วนสังยุต: เทวดาในป่าเตือนให้ไม่ประมาท
วนสํยุตฺตํเรื่องสั้นของเทวดาในป่าที่มาเตือนภิกษุด้วยความเอ็นดู — รูปหนึ่งนั่งคิดเรื่องไม่ดี รูปหนึ่งนอนกลางวัน รูปหนึ่งค…
สิกฺขํ อปฺปจฺจกฺขาย ทุพฺพลฺยํ อนาวิกตฺวา
พระวินัยแยกคำที่เป็นเพียงการระบายความอ่อนแอออกจากคำที่นับเป็นการลาสิกขาจริง พร้อมเงื่อนไขว่าคำนั้นต้องพูดกับใคร ในภาวะจิตแบบไหน จึงจะมีผล
ในสิกขาบทวิภังค์ของปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ มหาวิภังค์ พระวินัยปิฎก เล่ม ๑ มีคำว่า ไม่บอกคืนสิกขา ไม่ทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง อยู่ในตัวสิกขาบท พระอุบาลีจึงจำแนกไว้อย่างละเอียดว่าอะไรคือการบอกคืนสิกขา คือการลาสิกขาที่มีผลจริง และอะไรเป็นเพียงการทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง คือการเปิดเผยว่าใจกำลังอ่อนแอ ซึ่งยังไม่เป็นการลาสิกขา หน้านี้พูดถึงเฉพาะส่วนนี้ ไม่ได้กล่าวถึงเนื้อหาของตัวสิกขาบท
ท่านแจกแจงลักษณะที่สิกขาไม่เป็นอันบอกคืนไว้ถึง ๑๖๐ บท เช่น คำรำพึงว่า ไฉนหนอ ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระพุทธเจ้า คำปริกัปว่า ก็ถ้าว่า หรือ ผิว่า ข้าพเจ้าพึงเป็นคฤหัสถ์ คำที่บอกว่าข้าพเจ้ามีความดำริอย่างนั้น คำที่ระลึกถึงมารดาบิดา บุตรภรรยา บ้านนา เงินทอง หรือการหัวเราะเล่นในครั้งก่อน และคำที่แสดงความห่วงใยว่ามีคนที่ต้องเลี้ยงดู ทั้งหมดนี้เป็นการเปิดเผยความอ่อนแอ แต่สิกขาไม่เป็นอันบอกคืน
ส่วนลักษณะที่สิกขาเป็นอันบอกคืนมี ๗๘ บท ล้วนเป็นคำปัจจุบันที่พูดออกไปตรง ๆ เช่น ข้าพเจ้าบอกคืนพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าบอกคืนสิกขา หรือใช้คำไวพจน์ที่มีความหมายอย่างเดียวกัน และท่านยังวางเงื่อนไขไว้อีกชั้นหนึ่งว่าต้องพูดในภาวะจิตที่ปกติ และต้องพูดให้คนที่เข้าใจความได้ยิน
ท่านตั้งหลักไว้ว่า การทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้งแล้วสิกขาไม่เป็นอันบอกคืนก็มี การทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้งแล้วสิกขาเป็นอันบอกคืนก็มี แล้วจึงแจกแจงทีละแบบ การยอมรับว่ากำลังกระสัน ไม่ยินดี อึดอัด เบื่อหน่าย จึงไม่ใช่ความผิดในตัวมันเอง
ยอมพูดออกมาได้ว่าตอนนี้ไม่ไหว โดยไม่ต้องรีบแปลคำนั้นเป็นการลาออกหรือการเลิกรา
ภิกษุผู้กระสันกล่าวให้ผู้อื่นทราบว่า ไฉนหนอ ข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระพุทธเจ้า หรือไฉนหนอ ข้าพเจ้าพึงเป็นคฤหัสถ์ ท่านจัดไว้ถึง ๒๒ บท และสรุปทุกบทว่า แม้อย่างนี้ก็ชื่อว่าทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง และสิกขาไม่เป็นอันบอกคืน
แยกให้ออกระหว่างประโยค "อยากจะ..." กับประโยค "ฉันขอ..." คำแรกเป็นความรู้สึกที่ยังไม่ต้องทำตาม
คำปริกัปคือคำมีเงื่อนไข เช่น ก็ถ้าว่าข้าพเจ้าพึงบอกคืนพระพุทธเจ้า หรือ ผิว่าข้าพเจ้าพึงเป็นคฤหัสถ์ รวมทั้งคำว่า ข้าพเจ้ามีความดำริว่าข้าพเจ้าพึงบอกคืนสิกขา ท่านจัดไว้อีกหลายสิบบท และทุกบทสิกขาก็ยังไม่เป็นอันบอกคืน
เวลาชั่งใจ ให้เขียนเงื่อนไขออกมาเป็นข้อ ๆ ได้เต็มที่ การคิดดัง ๆ ไม่ผูกมัดเราให้ต้องทำตาม
ท่านรวมหมวดอ้างวัตถุที่รำลึกไว้ ๑๗ บท เช่น ข้าพเจ้าระลึกถึงมารดา ระลึกถึงบิดา พี่น้อง บุตร ธิดา ภริยา หมู่ญาติ หมู่มิตร บ้าน นิคม นา สวน เงิน ทอง ศิลปะ และหวนระลึกถึงการหัวเราะการเล่นในครั้งก่อน ทั้งหมดนี้สิกขาไม่เป็นอันบอกคืน
คิดถึงชีวิตแบบเดิมได้ โดยไม่ต้องรู้สึกผิดและไม่ต้องรีบกลับไป ความคิดถึงเป็นสัญญาณให้ดูแลใจ ไม่ใช่คำสั่งให้เปลี่ยนทาง
ลักษณะที่สิกขาเป็นอันบอกคืน ๗๘ บท เริ่มด้วยคำเป็นปัจจุบัน เช่น ข้าพเจ้าบอกคืนพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าบอกคืนพระธรรม ข้าพเจ้าบอกคืนสิกขา และท่านยังรวมคำไวพจน์ที่สื่อความหมายเดียวกันเข้าไว้ด้วย ความต่างจากหมวดก่อนหน้าอยู่ที่รูปประโยคเพียงเท่านั้น
ถ้าตั้งใจจะตัดสินใจจริง ให้พูดเป็นประโยคปัจจุบันและบอกกับคนที่ควรรู้ อย่าใช้คำกำกวมให้อีกฝ่ายต้องเดา
ท่านระบุว่า ถ้าประกาศแก่ผู้ไม่เข้าใจความ หรือไม่ประกาศแก่ผู้เข้าใจความ สิกขาไม่เป็นอันบอกคืน ผู้ที่ประสงค์จะประกาศแต่ไม่เปล่งเสียงให้ได้ยิน หรือไม่ประสงค์จะประกาศแต่เปล่งเสียงออกมา ก็ไม่เป็นอันบอกคืน รวมทั้งการบอกคืนต่อสัตว์ดิรัจฉานหรือต่อผู้ที่ฟังภาษานั้นไม่ออก
การตัดสินใจสำคัญต้องมีผู้รับรู้ที่เข้าใจจริง ๆ การบ่นในใจ การเขียนทิ้งไว้ หรือการพูดกับคนที่ไม่เกี่ยว ไม่นับว่าได้บอกแล้ว
ท่านระบุไว้สั้น ๆ ว่า ภิกษุบอกคืนสิกขาโดยกล่าวเล่น สิกขาไม่เป็นอันบอกคืน และบอกคืนโดยกล่าวพลาด สิกขาก็ไม่เป็นอันบอกคืน พระวินัยจึงไม่จับผิดคนจากคำที่หลุดปากหรือคำล้อเล่น
อย่าเก็บคำที่คนอื่นพูดเล่นหรือพูดพลาดมาถือเป็นข้อผูกมัด และให้โอกาสตัวเองแก้คำที่หลุดปากไปด้วย
ภิกษุวิกลจริตบอกคืนสิกขา ไม่เป็นอันบอกคืน และภิกษุที่บอกคืนสิกขาในสำนักภิกษุวิกลจริต ก็ไม่เป็นอันบอกคืน ท่านกล่าวเหมือนกันทั้งกรณีผู้มีจิตฟุ้งซ่านและผู้กระสับกระส่ายเพราะทุกขเวทนา ทั้งฝ่ายผู้พูดและฝ่ายผู้ฟัง
เลื่อนการตัดสินใจใหญ่ออกจากวันที่ป่วย อดนอน หรือเพิ่งทะเลาะ และอย่าขอคำตอบสำคัญจากคนที่กำลังอยู่ในภาวะนั้น
โครงของเรื่องนี้ใช้ได้กับชีวิตทุกคน เพราะแยกความรู้สึกออกจากการตัดสินใจอย่างชัดเจน ประโยคว่า "ไม่ไหวแล้ว อยากลาออกจริง ๆ" ที่พูดกับเพื่อนตอนดึก ไม่ใช่การลาออก มันคือการบอกว่าใจกำลังอ่อน และการบอกออกมาแบบนั้นไม่ใช่ความผิด พระวินัยไม่ได้ลงโทษคนที่รู้สึกอยากถอย แต่ก็ไม่ให้นับความรู้สึกนั้นเป็นการตัดสินใจ
อีกด้านหนึ่งคือความชัดเจนของคำที่จะให้มีผลจริง ต้องเป็นคำปัจจุบัน ไม่ใช่คำเงื่อนไข ต้องตั้งใจให้คนได้ยิน และต้องพูดกับคนที่เข้าใจสิ่งที่เราพูด ถ้าพูดกับคนที่ฟังภาษาเราไม่ออก หรือพูดเล่น หรือพูดพลาดไป ก็ไม่นับ
ข้อที่ควรจำที่สุดคือ คนที่จิตฟุ้งซ่านหรือกระสับกระส่ายเพราะทุกขเวทนา พูดออกไปก็ไม่นับ และพูดกับคนที่อยู่ในภาวะนั้นก็ไม่นับเช่นกัน ถ้าเรากำลังเหนื่อยล้าหรือเจ็บป่วยอยู่ ให้เลื่อนการตัดสินใจใหญ่ออกไปก่อน และอย่าให้ใครมาขอคำตัดสินใจใหญ่จากเราในวันที่เราไม่ไหว
คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง
เรื่องสั้นของเทวดาในป่าที่มาเตือนภิกษุด้วยความเอ็นดู — รูปหนึ่งนั่งคิดเรื่องไม่ดี รูปหนึ่งนอนกลางวัน รูปหนึ่งค…
พราหมณ์ที่เคยขอพรว่าขอให้มีบริษัทมาก เคยหลงความเห็นผิดจนเกือบเสียคน แล้ววันหนึ่งกลับเป็นชฎิลผู้มีศิษย์ห้าร้อย …
คู่มือฝึกลมหายใจแบบเป็นขั้นจากพระโอษฐ์ ๑๖ ขั้น — เริ่มที่กาย ผ่านเวทนาและจิต จบที่การปล่อยวาง
ปริวารวางขั้นตอนเมื่อภิกษุรูปหนึ่งกล่าวหาอีกรูปหนึ่ง ตั้งแต่เป้าหมายของการเตือน การแยกสิ่งที่เห็นเอง ได้ยินมา …