ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค
ฉบับแปลเยอรมัน · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๑๑ · ๓๔๒ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๔๔ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๑๙ ปาฏิกสุตตํ (ตอนที่ ๑) เรื่องสุนักขัตตะลิจฉวีบุตรลาสิกขาและคำทำนายความตายของอเจลกสองคน พระพุทธเจ้าประทับที่หมู่บ้านอนุปปิยะ แล้วเสด็จไปหาภัคควโคตตปริพาชก ทรงเล่าเรื่องสุนักขัตตะ ลิจฉวีบุตร ผู้เคยเป็นสาวกแต่ลาสิกขาไป โดยกล่าวหาว่าพระองค์ไม่เคยแสดงฤทธิ์เหนือมนุษย์ (อิทธิปาฏิหาริย์) และไม่เคยบัญญัติเรื่องต้นกำเนิดโลก (อัคคัญญะ) ให้ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าธรรมที่ทรงแสดงนำไปสู่ความสิ้นทุกข์ได้ไม่ว่าจะแสดงฤทธิ์หรือไม่ก็ตาม แล้วทรงยกเรื่องจริงสองเรื่องที่สุนักขัตตะเคยเห็นมาเป็นพยาน คือ อเจลกโกรักขัตติยะที่พระองค์ทำนายว่าจะตายด้วยโรคลมและไปเกิดเป็นอสูรชั้นต่ำ และอเจลกกฬารมัชชกะที่ทรงทำนายว่
- หน้า ๒๐–๒๘ ปาฏิกสุตตํ (ตอนที่ ๒) ความพยายามพาอเจลกปาฏิกบุตรมาพบพระพุทธเจ้าและอุปมาสุนัขจิ้งจอกอวดเป็นราชสีห์ เรื่องราวต่อจากตอนก่อน เมื่ออเจลกปาฏิกบุตรไม่สามารถลุกจากที่นั่งได้ เจ้าลิจฉวีมหาอำมาตย์และชาลิยะศิษย์ทารุปัตติกะพยายามไปเชิญตัวมาพบพระพุทธเจ้าอีกหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ ชาลิยะจึงเล่าอุปมาว่าราชสีห์ออกล่าเหยื่อทุกเย็น สุนัขจิ้งจอกแก่ที่กินเศษเหลือจนอ้วนพลีจึงหลงคิดว่าตนเป็นราชสีห์ได้บ้าง แต่เมื่อจะคำรามกลับได้แต่เสียงหอนของสุนัขจิ้งจอก เปรียบเสมือนปาฏิกบุตรที่อาศัยกินเดนของพระสุคตแต่กลับบังอาจท้าทายพระตถาคต ในที่สุดพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่บริษัทที่มาชุมนุมกันจนเลื่อมใส และทรงแสดงปาฏิหาริย์ปลดปล
- หน้า ๒๙–๓๗ ปาฏิกสุตตํ (ตอนที่ ๓) ทฤษฎีต้นกำเนิดโลกสี่แบบและการชี้แจงเรื่องสุภวิโมกข์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์ทรงทราบเรื่องต้นกำเนิดโลก (อัคคัญญะ) แต่ไม่ยึดติดในความรู้นั้น แล้วทรงหักล้างทฤษฎีต้นกำเนิดโลกสี่แบบของสมณพราหมณ์ต่างๆ ทีละแบบ ได้แก่ ความเชื่อว่าพระอิศวรหรือพรหมสร้างโลก (อิสสรกุตตะ) ความเชื่อว่าเทวดาที่หมกมุ่นเล่นสนุกจนขาดสติจุติมาเกิด (ขิฑฑาปโทสิกะ) ความเชื่อว่าเทวดาที่คิดริษยากันจนจิตเสื่อมจุติมาเกิด (มโนปโทสิกะ) และความเชื่อว่าตัวตนกับโลกเกิดขึ้นเองลอยๆ ไม่มีเหตุ (อธิจจสมุปปันนะ) โดยทรงชี้ว่าความเชื่อเหล่านี้เกิดจากผู้บำเพ็ญฌานระลึกชาติได้เพียงบางส่วนจึงเข้าใจผิด จา
- หน้า ๓๘–๕๕ อุทุมพริกสุตตํ (ตอนต้น) นิโครธปริพาชกกับการชำระตบะให้บริสุทธิ์ถึงแก่นแท้ พระพุทธเจ้าประทับที่เขาคิชฌกูฏ กรุงราชคฤห์ ขณะที่นิโครธปริพาชกพักอยู่ในอารามอุทุมพริกาพร้อมบริวารที่กำลังสนทนาเรื่องไร้สาระเสียงดัง สันธานคหบดีมาเยี่ยมและได้ยินนิโครธท้าว่าหากพระพุทธเจ้าเสด็จมาจะซักถามให้จนมุมด้วยปัญหาเดียว พระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยทิพยโสตจึงเสด็จมาเอง และตรัสถามว่าพระองค์ฝึกสาวกด้วยธรรมอะไร นิโครธจึงขอให้ทรงแสดงเรื่องการบำเพ็ญตบะ (ตโปชิคุจฉา) พระพุทธเจ้าทรงพรรณนาข้อวัตรของนักพรตเปลือยกายอย่างละเอียด แล้วทรงชี้ให้เห็นว่าการบำเพ็ญตบะเช่นนั้นแม้ทำได้ครบถ้วนก็ยังมีมลทินมากมาย เช่น ควา
- หน้า ๕๖–๖๑ อุทุมพริกสูตร (ตอนจบ) - นิโครธปริพาชกจำนน คฤหบดีสันธานะทวงถามนิโครธปริพาชกที่เคยท้าให้พระพุทธเจ้ามาโต้วาที แต่เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาจริงและตรัสถามตรงๆ นิโครธกลับจนคำตอบ นิ่งเงียบอับอาย พระพุทธเจ้าทรงเมตตาชี้ให้เห็นความผิดและเปิดโอกาสให้สำนึก นิโครธสารภาพผิดและขอโทษ พระองค์ตรัสว่าผู้เห็นความผิดแล้วแก้ไขคือความเจริญในธรรมวินัยของพระอริยะ แล้วทรงประกาศว่าพร้อมสอนธรรมให้ผู้มีปัญญาบรรลุผลได้จริงภายในเวลาสั้นเพียงเจ็ดวัน แต่ปริพาชกทั้งหมดกลับนิ่งงันราวถูกมารดลใจ ไม่มีผู้ใดรับคำท้า พระพุทธเจ้าจึงทรงบันลือสีหนาทแล้วเสด็จจากไป
- หน้า ๖๒–๖๙ จักกวัตติสูตร ตอนต้น - พระเจ้าทัฬหเนมิและวัตรจักรพรรดิ พระพุทธเจ้าประทับที่แคว้นมคธ ตรัสสอนภิกษุให้พึ่งตนและพึ่งธรรม ไม่พึ่งสิ่งอื่น ด้วยการเจริญสติปัฏฐานสี่ จากนั้นทรงเล่านิทานเรื่องพระเจ้าทัฬหเนมิ กษัตริย์จักรพรรดิผู้ทรงธรรมมีรัตนะเจ็ดประการ เมื่อจักรแก้วเคลื่อนจากที่ พระองค์สละราชสมบัติออกผนวช แต่พระราชโอรสผู้สืบทอดกลับไม่ปฏิบัติตาม "วัตรของพระเจ้าจักรพรรดิ" คือการปกครองด้วยธรรมและสงเคราะห์คนยากไร้ ทำให้จักรแก้วหายไป เรื่องนี้สอนว่าความเจริญของแผ่นดินขึ้นอยู่กับผู้ปกครองที่ยึดธรรมและดูแลผู้ยากไร้ มิใช่เพียงสืบทอดอำนาจ
- หน้า ๗๐–๘๓ จักกวัตติสูตร ตอนกลาง - วัฏจักรความเสื่อมและความเจริญของมนุษยชาติ เมื่อกษัตริย์องค์ต่อมาไม่แจกจ่ายทรัพย์แก่คนยากจนตามโบราณราชประเพณี ความยากจนก็แพร่ระบาดจนนำไปสู่การลักขโมย การโกหก การลงโทษที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ลุกลามเป็นลูกโซ่ทั้งฆ่าสัตว์ วาจาหยาบ ส่อเสียด กามวิปริต จนอายุขัยและผิวพรรณมนุษย์เสื่อมถอยจากแปดหมื่นปีเหลือเพียงสิบปี ถึงขั้นฆ่าฟันกันเองด้วยความเข้าใจผิดว่าเป็นสัตว์ป่า แต่ในที่สุดผู้รอดชีวิตกลุ่มหนึ่งสำนึกได้ ตั้งใจงดเว้นบาปทำความดี ทำให้อายุขัยและคุณธรรมค่อยๆ ฟื้นกลับขึ้นมาจนถึงแปดหมื่นปีอีกครั้ง เป็นคำสอนเชิงเปรียบเทียบที่ชี้ว่าศีลธรรมของสังคมกับคว
- หน้า ๘๔–๘๖ จักกวัตติสูตร ตอนจบ - พระศรีอาริย์เมตไตรยในอนาคต เมื่อมนุษย์มีอายุขัยแปดหมื่นปีอีกครั้ง จะมีพระเจ้าจักรพรรดิพระนามสังขะครองกรุงพาราณสีที่รุ่งเรืองชื่อเกตุมดี และจะมีพระพุทธเจ้าพระนามเมตไตรยอุบัติขึ้นในโลก พระเจ้าสังขะจะทรงออกผนวชในสำนักพระเมตไตรยและบรรลุธรรมในไม่ช้า นี่คือคำพยากรณ์ถึงพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปในอนาคตอันไกล จากนั้นพระพุทธเจ้าทรงย้ำคำสอนเรื่องการพึ่งตนพึ่งธรรม การเจริญอิทธิบาทสี่เพื่ออายุยืน ศีล สมาธิ พรหมวิหาร และวิมุตติเพื่อพลังทางใจ ปิดท้ายว่าไม่มีกำลังใดเอาชนะได้ยากเท่ากำลังของมาร นอกจากการสั่งสมกุศลธรรม
- หน้า ๘๗–๙๒ อัคคัญญสูตร ตอนต้น - วาเสฏฐะภารทวาชะถูกพราหมณ์ดูหมิ่น พระพุทธเจ้าประทับที่กรุงสาวัตถี ตรัสถามวาเสฏฐะและภารทวาชะ สองสามเณรเชื้อสายพราหมณ์ที่มาบวชในพระศาสนา ว่าถูกพราหมณ์ดูหมิ่นบ้างหรือไม่ ทั้งสองตอบว่าถูกตำหนิว่าทิ้งวรรณะประเสริฐมาบวชเป็นสมณะซึ่งเป็นวรรณะต่ำ เพราะพราหมณ์อ้างว่าเป็นบุตรพระพรหมเกิดจากปากพระพรหม พระพุทธเจ้าทรงชี้แจงว่าคำอ้างนี้ไม่จริง เพราะพราหมณ์ก็เกิดจากครรภ์มารดาเช่นเดียวกับวรรณะอื่น และทุกวรรณะทั้งกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ต่างมีทั้งคนดีคนชั่วปะปนกัน ผู้ใดหมดกิเลสเป็นพระอรหันต์ ผู้นั้นประเสริฐที่สุดด้วยธรรม ไม่ใช่ชาติกำเนิด ดังตั
- หน้า ๙๓–๑๐๓ อัคคัญญสูตร ตอนกลาง - กำเนิดโลก มนุษย์ และวรรณะกษัตริย์ พระพุทธเจ้าทรงอธิบายกำเนิดโลกและมนุษย์เชิงเปรียบเทียบ เมื่อโลกยุบแล้วก่อตัวใหม่ สรรพสัตว์แรกเริ่มเป็นกายทิพย์เรืองแสงลอยในอากาศ ไม่มีเพศ ไม่ต้องกินอาหารหยาบ ต่อมามี "ง้วนดิน" รสหอมหวานผุดจากน้ำ สัตว์ตนหนึ่งอยากลองชิมจนติดใจ สัตว์อื่นเอาอย่างจนกายหยาบขึ้น เกิดความถือตัวจนง้วนดินเสื่อมหาย อาหารเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามกิเลสที่เพิ่ม จนเกิดข้าวสาลีงอกเอง เกิดเพศหญิงชาย กามราคะ การสะสมทรัพย์ส่วนตัว การลักขโมยและการลงโทษ ในที่สุดผู้คนพร้อมใจเลือก "มหาชนสมมติ" ผู้ทรงธรรมขึ้นเป็นผู้ปกครองคนแรก อันเป็นที่มาขอ
- หน้า ๑๐๔–๑๐๗ อัคคัญญสูตร ตอนจบ - กำเนิดวรรณะศูทรและสมณะ ธรรมสำคัญกว่าชาติ พระพุทธเจ้าตรัสต่อว่าวรรณะศูทรเกิดจากผู้มีอาชีพหยาบ และวรรณะสมณะเกิดจากคนทุกวรรณะที่เบื่อหน่ายในธรรมของตนออกบวชแสวงหาความหลุดพ้น ทรงย้ำว่าไม่ว่าเกิดในวรรณะใด หากประพฤติชั่วทางกาย วาจา ใจ ย่อมไปสู่ทุคติเหมือนกัน หากประพฤติดีย่อมไปสู่สุคติเหมือนกัน ผู้ใดสำรวมกายวาจาใจเจริญโพธิปักขิยธรรมจนหมดกิเลส ย่อมประเสริฐที่สุดด้วยธรรมไม่ว่ามาจากวรรณะใด ปิดท้ายด้วยคาถาของท้าวสนังกุมารพรหมว่ากษัตริย์ประเสริฐสำหรับผู้ยึดถือโคตรตระกูล แต่ผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะต่างหากที่ประเสริฐที่สุดในหมู่เทวดาและมนุษย์ ซึ่ง
- หน้า ๑๐๘–๑๑๐ สัมปสาทนียสูตร ตอนต้น - พระสารีบุตรบันลือสีหนาทประกาศศรัทธา พระพุทธเจ้าประทับที่เมืองนาฬันทา พระสารีบุตรเข้าเฝ้ากราบทูลประกาศความเลื่อมใสอย่างยิ่งว่าไม่มีสมณะหรือพราหมณ์ใดในอดีต อนาคต หรือปัจจุบันที่จะมีปัญญาตรัสรู้ยิ่งไปกว่าพระพุทธเจ้า ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็น "การบันลือสีหนาท" ที่ยิ่งใหญ่ จึงตรัสถามว่าพระสารีบุตรมีญาณหยั่งรู้จิตของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ในสามกาลหรือไม่ พระสารีบุตรตอบว่าไม่มี แต่อธิบายว่าความเชื่อมั่นของตนมาจาก "การอนุมานตามธรรม" เปรียบเหมือนคนเฝ้าประตูเมืองที่รู้ว่าทุกคนต้องผ่านประตูเดียวนี้เท่านั้น ท่านทราบว่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ล้วน
- หน้า ๑๑๑–๑๒๗ สัมปสาทนียสูตร (ตอนจบ) พระสารีบุตรประกาศความเลื่อมใสอย่างยิ่งในพระพุทธเจ้า ส่วนท้ายของพระสูตรที่พระสารีบุตรกราบทูลสรรเสริญพระพุทธเจ้าต่อเนื่องจากตอนต้น โดยไล่เรียง "ธรรมที่ยอดเยี่ยมไม่มีใครเทียบ" (อนุตตริยะ) หลายหมวด เช่น การแสดงธรรมเรื่องกุศลธรรม อายตนะ การปฏิสนธิในครรภ์ 4 แบบ วิธีหยั่งรู้ใจผู้อื่น สมาธิพิจารณากาย การพยากรณ์อนาคตของสาวก และฤทธิ์ 2 แบบคือฤทธิ์ที่ยังมีกิเลสกับฤทธิ์อันประเสริฐไร้กิเลส พระสารีบุตรยืนยันว่าไม่มีสมณพราหมณ์ในอดีตหรืออนาคตที่จะมีปัญญาตรัสรู้เสมอหรือเหนือกว่าพระพุทธเจ้า มีเพียงเท่าเทียมกันได้เท่านั้น (คือพระพุทธเจ้าองค์อื่นๆ) ซึ่งพระพุทธเจ้าทร
- หน้า ๑๒๘–๑๕๖ ปาสาทิกสูตร ความแตกแยกของนิครนถ์หลังสิ้นชีวิต และหลักการไม่ทรงพยากรณ์ปัญหาเลื่อนลอย หลังนิครนถ์นาฏบุตร (ศาสดาเชน) สิ้นชีวิตที่เมืองปาวา เหล่าสาวกแตกแยกทะเลาะวิวาทกันเรื่องคำสอน สามเณรจุนทะนำเรื่องนี้ไปเล่าให้พระอานนท์ฟังแล้วพากันไปกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงอธิบายว่าเมื่อศาสดาและคำสอนที่ยังบกพร่อง สาวกที่ปฏิบัติตามหรือไม่ปฏิบัติตามย่อมมีผลต่างจากกรณีที่ศาสดาและคำสอนสมบูรณ์ดีแล้วอย่างไร จากนั้นตรัสถึงความสุขที่หยาบต่ำ 4 อย่าง (เช่นสุขจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ พูดเท็จ เสพกาม) เทียบกับความสุข 4 อย่างที่นำไปสู่ความหลุดพ้นคือฌานทั้งสี่ และตรัสถึงสิ่ง 9 ประการที่พระขีณาสพไม่มีทางทำ
- หน้า ๑๕๗–๑๖๕ ลักขณสูตร มหาปุริสลักษณะ 32 ประการและกรรมในอดีตชาติที่เป็นเหตุ พระพุทธเจ้าทรงแสดงลักษณะพิเศษของมหาบุรุษ 32 ประการ ซึ่งผู้มีลักษณะเหล่านี้ครบถ้วนจะมีคติได้เพียงสองทางคือเป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรมหากครองเรือน หรือเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหากออกบวช ทรงไล่เรียงลักษณะแต่ละอย่าง เช่น ฝ่าเท้าเรียบเสมอ ลายจักรที่ฝ่าเท้า ส้นเท้ายาว นิ้วยาว กายาวไว ผิวละเอียด ขนขึ้นเวียนขวา และอื่นๆ พร้อมอธิบายว่าลักษณะแต่ละอย่างเป็นผลจากกรรมดีที่ทรงบำเพ็ญมาในอดีตชาติ เช่น ฝ่าเท้าเรียบเกิดจากการตั้งมั่นในกุศลธรรมอย่างมั่นคง สามลักษณะคือส้นเท้ายาว นิ้วยาว กายาวไว เกิดจากการงดเว้นปาณ
- หน้า ๑๖๖–๑๙๓ ลักขณสูตร (ต่อ): เหตุแห่งมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสแก่เหล่าภิกษุอธิบายต่อเนื่องว่า ลักษณะพิเศษของมหาบุรุษแต่ละอย่าง เช่น มือเท้าอ่อนนุ่ม นิ้วเรียว ส้นเท้ากลม ฟันสี่สิบซี่เรียบเสมอ ผิวกายสีทอง ลิ้นกว้างยาว ขากรรไกรดุจราชสีห์ ตาเขียวสนิท ล้วนเกิดจากผลกรรมดีที่ทรงบำเพ็ญมาในอดีตชาติ เช่น การให้ทาน พูดจริง ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ มีสัมมาอาชีวะ ไม่โกรธ ไม่เบียดเบียนสัตว์ และสงเคราะห์ผู้อื่นด้วยเมตตา แต่ละลักษณะเชื่อมโยงกับผลที่จะได้รับทั้งในฐานะพระเจ้าจักรพรรดิ (เช่น มีบริวารมาก ร่ำรวย ไม่มีผู้ใดทำลายได้) และในฐานะพระ
- หน้า ๑๙๔–๒๐๗ สิงคาลกสูตร: คำสอนเรื่องการไหว้ทิศ ๖ และหน้าที่ของคฤหัสถ์ ที่กรุงราชคฤห์ พระพุทธเจ้าทรงพบสิงคาลกมาณพผู้กำลังไหว้ทิศทั้งหกตามคำสั่งเสียของบิดาก่อนตาย โดยไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริง พระองค์จึงทรงสอนว่าในอริยวินัย การไหว้ทิศที่ถูกต้องคือการปฏิบัติหน้าที่ต่อบุคคลรอบตัวให้เหมาะสม ทรงแสดงกรรมกิเลส ๔ อบายมุข ๖ (ดื่มสุรา เที่ยวกลางคืน ดูมหรสพ เล่นการพนัน คบคนชั่ว เกียจคร้าน) และมิตรเทียม-มิตรแท้อย่างละ ๔ ประเภท แล้วจึงอธิบายทิศ ๖ ว่าคือ บิดามารดา (ทิศเบื้องหน้า) ครูอาจารย์ (ทิศเบื้องขวา) บุตรภรรยา (ทิศเบื้องหลัง) มิตรสหาย (ทิศเบื้องซ้าย) คนรับใช้ (ทิศเบื้องต่ำ
- หน้า ๒๐๘–๒๒๐ อาฏานาฏิยสูตร: มนต์รักษาคุ้มครองจากอมนุษย์และท้าวจตุโลกบาล ที่เขาคิชฌกูฏ กรุงราชคฤห์ ท้าวมหาราชทั้งสี่พร้อมเสนายักษ์ คนธรรพ์ กุมภัณฑ์ และนาคจำนวนมากเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าในยามค่ำคืน ท้าวเวสสวัณกราบทูลว่ายักษ์ส่วนใหญ่ไม่เลื่อมใสในพระธรรมที่สอนให้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ และเสพของมึนเมา จึงทูลขอให้พระองค์ทรงเรียนรู้ "อาฏานาฏิยรักขา" ซึ่งเป็นมนต์ป้องกันภัยเพื่อคุ้มครองภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาที่ไปอยู่ป่าเปลี่ยว ท้าวเวสสวัณจึงสวดมนต์นี้ถวาย ซึ่งเริ่มด้วยการนอบน้อมพระพุทธเจ้าในอดีตทั้งเจ็ดพระองค์ แล้วพรรณนาถึงท้าวโลกบาลประจำทิ
- หน้า ๒๒๑ อาฏานาฏิยสุตตํ (ตอนจบ) ส่วนท้ายของอาฏานาฏิยสุตต์ อันเป็นบทสวดปกป้องภัยที่ท้าวจตุมหาราชทั้งสี่ทูลถวายแด่พระพุทธเจ้า เพื่อคุ้มครองภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาที่หลีกเร้นบำเพ็ญเพียรในป่าจากภัยของอมนุษย์และยักษ์ พระพุทธองค์ทรงกำชับให้ภิกษุทั้งหลายเรียน ทรงจำ และรักษาอาฏานาฏิยรักขาไว้เพื่อประโยชน์และความผาสุกแก่พุทธบริษัท ปิดท้ายด้วยประโยคมาตรฐานที่ภิกษุทั้งหลายชื่นชมยินดีในพระธรรมเทศนา ถือเป็นการจบสุตตันตะที่ ๙ ของทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค
- หน้า ๒๒๒–๒๒๓ สังคีติสุตตํ ปฐมภาค: เสด็จเมืองปาวาและหอประชุมใหม่ของมัลลกษัตริย์ เปิดฉากสังคีติสุตต์ พระพุทธเจ้าเสด็จจาริกในแคว้นมัลละพร้อมภิกษุสงฆ์ราวห้าร้อยรูป มาประทับที่สวนมะม่วงของนายจุนทกัมมารบุตรใกล้เมืองปาวา ชาวมัลละเมืองปาวาซึ่งเพิ่งสร้างหอประชุมหลังใหม่ชื่ออุพภตกะ ทูลขอให้พระพุทธองค์ทรงเป็นผู้ใช้สอยเป็นปฐมฤกษ์ก่อนพวกตน โดยเชื่อว่าจะเป็นบุญกุศลยั่งยืนแก่ตระกูลมัลละ พระพุทธองค์ทรงรับนิมนต์และเสด็จไปแสดงธรรมแก่ชาวมัลละตลอดคืนจนดึกก่อนทรงอนุญาตให้กลับ เป็นฉากปูทางสู่เหตุการณ์สำคัญที่จะเกิดขึ้นในคืนเดียวกันนั้น
- หน้า ๒๒๔–๒๒๖ ต้นเหตุการสังคายนา: มรณกาลของนิครนถ์นาฏบุตรและหมวดหนึ่ง (เอกกะ) หลังชาวมัลละกลับไปแล้ว พระพุทธเจ้าทรงปวดพระปฤษฎางค์ จึงตรัสมอบหมายให้พระสารีบุตรแสดงธรรมแทนพระองค์ขณะทรงพักผ่อน ในคืนนั้นเองมีข่าวว่านิครนถ์นาฏบุตร ศาสดาลัทธิเชน ถึงแก่กรรมที่เมืองปาวา ทำให้เหล่าสาวกแตกแยกทะเลาะวิวาทกันเรื่องคำสอนอย่างรุนแรงเพราะคำสอนที่ประกาศไว้ไม่ดี พระสารีบุตรจึงถือโอกาสนี้ชี้ให้ภิกษุเห็นว่าธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าเป็นสิ่งประกาศไว้ดีแล้ว จึงควรร่วมกันสังคายนาคือสวดพร้อมกันโดยไม่วิวาท และเริ่มเสนอ "หมวดหนึ่ง" คือหลักธรรมข้อเดียวว่าสัตว์ทั้งปวงดำรงอยู่ได้ด้วยอาหารและด้วยสังขาร อ
- หน้า ๒๒๗–๒๓๒ สังคีติหมวดสองและหมวดสาม (ทุกะ-ติกะ) พระสารีบุตรแสดงหลักธรรมที่จัดเป็นคู่ (หมวดสอง) เช่น นามกับรูป หิริกับโอตตัปปะ กัลยาณมิตตตากับโทวจัสสตา สมถะกับวิปัสสนา และหลักธรรมที่จัดเป็นสาม (หมวดสาม) เช่น อกุศลมูลสาม ทุจริตสาม วิตกสาม ตัณหาสาม เวทนาสาม และคุณลักษณะพิเศษสามประการของพระตถาคตที่ไม่ต้องทรงระวังกายวาจาใจ แต่ละชุดถูกยกมาเป็นตัวอย่างของสิ่งที่ควรสังคายนาร่วมกันโดยไม่มีข้อขัดแย้ง แสดงให้เห็นวิธีจัดหมวดคำสอนเป็นคู่และเป็นสามอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันการลืมเลือนหรือตีความผิดเพี้ยนดังที่เกิดกับนิครนถ์
- หน้า ๒๓๓–๒๔๕ สังคีติหมวดสี่ (จตุกกะ): สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน ฌาน และธรรมหมวดสี่อื่นๆ เป็นหมวดที่ยาวที่สุดในช่วงนี้ ประมวลหลักธรรมสำคัญที่จัดเป็นชุดสี่ เช่น สติปัฏฐานสี่ สัมมัปปธานสี่ อิทธิบาทสี่ ฌานสี่ พรหมวิหารสี่ (อัปปมัญญา) อรูปฌานสี่ และอริยวงศ์สี่ว่าด้วยความสันโดษของสมณะในปัจจัยสี่และความยินดีในการละกิเลสกับการเจริญภาวนา รวมถึงอริยสัจจ์และญาณต่างๆ ในรูปหมวดสี่ เป็นการรวบรวมหลักปฏิบัติแกนกลางของพระพุทธศาสนาไว้ในรูปแบบจัดหมวดที่นับได้ ทำให้ผู้ศึกษาเห็นภาพรวมของมรรควิธีตั้งแต่การเจริญสติจนถึงองค์ธรรมแห่งความหลุดพ้น สะท้อนเจตนารมณ์ของพระสารีบุตรที่ต้องการให้สงฆ์ท่องจำคำสอนเป็นร
- หน้า ๒๔๖–๒๕๕ สังคีติหมวดห้า (ปัญจกะ): ขันธ์ นิวรณ์ ศีลห้า และวิมุตตายตนะ รวบรวมหลักธรรมชุดห้า เช่น ขันธ์ห้า อุปาทานขันธ์ห้า กามคุณห้า นิวรณ์ห้า สังโยชน์เบื้องต่ำและเบื้องสูง ศีลห้า พร้อมทั้งโทษของความเป็นผู้ทุศีลและอานิสงส์ของผู้มีศีลอย่างละห้าประการ หลักการตักเตือนกันในสงฆ์อย่างมีเมตตา และวิมุตตายตนะห้า คือเหตุปัจจัยที่ทำให้จิตหลุดพ้นได้ เช่น การฟังธรรมจากศาสดาหรือครูอาจารย์ เป็นการจัดกลุ่มคำสอนที่ครอบคลุมทั้งด้านทฤษฎี (ขันธ์ อายตนะ) และด้านปฏิบัติ (ศีล สมาธิ ปัญญา) แสดงความสัมพันธ์ระหว่างการรักษาศีลกับผลดีผลเสียที่ตามมาอย่างเป็นระบบ
- หน้า ๒๕๖–๒๖๓ สังคีติหมวดหก (ฉักกะ): อายตนะ วิญญาณกาย และธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกัน ประมวลหลักธรรมชุดหก ได้แก่ อายตนะภายในและภายนอกอย่างละหก วิญญาณกายหก ผัสสกายหก เวทนากายหก ตัณหากายหก อคารวะและสคารวะหก สาราณียธรรมหก (ธรรมที่ทำให้ระลึกถึงกันด้วยดี) และมูลเหตุแห่งการวิวาทหกประการพร้อมวิธีแก้ไข เป็นการแจกแจงกระบวนการรับรู้ทางอายตนะทั้งหกทวารอย่างละเอียด พร้อมชี้แนวทางป้องกันความแตกแยกในหมู่สงฆ์ผ่านสาราณียธรรมและเจโตวิมุตติสี่แบบที่ระงับกิเลสได้จริง ซึ่งเชื่อมโยงกลับไปยังปัญหาความแตกแยกของนิครนถ์ที่เป็นจุดเริ่มต้นของพระสูตรนี้
- หน้า ๒๖๔–๒๖๖ สังคีติหมวดเจ็ด (สัตตกะ): อริยทรัพย์ โพชฌงค์ และวิญญาณฐิติ รวมหลักธรรมชุดเจ็ด เช่น อริยทรัพย์เจ็ด โพชฌงค์เจ็ด (องค์แห่งการตรัสรู้) สัทธรรมและอสัทธรรมเจ็ด สัปปุริสธรรมเจ็ด กำลังเจ็ด วิญญาณฐิติเจ็ด (ภูมิที่วิญญาณตั้งอยู่) บุคคลผู้ควรแก่ทักษิณาเจ็ดจำพวก อนุสัยเจ็ด สังโยชน์เจ็ด และวิธีระงับอธิกรณ์เจ็ดวิธีอันเป็นระบบยุติข้อพิพาทในสงฆ์อย่างเป็นรูปธรรม เนื้อหาครอบคลุมทั้งคุณธรรมส่วนบุคคลและกลไกการปกครองสงฆ์ สอดคล้องกับเจตนารมณ์การป้องกันความแตกแยกดังกรณีนิครนถ์ที่เป็นเหตุให้เกิดการสังคายนาครั้งนี้
- หน้า ๒๖๗–๒๗๕ สังคีติหมวดแปด (อัฏฐกะ): มิจฉัตตะ-สัมมัตตะ วัตถุแห่งความเกียจคร้านและความเพียร และอภิภายตนะ เริ่มต้นหมวดแปด ครอบคลุมมิจฉัตตะแปด (มรรคผิดแปดองค์) สัมมัตตะแปด บุคคลผู้ควรแก่ทักษิณาแปดจำพวก โกสัชชวัตถุแปด (สถานการณ์ที่มักถูกใช้เป็นข้ออ้างความเกียจคร้าน เช่น งานหนัก ความเจ็บป่วย) เทียบคู่กับอารัพภวัตถุแปด (สถานการณ์เดียวกันที่คนขยันใช้เป็นแรงจูงใจให้เพียรยิ่งขึ้น) ต่อด้วยทานวัตถุแปดประเภทตามเจตนาผู้ให้ ทานูปปัตติแปด (ผลของทานที่ตั้งจิตปรารถนาภพภูมิต่างๆ) โลกธรรมแปด และเริ่มอภิภายตนะแปด (ฐานแห่งอำนาจเหนือรูปารมณ์ในการเจริญกสิณ) ซึ่งเนื้อหายังไม่จบและมีต่อในหน้าถัดไป เป็นตัวอย่างอุบายธรรมที่
- หน้า ๒๗๖ อภิภายตนะและวิโมกข์ ๘ (ท้ายหมวดแปด สังคีติสูตร) ส่วนท้ายของหมวดธรรมจำนวนแปด (อัฏฐกะ) ในสังคีติสูตร ต่อเนื่องจากตอนก่อนหน้า กล่าวถึงอภิภายตนะข้อสุดท้ายในแปดข้อ (ฐานแห่งความรู้เหนือกว่าอารมณ์ เช่น การเพ่งรูปภายนอกที่มีสีต่างๆ) และวิโมกข์ ๘ ประการ คือความหลุดพ้นเป็นลำดับ ตั้งแต่การเห็นรูปด้วยผู้มีรูปเป็นฌาน จนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ จบหมวดแปดด้วยคำลงท้ายว่าธรรมเหล่านี้ควรสังคายนาร่วมกันเพื่อประโยชน์สุขแก่มวลมนุษย์และเทวดา
- หน้า ๒๗๗–๒๘๐ หมวดเก้า: อาฆาตวัตถุ สัตตาวาส อักขณะ และอนุปุพพวิหาร-นิโรธ (สังคีติสูตร) หมวดธรรมจำนวนเก้า (นวกะ) ของสังคีติสูตร รวมหลายชุดธรรม ได้แก่ อาฆาตวัตถุ ๙ (เหตุแห่งการผูกโกรธ เช่น คิดว่าเขาทำ กำลังทำ หรือจะทำสิ่งไม่เป็นประโยชน์แก่ตนหรือคนที่รัก) และอาฆาตปฏิวินัย ๙ (วิธีคลายความอาฆาตด้วยการพิจารณาเหตุผล) สัตตาวาส ๙ (ภพภูมิที่หมู่สัตว์อาศัยอยู่ต่างกันโดยกายและสัญญา ตั้งแต่มนุษย์เทวดาจนถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ) อักขณะ ๙ (ขณะที่ไม่เหมาะแก่การประพฤติพรหมจรรย์ เช่น เกิดในอบาย หรือเกิดเป็นมิจฉาทิฏฐิ) และอนุปุพพวิหาร ๙ กับอนุปุพพนิโรธ ๙ ซึ่งแสดงการเข้าฌานสมาบัติตามลำดับตั้งแต่ปฐมฌานถ
- หน้า ๒๘๑–๒๘๗ หมวดสิบและอวสานสังคีติสูตร: นาถกรณธรรม กสิณ อริยวาส อเสขธรรม หมวดธรรมจำนวนสิบ (ทสกะ) อันเป็นหมวดสุดท้ายของสังคีติสูตร ครอบคลุมนาถกรณธรรม ๑๐ (ธรรมที่ทำให้มีที่พึ่ง เช่น มีศีล เป็นพหูสูต มีกัลยาณมิตร) กสิณายตนะ ๑๐ (อารมณ์กรรมฐานสำหรับเพ่ง เช่น ดิน น้ำ ไฟ ลม สีต่างๆ อากาศ วิญญาณ) กุศลกรรมบถและอกุศลกรรมบถ ๑๐ อริยวาส ๑๐ (ธรรมเครื่องอยู่ของพระอริยะผู้ละองค์ห้าได้ ประกอบด้วยองค์หก) และอเสขธรรม ๑๐ (องค์มรรคแปดของพระอเสขะรวมกับสัมมาญาณและสัมมาวิมุตติ) จบลงด้วยพระพุทธเจ้าประทานสาธุการแก่พระสารีบุตร เป็นอันจบสังคีติสูตร
- หน้า ๒๘๘–๒๘๙ ทสุตตรสูตร - บทนำและหมวดหนึ่ง (เอกกะ) จุดเริ่มต้นของทสุตตรสูตร ซึ่งพระสารีบุตรแสดงธรรมแบบไต่ระดับจำนวนตั้งแต่หนึ่งถึงสิบ โดยแต่ละจำนวนจัดแบ่งเป็นสิบประเภทคุณสมบัติเสมอ (เช่น ธรรมมีอุปการะมาก ธรรมควรเจริญ ธรรมควรกำหนดรู้ ธรรมควรละ เป็นต้น) ส่วนนี้แสดงหมวดหนึ่งครบทั้งสิบประเภท เช่น ความไม่ประมาทในกุศลธรรมเป็นธรรมมีอุปการะมาก กายคตาสติเป็นธรรมควรเจริญ และอกุปปาเจโตวิมุตติเป็นธรรมควรทำให้แจ้ง
- หน้า ๒๙๐ ทสุตตรสูตร - หมวดสอง (ทุกะ) หมวดธรรมจำนวนสอง แสดงคู่ธรรมสิบประเภทตามโครงสร้างเดียวกัน เช่น สติและสัมปชัญญะเป็นธรรมมีอุปการะมาก สมถะและวิปัสสนาเป็นธรรมควรเจริญ นามและรูปเป็นธรรมควรกำหนดรู้ อวิชชาและภวตัณหาเป็นธรรมควรละ และธาตุที่ปรุงแต่งกับไม่ปรุงแต่งเป็นธรรมควรรู้ยิ่ง
- หน้า ๒๙๑–๒๙๒ ทสุตตรสูตร - หมวดสาม (ติกะ) หมวดธรรมจำนวนสาม เช่น การคบสัตบุรุษ ฟังธรรม และปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมเป็นธรรมมีอุปการะมาก สมาธิสามระดับเป็นธรรมควรเจริญ เวทนาสามเป็นธรรมควรกำหนดรู้ ตัณหาสามเป็นธรรมควรละ อกุศลมูลสามเป็นฝ่ายเสื่อม กุศลมูลสามเป็นฝ่ายวิเศษ และวิชชาสามเป็นธรรมควรทำให้แจ้ง
- หน้า ๒๙๓–๒๙๔ ทสุตตรสูตร - หมวดสี่ (จตุกกะ) หมวดธรรมจำนวนสี่ เช่น จักรสี่ (ธรรมนำความเจริญ) เป็นธรรมมีอุปการะมาก สติปัฏฐานสี่เป็นธรรมควรเจริญ อาหารสี่เป็นธรรมควรกำหนดรู้ โอฆะสี่และโยคะสี่เป็นธรรมควรละและฝ่ายเสื่อม อริยสัจสี่เป็นธรรมควรรู้ยิ่ง และสามัญญผลสี่เป็นธรรมควรทำให้แจ้ง
- หน้า ๒๙๕–๓๐๑ ทสุตตรสูตร - หมวดห้า (ปัญจกะ) หมวดธรรมจำนวนห้า มีเนื้อหาละเอียดกว้างขวางที่สุดหมวดหนึ่ง เช่น ปธานิยังคะห้าเป็นธรรมมีอุปการะมาก องค์ฌานที่มีปีติสุขแผ่ซ่านเป็นธรรมควรเจริญ ปัญจุปาทานขันธ์เป็นธรรมควรกำหนดรู้ นิวรณ์ห้าเป็นธรรมควรละ เจโตขีลห้าเป็นฝ่ายเสื่อม อินทรีย์ห้าเป็นฝ่ายวิเศษ นิสสารณียธาตุห้าอธิบายพิสดารถึงการปลดเปลื้องจิตจากกาม พยาบาท และสักกายะ วิมุตตายตนะห้า (เหตุแห่งความหลุดพ้นผ่านการฟังธรรม แสดงธรรม สาธยาย ตรึกตรอง หรือเข้าใจสมาธินิมิต) เป็นธรรมควรรู้ยิ่ง และธรรมขันธ์ห้าเป็นธรรมควรทำให้แจ้ง
- หน้า ๓๐๒–๓๑๐ ทสุตตรสูตร - หมวดหก (ฉักกะ) หมวดธรรมจำนวนหก เช่น สาราณียธรรมหกเป็นธรรมมีอุปการะมาก อนุสสติฐานหกเป็นธรรมควรเจริญ อายตนะภายในหกเป็นธรรมควรกำหนดรู้ ตัณหากายหกเป็นธรรมควรละ อคารวะและคารวะหกเป็นฝ่ายเสื่อมและฝ่ายวิเศษ นิสสารณียธาตุหกอธิบายพิสดารถึงเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา อนิมิตตาเจโตวิมุตติ และการถอนอัสมิมานะที่ปลดเปลื้องจิตจากพยาบาทและกิเลสต่างๆ สตตวิหารหกเป็นธรรมควรทำให้เกิด อนุตตริยะหกเป็นธรรมควรรู้ยิ่ง และอภิญญาหกเป็นธรรมควรทำให้แจ้ง
- หน้า ๓๑๑–๓๑๔ ทสุตตรสูตร - หมวดเจ็ด (สัตตกะ) หมวดธรรมจำนวนเจ็ด เช่น อริยทรัพย์เจ็ดเป็นธรรมมีอุปการะมาก โพชฌงค์เจ็ดเป็นธรรมควรเจริญ วิญญาณฐิติเจ็ดเป็นธรรมควรกำหนดรู้ อนุสัยเจ็ดเป็นธรรมควรละ อสัทธรรมและสัทธรรมเจ็ดเป็นฝ่ายเสื่อมและฝ่ายวิเศษ สัปปุริสธรรมเจ็ดเป็นธรรมเข้าใจยาก สัญญาเจ็ดเป็นธรรมควรทำให้เกิด นิททสวัตถุเจ็ดเป็นธรรมควรรู้ยิ่ง และกำลังของพระขีณาสพเจ็ดประการเป็นธรรมควรทำให้แจ้ง ส่วนนี้จบลงพร้อมเครื่องหมายสิ้นสุดภาณวารแรก
- หน้า ๓๑๕–๓๒๘ ทสุตตรสูตร - หมวดแปด (อัฏฐกะ) หมวดธรรมจำนวนแปด มีเนื้อหายาวและซ้ำกับเนื้อหาในสังคีติสูตรบางส่วน เช่น เหตุปัจจัยแปดประการเพื่อความเจริญปัญญาเป็นธรรมมีอุปการะมาก อริยมรรคมีองค์แปดเป็นธรรมควรเจริญ โลกธรรมแปดเป็นธรรมควรกำหนดรู้ มิจฉัตตะแปดเป็นธรรมควรละ กุสีตวัตถุแปดเป็นฝ่ายเสื่อม อารัพภวัตถุแปดเป็นฝ่ายวิเศษ อักขณะแปดเป็นธรรมเข้าใจยาก มหาปุริสวิตกแปดเป็นธรรมควรทำให้เกิด อภิภายตนะแปดเป็นธรรมควรรู้ยิ่ง และวิโมกข์แปดเป็นธรรมควรทำให้แจ้ง
- หน้า ๓๒๙–๓๓๐ ทสุตตรสูตร - หมวดเก้า (นวกะ) เริ่มต้น จุดเริ่มต้นของหมวดธรรมจำนวนเก้าในทสุตตรสูตร กล่าวถึงธรรมมีโยนิโสมนสิการเป็นมูลเก้าประการ (ลำดับการเกิดปีติ ปัสสัทธิ สุข สมาธิ ไปจนถึงวิมุตติ) เป็นธรรมมีอุปการะมาก ปาริสุทธิปธานิยังคะเก้าเป็นธรรมควรเจริญ สัตตาวาสเก้าเป็นธรรมควรกำหนดรู้ และเริ่มธรรมมีตัณหาเป็นมูลเก้าประการซึ่งเป็นธรรมควรละ เนื้อหายังดำเนินต่อในส่วนถัดไปของเล่ม
- หน้า ๓๓๑–๓๓๔ หมวดธรรมเก้าประการ (ตอนจบ) ส่วนท้ายของหมวดธรรมเก้าประการ ประกอบด้วยอาฆาตวัตถุ ๙ คือเหตุผูกความอาฆาตและอาฆาตปฏิวินัย ๙ คือวิธีคลายความอาฆาต ซึ่งเป็นธรรมฝ่ายเสื่อมและฝ่ายเจริญตามลำดับ นานัตตะ ๙ คือความต่างกันแห่งธาตุ ผัสสะ เวทนา สัญญา ฯลฯ ที่หยั่งรู้ได้ยาก สัญญา ๙ ที่ควรเจริญให้เกิดขึ้น อนุปุพพวิหาร ๙ คือฌานและสมาบัติตั้งแต่ปฐมฌานจนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธที่ควรรู้ยิ่ง และอนุปุพพนิโรธ ๙ คือความดับไปตามลำดับของกามสัญญา วิตกวิจาร ปีติ ลมหายใจ เป็นต้น ที่ควรทำให้แจ้ง จบลงด้วยคำสรุปว่าธรรม ๙๐ ข้อเหล่านี้เป็นของจริงแท้ที่พระตถาคตตรัส
- หน้า ๓๓๔–๓๓๗ หมวดธรรมสิบประการ ตอนต้น: นาถกรณธรรม กสิณ อายตนะ และมิจฉัตตะ เริ่มหมวดธรรมสิบประการ ด้วยนาถกรณธรรม ๑๐ คือธรรมมีอุปการะมากที่ทำให้ภิกษุมีที่พึ่ง ได้แก่ มีศีล เป็นพหูสูต มีมิตรดี ว่าง่าย ขยันช่วยกิจของเพื่อนพรหมจรรย์ รักธรรม สันโดษ มีความเพียร มีสติ และมีปัญญา ต่อด้วยกสิณายตนะ ๑๐ (ดิน น้ำ ไฟ ลม สีเขียว เหลือง แดง ขาว อากาศ วิญญาณ) อันเป็นธรรมที่ควรเจริญ อายตนะ ๑๐ คืออายตนะภายในภายนอก ๕ คู่ที่ควรกำหนดรู้ และมิจฉัตตะ ๑๐ คือมรรคผิดแปดองค์รวมมิจฉาญาณและมิจฉาวิมุตติที่ควรละ ปิดท้ายด้วยกุศลกรรมบถและอกุศลกรรมบถ ๑๐ ซึ่งเป็นธรรมฝ่ายเสื่อมและฝ่ายเจริญตามลำดับ
- หน้า ๓๓๗–๓๔๐ อริยวาส ๑๐: ธรรมเครื่องอยู่ของพระอริยะที่หยั่งรู้ได้ยาก อธิบายอริยวาส ๑๐ ประการ อันเป็นธรรมหยั่งรู้ได้ยาก คือคุณสมบัติของภิกษุผู้ละองค์ห้า ประกอบด้วยองค์หก มีธรรมเครื่องรักษาหนึ่ง มีที่พึ่งพิงสี่ บรรเทาสัจจะเฉพาะตัวของสมณพราหมณ์ต่างๆ ได้ มีการแสวงหาที่สงบระงับ มีความดำริไม่ขุ่นมัว มีสังขารกายสงบระงับ และมีจิตกับปัญญาหลุดพ้นดีแล้ว แต่ละองค์ธรรมถูกอธิบายอย่างละเอียดเป็นบทสนทนาถาม-ตอบระหว่างภิกษุ แสดงถึงคุณลักษณะของพระอรหันต์ผู้บรรลุธรรมสูงสุด
- หน้า ๓๔๐–๓๔๒ หมวดสิบตอนจบและอวสานแห่งทสุตตรสูตร ปิดท้ายหมวดธรรมสิบประการด้วยสัญญา ๑๐ ที่ควรเจริญให้เกิดขึ้น (รวมนิโรธสัญญาเพิ่มจากชุดเก้า) นิชชิณณวัตถุ ๑๐ คือธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ได้แก่การที่มรรคมีองค์แปดฝ่ายถูกช่วยกัดกร่อนมรรคผิดฝ่ายตรงข้ามให้หมดไปเป็นคู่ๆ และอเสกขธรรม ๑๐ คือคุณสมบัติของพระอเสขะ (พระอรหันต์) ที่ควรทำให้แจ้ง จบด้วยคำสรุปว่าธรรมทั้งหมด ๑๐๐ ข้อเป็นของจริงแท้ที่พระตถาคตตรัสรู้แล้ว พระสารีบุตรกล่าวจบพระธรรมเทศนา ภิกษุทั้งหลายต่างชื่นชมยินดีภาษิตของท่าน
- หน้า ๓๔๒–๓๔๓ โคลงท้ายเล่ม: จบปาฏิกวรรคและจบทีฆนิกาย ส่วนโคลงสรุปปิดท้ายเล่ม ประกาศจบทสุตตรสูตรอันเป็นสูตรที่สิบเอ็ดและจบปาฏิกวรรค พร้อมคาถาอุทานระบุรายชื่อสิบเอ็ดสูตรในวรรคนี้ (ปาฏิกะ อุทุมพริกะ จักกวัตติ อัคคัญญะ สัมปสาทนียะ ปาสาทิกะ ลักขณะ สิงคาลกะ อาฏานาฏิยะ สังคีติ และทสุตตระ) จากนั้นประกาศจบทีฆนิกายทั้งหมดซึ่งประดับด้วยสามสิบสี่สูตรในสามวรรค ปิดท้ายด้วยคาถาอธิบายเหตุที่เรียกคัมภีร์นี้ว่า "ทีฆนิกาย" เพราะเป็นที่รวมสูตรขนาดยาว นับเป็นหน้าสุดท้ายของทั้งเล่ม ๑๑ และของทีฆนิกายทั้งหมด
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐