มีจิต) ทำให้รูปขันธ์เกิดได้โดยไม่มีเวทนาขันธ์ และอรูปภูมิ (ไม่มีรูป) กลับตรงข้าม ส่วนกาลอนาคตมีข้อยกเว้นเพิ่มคือปัจฉิมภวิกบุคคล/ผู้กำลังปรินิพพานซึ่งขันธ์จะไม่เกิดอีกเลยเพราะไม่มีภพต่อไป
  7. หน้า ๑๕๑–๑๗๓ ขันธยมก - อุปปาทวาร: วารผสมกาล ๓ คู่ (ปิดอุปปาทวาร) ทดสอบการเกิดขึ้นข้ามกาลผสม (ปัจจุบัน-อดีต, ปัจจุบัน-อนาคต, อดีต-อนาคต) ของคู่ขันธ์ หลักการเดิมยังคงอยู่ ปัจฉิมภวิกบุคคลเป็นข้อยกเว้นหลักเพราะแม้ขันธ์เคยเกิดหรือกำลังเกิดในปัจจุบัน แต่จะไม่เกิดอีกในอนาคตเนื่องจากปรินิพพาน ขณะที่ข้อจำกัดตามภูมิ (อรูปภูมิ/อสัญญสัตตภูมิ) ยังคงเป็นข้อยกเว้นคู่ขนาน ปิดมหาวาระอุปปาทวารทั้งหมด
  8. หน้า ๑๗๔–๑๙๑ ขันธยมก - นิโรธวาร: ปัจจุปปันน/อตีต/อนาคตวาร เปลี่ยนจากทดสอบ "การเกิด" มาเป็น "การดับ" ด้วยโครงสร้างเดียวกัน ข้อยกเว้นสะท้อนกลับขั้วกับอุปปาทวาร คือบุคคลกำลังตายในอสัญญสัตตภูมิ รูปขันธ์กำลังดับแต่เวทนาขันธ์ไม่ดับ (ไม่เคยมี) ส่วนบุคคลกำลังตายในอรูปภูมิ เวทนาขันธ์กำลังดับแต่รูปขันธ์ไม่ดับ
  9. หน้า ๑๙๒–๒๑๘ ขันธยมก - นิโรธวาร: วารผสมกาล ๓ คู่ (ปิดนิโรธวาร) ทดสอบการดับในกาลผสมทั้งสามแบบ ผู้แต่งใช้คำย่อ "ฯลฯ" ซ้ำหลายจุดเพราะรูปแบบตรรกะซ้ำกับที่แจกแจงไว้แล้ว แสดงลักษณะการย่อเนื้อหาในคัมภีร์เมื่อโครงสร้างเหมือนกัน ปิดนิโรธวารทั้งหมด
  10. หน้า ๒๑๙–๒๔๖ ขันธยมก - อุปปาทนิโรธวาร: ปัจจุปปันน/อตีต/อนาคตวาร เริ่มมหาวาระที่สาม เทียบข้าม "การเกิด" ของขันธ์หนึ่งกับ "การดับ" ของอีกขันธ์หนึ่ง ประเด็นตรรกะสำคัญ: ในวาระบุคคล (ปัจจุบันกาล) คำตอบคือ "ไม่ใช่" เสมอ เพราะบุคคลเดียวกันไม่อาจกำลังเกิดขันธ์หนึ่งพร้อมกำลังดับอีกขันธ์หนึ่งในขณะเดียวกันได้ แต่พอขยับไปที่โอกาสวาระ (ระดับภูมิ ซึ่งรวมหลายบุคคล) กลับพบข้อยกเว้นจริง เพราะภูมิเดียวกันมีทั้งผู้กำลังเกิดและผู้กำลังตายพร้อมกันได้
  11. หน้า ๒๔๗–๒๖๗ ขันธยมก - อุปปาทนิโรธวาร: วารผสมกาล ๓ คู่ (ปิดอุปปาทนิโรธวาร+ปวัตติวาร) ทดสอบการเกิด-ดับข้ามขันธ์ในกาลผสม โดยหลายจุดอ้างอิงย่อว่าให้ใช้รูปแบบเดียวกับที่แจกแจงไว้แล้วในอุปปาทวาร ยังคงข้อยกเว้นเดิม (ปัจฉิมภวิกบุคคล ผู้กำลังปรินิพพาน ภูมิอรูป/อสัญญสัตตะ) ปิดมหาวาระอุปปาทนิโรธวารและปิดปวัตติวาระทั้งหมดของขันธยมก
  12. หน้า ๒๖๘–๒๘๕ ขันธยมก - อรรถกถาปวัตติวาระ ส่วนอรรถกถาอธิบายระเบียบวิธีทั้งหมดของปวัตติมหาวาระ อธิบายเหตุที่ไม่มีอุทเทสวาระซ้ำ อันตรวาระ ๓ กาล ๖ ประเภท วาระ ๓ การนับยมกะ-ปุจฉา-อรรถทั้งหมด (รวม ๑,๐๘๐ ยมกะ ๒,๑๖๐ ปุจฉา ๔,๓๒๐ อรรถ) ปัญหา ๔ ประเภทและวิสัชนา ๕ ประเภท พร้อมฐานะพิเศษ ๒๗ อย่างที่ใช้อธิบายข้อยกเว้นทั่วทั้งขันธยมก
  13. หน้า ๒๘๖–๓๐๑ ขันธยมก - ปริญญาวาระ+อรรถกถา (ปิดขันธยมก) ทดสอบ "การรู้แจ้ง" ขันธ์คู่ข้ามกาล แต่มีเฉพาะบุคคลวาระ (ไม่มีโอกาสวาระ เพราะปริญญากิจเป็นกิจของบุคคล) ข้อยกเว้นสำคัญ: ผู้กำลังรู้แจ้งขันธ์หนึ่งด้วยอรหัตมรรคจิต (ขณะจิตเดียว) ยังไม่นับว่า "เคย" รู้แจ้งขันธ์อื่นมาก่อน เพราะปริญญากิจสำเร็จพร้อมกันทุกขันธ์ในขณะเดียว และพระอรหันต์ไม่ใช่ "กำลัง" หรือ "จัก" รอบรู้อีกต่อไปเพราะกิจสำเร็จแล้ว จบขันธยมกโดยสมบูรณ์
  14. หน้า ๓๐๒–๓๑๘ อายตนยมก - ปัณณัตติวารอุทเทส เริ่มยมกที่ ๓ ด้วยบัญชีอายตนะ ๑๒ ตั้งปัญหาเปรียบเทียบชื่อเฉพาะ (เช่นจักขุ) กับชื่อจัดหมวดอายตนะ (จักขายตนะ) ทั้งแบบปทโสธนวาระ ปทโสธนมูลจักกวาระ สุทธายตนวาระ และสุทธายตนมูลจักกวาระ เป็นเพียงการตั้งปัญหาแบบย่อ ยังไม่ให้คำวิสัชนา
  15. หน้า ๓๑๙–๓๓๗ อายตนยมก - ปัณณัตติวารนิทเทส (ปิดปัณณัตติวาระ) ขยายคำตอบเต็มพร้อมข้อยกเว้นซึ่งเป็นแก่นของบทนี้ คือคำเรียกสามัญมีความหมายกว้างกว่าคำจัดหมวดอายตนะเสมอ เช่น "จักขุ" รวมทิพพจักขุ/ปัญญาจักขุซึ่งไม่ใช่จักขายตนะ "โสตะ" รวมทิพพโสตะ/ตัณหาโสตะซึ่งไม่ใช่โสตายตนะ "คันธะ" รวมสีลคันธะ/สมาธิคันธะ/ปัญญาคันธะ (เชิงอุปมา) "รส" รวมอรรถรส/ธรรมรส/วิมุตติรส แสดงว่าอายตนะจับเฉพาะความหมายตรงตัวเท่านั้น
  16. หน้า ๓๓๘–๓๗๓ อายตนยมก - ปวัตติวาร อุปปาทวาร ปัจจุปปันนวาระ: อนุโลม+ปัจจนิก เริ่มปวัตติวาระ ทดสอบ "กำลังเกิด" ของอายตนะคู่ ข้อยกเว้นอิงข้อเท็จจริงทางกายภาพและภพภูมิ: บุคคลที่จักขุเกิดได้แต่โสตะเกิดไม่ได้ในขณะปฏิสนธิเดียวกัน รูปาวจรภูมิไม่มีฆานะ/ชิวหา อรูปภูมิไม่มีรูปายตนะใดเลยแต่มีมนายตนะ อสัญญสัตตภูมิมีรูปายตนะแต่ไม่มีมนายตนะ (ไม่มีจิต)
  17. หน้า ๓๗๔–๓๙๔ อายตนยมก - อุปปาทวาร อตีตวาระ: อนุโลม+ปัจจนิก (ปิดวาร) ทดสอบ "เคยเกิด" ของอายตนะคู่เดียวกัน ซึ่งต่างจากปัจจุปปันนวาระตรงที่ประวัติสะสมทั้งสังสารวัฏทำให้คำตอบส่วนใหญ่เป็น "ใช่" ล้วนๆ ข้อยกเว้นเกิดเฉพาะตามภูมิที่เกิดปัจจุบัน (เช่นผู้เกิดในรูปาวจรภูมิ "เคยมี" จักขายตนะเกิดในภูมินั้นแต่ไม่เคยมีฆานายตนะ) ฝ่ายปัจจนิกส่วนใหญ่ตอบ "ไม่มี" เพราะถ้าไม่เคยเกิดอย่างหนึ่งก็มักไม่เคยเกิดอีกอย่างที่จับคู่กันด้วย ปิดวาระครบทั้งหกฐานอายตนะ
  18. หน้า ๓๙๕–๔๒๓ อายตนยมก - อุปปาทวาร อนาคตวาร: อนุโลม+ปัจจนิก ทดสอบว่าอายตนะคู่หนึ่ง "จักเกิด" แก่บุคคลเดียวกันในอนาคตหรือไม่ ข้อยกเว้นหลักคือปัจฉิมภวิกบุคคลผู้อยู่ในภพสุดท้ายที่กำลังจะปรินิพพานไม่เกิดอีก แม้อายตนะหนึ่งจะเกิดแก่เขาอยู่ในปัจจุบัน แต่อีกอายตนะหนึ่งจะ "ไม่ใช่จักเกิด" และผู้ที่จักไปเกิดในรูปาวจร/อรูปาวจรภูมิแล้วปรินิพพานที่นั่น ก็จักไม่มีอายตนะทางกาย (ฆาน รูป) ในภพสุดท้ายนั้น
  19. หน้า ๔๒๔–๔๕๒ อายตนยมก - อุปปาทวาร ปัจจุปปันนาตีตวาร: อนุโลม+ปัจจนิก ทดสอบความสัมพันธ์ข้ามกาล "กำลังเกิด" กับ "เคยเกิด" โดยทั่วไปถ้าอายตนะหนึ่งกำลังเกิดแก่บุคคลในขณะนี้ ย่อมเคยเกิดแก่เขามาแล้วในอดีตแทบทุกกรณีเพราะสังสารวัฏไม่มีที่สิ้นสุด ข้อยกเว้นเกิดเฉพาะขณะกำลังจุติหรือผู้ที่อวัยวะบางอย่างเกิดไม่ได้ในภูมินั้นๆ ขณะปฏิสนธิ
  20. หน้า ๔๕๓–๔๙๖ อายตนยมก - อุปปาทวาร ปัจจุปปันนานาคตวาร: อนุโลม+ปัจจนิก (ปิดวาร) ทดสอบว่าอายตนะที่ "กำลังเกิด" ในปัจจุบันจะ "จักเกิด" ในอนาคตด้วยหรือไม่ (และฝ่ายปฏิเสธคู่กัน) ข้อยกเว้นหลักยังคงเป็นปัจฉิมภวิกบุคคลและผู้ที่จักไปเกิด-ปรินิพพานในภูมิสูง ซึ่งทำให้อายตนะทางกายภาพไม่ใช่จักเกิดแก่บุคคลเหล่านั้นในภพสุดท้าย ปิดปัจจุปปันนานาคตวารทั้งหมด
  21. หน้า ๔๙๗–๕๒๗ อายตนยมก - อุปปาทวาร อตีตานาคตวาร: อนุโลม+ปัจจนิก (ปิดอุปปาทวาร) ทดสอบว่าอายตนะที่ "เคยเกิด" ในอดีตจะ "จักเกิด" อีกในอนาคตหรือไม่ เกือบทุกกรณีเป็นจริงทั้งสองทางเพราะสัตว์เวียนว่ายไม่มีที่สิ้นสุด ข้อยกเว้นเดียวคือปัจฉิมภวิกบุคคลและผู้จักไปเกิดในอรูปภูมิแล้วปรินิพพาน ปิดมหาวาระอุปปาทวารทั้งหมดของอายตนยมก
  22. หน้า ๕๒๘–๕๔๗ อายตนยมก - นิโรธวาร ปัจจุปปันนวาร: อนุโลม+ปัจจนิก เปิดวาระใหม่ (การดับ/การตาย) ถามว่าอายตนะหนึ่งกำลังดับ (บุคคลกำลังจุติ) แก่บุคคลใด อีกอายตนะหนึ่งก็กำลังดับด้วยหรือไม่ ตรรกะอิงจากการมีอายตนะนั้นจริงในตัวบุคคล เช่นคนตาบอดแต่ไม่หูหนวกกำลังตาย จักขายตนะกำลังดับแต่โสตายตนะไม่กำลังดับ แสดงว่าความดับผูกกับการมีอายตนะนั้นจริง ไม่ใช่เรื่องภูมิ
  23. หน้า ๕๔๘–๕๗๖ อายตนยมก - นิโรธวาร อตีตวาร(ย่อ)+อนาคตวาร: อนุโลม+ปัจจนิก อตีตวาระยืนยันสั้นๆ ว่ารูปแบบคำถามอดีตเหมือนที่ขยายไว้แล้วในอุปปาทวาระ จากนั้นอนาคตวาระถามว่าอายตนะหนึ่งจักดับแก่บุคคลใด อีกอายตนะหนึ่งก็จักดับด้วยหรือไม่ ประเด็นสำคัญคือปัจฉิมภวิกบุคคลและผู้ที่จะเกิดในภูมิสูงแล้วปรินิพพานจากภูมินั้น อายตนะที่ไม่มีในภูมินั้นย่อมไม่ใช่จักดับเพราะไม่มีอยู่ตั้งแต่ต้น
  24. หน้า ๕๗๗–๖๐๕ อายตนยมก - นิโรธวาร ปัจจุปปันนาตีตวาร: อนุโลม+ปัจจนิก วาระผสมปัจจุบัน-อดีต ถามว่าอายตนะหนึ่งกำลังดับแก่บุคคลใด อีกอายตนะหนึ่งก็เคยดับมาแล้วในภพก่อนด้วยหรือไม่ ส่วนใหญ่เป็นจริงเพราะผู้กำลังตายขณะนี้ย่อมเคยจุติมานับไม่ถ้วน ยกเว้นผู้กำลังปรินิพพานในสุทธาวาสภูมิ (เกิดได้เพียงครั้งเดียวไม่เคยเกิดมาก่อน) ทำให้อายตนะบางอย่างยังไม่เคยดับในภูมินั้นมาก่อน
  25. หน้า ๖๐๖–๖๔๐ อายตนยมก - นิโรธวาร ปัจจุปปันนานาคตวาร: อนุโลม+ปัจจนิก วาระผสมปัจจุบัน-อนาคต ถามว่าอายตนะหนึ่งกำลังดับแก่บุคคลใด อีกอายตนะหนึ่งก็จักดับด้วยหรือไม่ กรณียกเว้นสำคัญคือปัจฉิมภวิกบุคคลที่กำลังปรินิพพานอยู่ขณะนี้ อายตนะของท่านกำลังดับจริงแต่จะไม่มี "จักดับ" อีกในอนาคตเพราะไม่เกิดใหม่
  26. หน้า ๖๔๑–๖๗๐ อายตนยมก - นิโรธวาร อตีตานาคตวาร: อนุโลม+ปัจจนิก (ปิดนิโรธวาร) วาระผสมสุดท้ายของนิโรธวาระ ถามว่าอายตนะหนึ่งเคยดับแก่บุคคลใด อีกอายตนะหนึ่งก็จักดับด้วยหรือไม่ ในระดับบุคคลล้วนฝ่ายปัจจนิกมักตอบ "ไม่มี" เพราะทุกคนเคยมีอายตนะเหล่านี้ดับมาแล้วในสังสารวัฏ แต่เมื่อเพิ่มมิติภูมิเข้ามาจะพบข้อยกเว้นจริงในภูมิที่อายตนะบางชนิดไม่เคยเกิดขึ้นเลย เช่นสุทธาวาสภูมิ อสัญญสัตตภูมิ อรูปภูมิ ปิดนิโรธวาระทั้งหมด
  27. หน้า ๖๗๑–๖๘๖ อายตนยมก - อุปปาทนิโรธวาระ ปัจจุปปันนวาระ เริ่มมหาวาระใหม่ที่ทดสอบความสัมพันธ์ระหว่าง "การเกิด" กับ "การดับ" ของอายตนะต่างชนิดกันในบุคคลเดียวกัน ฝ่ายอนุโลมถามว่าอายตนะหนึ่งกำลังเกิดพร้อมกับอีกอายตนะหนึ่งกำลังดับในบุคคลเดียวกันได้หรือไม่ ซึ่งตอบปฏิเสธทั้งหมดเพราะบุคคลหนึ่งในขณะหนึ่งอยู่ในภาวะกำลังเกิดหรือกำลังตายอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ฝ่ายปฏิโลมจึงสำรวจกรณี "ไม่กำลังเกิด...ไม่กำลังดับ" ซึ่งเผยการแยกกลุ่มบุคคลจริงตามอายตนะที่มีหรือไม่มี
  28. หน้า ๖๘๗–๗๑๙ อายตนยมก - อุปปาทนิโรธวาระ อตีตวาระ+อนาคตวาระ: อนุโลม+ปัจจนิก อตีตวาระ (กาลอดีตล้วน) ตอบใช่ทั้งสองทางโดยไม่มีข้อยกเว้นเพราะอายตนะใดที่เคยเกิดแล้วย่อมเคยดับแล้วด้วย ส่วนอนาคตวาระมีข้อยกเว้นสำคัญคือปัจฉิมภวิกบุคคลที่อายตนะหนึ่งจักเกิดแต่อีกอายตนะหนึ่งจักไม่ดับแก่เขาอีกเลยเพราะจะปรินิพพานก่อน และผู้จะไปเกิด-ปรินิพพานในภูมิรูปาวจร/อรูปาวจร แสดงว่าความไม่เกิด-ไม่ดับในอนาคตไม่ได้เป็นเหตุผลกันเสมอไป
  29. หน้า ๗๒๐–๗๕๕ อายตนยมก - อุปปาทนิโรธวาระ ปัจจุปปันนาตีต+ปัจจุปปันนานาคตวาระ: อนุโลม+ปัจจนิก ทดสอบ "กำลังเกิด" เทียบกับ "เคยดับ" (ซึ่งตอบใช่โดยไม่มีเงื่อนไข) และ "กำลังเกิด" เทียบกับ "จักดับ" ซึ่งมีข้อยกเว้นตามกลุ่มบุคคลที่อายตนะบางอย่างเกิดไม่ได้และผู้ที่กำลังตายเทียบกับผู้ที่กำลังเกิดในขณะเดียวกัน แสดงว่าการเกิดในปัจจุบันของอายตนะหนึ่งมักผูกพันกับการดับในอนาคตของอีกอายตนะหนึ่งอย่างสม่ำเสมอ เว้นแต่กลุ่มบุคคลพิเศษที่อายตนะนั้นไม่มีวันเกิดขึ้น
  30. หน้า ๗๕๖–๗๖๙ อายตนยมก - ปิดอุปปาทนิโรธวาระ+ปริญญาวาระ (ปิดอายตนยมกที่ ๓) ปิดท้ายอุปปาทนิโรธวาระด้วยคู่ "เคยเกิด-จักดับ" ซึ่งจบปวัตติวาระทั้งหมด จากนั้นเข้าสู่ปริญญาวาระ ถามว่าบุคคลที่กำลังรู้แจ้ง/เคยรู้แจ้ง/จักรู้แจ้งอายตนะหนึ่งด้วยปัญญาจะรู้แจ้งอีกอายตนะหนึ่งพร้อมกันหรือไม่ จุดสำคัญคือการแยกอรหัตมรรคบุคคล (กำลังรู้แจ้ง) จากอรหัตผลบุคคล (เคยรู้แจ้ง) และปุถุชนที่จักไม่บรรลุเลย แสดงว่าการรู้แจ้งอายตนะทั้งหมดเกิดพร้อมกันเพียงขณะมรรคจิตเดียว ปิดอายตนยมกที่ ๓ โดยสมบูรณ์
  31. หน้า ๗๗๐–๗๗๙ อายตนยมก - อรรถกถาปิดท้าย (จบยมกที่ ๓) บทวรรณนาสรุปโครงสร้างอายตนยมกที่ทดสอบจบ พร้อมไขความศัพท์เฉพาะที่ต่างจากขันธยมก เช่นทิพพจักขุ=ทุติยวิชชาญาณ ไม่ใช่จักขุตามตัวจริง ตัณหาโสตะ สีลคันธะ ฯลฯ ซึ่งเป็นคำใช้เชิงอุปมาที่ต้องแยกจากอายตนะทางกายภาพ อธิบายกฎการแจกแจงบุคคลตามการมี/ไม่มีอายตนะครบในภพภูมิต่างๆ เช่นโอปปาติกะผู้หูหนวก/ตาบอดแต่กำเนิด รูปพรหม อรูปพรหม
  32. หน้า ๗๘๐–๘๐๖ ธาตุยมกที่ ๔ - ปัณณัตติวาระ เริ่มยมกใหม่ด้วยธาตุ ๑๘ ทดสอบความเท่ากันของชื่อธาตุกับชื่อ "-ธาตุ" ต่อท้าย ทั้งแบบอนุโลม/ปัจจนิก ไขว้ผ่านจักกวาระและสุทธธาตุวาระ เผยข้อยกเว้นสำคัญ: ทิพพจักขุ/ปัญญาจักขุนับเป็น "จักขุ" แต่ไม่ใช่ "จักขุธาตุ" ทิพพโสต/ตัณหาโสตะไม่ใช่โสตธาตุ ศีลคันธะ/สมาธิคันธะ/ปัญญาคันธะไม่ใช่คันธธาตุ อรรถรส/ธรรมรส/วิมุตติรสไม่ใช่รสธาตุ — คำที่ใช้เชิงเปรียบเทียบต้องแยกจากธาตุทางกายภาพจริง
  33. หน้า ๘๐๗–๘๑๒ ธาตุยมกที่ ๔ - ปวัตติวาระ+ปริญญาวาระ+อรรถกถา (ปิดยมกที่ ๔) ปวัตติวาระทดสอบการเกิดขึ้นพร้อมกันของคู่ธาตุ แต่ย่อพระบาลีสั้นมากโดยสั่งให้เทียบเคียงกับอายตนยมกเอาเอง ปริญญาวาระย่อเหลือคำถามเดียว จบด้วย "ธาตุยมกที่ ๔ จบ" ตามด้วยอรรถกถาอธิบายว่ายมกนี้มีจำนวนยมก/คำถามมากกว่าอายตนยมกเพราะธาตุมีมากกว่าอายตนะ แต่โครงสร้างมหาวาระเหมือนกันทุกประการ
  34. หน้า ๘๑๓–๘๒๔ สัจจยมกที่ ๕ - ปัณณัตติวาระ อุทเทสวาระ เริ่มยมกที่ ๕ ด้วยสัจจะ ๔ (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) ทดสอบความเท่ากันของชื่อสัจจะกับ "-สัจจะ" ต่อท้าย แบบอนุโลม/ปัจจนิก แล้วไขว้ทดสอบทั้ง ๔×๓ คู่ผ่านจักกวาระ ซ้ำรูปแบบเดียวกับธาตุยมกแต่ใช้กรอบอริยสัจ ๔ แทน
  35. หน้า ๘๒๕–๘๕๑ สัจจยมกที่ ๕ - ปัณณัตติวาระ นิทเทสวาระ ขยายความละเอียดเผยข้อยกเว้นสำคัญเชิงหลักธรรม คือ "กายิกทุกข์" และ "เจตสิกทุกข์" (ความทุกข์ทางกาย/ใจทั่วไป) นับเป็น "ทุกข์" แต่ไม่ใช่ "ทุกขสัจจะ" (อริยสัจข้อที่ ๑ ซึ่งหมายถึงเบญจขันธ์ที่เป็นอุปาทาน) ต่างจากสมุทัย นิโรธ มรรค ที่คำสามัญกับคำเป็นสัจจะเท่ากันสนิทไม่มีส่วนเกิน สะท้อนความละเอียดอ่อนว่ามีแต่ "ทุกข์" เท่านั้นที่มีความหมายกว้างกว่าตัวสัจจะทางเทคนิค
  36. หน้า ๘๕๒–๘๖๖ สัจจยมกที่ ๕ - ปวัตติวาระ ปัจจุปปันนวาระ เริ่มทดสอบการ "กำลังเกิด" ของคู่สัจจะในบุคคล/ภูมิปัจจุบัน ข้อค้นพบสำคัญ: ในอสัญญสัตตภูมิ (ภูมิไม่มีจิต) ทุกขสัจจะกำลังเกิดได้ (เพราะมีรูปที่เสื่อมสลาย) แต่สมุทยสัจจะซึ่งเป็นเจตสิกไม่อาจเกิดได้เพราะไม่มีจิต แสดงว่าทุกข์มีมิติทางรูปธรรมที่สัจจะอื่นไม่มี
  37. หน้า ๘๖๗–๘๗๘ สัจจยมกที่ ๕ - ปวัตติวาระ อตีตวาระ เปลี่ยนเป็นกาลอดีต ("เคยเกิดแล้ว") ทดสอบว่าผู้เคยรู้แจ้งสัจจะหนึ่งจำเป็นต้องเคยรู้แจ้งสัจจะอื่นด้วยหรือไม่ อ้างอิงบุคคลผู้เคยรู้อริยสัจ ๔ และกรณีขอบเขต เช่นจิตดวงที่ ๒ (ปฐมภวังค์) ในสุทธาวาสภูมิ
  38. หน้า ๘๗๙–๘๙๒ สัจจยมกที่ ๕ - ปวัตติวาระ อนาคตวาระ กาลอนาคต ("จักเกิด") ทดสอบแบบเดียวกันแต่มองไปข้างหน้า มีกรณีสำคัญเรื่องผู้ถึงพร้อมด้วยอรหัตมรรคและขณะปรินิพพานจิต ซึ่งมัคคสัจจะจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว ต่างจากสัจจะอื่นที่สถานะการเกิดในอนาคตต่างกันไป
  39. หน้า ๘๙๓–๙๓๙ สัจจยมกที่ ๕ - ปวัตติวาระ วารผสมกาล ๓ คู่ (ปิดอุปปาทวาระ) ทดสอบ "การเกิด" ของสัจจะข้ามกาลแบบผสม ๓ คู่ ทั้งอนุโลม-ปฏิโลม เกณฑ์หลักคือบุคคล "เคยรู้อริยสัจ ๔" แล้ว (อริยบุคคล) หรือยัง (ปุถุชน) ซึ่งกำหนดว่ามัคคสัจจะเคยเกิดหรือไม่ ขณะที่สมุทยสัจจะ (ตัณหา) เว้นเฉพาะขณะตัณหาวิปปยุตตจิต ผู้เข้านิโรธสมาบัติ และอสัญญสัตตภูมิ ข้อยกเว้นสำคัญ: ขณะเกิดของมัคคจิต-ผลจิต (แม้ในอรูปภูมิ) ไม่นับเป็นทุกขสัจจะเพราะเป็นโลกุตตระ ปิดอุปปาทวาระของสัจจยมก
  40. หน้า ๙๔๐–๙๖๐ สัจจยมก - นิโรธวาระ กาลบริสุทธิ์ ทดสอบ "การดับ" ในกาลล้วน คำตอบสั้นกระชับกว่ามาก เงื่อนไขพิเศษ: มัคคจิตในอรูปภูมิไม่นับเป็นการดับของทุกขสัจจะ และภังคขณะแห่งปรินิพพานจิต (จิตดวงสุดท้ายพระอรหันต์) ทำให้สมุทย/มัคคสัจจะไม่ใช่จักดับอีกต่อไปเพราะไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นอีก
  41. หน้า ๙๖๑–๑๐๐๖ สัจจยมก - นิโรธวาระ วารผสมกาล ๓ คู่ ทดสอบการดับข้ามกาลผสม ๓ คู่ แยกกรณีตามภูมิ เช่นสุทธาวาสภูมิ (เฉพาะอนาคามี) และอสัญญสัตตภูมิ (ไม่มีจิต) เป็นเงื่อนไขพิเศษนอกเหนือจตุโวการ/ปัญจโวการภูมิทั่วไป เกณฑ์ผู้เคยรู้-ยังไม่รู้อริยสัจ ๔ ยังคงเป็นตัวกำหนดหลัก
  42. หน้า ๑๐๐๗–๑๐๒๕ สัจจยมก - อุปปาทนิโรธวาระ กาลบริสุทธิ์ ทดสอบสัจจะทั้ง ๓ แบบ "เกิด-ดับ" ร่วมกัน เนื้อหาย่อลงเรื่อยๆ ด้วย "ฯลฯ" เพราะซ้ำโครงสร้างสองมหาวาระก่อน โดยระบุชัดว่าเงื่อนไขภูมิ/บุคคลเหมือนกันทั้งอุปปาทวาระ นิโรธวาระ อุปปาทนิโรธวาระ
  43. หน้า ๑๐๒๖–๑๐๔๖ สัจจยมก - อุปปาทนิโรธวาระ วารผสมกาล ๓ คู่ (ปิดปวัตติวาระ) ทดสอบคู่ทุกขสัจจ-สมุทยสัจจ, ทุกขสัจจ-มัคคสัจจ, สมุทยสัจจ-มัคคสัจจ ด้วยกรอบ "กำลังเกิด" ไขว้กับ "จักดับ" ข้อยกเว้นสำคัญคือขณะจิตของพระอรหัตมัคค/อรหันต์ (ทุกขสัจจะเกิดแต่สมุทยสัจจะไม่ดับ เพราะไม่มีตัณหาที่จะดับ) และขณะแห่งมัคคจิต-ผลจิตในอรูปภูมิ (มัคคสัจจะเกิดโดยไม่มีทุกขสัจจะ เพราะรูปเป็นทุกขสัจจะแต่อรูปภูมิไม่มีรูป) ปิดปวัตติวาระของสัจจยมกทั้งหมด
  44. หน้า ๑๐๔๗–๑๐๖๒ สัจจยมก - ปริญญาวาระ+อรรถกถา (ปิดสัจจยมกที่ ๕) ปริญญาวาระใช้กรอบต่างออกไป คือ "กำลังรู้แจ้งทุกขสัจจะ" ไขว้กับ "กำลังละสมุทยสัจจะ" ต้องแยกพระอรหันต์ (เคยละสมุทยสัจจะแต่ไม่ได้กำลังรู้แจ้งทุกขสัจจะแล้ว) ออกจากอรหัตมัคคบุคคล (กำลังรู้แจ้งอยู่แต่ยังไม่เคยละสำเร็จ) จบสัจจยมกที่ ๕ จากนั้นอรรถกถาอธิบายว่าในปวัตติวาระไม่มีนิโรธสัจจะเพราะนิพพานไม่มีการเกิด-ดับ ในปริญญาวาระมีเพียง ๒ สัจจะเพราะคำว่า "ปริญญา" ใช้ไม่ได้กับโลกุตรธรรม และอธิบายปริญญา ๓ ประเภท
  45. หน้า ๑๐๖๓–๑๐๗๘ สังขารยมกที่ ๖ - ปัณณัตติวาระ เริ่มยมกใหม่ นิยามสังขาร ๓: กายสังขาร (ลมหายใจเข้าออก) วจีสังขาร (วิตกและวิจาร) จิตตสังขาร (สัญญา เวทนา และธรรมที่สัมปยุตด้วยจิตอื่นๆ) ทดสอบความสัมพันธ์เชิง "ชื่อว่า" ผ่านปทโสธนวาระ (คำตอบคือ "ไม่ใช่" เสมอเพราะชื่อเรียกต่างระดับกัน) ปทโสธนมูลจักกวาระ และสุทธขันธวาระ ล้วนแยกขาดจากกัน
  46. หน้า ๑๐๗๙–๑๑๑๔ สังขารยมก - ปวัตติวาระ อุปปาทวาระ กาลบริสุทธิ์ ทดสอบการเกิดขึ้นของสังขารทั้ง ๓ ไขว้กันในกาลปัจจุบัน อดีต อนาคต ประเด็นหลักคือข้อจำกัดตามภูมิ/ฌาน: กายสังขาร (ลมหายใจ) เกิดเฉพาะปฐมฌานและกามาวจรภูมิ ไม่มีตั้งแต่ทุติยฌานขึ้นไปและอรูปภูมิ วจีสังขาร (วิตกวิจาร) ไม่มีตั้งแต่ทุติยฌานขึ้นไป จิตตสังขารเกิดพร้อมจิตทุกดวงเสมอจึงเป็นเงื่อนไขกว้างที่สุด (กายสังขาร/วจีสังขารเกิด ⇒ จิตตสังขารเกิดเสมอ แต่ไม่กลับกัน)
  47. หน้า ๑๑๑๕–๑๑๕๕ สังขารยมก - ปวัตติวาระ อุปปาทวาระ วารผสมกาล ๓ คู่ (ปิดอุปปาทวาระ) ทดสอบสังขาร ๓ ไขว้กันด้วยกาลผสมทั้งสามคู่ ประเด็นสำคัญคือขณะปัจฉิมจิต/ปรินิพพานจิต (จิตดวงสุดท้ายของพระอรหันต์) ทำให้สังขารที่ "เคยเกิด" ไม่ "จักเกิด" อีก ต่างจากกฎทั่วไปที่สังขารใดเคยเกิดแล้วมักจักเกิดอีกในภายหน้า เป็นข้อยกเว้นเชิงปรินิพพานที่ปรากฏซ้ำในทุกคู่สังขาร ปิดมหาวาระอุปปาทวาระ
  48. หน้า ๑๑๕๖–๑๑๘๐ สังขารยมก - นิโรธวาระ กาลเดียว ทดสอบว่าเมื่อกายสังขาร วจีสังขาร และจิตตสังขาร กำลังดับ/เคยดับ/จักดับ แก่บุคคลใด อีกสังขารหนึ่งก็ดับด้วยหรือไม่ ข้อยกเว้นหลักคือฌานที่ ๒-๔ (ไม่มีวิตกวิจาร แต่ยังมีลมหายใจ) ผู้เข้านิโรธสมาบัติและสัตว์ในอสัญญสัตตภูมิ (ไม่มีจิตเลย) และปัจฉิมจิตของบุคคลในภูมิต่างๆ ซึ่งเป็นตัวตัดกรณีสำคัญในกาลอนาคต
  49. หน้า ๑๑๘๑–๑๒๒๐ สังขารยมก - นิโรธวาระ ข้ามกาล ทดสอบข้ามกาล เช่นกายสังขารกำลังดับ วจีสังขารเคยดับหรือไม่ ครบทั้งสามคู่กาล ใช้ข้อยกเว้นชุดเดียวกับกาลเดียว แต่คำถามที่มี "เคย" (อดีต) มักตอบครอบคลุมเกือบสมบูรณ์เพราะสรรพสัตว์ที่เวียนว่ายตายเกิดมานับไม่ถ้วนย่อมเคยผ่านการดับสังขารทุกชนิดมาแล้ว
  50. หน้า ๑๒๒๑–๑๒๔๑ สังขารยมก - อุปปาทนิโรธวาระ กาลเดียว ทดสอบข้ามประเภทเหตุการณ์ คือการเกิดของสังขารหนึ่งกับการดับของอีกสังขารหนึ่งในกาลเดียวกัน ในปัจจุบันกาลตอบปฏิเสธทั้งสองทางเพราะขณะเกิด (อุปาทขณะ) กับขณะดับ (ภังคขณะ) เป็นคนละขณะจิตกัน แต่ในกาลอนาคตกลับมีคำตอบยืนยันพร้อมข้อยกเว้นแบบเดิม เพราะคำว่า "จัก" ครอบคลุมช่วงเวลากว้างกว่าหนึ่งขณะจิต
  51. หน้า ๑๒๔๒–๑๒๕๗ สังขารยมก - อุปปาทนิโรธวาระ ข้ามกาล (จบปวัตติวาระ) ทดสอบเกิด-ดับข้ามประเภทสังขารครบทั้งสามคู่กาล ตำราสรุปว่าให้ถือหลักเกณฑ์และข้อยกเว้นเดียวกับที่จำแนกไว้แล้วในนิโรธวาระ ปิดท้ายด้วยการจบอุปปาทนิโรธวาระและปวัตติวาระทั้งหมดของสังขารยมก
  52. หน้า ๑๒๕๘ สังขารยมก - ปริญญาวาระ (จบสังขารยมกที่ ๖) ทดสอบว่าผู้ใดรู้แจ้งกายสังขาร ย่อมรู้แจ้งวจีสังขารด้วยหรือไม่ และกลับกัน คำตอบเป็น "ใช่" ทั้งสองทางอย่างไม่มีข้อยกเว้น ต่างจากวาระเรื่องเกิด-ดับที่ผูกกับเวลาและมีข้อยกเว้นมากมาย เพราะการรู้แจ้งด้วยมรรคญาณเข้าใจสังขตธรรมทั้งปวงว่าไม่เที่ยง-เป็นทุกข์-เป็นอนัตตาพร้อมกันเป็นหลักการเดียว ปิดสังขารยมกที่ ๖ ซึ่งเป็นยมกสุดท้ายที่บรรจุในเล่มนี้
  53. หน้า ๑๒๕๙–๑๒๖๘ อรรถกถาสังขารยมก (จบเล่ม) อรรถกถาอธิบายเหตุที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงใช้วิธี "ปรารภ" ธรรมก่อนแล้วจำแนกแบบยมกอื่น แต่ทรงนิยามสังขารทั้งสามตรงๆ อธิบายตรรกะการนับยมก และเหตุที่สุทธกวาระของสังขารยมกใช้สูตรต่างจากขันธยมก (เพราะ "กาย" ไม่ใช่คำไวพจน์ของ "สังขาร") มีส่วนวินิจฉัยศัพท์อย่างละเอียด และที่น่าสนใจคือมีการปฏิเสธคำอธิบายในอรรถกถาสิงหลของคัมภีร์วิภังค์ โดยยืนยันว่า "บาลีมีกำลังกว่าอรรถกถา" ปิดท้ายด้วย "อรรถกถาสังขารยมก จบ" ซึ่งเป็นการปิดจบที่สมบูรณ์ของเล่ม ๘๒ ก่อนที่ยมกที่เหลือ (อนุสย/จิตต/ธัมม/อินทรีย) จะไปต่อในเล่ม ๘๓