หลักธรรมพื้นฐาน

ธรรมเจติยสูตร: เหตุที่พระราชาเลื่อมใส

ธมฺมเจติยสุตฺตํ

พระเจ้าปเสนทิโกศลก้มลงจูบพระบาทพระพุทธเจ้า แล้วเล่าถึงสิ่งที่พระองค์เห็นด้วยตาว่าทำให้มั่นใจในพระรัตนตรัย ตั้งแต่ภิกษุที่อยู่กันเหมือนน้ำกับน้ำนม ไปจนถึงบริษัทที่สงบโดยไม่ต้องใช้อาชญา — พระพุทธเจ้าตรัสว่าคำเหล่านี้คือธรรมเจดีย์

๘ ข้อ

ในธรรมเจติยสูตร มัชฌิมนิกาย พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเที่ยวในสวน เห็นต้นไม้ที่สงบเงียบ แล้วนึกถึงพระพุทธเจ้า จึงเสด็จไปเฝ้าที่นิคมเมทฬุปะของเจ้าศากยะ พระองค์มอบพระขรรค์และผ้าโพกพระเศียรแก่ทีฆการายนะเสนาบดี เสด็จเข้าพระวิหาร ซบพระเศียรลงที่พระบาท จูบพระบาท และประกาศพระนามของพระองค์

พระพุทธเจ้าตรัสถามว่าเห็นประโยชน์อะไรจึงแสดงความเคารพถึงเพียงนี้ พระราชาตอบว่ามีความเลื่อมใสในธรรม (ธัมมันวยะ) ว่าพระผู้มีพระภาคตรัสรู้ชอบ พระธรรมตรัสไว้ดี พระสงฆ์ปฏิบัติดี แล้วยกเหตุผลจากสิ่งที่พระองค์เห็นเองทีละข้อ

เมื่อพระราชาเสด็จกลับ พระพุทธเจ้าตรัสกับภิกษุว่า พระราชาได้ตรัสธรรมเจดีย์แล้วจึงเสด็จไป ให้ภิกษุเรียนและทรงจำไว้ เพราะธรรมเจดีย์ประกอบด้วยประโยชน์และเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ อรรถกถาเล่าภูมิหลังเพิ่มเติมว่าเหตุการณ์นี้เกิดในช่วงท้ายพระชนม์ของพระราชา แต่รายละเอียดนั้นไม่ได้อยู่ในตัวพระสูตร

  1. ความเลื่อมใสที่อนุมานจากสิ่งที่เห็น ธมฺมนฺวโย

    พระราชาไม่ได้บอกว่าเชื่อเพราะคนอื่นบอก แต่บอกว่ามีความเลื่อมใสในธรรมที่สรุปจากสิ่งที่ตนเห็นเอง ว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้ชอบ พระธรรมตรัสไว้ดี พระสงฆ์ปฏิบัติดี แล้วยกเหตุผลประกอบทีละข้อ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อจะเชื่อถือครู องค์กร หรือแนวทางใด ลองเขียนเหตุผลที่เห็นด้วยตาเองออกมา แยกจากสิ่งที่ได้ยินต่อ ๆ กันมา

  2. พรหมจรรย์บริสุทธิ์ตลอดชีวิต ปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ

    พระราชาเห็นนักบวชบางพวกประพฤติพรหมจรรย์ได้สิบถึงสี่สิบปี แล้วกลับไปแต่งตัวและเสพกามคุณ แต่ภิกษุในธรรมวินัยนี้ประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์ไปจนตลอดชีวิต

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ความตั้งใจที่ยั่งยืนเห็นได้จากระยะยาว ให้ประเมินนิสัยดีของตัวเองจากความสม่ำเสมอหลายปี ไม่ใช่จากช่วงที่ไฟแรง

  3. อยู่กันเหมือนน้ำกับน้ำนม ขีโรทกีภูตา อญฺญมญฺญํ ปิยจกฺขูหิ สมฺปสฺสนฺตา

    พระราชาเห็นว่าในโลก พระราชาวิวาทกับพระราชา พ่อแม่วิวาทกับลูก พี่น้องวิวาทกัน เพื่อนวิวาทกับเพื่อน แต่ภิกษุในธรรมวินัยนี้สามัคคีกัน ไม่วิวาท เข้ากันได้สนิทเหมือนน้ำกับน้ำนม มองกันด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความรัก

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ในทีมหรือครอบครัว ลองสังเกตว่าเรามองกันด้วยสายตาแบบไหน ถ้าเริ่มจ้องจับผิด ให้กลับมาหาสิ่งดีในอีกฝ่ายก่อนคุยเรื่องที่ขัดกัน

  4. ร่าเริงเบิกบาน ใจเหมือนเนื้อ มิคภูเตน เจตสา

    พระราชาเห็นนักบวชบางพวกผอมเหลือง เศร้าหมอง ไม่อยากสบตาคน ถามแล้วได้คำตอบว่าเป็นโรคประจำตระกูล แต่ภิกษุในธรรมวินัยนี้ร่าเริง เบิกบาน อินทรีย์เอิบอิ่ม ขวนขวายน้อย เลี้ยงชีพด้วยของที่ผู้อื่นให้ มีใจเหมือนเนื้อในป่าที่ไม่ระแวง พระราชาคิดว่าท่านเหล่านี้คงได้คุณวิเศษยิ่งขึ้น

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    การปฏิบัติที่ถูกทางควรทำให้ใจเบาและเป็นมิตรขึ้น ถ้าการฝึกทำให้เราเครียด หม่นหมอง และหนีผู้คน ควรทบทวนวิธีฝึก

  5. บริษัทที่สงบโดยไม่ต้องใช้อาชญา อทณฺเฑน อสตฺเถน

    พระราชามีอำนาจสั่งประหารหรือเนรเทศได้ แต่ในที่ตัดสินความยังมีคนพูดแทรกจนห้ามไม่ได้ ส่วนเมื่อพระพุทธเจ้าแสดงธรรมแก่คนหลายร้อย ไม่มีแม้เสียงไอหรือจาม ครั้งหนึ่งมีภิกษุไอ เพื่อนภิกษุเอาเข่าแตะเตือนให้เงียบ พระราชาเห็นว่าบริษัทนี้ฝึกได้ดีโดยไม่ต้องใช้อาชญาหรือศาสตรา

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ความเคารพที่แท้เกิดจากคุณค่าที่คนเห็น ไม่ใช่จากตำแหน่ง ถ้าต้องขู่ทุกครั้งคนจึงจะฟัง ลองถามว่าเราให้คุณค่าอะไรกับเขาแล้วบ้าง

  6. นักโต้วาทีที่มาแล้วไม่ได้ถาม วาลเวธิรูเป

    พระราชาเห็นกษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดี และสมณะผู้ฉลาดราวกับยิงขนทรายได้ เตรียมคำถามไว้ดักพระพุทธเจ้า แต่เมื่อฟังธรรมแล้วไม่ได้ถาม บางพวกยอมเป็นสาวก สมณะบางพวกขอบวช บรรลุธรรม แล้วกล่าวว่า เมื่อก่อนเราอ้างว่าเป็นสมณะเป็นพระอรหันต์ ทั้งที่ไม่ได้เป็น

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อไปพบใครพร้อมคำถามที่เตรียมไว้หักล้าง ลองฟังให้จบก่อน บางครั้งสิ่งที่ได้ฟังเปลี่ยนคำถามของเราไปเลย

  7. ช่างไม้ที่หันศีรษะไปทางพระพุทธเจ้า ธมฺมเจติยสุตฺตํ

    ช่างไม้สองคนชื่ออิสิทันตะและปุราณะ กินอยู่และได้ยศจากพระราชา แต่ไม่ได้เคารพพระราชาเท่าพระพุทธเจ้า คืนหนึ่งระหว่างเดินทัพ ทั้งสองคุยธรรมกันจนดึก แล้วนอนหันศีรษะไปทางที่พระพุทธเจ้าประทับ หันเท้ามาทางพระราชา พระราชากลับคิดว่าท่านเหล่านี้คงได้คุณวิเศษ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อคนที่เราดูแลเคารพคนอื่นมากกว่าเรา ลองมองว่าเขาเห็นคุณค่าอะไร แทนที่จะรู้สึกว่าถูกลดความสำคัญ

  8. ธรรมเจดีย์คือเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ธมฺมเจติยานิ อาทิพฺรหฺมจริยกานิ

    พระราชากล่าวข้อสุดท้ายว่า พระพุทธเจ้าเป็นกษัตริย์ พระองค์ก็เป็นกษัตริย์ เป็นชาวโกศลเหมือนกัน อายุแปดสิบเหมือนกัน จึงแสดงความเคารพเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเสด็จกลับ พระพุทธเจ้าตรัสว่าคำเหล่านี้เป็นธรรมเจดีย์ ให้ภิกษุเรียนและทรงจำ เพราะประกอบด้วยประโยชน์และเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ความเคารพที่พูดออกมาอย่างมีเหตุผล เป็นอนุสรณ์ที่มีค่ากว่าสิ่งก่อสร้าง ลองบอกคนที่เราเคารพว่าเราเห็นอะไรในตัวเขา

ลองใช้ในชีวิตประจำวัน

เหตุผลของพระราชาไม่ได้มาจากปาฏิหาริย์หรือคำเล่าลือ แต่มาจากการสังเกตพฤติกรรมของคนที่ปฏิบัติตามคำสอน คนเหล่านั้นอยู่ด้วยกันอย่างไร หน้าตาสดชื่นหรือหม่นหมอง เคารพกันแม้ไม่มีใครบังคับหรือไม่ นี่คือวิธีที่คนทั่วไปใช้ประเมินชุมชนใดก็ได้

ในทางกลับกัน เราแต่ละคนก็เป็น "ธรรมเจดีย์" ให้คนอื่นเห็นได้ วิธีที่เราพูดกับคนในบ้าน ความสงบเมื่อเจอเรื่องยาก และความสามัคคีในกลุ่มที่เราอยู่ เป็นหลักฐานที่คนรอบตัวใช้ตัดสินว่าสิ่งที่เราศึกษามีคุณค่าจริงหรือไม่

ควรจำไว้ด้วยว่าพระราชาเปรียบเทียบจากสิ่งที่พระองค์เห็นในสมัยนั้น การใช้เรื่องนี้ไปดูแคลนศาสนาหรือกลุ่มอื่นไม่ใช่ใจความของพระสูตร

ที่มาในพระไตรปิฎก

คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง

หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ

เข้าบ้านเวลาวิกาลโดยไม่อำลา: บอกให้มีคนรู้ว่าเราไปไหน

โย ปน ภิกฺขุ สนฺตํ ภิกฺขุํ อนาปุจฺฉา วิกาเล คามํ ปวิเสยฺย

พระฉัพพัคคีย์เข้าบ้านในเวลาวิกาลแล้วนั่งคุยเรื่องไร้สาระในที่ชุมนุมชน จึงทรงห้าม แต่เมื่อภิกษุเดินทางไม่กล้าเข…