ขุททกนิกาย มหานิทเทส
บาลีโรมัน (มหาสังคีติ) · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๒๙ · ๖๓๐ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๔๖ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๓ กามสุตตนิทเทส ตอนที่ 1 (คาถาที่ ๑ กามํ กามยมานสฺส) บทเริ่มต้นของมหานิทเทส อธิบายคาถาว่าเมื่อผู้ปรารถนากามสมหวังดังใจย่อมเกิดปีติยินดี คำอธิบายจำแนกกามออกเป็นสองอย่างคือวัตถุกาม (สิ่งอันน่าใคร่ทั้งหลาย เช่น รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และทรัพย์สมบัติ) กับกิเลสกาม (ความอยากได้ ความกำหนัดในใจ) เพื่อวางกรอบความเข้าใจคำว่า "กาม" ที่จะใช้ตลอดทั้งนิทเทส
- หน้า ๓–๖ กามสุตตนิทเทส ตอนที่ 2 (คาถาที่ ๒ ตสฺส เจ กามยมานสฺส) แสดงด้านตรงข้ามของตอนแรก คือเมื่อผู้ยังปรารถนากามอยู่แต่กามที่มีนั้นเสื่อมสลายไป ไม่ว่าจะถูกราชาหรือโจรริบ ไฟไหม้ น้ำพัด ทายาทที่ไม่ชอบแย่งชิง หรือกิจการล้มเหลว ผู้นั้นย่อมเป็นทุกข์ราวกับถูกลูกศรแทงร่างกาย เป็นการชี้ให้เห็นว่าความสุขที่ผูกติดอยู่กับวัตถุกามนั้นไม่มั่นคง ย่อมนำทุกข์มาเมื่อสูญเสียไปเสมอ
- หน้า ๖–๑๓ กามสุตตนิทเทส ตอนที่ 3 (คาถาที่ ๓-๔ โย กาเม ปริวชฺเชติ, เขตฺตํ วตฺถุํ หิรญฺญํ วา) สอนว่าผู้ที่เว้นจากกามควรหลีกเลี่ยงกามดุจคนกลัวตายหลีกหัวงูพิษ โดยใช้อุปมาหลายชุด (โครงกระดูก ก้อนเนื้อ คบเพลิงหญ้า หลุมถ่านไฟ หัวงู) แสดงโทษภัยของกาม พร้อมสอนวิธีละกามสองระดับคือข่มไว้ชั่วคราวด้วยสมาธิ/ฌาน และตัดขาดถาวรด้วยอริยมรรค จากนั้นอธิบายคาถาต่อมาซึ่งพรรณนาสิ่งที่คนโลภอยากได้ เช่น นา ที่ดิน ทองคำ โค ทาส บุตรภรรยา และญาติพวกพ้อง แสดงขอบเขตของสิ่งที่มนุษย์มักยึดติดว่าเป็นของตน
- หน้า ๑๓–๒๑ กามสุตตนิทเทส ตอนที่ 4 (คาถาที่ ๕ อพลา นํ พลียนฺติ) สอนว่ากิเลสแม้ดูอ่อนแอกลับมีอำนาจครอบงำผู้ที่ขาดกำลังแห่งศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญาได้ จำแนกอันตราย (ปริสสยะ) เป็นสองอย่าง คืออันตรายที่เห็นได้ชัด เช่น สัตว์ร้าย โรคภัย และอันตรายที่แอบแฝงคือกิเลสภายในซึ่งบั่นทอนกุศลธรรมของผู้ปฏิบัติ แล้วเปรียบทุกข์ที่ตามมาจากอันตรายเหล่านี้เหมือนน้ำที่ไหลเข้าท่วมเรือที่แตกจากทุกด้าน
- หน้า ๒๑–๒๕ กามสุตตนิทเทส ตอนที่ 5 (คาถาที่ ๖ ตสฺมา ชนฺตุ สทา สโต, จบสูตร) สรุปคำสอนของกามสูตรว่า เพราะเหตุนี้ผู้มีสติพึงเว้นจากกามอยู่เสมอ ละกามทั้งสองประเภทแล้วข้ามพ้นโอฆะ (กาม ภพ ทิฏฐิ อวิชชา) ดุจวิดน้ำออกจากเรือหนักให้เบาแล้วถึงฝั่งได้โดยง่าย ตอนท้ายพรรณนาคุณสมบัติของพระอรหันต์ผู้ถึงฝั่งแล้วอย่างพิสดารด้วยศัพท์บัญญัติหลายสิบคำ ปิดท้ายด้วยโคลงกลอนยืนยันว่าท่านไม่มีภพใหม่อีกต่อไป เป็นอันจบกามสุตตนิทเทสที่หนึ่ง
- หน้า ๒๖–๓๓ คุหัฏฐกสุตตนิทเทส ตอนที่ 1 (คาถาที่ ๑ สตฺโต คุหายํ พหุนาภิฉนฺโน) เริ่มนิทเทสสูตรที่สอง อธิบายว่า "ถ้ำ" ในที่นี้หมายถึงร่างกาย บุคคลที่ยังยึดติดพัวพันในกายด้วยฉันทราคะจึงเรียกว่า "สัตว์" ผู้ถูกกิเลสมากมายปกคลุมและจมดิ่งอยู่ในความหลง (โมหะ) เมื่อเป็นเช่นนี้จึงห่างไกลจากวิเวกทั้งสาม คือ กายวิเวก จิตวิเวก และอุปธิวิเวก ซึ่งเป็นเหตุให้บุคคลเช่นนี้ละกามในโลกได้ยากยิ่ง
- หน้า ๓๓–๓๙ คุหัฏฐกสุตตนิทเทส ตอนที่ 2 (คาถาที่ ๒ อิจฺฉานิทานา ภวสาตพทฺธา) อธิบายว่าสัตว์ถูกผูกไว้ด้วยความอยาก (อิจฉา) อันมีตัณหาเป็นต้นเหตุ และติดใจในสุขแห่งภพ (ภวสาตะ) เช่น เวทนาสุข ความเป็นหนุ่มสาว ความไม่มีโรค ลาภยศ ทำให้หลุดพ้นได้ยากยิ่ง และไม่มีผู้ใดช่วยปลดปล่อยผู้อื่นได้นอกจากต้องปฏิบัติด้วยตนเอง คาถายังชี้ว่าคนเหล่านี้มัวเฝ้าคำนึงอาลัยอดีตและมุ่งหวังอนาคต จึงวนเวียนพัวพันอยู่กับกามทั้งที่เป็นอดีตและปัจจุบันไม่รู้จบ
- หน้า ๓๙–๔๔ คุหัฏฐกสุตตนิทเทส ตอนที่ 3 (คาถาที่ ๓ กาเมสุ คิทฺธา ปสุตา ปมูฬฺหา) พรรณนาผู้ที่ยังโลภหลงในกาม แสวงหาและหมกมุ่นอยู่กับกามอย่างไม่รู้ตัว ไม่ยอมรับฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าและพระสาวก ตั้งมั่นอยู่ในทางที่ผิด เมื่อถึงคราวตายจึงเศร้าโศกคร่ำครวญด้วยความสงสัยหวาดกลัวว่าตายแล้วจะไปเกิดเป็นอะไร สะท้อนผลร้ายของการหมกมุ่นในกามโดยไม่เตรียมใจรับความตาย
- หน้า ๔๔–๕๒ คุหัฏฐกสุตตนิทเทส ตอนที่ 4 (คาถาที่ ๔ ตสฺมา หิ สิกฺเขถ อิเธว ชนฺตุ) สอนว่าเพราะเหตุนั้นบุคคลพึงศึกษาไตรสิกขา (อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา) ในภพนี้ พึงรู้เท่าทันสิ่งใดๆ ที่ผิดปกติ/ไม่เที่ยงตรงในโลก แล้วไม่ประพฤติผิดเพราะเหตุนั้น เพราะปราชญ์กล่าวว่าชีวิตนี้สั้นนัก ส่วนใหญ่ของตอนนี้เป็นการอธิบายความไม่เที่ยงของชีวิตอย่างละเอียด ทั้งโดยขณะจิต (ชีวิตดำรงอยู่เพียงขณะจิตเดียว) และโดยเหตุปัจจัยที่ค้ำจุนชีวิตซึ่งล้วนอ่อนแอไม่มั่นคง เพื่อกระตุ้นให้เร่งปฏิบัติธรรม
- หน้า ๕๒–๕๕ คุหัฏฐกสุตตนิทเทส ตอนที่ 5 (คาถาที่ ๕ ปสฺสามิ โลเก ปริผนฺทมานํ, ยังไม่จบ) เริ่มอธิบายคาถาที่ตรัสว่า "เราเห็นหมู่สัตว์ในโลกที่ดิ้นรน ติดข้องอยู่ในตัณหาท่ามกลางภพทั้งหลาย คนเลวทรามย่อมร่ำไห้อยู่ในปากแห่งมัจจุราช ยังไม่หมดตัณหาในภพน้อยภพใหญ่" คำอธิบายไล่แจกแจงความดิ้นรน (ผันทนา) ของสัตว์อันเกิดจากเหตุปัจจัยต่างๆ ทั้งตัณหา ทิฏฐิ กิเลส โรคภัย และความตายของญาติพี่น้อง เนื้อหาส่วนนี้ยังดำเนินไม่จบเมื่อสิ้นสุดหน้า ๕๕ (ค้างอยู่ที่การอธิบายคำว่า "ภวาภเวสุ") จะดำเนินความต่อในส่วนถัดไป
- หน้า ๕๖–๕๙ คุหัฏฐกสุตตนิทเทส (ตอนที่ 1: ความยึดถือว่าเป็นของตน) ส่วนนี้ต่อเนื่องจากการอธิบายคาถาก่อนหน้าซึ่งเริ่มต้นก่อนช่วงหน้านี้ ปิดท้ายด้วยคาถาที่ว่าสัตว์ผู้มีตัณหาดิ้นรนอยู่ในภพต่างๆ ดุจคนเลวที่พล่ามอยู่ปากมัจจุราช จากนั้นเข้าสู่คาถาใหม่ [๕๕] ที่กล่าวถึงผู้คนดิ้นรนเพราะยึดถือสิ่งต่างๆ ว่า "เป็นของเรา" อุปมาดุจปลาที่ดิ้นอยู่ในน้ำแห้งใกล้แห้งขอด คำอธิบายชี้ว่าความยึดถือมีสองแบบคือยึดด้วยตัณหา (อยากได้ครอบครอง) และยึดด้วยทิฏฐิ (ความเห็นผิดว่าเป็นตัวตน) ผู้เห็นโทษของความยึดถือนี้แล้วพึงดำเนินชีวิตโดยไม่ยึดถือสิ่งใดว่าเป็นของตน ไม่สร้างความติดใจในภพทั้งหลาย
- หน้า ๕๙–๖๕ คุหัฏฐกสุตตนิทเทส (ตอนที่ 2: ละฉันทะในสุดโต่งสองด้าน) คาถา [๖๐] สอนให้ละฉันทะ (ความพอใจ) ในสุดโต่งทั้งสองด้าน เช่น ผัสสะกับเหตุเกิดผัสสะ อดีตกับอนาคต สุขเวทนากับทุกขเวทนา นามกับรูป คำอธิบายกำหนดให้กำหนดรู้ผัสสะอย่างรอบด้านด้วยปริญญาสามขั้น (รู้ ชั่งตรอง ละ) จนไม่ติดใจในผัสสะ ผู้ปฏิบัติเช่นนี้ยังตำหนิตนเองในสิ่งที่ยังบกพร่องทั้งด้านที่ทำและไม่ได้ทำ และไม่กระทำบาปนั้นซ้ำอีก จึงเป็นผู้ฉลาดที่ไม่เปื้อนในสิ่งที่เห็น ได้ยิน หรือรับรู้
- หน้า ๖๕–๗๑ คุหัฏฐกสุตตนิทเทส (ตอนที่ 3: ข้ามโอฆะแห่งสัญญา จบสูตรที่ 2) คาถา [๖๕] สอนให้กำหนดรู้สัญญาอย่างรอบด้านเพื่อข้ามโอฆะ (กาม ภพ ทิฏฐิ อวิชชา) และไม่เปื้อนในสิ่งที่ยึดถือ คำอธิบายอธิบายความหมายของ "มุนี" ผ่านโมไนยธรรมสามทาง (กาย วาจา ใจ) และจำแนกมุนีหกประเภท พร้อมชี้ว่าผู้ถอนลูกศรแห่งกิเลสทั้งเจ็ด (ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ โศก ความสงสัย) ได้แล้ว ดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท ไม่ปรารถนาทั้งโลกนี้และโลกหน้า จบการอธิบายคุหัฏฐกสุตตนิทเทส (สูตรที่สอง)
- หน้า ๗๒–๗๗ ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส (ตอนที่ 1: เริ่มสูตรที่ 3 - ผู้ยึดทิฏฐิของตนก้าวข้ามได้ยาก) เริ่มต้นนิทเทสสูตรที่สาม คือทุฏฐัฏฐกสูตร คาถา [๗๐] กล่าวถึงเจ้าลัทธิภายนอกบางพวกที่กล่าวหาพระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ด้วยจิตเป็นปฏิปักษ์ ส่วนบางพวกก็เชื่อและกล่าวตามด้วยความเข้าใจว่าเป็นความจริง ก่อให้เกิดการโต้เถียงกัน แต่มุนีไม่เข้าไปสู่การโต้เถียงนั้น จึงไม่มีความกระด้างของจิต (ขีละ) ในที่ใดเลย คาถา [๗๕] อธิบายต่อว่าผู้ที่ยึดถือทิฏฐิของตนอย่างเหนียวแน่น ถูกฉันทะครอบงำและฝังใจในความเห็นของตนแล้ว ยากที่จะก้าวล่วงทิฏฐินั้นได้ เขาย่อมถูกความเห็นของตนพัดพาไปดุจถูกยานพาหนะนำพา และพูดไปตามที่ตนเชื่อเท่า
- หน้า ๗๗–๘๒ ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส (ตอนที่ 2: ผู้โอ้อวดศีลพรตของตนโดยไม่มีใครถาม) คาถา [๘๐] กล่าวถึงบุคคลที่ยกย่องศีลและวัตรของตนต่อผู้อื่นทั้งที่ไม่มีใครถาม คำอธิบายแยกความหมายของ "ศีล" (การสำรวมในสิกขาบท) ออกจาก "วัตร" (ข้อปฏิบัติเสริม เช่น ธุดงค์แปดหรือความเพียรอย่างแรงกล้าที่ตั้งปณิธานไว้) ผู้ที่โอ้อวดคุณสมบัติของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นชาติตระกูล ทรัพย์ ความรู้ หรือการบรรลุฌาน โดยไม่มีใครถามนั้น ท่านผู้ฉลาดกล่าวว่าเป็นธรรมของผู้ไม่ประเสริฐ
- หน้า ๘๒–๘๕ ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส (ตอนที่ 3: ภิกษุผู้สงบ ไม่โอ้อวดศีล) คาถา [๘๕] กล่าวถึงภิกษุผู้สงบและดับกิเลสแล้ว ไม่โอ้อวดตนในเรื่องศีลว่า "เราเป็นอย่างนี้ อย่างนั้น" คำอธิบายชี้ว่าคำว่า "สันโต" หมายถึงความสงบจากราคะ โทสะ โมหะและกิเลสทั้งปวง ส่วน "ภิกขุ" หมายถึงผู้ทำลายสังโยชน์เจ็ดประการ ผู้เช่นนี้แหละที่ท่านผู้ฉลาดเรียกว่าเป็นผู้ดำเนินตามธรรมของพระอริยะอย่างแท้จริง เพราะไม่มีกิเลสส่วนเกิน (อุสสทะ) หลงเหลืออยู่ที่ใดเลย
- หน้า ๘๕–๘๘ ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส (ตอนที่ 4: ทิฏฐิที่ปรุงแต่งไว้ล่วงหน้าไม่ใช่สันติที่แท้) คาถา [๙๐] กล่าวถึงผู้ที่มีทิฏฐิอันปรุงแต่งไว้ล่วงหน้า ยกไว้ข้างหน้าตนแต่ยังไม่บริสุทธิ์ เมื่อเห็นอานิสงส์ (ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า) จากทิฏฐิของตนแล้วก็ยึดอาศัยทิฏฐินั้นเป็นที่พึ่ง คำอธิบายชี้ว่าความสงบที่อาศัยทิฏฐิเช่นนี้เป็นเพียงความสงบชนิดที่ยังหวั่นไหวได้ (กุปฺปสันติ) ไม่ใช่สันติที่แท้จริงอย่างนิพพาน เพราะยังตั้งอยู่บนความยึดมั่นที่ไม่เที่ยง
- หน้า ๘๘–๙๐ ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส (ตอนที่ 5: ความยึดมั่นในทิฏฐิก้าวล่วงได้ยาก) คาถา [๙๕] อธิบายว่าความยึดมั่นในทิฏฐิ (ทิฏฐินิเวส) เป็นสิ่งที่ก้าวล่วงได้ยากยิ่ง เมื่อบุคคลตัดสินใจยึดถือความเห็นหนึ่งในบรรดาทิฏฐิ ๖๒ ว่าเป็นความจริงแล้ว เขาย่อมผูกติดอยู่กับทิฏฐินั้น คำอธิบายชี้ว่าเขาจึงตกอยู่ในภาวะที่ต้องปฏิเสธคำสอนอื่นเพื่อปกป้องทิฏฐิของตน หรือไม่ก็ยึดถือทิฏฐิของตนไว้อย่างเหนียวแน่นโดยไม่อาจปล่อยวางได้
- หน้า ๙๐–๙๖ ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส (ตอนที่ 6: ผู้บริสุทธิ์ไม่มีทิฏฐิปรุงแต่งในภพน้อยภพใหญ่) คาถา [๑๐๐] กล่าวถึง "โธนะ" คือพระอรหันต์ผู้มีปัญญาชำระกิเลสหมดจดแล้ว ไม่มีทิฏฐิที่ปรุงแต่งไว้ในภพน้อยภพใหญ่ที่ใดเลย ท่านละมายาและมานะได้แล้ว จึงไม่มีเครื่องผูกพัน (อุปยะ) ไม่ว่าจะเป็นตัณหาหรือทิฏฐิเหลืออยู่ คำอธิบายชี้ว่าเมื่อไม่มีเครื่องผูกพันเหล่านี้แล้ว ก็ไม่มีเหตุปัจจัยใดที่จะนำท่านไปเกิดในภพหรือคติใดๆ อีก
- หน้า ๙๖–๙๘ ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส (ตอนที่ 7: ผู้ไม่มีทิฏฐิพ้นจากการโต้วาทะ จบสูตรที่ 3) คาถา [๑๐๔] ชี้ว่าผู้ที่ยังมีเครื่องผูกพัน (อุปยะ) อยู่ ย่อมเข้าไปสู่การโต้เถียงในเรื่องทิฏฐิต่างๆ ส่วนผู้ที่ไม่มีเครื่องผูกพันแล้วจะถูกกล่าวว่าถืออะไรได้อย่างไร เพราะท่านไม่มีทั้งความเห็นว่ามีตัวตนเที่ยง (อัตตา) และความเห็นว่าขาดสูญ (นิรัตตะ) ท่านได้สลัดทิ้งทิฏฐิ ๖๒ ทั้งหมดไว้ในภพนี้เองแล้ว จบการอธิบายทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส (สูตรที่สาม)
- หน้า ๙๙–๑๐๐ สุทธัฏฐกสุตตนิทเทส (ตอนที่ 1: เริ่มสูตรที่ 4 - อ้างว่าเห็นความบริสุทธิ์สูงสุด) เริ่มต้นนิทเทสสูตรที่สี่ คือสุทธัฏฐกสูตร คาถา [๑๐๙] เป็นคำกล่าวอ้างของเจ้าลัทธิที่ว่า "ข้าพเจ้าเห็นภาวะอันบริสุทธิ์ สูงสุด ปราศจากโรค" และความบริสุทธิ์ของคนย่อมมีได้ด้วยสิ่งที่เห็น (คือด้วยทิฏฐิหรือหลักคำสอนของตน) เมื่อรู้เช่นนี้แล้วจึงเชื่อว่าตนได้บรรลุถึงญาณอันประเสริฐสุดแล้ว
- หน้า ๑๐๐–๑๐๒ สุทธัฏฐกสุตตนิทเทส (ตอนที่ 2: หักล้างคำอ้างว่าบริสุทธิ์ได้ด้วยการเห็นเพียงอย่างเดียว) คาถา [๑๑๔] พระพุทธเจ้าทรงหักล้างว่า หากความบริสุทธิ์เกิดได้จากการเห็นเพียงอย่างเดียว หรือด้วยญาณเพียงอย่างเดียวที่ละทุกข์ได้ ก็ย่อมมีผู้ที่ยังมีกิเลส (ราคะ โทสะ โมหะ มานะ) อยู่ แต่กลับอ้างว่าตนบริสุทธิ์ได้ด้วยทางอื่นที่ผิดจากมรรคเช่นกัน แสดงให้เห็นว่าทิฏฐิของแต่ละคนย่อมกล่าวยกย่องแต่ฝ่ายตนเองเสมอ ไม่ใช่เครื่องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ที่แท้จริง
- หน้า ๑๐๒–๑๐๗ สุทธัฏฐกสุตตนิทเทส (ตอนที่ 3: พราหมณ์แท้ไม่กล่าวความบริสุทธิ์จากสิ่งภายนอก) คาถา [๑๑๙] กล่าวว่าพราหมณ์แท้ (ผู้กำจัดกิเลสได้แล้ว) ย่อมไม่กล่าวว่าความบริสุทธิ์มีได้จากสิ่งภายนอก ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เห็น ที่ได้ยิน ศีลพรต หรือสิ่งที่รับรู้ คำอธิบายพรรณนาอย่างละเอียดถึงสมณพราหมณ์กลุ่มต่างๆ ในสมัยนั้นที่เชื่อว่าความบริสุทธิ์เกิดจากการเห็นสิ่งเป็นมงคล การได้ยินเสียงมงคล การถือศีลเพียงอย่างเดียว การประพฤติวัตรเลียนแบบสัตว์หรือเทวดา (เช่น วัตรช้าง วัตรสุนัข วัตรกา) หรือจากการจับต้องสิ่งมงคลต่างๆ ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นความเข้าใจผิดที่ไปฝากความบริสุทธิ์ไว้กับพิธีกรรมภายนอกแทนที่จะเป็
- หน้า ๑๐๗–๑๐๙ สุทธัฏฐกสุตตนิทเทส (ตอนที่ 4: เปลี่ยนทิฏฐิไปเรื่อยๆ ดุจลิงจับกิ่งไม้) คาถา [๑๒๓] กล่าวถึงผู้ที่ละทิฏฐิเดิมแล้วไปยึดทิฏฐิใหม่ ยังคงถูกตัณหาครอบงำจึงข้ามพ้นเครื่องผูกพันไม่ได้ พวกเขาจับถือแล้วก็ทิ้งไป ดุจลิงในป่าที่จับกิ่งไม้กิ่งหนึ่งแล้วปล่อยไปจับอีกกิ่งหนึ่งไม่หยุด อุปมานี้แสดงถึงความไม่มั่นคงของเหล่าสมณพราหมณ์ที่เปลี่ยนศาสดา คำสอน หรือทิฏฐิไปเรื่อยๆ โดยไม่เคยหยั่งถึงความจริงที่แท้จริง
- หน้า ๑๐๙–๑๑๐ สุทธัฏฐกสุตตนิทเทส (ตอนที่ 5: ผู้ถือวัตรของตนเอง เทียบกับผู้มีปัญญา - ยังไม่จบ) คาถา [๑๒๘] เริ่มเปรียบเทียบระหว่างผู้ที่ถือวัตรต่างๆ ด้วยตนเอง (เช่น เลียนแบบพฤติกรรมสัตว์หรือเทวดา) ซึ่งยังคงเวียนไปสูงบ้างต่ำบ้างเพราะยังติดอยู่ในสัญญา กับผู้มีปัญญาแจ่มแจ้งที่ประกอบด้วยเวทของอริยมรรคทั้งสี่ ผู้หยั่งถึงธรรมแล้วย่อมไม่เวียนไปสูงต่ำอีก ทั้งนี้การอธิบายคาถานี้ยังดำเนินต่อไปไม่จบภายในช่วงหน้าที่แสดงนี้ (หน้า ๑๑๐ จบกลางการอธิบายคำว่า "เวทา" ต่อเนื่องไปยังช่วงถัดไป)
- หน้า ๑๑๑–๑๑๔ สุทธัฏฐกสุตตนิทเทส (ตอนที่ 1 ต่อจากเดิม) - เวทคู และภูริปัญโญ อธิบายต่อจากตอนก่อนหน้าว่า "เวทคู" คือผู้ถึงที่สุดแห่งความรู้ เพราะรู้แจ้งสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ราคะ โทสะ โมหะ มานะ จนธรรมอกุศลเหล่านั้นหมดพลังบีบคั้นให้เกิดทุกข์ในภายหน้า และเพราะรู้แจ้งไตรลักษณ์ ปฏิจจสมุปบาท อริยสัจ 4 และอาสวะโดยตลอด จากนั้นอธิบายคาถาที่ว่าผู้มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดิน (ภูริปัญญา) ย่อมไม่โลเลเปลี่ยนไปหาศาสดา คำสอน หมู่คณะ ทิฏฐิ ข้อปฏิบัติ หรือมรรคอื่นอีก เพราะเมื่อรู้แจ้งความจริงแล้วก็ไม่มีเหตุให้ต้องแสวงหาที่พึ่งอื่น
- หน้า ๑๑๔–๑๑๗ สุทธัฏฐกสุตตนิทเทส (ตอนที่ 2) - กองทัพมาร และการไม่ปรุงแต่งกัปปะ อธิบายคาถาที่ว่าผู้บรรลุธรรมเป็น "ผู้ปราศจากกองทัพ" เพราะอริยมรรคทั้ง 4 เอาชนะกองทัพมารทั้งปวงคือกิเลสต่างๆ ได้ พร้อมยกคาถาบรรยายกองทัพมาร 10 กองอันมีกามและตัณหาเป็นต้นมาประกอบ แล้วอธิบายว่าผู้เช่นนี้ไม่หวั่นไหวไม่ว่าในสิ่งที่เห็น ได้ยิน หรือรู้สึกใดๆ จากนั้นอธิบายว่า "กัปปะ" มีสองอย่างคือกัปปะโดยตัณหาและโดยทิฏฐิ เมื่อละได้แล้วก็ไม่มีเหตุปัจจัยใดปรุงแต่งภพภูมิใหม่ต่อไป และผู้ไม่ยึดตัณหาหรือทิฏฐิเป็นธงนำหน้าตนย่อมไม่ยกทิฏฐิใดขึ้นอวด
- หน้า ๑๑๗–๑๑๙ สุทธัฏฐกสุตตนิทเทส (ตอนที่ 3) - เครื่องผูก 4 และความไม่มีหวังในโลก อธิบายว่าผู้บรรลุธรรมไม่ประกาศทิฏฐิใดว่าเป็นความบริสุทธิ์แท้จริงถาวร (ไม่ถือลัทธิเที่ยง) จากนั้นอธิบาย "คันถะ" หรือเครื่องผูกกาย 4 ประการ คือความโลภอยากได้ของผู้อื่น ความพยาบาท ความยึดถือศีลพรตอย่างงมงาย และความยึดมั่นว่าความเห็นของตนเท่านั้นจริง ซึ่งเป็นเหตุให้สัตว์ยึดติดในภพชาติ พร้อมอุปมาการปลดเครื่องผูกนี้เหมือนการปลดแอกเกวียนหรือยานพาหนะ และสรุปว่าผู้หมดกิเลสแล้วย่อมไม่สร้างความหวัง (ตัณหา) ขึ้นในที่ใดๆ ทั้งภายในและภายนอก
- หน้า ๑๑๙–๑๒๑ สุทธัฏฐกสุตตนิทเทส (ตอนจบ) - พราหมณ์ผู้ล่วงพ้นแดนกิเลส 4 อธิบายว่าพระอรหันต์คือ "ผู้ล่วงพ้นแดน (สีมา) 4 ชั้น" ได้แก่ กิเลสหยาบเช่นสักกายทิฏฐิและวิจิกิจฉา, กามราคะและปฏิฆะอย่างหยาบ, กามราคะและปฏิฆะอย่างละเอียด, และกิเลสละเอียดที่สุดคือรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา ซึ่งอริยมรรคทั้ง 4 ตัดขาดได้ตามลำดับ จากนั้นอธิบายว่าท่านไม่ยินดีติดใจในกามคุณ และก็ไม่ติดใจแม้ในความสงบของฌานสมาบัติ จึงไม่มีสิ่งใดที่ท่านยึดถือไว้เป็นความเห็นสูงสุดของตนอีกต่อไป จบการอธิบายสุทธัฏฐกสุตตนิทเทสซึ่งเป็นสูตรที่ 4
- หน้า ๑๒๒–๑๒๔ เริ่มปรมัฏฐกสุตตนิทเทส (สูตรที่ 5) - ผู้ยึดถือทิฏฐิว่าสูงสุด เริ่มอธิบายคาถาแรกของปรมัฏฐกสุตตนิทเทส ว่าสมณพราหมณ์บางพวกยึดถือทิฏฐิใดทิฏฐิหนึ่งในบรรดาทิฏฐิ 62 ว่าเป็นเลิศประเสริฐสุด แล้วอยู่อาศัยวนเวียนอยู่ในทิฏฐินั้นดุจคนอยู่ในบ้านของตน ยกศาสดา คำสอน หมู่คณะ ทิฏฐิ ข้อปฏิบัติ และมรรคของตนขึ้นเป็นเลิศ พร้อมตำหนิลัทธิอื่นทั้งหมดว่าต่ำทรามไม่บริสุทธิ์ จึงเป็นเหตุให้ไม่อาจก้าวล่วงพ้นการทะเลาะวิวาทกันด้วยเรื่องทิฏฐิได้
- หน้า ๑๒๔–๑๒๘ อานิสงส์แห่งทิฏฐิ และเครื่องผูกแห่งการดูหมิ่นผู้อื่น อธิบายว่าผู้ยึดทิฏฐิย่อมเห็น "อานิสงส์" สองอย่างจากทิฏฐิของตน คืออานิสงส์ในปัจจุบัน (ได้รับความเคารพนับถือ ลาภสักการะจากผู้มีความเห็นเดียวกัน) และอานิสงส์ในภพหน้า (หวังไปเกิดเป็นนาค ครุฑ ยักษ์ เทพ พรหม หรือหวังความบริสุทธิ์หลุดพ้นด้วยทิฏฐินั้น) เมื่อยึดถือเช่นนี้ย่อมเห็นลัทธิอื่นทั้งปวงว่าต่ำทรามกว่าตน แต่ผู้ฉลาดในธรรมกลับชี้ว่าการยึดติดเช่นนี้เองคือ "เครื่องผูก" เพราะผู้ใดอาศัยทิฏฐิหรือข้อปฏิบัติใดเป็นที่พึ่งสูงสุด ย่อมเห็นผู้อื่นด้อยกว่าตนเสมอ ภิกษุจึงไม่ควรอาศัยสิ่งที่เพียงเห็น ได้ยิน หรือรู้
- หน้า ๑๒๘–๑๒๙ ไม่ปรุงแต่งทิฏฐิ และไม่เปรียบเทียบตนกับผู้อื่น สอนว่าไม่ควรปรุงแต่งทิฏฐิใดๆ ขึ้นในโลกไม่ว่าจะอาศัยญาณจากสมาบัติ อภิญญา หรือศีลพรตเป็นฐาน และไม่ควรเอาตนไปเปรียบเทียบว่าเสมอ ด้อยกว่า หรือเหนือกว่าผู้อื่น โดยอาศัยชาติกำเนิด ตระกูล ทรัพย์ การศึกษา ปฏิภาณ หรือคุณสมบัติอื่นใดเป็นเกณฑ์ เพราะความคิดเปรียบเทียบตนกับผู้อื่นล้วนเป็นรากฐานของมานะและการยึดติด
- หน้า ๑๒๙–๑๓๔ ละอัตตา ไม่เอนเอียงเข้าข้างฝ่ายใด ไม่มีที่พึ่งอิงทั้งสองสุดโต่ง อธิบายผู้ละทิฏฐิว่าเป็นอัตตาและไม่ยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทาน 4 ไม่สร้างที่พึ่งพิงแม้ในญาณจากสมาบัติหรืออภิญญา จึงไม่แบ่งฝักฝ่ายเข้ากับกลุ่มความเห็นใดในหมู่ผู้แตกแยกกันด้วยฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ภยาคติ และไม่หวนกลับไปยึดทิฏฐิใดๆ อีก จากนั้นอธิบายว่าท่านไม่มีตัณหาผูกพันอยู่ที่ "สุดโต่ง" ทั้งสองด้าน ไม่ว่าอดีต-อนาคต ผัสสะ-เหตุเกิดผัสสะ สุข-ทุกขเวทนา นาม-รูป อายตนะภายใน-ภายนอก หรือสักกายะ-เหตุเกิดสักกายะ เพื่อความเกิดในภพใดภพหนึ่งอีก และไม่มีแม้ความสำคัญมั่นหมายอย่างละเอียดที่สุดในสิ่งที่เห็น ได้ยิ
- หน้า ๑๓๔–๑๔๐ จบปรมัฏฐกสุตตนิทเทส - ไม่ยึดกัปปะ พราหมณ์แท้คือผู้ถึงฝั่ง (ตาที) อธิบายว่าพระอรหันต์ละกัปปะทั้งโดยตัณหาและโดยทิฏฐิ (รวมถึงทิฏฐิ 62 อย่าง เช่น สัสสตทิฏฐิ อุจเฉททิฏฐิ) จึงไม่ยึดหลักคำสอนใดเป็นธงนำหน้าตนอีก และไม่ใช่จะเป็นพราหมณ์แท้เพียงเพราะมีศีลพรตภายนอก แต่ต้องเป็นผู้ "ถึงฝั่ง" คือบรรลุนิพพานและไม่หวนกลับไปหากิเลสที่มรรคทั้ง 4 ตัดขาดแล้วอีก จากนั้นขยายความคำว่า "ตาที" (ผู้คงที่) ว่าคือพระอรหันต์ผู้ไม่หวั่นไหวไม่ว่าได้ลาภหรือเสื่อมลาภ ยศหรือเสื่อมยศ นินทาหรือสรรเสริญ สุขหรือทุกข์ สละกิเลสทั้งปวง ข้ามโอฆะทั้ง 4 ได้แล้ว จิตหลุดพ้นเด็ดขาด และถูกเรียกขานตามคุณธรรม
- หน้า ๑๔๑–๑๔๖ เริ่มชราสุตตนิทเทส (สูตรที่ 6) - ชีวิตอันน้อยนิดและความตายที่มาถึงได้ทุกเมื่อ เริ่มอธิบายชราสุตตนิทเทสด้วยคาถาว่าชีวิตนี้น้อยนิดนัก โดยชี้ว่าชีวิตสั้นได้สองนัย คือสั้นโดยระยะเวลา เพราะสัตว์มีชีวิตอยู่จริงเพียงชั่วขณะจิตเดียวเท่านั้น และสั้นโดยเหตุปัจจัย เพราะชีวิตต้องอาศัยลมหายใจ ธาตุ 4 ไออุ่น อาหาร และวิญญาณ ซึ่งล้วนอ่อนแอเกื้อกูลกันไม่ได้จริง พร้อมเทียบว่าอายุมนุษย์แสนสั้นเมื่อเทียบกับอายุเทวดาชั้นต่างๆ แล้วอธิบายว่าความตายอาจเกิดขึ้นได้ในทุกช่วงวัยตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึงวัยชรา แม้ผู้มีอายุยืนเกินร้อยปีก็ต้องตายด้วยชราในที่สุด เหมือนผลไม้สุกที่พร้อมหล่นได้ทุกเมื่อ ไม่มีใครแ
- หน้า ๑๔๖–๑๔๘ ความโศกเพราะยึดถือว่าเป็นของเรา และการสละเหย้าเรือน อธิบายว่าคนทั้งหลายพากันโศกเศร้าเพราะความยึดถือมั่นหมายว่า "ของเรา" (ทั้งโดยตัณหาและโดยทิฏฐิ) ไม่ว่าจะเป็นเพียงความหวาดระแวงว่าจะสูญเสีย กำลังสูญเสีย หรือสูญเสียไปแล้ว เพราะแท้จริงไม่มีสิ่งใดที่ครอบครองไว้จะเที่ยงแท้ถาวรได้ พร้อมอ้างพุทธพจน์ที่ตรัสสอนพระอานนท์ว่าความพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งปวงเป็นธรรมดาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อเห็นความจริงข้อนี้แล้ว บัณฑิตจึงตัดเครื่องผูกพันทางบ้านเรือน ทั้งบุตรภรรยา ญาติมิตร และสมบัติ ออกบวชเป็นผู้ไม่มีเรือน
- หน้า ๑๔๘–๑๕๑ ทรัพย์ละทิ้งเจ้าของก่อนตาย และผู้ไม่โน้มเอียงเพราะความยึดถือ อธิบายว่าสิ่งใดที่บุคคลสำคัญหมายว่าเป็น "ของเรา" ย่อมถูกละทิ้งไปเพราะความตายอย่างแน่นอน โดยยกภาษิตว่าทรัพย์สมบัติมักละทิ้งเจ้าของไปก่อนที่เจ้าของจะตายเสียอีก บัณฑิตผู้รู้เท่าทันโทษนี้จึงไม่โน้มเอียงหรือหมกมุ่นอยู่กับความยึดถือว่า "ของเรา" จากนั้นอธิบายความหมายของ "ผู้จงรักภักดีแท้" (มามกะ) ต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่ามิใช่วัดกันที่การอวดอ้าง แต่วัดที่ความไม่มีมารยา ไม่โอ้อวด มีสติมั่นคง ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสแยกแยะภิกษุแท้จากภิกษุจอมปลอมไว้
- หน้า ๑๕๑–๑๕๔ อุปมาคนตื่นจากฝัน: ผู้ตายเหลือเพียงชื่อ ใช้อุปมาว่าเหมือนคนตื่นจากความฝันย่อมไม่เห็นสิ่งที่ปรากฏในฝันอีก คนที่ตายจากไปแล้วก็ไม่มีใครได้พบเห็นคนที่ตนรักได้อีกเช่นกัน ไม่ว่าบิดามารดา พี่น้อง บุตรธิดา หรือมิตรสหาย และขยายความว่าแม้คนที่เราเคยเห็นเคยรู้จักชื่อเสียงมาก่อน เมื่อตายไปแล้วขันธ์ทั้งหมด (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ก็ดับสูญไปหมดสิ้น เหลือไว้เพียง "ชื่อ" ที่ยังเรียกขานถึงกันได้เท่านั้น
- หน้า ๑๕๔–๑๕๗ โศก ปริเทวะ ความตระหนี่ไม่อาจละได้เพราะยึดติด และภิกษุผู้หดจิตจากอารมณ์ อธิบายว่าผู้ยังโลภยึดติดในสิ่งที่หวงแหนว่าเป็นของเรา ย่อมไม่อาจละความโศกเศร้า ความคร่ำครวญ และความตระหนี่ (ในที่อยู่ ตระกูล ลาภ วรรณะ และธรรม) ไปได้เลย ไม่ว่าเมื่อเพียงหวาดระแวง กำลังสูญเสีย หรือสูญเสียไปแล้ว ด้วยเหตุนี้มุนีทั้งหลายผู้เห็นโทษดังกล่าวจึงสละความยึดถือครอบครองเสีย ดำเนินชีวิตอยู่อย่างผู้เห็นแล้วซึ่งความปลอดภัย (นิพพาน) จากนั้นอธิบายว่าภิกษุผู้ฝึกฝนแล้วย่อมหดจิตกลับจากอารมณ์ทางทวารทั้ง 6 ทันทีที่กระทบ ดุจขนไก่หรือเอ็นที่ถูกไฟลนย่อมหดตัวโดยพลัน และเสพอาสนะอันสงัดจากอารมณ์ที่ไม่สบาย ค
- หน้า ๑๕๗–๑๖๕ มุนีผู้ไม่พึ่งพิงสิ่งใด อุปมาน้ำไม่ติดใบบัว (ยังไม่จบในช่วงหน้านี้) อธิบายว่ามุนีไม่ยึดพึ่งพิงสิ่งใดในอายตนะทั้ง 12 เลย จึงไม่ยินดีกับสิ่งที่น่ารักและไม่ยินร้ายกับสิ่งที่ไม่น่ารัก ความโศกเศร้าและความตระหนี่จึงไม่แปดเปื้อนท่าน เปรียบเหมือนหยาดน้ำที่ไม่อาจติดอยู่บนใบบัวหรือดอกบัวได้ฉันใด ท่านก็ไม่ถูกฉาบติดด้วยสิ่งที่เห็น ได้ยิน หรือรู้สึกฉันนั้น ตอนท้ายเริ่มอธิบายคำว่า "โธนะ" (ผู้ล้างกิเลสแล้วด้วยปัญญาที่ชำระกาย วาจา ใจ และกิเลสทั้งปวงให้หมดจด) ว่าเป็นผู้ไม่สำคัญตนด้วยสิ่งที่เห็น ได้ยิน หรือรู้สึกใดๆ และไม่แสวงหาความบริสุทธิ์จากที่อื่นนอกจากปัญญานี้ ซึ่งเนื้อหาส่ว
- หน้า ๑๖๖–๑๖๘ ฉัฏฐสุตตนิทเทส: ชราสุตตนิทเทส (ตอนจบ) - ผู้บริสุทธิ์ (โธโน) ไม่ยึดถือสิ่งที่เห็น ได้ยิน รู้สึก ส่วนนี้เป็นตอนจบของนิทเทสแห่งชราสูตร (สูตรที่ 6) ซึ่งเริ่มต้นมาก่อนหน้าช่วงหน้านี้ อธิบายต่อคำว่า "โธโน" (ผู้ล้างบาปแล้ว คือพระอรหันต์) ว่าเป็นผู้ที่อริยมรรคมีองค์แปดได้ชำระกิเลสและอกุศลทั้งปวงออกไปหมดสิ้น จากนั้นอธิบายคาถาสรุปสามข้อ คือ ผู้บริสุทธิ์แล้วย่อมไม่สำคัญตนด้วยสิ่งที่ตนเห็น ได้ยิน หรือรู้สึกสัมผัส (ไม่ยึดถือว่า "เรามี" "เราจะเป็น" ตามพุทธพจน์ว่าความสำคัญตนเป็นดุจโรคและลูกศร) ไม่แสวงหาความบริสุทธิ์จากทางอื่นนอกจากมรรคนี้ และไม่กำหนัดยินดีหรือขัดเคืองเพราะสิ้นราคะโทสะโมหะแล้ว จบชราสุตตน
- หน้า ๑๖๙–๑๗๒ สัตตมสุตตนิทเทส: ติสสเมตเตยยสุตตนิทเทส ตอนที่ 1 - คำถามของพระติสสเมตเตยยเถระเรื่องวิเวก เริ่มต้นนิทเทสแห่งติสสเมตเตยยสูตร (สูตรที่ 7) พระติสสเมตเตยยเถระทูลถามพระผู้มีพระภาคถึงความทุกข์เดือดร้อนของผู้ประกอบเมถุนธรรม โดยขอฟังคำสอนเรื่องวิเวกเพื่อจะได้ศึกษาปฏิบัติ คำอธิบายชี้ว่าเมถุนธรรมคือความสัมพันธ์ทางกามระหว่างคนสองฝ่ายที่กำหนัดยินดีต่อกัน อันเป็นธรรมของอสัตบุรุษที่ไม่ควรเสพ และอธิบายวิเวกสามอย่างคือ กายวิเวก (สงัดกาย) จิตตวิเวก (สงัดจิตจากนิวรณ์และกิเลสตามระดับฌานและมรรคผล) และอุปธิวิเวก (นิพพาน อันเป็นความสงบจากกิเลส ขันธ์ และอภิสังขารโดยสิ้นเชิง)
- หน้า ๑๗๓–๑๗๖ ติสสเมตเตยยสุตตนิทเทส ตอนที่ 2 - พระพุทธดำรัสตอบว่าผู้เสพเมถุนธรรมย่อมหลงลืมคำสอน พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ผู้ประกอบเมถุนธรรมย่อมทำให้คำสอน (สาสนะ) ทั้งด้านปริยัติและปฏิบัติเลือนหายไป และย่อมปฏิบัติผิด เช่น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม เป็นต้น ซึ่งเป็นความประพฤติของอนารยชน ในช่วงนี้มีการอธิบายความหมายของคำว่า "ภควา" อย่างพิสดารด้วยนิรุกติศาสตร์หลายนัย (ผู้หักราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ ฯลฯ ผู้เป็นเจ้าของแห่งรสแห่งอรรถและธรรม ผู้ถึงพร้อมด้วยฌานสมาบัติและพลธรรมทั้งปวง) แสดงถึงคุณสมบัติอันสมบูรณ์ของพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นแบบอย่างตรงข้ามกับผู้เสื่อมจากคำสอน
- หน้า ๑๗๖–๑๘๒ ติสสเมตเตยยสุตตนิทเทส ตอนที่ 3 - อุปมายานพยศ ผู้เวียนกลับเสียชื่อเสียงที่เคยมี อธิบายว่าผู้ที่เคยประพฤติพรหมจรรย์อยู่คนเดียว (ทั้งโดยการบวชและโดยการปลีกตัวอยู่ป่า) แต่ภายหลังกลับไปเสพเมถุนธรรม ย่อมเป็นเหมือนยานพาหนะที่พยศไม่ได้รับการฝึกฝน วิ่งออกนอกทาง ชนหลักตอ พังยาน และตกเหว เปรียบได้กับผู้หลงทางไปยึดมิจฉาทิฏฐิและประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจ จนตกไปสู่อบาย ท่านเรียกบุคคลเช่นนี้ว่าเป็น "ปุถุชนที่เลว" จากนั้นอธิบายต่อว่า ยศและเกียรติคุณที่เคยมีในสมณเพศ (ความเป็นผู้ได้รับความเคารพ มีความรู้ มีฌานสมาบัติ) ย่อมเสื่อมไปเมื่อเวียนกลับสู่เพศคฤหัสถ์เพราะเมถุนธรรม เห็นโทษนี้แล้วจึงค
- หน้า ๑๘๒–๑๘๙ ติสสเมตเตยยสุตตนิทเทส ตอนที่ 4 - ความกระวนกระวายใจและภัยของผู้เวียนกลับ ผู้ที่ถูกความดำริ (กาม พยาบาท เบียดเบียน ทิฏฐิ) ครอบงำย่อมซบเซาเศร้าหมองดุจคนยากไร้ เมื่อถูกเพื่อนสหธรรมิกตำหนิก็ยิ่งอับอาย และเมื่อถูกซักถามก็มักกล่าวมุสาแก้ตัว (อ้างว่าต้องสึกไปเลี้ยงดูบิดามารดาญาติมิตร) ซึ่งเป็นบ่วงใหญ่คือการจงใจพูดเท็จ ท่านอธิบายลักษณะมุสาวาทไว้อย่างละเอียด แม้จะเคยได้รับการยกย่องว่าเป็นบัณฑิตผู้ตั้งมั่นในเอกจริยา แต่เมื่อยังเสพเมถุนธรรมก็ยังต้องเดือดร้อนดุจคนโง่เขลา ทั้งอาจถูกลงราชทัณฑ์ต่างๆ หรือต้องเสี่ยงภัยเดินทางค้าขายทางทะเลด้วยอำนาจตัณหาในโภคทรัพย์ ประสบทุกข์ทั้งจากการ
- หน้า ๑๘๙–๑๙๕ ติสสเมตเตยยสุตตนิทเทส ตอนที่ 5 (จบ) - คำเตือนให้ตั้งมั่นในวิเวก ใกล้พระนิพพาน เมื่อเห็นโทษความเสื่อมทั้งในอดีตและอนาคตดังกล่าวแล้ว มุนีพึงทำเอกจริยาให้มั่นคง ไม่พึงเสพเมถุนธรรม พึงศึกษาเฉพาะวิเวกอันเป็นภาวะสูงสุดของพระอริยะ แต่ไม่พึงถือตัวว่าประเสริฐกว่าผู้อื่นเพราะวิเวกนั้น เพราะผู้ที่ปฏิบัติเช่นนั้นแลชื่อว่าอยู่ใกล้พระนิพพานอย่างแท้จริง ส่วนมุนีผู้ว่างจากกิเลส ไม่เยื่อใยในกาม ข้ามพ้นโอฆะแล้ว ย่อมเป็นที่ปรารถนา (อยากเป็นอย่าง) ของหมู่สัตว์ผู้ยังติดข้องในกามอยู่ เปรียบดังลูกหนี้ปรารถนาความไม่มีหนี้ คนไข้ปรารถนาหายโรค นักโทษปรารถนาพ้นพันธนาการ จบติสสเมตเตยยสุตตนิทเทสที่ 7
- หน้า ๑๙๖–๑๙๘ อัฏฐมสุตตนิทเทส: ปสูรสุตตนิทเทส ตอนที่ 1 - ลัทธิต่างๆ ต่างอวดอ้างความบริสุทธิ์เฉพาะของตน เริ่มต้นนิทเทสแห่งปสูรสูตร (สูตรที่ 8) อธิบายว่าเจ้าลัทธิต่างๆ ต่างประกาศว่าความบริสุทธิ์หลุดพ้นมีอยู่เฉพาะในธรรมของตนเท่านั้น (พร้อมยกทิฏฐิ 10 ประการ เช่น โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง เป็นต้น) และปฏิเสธว่าไม่มีความบริสุทธิ์ในธรรมของผู้อื่นเลย แต่ละคนยึดมั่นอยู่ในศาสดา คำสอน หมู่คณะ ทิฏฐิ และข้อปฏิบัติของตนอย่างเหนียวแน่น ต่างฝ่ายต่างตั้งอยู่ในสัจจะเฉพาะตัวของตนเป็นจำนวนมาก อันเป็นที่มาของการวิวาทกัน
- หน้า ๑๙๙–๒๐๒ ปสูรสุตตนิทเทส ตอนที่ 2 - ความหวาดหวั่นในการโต้วาทะและความอับอายเมื่อพ่ายแพ้ อธิบายว่าเจ้าลัทธิเหล่านั้นปรารถนาการโต้วาทะ เข้าสู่ที่ประชุมเพื่อยกตนข่มผู้อื่นว่าเป็นคนโง่ กล่าวถ้อยคำแข่งขันกันด้วยหวังคำสรรเสริญและชื่อว่าเป็นบัณฑิต ผู้ที่ผูกพันกับการโต้วาทะในท่ามกลางบริษัทย่อมกระวนกระวายใจตั้งแต่ก่อนโต้วาทะด้วยความกลัวแพ้กลัวชนะ และเมื่อถูกผู้ตัดสิน (ผู้พิจารณาปัญหา) ชี้ว่าพ่ายแพ้ ก็ย่อมเศร้าโศกคร่ำครวญหาข้อบกพร่องของฝ่ายตรงข้าม กล่าวโทษว่าผู้อื่นเอาชนะตนไป
- หน้า ๒๐๓–๒๐๘ ปสูรสุตตนิทเทส ตอนที่ 3 - วัฏจักรแพ้ชนะในหมู่สมณะ และภัยแม้แต่ในความชนะ การวิวาทเหล่านี้เกิดขึ้นในหมู่สมณะ (นอกพระศาสนา) ก่อให้เกิดความยินดียินร้ายสลับกันไปตามแพ้-ชนะ ได้-เสีย มีชื่อเสียง-เสื่อมชื่อเสียง สรรเสริญ-นินทา เห็นโทษนี้แล้วบัณฑิตพึงงดเว้นจากถ้อยคำวิวาท เพราะนอกจากคำสรรเสริญแล้วไม่มีประโยชน์อื่นใดเลย ยิ่งไปกว่านั้น แม้ผู้ที่ได้รับการสรรเสริญและชนะการโต้วาทะ ก็ยังเกิดความลำพองใจกำเริบขึ้นในตน ซึ่งความลำพองนั้นเองกลับกลายเป็นภูมิแห่งความพินาศของตนต่อไป ดังนั้นบัณฑิตทั้งหลายจึงไม่กล่าวว่าความบริสุทธิ์เกิดจากการเอาชนะในวาทะ
- หน้า ๒๐๙–๒๑๒ ปสูรสุตตนิทเทส ตอนที่ 4 - ปสูรปริพาชกไม่มีคู่ต่อสู้ให้ท้าทาย เพราะกิเลสถูกทำลายสิ้นแล้ว เปรียบพระผู้มีพระภาคดุจนักรบผู้เก่งกล้าที่ท้าทายหาคู่ต่อสู้ แต่ทรงตรัสว่าไม่มีข้าศึกให้ปสูรปริพาชกท้ารบเลย เพราะกิเลสอันเป็นข้าศึกของพระองค์ถูกทำลายไปหมดแล้วตั้งแต่ตรัสรู้ ณ โคนต้นโพธิ์ ผู้ที่ยึดถือทิฏฐิใดทิฏฐิหนึ่งในทิฏฐิ 62 แล้ววิวาทอ้างว่านี่เท่านั้นเป็นความจริง ก็ถูกท้าให้ไปพูดกับพระขีณาสพเหล่านั้นเองว่าไม่มีสิ่งใดจะโต้แย้งได้ เพราะพระอรหันต์ผู้ปราบเสนามารได้แล้วย่อมอยู่โดยไม่มีทิฏฐิขัดแย้งกับทิฏฐิใดเลย ปสูรจะได้ประโยชน์อันใดจากท่านเหล่านั้น ในเมื่อท่านไม่มีสิ่งใดที่ยึดถือว่าสูงสุดอีกแล้ว
- หน้า ๒๑๓–๒๑๙ ปสูรสุตตนิทเทส ตอนที่ 5 (จบ) - ปสูรไม่อาจสู้กับพระปัญญาญาณอันไม่มีที่สุดของพระพุทธเจ้า ปสูรปริพาชกได้ใช้ความตรึกนึกคิดพิจารณาทิฏฐิต่างๆ มาท้าประลองกับพระผู้มีพระภาคผู้ทรงเป็น "โธนะ" (ผู้บริสุทธิ์) แต่ไม่มีทางเอาชนะได้ เปรียบดังกระต่ายท้าช้าง สุนัขจิ้งจอกท้าสิงห์ คนจัณฑาลท้าพระเจ้าจักรพรรดิ ส่วนนี้พรรณนาพระปัญญาคุณของพระพุทธเจ้าอย่างพิสดารว่าทรงหยั่งรู้ธรรมทั้งปวงทั้งอดีตอนาคตปัจจุบันโดยไม่มีอะไรที่พระองค์ไม่ทรงรู้ไม่ทรงเห็น พระญาณของพระองค์ครอบคลุมสรรพสัตว์และธรรมทั้งปวงประดุจมหาสมุทรที่ปลาทุกชนิดว่ายวนอยู่ภายใน แม้บัณฑิตผู้เชี่ยวชาญในลัทธิต่างๆ เมื่อนำปัญหามาทูลถามก็ล้วนถูกพระองค
- หน้า ๒๒๐ นวมสุตตนิทเทส: มาคันทิยสุตตนิทเทส (เริ่มต้น) - เมื่อเห็นธิดามารก็มิได้เกิดความกำหนัดในกาม เริ่มต้นนิทเทสแห่งมาคันทิยสูตร (สูตรที่ 9) ซึ่งยังคงดำเนินต่อไปเกินขอบเขตหน้าที่แสดงในที่นี้ คาถาแรกกล่าวถึงพระผู้มีพระภาคตรัสว่า เมื่อทรงเห็นธิดามาร คือ ตัณหา อรดี และราคา มาประเล้าประโลม ก็มิได้เกิดความพอใจแม้แต่ในการเสพเมถุนเลย และทรงตั้งคำถามเชิงเปรียบเทียบว่า ร่างกายนี้อันเต็มไปด้วยมูตรและคูถ ประกอบด้วยกระดูก เอ็น เลือด เนื้อ หนังหุ้มห่อไว้ ไหลเยิ้มด้วยของโสโครก ใครเล่าจะปรารถนาแม้แต่จะใช้เท้าแตะต้อง ไม่ต้องพูดถึงการอยู่ร่วมหรือสมสู่ด้วย
- หน้า ๒๒๑–๒๒๔ มาคันทิยสุตตนิทเทส (ตอนที่ 1) — พระผู้มีพระภาคไม่ยึดถือทิฏฐิใด ต่อเนื่องจากตอนก่อนหน้า มาคันทิยพราหมณ์เสนอนางงามและถามพระพุทธเจ้าถึงทัศนะเรื่องภพหน้า พระองค์ตรัสตอบว่าพระองค์ไม่ยึดถือหรือประกาศความเห็นใดในทิฏฐิ ๖๒ ประการว่าเป็นความจริง เพราะทรงเห็นโทษของการยึดทิฏฐิ (นำมาซึ่งความทุกข์ ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน) จึงไม่จับฉวยทิฏฐิใดเป็นสรณะ แต่พิจารณาเห็นความสงบภายในจากราคะ โทสะ โมหะ และกิเลสทั้งปวงด้วยปัญญา
- หน้า ๒๒๔–๒๒๖ มาคันทิยสุตตนิทเทส (ตอนที่ 2) — คำถามว่าอะไรคือมาตรฐานความหลุดพ้น มาคันทิยพราหมณ์แย้งว่า หากพระองค์ไม่ยอมรับทิฏฐิใดเป็นความจริงเลย เหล่านักปราชญ์จะประกาศความสงบภายในเช่นนั้นได้อย่างไร คำถามนี้สะท้อนความสับสนของผู้ที่คิดว่าความจริงต้องยึดอยู่กับหลักการหรือทฤษฎีอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ
- หน้า ๒๒๖–๒๓๐ มาคันทิยสุตตนิทเทส (ตอนที่ 3) — ความบริสุทธิ์ไม่ได้มาจากทิฏฐิ การฟัง ญาณ ศีลและวัตรเพียงอย่างเดียว พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าความบริสุทธิ์หลุดพ้นไม่ได้เกิดจากการยึดทิฏฐิ การได้ยินได้ฟัง ความรู้ หรือศีลและวัตรเพียงลำพัง แต่ก็มิใช่จะปฏิเสธสิ่งเหล่านี้โดยสิ้นเชิงเช่นกัน เพราะสิ่งเหล่านี้ยังเป็นองค์ประกอบที่จำเป็นสำหรับการบรรลุความสงบภายใน ทว่าผู้บรรลุจริงคือผู้ที่สลัดความยึดมั่นในสิ่งเหล่านั้นทั้งหมดออก ดำรงอยู่โดยไม่พึ่งพาตัณหาและทิฏฐิ ไม่ปรารถนาแม้แต่ภพใหม่
- หน้า ๒๓๐–๒๓๒ มาคันทิยสุตตนิทเทส (ตอนที่ 4) — มาคันทิยติเตียนว่าคำสอนนี้คือความหลง มาคันทิยพราหมณ์แย้งว่า ถ้าความบริสุทธิ์ไม่ได้มาจากทิฏฐิ การฟัง ญาณ ศีลและวัตร เขาก็เห็นว่าคำสอนนี้เป็นเรื่องเขลาหลง เพราะสมณพราหมณ์จำนวนมากในโลกล้วนสอนว่าความบริสุทธิ์เกิดขึ้นได้ด้วยการยึดถือทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่ง
- หน้า ๒๓๒–๒๓๔ มาคันทิยสุตตนิทเทส (ตอนที่ 5) — ตัวคำถามของมาคันทิยเองก็อาศัยทิฏฐิ พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่าการที่มาคันทิยถามซ้ำๆ โดยอาศัยทิฏฐิที่ตนยึดถืออยู่นั้น แสดงว่าตัวเขาเองกำลังหลงอยู่ในทิฏฐิที่ยึดมั่นอยู่แล้ว จึงไม่อาจเห็นแม้แต่เค้าลางเล็กน้อยของความสงบภายในหรือหนทางปฏิบัติที่แท้จริงได้ เพราะเหตุนี้เขาจึงถูกกล่าวว่าตกอยู่ในความหลงงมงาย
- หน้า ๒๓๔–๒๓๕ มาคันทิยสุตตนิทเทส (ตอนที่ 6) — ผู้เสมอ ผู้ยิ่ง ผู้ต่ำ คือรากของการวิวาท คาถานี้ชี้ว่าผู้ที่ยึดถือความรู้สึกว่าตนเสมอ เหนือกว่า หรือด้อยกว่าผู้อื่น (มานะ ๓ อย่าง) นั่นเองคือผู้ที่จะโต้เถียงวิวาทกับผู้อื่น ส่วนผู้ที่ตัดมานะทั้งสามนี้ได้ขาดแล้วย่อมไม่หวั่นไหวและไม่มีความคิดเปรียบเทียบตนกับผู้ใดอีก
- หน้า ๒๓๕–๒๓๗ มาคันทิยสุตตนิทเทส (ตอนที่ 7) — พราหมณ์แท้ไม่มีอะไรให้ยืนยันว่าจริงหรือเท็จ คาถาอธิบายว่าพราหมณ์ (พระอรหันต์) ผู้ไม่มีความยึดติดใดๆ ย่อมไม่มีสิ่งใดที่ต้องยืนยันว่าเป็นจริงหรือเป็นเท็จ และไม่มีความรู้สึกว่าตนเสมอหรือต่างจากผู้อื่น เมื่อไม่มีฐานสำหรับการเปรียบเทียบเช่นนี้ จึงไม่มีเหตุที่จะต้องโต้แย้งวิวาทกับผู้ใดเลย
- หน้า ๒๓๗–๒๔๑ มาคันทิยสุตตนิทเทส (ตอนที่ 8) — คาถาปิดท้ายและเรื่องพระมหากัจจานะอธิบายแก่หาลิททกานิคหบดี คาถาสรุปกล่าวถึงมุนีผู้ละที่อยู่อาศัย (โอกะ) เที่ยวไปโดยไม่ยึดที่พำนักถาวร ไม่สร้างความผูกพันในกาม ปราศจากความกำหนัด ไม่ยกตนข่มท่าน จึงไม่มีเหตุวิวาทกับผู้ใด จากนั้นเป็นเรื่องเล่าที่หาลิททกานิคหบดีไปหาพระมหากัจจานะให้อธิบายคาถานี้โดยพิสดาร ท่านอธิบายผ่านคำว่า "โอกสารี" และ "นิเกตสารี" ว่าหมายถึงความติดข้องในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และในนิมิตของอารมณ์ทั้งหก ผู้ใดละความติดข้องนี้ได้จึงชื่อว่าไม่มีที่อยู่ในทางใจอีกต่อไป
- หน้า ๒๔๑–๒๔๕ มาคันทิยสุตตนิทเทส (ตอนที่ 9) — อุปมาดั่งบัวที่ไม่เปื้อนน้ำและโคลนตม คาถานี้เปรียบมุนีผู้ไม่ยึดทิฏฐิใดๆ กับ "นาค" ผู้ไม่ทำบาป ไม่หวนไปสู่ทางแห่งฉันทาคติหรือกิเลสที่ละแล้ว และไม่หวนคืนสู่กิเลสที่ตัดขาดด้วยมรรคทั้งสี่ เปรียบดั่งดอกบัวที่เกิดในน้ำและมีหนามแต่ไม่เปื้อนน้ำหรือโคลนตม มุนีผู้กล่าวสันติวาทจึงไม่กำหนัดและไม่แปดเปื้อนทั้งในกามและในโลก
- หน้า ๒๔๕–๒๔๗ มาคันทิยสุตตนิทเทส (ตอนที่ 10) — เวทคูผู้ไม่ถูกนำไปด้วยทิฏฐิ ความเห็น กรรม หรือการฟัง คาถาอธิบายว่าผู้ถึงที่สุดแห่งเวท (เวทคู) คือผู้ที่ตัดทิฏฐิ ๖๒ ประการได้ขาดแล้วด้วยมรรคญาณทั้งสี่ จึงไม่ถูกชักนำโดยทิฏฐิ ความเห็นส่วนตัว มานะ กรรมดีกรรมชั่ว หรือแม้แต่ชื่อเสียงจากการได้ยินได้ฟัง เพราะตัณหาและทิฏฐิอันเป็นเหตุแห่งความยึดติดถูกถอนรากถอนโคนแล้วโดยสิ้นเชิง
- หน้า ๒๔๘–๒๕๐ มาคันทิยสุตตนิทเทส (ตอนที่ 11, จบสูตร) — ผู้ยึดสัญญาและทิฏฐิย่อมกระทบกระทั่งกันในโลก คาถาปิดท้ายสูตรกล่าวว่า ผู้คลายจากสัญญาแล้วย่อมไม่มีเครื่องผูก ผู้หลุดพ้นด้วยปัญญาย่อมไม่มีความหลง ส่วนผู้ที่ยังยึดถือสัญญาและทิฏฐิย่อมเที่ยวกระทบกระทั่งวิวาทกันอยู่ในโลก คัมภีร์ยกตัวอย่างความขัดแย้งในสังคมทุกระดับ ตั้งแต่กษัตริย์จนถึงคนในครอบครัวเดียวกัน อันมีรากมาจากการยึดทิฏฐิ ก่อนจบด้วยโคลนคำว่า "นวโม มาคนฺทิยสุตฺตนิทฺเทโส นิฏฺฐิโต" อันเป็นการสิ้นสุดนิทเทสของสูตรที่ ๙
- หน้า ๒๕๑–๒๕๒ ปุราเภทสุตตนิทเทส (สูตรที่ ๑๐) — คำถามว่าผู้สงบมีความเห็นและศีลอย่างไร เริ่มต้นนิทเทสสูตรที่ ๑๐ ผู้ถาม (พระผู้ที่ทรงนิรมิตขึ้น) ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า บุคคลที่ได้ชื่อว่า "ผู้สงบ" (อุปสันตะ) นั้นมีความเห็นอย่างไร มีศีลอย่างไร คำถามนี้เป็นการถามถึงอธิปัญญา อธิศีล และอธิจิตของผู้บรรลุธรรมโดยตรง
- หน้า ๒๕๒–๒๕๖ ปุราเภทสุตตนิทเทส (ตอนที่ 2) — ผู้ปราศจากตัณหาก่อนกายแตก ไม่พึ่งพาทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าผู้ที่ปราศจากตัณหาก่อนกายแตกทำลาย คือผู้ไม่พึ่งพิงยึดติดกับสิ่งที่เคยเป็นมาในอดีต ไม่ถูกนับเนื่องหรือจัดเข้าพวกด้วยเหตุปัจจัยใดในปัจจุบัน และไม่มีความปรารถนาตั้งหน้าสู่ภาวะใดในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นความอยากมีรูปกาย เวทนา หรือแม้แต่ความปรารถนาจะไปเกิดเป็นเทวดา จึงชื่อว่าไม่มีการ "ตั้งตนไว้ข้างหน้า" ในกาลทั้งสาม
- หน้า ๒๕๗–๒๖๔ ปุราเภทสุตตนิทเทส (ตอนที่ 3) — ปราศจากความโกรธ ความกลัว การโอ้อวด ความรำคาญใจ พูดด้วยปัญญา ส่วนนี้อธิบายคุณสมบัติของผู้สงบทีละข้อ: ไม่มีความโกรธ (แจกแจงเหตุแห่งความโกรธ ๑๐ ประการและระดับความรุนแรงของโกรธ) ไม่หวาดกลัวแม้ขาดลาภยศหรือชื่อเสียง ไม่โอ้อวดคุณความดีของตน ไม่มีความรำคาญใจ (กุกกุจจะ) จากการนึกถึงกรรมที่ทำแล้วหรือยังไม่ได้ทำ พูดด้วยปัญญาอย่างรอบคอบ ไม่ฟุ้งซ่าน และสำรวมวาจาด้วยวจีสุจริตสี่ประการ กล่าวเฉพาะเรื่องที่เป็นกุศลสิบหัวข้อ เช่น มักน้อย สันโดษ วิเวก เป็นต้น
- หน้า ๒๖๔–๒๖๗ ปุราเภทสุตตนิทเทส (ตอนที่ 4) — ไม่ทะยานหาอนาคต ไม่โศกถึงอดีต เห็นผัสสะเป็นของว่าง คาถาต่อมาอธิบายว่าผู้สงบไม่มีความทะยานอยากในสิ่งที่จะได้ในอนาคต ไม่โศกเศร้าเมื่อสิ่งที่เคยมีในอดีตแปรผันไป และเห็นผัสสะทุกชนิด (ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ว่างเปล่าจากความเป็นตัวตนหรือของตน จึงไม่ถูกทิฏฐิ ๖๒ ประการชักนำหรือพัดพาไปอีก
- หน้า ๒๖๗–๒๗๕ ปุราเภทสุตตนิทเทส (ตอนที่ 5) — ผู้สงัดใจ ไม่หลอกลวง ไม่ริษยาตระหนี่ และ (ยังอธิบายค้างอยู่) ไม่คะนอง ส่วนนี้อธิบายคุณสมบัติต่อเนื่อง: ผู้สงัดจากราคะโทสะโมหะ (ปฏิลีนะ) ไม่หลอกลวง (อกุหกะ) ซึ่งขยายความผ่านการหลอกลวงสามแบบคือด้วยการรับปัจจัยสี่แบบเสแสร้งมักน้อย ด้วยอิริยาบถที่จัดฉาก และด้วยการพูดเลียบเคียงให้ผู้อื่นเลื่อมใส ไม่มีความอิจฉาริษยาและไม่ตระหนี่ (อธิบายความตระหนี่ห้าประการ) จากนั้นเริ่มอธิบายคำว่า "อัปปคัพภะ" (ไม่คะนอง) โดยแจกแจงความคะนองทางกาย (เช่น เบียดเสียดพระเถระในสงฆ์ ในหมู่คณะ ในโรงฉัน ในเรือนไฟ ที่ท่าน้ำ เมื่อเข้าละแวกบ้าน) และความคะนองทางวาจา ซึ่งเนื้อหาส่วนนี้ยังอธิบายค้างอยู่
- หน้า ๒๗๖–๒๗๙ ปุราเภทสุตตนิทเทส (ต่อ): อปฺปคพฺโภ อเชคุจฺโฉ เปสุเณยฺเย จ โน ยุโต เนื้อหาต่อเนื่องจากตอนก่อนหน้า อธิบายคุณสมบัติสามข้อสุดท้ายของบุคคลผู้สงบตามคาถา คือ ไม่คะนองกายวาจาใจด้วยการยกตนเทียบผู้อื่นในเรื่องชาติตระกูลหรือคุณธรรม (อปฺปคพฺโภ) ไม่มีความประพฤติน่ารังเกียจอันเกิดจากทุศีลหรือความโกรธง่าย (อเชคุจฺโฉ) และไม่พูดจาส่อเสียดยุยงให้แตกกัน ไม่ว่าจะด้วยหวังเป็นที่รักหรือหวังให้เขาแตกคอกัน (เปสุเณยฺเย จ โน ยุโต) จบด้วยการอ้างคาถาเต็มบทที่ประมวลคุณสมบัติทั้งหมดที่กล่าวมา
- หน้า ๒๗๙–๒๘๔ ปุราเภทสุตตนิทเทส: สาติเยสุ อนสฺสาวี - ไม่เชื่อผู้อื่นเพราะรู้เองแล้ว อธิบายคาถาว่าด้วยผู้ไม่ถูกกามคุณทั้งห้าพัดพาไป (สาติเยสุ อนสฺสาวี) ไม่ยกตนข่มผู้อื่น (อติมาเน จ โน ยุโต) เป็นผู้อ่อนโยนทั้งกายวาจาใจและมีปฏิภาณสามแบบคือรู้จากการเล่าเรียน จากการไต่ถาม และจากการบรรลุธรรม จุดเด่นคือการอธิบายว่าเหตุใดผู้บรรลุจึงไม่ต้องอาศัยศรัทธาในผู้อื่นอีกต่อไป โดยยกบทสนทนาระหว่างพระสารีบุตรกับพระพุทธเจ้ามาอ้างอิง ที่พระสารีบุตรกราบทูลว่าท่านไม่ได้เชื่อพระพุทธเจ้าด้วยศรัทธา แต่เพราะได้รู้เห็นสัจธรรมด้วยปัญญาของตนเองแล้ว
- หน้า ๒๘๔–๒๘๙ ปุราเภทสุตตนิทเทส: ลาภกมฺยา น สิกฺขติ - ไม่ศึกษาเพราะหวังลาภ ไม่ติดในรส อธิบายคาถาว่าด้วยภิกษุผู้ไม่ศึกษาพระสูตร วินัย หรืออภิธรรมเพื่อหวังลาภสักการะ แต่ศึกษาเพื่อการฝึกฝนขัดเกลาตนเอง ไม่โกรธเมื่อไม่ได้ลาภ และไม่ยึดติดในรสอาหารจนต้องเสาะแสวงหารสที่ถูกใจไม่รู้จบ ส่วนสำคัญคือคำอธิบายเรื่องการพิจารณาโดยแยบคายก่อนฉันอาหาร ว่าไม่ใช่เพื่อเล่น เพื่อเมา เพื่อประดับตกแต่ง แต่เพียงเพื่อการดำรงกายไว้ให้บำเพ็ญพรหมจรรย์ต่อไปได้ พร้อมอุปมาสามข้อคือทาแผลเพื่อรักษา ทาเพลาเกวียนเพื่อขนของ และกินเนื้อบุตรเพื่อข้ามทางกันดาร
- หน้า ๒๘๙–๒๙๓ ปุราเภทสุตตนิทเทส: อุเปกฺขโก สทา สโต - วางเฉยด้วยสติ ไม่ถือตนเสมอ สูง หรือต่ำกว่าใคร อธิบายคาถาว่าด้วยผู้มีอุเบกขาและสติกำกับอยู่เสมอในการรับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ยินดียินร้ายต่ออารมณ์ที่น่าพอใจหรือไม่น่าพอใจ พร้อมพรรณนาอย่างละเอียดถึงพระอรหันต์ผู้สำรวมอินทรีย์อย่างสมบูรณ์ ไม่ถูกราคะย้อมใจแม้จะประสบอารมณ์ใด แทรกด้วยคาถาเปรียบเทียบสัตว์พาหนะที่ฝึกดีกับบุคคลผู้ฝึกตนดีแล้วว่าประเสริฐกว่า ส่วนท้ายอธิบายว่าท่านไม่ถือตนว่าเสมอ สูงกว่า หรือต่ำกว่าผู้ใดด้วยชาติตระกูลหรือเหตุอื่นใด จึงไม่มีกิเลสเครื่องฟูใจเหลืออยู่
- หน้า ๒๙๓–๒๙๕ ปุราเภทสุตตนิทเทส: ยสฺส นิสฺสยตา นตฺถิ - ไม่มีที่พึ่งอาศัยคือตัณหาและทิฏฐิ อธิบายคาถาว่าด้วยพระขีณาสพผู้ไม่มีตัณหาและทิฏฐิเป็นที่พึ่งอาศัยอีกต่อไป เพราะรู้แจ้งธรรมทั้งปวงว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตนแล้วจึงไม่ยึดติดสิ่งใดในโลก ทั้งอายตนะภายในภายนอกและอารมณ์ทั้งหลาย และไม่มีตัณหาที่จะนำไปสู่ภพใหม่หรือความดับสูญอีก ไม่ว่าจะเป็นความอยากมีอยู่ต่อไป (ภวตัณหา) หรืออยากขาดสูญ (วิภวตัณหา)
- หน้า ๒๙๕–๒๙๗ ปุราเภทสุตตนิทเทส: ตํ พฺรูมิ อุปสนฺโต - ผู้สงบ ไม่เยื่อใยในกาม ข้ามพ้นตัณหาเครื่องซ่านไป อธิบายคาถาที่พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกบุคคลเช่นนี้ว่า "ผู้สงบแล้ว" เพราะไม่มีความเยื่อใยในกามทั้งวัตถุกามและกิเลสกาม ไม่มีเครื่องผูกรัดใจสี่ประการ (ความยึดถือทิฏฐิของตน ความอาฆาตในวาทะผู้อื่น ความถือมั่นศีลพรตผิด และความยึดมั่นว่าสิ่งนี้เท่านั้นจริง) และได้ข้ามพ้นตัณหาที่แผ่ซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ซึ่งเปรียบดังยางเหนียวที่แผ่ไปทั่วได้แล้ว
- หน้า ๒๙๗–๒๙๘ ปุราเภทสุตตนิทเทส: น ตสฺส ปุตฺตา ปสโว - ไม่มีบุตร ไม่มีของหวงแหน ไม่มีอัตตาหรือนิรัตตา อธิบายคาถาว่าผู้เช่นนี้ไม่มีความยึดถือครอบครองบุตร สัตว์เลี้ยง นาไร่ และที่ดินอีกต่อไป และไม่มีความยึดถือว่ามีตัวตนเที่ยงแท้ (สัสสตทิฏฐิ) หรือว่าตัวตนขาดสูญ (อุจเฉททิฏฐิ) เพราะท่านล่วงพ้นทั้งการยึดถือและการปล่อยวางแล้วโดยสิ้นเชิง ไม่มีภพใหม่อีกต่อไป
- หน้า ๒๙๘–๓๐๐ ปุราเภทสุตตนิทเทส: เยน วชฺชุํ ปุถุชฺชนา - ไม่หวั่นไหวต่อคำติเตียนเพราะไม่มีสิ่งใดเป็นเบื้องหน้า อธิบายว่าปุถุชนและสมณพราหมณ์ทั้งหลายกล่าวโทษหรือตัดสินผู้อื่นด้วยแรงราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ หรือความฟุ้งซ่านสงสัยของตน แต่พระขีณาสพไม่มีตัณหาหรือทิฏฐิเป็นธงนำหน้าชีวิตอีกต่อไป จึงไม่มีเหตุที่ใครจะกล่าวตำหนิหรือยกย่องท่านได้อย่างมีน้ำหนัก ด้วยเหตุนี้ท่านจึงไม่หวั่นไหวต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ
- หน้า ๓๐๐–๓๐๒ ปุราเภทสุตตนิทเทส: วีตเคโธ อมจฺฉรี - ปราศจากความโลภและความตระหนี่ ไม่ยึดติดกัป อธิบายคาถาว่าด้วยมุนีผู้ปราศจากความโลภอยากได้และความตระหนี่ทั้งห้าประการ (หวงที่อยู่ ตระกูล ลาภ วรรณะ และธรรม) ไม่กล่าวยกตนว่าเสมอ สูง หรือต่ำกว่าผู้อื่น และไม่ปรุงแต่ง "กัป" คือเครื่องกำหนดยึดถือทั้งที่เกิดจากตัณหาและจากทิฏฐิ จึงไม่ถูกพันธนาการไว้กับความคิดปรุงแต่งใดๆ
- หน้า ๓๐๒–๓๐๔ ปุราเภทสุตตนิทเทส: ยสฺส โลเก สกํ นตฺถิ - ไม่มีสิ่งใดเป็นของตน ไม่เศร้าโศก จบสูตร อธิบายคาถาสุดท้ายของสูตร ว่าผู้ไม่มีความยึดถือสิ่งใดว่าเป็นของตนในโลกนี้ ย่อมไม่เศร้าโศกเมื่อสิ่งที่เคยมีแปรผันหรือสูญไป แม้ต้องเผชิญโรคภัยนานาชนิดหรือความสูญเสียใดๆ ก็ไม่ทุกข์ทรมานใจ ทั้งยังไม่ดำเนินไปตามอำนาจฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ หรือภยาคติ บุคคลเช่นนี้จึงได้ชื่อว่า "ผู้สงบ" จบปุราเภทสุตตนิทเทสที่ 10
- หน้า ๓๐๕–๓๐๘ กลหวิวาทสุตตนิทเทส (ที่ 11): คำถามตั้งต้น - กลหวิวาทเกิดจากอะไร เริ่มต้นนิทเทสสูตรที่ 11 ว่าด้วยการโต้ตอบด้วยคาถาปุจฉา-วิสัชนา โดยบทเปิดเป็นคำถามที่ผู้เนรมิต (นิมมิต) ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า การทะเลาะวิวาท ความร่ำไห้ ความโศกเศร้า ความตระหนี่ ความถือตัวและการดูหมิ่นผู้อื่น ตลอดจนคำพูดส่อเสียด มีต้นเหตุมาจากอะไร นิทเทสอธิบายความหมายของคำว่ากลหและวิวาทว่าต่างกันหรือเหมือนกันอย่างไร พร้อมยกตัวอย่างความขัดแย้งในสังคมทุกระดับชั้น
- หน้า ๓๐๘–๓๑๑ กลหวิวาทสุตตนิทเทส: ปิยปฺปหูตา - กลหวิวาทเกิดจากสิ่งอันเป็นที่รัก คาถาตอบคำถามข้างต้นว่า กลห วิวาท ความร่ำไห้ โศกเศร้า ตระหนี่ ถือตัว ดูหมิ่น และคำส่อเสียดทั้งหมดล้วนมีที่มาจากสิ่งอันเป็นที่รัก ไม่ว่าจะเป็นบุคคลอันเป็นที่รักหรือสิ่งของที่น่าพอใจ นิทเทสอธิบายว่าเมื่อสิ่งที่รักถูกคุกคามจะสูญเสียหรือกำลังแปรเปลี่ยนไป คนจึงทะเลาะ วิวาท ร่ำไห้ โศกเศร้า และหวงแหนกันขึ้นมา รวมถึงอาศัยสิ่งที่รักนั้นเป็นเหตุให้เกิดความถือตัวและการนินทาว่าร้ายกัน
- หน้า ๓๑๒–๓๑๖ กลหวิวาทสุตตนิทเทส: ฉนฺทานิทานานิ - สิ่งอันเป็นที่รักมีความอยากเป็นต้นเหตุ คำถามถัดไปถามหาต้นเหตุของสิ่งอันเป็นที่รักเอง ตลอดจนความโลภ ความหวัง และความสำเร็จสมหวังที่มีต่อชีวิตหน้า คาถาตอบว่าทั้งหมดนี้มีความอยาก (ฉันทะ) เป็นต้นเหตุ นิทเทสจำแนกฉันทะออกเป็นห้าประเภทตามขั้นตอนของความอยาก คือ อยากแสวงหา อยากได้มา อยากใช้สอย อยากสะสมไว้ และอยากมอบให้ผู้อื่นเพื่อผูกไมตรี พร้อมอุปมาเรื่องความหวังในการทำนาและค้าขายเพื่อแสดงธรรมชาติของความหวัง
- หน้า ๓๑๖–๓๒๑ กลหวิวาทสุตตนิทเทส: สาตํ อสาตนฺติ - ความอยากและการตัดสินใจมีที่มาจากสุขทุกข์ คำถามขยายไปถึงต้นเหตุของความอยากเอง การตัดสินใจ (วินิจฉัย) ความโกรธ คำเท็จ และความสงสัย คาถาตอบว่าสิ่งเหล่านี้มีต้นเหตุจากสิ่งที่โลกเรียกว่า "สุขและทุกข์" (สาตะ-อสาตะ) เมื่อเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปในรูปธรรมต่างๆ สัตว์จึงเกิดการตัดสินใจ นิทเทสอธิบายวินิจฉัยสองแบบคือที่เกิดจากตัณหา (ยกตัวอย่างพฤติกรรมมัวเมาอบายมุขที่ทำให้ทรัพย์เสื่อม) และที่เกิดจากทิฏฐิ (ความเห็นว่ามีตัวตนเกิดดับไปตามอายตนะทั้งหก)
- หน้า ๓๒๑–๓๒๖ กลหวิวาทสุตตนิทเทส: กถํกถี ญาณปถาย สิกฺเข - ผู้สงสัยพึงศึกษาไตรสิกขาเพื่อทางแห่งญาณ อธิบายว่าความโกรธ คำเท็จ และความสงสัยล้วนเกิดขึ้นได้ทั้งจากอารมณ์ที่พึงใจและไม่พึงใจ เพราะทั้งหมดมีรากมาจากคู่ตรงข้ามคือสุขและทุกข์ที่มีอยู่จริง คาถาสอนว่าผู้ยังมีความสงสัยควรศึกษาไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อบรรลุทางแห่งญาณ ปิดท้ายด้วยพระดำรัสของพระพุทธเจ้าที่ทรงยืนยันว่าพระองค์แสดงธรรมด้วยความรู้ยิ่งจริง มีเหตุผลรองรับ และมีผลปรากฏชัด มิใช่สอนอย่างเลื่อนลอย
- หน้า ๓๒๗–๓๓๐ กลหวิวาทสุตตนิทเทส: ผสฺสนิทานํ - สุขทุกข์มีผัสสะเป็นต้นเหตุ คำถามถามหาต้นเหตุของสุขและทุกข์เอง ว่าเมื่อไม่มีอะไรแล้วสุขทุกข์เหล่านี้จึงไม่เกิดขึ้น คาถาตอบว่าสุขและทุกข์มีผัสสะ (การกระทบสัมผัสทางอายตนะ) เป็นต้นเหตุโดยตรง เมื่อไม่มีผัสสะ เวทนาทั้งสุขและทุกข์ก็ไม่เกิด นิทเทสอธิบายกระบวนการเกิดดับของเวทนาทั้งสามชนิดที่อาศัยผัสสะแต่ละประเภท ก่อนจะเริ่มคำถามใหม่ในตอนท้ายหน้า 330 ว่าผัสสะเองมีต้นเหตุจากอะไร และความยึดถือครอบครอง (ปริคคหะ) มีที่มาจากอะไร ซึ่งการอธิบายคำถามนี้ยังไม่จบและมีเนื้อหาต่อเนื่องไปยังส่วนถัดไป
- หน้า ๓๓๑–๓๓๔ กลหวิวาทสุตตนิทเทส (ต่อ) - ผัสสะอาศัยนามรูปและการก้าวล่วงรูป อธิบายว่าผัสสะ (สัมผัสทางอายตนะ) เกิดขึ้นอาศัยนามรูป คือการที่อายตนะภายในหกกระทบกับอารมณ์และวิญญาณ ส่วนความยึดถือ (ปริคคหะ) มีความอยากคือตัณหาเป็นต้นเหตุ เมื่อไม่มีความอยากก็ไม่มีการยึดว่า "เป็นของเรา" จากนั้นแสดงว่ารูปจะชื่อว่า "วิภูต" คือถูกก้าวล่วงพ้นไปได้ด้วยเหตุสี่ประการ ได้แก่ การรู้แจ้งว่ารูปคือมหาภูตรูปสี่และอุปาทายรูป การพิจารณาไตร่ตรองเห็นว่าไม่เที่ยงเป็นทุกข์ การละฉันทราคะในรูป และการก้าวล่วงด้วยอรูปสมาบัติทั้งสี่ ซึ่งเมื่อก้าวล่วงรูปได้ในความหมายสุดท้ายนี้ ผัสสะทั้งห้าทางตา หู จมูก ล
- หน้า ๓๓๕–๓๔๒ กลหวิวาทสุตตนิทเทส (ต่อและจบ) - สัญญาเป็นต้นเหตุปปัญจธรรม และความหลุดพ้นที่ไม่วิวาท ผู้ถามซักต่อว่ารูปและสุขทุกข์วิภูตไปได้อย่างไรสำหรับผู้บรรลุ คำตอบชี้ว่าความหลุดพ้นแท้จริงมิใช่เพียงสัญญาปกติ สัญญาวิปลาส ความไม่มีสัญญา (ดังผู้เข้านิโรธสมาบัติหรืออสัญญสัตว์) หรือแม้แต่สัญญาที่ก้าวล่วงรูปแล้ว (คืออรูปสมาบัติทั้งสี่) เพราะสัญญาเองเป็นต้นตอให้เกิดปปัญจธรรมที่มาจากตัณหา ทิฏฐิ และมานะ จากนั้นมีผู้ถามว่าบัณฑิตถืออรูปสมาบัติหรือความขาดสูญหลังตายว่าเป็นความหมดจดสูงสุดของสัตว์หรือไม่ พระผู้มีพระภาคตอบว่ามุนีผู้รู้แจ้งทิฏฐิเหล่านี้และที่อาศัยของมันแล้ว หลุดพ้นด้วยญาณ ย่อมไม่เข้าไปวิวาท
- หน้า ๓๔๓–๓๔๙ จูฬวิยูหสุตตนิทเทส ตอนที่ 1 - ต่างยึดทิฏฐิของตนแล้วกล่าวหากันว่าโง่เขลา เริ่มนิทเทสของจูฬวิยูหสูตร (สูตรที่ 12) อธิบายว่าสมณพราหมณ์ต่างๆ ยึดถือทิฏฐิใดทิฏฐิหนึ่งในทิฏฐิ 62 อย่างเหนียวแน่นดุจอาศัยอยู่ในบ้านของตนเอง แล้วโต้เถียงกันประกาศว่าธรรมของตนเท่านั้นเป็นกุศล ผู้ใดรู้เห็นตามนี้จึงเข้าใจธรรมแท้ ผู้ปฏิเสธคือผู้บกพร่องไม่สมบูรณ์ ข้อความชี้ให้เห็นความย้อนแย้งว่าเมื่อต่างฝ่ายต่างประณามกันว่าโง่เขลาไร้ปัญญา ก็ไม่มีทางตัดสินได้แน่ชัดว่าคำสอนของฝ่ายใดจริง เพราะภายในกลุ่มของตนเองทุกฝ่ายล้วนอ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาดปราดเปรื่องเหมือนกันทั้งสิ้น
- หน้า ๓๕๐–๓๕๘ จูฬวิยูหสุตตนิทเทส ตอนที่ 2 - สัจจะมีหนึ่งเดียว ส่วน "สัจจะ" ที่อ้างกันเกิดจากตรรกะ อธิบายหลักว่าสัจจะแท้มีเพียงหนึ่งเดียวไม่มีสอง คือนิพพาน (ความดับสังขารทั้งปวง) หรือมรรคมีองค์แปด ผู้ที่รู้แจ้งสัจจะนั้นจริงย่อมไม่วิวาทกัน แต่เพราะเจ้าลัทธิต่างประกาศ "สัจจะ" ของตนซึ่งปรุงแต่งขึ้นจากคัมภีร์ต่างๆ หรือจากการตรึกตรองด้วยเหตุผล (ตักกะ) มิใช่จากการรู้แจ้งจริง จึงพูดไม่เป็นเสียงเดียวกัน ต่างฝ่ายต่างอ้างว่า "ของเราจริง ของเจ้าเท็จ" อันเป็นทิฏฐิคู่ที่เกิดจากตรรกะ ไม่ใช่ปัญญาญาณ นอกจากนี้ยังแสดงว่าผู้อาศัยสิ่งที่เห็น ได้ยิน ถือศีลพรต หรือรู้สึกมาตัดสินดูหมิ่นผู้อื่น ยืนยันในทิฏฐิที่ตนตั
- หน้า ๓๕๙–๓๖๖ จูฬวิยูหสุตตนิทเทส ตอนที่ 3 (จบ) - ผู้ละวินิจฉัยทั้งปวงเท่านั้นไม่ก่อวิวาท ชี้ให้เห็นความย้อนแย้งว่าด้วยเหตุผลเดียวกันที่ฝ่ายหนึ่งใช้ตัดสินว่าอีกฝ่ายโง่เขลา ฝ่ายนั้นก็ยกตนเองว่าฉลาดด้วยเหตุผลเดียวกันนั่นเอง ทิฏฐิทั้ง 62 จึงถูกเรียกว่า "อติสารทิฏฐิ" คือทิฏฐิที่ล่วงเกินขอบเขต เพราะผู้ยึดถือมัวเมาด้วยมานะคิดว่าตนได้รับการยกย่องตนเองว่าประเสริฐ จากนั้นอธิบายว่าเจ้าลัทธิแต่ละกลุ่มต่างประกาศว่าความหมดจดมีอยู่เฉพาะในธรรมของตนเท่านั้น ปฏิเสธศาสดา คำสอน หมู่คณะ ทิฏฐิ ข้อปฏิบัติ และมรรคของผู้อื่นทั้งหมดว่าไม่นำไปสู่ความหลุดพ้น ยึดมั่นในทางของตนอย่างมั่นคง แต่ผู้ที่ยืนอยู่บนการตั
- หน้า ๓๖๗–๓๗๑ มหาวิยูหสุตตนิทเทส ตอนที่ 1 - โทษของการวิวาท และภูมิที่ไม่มีวิวาทคือนิพพาน เริ่มนิทเทสของมหาวิยูหสูตร (สูตรที่ 13) อธิบายว่าผู้ยึดถือทิฏฐิใดในทิฏฐิ 62 ไม่ว่าจะประกาศว่านี่คือสัจจะเพียงใด ย่อมได้ทั้งคำนินทาจากฝ่ายตรงข้ามและคำสรรเสริญจากฝ่ายพวกเดียวกันเสมอ แสดงว่าคำติชมไม่ใช่เครื่องพิสูจน์ความจริง การวิวาทด้วยทิฏฐินำมาซึ่งผลเพียงสองทางคือแพ้-ชนะ ได้-เสีย มียศ-เสื่อมยศ สุข-ทุกข์ ซึ่งไม่มีประโยชน์ ควรเห็นโทษแล้วเลิกวิวาท มุ่งสู่ "ภูมิที่ไม่มีวิวาท" อันปลอดภัย คือพระนิพพาน ทิฏฐิทั้งหลายเป็นเพียง "สมมติ" ที่ปุถุชนสร้างขึ้นซึ่งท่านผู้รู้แจ้งไม่ยึดถือเลย ผู้ละทั้งตัณหูปยะและทิ
- หน้า ๓๗๒–๓๗๘ มหาวิยูหสุตตนิทเทส ตอนที่ 2 - ลัทธิถือศีลพรตเป็นความหมดจด และการละทิ้งเพื่อสันติ กล่าวถึงสมณพราหมณ์ที่ถือว่าความหมดจดเกิดได้ด้วยเพียงศีลและวัตรปฏิบัติเท่านั้น พร้อมยกตัวอย่างวัตรต่างๆ ที่เจ้าลัทธิถือปฏิบัติ เช่น วัตรช้าง วัตรม้า วัตรโค วัตรสุนัข วัตรเทวดาต่างๆ ว่าเป็นหนทางสู่ความบริสุทธิ์ จากนั้นชี้ว่าหากผู้ถือศีลพรตเช่นนี้ "เคลื่อน" หรือพลาดจากศีลพรตของตน ไม่ว่าถูกผู้อื่นหักล้างคำสอนของศาสดาตนหรือทำวัตรไม่สำเร็จ ก็จะหวั่นไหวรู้สึกผิดพลาด แล้วยิ่งกระเสือกกระสนปรารถนาความหมดจดมากขึ้น ดุจคนพลัดจากกองเกวียนขณะเดินทางไกล บทสรุปสอนให้ละทิ้งความยึดถือศีลพรตว่าเป็นความหมดจดทั้งหมด
- หน้า ๓๗๙–๓๘๕ มหาวิยูหสุตตนิทเทส ตอนที่ 3 (ยังไม่จบ) - ตัณหาเป็นเหตุแห่งความหวั่นไหว กล่าวถึงสมณพราหมณ์อีกกลุ่มที่ถือการบำเพ็ญตบะขับไล่กิเลส (ตโปชิคุจฉา) หรืออาศัยสิ่งที่เห็น ได้ยิน รู้สึก ว่าเป็นทางแห่งความหมดจด และพวกสัสสตวาทที่ยืนยันความหมดจดโดยสังสารวัฏเอง ซึ่งยังไม่ปราศจากตัณหาในภพน้อยภพใหญ่ อธิบายว่าตัณหาและความคิดปรุงแต่งทิฏฐิเป็นเหตุแห่งความหวั่นไหวดิ้นรน ส่วนพระอรหันต์ผู้ไม่มีจุติและอุปบัติอีกต่อไปย่อมไม่มีเหตุปัจจัยใดให้หวั่นไหวหรือทะเยอทะยานได้อีก ท้ายส่วนนี้เริ่มยกประเด็นใหม่คือสมณพราหมณ์ฝ่ายหนึ่งประกาศว่าธรรมของตนประเสริฐสุด ขณะที่อีกฝ่ายกลับประกาศว่าธรรมเดียวกันนั้
- หน้า ๓๘๖–๓๘๗ มหาวิยูหสุตตนิทเทส (ตอนที่ต่อจากเดิม) - สธัมมปูชา เนื้อหาต่อจากมหาวิยูหสุตตนิทเทสที่เริ่มไว้ก่อนหน้าช่วงนี้ อธิบายคาถาที่ว่าแต่ละลัทธิสมณพราหมณ์ต่างยกย่องคำสอนของตนเองว่าเป็นความจริงแท้ และเชื่อว่าเฉพาะแนวทางของตนเท่านั้นที่นำไปสู่ความบริสุทธิ์ อรรถกถาชี้ว่าความบริสุทธิ์ที่แต่ละฝ่ายอ้างถึงนั้นเป็นเพียงความเชื่อมั่นส่วนตัว (ปัจจัตตัง) ของแต่ละคน มิใช่สิ่งที่พิสูจน์ได้เป็นกลาง จึงเป็นการชี้ให้เห็นความไร้ผลของการยกตนข่มท่านทางความเชื่อ
- หน้า ๓๘๗–๓๘๙ มหาวิยูหสุตตนิทเทส (ตอนที่ 2) - พราหมณ์ผู้ไม่ต้องพึ่งผู้อื่นนำ อธิบายคาถา "น พฺราหฺมณสฺส ปรเนยฺยมตฺถิ" ว่าพราหมณ์ที่แท้ (พระอรหันต์) ไม่จำเป็นต้องให้ผู้อื่นชี้นำ เพราะท่านได้พิจารณาเห็นแจ้งด้วยตนเองแล้วว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความเกิดขึ้นและดับไปเป็นธรรมดา จึงตัดขาดจากทิฏฐิ 62 ประการ ผ่านพ้นการวิวาทเรื่องทิฏฐิทั้งหมด และไม่เห็นธรรมอื่นใดว่าประเสริฐกว่า เพราะท่านอยู่เหนือการเปรียบเทียบแข่งขันคำสอนแล้ว
- หน้า ๓๘๙–๓๙๑ มหาวิยูหสุตตนิทเทส (ตอนที่ 3) - การอ้างว่ารู้เห็นความบริสุทธิ์ อธิบายคาถา "ชานามิ ปสฺสามิ ตเถว เอตํ" กล่าวถึงสมณพราหมณ์บางพวกที่อ้างว่าตนบรรลุความบริสุทธิ์เพราะมี "ความรู้ความเห็น" พิเศษ เช่น รู้ใจผู้อื่น ระลึกชาติได้ หรือมีตาทิพย์ แล้วอวดอ้างว่าตนล่วงพ้นผู้อื่นไปแล้ว อรรถกถาตั้งข้อสงสัยว่าความรู้เห็นเฉพาะจุดเช่นนั้นแท้จริงแล้วช่วยให้เกิดปัญญารอบรู้ทุกข์ ละสมุทัย หรือบรรลุมรรคผลได้จริงหรือไม่
- หน้า ๓๙๑–๓๙๓ มหาวิยูหสุตตนิทเทส (ตอนที่ 4) - เห็นนามรูปเพียงอย่างเดียวไม่พอ อธิบายคาถา "ปสฺสํ นโร ทกฺขติ นามรูปํ" ว่าแม้บุคคลจะเห็นนามรูปได้จริงด้วยญาณต่างๆ แต่ถ้ายังเห็นสิ่งเหล่านั้นว่าเที่ยง เป็นสุข เป็นตัวตน ก็ยังไม่ถือว่าบริสุทธิ์ ผู้ฉลาด (กุศลชน) จึงไม่กล่าวว่าความบริสุทธิ์เกิดขึ้นได้จากการเห็นเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าจะเห็นมากหรือน้อย หากปราศจากปัญญาที่เห็นความไม่เที่ยงเป็นต้นประกอบอยู่ด้วย
- หน้า ๓๙๓–๓๙๔ มหาวิยูหสุตตนิทเทส (ตอนที่ 5) - ผู้ยึดมั่นในทิฏฐิสอนยาก อธิบายคาถา "นิวิสฺสวาที น หิ สุพฺพินาโย" ว่าผู้ที่ยึดติดฝังแน่นในทิฏฐิใดทิฏฐิหนึ่ง (เช่น สัสสตทิฏฐิหรืออุจเฉททิฏฐิ) ถือทิฏฐินั้นเป็นธงชัยของตน เป็นผู้ที่แนะนำสั่งสอนให้เข้าใจถูกได้ยาก เพราะเขาถือว่าสิ่งที่ตนยึดถือนั้นคือความงามและความจริงแท้เพียงหนึ่งเดียว
- หน้า ๓๙๔–๓๙๖ มหาวิยูหสุตตนิทเทส (ตอนที่ 6) - พราหมณ์ไม่เข้าถึงกัปแห่งตัณหาและทิฏฐิ อธิบายคาถา "น พฺราหฺมโณ กปฺปมุเปติ สงฺขํ" ว่าเมื่อพราหมณ์ผู้แท้พิจารณาเห็นสังขารทั้งปวงโดยความไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตาแล้ว ย่อมไม่ตกไปสู่ "กัป" คือความปรุงแต่งฟุ้งซ่านทางตัณหาหรือทิฏฐิ ไม่ยึดติดในทิฏฐิ 62 หรือในญาณจากฌานสมาบัติ และต่างจากปุถุชนทั่วไปที่ยึดถือสมมติทางโลกว่าเป็นความจริงสูงสุด ท่านเพียงรู้เท่าทันสมมติเหล่านั้นโดยไม่ยึดมั่น วางเฉยอยู่ได้
- หน้า ๓๙๖–๓๙๙ มหาวิยูหสุตตนิทเทส (ตอนที่ 7) - มุนีสลัดกิเลสเครื่องผูก ไม่เอนเอียงในวิวาท อธิบายคาถา "วิสชฺช คนฺถานิ มุนีธ โลเก" ว่ามุนีได้สลัดคันถะ (เครื่องผูกใจ) ทั้งสี่ออกแล้ว คือความยึดติดในทิฏฐิของตน ความอาฆาตในวาทะของผู้อื่น การยึดถือศีลพรตอย่างงมงาย และการฝังใจว่า "นี้เท่านั้นจริง" เมื่อเกิดวิวาท ท่านจึงไม่เข้าข้างฝ่ายใดด้วยอำนาจฉันทะ โทสะ โมหะ หรือภัย และวางใจเป็นกลางเสมอกันทั้งต่อผู้สงบและผู้ไม่สงบ ไม่มีความลำเอียง
- หน้า ๓๙๙–๔๐๑ มหาวิยูหสุตตนิทเทส (ตอนที่ 8) - ละอาสวะเก่า ไม่ก่ออาสวะใหม่ อธิบายคาถา "ปุพฺพาสเว หิตฺวา นเว อกุพฺพํ" ว่ามุนีละกิเลสอาสวะที่พึงเกิดจากขันธ์ในอดีต และไม่ก่อกิเลสใหม่เกี่ยวกับขันธ์ปัจจุบัน ไม่ตกไปตามฉันทะ ไม่ยึดมั่นในทิฏฐิ หลุดพ้นจากทิฏฐิ 62 ไม่แปดเปื้อนโลก (ดุจน้ำไม่ติดใบบัว) และเป็นผู้ตำหนิตนเองอยู่เสมอ กล่าวคือหมั่นพิจารณาข้อบกพร่องของตนในเรื่องศีล การสำรวมอินทรีย์ และการเจริญธรรมขั้นสูงต่างๆ แทนที่จะโทษผู้อื่น
- หน้า ๔๐๑–๔๐๘ มหาวิยูหสุตตนิทเทส (ตอนที่ 9 จบ) - ชนะเสนามาร วางภาระ และความหมายของ "ภควา" อธิบายคาถาปิดท้ายของมหาวิยูหสูตร "ส สพฺพธมฺเมสุ วิเสนิภูโต" ว่ามุนีเป็นผู้ชนะ "เสนามาร" คือกิเลสทั้งปวงในสิ่งที่เห็น ได้ยิน รู้สึก และรู้แจ้งทุกอย่าง และเป็นผู้วางภาระสามอย่างลงแล้ว คือภาระขันธ์ ภาระกิเลส และภาระอภิสังขาร จากนั้นอรรถกถาอธิบายความหมายของคำว่า "ภควา" อย่างพิสดารด้วยนิรุกติหลายนัย และปิดท้ายด้วยโคลงบอกจบว่า "เตรสโม มหาวิยูหสุตฺตนิทฺเทโส นิฏฺฐิโต" (จบนิทเทสที่ 13 มหาวิยูหสูตร)
- หน้า ๔๐๙–๔๑๕ จุททสมสุตตนิทเทส เริ่มตุวฏกสูตร (ตอนที่ 1) - คำถามเรื่องวิเวกและสันติบท เริ่มนิทเทสที่ 14 ว่าด้วยตุวฏกสูตร ด้วยคาถาคำถาม "ปุจฺฉามิ ตํ อาทิจฺจพนฺธุ" ที่ศิษย์ทูลถามพระพุทธเจ้า (ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์) ให้ทรงอธิบายเรื่องวิเวก บทแห่งความสงบ (สันติบท) และวิธีที่ภิกษุจะเห็นแจ้งจนดับกิเลสได้โดยไม่ยึดมั่นสิ่งใดในโลก อรรถกถาจำแนกประเภทคำถาม อธิบายวิเวก 3 อย่าง (กายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก) และความหมายของคำว่า "มเหสี" ว่าคือผู้แสวงหากองศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะอันยิ่งใหญ่
- หน้า ๔๑๖–๔๒๑ ตุวฏกสุตตนิทเทส (ตอนที่ 2) - รากเหง้าของปปัญจะและการฝึกตนกำจัดตัณหา อธิบายคาถาตอบของพระพุทธเจ้า "มูลํ ปปญฺจสงฺขายาติ ภควา" ว่ารากเหง้าของปปัญจะ (ความฟุ้งซ่านปรุงแต่งทางตัณหาและทิฏฐิ) คืออวิชชา การใส่ใจโดยไม่แยบคาย มานะว่า "เรามีอยู่" ความไม่ละอายและไม่เกรงกลัวบาป และความฟุ้งซ่าน บุคคลพึงใช้ปัญญาถอนรากนี้พร้อมทั้งมานะ "เรามีอยู่" ด้วยความมีสติอยู่เสมอ และฝึกฝนไตรสิกขา คือ ศีล จิต และปัญญาอันยิ่ง เพื่อกำจัดตัณหาภายในทุกชนิด
- หน้า ๔๒๒–๔๒๓ ตุวฏกสุตตนิทเทส (ตอนที่ 3) - ไม่ควรถือคุณของตนสร้างมานะ อธิบายคาถา "ยงฺกิญฺจิ ธมฺมมภิชญฺญา" ว่าไม่ว่าจะรู้คุณความดีใดของตนเอง ไม่ว่าเป็นของตนเองหรือได้จากอุปัชฌาย์อาจารย์ ก็ไม่ควรอาศัยคุณนั้นสร้างความถือตัว ความยโส หรือมานะ เพราะพระอริยเจ้าทั้งหลาย (พระพุทธเจ้า พระสาวก พระปัจเจกพุทธเจ้า) ไม่เคยกล่าวว่าความดับกิเลสที่แท้จริง (นิพพุติ) เกิดขึ้นได้ด้วยการยกตนเช่นนั้น
- หน้า ๔๒๓–๔๒๕ ตุวฏกสุตตนิทเทส (ตอนที่ 4) - ไม่พึงถือตนว่าเลิศ ด้อย หรือเสมอ อธิบายคาถา "เสยฺโย น เตน มญฺเญยฺย" ว่าเมื่อถูกถามด้วยเหตุผลนานาประการ (เช่น ชาติตระกูล ทรัพย์ ความรู้) ไม่ควรถือตนว่าดีกว่า ด้อยกว่า หรือเสมอกับผู้อื่นจากเหตุเหล่านั้น และไม่ควรสร้างมโนภาพหรือความคิดปรุงแต่งเกี่ยวกับตัวตนของตนขึ้นมา
- หน้า ๔๒๕–๔๒๖ ตุวฏกสุตตนิทเทส (ตอนที่ 5) - สงบกิเลสภายใน ไม่แสวงหาความสงบจากภายนอก อธิบายคาถา "อชฺฌตฺตเมว อุปสเม" ว่าภิกษุพึงระงับกิเลสของตนภายในจิตใจของตนเอง ไม่ควรแสวงหาความสงบจากลัทธิหรือแนวทางภายนอก เพราะเมื่อสงบระงับภายในแล้ว ย่อมไม่มีสิ่งที่จะยึดว่าเป็น "อัตตา" และเมื่อไม่มีอัตตาที่ยึดไว้ ก็ย่อมไม่มีสิ่งที่ต้องสลัดทิ้งในฐานะ "อนัตตา" อีกต่อไป
- หน้า ๔๒๖–๔๒๘ ตุวฏกสุตตนิทเทส (ตอนที่ 6) - อุปมาความสงบดุจกลางมหาสมุทร อธิบายคาถา "มชฺเฌ ยถา สมุทฺทสฺส" โดยเปรียบผู้หมดตัณหาว่าเหมือนน้ำที่กลางมหาสมุทรลึกซึ่งไม่มีคลื่นแม้ผิวน้ำด้านบนจะปั่นป่วน ภิกษุผู้มั่นคงไม่หวั่นไหวเช่นนี้ไม่ควรก่อความฟุ้งพองขึ้นในที่ใดๆ ไม่ว่าจะถูกกระทบด้วยลาภ เสื่อมลาภ ยศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข หรือทุกข์
- หน้า ๔๒๘–๔๓๖ ตุวฏกสุตตนิทเทส (ตอนที่ 7) - ทูลขอคำสอน และดวงตาทั้งห้าของพระพุทธเจ้า ศิษย์ทูลขอให้พระพุทธเจ้า "ผู้มีจักษุอันเปิดแล้ว" ทรงแสดงธรรมที่ทรงประจักษ์แจ้งด้วยพระองค์เอง (สักขิธรรม) วิธีเอาชนะอันตราย ข้อปฏิบัติ ศีล และสมาธิ อรรถกถาส่วนนี้เป็นบทพรรณนาอันโด่งดังเกี่ยวกับ "จักษุ" 5 ประการของพระพุทธเจ้า คือ มังสจักษุ (ตาเนื้อ) ทิพยจักษุ (ตาทิพย์) ปัญญาจักษุ (ตาแห่งปัญญา) พุทธจักษุ (ตาที่หยั่งรู้อุปนิสัยสัตว์) และสมันตจักษุ (พระสัพพัญญุตญาณ) แสดงให้เห็นความสมบูรณ์แห่งการหยั่งรู้ของพระพุทธเจ้าอันเป็นเหตุผลรองรับความน่าเชื่อถือของคำสอน
- หน้า ๔๓๖–๔๔๐ ตุวฏกสุตตนิทเทส (ตอนที่ 8 ยังไม่จบ) - สักขิธรรมและอันตราย 2 ประเภท อธิบายคำว่า "สักขิธรรม" คือธรรมที่รู้แจ้งด้วยตนเองโดยตรง มิใช่รู้จากคำบอกเล่า ตำรา หรือการคาดคะเนทางตรรกะ จากนั้นอธิบาย "ปริสสยะ" (อันตราย) สองประเภท คือ อันตรายที่ปรากฏชัด เช่น สัตว์ร้าย โรค โจร และอันตรายที่แอบแฝง คือกิเลสและอกุศลธรรมทั้งปวง พร้อมยกพระสูตรและคาถาแสดงว่าโลภะ โทสะ โมหะ เป็นดัง "ศัตรูภายใน" ที่ทำร้ายบุคคลจากภายในให้มืดบอดต่อประโยชน์และธรรม เนื้อหาส่วนนี้ยังดำเนินต่อเนื่องเกินหน้า 440 ไปยังส่วนถัดไป ยังไม่จบตอน
- หน้า ๔๔๑–๔๔๒ ตุวฏกสุตตนิทเทส (ตอนที่ 1): คำอาราธนาให้แสดงปฏิปทา หัวข้อนี้เป็นตอนต่อจากพระไตรลักษณ์ก่อนหน้า สรุปปิดท้ายเรื่อง 'ปริสสยวินย' (การกำจัดอันตราย) ว่าคือนิพพาน โดยชี้ว่าราคะ โทสะ โมหะ ที่เกิดขึ้นในใจตนเองนั่นเองที่เบียดเบียนบุคคล ดุจแก่นไม้ทำลายต้นไม้ที่งอกออกมาจากมันเอง จากนั้นเข้าสู่คาถาเปิดของตุวฏกสุตตนิทเทส ซึ่งเป็นคำที่พระพุทธนิมิตกล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้าผู้มีพระเนตรอันเปิดแล้วว่าทรงแสดงธรรมประจักษ์แจ้งอันเป็นเครื่องกำจัดอันตรายได้ แล้วอาราธนาให้พระองค์ทรงแสดงปฏิปทา ศีล และสมาธิ อันเป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น
- หน้า ๔๔๒–๔๕๑ ตุวฏกสุตตนิทเทส (ตอนที่ 2): การสำรวมอินทรีย์และไม่ยึดมั่นถือมั่น อธิบายคาถาที่สอนให้ภิกษุไม่กวาดตามองสอดส่ายหาสิ่งที่น่าดู ไม่เที่ยวฟังคำพูดเกี่ยวกับเรื่องบ้านเมือง (ดิรัจฉานกถา) ไม่ติดในรสอาหาร และไม่ยึดถือสิ่งใดในโลกว่าเป็นของตน โดยอธิบายว่าความยึดถือมีสองแบบคือด้วยตัณหาและด้วยทิฏฐิ ต่อมาสอนว่าเมื่อถูกโรคภัยหรือทุกข์ต่างๆ กระทบ ภิกษุไม่พึงร่ำไห้คร่ำครวญ ไม่พึงกระเสือกกระสนอยากมีภพใหม่ และไม่พึงหวาดกลัวสิ่งน่าสะพรึงกลัวทั้งภายนอกและภายในใจ สุดท้ายสอนเรื่องการรับปัจจัยสี่โดยธรรมแล้วไม่สะสมไว้เกินจำเป็น และไม่หวาดหวั่นเมื่อไม่ได้สิ่งที่ต้องการ
- หน้า ๔๕๒–๔๖๐ ตุวฏกสุตตนิทเทส (ตอนที่ 3): การเจริญฌานและการละความเพลิดเพลินทางกาย อธิบายว่าภิกษุพึงเป็นผู้เพ่งฌาน ไม่เป็นผู้เที่ยวเตร่ไปมาไม่หยุดนิ่ง (ปาทโลละ) โดยยกตัวอย่างพฤติกรรมเที่ยวคุยเรื่องไร้สาระในหมู่สงฆ์ และพึงเว้นจากความรำคาญใจ (กุกกุจจะ) อันเกิดจากความสงสัยว่าตนทำผิดหรือยังไม่ได้ทำความดี ต่อมาสอนให้อยู่ในที่สงบเงียบเหมาะแก่การหลีกเร้น ไม่นอนมากเกินไป (แบ่งกลางคืนเป็นหกส่วน พักเพียงหนึ่งส่วน) มีความเพียรเผากิเลส และละความเกียจคร้าน มารยา การหัวเราะจนเห็นฟัน การเล่นทั้งทางกายและวาจา เมถุนธรรม และการตกแต่งประดับตน ซึ่งล้วนไม่เหมาะแก่สมณะ
- หน้า ๔๖๐–๔๗๑ ตุวฏกสุตตนิทเทส (ตอนที่ 4): ละเดรัจฉานวิชาและการเอาใจผู้อื่นเพื่อลาภ สอนว่าภิกษุไม่พึงประกอบเดรัจฉานวิชา เช่น การทำเวทมนตร์ ทำนายฝัน ทำนายลักษณะ ทำนายฤกษ์ยาม ทำนายเสียงสัตว์ การปรุงยาให้ครรภ์ตั้งอยู่ และวิชาแพทย์ต่างๆ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่กิจของผู้เป็นสาวกพุทธ ธรรม สงฆ์อย่างแท้จริง จากนั้นสอนให้ไม่หวั่นไหวทั้งเมื่อถูกนินทาและเมื่อได้รับคำสรรเสริญ ให้ละโลภะ ความตระหนี่ ความโกรธ และคำส่อเสียด ไม่ค้าขายแลกเปลี่ยนโดยเอาเปรียบ ไม่กล่าวติเตียนผู้อื่นด้วยกิเลสอย่างหยาบ กลาง ละเอียด ไม่ผูกพันติดข้องกับชาวบ้าน และไม่ประจบเอาใจคนอื่นเพื่อหวังลาภสักการะ ไม่ว่าจะโดยการถ่อม
- หน้า ๔๗๑–๔๘๗ ตุวฏกสุตตนิทเทส (ตอนที่ 5 จบ): ละมานะ การโอ้อวด และถ้อยคำวิวาท สอนไม่ให้ภิกษุโอ้อวดคุณสมบัติของตนไม่ว่าจะเรื่องศีล ตระกูล ทรัพย์ หรือคุณธรรม ไม่พูดจาเอาใจเพื่อหวังลาภ ไม่มีความคะนองทางกาย วาจา ใจ (ปาคัพภิยะ) เช่น เบียดเบียนแทรกแซงพระเถระ ไม่กล่าวถ้อยคำยกตนข่มท่านโดยอาศัยชีวิตความเป็นอยู่หรือปัญญาหรือศีลพรต ไม่พูดจาก่อการทะเลาะวิวาท ไม่พูดเท็จหรือมีมารยา และเมื่อถูกสมณะหรือคนทั่วไปด่าว่าด้วยถ้อยคำหยาบก็ไม่โต้ตอบด้วยความหยาบ เพราะผู้สงบระงับกิเลสแล้วย่อมไม่สร้างศัตรูขึ้นมาใหม่ ปิดท้ายด้วยการสอนให้รู้แจ้งธรรมที่ตรัสไว้ ไม่ประมาทในการศึกษาตามคำสอนของพระโคดม และ
- หน้า ๔๘๘–๔๙๓ อัตตทัณฑสุตตนิทเทส (ตอนที่ 1): ภัยที่เกิดจากอาชญาที่ตนเองก่อ เริ่มต้นสุตตนิทเทสที่ 15 (ปณฺณรสโม) ด้วยคาถาว่า 'อตฺตทณฺฑา ภยํ ชาตํ' คือภัยเกิดจากอาชญา (การเบียดเบียน) ที่ตนกระทำทางกาย วาจา ใจ อธิบายผ่านเรื่องราวของโจรผู้ทำกรรมชั่วถูกจับได้ ถูกพระราชาลงโทษด้วยการจองจำ ริบทรัพย์ และทรมานด้วยวิธีต่างๆ อันล้วนเป็นทุกข์ที่เกิดจากอาชญาที่ตนก่อไว้เอง จากนั้นขยายความต่อไปถึงผลกรรมในนรกอย่างละเอียด บรรยายภาพมหานรกอันร้อนแรงที่สัตว์นรกถูกทรมานไม่มีวันตาย จนกว่าบาปกรรมจะสิ้นสุดลง ชี้ให้เห็นว่าทุกข์ทั้งในโลกนี้และในอบายภูมิล้วนมีต้นเหตุมาจากการใช้กำลังเบียดเบียนกันของม
- หน้า ๔๙๓–๔๙๕ อัตตทัณฑสุตตนิทเทส (ตอนที่ 2): เห็นหมู่สัตว์ดิ้นรนดุจปลาในน้ำน้อย ต่อจากตอนที่ 1 จบคาถาแรกด้วยการที่พระผู้มีพระภาคทรงประกาศว่าจะทรงแสดงความสังเวชที่พระองค์ทรงประสบมาเอง เมื่อทอดพระเนตรเห็นหมู่สัตว์ที่วิวาทบาดหมางกัน จากนั้นขึ้นคาถาที่สองว่า 'ผนฺทมานํ ปชํ ทิสฺวา มจฺเฉ อปฺโปทเก ยถา' คือเมื่อทรงเห็นหมู่สัตว์ที่ดิ้นรนกระวนกระวายดุจปลาที่ติดอยู่ในน้ำอันน้อยเมื่อขัดแย้งกันเอง ความกลัว (สังเวช) จึงเกิดขึ้นแก่พระองค์ ส่วนอธิบายขยายความคำว่า 'ดิ้นรน' ได้ไล่เรียงทุกข์นานาชนิดที่ทำให้สัตว์ทั้งหลายกระวนกระวาย ทั้งทุกข์จากตัณหา ทิฏฐิ กิเลส กรรม โรคภัยไข้เจ็บ และความพลัดพรา
- หน้า ๔๙๖–๕๐๐ อัตตทัณฑสูตรนิทเทส ตอนที่ ๑ (ปลาดิ้นรนในน้ำน้อย และโลกที่ปราศจากแก่นสาร) ส่วนนี้เป็นเนื้อความต่อเนื่องจากก่อนหน้า อธิบายพระคาถาแรกของอัตตทัณฑสูตรที่เปรียบหมู่สัตว์ผู้เร่าร้อนด้วยตัณหาและทุกข์จากทิฏฐิ ว่าดิ้นรนเหมือนฝูงปลาในน้ำน้อย และมนุษย์ทุกชนชั้นทุกเครือญาติต่างวิวาทบาดหมางกันจนถึงฆ่าฟันกันเอง เมื่อเห็นภาพนี้จึงเกิดความสังเวชสะดุ้งกลัว จากนั้นอธิบายคาถาที่สองว่าโลกทั้งปวงไม่ว่าอบายภูมิ มนุษยโลก หรือเทวโลก ล้วนไม่มีแก่นสารที่เที่ยงแท้ยั่งยืน เปรียบด้วยต้นกล้วยและฟองน้ำที่ปราศจากแก่น สรรพสังขารในทุกทิศถูกชราและมรณะกระทบกระเทือนอยู่เสมอ ผู้มีปัญญาจึงไม่ควรยึดสิ่งใดเป
- หน้า ๕๐๐–๕๑๑ อัตตทัณฑสูตรนิทเทส ตอนที่ ๒ (ลูกศรทั้งเจ็ดที่เสียบแทงใจสัตว์) อธิบายคาถาที่กล่าวถึง "ลูกศร" อันเสียบแทงหัวใจมนุษย์ ได้แก่ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ โสกะ และความลังเลสงสัย ซึ่งเป็นเหตุให้สัตว์ดิ้นรนแล่นไปในทุกทิศ คำอธิบายยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม เช่น พ่อค้าที่เสี่ยงชีวิตเดินเรือค้าขายเพราะแรงผลักดันของราคะ ผู้บำเพ็ญตบะทรมานตนด้วยอำนาจทิฏฐิ และเรื่องราวคนเสียสติเพราะโศกจากการสูญเสียญาติ แสดงว่าตราบใดยังมีลูกศรปักอยู่ บุคคลย่อมท่องเที่ยวไปในภพต่างๆไม่รู้จบ แต่เมื่อถอนลูกศรออกได้แล้วย่อมไม่จมในโอฆะทั้งสี่คือกาม ภพ ทิฏฐิ และอวิชชา
- หน้า ๕๑๑–๕๑๔ อัตตทัณฑสูตรนิทเทส ตอนที่ ๓ (ไม่หมกมุ่นในศิลปวิทยาของโลก มีสัจจะปราศจากมายา) อธิบายสองคาถาต่อเนื่องกัน คาถาแรกสอนไม่ให้หมกมุ่นลุ่มหลงในศิลปวิทยาต่างๆที่ชาวโลกยึดถือฝึกฝน เช่น วิชาช้าง วิชาม้า วิชาธนู ตลอดจนกามคุณห้าอันเป็นที่ต้องใจของเทวดาและมนุษย์ สอนให้กำหนดรู้กามทั้งปวงโดยรอบด้านแล้วศึกษาไตรสิกขาเพื่อดับกิเลสของตนเอง คาถาที่สองสอนคุณสมบัติของมุนีว่าพึงเป็นผู้พูดจริง ไม่คะนอง ไม่มีมายาหลอกลวง ไม่ส่อเสียดยุยง ไม่มักโกรธ และข้ามพ้นความโลภ ความชั่ว และความตระหนี่ได้
- หน้า ๕๑๕–๕๑๗ อัตตทัณฑสูตรนิทเทส ตอนที่ ๔ (ครอบงำความง่วงและมานะ มีใจโน้มสู่นิพพาน) สอนให้เอาชนะความง่วงเหงาหาวนอน ความเกียจคร้าน และความหดหู่ท้อแท้ ไม่คลุกคลีอยู่กับความประมาท ไม่ตั้งอยู่ในความถือตัวจัด ให้เป็นผู้มีใจน้อมไปสู่นิพพาน คำอธิบายชี้ว่าแม้การให้ทาน การรักษาศีล หรือการเจริญฌาน หากบัณฑิตทำ ก็มิใช่เพื่อหวังภพใหม่ แต่เพื่อความสิ้นไปแห่งอุปธิ พร้อมยกคาถาเปรียบเทียบว่าผู้รู้แจ้งย่อมไม่เศร้าโศกในยามเสื่อมลาภยศเพราะเห็นแจ้งโลกธรรมแปดว่าไม่เที่ยง
- หน้า ๕๑๗–๕๒๓ อัตตทัณฑสูตรนิทเทส ตอนที่ ๕ (ไม่ยึดติดทั้งขันธ์เก่าและขันธ์ใหม่) อธิบายสองคาถา คาถาแรกสอนไม่ให้ดำเนินชีวิตด้วยความเท็จ ไม่สร้างความรักใคร่ผูกพันในรูป กำหนดรู้มานะโดยรอบด้าน และงดเว้นจากความประพฤติผลุนผลันที่เกิดจากราคะโทสะโมหะ คาถาที่สองสอนไม่ให้เพลิดเพลินยินดีในขันธ์ที่ล่วงไปแล้ว ไม่สร้างความพอใจในขันธ์ปัจจุบัน ไม่โศกเศร้าเมื่อสิ่งต่างๆเสื่อมสลายไป และไม่ยึดติดอยู่กับตัณหาที่คอยฉุดกระชากลากไปสู่ภพภูมิต่างๆ
- หน้า ๕๒๓–๕๒๙ อัตตทัณฑสูตรนิทเทส ตอนที่ ๖ (เปือกตมแห่งกามและมุนีผู้ยืนบนภูมิแห่งนิพพาน) อธิบายว่าความอยากได้ ความติดใจ และการยึดถืออารมณ์ ล้วนเป็นชื่อของตัณหาอันเปรียบด้วยห้วงน้ำใหญ่และเปือกตมแห่งกามที่ข้ามพ้นได้ยาก จากนั้นอธิบายว่ามุนีผู้ไม่เอนเอียงจากสัจจะย่อมยืนอยู่บนพื้นที่มั่นคงคือนิพพาน เพราะสละอายตนะสิบสองได้หมดสิ้นจึงได้ชื่อว่าผู้สงบ ต่อมาสอนว่าผู้รู้แจ้งเวทและไม่อาศัยตัณหาทิฏฐิย่อมประพฤติชอบในโลกโดยไม่อิจฉาริษยาผู้ใด และผู้ที่ข้ามพ้นกามและเครื่องข้องอันข้ามได้ยากในโลกแล้ว ย่อมไม่โศกเศร้ากระวนกระวาย มีกระแสตัณหาอันตัดขาดและไม่มีเครื่องผูกพันอีกต่อไป
- หน้า ๕๒๙–๕๓๔ อัตตทัณฑสูตรนิทเทส ตอนที่ ๗ (ทำอดีต ปัจจุบัน อนาคตให้เหือดแห้ง ไม่ยึดว่าเป็นของเรา) สอนให้ทำกิเลสที่จะเกิดขึ้นโดยปรารภขันธ์ในอดีตให้เหือดแห้งไป อย่าให้มีเครื่องกังวลเกิดขึ้นในอนาคต และหากไม่ยึดถือขันธ์ปัจจุบันด้วยอำนาจตัณหาทิฏฐิก็จะดำเนินชีวิตอย่างสงบ จากนั้นอธิบายคาถาว่าผู้ไม่มีความยึดถือว่า "เป็นของเรา" ในนามรูปโดยประการทั้งปวง และไม่โศกเศร้าต่อสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง ย่อมไม่เสื่อมในโลก พร้อมยกคำสอนเรื่องความว่างจากตัวตนมาประกอบ เช่น คาถาของพระวชิราภิกษุณีที่เปรียบขันธ์ห้าดุจส่วนประกอบของรถซึ่งเมื่อประชุมกันจึงเรียกว่า "รถ" และพุทธดำรัสตอบพระอานนท์เรื่องโลกว่างเปล่าจากตัวตนและขอ
- หน้า ๕๓๔–๕๓๘ อัตตทัณฑสูตรนิทเทส ตอนที่ ๘ (ไม่มีสิ่งใดเป็นของเราหรือของผู้อื่น) อธิบายคาถาว่าผู้ที่ไม่มีความยึดถือว่า "นี้ของเรา" หรือ "นี้ของผู้อื่น" แม้แต่น้อย ย่อมไม่ประสบความรู้สึกว่าเป็นของตน และไม่เศร้าโศกด้วยความคิดว่า "เราไม่มีอะไร" มีการยกพุทธพจน์ประกอบยืนยันหลักอนัตตาอย่างละเอียด เช่น กายนี้ไม่ใช่ของเราหรือของผู้อื่นเพราะเป็นผลกรรมเก่า และอุปมาเรื่องหญ้าไม้ในเชตวันที่ใครเก็บไปเผาไปก็ไม่เดือดร้อนเพราะไม่ยึดว่าเป็นตัวตนของตน รวมถึงพุทธดำรัสเรื่องความว่างเปล่าของโลกที่ตรัสแก่พระอานนท์
- หน้า ๕๓๘–๕๔๓ อัตตทัณฑสูตรนิทเทส ตอนที่ ๙ (มุนีผู้สงบปราศจากความตระหนี่ จบสูตร) อธิบายคุณสมบัติสุดท้ายของมุนีผู้บรรลุจุดหมาย คือ ไม่มีความอิจฉาริษยา ไม่โลภ ไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม วางตัวเสมอในทุกสถานการณ์ และเมื่อไม่หวั่นไหวและรู้แจ้งแล้วย่อมไม่มีการปรุงแต่งกรรมใดๆอีก งดเว้นจากการริเริ่มกระทำกรรมจึงเห็นความปลอดภัยในทุกที่ สุดท้ายมุนีย่อมไม่กล่าวอวดตนว่าเสมอ ด้อยกว่า หรือเหนือกว่าผู้ใด เป็นผู้สงบปราศจากความตระหนี่ ไม่ยึดถือและไม่ผลักไสสิ่งใด จบอัตตทัณฑสูตรนิทเทสอันเป็นสูตรที่สิบห้าของอัฏฐกวรรค
- หน้า ๕๔๔–๕๕๐ สารีปุตตสุตตนิทเทส ตอนที่ ๑ (พระสารีบุตรสรรเสริญพระพุทธเจ้าและจักษุห้าประการ) เริ่มต้นนิทเทสของสูตรที่สิบหก อันเป็นสูตรสุดท้ายของอัฏฐกวรรค โดยพระสารีบุตรกล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งเสด็จลงจากดาวดึงส์ที่เมืองสังกัสสะว่าไม่เคยเห็นหรือได้ยินพระศาสดาผู้มีวาจาไพเราะเช่นนี้มาก่อน อธิบายพระสุรเสียงอันประกอบด้วยองค์แปดของพระพุทธเจ้า และเปรียบพระองค์ดุจนายกองเกวียนผู้นำสัตว์ทั้งหลายข้ามพ้นทางกันดารแห่งชาติ ชรา พยาธิ และมรณะ จากนั้นเริ่มอธิบายคาถาที่ว่าพระพุทธเจ้าทรงปรากฏแก่โลกพร้อมทั้งเทวโลกอย่างแจ่มแจ้ง ทรงขจัดความมืดทั้งปวงแล้วยินดีอยู่แต่ผู้เดียว โดยอธิบายว่าพระองค์ทรงมีจ
- หน้า ๕๕๑–๕๕๖ สารีปุตตสุตตนิทเทส (ตอนที่ 1): จักขุ ๕ ประการของพระผู้มีพระภาค ตอนนี้เป็นเนื้อหาต่อเนื่องจากก่อนหน้าเล่ม อธิบายคำว่า "จกฺขุมา" (ผู้มีดวงตา) ในคาถาสรรเสริญของพระสารีบุตร โดยไม่ได้หมายถึงตาเนื้อ แต่หมายถึงการมองเห็นทั้งห้าประการของพระพุทธเจ้า ได้แก่ ทิพยจักขุ (เห็นสัตว์จุติเกิดตามกรรมทั่วโลกธาตุนับไม่ถ้วน) ปัญญาจักขุ (ปัญญาที่ล้ำเลิศจนตอบปัญหาและนำทางบัณฑิตทุกสำนักได้) พุทธจักขุ (เห็นอัธยาศัยและกิเลสของสัตว์ต่างระดับดุจดอกบัวที่จมน้ำ เสมอน้ำ และพ้นน้ำ แล้วแสดงธรรมให้เหมาะกับจริตแต่ละคน เช่น อสุภะสำหรับคนราคจริต เมตตาสำหรับคนโทสจริต) และสมันตจักขุ (พระสัพพัญญุ
- หน้า ๕๕๖–๕๖๐ สารีปุตตสุตตนิทเทส (ตอนที่ 2): ขจัดความมืดทั้งปวง และความหมายของ "เอโก" (ผู้เดียว) อธิบายบท "สพฺพํ ตมํ วิโนเทตฺวา" ว่าคือการขจัดความมืดแห่งราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ และกิเลสทั้งปวงที่ปิดกั้นปัญญา จากนั้นอธิบาย "เอโกว รติมชฺฌคา" (ผู้เดียวถึงความยินดี) โดยไขความคำว่า "เอโก" ไว้ ๖ นัย คือ เป็นผู้เดียวโดยการออกบวช (สละญาติและภาระทางโลก) เป็นผู้เดียวโดยไม่มีเพื่อนสอง (อยู่ป่าสงัด) เป็นผู้เดียวโดยละตัณหาได้ เป็นผู้เดียวโดยหมดสิ้นราคะโทสะโมหะโดยสิ้นเชิง เป็นผู้เดียวโดยดำเนินตามเอกายนมรรค (โพธิปักขิยธรรม ๓๗) และเป็นผู้เดียวโดยตรัสรู้เองไม่มีใครสอน สาระคือ "ความเป็นผู้เดียว" ของพระพุทธ
- หน้า ๕๖๐–๕๗๐ สารีปุตตสุตตนิทเทส (ตอนที่ 3): พุทธะ อสิตะ ตาที อกุหะ ผู้เป็นคณาจารย์ อธิบายคาถาที่พระสารีบุตรกล่าวถึงพระพุทธเจ้าว่า "อสิตํ ตาทึ อกุหํ คณิมาคตํ" คำว่า "พุทฺโธ" มิใช่ชื่อที่บิดามารดาตั้งให้ แต่เป็นคำเรียกที่เกิดพร้อมการตรัสรู้สัพพัญญุตญาณ "อสิตํ" (ไม่มีที่พึ่งอิง) หมายถึงพ้นจากอาการยึดติดสองแบบคือตัณหานิสัย (การยึดว่า "นี่ของเรา") และทิฏฐินิสัย (การยึดถือทฤษฎีความเห็น) จึงไม่พึ่งพิงสิ่งใดทั้งภายในภายนอก "ตาที" (ผู้คงที่) อธิบายว่าคงที่ทั้งในลาภเสื่อมลาภ ยศเสื่อมยศ สรรเสริญนินทา สุขทุกข์ เพราะละกิเลสได้หมดและข้ามโอฆะทั้งสี่แล้ว "อกุหํ" (ไม่หลอกลวง) แสดงการหักล้างเล่
- หน้า ๕๗๐–๕๗๓ สารีปุตตสุตตนิทเทส (ตอนที่ 4): ภิกษุผู้เบื่อหน่ายทุกข์ แสวงที่นั่งอันสงัด อธิบายคาถาที่กล่าวถึงภิกษุผู้ "วิชิคุจฉะ" (เบื่อหน่าย) ต่อทุกข์ แล้วเสพที่นั่งอันว่าง โคนไม้ ป่าช้า หรือถ้ำภูเขา คำอธิบายไล่รายการทุกข์อย่างละเอียด ตั้งแต่ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ไปจนถึงโรคภัยนานาชนิด เพื่อชี้ว่าความเบื่อหน่ายนี้เกิดจากปัญญาเห็นทุกข์ตามจริง มิใช่ความรังเกียจธรรมดา และอธิบายว่าที่นั่ง/ที่พักอันเหมาะสมคือที่ปราศจากรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสอันไม่เป็นสัปปายะ เอื้อต่อการหลีกเร้นบำเพ็ญเพียร
- หน้า ๕๗๓–๕๗๙ สารีปุตตสุตตนิทเทส (ตอนที่ 5): เสียงน่ากลัวในที่พักและอันตรายในโลก ๒ ประเภท อธิบายสองคาถาต่อเนื่องกัน คาถาแรกกล่าวถึงเสียงน่ากลัวของสัตว์ร้ายในที่พักต่างๆ ที่ภิกษุไม่พึงหวั่นไหว คาถาต่อมาถามว่าอันตรายในโลกมีเท่าไรสำหรับผู้มุ่งไปสู่ "ทิศที่ยังไม่เคยไป" (คือพระนิพพาน) คำอธิบายแบ่งอันตรายเป็น ๒ ประเภทคือ "ปรากฏภัย" (สัตว์ร้าย โจร โรคภัยต่างๆ) และ "ภัยที่ซ่อนเร้น" (กิเลสภายในใจ เช่น นิวรณ์ ราคะ โทสะ โมหะ) พร้อมยกพุทธพจน์และคาถาหลายบทมาสนับสนุนว่าโลภะ โทสะ โมหะ คือ "ศัตรูภายใน" ที่แท้จริงยิ่งกว่าภัยภายนอก และสรุปว่าพระนิพพานคือทิศที่ยังไม่เคยมีใครไปถึงมาก่อน ซึ่งผู้ปฏิบัติต้
- หน้า ๕๗๙–๕๘๗ สารีปุตตสุตตนิทเทส (ตอนที่ 6): วาจา โคจร ศีลพรต ของภิกษุผู้มุ่งมั่น อธิบายคาถาถามถึงลักษณะวาจา โคจร (แหล่งที่ควรไปมา) และศีลพรตของภิกษุผู้มุ่งมั่น (ปหิตัตตะ) วจีปาริสุทธิ์ คือวาจาสัตย์ ไม่ส่อเสียด ไม่หยาบคาย มีสาระประโยชน์ ส่วนโคจรแบ่งเป็นอโคจร (สถานที่ไม่เหมาะ เช่น บ้านหญิงแพศยา หญิงหม้าย โรงสุรา ตระกูลที่ไม่มีศรัทธา หรือการเที่ยวดูมหรสพ) กับโคจรที่เหมาะสม (ตระกูลศรัทธา การสำรวมอินทรีย์ และสติปัฏฐาน ๔) จุดสำคัญคือการแยกแยะ "ศีล" แท้ (การสำรวมในสิกขาบท) ออกจากเพียง "วัตร" (ธุดงควัตรและการอธิษฐานความเพียรอย่างเข้มงวด เช่น อดอาหารจนกว่าจะบรรลุธรรม) ซึ่งหากไม่มีการ
- หน้า ๕๘๗–๕๘๙ สารีปุตตสุตตนิทเทส (ตอนที่ 7): สิกขาที่ควรศึกษา อุปมาช่างทองขจัดสนิม อธิบายคาถาถามถึงสิกขาที่ทำให้เป็นผู้มีจิตแน่วแน่ ฉลาด และมีสติ โดยเทียบกับสิกขา ๓ คือ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา และสติปาริสุทธิ์ จากนั้นขยายอุปมาช่างทองที่หลอมเงินไล่สนิมออกเป็นขั้นหยาบ ขั้นกลาง ขั้นละเอียด เทียบกับภิกษุที่ค่อยๆ ขจัดกิเลสหยาบ กลาง ละเอียดของตน โดยแทนที่มิจฉาทิฏฐิ มิจฉาสังกัปปะ ฯลฯ ด้วยองค์มรรคฝ่ายถูกทีละคู่จนครบมรรคมีองค์แปด
- หน้า ๕๘๙–๕๙๓ สารีปุตตสุตตนิทเทส (ตอนที่ 8): พระผู้มีพระภาคตรัสตอบพระสารีบุตร และความหมายของคำว่า "ภควา" พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพระสารีบุตรโดยชื่อ แล้วทรงรับจะแสดง "ความผาสุก" (ผาสุวิหาร) แก่ผู้เบื่อหน่ายทุกข์และปรารถนาโพธิญาณ ซึ่งอธิบายว่าคือข้อปฏิบัติที่นำไปสู่นิพพาน ได้แก่โพธิปักขิยธรรม ๓๗ และมรรคทั้งสาย ตอนนี้ยังแทรกคำอธิบายศัพท์ "ภควา" แบบมาตรฐานที่ใช้ทั่วทั้งคัมภีร์ (ผู้หักราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ ผู้เสพรสแห่งอรรถ ธรรม วิมุตติ ผู้ประกอบด้วยฌานและอภิญญา ฯลฯ) ยืนยันว่าคำนี้ไม่ใช่ชื่อที่ใครตั้งให้ แต่เกิดพร้อมการบรรลุสัพพัญญุตญาณที่โคนต้นโพธิ์
- หน้า ๕๙๓–๕๙๖ สารีปุตตสุตตนิทเทส (ตอนที่ 9): ภัย ๕ ประการ และเขตแดน ๔ ของภิกษุผู้มีสติ อธิบายคาถาว่าภิกษุผู้เป็นบัณฑิตและมีสติ "ประพฤติอยู่ในขอบเขต" ไม่พึงกลัวภัย ๕ อย่าง คือจากแมลงกัดต่อย งู มนุษย์ และสัตว์สี่เท้า คำว่า "ประพฤติอยู่ในขอบเขต" อธิบายผ่านเขตแดน ๔ ที่ภิกษุพึงรักษา คือ ความสำรวมในศีล ความสำรวมอินทรีย์ ความรู้จักประมาณในการบริโภค และความเพียรเพื่อตื่นอยู่ (ไม่เห็นแก่นอน) ชี้ว่าความไม่กลัวภัยเกิดจากการฝึกฝนวินัยที่มั่นคง มิใช่ความกล้าบ้าบิ่น
- หน้า ๕๙๖–๕๙๘ สารีปุตตสุตตนิทเทส (ตอนที่ 10): ไม่หวั่นไหวต่อลัทธิอื่นและอันตรายอื่นๆ อธิบายว่าภิกษุไม่พึงหวาดหวั่นแม้ถูกผู้นับถือลัทธิอื่นข่มขู่คุกคามด้วยวิธีน่ากลัวต่างๆ และพึงเตรียมพร้อมเอาชนะอันตรายอื่นๆ ที่ยังเหลืออยู่อีก เพราะเป็นผู้แสวงหาความดีงาม (มรรคาแห่งความหลุดพ้น) อย่างมุ่งมั่นไม่ท้อถอย
- หน้า ๕๙๘–๖๐๐ สารีปุตตสุตตนิทเทส (ตอนที่ 11): อดทนต่อโรค ความหิว หนาว ร้อน ด้วยความเพียรมั่นคง อธิบายการอดทนต่อความทุกข์ทางกาย ได้แก่ โรคภัย ความหิว ความหนาว และความร้อน โดยไม่ปล่อยให้กิเลสฝ่ายอกุศลได้ "ที่อยู่" ในใจแม้ถูกทุกข์เหล่านั้นบีบคั้นหลายรูปแบบ และให้ตั้งความเพียรอย่างมั่นคงไม่ย่อท้อไม่ว่าร่างกายจะถูกกระทบเพียงใด
- หน้า ๖๐๐–๖๐๒ สารีปุตตสุตตนิทเทส (ตอนที่ 12): ไม่ลักไม่พูดเท็จ แผ่เมตตา และรู้ทันจิตขุ่นมัว อธิบายคาถาสอนภิกษุไม่ให้ลักทรัพย์หรือพูดเท็จ ให้แผ่เมตตาทั้งต่อสัตว์ผู้ยังหวาดกลัว (ตสะ ผู้ยังมีตัณหา) และสัตว์ผู้มั่นคงปลอดภัยแล้ว (ถาวร ผู้สิ้นตัณหา) และเมื่อใดรู้ว่าจิตขุ่นมัวเพราะกิเลส (โกรธ อิจฉา มานะ ฯลฯ) ก็ให้กำจัดเสีย เพราะความขุ่นมัวนั้นคือ "ฝ่ายของมาร" ที่นำไปสู่ทุคติและทุกข์
- หน้า ๖๐๒–๖๐๕ สารีปุตตสุตตนิทเทส (ตอนที่ 13): ถอนรากโกรธและมานะ อดทนสิ่งที่ชอบและไม่ชอบใจ (ยังไม่จบ) อธิบายคาถาสอนไม่ให้ตกอยู่ใต้อำนาจความโกรธและความถือตัว แต่ให้ขุดรากถอนโคนของทั้งสองอย่าง ซึ่งมีรากร่วมกันคืออวิชชา การใส่ใจโดยไม่แยบคาย มานะว่า "เรามีเรา" ความไม่ละอายไม่เกรงกลัวบาป และความฟุ้งซ่าน จากนั้นให้อดทนเอาชนะทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ (ทั้งบุคคลและอารมณ์) อย่างเด็ดเดี่ยว ท้ายหน้า ๖๐๕ เริ่มคาถาบทใหม่ "ปญฺญํ ปุรกฺขตฺวา กลฺยาณปีติ..." ซึ่งเริ่มอธิบายว่าผู้ตั้งปัญญาไว้ข้างหน้าคือผู้มีสัมปชัญญะในทุกอิริยาบถ แต่เนื้อหาส่วนนี้ยังไม่จบและดำเนินต่อไปในหน้าถัดจากช่วงที่ตัดมานี้
- หน้า ๖๐๖–๖๐๗ ภาคต่อ ปัญญาปุรักขัตวา กัลยาณปีติ (ต่อจากตอนก่อนหน้า) เป็นส่วนต่อท้ายของคาถาที่เริ่มอธิบายมาก่อนหน้าเล่มนี้ อธิบายว่าผู้ตั้งปัญญาไว้ข้างหน้าย่อมเกิดปีติอันดีงามจากการระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ศีล จาคะ เทวดา ลมหายใจ ความตาย กาย และความสงบ จากนั้นอธิบายว่าภิกษุพึงข่มขี่ครอบงำอันตรายทั้งปวง อดทนต่อความไม่ยินดีในเสนาสนะอันสงัด และอดทนต่อเหตุแห่งความคร่ำครวญสี่ประการ คือความกังวลเรื่องอาหาร ที่อยู่ และการนอน
- หน้า ๖๐๗–๖๑๐ ความไม่กังวลเรื่องอาหารและที่อยู่ กับภิกษุผู้เป็นเสขะไม่ยึดติดที่อยู่ (อนิเกตสารี) อธิบายคาถาที่ภิกษุตั้งคำถามกับตนเองว่าจะฉันอะไร จะนอนที่ไหน คืนนี้จะนอนลำบากที่ไหน ซึ่งความคิดเช่นนี้จัดเป็นวิตกที่นำไปสู่ความคร่ำครวญ ภิกษุผู้เป็นเสขะพึงบรรเทาวิตกเหล่านี้เสีย ข้อความอธิบายคำว่า "เสขะ" ว่าหมายถึงผู้ยังศึกษาอยู่ในไตรสิกขา (ศีล จิต ปัญญา) และอธิบาย "อนิเกตสารี" คือผู้ไม่ติดข้องในกุล คณะ ที่อยู่ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัช พร้อมยกคาถาสรรเสริญภิกษุผู้เที่ยวไปในแคว้นมคธ โกศล วัชชี โดยไม่ผูกพันหมู่คณะ
- หน้า ๖๑๐–๖๑๔ ความรู้จักประมาณในปัจจัยสี่และความสำรวมในหมู่บ้าน อธิบายคาถาว่าด้วยการรับอาหารและที่นอนตามกาลโดยไม่ใช้เล่ห์เหลี่ยมหรือมิจฉาชีพ และการรู้จักประมาณทั้งในการรับ (ปฏิคหณ) และการบริโภค (ปริโภค) ปัจจัยสี่ตามหลักปัจจเวกขณ์ คือใช้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัชเพียงเพื่อป้องกันความหนาวร้อนและดำรงชีวิต ไม่ใช่เพื่อความสวยงามหรือมัวเมา อธิบายความสันโดษในปัจจัยสี่ตามอริยวงศ์ และการสำรวมอินทรีย์เมื่อเที่ยวไปในบ้าน แม้ถูกกระทบกระเทียบก็ไม่กล่าววาจาหยาบตอบ ไม่ก่อการทะเลาะวิวาท
- หน้า ๖๑๔–๖๒๐ การสำรวมตาและเท้า ความเพียรในฌาน และการตัดวิตกกับความรำคาญใจ อธิบายคาถาว่าด้วยการมีตาทอดลง ไม่เที่ยวมองโน่นมองนี่ ไม่เดินเที่ยวเตร่ไร้จุดหมาย (ปาทโลละ) หมั่นประกอบฌานทั้งสี่และความเป็นผู้ตื่นมาก โดยแบ่งเวลากลางวันกลางคืนเพื่อชำระจิตจากธรรมที่กั้นกาง อธิบายความมีจิตตั้งมั่นด้วยอุเบกขาในฌานที่สี่ และการตัดวิตกเก้าประการ (เช่น กามวิตก พยาบาทวิตก) พร้อมทั้งตัดกุกกุจจะ (ความรำคาญใจ) ที่เกิดจากการทำหรือไม่ทำกรรมดีกรรมชั่ว และจากความบกพร่องในศีลและการฝึกฝนธรรม
- หน้า ๖๒๐–๖๒๓ การรับคำตักเตือนด้วยดี ความปรองดองในหมู่สงฆ์ และวาจาที่ควรกล่าว อธิบายคาถาว่าด้วยเมื่อถูกอุปัชฌาย์อาจารย์หรือมิตรตักเตือนด้วยวาจา ภิกษุพึงมีสติยินดีรับคำตักเตือนนั้นดุจได้รับพวงดอกไม้ ไม่ควรโกรธเคือง อธิบายการทำลายความกระด้างในใจ (เจโตขิละ) อันเกิดจากราคะ โทสะ โมหะ ต่อเพื่อนพรหมจารี และการเปล่งวาจาที่ประกอบด้วยประโยชน์ ถูกกาล (กาลเวลา) และถูกต้องตามศีล (สีลเวลา) ไม่กล่าววาจาที่จะนำไปสู่การถูกนินทาติเตียนจากผู้อื่น
- หน้า ๖๒๓–๖๒๖ ธุลีห้าประการในโลก คือราคะในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อธิบายคาถาว่าด้วยธุลี (รชะ) ห้าประการในโลก ได้แก่ความกำหนัดในรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส โดยอธิบายว่าคำว่า "รชะ" ในที่นี้หมายถึงราคะ โทสะ โมหะ อันเป็นมลทินของจิต มิใช่ฝุ่นละอองทางกายภาพ ภิกษุผู้มีสติพึงศึกษาไตรสิกขาเพื่อกำจัดปหานราคะเหล่านั้น และพึงข่มครอบงำความกำหนัดในอารมณ์ทั้งห้านี้ให้ได้
- หน้า ๖๒๖–๖๓๐ การปราศจากฉันทะ จิตหลุดพ้นดี และความหมายของคำว่า "ภควา" (จบมหานิทเทส) อธิบายคาถาสุดท้ายว่าภิกษุพึงกำจัดฉันทะในอารมณ์ทั้งห้า มีสติ มีจิตหลุดพ้นดีแล้ว (สุวิมุตตจิต) พิจารณาธรรมโดยชอบตามกาลอันเหมาะสม (รู้จักเวลาประคอง ข่ม ทำให้ร่าเริง และวางเฉยจิต) พิจารณาเห็นสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา จนมีจิตเป็นหนึ่ง กำจัดความมืดคือกิเลสได้ ตามด้วยคำอธิบายละเอียดว่าเหตุใดพระผู้มีพระภาคจึงทรงพระนามว่า "ภควา" คือเพราะทรงหักราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลสและเสี้ยนหนามได้แล้ว ทรงจำแนกแจกธรรมรัตนะ ทรงกระทำที่สุดแห่งภพ ทรงอบรมกาย ศีล จิต และปัญญาแล้ว ทรงเสพเสน
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐
หน้า ๔๐๑–๔๕๐
หน้า ๔๕๑–๕๐๐
หน้า ๕๐๑–๕๕๐
หน้า ๕๕๑–๖๐๐