ปัฏฐาน ภาค ๑

ฉบับ มมร. · พระอภิธรรมปิฎก · เล่มที่ ๘๕ · ๘๔๘ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๔๕ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๘ ปัจจยุทเทส + อารัมภกถา + โครงสร้าง 6 มหาปกรณ์ + นิรุกติศัพท์ "ปัฏฐาน" เปิดเล่มด้วยบัญชีรายชื่อปัจจัย 24 ประการล้วนๆ ไม่มีคำอธิบาย ตามด้วยคำนมัสการของพระพุทธโฆษาจารย์ผู้แต่งอรรถกถา อธิบายว่าปัฏฐานทั้งเล่มประกอบด้วย "6 มหาปกรณ์" (ติกปัฏฐาน ทุกปัฏฐาน ทุกติกปัฏฐาน ติกทุกปัฏฐาน ติกติกปัฏฐาน ทุกทุกปัฏฐาน) แต่ละอันขยายได้ 4 นัย (อนุโลม ปัจจนีย อนุโลมปัจจนีย ปัจจนียานุโลม) รวมเป็น 24 "สมันตปัฏฐาน" อันเป็นที่มาของชื่อคัมภีร์ แล้วให้นิรุกติศัพท์คำว่า "ปัฏฐาน" 3 นัย คือปัจจัยมีประการต่างๆ การจำแนก และการดำเนินไปตามพระสัพพัญญุตญาณ
  2. หน้า ๙–๒๙ อรรถกถาปัจจัยวิภังควาระ: อธิบายความหมายปัจจัย 24 ด้วยอุปมา อรรถกถาไล่อธิบายความหมายเชิงนิรุกติของปัจจัยทั้ง 24 ก่อนเข้าสู่นิยามทางการ ด้วยอุปมาที่ทำให้เข้าใจแก่นแท้ เช่น เหตุปัจจัยเหมือนเมล็ดข้าวสาลี อารัมมณปัจจัยเหมือนไม้เท้าพยุงคนอ่อนแรง อธิปติปัจจัยอธิบายว่าทำไมมีอธิบดีได้เพียงหนึ่งเดียวในแต่ละขณะ (ต่างจากเหตุปัจจัยที่มีได้หลายตัวพร้อมกัน) สหชาตปัจจัยเหมือนดวงประทีปกับแสงสว่างที่เกิดพร้อมกัน อัญญมัญญปัจจัยเหมือนไม้ 3 อันค้ำกัน นิสสยปัจจัยเหมือนแผ่นดินรองรับต้นไม้ อุปนิสสยปัจจัยอธิบายว่าทำไมกุศลเป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่อกุศลไม่ได้แบบต่อเนื่องทันทีแต่ได้แบ
  3. หน้า ๓๐–๔๗ ปัจจยนิทเทสวาระ: เหตุ-อารัมมณ-อธิปติปัจจัย เริ่มนิยามแบบบาลีทางการพร้อมอรรถกถาขยายความละเอียด ประเด็นเด่นคือทำไมเหตุปัจจัยเป็นปัจจัยแก่กัมมชรูปเฉพาะขณะปฏิสนธิเท่านั้น อธิบายด้วยอุปมากรรมเหมือนที่นา วิญญาณเหมือนเมล็ดพืช พร้อมทฤษฎี "3 โอกาส" (อรูปภพ=ที่เกิดของนามอย่างเดียว, อสัญญภพ=ที่เกิดของรูปอย่างเดียว, ปัญจโวการภพ=ที่เกิดของทั้งคู่) อารัมมณปัจจัยอธิบายว่าทุกสิ่งเป็นอารมณ์ได้พร้อมตารางว่าอารมณ์ประเภทใดเป็นปัจจัยแก่จิตประเภทใด อธิปติปัจจัยอธิบายว่าอารมณ์ที่เป็นอกุศล (อารัมมณาธิปติ) เป็นปัจจัยเฉพาะแก่อกุศลที่สหรคตด้วยโลภะเท่านั้น สะท้อนว่
  4. หน้า ๔๘–๗๐ ปัจจยนิทเทสวาระ: อนันตร-สมนันตร-สหชาต-อัญญมัญญ-นิสสย-อุปนิสสยปัจจัย อนันตร/สมนันตรปัจจัย: สูตร 18 ข้อไล่ลำดับวิถีจิตพร้อมกฎลำดับกุศล-อกุศล-อัพยากตะที่ต่อเนื่องกัน (เช่น เนวสัญญานาสัญญายตนกุศลเป็นอนันตรปัจจัยแก่อนาคามิผลเท่านั้น) สหชาตปัจจัยแสดงหลักความไม่สมมาตร: รูปที่เป็นผลไม่มีวันย้อนกลับไปเป็นปัจจัยแก่ต้นกำเนิดของตัวเอง อัญญมัญญปัจจัยเป็นเซตย่อยของสหชาตที่ต้องเกื้อกูลกันทั้งสองทางจริงๆ อุปนิสสยปัจจัยยกตัวอย่างที่แหลมคมว่าบุคคลเพลิดเพลินยินดีในทานที่ตนเคยให้เองอย่างแรงกล้าจนเกิดราคะได้ (กุศลเป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่อกุศล) และอกุศลก็เป็นปกตูปนิสสยปัจจัยแก่กุศลได้ (
  5. หน้า ๗๑–๙๔ ปัจจยนิทเทสวาระ: ปุเรชาต-ปัจฉาชาต-อาเสวน-กัมม-วิปาก-อาหาร-อินทริย-ฌาน-มัคค-สัมปยุตตปัจจัย ปุเรชาตปัจจัยเฉพาะรูปแท้ 18 อย่างที่ผ่านขณะเกิดถึงขณะตั้งอยู่แล้วเท่านั้น ปัจฉาชาตปัจจัย: จิตที่เกิดทีหลังค้ำจุนกายที่เกิดก่อน อาเสวนปัจจัยอธิบายว่าทำไมวิบากไม่มีคุณสมบัตินี้เลย (เพราะไร้ความพยายาม ถูกกรรมกำหนดไว้แล้ว) กัมมปัจจัยแยกสหชาตกัมม (เจตนาปรุงแต่งขณะเดียวกัน) กับนานักขณิกกัมมปัจจัย (ให้ผลข้ามภพชาติ) อาหารปัจจัยแยกกพฬีการาหารกับนามอาหาร 3 อินทริยปัจจัย 20 ไม่รวมอิตถินทรีย์-ปุริสินทรีย์เพราะช่วงกลละยังไม่ปรากฏเพศ ฌาน/มัคคปัจจัยขาดหายในทวิปัญจวิญญาณจิตเพราะไม่มีคุณสมบัติเพ่งอารมณ์/นำทาง สั
  6. หน้า ๙๕–๑๐๙ ปัจจยนิทเทสวาระ (จบ): วิปปยุตต-อัตถิ-นัตถิ-วิคต-อวิคตปัจจัย วิปปยุตตปัจจัยอธิบายว่าทำไมรูปารมณ์แม้แยกจากจักขุวิญญาณจริงกลับไม่นับเป็นวิปปยุตตปัจจัย เพราะความสัมพันธ์แบบอารมณ์ต่างชนิดจากความสัมพันธ์แบบสัมปโยคะ อัตถิปัจจัยเป็นปัจจัยกว้างที่สุด จุดสำคัญของช่วงนี้คือข้อสรุปว่านัตถิปัจจัย = สมนันตรปัจจัย และวิคตปัจจัย = อนันตรปัจจัย อวิคตปัจจัย = อัตถิปัจจัย ต่างกันเพียงพยัญชนะไม่ต่างเนื้อความ ตรัสไว้ซ้ำเพื่อประโยชน์การสอนแก่เวไนยสัตว์ต่างจริตเท่านั้น เป็นกุญแจตีความว่าใน 24 ปัจจัยมีบางคู่ที่ทับซ้อนกันสนิท
  7. หน้า ๑๑๐–๑๒๕ วรรณนาปัจจยนิทเทสวาระ: ปกิณณกวินิจฉัย 10 หมวด (ปิดบทนำทั้งหมด) อรรถกถาสรุปภาพรวมปัจจัยทั้ง 24 ด้วย "ปกิณณกวินิจฉัย" 10 หมวดเพื่อกันความสับสัน: ธรรมหลายอย่างเป็นปัจจัยชนิดเดียวกันได้ (ยกเว้นกัมมปัจจัยที่เป็นเจตนาเท่านั้น) ธรรมตัวเดียวเป็นปัจจัยได้หลายชนิดพร้อมกัน — ตัวอย่างเด่นคืออโมหะเป็นพร้อมกันทั้งเหตุ อธิปติ สหชาต อัญญมัญญ นิสสย วิปาก อินทริย มัคค สัมปยุตต วิปปยุตต อัตถิ อวิคตปัจจัย แสดงว่า 24 ปัจจัยไม่ใช่หมวดหมู่แยกขาดจากกันแต่เป็น 24 มุมมองต่อความสัมพันธ์เชิงเหตุ-ผลเดียวกัน ตามด้วยหมวดปัจจัยที่เป็นสภาคกัน (กลุ่มความหมายใกล้เคียง) และวิสภาคกัน (คู่ตรงข้
  8. หน้า ๑๒๖–๑๔๐ ปฏิจจวารอุทเทส (ปัณณัตติวาระ) กุสลติกะ — บัญชีคำถามยังไม่มีคำตอบ เริ่มการวิเคราะห์ติกะแรก คือกุสลติกะ (กุศลธรรม/อกุศลธรรม/อัพยากตธรรม) ส่วนนี้ตั้งคำถามล้วนๆ ยังไม่มีคำวิสัชนา ว่าธรรมทั้งสามและคู่ผสม (รวม 7 บท) จะอาศัยกันเกิดขึ้นได้หรือไม่เพราะปัจจัยแต่ละตัวจนครบ 24 ปัจจัย แล้วขยายเป็นคำถามผสมปัจจัยหลายตัว (เอกมูลก ทุกมูลก ฯลฯ) ทำซ้ำ 4 รูปแบบ (อนุโลม ปัจจนีย อนุโลมปัจจนีย ปัจจนียานุโลม) เป็นเพียงโครงร่างครอบคลุมความเป็นไปได้ทางไวยากรณ์ทั้งหมดก่อนเข้าสู่การวิสัชนาจริง
  9. หน้า ๑๔๑–๑๖๕ อรรถกถาปัณณัตติวาระ — ความหมายของวาระใหญ่ 7 และคณิตศาสตร์การนับปุจฉา อธิบายความหมายของวาระใหญ่ทั้ง 7 (ปฏิจจ สหชาต ปัจจย นิสสย สังสัฏฐ สัมปยุตต ปัญหา) ว่าต่างกันอย่างไรแม้เนื้อความจะคาบเกี่ยว จากนั้นคำนวณจำนวนปุจฉาอย่างละเอียด: เฉพาะปุจฉาที่มีเหตุปัจจัยเป็นมูลเดียวมี 1,176 ข้อ รวมทุกมูลกในกุสลติกะฝ่ายเดียวได้ 352,800 ข้อในอนุโลมนัย หากขยายทั้ง 22 ติกะจะได้ 7,761,600 ข้อ และในทุกะ 100 ทุกะจะได้ 6,480,000 ข้อ ตัวเลขมหาศาลนี้อธิบายว่าทำไมพระไตรปิฎกจึงแสดงกุสลติกะโดยพิสดารเต็มรูปแบบเพียงติกะเดียว แล้วอ้างอิงย่อสำหรับติกะทุกะที่เหลือทั้งหมด
  10. หน้า ๑๖๖–๑๘๗ ปฏิจจวารนิทเทส ปัจจยานุโลม — คำวิสัชนาจริงทีละปัจจัย ส่วนเนื้อหาอภิธรรมจริง เช่นในเหตุปัจจัย: ขันธ์ 3 ที่เหลือของจิตอาศัยขันธ์ 1 ที่เป็นเหตุเกิดร่วมกัน และจิตตสมุฏฐานรูปก็อาศัยขันธ์กุศลเกิดด้วย ขณะปฏิสนธิต้องเพิ่มกฏัตตารูปและหทยวัตถุเข้ามา แสดงผลของแต่ละปัจจัยว่าให้คำตอบได้กี่วาระในบรรดา 9 วาระที่เป็นไปได้ — บางปัจจัยได้ครบ 9 (เหตุ สหชาต นิสสย กัมม อาหาร อินทริย ฌาน มัคค วิปปยุตต อัตถิ อวิคต) บางได้เพียง 3 (อารัมมณ อนันตร สมนันตร อุปนิสสย สัมปยุตต นัตถิ วิคต) วิปากปัจจัยได้เพียง 1 วาระ สะท้อนขอบเขตการใช้งานจริงของแต่ละปัจจัย
  11. หน้า ๑๘๘–๒๐๒ วรรณนาปฏิจจวาระ (อรรถกถาปัจจยานุโลมนัย) — เหตุผลเบื้องหลังจำนวนวาระ อธิบายว่าทำไมแต่ละปัจจัยได้จำนวนวาระต่างกัน: อารัมมณ อนันตร สมนันตรปัจจัยได้เพียง 3 วาระเพราะรูปธรรมไม่อาจเกิดขึ้นด้วยปัจจัยเหล่านี้ได้เลย วิปากปัจจัยได้เพียง 1 วาระเพราะกุศล อกุศล กิริยาไม่เข้าเกณฑ์ มีเพียงอัพยากตวิบากเท่านั้น ปัจฉาชาตปัจจัยไม่ปรากฏในการวิสัชนานี้เลยเพราะธรรมที่เกิดขึ้นภายหลังทำหน้าที่เพียงค้ำจุน ไม่ใช่ตัวก่อให้เกิด อาเสวนปัจจัยเอาเฉพาะชวนกิริยาที่ได้อาเสวนปัจจัยจริง คำอธิบายเหล่านี้แสดงตรรกะเชิงเนื้อหาของอภิธรรมที่อยู่เบื้องหลังตัวเลขในตารางนับวาระ ไม่ใช่เพียงกฎเกณฑ์ทางไวยากรณ
  12. หน้า ๒๐๓–๒๒๕ ปัจจยปัจจนียนัย — คำวิสัชนาฝ่ายปฏิเสธ ("ไม่ใช่เพราะปัจจัยนี้") แสดงคำตอบแบบปฏิเสธ คือธรรมที่เกิดขึ้น "ไม่ใช่เพราะ" ปัจจัยตัวใดตัวหนึ่งเป็นตัวการหลัก แต่ยังเกิดได้ด้วยปัจจัยอื่นที่เหมาะสม เช่นโมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาหรืออุทธัจจะ อาศัยขันธ์ที่สหรคตกันเกิดขึ้น "เพราะนเหตุปัจจัย" ทั้งที่โมหะเป็นเหตุปัจจัยได้ในตัวมันเอง แต่เพราะไม่มีเหตุอื่นมาสัมปยุตด้วย จึงสะท้อนหลักที่ว่าโมหมูลจิตมีลักษณะเหตุไม่ครบสมบูรณ์แบบจิตมูลโลภะ/โทสะ ตารางนับวาระแสดงว่ากรณีปฏิเสธส่วนใหญ่ให้ผลลัพธ์ที่จำกัดกว่าฝ่ายอนุโลมมาก สะท้อนว่าเงื่อนไขส่วนใหญ่ใน 24 ปัจจัยเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเกิดขึ้น
  13. หน้า ๒๒๖–๒๒๙ อรรถกถาปัจจยปัจจนียนัย — เหตุผลที่ปัจจัยบางตัวหายไปจากฝ่ายปฏิเสธ อธิบายว่าสหชาตปัจจัย นิสสยปัจจัย อัตถิปัจจัย และอวิคตปัจจัยถูกตัดออกจากการวิสัชนาฝ่ายปฏิเสธไปเลยทั้งหมด เพราะการปฏิเสธปัจจัยเหล่านี้ รูปธรรมหรืออรูปธรรมแม้อย่างหนึ่งก็เกิดขึ้นไม่ได้เลย — ปัจจัยทั้งสี่นี้เป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่จำเป็นต่อการมีอยู่ของสังขตธรรมทุกชนิดอย่างไม่มีข้อยกเว้น นอกจากนี้ยังอธิบายกรณีเฉพาะ เช่น นอธิปติปัจจัยหมายถึง "ไม่ได้ยกขึ้นเป็นอธิบดีโดยเจาะจง" ไม่ใช่ว่าไม่มีอธิบดีเลย
  14. หน้า ๒๓๐–๒๕๐ ปัจจยานุโลมปัจจนียนัย — การนับวาระผสม (อนุโลม+ปฏิเสธ) และอรรถกถา รูปแบบผสม "เพราะปัจจัย A (อนุโลม) ...ปัจจัย B (ปฏิเสธ)" เป็นตารางนับจำนวนวาระ ไล่ตามลำดับปัจจัยตั้งต้นจับคู่กับปัจจัยปฏิเสธที่ตามมาทีละปัจจัย จบด้วยอรรถกถาอธิบายหลักการสำคัญคือปัจจัย 8 อย่างที่ค้ำจุนธรรมทุกกรณี (สหชาตะ 4 + อาหาร อินทรีย์ ฌาน มัคคะ) จะไม่มีทางขาดหายเมื่อจับคู่กับเหตุปัจจัยที่เป็นปฏินิกะ เพราะธรรมที่เกิดด้วยเหตุปัจจัยย่อมไม่ขาดปัจจัยเหล่านี้อยู่แล้ว ในขณะที่ปัจจัยฝ่ายนามล้วนจะขาดหายไปเมื่อจับคู่กับปัจจัยที่ตั้งอยู่ในฐานนาม
  15. หน้า ๒๕๑–๒๗๓ ปัจจัยปัจจนียานุโลมนัย + จบปฏิจจวาระ + อรรถกถา กลับทิศทางการนับ คือตั้งปัจจัยฝ่ายลบเป็นมูลฐาน แล้วนับว่าปัจจัยฝ่ายบวกใดยังคงจับคู่ได้ ครอบคลุมปัจจัยลบทั้ง 24 ตัว จบด้วยโคลอฟอน "ปฏิจจวาระ จบ" ปิดวาระที่ 1 ของกุสลติกะโดยสมบูรณ์ อรรถกถาชี้จุดสำคัญคือปัจฉาชาตปัจจัยไม่มีที่ตั้งเป็นอนุโลมเลย เพราะเป็นปัจจัยที่เกิดทีหลังผล จึงไม่มีทางเป็นตัวสนับสนุนในทิศทางบวกได้ และวางกฎทั่วไปว่าต้องนับด้วยจำนวนวาระที่น้อยกว่าเสมอเมื่อเทียบเคียงปัจจัยหลายมูล
  16. หน้า ๒๗๔–๒๘๐ สหชาตวาระ (จบ) — "เกิดร่วมกัน" เนื้อความเดียวกับปฏิจจวาระ วาระที่ 2 ใช้สำนวน "เกิดร่วมกับ" แทน "อาศัย...เกิดขึ้น" แต่มีโครงสร้าง 9 ปัญหา ตัวเลขวาระ และรูปแบบเดียวกับปฏิจจวาระทุกประการ จบด้วยข้อความยืนยันว่าข้อความในสหชาตวาระเหมือนข้อความในปฏิจจวาระ อรรถกถาอธิบายว่าเหตุใดจึงทรงแสดงสองวาระที่เนื้อความเหมือนกันทุกประการ — เพื่อกำหนดความหมายซึ่งกันและกัน ("ปฏิจจ" ใช้ตัวอย่างจักขุ-รูปที่แม้ไม่เกิดพร้อมกันก็ยังนับว่าอาศัยได้ แต่ "สหชาต" เจาะจงว่าต้องเกิดพร้อมกันเท่านั้น)
  17. หน้า ๒๘๑–๓๐๐ ปัจจยวาระ ฝ่ายอนุโลม — ขยายจาก 9 เป็น 17 ปัญหา วาระที่ 3 ใช้สำนวนอาศัย...เกิดขึ้น แต่ขยายเป็น 17 ปัญหาเพราะปัจจยปัจจัยครอบคลุมทั้งความสัมพันธ์แบบเกิดพร้อม (สหชาต) และเกิดก่อน (ปุเรชาต) ของหทยวัตถุ — กุศล/อกุศลจึงกล่าวได้ว่า "อาศัยอัพยากตธรรม" (คือหทยวัตถุ) เกิดขึ้นได้ด้วย ข้อความอธิบายกลไกจิต-รูปอย่างละเอียด (จิตตสมุฏฐานรูป กฏัตตารูป มหาภูตรูป จักขุวิญญาณอาศัยจักขายตนะ) ปัจจัยแต่ละตัวลงเอยที่ 17 วาระ (กลุ่มปัจจัยค้ำจุนสากล) 7 วาระ (กลุ่มปัจจัยฝ่ายนาม) หรือ 1 วาระ (วิปากปัจจัย)
  18. หน้า ๓๐๑–๓๐๙ การนับวาระอนุโลม+อรรถกถาปัจจยวาระ (อธิบายเหตุผลของ 17/7/1) อรรถกถาปัจจยวาระอธิบายว่าเหตุใดปัจจยวาระต้องการ 17 ปัญหาในขณะที่ปฏิจจวาระใช้เพียง 9: ส่วนต่าง 8 ข้อมาจากการนับหทยวัตถุ (และมหาภูตรูปสำหรับรูปธรรม) เป็นที่อาศัยแบบปุเรชาตะ ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่มีในกรอบสหชาตะล้วนของปฏิจจวาระ/สหชาตวาระ พร้อมอธิบายวิธีคำนวณจำนวนวาระ
  19. หน้า ๓๑๐–๓๕๓ ปัจจยวาระ ฝ่ายปัจจนีย์+ผสม+จบปัจจยวาระ มาติกาฝ่ายลบ ("...เพราะนเหตุปัจจัย") ตามด้วยวงจรการนับวาระครบชุด (ปัจจนียนัย → อนุโลมปัจจนียนัย → ปัจจยานุโลมปัจจนียนัย → ปัจจยปัจจนียานุโลมนัย) พร้อมอรรถกถาแทรกเป็นระยะ ซ้ำรูปแบบเดียวกับปฏิจจวาระเพียงเปลี่ยนฐานจาก 9 เป็น 17 คำถาม หลักการสำคัญคือปัจจัยลบใดๆ ตัดความสัมพันธ์แบบหทยวัตถุปุเรชาตะทิ้งไป (ทำให้ 17→4 เมื่อจับกับนเหตุปัจจัย) จบด้วย "ปัจจยวาระ จบ" ปิดวาระที่ 3 ทั้งหมดของกุสลติกะ
  20. หน้า ๓๕๔–๓๖๓ นิสสยวาระ (จบ) — เนื้อความเดียวกับปัจจยวาระ วาระที่ 4 ใช้สำนวนอาศัย...เกิดขึ้นเหมือนปัจจยวาระ มีตารางตัวเลข 17/7/1 เหมือนกันทุกประการ จบด้วย "นิสสยวาระ จบ" พร้อมข้อความยืนยันว่าข้อความในนิสสยวาระเหมือนข้อความในปัจจยวาระ อรรถกถาอธิบายความต่างเชิงถ้อยคำที่ละเอียดอ่อน: "ปจฺจยา" ในปัจจยวาระเพียงกำหนดว่าเป็นปัจจัยเฉยๆ (อาจไม่เกิดพร้อมกันก็ได้) แต่ "นิสฺสาย" ในนิสสยวาระเจาะจงว่าต้องเป็นความสัมพันธ์แบบสหชาตะ/ปุเรชาตะเท่านั้น ยกอุปมาไม้ที่พิงกันไว้เตือนไม่ให้อ่านพยัญชนะตามตัวอักษรมากเกินไป
  21. หน้า ๓๖๔–๓๖๙ สังสัฏฐวาระ อนุโลมนัย + อรรถกถา — "เจือ" กันได้หรือไม่ วาระที่ 5 ทดสอบว่ากุศล/อกุศล/อัพยากตธรรม "เจือ" (สังสัฏฐะ) กันเองได้หรือไม่ผ่านปัจจัยต่างๆ ระบุว่าเฉพาะขันธ์ที่เป็นอรูปธรรมเท่านั้นที่เจือกันได้ (จึงมี 3 วาระในปัจจัยส่วนใหญ่ แต่วิปากปัจจัยมีเพียง 1 วาระเพราะไม่มีปฏิสนธิในบางกรณี)
  22. หน้า ๓๗๐–๓๙๗ สังสัฏฐวาระ ปัจจนียนัย+ผสม+อรรถกถา (จบสังสัฏฐวาระ) ปัจจนียนัยแสดงว่ามีเพียง 10 ปัจจัยเท่านั้นที่ใช้เป็นปฏิเสธได้ในวาระนี้ เพราะปัจจยุบบันเป็นอรูปธรรมล้วน และกุศลไม่มีในปัจจนียนัย (จึงเริ่มวิสัชนาจากอกุศล) อนุโลมปัจจนียนัยและปัจจนียานุโลมนัยเป็นการผสมสองทิศทาง ซึ่งอรรถกถาอธิบายหลักคำนวณจำนวนวาระโดยเทียบเคียงปัจจัยที่ได้มากกว่า/น้อยกว่ากัน จบวาระด้วย "สังสัฏฐวาระ จบ"
  23. หน้า ๓๙๘–๔๐๓ สัมปยุตตวาระ (จบ) — เนื้อความเดียวกับสังสัฏฐวาระ วาระที่ 6 มีโครงสร้างเหมือนสังสัฏฐวาระทุกประการ ต่างกันเพียงถ้อยคำ ("ประกอบ" แทน "เจือ") พระบาลีจึงย่นย่อโดยแสดงเพียงตัวอย่างต้นและตารางนับวาระ อรรถกถาอธิบายว่าเหตุใดจึงตรัสสองวาระที่มีความหมายเดียวกันไว้ทั้งคู่ — เพื่อเน้นแง่มุมคนละด้าน (สัมปยุตตปัจจัยที่มีลักษณะเกิดพร้อมกัน กับสังสัฏฐธรรมที่มีลักษณะเกิดพร้อมกัน) และเพื่อแสดงพระปรีชาในนิรุตติปฏิสัมภิทา
  24. หน้า ๔๐๔–๔๑๘ ปัญหาวาระ (วาระที่ 7 ใหญ่สุด) — เหตุปัจจัย+อารัมมณปัจจัย เริ่มต้นวาระใหญ่ที่สุดของปัฏฐาน เปลี่ยนรูปแบบจาก "เจือ/ประกอบ" เป็น "เป็นปัจจัยแก่" และขยายเป็น 9 คู่ความสัมพันธ์ อารัมมณปัจจัยแสดงตัวอย่างรูปธรรมจริงจำนวนมาก เช่นการพิจารณาทาน/ศีล/ฌานที่ทำแล้ว พระอรหันต์ออกจากมรรคพิจารณามรรคและนิพพาน เจโตปริยญาณหยั่งรู้จิตผู้อื่น อรรถกถาอธิบายเหตุใดกิริยาจิตของพระอรหันต์จึงไม่นับเป็น "กุศลเป็นปัจจัยแก่กุศล"
  25. หน้า ๔๑๙–๔๒๓ ปัญหาวาระ อธิปติปัจจัย แยกอธิปติเป็น 2 ชนิด คืออารัมมณาธิปติ (กระทำสิ่งใดให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น) กับสหชาตาธิปติ (ธรรมที่เป็นอธิบดีเกิดร่วม) อรรถกถาชี้ว่าพระอรหันต์ไม่มีการทำโลกิยกุศลให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นอีกต่อไปเพราะบรรลุธรรมสูงสุดแล้ว จึงแสดงเฉพาะอรหัตมรรคเท่านั้นในกรณีอารัมมณาธิปติของอัพยากตะ
  26. หน้า ๔๒๔–๔๓๕ ปัญหาวาระ อนันตรปัจจัย — เนื้อหาเทคนิคหนาแน่นที่สุดในช่วงนี้ เนื้อหาบาลีสั้นแต่อรรถกถายาวมาก อธิบายว่าอนันตรปัจจัยแจกแจงได้ถึง 10, 17, และ 60 นัยตามประเภทจิต (กุศล/อกุศล/วิบาก/กิริยา คูณด้วยภูมิ) แล้วลงรายละเอียดจิตแต่ละดวง (เช่นมหากุศลจิตดวงที่ 1 เป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต 53 ดวง) เป็นการสาธิตกลไกจริงว่าจิตดวงใดตามหลังจิตดวงใดได้บ้างตามกฎภูมิและประเภท ซึ่งเป็นแก่นวิชาอภิธรรมเรื่องวิถีจิต
  27. หน้า ๔๓๖–๔๔๘ ปัญหาวาระ สมนันตร+สหชาต+อัญญมัญญ+นิสสยปัจจัย สมนันตรปัจจัยเหมือนอนันตรปัจจัยทุกประการ จึงรวมกับสามปัจจัยถัดไปซึ่งมีโครงสร้างสูตรเดียวกัน (ขันธ์ 1↔3, ขันธ์ 2↔2, มหาภูตรูป 1↔3) สหชาตปัจจัยขยายไปถึงการวิเคราะห์กลาปรูป (จิตตชรูป กัมมชรูป อาหารชรูป อุตุชรูป และกรณีพิเศษของอสัญญสัตว์ที่ไม่มีจิต) ส่วนนิสสยปัจจัยเพิ่มความสัมพันธ์หทยวัตถุ↔ขันธ์ และอายตนะ↔วิญญาณ (จักขายตนะเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ)
  28. หน้า ๔๔๙–๔๕๗ ปัญหาวาระ อุปนิสสยปัจจัย (กุศลเป็นที่ตั้ง) แยกอุปนิสสยะเป็น 3 ชนิด (อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ) แสดงห่วงโซ่พัฒนาการทางจิตวิญญาณอย่างเป็นระบบ: ศรัทธา/ศีล/สุตะ/จาคะ/ปัญญาหนุนการเจริญฌาน-วิปัสสนา-มรรค-อภิญญา-สมาบัติ ฌานที่ 1→2→3→4→อรูปฌานตามลำดับ อภิญญาไล่จากทิพยจักษุ→ทิพโสต→อิทธิวิธ→เจโตปริย→ปุพเพนิวาสานุสสติ→ยถากัมมูปคะ→อนาคตังสญาณ และมรรค 1→2→3→4 เป็นแผนที่การเจริญปฏิบัติทั้งระบบในรูปความสัมพันธ์เชิงเหตุปัจจัย
  29. หน้า ๔๕๘–๔๖๓ ปัญหาวาระ อุปนิสสยปัจจัย (อกุศลเป็นที่ตั้ง) แสดงวงจรอกุศลกรรมบถ 10 อย่างที่ต่างหนุนกันและกัน และห่วงโซ่อนันตริยกรรม 5-6 อย่าง จุดที่น่าสนใจเชิงหลักธรรมคือรายการที่แสดงว่าบุคคลทำบาปแล้วเพื่อลบล้างผลกรรมนั้น จึงให้ทาน สมาทานศีล — แสดงหลักที่ว่าอกุศลกรรมสามารถเป็นอุปนิสสยปัจจัย (ปกตูปนิสสยะ) หนุนให้เกิดกุศลได้ผ่านความสำนึกผิด/ความกลัวบาป
  30. หน้า ๔๖๔–๔๘๐ ปัญหาวาระ อุปนิสสยปัจจัยที่เหลือ + อรรถกถาฉบับเต็ม ส่วนบาลีแสดงสุขทุกข์ทางกาย/ฤดู/อาหาร/เสนาสนะเป็นปกตูปนิสสยะหนุนสุขทุกข์ต่อไปหรือแม้แต่ผลสมาบัติของพระอรหันต์ อรรถกถายาวมาก อธิบายว่าโลกุตตรกุศลไม่เป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่อกุศลเด็ดขาด (เปรียบเหมือนพระจันทร์ไม่เป็นอุปนิสสัยแก่ความมืด) เล่านิทานอธิบายทฤษฎีกรรมมีกำลังมากกับกรรมมีกำลังน้อยในฐานะอุปนิสสยปัจจัยแก่วิบากของตน ปิดท้ายสรุปว่าอุปนิสสยปัจจัยทั้ง 3 ชนิดจำแนกได้ 23 วาระ
  31. หน้า ๔๘๑–๕๐๑ ปัญหาวาระ ปุเรชาต+ปัจฉาชาต+อาเสวน+กัมม+วิปาก+อาหาร+อินทริย+ฌาน+มัคค+สัมปยุตต+วิปปยุตตปัจจัย ปุเรชาตปัจจัยแยกเป็นอารัมมณปุเรชาตะ (พระอรหันต์/พระเสขะพิจารณาเห็นจักขุ-โสตะ-รูปฯลฯ โดยความไม่เที่ยง) กับวัตถุปุเรชาตะ (อายตนะเป็นปัจจัยแก่วิญญาณของตน หทยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหมด) ปัจฉาชาตปัจจัยอธิบายว่าจิตที่เกิดภายหลังยังเป็นปัจจัยค้ำจุนกายที่เกิดก่อนได้ อาเสวนปัจจัยอธิบายกลไกการสั่งสมกำลังของขันธ์กุศลที่เกิดก่อนหนุนขันธ์กุศลที่เกิดหลังในกระบวนจิตเดียวกัน (อนุโลม→โคตรภู→มรรค) กัมมปัจจัยแยกสหชาตะ (เจตนาปรุงแต่งจิตตชรูปพร้อมกัน) กับนานักขณิกะ (เจตนาให้ผลข้ามภพชาติ) ซึ่งเป็นฐานหลักคำสอนเรื่
  32. หน้า ๕๐๒–๕๑๐ ปัญหาวาระ อัตถิ+นัตถิ+วิคต+อวิคตปัจจัย + ปิดปัญหาวารวิภังค์ อัตถิปัจจัยเป็นส่วนยาวที่สุดเพราะครอบคลุมกว้างที่สุด — เพียงสภาวธรรมนั้นมีอยู่ในปัจจุบันก็เป็นปัจจัยได้ รวบรวมรูปแบบเวลาที่เคยแยกอธิบายมาแล้วทั้งหมดมาเป็นวิสัชนาย่อยของอัตถิปัจจัยเดียว รวมถึงกรณีผสม จึงต้องมีถึง 13 แบบ นัตถิปัจจัยและวิคตปัจจัยถูกอธิบายแบบย่อโดยอ้างอิงกลับไปยังอนันตรปัจจัย ส่วนอวิคตปัจจัยอ้างอิงกลับไปที่อัตถิปัจจัย ปิดท้ายด้วย "ปัญหาวารวิภังค์ จบ" ซึ่งคือจุดจบของการขยายความปัจจัยทั้ง 24 ข้อแบบเต็มรูปแบบสำหรับกุสลติกะ
  33. หน้า ๕๑๑–๕๗๐ สังขยาวาร (นับจำนวนวาระ) — สุทธมูลกนัย และ 24 มูลกนัย ภาคผนวกเชิงคณิตศาสตร์ล้วนๆ เป็นดัชนีนับจำนวนวาระที่ถูกต้องซึ่งเกิดขึ้นจริงในการขยายความข้างต้น เริ่มด้วยสุทธมูลกนัยสรุปจำนวนวาระของแต่ละปัจจัยเดี่ยว จากนั้นไล่เป็น 24 มูลกนัยตามลำดับปัจจัย แต่ละมูลกนัยตั้งปัจจัยหนึ่งเป็นรากแล้วนับว่าเมื่อรวมกับปัจจัยอื่นๆ เป็นฆฏนา (กลุ่มปัจจัยที่ประชุมกัน) จะได้กี่วาระ — เป็นเครื่องมือตรวจทานความครบถ้วนของระบบเมทริกซ์ปัจจัย
  34. หน้า ๕๗๑–๖๐๓ อรรถกถาฆฏนานัยแห่งปัญหาวาระ (ปิดอนุโลม) อรรถกถาไขความว่าตัวเลขการนับวาระมาจากไหน ไล่คำอธิบายตามลำดับมูลกนัยเดิม อธิบายหลักการจำแนก เช่นในเหตุมูลกนัยแยกฆฏนาเป็นอวิปากฆฏนา (ยังไม่มีวิบากร่วม) กับสวิปากฆฏนา (มีวิบากร่วม) และภายในนั้นแยกอีกว่าฆฏนาไหนได้เฉพาะรูป นาม หรือทั้งคู่ จบด้วยการสรุปยอดรวม: สหชาตฆฏนารวม 312 ฆฏนา ปกิณณกฆฏนา 103 ฆฏนา รวมทั้งสิ้น 415 ฆฏนาในปัญหาวาระ ปิดทั้งภาคอนุโลมของปัญหาวาระสำหรับกุสลติกะโดยสมบูรณ์
  35. หน้า ๖๐๔–๖๓๗ ปัญหาวาระ ปัจจนียนัย — การนับวาระ (นเหตุถึงโนอวิคตมูลกนัย) เริ่มภาคปฏิเสธของปัญหาวาระ เปิดด้วยปัจจนียุทธาระแสดงแบบสรุปย่อว่ากุศลธรรมเป็นปัจจัยแก่กุศล/อกุศล/อัพยากตธรรมด้วยอำนาจปัจจัยใดได้บ้างเมื่อไม่นับเหตุปัจจัยเป็นฐาน ตามด้วยการนับวาระไล่ทีละมูลกนัยฝ่ายลบ (นเหตุ นอารัมมณ ฯลฯ) เป็นการนับเชิงกลไกว่าเมื่อปฏิเสธปัจจัยหนึ่งแล้วประกอบกับปัจจัยปฏิเสธอื่นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จำนวนวาระที่เหลือจะลดลงอย่างไร
  36. หน้า ๖๓๘–๖๖๑ วรรณนาปัจจนียนัย (อรรถกถา) อธิบายหลักการว่าปัจจัย 24 ทั้งหมดย่นเข้าเป็นปัจจัยหลัก 8 อย่าง (อารัมมณะ สหชาตะ อุปนิสสยะ ปุเรชาตะ ปัจฉาชาตะ กัมมะ อาหาระ อินทริยะ) เพราะเหตุใดปัจจัยรอง เช่นอนันตระ สมนันตระ อาเสวนะ นัตถิ วิคต จึงถูกจัดรวมเข้าในอุปนิสสยปัจจัย และอธิบายทีละมูลกนัยว่าทำไมตัวเลขวาระจึงลดหรือขาดหายไปในกรณีต่างๆ — เนื้อหาที่อธิบายความหมายจริงของตัวเลข ไม่ใช่แค่แจกแจงซ้ำ
  37. หน้า ๖๖๒–๖๙๑ อนุโลมปัจจนียคณนา — เหตุ, อารัมมณ, อธิปติมูลกนัย เริ่มการนับวาระแบบอนุโลมปัจจนียะ (ทดสอบร่วมกันระหว่างปัจจัยฝ่ายบวก 1 ตัวกับปัจจัยฝ่ายลบหลายตัว) แต่ละมูลกนัยมีโครงสร้างสภาคะ (ภาพรวม) ตามด้วยฆฏนา (การประกอบปัจจัยเฉพาะกลุ่ม) ครอบคลุมเหตุมูลกนัย (ฆฏนา 24 กลุ่ม) อารัมมณมูลกนัย (ฆฏนา 5 กลุ่ม) และอธิปติมูลกนัย (ฆฏนา 30 กลุ่ม — ใหญ่ที่สุดในช่วงนี้) เป็นการไล่นับเชิงคณิตศาสตร์ตามการประกอบปัจจัยที่เป็นไปได้
  38. หน้า ๖๙๒–๗๒๖ อนุโลมปัจจนียคณนา (ต่อ) — อนันตรถึงปัจฉาชาตมูลกนัย ดำเนินรูปแบบสภาคะ+ฆฏนาต่อเนื่องไปตามมูลกนัย: อนันตร (ฆฏนา 3) สมนันตร (ฆฏนา 3) สหชาต (ฆฏนา 10) อัญญมัญญ (ฆฏนา 6) นิสสย (ฆฏนา 20 — กลุ่มใหญ่) อุปนิสสย (ฆฏนา 7) ปุเรชาต (ฆฏนา 7) ปัจฉาชาต (ฆฏนา 1 กลุ่มเดียว) จบพอดีที่หน้า 726 ด้วยโคลอฟอน "ปัจฉาชาตมูลกนัย จบ"
  39. หน้า ๗๒๗–๗๕๒ อนุโลมปัจจนียคณนา (ต่อ) — อาเสวน/กัมม/วิปาก/อาหารมูลกนัย ต่อเนื่องการนับวาระ: อาเสวนมูลกนัย กัมมมูลกนัย (11 ฆฏนา) วิปากมูลกนัย (5 ฆฏนา) และอาหารมูลกนัย (34 ฆฏนา — ยาวเพราะอาหารปัจจัยผสมกับปัจจัยร่วมได้หลายแบบ เช่น อาหาระ+อินทริยะ, อาหาระ+อธิปติ+อินทริยะ)
  40. หน้า ๗๕๓–๗๗๗ อนุโลมปัจจนียคณนา — อินทริยมูลกนัย, ฌานมูลกนัย อินทริยมูลกนัยมี 76 ฆฏนา นับเป็นมูลกนัยที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มนี้ เพราะอินทริยปัจจัยผสมกับปัจจัยร่วมได้หลายชุด (สหชาตะ นิสสยะ ปุเรชาตะ วิปากะ มัคคะ ฌานะ) ในช่วงท้ายข้อความเริ่มย่อด้วย "ฯลฯ" แทนพิมพ์ปัจจัยซ้ำเต็มทุกตัว ฌานมูลกนัยมี 36 ฆฏนา ตามรูปแบบเดียวกัน
  41. หน้า ๗๗๘–๗๙๕ อนุโลมปัจจนียคณนา — มัคค, สัมปยุตต, วิปปยุตตมูลกนัย มัคคมูลกนัยมี 57 ฆฏนา เป็นมูลกนัยใหญ่อีกส่วน (มัคคปัจจัยคือองค์ธรรมในมรรค 8 ที่เป็นปัจจัยร่วม) สัมปยุตตมูลกนัยสั้นมาก มีเพียง 2 ฆฏนา เพราะสัมปยุตตปัจจัยมีเงื่อนไขจำกัด วิปปยุตตมูลกนัยมี 13 ฆฏนา (รูปธรรม-นามธรรมที่ไม่ประกอบกัน)
  42. หน้า ๗๙๖–๘๑๕ อนุโลมปัจจนียคณนา — อัตถิ/นัตถิ/วิคต/อวิคตมูลกนัย จบสาย + อรรถกถา อัตถิมูลกนัยเป็นมูลกนัยที่ใหญ่ที่สุดในสายนี้ มี 29 ฆฏนา (อัตถิปัจจัยครอบคลุมสรรพธรรมเกือบทั้งหมด) นัตถิ-วิคต-อวิคตมูลกนัยถูกย่อโดยอ้างอิงกลับไปยังอนันตรปัจจัยและอัตถิปัจจัย จบด้วย "ปัญหาวาระในปัจจยานุโลมปัจจนียนัย จบ" ปิดสายแรกทั้งหมด อรรถกถาอธิบายหลักการนับและที่มาของจำนวนฆฏนารวม 415 ฆฏนาในนัยนี้
  43. หน้า ๘๑๖–๘๒๐ ปัจจนียานุโลมนัย — นเหตุมูลกนัย (ตัวอย่างหลักฉบับเต็ม) เริ่มนัยกลับด้าน คือใช้ปัจจัยฝ่ายลบเป็นฐาน แล้วนับวาระที่ธรรมนั้นเป็นปัจจัยแก่กันด้วยปัจจัยบวกอื่นๆ นเหตุมูลกนัยเป็นตัวอย่างแรกที่แสดงพิสดารเต็มรูปแบบ เป็นฐานสำหรับมูลกนัยที่เหลือทั้งหมดในนัยนี้จะอ้างอิงกลับมา
  44. หน้า ๘๒๑–๘๔๑ ปัจจนียานุโลมนัย — มูลกนัยที่เหลือ (แบบย่อ) + จบกุสลติกะ มูลกนัยที่เหลืออีก 22 กนัยล้วนถูกย่อโดยอ้างอิงกลับไปยังนเหตุมูลกนัย ด้วยประโยคซ้ำๆ เช่น "พึงให้พิสดารเหมือนนเหตุมูลกนัย" จบด้วย "ปัญหาวารปัจจนียานุโลม จบ" ตามด้วย "กุสลติกะ ที่ 1 จบ" — จุดจบของการแสดงพระบาลี (มาติกา+เนื้อหา) ทั้งหมดของกุสลติกะ ติกะแรกในบรรดา 22 ติกะของติกปัฏฐาน
  45. หน้า ๘๔๒–๘๔๘ อรรถกถาปัจจนียานุโลมนัย + ปิดวรรณนากุสลติกปัฏฐาน (จบเล่ม) อรรถกถายกตัวอย่างรูปธรรม เช่น บุคคลให้ทาน สมาทานศีล ทำอุโบสถกรรม แล้วพิจารณาทบทวนกุศลนั้นในภายหลัง — กุศลจิตที่ทบทวนไม่ได้เป็นเหตุปัจจัยของกุศลเดิม แต่เป็นอารัมมณปัจจัย จากนั้นอธิบายกฎการตัดวาระที่ขัดแย้งกันออกเมื่อเทียบปัจจัยหลายตัวพร้อมกัน และปิดท้ายด้วยหลักทั่วไปว่าเมื่อปัจจัยทั้งหมดตั้งอยู่โดยปัจจนียะ ปัจจัยใดปัจจัยเดียวเท่านั้นย่อมได้โดยอนุโลม หน้า 848 (หน้าสุดท้ายจริงของเล่ม) จบด้วย "ปัจจนียานุโลมแห่งปัญหาวาระ จบ" ตามด้วย "วรรณนากุสลติกปัฏฐาน จบ" เป็นบทสรุปปิดท้ายที่สะอาดของการวรรณนากุสลติ