จาตุมสูตร: ภัย ๔ ของผู้ออกบวช
จาตุมสุตฺตํพระพุทธเจ้าทรงขับภิกษุใหม่ที่ส่งเสียงดัง เจ้าศากยะและพรหมทูลขอด้วยอุปมาพืชอ่อนและลูกโคอ่อน แล้วทรงแสดงภัย ๔ ขอ…
มาคณฺฑิยสุตฺตํ
คนเป็นโรคเรื้อนรู้สึกสบายเมื่อเอาแผลไปลนไฟ แต่เมื่อหายแล้วจะไม่มีใครอยากกลับไปลนไฟอีก — พระพุทธเจ้าทรงใช้อุปมานี้อธิบายว่าทำไมพระองค์ไม่ต้องการกามสุขอีก
ในมาคัณฑิยสูตร มัชฌิมนิกาย มาคัณฑิยปริพาชกตำหนิพระพุทธเจ้าว่าเป็นผู้ทำลายความเจริญ เพราะสอนให้สำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้เพลิดเพลินในสิ่งที่น่ายินดี
พระพุทธเจ้าทรงตอบว่า เมื่อก่อนพระองค์ก็เคยอยู่ในปราสาทสามฤดู บำเรอด้วยกามคุณอย่างเต็มที่ แต่เมื่อรู้ความเกิด ความดับ คุณ โทษ และทางออกของกามตามจริงแล้ว ก็ละความกระหายในกาม และไม่ยินดีในกามอีก เพราะทรงพบความยินดีที่ไม่อาศัยกามและไม่อาศัยอกุศลธรรม ซึ่งเหนือกว่าสุขทิพย์
แล้วทรงยกอุปมาคนเป็นโรคเรื้อน และอุปมาคนตาบอดแต่กำเนิดที่ถูกหลอกด้วยผ้าเปื้อนเขม่า จนมาคัณฑิยะเลื่อมใส ขอบวช และต่อมาบรรลุอรหัตตผล
ตาชอบรูป ยินดีในรูป พระตถาคตฝึก คุ้มครอง รักษา และสำรวมตาไว้แล้ว และแสดงธรรมเพื่อการสำรวม มาคัณฑิยะเรียกสิ่งนี้ว่าการทำลายความเจริญ แต่พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่านี่คือการพ้นจากความกระหาย
การไม่ตามใจทุกความอยากไม่ได้ทำให้ชีวิตแห้งแล้ง ตรงกันข้าม มันทำให้เรามีอิสระจากสิ่งที่เคยต้องพึ่ง
พระพุทธเจ้าทรงเล่าว่าเคยประทับในปราสาทสำหรับสามฤดู บำเรอด้วยดนตรีโดยไม่มีบุรุษเจือปน แต่เมื่อเห็นคุณ โทษ และทางออกของกามตามจริง ก็ละได้ เพราะพบความยินดีที่ไม่อาศัยกาม ซึ่งเหนือกว่าสุขทิพย์
การละอะไรได้ง่ายที่สุด คือเมื่อได้พบสิ่งที่ดีกว่า ลองเพิ่มความสุขที่ไม่ต้องพึ่งการเสพในชีวิตก่อน แล้วสิ่งที่ควรละจะหลุดไปเอง
คนเป็นโรคเรื้อน ตัวมีแผล ถูกหนอนกัด เกาปากแผลด้วยเล็บ แล้วลนตัวที่หลุมถ่านเพลิงก็รู้สึกสบาย เมื่อหมอรักษาจนหาย เขาจะไม่อยากกลับไปลนไฟอีก และถ้ามีคนฉุดให้ไปลนไฟก็จะดิ้นหนี
สังเกตว่ามีอะไรที่เราทำเพื่อบรรเทาความทุกข์ แต่จริง ๆ ทำให้แผลลึกขึ้น การรักษาที่ต้นเหตุจะทำให้ไม่ต้องพึ่งไฟนั้นอีก
กามในอดีต อนาคต และปัจจุบัน มีสัมผัสที่เป็นทุกข์ ร้อนแรง แต่สัตว์ที่ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ถูกตัณหาเผา มีอินทรีย์ที่ถูกกำจัดแล้ว ย่อมได้ความสำคัญผิดว่าเป็นสุข เหมือนคนโรคเรื้อนที่รู้สึกว่าไฟเป็นความสบาย
ความรู้สึกว่า "ดี" ไม่ได้บอกเสมอว่าสิ่งนั้นดีจริง บางครั้งมันบอกแค่ว่าเรากำลังป่วยอยู่
มาคัณฑิยะเคยได้ยินว่า "ความไม่มีโรคเป็นลาภอย่างยิ่ง นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง" แล้วลูบตัวเองว่าร่างกายไม่มีโรคนี่แหละคือนิพพาน พระพุทธเจ้าทรงเปรียบว่า เหมือนคนตาบอดแต่กำเนิดที่ถูกหลอกให้ห่มผ้าเปื้อนเขม่า แล้วเข้าใจว่าเป็นผ้าขาวสะอาด
ระวังการรู้คำสอนแค่ถ้อยคำแล้วตีความเอาเอง อ่านคู่กับหน้านิพพาน ซึ่งรวมคำนิยามจากพระสูตรไว้
อุปมาคนโรคเรื้อนอธิบายได้ดีว่า ทำไมคนที่พบความสงบภายในจริง ๆ ถึงไม่ต้องทนฝืนความอยากแบบคนทั่วไป เพราะสิ่งที่เคยรู้สึกว่าดีไม่ได้ดึงดูดใจเหมือนเดิมแล้ว ไม่ใช่เพราะกดข่มไว้
ในชีวิตประจำวัน สังเกตว่ามีสิ่งไหนที่เราทำเพื่อบรรเทาความทุกข์ แต่จริง ๆ ทำให้แผลลึกขึ้น เช่น การดื่มเพื่อลืมความเครียด หรือการช้อปปิ้งเพื่อแก้เหงา อ่านคู่กับหน้ามหาทุกขักขันธสูตร: คุณ โทษ และทางออกของกาม
คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง
พระพุทธเจ้าทรงขับภิกษุใหม่ที่ส่งเสียงดัง เจ้าศากยะและพรหมทูลขอด้วยอุปมาพืชอ่อนและลูกโคอ่อน แล้วทรงแสดงภัย ๔ ขอ…
อดีตพระราชาสององค์ออกบวชด้วยกัน องค์หนึ่งแอบเก็บเกลือไว้ อีกองค์ตักเตือน ผู้ถูกเตือนย้อนว่าไหนว่าเลิกสั่งสอนคน…
วิภังค์ที่ ๑๑ ให้นิยามสั้นและตรงของมรรคทั้งแปดองค์ แล้วแสดงนัยที่สองว่าให้เจริญมรรคอันอาศัยวิเวก วิราคะ นิโรธ …
พระอุบาลีทูลถามถึงผู้ถือธุดงค์ทีละข้อ ตั้งแต่ถืออยู่ป่าจนถึงถือฉันเฉพาะในบาตร พระพุทธเจ้าตรัสตอบเหมือนกันทุกข้…