ปัฏฐาน ภาค ๓
ฉบับ มมร. · พระอภิธรรมปิฎก · เล่มที่ ๘๗ · ๗๗๖ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๓๑ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๒๑ ทัสสนติกะ (ติกะที่ ๘) — ปฏิจจวาร+สหชาตวาร ไตรลักษณ์ ทัสสเนนปหาตัพพธรรม (ละด้วยการเห็น/โสดาปัตติมรรค) / ภาวนายปหาตัพพธรรม (ละด้วยการเจริญ) / เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม (ไม่ต้องละ — วิบาก/กิริยา/รูป) ตรวจครบ ๒๓ ปัจจัยทั้งอนุโลม-ปัจจนีย พบว่าธรรมสองหมวดแรกไม่อาศัยกันข้ามหมวดเลย เว้นแต่ผ่านหมวดที่สาม (เช่นจิตตสมุฏฐานรูปหรือหทยวัตถุในปฏิสนธิ) สหชาตวาระเหมือนปฏิจจวารทุกประการ
- หน้า ๒๒–๔๑ ทัสสนติกะ — ปัจจยวาร+นิสสยวาร (ย่อ) ปัจจยวารมี ๑๗ วาระ (จาก ๙) เพราะเพิ่มความสัมพันธ์ย้อนกลับพึ่งหทยวัตถุ นิสสยวารประกาศว่าเหมือนปัจจยวารทุกประการไม่ต้องแจกซ้ำ
- หน้า ๔๒–๔๖ ทัสสนติกะ — สังสัฏฐวาร+สัมปยุตตวาร (ย่อมาก) แสดงเฉพาะเหตุปัจจัยเต็มรูปแล้วให้ผู้อ่านขยายเองตามสูตร ๓ วาระต่อปัจจัย สัมปยุตตวาระเหมือนสังสัฏฐวาระทุกประการ
- หน้า ๔๗–๗๐ ทัสสนติกะ — ปัญหาวาร อนุโลม (เหตุ-อุปนิสสยปัจจัย) ส่วนเนื้อหาจริง: บุคคลยินดีในราคะ/ทิฏฐิ/วิจิกิจฉาที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพธรรมย่อมก่อกิเลสประเภทเดียวกันซ้ำ พระอริยะพิจารณากิเลสที่ละแล้ว อธิปติปัจจัยแยกอารัมมณาธิปติกับสหชาตาธิปติ อุปนิสสยปัจจัยเป็นส่วนอุดมสมบูรณ์ที่สุด: ผู้อาศัยโลภะ/โทสะ/โมหะ/ทิฏฐิฆ่าคน ขโมย แม้ทำลายสงฆ์ (สนับสนุนทัสสเนนปหาตัพพธรรม) เทียบกับผู้อาศัยรากเดียวกันให้ทาน รักษาศีล เจริญฌาน (สนับสนุนหมวดที่สาม)
- หน้า ๗๑–๙๑ ทัสสนติกะ — ปัญหาวาร (ปุเรชาต-อวิคต)+ปัจจนีย+จบติกะที่ ๘+อรรถกถา ปุเรชาต ปัจฉาชาต อาเสวน กัมม วิปาก ฯลฯ ตามสูตรมาตรฐาน ปิด "ทัสสนติกะที่ ๘ จบ" อรรถกถาอธิบายว่ากิเลสระดับทัสสเนนปหาตัพพะ (ถูกละที่โสดาบัน) ยังเกิดแก่ปุถุชนได้ ส่วนภาวนายปหาตัพพะยังเกิดแก่โสดาบันได้ แต่ทัสสเนนปหาตัพพธรรมไม่มีวันเป็นปัจจัยแก่ภาวนายปหาตัพพธรรมโดยปัจจัยใดเลย — ความไม่สมมาตรที่มีเหตุผลเชิงหลักธรรมรองรับ (เมื่อกิเลสระดับต้นถูกถอนแล้วจะไม่หวนกลับมาเป็นปัจจัยได้อีก)
- หน้า ๙๒–๑๑๖ ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกติกะ (ติกะที่ ๙) — ปฏิจจวาร+สหชาตวาร ต่างจากติกะ ๘ ตรงที่ทดสอบว่า "เหตุ" ของธรรม (โมหะที่สหรคตวิจิกิจฉา = พึงละด้วยทัสสนะ, โมหะที่สหรคตอุทธัจจะ = พึงละด้วยภาวนา) เป็นปัจจัยเช่นไร เพิ่มโมหะเป็นตัวแปรแยกจากขันธ์ไตรลักษณ์เดิม (อธิปติปัจจัยไม่มีโมหะเพราะโมหะไม่เป็นอธิบดี) สหชาตวาระเหมือนปฏิจจวาระ
- หน้า ๑๑๗–๑๔๕ ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกติกะ — ปัจจยวาร (ครบ)+นิสสยวาร (ย่อ) ปัจจยวารทำซ้ำโครงสร้างเดิมพร้อมโมหะสองประเภท นิสสยวารเหมือนปัจจยวารทุกประการ
- หน้า ๑๔๖–๑๕๔ ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกติกะ — สังสัฏฐวาร+สัมปยุตตวาร เปลี่ยนคำเชื่อมเป็น "เจือกับ" ตัดกรณีรูปธรรมออก จำนวนวาระลดลง สัมปยุตตวาระเหมือนสังสัฏฐวาระ
- หน้า ๑๕๕–๑๘๑ ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกติกะ — ปัญหาวาร อนุโลม (เหตุ-อุปนิสสยปัจจัย) อธิบายกลไกจิตจริง: บุคคลยินดีในกิเลสที่มีเหตุเป็นทัสสเนนปหาตัพพะย่อมก่อกิเลสประเภทเดียวกันซ้ำ พระอริยะพิจารณากิเลสที่ละแล้วหรือข่มแล้วจัดเป็นหมวดที่สาม (ปัญญาที่พิจารณาไม่ใช่สิ่งต้องถูกละ) อุปนิสสยปัจจัยแสดงราคะ/โทสะ/โมหะ/ทิฏฐิ/ตัณหาเป็นฐานให้ฆ่าสัตว์หรือทำลายสงฆ์ และศรัทธา/ปัญญา/สุข-ทุกข์ทางกายสนับสนุนทั้งผลสมาบัติและการก่อกิเลสใหม่
- หน้า ๑๘๒–๒๑๒ ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกติกะ — ปัญหาวาร (ปุเรชาต-อวิคต)+นับวาระ+จบติกะที่ ๙+อรรถกถา ครอบคลุมปัจจัยที่เหลือตามสูตรมาตรฐาน ปิด "ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกติกะ ที่ ๙ จบ" อรรถกถาอธิบายว่าโมหะที่สหรคตวิจิกิจฉา/อุทธัจจะจัดเข้าหมวดที่สามเพราะเป็นอเหตุกะ (ไม่มีเหตุของตนเอง)
- หน้า ๒๑๓–๒๒๔ อาจยคามิติกะ (ติกะที่ ๑๐) — ปฏิจจวาร+สหชาตวาร ไตรลักษณ์อาจยคามิธรรม (นำไปสู่การสั่งสมวัฏฏะ — อกุศลและมหากุศลโลกิยะ) / อปจยคามิธรรม (นำไปสู่การคลายวัฏฏะ — มรรค ๔) / เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม (ไม่ใช่ทั้งสอง — วิบาก กิริยา รูป) จุดสังเกต: จิตตสมุฏฐานรูป กฏัตตารูป อุปาทารูปไม่มีในอัญญมัญญปัจจัย (รูปที่เกิดจากจิต/กรรมไม่เป็นปัจจัยเกื้อกูลกลับแก่จิตได้) สหชาตวาระเหมือนปฏิจจวาระ
- หน้า ๒๒๕–๒๔๒ อาจยคามิติกะ — ปัจจยวาร+นิสสยวาร (ย่อ) ทำซ้ำโครงสร้างเดิมแบบอาศัย ครบ ๒๔ ปัจจัยทั้งอนุโลม-ปัจจนีย-ผสม นิสสยวาระเหมือนปัจจยวาระ
- หน้า ๒๔๓–๒๔๗ อาจยคามิติกะ — สังสัฏฐวาร+สัมปยุตตวาร เปลี่ยนเป็นรูปแบบเจือกับ จำนวนวาระลดลงมาก (ส่วนใหญ่เหลือ ๒-๓ วาระต่อปัจจัย) เพราะตัดกรณีรูปธรรมออก
- หน้า ๒๔๘–๒๘๕ อาจยคามิติกะ — ปัญหาวาร+นับวาระ+จบติกะที่ ๑๐+อรรถกถา ผู้ให้ทาน สมาทานศีล ทำอุโบสถแล้วพิจารณากุศลกรรมนั้น (อาจยคามิธรรมเป็นปัจจัยแก่ตนเอง) พระอรหันต์/เสกขะออกจากมรรคพิจารณามรรคหรือนิพพาน นิพพานเป็นปัจจัยแก่โคตรภู แก่โวทาน แก่มรรค ด้วยอำนาจอารัมมณ อธิปติ อนันตรปัจจัย — อธิบายกระบวนการบรรลุมรรคผลเชิงเหตุปัจจัยอย่างมีนัยสำคัญ อุปนิสสยปัจจัยแสดงศรัทธา ศีล ปัญญา ราคะ แม้กิเลสก็เป็นที่อาศัยให้ทำกุศลหรืออกุศลต่อไปได้ ปิด "อาจยคามิติกะ ที่ ๑๐ จบ"
- หน้า ๒๘๖–๓๔๙ เสกขติกะ (ติกะที่ ๑๑) — ครบ ๗ วาระ+จบ+อรรถกถา ไตรลักษณ์เสกขธรรม (พระเสกขบุคคลผู้ยังต้องศึกษา) / อเสกขธรรม (พระอรหันต์) / เนวเสกขานาเสกขธรรม (ปุถุชน วิบาก กิริยา รูป นิพพาน) ปัญหาวาระเปิดด้วยนิพพานเป็นอารมณ์ของโคตรภู/โวทาน/มรรค อนันตรปัจจัยไล่ลำดับจิตในกระบวนการบรรลุ (บริกรรม→อนุโลม→โคตรภู→มรรค→ผล→ผลสมาบัติ) ปิด "เสกขติกะ ที่ ๑๑ จบ" อรรถกถาระบุประเด็นสำคัญ: อเสกขธรรมไม่เป็นปัจจัยแก่เสกขธรรมโดยปัจจัยใดเลย (พระอรหันต์ไม่อาจเป็นเหตุปัจจัยย้อนกลับไปสู่ผู้ยังต้องศึกษา) แต่เสกขธรรมเป็นปัจจัยแก่อเสกขธรรมได้ทางอุปนิสสยะ (มรรคเป็นฐานให้เกิดผลอรหัตต์)
- หน้า ๓๕๐–๔๔๑ ปริตตติกะ (ติกะที่ ๑๒) — ครบทุกวาระ+จบ+อรรถกถา ไตรลักษณ์ปริตตธรรม (กามาวจร/ระดับจำกัด) / มหัคคตธรรม (รูปฌาน-อรูปฌาน) / อัปปมาณธรรม (มรรค ผล นิพพาน) สาระสำคัญ: ปฏิสนธิจิตที่เป็นมหัคคตธรรม (ผู้เกิดในพรหมโลก) ยังต้องอาศัยหทยวัตถุซึ่งเป็นปริตตรูป แสดงว่ารูปธรรมกามาวจรยังเป็นปัจจัยแก่นามธรรมระดับสูงกว่าได้ ปิด "ปริตตติกะที่ ๑๒ จบ" พร้อมหมายเหตุว่าติกะนี้ไม่มีอรรถกถาอธิบาย
- หน้า ๔๔๒–๔๗๗ ปริตตารัมมณติกะ (ติกะที่ ๑๓) — ครบ+อรรถกถา จำแนกตามอารมณ์ที่ธรรมยึด (จำกัด/ประณีต/ประมาณมิได้) แทนที่จะจำแนกตัวธรรมเอง เช่นทิพยจักษุ/ทิพโสตที่รับอารมณ์จำกัดหรือประณีต นิพพานเป็นอารมณ์ประมาณมิได้แก่โคตรภู/โวทาน/มรรค/ผล ปิด "ปริตตารัมมณติกะที่ ๑๓ จบ" อรรถกถาอธิบายว่าวิปากจิตที่มีกัมมเป็นอารมณ์เกิดตอนปฏิสนธิ ต่างจากที่รับปัญจารมณ์ผ่านตทารัมมณะในชวนวิถี และปฏิเสธความเห็นของอาจารย์บางกลุ่มที่ว่าไม่มีปฏิสนธิตามหลังโคตรภูจิต
- หน้า ๔๗๘–๔๗๙ หีนติกะ (ติกะที่ ๑๔) — ย่อมากด้วยการอ้างอิงข้าม ไตรลักษณ์หีนธรรม (อกุศล) / มัชฌิมธรรม (โลกียกุศล-อัพยากตะทั่วไป) / ปณีตธรรม (โลกุตตระ) ข้อความประกาศตรงว่าให้ขยายความเหมือนสังกิลิฏฐติกะทุกประการ แสดงเฉพาะตัวอย่างเปิดเรื่องเท่านั้น เป็นการอ้างอิงย่อแท้จริง ไม่ใช่เนื้อหาใหม่
- หน้า ๔๘๐–๕๓๓ มิจฉัตตติกะ (ติกะที่ ๑๕) — ครบ+จบ+อรรถกถา ไตรลักษณ์เรื่องความแน่นอนทางกรรม: มิจฉัตตนิยตธรรม (แน่นอนไปทางผิด — อนันตริยกรรม ๕ และนิยตมิจฉาทิฏฐิ) / สัมมัตตนิยตธรรม (แน่นอนไปทางถูก — มรรค ๔) / อนิยตธรรม (ไม่แน่นอน) อุปนิสสยปัจจัยแสดงอนันตริยกรรมทั้ง ๕ เป็นปกตูปนิสสยปัจจัยแก่นิยตมิจฉาทิฏฐิและแก่กันเองผ่านจักกนัย มรรคขั้นต้นเป็นปัจจัยแก่มรรคขั้นสูง ปิด "มิจฉัตตติกะที่ ๑๕ จบ" อรรถกถาชี้ว่ามิจฉัตตนิยตธรรมกับสัมมัตตนิยตธรรมไม่เป็นปัจจัยแก่กันเลยโดยปัจจัยใด และกุศลไม่เป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่มิจฉัตตนิยตธรรม สะท้อนว่ากรรมที่แน่นอนจะให้ผลนรกตัดขาดจากก
- หน้า ๕๓๔–๕๔๘ มัคคารัมมณติกะ (ติกะที่ ๑๖) — ปฏิจจวาร ไตรลักษณ์มัคคารัมมณธรรม (มีมรรคเป็นอารมณ์) / มัคคเหตุกธรรม (มีมรรคเป็นเหตุ) / มัคคาธิปติธรรม (มีมรรคเป็นอธิบดี) เหตุปัจจัยขยายละเอียด (๑๗ วาระย่อยจาก ๓ หมวดผสม) ปัจจัยที่เหลือให้ผล ๑๗ วาระเหมือนกัน วาระที่เหลือทั้ง ๕ เหมือนปฏิจจวาระทุกประการ
- หน้า ๕๔๙–๕๗๘ มัคคารัมมณติกะ — ปัญหาวาร+จบติกะที่ ๑๖+อรรถกถา อธิปติปัจจัยแยกอารัมมณาธิปติ (พระอริยะออกจากมรรคแล้วทำมรรคเป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น) กับสหชาตาธิปติ อุปนิสสยปัจจัยแสดงลำดับมรรคที่ ๑→๒→๓→๔ หนุนกันตามลำดับ (โสดา-สกทาคา-อนาคา-อรหัตตมรรค) ปิด "มัคคารัมมณติกะที่ ๑๖ จบ" อรรถกถาระบุว่าติกะนี้ไม่มีวิปากปัจจัยในปฏิจจวาระและไม่มีนานักขณิกกัมมปัจจัยในปัญหาวาระ
- หน้า ๕๗๙–๕๙๕ อุปปันนติกะ (ติกะที่ ๑๗) — เฉพาะปัญหาวาร ไตรลักษณ์อุปปันนธรรม (กำลังเกิด/เกิดแล้ว) / อนุปปันนธรรม (ยังไม่เกิด) / อุปปาทิธรรม (จวนจะเกิด) มีเฉพาะปัญหาวาระ (ไม่มีปฏิจจวาระเป็นต้นเพราะปัจจัยส่วนใหญ่ใช้ได้เฉพาะอุปปันน→อุปปันน เนื่องจากธรรมที่ยังไม่เกิดไม่มีสภาวะร่วมสมัยให้ทดสอบ) ปิด "อุปปันนติกะที่ ๑๗ จบ"
- หน้า ๕๙๖–๖๑๑ อตีตติกะ (ติกะที่ ๑๘) — เฉพาะปัญหาวาร+อรรถกถารวม ไตรลักษณ์มิติเวลาของตัวธรรมเอง (ปัจจุปปันนธรรม/อตีตธรรม/อนาคตธรรม) โครงสร้างคล้ายติกะ ๑๗ ปิด "อตีตติกะ ที่ ๑๘ จบ" ตามด้วยอรรถกถารวมสำหรับติกะ ๑๗-๑๘ อธิบายว่าทั้งสองติกะไม่มี ๖ วาระอื่นเพราะปฏิจจวาระเป็นต้นใช้ได้เฉพาะสหชาตปัจจัยกับปุเรชาตปัจจัย และนิพพานไม่นับเป็นปัจจัยหรือปัจจยุปบันในติกะทั้งสองนี้เลย
- หน้า ๖๑๒–๖๑๙ อตีตารัมมณติกะ (ติกะที่ ๑๙) — ปฏิจจวาร ไตรลักษณ์อารมณ์ตามกาล (อตีตารัมมณธรรม/อนาคตารัมมณธรรม/ปัจจุปปันนารัมมณธรรม) ตรวจครบ ๒๔ ปัจจัย วาระที่เหลือทั้ง ๕ เหมือนปฏิจจวาระทุกประการ
- หน้า ๖๒๐–๖๔๕ อตีตารัมมณติกะ — ปัญหาวาร+จบติกะที่ ๑๙ สมบูรณ์กว่าติกะ ๑๗-๑๘ เพราะแจกแจงเมทริกซ์ ๓×๓ อารมณ์อดีต-อนาคต-ปัจจุบันครบทุกคู่ในแต่ละปัจจัย ยกตัวอย่างอภิญญาที่หวนระลึกอารมณ์ต่างกาล: เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ระลึกชาติ) อนาคตังสญาณ (หยั่งรู้อนาคต) ยถากัมมูปคญาณ และปุถุชนที่เกิดราคะ/ทิฏฐิ/โทมนัสจากการปรารภขันธ์ต่างกาล ปิด "อตีตารัมมณติกะ ที่ ๑๙ จบ"
- หน้า ๖๔๖–๖๖๒ อัชฌัตตติกะ (ติกะที่ ๒๐) — ปฏิจจวาร+ปัจจยวาร ไตรลักษณ์อัชฌัตตธรรม (ภายใน/ของตน) กับพหิทธาธรรม (ภายนอก/ของผู้อื่น) มีเพียง ๒ วาระต่อปัจจัย (อัชฌัตต→อัชฌัตต, พหิทธา→พหิทธา เท่านั้น ไม่มีวาระผสมเพราะภายในกับภายนอกรวมเป็นธรรมเดียวไม่ได้) นิสสยวาระเหมือนปัจจยวาระ
- หน้า ๖๖๓–๖๙๐ อัชฌัตตติกะ — ปัญหาวาร+จบติกะที่ ๒๐+อรรถกถา ภายในคือขันธ์/อายตนะของตนเอง (พิจารณาไตรลักษณ์ของตน ทวนมรรคผลตน) ภายนอกคือขันธ์ของผู้อื่น (รู้จิตผู้อื่นด้วยเจโตปริยญาณ เห็นรูปด้วยทิพยจักษุ) อธิปติปัจจัยแยกอารัมมณาธิปติกับสหชาตาธิปติ อุปนิสสยปัจจัยแสดงศรัทธา ศีล ปัญญา แม้ดินฟ้าอากาศ/อาหาร/ที่อยู่อาศัยเป็นที่พึ่งให้ทำทั้งกุศลและอกุศล ปิด "อัชฌัตตติกะที่ ๒๐ จบ" อรรถกถาใช้อุปมาสีเมล็ดผักกาดในฝ่ามือกับสีฝ่ามือ — ธรรมภายในกับภายนอกไม่เป็นปัจจัยข้ามฝั่งกัน
- หน้า ๖๙๑–๗๑๒ อัชฌัตตารัมมณติกะ (ติกะที่ ๒๑) — ครบ+อรรถกถา จำแนกตามอารมณ์ที่รับรู้ว่าเป็นภายในหรือภายนอก (ต่างจากติกะก่อนที่จำแนกตัวธรรมเอง) จุดน่าสนใจ: จิตของบุคคลหนึ่ง (เป็นอัชฌัตตธรรม) อาจมีอารมณ์เป็นพหิทธา (รู้จิตคนอื่น) แสดงว่าตัวธรรมกับอารมณ์ของธรรมจัดประเภทแยกกันได้ ปิดติกะและอรรถกถาที่หน้าเดียวกัน
- หน้า ๗๑๓–๗๓๙ สนิทัสสนสัปปฏิฆติกะ (ติกะที่ ๒๒, ติกะสุดท้าย) — ปฏิจจวาร จำแนกรูปธรรม/นามธรรมทั้งหมดเป็น ๓ กลุ่ม: สนิทัสสนสัปปฏิฆธรรม (เห็นได้และกระทบได้ = รูปายตนะอย่างเดียว) อนิทัสสนสัปปฏิฆธรรม (เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ = อายตนะกระทบอีก ๘ อย่าง) อนิทัสสนอัปปฏิฆธรรม (เห็นไม่ได้กระทบไม่ได้ = รูปละเอียดและนามธรรมทั้งหมด) เพราะมี ๓ กลุ่มปฏิสัมพันธ์กัน (ไม่ใช่ ๒ แบบติกะก่อน) การไล่ปัจจัยแต่ละข้อจึงแตกวาระเป็น ๒๑-๒๕ วาระ
- หน้า ๗๔๐–๗๕๓ สนิทัสสนสัปปฏิฆติกะ — ปัญหาวาร (เหตุ-กัมมปัจจัย) รูปายตนะ (สิ่งที่เห็นได้) เป็นอารมณ์ของวิปัสสนา เกิดราคะ/ทิฏฐิ/วิจิกิจฉา/โทมนัสเมื่อยึดถือ ทิพยจักษุเห็นรูป เสียง/กลิ่น/รส/โผฏฐัพพะเป็นอารมณ์ของวิญญาณทางทวารนั้น การทวนกุศลกรรม ฌาน มรรค ผล นิพพาน (จัดเป็นอนิทัสสนอัปปฏิฆธรรมเพราะเป็นอารมณ์นามธรรม) อุปนิสสยปัจจัยแสดงความปรารถนาในผิวพรรณ/รูปร่าง/เสียงเป็นเหตุให้ทำทั้งกุศลและอกุศล
- หน้า ๗๕๔–๗๗๖ สนิทัสสนสัปปฏิฆติกะ — ปัญหาวารที่เหลือ+นับวาระ+ปัจจนียนัย+จบติกปัฏฐานอนุโลมทั้งหมด+อรรถกถา ปัจจัยที่เหลือตามสูตรมาตรฐาน ตามด้วยตารางนับวาระเชิงกลไกและปัจจนียนัย อนุโลมปัจจนีย ปัจจนียานุโลม จบด้วยโคลอฟอน ๓ ชั้นที่สำคัญที่สุดในเล่ม: "สนิทัสสนสัปปฏิฆติกะ ที่ ๒๒ จบ" ตามด้วย "อนุโลมติกปัฏฐาน จบ" (จบติกะสุดท้ายและจบติกปัฏฐานทั้งหมด — ครบ ๒๒ ติกะ) และหน้า ๗๗๖ ปิดด้วยอรรถกถา "อรรถกถาสนิทัสสนติกะ" จบด้วย "วรรณนาแห่งติกปัฏฐานในธัมมานุโลม จบ" — ยืนยันว่าหน้า ๗๗๖ คือจุดจบที่สมบูรณ์ของทั้งหมวดติกปัฏฐาน (วิธีอนุโลม) เล่ม ๘๘ คาดว่าจะเปิดด้วยวิธีปัจจนีย์ของ ๒๒ ติกะ หรือย้ายไปทุกปัฏฐาน
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐
หน้า ๔๐๑–๔๕๐
หน้า ๔๕๑–๕๐๐
หน้า ๕๐๑–๕๕๐
หน้า ๕๕๑–๖๐๐
หน้า ๖๐๑–๖๕๐
หน้า ๖๕๑–๗๐๐
หน้า ๗๐๑–๗๕๐