ปัฏฐาน ภาค ๒

บาลีโรมัน (มหาสังคีติ) · พระอภิธรรมปิฎก · เล่มที่ ๔๑ · ๖๔๗ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๓๑ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๔ ปฏิจจวาร เหตุปัจจัย: ธรรมประเภทเดียวเป็นฐาน (วิตักกติกะ) เปิดวิตักกติกะซึ่งจำแนกธรรมตามองค์วิตก-วิจาร ได้แก่ สวิตักกสวิจาร (มีทั้งวิตกและวิจาร) อวิตักกวิจารมัตตะ (มีแต่วิจาร) และอวิตักกอวิจาร (ไม่มีทั้งสอง) ส่วนนี้ใช้เหตุปัจจัยเป็นตัวตั้ง แสดงว่ามูลเหตุที่ประกอบในจิตสวิตักกสวิจารเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ร่วมประเภทเดียวกัน แต่เหตุชุดเดียวกันนั้นยังเป็นปัจจัยแยกแก่วิตกเพียงตัวเดียว (จัดเป็นกลุ่มอวิตักกวิจารมัตตะ) และแก่รูปที่จิตนั้นก่อขึ้น (จัดเป็นอวิตักกอวิจาร เพราะรูปไม่มีวิตกวิจาร) เช่น ในขณะปฏิสนธิ เหตุของจิตสวิตักกสวิจารเป็นปัจจัยทั้งแก่ขันธ์ร่วม แก่วิตก
  2. หน้า ๕–๙ ปฏิจจวาร เหตุปัจจัย: ธรรมสองสามประเภทรวมกันเป็นฐาน ยังอยู่ในเหตุปัจจัยของปฏิจจวาร แต่เปลี่ยนฐานธรรมจากประเภทเดียวมาเป็นธรรมสองหรือสามประเภทรวมกัน เช่น ขันธ์สวิตักกสวิจารรวมกับรูปอวิตักกอวิจาร (นามกับรูปที่นามนั้นก่อ) ทำหน้าที่เป็นเหตุร่วมกันแก่ผลที่เกิดขึ้น แสดงว่านามและรูปที่เกิดพร้อมกันสามารถเป็นฐานเหตุร่วมสำหรับขันธ์รุ่นถัดไปได้ ตัวอย่างเช่น ขันธ์สวิตักกสวิจารและกฏัตตารูปในขณะปฏิสนธิรวมกันเป็นเหตุแก่ขันธ์สวิตักกสวิจารที่ตามมา หรือขันธ์สวิตักกสวิจารรวมกับวิตกเป็นเหตุแก่ขันธ์และวิตกรุ่นถัดไป เป็นการขยายหลักการเดิมให้ครอบคลุมฐานที่ซับซ้อนขึ้นเท่
  3. หน้า ๑๐–๑๓ ปฏิจจวาร อารัมมณปัจจัย เปลี่ยนจากเหตุปัจจัยมาเป็นอารัมมณปัจจัย โดยใช้รูปแบบคำถามเดียวกันกับหมวดเหตุปัจจัยที่ผ่านมา เพียงเปลี่ยนความสัมพันธ์เป็นธรรมประเภทหนึ่งทำหน้าที่เป็น "อารมณ์" ให้ธรรมอีกประเภทเกิดขึ้น เนื้อหาส่วนใหญ่ถูกย่อด้วยจุดไข่ปลาเพราะซ้ำแบบกับเหตุปัจจัย ปิดท้ายด้วยข้อความสำคัญว่ามีเพียงเหตุปัจจัยกับอารัมมณปัจจัยเท่านั้นที่คัมภีร์แจกแจงเต็มรูปแบบ ส่วนปัจจัยที่เหลืออีก ๒๐ ให้ผู้ศึกษาแจกแจงเองตามแนวเดียวกัน จึงควรเข้าใจว่าเป็นแนวปฏิบัติในการย่อคัมภีร์ มิใช่เนื้อหาใหม่เชิงเหตุผล
  4. หน้า ๑๔–๑๘ ปฏิจจวาร วิปปยุตตปัจจัย: ธรรมประเภทเดียวเป็นฐาน วิปปยุตตปัจจัย (ปัจจัยโดยความไม่ประกอบกัน) ใช้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างนามธรรมกับรูปธรรมโดยเฉพาะ เพราะนามกับรูปเป็นสภาวะที่ไม่อาจประกอบเป็นอันเดียวกันได้ เช่น จิตสวิตักกสวิจารเป็นปัจจัยแก่รูปที่จิตนั้นก่อขึ้นโดยวิปปยุตตปัจจัย และวัตถุ (ที่ตั้งทางกาย) ก็เป็นปัจจัยแก่จิตในขณะปฏิสนธิด้วยวิปปยุตตปัจจัยเช่นกัน ส่วนนี้ลงรายละเอียดรูปธรรมมากเป็นพิเศษ (มหาภูตรูป อุปาทายรูป กฏัตตารูป รูปที่เกิดจากอาหารและอุตุ) เพราะฐานอวิตักกอวิจารซึ่งครอบคลุมรูปธรรมทั้งหมดต้องอาศัยรายละเอียดเหล่านี้เพื่ออธิบายความไม่ประ
  5. หน้า ๑๙–๒๔ ปฏิจจวาร วิปปยุตตปัจจัยฐานผสม และปิดฝ่ายอนุโลม ดำเนินวิปปยุตตปัจจัยต่อด้วยฐานธรรมแบบผสม (สองสามประเภทรวมกัน) ตามรูปแบบเดิม จากนั้นอัตถิปัจจัย นัตถิปัจจัย วิคตปัจจัย และอวิคตปัจจัยถูกย่อทั้งหมดเพราะซ้ำรูปแบบกับปัจจัยก่อนหน้า ตามด้วยตาราง "คณนา" ที่นับจำนวนข้อคำถามของแต่ละปัจจัยทั้ง ๒๔ ข้อ (เช่น เหตุปัจจัยมี ๓๗ ข้อ อารัมมณปัจจัยมี ๒๑ ข้อ) ซึ่งเป็นเพียงตารางอ้างอิงสำหรับนับจำนวนกรณี ไม่มีความหมายเชิงเหตุผลเพิ่มเติมให้อธิบาย ปิดท้ายด้วยคำว่า "อนุโลมํ" ก่อนเปิดฝ่ายปฏิกเขปด้วยนเหตุปัจจัยในบรรทัดสุดท้ายของหน้า ๒๔
  6. หน้า ๒๕–๓๐ ปฏิจจวาร ปัจจนียะ: นเหตุปัจจัย (อเหตุกธรรม) เข้าสู่ฝ่ายปัจจนียะ (ปฏิเสธ) ด้วยนเหตุปัจจัย ซึ่งแสดงกรณีที่ธรรมเกิดขึ้นโดยไม่มีมูลเหตุ (อเหตุกะ) เช่น จิตที่ประกอบด้วยวิจิกิจฉาหรืออุทธัจจะ (โมหมูลจิต) แม้ไม่มีมูลเหตุฝ่ายกุศลหรืออกุศลประกอบ ก็ยังจัดเป็นสวิตักกสวิจารได้เพราะยังมีองค์วิตกวิจาร แสดงว่าการจำแนกตามวิตกวิจารเป็นคนละมิติกับการมีหรือไม่มีมูลเหตุ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงทวิปัญจวิญญาณ (จิตเห็น ได้ยิน ฯลฯ) ซึ่งเป็นอเหตุกะและจัดเป็นอวิตักกอวิจาร รวมทั้งรูปที่เกิดจากภายนอก จากอาหาร จากอุตุ และธรรมของอสัญญสัตว์ ซึ่งล้วนเป็นอวิตักกอวิจารเพราะไม่
  7. หน้า ๓๑–๓๔ ปฏิจจวาร ปัจจนียะ: นอารัมมณ นอธิปติ และกลุ่มนอนันตระ นอารัมมณปัจจัย (ไม่มีอารมณ์) เป็นปัจจัยเฉพาะฝ่ายรูปธรรม เพราะรูปไม่สามารถรับอารมณ์ได้ จึงกล่าวถึงเฉพาะรูปอวิตักกอวิจารที่เกิดจากจิตหรือกรรม จากนั้นนอธิปติปัจจัยแสดงว่าจิตวิบากบางประเภท เช่น อวิตักกวิจารมัตตะและอวิตักกอวิจารฝ่ายวิบาก เกิดขึ้นได้เองโดยไม่ต้องอาศัยธรรมที่เป็นประธานเลย ปิดท้ายด้วยนอนันตรปัจจัย นสมนันตรปัจจัย นอัญญมัญญปัจจัย และนอุปนิสสยปัจจัย ซึ่งถูกย่อรวมกันเพราะมีรูปแบบเหมือนนอารัมมณปัจจัย
  8. หน้า ๓๕–๔๐ ปฏิจจวาร ปัจจนียะ: นปุเรชาตถึงปิดปฏิจจวาร นปุเรชาตปัจจัยถูกอธิบายเฉพาะในภูมิอรูปซึ่งไม่มีวัตถุ (ที่ตั้งทางกาย) เลย แสดงว่านามธรรมต่างองค์วิตกวิจารเป็นปัจจัยแก่กันได้โดยไม่ต้องอาศัยรูปใดเกิดก่อน จากนั้นนกัมมปัจจัยแยกแสดงเจตนาโดยเฉพาะ เช่น เจตนาที่ประกอบกับจิตสวิตักกสวิจารเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ประเภทเดียวกัน แสดงเจตนาในฐานะเจตสิกธรรมดา มิใช่ในฐานะกรรม ปัจจัยที่เหลือ (นวิปาก นอาหาร นอินทรีย์ นฌาน นมัคค นสัมปยุตต) ถูกย่อสั้นเพราะซ้ำแบบเดิม ก่อนลงรายละเอียดนวิปปยุตตปัจจัยในภูมิอรูปอีกครั้ง แล้วปิดท้ายด้วยตารางนับจำนวนคำถามทั้งฝ่ายปฏิกเขปและฝ่ายผ
  9. หน้า ๔๑–๔๗ ปัจจยวาร: เหตุปัจจัย และนเหตุ/นอธิปติ/นกัมม ปัจจยวารเปิดเรื่องเหตุปัจจัยขึ้นใหม่ แต่เปลี่ยนกรอบความสัมพันธ์จาก "ปฏิจจ" (อาศัยเกิด) เป็น "ปัจจยา" (เป็นปัจจัยแก่) ซึ่งกว้างกว่าเดิมเล็กน้อย เนื้อหาโครงสร้างซ้ำกับหมวดเหตุปัจจัยตอนต้นเล่ม ปิดฝ่ายอนุโลมด้วยข้อสังเกตว่าอธิปติปัจจัยในวาระนี้นับได้ ๓๗ กรณี (ต่างจาก ๒๑ กรณีในปุเรชาตและอาเสวนะก่อนหน้า) จากนั้นฝ่ายปัจจนียะแจกแจงนอธิปติปัจจัยโดยแยกจิตวิบากออกจากจิตทั่วไป เช่น จิตวิบากอวิตักกอวิจารเป็นปัจจัยแก่ธรรมที่เป็นใหญ่ของตนเองและวิจารที่ประกอบโดยไม่ต้องอาศัยธรรมที่เป็นใหญ่จากภายนอก ส่วนนกัมมปัจจ
  10. หน้า ๔๘–๔๙ สังสัฏฐวาร: เหตุปัจจัย สังสัฏฐวาร (วาระว่าด้วยธรรมที่เจือปนกันในกองเดียว ต่างจากปฏิจจวารที่เน้นการอาศัยเกิด) แจกแจงเฉพาะเหตุปัจจัยเป็นตัวอย่างเดียว ตามรูปแบบเดียวกับหมวดเหตุปัจจัยของปฏิจจวารทุกประการ เช่น ขันธ์สวิตักกสวิจารที่เจือปนกันเป็นปัจจัยแก่วิตกที่เจือปนอยู่ในกองเดียวกัน จากนั้นมีข้อกำหนดให้ปัจจัยที่เหลือทั้งหมด "เทียบเคียง" ตามแบบเหตุปัจจัยนี้ ส่วนนี้จึงสั้นและเป็นแนวอ้างอิงมากกว่าจะมีรายละเอียดเชิงเหตุผลใหม่
  11. หน้า ๕๐–๕๕ ปัญหาวาร: เหตุปัจจัย และอารัมมณปัจจัย (ตอนต้น) ปัญหาวารเป็นวาระที่แจกแจงละเอียดที่สุด โดยตั้งคำถามตรงว่าธรรม ก. เป็นปัจจัยแก่ธรรม ข. โดยปัจจัยใด หมวดเหตุปัจจัย (หน้า ๕๐-๕๒) แสดงว่ามูลเหตุของจิตสวิตักกสวิจารเป็นปัจจัยพร้อมกันทั้งแก่ขันธ์ที่ประกอบร่วม แก่วิตกในกลุ่มอวิตักกวิจารมัตตะ และแก่รูปที่จิตนั้นก่อในกลุ่มอวิตักกอวิจาร แสดงว่ามูลเหตุชุดเดียวรองรับทั้งฝ่ายนามที่ประกอบและฝ่ายรูปที่เกิดตามมาพร้อมกัน จากนั้นเข้าสู่อารัมมณปัจจัย (หน้า ๕๒ เป็นต้นไป) ซึ่งให้ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมมากกว่าการไล่ขันธ์แบบนามธรรม เช่น ผู้ให้ทาน รักษาศีล หรือทำอุโบสถก
  12. หน้า ๕๖–๕๙ อารัมมณปัจจัย: อารมณ์กำหนดองค์ฌานของจิตที่รับรู้ อธิบายว่าเมื่อธรรมประเภทหนึ่ง (จำแนกตามองค์ฌานวิตก-วิจาร) ถูกยึดเป็นอารมณ์ ย่อมเป็นปัจจัยให้จิตอีกประเภทหนึ่งเกิดขึ้น โดยระดับองค์ฌานของอารมณ์กับระดับองค์ฌานของจิตที่เกิดขึ้นไม่จำเป็นต้องตรงกัน เช่น พระอริยะที่ออกจากฌาน มรรค หรือผลชนิดอวิตักกอวิจาร (ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร) แล้วพิจารณาทบทวนผลนั้นหรือพระนิพพานเป็นอารมณ์ กลับก่อให้เกิดจิตปัจจเวกขณ์ชนิดสวิตักกสวิจาร (มีทั้งวิตกและวิจาร) ขึ้นแทน แสดงว่าการพิจารณาทบทวนภายหลังมักหยาบกว่าสมาบัติเดิมที่เพิ่งออกมา อีกตัวอย่างคืออภิญญาระดับอวิตักกอวิจาร เช่
  13. หน้า ๖๐–๖๖ อธิปติปัจจัย: อารมณ์และองค์ฌานที่เป็นประธานปรุงแต่งจิต กล่าวถึงปัจจัยโดยความเป็นประธาน ๒ แบบ คือ อารัมมณาธิปติ (อารมณ์ที่ยกขึ้นเป็นที่ตั้งแห่งความสำคัญ) และสหชาตาธิปติ (องค์ธรรมที่เกิดร่วมแล้วเป็นประธานครอบงำสภาวธรรมที่เกิดพร้อมกัน) ตัวอย่างอารัมมณาธิปติ เช่น บุคคลให้ทาน รักษาศีล หรือทำอุโบสถกรรมแล้วยกการกระทำนั้นขึ้นเป็นอารมณ์สำคัญพิจารณาด้วยความเคารพ (ครุกัตวา) ทำให้จิตสวิตักกสวิจารหรือแม้กระทั่งราคะและทิฏฐิเกิดขึ้นได้ ตัวอย่างสหชาตาธิปติ เช่น เมื่อวิตกเป็นตัวประธานในจิตชนิดอวิตักกวิจารมัตต (ระดับฌานที่สอง) วิตกนั้นก็เป็นปัจจัยอุปถัมภ์ขันธ์ที่ประก
  14. หน้า ๖๗–๗๒ อนันตรปัจจัย (ตอนที่ 1): ลำดับจิตติดต่อกันข้ามระดับองค์ฌาน ส่วนนี้แสดงปัจจัยโดยความเป็นจิตดวงก่อนที่ดับแล้วเป็นปัจจัยให้จิตดวงถัดไปเกิดขึ้นทันที ทั้งในกระบวนการวิถีจิตปกติ (บริกรรม-อนุโลม-โคตรภู-มรรค-ผล-ผลสมาบัติ) และในรอยต่อของภพชาติ ตัวอย่างที่น่าสนใจคือจุติจิตชนิดสวิตักกสวิจารของภพก่อน สามารถเป็นอนันตรปัจจัยให้ปฏิสนธิจิตในภพใหม่ที่เป็นชนิดอวิตักกวิจารมัตตหรืออวิตักกอวิจารเกิดขึ้นได้ แสดงว่าองค์ฌานของจิตรอยต่อระหว่างภพไม่จำเป็นต้องเป็นชนิดเดียวกัน อีกตัวอย่างคือจิตบริกรรมของฌานที่สอง สาม สี่ และอรูปฌาน ตลอดจนอภิญญาต่างๆ ล้วนเป็นปัจจัยสืบเนื่องกันตามลำ
  15. หน้า ๗๓–๗๘ อนันตรปัจจัย (ตอนที่ 2) แบบธรรมประสม และสมนันตรปัจจัย ต่อเนื่องจากตอนก่อน แต่คราวนี้ธรรมที่เป็นปัจจัยไม่ใช่องค์ฌานเดี่ยว แต่เป็นธรรมสองหรือสามประเภทรวมกัน (เช่น ขันธ์ชนิดอวิตักกวิจารมัตตพร้อมทั้งวิจาร) ที่เป็นอนันตรปัจจัยให้จิตดวงถัดไปเกิดขึ้น โดยยังคงแสดงลำดับจุติ-ปฏิสนธิ-ภวังค์-อาวัชชนะ-วุฏฐานะและมรรคผลเช่นเดิม แต่ซับซ้อนขึ้นเพราะต้องนับทั้งขันธ์และองค์ฌาน (วิตกหรือวิจาร) ที่ประกอบร่วมไปพร้อมกัน ตัวอย่างเช่น ขันธ์อวิตักกวิจารมัตตพร้อมทั้งวิจาร เป็นอนันตรปัจจัยแก่มรรคจิตและวิจารของอวิตักกวิจารมัตตที่ตามมา ท้ายหน้า 78 คัมภีร์สรุปสั้นๆ ว่า "อนันตรปั
  16. หน้า ๗๙–๘๖ สหชาตปัจจัย: ขันธ์และองค์ฌานที่เกิดพร้อมกันอุปถัมภ์กัน แสดงว่าภายในจิตดวงเดียวกัน ขันธ์ที่เกิดพร้อมกัน (และองค์ฌานคือวิตกหรือวิจารที่ประกอบอยู่) ต่างเป็นปัจจัยเกื้อกูลกันโดยเกิดพร้อมกัน รวมถึงเป็นปัจจัยให้รูปที่เกิดจากจิตนั้นและรูปกัมมชะในขณะปฏิสนธิด้วย เช่น ในจิตชนิดสวิตักกสวิจาร ขันธ์หนึ่งเป็นสหชาตปัจจัยแก่ขันธ์อีกสามที่เหลือ (และกลับกัน) ทั้งในปวัตติกาลและขณะปฏิสนธิ ส่วนในจิตชนิดอวิตักกอวิจารซึ่งไม่มีทั้งวิตกวิจาร ขันธ์ที่เกิดร่วมกันก็ยังเป็นปัจจัยแก่มหาภูตรูปและรูปกัมมชะ รวมทั้งหทัยวัตถุที่เป็นที่อาศัยของขันธ์เหล่านั้น กล่าวโดยสรุป หมวดนี้ชี้ว่า
  17. หน้า ๘๗–๙๓ อัญญมัญญปัจจัย: ความอุปการะกันแบบสองทาง เป็นความสัมพันธ์แบบเดียวกับสหชาตปัจจัยแต่เจาะจงเฉพาะกรณีที่ทั้งสองฝ่ายอุปการะกันและกันพร้อมกันจริง ๆ (ไม่ใช่ฝ่ายเดียวอุปถัมภ์อีกฝ่าย) ซึ่งเกิดขึ้นชัดในหมู่ขันธ์ด้วยกันเอง และระหว่างนามกับหทัยวัตถุในขณะปฏิสนธิเท่านั้น (ไม่รวมรูปที่เกิดจากจิตในช่วงปวัตติ เพราะรูปธรรมดาไม่ได้อุปการะนามกลับ) เช่น ในจิตสวิตักกสวิจาร ขันธ์หนึ่งอุปการะขันธ์อีกสามและขันธ์สามก็อุปการะกลับขันธ์หนึ่งพร้อมกัน หรือในขณะปฏิสนธิ หทัยวัตถุกับขันธ์นามธรรมต่างอุปการะกันและกัน และเมื่อมีวิตกหรือวิจารประกอบอยู่ องค์ฌานเหล่านั้นก็เข
  18. หน้า ๙๔–๙๗ นิสสยปัจจัย: ที่อาศัยของนามธรรมตลอดช่วงชีวิต ขยายความสัมพันธ์แบบสหชาตให้ครอบคลุมการเป็นที่อาศัย (ไม่จำเป็นต้องอุปการะกลับ) เช่น หทัยวัตถุที่เกิดแล้วเป็นที่อาศัยของขันธ์นามธรรมทุกชนิดตลอดช่วงปวัตติ และมหาภูตรูปเป็นที่อาศัยของอุปาทายรูป ส่วนใหญ่ของหมวดนี้คัมภีร์ใช้คำย่อ "สังขิตตัง" อ้างอิงกลับไปยังรูปแบบที่แจกแจงไว้แล้วในสหชาตปัจจัยและอัญญมัญญปัจจัย มากกว่าจะแจกแจงเนื้อหาใหม่ จึงเป็นหมวดที่ค่อนข้างเป็นการทวนซ้ำมากกว่าการอธิบายความสัมพันธ์ใหม่ ตัวอย่างเดียวที่ชัดคือหทัยวัตถุเป็นนิสสยปัจจัยแก่ขันธ์อวิตักกอวิจารและวิจารที่ประกอบ เปรียบเหมือนฐาน
  19. หน้า ๙๘–๑๐๖ อุปนิสสยปัจจัย: ศรัทธาและอุปนิสัยเดิมเป็นแรงหนุนให้เกิดผลต่างระดับ เป็นหมวดที่มีเนื้อหาเชิงเหตุผลมากที่สุดในช่วงนี้ แบ่งเป็นอารัมมณูปนิสสัย อนันตรูปนิสสัย และปกตูปนิสสัย โดยปกตูปนิสสัยคือสภาพจิตหรืออุปนิสัยเดิม (เช่น ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา) ที่เป็นเหตุหนุนอย่างแรงให้เกิดผลตามมา แม้ผลนั้นจะต่างระดับองค์ฌานหรือแม้ต่างคุณภาพทางจริยธรรมโดยสิ้นเชิงก็ได้ ตัวอย่างเด่นคือ อาศัยศรัทธาชนิดสวิตักกสวิจารเป็นแรงหนุน บุคคลอาจให้ทาน รักษาศีล เจริญฌานหรือวิปัสสนาจนถึงมรรคผล แต่ศรัทธาเดียวกันนั้นก็อาจเป็นแรงหนุนให้เกิดมานะ ทิฏฐิ หรือแม้กระทั่งการฆ่าสัตว์และทำสังฆเภทได้เช่นก
  20. หน้า ๑๐๗–๑๑๐ ปุเรชาตปัจจัย ปัจฉาชาตปัจจัย และจุดเริ่มอาเสวนปัจจัย ปุเรชาตปัจจัยแสดงว่ารูปธรรมที่เกิดก่อนแล้ว เช่น รูปารมณ์หรือสัททารมณ์ที่มีอยู่ก่อน หรือจักขุวัตถุและหทัยวัตถุที่เกิดก่อน เป็นปัจจัยแก่การเกิดขึ้นของจิตและวิจารที่ตามมาภายหลัง เช่น ทิพยจักษุเห็นรูปที่มีอยู่ก่อนแล้ว หรือจักขุวัตถุเป็นที่อาศัยเกิดของจักขุวิญญาณ ส่วนปัจฉาชาตปัจจัยกลับทิศทาง คือขันธ์นามธรรมที่เกิดขึ้นภายหลังกลับเป็นปัจจัยอุปถัมภ์ค้ำจุนกายที่เกิดก่อนหน้าให้ดำรงอยู่ต่อไปได้ เช่น ขันธ์สวิตักกสวิจารหรืออวิตักกอวิจารที่เกิดทีหลังเป็นปัจฉาชาตปัจจัยแก่กายที่เกิดก่อน ท้ายหน้า 110 คัมภีร์เริ่
  21. หน้า ๑๑๑–๑๑๕ วิตักกติกะ: อาเสวนปัจจัย (การเสพซ้ำสืบเนื่อง) ส่วนนี้อยู่ในวิตักกติกะ (ตติกมาติกาที่ ๖ ซึ่งจำแนกธรรมตามการมีวิตกและวิจาร คือ สวิตักกสวิจาร - อวิตักกวิจารมัตตะ - อวิตักกอวิจาระ) และว่าด้วยอาเสวนปัจจัย คือหลักที่ว่าจิตขณะก่อนหน้าซึ่งเสพคุ้นอยู่กับการมีหรือไม่มีวิตกวิจารแบบใด ย่อมเป็นปัจจัยหนุนให้จิตขณะถัดไปในสายเดียวกันเกิดขึ้นได้คล่องขึ้น ต่างจากปัจจัยแบบเกิดร่วม (สหชาต) ตรงที่นี่เป็นความสัมพันธ์เชิงการฝึกฝนทำซ้ำตามลำดับขณะจิต ตัวอย่างเช่น วิตกในขณะบริกรรมฌานเป็นอาเสวนปัจจัยแก่วิตกในขณะบริกรรมอภิญญาต่างๆ (ทิพยจักขุ ทิพยโสต ปุพเพนิวาสานุสสติ
  22. หน้า ๑๑๖–๑๒๐ วิตักกติกะ: กัมมปัจจัย และวิปากปัจจัย (เริ่มต้น) หน้า ๑๑๖-๑๑๙ กล่าวถึงกัมมปัจจัย คือเจตนาที่ประกอบด้วยวิตกวิจารแบบใดแบบหนึ่งเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เกิดร่วมกันในขณะนั้น (สหชาตกัมม์) และเป็นปัจจัยแก่วิบากที่จะเกิดขึ้นในภายหลังต่างขณะกัน (นานาขณิกกัมม์) เช่น เจตนาสวิตักกสวิจารในขณะทำกรรมเป็นปัจจัยแก่วิตกในขณะเดียวกันนั้นเอง และเป็นปัจจัยแก่วิบากวิตกที่ตามมาในภายหลัง สะท้อนหลักที่ว่าเจตนาเดียวกันมีบทบาทสองแบบคือหนุนขันธ์ร่วมสมัยและหว่านพืชผลไว้ข้างหน้า จากนั้นหน้า ๑๒๐ เริ่มวิปากปัจจัย ซึ่งต่างจากกัมมปัจจัยตรงที่กล่าวถึงธรรมที่เป็นผลวิบากอยู่แล้ว (เช
  23. หน้า ๑๒๑–๑๒๔ วิตักกติกะ: วิปากปัจจัย (ต่อ), อาหารปัจจัย, อินทรียปัจจัย (เริ่ม) หน้า ๑๒๑-๑๒๓ ยังคงเป็นวิปากปัจจัย ขยายไปถึงกรณีธรรมสองหรือสามหมวดที่เป็นวิบากอิงอาศัยกันในขณะปฏิสนธิ เช่น วิบากอวิตักกอวิจารและวิจารเป็นปัจจัยแก่หทัยวัตถุ แสดงว่าแม้ในภพใหม่วิบากจิตก็ยังต้องอาศัยรูปที่เกิดร่วมเป็นที่ตั้ง จากนั้นหน้า ๑๒๓-๑๒๔ เป็นอาหารปัจจัย กล่าวถึงเจตนาหรือผัสสาหารในแต่ละหมวดวิตักกวิจารทำหน้าที่ "หล่อเลี้ยง" ขันธ์ที่ประกอบร่วม รวมถึงกวฬิงการาหาร (อาหารคำข้าว) หล่อเลี้ยงกายในขณะปฏิสนธิ ท้ายหน้า ๑๒๔ เริ่มอินทรียปัจจัย ซึ่งใช้ตรรกะคล้ายอาหารปัจจัยแต่เปลี่ยนบทบาทเป็นธรรมที่ทำหน้าที่
  24. หน้า ๑๒๕–๑๓๑ วิตักกติกะ: อินทรีย์ (ต่อ), ฌานปัจจัย, มัคคปัจจัย, สัมปยุตตปัจจัย ต่ออินทรียปัจจัยจนถึงต้นหน้า ๑๒๕ ปิดท้ายด้วยจักขุนทรีย์-กายินทรีย์เป็นปัจจัยแก่วิญญาณทางนั้นๆ และรูปชีวิตินทรีย์เป็นปัจจัยแก่กฏัตตารูปในขณะปฏิสนธิ จากนั้นเป็นฌานปัจจัย (หน้า ๑๒๕-๑๒๘) ซึ่งเน้นว่าองค์ฌาน (วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา) ในแต่ละหมวดเป็นปัจจัยเชิง "เพ่งอารมณ์แน่วแน่" แก่ขันธ์ที่ประกอบร่วม เช่น วิจารของฌานอวิตักกอวิจาระเป็นปัจจัยแก่รูปที่เกิดจากจิตนั้นด้วย แสดงว่าองค์ฌานไม่เพียงหนุนจิตแต่ยังส่งผลถึงรูปทางกายภาพ ต่อด้วยมัคคปัจจัย (หน้า ๑๒๘-๑๒๙) ที่องค์มรรคทำหน้าที่คล้ายองค์ฌานแต่ในบริบท
  25. หน้า ๑๓๒–๑๓๔ วิตักกติกะ: วิปปยุตตปัจจัย ว่าด้วยวิปปยุตตปัจจัย ซึ่งตรงข้ามกับสัมปยุตตปัจจัยในหน้าก่อน คือกล่าวถึงธรรมที่เป็นปัจจัยแก่กันโดย "ไม่ประกอบเข้าเป็นเนื้อเดียว" ได้แก่ความสัมพันธ์ระหว่างนามกับรูป แบ่งเป็นสหชาต (รูปที่เกิดพร้อมจิต) ปุเรชาต (รูปที่เกิดก่อนแล้วเป็นที่รองรับหรือเป็นทวารให้จิตเกิด เช่น จักขายตนะเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ) และปัจฉาชาต (ขันธ์ที่เกิดทีหลังย้อนกลับไปหนุนกายที่เกิดก่อน) ตัวอย่างที่แสดงความหมายชัดคือ วัตถุ (หทัยวัตถุ) เป็นปุเรชาตวิปปยุตตปัจจัยแก่ขันธ์อวิตักกอวิจารและวิจาร ซึ่งแสดงว่ารูปหทัยวัตถุแม้ไม่ใช่นา
  26. หน้า ๑๓๕–๑๓๙ วิตักกติกะ: อัตถิปัจจัย (ตอนต้น) - สหชาต ปุเรชาต ปัจฉาชาต อัตถิปัจจัย (ปัจจัยโดยความมีอยู่) เป็นปัจจัยกว้างที่สุดหมวดหนึ่ง ครอบคลุมทั้งสหชาต ปุเรชาต ปัจฉาชาต อาหาร และอินทรีย์รวมไว้ในที่เดียว ส่วนนี้แสดงตัวอย่างที่มีเนื้อหาชีวิตจริงชัดเจนกว่าปัจจัยก่อนหน้า เช่น การเห็นรูปด้วยทิพยจักขุ การได้ยินเสียงด้วยทิพยโสตธาตุ และที่สำคัญคือตัวอย่างปุเรชาตอัตถิปัจจัยที่ว่า เมื่อวิปัสสนาพิจารณาจักขุ วัตถุ หรือรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะโดยความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วยินดีเพลิดเพลินในสิ่งนั้น ราคะและโทมนัสจึงเกิดขึ้นได้ แสดงว่าแม้อารมณ์ที่เป็นเหตุแห่งวิปัสสนาก็อาจก
  27. หน้า ๑๔๐–๑๔๓ วิตักกติกะ: อัตถิปัจจัย (ตอนปลาย), นัตถิ/วิคตปัจจัย, ตารางนับปัญหาวาร ต่ออัตถิปัจจัยจนจบ โดยหน้า ๑๔๐-๑๔๓ เพิ่มกรณีธรรมสองหรือสามหมวดร่วมเป็นปัจจัย (เช่น สวิตักกสวิจารและอวิตักกอวิจารร่วมกันเป็นปัจจัยแก่สวิตักกสวิจาร) และตัวอย่างปัจฉาชาตที่กวฬิงการาหารกับรูปชีวิตินทรีย์เป็นปัจจัยย้อนกลับหนุนกาย จากนั้นหน้า ๑๔๓ กล่าวสั้นๆ ว่านัตถิปัจจัยและวิคตปัจจัยมีรูปแบบเหมือนอนันตรปัจจัย ส่วนอวิคตปัจจัยเหมือนอัตถิปัจจัย (คือใช้หลักเดียวกัน ไม่ต้องแจกแจงซ้ำ) ปิดท้ายด้วยตารางนับจำนวนข้อ (ปัญหาวารคณนา) ที่ระบุจำนวนกรณีของแต่ละปัจจัย เช่น เหตุ ๑๑ ข้อ อารมณ์ ๒๑ ข้อ สหชาต ๓๐ ข้อ เป็นต
  28. หน้า ๑๔๔–๑๕๑ วิตักกติกะ: สรุปย่อรวมปัจจัย, ปัจจนียมาติกา/คณนา, ปิดท้ายวิตักกติกะ ส่วนนี้เป็นการนำคู่ธรรมทั้งหมดในวิตักกติกะกลับมาแสดงซ้ำแบบย่อ โดยแต่ละคู่ธรรมจะระบุเพียงชื่อปัจจัยทั้งหมดที่ใช้ได้เรียงต่อกัน (เช่น "อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย สหชาตปจฺจเยน ปจฺจโย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย") โดยไม่ขยายความแต่ละปัจจัยอย่างละเอียดเหมือนตอนต้น เนื้อหาช่วงนี้จึงเป็นตารางอ้างอิงเชิงประมวลผลมากกว่าคำอธิบายเชิงเหตุผลใหม่ ครอบคลุมทั้งคู่ธรรมเดี่ยว คู่ และสามหมวดร่วม จากนั้นหน้า ๑๕๐-๑๕๑ เป็นปัจจนียมาติกา (บัญชีนัยปฏิเสธ) และตารางนับจำนวนข้อของนัยปฏิเสธ (อนุโลมปัจจนียะ และปัจจ
  29. หน้า ๑๕๒–๑๕๔ เปิดปีติติกะ: ปฏิจจวาร อนุโลม (เหตุปัจจัย) และมาติกา เริ่มติกะใหม่คือ "ปีติตฺติกํ" (ปีติติกะ ตติกะที่ ๗) ซึ่งจำแนกธรรมตามความรู้สึกที่ประกอบร่วม ได้แก่ ปีติสหคตะ (มีปีติ/ความอิ่มใจร่วม) สุขสหคตะ (มีความสุขเฉยๆ ร่วม ไม่ถึงกับอิ่มใจ) และอุเปกฺขาสหคตะ (มีอุเบกขาร่วม ไม่สุขไม่ทุกข์) ส่วนนี้เป็นปฏิจจวารด้วยเหตุปัจจัยเท่านั้น แสดงว่าธรรมที่มีปีติเป็นเหตุอาศัยกันเกิดกับธรรมมีปีติด้วยกันเองได้ (ขันธ์ปีติหนุนขันธ์ปีติที่เหลือ) และยังอาศัยกันเกิดกับธรรมมีสุขได้ด้วย ซึ่งสะท้อนความจริงเชิงประสบการณ์ว่าความอิ่มใจ (ปีติ) มักเป็นฐานที่ความสุขละเอียดกว่าเกิดสืบเน
  30. หน้า ๑๕๕–๑๕๘ ปีติติกะ: คณนาอนุโลม, ปัจจนียนัย, ปิดปฏิจจวาร หน้า ๑๕๕ เป็นตารางนับอนุโลม (จำนวนข้อในแต่ละปัจจัยเท่ากันหมดคือ ๑๐ ข้อ) ปิดด้วย "อนุโลมํ ฯ" จากนั้นเข้าสู่นัยปฏิเสธ (ปัจจนียะ) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้ไม่มีเหตุปัจจัย (นเหตุปจฺจยา) ธรรมที่ปราศจากเหตุ (อเหตุกะ) ก็ยังจัดเป็นปีติสหคตะหรือสุขสหคตะได้ เช่น จิตอเหตุกะบางดวงยังประกอบด้วยปีติหรือสุขได้โดยไม่ต้องมีโลภะ-โทสะ-โมหะ-อโลภะ ฯลฯ เป็นเหตุร่วม และตัวอย่างที่น่าสนใจคือ วิจิกิจฉาสหคตจิตและอุทธัจจสหคตจิตมีโมหะเป็นเหตุเดียวเท่านั้น จึงถูกจัดเป็นอุเปกฺขาสหคตะ (เพราะไม่มีปีติหรือสุขประกอบ) หน้า ๑๕๗-๑๕๘ เป
  31. หน้า ๑๕๙–๑๖๕ ปีติติกะ: ปัญหาวาร - เหตุปัจจัย และอารัมมณปัจจัย เข้าสู่ปัญหาวารของปีติติกะ เริ่มด้วยเหตุปัจจัย (หน้า ๑๕๘-๑๕๙) ซึ่งเหตุที่ประกอบด้วยปีติเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่ประกอบร่วมทั้งที่มีปีติหรือมีสุขก็ได้ จากนั้นหน้า ๑๕๙-๑๖๕ เป็นอารัมมณปัจจัย ซึ่งมีตัวอย่างชีวิตจริงที่แสดงความหมายเชิงเหตุผลได้ชัดเจนที่สุดในติกะนี้ กล่าวคือ บุคคลให้ทาน รักษาศีล หรือทำอุโบสถกรรมด้วยจิตที่ประกอบปีติ แล้วภายหลังย้อนพิจารณา (ปัจจเวกขณ์) การกระทำนั้นได้ด้วยจิตที่ประกอบปีติ หรือด้วยจิตที่มีเพียงสุข หรือด้วยจิตอุเบกขาก็ได้ แสดงว่าอารมณ์เดียวกัน (บุญที่ทำแล้วอันประกอบด้วยปีติ) ส
  32. หน้า ๑๖๖–๑๖๘ อธิปติปัจจัยและเริ่มอนันตรปัจจัย: ปีติ สุข อุเบกขา เป็นเงื่อนไขซึ่งกันและกัน ช่วงท้ายของปีติตติกะ (หมวดว่าด้วยปีติ-สุข-อุเบกขาที่ประกอบจิต) แสดงอธิปติปัจจัย คือความรู้สึกหนึ่ง เช่น ปีติ เป็นเงื่อนไขให้เกิดความรู้สึกอีกแบบได้สองทาง คือเป็นอารมณ์ที่จิตให้ความสำคัญจดจ่อ (อารัมมณาธิปติ) หรือเป็นสภาวะที่เกิดร่วมและเป็นตัวนำ (สหชาตาธิปติ) เช่น เมื่อปีติเป็นอารมณ์ที่ใส่ใจอย่างจดจ่อ ก็เป็นเงื่อนไขให้จิตที่ประกอบด้วยสุขเกิดขึ้นได้ จากนั้นเริ่มอนันตรปัจจัยซึ่งแสดงลำดับกระแสจิตขณะเจริญภาวนา คือขันธ์ปีติดวงก่อนเป็นเงื่อนไขติดต่อไม่มีช่องว่างให้ขันธ์ปีติดวงหลัง และอนุโลมจิตที่มีปีติส
  33. หน้า ๑๖๙–๑๗๒ อนันตรปัจจัยข้ามภพ และสมนันตร-สหชาตปัจจัยโดยย่อ ส่วนนี้แสดงอนันตรปัจจัยในกรณีพิเศษที่ความรู้สึกเปลี่ยนแปลงข้ามรอยต่อของภพ เช่น จุติจิตที่ประกอบสุขเป็นเงื่อนไขติดต่อให้ปฏิสนธิจิตที่ประกอบอุเบกขาเกิดขึ้นในภพใหม่ทันที แสดงว่าความรู้สึกไม่จำเป็นต้องคงเดิมข้ามภพ แต่กระแสจิตยังคงต่อเนื่องไม่ขาดสาย พร้อมแสดงลำดับภวังค์-อาวัชชนะ-วิถีจิตทางทวารต่าง ๆ ที่ความรู้สึกแต่ละแบบสืบทอดกัน จากนั้นสรุปสมนันตรปัจจัยว่าเหมือนอนันตรปัจจัยทุกประการ และสหชาตปัจจัยที่ขันธ์ประกอบความรู้สึกเดียวกันอิงอาศัยกันเกิดพร้อมกัน ปิดท้ายด้วยอัญญมัญญปัจจัยและนิสสยปัจจัยซึ่งระบุเ
  34. หน้า ๑๗๓–๑๗๖ อุปนิสสยปัจจัย: ศรัทธา ตัณหา ทิฏฐิ เป็นรากฐานให้ทำได้ทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว ส่วนนี้เป็นตัวอย่างอุปนิสสยปัจจัยที่ลึกซึ้งที่สุดในหมวดปีติตติกะ แสดงว่าสภาวะจิตอย่างศรัทธา ปัญญา ตัณหา มานะ หรือทิฏฐิที่ประกอบด้วยปีติ สามารถเป็นรากฐาน (ปกตูปนิสสยะ) ให้บุคคลทำได้ทั้งกุศลกรรม เช่น ให้ทาน รักษาศีล เจริญฌานและวิปัสสนาจนถึงมรรคผล และอกุศลกรรม เช่น ลักทรัพย์ พูดเท็จ ผิดประเวณี หรือกระทั่งปล้นฆ่า ขึ้นอยู่กับว่าอาศัยความเชื่อมั่นนั้นไปในทางใด ตัวอย่างที่ชัดคือศรัทธาที่ประกอบปีติเป็นรากฐานให้ทั้งทำทานด้วยจิตเบิกบานและให้เกิดมานะทิฏฐิยึดถือความเชื่อนั้นเป็นตนได้เช่นกัน แสดงว่าปัจจัยเดี
  35. หน้า ๑๗๗–๑๗๙ อุปนิสสยปัจจัยต่อ (อุเบกขาและคู่ผสม) และเริ่มอาเสวนปัจจัย เนื้อหาส่วนนี้ขยายรูปแบบอุปนิสสยปัจจัยเดิมให้ครบทุกคู่ความรู้สึก คืออุเบกขาสหคตเป็นรากฐานให้ทำกรรมทั้งดีและชั่วเช่นเดียวกับปีติและสุข และกรณีที่ปีติกับสุขรวมกันเป็นรากฐานเดียว เช่น จิตที่เปี่ยมทั้งปีติและสุขพร้อมกันเป็นแรงหนุนให้เจริญฌานถึงมรรคผล หรือกลับเป็นแรงหนุนให้กระทำอกุศลกรรมสิบประการ แสดงว่าความรู้สึกที่ประกอบพร้อมกันสองอย่างยิ่งเป็นแรงหนุนที่มีกำลังมาก จากนั้นเริ่มอาเสวนปัจจัย (การเสพคุ้น) ซึ่งแสดงว่าขันธ์ปีติดวงก่อนเป็นเงื่อนไขแบบสั่งสมความเคยชินให้ขันธ์ปีติดวงหลัง และอนุโลมจิตที่เสพคุ
  36. หน้า ๑๘๐–๑๘๓ อาเสวนปัจจัยจบ กัมมปัจจัย วิปากปัจจัย และคณนาปิดหมวดอนุโลม ส่วนนี้แสดงอาเสวนปัจจัยของอุเบกขาและคู่ผสมปีติ-สุขจนครบ แล้วเข้าสู่กัมมปัจจัยซึ่งชี้ความสัมพันธ์ระหว่างเจตนาที่ประกอบความรู้สึกหนึ่งกับผลวิบากของมัน ทั้งแบบเกิดร่วมกันทันที (สหชาตะ ขณะทำกรรม) และแบบต่างขณะกัน (นานาขณิกะ เจตนาในอดีตส่งผลเป็นวิบากภายหลัง) ตัวอย่างคือเจตนาที่ประกอบปีติขณะทำกรรมสามารถให้ผลเป็นวิบากที่ประกอบสุขในภายหลังได้ แสดงว่าความรู้สึกขณะสร้างเหตุกับขณะรับผลไม่จำเป็นต้องตรงกัน จากนั้นมีวิปากปัจจัยสั้น ๆ อ้างอิงกลับไปยังรูปแบบเดียวกับเหตุปัจจัยในปฏิจจวาร และปิดท้ายด้วยคณนา (ตาราง
  37. หน้า ๑๘๔–๑๘๗ ตารางสรุปปัจจัยหลัก ปัจจนียะ และคณนา ปิดหมวดปีติตติกะ ส่วนนี้เป็นตารางสรุปแบบย่อไล่ทุกคู่ความรู้สึกว่าเชื่อมกันด้วยปัจจัยหลักสี่อย่างคือ อารัมมณะ สหชาตะ อุปนิสสยะ และกัมมะเท่านั้น ตามด้วยปัจจนียะคือรายการปัจจัยที่ "ไม่เป็น" เงื่อนไข (นเหตุ นอารัมมณ ฯลฯ) ครบทุกปัจจัยเพื่อความสมบูรณ์ของสูตร แล้วเป็นอนุโลมปัจจนียะและปัจจนียานุโลม (ผสมด้านบวกกับด้านลบ) ซึ่งล้วนเป็นตารางตัวเลขสำหรับท่องจำมากกว่าเนื้อหาเชิงความหมาย ควรระบุตรงไปตรงมาว่านี่คือส่วนอ้างอิงเชิงกลไก ไม่มีคุณค่าทางธรรมเพิ่มจากที่อธิบายไว้ในหมวดก่อนหน้า ปิดท้ายด้วยข้อความ "ปีติตฺติกํ สตฺตมํ นิฏฺ
  38. หน้า ๑๘๘–๑๙๒ เริ่มทัสสนติกะ ปฏิจจวาร: กิเลสที่ละด้วยเห็นกับที่ละด้วยภาวนาไม่ก้าวก่ายกัน เข้าสู่ทัสสนติกะ ตติกะที่ 8 ว่าด้วยธรรมที่ต้องละด้วย "การเห็น" คือมรรคจิตขั้นโสดาบัน (ทัสสเนนปหาตัพพ์ เช่น ทิฏฐิและวิจิกิจฉา) กับธรรมที่ต้องละด้วย "การเจริญ" คือมรรคจิตขั้นสูงที่ต้องอบรมซ้ำ ๆ (ภาวนายปหาตัพพ์ เช่น ตัณหา มานะที่ละเอียด) และธรรมที่ไม่ใช่กิเลสทั้งสองแบบเลย ปฏิจจวารแสดงเหตุปัจจัยว่าขันธ์ในหมวดหนึ่งเป็นเหตุให้เกิดขันธ์ในหมวดเดียวกันเท่านั้น พร้อมพ่วงให้เกิดรูปที่เกิดจากจิตซึ่งจัดเป็นหมวดกลาง แสดงหลักสำคัญว่ากิเลสที่ถูกทำลายด้วยปัญญาเห็นแจ้งอริยสัจจะครั้งแรกจะไม่กลับมาเป็นเหตุของกิเลสท
  39. หน้า ๑๙๓–๑๙๗ ปฏิจจวารปัจจนียะ: วิจิกิจฉาแทนกิเลสที่ละด้วยเห็น อุทธัจจะแทนกิเลสที่ละด้วยภาวนา ส่วนนี้สำคัญเพราะให้ตัวอย่างรูปธรรมชัดเจนที่สุดของทั้งสองหมวดกิเลสผ่านนเหตุปัจจัย คือขันธ์ที่ประกอบวิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัยและกรรม) เป็นเหตุให้เกิดโมหะที่ประกอบวิจิกิจฉา ซึ่งเป็นตัวแทนหมวด "ละด้วยการเห็น" เพราะโสดาปัตติมรรคตัดความสงสัยนี้ขาดทันทีที่เห็นอริยสัจจะ ในทางตรงข้าม ขันธ์ที่ประกอบอุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน) เป็นเหตุให้เกิดโมหะที่ประกอบอุทธัจจะ ซึ่งเป็นตัวแทนหมวด "ละด้วยภาวนา" เพราะละเอียดจนต้องอบรมมรรคซ้ำจนถึงพระอรหัตต์จึงจะหมดสิ้น ส่วนที่เหลือแสดงนอารัมมณปัจจัยและนปุเรชาตปัจจ
  40. หน้า ๑๙๘–๒๐๐ ปฏิจจวารปัจจนียะจบ และคณนา ปิดปฏิจจวาร-สหชาตวาร เข้าสู่ปัจจยวาร ส่วนนี้ไล่ตรวจปัจจัยเชิงลบที่เหลือ (นปัจฉาชาต นอาเสวน นกัมม นวิปาก นอาหาร นอินทรีย นฌาน นมัคค นสัมปยุตต นวิปปยุตต) ระหว่างขันธ์ในหมวดเดียวกันและรูปธรรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการไล่ปัดตกปัจจัยที่ไม่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบมากกว่าให้ความหมายใหม่ จุดที่มีนัยคือนกัมมปัจจัยแยกเจตนาที่ประกอบกิเลสแต่ละหมวดออกจากขันธ์อื่นชัดเจน สะท้อนว่าเจตนาเองก็จัดอยู่ในหมวดถูกละด้วยเห็นหรือภาวนาได้เช่นเดียวกับขันธ์ทั่วไป จากนั้นมีคณนาตัวเลขปิดท้ายและประกาศจบปฏิจจวารกับสหชาตวาร (ระบุตรงว่าเหมือนปฏิจจวารทุกประการจึงไม่ขยายซ้ำ
  41. หน้า ๒๐๑–๒๐๕ ปัจจยวาร: วัตถุ (ฐานทางกาย) เป็นเงื่อนไขกลางให้กิเลสทั้งสองหมวดเกิดขึ้น ปัจจยวารเพิ่มมิติใหม่จากปฏิจจวารคือนำ "วัตถุ" หรือฐานรูปธรรม เช่น หทยวัตถุอันเป็นที่อาศัยของจิต หรือจักขายตนะ กายายตนะ เข้ามาเป็นเงื่อนไขร่วมกับขันธ์นามธรรม แสดงว่าฐานกายภาพนี้เป็นกลางไม่จัดอยู่ในหมวดกิเลสใด แต่เป็นเงื่อนไขจำเป็นให้ทั้งขันธ์ที่ต้องละด้วยเห็นและขันธ์ที่ต้องละด้วยภาวนาเกิดขึ้นได้เหมือนกัน ตัวอย่างคือวัตถุเป็นปัจจัยให้เกิดขันธ์ที่ประกอบทิฏฐิ (ละด้วยเห็น) และเป็นปัจจัยให้เกิดขันธ์ที่ประกอบตัณหาละเอียด (ละด้วยภาวนา) ได้เช่นกัน หรือจักขายตนะเป็นปัจจัยให้เกิดจักขุวิญญาณซึ่งจัดในหมวดกลา
  42. หน้า ๒๐๖–๒๐๙ ปัจจยวารปัจจนียะ: ย้ำวิจิกิจฉา-อุทธัจจะผ่านวัตถุ และนปุเรชาตในอรูปภพ ส่วนนี้ทำซ้ำหลักการจากปฏิจจวารปัจจนียะ (วิจิกิจฉาเป็นตัวแทนกิเลสละด้วยเห็น อุทธัจจะเป็นตัวแทนกิเลสละด้วยภาวนา ผ่านนเหตุปัจจัย) แต่เพิ่มวัตถุเข้ามาเป็นเงื่อนไขร่วม เช่น วัตถุเป็นปัจจัยให้เกิดโมหะที่ประกอบวิจิกิจฉาโดยไม่ต้องอาศัยเหตุอื่น ตอกย้ำว่าฐานกายภาพเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอให้กิเลสประเภทนี้เกิดได้โดยไม่ต้องมีเหตุ (โลภะ-โทสะ) ประกอบ จากนั้นแสดงนปุเรชาตปัจจัยในภพอรูปซึ่งไม่มีวัตถุรูปให้อาศัยเลย ขันธ์ที่ต้องละด้วยเห็นหรือภาวนาจึงเกิดขึ้นได้โดยไม่อาศัยรูปธรรมใดเกิดก่อน แสดงว่ากิเลสทั้งสองหมวดเป็
  43. หน้า ๒๑๐–๒๑๒ ปัจจยวารปัจจนียะจบ คณนา ปิดปัจจยวาร-นิสสยวาร เข้าสู่สังสัฏฐวาร ส่วนนี้จบการไล่ปัจจัยเชิงลบที่เหลือของปัจจยวาร (นกัมม นวิปาก นอาหาร ฯลฯ) จุดที่น่าสังเกตคือนกัมมปัจจัยแยกเจตนาที่ประกอบกิเลสแต่ละหมวดออกมาอาศัยวัตถุเกิดขึ้นชัดเจน ตามด้วยคณนาตัวเลขปิดท้ายปัจจยวาร แล้วประกาศจบปัจจยวาร พร้อมระบุว่านิสสยวารเหมือนปัจจยวารทุกประการจึงไม่ต้องขยายซ้ำ จากนั้นเข้าสู่สังสัฏฐวาร (หมวดว่าด้วยการ "เจือปนกัน" ของขันธ์อย่างแนบแน่นกว่าการอิงอาศัยทั่วไป) ซึ่งเริ่มด้วยเหตุปัจจัยแบบเดียวกับปฏิจจวาร คือขันธ์ในหมวดเดียวกันเจือปนกันเกิดขึ้นโดยอาศัยรากเหตุเดียวกัน ส่วนนี้โดยรวมยังเป็น
  44. หน้า ๒๑๓–๒๑๕ สังสัฏฐวารปัจจนียะ-คณนา จบสังสัฏฐวาร-สัมปยุตตวาร เริ่มปัญหาวารด้วยเหตุปัจจัย สังสัฏฐวารดำเนินตามรูปแบบเดียวกับปฏิจจวารทั้งด้านอนุโลมและปัจจนียะ โดยยังใช้วิจิกิจฉาและอุทธัจจะเป็นตัวแทนของกิเลสสองหมวดผ่านนเหตุปัจจัยเช่นเดิม ปิดท้ายด้วยคณนาตัวเลขและประกาศจบสังสัฏฐวาร จากนั้นสัมปยุตตวาร (หมวดว่าด้วยการประกอบเข้าด้วยกันของนามธรรมโดยเฉพาะ ไม่รวมรูป) ถูกสรุปในบรรทัดเดียวว่าเหมือนสังสัฏฐวารทุกประการ ก่อนเข้าสู่ปัญหาวารซึ่งเป็นหมวดลึกซึ้งที่สุดของแต่ละตติกะ เริ่มด้วยเหตุปัจจัยแสดงว่ารากเหตุที่จัดอยู่ในหมวดถูกละด้วยเห็นเป็นปัจจัยให้เกิดทั้งขันธ์ประกอบและรูปที่เกิดจากจิตในหมวดเดียว
  45. หน้า ๒๑๖–๒๒๐ ปัญหาวาร อารัมมณปัจจัย: ความเพลิดเพลินในกิเลสหรือในบุญเป็นเชื้อให้กิเลสประเภทเดียวกันงอกซ้ำ นี่คือเนื้อหาที่แสดงความหมายเชิงจิตวิทยาแห่งการปฏิบัติชัดเจนที่สุดในหมวดนี้ อารัมมณปัจจัยแสดงว่าเมื่อบุคคลเพลิดเพลินยินดีในกิเลสชนิดที่ละได้ด้วยการเห็น เช่น ราคะหรือทิฏฐิ การเพลิดเพลินนั้นเองกลับเป็นเงื่อนไขให้ราคะ ทิฏฐิ และวิจิกิจฉาชนิดเดียวกันเกิดซ้ำขึ้นอีก เป็นวงจรป้อนกลับที่ตอกย้ำความเห็นผิดและความลังเลสงสัยให้แน่นขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนการเพลิดเพลินในกิเลสชนิดที่ต้องละด้วยภาวนา เช่น ราคะละเอียดหรืออุทธัจจะ ก็ก่อวงจรป้อนกลับแบบเดียวกันแต่ในเนื้อหาที่ต่างออกไป ตรงกันข้าม พระอริยะกลับใช้ขันธ์ที่ถูกล
  46. หน้า ๒๒๑–๒๒๔ ทัสสนติกะ: อธิปติปัจจัย (ต่อ) และอนันตรปัจจัย หน้า ๒๒๑-๒๒๔ เป็นส่วนท้ายของอธิปติปัจจัย (เงื่อนไขความเป็นใหญ่) ในทัสสนติกะ ตามด้วยอนันตรปัจจัย (เงื่อนไขความต่อเนื่องไม่มีระหว่างคั่น) ปัฏฐานแสดงว่าเมื่อบุคคลยกธรรมใดขึ้นเป็นอารมณ์สำคัญ (ครุกตฺวา) ธรรมนั้นเองก็เป็นปัจจัยหนุนให้เกิดผลตามเหตุ เช่น การให้ความสำคัญแก่ราคะที่ละได้ด้วยการเห็นแล้วเพลิดเพลินในมัน เป็นปัจจัยให้ราคะหรือทิฏฐิชนิดเดียวกันเกิดซ้ำ ในทางตรงข้าม การให้ความสำคัญแก่ทาน ศีล อุโบสถกรรม ฌาน หรือแม้แต่มรรคผลนิพพานที่ทำมาแล้ว เป็นอธิปติปัจจัยหนุนให้เกิดโคตรภูจิต โวทานจิต มรรคและผล ส่
  47. หน้า ๒๒๕–๒๓๐ ทัสสนติกะ: สหชาต อัญญมัญญะ นิสสยะ และเริ่มอุปนิสสยปัจจัย หน้า ๒๒๕-๒๓๐ ครอบคลุมสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย และนิสสยปัจจัย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแบบแผนโครงสร้างของขันธ์ วัตถุ และมหาภูตรูปที่อาศัยกันเกิดพร้อมกัน จากนั้นเข้าสู่อุปนิสสยปัจจัย (เงื่อนไขการอิงอาศัยที่ทรงพลัง) ซึ่งให้ตัวอย่างมีความหมายชัดเจน เช่น ผู้อาศัยราคะ โทสะ โมหะ ทิฏฐิ หรือความปรารถนาที่ละได้ด้วยการเห็นเป็นแรงหนุน จนถึงขั้นฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ หรือทำสังฆเภท ในขณะที่ราคะชนิดเดียวกันก็อาจเป็นแรงหนุนให้ทำทาน สมาทานศีล จนเจริญสมาบัติได้เช่นกัน แสดงว่ากิเลสอย่างเดียวกันเป็นจุดตั้งต้นได้ทั้งอกุศลกรรมร
  48. หน้า ๒๓๑–๒๓๔ ทัสสนติกะ: อุปนิสสยปัจจัย (ต่อ) ปุเรชาต ปัจฉาชาต อาเสวนะ และเริ่มกัมมปัจจัย อุปนิสสยปัจจัยของทัสสนติกะปิดท้ายด้วยตัวอย่างฝ่ายภาวนา เช่น การอาศัยศรัทธาหรือปัญญาเป็นแรงหนุนให้เกิดมานะ (ความถือตัว) หรือความยึดติดในทรัพย์สินของตนเทียบกับของผู้อื่น จากนั้นเข้าสู่ปุเรชาตปัจจัย (สิ่งที่เกิดก่อนเป็นเงื่อนไข) ซึ่งแสดงสองแง่มุมตรงข้ามกัน คือ การพิจารณาตา หู จมูก ลิ้น กาย และอารมณ์โดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา (วิปัสสนา) กับการเพลิดเพลินยินดีในสิ่งเหล่านั้นจนเป็นเหตุให้ราคะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา หรือโทมนัสเกิดขึ้น แสดงว่าอายตนะเดียวกันเป็นฐานได้ทั้งการเห็นแจ้งและการเกิดกิเลส ขึ้
  49. หน้า ๒๓๕–๒๓๙ ทัสสนติกะ: กัมมะ วิปาก และปัจจัยย่อยอื่น ๆ สู่อัตถิปัจจัย กัมมปัจจัยจบลงพร้อมกรณีวิบากข้ามขณะของขันธ์ฝ่ายกลาง (ไม่ใช่สิ่งที่ต้องละด้วยการเห็นหรือภาวนา) ตามด้วยวิปากปัจจัย (ผลวิบาก) แล้วปัฏฐานย่อเนื้อหา (สงฺขิตฺตํ) ของอาหารปัจจัย อินทรียปัจจัย ฌานปัจจัย มัคคปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย และวิปปยุตตปัจจัยไว้อย่างรวบรัด เพราะซ้ำแบบแผนโครงสร้างขันธ์-วัตถุ-รูปที่อธิบายมาแล้ว จากนั้นเริ่มอัตถิปัจจัย (ความมีอยู่เป็นเงื่อนไข) ซึ่งย้อนกลับมาให้ตัวอย่างมีความหมายอีกครั้ง คือ การพิจารณาตาหรืออารมณ์อื่น ๆ โดยความไม่เที่ยงทุกข์อนัตตา เทียบกับการเพลิดเพลินในสิ่งเหล่านั้นจนร
  50. หน้า ๒๔๐–๒๔๓ ทัสสนติกะ: อัตถิปัจจัย (จบ) ตารางนับ และโคลอฟอนปิดติกะที่ ๘ หน้า ๒๔๐-๒๔๓ ปิดท้ายอัตถิปัจจัย แล้วเข้าสู่นัตถิปัจจัย วิคตปัจจัย และอวิคตปัจจัย (ความไม่มีอยู่/ความปราศจากไปเป็นเงื่อนไข) ซึ่งเป็นแบบแผนทางเทคนิคเช่นเดิม จากนั้นทั้งหมดจบลงด้วยตารางนับจำนวนคู่ปัจจัย (คณนา) สี่ชุด คือ อนุโลม ปัจจนียะ อนุโลมปัจจนียะ และปัจจนียานุโลม ซึ่งเป็นเพียงตารางอ้างอิงตัวเลขสรุปจำนวนปัจจัยแต่ละประเภทที่ใช้ได้ในแต่ละคู่ธรรม ไม่ได้ให้ความหมายเชิงเนื้อหาเพิ่มเติม เหมาะเป็นข้อมูลอ้างอิงมากกว่าเนื้อหาที่ต้องตีความ ที่สำคัญคือหน้า ๒๔๓ ปรากฏโคลอฟอนปิดท้ายว่า "ทสฺสนตฺติกํ อฏฺฐมํ นิ
  51. หน้า ๒๔๔–๒๔๗ เปิดติกะที่ ๙ (ทสฺสเนนปหาตพฺพเหตุกติกะ): ปฏิจจวาระ เหตุปัจจัย หน้า ๒๔๔-๒๔๗ เปิดติกะที่ ๙ คือ ทสฺสเนนปหาตพฺพเหตุกติกะ (ติกะว่าด้วยธรรมที่มีเหตุ/รากอันพึงละด้วยการเห็นเป็นต้น) ในปฏิจจวาระ เริ่มจากเหตุปัจจัย ข้อแตกต่างสำคัญจากทัสสนติกะที่เพิ่งจบไปคือ ติกะนี้ไม่ได้จัดประเภทตัวกิเลส (เช่น ราคะ ทิฏฐิ) เองว่าละได้ด้วยการเห็นหรือภาวนา แต่จัดประเภทที่ 'รากเหตุ' ของธรรมนั้นว่าอันใดพึงละด้วยการเห็น อันใดพึงละด้วยภาวนา ตัวอย่างที่ทำให้เห็นความต่างชัดเจนคือ โมหะที่เกิดร่วมกับวิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) ถูกจัดเป็นรากเหตุฝ่ายที่ละได้ด้วยการเห็น เพราะวิจิกิจฉาหมดสิ้นไปเมื่
  52. หน้า ๒๔๘–๒๕๑ ติกะที่ ๙: อารัมมณ อธิปติ อนันตร สมนันตร และสหชาตปัจจัย หน้า ๒๔๘-๒๕๑ ดำเนินต่อด้วยอารัมมณปัจจัยและอธิปติปัจจัยของติกะที่ ๙ โดยยังคงใช้คู่ตัวอย่างวิจิกิจฉาสหคตโมหะ (รากเหตุฝ่ายทัสสนะ) และอุทธัจจสหคตโมหะ (รากเหตุฝ่ายภาวนา) เป็นหลัก มีข้อสังเกตที่ปัฏฐานระบุไว้ชัดว่า 'อธิปติยา โมโห นตฺถิ' คือ โมหะไม่อาจเป็นอธิปติปัจจัยได้ เพราะอธิปติปัจจัยต้องเป็นธรรมที่จิตยกขึ้นเป็นอารมณ์อันควรแก่การให้ความสำคัญ ซึ่งความหลงไม่มีคุณสมบัตินั้น อนันตรปัจจัยและสมนันตรปัจจัยถูกกล่าวโดยย่อว่าเหมือนกับอารัมมณปัจจัย จากนั้นสหชาตปัจจัยแสดงว่าโมหะที่เป็นรากเหตุ ไม่ว่าฝ่ายทัสสนะหร
  53. หน้า ๒๕๒–๒๕๖ ติกะที่ ๙: ตารางนับอนุโลม และเริ่มปัจจนียนัย (นเหตุปัจจัย) หน้า ๒๕๒-๒๕๖ เริ่มด้วยตารางนับอนุโลม สรุปจำนวนคู่ปัจจัยที่ใช้ได้ในปฏิจจวาระฝ่ายบวกของติกะที่ ๙ ซึ่งเป็นข้อมูลอ้างอิงเชิงตัวเลขล้วน ๆ จากนั้นเปลี่ยนไปสู่ปัจจนียนัย (นเหตุปัจจัย) คือการพิจารณาในแง่ตรงข้าม ว่าเมื่อธรรมหนึ่งอาศัยกันเกิดขึ้นแล้ว ความสัมพันธ์แบบเหตุปัจจัยกลับ 'ไม่' เป็นตัวเชื่อม กล่าวคือตัวโมหะเองซึ่งเกิดร่วมกับวิจิกิจฉาหรืออุทธัจจะนั้น แม้จะเป็นรากเหตุให้ธรรมอื่นในกลุ่มเดียวกัน แต่ตัวมันเองอาศัยขันธ์ที่ประกอบร่วมเกิดขึ้นโดยปัจจัยอื่นที่ไม่ใช่เหตุปัจจัย เป็นประเด็นเทคนิคละเอียดที่แยกบ
  54. หน้า ๒๕๗–๒๖๐ ติกะที่ ๙: ปัจจนียนัย (ต่อ) ตารางนับ และปิดปฏิจจวาระ หน้า ๒๕๗-๒๖๐ ปัจจนียนัยดำเนินต่อผ่านนปุเรชาตปัจจัย นปัจฉาชาตปัจจัย นอาเสวนปัจจัย นกัมมปัจจัย และปัจจัยอื่น ๆ อีกหลายคู่ โดยยังคงอิงตัวอย่างวิจิกิจฉาสหคตโมหะและอุทธัจจสหคตโมหะเป็นแกนหลัก เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการไล่แบบแผนคำสั้น ๆ ตามชื่อปัจจัย ปิดท้ายด้วยตารางนับสามชุด คือ ปัจจนียะ อนุโลมปัจจนียะ และปัจจนียานุโลม ซึ่งเป็นข้อมูลอ้างอิงตัวเลขเช่นเดียวกับก่อนหน้า จากนั้นปฏิจจวาระของติกะที่ ๙ ก็จบลง (ปฏิจฺจวาโร นิฏฺฐิโต) และมีบันทึกสั้น ๆ ว่าสหชาตวาระมีเนื้อหาเหมือนปฏิจจวาระทุกประการจึงไม่แจกแจงซ้ำ ก่อน
  55. หน้า ๒๖๑–๒๖๖ ติกะที่ ๙: เริ่มปัจจยวาระ เหตุ อารัมมณ และอธิปติปัจจัย หน้า ๒๖๑-๒๖๖ เริ่มปัจจยวาระ (วาระว่าด้วย 'ธรรมเป็นปัจจัยแก่...') ของติกะที่ ๙ ซึ่งมีโครงสร้างคล้ายปฏิจจวาระแต่เพิ่มบทบาทของ 'วัตถุ' (ฐานทางกายภาพของจิต เช่น หทยวัตถุ) เข้ามาชัดเจนขึ้น เช่น วัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่มีรากเหตุอันพึงละด้วยการเห็นหรือภาวนา ผ่านเหตุปัจจัยและอารัมมณปัจจัย ตัวอย่างหลักยังคงเป็นคู่วิจิกิจฉาสหคตโมหะกับอุทธัจจสหคตโมหะเช่นเดิม แสดงว่าฐานกายที่รองรับจิตกับรากเหตุของกิเลสทำงานร่วมกันในการปรุงแต่งขันธ์ที่ตามมา ส่วนอธิปติปัจจัยยังคงแบบแผนเดิมโดยเน้นวัตถุเป็นตัวกลางเชื่อมระหว่า
  56. หน้า ๒๖๗–๒๗๐ ติกะที่ ๙: อนันตร สมนันตร และสหชาตปัจจัยของปัจจยวาระ หน้า ๒๖๗-๒๗๐ อธิปติปัจจัยจบลงพร้อมข้อสังเกตว่าอนันตรปัจจัยและสมนันตรปัจจัยของปัจจยวาระเหมือนกับอารัมมณปัจจัย จึงกล่าวโดยย่อ จากนั้นสหชาตปัจจัยอธิบายละเอียดว่าขันธ์ที่มีรากเหตุฝ่ายทัสสนะหรือภาวนาเกิดพร้อมกับรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน รวมถึงกรณีปฏิสนธิ (ขณะเกิด) ที่ขันธ์อาศัยวัตถุ วัตถุอาศัยขันธ์ และมหาภูตรูปอาศัยกันเอง ตลอดจนกรณีของอสัญญสัตว์ (ผู้มีแต่รูป ไม่มีนามขันธ์) ซึ่งแสดงขอบเขตกว้างของปัจจัยนี้ตั้งแต่ระดับจิตใจไปจนถึงโครงสร้างรูปธรรมพื้นฐาน จากนั้นหน้า ๒๗๐ เริ่มไล่รายชื่อปัจจัยที่เหลือ (อัญญมั
  57. หน้า ๒๗๑–๒๗๕ ติกะที่ ๙: วิปปยุตตปัจจัย ตารางนับ และเริ่มปัจจนียนัยของปัจจยวาระ (ยังไม่จบ) หน้า ๒๗๑-๒๗๕ วิปปยุตตปัจจัย (เงื่อนไขความไม่ประกอบเป็นอันเดียวกัน) อธิบายละเอียดว่าวัตถุ แม้ไม่ประกอบเป็นอันเดียวกับนามขันธ์ แต่ก็ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนขันธ์ที่มีรากเหตุฝ่ายทัสสนะหรือภาวนาให้เกิดขึ้นได้ เช่น วัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่ประกอบด้วยวิจิกิจฉาหรืออุทธัจจะ ตามด้วยอัตถิปัจจัย นัตถิปัจจัย วิคตปัจจัย และอวิคตปัจจัยโดยย่อ แล้วปิดท้ายด้วยตารางนับอนุโลมของปัจจยวาระ จากนั้นเนื้อหาเปลี่ยนเข้าสู่ปัจจนียนัย (นเหตุปัจจัย) ของปัจจยวาระ โดยกลับมาใช้คู่ตัวอย่างวิจิกิจฉาสหคตโมหะและอุทธัจจสหคตโมหะแสดงกร
  58. หน้า ๒๗๖–๒๘๐ ปิดปัจจยวาร เปิดสังสัฏฐวาร แห่งทสฺสเนนปหาตพฺพเหตุกติกะ ช่วงนี้เป็นการปิดท้ายปัจจยวาร (โดยปัจจัยแบบ "ปจฺจยา") ของติกะที่ ๙ ซึ่งจำแนกธรรมตามกิเลสที่ต้องละด้วยการเห็นเทียบกับกิเลสที่ต้องละด้วยภาวนา โดยไล่นับปัจจัยฝ่ายปฏิเสธ (ปัจจนียะ) เป็นตารางจำนวนปัญหาต่อปัจจัย ก่อนสรุปว่านิสสยวารมีรูปแบบเหมือนปัจจยวารทุกประการจึงไม่ขยายซ้ำ จากนั้นเริ่มสังสัฏฐวาร (การคลุกเคล้ากันของนามธรรม) โดยยกตัวอย่างเช่น ขันธ์ที่ประกอบด้วยวิจิกิจฉาคลุกเคล้ากับโมหะ หรือขันธ์ที่ประกอบด้วยอุทธัจจะคลุกเคล้ากับโมหะ แสดงว่าโมหะเป็นองค์ประกอบร่วมที่แทรกอยู่ในกิเลสทั้งสองฝ่ายเสมอ ส่วนตาร
  59. หน้า ๒๘๑–๒๘๕ สังสัฏฐวาร-สัมปยุตตวาร ปิดท้าย และเริ่มปัญหาวารด้วยเหตุปัจจัย สังสัฏฐวารดำเนินต่อจนจบ โดยยกตัวอย่างคู่ธรรมที่คลุกเคล้ากัน เช่น จักษุคลุกเคล้ากับขันธ์ที่ประกอบด้วยวิจิกิจฉา หรือขันธ์ที่ต้องละด้วยภาวนาคลุกเคล้ากับขันธ์ประเภทเดียวกันเอง แล้วสรุปว่าสัมปยุตตวารมีรูปแบบเหมือนสังสัฏฐวารทุกประการ จากนั้นเริ่มปัญหาวาร (การไล่ปัจจัย ๒๔ อย่างเป็นรายปัจจัย) ด้วยเหตุปัจจัย แสดงหลักว่าธรรมที่ต้องละด้วยการเห็นเป็นเหตุปัจจัยให้แก่ขันธ์ประเภทเดียวกันที่ประกอบร่วม และให้แก่รูปที่จิตสร้างขึ้นพร้อมกัน กล่าวคือ "เหตุ" อย่างราคะ โทสะ โมหะ ทิฏฐิ ที่ยังไม่ถูกละ เป็นรากฐานหล่อเลี้
  60. หน้า ๒๘๖–๒๙๐ ปัญหาวาร: อารัมมณปัจจัย — การปรารภกิเลสก่อกิเลสใหม่ ช่วงนี้อธิบายอารัมมณปัจจัยอย่างละเอียด แสดงว่าเมื่อบุคคลยินดีพอใจ (อัสสาทนา-อภินันทนา) ในราคะหรือทิฏฐิที่ต้องละด้วยการเห็นซึ่งตนเคยมี ความยินดีนั้นเองกลับเป็นอารมณ์ก่อให้เกิดราคะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา หรือโทมนัสใหม่ขึ้นอีก แสดงกลไกว่ากิเลสสามารถเป็นปัจจัยโดยเป็นอารมณ์ให้เกิดกิเลสซ้อนกิเลสได้ ในทางตรงข้ามมีตัวอย่างพระอริยะพิจารณากิเลสที่ตนละแล้วหรือข่มไว้แล้วโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ผ่านญาณต่างๆ เช่น เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ แสดงว่าอารมณ์เดียวกัน (กิเลสที่ละแล้ว) เป็นปัจจัยใ
  61. หน้า ๒๙๑–๒๙๕ อารัมมณปัจจัยคู่ธรรม อธิปติปัจจัย และอนันตร-สมนันตรปัจจัย ช่วงนี้สรุปอารัมมณปัจจัยกรณีธรรมสองอย่างรวมกันเป็นเหตุ เช่น ขันธ์ที่ต้องละด้วยการเห็นรวมกับขันธ์ที่ไม่ต้องละทั้งสองทาง เป็นอารมณ์ก่อให้เกิดขันธ์ประเภทต่างๆ ต่อมาอธิปติปัจจัยถูกอธิบายแบบย่อว่ามีรูปแบบเดียวกับติกะทสฺสเนนจึงไม่ขยายความใหม่ ส่วนอนันตรปัจจัยและสมนันตรปัจจัยแสดงหลักการสืบเนื่องของขณะจิต เช่น ขันธ์ที่ประกอบด้วยวิจิกิจฉาขณะก่อนเป็นปัจจัยให้ขันธ์ประเภทเดียวกันในขณะถัดไปเกิดขึ้นต่อเนื่องไม่ขาดตอน และแสดงว่าขณะจิตที่ต้องละด้วยการเห็นสามารถเป็นปัจจัยแก่ขณะ "วุฏฐาน" (การถอนออกจากภาวะนั้น) ได
  62. หน้า ๒๙๖–๓๐๒ อุปนิสสยปัจจัย — ราคะ โทสะ โมหะ เป็นฐานหนุนได้ทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว ช่วงนี้เป็นอุปนิสสยปัจจัยที่ขยายความมากที่สุดช่วงหนึ่ง แสดงว่าราคะ โทสะ โมหะ ทิฏฐิ หรือความปรารถนา (ปัตถนา) ที่เกิดขึ้นแล้ว เป็น "ฐานสนับสนุนตามธรรมชาติ" (ปกตูปนิสสยะ) ให้บุคคลกระทำกรรมต่อไปได้ทั้งสองทาง ทั้งฝ่ายชั่ว เช่น อาศัยราคะแล้วฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ หรือทำสังฆเภท และฝ่ายดี เช่น อาศัยราคะ (ความอยากได้บุญ) แล้วให้ทาน รักษาศีล หรือทำสมาบัติให้เกิด แสดงว่ากิเลสตัวเดียวกันเป็นฐานให้ทั้งอกุศลกรรมและกุศลกรรมได้ ขึ้นอยู่กับว่าจิตนำมันไปปรุงแต่งอย่างไร นอกจากนี้ยังมีฝั่งตรงข้าม คือศรัทธา ปัญญา ความสุ
  63. หน้า ๓๐๓–๓๐๖ ปุเรชาตปัจจัยและปัจฉาชาตปัจจัย ปุเรชาตปัจจัยแสดงว่าอารมณ์ทางทวารทั้งห้า (เช่น จักขุ โสตะ) หรือหทัยวัตถุที่เกิดขึ้นก่อนแล้ว เป็นปัจจัยให้จิตที่ต้องละด้วยการเห็นหรือภาวนาเกิดขึ้นตามมา เช่น เมื่อยินดีพอใจในรูปที่เห็นอยู่ก่อน ราคะ ทิฏฐิ หรือวิจิกิจฉาที่ต้องละด้วยการเห็นจึงเกิดตามมา ส่วนปัจฉาชาตปัจจัยแสดงทิศทางย้อนกลับ คือขันธ์ (นามธรรม) ที่เกิดขึ้นภายหลังกลับเป็นปัจจัยหล่อเลี้ยงกายที่เกิดขึ้นก่อนหน้าให้ดำรงอยู่ เช่น ขันธ์ที่ประกอบด้วยวิจิกิจฉาหรืออุทธัจจะซึ่งเกิดทีหลัง เป็นปัจจัยแก่กายที่เกิดก่อนแล้ว แสดงความสัมพันธ์สองทิศทางระหว
  64. หน้า ๓๐๗–๓๑๑ อาเสวนะ กัมมะ วิบาก อาหาร อินทรีย์ และวิปปยุตตปัจจัย ช่วงนี้ไล่ปัจจัยหลายอย่างที่มีรูปแบบสั้นและซ้ำโครงสร้างคล้ายกัน ได้แก่ อาเสวนปัจจัย (การสั่งสมซ้ำของขณะจิตประเภทเดียวกันในกระบวนวิถี) กัมมปัจจัย (เจตนาที่ประกอบร่วมและเจตนาต่างขณะกันปรุงแต่งผลวิบากและรูปที่เกิดจากกรรม) วิปากปัจจัย (วิบากขันธ์เป็นปัจจัยแก่วัตถุ) อาหารปัจจัยและอินทรียปัจจัย (นามธรรมหล่อเลี้ยงกันเองและหล่อเลี้ยงรูป) และปิดท้ายด้วยวิปปยุตตปัจจัยซึ่งแสดงความสัมพันธ์ระหว่างนามกับรูปที่ไม่ประกอบเป็นอันเดียวกัน เช่น หทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่ต้องละด้วยการเห็นโดยความเป็นปุเรชาต เนื้อ
  65. หน้า ๓๑๒–๓๑๖ อัตถิปัจจัย — ความมีอยู่ร่วมกันของนามรูปในขณะเดียวกัน อัตถิปัจจัยแสดงว่าขันธ์ที่ต้องละด้วยการเห็นหรือภาวนาซึ่ง "มีอยู่" ในขณะหนึ่ง เป็นปัจจัยแก่ขันธ์อื่นที่ประกอบร่วมกันและแก่รูปที่จิตสร้างขึ้นพร้อมกัน (สหชาตะ) หรือแก่วัตถุที่มีอยู่ก่อน (ปุเรชาตะ) เช่น โมหะที่ประกอบด้วยวิจิกิจฉาเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่ประกอบร่วมกันโดยความมีอยู่ พร้อมกันนั้นหทัยวัตถุที่มีอยู่ก่อนแล้วก็เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่ต้องละด้วยการเห็นให้เกิดขึ้นได้เช่นกัน แสดงหลักว่า "ความมีอยู่" ของธรรมหนึ่ง ไม่ว่าจะเกิดพร้อมกันหรือเกิดก่อน ล้วนเป็นเงื่อนไขค้ำจุนให้ธรรมอื่นเกิดและตั้งอยู่ได้ ท้าย
  66. หน้า ๓๑๗–๓๒๒ ตารางคณนาปิดปัญหาวาร และโคลอฟอนปิดทสฺสเนนปหาตพฺพเหตุกติกะ ช่วงนี้เป็นตารางสรุปจำนวนปัญหาของแต่ละปัจจัย (คณนา) ทั้งฝ่ายอนุโลม ปัจจนียะ อนุโลมปัจจนียะ และปัจจนียานุโลม ตามด้วยตารางแบบไขว้ (หน้า ๓๑๗-๓๒๑) ที่แสดงว่าคู่ธรรมแต่ละคู่เชื่อมกันด้วยปัจจัยใดบ้างในบรรดา ๒๔ ปัจจัย พร้อมหมายเหตุเตือนผู้นับว่าบางปัญหาไม่ได้ยกมาเขียนไว้ครบทุกข้อในพระบาลี ต้องอาศัยการนับเทียบเคียงเอง เนื้อหาทั้งหมดในช่วงนี้เป็นข้อมูลอ้างอิงเชิงตัวเลขล้วนๆ ไม่ใช่คำอธิบายความหมายใหม่ และควรระบุอย่างตรงไปตรงมาว่าเป็นเนื้อหาสำหรับใช้อ้างอิงมากกว่าคำสอน สิ่งสำคัญที่สุดคือหน้า ๓๒๒ ปิดท้ายด้ว
  67. หน้า ๓๒๓–๓๓๐ เปิดอาจยคามิติกะ: ปฏิจจวาร — กรรมที่ก่อภพกับจิตที่ถอนภพ หน้า ๓๒๓ เริ่มติกะที่ ๑๐ คือ อาจยคามิติกะ ซึ่งจำแนกธรรมเป็นสามฝ่ายตามผลต่อวัฏสงสาร ได้แก่ อาจยคามี (ธรรมที่นำไปสู่การสั่งสมภพใหม่ คืออกุศลกรรมและกุศลกรรมฝ่ายโลกียะที่ยังก่อภพชาติต่อไป) อปจยคามี (ธรรมที่นำไปสู่การถอนคลายภพ คือมรรคจิตทั้งสี่ซึ่งเป็นโลกุตตรธรรมที่ตัดกิเลสและคลายการสั่งสมกรรม) และเนวาจยคามินาปจยคามี (ธรรมที่ไม่จัดอยู่ฝ่ายใด คือวิบากจิต กิริยาจิต และรูปธรรม ซึ่งเป็นเพียงผลหรือสภาวะที่ไม่ก่อและไม่ถอนภพ) ปฏิจจวารในช่วงนี้แสดงว่าเหตุ (โลภะ โทสะ โมหะ ฯลฯ) ที่ประกอบในจิตอาจยคามีเป็นปัจจัย
  68. หน้า ๓๓๑–๓๓๔ อาจยคามิติกะ: ปัจจยวาระ ฝ่ายอนุโลม (เหตุปัจจัยถึงอวิคตปัจจัย) ส่วนนี้เป็นความต่อเนื่องของปัจจยวาระในอาจยคามิติกะ ไล่แสดงว่าธรรมฝ่ายสะสมภพ (อาจยคามี) ฝ่ายคลายภพ (อปจยคามี) และฝ่ายที่ไม่จัดอยู่ในสองฝ่ายนั้น (เนวาจยคามินาปจยคามี) เป็นปัจจัยแก่กันและกันได้ด้วยปัจจัยต่าง ๆ อย่างไรบ้าง เช่น จิตฝ่ายสะสมภพอาศัยเหตุปัจจัย (โลภะ โทสะ โมหะ หรือกุศลมูล) ก่อให้เกิดขันธ์ที่สัมปยุตกันและรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ส่วนขันธ์ในขณะปฏิสนธิที่ไม่จัดอยู่ในฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็อาศัยเหตุปัจจัยเช่นกันเพื่อสร้างวัตถุรูปและรูปที่เกิดจากกรรม เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการไล่จับคู่ตามปัจจัยแต่ละอย่าง
  69. หน้า ๓๓๕–๓๔๐ อาจยคามิติกะ: ปัจจยวาระ ฝ่ายปัจจนียะ ปิดวาระ และเปิดสังสัฏฐวาระ ส่วนนี้พลิกมุมมองมาแสดงว่าความสัมพันธ์ระหว่างสามฝ่ายเกิดขึ้นได้แม้ 'ไม่อาศัย' ปัจจัยบางอย่าง เช่น จิตที่ประกอบด้วยวิจิกิจฉาหรืออุทธัจจะซึ่งมีโมหะเป็นมูลเพียงอย่างเดียว จัดเป็นตัวอย่างของ 'นเหตุปัจจัย' และมีวิญญาณอกุศลวิบากบางชนิดที่เกิดขึ้นโดยไม่อาศัยเหตุแต่อาศัยวัตถุรูปที่เกิดก่อนแทน เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการไล่ปัจจัยแบบปฏิเสธทีละอย่างพร้อมตารางนับจำนวนซึ่งเป็นเนื้อหาอ้างอิง หน้า 340 ปิดปัจจยวาระ ('ปจฺจยวาโร สมตฺโต') และระบุว่านิสสยวาระเหมือนปัจจยวาระทุกประการจึงไม่แสดงซ้ำ ก่อนเปิดสังสัฏฐวาระ (ว่า
  70. หน้า ๓๔๑–๓๔๓ อาจยคามิติกะ: สังสัฏฐวาระ (ปิด) และเปิดปัญหาวาระ สังสัฏฐวาระอธิบายธรรมสามฝ่ายเดียวกันแต่เน้นว่า 'เจือปนกัน' อยู่ในจิตดวงเดียวกัน ไม่ใช่เพียงเป็นเหตุ-ผลต่อกันตามลำดับ โครงสร้างซ้ำกับปัจจยวาระทั้งฝ่ายอนุโลม (มีตารางนับปิดท้าย) และฝ่ายปัจจนียะซึ่งยกตัวอย่างจิตประกอบวิจิกิจฉา/อุทธัจจะอีกครั้งเป็นแบบอย่างของนเหตุปัจจัย หน้า 343 ปิดสังสัฏฐวาระและระบุว่าสัมปยุตตวาระเหมือนกันทุกประการ จากนั้นเปิดปัญหาวาระด้วยเหตุปัจจัย แสดงว่าเหตุฝ่ายอาจยคามีเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สัมปยุตกันเอง และแก่รูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานเมื่อจับคู่กับฝ่ายเนวาจยคามินาปจยคามี
  71. หน้า ๓๔๔–๓๔๘ อาจยคามิติกะ ปัญหาวาระ: อารัมมณปัจจัย — การย้อนพิจารณาและกิเลสที่แอบแฝง ส่วนนี้คือหัวใจของปัญหาวาระที่แสดงอารัมมณปัจจัยด้วยตัวอย่างมีความหมายชัดเจน คือการที่บุคคลให้ทาน รักษาศีล หรือทำอุโบสถกรรมแล้ว 'ย้อนพิจารณา' การกระทำนั้นในภายหลัง การกระทำที่ผ่านไปแล้วจึงกลายเป็นอารมณ์ของจิตดวงหลัง ทั้งพระเสขะและปุถุชนพิจารณาขันธ์ฝ่ายสะสมภพของตนโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาได้ แต่ประเด็นสำคัญคือ เมื่อยินดีพอใจในการพิจารณานั้นเอง ราคะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา อุทธัจจะ หรือโทมนัสก็เกิดขึ้นได้ทันที แสดงว่าแม้การพิจารณาเชิงกุศลก็อาจเป็นเงื่อนไขให้กิเลสใหม่เกิดตามมาได้หากยึดถือ
  72. หน้า ๓๔๙–๓๕๓ ปัญหาวาระ: อธิปติ อนันตร-สมนันตร และอุปนิสสยปัจจัย ต่อจากอธิบดีปัจจัย ส่วนนี้แสดงอนันตรปัจจัยและสมนันตรปัจจัยซึ่งเป็นกลไกลำดับจิตที่แนบชิดกันไม่มีระหว่างคั่น จุดเด่นคือขั้นโคตรภู (จิตตัดขาดจากโคตรปุถุชน) เป็นอนันตรปัจจัยให้มรรคจิตเกิดขึ้นทันที และมรรคจิตเองก็เป็นอนันตรปัจจัยให้ผลจิตเกิดต่อในลำดับถัดไปโดยไม่มีจิตอื่นคั่น นี่คือกลไกของการบรรลุธรรม ส่วนอัญญมัญญ นิสสัย และสหชาตปัจจัยเพียงระบุว่าเหมือนที่แสดงไว้ในปฏิจจวาระแล้วไม่แสดงซ้ำ จากนั้นอุปนิสสยปัจจัย (ปกตูปนิสสัย) เปิดขึ้นแสดงว่าศรัทธา ศีล ปัญญา หรือแม้แต่ราคะและทิฏฐิที่มีอยู่แล้ว สามารถเป็นฐ
  73. หน้า ๓๕๔–๓๕๖ ปัญหาวาระ: อุปนิสสัย (ต่อ) ปุเรชาต และปัจฉาชาตปัจจัย อุปนิสสยปัจจัยดำเนินต่อด้วยตัวอย่างที่กว้างขึ้น เช่น ความสุขทางกาย ความทุกข์ทางกาย ดินฟ้าอากาศ อาหาร หรือที่อยู่อาศัย ก็เป็นฐานให้บุคคลข่มกายทรมานตนหรือมุ่งเจริญคุณธรรมได้เช่นกัน แสดงว่าสภาพแวดล้อมภายนอกก็มีน้ำหนักเชิงเหตุผลไม่น้อยไปกว่าคุณธรรมภายใน จากนั้นปุเรชาตปัจจัยแสดงว่าอวัยวะรับรู้ทางกาย เช่น จักขายตนะและวัตถุรูปที่มีอยู่ก่อนแล้ว เป็นเงื่อนไขให้จิตที่รับรู้อารมณ์นั้นเกิดขึ้นได้ในภายหลัง ส่วนปัจฉาชาตปัจจัยกลับด้าน คือขันธ์ฝ่ายอาจยคามีที่เกิดขึ้นภายหลังกลับเป็นปัจจัยหนุนค้ำกายที่เกิดก่อนแล้
  74. หน้า ๓๕๗–๓๕๙ ปัญหาวาระ: อาเสวนะ กรรม วิบาก และปัจจัยกลุ่มย่อยอื่น ๆ อาเสวนปัจจัยแสดงหลักการเดียวกับอนันตรปัจจัยคือการสั่งสมกระทำซ้ำ ๆ ของจิตประเภทเดียวกันในลำดับก่อนหลังทำให้จิตดวงหลังมีกำลังแก่กล้าขึ้น จนถึงขั้นโคตรภูเป็นอาเสวนปัจจัยให้มรรคจิตเกิด จากนั้นกรรมปัจจัยแสดงว่าเจตนาเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สัมปยุตกันเอง (ร่วมเกิด) และแก่ผลวิบากในขณะอื่น (ต่างขณะ) ซึ่งเป็นกลไกของกรรมและผลข้ามเวลา ส่วนวิบากปัจจัยแสดงว่าขันธ์ที่เป็นผลในขณะปฏิสนธิเป็นปัจจัยแก่กันเองและแก่วัตถุที่ตั้งอาศัย ท้ายส่วนกล่าวถึงอาหาร อินทรีย์ ฌาน มรรค และสัมปยุตตปัจจัยอย่างสั้น ๆ เพียงระบุชื่อเพราะ
  75. หน้า ๓๖๐–๓๖๒ ปัญหาวาระ: อัตถิปัจจัยและปิดฝ่ายอนุโลม อัตถิปัจจัยเป็นปัจจัยที่ครอบคลุมกว้างที่สุด เพราะรวมภาวะร่วมเกิด ภาวะเกิดก่อน ภาวะเกิดภายหลัง ตลอดจนอาหารและอินทรีย์ไว้ในปัจจัยเดียว เช่น ขันธ์ในขณะปฏิสนธิกับวัตถุที่ตั้งอาศัยต่างอาศัยความมีอยู่ของกันและกัน หรือคำข้าวเป็นอาหารหล่อเลี้ยงกายและรูปชีวิตินทรีย์ให้ดำรงอยู่ได้ด้วยความมีอยู่ของมันเอง ปิดท้ายด้วยนัตถิ วิคต และอวิคตปัจจัยซึ่งเพียงระบุว่าให้แสดงตามแนวเดียวกัน แล้วจบด้วยตารางนับจำนวนบทฝ่ายอนุโลมทั้งหมด ซึ่งเป็นเนื้อหาอ้างอิงเชิงบัญชีไม่ใช่คำอธิบายเชิงความหมายใหม่
  76. หน้า ๓๖๓–๓๖๕ ปัญหาวาระฝ่ายปัจจนียะ และปิดอาจยคามิติกะ ส่วนปัจจนียะของปัญหาวาระไล่แสดงว่าความสัมพันธ์ระหว่างอาจยคามี อปจยคามี และเนวาจยคามินาปจยคามี ยังคงเกิดขึ้นได้แม้ไม่อาศัยปัจจัยหลักอย่างเหตุ ฌาน หรือมรรค แต่อาศัยเพียงปัจจัยพื้นฐาน เช่น อารมณ์ ความร่วมเกิด หรือปุเรชาตแทน เนื้อหาเป็นตารางไล่จับคู่และตารางนับจำนวนเป็นหลัก จึงควรถือเป็นเนื้อหาอ้างอิงมากกว่าคำอธิบายใหม่ ที่สำคัญคือหน้า 365 มีคำปิดบทชัดเจนว่า 'อาจยคามิตฺติกํ ทสมํ นิฏฺฐิตํ' (จบติกะที่ 10 คืออาจยคามิติกะ) ซึ่งเป็นจุดปิดโครงสร้างใหญ่ของเนื้อหาช่วงนี้
  77. หน้า ๓๖๖–๓๖๙ เสกขติกะ (ติกะที่ 11) เปิดปฏิจจวาระ: เหตุปัจจัยถึงอาเสวนปัจจัย ติกะใหม่เปิดขึ้นโดยจำแนกธรรมเป็นสามกลุ่ม คือ 'พระเสขะ' (ผู้ยังต้องศึกษา ตั้งแต่พระโสดาบันถึงพระอนาคามี) 'พระอเสขะ' (พระอรหันต์ผู้จบการศึกษาแล้ว ไม่มีอะไรต้องฝึกฝนต่อ) และ 'ผู้ไม่ใช่ทั้งสอง' ซึ่งครอบคลุมทั้งปุถุชนธรรมดาและสิ่งที่ไม่ใช่บุคคลเลย เช่น รูปธรรมและวิบาก-กิริยาจิตทั่วไป โครงสร้างเหมือนกับติกะก่อนหน้าทุกประการ เริ่มจากเหตุปัจจัยที่แสดงว่าจิตกุศลของพระเสขะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สัมปยุตกันเองและรูปที่จิตสร้าง ไล่ไปจนถึงอาเสวนปัจจัยและวิบากปัจจัยที่ยกตัวอย่างวิบากจิตของพระเสขะ ปิดท้ายด้วยตารา
  78. หน้า ๓๗๐–๓๗๓ เสกขติกะ ปฏิจจวาระฝ่ายปัจจนียะ ปิดวาระ และเปิดปัจจยวาระ ฝ่ายปัจจนียะยกตัวอย่างจิตที่ไม่มีเหตุ (อเหตุกะ) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม 'ไม่ใช่ทั้งเสขะและอเสขะ' เช่น จิตรับรู้ทางทวารต่าง ๆ ที่ไม่มีมูลเหตุ และจิตประกอบวิจิกิจฉา/อุทธัจจะซึ่งมีโมหะมูลเดียว แสดงว่ากลุ่ม 'ไม่ใช่ทั้งสอง' นี้กว้างกว่าที่คิด เพราะรวมเอาจิตสามัญที่ไม่เกี่ยวกับการฝึกฝนทางธรรมไว้ด้วย ไม่ใช่เฉพาะปุถุชนเท่านั้น เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นตารางไล่ปัจจัยฝ่ายปฏิเสธพร้อมตารางนับ หน้า 373 ปิดปฏิจจวาระ ('ปฏิจฺจวาโร นิฏฺฐิโต') ระบุว่าสหชาตวาระเหมือนกันทุกประการ แล้วเปิดปัจจยวาระทันทีด้วยเหตุปัจจัย
  79. หน้า ๓๗๔–๓๗๖ เสกขติกะ ปัจจยวาระฝ่ายอนุโลม ปัจจยวาระดำเนินตามแบบปฏิจจวาระ แต่ใช้ 'ปัจจยา' (โดยความเป็นปัจจัย) แทน 'ปฏิจฺจ' (โดยอาศัย) ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ตัวปัจจัยอย่างวัตถุรูป (วัตถุที่ตั้งอาศัยของจิต) เข้ามาเป็นตัวเชื่อมได้ชัดเจนขึ้น เช่น วัตถุรูปเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ของพระเสขะหรือพระอเสขะโดยอารัมมณปัจจัยเมื่อจิตย้อนพิจารณาตนเอง เนื้อหาไล่ปัจจัยตามลำดับเดิม (อธิปติ อนันตร อาเสวนะ กรรม วิบาก ฯลฯ) อย่างกระชับ ปิดท้ายด้วยตารางนับจำนวนฝ่ายอนุโลม จึงมีลักษณะเป็นเนื้อหาอ้างอิงต่อเนื่องจากที่อธิบายความหมายไว้แล้วในปฏิจจวาระ
  80. หน้า ๓๗๗–๓๘๑ เสกขติกะ ปัจจยวาระฝ่ายปัจจนียะ ปิดวาระ และสังสัฏฐวาระ ฝ่ายปัจจนียะยกตัวอย่างจิตไม่มีเหตุและจิตประกอบวิจิกิจฉา/อุทธัจจะซ้ำอีกครั้งในกรอบปัจจยวาระ พร้อมตัวอย่างกรรมปัจจัยที่เจตนาของพระเสขะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สัมปยุตกันเองแม้ไม่อาศัยเหตุ เนื้อหาโดยมากเป็นตารางไล่ปัจจัยลบพร้อมตารางนับ หน้า 379 ปิดปัจจยวาระ ('ปจฺจยวาโร นิฏฺฐิโต') ระบุว่านิสสยวาระเหมือนกัน แล้วเปิดสังสัฏฐวาระทันที (ธรรมที่เจือกันในจิตดวงเดียว) ด้วยเหตุปัจจัยและปัจจัยอื่น ๆ ที่กระชับตามแบบเดิม ไล่ไปจนถึงฝ่ายปัจจนียะที่ยกตัวอย่างจิตไม่มีเหตุอีกครั้งในหน้า 380-381 พร้อมตารางนับจำนวนปิดท้าย
  81. หน้า ๓๘๒–๓๘๕ เสกขติกะ ปิดสังสัฏฐวาระ และเปิดปัญหาวาระ: เหตุ อารัมมณะ และอธิปติปัจจัย หน้า 382 ปิดสังสัฏฐวาระและระบุว่าสัมปยุตตวาระเหมือนกันทุกประการ แล้วเปิดปัญหาวาระด้วยเหตุปัจจัยที่แสดงว่าเหตุของพระเสขะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สัมปยุตกันเองและรูปที่จิตสร้าง จากนั้นอารัมมณปัจจัยยกตัวอย่างมีความหมายชัดเจนอีกครั้ง คือพระอริยะออกจากมรรคแล้วย้อนพิจารณามรรคหรือผลของตนเป็นอารมณ์ (พระเสขะพิจารณาผลของเสขะ พระอรหันต์พิจารณาผลของอเสขะ) และปุถุชนหรือพระเสขะที่พิจารณาความไม่เที่ยงของตาหรือหูแล้วกลับเกิดราคะหรือโทมนัสขึ้นเพราะยินดีในการพิจารณานั้น สะท้อนแบบแผนเดียวกับที่เคยแสดงในอาจยคามิติกะ คื
  82. หน้า ๓๘๖–๓๙๐ เสกขัตติกะ: อธิปติ อนันตร สหชาต และเริ่มอุปนิสสัยปัจจัย ส่วนท้ายของเสกขัตติกะ (เสกขะ-ผู้ยังต้องศึกษา, อเสกขะ-พระอรหันต์, เนวเสกขานาเสกขะ-ปุถุชน) แสดงว่านิพพานเป็นอารัมมณาธิปติปัจจัยแก่มรรคผลของเสกขะและอเสกขะ เช่นพระเสกขะทำนิพพานให้เป็นอารมณ์ที่หนักแน่นเมื่อเข้าผลสมาบัติ จากนั้นแสดงอนันตรปัจจัยคือความสืบเนื่องไม่ขาดตอนของจิตในบุคคลระดับเดียวกัน เช่น ขันธ์เสกขะดวงก่อนเป็นปัจจัยแก่ขันธ์เสกขะดวงหลัง หรือมรรคเป็นปัจจัยแก่ผลจิตที่ตามมาทันที ปิดท้ายด้วยสหชาตปัจจัยและเริ่มอุปนิสสัยปัจจัยซึ่งแสดงว่ามรรคที่ ๑ หนุนให้เกิดมรรคที่ ๒-๔ ตามลำดับ
  83. หน้า ๓๙๑–๓๙๕ เสกขัตติกะ: อุปนิสสัย ปุเรชาต ปัจฉาชาต อาเสวน กัมม วิบาก และเริ่มวิปปยุตตปัจจัย อุปนิสสัยปัจจัยแสดงตัวอย่างกว้างขวางว่าศรัทธา ราคะ หรือแม้ปัจจัยภายนอกเช่นอุตุ โภชนะ เสนาสนะ ของปุถุชนเป็นฐานให้เกิดได้ทั้งกุศล (ให้ทาน รักษาศีล เจริญฌาน) และอกุศลรุนแรงถึงขั้นฆ่ามารดาหรือทำสงฆ์แตกกัน แสดงว่าเหตุเดียวกันเปิดทางได้ทั้งสองทิศทางขึ้นกับการน้อมจิต จากนั้นปุเรชาตปัจจัยแสดงว่าจักขายตนะและวัตถุรูปที่เกิดก่อนเป็นฐานรองรับวิญญาณที่เกิดทีหลัง ปัจฉาชาตปัจจัยกลับด้านคือขันธ์ที่เกิดทีหลังอุปถัมภ์กายที่เกิดก่อน ส่วนกัมมปัจจัยและวิบากปัจจัยแสดงว่าเจตนาเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ประกอบและรูปที่เกิดจากจิ
  84. หน้า ๓๙๖–๔๐๑ เสกขัตติกะ: อาหารถึงอัตถิปัจจัย คณนาสรุป จบเสกขัตติกะ (๑๑) เข้าสู่ปริตตติกะ (๑๒) แสดงปัจจัยกลุ่มสุดท้ายของเสกขัตติกะแบบย่อ (อาหาร อินทรีย์ ฌาน มรรค สัมปยุตต วิปปยุตต) แล้วขยายอัตถิปัจจัย เช่นจักขายตนะและวัตถุที่เกิดก่อนยังคง "มีอยู่" เป็นปัจจัยแก่วิญญาณที่อาศัยเกิด และกวฬิงการาหารเป็นปัจจัยแก่รูปที่เกิดจากกรรม จากนั้นเป็นตารางนับจำนวนข้อ (คณนา) ทั้งฝ่ายอนุโลมและปัจจนีย์ซึ่งเป็นเนื้อหาอ้างอิงเชิงตัวเลขล้วน ๆ ไม่มีความหมายเพิ่มเติม ปิดท้ายด้วยการประกาศจบเสกขัตติกะ (ติกะที่ ๑๑) แล้วเปิดติกะใหม่ "ปริตตติกะ" (ติกะที่ ๑๒ ว่าด้วยธรรมจำกัดขอบเขต-ถึงฝ่ายสูง-หาประมาณมิได้) เริ่มปฏิจจว
  85. หน้า ๔๐๒–๔๐๕ ปริตตติกะ ปฏิจจวาร: เหตุ อารัมมณ และอธิปติปัจจัย (อนุโลมจบ) ปฏิจจวารของปริตตติกะแสดงความสัมพันธ์ระหว่างธรรมสามระดับคือปริตตะ (กามาวจร) มหัคคตะ (รูปฌาน/อรูปฌาน) และอัปปมาณะ (มรรคผลนิพพาน) เหตุปัจจัยแสดงว่าขันธ์ระดับเดียวกันอาศัยกันเกิดเป็นปกติ เช่น ขันธ์มหัคคตะหนึ่งอาศัยขันธ์มหัคคตะอื่นเกิด และในขณะปฏิสนธิขันธ์มหัคคตะอาศัยวัตถุรูป (ปริตตะ) เกิด แสดงว่าธรรมต่างระดับเกื้อกูลกันได้ผ่านวัตถุรูปกามาวจร อารัมมณปัจจัยและอธิปติปัจจัยแสดงหลักคล้ายกันในแง่การทำเป็นอารมณ์หรือเป็นใหญ่ เช่นมหาภูตรูปเป็นอธิปติปัจจัยแก่อุปาทารูปที่อาศัยเกิด ปิดท้ายด้วยคณนาสรุปจำนวนข้อฝ่
  86. หน้า ๔๐๖–๔๑๐ ปฏิจจวาร ปัจจนียะ: นเหตุ นอารัมมณ นอธิปติ นปุเรชาต และเริ่มนปัจฉาชาต-นอาเสวน ฝ่ายปัจจนีย์แสดงกรณีที่ธรรมเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องอาศัยปัจจัยนั้น เช่น นเหตุปัจจัยแสดงขันธ์ปริตตะที่ไม่มีเหตุประกอบ (อเหตุกะ) อาศัยกันเกิด ดังตัวอย่างโมหะที่ประกอบวิจิกิจฉาหรืออุทธัจจะซึ่งเป็นอกุศลจิตไม่มีเหตุครบ นอธิปติปัจจัยแสดงว่าแม้ไม่มีธรรมใดเป็นประธาน ขันธ์ก็ยังอาศัยวัตถุเกิดได้ตามปกติ และนปุเรชาตปัจจัยแสดงกรณีภพอรูปที่ขันธ์มหัคคตะหรืออัปปมาณะเกิดขึ้นโดยไม่มีรูปใดเกิดก่อนเป็นที่รองรับ เพราะภพนั้นไม่มีรูปเลย
  87. หน้า ๔๑๑–๔๑๕ ปฏิจจวาร ปัจจนียะ (จบ): นอาเสวน นกัมม นวิบาก นอาหารฯลฯ, จบปฏิจจวาร/สหชาตวาร, เริ่มปัจจยวาร ต่อเนื่องฝ่ายปัจจนีย์ แสดงว่าแม้ไม่มีอาเสวนปัจจัย (การเสพซ้ำจนคุ้นเคย) ขันธ์วิบากมหัคคตะหรืออัปปมาณะก็ยังอาศัยกันเกิดได้ในขณะแรกที่ยังไม่ทันเสพคุ้น นกัมมปัจจัยแสดงว่าขันธ์ที่อาศัยกันเกิดพร้อมเจตนา (มิใช่เป็นผลของกรรมเก่า) ก็ยังอาศัยกันเกิดตามปกติ ส่วนนวิบากปัจจัยแสดงขันธ์ที่มิใช่วิบากก็อาศัยกันเกิดได้เช่นกัน จากนั้นคณนาสรุปจำนวนข้อ ปิดท้ายประกาศจบปฏิจจวาร ระบุว่า "สหชาตวาร" เนื้อหาเหมือนปฏิจจวารทุกประการจึงไม่แสดงซ้ำ แล้วเปิด "ปัจจยวาร" เริ่มด้วยเหตุปัจจัยในรูปแบบเดียวกันแต่ใช้คำว่า "ปัจจยา" (เป
  88. หน้า ๔๑๖–๔๒๑ ปัจจยวาร: เหตุ-อารัมมณปัจจัย (อนุโลมจบ) ปัจจนียะ จบปัจจยวาร/นิสสยวาร เริ่มสังสัฏฐวาร ปัจจยวารทวนโครงสร้างเดียวกับปฏิจจวารแต่เน้นมุมมอง "เป็นปัจจัยแก่" เช่น ขันธ์ปริตตะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์มหัคคตะหรืออัปปมาณะโดยเหตุปัจจัยผ่านวัตถุรูปในขณะปฏิสนธิ ฝ่ายปัจจนีย์แสดงว่าแม้ไม่มีอธิปติปัจจัย ขันธ์มหัคคตะก็ยังเป็นวิบากที่มีมหัคคตาธิปติเป็นปัจจัยแก่กันได้ตามปกติ ปิดท้ายด้วยคณนาสรุปแล้วประกาศจบปัจจยวาร ระบุว่า "นิสสยวาร" เนื้อหาเหมือนปัจจยวารทุกประการ จากนั้นเปิด "สังสัฏฐวาร" (ว่าด้วยการเจือปนกัน) เริ่มด้วยเหตุปัจจัยในรูปแบบเดียวกันแต่ใช้คำว่า "สังสัฏโฐ"
  89. หน้า ๔๒๒–๔๒๕ สังสัฏฐวาร: เหตุ อารัมมณ อธิปติปัจจัย ปัจจนียะทั้งหมด จบสังสัฏฐวาร/สัมปยุตตวาร เริ่มปัญหาวาร สังสัฏฐวารแสดงว่าขันธ์ระดับเดียวกันเจือปนกันเกิดขึ้นโดยเหตุปัจจัยเช่นเดียวกับวารก่อนหน้าแต่ใช้คำว่า "สังสัฏโฐ" (เจือปนด้วย) ฝ่ายปัจจนีย์แสดงกรณีอเหตุกะเจือปนกัน เช่นโมหะที่ประกอบวิจิกิจฉาหรืออุทธัจจะเจือปนกับขันธ์อเหตุกะ และนปุเรชาตปัจจัยแสดงกรณีภพอรูปเช่นเดิม ปิดท้ายด้วยคณนาสรุปแล้วประกาศจบสังสัฏฐวาร ระบุว่า "สัมปยุตตวาร" เนื้อหาเหมือนสังสัฏฐวารทุกประการ จากนั้นเปิด "ปัญหาวาร" ซึ่งเป็นวารสุดท้ายและละเอียดที่สุด เริ่มด้วยเหตุปัจจัยแบบเต็มรูป
  90. หน้า ๔๒๖–๔๓๐ ปัญหาวาร: อารัมมณปัจจัย (จบ) และอธิปติปัจจัย (ความเคารพเป็นใหญ่) อารัมมณปัจจัยแสดงว่าพระอริยะใช้ทิพยจักขุดูรูป ทิพยโสตฟังเสียง หรือเจโตปริยญาณหยั่งรู้จิตของผู้อื่นได้ทั้งระดับปริตตะและมหัคคตะ และนิพพานเป็นอารมณ์ของมรรคผลอัปปมาณะโดยตรง แสดงให้เห็นว่าอารมณ์ที่จำกัดขอบเขตอย่างรูปเสียงก็เป็นเหตุให้จิตระดับสูงกว่าเกิดรู้ได้ ไม่ใช่ว่าจิตสูงต้องรู้อารมณ์สูงเสมอไป ส่วนอธิปติปัจจัยเปลี่ยนมุมเป็นการทำธรรมนั้นให้เป็นประธานที่จิตยึดถือด้วยความเคารพหนักแน่น (ครุกัตวา) เช่น ผู้ให้ทานหรือรักษาศีลแล้วนึกถึงการกระทำนั้นด้วยความภาคภูมิใจจนเกิดราคะหรือทิฏฐิยึดมั่น หรือพระอริยะใ
  91. หน้า ๔๓๑–๔๓๖ ปัญหาวาร: อนันตร-สมนันตรปัจจัย (จบ) สหชาต อัญญมัญญ และนิสสยปัจจัย อนันตรปัจจัยแสดงลำดับจิตข้ามระดับ เช่น จิตจุติของปุถุชน (ปริตตะ) เป็นปัจจัยให้เกิดจิตปฏิสนธิของพรหม (มหัคคตะ) ทันทีที่ตายแล้วไปเกิด หรือขันธ์อัปปมาณะ (ผล) เป็นปัจจัยแก่การออกจากนิโรธสมาบัติกลับสู่ภาวะปกติ สหชาตปัจจัยและอัญญมัญญปัจจัยแสดงการเกิดร่วมกันและพึ่งพากันสองทางในขณะเดียวกัน เช่นขันธ์กับวัตถุรูปในขณะปฏิสนธิอิงอาศัยกันไปมาไม่ต่างจากมหาภูตรูปสี่ธาตุที่ค้ำจุนกันเอง ส่วนนิสสยปัจจัยขยายความคล้ายกันแต่เน้นทิศทางเดียว เช่นจักขายตนะเป็นที่อาศัยของจักขุวิญญาณ และวัตถุรูปเป็นที่อาศัยของขันธ์ทุกระดั
  92. หน้า ๔๓๗–๔๔๐ ปัญหาวาร: อุปนิสสัยปัจจัย (ศรัทธา-ปัญญาเป็นฐานหนุนทั้งกุศลและอกุศล) และเริ่มปุเรชาตปัจจัย อุปนิสสัยปัจจัยอธิบายว่าศรัทธา ปัญญา หรือแม้ราคะและความทะยานอยากระดับปริตตะ เป็นฐานธรรมชาติหนุนให้เกิดได้ทั้งกุศลอันประณีต เช่นอาศัยศรัทธาปุถุชนพัฒนาไปสู่ฌานมหัคคตะหรือแม้มรรคผลอัปปมาณะ และอกุศลรุนแรงเช่นกรรมที่นำไปสู่การฆ่ามารดา (อ้างอิงรูปแบบ "จักรนัย" เดียวกับกุสลัตติกะ) แสดงหลักว่าเหตุพื้นฐานเดียวกันเปิดทางได้ทั้งสองขั้วขึ้นกับเจตนาที่น้อมนำ ส่วนท้ายบทเริ่มปุเรชาตปัจจัย (ปริตตะเป็นปัจจัยแก่ปริตตะ) ด้วยตัวอย่างจักขายตนะและวัตถุรูปที่เกิดก่อนเป็นฐานรองรับวิญญาณ แต่เนื้อหาส่วนนี้ยังไม่จบภายในช่
  93. หน้า ๔๔๑–๔๔๔ ปริตตติกะ: ปัจจัยข้ามเวลา (ปุเรชาต ปัจฉาชาต อาเสวน กัมม) ระหว่างธรรมขนาดต่างกัน ยังอยู่ในปริตตติกะ (ติกะที่ ๑๒) ซึ่งจำแนกธรรมตาม "ขอบเขตของตัวธรรมเอง" ว่าเล็ก (ปริตต) ใหญ่ (มหัคคต) หรือไม่มีประมาณ (อัปปมาณ) ส่วนนี้แสดงว่าธรรมขนาดต่างกันเป็นปัจจัยแก่กันข้ามช่วงเวลาได้อย่างไร เช่น ปุเรชาตปัจจัย - หทยวัตถุซึ่งเป็นรูปเล็กเกิดก่อน เป็นปัจจัยแก่ขันธ์มหัคคตหรืออัปปมาณที่อาศัยวัตถุเดียวกันเกิดทีหลัง หรือปัจฉาชาตปัจจัยที่ขันธ์ซึ่งเกิดทีหลังกลับอุปถัมภ์รูปกายที่เกิดก่อนแล้ว ส่วนกัมมปัจจัยแสดงว่าเจตนา (ความจงใจ) ไม่ว่าขนาดใด เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เกิดร่วมกันในขณะเดียว และแก่วิบากขันธ์ท
  94. หน้า ๔๔๕–๔๔๙ ปริตตติกะ: วิปปยุตต และอัตถิปัจจัย ปิดท้ายฝ่ายอนุโลม ยังคงอยู่ในปริตตติกะ ไล่แสดงปัจจัยที่เหลือ โดยเฉพาะวิปปยุตตปัจจัย (รูปที่เป็นวัตถุรองรับนามขนาดต่างกันโดยไม่ประกอบกัน) และอัตถิปัจจัย (ความมีอยู่ร่วมกันเป็นปัจจัย) ซึ่งขยายตัวอย่างละเอียดมาก ครอบคลุมทั้งกรณีธรรมขนาดเดียวกันและคู่ผสมสองขนาด เช่น จักขายตนะ (ปริตต) เป็นปุเรชาตปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ หรือกวฬิงการาหาร (อาหารคำข้าว) เป็นปัจจัยหล่อเลี้ยงกายนี้อยู่ ปิดท้ายด้วยตารางคณนา (นับจำนวนปัจจัยแต่ละชนิด) ซึ่งเป็นข้อมูลอ้างอิงเชิงตัวเลขล้วน ไม่มีเนื้อหาความหมายใหม่ และปิดหมวดอนุโลม (ฝ่ายปัจจัยที่มีจร
  95. หน้า ๔๕๐–๔๕๒ ปริตตติกะ: สรุปปัจจนียนัย และโคลอฟอนปิดตติกะที่ ๑๒ เป็นการสรุปแบบย่อของปริตตติกะทั้งฝ่ายอนุโลม ฝ่ายปัจจนีย์ (กรณีที่ไม่เป็นปัจจัยชนิดนั้นๆ) และฝ่ายผสมอนุโลม-ปัจจนีย์ แสดงเป็นตารางนับจำนวนล้วนๆ (คณนา) จึงเป็นเนื้อหาอ้างอิงเชิงเทคนิคมากกว่าจะมีความหมายเชิงเหตุผลใหม่ จุดสำคัญของช่วงนี้คือโคลอฟอนปิดท้ายที่ระบุชัดว่า "ปริตฺตตฺติกํ ทฺวาทสมํ นิฏฺฐิตํ" (จบปริตตติกะ ซึ่งเป็นติกะลำดับที่ ๑๒) เป็นการปิดหมวดที่จำแนกธรรมโดยขอบเขตของตัวธรรมเองว่าเล็ก ใหญ่ หรือไม่มีประมาณ
  96. หน้า ๔๕๓–๔๕๗ เปิดปริตตารัมมณติกะ (๑๓): ปฏิจจวาระ ว่าด้วยธรรมที่มีอารมณ์เล็ก-ใหญ่-ไม่มีประมาณ เริ่มติกะที่ ๑๓ คือปริตตารัมมณติกะ ซึ่งต่างจากติกะที่ ๑๒ ตรงที่ไม่จำแนกตัวธรรมเองว่าเล็กหรือใหญ่ แต่จำแนกตาม "อารมณ์ที่ธรรมนั้นยึดหน่วง" ว่าเป็นอารมณ์เล็ก (ปริตตารัมมณะ) อารมณ์ใหญ่ (มหัคคตารัมมณะ) หรืออารมณ์ไม่มีประมาณ (อัปปมาณารัมมณะ) เช่น จิตที่เพ่งรูปธรรมดาทั่วไปเป็นปริตตารัมมณะ ส่วนจิตที่ระลึกถึงฌานเป็นมหัคคตารัมมณะ ปฏิจจวาระแสดงว่าธรรมที่มีอารมณ์ขนาดหนึ่งเป็นปัจจัยแก่ธรรมที่มีอารมณ์ขนาดเดียวกันหรือขนาดอื่นโดยเหตุปัจจัยและอารมณปัจจัยเป็นต้น ฝั่งปัจจนีย์แสดงกรณีอเหตุกะ เช่น จิตที่ประกอบด้วยวิ
  97. หน้า ๔๕๘–๔๖๕ ปริตตารัมมณติกะ: เหตุ อารมณ์ อธิปติ และอนันตรปัจจัย ในปัญหาวาระ เข้าสู่ปัญหาวาระของติกะที่ ๑๓ ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม เช่น ผู้ให้ทาน สมาทานศีล หรือทำอุโบสถกรรมแล้วพิจารณาทบทวนกุศลนั้น (อารมณ์เล็ก) เป็นอารมณปัจจัยแก่จิตที่พิจารณา หรือพระอริยะที่ระลึกถึงฌานหรืออภิญญาที่เคยได้ (อารมณ์ใหญ่) เป็นปัจจัยแก่จิตพิจารณานั้น เจโตปริยญาณ (การหยั่งรู้ใจผู้อื่น) ถูกยกเป็นตัวอย่างที่จิตรู้ใจคนอื่นซึ่งมีอารมณ์ขนาดต่างกันได้ อธิปติปัจจัยแสดงทั้งอารัมมณาธิปติ (การให้ความสำคัญแก่อารมณ์นั้นอย่างเคารพ) และสหชาตาธิปติ ส่วนอนันตรปัจจัยแสดงลำดับจิตข้ามอารมณ์ เช่น จุติจิตที่มีอารมณ
  98. หน้า ๔๖๖–๔๗๑ ปริตตารัมมณติกะ: อุปนิสสยปัจจัยและอาเสวนปัจจัย ระหว่างอารมณ์ต่างขนาด ขยายอุปนิสสยปัจจัยอย่างละเอียด แสดงว่าศรัทธา ศีล ปัญญา ราคะ หรือแม้แต่สุขทุกข์ทางกายที่มีอารมณ์ขนาดหนึ่งเป็นฐานที่มั่นคง (ปกตูปนิสสยะ) ให้เกิดการให้ทาน รักษาศีล เจริญฌาน หรือกระทำอกุศลอย่างฆ่าสัตว์หรือทำลายสงฆ์ โดยอาศัยอารมณ์อีกขนาดหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าขนาดของอารมณ์ที่ยึดหน่วงในอดีตไม่ได้กำหนดตายตัวว่าจะนำไปสู่ผลบุญหรือบาปขนาดใดในปัจจุบัน อาเสวนปัจจัย (การเสพซ้ำ) แสดงในทำนองเดียวกันสำหรับความต่อเนื่องของจิตที่มีอารมณ์ขนาดเดียวกัน เช่น โคตรภูและโวทานที่มีอารมณ์เล็กเป็นปัจจัยแก่มรรคที่มีอารมณ์ไม่มี
  99. หน้า ๔๗๒–๔๗๔ ปริตตารัมมณติกะ: กัมม วิบาก และสรุปปิดตติกะที่ ๑๓ ปิดท้ายด้วยกัมมปัจจัย ซึ่งแสดงว่าเจตนาที่มีอารมณ์ขนาดหนึ่งเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เกิดร่วมกัน และแก่วิบากขันธ์ที่มีอารมณ์ขนาดเดียวกันหรือขนาดอื่นในภายหลัง จากนั้นเป็นตารางคณนาสรุปจำนวนปัจจัยแต่ละชนิดทั้งฝ่ายอนุโลม ปัจจนีย์ และผสม ซึ่งเป็นข้อมูลอ้างอิงเชิงตัวเลข ปิดท้ายด้วยโคลอฟอน "ปริตฺตารมฺมณตฺติกํ เตรสมํ นิฏฺฐิตํ" คือจบติกะที่ ๑๓ ซึ่งจำแนกธรรมตามขนาดของอารมณ์ที่ยึดหน่วง อันเป็นคู่ขนานกับติกะที่ ๑๒ ที่จำแนกตามขนาดของตัวธรรมเอง
  100. หน้า ๔๗๕–๔๗๖ หีนติกะ (๑๔): ธรรมเลว-กลาง-ประณีต โดยเทียบเคียงสังกิลิฏฐติกะ ติกะที่ ๑๔ คือหีนติกะ จำแนกธรรมตามคุณภาพทางศีลธรรมว่าเลวทราม (หีน) ปานกลาง (มัชฌิม) หรือประณีต (ปณีต) แทนที่จะแจกแจงปัจจัยทุกชนิดโดยละเอียด คัมภีร์ระบุสั้นๆ ว่าให้ขยายความเหมือนสังกิลิฏฐติกะ (ติกะว่าด้วยธรรมเศร้าหมอง-ไม่เศร้าหมอง-ไม่แน่นอน) ที่เคยแสดงไว้ก่อนหน้า พร้อมระบุว่า "ปริปุณฺณํ" (ครบถ้วนแล้ว) เพียงยกตัวอย่างเหตุปัจจัยสั้นๆ เช่น ธรรมหีนเป็นปัจจัยแก่ธรรมหีนหรือธรรมมัชฌิม และธรรมมัชฌิมรวมกับปณีตเป็นปัจจัยแก่ธรรมมัชฌิม ก่อนปิดด้วยโคลอฟอน "หีนตฺติกํ จุทฺทสมํ นิฏฺฐิตํ" จบติกะที่ ๑๔
  101. หน้า ๔๗๗–๔๘๓ เปิดมิจฉัตตติกะ (๑๕): ปฏิจจวาระและปัจจยวาระ ว่าด้วยธรรมที่แน่นอนสู่ทุคติ-สุคติ-ไม่แน่นอน เริ่มติกะที่ ๑๕ คือมิจฉัตตติกะ ซึ่งจำแนกธรรมตามชะตากรรมที่แน่นอนของผลที่จะตามมา ได้แก่ มิจฉัตตนิยตะ (ธรรมที่แน่นอนว่าจะนำไปสู่ทุคติทันทีในชาติถัดไป เช่น กรรมหนักทั้งห้าคืออนันตริยกรรม) สัมมัตตนิยตะ (ธรรมที่แน่นอนว่าจะนำไปสู่ความหลุดพ้น คือมรรคจิต) และอนิยตะ (ธรรมที่ยังไม่แน่นอนว่าจะให้ผลเช่นไร) ปฏิจจวาระแสดงว่าเหตุปัจจัยและอารมณปัจจัยทำให้ธรรมประเภทเดียวกันเกิดร่วมกัน หรือธรรมอนิยตะเกิดจากมิจฉัตตนิยตะหรือสัมมัตตนิยตะได้ ปัจจยวาระเสริมกรณีที่หทยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์อนิยตะ พร้อมอ้างอิงรูปแบบร่วม
  102. หน้า ๔๘๔–๔๘๗ มิจฉัตตติกะ: นิสสยวาระ สังสัฏฐวาระ และสัมปยุตตวาระ (อ้างอิงรูปแบบเดิม) ส่วนนี้ระบุว่านิสสยวาระ (การอาศัยเป็นที่ตั้ง) มีรูปแบบเดียวกับปัจจยวาระ จึงไม่แจกแจงซ้ำ ส่วนสังสัฏฐวาระ (ความเจือปนกัน) และสัมปยุตตวาระ (ความประกอบกัน) แสดงเหตุปัจจัยและอารมณปัจจัยแบบย่อสำหรับธรรมมิจฉัตตนิยตะ สัมมัตตนิยตะ และอนิยตะที่เจือปนกัน พร้อมยกตัวอย่างอธิปติปัจจัยที่ธรรมนั้นเป็นอธิบดีแก่ขันธ์ที่ประกอบด้วยกันเอง และปุเรชาตปัจจัยที่ระบุว่าในภพอรูปพรหม (ซึ่งไม่มีรูปวัตถุ) ธรรมสัมมัตตนิยตะยังคงเกิดได้โดยไม่ต้องอาศัยวัตถุ เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการอ้างอิงรูปแบบซ้ำจากวาระก่อน (ปฏิจฺจวารสทิสํ) มากกว
  103. หน้า ๔๘๘–๔๙๕ มิจฉัตตติกะ: ปัญหาวาระ เหตุ อารมณ์ และอุปนิสสยปัจจัย — อนันตริยกรรมกับมรรคจิต เข้าสู่ปัญหาวาระซึ่งให้ตัวอย่างที่มีความหมายชัดเจนที่สุดของติกะนี้ อารมณปัจจัยแสดงว่าพระอริยะพิจารณากิเลสที่ละแล้วอันเป็นมิจฉัตตนิยตะหรือสัมมัตตนิยตะเป็นปัจจัยแก่จิตอนิยตะที่พิจารณา ขณะที่รูปชีวิตินทรีย์ (ชีวิตของบุคคลที่ถูกทำร้าย) เป็นอารมณปัจจัยแก่อนันตริยกรรมทั้งห้า ได้แก่ ฆ่ามารดา ฆ่าบิดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิต และทำสังฆเภท ซึ่งล้วนเป็นมิจฉัตตนิยตะที่รับประกันการตกนรกทันทีหลังตาย ตรงข้ามกับพระนิพพานซึ่งเป็นอารมณปัจจัยแก่มรรค (สัมมัตตนิยตะ) อุปนิสสยปัจจัยขยายความว่าอนันต
  104. หน้า ๔๙๖–๕๐๕ มิจฉัตตติกะ: ปัจจัยช่วงท้าย (ปุเรชาต ปัจฉาชาต กัมม วิบาก อัตถิ) และปิดติกะที่ ๑๕ ช่วงนี้เป็นปัจจัยกลุ่มท้าย ๆ ของติกะที่ ๑๕ (ธรรมที่แน่นอนสู่ทุคติ-แน่นอนสู่สุคติ-ยังไม่แน่นอน) โดยยกตัวอย่างเช่น รูปชีวิตินทรีย์ของผู้ถูกฆ่า (เช่นในกรรมฆ่ามารดา) เป็นวัตถุ-ปุเรชาตปัจจัย คือสิ่งที่มีอยู่ก่อนเป็นฐานให้เจตนาอันแน่นอนสู่ทุคติเกิดขึ้นได้ ขณะที่ปัจฉาชาตปัจจัยแสดงว่าจิตที่เกิดทีหลังก็ย้อนกลับไปค้ำจุนร่างกายที่เกิดก่อนได้เช่นกัน ส่วนกัมมปัจจัยชี้ให้เห็นว่าเจตนาเดียวกันทำหน้าที่สองชั้น คือปรุงแต่งขันธ์ที่เกิดร่วมกันในขณะนั้น และยังส่งผลให้เกิดวิบากขันธ์ในภายหลังอีกชั้นหนึ่ง (กัมมปัจจัยต่
  105. หน้า ๕๐๖–๕๑๔ มัคคารัมมณติกะ (ที่ ๑๖) เปิดเรื่อง: ปฏิจจวาระว่าด้วยธรรมมีมรรคเป็นอารมณ์-เป็นเหตุ-เป็นอธิบดี เริ่มติกะใหม่ลำดับที่ ๑๖ ซึ่งจำแนกธรรมตามความสัมพันธ์กับมรรคสามแบบ คือ ธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์ (จิตที่หน่วงเอามรรคมาเป็นสิ่งที่รู้), ธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุ (สภาวะที่เกิดร่วมโดยมีองค์มรรคเป็นรากเหง้า) และธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดี (เมื่อมรรคเองทำหน้าที่เป็นตัวเด่นที่ชักนำจิต) ปฏิจจวาระนี้วางกรอบความสัมพันธ์เชิงเหตุ-ผลระหว่างสามหมวดนี้ผ่านเหตุปัจจัยเป็นฐาน แล้วไล่ครบปัจจัยทั้ง ๒๔ ทั้งฝ่ายอนุโลมและฝ่ายปฏิเสธ (ปัจจนียะ) เนื้อหาส่วนใหญ่จึงเป็นแบบแผนซ้ำเชิงโครงสร้างมากกว่าคำอธิบายใหม่ ท้ายบทตัวบทระบุตรง ๆ
  106. หน้า ๕๑๕–๕๑๙ ธรรมมีมรรคเป็นอารมณ์: พระอริยะย้อนพิจารณามรรคหลังออกจากผลสมาบัติ เข้าสู่ปัญหาวาร โดยอารัมมณปัจจัยแสดงภาพที่ชัดเจนว่า เมื่อพระอริยบุคคลออกจากมรรคหรือผลสมาบัติแล้ว ย่อมย้อนพิจารณามรรคนั้นเอง หรือให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับมรรคจนมรรคกลายเป็นอารมณ์ของจิตพิจารณา นี่คือแก่นของ "มรรค-เป็นอารมณ์" คือธรรมที่เกี่ยวข้องกับมรรคถูกจิตรุ่นหลังหน่วงเอามาเป็นสิ่งที่รู้ ตัวอย่างเช่นจิตที่หยั่งรู้ใจผู้อื่น (เจโตปริยญาณ) สามารถรู้จิตของผู้ที่กำลังประกอบด้วยมรรคจิตได้ โดยอาศัยขันธ์แห่งมรรคเป็นอารมณ์เช่นกัน ท้ายช่วงเริ่มเข้าสู่อธิปติปัจจัย ซึ่งแสดงว่าเมื่อมรรคหรือธรรมที่มีมรรคเป็
  107. หน้า ๕๒๐–๕๒๗ มัคคารัมมณติกะ: อธิบดี อนันตร อุปนิสสัย อาเสวน กัมมปัจจัย และปิดฝ่ายอนุโลม อธิปติปัจจัยดำเนินต่อ แสดงสองแบบคือ อารัมมณาธิปติ (มรรคที่ถูกให้ความสำคัญจนเป็นตัวเด่นของอารมณ์) กับสหชาตาธิปติ (สภาวะมีมรรคเป็นรากที่เกิดร่วมและทำหน้าที่ครอบงำ) จากนั้นอนันตร-สมนันตรปัจจัยแสดงว่าจิตขณะก่อนที่เกี่ยวกับมรรคส่งต่อโดยไม่มีช่องว่างไปสู่จิตขณะถัดไปทันที เช่นลำดับจากอนุโลมญาณสู่โคตรภูแล้วเข้าสู่มรรค ส่วนสหชาต อัญญมัญญ นิสสัย ถูกยุบรวมว่ามีรูปแบบเดียวกัน (๑๗ คำถามต่อปัจจัย) จุดที่น่าสนใจที่สุดคืออุปนิสสยปัจจัย ซึ่งแสดงว่ามรรคขั้นต้นเป็นฐานอุปการะอย่างแรงกล้าให้มรรคขั้นถัดไปเกิดขึ้นได้
  108. หน้า ๕๒๘–๕๓๑ มัคคารัมมณติกะ: ฝ่ายปัจจนียะ ตารางนับปัจจัย และปิดติกะที่ ๑๖ ช่วงนี้เป็นฝ่ายปัจจนียะ ซึ่งนำความสัมพันธ์แบบ "มรรค-เป็นอารมณ์/เหตุ/อธิบดี" เดิมมาผูกกับปัจจัยบวกตามปกติ (สหชาตปัจจัย อุปนิสสยปัจจัย ฯลฯ) แต่จับคู่กับธรรมฝ่ายตรงข้ามในเชิงโครงสร้าง จึงเป็นการทวนรูปแบบมากกว่าการอธิบายความสัมพันธ์เชิงเหตุผลใหม่ เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นตารางนับจำนวนคำถาม (คณนา) สำหรับฝ่ายปฏิเสธ ฝ่ายอนุโลม-ปัจจนียะ และฝ่ายปัจจนียะ-อนุโลม ซึ่งควรอ่านอย่างตรงไปตรงมาว่าเป็นเนื้อหาอ้างอิงเชิงกลไก ไม่ใช่คำสอนที่มีสาระใหม่ ท้ายบทมีคำลงท้าย "มคฺคารมฺมณตฺติกํ โสฬสมํ นิฏฺฐิตํ" ซึ่งปิดติกะที่ ๑๖ (
  109. หน้า ๕๓๒–๕๓๖ อุปปันนติกะ (ที่ ๑๗) เปิดเรื่อง: ธรรมที่เกิดแล้ว-ยังไม่เกิด-จักเกิดแน่นอน เริ่มติกะที่ ๑๗ ซึ่งจำแนกธรรมสามแบบ คือ อุปปันนะ (สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วจริง) อนุปปันนะ (สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น เช่นคุณสมบัติที่ยังไม่ได้บรรลุ) และอุปปาที (สิ่งที่ยังไม่เกิดแต่จักเกิดขึ้นแน่นอนในอนาคต เช่นผลกรรมที่ยังไม่สุกแต่หนีไม่พ้นที่จะให้ผล) แก่นของอารัมมณปัจจัยในช่วงนี้คือ ธรรมทั้งสามแบบล้วนเป็นอารมณ์ให้จิตรู้ได้ เช่น การพิจารณาตาหรือขันธ์ที่เกิดขึ้นแล้วว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน แล้วราคะหรือโทมนัสจึงเกิดตามมา หรือญาณวิเศษบางชนิดสามารถหยั่งรู้สิ่งที่ยังไม่เกิดหรือจักเกิดแน่นอนเป็นอารมณ
  110. หน้า ๕๓๗–๕๔๑ อุปปันนติกะ: ปุเรชาต ปัจฉาชาต กัมม วิบาก และปิดติกะที่ ๑๗ ช่วงนี้แสดงปุเรชาตปัจจัย คือฐานทางกายที่เกิดขึ้นแล้ว เช่นจักขวายตนะ เป็นที่รองรับให้ขันธ์ที่เกิดขึ้นแล้วเกิดตามมาได้ และปัจฉาชาตปัจจัยที่จิตซึ่งเกิดทีหลังย้อนค้ำจุนร่างกายที่เกิดก่อน ตามด้วยกัมมปัจจัยและวิบากปัจจัยซึ่งย้ำรูปแบบเจตนาที่เกิดขึ้นแล้วปรุงแต่งขันธ์ร่วมสมัยและวิบากขันธ์ในภายหลัง ที่น่าสนใจคืออุปนิสสยปัจจัยยังมีตัวอย่างของสิ่งที่ "ยังไม่เกิด" เช่น การปรารถนาความงามหรือคุณสมบัติที่ยังไม่ได้มา เป็นแรงผลักดันให้บุคคลบำเพ็ญทาน ศีล แสดงว่าแม้สิ่งที่ยังไม่เกิดก็เป็นฐานอุปการะอย่างแรงกล้าได้เ
  111. หน้า ๕๔๒–๕๔๙ อตีตติกะ (ที่ ๑๘): ธรรมอดีต-อนาคต-ปัจจุบัน เป็นปัจจัยแก่กัน และปิดติกะ ติกะที่ ๑๘ จำแนกธรรมตามกาลเวลา คือ อตีตะ (อดีต) อนาคตะ (อนาคต) และปัจจุปปันนะ (ปัจจุบัน) แก่นของอารัมมณปัจจัยคือ ธรรมในกาลใดกาลหนึ่งสามารถเป็นอารมณ์ของจิตปัจจุบันได้ เช่น บุคคลให้ทานหรือรักษาศีลไปแล้ว ภายหลังย้อนพิจารณาการกระทำนั้นด้วยความปีติ (อดีตเป็นอารมณ์ของจิตพิจารณาปัจจุบัน) หรือพระอริยะย้อนพิจารณามรรคและผลที่ผ่านไปแล้ว ในด้านอนันตรปัจจัยมีตัวอย่างลำดับจิตอดีตส่งต่อไม่ขาดตอนสู่ปัจจุบัน ดังลำดับอนุโลมญาณสู่โคตรภู เข้าสู่มรรค และผล ส่วนที่น่าสนใจที่สุดคืออุปนิสสยปัจจัยซึ่งแสดงว่าสภาวะอดีต ไม
  112. หน้า ๕๕๐ เริ่มติกะที่ ๑๙: อตีตารัมมณติกะ - ธรรมที่มีอารมณ์เป็นอดีต อนาคต หรือปัจจุบัน หน้าสุดท้ายของช่วงนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของติกะใหม่ลำดับที่ ๑๙ ซึ่งต่างจากติกะที่ ๑๘ ตรงที่คราวนี้ไม่ได้จำแนกตัวธรรมเองว่าอยู่ในกาลใด แต่จำแนกจากกาลของ "อารมณ์" ที่ธรรมนั้นหน่วงรู้ คือธรรมที่มีอารมณ์เป็นอดีต (อตีตารัมมณะ) มีอารมณ์เป็นอนาคต (อนาคตารัมมณะ) และมีอารมณ์เป็นปัจจุบัน (ปัจจุปปันนารัมมณะ) เนื้อหาที่ปรากฏมีเพียงปฏิจจวารส่วนเหตุปัจจัยเบื้องต้นสำหรับทั้งสามหมวดเท่านั้น ยังไม่มีคำอธิบายเชิงความหมายหรือตัวอย่างประกอบให้วิเคราะห์ได้ ติกะนี้ยังไม่ปิดในช่วงข้อมูลนี้ และจะต้องตามอ่านต่อในหน้าถั
  113. หน้า ๕๕๑–๕๕๔ ปิดปฏิจจวาร (ฝ่ายปฏิเสธ) ของอตีตารัมมณติกะ เปิดปัญหาวารด้วยเหตุปัจจัย ช่วงนี้เป็นการไล่ปิดฝ่ายปฏิเสธ (ปัจจนียะ) ของปฏิจจวาร เล่มที่ 19 คือ อตีตารัมมณติกะ ซึ่งจำแนกธรรมไม่ใช่จากกาลของตัวมันเอง แต่จากกาลของ 'อารมณ์' ที่ธรรมนั้นยึดหน่วง คือ อดีตารมณ์ อนาคตารมณ์ หรือปัจจุบันารมณ์ เนื้อหาไล่แสดงว่าเมื่อตัดปัจจัยแต่ละอย่างออก (เช่น ไม่มีเหตุ ไม่มีปุเรชาต ไม่มีปัจฉาชาต ไม่มีกรรม) ธรรมที่มีอารมณ์ต่างกาลกันยังคงเกิดร่วมกันได้หรือไม่ ซึ่งเป็นแบบแผนซ้ำจากเล่มก่อนแต่สลับมุมมองมาที่อารมณ์แทนตัวธรรม เมื่อจบตารางนับ (คณนา) ปฏิจจวารก็ปิดลง พร้อมข้อความสั้นๆ ว่าวาระที่เหลือ (สหชาต
  114. หน้า ๕๕๕–๕๖๐ อารัมมณปัจจัยและอธิปติปัจจัยในปัญหาวาร อตีตารัมมณติกะ ส่วนนี้อธิบายว่าอารมณ์ที่มีกาลต่างกันเป็นปัจจัยแก่จิตที่รับรู้มันได้อย่างไร โดยมีตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมชัดเจน เช่น ผู้ได้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณระลึกชาติในอดีต หรือผู้ได้ทิพยจักขุเห็นสิ่งที่จะเกิดในอนาคต กรณีเหล่านี้แสดงว่า 'อารมณ์อดีต' หรือ 'อารมณ์อนาคต' เป็นอารัมมณปัจจัยแก่ญาณที่กำลังพิจารณามันอยู่ในปัจจุบันขณะ อีกตัวอย่างคือ เมื่อพิจารณาขันธ์ในอดีตหรืออนาคตโดยความไม่เที่ยง แล้วกลับเพลิดเพลินยินดีในขันธ์นั้น ราคะหรือทิฏฐิที่เกิดขึ้นก็มีขันธ์ต่างกาลนั้นเป็นอารมณ์ ส่วนอธิปติปัจจัยก็ซ้ำรูปแบบเดียวกั
  115. หน้า ๕๖๑–๕๖๗ อนันตร อุปนิสสยะ อาเสวนะ กัมมปัจจัย ในปัญหาวาร อตีตารัมมณติกะ ช่วงนี้ไล่ปัจจัยที่เหลือของปัญหาวาร เล่มที่ 19 อย่างเป็นระบบครบทั้ง 9 คู่ผสมของกาลอารมณ์ (อดีต-อดีต, อดีต-อนาคต, อดีต-ปัจจุบัน ฯลฯ) อนันตรปัจจัยแสดงว่าจิตที่มีอารมณ์เป็นอดีตดวงก่อนเป็นปัจจัยแก่จิตดวงถัดไปที่มีอารมณ์เป็นอดีตเหมือนกันโดยไม่มีระหว่างคั่น เช่น ภวังคจิตที่มีอารมณ์อดีตส่งต่อให้อาวัชชนจิตที่หันมารับอารมณ์ปัจจุบัน อุปนิสสยปัจจัยยกตัวอย่างว่าอนิจจานุปัสสนาที่มีอารมณ์เป็นอดีตเป็นที่อาศัยอันมีกำลังให้เกิดอนิจจานุปัสสนาที่มีอารมณ์เป็นอนาคตต่อไปได้ (คือการเจริญวิปัสสนาข้ามกาลอารมณ์) ส่วนกัมม
  116. หน้า ๕๖๘–๕๗๐ ปิดปัญหาวารและปิดอตีตารัมมณติกะ (เล่ม 19) เปิดอัชฌัตตติกะ (เล่ม 20) หน้า 568-569 เป็นตารางนับปิดท้ายปัญหาวารของเล่มที่ 19 ทั้งฝ่ายอนุโลม ปัจจนียะ อนุโลมปัจจนียะ และปัจจนียานุโลม ซึ่งเป็นเนื้อหาเชิงอ้างอิงเชิงตัวเลขล้วนๆ ไม่มีคำอธิบายความหมายใหม่ จากนั้นในหน้า 570 ปรากฏคำปิดวาระว่า 'ปญฺหาวาโร นิฏฺฐิโต' และคำปิดเล่มว่า 'อตีตารมฺมณตฺติกํ เอกูนวีสติมํ นิฏฺฐิตํ' คือจบตติกะที่ 19 (อตีตารัมมณติกะ) อย่างเป็นทางการ ทันทีหลังจากนั้นในหน้าเดียวกัน เปิดตติกะใหม่คือ 'อัชฌัตตติกะ' (ตติกะที่ 20) ซึ่งจำแนกธรรมเป็นภายใน (อัชฌัตตะ - เนื่องด้วยตนเอง) ภายนอก (พหิทธา - เนื่องด้วยผู้
  117. หน้า ๕๗๑–๕๗๖ ปฏิจจวารของอัชฌัตตติกะ: ภายใน-ภายนอกกับการเกิดรูป ส่วนนี้ขยายความปฏิจจวารของตติกะที่ 20 ซึ่งต่างจากติกะเรื่องกาลก่อนหน้า เพราะเน้นว่าธรรมนั้น 'เนื่องด้วยตนเอง' (อัชฌัตตะ) หรือ 'เนื่องด้วยผู้อื่น' (พหิทธา) โดยไม่เกี่ยวกับเวลา ตัวอย่างเด่นคือขันธ์ภายในหนึ่งเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ภายในอีกสามพร้อมทั้งจิตตสมุฏฐานรูปที่เกิดร่วม และในขณะปฏิสนธิขันธ์ภายในก็ก่อให้เกิดกฏัตตารูป (รูปที่เกิดจากกรรม) รวมถึงมหาภูตรูปและอุปาทายรูปตามลำดับ เหตุปัจจัยฝ่ายปฏิเสธ (นเหตุปัจจยา) แสดงกรณีพิเศษ เช่น ในภูมิที่ไม่มีขันธ์ (อสัญญสัตตา) มหาภูตรูปก็ยังเป็นปัจจัยแก่กันเองและก่อร
  118. หน้า ๕๗๗–๕๗๙ ปัจจยวารของอัชฌัตตติกะ (สรุปอ้างอิงปฏิจจวาร) และเปิดปัญหาวาร ปัจจยวารในช่วงนี้ส่วนใหญ่อ้างอิงกลับไปยังปฏิจจวารที่อธิบายไว้แล้ว โดยเพิ่มตัวอย่างเฉพาะของปัจจยวาร เช่น จักขายตนะ (อายตนะภายใน) เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ และกายายตนะเป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ ซึ่งล้วนอยู่ในกลุ่ม 'ภายใน' ทั้งสิ้น ปัจจยวารปิดท้ายด้วยตารางนับฝ่ายอนุโลมและปัจจนียะแบบย่อ แล้วมีข้อความสรุปว่านิสสยวารเหมือนปัจจยวาร ส่วนสังสัฏฐวารและสัมปยุตตวารให้ขยายความไปในทำนองเดียวกัน จากนั้นปัญหาวารของตติกะที่ 20 เริ่มต้นด้วยเหตุปัจจัย แสดงว่าขันธ์ภายในที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ภายในที่สัมปยุตด้วยและ
  119. หน้า ๕๘๐–๕๘๗ อารัมมณ อธิปติ ปุเรชาตปัจจัย: ตัวอย่างข้ามภายใน-ภายนอกในปัญหาวาร ช่วงนี้เต็มไปด้วยตัวอย่างที่แสดงความหมายของ 'ภายใน' และ 'ภายนอก' ได้ชัดเจนที่สุดในติกะนี้ เช่น บุคคลให้ทานแล้วพิจารณาทานของตน (ธรรมภายในเป็นอารมณ์แก่จิตภายใน) เทียบกับการที่ผู้อื่นพิจารณาศีลของตนเอง (พหิทธา-พหิทธา) หรือพิจารณาคุณความดีของผู้อื่น (ภายใน-ภายนอกไขว้กัน) และกรณีทิพยจักขุ/ทิพยโสตที่รับรู้รูปหรือเสียงของผู้อื่นซึ่งเป็นพหิทธารมณ์แก่ญาณภายในของผู้ทรงฌาน ปุเรชาตปัจจัยแสดงตัวอย่างซับซ้อนที่สุด คือ รูปายตนะภายนอก (ของผู้อื่น) และจักขายตนะภายใน (ของตน) ร่วมกันเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณภายใน แ
  120. หน้า ๕๘๘–๕๙๔ ปัจฉาชาต อาหาร กัมมปัจจัย และปิดอัชฌัตตติกะ (เล่ม 20) ช่วงนี้แสดงปัจจัยที่เกี่ยวกับความเป็นภายใน-ภายนอกของร่างกายและการหล่อเลี้ยงชีวิต เช่น ปัจฉาชาตปัจจัย ขันธ์ภายในที่เกิดทีหลังเป็นปัจจัยหนุนกายภายในที่เกิดก่อน และอาหารปัจจัยที่น่าสนใจคือกวฬิงการาหาร (อาหารคำข้าว) ภายในสามารถหล่อเลี้ยงกายภายนอก (ของผู้อื่น) ได้ เช่น มารดาให้นมบุตร หรือกวฬิงการาหารภายนอกหล่อเลี้ยงกายภายใน แสดงว่าปัจจัยทางกายภาพข้ามพรมแดนบุคคลได้ต่างจากปัจจัยทางจิตซึ่งมักจำกัดอยู่ในสันดานของตน กัมมปัจจัยยังคงแยกสหชาตา (กรรมกับผลเกิดพร้อมกัน) กับนานาขณิกา (กรรมให้ผลต่างขณะ) เหมือนติก
  121. หน้า ๕๙๕–๕๙๙ เปิดอัชฌัตตารัมมณติกะ (เล่ม 21): ปฏิจจวารและเหตุ-อารัมมณปัจจัยในปัญหาวาร หน้า 595 เปิดตติกะใหม่ คือ 'อัชฌัตตารัมมณติกะ' (ตติกะที่ 21) ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของติกะที่ 20 แต่เปลี่ยนจุดเน้นจากตัวธรรมเองไปที่ 'อารมณ์' ที่ธรรมนั้นยึดหน่วง คือจำแนกว่าธรรมหนึ่งมีอารมณ์เป็นภายใน (ของตน) หรือภายนอก (ของผู้อื่น) ปฏิจจวารดำเนินไปในรูปแบบสั้นกระชับกว่าติกะก่อน เพราะไม่มีเรื่องรูปเกิดจากจิต/กรรมมาเกี่ยวข้องโดยตรง และปิดตัวลงในหน้า 597 พร้อมข้อความว่าสหชาตวารและวาระอื่นๆ เหมือนปฏิจจวาร จากนั้นปัญหาวารเริ่มด้วยเหตุปัจจัยและอารัมมณปัจจัย ซึ่งให้ตัวอย่างคล้ายเล่ม 19 แต่เปลี่ยนจากกาลเป็นต
  122. หน้า ๖๐๐–๖๐๕ อธิปติ อนันตร อุปนิสสยะ อาเสวนะ กัมมปัจจัยในปัญหาวาร อัชฌัตตารัมมณติกะ (ยังไม่จบ) ช่วงนี้ไล่ปัจจัยต่อจากอารัมมณปัจจัยของตติกะที่ 21 โดยอธิปติปัจจัยแสดงตัวอย่างเดิม (ให้ทาน รักษาศีล ออกจากฌาน) แต่เปลี่ยนเป็นการทำให้ 'อารมณ์ภายในหรือภายนอก' เป็นที่หนักใจก่อนราคะหรือทิฏฐิเกิดขึ้น อนันตรปัจจัยยกตัวอย่างจุติจิตที่มีอารมณ์ภายในเป็นปัจจัยแก่ปฏิสนธิจิตที่มีอารมณ์ภายนอกในภพถัดไป แสดงว่าอารมณ์ของจิตสามารถเปลี่ยนจากภายในเป็นภายนอกข้ามภพชาติได้ อุปนิสสยปัจจัยยกตัวอย่างอนิจจานุปัสสนาที่มีอารมณ์ภายในเป็นที่อาศัยให้เกิดอนิจจานุปัสสนาที่มีอารมณ์ภายนอกต่อไป และกัมมปัจจัยยังคงแยกสหชาตากับนานาข
  123. หน้า ๖๐๖–๖๐๗ ปิดท้ายอัชฌัตตารัมมณติกะ (ติกะที่ ๒๑) สองหน้านี้เป็นส่วนปิดท้ายของอัชฌัตตารัมมณติกะ ซึ่งจำแนกธรรมตามว่ามีอารมณ์ภายในตนหรือภายนอกตน โดยแสดงปัจจัยสรุปในปัญหาวาร เช่น ธรรมที่มีอารมณ์ภายในเป็นปัจจัยแก่ธรรมที่มีอารมณ์ภายในหรือภายนอกด้วยอารมณปัจจัย สหชาตปัจจัย อุปนิสสยปัจจัย และกัมมปัจจัย ตามด้วยฝ่ายปัจจนียะ (ปฏิเสธ) และการนับแบบผสมอนุโลม-ปัจจนียะซึ่งเป็นตารางนับเชิงอ้างอิงมากกว่าเนื้อหาใหม่ ท้ายหน้า ๖๐๗ มีคำลงท้าย "อชฺฌตฺตารมฺมณตฺติกํ เอกวีสติมํ นิฏฺฐิตํ" ปิดฉบับติกะที่ ๒๑ (อัชฌัตตารัมมณติกะ) อย่างเป็นทางการ ก่อนเข้าสู่ติกะสุดท้ายของคัมภ
  124. หน้า ๖๐๘–๖๑๖ เปิดสนิทัสสนสัปปฏิฆติกะ - ปฏิจจวาร เหตุปัจจัย เริ่มติกะที่ ๒๒ อันเป็นติกะสุดท้ายของอนุโลมติกปัฏฐาน คือสนิทัสสนสัปปฏิฆติกะ ซึ่งจำแนกรูปธรรมทั้งหมดออกเป็น ๓ จำพวกตามคุณสมบัติที่มองเห็นได้และกระทบได้ ได้แก่ รูปที่มองเห็นได้และกระทบได้ (คือรูปายตนะ สีสันที่ตาเห็น) รูปที่มองไม่เห็นแต่กระทบได้ (เช่น เสียง กลิ่น รส สัมผัส และปสาทรูปทั้งห้า) และรูปที่มองไม่เห็นและกระทบไม่ได้ (รูปละเอียด เช่น ชีวิตินทรีย์ อิตถินทรีย์ ธาตุน้ำ) ในหน้าเหล่านี้แสดงว่ามหาภูตรูป (ธาตุ ๔) ซึ่งเป็นฐานที่มองไม่เห็นแต่กระทบได้ เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดทั้งรูปที่เกิดจากจิต (จิตตสม
  125. หน้า ๖๑๗–๖๒๐ ปฏิจจวารต่อ - สหชาต อัญญมัญญ และปิดฝ่ายอนุโลม ต่อเนื่องปฏิจจวารของติกะที่ ๒๒ ด้วยปัจจัยอื่น เช่น สหชาตปัจจัย ซึ่งแสดงว่ามหาภูตรูป (ธาตุ ๔) อาศัยกันเกิดพร้อมกันได้ เช่น ธาตุหนึ่งเป็นปัจจัยแก่อีกสามธาตุ และอัญญมัญญปัจจัย ซึ่งจำกัดเฉพาะการอิงอาศัยกันแบบไปมาระหว่างมหาภูตรูปเท่านั้น (รูปที่เกิดทีหลังอย่างอุปาทารูปไม่อาจย้อนเป็นปัจจัยแก่มหาภูตรูปได้) แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์เชิงเหตุระหว่างธาตุพื้นฐานเป็นแบบพึ่งพาซึ่งกันและกัน ต่างจากรูปที่ประณีตกว่าซึ่งพึ่งธาตุฝ่ายเดียว ปิดท้ายด้วยตารางนับปัจจัยฝ่ายอนุโลม (คำว่า "อนุโลมํ") ซึ่งเป็นการสรุปเชิงตั
  126. หน้า ๖๒๑–๖๒๕ ปฏิจจวารฝ่ายปัจจนียะ และปิดปฏิจจวาร แสดงฝ่ายปัจจนียะ (ปฏิเสธ) ของปฏิจจวาร คือกรณีที่รูปธรรมเกิดขึ้นได้แม้ปราศจากเหตุปัจจัย (นเหตุปัจจยา) เพราะโดยธรรมชาติรูปธรรมทั้งหมดไม่มีเหตุ (อเหตุกะ) อยู่แล้ว จึงต้องอาศัยพิจารณาแยกกรณีปฏิสนธิกับปวัตติ และกรณีที่ยังมีโมหะประกอบ (วิจิกิจฉา-อุทธัจจสหคตขันธ์) เป็นตัวอย่างประกอบ ปิดท้ายด้วยปฏิจจวาโร นิฏฺฐิโต และหมายเหตุสำคัญว่าสหชาตวาร ปัจจยวาร และนิสสยวาร มีเนื้อหาเหมือนปฏิจจวารทุกประการ ส่วนสังสัฏฐวารและสัมปยุตตวารให้ทำเฉพาะฝ่ายอรูปธรรมเท่านั้น เพราะรูปธรรมไม่อาจ "ประกอบ" กันในความหมายเดียวกับนาม
  127. หน้า ๖๒๖–๖๓๑ ปัญหาวาร - เหตุปัจจัยและอารัมมณปัจจัย: รูปเป็นอารมณ์แห่งกิเลสและการพิจารณา เปิดปัญหาวารของติกะที่ ๒๒ ด้วยเหตุปัจจัย ซึ่งแสดงว่ารูปธรรมเองไม่มีเหตุ แต่ได้รับการหนุนจากเหตุที่ประกอบอยู่ในจิตดวงเดียวกัน จากนั้นเข้าสู่อารัมมณปัจจัยซึ่งเป็นส่วนสำคัญ อธิบายว่ารูปที่มองเห็นได้ (สี) เป็นอารมณ์ให้จักขุวิญญาณเกิดขึ้นได้โดยตรง และเมื่อปุถุชนพิจารณารูปโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา หรือกลับเพลิดเพลินยินดีในรูปนั้น ก็เป็นปัจจัยให้เกิดราคะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา อุทธัจจะ หรือโทมนัสได้เช่นกัน ขณะที่พระอริยะกลับใช้รูปธรรม (เช่น ทาน ศีล ฌาน มรรค ผล นิพพาน) เป็นอารมณ์แห่งการพิจาร
  128. หน้า ๖๓๒–๖๓๖ อธิปติ อนันตระ อุปนิสสัย และปุเรชาตปัจจัย ต่อเนื่องอธิปติปัจจัยทั้งแบบอารัมมณาธิปติและสหชาตาธิปติ จากนั้นอนันตร-สมนันตรปัจจัย (เหมือนกัน) และสหชาต-อัญญมัญญ-นิสสยปัจจัยซึ่งอ้างอิงกลับไปยังปฏิจจวาร ส่วนที่น่าสนใจคืออุปนิสสยปัจจัยแบบปกตูปนิสสัย ซึ่งแสดงว่าเหตุปัจจัยทางอ้อมกว้างขวางมาก เช่น ผู้ปรารถนาความงามของผิวพรรณให้ทาน รักษาศีล หรือผู้อาศัยดินฟ้าอากาศและที่อยู่อาศัยเป็นฐานเกื้อหนุนให้เกิดฌาน วิปัสสนา หรือมรรคได้ และยังครอบคลุมถึงกรณีอกุศลอย่างการฆ่าสัตว์หรือทำสังฆเภทด้วย แสดงว่าอุปนิสสยปัจจัยเป็นกลางทางศีลธรรม ไม่จำกัดเฉพาะฝ่ายกุศล ปิด
  129. หน้า ๖๓๗–๖๔๑ ปัจฉาชาต กัมม วิบาก อาหาร อินทรีย์ และเริ่มคณนวาร แสดงปัจฉาชาตปัจจัย คือจิตและเจตสิกที่เกิดทีหลังกลับเป็นปัจจัยหนุนกายที่เกิดก่อนหน้าให้ดำรงอยู่ได้ ตามด้วยกัมมปัจจัย (แยกกรรมที่เกิดพร้อมกันกับกรรมต่างขณะที่ให้ผลข้ามภพ) วิบากปัจจัย อาหารปัจจัย (คำข้าวเป็นปัจจัยหล่อเลี้ยงกาย) และอินทรียปัจจัย เช่น จักขุนทรีย์เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ และชีวิตินทรีย์รูปหล่อเลี้ยงกฏัตตารูปตลอดชีวิต ปัจจัยที่เหลือ (ฌาน มรรค สัมปยุตต วิปปยุตต อัตถิ อวิคต) ส่วนใหญ่อ้างอิงรูปแบบเดิมจากปฏิจจวาร ท้ายช่วงเริ่มเข้าสู่คณนวาร คือตารางนับจำนวนปัญหาตามปัจจัยแต่ละชนิด ซึ่งเป็นเน
  130. หน้า ๖๔๒–๖๔๕ ปิดคณนวารฝ่ายอนุโลม และตารางปัจจัยผสม ช่วงนี้เป็นการปิดคณนวาร (ตารางนับจำนวนปัญหาต่อปัจจัย) ของฝ่ายอนุโลมด้วยคำว่า "อนุโลมํ" ตามด้วยรายการปัจจัยสำหรับกลุ่มธรรมที่จัดประเภทร่วมกันสองหรือสามอย่างพร้อมกัน (เช่น ธรรมที่ทั้งมองเห็นได้-กระทบได้ และมองไม่เห็น-กระทบไม่ได้ ประกอบรวมกัน) โดยส่วนใหญ่เป็นการไล่ซ้ำรูปแบบสหชาตปัจจัยและปุเรชาตปัจจัยที่วางไว้แล้วในหน้าก่อนหน้า ให้ครบทุกกลุ่มการจัดหมวดที่เป็นไปได้ ควรระบุตรงไปตรงมาว่าช่วงนี้เป็นเนื้อหาตารางอ้างอิงเชิงจัดหมวดหมู่ (คณนา) มิใช่การอธิบายความหมายใหม่ แต่เป็นการรวบรวมความสัมพันธ์ที่วางหลั
  131. หน้า ๖๔๖–๖๔๗ ปิดฉบับสนิทัสสนสัปปฏิฆติกะ - สิ้นสุดอนุโลมติกปัฏฐานทั้งเล่ม สองหน้าสุดท้ายนี้เป็นตารางนับปัจจัยฝ่ายปัจจนียะ (นเหตุปัจจยา ฯลฯ) ของปัญหาวารในติกะที่ ๒๒ ตามด้วยตารางผสมอนุโลมปัจจนียะและปัจจนียานุโลม ซึ่งเป็นเนื้อหาเชิงนับจำนวนอ้างอิงล้วนๆ ไม่มีการอธิบายความหมายใหม่ ที่สำคัญที่สุดคือคำลงท้ายส่งท้ายเล่มว่า "สนิทสฺสนสปฺปฏิฆตฺติกํ พาวีสติมํ นิฏฺฐิตํ ฯ อนุโลมติกปฏฺฐานํ ปจฺฉิมํ นิฏฺฐิตํ" ซึ่งไม่ได้ปิดเพียงติกะที่ ๒๒ (สนิทัสสนสัปปฏิฆติกะ) อันเป็นติกะสุดท้ายเท่านั้น แต่ยังประกาศปิดฉบับอนุโลมติกปัฏฐานทั้งหมดอย่างสมบูรณ์ กล่าวคือมาติกาอภิธรรมทั้ง ๒๒ ติกะได้รับการแสดง