อภยสูตร: ใครกลัวตาย และใครไม่กลัวตาย
อภยสุตฺตํชานุโสณีพราหมณ์เห็นว่าไม่มีใครไม่กลัวตาย พระพุทธเจ้าตรัสว่ามีทั้งคนที่กลัวและไม่กลัว ความกลัวมาจากความติดในกาม…
สติปฏฺฐานกถา
ปฏิสัมภิทามรรคอธิบายสติปัฏฐาน ๔ ว่า คือการดูกาย เวทนา จิต และธรรม ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จนเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ดับ และสละคืน และแยกให้เห็นว่าสิ่งที่ถูกดูไม่ใช่สติ ส่วนสติเป็นทั้งเครื่องตั้งและตัวสติเอง
ในสติปัฏฐานกถา ปัญญาวรรค ปฏิสัมภิทามรรค ขุททกนิกาย เริ่มด้วยพระพุทธพจน์ว่าด้วยสติปัฏฐาน ๔ คือ ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้
ปฏิสัมภิทามรรคเป็นคัมภีร์ในขุททกนิกายที่อธิบายหัวข้อธรรมอย่างเป็นระบบ ตามประเพณีถือว่าพระสารีบุตรเป็นผู้แสดง ส่วนนักวิชาการส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นคัมภีร์ที่เรียบเรียงขึ้นในชั้นหลัง
แทนที่จะอธิบายเป็นแบบฝึกหลายแบบอย่างในมหาสติปัฏฐานสูตร กถานี้ใช้แบบแผนเดียวกับทั้งสี่ฐาน คือการพิจารณาด้วยอาการ ๗ และบอกว่าการพิจารณาแต่ละอาการละความสำคัญผิดอะไรได้ แล้วอธิบายคำว่าภาวนาไว้ ๔ ความหมาย
ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกอยู่
ระหว่างวันลองถามสั้น ๆ ว่า "ตอนนี้กายเป็นอย่างไร ความรู้สึกเป็นอย่างไร ใจเป็นอย่างไร และกำลังคิดเรื่องอะไรอยู่"
ภิกษุบางรูปพิจารณาเห็นกองธาตุดินโดยความไม่เที่ยง และพิจารณากองธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม กองผม กองขน กองผิว กองหนัง กองเนื้อ กองเอ็น กองกระดูก และกองเยื่อในกระดูก ในทำนองเดียวกัน
เวลาอาบน้ำหรือตัดผม ลองมองว่าผมและผิวเป็นส่วนประกอบที่เปลี่ยนไปตลอด จะช่วยลดความกังวลกับรูปร่างหน้าตาลงได้
พิจารณาเห็นโดยความไม่เที่ยง ไม่ใช่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ ไม่ใช่สุข โดยความเป็นอนัตตา ไม่ใช่อัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่เพลิดเพลิน ย่อมคลายกำหนัด ไม่กำหนัด ย่อมดับ ไม่ให้เกิด ย่อมสละคืน ไม่ยึดถือ
เมื่อยึดติดกับอะไรมาก ให้ไล่ถามสามข้อแรกก่อน: มันเที่ยงไหม มันให้สุขแท้ไหม มันเป็นของเราจริงไหม
เมื่อพิจารณาเห็นโดยความไม่เที่ยง ย่อมละนิจจสัญญา เห็นโดยความเป็นทุกข์ ย่อมละสุขสัญญา เห็นโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละอัตตสัญญา เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความเพลิดเพลิน เมื่อคลายกำหนัด ย่อมละราคะ เมื่อดับ ย่อมละสมุทัย เมื่อสละคืน ย่อมละความยึดถือ
ถ้าสังเกตว่าตัวเองคาดหวังให้บางอย่างคงอยู่ตลอด นั่นคือจุดที่ควรฝึกเห็นความไม่เที่ยงก่อนข้ออื่น
กายเป็นที่ปรากฏ แต่ไม่ใช่สติ สติเป็นทั้งที่ปรากฏและเป็นตัวสติ ภิกษุพิจารณาเห็นกายนั้นด้วยสติและญาณนั้น จึงเรียกว่าสติปัฏฐานภาวนา คือการพิจารณาเห็นกายในกาย เวทนา จิต และธรรมก็อธิบายเช่นเดียวกัน
เมื่อปวดหัวหรือเครียด ลองพูดในใจว่า "ความปวดกำลังถูกรู้อยู่" แทน "ฉันปวด" จะเห็นว่ามีผู้รู้ที่ไม่ได้จมไปกับความปวด
ภิกษุบางรูปพิจารณาเห็นสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา และเวทนาที่เกิดจากสัมผัสทางตา หู จมูก เป็นต้น ด้วยอาการ ๗ เช่นเดียวกับกาย
ความสุขก็ต้องดูเหมือนความทุกข์ เวลากินอาหารอร่อย ลองสังเกตว่ารสชาติจางไปอย่างไรในคำต่อ ๆ ไป
ภิกษุบางรูปพิจารณาเห็นจิตมีราคะ จิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะ จิตมีโมหะ จิตหดหู่ จิตฟุ้งซ่าน จิตตั้งมั่น จิตหลุดพ้น และวิญญาณทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ด้วยอาการ ๗ ส่วนการพิจารณาธรรม คือเว้นกาย เวทนา จิตแล้ว พิจารณาธรรมที่เหลือด้วยอาการ ๗ เช่นเดียวกัน
เมื่อโกรธ ให้รู้ว่า "ใจกำลังมีโทสะ" แล้วดูว่ามันไม่ได้อยู่อย่างนั้นตลอด อีกสักครู่มันก็เปลี่ยนไป
คำว่าภาวนามี ๔ ความหมาย คือ ธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงเกินกัน อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอันเดียวกัน นำไปซึ่งความเพียรที่สมควรแก่สองข้อนั้น และเป็นธรรมที่เสพบ่อย ๆ
การภาวนาที่ดีไม่ใช่การเร่งข้อใดข้อหนึ่ง แต่ให้ศรัทธา ความเพียร สติ สมาธิ ปัญญาไปด้วยกัน และทำซ้ำสม่ำเสมอทุกวัน แม้วันละไม่กี่นาที
หลักที่ใช้ได้ทุกวันคือการแยก "สิ่งที่ถูกดู" ออกจาก "ตัวที่ดู" ความปวด ความหงุดหงิด หรือความคิดฟุ้งซ่านเป็นสิ่งที่ปรากฏให้สติจับ ไม่ใช่ตัวเราทั้งหมด การเห็นอย่างนี้ทำให้มีที่ว่างในใจ
อาการ ๗ ก็ไม่ต้องทำครบในครั้งเดียว เริ่มจากเห็นว่าความรู้สึกนี้ไม่เที่ยง เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ก็ช่วยให้คลายการยึดได้มากแล้ว
การพิจารณากายเป็นกองธาตุ กองผม กองกระดูก มีไว้เพื่อลดความยึดถือ ไม่ใช่เพื่อรังเกียจร่างกายตัวเอง ถ้าการพิจารณาทำให้รู้สึกหดหู่มากขึ้น ควรกลับมาดูลมหายใจหรือความรู้สึกสบายในกายก่อน
คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง
ชานุโสณีพราหมณ์เห็นว่าไม่มีใครไม่กลัวตาย พระพุทธเจ้าตรัสว่ามีทั้งคนที่กลัวและไม่กลัว ความกลัวมาจากความติดในกาม…
ท้ายทสกนิบาตทรงให้เครื่องมือสามชุดสำหรับรู้ทันราคะ คือสัญญา ๑๐ ชุดหนึ่ง สัญญาเกี่ยวกับซากศพและความไม่เที่ยงอีก…
ภิกษุณีรูปหนึ่งถวายอาหารที่ได้มาจนตนเองอดสามวันแล้วล้มกลางถนน ตระกูลที่มีศรัทธาแต่ยากจนถวายจนบางคราวไม่ได้กินเ…
ก่อนตรัสรู้ พระโพธิสัตว์ทรงถามว่าอะไรเป็นคุณ อะไรเป็นโทษ อะไรเป็นทางออกของธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม — ถ้าธาตุไม่มีคุณ …