ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๖๑ · ๗๒๔ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๒๙ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๓๐ มาตังคชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นมาตังคบัณฑิต บุตรคนจัณฑาล เกิดความรักในนางทิฏฐมังคลิกาธิดาเศรษฐีผู้เคยดูหมิ่นเหยียดหยามท่านเพราะชาติกำเนิดต่ำต้อย จึงออกบวชบำเพ็ญเพียรจนสำเร็จฌานและอภิญญา แล้วใช้อุบายเนรมิตตนเป็นท้าวมหาพรหมมาหานาง ทำให้นางได้ลาภยศใหญ่และมีบุตรชื่อมัณฑัพยกุมาร ต่อมาเมื่อมัณฑัพยกุมารเติบใหญ่หลงถือชาติกำเนิดเป็นใหญ่ ตั้งใจให้ทานเฉพาะพราหมณ์ผู้ไม่มีศีล มาตังคบัณฑิตจึงไปทรมานสั่งสอนให้รู้ว่าเขตบุญที่แท้จริงอยู่ที่ศีลธรรมมิใช่ชาติกำเนิด แต่ท้ายที่สุดท่านกลับถูกราชบุรุษของอีกเมืองหนึ่งฆ่าตาย
- หน้า ๓๑–๕๕ จิตตสัมภูตชาดก พระโพธิสัตว์กับน้องคือจิตตะและสัมภูตะ เกิดเป็นบุตรคนจัณฑาลสองพี่น้อง ปลอมตัวเป็นพราหมณ์ไปเรียนศิลปวิทยาที่เมืองตักกศิลา แต่ถูกจับได้ว่าเป็นคนจัณฑาลจึงถูกทุบตีขับไล่ ทั้งสองจึงออกบวชและเวียนว่ายเกิดร่วมกันเป็นเนื้อ เป็นนกเขา จนมาเกิดใหม่เป็นจิตตบัณฑิตดาบสผู้ทรงอภิญญา และสัมภูตะผู้ได้เป็นกษัตริย์แคว้นปัญจาละ เมื่อจิตตดาบสไปโปรดสอนธรรมแก่พระเจ้าสัมภูตราชผู้ยังลุ่มหลงในกามและอิสริยยศ ด้วยการชี้ให้เห็นว่าชีวิตสั้นนักและความตายไม่เลือกหน้าใคร พระราชาแม้ยังตัดกามไม่ได้ทันทีก็ทรงน้อมรับโอวาทให้ตั้งอยู่ใ
- หน้า ๕๖–๗๙ สีวิราชชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าสีวิราช ผู้ทรงบำเพ็ญทานเป็นอาจิณจนไม่เหลือสิ่งใดภายนอกที่ยังไม่เคยประทาน จึงทรงตั้งพระทัยจะให้ทานภายใน คือแม้อวัยวะร่างกาย แก่ผู้มาขอ ท้าวสักกะจึงแปลงกายเป็นพราหมณ์ตาบอดมาทูลขอพระเนตร แม้เหล่าอำมาตย์และประชาชนจะทัดทานร้องขอมิให้ทรงให้ พระองค์ก็ทรงยืนกรานให้หมอสีวิกะควักดวงพระเนตรทั้งสองประทานแก่พราหมณ์ด้วยพระทัยเบิกบานปราศจากความเสียดาย ต่อมาเมื่อทรงตั้งสัตยาธิษฐานถึงความบริสุทธิ์แห่งทานนั้น พระเนตรก็กลับคืนมาเป็นจักษุทิพย์ที่วิเศษยิ่งกว่าเดิม สามารถทอดพระเนตรทะ
- หน้า ๘๐–๘๖ สิริมันทชาดก เนื้อเรื่องเป็นตอนหนึ่งในปกรณ์เรื่องมโหสถบัณฑิต เมื่อพระเจ้าวิเทหราชตรัสถามที่ปรึกษาทั้งห้าว่า ระหว่างคนมีปัญญาแต่สิ้นสิริคือลาภยศ กับคนมีสิริแต่ไร้ปัญญา ใครประเสริฐกว่ากัน เสนกบัณฑิตและที่ปรึกษาคนอื่นเห็นว่าสิริประเสริฐกว่า เพราะคนมีสิริย่อมมีผู้แวดล้อมรับใช้แม้ตนจะโง่เขลา แต่มโหสถบัณฑิตแย้งด้วยอุปมาหลายข้อ เช่น แม่น้ำทุกสายไหลลงสู่มหาสมุทรแต่ไม่อาจล้ำฝั่งไปได้ฉันใด สิริก็ไม่อาจล่วงเลยปัญญาไปได้ฉันนั้น ชี้ให้เห็นว่าคนโง่แม้มียศก็นำตนไปสู่ความหายนะและทุคติ ส่วนคนมีปัญญาแม้ยากจนก็เป็นที่เคารพนับถ
- หน้า ๘๖–๑๐๘ โรหนมิคชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญาเนื้อสีทองชื่อโรหนะ หัวหน้าฝูงเนื้อแปดหมื่นตัว ผู้เลี้ยงดูมารดาบิดาที่ตาบอดชราด้วยความกตัญญูอย่างยิ่ง วันหนึ่งพระองค์ติดบ่วงพรานที่ท่าน้ำแต่อดกลั้นไม่ร้องให้ฝูงเนื้อตกใจหนี รอจนฝูงเนื้อดื่มน้ำเสร็จแล้วจึงร้องขอความช่วยเหลือ น้องชายจิตตมฤคและน้องสาวสุตตนามฤคีไม่ยอมทอดทิ้งพี่ชายไปแม้จะต้องเสี่ยงชีวิตของตนเอง พรานเกิดความสงสารซาบซึ้งในความรักความกตัญญูของสัตว์เหล่านี้ จึงปล่อยพญาเนื้อไปทั้งหมด แล้วนำความไปกราบทูลพระราชาแทนการนำเนื้อไปถวายตามที่เคยรับปากไว้ และแสดงธรรมแ
- หน้า ๑๐๙–๑๒๖ หังสชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญาหงส์ทองท้าวธตรฐ หัวหน้าฝูงหงส์เก้าหมื่นตัว ไปติดบ่วงพรานที่สระซึ่งพระเจ้าพหุปุตตกะทรงให้ดักไว้ตามคำทูลขอของพระมเหสีผู้แพ้พระครรภ์อยากฟังธรรมจากหงส์ทอง เมื่อฝูงหงส์ตื่นตกใจบินหนีไปหมด มีเพียงสุมุขหงส์เสนาบดีที่ไม่ยอมละทิ้งพญาหงส์ไป แม้พญาหงส์จะกล่าวไล่ให้หนีเอาตัวรอดถึงหลายครั้งเพื่อทดสอบใจ สุมุขะก็ยืนยันหนักแน่นว่าจะอยู่เป็นตายด้วยกัน พรานเกิดความเลื่อมใสในความจงรักภักดีนี้จึงปล่อยพญาหงส์เป็นอิสระ ทั้งสองจึงบินไปเข้าเฝ้าพระราชา แสดงธรรมสอนเรื่องการปกครองบ้านเมืองโดย
- หน้า ๑๒๗–๑๔๓ สัตติคุมพชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นลูกนกแขกเต้าชื่อปุปผกะ ซึ่งพลัดพรากจากพี่ชายฝาแฝดชื่อสัตติคุมพะไปตั้งแต่ยังเล็ก ปุปผกะเติบโตในสำนักฤาษีผู้ทรงศีล ส่วนสัตติคุมพะเติบโตในหมู่โจร วันหนึ่งพระเจ้าปัญจาลราชเสด็จประพาสป่าพลัดหลงมาถึงที่พักของโจร สัตติคุมพะวางแผนจะปล้นฆ่าพระราชาขณะบรรทมหลับ แต่พระราชาทรงได้ยินจึงเสด็จหนีไปยังอาศรมของฤาษี ที่นั่นปุปผกะต้อนรับพระราชาด้วยความเมตตาและแสดงธรรมว่า แม้เกิดในตระกูลเดียวกันแต่คบคนต่างกันย่อมมีอุปนิสัยต่างกัน เรื่องนี้สอนให้เห็นว่าสิ่งแวดล้อมและการคบหากัลยาณมิตรหรือมิต
- หน้า ๑๔๔–๑๖๑ ภัลลาติยชาดก พระเจ้าภัลลาติยะเสด็จประพาสป่าล่าสัตว์ ทรงพบกินนรสองผัวเมียกำลังร้องไห้คร่ำครวญอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ เมื่อตรัสถามจึงทราบว่าทั้งสองต้องพลัดพรากจากกันเพียงคืนเดียวเพราะสายน้ำเชี่ยวขวางกั้น แต่กลับเศร้าโศกคร่ำครวญนานเกือบเจ็ดร้อยปี ทั้งที่กินนรมีอายุยืนถึงพันปี พระราชาทรงได้คิดว่าชีวิตมนุษย์ซึ่งสั้นกว่ามากยิ่งไม่ควรประมาทปล่อยเวลาให้สูญเปล่าไปกับความทะเลาะบาดหมาง จึงเสด็จกลับพระนครโดยไม่ล่าสัตว์อีกและทรงบำเพ็ญทานสืบมา พระพุทธองค์ทรงเล่าเรื่องนี้เพื่อสอนพระเจ้าโกศลและพระนางมัลลิกาไม่ให้ทะเลาะกัน ชี้ให้เ
- หน้า ๑๖๒–๑๘๔ โสมนัสชาดก โสมนัสสกุมารราชโอรสถูกดาบสโกงใส่ร้ายต่อพระราชบิดาว่าถูกกุมารเบียดเบียน พระราชาผู้เชื่อคนง่ายจึงสั่งประหารพระโอรสทันทีโดยไม่ไต่สวนความจริง แต่เมื่อโสมนัสสกุมารได้เข้าเฝ้าและชี้แจงว่าดาบสนั้นแท้จริงเป็นคนโกหกหลอกลวง พระราชาก็ทรงเชื่อและงดโทษ แม้พระราชบิดาและพระมารดาจะทรงขอร้องให้ทรงครองราชสมบัติต่อ แต่โสมนัสสกุมารเห็นภัยจากการตัดสินใจโดยไม่ไตร่ตรองของพระบิดา จึงตัดสินพระทัยออกบวชแทนการเป็นกษัตริย์ เรื่องนี้สอนว่าผู้ปกครองควรใคร่ครวญให้รอบคอบก่อนตัดสินโทษหรือกระทำการใด ๆ มิฉะนั้นอาจก่อความเสียหายที
- หน้า ๑๘๕–๒๑๙ จัมเปยยชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นจัมเปยยนาคราชผู้มีฤทธิ์มากและมีสมบัติทิพย์ในนาคพิภพ แต่กลับเบื่อหน่ายในกำเนิดสัตว์เดรัจฉาน ปรารถนาจะได้เกิดเป็นมนุษย์เพื่อบำเพ็ญธรรมให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ จึงออกจากนาคพิภพไปรักษาอุโบสถศีลอยู่บนจอมปลวกในโลกมนุษย์เป็นประจำทุกกึ่งเดือน วันหนึ่งถูกหมองูจับตัวไปทรมานอย่างแสนสาหัส บังคับให้เล่นแสดงต่อหน้าผู้คนแลกทรัพย์สิน แต่พระโพธิสัตว์อดกลั้นไม่ยอมใช้ฤทธิ์ทำร้ายหมองูเพราะเกรงศีลของตนจะด่างพร้อย จนพระมเหสีนางสุมนาทราบเหตุร้ายจากลางสังหรณ์ที่ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้า จึงไปร้องขอต่อ
- หน้า ๒๑๙–๒๓๓ มหาปโลภนชาดก พระโพธิสัตว์จุติจากพรหมโลกมาเกิดเป็นพระราชโอรสนามอนิตถิคันธกุมาร ผู้เกลียดกลัวสตรีและกามคุณเพราะยังมีสัญญาแห่งฌานติดมาจากพรหมโลก พระราชบิดาทรงกลุ้มพระทัยจึงส่งนางกุมารีสาวสวยผู้ชำนาญขับร้องดนตรีเข้าไปยั่วยวนพระโอรสในตำหนักฌานจนสำเร็จ ทำให้พระกุมารตกอยู่ในอำนาจกามจนถึงขั้นคิดจะฆ่าชายอื่นเพื่อครองนางแต่ผู้เดียว พระราชาจึงทรงเนรเทศพระโอรสออกจากแผ่นดิน ต่อมาเมื่อพระกุมารเห็นฤาษีตนหนึ่งลุ่มหลงในนางชายาของตนจนเสื่อมจากฤทธิ์และเกือบจมน้ำตาย ก็เกิดความสลดใจในโทษของสตรีและกามคุณ จึงออกบวชจนสำเร็จกลับเข้า
- หน้า ๒๓๔–๒๓๘ ปัญจบัณฑิตชาดก เรื่องนี้เป็นตอนหนึ่งในเรื่องพระมโหสถบัณฑิต ซึ่งจะเล่าโดยพิสดารในมหาอุมมังคชาดกต่อไป กล่าวถึงพระเจ้าวิเทหราชตรัสถามบัณฑิตทั้งห้าคือ เสนกะ ปุกกุสะ กามินทะ เทวินทะ และมโหสถ ว่าควรเปิดเผยความลับแก่ผู้ใดได้บ้าง บัณฑิตแต่ละคนตอบต่างกันไปตามความสัมพันธ์ เช่น ภรรยา สหาย พี่น้อง บุตร หรือมารดา แต่มโหสถบัณฑิตผู้มีปัญญาเลิศกลับทูลว่าความลับที่ดีที่สุดคือการไม่เปิดเผยแก่ผู้ใดเลย เพราะครั้งหนึ่งพระราชาเคยตรัสความลับกับพระมเหสีในที่ลับยามค่ำคืน แต่ความลับกลับรั่วไหลออกไปจนเกือบเป็นเหตุให้มโหสถถูกประหารชีวิต
- หน้า ๒๓๙–๒๗๒ หัตถิปาลชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นหัตถิปาลกุมาร หนึ่งในบุตรสี่คนที่เทพบุตรจุติลงมาเกิดในตระกูลปุโรหิต ตามคำขอของพระเจ้าเอสุการีผู้ไม่มีโอรส โดยมีข้อแม้แต่แรกว่าบุตรทั้งสี่จะออกบวชเมื่อเติบใหญ่ เมื่อหัตถิปาลกุมารอายุได้ ๑๖ ปี พระราชาและบิดาจึงปลอมตัวเป็นฤาษีไปทดลองใจ แต่กลับพบว่ากุมารตั้งใจจะออกบวชอยู่แล้ว เพราะเห็นภัยของความแก่ ความเจ็บ และความตายที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ และการทำความดีไม่ควรผัดวันประกันพรุ่ง หัตถิปาลกุมารจึงชักชวนน้องชายทั้งสาม บิดามารดา และในที่สุดพระเจ้าเอสุการีพร้อมพระมเหสีและชาวเมื
- หน้า ๒๗๓–๒๙๔ อโยฆรชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าพรหมทัตแห่งเมืองพาราณสี ประสูติในคราวที่นางยักษิณีผู้ผูกอาฆาตแต่ชาติก่อนคอยจับกินพระโอรสของพระมเหสีทุกครั้งที่ประสูติจนสิ้นไปแล้วสองพระองค์ พระราชาจึงโปรดให้สร้างตำหนักเหล็กอันมั่นคงป้องกันภัย พระโอรสองค์ที่สามจึงประสูติอย่างปลอดภัยในตำหนักนั้น ได้พระนามว่า "อโยฆรกุมาร" เมื่อเจริญวัยจนถึงวันจะขึ้นครองราชย์ พระองค์ได้เสด็จออกเลียบพระนครเป็นครั้งแรกในรอบ ๑๖ ปี เห็นความงดงามของโลกภายนอกแล้วทรงสลดพระทัยในทุกข์ที่ถูกกักขังมานาน จึงทรงแสดงธรรมแก่พระราชบิด
- หน้า ๒๙๕–๓๑๘ กิงฉันทชาดก ในอดีตกาล ปุโรหิตของพระเจ้าพรหมทัตเป็นคนโกงกินสินบนตัดสินคดีอย่างไม่เป็นธรรม แต่ครั้งหนึ่งได้ถือโอกาสให้ผลมะม่วงแก่หญิงที่กำลังจะรักษาอุโบสถ ส่วนตนเองก็ถือศีลอุโบสถแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ เพียงครึ่งวัน หลังตายไปเกิดเป็นเวมานิกเปรตที่กลางคืนเสวยทิพยสมบัติหรูหราด้วยผลบุญกึ่งหนึ่งของอุโบสถ แต่กลางวันต้องทนทุกข์ทรมานควักเนื้อหลังตนเองกินเป็นผลกรรมจากความอยุติธรรมที่เคยทำไว้ ต่อมาพระราชาองค์เดิมออกผนวชเป็นดาบส วันหนึ่งพบมะม่วงวิเศษจากสวนของเปรตลอยน้ำมา เกิดติดใจในรสจนไม่ยอมฉันอาหารอื่น อดอาหารเฝ้ารอมะม่วงอ
- หน้า ๓๑๙–๓๔๐ กุมภชาดก เรื่องราวกำเนิดของสุรา นายพรานชื่อสุระพบน้ำหมักจากผลไม้และข้าวสาลีขังอยู่ในโพรงไม้กลางป่าหิมพานต์ เห็นนกและสัตว์ต่าง ๆ ที่ดื่มแล้วเมามายแต่ไม่ตาย จึงลองดื่มดูก็เกิดความมึนเมาและอยากกินเนื้อ ต่อมาชวนดาบสชื่อวรุณดื่มด้วยกัน น้ำนั้นจึงได้ชื่อว่า "สุรา" ตามชื่อพราน และ "วรุณี" ตามชื่อดาบส ทั้งสองนำสุรามาปรุงขายตามเมืองต่าง ๆ จนบ้านเมืองล่มจมเพราะผู้คนมัวเมาไปตาม ๆ กัน สุดท้ายมาถึงเมืองสาวัตถีที่พระเจ้าสัพพมิตต์ทรงประสงค์จะทดลองเสวยสุราเอง ท้าวสักกเทวราชทรงเห็นภัยจึงแปลงเป็นพราหมณ์ถือหม้อสุรามาเสนอขา
- หน้า ๓๔๐–๓๖๙ ชัยทิสชาดก พระเจ้าชัยทิสแห่งแคว้นปัญจาละทรงรอดพ้นจากนางยักษิณีที่เคยจับกินพระเชษฐาสองพระองค์มาก่อนหน้า ภายหลังพระเชษฐาองค์หนึ่งซึ่งถูกนางยักษิณีจับไปเลี้ยงดูมาแต่เด็กจนกลายสภาพเป็นยักษ์กินคน ได้จับพระเจ้าชัยทิสไว้ระหว่างเสด็จล่าเนื้อ พระราชาทรงขอผัดผ่อนกลับไปพระราชทานรางวัลแก่พราหมณ์ผู้สอนคาถาก่อน แล้วเสด็จกลับมาหายักษ์ตามสัญญาด้วยความรักษาสัตย์ พระราชโอรสพระโพธิสัตว์พระนามว่าอลีนสัตตุทรงทราบเรื่องจึงอาสาไปเป็นเหยื่อแทนพระราชบิดาด้วยความกตัญญูและไม่หวั่นเกรงความตาย เมื่อไปถึงทรงแสดงความกล้าหาญไม่สะทกสะท้าน
- หน้า ๓๗๐–๔๐๘ ฉัททันตชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญาช้างฉัททันต์ หัวหน้าโขลงช้าง ๘,๐๐๐ เชือกที่สระฉัททันต์ในป่าหิมพานต์ มีมเหสีสองนาง คือนางมหาสุภัททาผู้เป็นที่โปรดปราน กับนางจุลลสุภัททาผู้น้อยใจที่ถูกใบไม้แห้งและมดตกใส่ตัวขณะที่มเหสีอีกนางได้รับแต่เกสรดอกไม้ จึงผูกใจอาฆาตและตั้งความปรารถนาไปเกิดเป็นมเหสีพระราชาเพื่อแก้แค้น เมื่อได้เกิดเป็นพระนางสุภัททา มเหสีพระเจ้ากรุงพาราณสี นางจึงลวงว่าฝันเห็นช้างงาหกสี ให้ส่งนายพรานโสณุดรตามหาและฆ่าพญาช้างเพื่อเอางามาถวาย นายพรานปลอมกายเป็นสมณะซุ่มยิงพญาช้างด้วยลูกศรอาบยาพิษ พญาช
- หน้า ๔๐๙–๔๓๓ สัมภวชาดก พระเจ้าธนัญชยโกรัพยะทรงมีปัญหาธรรมยาคะ คือต้องการทราบว่าพระราชาควรปฏิบัติอย่างไรจึงจะทรงธรรมไม่ถูกนินทาทั้งโลกนี้โลกหน้า จึงส่งสุจีรตพราหมณ์ปุโรหิตไปสืบถามผู้รู้ สุจีรตะไปถามวิธุรพราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิตแต่ยุ่งกับงานจนไม่มีเวลาตอบ ไปถามภัทรการบุตรชายแต่ใจไม่สงบเพราะลุ่มหลงในภรรยาผู้อื่น ไปถามสัญชยกุมารบุตรอีกคนก็ติดพันเรื่องเดียวกัน ในที่สุดสัญชยแนะให้ไปถามสัมภวกุมารน้องชายสุดท้องซึ่งมีอายุเพียง ๗ ขวบ แม้สุจีรตะแรกจะไม่เชื่อว่าเด็กเจ็ดขวบจะรู้ธรรมได้ แต่สัมภวกุมารกลับตอบปัญหาได้อย่างลึกซึ้งแจ่มแจ้งว
- หน้า ๔๓๔–๔๕๕ มหากปิชาดก พราหมณ์ชาวนาผู้หนึ่งตามหาโคที่หายไปจนหลงเข้าป่าหิมพานต์ อดอาหารเจ็ดวัน ปีนต้นมะพลับเก็บผลกิน กิ่งไม้หักพลัดตกลงไปในเหวลึกนอนอยู่สิบวันโดยไร้ทางออก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญาวานรพบเข้าด้วยความกรุณาจึงผูกก้อนหินถ่วงตัวกระโดดพาพราหมณ์ขึ้นจากเหวได้สำเร็จ แล้วขอให้พราหมณ์ช่วยเฝ้าระวังสัตว์ร้ายขณะตนพักหลับ แต่พราหมณ์กลับคิดชั่วอยากฆ่าวานรกินเป็นเสบียงเดินทาง จึงเอาหินทุ่มศีรษะขณะหลับ พญาวานรแม้บาดเจ็บก็ยังอดกลั้นไม่แก้แค้น เพียงตักเตือนแล้วพาพราหมณ์ออกจากป่าโดยเดินห่างไม่คุ้นเคยด้วยอีกต่อไป ผลกรรม
- หน้า ๔๕๕–๔๖๑ ทกรักขสชาดก เนื้อเรื่องเป็นบทสนทนาระหว่างมหาอุมมังคบัณฑิต (มโหสถ) กับพระเจ้าจุฬนีพรหมทัต โดยตั้งคำถามสมมติว่าหากผีเสื้อน้ำ (รากษสประจำทะเล) เรียกร้องเครื่องเซ่นเป็นมนุษย์จากเรือที่กำลังแล่นอยู่ ซึ่งมีคนสำคัญร่วมเรือเจ็ดคน คือพระราชชนนี พระมเหสี พระอนุชา พระสหาย ปุโรหิต มโหสถบัณฑิต และพระองค์เอง พระราชาจะทรงยอมสละใครก่อนหลังตามลำดับ พระเจ้าจุฬนีทรงตอบว่าจะทรงสละพระราชมารดา มเหสี อนุชา สหาย ปุโรหิต และแม้แต่พระองค์เองได้ตามลำดับเหตุผลที่แต่ละคนเคยประพฤติไม่งามต่อพระองค์ แต่จะไม่มีวันทรงสละมโหสถบัณฑิตเป็นอันขา
- หน้า ๔๖๑–๔๘๘ ปัณฑรกชาดก พญานาคชื่อปัณฑรกะกับพญาครุฑต่างพากันไปมาหาสู่ชีเปลือยตนหนึ่งซึ่งผู้คนเข้าใจผิดว่าเป็นสมณะผู้มักน้อยสันโดษ ด้วยความไว้ใจว่าเป็นผู้ทรงศีล พญานาคจึงหลงเปิดเผยความลับสุดยอดแก่ชีเปลือยว่านาคหนีรอดจากครุฑได้อย่างไร คือกลืนก้อนหินถ่วงตัวให้หนักและให้ครุฑจับผิดที่ ชีเปลือยกลับนำความลับนั้นไปบอกพญาครุฑผู้เป็นสหายอีกฝ่าย ทำให้พญาครุฑจับพญานาคได้สำเร็จ ระหว่างถูกครุฑจับห้อยหัวไป พญานาคคร่ำครวญถึงโทษของการเผยความลับแก่คนที่ไว้ใจผิด จนพญาครุฑเกิดความเข้าใจในธรรมและสงสารปล่อยพญานาคไป ทั้งรับเป็นศิษย์คุ้มครองต
- หน้า ๔๘๙–๕๑๓ สัมพุลาชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระราชาผู้ทรงออกผนวชเป็นดาบส บิดาของโสตถิเสนกุมารผู้มีมเหสีทรงพระนามว่าสัมพุลา เมื่อโสตถิเสนกุมารประชวรโรคเรื้อนต้องเสด็จไปรักษาตัวในป่า พระนางสัมพุลาตามเสด็จไปปรนนิบัติดูแลด้วยความจงรักภักดีทุกวันไม่ขาด วันหนึ่งขณะออกหาผลไม้ พระนางถูกยักษ์จับตัวขู่จะกินเป็นอาหารหากไม่ยอมเป็นภรรยา แต่พระนางกลับทุกข์ใจเพียงว่าพระสวามีจะเข้าพระทัยผิดคิดว่านางไม่ซื่อสัตย์ ท้าวสักกะเสด็จมาช่วยไว้ทัน เมื่อพระนางกลับมาพระสวามีทรงระแวงในความบริสุทธิ์ พระนางจึงทำสัจกิริยาว่าไม่เคยคิดนอกใจ อานุ
- หน้า ๕๑๓–๕๓๖ ภัณฑุติณฑุกชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นรุกขเทวดาสถิตอยู่ ณ ต้นภัณฑุติณฑุกะนอกเมือง ได้รับส่วนบุญจากพระเจ้าปัญจาละทุกปี เมื่อเห็นพระราชาทรงประมาทเสวยราชสมบัติโดยไม่เป็นธรรม ปล่อยให้ข้าราชการรีดไถภาษีจนราษฎรเดือดร้อนต้องหนีเข้าป่า จึงเข้าเฝ้าในเวลากลางคืนถวายโอวาทว่าความประมาทเป็นทางแห่งความเสื่อมและความตาย แนะให้เสด็จออกตรวจตราทุกข์สุขของราษฎรด้วยพระองค์เอง พระราชาทรงเชื่อจึงปลอมพระองค์ออกสอดแนมพร้อมปุโรหิต ได้ยินเสียงสาปแช่งจากชายชรา หญิงชรา ชาวนา คนรีดนม เด็กๆ และแม้แต่ฝูงกา ต่างโทษว่าความทุกข์ยากจากภาษีอั
- หน้า ๕๓๗–๕๗๘ เตสกุณชาดก พระเจ้าพรหมทัตไม่มีพระโอรสธิดา ทรงเก็บไข่นกฮูก นกสาลิกา และนกแขกเต้าที่พบในรังมาเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม ตั้งชื่อว่าเวสสันดร กุณฑลินี และชัมพุกะ เมื่อเหล่าอำมาตย์แอบล้อเลียนที่ทรงเรียกสัตว์เดียรัจฉานว่าลูก พระองค์จึงเชิญนกทั้งสามมาแสดงปัญญาต่อหน้าราชสำนักทีละตัว โดยตรัสถามว่าอะไรคือกิจอันประเสริฐของผู้ครองราชสมบัติ นกทั้งสามต่างถวายคำสอนเรื่องราชธรรมอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่การละมุสาวาท ความโกรธ ความมัวเมา ไปจนถึงการดูแลราษฎรและบริวารด้วยความไม่ประมาท โดยเฉพาะนกชัมพุกะเน้นว่าปัญญาเป็นกำลังที่ประเสริฐที่ส
- หน้า ๕๗๘–๖๓๑ สรภังคชาดก พระโพธิสัตว์เกิดเป็นโชติปาลกุมาร บุตรปุโรหิตเมืองพาราณสี ผู้เป็นเลิศด้านศิลปะการยิงธนูจนหาผู้เทียบมิได้ แสดงฝีมือเป็นที่พอพระทัยพระราชาจนจะได้รับตำแหน่งเสนาบดี แต่ในคืนก่อนรับตำแหน่งท่านพิจารณาเห็นว่าวิชาที่ร่ำเรียนล้วนมีรากฐานจากการฆ่าฟันและนำไปสู่การเสพกามซึ่งจะพาไปเกิดในนรก จึงสละทุกอย่างออกบวชเป็นฤๅษีในป่าแต่ผู้เดียวทันทีในคืนนั้นเอง บำเพ็ญตบะจนสำเร็จฌานสมาบัติ มีผู้เลื่อมใสมาบวชตามจนเกิดสำนักดาบสใหญ่นับแสน มีศิษย์คนสำคัญเจ็ดท่าน ต่อมาได้นามว่าสรภังคดาบส มีพระราชาสามพระองค์คือพระเจ้าอัฏฐกะ ภ
- หน้า ๖๓๒–๖๕๗ อลัมพุสาชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นฤาษีผู้เลี้ยงดูอิสิสิงคกุมาร บุตรที่เกิดจากแม่เนื้อ ก่อนสิ้นชีวิตได้สอนให้บุตรบวชและเตือนไม่ให้ข้องแวะกับสตรีเพราะจะนำความพินาศมาให้ อิสิสิงคดาบสบำเพ็ญตบะแก่กล้าจนร้อนถึงท้าวสักกเทวราช พระองค์จึงส่งนางเทพอัปสรอลัมพุสาลงมายั่วยวนเพื่อทำลายศีล แม้อิสิสิงคดาบสไม่เคยรู้จักสตรีมาก่อน แต่เมื่อนางแสดงเสน่ห์ก็หลงใหลจนเสียพรหมจรรย์ เพลิดเพลินอยู่บนบัลลังก์ทิพย์นานถึงสามปีโดยไม่รู้ตัว เมื่อสร่างเมาจึงสำนึกได้ ระลึกถึงคำสอนบิดา ตั้งใจบำเพ็ญเพียรจนได้ฌานคืนมาอีกครั้ง นางอลัมพุสาเห
- หน้า ๖๕๘–๖๙๓ สังขปาลชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระราชาแห่งมคธพระนามทุยโยธนะ ทรงเบื่อหน่ายในโภคสมบัติจึงสละราชสมบัติออกผนวชเป็นฤาษี บำเพ็ญฌานได้อิทธิฤทธิ์ แต่ปรารถนาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อบำเพ็ญมรรคผล เมื่อสิ้นชีวิตกลับไปเกิดเป็นพญาสังขปาลนาคราชในนาคพิภพอันเพียบพร้อมด้วยสมบัติทิพย์ แต่ก็ยังเบื่อหน่าย ปรารถนากำเนิดมนุษย์ยิ่งกว่า จึงออกจากนาคพิภพไปนอนขดรักษาอุโบสถศีลบนจอมปลวกกลางป่าทุกวันพระ ยอมสละร่างกายเป็นทานแก่ผู้ต้องการ วันหนึ่งถูกพรานป่า ๑๖ คนจับตัวเอาหลาวแทงตามตัวแปดแห่งร้อยเชือกหามไปจะฆ่ากิน แม้เจ็บปวดสาหัสก็อดกลั
- หน้า ๖๙๔–๗๒๔ จุลลสุตโสมชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าสุตโสมแห่งกรุงสุทัสนะ ครองราชสมบัติโดยธรรมพร้อมสนมกำนัลในหมื่นหกพันนาง วันหนึ่งทรงเห็นเส้นพระเกศาหงอกเส้นแรก ทรงสังเวชใจว่าความชราครอบงำแล้ว จึงประกาศพระประสงค์จะออกผนวชทันที แม้อำมาตย์ พระราชชนนี พระราชบิดา พระมเหสีทั้งเจ็ดร้อย พระโอรสธิดา และเศรษฐีผู้มั่งคั่งจะทัดทานด้วยเหตุผลต่างๆ ทั้งทรัพย์สมบัติ ความรักในครอบครัว และครรภ์ที่ใกล้คลอด พระองค์ก็มิได้หวั่นไหว ทรงแสดงธรรมเรื่องความไม่เที่ยงของสังขารและภัยแห่งความประมาทจนทุกคนคลายความอาลัย ในที่สุดทรงตัดพระเกศาผน
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐
หน้า ๔๐๑–๔๕๐
หน้า ๔๕๑–๕๐๐
หน้า ๕๐๑–๕๕๐
หน้า ๕๕๑–๖๐๐
หน้า ๖๐๑–๖๕๐
หน้า ๖๕๑–๗๐๐