ปัฏฐาน ภาค ๖
บาลีโรมัน (มหาสังคีติ) · พระอภิธรรมปิฎก · เล่มที่ ๔๕ · ๕๑๙ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๓๖ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๕ นกุสลติกะ - ปัจจนียนัยของกุศลติกะ เปิดต้นเล่ม ๔๕ ด้วยพระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน ภาคที่ ๖ เรียกว่า "ปัจจนียปัฏฐาน" (คัมภีร์ว่าด้วยปัจจัยฝ่ายปฏิเสธ) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนวิธีวิเคราะห์จากเดิม โดยนำคำว่า "น" (ไม่ใช่) ไปนำหน้าหมวดธรรมแล้ววิเคราะห์ความสัมพันธ์ตามปัจจัย ๒๔ อย่างเดียวกับภาคอนุโลม เริ่มด้วยกุสลติกะ คือธรรมที่ "ไม่ใช่กุศล" (นกุสล) ซึ่งในทางตรรกะครอบคลุมทั้งอกุศลและอัพยากตะรวมกัน ตัวอย่างที่ให้คือขันธ์อกุศลและอัพยากตะที่อาศัยกันเกิดพร้อมกับรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน แสดงให้เห็นว่าแม้จัดกลุ่มธรรมด้วยวิธีตัดออก (exclusion) ธรรมกลุ่มนั้น
- หน้า ๖–๙ ชุดติกะปฏิเสธสั้น ๆ (เวทนา วิปาก อุปาทินนุปาทานิยะ สังกิลิฏฐะ วิตักกะ ฯลฯ) ช่วงนี้เป็นการไล่วิเคราะห์ติกะฝ่ายปฏิเสธอีกกว่า ๑๐ ติกะติดต่อกันอย่างรวบรัดมาก แต่ละติกะมักมีเพียงสูตรเดียว (ปฏิจจวารสั้นๆ กับตัวเลขสรุป) แล้วอ้างอิงกลับไปยังแบบของกุสลติกะด้วยคำว่า "..." หรือ "ยถา กุสลติเก" ติกะที่ปรากฏได้แก่ นเวทนาติกะ (ไม่ประกอบด้วยเวทนาสุข ทุกข์ อุเบกขา) นวิปากติกะ นอุปาทินนุปาทานิยติกะ นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกติกะ นวิตักกติกะ นปีติติกะ นทัสสนติกะ นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกติกะ นอาจยคามิติกะ นเสกขติกะ และเริ่มนปริตตติกะ เนื้อหาไม่ได้อธิบายความหมายเพิ่มเติมนอกจากยืนยันว่าธรรมที่ถูกปฏิเ
- หน้า ๑๐–๑๓ ปิดปัจจนียติกปัฏฐาน - เปิดปัจจนียทุกปัฏฐาน (เริ่มนเหตุทุกะ) หน้า ๑๐-๑๒ ไล่ต่อติกะปฏิเสธที่เหลืออีกหลายติกะแบบย่อมาก ได้แก่ นปริตตารัมมณติกะ นหีนติกะ นมิจฉัตตติกะ นมัคคารัมมณติกะ นอุปปันนติกะ (ซึ่งมีตัวอย่างขยายเรื่องธรรมที่ยังไม่เกิดกับธรรมที่มีการเกิดขึ้นเป็นสภาวะ) นอตีตติกะ นอตีตารัมมณติกะ นัชฌัตตติกะ นัชฌัตตารัมมณติกะ และนสนิทัสสนติกะ ซึ่งขยายรายละเอียดปัจจัยพอสมควรในหน้า ๑๑-๑๒ หน้า ๑๓ มีข้อความปิดท้ายว่า "ปัจจนียติกปัฏฐานัง นิฏฺฐิตัง" คือจบภาคปัจจนียนัยของหมวดติกะทั้งหมด แล้วเปิดภาคใหม่ทันทีคือ "ปัจจนียทุกปัฏฐานัง" ซึ่งใช้วิธีปฏิเสธแบบเดียวกันนี้กับห
- หน้า ๑๔–๑๙ เหตุโคจฉกะฝ่ายปฏิเสธ (นเหตุ นสเหตุกะ นเหตุสัมปยุตต์ ฯลฯ) ส่วนนี้เป็นกลุ่มทุกะที่เกี่ยวกับ "เหตุ" ทั้งหมดในแบบปฏิเสธ เรียกรวมว่า "เหตุโคจฉกะ" ประกอบด้วยนเหตุทุกะ (ธรรมที่ไม่ใช่เหตุ) นสเหตุกทุกะ (ธรรมที่ไม่มีเหตุประกอบ ตัวอย่างคือจิตที่ประกอบด้วยวิจิกิจฉาหรืออุทธัจจะซึ่งมีเพียงโมหะเป็นเหตุเดียวจึงถูกจัดเป็น "ไม่มีเหตุหลายอย่าง") นเหตุสัมปยุตตทุกะ นเหตุสเหตุกทุกะ นเหตุเหตุสัมปยุตตทุกะ และนเหตุนสเหตุกทุกะ แต่ละทุกะแสดงปฏิจจวาร สหชาตวาร และปัญหาวารผ่านเหตุปัจจัยและอารัมมณปัจจัยเป็นหลัก หน้า ๑๙ ปิดท้ายด้วยข้อความ "เหตุโคจฺฉกัง นิฏฺฐิตัง" คือจบกลุ่มทุกะที่เก
- หน้า ๒๐–๒๔ นสัปปัจจยทุกะ ถึง โนอาสวทุกะ ไล่วิเคราะห์ทุกะปฏิเสธชุดใหม่ที่ไม่เกี่ยวกับเหตุแล้ว ได้แก่ นสัปปัจจยทุกะ (ธรรมที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง) นสังขตทุกะ นสนิทัสสนทุกะ นสัปปฏิฆทุกะ (ธรรมที่ไม่กระทบได้) นรูปีทุกะ นโลกิยทุกะ นเกนจิวิญเญยยทุกะ (ธรรมที่ไม่อาจรู้ได้ด้วยอะไรเลย) และเริ่มโนอาสวทุกะกับนสาสวทุกะ ส่วนใหญ่เป็นสูตรสั้นซ้ำรูปแบบเดิม คือปฏิจจวารของธรรมที่ถูกปฏิเสธออกจากคุณสมบัตินั้นๆ ยังคงอาศัยกันเกิดได้ด้วยเหตุปัจจัย แสดงนัยว่าการจัดหมวดด้วยการตัดคุณสมบัติหนึ่งออกไม่ทำให้ธรรมเหล่านั้นขาดจากเครือข่ายปัจจัย
- หน้า ๒๕–๒๘ อาสวโคจฉกะฝ่ายปฏิเสธ ถึง โนสัญโญชนทุกะ กลุ่มทุกะเกี่ยวกับ "อาสวะ" (กิเลสที่หมักดองใจ) ในแบบปฏิเสธ ได้แก่ นอาสวสัมปยุตตทุกะ นอาสวสาสวทุกะ นอาสวอาสวสัมปยุตตทุกะ และอาสววิปปยุตตนสาสวทุกะ ซึ่งล้วนเป็นสูตรซ้ำแบบผสมคำนำหน้า "น" ซ้อนกันหลายชั้น (เช่น "นอาสวัง เจว นอนาสวัง จ") ทำให้ข้อความอ่านยากและซ้ำซากมาก แต่ยังคงยืนยันหลักการเดิมคือธรรมเหล่านี้สัมพันธ์กันได้ด้วยปัจจัย ๒๔ ปิดท้ายด้วยโนสัญโญชนทุกะ ซึ่งเริ่มกลุ่มใหม่ว่าด้วย "สัญโญชน์" (เครื่องผูกมัดใจ) ในแบบปฏิเสธ
- หน้า ๒๙–๓๒ สัญโญชนโคจฉกะฝ่ายปฏิเสธ ถึง โนคันถทุกะ ต่อเนื่องกลุ่มสัญโญชน์ ได้แก่ นสัญโญชนิยทุกะ นสัญโญชนสัมปยุตตทุกะ นสัญโญชนสัญโญชนิยทุกะ นสัญโญชนสัญโญชนสัมปยุตตทุกะ และสัญโญชนวิปปยุตตนสัญโญชนิยทุกะ ซึ่งเป็นรูปแบบผสมคำปฏิเสธซับซ้อนเช่นเดียวกับกลุ่มอาสวะก่อนหน้า แสดงการไล่ทุกกรณีของธรรมที่ไม่ใช่สัญโญชน์ ไม่ประกอบด้วยสัญโญชน์ หรือไม่เป็นอารมณ์ของสัญโญชน์ ปิดท้ายด้วยการเริ่มโนคันถทุกะ ซึ่งเปิดกลุ่มใหม่ว่าด้วย "คันถะ" (เครื่องร้อยรัด) ในแบบปฏิเสธ
- หน้า ๓๓–๓๗ คันถโคจฉกะฝ่ายปฏิเสธ ถึง โนปรามาสโคจฉกะ กลุ่มทุกะเกี่ยวกับ "คันถะ" ในแบบปฏิเสธ ได้แก่ นคันถนิยทุกะ นคันถสัมปยุตตทุกะ นคันถคันถนิยทุกะ นคันถคันถสัมปยุตตทุกะ และคันถวิปปยุตตนคันถนิยทุกะ ซึ่งซ้ำรูปแบบเดิมของกลุ่มอาสวะและสัญโญชน์ หน้า ๓๖-๓๗ มีข้อความย่อพิเศษระบุว่ากลุ่มโอฆะ โยคะ และนีวรณ์ (โนโอฆโยคนีวรณโคจฺฉกทุกัง) ให้เทียบเคียงกับวิธีนับของกลุ่มอาสวะและสัญโญชน์ที่ผ่านมาโดยไม่ต้องแจกแจงซ้ำ แสดงว่าผู้แต่งใช้การอ้างอิงข้ามแทนการเขียนซ้ำเมื่อรูปแบบเหมือนกันทุกประการ ปิดท้ายด้วยโนปรามาสโคจฉกทุกะ (เกี่ยวกับปรามาส คือความยึดถือผิด) ซึ่งก็ถูกย่อ
- หน้า ๓๘–๔๑ นสารัมมณทุกะ และจิตตโคจฉกะฝ่ายปฏิเสธ เริ่มด้วยนสารัมมณทุกะ (ธรรมที่ไม่มีอารมณ์) แล้วเข้าสู่กลุ่มที่เกี่ยวกับจิต ได้แก่ นจิตตทุกะ นเจตสิกทุกะ และนจิตตสัมปยุตตทุกะ ซึ่งมีตัวอย่างน่าสนใจคือจิตเป็นปัจจัยให้เกิดรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน แสดงความสัมพันธ์ระหว่างนามกับรูปแม้ในกรอบปฏิเสธ หน้า ๓๙ มีข้อความเชิงวิธีการ (ไม่ใช่เนื้อหาสัมพันธ์โดยตรง) สั่งให้ผู้เรียบเรียงเติมคำถามให้ครบเก้าข้อสำหรับธรรมที่เรียกไม่ได้ว่าเป็นทุกะ (อวัตตัพพะ) จากนั้นเป็นชุดทุกะย่อยเกี่ยวกับจิตที่รวบรัดมากทุกทุกะ (นจิตตสังสัฏฐะ นจิตตสมุฏฐาน นจิตตสหภู นจิตตานุปริวัตติ แล
- หน้า ๔๒–๔๕ นอุปาทินนทุกะ ถึง กิเลสวิปปยุตตนสังกิเลสิกทุกะ ต่อจากนอุปาทาทุกะ เป็นนอุปาทินนทุกะและนอุปาทานทุกะ (ถูกย่อไว้สั้นมากด้วยคำว่า "สงฺขิตฺตัง") จากนั้นเข้าสู่กลุ่มกิเลสในแบบปฏิเสธ คือโนกิเลสทุกะ นสังกิเลสิกทุกะ นสังกิลิฏฐทุกะ นกิเลสสัมปยุตตทุกะ นกิเลสสังกิเลสิกทุกะ นกิเลสสังกิลิฏฐทุกะ นกิเลสกิเลสวิปปยุตตทุกะ และกิเลสวิปปยุตตนสังกิเลสิกทุกะ ทุกทุกะใช้รูปแบบเดิมคือปฏิจจวารสั้นๆ ตามด้วยตัวเลขสรุปเหตุปัจจัยและอวิคตปัจจัย (ส่วนใหญ่เป็น "ตีณิ"=๓ หรือ "นว"=๙) ไม่มีการอธิบายเนื้อหาเพิ่มเติมนอกเหนือจากโครงสร้างปัจจัยเดิม
- หน้า ๔๖–๕๑ กลุ่มทุกะปลีกย่อยที่เหลือ - ปิดปัจจนียทุกปัฏฐานทั้งภาค ไล่ทุกะปฏิเสธที่เหลือติดกันเป็นชุดยาว ได้แก่ นทัสสเนนปหาตัพพทุกะ นภาวนายปหาตัพพทุกะ (และคู่ที่มีเหตุ -เหตุกะ) นสวิตักกทุกะ นสวิจารทุกะ นสัปปีติทุกะ นปีติสหคตทุกะ นสุขสหคตทุกะ นอุเปกขาสหคตทุกะ นกามาวจรทุกะ นรูปาวจรทุกะ นอรูปาวจรทุกะ นปริยาปันนทุกะ นนิยยานิกทุกะ นนิยตทุกะ นสอุตตรทุกะ และนสรณทุกะ ทุกรายการเป็นสูตรสั้นมากซ้ำรูปแบบเดียวกันเกือบทั้งหมด (ปฏิจจวาร ๓ ประโยค ตามด้วยตัวเลขสรุป) ไม่มีตัวอย่างประกอบความหมายเพิ่มเติม หน้า ๕๑ ปิดท้ายด้วยข้อความสำคัญ "ปจฺจนียทุกปฏฺฐานัง นิฏฺฐิตัง" คือจบภาคปัจจน
- หน้า ๕๒–๕๕ เปิดปัจจนียทุกติกปัฏฐาน - นเหตุทุกะผสมกับติกะต่างๆ (ยังไม่จบ) หน้า ๕๒ เปิดภาคใหม่ "ปัจจนียทุกติกปัฏฐานัง" ซึ่งเป็นการผสมทุกะฝ่ายปฏิเสธเข้ากับติกะฝ่ายปฏิเสธพร้อมกัน เริ่มด้วยนเหตุทุกนกุสลติกะ คือวิเคราะห์ธรรมที่ทั้งไม่ใช่เหตุและไม่ใช่กุศลพร้อมกัน โดยมีตัวอย่างขันธ์อกุศลและอัพยากตะที่ไม่มีเหตุเป็นตัวปรุงแต่งกัน ตามด้วยนเหตุทุกนอกุสลติกะ (หน้า ๕๓-๕๔ รวมกรณีอัพยากตะด้วย) และนเหตุทุกนเวทนาติกะ (หน้า ๕๔-๕๕ วิเคราะห์แยกตามเวทนาสุข ทุกข์ อทุกขมสุข) เนื้อหาทั้งหมดเป็นสูตรสั้นซ้ำรูปแบบเดิม ท้ายหน้า ๕๕ เริ่มนเหตุทุกนวิปากติกะ [๒๑๓] แต่ข้อความถูกตัดขาดกลางประโยค ("นเห
- หน้า ๕๖–๕๘ นเหตุทุก เทียบกับหมวดติกะต่างๆ (ต่อจากตอนก่อนหน้า) เนื้อหาเริ่มกลางเรื่อง เป็นการสาธยายต่อจากส่วนก่อนหน้าเล่ม (ก่อนหน้า ๕๖) ว่าด้วยธรรมที่ปฏิเสธด้วยคำว่า นเหตุ (ธรรมที่ไม่ใช่เหตุ) นำมาจับคู่ไล่เรียงกับหมวดติกะต่างๆ ทีละหมวดอย่างรวบรัด เช่น หมวดกรรมเปื้อน-ไม่เปื้อนกิเลส หมวดมีวิตกวิจาร หมวดปีติ หมวดที่ละได้ด้วยทัสสนะ/ภาวนา หมวดขั้นต่ำ-กลาง-ประณีต และหมวดอารมณ์ภายใน-ภายนอก แต่ละคู่เพียงระบุรูปแบบแล้วย่อด้วย "ฯ" ไม่ได้แจกแจงเต็มรูปเหมือนบางหมวด สะท้อนวิธีของคัมภีร์ปัฏฐานที่ใช้แม่แบบตายตัวซ้ำกับทุกคู่ธรรม เพียงเปลี่ยนชื่อหมวดเท่านั้น
- หน้า ๕๙–๖๑ นเหตุทุก x นสนิทสฺสนตฺติก โดยละเอียด เมื่อถึงคู่นเหตุทุกกับนสนิทัสสนติกะ (หมวดว่าด้วยสิ่งที่มองเห็นได้-กระทบได้หรือไม่) ข้อความเปลี่ยนจากการย่อเป็นการแจกแจงเต็มรูปแบบ ระบุจำนวนธรรมที่เป็นไปได้ในแต่ละเงื่อนไข แสดงว่าเป็นหนึ่งในคู่ตัวอย่างหลักที่คัมภีร์ใช้สาธิตวิธีนับแบบเต็ม จบด้วยข้อความ "สหชาตวาเรปิ สมฺปยุตฺตวาเรปิ สพฺพตฺถ วิตฺถาโร" และ "ปญฺหาวารำ เอวำ วิตฺถาเรตพฺพำ" ซึ่งเป็นคำสั่งบอกผู้ศึกษาว่าให้ขยายความในวาระอื่น (สหชาตวาระ ปัญหาวาระ) ตามแบบแผนเดียวกันนี้เอง ไม่ต้องเขียนซ้ำ
- หน้า ๖๒–๖๔ นสเหตุกทุก และ นเหตุสเหตุกทุก x นกุสลตฺติก พร้อมตัวอย่างประกอบ จับคู่ธรรมที่ปฏิเสธ "มีเหตุประกอบ" (สเหตุกะ) และธรรมที่ปฏิเสธทั้งเหตุและสเหตุกะ เข้ากับหมวดกุศล-อกุศล-อัพยากตะ ที่น่าสังเกตคือมีตัวอย่างรูปธรรมประกอบชัดเจน คือ "วิจิกิจฺฉาสหคตำ อุทฺธจฺจสหคตำ โมหำ" (โมหะที่ประกอบด้วยความลังเลสงสัยหรือความฟุ้งซ่าน) เป็นตัวอย่างอกุศลจิตที่ไม่มีเหตุประกอบ พร้อมยกกรณีรูปที่เกิดจากจิตและมหาภูตรูปที่อาศัยกันเกิด แสดงว่าแม้ปฏิเสธความมีเหตุ ก็ยังมีธรรมอื่นเกิดร่วมได้ตามเงื่อนไข ท้ายส่วนมีข้อความสั้นระบุว่าหมวด นเหตุสัมปยุตตทุก และ นเหตุนสเหตุกทุก ให้ถือรูปแบบเดียวกับที่อ
- หน้า ๖๕–๖๘ คู่ทุกะย่อยหลายหมวด (จูฬันตร, โนอาสวโคจฉกะ, ฉโคจฉกะ, มหันตระ, โนอุปาทาน, โนกิเลส, ปิฏฐิทุก) x นกุสลตฺติก ไล่เรียงคู่ธรรมปฏิเสธจากกลุ่มทุกะย่อยจำนวนมาก ได้แก่ จูฬันตรทุก (ปัจจัย, อสังขตะ, สิ่งที่เห็น/กระทบได้) โคจฉกะว่าด้วยอาสวะ สัญโญชน์ คันถะ โอฆะ โยคะ นิวรณ์ ปรามาส และปิฏฐิทุก (สิ่งที่ละได้ด้วยทัสสนะ/ภาวนา วิตก ปีติ ภูมิ ฯลฯ) แต่ละหมวดจับกับกุศลติกะ เนื้อหาระบุรูปแบบสั้นแล้วย่อด้วย "ฯ" เกือบทั้งหมด สะท้อนการไล่ครบทุกหมวดตามบัญชีมาติกา มากกว่าจะขยายความละเอียด ท้ายหน้า ๖๘ เริ่มเข้าสู่คู่ นสรณ (ธรรมที่ไม่เป็นเหตุแห่งกิเลส) ซึ่งเริ่มมีการแจกแจงละเอียดขึ้น
- หน้า ๖๙–๗๑ นสรณ/นอรณ x นกุสลตฺติก และ นสรณทุก x ติกะอื่นๆ ปิดหมวดใหญ่แรก แจกแจงคู่ นสรณ (ไม่เป็นเหตุแห่งกิเลส) และ นอรณ (ไม่มีกิเลสเป็นข้าศึก) กับกุศลติกะอย่างละเอียดพร้อมตัวเลขจำนวนธรรม จากนั้นเปลี่ยนเป็นคู่ นสรณทุก จับกับติกะอื่นอีกหลายหมวด (เวทนา วิปากะ อุปาทินนุปาทานิยะ ฯลฯ) ซึ่งส่วนใหญ่ย่อไว้ ยกเว้นคู่กับนสนิทัสสนติกะที่ขยายความเต็ม จบด้วยโคโลฝอนปิดท้าย "ปจฺจนีย ทุกตฺติกปฏฺฐานำ นิฏฺฐิตำ" ซึ่งปิดหมวดใหญ่แรก (การไล่ทุกะเข้ากับติกะ) และในหน้าเดียวกันเริ่มหมวดใหญ่ถัดไปคือ "ปจฺจนียติกทุกปฏฺฐานำ" ที่สลับให้ติกะนำหน้าแทน
- หน้า ๗๒–๗๔ หมวดใหม่: นกุสลตฺติก นำหน้า จับคู่กับ นเหตุทุก/นนเหตุทุก โดยละเอียด เข้าสู่หมวดใหญ่ที่สอง (ปจฺจนียติกทุกปฏฺฐานำ) ซึ่งสลับให้ติกะนำหน้าทุกะ เริ่มด้วยกุศลติกะจับคู่กับนเหตุทุก (ธรรมที่ไม่ใช่เหตุ) โดยแจกแจงเต็มรูปแบบว่ากุศล อกุศล และอัพยากตะแต่ละอย่างที่ไม่ใช่เหตุอาศัยกันเกิดได้อย่างไรบ้าง พร้อมตัวเลขจำนวนธรรมกำกับ จากนั้นขยายไปถึงคู่กับนนเหตุทุกในลักษณะเดียวกัน แสดงวิธีนับแบบเต็มของคัมภีร์เมื่อกุศลติกะเป็นตัวตั้ง
- หน้า ๗๕–๗๗ นกุสลตฺติก x นสเหตุกทุก/นอเหตุกทุก และทุกะเกี่ยวกับเหตุอื่นๆ, จูฬันตร, โนอาสวโคจฉกะ ไล่เรียงกุศลติกะจับคู่กับทุกะที่เกี่ยวกับเหตุหลายแบบต่อเนื่อง ได้แก่ นสเหตุกทุก นอเหตุกทุก นเหตุสัมปยุตตทุก นเหตุสเหตุกทุก นเหตุเหตุสัมปยุตตทุก และนเหตุนสเหตุกทุก ส่วนใหญ่ระบุรูปแบบสั้นแล้วย่อด้วย "ฯ" ตามแบบที่วางไว้แล้ว จากนั้นต่อด้วยจูฬันตรทุกและโนอาสวโคจฉกะทุก ซึ่งล้วนเป็นการไล่ครบตามบัญชีมาติกาแบบย่อ ไม่มีตัวอย่างประกอบใหม่
- หน้า ๗๘–๘๐ นกุสลตฺติก x ฉโคจฺฉกะ, มหันตระ, ทวิโคจฉกะ, ปิฏฐิทุก และเริ่มคู่ นสรณ/นอรณ ต่อเนื่องการไล่กุศลติกะกับกลุ่มทุกะย่อยอีกชุดหนึ่ง ได้แก่ ฉโคจฉกะ (สัญโญชน์ คันถะ โอฆะ โยคะ นิวรณ์ ปรามาส) มหันตรทุก (อารมณ์ จิต เจตสิก ฯลฯ) ทวิโคจฉกะ (อุปาทาน กิเลส) และปิฏฐิทุก ทั้งหมดระบุรูปแบบสั้นตามเดิม ก่อนเข้าสู่คู่ นสรณ และนอรณ ที่เริ่มขยายความละเอียดพร้อมตัวเลขจำนวนธรรม ปิดวงจรที่กุศลติกะเป็นตัวตั้งจับกับทุกะครบทุกหมวด
- หน้า ๘๑–๘๔ ติกะอื่นๆ (เวทนา, วิปาก, อุปาทินนุปาทานิยะ ฯลฯ) x นเหตุทุก แบบย่อ หลังกุศลติกะจบวงจรของตน (มีบรรทัดปิดท้ายนอรณอยู่ต้นหน้า ๘๑) คัมภีร์เปลี่ยนไปไล่ติกะอื่นทีละหมวด ได้แก่ เวทนาติกะ วิปากติกะ อุปาทินนุปาทานิยติกะ สังกิลิฏฐสังกิเลสิกติกะ วิตกติกะ ปีติติกะ ทัสสนติกะ ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกติกะ อาจยคามิติกะ เสกขติกะ ปริตตติกะ ปริตตารัมมณติกะ หีนติกะ มิจฉัตตติกะ มัคคารัมมณติกะ อุปปันนติกะ อตีตติกะ อตีตารัมมณติกะ อัชฌัตตติกะ และอัชฌัตตารัมมณติกะ แต่ละหมวดจับคู่กับนเหตุทุกเพียงตัวเดียวเป็นตัวแทน (ไม่ครบทุกทุกะเหมือนกุศลติกะ) เขียนแบบย่อทั้งหมด แสดงว่ากุศลติกะเป็นแม่แบบเต็ม
- หน้า ๘๕–๘๖ นสนิทสฺสนตฺติก x นเหตุทุก โดยละเอียด เมื่อถึงติกะสุดท้ายในบัญชี คือนสนิทัสสนติกะ คัมภีร์กลับมาแจกแจงคู่กับนเหตุทุกอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง (เช่นเดียวกับที่ทำกับกุศลติกะ) ระบุตัวเลขจำนวนธรรมในแต่ละเงื่อนไข แสดงแบบแผนของคัมภีร์ที่ให้ติกะแรก (กุศล) และติกะสุดท้าย (สนิทัสสนะ) เป็นสองตัวแทนหลักที่ขยายความเต็ม ส่วนติกะระหว่างกลางเขียนย่อ หน้า ๘๖ เริ่มหัวข้อใหม่ นสนิทสฺสนตฺติกxนสเหตุกทุก ต่อทันที
- หน้า ๘๗–๘๙ นสนิทสฺสนตฺติก x ทุกะอื่นๆ ต่อเนื่อง และเริ่ม นสรณ/นอรณ สนิทัสสนติกะเดินตามรอยกุศลติกะ คือถูกจับคู่กับทุกะครบทุกหมวดเช่นกัน ได้แก่ นสเหตุกทุก นเหตุสัมปยุตตทุก นเหตุสเหตุกทุก นเหตุเหตุสัมปยุตตทุก นเหตุนสเหตุกทุก จูฬันตรทุก สัตตโคจฉกะทุก (อาสวะ สัญโญชน์ คันถะ โอฆะ โยคะ นิวรณ์ ปรามาส) มหันตรทุก ทวิโคจฉกะทุก และปิฏฐิทุก โดยมีหมายเหตุ "ปิฏฐิทุกำ วิตฺถาเรตพฺพำ" บอกให้ขยายความตามแบบที่เคยทำมา ก่อนเริ่มคู่กับนสรณที่แจกแจงละเอียดต่อในหน้าถัดไป
- หน้า ๙๐–๙๓ ปิดหมวด ปจฺจนียติกทุกปฏฺฐานำ และเปิดหมวดใหม่ นกุสลตฺติก x นเวทนาตฺติกำ ต้นหน้า ๙๐ จบคู่นอรณของสนิทัสสนติกะ พร้อมโคโลฝอนปิดหมวดใหญ่ที่สอง "ปจฺจนียติกทุกปฏฺฐานำ นิฏฺฐิตำ" หมายความว่าการไล่ทุกะสลับตำแหน่งกับติกะเสร็จสมบูรณ์ จากนั้นเปิดหมวดใหญ่ที่สาม "ปจฺจนียติกตฺติกปฏฺฐานำ" ซึ่งเปลี่ยนมาไล่ติกะจับคู่กับติกะด้วยกันเอง เริ่มจากกุศลติกะจับคู่กับเวทนาติกะ (สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา) แจกแจงอย่างละเอียดครบทุกความสัมพันธ์ระหว่างกุศล-อกุศล-อัพยากตะกับเวทนาแต่ละชนิด พร้อมตัวเลขจำนวนธรรม แสดงความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นเมื่อสองติกะมาบรรจบกัน
- หน้า ๙๔–๙๕ นกุสลตฺติก x นเวทนาตฺติกำ ต่อ (ทุกขเวทนา และอทุกขมสุขเวทนา) ต่อเนื่องจากหน้าก่อน ขยายความคู่กุศลติกะกับทุกขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนา (เวทนาที่ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์) ในรูปแบบเดียวกับสุขเวทนาที่ทำไปแล้ว คือแจกแจงครบทุกความสัมพันธ์ระหว่างกุศล-อกุศล-อัพยากตะ พร้อมตัวเลขจำนวนธรรมที่เกิดได้ในแต่ละกรณี เนื้อหาซ้ำรูปแบบเดิมเพียงเปลี่ยนชนิดเวทนา สะท้อนวิธีขยายความแบบคู่ขนานของคัมภีร์
- หน้า ๙๖–๙๗ นกุสลตฺติก x นวิปากตฺติกำ โดยละเอียด หลังจบคู่กุศล-เวทนา คัมภีร์จับกุศลติกะเข้ากับวิปากติกะ (ผลของกรรม, สิ่งที่เป็นเหตุแห่งผล, สิ่งที่ไม่ใช่ทั้งผลและเหตุแห่งผล) โดยแจกแจงเต็มรูปแบบทั้งสามกรณี พร้อมตัวเลขจำนวนธรรมกำกับทุกข้อ แสดงว่าเป็นอีกคู่ตัวอย่างหลักที่ขยายความละเอียด เนื้อหายังคงเป็นการไล่ความสัมพันธ์เชิงเหตุปัจจัยระหว่างกุศล-อกุศล-อัพยากตะกับวิปากธรรมแต่ละประเภท
- หน้า ๙๘–๑๐๐ นกุสลตฺติก x ติกะอื่นๆ ต่อเนื่องแบบย่อ (อุปาทินนุปาทานิยะ ถึง อตีตารัมมณติกะ) หลังคู่วิปากติกะจบลง คัมภีร์ไล่กุศลติกะจับคู่กับติกะที่เหลืออีกจำนวนมากอย่างรวบรัด ได้แก่ อุปาทินนุปาทานิยติกะ สังกิลิฏฐสังกิเลสิกติกะ วิตกติกะ ปีติติกะ ทัสสนติกะ ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกติกะ อาจยคามิติกะ เสกขติกะ ปริตตติกะ ปริตตารัมมณติกะ หีนติกะ มิจฉัตตติกะ มัคคารัมมณติกะ อุปปันนติกะ อตีตติกะ และอตีตารัมมณติกะ แต่ละคู่ระบุรูปแบบสั้นแล้วย่อด้วย "ฯ" ไม่มีการขยายความหรือตัวอย่างใหม่ เป็นการไล่ครบตามบัญชีมาติกาเช่นเดียวกับที่ทำกับทุกะมาก่อนหน้า
- หน้า ๑๐๑–๑๐๓ นกุสลตฺติก x นสนิทสฺสนตฺติกำ โดยละเอียด ปิดวงจรกุศลติกะ หลังผ่านอัชฌัตตติกะและอัชฌัตตารัมมณติกะแบบย่อแล้ว มาถึงคู่สุดท้ายของวงจรนี้คือกุศลติกะกับสนิทัสสนติกะ ซึ่งขยายความเต็มรูปแบบอีกครั้ง (เช่นเดียวกับตอนกุศลติกะxเหตุทุก และสนิทัสสนติกะxเหตุทุก) แจกแจงความสัมพันธ์ของกุศล-อกุศล-อัพยากตะกับธรรมที่เห็นได้กระทบได้ในรูปแบบต่างๆ อย่างครบถ้วน พร้อมตัวเลขกำกับ ปิดท้ายด้วยโคโลฝอน "เหตุยา นว สพฺพตฺถ วิตฺถาโร" ซึ่งปิดวงจรที่กุศลติกะเป็นตัวตั้งจับคู่กับติกะอื่นทั้งหมด
- หน้า ๑๐๔–๑๐๗ สลับลำดับ: นเวทนาตฺติก x นกุสลตฺติกำ โดยละเอียด แล้วเริ่มย่อ ทันทีที่จบวงจรกุศลติกะ คัมภีร์เริ่มวงจรใหม่โดยสลับให้เวทนาติกะเป็นตัวตั้งแทน จับคู่กับกุศลติกะ แจกแจงอย่างละเอียดครบทุกชนิดเวทนา (สุข ทุกข์ อทุกขมสุข) กับกุศล-อกุศล-อัพยากตะ เช่นเดียวกับที่ทำในทิศทางตรงข้ามมาก่อน แสดงว่าคัมภีร์ตรวจสอบความสัมพันธ์ทั้งสองทิศทางของแต่ละคู่ติกะ ในหน้า ๑๐๗ ปิดคู่นี้ด้วยคำว่า "สังขิตตำ" (ย่อ) ซึ่งเป็นสัญญาณว่าตั้งแต่นี้ไปจะแจกแจงแบบรวบรัดเท่านั้น แล้วเริ่มไล่ติกะอื่น (วิปาก อุปาทินนุปาทานิยะ สังกิลิฏฐสังกิเลสิกะ) จับคู่กลับมาที่กุศลติกะแบบย่อ
- หน้า ๑๐๘–๑๑๐ ไล่ติกะต่างๆ x นกุสลตฺติกำ แบบย่อต่อเนื่อง (ตัดจบกลางหมวดสนิทัสสนติกะ) ต่อเนื่องจากการประกาศ "สังขิตตำ" ในหน้าก่อน ส่วนนี้ไล่ติกะที่เหลือเกือบทั้งหมดจับคู่กลับมาที่กุศลติกะแบบย่อรวดเดียว ได้แก่ วิตกติกะ ปีติติกะ ทัสสนติกะ ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกติกะ อาจยคามิติกะ เสกขติกะ ปริตตติกะ ปริตตารัมมณติกะ หีนติกะ มิจฉัตตติกะ มัคคารัมมณติกะ อุปปันนติกะ อตีตติกะ อตีตารัมมณติกะ อัชฌัตตติกะ และอัชฌัตตารัมมณติกะ ทุกคู่เขียนรูปแบบสั้นแล้วย่อด้วย "ฯ" เนื้อหาส่วนนี้ตัดจบกลางประโยคที่หน้า ๑๑๐ ขณะกำลังเริ่มคู่สุดท้ายคือ นสนิทสฺสนตฺติกxนกุสลตฺติกำ ซึ่งยังไม่ทันแจกแจงจบ ไฟล์จบลงกลางข้อความ
- หน้า ๑๑๑ ส่วนท้าย: นสนิทัสสนสัปปฏิฆทุก คู่กับกุสลติกะ หน้านี้เป็นเนื้อหาต่อเนื่องจากก่อนหน้าช่วงที่ตัดมา (ไม่มีหน้า 110 ให้ตรวจสอบจุดเริ่มต้นจริง) จึงเป็นส่วนปิดท้ายของการไล่คู่ระหว่างทุกที่ปฏิเสธ "ไม่มีสิ่งที่เห็นได้-ไม่กระทบได้" (นสนิทัสสนสัปปฏิฆ) กับติกะกุศล-อกุศล-อัพยากตะ ในรูปแบบปัจจนียนัย คือปฏิเสธทั้งเหตุและผลไปพร้อมกัน ข้อความจึงเป็นการไล่สูตรซ้ำแบบย่อ (ฉ, นว) แสดงเพียงจำนวนนัยที่นับได้ ไม่มีคำอธิบายความหมายเพิ่มเติม ก่อนจะเปลี่ยนไปเริ่มจับคู่กับอกุศลและอัพยากตะแบบสั้นมากในบรรทัดท้ายหน้า ซึ่งเป็นการเปิดเรื่องที่จะขยายความต่อในหน้า 112
- หน้า ๑๑๒–๑๑๗ นสนิทัสสนสัปปฏิฆทุก ไล่คู่กับติกะที่เหลือทั้งหมด จบปัจจนียติกติกปัฏฐาน ส่วนนี้เป็นการกวาดจับคู่ทุกที่ปฏิเสธ "ไม่มีสิ่งที่เห็นได้-ไม่กระทบได้" กับติกะเกือบทั้งหมดในมาติกาอภิธรรมอย่างรวบรัดที่สุด ได้แก่ เวทนาติกะ วิปากติกะ อุปาทินนุปาทานิยติกะ สังกิลิฏฐสังกิเลสิกติกะ วิตักกติกะ ปีติติกะ ทัสสนติกะ ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกติกะ อาจยคามิติกะ เสกขติกะ ปริตตติกะ ปริตตารัมมณติกะ หีนติกะ มิจฉัตตติกะ มัคคารัมมณติกะ อุปปันนติกะ อตีตติกะ อตีตารัมมณติกะ อัชฌัตตติกะ และอัชฌัตตารัมมณติกะ/พหิทธารัมมณติกะ แต่ละคู่ถูกกล่าวถึงเพียง 1-3 บรรทัดโดยใช้จุดไข่ปลา (...) อ้างอิงกลับไปยังรูปแบบที่ว
- หน้า ๑๑๗–๑๒๒ เปิดปัจจนียทุกทุกปัฏฐาน: นเหตุทุก คู่กับทุกอื่น บนหน้า 117 เริ่มภาคใหญ่ใหม่ "ปัจจนียทุกทุกปัฏฐาน" (วิเคราะห์ทุกคู่ทุกแบบปฏิเสธทั้งคู่) โดยจับคู่แรกคือ นเหตุทุก (ไม่มีเหตุ) กับ นสเหตุกทุก (ไม่ประกอบด้วยเหตุ) ซึ่งอธิบายละเอียดกว่าช่วงก่อนหน้าเล็กน้อย มีการนับจำนวนปัจจัยแต่ละชนิด (เหตุปัจจัย อารัมมณปัจจัย อธิปติปัจจัย) แยกตามทิศทางปฏิจจวาระและปัจจยวาระ จากนั้นตั้งแต่หน้า 119 เป็นต้นไป เนื้อหากลับไปเป็นการไล่คู่แบบย่อรัวเร็วอีกครั้ง โดยนำนเหตุทุกไปจับคู่กับทุกอื่นต่อเนื่อง ได้แก่ ทุกที่เกี่ยวกับเหตุสัมปยุตต์ เหตุสเหตุกะ เหตุ-เหตุสัมปยุตต์ เหตุ-นส
- หน้า ๑๒๓–๑๓๐ นเหตุทุก คู่กับทวิโคจฉกะ-ปิฏฐิทุก และสลับทิศทางเป็นทุกอื่นนำ ช่วงนี้สานต่อการจับคู่นเหตุทุกกับทวิโคจฉกะ (อุปาทานะ กิเลสะ) และปิฏฐิทุก (กลุ่มทุกที่เหลือ เช่น สรณะ-อรณะ สอุตตระ-อนุตตระ) จนครบชุดทุกในมาติกา จากนั้นในหน้า 124 เนื้อหาสลับทิศทางการจับคู่ คือแทนที่จะให้นเหตุทุกเป็นตัวตั้ง กลับให้ทุกอื่น (นสเหตุกะ เหตุสัมปยุตต์ เหตุสเหตุกะ เหตุ-เหตุสัมปยุตต์ เหตุ-นสเหตุกะ จูฬันตระ โนอาสวโคจฉกะ ฉโคจฉกะ มหันตระ ทวิโคจฉกะ ปิฏฐิทุก) เป็นตัวตั้งแล้วนเหตุทุกเป็นผล ซึ่งเป็นการทำให้ครบคู่สมมาตรของสมการที่ตั้งไว้ในช่วงก่อนหน้า เนื้อหาทั้งหมดยังคงเป็นการไล่สูตรย่อแบบซ้ำโคร
- หน้า ๑๓๐–๑๓๔ นสรณทุก คู่กับทุกอื่นโดยละเอียด ปิดปัจจนียทุกทุกปัฏฐาน หน้า 130 เปิดหัวข้อใหม่โดยให้ นสรณทุก (ทุกที่ปฏิเสธภาวะที่ก่อความกระวนกระวาย/ความขัดแย้ง) เป็นตัวตั้งหลัก แล้วไล่จับคู่กับทุกอื่นเกือบทั้งหมดในมาติกาอย่างละเอียดต่อเนื่องหลายหน้า ได้แก่ นสเหตุกะ เหตุสัมปยุตต์ เหตุสเหตุกะ เหตุ-เหตุสัมปยุตต์ เหตุ-นสเหตุกะ จูฬันตระ อสังขตะ สนิทัสสนะ-สัปปฏิฆะ-อัปปฏิฆะ รูปี-อรูปี โลกิยะ-โลกุตตระ กลุ่มอาสวะ ฉโคจฉกะ มหันตระ ทวิโคจฉกะ และปิฏฐิทุก จนถึงคู่สุดท้ายกับ อนุตตรทุก เนื้อหายังคงเป็นรูปแบบไล่สูตรย่อซ้ำโครงสร้างเหมือนเดิม โดยไม่มีตัวอย่างประกอบ ส่วนนี้ปิดท้ายด้วย
- หน้า ๑๓๕–๑๔๐ เปิดอนุโลมปัจจนียปัฏฐาน: กุสลติกะ คู่กับกุสลติกะ หน้า 135 เป็นจุดเปลี่ยนโครงสร้างใหญ่ของเนื้อหา คือเริ่มภาคใหม่ทั้งหมด "อนุโลมปัจจนียปัฏฐาน" (การวิเคราะห์แบบธรรมที่เป็นจริง/บวก เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดธรรมที่ถูกปฏิเสธ) พร้อมบทนมัสการใหม่ "นโม ตสฺส ภควโต..." หัวข้อแรกคือ กุสลติกะจับคู่กับกุสลติกะ โดยรูปแบบต่างจากภาคก่อนหน้าอย่างชัดเจน คือให้ธรรมที่เป็นจริง (เช่น กุศล) เป็นเหตุปัจจัย แล้วธรรมที่ถูกปฏิเสธ (เช่น อกุศล หรืออัพยากตะ) เป็นผลที่เกิดขึ้น พร้อมยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม เช่น ขันธ์ฝ่ายกุศลเป็นปัจจัยแก่รูปที่เกิดจากจิต หรือปฏิสนธิขณะที่มหาภูตร
- หน้า ๑๔๐–๑๔๔ เวทนาติกะ คู่กับเวทนาติกะ (อนุโลมปัจจนียะ) หัวข้อนี้จับคู่ไตรลักษณ์แห่งเวทนา (สุข ทุกข์ อทุกขมสุข) กับตัวเองในรูปแบบอนุโลมปัจจนียะ คือเวทนาชนิดหนึ่งที่เกิดจริงเป็นปัจจัยให้เวทนาชนิดอื่นที่ถูกปฏิเสธไม่เกิดร่วม แสดงตัวอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ขันธ์ที่ประกอบด้วยสุขเวทนาเป็นปัจจัยแก่รูปที่เกิดจากจิต โดยระบุชัดว่าในขณะปฏิสนธิไม่มีมหาภูตรูปเช่นนี้เกิดร่วม ซึ่งสะท้อนความเข้าใจเรื่องกลไกความสัมพันธ์ระหว่างเวทนาต่างขณะจิตที่ไม่อาจเกิดพร้อมกันได้ในดวงเดียว เนื้อหาไล่ครบทั้งสามเวทนาและคู่ผสมของแต่ละแบบ จบด้วยการนับจำนวนนัยตามปัจจัยต่าง ๆ แล้วปิดท้ายด้
- หน้า ๑๔๔–๑๔๘ วิปากติกะ คู่กับวิปากติกะ (อนุโลมปัจจนียะ) หัวข้อนี้วิเคราะห์ไตรลักษณ์แห่งวิบาก คือ วิปากะ (เป็นผลของกรรม) วิปากธัมมธรรม (มีสภาพเป็นผลได้) และเนววิปากนวิปากธัมมธรรม (ไม่เป็นทั้งสองอย่าง) จับคู่กับตัวเองในรูปแบบเดียวกับเวทนาติกะข้างต้น คือธรรมชนิดหนึ่งเป็นปัจจัยให้ธรรมอีกชนิดที่ถูกปฏิเสธไม่เกิด โดยไล่ครบทุกคู่ผสมทั้งทางปฏิจจวาระและปัญหาวาระ พร้อมนับจำนวนนัยแยกตามชนิดปัจจัย (เหตุปัจจัย อารัมมณปัจจัย) เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการไล่สูตรซ้ำโครงสร้างไม่มีตัวอย่างประกอบเพิ่มเติมมากนัก ปิดท้ายด้วยการนับนัยครบทุกทางในปัญหาวาระ แล้วขึ้นหัวข้อใหม่บนหน้า
- หน้า ๑๔๘–๑๕๑ อุปาทินนุปาทานิยติกะ คู่กับตัวเอง (อนุโลมปัจจนียะ) หัวข้อนี้จับคู่ไตรลักษณ์ อุปาทินนุปาทานิยะ (ถูกยึดถือและเป็นอารมณ์แห่งความยึดถือได้), อนุปาทินนุปาทานิยะ (ไม่ถูกยึดถือแต่เป็นอารมณ์แห่งความยึดถือได้) และอนุปาทินนอนุปาทานิยะ (ไม่ถูกยึดถือและไม่เป็นอารมณ์แห่งความยึดถือ) กับตัวเองในรูปแบบอนุโลมปัจจนียะเช่นเดียวกับหัวข้อก่อนหน้า ไล่ครบทุกคู่ผสมทั้งทิศทางปกติและสลับ พร้อมนับจำนวนนัยตามชนิดปัจจัยต่าง ๆ เนื้อหายังคงเน้นโครงสร้างซ้ำมากกว่าคำอธิบายความหมายเชิงลึก จบด้วย "ปญฺหาวารมฺปิ วิตฺถาเรตพฺพํ" บนหน้า 151 ก่อนเปลี่ยนหัวข้อทันที
- หน้า ๑๕๑–๑๕๕ สังกิลิฏฐสังกิเลสิกติกะ และวิตักกติกะ คู่กับตัวเอง ส่วนนี้มีสองหัวข้อ หัวข้อแรกจับคู่ไตรลักษณ์แห่งความเศร้าหมอง (สังกิลิฏฐสังกิเลสิกะ อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะ อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกะ) กับตัวเอง แสดงให้เห็นว่าธรรมที่เศร้าหมองและก่อความเศร้าหมองแก่ผู้อื่นเป็นปัจจัยแก่ธรรมที่ไม่เศร้าหมองได้เช่นกันตามกฎปัจจยาการ ไม่ใช่ว่าเหตุเศร้าหมองจะให้ผลเศร้าหมองเสมอไป หัวข้อที่สองต่อจากหน้า 153 จับคู่ไตรลักษณ์แห่งวิตก-วิจาร (มีทั้งวิตกวิจาร มีเพียงวิจาร ไม่มีทั้งคู่) กับตัวเอง ซึ่งสะท้อนขั้นตอนความละเอียดของฌานที่ต่างระดับกันเป็นปัจจัยเชื่อมโยงกัน ทั้งสองหัวข้อไล่ค
- หน้า ๑๕๕–๑๕๙ ปีติติกะ ทัสสนติกะ และอาจยคามิติกะ คู่กับตัวเอง ช่วงนี้รวมสี่หัวข้อสั้น ๆ ที่จับคู่ไตรลักษณ์แต่ละชุดกับตัวเองในรูปแบบเดิม ได้แก่ ปีติติกะ (มีปีติ มีสุขไม่มีปีติ มีอุเบกขา) แสดงลำดับความประณีตของภาวะทางใจที่ต่างระดับ, ทัสสนติกะ (ธรรมที่ละได้ด้วยการเห็น/ด้วยการเจริญภาวนา/ไม่ต้องละด้วยทั้งสอง) ซึ่งสะท้อนการแบ่งกิเลสตามขั้นตอนการละในมรรค, ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกติกะ ที่กล่าวถึงสั้นมากเพียงข้อเดียวก่อนสรุปจำนวนนัย และอาจยคามิติกะ (ธรรมที่นำไปสู่การสั่งสมภพ/นำออกจากภพ/ไม่ใช่ทั้งสอง) ซึ่งสัมพันธ์กับแนวคิดวัฏสงสารกับนิพพาน ทุกหัวข้อไล่คู่ผสมครบตามแบบมาตร
- หน้า ๑๕๙–๑๖๒ เสกขติกะ และปริตตติกะ คู่กับตัวเอง หัวข้อแรกจับคู่ไตรลักษณ์แห่งบุคคล/ธรรมตามระดับการศึกษา (เสกขะ-ผู้ยังต้องศึกษา, อเสกขะ-ผู้จบการศึกษาแล้ว, เนวเสกขานาเสกขะ-ไม่ใช่ทั้งสอง) กับตัวเอง สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างระดับการบรรลุธรรมที่ต่างขั้นกัน หัวข้อที่สองต่อจากหน้า 160 จับคู่ไตรลักษณ์ปริตตติกะ (ปริตตะ-ขอบเขตจำกัด, มหัคคตะ-ถึงความยิ่งใหญ่ในภาวนา, อัปปมาณะ-ไม่มีประมาณคือโลกุตตระ) กับตัวเอง ซึ่งแสดงลำดับขั้นความกว้างขวางของอารมณ์จิตตั้งแต่กามาวจรจนถึงโลกุตตระ ทั้งสองหัวข้อไล่คู่ผสมครบตามแบบมาตรฐานเดิมและปิดท้ายด้วยการนับจำนวนนัยบนหน้า 16
- หน้า ๑๖๒–๑๖๕ ปริตตารัมมณติกะถึงอัชฌัตตติกะ (ตัดจบกลางหัวข้อ) ช่วงนี้เป็นการไล่หัวข้อสั้น ๆ ต่อเนื่องหลายไตรลักษณ์อย่างรวบรัดมาก ได้แก่ ปริตตารัมมณติกะ (อารมณ์ที่จำกัด/ยิ่งใหญ่/ไม่มีประมาณ) เพียงข้อเดียว, หีนติกะซึ่งข้อความระบุตรงว่าให้ดูรูปแบบเดียวกับสังกิลิฏฐสังกิเลสิกติกะที่อธิบายไปแล้ว ("สทิสํ") แสดงว่าผู้แต่งถือว่าโครงสร้างซ้ำกันจนไม่จำเป็นต้องเขียนซ้ำ, มิจฉัตตติกะ (ธรรมที่แน่นอนจะผิด/แน่นอนจะถูก/ไม่แน่นอน) ซึ่งเกี่ยวกับหลักอนันตริยกรรมและมรรคที่แน่นอน, มัคคารัมมณติกะ (มีมรรคเป็นอารมณ์/เป็นเหตุ/เป็นอธิบดี), อุปปันนติกะและอตีตติกะที่กล่าวถึงสั้นมากเพีย
- หน้า ๑๖๖–๑๖๗ ต่อเนื่องจากหมวดก่อนหน้า ปิดท้ายติกปัฏฐาน ส่วนนี้เป็นเนื้อหาต่อเนื่องจากก่อนหน้าหน้า ๑๖๖ (ไม่ใช่จุดเริ่มหัวข้อใหม่) แสดงการจับคู่อัชฌัตตารัมมณติกะกับตัวเอง และสนิทัสสนติกะ/อนิทัสสนอัปปฏิฆะ โดยไล่ทดสอบว่าธรรมกลุ่มหนึ่งเป็นปัจจัยแก่ธรรมอีกกลุ่มหนึ่งผ่านเหตุปัจจัยและอารัมมณปัจจัยได้หรือไม่ ตามแม่แบบปฏิจจวาระ-สหชาตวาระ-ปัญหาวาระที่ใช้ซ้ำตลอดทั้งคัมภีร์ปัฏฐาน เนื้อหาเป็นการไล่สูตรเชิงกลไกโดยไม่มีตัวอย่างเชิงความหมายใหม่ ปิดท้ายด้วยคำว่า "อนุโลมปัจจนียติกปัฏฐานัง นิฏฐิตัง" ซึ่งเป็นโคลศัน (colophon) ปิดหมวดใหญ่ที่ชื่อว่า ติกปัฏฐาน (การวิเคราะห
- หน้า ๑๖๘–๑๗๒ เริ่มหมวดทุกปัฏฐาน: เหตุทุก สเหตุกทุก เหตุสัมปยุตตทุก เทียบกับตนเอง เริ่มหมวดใหญ่ใหม่ชื่อ "อนุโลมปัจจนียทุกปัฏฐาน" ซึ่งเปลี่ยนจากการจับคู่ติกะกับติกะ มาเป็นการจับคู่ทุกะ (คู่ธรรมสอง) กับทุกะเดียวกันเอง เริ่มจากเหตุทุก (เหตุ/ไม่ใช่เหตุ) จับคู่กับตัวเอง ตามด้วยสเหตุกทุก (มีเหตุ/ไม่มีเหตุ) เหตุสัมปยุตตทุก และเหตุสเหตุกทุก โดยไล่ทดสอบทุกรูปแบบว่าธรรมประเภทหนึ่งเป็นปัจจัย (ผ่านเหตุปัจจัย อารัมมณปัจจัย ฯลฯ) แก่ธรรมอีกประเภทหนึ่งในกลุ่มเดียวกันได้กี่แบบ ตัวเลขที่ปรากฏ (เช่น ตีณิ=๓, นว=๙) คือจำนวนสูตรที่ใช้ได้จริงตามการนับของปฏิจจวาระ ไม่ใช่ปริมาณธรรมชนิดใหม่ เนื้อหาส่ว
- หน้า ๑๗๓–๑๗๗ นเหตุสเหตุกทุก สัปปัจจยทุก สนิทัสสนทุก สัปปฏิฆทุก จนถึงอาสวทุกและสาสวทุก เนื้อหาไล่จับคู่ทุกะกับตัวเองต่อเนื่อง ได้แก่ นเหตุสเหตุกทุก สัปปัจจยทุก (ปัจจัยปรุงแต่ง/ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง) สนิทัสสนทุก สัปปฏิฆทุก รูปีทุก โลกิยทุก เกนจิวิญเญยยทุก อาสวทุก (อาสวะ/ไม่ใช่อาสวะ) และสาสวทุก (มีอาสวะ/ไม่มีอาสวะ) แต่ละคู่ถูกทดสอบผ่านเหตุปัจจัยว่าเมื่ออาศัยธรรมฝ่ายหนึ่งเกิดขึ้น ธรรมฝ่ายตรงข้ามหรือฝ่ายเดียวกันจะเกิดร่วมได้หรือไม่ในกี่รูปแบบ ข้อความ "สังขตัง สัปปัจจยสทิสัง" ระบุว่าคู่สังขตธรรมมีรูปแบบเหมือนคู่สัปปัจจยะทุกประการจึงไม่ต้องเขียนซ้ำ แสดงลักษณะของปัฏฐานที่จัดหมวดหมู่ธรรมทุก
- หน้า ๑๗๘–๑๘๒ ฉโคจฉกทุก (กิเลสหกกอง) มหันตรทุก (จิตต-เจตสิก) และหมวดปหาตัพพะ ส่วนนี้ครอบคลุมอาสวอาสวสัมปยุตตทุก อาสววิปปยุตตสาสวทุก แล้วเข้าสู่ฉโคจฉกทุก ซึ่งคือกิเลสทั้งหกกอง (สัญโญชน์ คันถะ โอฆะ โยคะ นีวรณ์ ปรามาส) ที่ล้วนมีรูปแบบการวิเคราะห์เหมือนอาสวโคจฉกทุกประการ จากนั้นเป็นมหันตรทุก ซึ่งไล่คุณสมบัติของจิตและเจตสิก (จิตตสัมปยุตต์ จิตตสังสัฏฐ์ จิตตสมุฏฐาน จิตตสหภู ฯลฯ) ว่าธรรมที่ประกอบกับจิตหรือเกิดจากจิตเป็นปัจจัยแก่กันได้อย่างไร ตามด้วยทวิโคจฉกทุก (อุปาทาน กิเลส) และคู่ธรรมที่พึงละด้วยการเห็น (ทัสสนะ) หรือด้วยภาวนา ทั้งชนิดธรรมดาและชนิดที่มีเหตุ ปิดท้ายด้วยสวิตักกทุ
- หน้า ๑๘๓–๑๘๗ หมวดองค์ฌาน ภูมิ และสรณทุก ปิดท้ายทุกปัฏฐาน เนื้อหาไล่คู่ธรรมที่เกี่ยวกับองค์ฌาน (ปีติ สุข อุเบกขาที่ประกอบร่วม) และภูมิ (กามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร) รวมถึงปริยาปันนทุก นิยยานิกทุก นิยตทุก และสอุตตรทุก แต่ละคู่ยังคงใช้แม่แบบเดิมคือทดสอบผ่านเหตุปัจจัยว่าธรรมฝ่ายหนึ่งเป็นปัจจัยแก่ธรรมอีกฝ่ายได้กี่รูปแบบ จากนั้นเข้าสู่สรณทุก (มีกิเลสเสียดแทง/ไม่มีกิเลสเสียดแทง) ซึ่งได้รับการขยายความอย่างละเอียดกว่าคู่อื่น ครอบคลุมทั้งปฏิจจวาระ สหชาตวาระ และปัจจยวาระ (อารัมมณปัจจัย สหชาตปัจจัย อุปนิสสยปัจจัย ปัจฉาชาตปัจจัย กัมมปัจจัย) หน้า ๑๘๗ ปิดท้ายด้วยคำสั่ง
- หน้า ๑๘๘–๑๘๙ เริ่มหมวดทุกติกปัฏฐาน: เหตุทุกเทียบกับกุสลติกะ ขึ้นหมวดใหญ่ใหม่ชื่อ "อนุโลมปัจจนียทุกติกปัฏฐาน" ซึ่งเปลี่ยนวิธีจับคู่อีกครั้ง คราวนี้นำทุกะ (คู่ธรรมสอง เช่น เหตุ/ไม่ใช่เหตุ) มาจับคู่กับติกะ (ชุดธรรมสาม คือ กุศล อกุศล อัพยากตะ) หัวข้อแรกคือเหตุทุกเทียบกับกุสลติกะ ทดสอบว่าเหตุกุศลธรรม เหตุอกุศลธรรม และธรรมที่ไม่ใช่เหตุแต่เป็นอัพยากตะ เป็นปัจจัยแก่กันได้กี่รูปแบบผ่านเหตุปัจจัย อารัมมณปัจจัย และปัจจัยอื่นๆ ข้อความ "จิตตสมุฏฐานเมว อารัมมณัง นัตถิ" ชี้ให้เห็นข้อจำกัดเฉพาะกรณีว่ารูปที่เกิดจากจิตอย่างเดียวไม่มีอารมณ์ ซึ่งเป็นข้อสังเกตเชิงเนื้อหาที่ห
- หน้า ๑๙๐–๑๙๖ เหตุทุกเทียบกับติกะต่างๆ ต่อเนื่อง (เวทนา วิปาก จนถึงสนิทัสสนติกะ) เนื้อหาไล่จับคู่เหตุทุกกับติกะอื่นอีกเกือบยี่สิบชุดตามลำดับ ได้แก่ เวทนาติกะ (สุข ทุกข์ อทุกขมสุข) วิปากติกะ อุปาทินนุปาทานิยติกะ สังกิลิฏฐสังกิเลสิกติกะ วิตักกติกะ ปีติติกะ ทัสสนติกะ (ธรรมที่พึงละด้วยการเห็นสัจจะ) อาจยคามีติกะ เสกขติกะ ปริตตติกะและปริตตารัมมณติกะ หีนติกะ มิจฉัตตติกะ มัคคารัมมณติกะ อุปปันนติกะ อตีตติกะและอตีตารัมมณติกะ จนถึงอัชฌัตตารัมมณติกะ แต่ละคู่ใช้สูตรสั้นกระชับซ้ำแบบเดิม (มักจบด้วยคำว่า "ตีณิ" คือมีสูตรที่ใช้ได้สามแบบ) แสดงว่าปัฏฐานกำลังใช้เหตุทุกเป็นตัวตั้งไล่ทดสอบความสัม
- หน้า ๑๙๗–๒๐๒ สเหตุกทุก เหตุสัมปยุตตทุก เหตุสเหตุกทุก และทุกอื่นเทียบกับกุสลติกะ หน้า ๑๙๗ ปิดท้ายเหตุทุกกับสนิทัสสนติกะ แล้วมีโคลศันคั่นก่อนเริ่มชุดใหม่ คือนำทุกะอื่นๆ มาเทียบกับกุสลติกะแทนเหตุทุก ได้แก่ สเหตุกทุก เหตุสัมปยุตตทุก และเหตุสเหตุกทุก ซึ่งได้รับการขยายความละเอียดเป็นพิเศษด้วยการนับปัญหา (นวปัญหา) แสดงจำนวนสูตรที่ถูกต้องตั้งแต่หนึ่งถึงเก้าตามลำดับความซับซ้อนของเงื่อนไข สะท้อนวิธีนับสูตรอย่างเป็นระบบของปัฏฐาน จากนั้นไล่นเหตุสเหตุกทุก สัปปัจจยทุก สนิทัสสนทุก สัปปฏิฆทุก รูปีทุก โลกิยทุก เกนจิวิญเญยยทุก และเริ่มอาสวทุก ทั้งหมดจับคู่กับกุสลติกะในรูปแบบเดียวกัน คือทดสอบ
- หน้า ๒๐๓–๒๐๗ อาสวโคจฉกและจิตตวรรคเทียบกับกุสลติกะ เนื้อหาไล่อาสวสาสวทุกเทียบกับกุสลติกะ พร้อมข้อสังเกตพิเศษว่ากลุ่มคำถามเก้าข้อ (นวโคจฉก) ระหว่างอาสวะกับอาสวสัมปยุตต์บางส่วน "นลัพภติ...นสันทิสสันติ" คือหาไม่ได้และไม่ปรากฏ ซึ่งเป็นข้อยกเว้นเชิงตรรกะที่แสดงว่าไม่ใช่ทุกการจับคู่จะมีสูตรที่ใช้ได้จริงเสมอไป ตามด้วยอาสววิปปยุตตสาสวทุกและฉโคจฉกทุก (กิเลสหกกอง) จากนั้นเข้าสู่หมวดจิตต์-เจตสิก ได้แก่ จิตตทุก เจตสิกทุก จิตตสัมปยุตตทุก จิตตสังสัฏฐทุก จิตตสมุฏฐานทุก จิตตสหภูทุก และจิตตานุปริวัตติทุก (เริ่มปลายช่วงนี้) ซึ่งทั้งหมดทดสอบว่าธรรมที่มีคุณสมบัติสั
- หน้า ๒๐๘–๒๑๒ หมวดจิตต์-สังสัฏฐ์ ปหาตัพพะ และองค์ฌานเทียบกับกุสลติกะ เนื้อหาปิดท้ายหมวดจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานานุปริวัตติทุก แล้วไล่อัชฌัตติกทุก อุปาทาทุก อุปาทินนทุก อุปาทานโคจฉกทุก กิเลสโคจฉกทุก และคู่ธรรมที่พึงละด้วยการเห็นหรือด้วยภาวนา (ทั้งชนิดธรรมดาและชนิดมีเหตุ) เทียบกับกุสลติกะตามลำดับ มีข้อความสั้นๆ "อัพยากตวาเร สัพพัตถะ ปัจจยวเสน คเณตัพพัง" (ในกรณีอัพยากตะ พึงนับตามอำนาจปัจจัยทุกแห่ง) เป็นคำสั่งย่อบอกวิธีคำนวณแทนการเขียนสูตรเต็ม จากนั้นไล่ต่อด้วยองค์ฌาน คือสวิตักกทุก สวิจารทุก สัปปีติกทุก และเริ่มปีติสหคตทุก แต่ละคู่แสดงว่าความมีวิตก วิจาร หรือปีติสัมพันธ์กั
- หน้า ๒๑๓–๒๑๗ หมวดภูมิและสรณทุกเทียบกับกุสลติกะ เนื้อหาปิดท้ายสุขสหคตทุก แล้วไล่อุเปกขาสหคตทุก กามาวจรทุก รูปาวจรทุก อรูปาวจรทุก ปริยาปันนทุก นิยยานิกทุก นิยตทุก และสอุตตรทุก เทียบกับกุสลติกะ ซึ่งทดสอบว่าธรรมในภูมิต่างๆ หรือธรรมที่นำออกจากวัฏฏะได้เป็นกุศล อกุศล หรืออัพยากตะในความสัมพันธ์แบบใด จากนั้นเข้าสู่สรณทุก (มีกิเลสเสียดแทง/ไม่มี) ซึ่งได้รับการขยายความอย่างละเอียดที่สุดในบรรดาทุกะทั้งหมดของหมวดนี้ ครอบคลุมทั้งกุศล อกุศล อัพยากตะ พร้อมปฏิจจวาระ สหชาตวาระ และปัจจยวาระเต็มรูปแบบ ก่อนที่หน้า ๒๑๗ จะเริ่มจับคู่สรณทุกกับเวทนาติกะต่อ
- หน้า ๒๑๘–๒๒๐ สรณทุกเทียบกับติกะต่างๆ ต่อเนื่อง (เนื้อหาถูกตัดตอนท้ายชุดไฟล์) เนื้อหาไล่จับคู่สรณทุกกับติกะชุดต่างๆ ต่อเนื่องจากหน้าก่อน ได้แก่ วิปากติกะ อุปาทินนุปาทานิยติกะ สังกิลิฏฐสังกิเลสิกติกะ วิตักกติกะ ปีติติกะ ทัสสนติกะ ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกติกะ อาจยคามีติกะ และเริ่มเสกขติกะที่หน้า ๒๒๐ แต่ละคู่ยังใช้สูตรสั้นแบบเดิม ทดสอบว่าธรรมที่มีหรือไม่มีกิเลสเสียดแทงเป็นปัจจัยแก่ธรรมฝ่ายตรงข้ามในแต่ละติกะได้กี่รูปแบบ ไฟล์นี้ตัดจบกลางหัวข้อสรณทุกเทียบกับเสกขติกะที่หน้า ๒๒๐ พอดี โดยไม่มีโคลศันปิดหมวดหรือข้อความสรุป แสดงว่าเนื้อหาหมวดทุกติกปัฏฐานยังดำเนินต่อไปในไฟล์ส่วนถัดไป
- หน้า ๒๒๑–๒๒๔ สรณทุก x ปริตตาทิติกะ (ปัจจนียนัย) เนื้อหาช่วงนี้เป็นความต่อเนื่องจากก่อนหน้า อยู่ในภาคปัจจนีย์ (นัยปฏิเสธ) ของอนุโลมปจฺจนียทุกติกปัฏฐาน โดยนำคู่ธรรม "สรณะ-อรณะ" (ธรรมที่เป็นเหตุแห่งความกระทบกระทั่ง/ไม่สงบ เทียบกับธรรมที่สงบปราศจากความขัดแย้ง อันเป็นหมวดที่ผนวกท้ายมาติกาหลัก) มาผนวกกับปฏิเสธคำในติกะต่างๆ ได้แก่ ปริตตติกะ (ธรรมชั้นเล็กน้อย-ใหญ่หลวง-หาประมาณมิได้), หีนติกะ (ชั้นเลว-กลาง-ประณีต), มิจฉัตตติกะ (แน่นอนฝ่ายผิด-ถูก-ไม่แน่นอน), มัคคารัมมณติกะ, อุปปันนติกะ, อตีตติกะ, อตีตารัมมณติกะ, อัชฌัตตารัมมณติกะ และเริ่มต้นสนิทัสสนติก
- หน้า ๒๒๕–๒๓๒ จบทุกติกปัฏฐาน เปิดติกทุกปัฏฐาน: กุสลติกะ x เหตุทุกาทิ หน้า ๒๒๕ เป็นจุดหัวเลี้ยวสำคัญ คือสรณทุกกับสนิทัสสนติกะจบลง ตามด้วยข้อความ "ยถา กุสลตฺติเก ปญฺหาวารํ เอวํ วิตฺถาเรตพฺพํ" (ให้ขยายความตามแบบกุสลติกะ) แล้วปิดท้ายด้วยโคลฟอน "อนุโลมปจฺจนียทุกตฺติกปฏฺฐานํ นิฏฺฐิตํ" คือจบภาคทุก-ติกทั้งหมด จากนั้นเปิดภาคใหม่ "อนุโลมปจฺจนียติกทุกปฏฺฐานํ" ซึ่งสลับลำดับมาเป็นติก-ทุก โดยเริ่มจากกุสลติกะ (กุศล-อกุศล-อัพยากตะ) ผนวกกับทุกที่เกี่ยวกับเหตุ ได้แก่ เหตุทุก (ธรรมที่เป็นเหตุ-ไม่เป็นเหตุ), สเหตุกทุก (มีเหตุ-ไม่มีเหตุ), เหตุสัมปยุตตทุก, เหตุสเหตุกทุก, เหตุเหตุสัมปยุ
- หน้า ๒๓๓–๒๓๕ กุสลติกะ x สัปปัจจย-สนิทัสสน-สัปปฏิฆ-รูปี-โลกิย-เกนจิวิญเญยยทุก ต่อจากเหตุทุก เนื้อหาไล่กุสลติกะผนวกกับทุกจำแนกธรรมทั่วไปอีกชุดหนึ่ง คือ สัปปัจจยทุก (ธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่ง-ไม่มีปัจจัย ซึ่งเทียบเท่ากับสังขตธรรม-อสังขตธรรม), สนิทัสสนทุก (ธรรมที่เห็นได้ด้วยตา-เห็นไม่ได้), สัปปฏิฆทุก (ธรรมที่กระทบได้-กระทบไม่ได้), รูปีทุก (ธรรมมีรูป-ไม่มีรูป), โลกิยทุก (ธรรมทางโลก-เหนือโลก) และเกนจิวิญเญยยทุก (ธรรมที่รู้ได้ด้วยอายตนะใดอายตนะหนึ่ง-รู้ไม่ได้) หลายหัวข้อถูกย่อด้วยคำว่า "สงฺขิตฺตํ" หรืออ้างอิงแบบเดียวกับทุกก่อนหน้าโดยไม่แจกแจงซ้ำ ท้ายหน้า ๒๓๕ เริ่มเข้าสู่อาสวทุก (
- หน้า ๒๓๖–๒๓๘ กุสลติกะ x อาสวสัมพันธ์ทุก และฉโคจฉกทุก เนื้อหาไล่กุสลติกะผนวกกับกลุ่มทุกที่เกี่ยวกับอาสวะ (สิ่งหมักดองทางใจ) ได้แก่ อาสวสัมปยุตตทุก (สัมปยุตด้วยอาสวะ-วิปปยุต), อาสวสาสวทุก (ตัวมันเองเป็นอาสวะและเป็นอารมณ์ของอาสวะด้วย), อาสวอาสวสัมปยุตตทุก และอาสววิปปยุตตสาสวทุก ตามด้วยฉโคจฉกทุก คือหมวดกิเลสหกกองที่จับคู่กันเป็นทุก ได้แก่ สัญโญชนะ คันถะ โอฆะ โยคะ นีวรณะ และปรามาส ซึ่งล้วนเป็นชื่อเรียกกิเลสในแง่มุมต่างกัน เนื้อหาส่วนนี้ย่อมากด้วยคำว่า "สงฺขิตฺตํ...ฯเปฯ" เพียงยกตัวอย่างรูปแบบแล้วให้ผู้อ่านแจกแจงเองตามแบบเดิม ท้ายหน้า ๒๓๘ เริ่มต้นสารัมมณ
- หน้า ๒๓๙–๒๔๖ กุสลติกะ x จิต-เจตสิก-จิตตสัมปยุตต-จิตตสังสัฏฐ-จิตตสมุฏฐานทุก ช่วงนี้ไล่กุสลติกะผนวกกับกลุ่มทุกที่เกี่ยวกับจิตและเจตสิกโดยตรง เริ่มจากสารัมมณทุก (มีอารมณ์-ไม่มีอารมณ์) ต่อด้วยจิตตทุก (เป็นจิต-ไม่ใช่จิต), เจตสิกทุก (เป็นเจตสิก-ไม่ใช่เจตสิก), จิตตสัมปยุตตทุก (ประกอบกับจิต-ไม่ประกอบ), จิตตสังสัฏฐทุก (เจือปนกับจิต-ไม่เจือปน) และจิตตสมุฏฐานทุก (มีจิตเป็นสมุฏฐาน-ไม่มี) แต่ละหัวข้อยังคงใช้สูตรเดียวกันคือไล่กุศล-อกุศล-อัพยากตะแต่ละฝ่าย ผนวกปฏิเสธคำในทุกนั้น แล้วนับจำนวนกรณีที่เกิดขึ้นได้โดยเหตุปัจจัยและปัจจัยอื่นๆ เป็นการมองจิตและเจตสิกในหลายมิติ เช่น อะไรเป็นตัวจ
- หน้า ๒๔๗–๒๕๔ กุสลติกะ x อุปาทาน-องค์ฌาน-อวจร-ฯลฯ (จบชุดกุสลติกะ) เนื้อหาส่วนนี้ไล่กุสลติกะผนวกกับทุกจำแนกธรรมอีกจำนวนมากอย่างรวบรัด ได้แก่ จิตตสหภูทุก, จิตตานุปริวัตติทุก, อัชฌัตติกทุก, อุปาทาทุก, อุปาทินนทุก, ทวิโคจฉกทุก (อุปาทาน-กิเลส), ทัสสเนนปหาตัพพทุก และภาวนายปหาตัพพทุก (ธรรมที่ละได้ด้วยการเห็นสัจจะ-ละได้ด้วยการเจริญภาวนา พร้อมรูปแบบ "...เหตุกะ" ของแต่ละคู่), องค์ฌานทั้งห้า คือ วิตกกะ วิจาระ ปีติ สุข อุเบกขา (สหคตด้วยองค์ฌานนั้นๆ หรือไม่), ภูมิสามคือกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร, ปริยาปันนทุก (นับเข้าในภพ-ไม่นับเข้า), นิยยานิกทุก (นำออกจากวัฏฏะ-ไม่นำออก), นิ
- หน้า ๒๕๕–๒๕๙ เวทนาติกะ วิปากติกะ อุปาทินนุปาทานิยติกะ สังกิลิฏฐสังกิเลสิกติกะ x เหตุทุก หลังจบชุดกุสลติกะ เนื้อหาย้ายไปใช้ติกะอื่นแทน โดยแต่ละติกะจะจับคู่กับเหตุทุกเพียงทุกเดียวอย่างย่อ (ไม่ขยายครบทุกทุกแบบกุสลติกะ) เริ่มจากเวทนาติกะ (สุข-ทุกข์-ไม่ทุกข์ไม่สุข ที่ประกอบกับเวทนา), วิปากติกะ (ธรรมที่เป็นวิบาก-เป็นเหตุให้เกิดวิบาก-ไม่ใช่ทั้งสอง), อุปาทินนุปาทานิยติกะ (ธรรมที่กรรมยึดครองและเป็นอารมณ์ของอุปาทาน-ไม่ถูกยึดครองแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน-ไม่ถูกยึดครองและไม่เป็นอารมณ์) และสังกิลิฏฐสังกิเลสิกติกะ (ธรรมที่เศร้าหมองและเป็นอารมณ์กิเลส-เป็นเพียงอารมณ์กิเลส-ไม่เกี่ยวข้องเลย) แสดงให้เห
- หน้า ๒๖๐–๒๖๒ วิตักกติกะ ปีติติกะ ทัสสนติกะ อาจยคามิติกะ เสกขติกะ ปริตตติกะ x เหตุทุก เนื้อหาต่อจากวิตักกติกะ (มีทั้งวิตกและวิจาร-มีแต่วิจาร-ไม่มีทั้งสอง) ที่ยกมาจากท้ายหน้าก่อน แล้วไล่ต่อด้วยปีติติกะ (สหรคตด้วยปีติ-สุข-อุเบกขา), ทัสสนติกะ (ธรรมที่ละได้ด้วยการเห็นสัจจะ-ด้วยภาวนา-ไม่ต้องละด้วยทั้งสอง), ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกติกะ (มีเหตุที่ต้องละด้วยการเห็นสัจจะ), อาจยคามิติกะ (นำไปสู่การสั่งสมภพ-นำออก-ไม่ใช่ทั้งสอง), เสกขติกะ (พระเสขะ-อเสขะ-ปุถุชน) และปริตตติกะ (ธรรมชั้นเล็กน้อย) แต่ละติกะจับคู่กับเหตุทุกในรูปแบบย่อเดียวกัน คือระบุจำนวนกรณีที่ยังเกิดขึ้นได้แม้ปฏิเสธทั้งสองคำพร้อมกัน
- หน้า ๒๖๓–๒๖๔ หีนติกะ มิจฉัตตติกะ มัคคารัมมณติกะ อุปปันนติกะ อตีตติกะ อตีตารัมมณติกะ x เหตุทุก ต่อเนื่องจากหีนติกะ (ชั้นเลว-กลาง-ประณีต) ซึ่งจับคู่กับเหตุทุก แล้วไล่ต่อด้วยมิจฉัตตติกะ (แน่นอนฝ่ายผิด-ถูก-ไม่แน่นอน), มัคคารัมมณติกะ (มีมรรคเป็นอารมณ์-มีมรรคเป็นเหตุ-มีมรรคเป็นอธิบดี), อุปปันนติกะ (เกิดขึ้นแล้ว-ยังไม่เกิด-กำลังจะเกิด), อตีตติกะ (อดีต-อนาคต-ปัจจุบัน) และอตีตารัมมณติกะ (มีอารมณ์เป็นอดีต-อนาคต-ปัจจุบัน) ทุกหัวข้อยังคงจับคู่กับเหตุทุกเพียงทุกเดียวแบบย่อ เป็นการไล่ตรวจติกะต่างๆ ในมาติกาให้ครบตามแนวทางที่วางไว้ตั้งแต่ต้น โดยระบุแต่จำนวนปัจจัยรวมท้ายแต่ละย่อหน้า ไม่ขยายความเพิ่มเติม
- หน้า ๒๖๕–๒๖๙ อัชฌัตตติกะ-อัชฌัตตารัมมณติกะ x เหตุทุก; เริ่มสนิทัสสนติกะ x เหตุกลุ่ม เริ่มด้วยอัชฌัตตติกะ (ธรรมภายใน-ภายนอก-ทั้งสอง) และอัชฌัตตารัมมณติกะ (มีอารมณ์เป็นภายใน-ภายนอก-ทั้งสอง) ผนวกกับเหตุทุกแบบย่อเช่นเดิม จากนั้นเปลี่ยนไปใช้ติกะฐานใหม่คือสนิทัสสนติกะ (ธรรมที่เห็นได้และกระทบได้-เห็นไม่ได้แต่กระทบได้-เห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้) ซึ่งจะได้รับการขยายความอย่างละเอียดคล้ายกุสลติกะ โดยเริ่มผนวกกับเหตุทุก, สเหตุกทุก, เหตุสัมปยุตตทุก, เหตุสเหตุกทุก, เหตุเหตุสัมปยุตตทุก และนเหตุสเหตุกทุก แสดงให้เห็นว่าหลังจากไล่ติกะต่างๆ อย่างย่อด้วยเหตุทุกเดียวจนครบ ข้อความกลับมาขยายรายละเอียดเ
- หน้า ๒๗๐–๒๗๒ สนิทัสสนติกะ x สัปปฏิฆ-รูปี-โลกิย-เกนจิวิญเญยยทุก เนื้อหาต่อเนื่องจากสัปปฏิฆทุก (กระทบได้-กระทบไม่ได้) ที่ผนวกกับสนิทัสสนติกะ ให้จบลงในช่วงต้น แล้วไล่ต่อด้วยรูปีทุก (มีรูป-ไม่มีรูป), โลกิยทุก (ทางโลก-เหนือโลก) และเกนจิวิญเญยยทุก (รู้ได้ด้วยอายตนะใดอายตนะหนึ่ง-รู้ไม่ได้ ทั้งสองรูปแบบ) แต่ละคู่ยังคงใช้สูตรเดียวกันคือนำสามฝ่ายของสนิทัสสนติกะมาผนวกปฏิเสธคำในทุกนั้นแล้วนับจำนวนปัจจัย ท้ายหน้า ๒๗๒ เริ่มต้นอาสวทุก (ธรรมที่เป็นอาสวะ-ไม่ใช่อาสวะ) ซึ่งจะขยายความต่อในช่วงถัดไป
- หน้า ๒๗๓–๒๗๕ สนิทัสสนติกะ x อาสว-สาสว-อาสวสัมปยุตตทุก (เนื้อหาขาดกลางประโยคท้ายไฟล์) ช่วงนี้เริ่มด้วยส่วนต่อของอาสวทุกที่ผนวกกับสนิทัสสนติกะจนจบ แล้วไล่ต่อด้วยสาสวทุก (เป็นอารมณ์ของอาสวะ-ไม่ใช่), อาสวสัมปยุตตทุก (ประกอบกับอาสวะ-วิปปยุต) และอาสวสาสวทุก (ตัวมันเองเป็นอาสวะและเป็นอารมณ์ของอาสวะพร้อมกัน) ทุกหัวข้อยังคงใช้รูปแบบเดียวกันคือนำสามฝ่ายของสนิทัสสนติกะผนวกปฏิเสธคำในทุกนั้นแล้วนับจำนวนปัจจัย เริ่มเข้าสู่อาสวอาสวสัมปยุตตทุกในช่วงท้าย แต่เนื้อหาขาดตอนกลางประโยคที่หน้า ๒๗๕ ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของไฟล์นี้พอดี (ยังไม่จบหัวข้อและยังไม่มีโคลฟอนปิดท้าย) จึงต้องถือว่าตัดตอนกลางเนื้อหา
- หน้า ๒๗๖–๒๗๗ ทุกอาสวะ-สาสวะ (ต่อจากตอนก่อนหน้า) และทุกโคจฉกะ ๖ กลุ่ม ช่วงต้นหน้า ๒๗๖ เป็นเนื้อความต่อเนื่องจากก่อนหน้าเล่มนี้ ว่าด้วยธรรมที่ไม่มีอาสวะและปราศจากอาสวะ (นอาสว-นอาสววิปฺปยุตฺต) ที่จัดอยู่ในกลุ่มนิทัสสนัตติกะ (มองเห็นได้-กระทบได้) โดยยังเป็นการไล่สูตรด้วยเหตุปัจจัยล้วนๆ ยังไม่ปรากฏจุดเริ่มหัวข้อใหม่จนถึงกลางหน้า ๒๗๖ เมื่อขึ้นหัวข้อ "ทุกอาสววิปฺปยุตฺตสาสวะ" อย่างชัดเจน จากนั้นในหน้า ๒๗๗ เปลี่ยนเป็นทุกใหม่คือ "ฉโคจฉกทุกะ" ซึ่งรวมกิเลสหกกลุ่ม ได้แก่ สังโยชน์ (เครื่องผูก) คันถะ (เครื่องร้อยรัด) โอฆะ (ห้วงน้ำ) โยคะ (แอก) นิวรณ์ (เครื่องกั้น) และปรามาส (ควา
- หน้า ๒๗๘–๒๘๓ ทุกที่เกี่ยวกับจิต: สารัมมณะ จิต เจตสิก และความสัมพันธ์กับจิตหลายทุก ส่วนนี้ไล่เรียงทุกหลายคู่ภายใต้กรอบนิทัสสนัตติกะเดิม เริ่มจากสารัมมณะ/อนารัมมณะ (มีอารมณ์-ไม่มีอารมณ์) จิต/โนจิต เจตสิก/นเจตสิก (สรุปย่อด้วยคำว่า สงฺขิตฺตํ) แล้วต่อด้วยทุกที่บรรยายความสัมพันธ์ระหว่างธรรมกับจิตในหลายมิติ คือ จิตตสัมปยุตต์ (ประกอบกับจิต) จิตตสังสัฏฐะ (เจือปนกับจิต) จิตตสมุฏฐาน (เกิดจากจิต) จิตตสหภู (เกิดร่วมกับจิต) จิตตานุปริวัตติ (คล้อยตามจิต) รวมถึงทุกผสมที่รวมคุณสมบัติเหล่านี้เข้าด้วยกัน ปิดท้ายด้วยอัชฌัตติกะ/พาหิระ (ภายใน-ภายนอก) เนื้อหาทั้งหมดเป็นการไล่สูตรซ้ำแบบเดียวกันเพียง
- หน้า ๒๘๓–๒๘๙ ทุกอุปาทา อุปาทินนะ กิเลสโคจฉกะ และธรรมที่ละได้ด้วยทัสสนะ/ภาวนา หัวข้อนี้ครอบคลุมทุกอุปาทา/นอุปาทา (ธรรมที่เกิดจากความยึดถือ) อุปาทินนะ/อนุปาทินนะ (ธรรมที่ถูกยึดถือ) อุปาทานโคจฉกะ (กลุ่มอุปาทานสี่) และกิเลสโคจฉกะ (กลุ่มกิเลสสิบ) จากนั้นเข้าสู่คู่สำคัญคือ ทัสสเนนปหาตัพพะ (ธรรมที่ละได้ด้วยการเห็นสัจจะ คือทิฏฐิที่ถูกละในขั้นโสดาบัน) กับภาวนายปหาตัพพะ (ธรรมที่ละได้ด้วยการเจริญภาวนาในมรรคเบื้องสูง) รวมทั้งรูปที่มีเหตุ (เหตุกะ) ของทั้งสอง ปิดท้ายด้วยสวิตักกะ/อวิตักกะ (มีความตรึก-ไม่มี) สวิจาระ/อวิจาระ (มีความตรอง-ไม่มี) และสัปปีติกะ/อัปปีติกะ (มีปีติ-ไม่มี) ทุกคู่
- หน้า ๒๘๙–๒๙๔ ทุกความรู้สึกร่วม ภูมิ และหมวดจบท้ายพระคัมภีร์ทุก-ติกะ ส่วนนี้ไล่ทุกปีติสหคตะ/สุขสหคตะ/อุเปกขาสหคตะ (ประกอบด้วยปีติ สุข หรืออุเบกขา) กามาวจร/รูปาวจร/อรูปาวจร (ภูมิที่ท่องเที่ยวของจิต) ปริยาปันนะ/อปริยาปันนะ (นับเข้าในภพ-พ้นภพ) นิยยานิกะ/อนิยยานิกะ (นำออกจากสังสารวัฏ-ไม่นำออก) นิยตะ/อนิยตะ (แน่นอน-ไม่แน่นอนในผล) สอุตตระ/อนุตตระ (มีธรรมที่ยิ่งกว่า-ไม่มี) และสรณะ/อรณะ (มีกิเลสเป็นข้าศึก-ไม่มี) ปิดท้ายด้วยคำสั่งว่าบทสหชาตวารและสัมปยุตตวารให้ถือตามปฏิจจวารเดิม พร้อมคำแนะนำให้ผู้อ่านคำนวณส่วนอนุโลม-ปัจจนียะที่เหลือเองตามแบบกุสลติกะ จากนั้นปรากฏโคลงปิดบท "
- หน้า ๒๙๔–๒๙๗ กุสลติกะคู่กับเวทนาติกะ: กุศล-อกุศล-อัพยากตะ ผูกกับความรู้สึกสุข ทุกข์ เฉยๆ หมวดใหม่นี้จับคู่ไตรลักษณ์กุศล (กุศล/อกุศล/อัพยากตะ) เข้ากับไตรลักษณ์เวทนา (สุข/ทุกข์/ไม่ทุกข์ไม่สุข) แสดงให้เห็นว่าคุณภาพทางจริยธรรมของจิตกับความรู้สึกที่ประกอบร่วมเป็นตัวแปรคนละมิติที่รวมกันได้ทุกรูปแบบ เช่น ธรรมฝ่ายกุศลที่ประกอบด้วยสุขเวทนาเป็นปัจจัยแก่ธรรมที่ไม่ใช่กุศลและไม่ประกอบด้วยสุขเวทนาโดยเหตุปัจจัย เป็นต้น เนื้อหาไล่ครบทั้งฝ่ายกุศล อกุศล และอัพยากตะ ทีละเวทนา รวมถึงส่วนที่แสดงปัจจัยในทางลบ (นเหตุปัจจัย นอารัมมณปัจจัย) คือธรรมที่ "ไม่ถูก" เหตุหรืออารมณ์เป็นปัจจัยให้เกิด ซึ่งเป็นการไล่ส
- หน้า ๒๙๗–๓๐๓ กุสลติกะคู่กับติกะอื่น: วิบาก อุปาทินนะ สังกิเลส วิตก ปีติ และทัสสนติกะ ส่วนนี้ยังคงใช้กุสลติกะเป็นแกน แต่จับคู่กับติกะอื่นตามลำดับ ได้แก่ วิปากติกะ (เป็นวิบาก/เป็นเหตุแห่งวิบาก/ไม่ใช่ทั้งสอง) อุปาทินนุปาทานิยติกะ (ถูกยึดถือและควรแก่การยึดถือ) สังกิลิฏฐสังกิเลสิกติกะ (เศร้าหมองและเป็นเหตุแห่งความเศร้าหมอง) วิตักกติกะ (มีตรึกมีตรอง) ปีติติกะ (ประกอบด้วยปีติ) และทัสสนติกะ (ละได้ด้วยทัสสนะ/ภาวนา/ไม่ต้องละ) แต่ละคู่ยังคงไล่สูตรผ่านเหตุปัจจัยแบบเดียวกัน แสดงวิธีจำแนกธรรมชิ้นเดียวกันพร้อมกันตามสองมิติที่เป็นอิสระต่อกัน
- หน้า ๓๐๓–๓๐๙ กุสลติกะคู่กับติกะที่เหลือ: เสขะ ปริตตะ หีนะ มิจฉัตตะ มรรค กาล และอารมณ์ หมวดนี้จับคู่กุสลติกะกับติกะจำนวนมากต่อเนื่อง ได้แก่ ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกติกะ อาจยคามิติกะ (นำไปสู่การสั่งสมหรือขจัดกรรม) เสกขติกะ (พระเสขะ/อเสขะ/ปุถุชน) ปริตตติกะ (ขั้นกามาวจร/มหัคคตะ/อัปปมาณะ) ปริตตารัมมณติกะ (มีอารมณ์เล็กน้อย/ใหญ่/หาประมาณมิได้) หีนติกะ (เลว/กลาง/ประณีต) มิจฉัตตติกะ (แน่นอนในทางผิด/ถูก/ไม่แน่นอน) มัคคารัมมณติกะ (มีมรรคเป็นอารมณ์/เหตุ/อธิบดี) อุปปันนติกะและอตีตติกะ (ซึ่งข้อความระบุให้ถือตาม "อนุปปันนะ" และ "อดีต" ตามลำดับ โดยไม่ขยายซ้ำ) อตีตารัมมณติกะ (มีอารมณ์เป็นอดีต/อนาคต/ปั
- หน้า ๓๐๙–๓๑๒ กุสลติกะคู่กับสนิทัสสนัตติกะ และการสลับด้าน: เวทนาติกะนำหน้ากุสลติกะ ช่วงแรกจับคู่กุสลติกะกับสนิทัสสนัตติกะ (มองเห็นได้-กระทบได้) อย่างละเอียดถึง ๑๕ นัย แยกแยะธรรมอัพยากตะที่มองเห็นได้-กระทบได้ อัพยากตะที่มองไม่เห็น-กระทบได้ และกุศล/อกุศล/อัพยากตะที่มองไม่เห็น-กระทบไม่ได้ แสดงว่าคุณสมบัติทางกายภาพนี้ตัดผ่านไตรลักษณ์ทางจริยธรรมได้อย่างอิสระ จากนั้นข้อความสลับลำดับ โดยให้เวทนาติกะเป็นตัวตั้งและกุสลติกะเป็นตัวตาม ขยายความครบ ๒๑ ปัญหา ก่อนปิดท้ายด้วยคำสั่งย่อให้ผู้อ่านคำนวณส่วนที่เหลือ (ทุกขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาผูกกับอัพยากตะ) ด้วยตนเองตามแบบแผนเดียวกัน แทนที่จะขยาย
- หน้า ๓๑๒–๓๑๕ ติกะอื่นสลับนำหน้ากุสลติกะ (วิบาก อุปาทินนะ สังกิเลส วิตก ปีติ) แบบย่อ ส่วนนี้สลับลำดับต่อเนื่องจากก่อนหน้า โดยให้วิปากติกะ อุปาทินนุปาทานิยติกะ สังกิลิฏฐสังกิเลสิกติกะ วิตักกติกะ และปีติติกะ เป็นตัวตั้งนำหน้า แล้วให้กุสลติกะตามหลัง ซึ่งเป็นโครงสร้างเดียวกับก่อนหน้าเพียงสลับตำแหน่ง เนื้อหาเหล่านี้ถูกย่อรวบรัดมากขึ้นเรื่อยๆ โดยข้อความส่วนปีติติกะระบุตรงๆ ว่า "เวทนาตฺติกสทิสํ สงฺขิตฺตํ" คือให้ถือตามแบบหมวดเวทนาติกะที่อธิบายไว้แล้วโดยไม่ขยายซ้ำ สะท้อนว่ายิ่งไล่ลึกเข้าไปในคู่ผสมมากเท่าใด คัมภีร์ยิ่งอาศัยการอ้างอิงลัดแทนการเขียนสูตรเต็มมากขึ้น
- หน้า ๓๑๕–๓๒๐ สนิทัสสนัตติกะนำหน้าคู่กับติกะต่างๆ และจบหมวดติกะ-ติกะทั้งหมด หมวดนี้ให้สนิทัสสนัตติกะ (มองเห็นได้-กระทบได้) เป็นตัวตั้งนำหน้า จับคู่ต่อเนื่องกับกุสลติกะ เวทนาติกะ วิปากติกะ อุปาทินนุปาทานิยติกะ (รวมทั้งกรณีย่อยอนุปาทินนอนุปาทานิยะ) สังกิลิฏฐสังกิเลสิกติกะ วิตักกติกะ และปิดท้ายด้วยอัชฌัตตารัมมณติกะ (รวมพหิทธารัมมณะ) ซึ่งครบวงจรการจับคู่ติกะกับติกะทุกแบบแล้ว ปิดท้ายด้วยโคลง "อนุโลมปัจจนียติกติกปัฏฐานัง นิฏฐิตัง" อันเป็นการจบหมวดใหญ่ "ติกะคู่กับติกะ" ทั้งหมด แล้วเปิดหมวดใหม่ทันทีคือ "อนุโลมปัจจนียทุกทุกปัฏฐานัง" (ทุกะคู่กับทุกะ) ซึ่งเริ่มจับคู่ธรรมที่เป็นเหต
- หน้า ๓๒๐–๓๒๔ เหตุทุกะคู่กับสเหตุกะ อเหตุกะ และทุกพื้นฐานอื่นๆ (สัปปัจจยะ สนิทัสสนะ สัปปฏิฆะ) หมวดใหม่นี้ลดระดับความซับซ้อนลงมาที่คู่ทุกะพื้นฐานล้วนๆ แทนไตรลักษณ์ โดยเริ่มจากเหตุทุกะ (ธรรมที่เป็นเหตุ/ไม่เป็นเหตุ) จับคู่กับสเหตุกทุกะ (มีเหตุประกอบ) อเหตุกทุกะ (ไม่มีเหตุ) เหตุสัมปยุตตทุกะ/เหตุวิปปยุตตทุกะ (ประกอบ/ไม่ประกอบด้วยเหตุ) รวมถึงทุกผสมที่รวมคุณสมบัติเหล่านี้เข้าด้วยกัน (เช่น เป็นเหตุและมีเหตุประกอบพร้อมกัน) จากนั้นต่อด้วยสัปปัจจยทุกะ (มีปัจจัยปรุงแต่ง โดยระบุว่าอสังขตธรรมให้ถือตามแบบ "อัปปัจจยะ" ไม่ขยายซ้ำ) สนิทัสสนทุกะ และสัปปฏิฆทุกะ แสดงการไล่วิเคราะห์แบบเดียวกันแต่ในระดับทุกะที
- หน้า ๓๒๔–๓๒๘ เหตุทุกะคู่กับรูปี โลกิยะ อาสวะ-สาสวะ และเริ่มหมวดโคจฉกะ ส่วนนี้จับคู่เหตุทุกะกับรูปีทุกะ (มีรูป/ไม่มีรูป) โลกิยทุกะ (โลกิยะ/โลกุตตระ) เกนจิวิญเญยยทุกะ (รู้ได้ด้วยวิญญาณบางอย่าง) แล้วเข้าสู่กลุ่มอาสวะอย่างละเอียด คือ อาสวทุกะ (เป็นอาสวะ/ไม่ใช่) สาสวทุกะ (มีอาสวะ/ไม่มี) อาสวสัมปยุตต์/วิปปยุตตทุกะ (ประกอบ/ไม่ประกอบด้วยอาสวะ) และทุกผสมที่รวมคุณสมบัติเหล่านี้ (เช่น เป็นอาสวะและมีอาสวะพร้อมกัน) แสดงการแยกแยะอย่างละเอียดว่า "การเป็นตัวอาสวะเอง" ต่างจาก "การถูกอาสวะครอบงำ" และ "การประกอบด้วยอาสวะ" อย่างไร ช่วงท้ายเริ่มเข้าสู่หมวดโคจฉกะ (กลุ่มกิเลส) คือสังโยช
- หน้า ๓๒๘–๓๓๐ เหตุทุกะคู่กับปรามาสโคจฉกะ สารัมมณะ จิต เจตสิก (เนื้อหาขาดกลางคัน ณ ท้ายช่วง) ต่อจากกลุ่มโคจฉกะก่อนหน้า ส่วนนี้จับคู่เหตุทุกะกับปรามาสโคจฉกะ (ความยึดถือผิด) ให้ครบชุดกิเลสที่จัดเป็นกลุ่ม จากนั้นไล่ต่อด้วยสารัมมณทุกะ/อนารัมมณทุกะ (มีอารมณ์/ไม่มีอารมณ์) จิตตทุกะ/โนจิตตทุกะ เจตสิกทุกะ/อเจตสิกทุกะ จิตตสัมปยุตต์/วิปปยุตตทุกะ และเริ่มต้นจิตตสังสัฏฐทุกะ (เจือปนกับจิต) ทั้งหมดยังคงเป็นการไล่สูตรแบบเดียวกันในระดับทุกะพื้นฐาน เนื้อหาส่วนนี้จบลงกลางหน้า ๓๓๐ พอดีที่ท้ายเนื้อหาจิตตสังสัฏฐทุกะ ซึ่งไฟล์นี้ตัดจบลงตรงนี้ แสดงว่าการไล่คู่ทุกะกับทุกะแบบเดียวกันยังดำเนินต่อไปในส่วนถัดไปของคั
- หน้า ๓๓๑–๓๓๓ เหตุทุกคู่กับกลุ่มจิตตสมุฏฺฐานาทิทุกะ (เนื้อหาต่อเนื่องจากหน้าก่อน) เนื้อหาส่วนนี้ต่อเนื่องมาจากก่อนหน้าหน้า ๓๓๑ ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของหัวข้อใหม่ เป็นการนำเหตุทุกะ (คู่ธรรมที่เป็น/ไม่เป็นเหตุ) มาจับคู่ไล่เรียงกับทุกะกลุ่มที่เกี่ยวกับจิต ได้แก่ จิตตสมุฏฐานทุกะ จิตตสหภูทุกะ จิตตานุปริวัตติทุกะ และทุกะประสมของสิ่งเหล่านี้กับจิตตสังสัฏฐะ โดยใช้สูตรสำเร็จรูปเดียวกันซ้ำคือตรวจว่าธรรมที่เป็น/ไม่เป็นเหตุ เป็น/ไม่เป็นจิตตสมุฏฐานเป็นต้น อาศัยเหตุปัจจัยเกิดร่วมกันได้หรือไม่ พร้อมสรุปจำนวนธรรมที่นับได้ในแต่ละคู่ ท้ายหน้า ๓๓๓ มีคำสั่งย่อ "สงฺขิตฺตํ...นยวเสน วิตฺถาเรตพฺพํ" ให้ผ
- หน้า ๓๓๔–๓๓๘ เหตุทุกคู่กับสรณทุกะและกลุ่มทุกะที่สัมพันธ์กับเหตุ หน้า ๓๓๔ เริ่มเนื้อหาใหม่ (มีเส้นแบ่งคั่น) คือการนำเหตุทุกะไปจับคู่กับสรณทุกะ (ธรรมที่เป็น/ไม่เป็นอารมณ์ของกิเลส) จากนั้นไล่จับคู่กับทุกะที่มีความหมายใกล้เคียงกับเหตุเอง ได้แก่ สเหตุกทุกะ เหตุสัมปยุตตทุกะ เหตุสเหตุกทุกะ และเหตุเหตุสัมปยุตตทุกะ ซึ่งแสดงว่ายิ่งทุกะทั้งสองข้างมีเงื่อนไขจำเพาะมากเท่าไร จำนวนธรรมที่ประกอบกันได้จริงก็ยิ่งลดน้อยลง จากนั้นจับคู่ต่อกับสัปปัจจยทุกะ สนิทัสสนทุกะ สัปปฏิฆทุกะ รูปีทุกะ โลกิยทุกะ และเกนจิวิญเญยยทุกะ ปิดท้ายหน้า ๓๓๘ ด้วยการเริ่มจับคู่กับอาสวทุกะ
- หน้า ๓๓๙–๓๔๒ เหตุทุกคู่กับกลุ่มอาสวะและฉโคจฉกทุกะ เนื้อหาต่อเนื่องการจับคู่เหตุทุกะกับกลุ่มธรรมที่เกี่ยวกับอาสวะ (กิเลสที่หมักดองใจ) อย่างละเอียด ได้แก่ อาสวทุกะ สาสวทุกะ อาสวสัมปยุตตทุกะ อาสวสาสวทุกะ อาสวอาสวสัมปยุตตทุกะ และอาสววิปปยุตตสาสวทุกะ เป็นการตรวจสอบว่าธรรมที่จัดเป็นอาสวะ ประกอบด้วยอาสวะ และมีเหตุ ประกอบกันเกิดขึ้นได้ในลักษณะใดบ้าง โดยนับจำนวนสิ่งที่เป็นไปได้ในแต่ละกรณี จากนั้นเข้าสู่ฉโคจฉกทุกะ คือกลุ่มธรรมประเภทกิเลสหกกลุ่ม (สัญโญชน์ คันถะ โอฆะ โยคะ นิวรณ์ ปรามาส) ที่จับคู่กับเหตุทุกะในลักษณะเดียวกัน และเริ่มสารัมมณทุกะในตอนท้าย
- หน้า ๓๔๓–๓๔๗ เหตุทุกคู่กับกลุ่มจิต เจตสิก และทุกะว่าด้วยความยึดถือ เนื้อหาไล่จับคู่เหตุทุกะกับสารัมมณทุกะ (ต่อจากหน้าก่อน) จิตตทุกะ เจตสิกทุกะ จิตตสัมปยุตตทุกะ และทุกะกลุ่มจิตที่เหลือทั้งหมด (จิตตสังสัฏฐะ จิตตสมุฏฐาน จิตตสหภู จิตตานุปริวัตติ และทุกะประสมของสิ่งเหล่านี้) แสดงว่าธรรมที่เป็นเหตุกับธรรมที่สัมพันธ์กับจิตในแง่มุมต่างๆ เกิดร่วมกันได้ในกรณีใดบ้าง จากนั้นจับคู่กับอัชฌัตติกทุกะ อุปาทาทุกะ อุปาทินนทุกะ และทวิโคจฉกทุกะ (อุปาทานและกิเลส) ปิดท้ายด้วยการเริ่มจับคู่กับทุกะว่าด้วยธรรมที่ละได้ด้วยการเห็น (ทัสสนะ) และด้วยภาวนา ซึ่งเป็นการจำแนกธรรมตามขั้นของการละก
- หน้า ๓๔๘–๓๕๒ สรณทุกะจับคู่กับทุกะต่างๆ อย่างละเอียด ปิดคัมภีร์อนุโลมปัจจนียทุกทุกปัฏฐาน ต่อจากทุกะว่าด้วยการละกิเลส เนื้อหาหันมาให้สรณทุกะเป็นตัวตั้งจับคู่กับทุกะแทบทุกชนิดที่เคยกล่าวมาก่อนหน้านี้ในลักษณะย้อนกลับ ได้แก่ สเหตุกทุกะ เหตุสัมปยุตตทุกะ เหตุสเหตุกทุกะ เหตุเหตุสัมปยุตตทุกะ และคู่ทุกะเล็กๆ อื่นๆ (จูฬันตรทุกะ อาสวทุกะ สาสวทุกะ สารัมมณทุกะ ทัสสเนนปหาตัพพทุกะ สอุตตรทุกะ) ส่วนใหญ่ถูกย่อด้วยคำว่า "เอเตน อุปาเยน สพฺพตฺถ วิตฺถาเรตพฺพํ" (พึงขยายความโดยวิธีนี้ในที่ทั้งปวง) แทนที่จะแจกแจงเต็มรูปแบบ แสดงว่าผู้แต่งคาดหวังให้ผู้ศึกษาประยุกต์สูตรเดิมเอง ท้ายหน้า ๓๕๒ ปิดท้ายด้วยคำว่า "อน
- หน้า ๓๕๓–๓๕๗ เริ่มปัจจนียานุโลมปัฏฐาน: กุสลติกะกับนกุสลติกะ เริ่มต้นหมวดใหญ่ใหม่ของคัมภีร์ปัฏฐานคือปัจจนียานุโลมปัฏฐาน ซึ่งกลับลำดับจากหมวดก่อนหน้า คือนำธรรมฝ่ายปฏิเสธ (นเหตุ นกุสล เป็นต้น) มาเป็นเหตุ แล้วดูว่าเป็นปัจจัยให้ธรรมฝ่ายยืนยัน (กุสล อกุสล อัพยากตะ) เกิดขึ้นได้หรือไม่ เริ่มต้นด้วยติกะ โดยเฉพาะกุสลติกะจับคู่กับนกุสลติกะ ตรวจสอบผ่านปัจจัยหลายชนิด (เหตุ อารมณ์ อธิบดี) และผ่านวาระหลายแบบ (ปฏิจจวาร สหชาตวาร ปัจจยวาร สังสัฏฐวาร ปัญหาวาร) พร้อมสรุปจำนวนคู่ธรรมที่นับได้ในแต่ละวาระ เป็นการแสดงว่าธรรมที่ถูกปฏิเสธในทางหนึ่งยังสามารถเป็นเงื่อนไขให้ธรรมฝ่าย
- หน้า ๓๕๘–๓๖๑ ติกะที่กลับลำดับ: เวทนา วิบาก อุปาทินนุปาทานิยะ สังกิลิฏฐสังกิเลสิกะ วิตักกะ ปีติ เนื้อหาไล่ใช้สูตรปัจจนียานุโลมแบบเดียวกันกับติกะมาตรฐานชุดต่อไปอย่างรวดเร็ว ได้แก่ นเวทนาติกะ นวิปากติกะ นอุปาทินนุปาทานิยติกะ นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกติกะ นวิตักกติกะ นปีติติกะ และเริ่มนทัสสนติกะ (ธรรมที่ละได้ด้วยทัสสนะ-ภาวนา-ไม่ต้องละ) แต่ละคู่ถูกอธิบายด้วยสูตรสั้นๆ ซ้ำรูปแบบเดิม แสดงให้เห็นว่าการปฏิเสธคุณสมบัติหนึ่งของธรรมยังเปิดช่องให้ธรรมที่มีคุณสมบัตินั้นจริงๆ เกิดขึ้นได้โดยอาศัยเหตุปัจจัย
- หน้า ๓๖๒–๓๖๕ ไล่เรียงติกะที่เหลือโดยย่อ (สัมพันธ์กับมรรค อดีต-อนาคต-ปัจจุบัน ภายใน-ภายนอก) เนื้อหาเร่งความเร็วผ่านติกะสั้นๆ ที่เหลือเกือบทั้งหมดของ ๒๒ ติกะมาตรฐาน ได้แก่ นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกติกะ นอาจยคามิติกะ นเสกขติกะ นปริตตติกะ นปริตตารัมมณติกะ นหีนติกะ นมิจฉัตตนิยตติกะ นมัคคารัมมณติกะ นอุปปันนติกะ นอตีตติกะ นอตีตารัมมณติกะ นอัชฌัตตติกะ นอัชฌัตตารัมมณติกะ และนสนิทัสสนติกะ ส่วนใหญ่ถูกย่อจนเหลือเพียงตัวอย่างสั้นๆ กับตัวเลขสรุปจำนวน แสดงว่าเมื่อวางสูตรหลักไว้แล้ว ผู้แต่งคาดหวังให้นำวิธีเดิมไปใช้กับติกะที่เหลือได้เองโดยไม่ต้องแจกแจงซ้ำ
- หน้า ๓๖๖–๓๖๘ ปิดปัจจนียานุโลมติกปัฏฐาน เริ่มปัจจนียานุโลมทุกปัฏฐาน: เหตุทุกะ ตอนต้นหน้า ๓๖๖ เป็นการสรุปปิดท้ายนสนิทัสสนติกะและคำปิดคัมภีร์ "ปจฺจนียานุโลมติกปฏฺฐานํ นิฏฺฐิตํ" ซึ่งจบหมวดติกะของปัจจนียานุโลมปัฏฐานทั้งหมด จากนั้นเริ่มหมวดใหม่ทันทีคือปัจจนียานุโลมทุกปัฏฐาน ซึ่งนำวิธีการเดียวกัน (ปฏิเสธเป็นเหตุ) มาใช้กับทุกะแทน โดยเริ่มจากนเหตุทุกะจับคู่กับเหตุทุกะเอง แล้วต่อด้วยนสเหตุกทุกะ นเหตุสัมปยุตตทุกะ นเหตุสเหตุกทุกะ นเหตุเหตุสัมปยุตตทุกะ และนเหตุนสเหตุกทุกะ แสดงว่าธรรมที่ถูกปฏิเสธคุณสมบัติเป็นเหตุยังคงเป็นเงื่อนไขให้ธรรมฝ่ายตรงข้ามเกิดขึ้นได้ตามสูตรเดิม
- หน้า ๓๖๙–๓๗๓ ทุกะที่ถูกปฏิเสธ: สภาวธรรม (สังขตะ รูป โลกิยะ) และกลุ่มอาสวะ เนื้อหาไล่จับคู่แบบปฏิเสธ (น-) ต่อไปกับสัปปัจจยทุกะ สังขตทุกะ สนิทัสสนทุกะ สัปปฏิฆทุกะ รูปีทุกะ โลกิยทุกะ และเกนจิวิญเญยยทุกะ ก่อนเข้าสู่กลุ่มอาสวะทั้งหมดในรูปปฏิเสธ ได้แก่ นอาสวทุกะ นสาสวทุกะ นอาสวสัมปยุตตทุกะ นอาสวสาสวทุกะ นอาสวอาสวสัมปยุตตทุกะ และอาสววิปปยุตตนสาสวทุกะ ตามด้วยฉโคจฉกทุกะและเริ่มนสารัมมณทุกะซึ่งจบและมีนจิตตทุกะเริ่มขึ้นท้ายช่วง ทั้งหมดเป็นการตรวจสอบซ้ำแบบเดียวกับหมวดก่อนหน้า เพียงแต่สลับให้ธรรมฝ่ายปฏิเสธเป็นตัวตั้งแทน
- หน้า ๓๗๔–๓๗๖ ทุกะที่ถูกปฏิเสธในกลุ่มจิตและเจตสิก เนื้อหาต่อด้วยนจิตตทุกะ (ต่อจากหน้าก่อน) นเจตสิกทุกะ นจิตตสัมปยุตตทุกะ นจิตตสังสัฏฐทุกะ นจิตตสมุฏฐานทุกะ นจิตตสหภูทุกะ นจิตตานุปริวัตติทุกะ และทุกะประสมของจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานที่เหลือทั้งหมด (สหภู อนุปริวัตติ) เป็นการไล่ตรวจธรรมที่ปฏิเสธความสัมพันธ์กับจิตในแง่มุมต่างๆ ว่ายังคงเป็นเงื่อนไขให้ธรรมฝ่ายตรงข้าม (ที่สัมพันธ์กับจิตจริง) เกิดขึ้นได้หรือไม่ ตามสูตรมาตรฐานเดิม โดยส่วนใหญ่นับจำนวนธรรมที่ประกอบกันได้เพียงเก้าในแต่ละคู่
- หน้า ๓๗๗–๓๗๘ ทุกะที่ถูกปฏิเสธ: อัชฌัตติกะ อุปาทา อุปาทินนะ และธรรมที่ละได้ เนื้อหาจับคู่นอัชฌัตติกทุกะ นอุปาทาทุกะ นอุปาทินนทุกะ นอุปาทานโคจฉกทุกะ และนกิเลสโคจฉกทุกะ ซึ่งส่วนใหญ่ถูกย่อด้วยคำว่า "สงฺขิตฺตํ" แสดงว่าเนื้อหาซ้ำรูปแบบเดิมจนไม่จำเป็นต้องแจกแจงเต็ม จากนั้นเข้าสู่นทัสสเนนปหาตัพพทุกะและนภาวนายปหาตัพพทุกะ (ธรรมที่ปฏิเสธการเป็นสิ่งที่ละได้ด้วยทัสสนะ/ภาวนา) และปิดท้ายด้วยนทัสสเนนปหาตัพพเหตุกทุกะ ซึ่งล้วนตรวจสอบว่าธรรมฝ่ายปฏิเสธเหล่านี้ยังเป็นเงื่อนไขให้ธรรมฝ่ายตรงข้ามที่ถูกละได้จริงเกิดขึ้นได้
- หน้า ๓๗๙–๓๘๒ ทุกะที่ถูกปฏิเสธ: องค์ฌาน (วิตก ปีติ สุข อุเบกขา) และภูมิของจิต เนื้อหาต่อด้วยนภาวนายปหาตัพพเหตุกทุกะ แล้วเข้าสู่กลุ่มทุกะที่เกี่ยวกับองค์ฌาน ได้แก่ นสวิตักกทุกะ นสวิจารทุกะ นสัปปีติกทุกะ นปีติสหคตทุกะ นสุขสหคตทุกะ และนอุเปกขาสหคตทุกะ จากนั้นเปลี่ยนไปยังทุกะที่เกี่ยวกับภูมิของจิต ได้แก่ นกามาวจรทุกะ นรูปาวจรทุกะ และนอรูปาวจรทุกะ ปิดท้ายด้วยนปริยาปันนทุกะและเริ่มนนิยยานิกทุกะ เป็นการตรวจสอบธรรมที่ปฏิเสธคุณสมบัติทางสมาธิและภูมิเหล่านี้ว่ายังเป็นเหตุปัจจัยให้ธรรมฝ่ายตรงข้ามเกิดขึ้นได้
- หน้า ๓๘๓–๓๘๕ ปิดปัจจนียานุโลมทุกปัฏฐาน (สอุตตระ-สรณทุกะ) และเริ่มหมวดทุกติกปัฏฐานใหม่ ส่วนแรกจบนนิยตทุกะแล้วเข้าสู่นสอุตตรทุกะและนสรณทุกะ ซึ่งถูกตรวจสอบอย่างละเอียดผ่านหลายวาระ (ปฏิจจวาร สหชาตวาร ปัจจยวาร ปัญหาวาร) รวมถึงปัจจัยหลายชนิด เช่น เหตุ อารมณ์ อุปนิสสัย และปุเรชาตปัจจัย พร้อมสรุปจำนวนธรรมในแต่ละกรณี จากนั้นมีข้อความบอกวิธีศึกษาว่าพึงคำนวณเหมือนกุสลติกะทั้งฝ่ายอนุโลม ปัจจนีย อนุโลมปัจจนีย และปัจจนียานุโลม ซึ่งปิดท้ายปัจจนียานุโลมทุกปัฏฐานทั้งหมวด ตามด้วยการเริ่มหมวดใหม่ทันทีคือปัจจนียานุโลมทุกติกปัฏฐาน (จับคู่ทุกะกับติกะ) เปิดด้วยนเหตุทุกะ-นกุสลติกะจับคู่กับเหตุทุกะ-กุสลต
- หน้า ๓๘๖–๓๘๘ เหตุทุก เหตุสัมปยุตตทุก และทุกผสมเหตุ-สเหตุกะ คู่กับกุสลติกะ หน้าแรกของช่วงนี้เปิดด้วยการนับปัญหาปิดท้ายหัวข้อก่อนหน้า (เหตุยา ตีณิ) ซึ่งเป็นเนื้อหาที่ต่อมาจากก่อนหน้าเล่ม ก่อนขึ้นหัวข้อใหม่คือการจับคู่สเหตุกทุก (มีเหตุ/ไม่มีเหตุ) เหตุสัมปยุตตทุก และทุกผสมสองชั้น (เหตุ-สเหตุกะ, เหตุ-เหตุสัมปยุตต) เข้ากับกุสลติกะ (กุศล-อกุศล-อัพยากตะ) โดยไล่แจกแจงผ่านเหตุปัจจัยตามสูตรมาตรฐาน เนื้อหาเป็นการนับจำนวนปัญหา (เอกํ/เทฺว/ตีณิ) ซ้ำตามโครงสร้างเดิมของปัฏฐาน ไม่มีคำอธิบายความหมายใหม่นอกเหนือจากรูปแบบคณิตศาสตร์
- หน้า ๓๘๘–๓๘๙ ทุกผสมนเหตุ-นสเหตุกะ สัปปัจจยทุก และสนิทัสสนทุก คู่กับกุสลติกะ จับคู่ทุกผสม 'นเหตุ-นสเหตุกะ' (ไม่ใช่ทั้งเหตุและไม่มีเหตุ) เข้ากับกุสลติกะ จากนั้นขึ้นสัปปัจจยทุก (มีปัจจัยปรุงแต่ง/ไม่มี) ซึ่งถูกย่อไว้มากด้วยคำว่า 'ฯเปฯ' เพราะรูปแบบซ้ำกับที่แจกแจงไว้ก่อนหน้า และสังขตทุกก็ย่อไว้เช่นกัน ต่อด้วยสนิทัสสนทุก (เห็นได้ด้วยตา/เห็นไม่ได้) จับคู่กับกุสลติกะอย่างครบถ้วน ยืนยันว่าไม่ว่าจะเปลี่ยนคู่ธรรมใด เหตุปัจจัยก็ยังเป็นความสัมพันธ์พื้นฐานที่ใช้ตรวจสอบ
- หน้า ๓๘๙–๓๙๑ สัปปฏิฆทุก รูปีทุก โลกิยทุก และเริ่มเกนจิวิญไญยทุก คู่กับกุสลติกะ ไล่จับคู่สัปปฏิฆทุก (กระทบได้/กระทบไม่ได้ ย่อด้วย ฯเปฯ) รูปีทุก (มีรูป/ไม่มีรูป) และโลกิยทุก (โลกิยะ/โลกุตตระ) เข้ากับกุสลติกะตามลำดับ แต่ละคู่ให้ผลเป็นจำนวนปัญหาตามเหตุปัจจัยโดยไม่มีตัวอย่างอธิบายเพิ่มเติม ท้ายช่วงเริ่มขึ้นหัวข้อ 'เกนจิวิญไญยทุก' (รู้ได้ด้วยอายตนะหนึ่ง/รู้ไม่ได้ด้วยอายตนะหนึ่ง) ซึ่งจะแจกแจงต่อในหน้าถัดไป
- หน้า ๓๙๑–๓๙๒ เกนจิวิญไญยทุก (จบ) และเริ่มอาสวทุก คู่กับกุสลติกะ ปิดท้ายเกนจิวิญไญยทุก (รู้ได้ด้วยอายตนะหนึ่ง/รู้ไม่ได้) ที่จับคู่กับกุสลติกะ ให้ผลรวมเก้าปัญหาตามสูตรมาตรฐานเมื่อรวมทั้งสามฝ่าย (กุศล-อกุศล-อัพยากตะ) จากนั้นขึ้นหัวข้อใหม่คืออาสวทุก (เป็นอาสวะ/ไม่เป็นอาสวะ) จับคู่กับกุสลติกะ แสดงความสัมพันธ์แบบเดียวกันโดยเริ่มไล่แจกแจงกิเลสวัฏฏ์ต่อจากหมวดก่อนหน้า
- หน้า ๓๙๒–๓๙๔ สาสวทุก อาสวสัมปยุตตทุก และทุกผสมอาสวะซ้อนกัน คู่กับกุสลติกะ จับคู่สาสวทุก (มีอาสวะ/ปราศจากอาสวะ) และอาสวสัมปยุตตทุก (ประกอบ/พรากจากอาสวะ) เข้ากับกุสลติกะ ตามด้วยทุกผสมสองชั้นคือ 'อาสวะและสาสวะ' และ 'อาสววิปปยุตตะและสาสวะ' ซึ่งเป็นการซ้อนเงื่อนไขสองทุกเข้าด้วยกันก่อนนำไปจับคู่กับกุสลติกะอีกชั้นหนึ่ง แสดงให้เห็นความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นของปัฏฐานเมื่อไล่ผสมทุกซ้อนทุก แต่ยังยืนยันว่าเหตุปัจจัยใช้ได้เหมือนเดิม มีเชิงอรรถกำกับความต่างของฉบับ ม. ในบางจุด
- หน้า ๓๙๔–๓๙๖ หมวดโคจฉกะ (สัญโญชน์ คันถะ โอฆะ โยคะ นิวรณ์ ปรามาส) และสารัมมณทุก คู่กับกุสลติกะ ไล่จับคู่ทุกในหมวด 'โคจฉกะ' (กลุ่มกิเลสที่ผูกเป็นชุด) ทั้งหกคู่ ได้แก่ สัญโญชน์ (เครื่องผูกมัด) คันถะ (เครื่องร้อยรัด) โอฆะ (กระแสที่พัดพา) โยคะ (แอกที่ประกอบสัตว์ไว้) นิวรณ์ (เครื่องกั้นจิต) และปรามาส (ความยึดถือผิด) เข้ากับกุสลติกะทีละคู่ด้วยสูตรเดียวกันทุกครั้ง ก่อนขึ้นสารัมมณทุก (มีอารมณ์/ไม่มีอารมณ์) ปิดท้ายหน้า เนื้อหาเป็นการนับจำนวนปัญหาซ้ำโดยไม่มีคำอธิบายเพิ่มนอกจากสูตร
- หน้า ๓๙๖–๓๙๘ หมวดจิต (จิตทุก เจตสิกทุก จิตตสัมปยุตต จิตตสมุฏฐาน ฯลฯ) คู่กับกุสลติกะ เริ่มไล่ทุกในหมวด 'จิต' ได้แก่ จิตตทุก เจตสิกทุก จิตตสัมปยุตตทุก (ประกอบกับจิต) จิตตสังสัฏฐทุก (เจือปนกับจิต) จิตตสมุฏฐานทุก (มีจิตเป็นสมุฏฐาน) จิตตสหภูทุก (เกิดร่วมกับจิต) จิตตานุปริวัตติทุก (เป็นไปตามจิต) และจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานทุก แต่ละคู่จับกับกุสลติกะตามสูตรเดิม แสดงให้เห็นว่าปัฏฐานไล่แจกแจงความสัมพันธ์ระหว่างธรรมกับจิตในหลายมิติ ทั้งประกอบ เจือปน เกิดร่วม และเป็นไปตาม แต่ยังคงเป็นโครงสร้างคำถามแบบเดียวกันซ้ำ
- หน้า ๓๙๘–๔๐๐ หมวดจิต (จบ) อัชฌัตติกทุก อุปาทานโคจฉกะ กิเลสโคจฉกะ และทุกที่ละด้วยทัสสนะ/ภาวนา คู่กับกุสลติกะ ปิดท้ายหมวดจิตด้วยจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานสหภูทุกและจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานานุปริวัตติทุก จากนั้นขึ้นอัชฌัตติกทุก (ภายในตน/ภายนอก) อุปาทาทุก อุปาทินนทุก (ถูกยึดถือ/ไม่ถูกยึดถือ) อุปาทานโคจฉกทุก กิเลสโคจฉกทุก และทุกที่ว่าด้วยธรรมที่ละได้ด้วยการเห็น (ทัสสนะ) หรือด้วยภาวนา จับคู่กับกุสลติกะทั้งหมดด้วยสูตรเดียวกัน ยืนยันว่าไม่ว่าจะพิจารณาธรรมในแง่มุมใด เหตุปัจจัยก็ยังทำหน้าที่เป็นความสัมพันธ์พื้นฐานเสมอ
- หน้า ๔๐๐–๔๐๓ ทุกที่เหลือ (วิตักกะ ปีติ อวจร ปริยาปันนะ สรณะ ฯลฯ) คู่กับกุสลติกะ จบการไล่คู่ทุกทั้งหมด ไล่จับคู่ทุกที่เหลืออีกจำนวนมากกับกุสลติกะ ได้แก่ ทุกที่มีเหตุเป็นเครื่องละด้วยทัสสนะ/ภาวนา สวิตักกทุก สวิจารทุก สัปปีติกทุก ปีติสหคตทุก สุขสหคตทุก อุเปกขาสหคตทุก กามาวจรทุก รูปาวจรทุก อรูปาวจรทุก (ระดับภูมิจิต) ปริยาปันนทุก (นับเข้าในวัฏฏะ) นิยยานิกทุก (นำออกจากวัฏฏะ) นิยตทุก สอุตตรทุก และสรณทุก (มีความเร่าร้อน) จนครบทุกคู่ที่ตั้งไว้ นี่คือการปิดท้ายชุดใหญ่ที่ไล่จับคู่ 'ทุกจำนวนมาก' เข้ากับ 'กุสลติกะตัวเดียว' ก่อนจะเปลี่ยนรูปแบบในหัวข้อถัดไป
- หน้า ๔๐๓–๔๐๖ เริ่มหมวดใหม่: เหตุทุก คู่กับเวทนาติกะ วิปากติกะ อุปาทินนุปาทานิยติกะ และสังกิลิฏฐสังกิเลสิกติกะ ขึ้นหัวข้อใหญ่ใหม่โดยสลับทิศทางการจับคู่ คราวนี้ตรึง 'เหตุทุก' ไว้คงที่แล้วนำไปจับคู่กับติกะต่างๆ ทีละติกะแทน เริ่มจากเวทนาติกะ (สัมปยุตต์ด้วยสุขเวทนา/ทุกขเวทนา/อทุกขมสุขเวทนา) แสดงตัวอย่างว่าธรรมที่ไม่ใช่เหตุและไม่สัมปยุตต์ด้วยสุขเวทนาเป็นปัจจัยแก่ธรรมที่เป็นเหตุและสัมปยุตต์ด้วยสุขเวทนาได้ จากนั้นข้ามไปวิปากติกะ (เป็นวิบาก/เป็นเหตุให้เกิดวิบาก/ไม่ใช่ทั้งสอง) อุปาทินนุปาทานิยติกะ และเริ่มสังกิลิฏฐสังกิเลสิกติกะตามลำดับ
- หน้า ๔๐๖–๔๐๙ เหตุทุก คู่กับวิตักกติกะ ปีติติกะ ทัสสนติกะ อาจยคามิติกะ และเริ่มเสกขติกะ/ปริตตติกะ ต่อเนื่องจับคู่เหตุทุกกับสังกิลิฏฐสังกิเลสิกติกะ (จบ) วิตักกติกะ (มีทั้งวิตกวิจาร/มีแต่วิจาร/ไม่มีทั้งสอง) ปีติติกะ (สหรคตด้วยปีติ สุข หรืออุเบกขา) และทัสสนติกะ (ธรรมที่ละได้ด้วยทัสสนะ ภาวนา หรือไม่ต้องละ) จากนั้นขึ้นอาจยคามิติกะ (นำไปสู่การสั่งสมภพ/คลายภพ/ไม่ใช่ทั้งสอง) และเริ่มเสกขติกะ (พระเสขะ/อเสขะ/ไม่ใช่ทั้งสอง) ก่อนขึ้นปริตตติกะปิดท้ายหน้า 409 เนื้อหายังเป็นการไล่สูตรเดียวกันซ้ำกับแต่ละติกะที่เปลี่ยนไป
- หน้า ๔๐๙–๔๑๒ เหตุทุก คู่กับปริตตติกะ ปริตตารัมมณติกะ หีนติกะ และเริ่มมิจฉัตตติกะ จับคู่เหตุทุกกับปริตตติกะ (เป็นปริตตะ/มหัคคตะ/อัปปมาณะ ตามระดับภูมิจิต) ปริตตารัมมณติกะ (มีปริตตะ มหัคคตะ หรืออัปปมาณะเป็นอารมณ์) และหีนติกะ (เลว/ปานกลาง/ประณีต) ตามลำดับ ก่อนเริ่มมิจฉัตตติกะ (ธรรมที่แน่นอนโดยความผิด/ความถูก/ไม่แน่นอน) ปิดท้ายหน้า 412 เนื้อหายังคงเป็นการไล่สูตรคณิตศาสตร์เดียวกันซ้ำกับแต่ละติกะที่เปลี่ยนไป ไม่มีตัวอย่างอธิบายเพิ่มเติม
- หน้า ๔๑๒–๔๑๓ เหตุทุก คู่กับมิจฉัตตติกะ มัคคารัมมณติกะ อุปปันนติกะ และอตีตารัมมณติกะ (จบหมวดเหตุทุกคู่กับติกะต่างๆ) ปิดท้ายการจับคู่เหตุทุกกับติกะที่เหลือ ได้แก่ มิจฉัตตติกะ (จบ) มัคคารัมมณติกะ (มีมรรคเป็นอารมณ์/เป็นเหตุ/เป็นอธิบดี) อุปปันนติกะ (เกิดขึ้นแล้ว) และอตีตารัมมณติกะ (มีอดีต อนาคต หรือปัจจุบันเป็นอารมณ์) ปิดท้ายด้วยอัชฌัตตารัมมณติกะ พร้อมข้อสังเกตว่ากรณี 'อัชฌัตติกะล้วน' และ 'อัชฌัตตพหิทธารัมมณะ' หาไม่ได้ (นตฺถิ/นลพฺภติ) เป็นการปิดหมวดใหญ่ที่ตรึงเหตุทุกไว้คงที่แล้วไล่จับคู่กับติกะทีละตัว
- หน้า ๔๑๔–๔๑๗ เริ่มหมวดใหม่: สนิทัสสนติกะ คู่กับสเหตุกทุก สัปปัจจยทุก สนิทัสสนทุก สัปปฏิฆทุก และรูปีทุก สลับทิศทางอีกครั้ง คราวนี้ตรึงสนิทัสสนติกะ (เห็นได้และกระทบได้ / เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ / เห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้) ไว้คงที่ แล้วไล่จับคู่กับทุกต่างๆ ทีละคู่ เริ่มจากสเหตุกทุก เหตุสัมปยุตต/เหตุวิปปยุตตทุก ทุกผสมเหตุ-สเหตุกะ สัปปัจจยทุก สนิทัสสนทุก สัปปฏิฆทุก และรูปีทุก มีเชิงอรรถระบุความแตกต่างของจำนวนปัญหาในบางฉบับ (ม.) เนื้อหายังเป็นการไล่สูตรคำนวณซ้ำในทิศทางกลับจากหมวดก่อนหน้า
- หน้า ๔๑๗–๔๒๑ สนิทัสสนติกะ คู่กับโลกิยทุก เกนจิวิญไญยทุก อาสวทุก สาสวทุก และทุกผสมอาสวะ ไล่จับคู่สนิทัสสนติกะกับโลกิยทุก เกนจิวิญไญยทุก อาสวทุก สาสวทุก อาสวสัมปยุตตทุก และทุกผสมสองชั้น (อาสวะ-สาสวะ, อาสววิปปยุตต-สาสวะ) ตามลำดับ มีเชิงอรรถแก้คำผิดพลาดในฉบับพิมพ์บางจุด เนื้อหายังคงเป็นการนับจำนวนปัญหาตามสูตรเดิมโดยเปลี่ยนตัวแปรทุกไปเรื่อยๆ
- หน้า ๔๒๑–๔๒๓ สนิทัสสนติกะ คู่กับหมวดโคจฉกะทั้งหกและสารัมมณทุก ไล่จับคู่สนิทัสสนติกะกับหมวดโคจฉกะทั้งหก (สัญโญชน์ คันถะ โอฆะ โยคะ นิวรณ์ ปรามาส) แล้วปิดท้ายด้วยสารัมมณทุก แต่ละคู่ใช้สูตรเดียวกันซ้ำ เป็นการทำซ้ำโครงสร้างเดิมที่เคยทำกับกุสลติกะมาก่อน แต่คราวนี้ทำกับสนิทัสสนติกะแทน
- หน้า ๔๒๓–๔๒๖ สนิทัสสนติกะ คู่กับหมวดจิตทั้งชุด ไล่จับคู่สนิทัสสนติกะกับทุกในหมวดจิตทั้งชุด ได้แก่ จิตตทุก เจตสิกทุก จิตตสัมปยุตตทุก จิตตสังสัฏฐทุก จิตตสมุฏฐานทุก จิตตสหภูทุก จิตตานุปริวัตติทุก จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานทุก จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานสหภูทุก และจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานานุปริวัตติทุก ตามลำดับเดียวกับที่เคยทำกับกุสลติกะ เป็นการยืนยันรูปแบบความสัมพันธ์ซ้ำในบริบทของติกะใหม่
- หน้า ๔๒๖–๔๓๐ สนิทัสสนติกะ คู่กับอัชฌัตติกทุก อุปาทานโคจฉกะ กิเลสโคจฉกะ ทุกที่ละด้วยทัสสนะ/ภาวนา และหมวดปีติสุข ไล่จับคู่สนิทัสสนติกะกับอัชฌัตติกทุก อุปาทาทุก อุปาทินนทุก อุปาทานโคจฉกทุก กิเลสโคจฉกทุก ทุกที่ละได้ด้วยการเห็นหรือภาวนา (ทั้งแบบธรรมดาและแบบมีเหตุ) สวิตักกทุก สวิจารทุก สัปปีติกทุก ปีติสหคตทุก สุขสหคตทุก อุเปกขาสหคตทุก และเริ่มกามาวจรทุก เนื้อหายังคงเป็นการไล่สูตรเดียวกันซ้ำกับแต่ละทุก โดยผูกกับสนิทัสสนติกะเป็นหลัก
- หน้า ๔๓๐–๔๓๒ สนิทัสสนติกะ คู่กับทุกที่เหลือ จบหมวดทุก-ติกะ พร้อมสาธิตฝ่ายปัจจนียะ และปิดคัมภีร์ 'ปัจจนียานุโลมทุกติกปัฏฐาน' ไล่จับคู่สนิทัสสนติกะกับทุกที่เหลือจนครบ ได้แก่ รูปาวจรทุก อรูปาวจรทุก ปริยาปันนทุก นิยยานิกทุก นิยตทุก สอุตตรทุก และสรณทุก ปิดท้ายการไล่จับคู่ 'ติกะตัวเดียวคงที่กับทุกจำนวนมาก' ทั้งสองรอบ (กุสลติกะและสนิทัสสนติกะ) จากนั้นในกรณีสรณทุก-สนิทัสสนติกะ ข้อความสาธิตตัวอย่างการพิจารณาแบบ 'ปัจจนียะ' (ปฏิเสธ) เป็นครั้งแรกในช่วงนี้ คือถามว่าธรรมหนึ่งเป็นปัจจัยแก่อีกธรรมหนึ่งได้ 'โดยไม่ใช่เหตุปัจจัย' และ 'โดยไม่ใช่อารัมมณปัจจัย' แทนที่จะถามแบบยืนยัน (อนุโลม) อย่างเดียวเหมือนที่ผ่านมา จากนั้นข้อความสรุปให้น
- หน้า ๔๓๓–๔๓๖ เปิดหมวดใหม่ 'ปัจจนียานุโลมติกทุกปัฏฐาน': กุสลติกะ คู่กับเหตุทุก สเหตุกทุก และทุกผสมเหตุ เปิดหมวดใหญ่ใหม่ชื่อ 'ปจฺจนียานุโลมติกทุกปฏฺฐาน' ซึ่งสลับลำดับจากหมวดก่อนหน้าอีกครั้ง คือคราวนี้ตรึงติกะ (เริ่มจากกุสลติกะ) ไว้เป็นตัวตั้งแล้วไล่จับคู่กับทุกทีละคู่ (ตรงข้ามกับหมวดก่อนที่ตรึงทุกไว้แล้วไล่ติกะ) เริ่มจากเหตุทุก แสดงตัวอย่างว่าธรรมที่ไม่ใช่กุศลและไม่ใช่เหตุเป็นปัจจัยแก่ธรรมที่เป็นอกุศลและเป็นเหตุได้ และแก่อัพยากตะที่เป็นเหตุได้เช่นกัน จากนั้นไล่ต่อด้วยสเหตุกทุก อเหตุกทุก เหตุสัมปยุตต/เหตุวิปปยุตตทุก ทุกผสมเหตุ-สเหตุกะ และทุกผสมเหตุ-เหตุสัมปยุตตตามลำดับ
- หน้า ๔๓๖–๔๔๐ กุสลติกะ คู่กับทุกผสมนเหตุ-นสเหตุกะ สัปปัจจยทุก สนิทัสสนทุก โลกิยทุก และหมวดอาสวะ (ยังไม่จบ) ไล่จับคู่กุสลติกะกับทุกผสมนเหตุ-นสเหตุกะ สัปปัจจยทุก (เทียบเท่าสังขตทุก) สนิทัสสนทุก สัปปฏิฆทุก รูปีทุก โลกิยทุก เกนจิวิญไญยทุก อาสวทุก สาสวทุก อาสวสัมปยุตตทุก และทุกผสมอาสวะ-สาสวะ ตามลำดับ ต่อเนื่องด้วยรูปแบบเดิมคือแจกแจงกุศล-อกุศล-อัพยากตะเทียบกับแต่ละทุกผ่านเหตุปัจจัย เนื้อหาในหน้าสุดท้าย (440) ถูกตัดขาดกลางหัวข้อทุกผสม 'อาสวะ-อาสวสัมปยุตต' (นกุสลตฺติกนอาสวอาสวสมฺปยุตฺตทุเก) ยังไม่จบสมบูรณ์ในไฟล์นี้ เนื้อหาต่อในส่วนถัดไป
- หน้า ๔๔๑–๔๔๔ กุสลติกะ x หมวดธรรมคู่ (อาสวะ, สังโยชนาทิ ๗, ภูมิ, ปริยาปันนะ) ต่อจากตอนก่อนหน้า เนื้อหาส่วนนี้เป็นความต่อเนื่องจากหน้าก่อนหน้าที่ไม่ได้อยู่ในไฟล์นี้ ไม่ใช่จุดเริ่มต้นหัวข้อใหม่ พระอภิธรรมยังคงไล่แจกแจงความสัมพันธ์แบบเหตุปัจจัยระหว่างกุสลติกะ (กุศล-อกุศล-อัพยากตะ) กับธรรมคู่ (ทุกะ) ต่างๆ ที่เหลืออยู่ เริ่มจากอาสวสัมปยุตต/วิปปยุตตทุกะ ต่อด้วยสัตตโคจฉกทุกะ (หมวดกิเลส ๗ กลุ่ม คือ สังโยชน์ คันถะ โอฆะ โยคะ นิวรณ์ ปรามาส) แล้วไล่ผ่านภูมิ (กามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร) ปริยาปันนะ นิยยานิกะ นิยตะ สอุตตระ และสรณะ แต่ละคู่เพียงระบุจำนวนคำตอบที่เป็นไปได้ (เช่น "เหตุยา ปญฺจ" = อาศัยเหตุปัจจ
- หน้า ๔๔๕–๔๕๑ หมวดธรรม (ติกะ) ต่างๆ x เหตุทุกะ (ธรรมมีเหตุ/ไม่มีเหตุ) หลังปิดชุดกุสลติกะด้วยอรณทุกะ (มีเส้นแบ่งคั่น) เนื้อหาเปลี่ยนไปนำติกะ (หมวดธรรม ๓) อื่นมาจับคู่กับ "เหตุทุกะ" (คู่ธรรมที่เป็นเหตุ/ไม่ใช่เหตุ) ทีละหมวดแทน โดยไล่ผ่านเวทนาติกะ (สุข/ทุกข์/ไม่สุขไม่ทุกข์) วิปากติกะ (ผลของกรรม) อุปาทินนุปาทานิยติกะ สังกิลิฏฐสังกิเลสิกติกะ วิตักกติกะ ปีติติกะ ทัสสนติกะ (ธรรมที่ละได้ด้วยการเห็นสัจธรรม/ด้วยการเจริญมรรค) อาจยคามีติกะ เสกขติกะ ปริตตติกะ ปริตตารัมมณติกะ หีนติกะ มิจฉัตตติกะ มัคคารัมมณติกะ อุปปันนติกะ อตีตติกะ อตีตารัมมณติกะ อัชฌัตตติกะ อัชฌัตตารัมมณติกะ จนถ
- หน้า ๔๕๒–๔๕๙ สนิทัสสนติกะ x ทุกะกลุ่มเหตุ รูป อาสวะ และโคจฉกะ (กิเลส ๗ หมวด) เริ่มวงรอบใหม่โดยนำสนิทัสสนติกะ (เห็นได้กระทบได้ / เห็นไม่ได้กระทบได้ / เห็นไม่ได้กระทบไม่ได้) ไปจับคู่กับทุกะแทบทุกคู่ที่เหลือในคัมภีร์ตามลำดับ เริ่มจากสเหตุกะ/อเหตุกะทุกะ เหตุสัมปยุตต/วิปปยุตตทุกะ และทุกะผสมของเหตุ จากนั้นไล่ผ่านสนิทัสสนทุกะ สัปปฏิฆทุกะ รูปีทุกะ อรูปีทุกะ โลกิยทุกะ เกนจิวิญเญยยทุกะ ต่อด้วยกลุ่มอาสวะ ๙ ทุกะ (อาสวะ/ไม่ใช่อาสวะ สาสวะ อาสวสัมปยุตต/วิปปยุตต ฯลฯ) และปิดท้ายด้วยโคจฉกะทุกะ ๗ หมวด (สังโยชน์ คันถะ โอฆะ โยคะ นิวรณ์ ปรามาส) เนื้อหาเป็นการไล่สูตรซ้ำรูปแบบเดิม นับจำนวนคำตอบ
- หน้า ๔๖๐–๔๖๖ สนิทัสสนติกะ x ทุกะกลุ่มจิต-เจตสิก อุปาทาน และกิเลส ต่อเนื่องจากช่วงก่อน สนิทัสสนติกะยังถูกจับคู่กับทุกะอีกชุดใหญ่ที่เกี่ยวกับจิตและสิ่งที่ประกอบร่วมกับจิต ได้แก่ สารัมมณทุกะ จิตตทุกะ เจตสิกทุกะ จิตตสัมปยุตต/วิปปยุตตทุกะ จิตตสังสัฏฐ/วิสังสัฏฐทุกะ จิตตสมุฏฐานทุกะ จิตตสหภูทุกะ จิตตานุปริวัตติทุกะ และทุกะผสมของจิตตสังสัฏฐสมุฏฐาน (รวมทั้งที่เป็นสหภูและอนุปริวัตติ) จากนั้นเปลี่ยนไปที่อัชฌัตติกทุกะ (ภายใน/ภายนอก) อุปาทาทุกะ อุปาทินนทุกะ อุปาทานโคจฉกะ และกิเลสโคจฉกะ ก่อนเริ่มเข้าสู่ทัสสเนนปหาตัพพทุกะและภาวนายปหาตัพพทุกะ (ธรรมที่ละได้ด้วยการเห็นสัจธรรมคร
- หน้า ๔๖๗–๔๗๓ สนิทัสสนติกะ x ทุกะที่เหลือ (วิตักกะ ปีติ ภูมิ ปริยาปันนะ) ปิดท้ายด้วยโคโลฟอนใหญ่ ส่วนนี้จบการไล่สนิทัสสนติกะผ่านทุกะที่เหลือทั้งหมด ได้แก่ ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกะ/ภาวนายปหาตัพพเหตุกะทุกะ สวิตักกะ/สวิจารทุกะ สัปปีติกะ/ปีติสหคตะ/สุขสหคตะ/อุเบกขาสหคตะทุกะ (หมวดความรู้สึกที่ประกอบร่วม) ภูมิ (กามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร) ปริยาปันนะ นิยยานิกะ นิยตะ สอุตตระ สรณะ และอรณะทุกะ ท้ายช่วงมีข้อสังเกตสั้นๆ ว่า "สหชาตวารก็พึงขยายความเหมือนปฏิจจวาร" คือให้ใช้วิธีนับแบบเดียวกันไปกับวาระอื่นโดยไม่แสดงรายละเอียดจริง แล้วปิดท้ายด้วยโคโลฟอนใหญ่ที่อ้างว่าการนับปัญหาวาระทั้งอนุโลม ปัจจนียะ อนุโลมปัจจนียะ
- หน้า ๔๗๔–๔๘๐ เริ่มปัจจนียานุโลมติกติกปัฏฐาน - กุสลติกะ x เวทนาติกะ วิปากติกะ ทัสสนติกะ ต้นหน้านี้ยังมีสองบรรทัดปิดท้ายเรื่องอรณทุกะจากหัวข้อก่อน จากนั้นเปิดหัวข้อใหญ่ใหม่ทั้งหมดคือ "ปัจจนียานุโลมติกติกปัฏฐาน" ซึ่งเปลี่ยนจากการจับคู่ติกะกับทุกะ มาเป็นการจับคู่ติกะกับติกะด้วยกันเอง (หมวดธรรม ๓ กับหมวดธรรม ๓) เริ่มจากกุสลติกะจับคู่กับเวทนาติกะ ซึ่งขยายรายละเอียดมากกว่าเดิมเล็กน้อยเพราะแต่ละธรรมบทมีสถานะได้จากทั้งสองติกะพร้อมกัน (เช่น กุศล-อกุศล-อัพยากตะ คูณกับสุข-ทุกข์-ไม่สุขไม่ทุกข์) จึงมีคำตอบละเอียดกว่า จากนั้นไล่ผ่านกุสลติกะ x วิปากติกะ อุปาทินนุปาทานิยติกะ สังกิลิฏฐสังกิเลสิกติก
- หน้า ๔๘๑–๔๘๖ กุสลติกะ x ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกติกะ ถึง อัชฌัตตารัมมณติกะ ต่อเนื่องจากช่วงก่อน กุสลติกะยังคงถูกจับคู่กับติกะที่เหลืออีกราวสิบหมวด ได้แก่ ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกติกะ อาจยคามีติกะ เสกขติกะ ปริตตติกะ ปริตตารัมมณติกะ หีนติกะ มิจฉัตตติกะ มัคคารัมมณติกะ อุปปันนติกะ อตีตารัมมณติกะ และอัชฌัตตารัมมณติกะ แต่ละคู่สั้นมาก มักมีเพียงหนึ่งถึงสองตัวอย่างพร้อมจำนวนคำตอบ เนื้อหายังเป็นรูปแบบเดิมคือระบุจำนวนความเป็นไปได้ของเหตุปัจจัยโดยไม่ขยายคำอธิบาย เป็นการไล่ให้ครบทุกติกะที่ยังไม่ได้จับคู่กับกุสลติกะ
- หน้า ๔๘๗–๔๙๑ ปิดคู่กุสลติกะ x สนิทัสสนติกะ แล้วสลับเป็นติกะอื่นจับคู่กับกุสลติกะ ต้นหน้า ๔๘๗ ปิดท้ายคู่สุดท้ายของชุดก่อน (กุสลติกะ x สนิทัสสนติกะ) ด้วยสูตรสั้นๆ แล้วสลับทิศทางการจับคู่ทั้งหมด จากเดิมที่ให้กุสลติกะเป็นตัวตั้งจับกับติกะอื่น ตอนนี้เปลี่ยนให้ติกะอื่นเป็นตัวตั้งจับกับกุสลติกะแทน ได้แก่ เวทนาติกะ x กุสลติกะ วิปากติกะ x กุสลติกะ อุปาทินนุปาทานิยติกะ x กุสลติกะ สังกิลิฏฐสังกิเลสิกติกะ x กุสลติกะ วิตักกติกะ x กุสลติกะ ปีติติกะ x กุสลติกะ และเริ่มทัสสนติกะ x กุสลติกะ ในทางเนื้อหานี่คือการไล่ตารางความสัมพันธ์แบบสมมาตรให้ครบทุกคู่ทั้งสองทิศทาง ไม่มีเนื้อหาธรรมะใหม่ มีเพ
- หน้า ๔๙๒–๔๙๕ ติกะต่างๆ x กุสลติกะ (ต่อ) - ตัดจบไม่สมบูรณ์กลางหัวข้ออุปปันนติกะ ส่วนนี้ไล่ต่อการจับคู่ติกะอื่นกับกุสลติกะจนถึงหน้าสุดท้ายของไฟล์ ได้แก่ ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกติกะ อาจยคามีติกะ เสกขติกะ ปริตตติกะ ปริตตารัมมณติกะ หีนติกะ มิจฉัตตติกะ มัคคารัมมณติกะ และอุปปันนติกะ ตามลำดับ แต่ละคู่ยังคงเป็นสูตรสั้นระบุจำนวนคำตอบเช่นเดิม ท้ายสุดของหน้า ๔๙๕ มีข้อความอ้างอิงย่อว่า "อตีตติกะ [พึงคำนวณ] เหมือนกับอุปปันนติกะ" โดยไม่ขยายเนื้อหาจริง และไฟล์ตัดจบตรงนี้กลางลำดับการไล่ติกะทั้งหมด หัวข้อนี้ยังไม่จบสมบูรณ์ - ติกะที่เหลือ (อตีตติกะ อัชฌัตตติกะ สนิทัสสนติกะ ฯลฯ ที่ยังต้องจับคู่กั
- หน้า ๔๙๖–๔๙๗ ต่อเนื่องปัจจนียานุโลมติกะ: อตีตารัมมณะ อัชฌัตตะ อัชฌัตตารัมมณะ สนิทัสสนะ กับติกกุศล หน้าเหล่านี้เป็นเนื้อหาต่อเนื่องจากก่อนหน้าหน้า ๔๙๖ ไม่ใช่จุดเริ่มต้นหัวข้อใหม่ ยังอยู่ในระเบียบ "ปัจจนียานุโลม" คือนำบทตั้งที่ปฏิเสธ (นอตีตารัมมณติกะ นอัชฌัตตติกะ นอัชฌัตตารัมมณติกะ นสนิทัสสนติกะ) มาจับคู่กับบทตั้งปฏิเสธของติกกุศล (นกุศล/นอกุศล) แล้วแสดงว่าธรรมฝ่ายตรงข้ามเกิดขึ้นได้โดยอาศัยเหตุปัจจัยเป็นหลัก พร้อมตัวเลขนับจำนวนนัยแบบคณิตศาสตร์ปัฏฐาน (เช่น "เหตุยา เอกวีส" = ๒๑ นัย) ท้ายหน้า ๔๙๗ ปิดหมวดย่อยด้วยการสรุปจำนวนมูลบทว่า "สัพพัง เอกวีสติเยว" ก่อนขึ้นหัวข้อใหม่ในหน้าถัดไป เนื้อหาช่วงนี้ย
- หน้า ๔๙๘–๕๐๒ นสนิทัสสนติกะ จับคู่กับเวทนา วิปาก อุปาทินนุปาทานิยะ สังกิลิฏฐสังกิเลสิกะ วิตักกะ ปีติ ทัสสนะ เนื้อหาช่วงนี้นำติกะ "นสนิทัสสนสัปปฏิฆะ" (ธรรมที่ไม่ใช่ทั้งเห็นได้และกระทบได้ - ปฏิเสธ) มาจับคู่ไล่เรียงกับติกะต่าง ๆ ตามลำดับมาตรฐานของอภิธรรม ได้แก่ เวทนาติกะ วิปากติกะ อุปาทินนุปาทานิยติกะ สังกิลิฏฐสังกิเลสิกติกะ วิตักกติกะ ปีติติกะ และทัสสนติกะ (ธรรมที่ละได้ด้วยการเห็นสัจจะหรือด้วยภาวนา) แต่ละคู่แสดงสั้น ๆ เพียงว่าธรรมฝ่ายตรงข้ามอาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้นได้ พร้อมตัวเลขสรุปจำนวนนัยเป็นสูตรซ้ำแบบเดียวกันทุกคู่ ไม่มีคำอธิบายเนื้อความเพิ่มเติมนอกเหนือจากรูปแบบตายตัวของปัฏฐาน ถือเป็นการขยายตารางเชิ
- หน้า ๕๐๓–๕๐๘ นสนิทัสสนติกะ จับคู่กับอาจยคามี เสกขะ ปริตตะ หีนะ มิจฉัตตะ มัคคารัมมณะ อุปปันนะ อตีตะ แล้วปิดหมวดติกะ-ติกะทั้งหมด หน้าเหล่านี้สานต่อการจับคู่ "นสนิทัสสนสัปปฏิฆะ" กับติกะที่เหลือในชุดมาตรฐาน ได้แก่ อาจยคามีติกะ เสกขติกะ ปริตตติกะ/มหัคคตติกะ หีนติกะ มิจฉัตตติกะ มัคคารัมมณติกะ และอุปปันนติกะ/อตีตติกะ ก่อนมีข้อความสั่งให้ขยายความแบบเดียวกันไปถึงสหชาตวาร ปัจจยวาร สังสัฏฐวาร สัมปยุตตวาร และปัญหาวาร ซึ่งในที่นี้ย่อไว้ไม่แสดงเต็ม จุดสำคัญของช่วงนี้อยู่ที่บรรทัดปิดท้ายบนหน้า ๕๐๘ ว่า "ปัจจนียานุโลมติกติกปัฏฐานัง นิฏฐิตัง" อันเป็นโคลงปิดท้ายหมวดใหญ่ - การจับคู่ติกะกับติกะทั้งฝ่ายปฏิเสธและฝ่ายบวกทั้งหมดในปัฏฐานจบลงตรงน
- หน้า ๕๐๘–๕๑๑ เริ่มหมวดใหม่ ปัจจนียานุโลมทุกะ-ทุกะ: นเหตุทุกะ จับคู่กับสเหตุกะ เหตุสัมปยุตตะ และสัปปัจจยทุกะ ทันทีหลังโคลงปิดท้ายหมวดติกะ-ติกะ ข้อความเปิดหมวดใหม่คือ "ปัจจนียานุโลมทุกทุกปัฏฐานัง" ซึ่งเปลี่ยนจากการจับคู่ติกะ (สามหมวดย่อย) มาเป็นการจับคู่ทุกะ (สองหมวดย่อย) แทน โดยเริ่มจาก "นเหตุทุกะ" จับคู่กับเหตุทุกะ-สเหตุกทุกะ เหตุสัมปยุตตทุกะ เหตุสเหตุกทุกะ และเหตุ-นสเหตุกทุกะ แสดงว่าเหตุ (มูลรากกุศล/อกุศล) และธรรมที่ประกอบด้วยเหตุอาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้นอย่างไร จากนั้นขยับไปจับคู่กับสัปปัจจยทุกะ โดยมีหมายเหตุว่า "สังขตัง สัปปัจจยสทิสัง" (สังขตธรรมเหมือนกับสัปปัจจยธรรม จึงไม่ต้องแสดงซ้ำ) ซึ่งเป็นตัวอย่
- หน้า ๕๑๒–๕๑๕ นเหตุทุกะ จับคู่กับรูปี โลกิยะ เกนจิวิญเญยยะ อาสวะ และอาสวสัมปยุตต เนื้อหาช่วงนี้ยังอยู่ในการจับคู่ "นเหตุทุกะ" กับทุกะต่าง ๆ ต่อไป ได้แก่ รูปีทุกะ โลกิยทุกะ เกนจิวิญเญยยทุกะ และกลุ่มอาสวะ (อาสวทุกะ สาสวทุกะ อาสวสัมปยุตตทุกะ) แสดงความสัมพันธ์ระหว่างธรรมที่ไม่มีเหตุกับธรรมที่มีคุณสมบัติทางรูปธรรม โลกียภาพ หรือความเป็นอารมณ์แห่งอาสวะ ผ่านเหตุปัจจัยเป็นหลัก ตัวเลขสรุปอย่าง "เหตุยา นว" (๙ นัย) หรือ "เหตุยา ปัญจ" (๕ นัย) แสดงจำนวนกรณีที่นับได้ในแต่ละคู่ เป็นการขยายตารางการจับคู่แบบมีระบบ ไม่มีคำอธิบายเชิงเนื้อหาเพิ่มเติมนอกจากสูตรตายตัว
- หน้า ๕๑๖–๕๑๗ นเหตุทุกะ จับคู่กับกลุ่มโคจฉก (สัญโญชนะ คันถะ โอฆะ โยคะ นีวรณะ ปรามาสะ) สารัมมณะ และเริ่มจิตตทุกะ ช่วงนี้จับคู่ "นเหตุทุกะ" กับกลุ่มธรรมที่เรียกว่า "โคจฉกะ" คือกิเลสที่จัดเป็นหมวดพวง ได้แก่ สัญโญชนะ (เครื่องผูก) คันถะ (เครื่องร้อยรัด) โอฆะ (ห้วงน้ำท่วม) โยคะ (แอก) นีวรณะ (เครื่องกั้นจิต) และปรามาสะ (ความยึดถือผิด) แต่ละคู่แสดงสั้น ๆ ว่าธรรมฝ่ายมีเหตุเป็นเงื่อนไขให้กิเลสเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร จากนั้นขยับไปที่สารัมมณทุกะและเริ่มต้นจิตตทุกะ (จิต-เจตสิก) ซึ่งจะขยายความต่อในหน้าถัดไปว่าจิตและองค์ประกอบของจิตสัมพันธ์กันอย่างไรผ่านเหตุปัจจัย เนื้อหายังคงเป็นสูตรย่อซ้ำรูปแบบเดิม
- หน้า ๕๑๘–๕๒๐ นเหตุทุกะ จับคู่กับกลุ่มจิตตะอย่างละเอียด: เจตสิก สัมปยุตต วิปปยุตต สังสัฏฐ สมุฏฐาน สหภู อนุปริวัตติ หน้าเหล่านี้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างจิตกับเจตสิกอย่างละเอียดที่สุดในเชิงเทคนิคของอภิธรรม โดยจับคู่ "นเหตุทุกะ" กับชุดทุกะที่บรรยายลักษณะการประกอบกันของจิตและเจตสิก ได้แก่ เจตสิกทุกะ จิตตสัมปยุตตทุกะ/จิตตวิปปยุตตทุกะ จิตตสังสัฏฐทุกะ/จิตตวิสังสัฏฐทุกะ จิตตสมุฏฐานทุกะ จิตตสหภูทุกะ จิตตานุปริวัตติทุกะ ไปจนถึงคำผสมซับซ้อนอย่างจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานานุปริวัตติทุกะ เนื้อหาแสดงให้เห็นว่าอภิธรรมวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างจิตกับองค์ประกอบจิตในทุกมิติที่เป็นไปได้อย่างละเอียดยิบ แต่ยังคงใช้สูตรสำเร็จเดิมซ้
- หน้า ๕๒๑–๕๒๔ นเหตุทุกะ จับคู่กับอัชฌัตติกะ อุปาทา อุปาทานะ กิเลส ธรรมที่ละได้ด้วยทัสสนะ/ภาวนา ก่อนปิดด้วย "สังขิตตัง" ช่วงนี้จับคู่ "นเหตุทุกะ" กับทุกะฝ่ายจิตวิทยาและการปฏิบัติ ได้แก่ อัชฌัตติกทุกะ/พาหิรทุกะ อุปาทาทุกะ อุปาทินนทุกะ กลุ่มอุปาทานโคจฉกะและกิเลสโคจฉกะ ตามด้วยทัสสเนนปหาตัพพทุกะและภาวนายปหาตัพพทุกะ ซึ่งเป็นคู่สำคัญทางปฏิบัติบ่งว่ากิเลสบางชนิดละได้ด้วยการเห็นสัจจะ (โสดาปัตติมรรค) บางชนิดละได้ด้วยการเจริญภาวนาต่อเนื่อง (มรรคเบื้องสูง) รวมถึงทุกะว่าด้วยเหตุแห่งการละเหล่านั้น และสวิตักกทุกะ หน้า ๕๒๔ ปิดท้ายด้วยคำว่า "สัพพัตถะ สังขิตตัง" (ย่อไว้ทั้งหมดในที่นี้) ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเริ่มย่นย่อการแสดงผลเพราะรู
- หน้า ๕๒๔–๕๒๙ ปิดหมวดนเหตุทุกะด้วยสรณทุกะ แล้วสลับทิศทาง: สเหตุกะ เหตุสัมปยุตตะ สัปปัจจยะ รูปี โลกิยะ อาสวะ จับคู่กับเหตุทุกะ หน้า ๕๒๔ เริ่มด้วยสรณทุกะ (ธรรมที่ไม่มีกิเลสรบกวน-อรณะ เทียบกับธรรมที่ยังมีกิเลสรบกวน) จับคู่กับนเหตุทุกะเป็นคู่สุดท้ายของหมวดนั้น แล้วมีเส้นแบ่งปิดชุดที่ใช้ "นเหตุทุกะ" เป็นตัวตั้ง จากนั้นสลับทิศทางการจับคู่ใหม่ โดยนำทุกะต่าง ๆ (สเหตุกทุกะ เหตุสัมปยุตตทุกะ เหตุสเหตุกทุกะ) มาจับคู่กับ "เหตุทุกะ" แทน พร้อมข้อสังเกตสำคัญว่า "อันติมทุกัง นลัพภติ" คือทุกะคู่สุดท้ายบางคู่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริงตามกฎเกณฑ์ธรรมชาติ จึงงดแสดง สะท้อนว่าปัฏฐานไม่ได้ไล่สูตรแบบกลไกล้วน ๆ แต่ตรวจสอบความเป็นไปได้จริงของแต่ละค
- หน้า ๕๒๙–๕๓๔ สรณทุกะ (อรณะ) จับคู่อย่างเป็นระบบกับทุกะทั้งหมด: สเหตุกะ สัปปัจจยะ สนิทัสสนะ รูปี โลกิยะ และกลุ่มโคจฉก ช่วงนี้เป็นหมวดใหญ่ที่นำ "สรณทุกะ" (คู่ธรรมอรณะ-สรณะ คือธรรมที่ปราศจากกิเลสรบกวน เทียบกับธรรมที่ยังมีกิเลสรบกวนอยู่) มาไล่จับคู่อย่างเป็นระบบกับทุกะแทบทุกหมวดที่กล่าวมาแล้วในปัฏฐานทั้งเล่ม ได้แก่ สเหตุกทุกะ เหตุสัมปยุตตทุกะ สัปปัจจยทุกะ สังขตทุกะ สนิทัสสนทุกะ สัปปฏิฆทุกะ รูปีทุกะ โลกิยทุกะ เกนจิวิญเญยยทุกะ และกลุ่มโคจฉกทั้งหมด (อาสวะ สัญโญชนะ คันถะ โอฆะ โยคะ นีวรณะ ปรามาสะ) ปิดท้ายด้วยสารัมมณทุกะ ทั้งหมดนี้ยืนยันหลักการเดียวกันว่า "ความสงบจากกิเลส" (อรณะ) กับ "การมีกิเลสรบกวน" (สรณะ) สัมพันธ์กับ
- หน้า ๕๓๔–๕๓๖ สรณทุกะ จับคู่กับจิตตะ เจตสิกะ ทัสสเนนปหาตัพพะ และปิดท้ายด้วยสอุตตรทุกะ หน้าเหล่านี้สานต่อการจับคู่สรณทุกะกับจิตตทุกะ เจตสิกทุกะ จิตตสัมปยุตตทุกะ และจิตตสังสัฏฐทุกะ ก่อนใช้เครื่องหมายละ "ฯเปฯ" ข้ามหมวดที่ซ้ำกันไปแสดงเฉพาะทัสสเนนปหาตัพพทุกะ แล้วปิดด้วยคำว่า "สังขิตตัง" อีกครั้ง จากนั้นจับคู่สุดท้ายของหมวดนี้คือ "สอุตตรทุกะ" (ธรรมที่ยังมีธรรมอื่นยิ่งกว่าหรือไม่) พร้อมหมายเหตุสำคัญว่าสหชาตวาร ปัจจยวาร นิสสยวาร สังสัฏฐวาร และสัมปยุตตวาร ให้ถือเหมือนกับปฏิจจวารที่แสดงไว้แล้ว ไม่ต้องแจกแจงซ้ำ เป็นเทคนิคย่อความมาตรฐานของปัฏฐานเพื่อไม่ให้เนื้อหาซ้ำซ้อนเกินไป
- หน้า ๕๓๖–๕๓๘ คู่ธรรมสุดท้ายของปัฏฐาน (สอุตตร-อนุตตร) และบทปิดท้ายพระอภิธรรมปิฎก ช่วงสุดท้ายนี้วิเคราะห์คู่ "นสรณทุกะ-นสอุตตรทุกะ" อย่างละเอียดผ่านปัญหาวาร ไล่เรียงปัจจัยหลายชนิด (เหตุ อารมณ์ อธิปติ สหชาต อุปนิสสยะ ปุเรชาตะ ปัจฉาชาตะ อวิคตะ ฯลฯ) ก่อนขึ้นคู่ธรรมสุดท้ายจริง ๆ ของทั้งคัมภีร์คือ "นสรณทุกะ-นอนุตตรทุกะ" (อรณะ-อนุตตระ คือธรรมที่ไม่มีสิ่งใดยิ่งกว่า ได้แก่มรรคและผล) วิเคราะห์ผ่านปัจจัยต่าง ๆ เช่น อนันตรปัจจัย สมนันตรปัจจัย อุปนิสสยปัจจัย ปุเรชาตปัจจัย จบที่ข้อ [๑๔๘๘] พร้อมคำสั่งให้ขยายความแบบเดียวกับกุศลติกะ จากนั้นคือบทปิดท้ายตามลำดับชั้น ได้แก่ "ปัจจนียานุโลมทุกทุก
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐
หน้า ๔๐๑–๔๕๐
หน้า ๔๕๑–๕๐๐