ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค

ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๖๘ · ๑๑๗๖ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๑๒ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๘ มาติกาแห่งญาณ ๗๓ ประการ หน้านี้เป็น "มาติกา" คือบัญชีรายชื่อปัญญาญาณทั้ง ๗๓ ประการที่พระสารีบุตรเถระจะอธิบายโดยพิสดารในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคภาคญาณกถา เริ่มตั้งแต่สุตมยญาณ (ปัญญาเกิดจากการฟัง) สีลมยญาณ ภาวนามยญาณ ไปตามลำดับการเจริญวิปัสสนาจนถึงญาณของพระอรหันต์และพระสัพพัญญุตญาณ เป็นโครงร่างหัวข้อที่เนื้อหาส่วนขยายความ (นิทเทส) ในหน้าถัดไปจะนำมาอธิบายทีละข้อโดยละเอียด
  2. หน้า ๙–๓๒ คันถารัมภกถา (คำนำอรรถกถา) เป็นคำนำของพระอรรถกถาจารย์ (พระมหานามเถระ) ก่อนเข้าสู่การอธิบายเนื้อหา เปิดด้วยบทนมัสการพระพุทธเจ้าและพระสารีบุตรเถระผู้รจนาคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค อธิบายที่มาของชื่อคัมภีร์ว่าเป็น "มัคคะแห่งปฏิสัมภิทา" จัดอยู่ในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย และชี้แจงโครงสร้างของญาณกถาว่าแบ่งเป็น ๒ ส่วนคือ อุทเทส (บัญชีย่อ) และนิทเทส (คำอธิบายพิสดาร) ซึ่งจะอธิบายญาณทั้ง ๗๓ ตามลำดับต่อไป
  3. หน้า ๓๓–๓๘ ๑. สุตมยญาณนิทเทส อธิบายญาณข้อแรกคือสุตมยญาณ ปัญญาที่เกิดจากการสดับฟังธรรมแล้วทรงจำไว้ โดยวิเคราะห์ความหมายของคำว่า "โสตะ" อย่างละเอียดในหลายแง่มุม ก่อนสรุปว่าในที่นี้หมายถึงการฟังทางหู ท้ายบทยังอธิบายลักษณะทั่วไปของ "ญาณ" ว่ามีการแทงตลอดสภาวะเป็นลักษณะดุจลูกศรที่นายขมังธนูยิงแม่นยำ มีการส่องสว่างอารมณ์เป็นกิจดุจดวงประทีป มีความไม่หลงเป็นผลดุจพรานป่าชี้ทางแก่คนหลงป่า และมีสมาธิเป็นเหตุใกล้ให้เกิด
  4. หน้า ๓๙–๔๔ ๒. สีลมยญาณนิทเทส อธิบายสีลมยญาณ ปัญญาที่เกิดจากการฟังธรรมแล้วสำรวมระวังไว้ จำแนกความสำรวม (สังวร) ออกเป็น ๗ ประเภท ได้แก่ ปาฏิโมกขสังวร อินทริยสังวร สติสังวร ญาณสังวร ขันติสังวร วิริยสังวร และอาชีวปาริสุทธิสังวร แล้วอธิบายลักษณะของศีลว่ามีการสำรวมกายวาจาเป็นลักษณะ มีการกำจัดความทุศีลเป็นกิจ มีความสะอาดเป็นผลปรากฏ และมีหิริโอตตัปปะเป็นเหตุใกล้ให้เกิดศีล
  5. หน้า ๔๕–๕๐ ๓-๔. สมาธิภาวนามยญาณ และธัมมัฏฐิติญาณนิทเทส อธิบายญาณ ๒ ข้อต่อเนื่องกัน คือสมาธิภาวนามยญาณ ปัญญาที่เกิดจากการทำจิตให้เป็นสมาธิมั่นคงด้วยอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิต่อจากการมีศีล และธัมมัฏฐิติญาณ ปัญญากำหนดรู้ปัจจัยที่ทำให้นามรูปเกิดขึ้น (คือหลักปฏิจจสมุปบาท) พร้อมไขความหมายหลากหลายของคำว่า "ธรรม" และอธิบายว่าเหตุที่ไม่เรียกญาณนี้ว่านามรูปววัตถานเพราะการกำหนดปัจจัยครอบคลุมยิ่งกว่า อีกทั้งชี้ว่าสมถะและวิปัสสนาต้องดำเนินคู่กันเสมอจึงจะสำเร็จ
  6. หน้า ๕๑–๕๒ ๕. สัมมสนญาณนิทเทส อธิบายสัมมสนญาณ ปัญญาที่พิจารณาเบญจขันธ์ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน โดยรวบรวมเป็นหมวดหมู่ (กลาปะ) แล้วยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา ญาณนี้เกิดต่อจากธัมมัฏฐิติญาณซึ่งกำหนดปัจจัยของนามรูปไว้แล้ว เป็นขั้นเริ่มต้นของการเจริญวิปัสสนาอย่างเป็นระบบ
  7. หน้า ๕๓–๕๕ ๖-๗. อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ และวิปัสสนาญาณนิทเทส อธิบายญาณ ๒ ข้อต่อเนื่องกัน คืออุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ปัญญาที่ตามเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมสิ้นไปของสังขารธรรมที่กำลังปรากฏในปัจจุบัน ต่อเนื่องจากสัมมสนญาณ และวิปัสสนาญาณ ซึ่งเมื่อญาณแก่กล้าขึ้น สติจะละความสนใจในด้านการเกิดแล้วตั้งมั่นอยู่ที่การเห็นความดับ (ภังคานุปัสสนา) แต่เพียงอย่างเดียว อันเป็นยอดของวิปัสสนาที่จะนำไปสู่มัคคามัคคญาณทัสนะ
  8. หน้า ๕๖–๕๙ ๘. อาทีนวญาณนิทเทส อธิบายอาทีนวญาณ ปัญญาที่เห็นสังขารทั้งปวงโดยความเป็นภัยและเป็นโทษ ต่อเนื่องจากภยตูปัฏฐานญาณและจะนำไปสู่นิพพิทาญาณซึ่งมีอรรถเดียวกัน ใช้อุปมาที่ทรงพลังหลายเรื่อง เช่น ภพทั้ง ๓ เปรียบดั่งหลุมถ่านเพลิง มหาภูตรูปเปรียบดั่งอสรพิษ ขันธ์ ๕ เปรียบดั่งเพชฌฆาตเงื้อดาบ ปิดท้ายด้วยอุปมาหงส์ทอง สีหะ และช้างฉัททันต์ที่ไม่ยินดีในที่อยู่เดิมแต่ยินดีเฉพาะถิ่นของตน เปรียบพระโยคีที่เบื่อหน่ายในภพแต่ยินดีเฉพาะในพระนิพพาน
  9. หน้า ๖๐–๖๗ ๙. สังขารุเปกขาญาณนิทเทส อธิบายสังขารุเปกขาญาณอย่างพิสดาร ปัญญาที่วางเฉยในสังขารทั้งปวง ประกอบด้วยปัญญา ๓ ขั้นคือ มุญจิตุกัมยตา (ใคร่จะพ้น) ปฏิสังขา (พิจารณาใคร่ครวญ) และสันติฏฐนา (วางเฉยได้) ใช้อุปมาจับงูเห่าโดยเข้าใจผิดว่าเป็นปลาแล้วรู้ทันจึงสลัดทิ้งอย่างชำนาญ เปรียบจิตที่หวาดกลัวสังขารแล้วปล่อยวางได้ในที่สุดดุจใบบัวสะบัดหยดน้ำ จบด้วยอนุโลมญาณที่เกิดต่อจากญาณนี้ เปรียบดั่งพระราชาทรงอนุโลมตามคำวินิจฉัยของอำมาตย์ผู้ฉลาด เป็นสะพานเชื่อมสู่โคตรภูญาณ
  10. หน้า ๖๘–๗๓ ๑๐-๑๑. โคตรภูญาณ และมัคคญาณนิทเทส อธิบายญาณ ๒ ข้อสำคัญ คือโคตรภูญาณ ปัญญาที่ก้าวข้ามจากโคตรปุถุชนสู่โคตรอริยะ โดยรับเอาพระนิพพานเป็นอารมณ์แต่ยังไม่อาจตัดกิเลสได้ เปรียบดั่งลมพัดเมฆหมอกให้บางลงจนเห็นพระจันทร์แต่ยังมิใช่ผู้ขจัดเมฆ และมัคคญาณ ปัญญาที่ออกจากทั้งกิเลสและนิมิตภายนอกพร้อมกัน ตัดกิเลสได้เด็ดขาด เปรียบดั่งบุรุษโดดข้ามฝั่งแม่น้ำด้วยเชือกคือรูปขันธ์และไม้คือนามขันธ์ไปสู่ฝั่งพระนิพพาน และดั่งนายขมังธนูที่ยิงทะลุเป้าเมื่อได้รับสัญญาณ
  11. หน้า ๗๔–๗๖ ๑๒-๑๓. ผลญาณ และวิมุตติญาณนิทเทส อธิบายญาณ ๒ ข้อ คือผลญาณ ปัญญาที่เกิดขึ้นเมื่อความเพียรระงับลงหลังบรรลุมรรค เป็นผลจิตที่มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ เกิดขึ้น ๑ ถึง ๓ ขณะแล้วแต่จำนวนขณะแห่งอนุโลมจิตก่อนหน้า และวิมุตติญาณ ปัญญาที่พิจารณาเห็นกิเลสซึ่งอริยมรรคแต่ละขั้นตัดขาดไปแล้ว คือความรู้ชัดว่า "เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วก็รู้ว่าหลุดพ้นแล้ว"
  12. หน้า ๗๗–๘๔ ๑๔. ปัจจเวกขณญาณนิทเทส อธิบายปัจจเวกขณญาณอย่างพิสดาร ปัญญาพิจารณาทบทวนหลังบรรลุมรรคผล ได้แก่ พิจารณามรรค ผล กิเลสที่ละแล้ว กิเลสที่เหลือ และพระนิพพาน (พระอริยะชั้นต้นมี ๕ พระอรหันต์มี ๔ รวมทั้งสิ้น ๑๙) ใช้อุปมาอันโด่งดังคือบุรุษจับงูเห่าในสุ่มโดยเข้าใจผิดว่าเป็นปลา แล้วค่อยๆ สลัดทิ้งอย่างปลอดภัยจนขึ้นยืนบนฝั่ง เทียบกับลำดับญาณทั้ง ๑๔ ตั้งแต่การยึดขันธ์ ๕ ด้วยความหลงจนถึงปัจจเวกขณญาณที่แลดูทางที่ผ่านมา ปิดท้ายด้วยลำดับ ๕ แบบของการแสดงธรรม
  13. หน้า ๘๕–๘๙ ๑๕-๑๙. นานัตตญาณ ๕ นิทเทส อธิบายญาณ ๕ ข้อที่ว่าด้วยความหลากหลายของสภาวธรรม ต่อจากญาณ ๑๔ ข้อแรก ได้แก่ วัตถุนานัตตญาณ (กำหนดธรรมภายใน) โคจรนานัตตญาณ (กำหนดอารมณ์ภายนอก) จริยานานัตตญาณ (กำหนดจริยาคือวิญญาณจริยา อัญญาณจริยา ญาณจริยา) ภูมินานัตตญาณ (กำหนดภูมิ ๔) และธัมมนานัตตญาณ (กำหนดธรรม ๙) เป็นการจำแนกแง่มุมต่างๆ ของนามรูปให้ละเอียดยิ่งขึ้นก่อนเข้าสู่ญาณว่าด้วยปริญญา ๓
  14. หน้า ๙๐–๙๔ ๒๐-๒๘. ญาณอัฏฐะ ๕ และปฏิสัมภิทาญาณ ๔ นิทเทส อธิบายญาณ ๙ ข้อรวมกัน แบ่งเป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มแรกคือญาณอัฏฐะ ๕ ได้แก่ ญาตัฏฐญาณ ตีรณัฏฐญาณ ปริจจาคัฏฐญาณ เอกรสัฏฐญาณ และผัสสนัฏฐญาณ ซึ่งสัมพันธ์กับปริญญา ๓ (การกำหนดรู้ การพิจารณา และการละ) ในการเจริญวิปัสสนาตั้งแต่ต้นจนถึงการทำนิพพานให้แจ้ง กลุ่มที่สองคือปฏิสัมภิทาญาณ ๔ ได้แก่ อรรถปฏิสัมภิทา ธรรมปฏิสัมภิทา นิรุตติปฏิสัมภิทา และปฏิภาณปฏิสัมภิทา อันเกิดแก่พระอริยบุคคลผู้บรรลุมรรคผลแล้วเท่านั้น
  15. หน้า ๙๕–๙๖ ๒๙-๓๑. วิหารัฏฐญาณ และสมาปัตตัฏฐญาณนิทเทส อธิบายญาณ ๓ ข้อที่เกิดเฉพาะแก่พระอริยบุคคล เพราะเป็นประเภทหนึ่งของปฏิสัมภิทา ได้แก่วิหารัฏฐญาณ ความชำนาญในธรรมเป็นเครื่องอยู่คือวิปัสสนาต่างๆ จัดเป็นธรรมปฏิสัมภิทา และสมาปัตตัฏฐญาณ ความชำนาญในการเข้าผลสมาบัติซึ่งมีพระนิพพานเป็นอารมณ์โดยแง่มุมต่างๆ จัดเป็นอรรถปฏิสัมภิทา
  16. หน้า ๙๗–๙๙ ๓๒. อานันตริกสมาธิญาณนิทเทส อธิบายอานันตริกสมาธิญาณ ปัญญาในสมาธิแห่งมรรคที่เรียกว่า "อานันตริกะ" เพราะให้ผลแน่นอนในลำดับถัดไปทันทีโดยไม่มีสิ่งใดขัดขวางได้แม้แต่ไฟไหม้กัป เป็นสมาธิที่บริสุทธิ์ปราศจากความฟุ้งซ่าน สามารถตัดอาสวะทั้ง ๔ (กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ) ได้ขาดอย่างเด็ดขาด
  17. หน้า ๑๐๐–๑๐๗ ๓๓. อรณวิหารญาณนิทเทส อธิบายอรณวิหารญาณอย่างพิสดาร ปัญญาในการอยู่ด้วยธรรมอันไม่เป็นข้าศึกแก่ตนและผู้อื่น (อรณวิหาร) ของพระอรหันต์ โดยยกอรณวิภังคสูตรมาอ้างอิงเต็มที่ อธิบายมัชฌิมาปฏิปทาที่เว้นจากกามสุขัลลิกานุโยคและอัตตกิลมถานุโยค การไม่ยกย่องติเตียนบุคคล การไม่พูดลับหลังหรือพูดรุนแรงต่อหน้า การไม่พูดพร่ำเพรื่อ และการไม่ยึดติดภาษาถิ่น ปิดท้ายด้วยตัวอย่างพระสุภูติเถระผู้ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะในทางผู้อยู่ด้วยอรณวิหารธรรม
  18. หน้า ๑๐๘–๑๑๐ ๓๔-๓๕. นิโรธสมาปัตติญาณ และปรินิพพานญาณนิทเทส อธิบายญาณ ๒ ข้อว่าด้วยภาวะดับสนิท คือนิโรธสมาปัตติญาณ ปัญญาในการเข้านิโรธสมาบัติซึ่งอาศัยกำลังทั้งสมถะและวิปัสสนาระงับสังขาร ๓ (วจีสังขาร กายสังขาร จิตสังขาร) เป็นเนวสัญญานาสัญญายตนะที่ไม่มีสภาวะใดๆ เหลืออยู่ และปรินิพพานญาณ ปัญญาที่พิจารณาการดับกิเลสของพระอรหันต์ตลอดจนการดับขันธ์โดยไม่เหลือในที่สุด (อนุปาทิเสสปรินิพพาน)
  19. หน้า ๑๑๑–๑๑๔ ๓๖. สมสีสัฏฐญาณนิทเทส อธิบายสมสีสัฏฐญาณ ปัญญาว่าด้วยภาวะ "สมสีสี" คือบุคคลที่การสิ้นอาสวะกับการสิ้นชีวิตเกิดขึ้นพร้อมกันไม่ก่อนไม่หลังกัน แบ่งเป็น ๓ จำพวกคือ อิริยาปถสมสีสี (บรรลุอรหัตและปรินิพพานในอิริยาบถเดียวกัน เช่น ขณะเดินจงกรม) โรคสมสีสี (บรรลุและปรินิพพานด้วยโรคเดียวกัน) และชีวิตสมสีสี (มรรคครอบงำอวิชชาพร้อมกับจุติจิตครอบงำชีวิตินทรีย์พอดี) พร้อมยกตัวอย่างปัจจเวกขณญาณ ๑๙ ประกอบ
  20. หน้า ๑๑๕–๑๑๖ ๓๗. สัลเลขัฏฐญาณนิทเทส อธิบายสัลเลขัฏฐญาณ ปัญญาในธรรมเป็นเครื่องขัดเกลากิเลส ชี้ว่าสุตมยญาณ สีลมยญาณ และภาวนามยญาณที่ยังเป็นเพียงบาทฐานแห่งวัฏสงสารยังไม่นับเป็นสัลเลขะ ต่อเมื่อเป็นบาทฐานแห่งโลกุตรธรรมจึงจัดเป็นธรรมเครื่องขัดเกลาอย่างแท้จริง เชื่อมโยงกับสัลเลขธรรม ๔๔ ประการที่ตรัสไว้ในสัลเลขสูตรว่าด้วยการไม่เบียดเบียนแม้ผู้อื่นจะเบียดเบียนตน
  21. หน้า ๑๑๗–๑๒๑ ๓๘. วีริยารัมภญาณนิทเทส อธิบายวีริยารัมภญาณ ปัญญาในการปรารภความเพียร ซึ่งพระสารีบุตรเถระยกขึ้นแสดงต่อจากสัลเลขัฏฐญาณ เพื่อแสดงถึงความเพียรที่พระโยคีบุคคลผู้ตั้งอยู่ในสัลเลขญาณพึงกระทำ อธิบายศัพท์ "อสัลลีนัตตปหิตัตตปัคคหัฏฐะ" คือจิตไม่หดหู่และมีตนที่ทุ่มเทอุทิศแล้ว วิเคราะห์ความหมายของคำว่า "วีริยะ" และ "อารัมภะ" ในหลายบริบท พร้อมอธิบายลักษณะ กิจ ผล และเหตุใกล้ของความเพียรอย่างละเอียด
  22. หน้า ๑๒๒–๑๓๐ ๓๙-๔๓. อัตถสันทัสนญาณ ทัสนวิสุทธิญาณ ขันติญาณ ปริโยคาหณญาณ ปเทสวิหารญาณ ห้าญาณนี้แสดงลำดับจากการแสดงธรรมโปรดผู้อื่น (อัตถสันทัสนญาณ) สู่ความบริสุทธิ์แห่งมรรคผลญาณด้วยการสงเคราะห์ธรรมทั้งปวงเป็นหมวดเดียวกัน (ทัสนวิสุทธิญาณ) จากนั้นวิปัสสนาญาณอ่อนที่เห็นความไม่เที่ยงเรียกขันติญาณ ส่วนวิปัสสนาญาณกล้าที่หยั่งเห็นความแตกดับเรียกปริโยคาหณญาณ ปิดท้ายด้วยปเทสวิหารญาณซึ่งมีเฉพาะพระอรหันต์ผู้สามารถอยู่ด้วยการพิจารณาธรรมเพียงส่วนเดียวคือเวทนา อันเป็นตัวแทนของขันธ์ อายตนะ ธาตุ อริยสัจ และปัจจยาการทั้งปวง
  23. หน้า ๑๓๐–๑๓๖ ๔๔-๔๙. ญาณวิวัฏ ๖ (สัญญาวิวัฏ เจโตวิวัฏ จิตวิวัฏ ญาณวิวัฏ วิโมกขวิวัฏ สัจวิวัฏ) หกญาณนี้แท้จริงคือญาณเดียวกัน คือปัญญาที่หมุนออกจากนิวรณ์และกิเลสไปสู่กุศลธรรมมีเนกขัมมะเป็นต้น เพียงแต่เรียกต่างกันตามแง่มุม คือ สัญญาวิวัฏ (ด้วยอำนาจสัญญาที่ทำกุศลให้เป็นใหญ่) เจโตวิวัฏ (ด้วยการละธรรมที่ควรประหาณด้วยเจตนา) จิตวิวัฏ (ด้วยความตั้งมั่นแห่งจิต) ญาณวิวัฏ (อนัตตานุปัสสนา เห็นความว่างจากตัวตน) วิโมกขวิวัฏ (ด้วยการสละกิเลส) และสัจวิวัฏ (ด้วยการแทงตลอดอริยสัจ ซึ่งรวมถึงมรรคญาณและอานันตริกสมาธิญาณด้วย)
  24. หน้า ๑๓๖–๑๔๐ ๕๐. อิทธิวิธญาณุทเทส อธิบายเหตุที่ท่านยกอภิญญา ๖ ขึ้นแสดงตามลำดับ โดยเริ่มจากอิทธิวิธญาณเพราะเป็นฤทธิ์ที่ปรากฏชัดต่อโลกก่อน อธิบายความหมายของ อิทธิ ว่าคือความสำเร็จ ทั้งฤทธิ์ทางกาย เช่นเนรมิตกายให้ปรากฏหรือหายไป และฤทธิ์โดยนัยแห่งธรรม เช่นเนกขัมมะสำเร็จโดยกำจัดกามฉันทะ อรหัตมรรคสำเร็จโดยทำลายกิเลสทั้งปวง พร้อมอธิบายวิธีอธิษฐานจิตให้กายกับจิตประสานกันเพื่อแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ ได้
  25. หน้า ๑๔๐–๑๔๒ ๕๑. โสตธาตุวิสุทธิญาณุทเทส (ทิพโสต) อธิบายการเจริญทิพโสตธาตุ ด้วยการแผ่วิตกไปในเสียงอันเป็นนิมิต ไม่ว่าเสียงเดียวหรือหลายเสียงจากทิศต่าง ๆ อธิบายลักษณะของวิตกว่าเป็นการยกจิตขึ้นสู่อารมณ์และประคองจิตไว้ในอารมณ์นั้น ชื่อว่าโสตธาตุบริสุทธิ์เพราะปราศจากอุปกิเลสเครื่องเศร้าหมอง ทำหน้าที่คล้ายหูทิพย์ของเทวดาที่ได้ยินเสียงได้ไกลเกินวิสัยมนุษย์
  26. หน้า ๑๔๒–๑๔๕ ๕๒. เจโตปริยญาณุทเทส อธิบายเจโตปริยญาณ คือญาณกำหนดรู้ใจผู้อื่น อาศัยการสังเกตความแผ่ซ่านแห่งจิต ๓ ดวง (โสมนัส โทมนัส อุเบกขา) ในขณะทำบริกรรม และความผ่องใสแห่งอินทรีย์คือหทัยวัตถุอันเป็นที่ตั้งของจิต สามารถรู้ความเป็นไปของจิต ๘๙ ดวง ทั้งจิตที่มีสภาพต่างกัน เช่นจิตมีราคะที่ยังไม่ได้สมาธิ และจิตที่มีสภาพเดียวกัน เช่นจิตปราศจากราคะที่ได้สมาธิแล้ว
  27. หน้า ๑๔๕–๑๔๖ ๕๓. บุพเพนิวาสานุสติญาณุทเทส อธิบายบุพเพนิวาสานุสติญาณ คือญาณระลึกชาติก่อนได้ โดยกำหนดรู้ขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในอดีตชาติ ทั้งที่เป็นไปด้วยกรรมดีกรรมชั่วหลากหลาย (นานัตตะ) และกรรมฝ่ายกุศลอันเป็นเอกัตตะ อธิบายว่าการรู้แจ้งด้วยจิตของตนเองเรียกว่าการกำหนด ส่วนการรู้แจ้งจิตของผู้อื่นในเรื่องอดีตชาติได้ด้วยนั้น มีเฉพาะพระพุทธเจ้าเท่านั้น
  28. หน้า ๑๔๖–๑๔๘ ๕๔. ทิพจักขุญาณุทเทส อธิบายทิพจักขุญาณ อาศัยแสงสว่างแห่งกสิณ เช่น เตโชกสิณ โอทาตกสิณ อาโลกกสิณ อันเป็นอารมณ์ของจตุตถฌาน เพื่อเห็นรูปสัตว์ทั้งหลายไม่ว่าจะต่างกันหรือเหมือนกัน อธิบายเหตุที่เรียกว่า ทิพย์ เพราะเสมือนจักษุทิพย์ของเทวดาที่ปราศจากมลทินเครื่องเศร้าหมอง มองเห็นได้ไกล และเพราะรุ่งเรืองด้วยการกำหนดแสงสว่าง สามารถเห็นรูปแม้อยู่หลังฝาเรือนได้
  29. หน้า ๑๔๘–๑๔๙ ๕๕. อาสวักขยญาณุทเทส อธิบายอาสวักขยญาณ คือญาณของอรหัตมรรคที่ทำลายอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไป ด้วยอาการ ๖๔ คืออาการแห่งอินทรีย์อย่างละ ๘ ในมรรคผลแต่ละคู่ทั้ง ๘ คู่ อธิบายความเป็นผู้ชำนาญแห่งอัญญาตาวินทรีย์ด้วยอาการ ๘ ในอรหัตผล อันสำเร็จได้เพราะเหตุคืออรหัตมรรคได้ทำลายกิเลสจนหมดสิ้นแล้ว
  30. หน้า ๑๔๙–๑๕๑ ๕๖-๕๙. ทุกขสมุทยนิโรธมรรคญาณุทเทส (ปริญญา ปหาน สัจฉิกิริยา ภาวนา) อธิบายเหตุผลที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงอริยสัจตามลำดับ ทุกข์ก่อนเพราะหยาบและมีทั่วไปแก่สัตว์ทั้งปวง รู้ได้ง่าย แล้วแสดงสมุทัยเพื่อชี้เหตุแห่งทุกข์ ต่อด้วยนิโรธเพื่อให้เกิดความยินดี และปิดท้ายด้วยมรรคอันเป็นทางถึงนิโรธ ญาณทั้ง ๔ ในที่นี้คือ ปริญญาญาณ (รู้รอบทุกข์) ปหานญาณ (ละสมุทัย) สัจฉิกิริยาญาณ (ทำนิโรธให้แจ้ง) และภาวนาญาณ (เจริญมรรค) ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกันในขณะแทงตลอดอริยสัจครั้งเดียว
  31. หน้า ๑๕๑–๑๕๔ ๖๐-๖๓. ทุกข ทุกขสมุทัย ทุกขนิโรธ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณุทเทส อธิบายรากศัพท์ของอริยสัจแต่ละข้อ ทุกข์ (น่าเกลียด บวกว่างเปล่า) ทุกขสมุทัย (การประชุมพร้อมแห่งปัจจัย บวกเหตุเกิด) ทุกขนิโรธ (ความไม่มี บวกการเที่ยวไปในสงสาร) และทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (มรรคมีองค์ ๘ อันมุ่งสู่นิโรธ) ปิดท้ายด้วยการสรุปว่ามรรคญาณ ๙ ที่กล่าวมาล้วนเป็นญาณเดียวกัน เพียงเรียกชื่อต่างกันตามแง่มุมที่แสดง เช่น การออกจากวัฏฏะ การให้ผลในลำดับถัดมา หรือความเกิดขึ้นแห่งอรหัตมรรค
  32. หน้า ๑๕๔–๑๕๕ ๖๕-๖๗. ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ (อัตถะ ธัมมะ นิรุตติ ปฏิภาณ) อธิบายปฏิสัมภิทาญาณ ๔ ว่าเกิดแก่พระอริยบุคคลทุกท่านได้ด้วยอานุภาพแห่งอริยมรรคเท่านั้น แม้ไม่มีความแตกฉานเป็นพิเศษก็ตาม ญาณที่มีทุกข์และนิโรธเป็นอารมณ์ชื่อว่าอัตถปฏิสัมภิทา ญาณที่มีสมุทัยและมรรคเป็นอารมณ์ชื่อว่าธัมมปฏิสัมภิทา ญาณในโวหารที่แสดงอรรถและธรรมนั้นชื่อว่านิรุตติปฏิสัมภิทา และญาณที่รู้ในญาณทั้ง ๓ นั้นชื่อว่าปฏิภาณปฏิสัมภิทา
  33. หน้า ๑๕๕–๑๕๘ ๖๘. อินทริยปโรปริยัตตญาณุทเทส เริ่มอธิบายอสาธารณญาณ ๖ ซึ่งมีเฉพาะพระพุทธเจ้า ไม่ทั่วไปแก่พระสาวก โดยยกอินทริยปโรปริยัตตญาณขึ้นก่อน คือญาณหยั่งรู้ความอ่อนแก่แห่งอินทรีย์ ๕ (สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) ของเวไนยสัตว์ ญาณนี้รวมกับอาสยานุสยญาณเรียกว่าพุทธจักษุ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงใช้ตรวจดูสัตว์โลกก่อนแสดงธรรมให้เหมาะสมแก่อัธยาศัยและกำลังบุญของแต่ละคน
  34. หน้า ๑๕๘–๑๕๙ ๖๙. อาสยานุสยญาณุทเทส อธิบายอาสยานุสยญาณ คือญาณหยั่งรู้อัธยาศัยและกิเลสที่นอนเนื่องในสันดานของสัตว์ทั้งหลาย อาสยะหมายถึงสันดานที่อบรมด้วยมิจฉาทิฏฐิหรือสัมมาทิฏฐิ หรือด้วยกามและเนกขัมมะ ส่วนอนุสยะหมายถึงกิเลสมีกามราคะเป็นต้นที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน ญาณนี้สงเคราะห์เอาความรู้เรื่องจริตนิสัยของสัตว์เข้าไว้ด้วย เพื่อประโยชน์ในการแสดงธรรมให้เหมาะกับแต่ละบุคคล
  35. หน้า ๑๕๙–๑๖๐ ๗๐. ยมกปาฏิหีรญาณุทเทส อธิบายยมกปาฏิหีรญาณ คือญาณในการแสดงยมกปาฏิหาริย์ ได้แก่การบันดาลให้กองไฟและท่อธารน้ำพวยพุ่งออกจากพระวรกายพร้อมกันโดยไม่ก่อนไม่หลัง เรียกว่ายมกะเพราะทำให้เกิดขึ้นพร้อมกัน และเรียกว่าปาฏิหีระเพราะกำจัดธรรมฝ่ายตรงข้ามมีความไม่เชื่อเป็นต้นของผู้ที่ควรแนะนำด้วยปาฏิหาริย์
  36. หน้า ๑๖๐–๑๖๑ ๗๑. มหากรุณาสมาปัตติญาณุทเทส อธิบายมหากรุณาสมาปัตติญาณ คือญาณที่สัมปยุตกับมหากรุณาสมาบัติซึ่งมีเฉพาะพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่ทรงเข้าได้ กรุณาคือธรรมชาติที่ทำให้ใจหวั่นไหวเมื่อเห็นทุกข์ของผู้อื่น หรือธรรมชาติที่แผ่ไปในหมู่สัตว์ผู้มีทุกข์ เรียกว่ามหากรุณาเพราะแผ่ไปกว้างขวางด้วยอำนาจกรรมคือการแผ่ไปและด้วยคุณอันยิ่งใหญ่ ญาณนี้เป็นเหตุให้ทรงแสดงธรรมโปรดสัตว์โลกด้วยพระมหากรุณา
  37. หน้า ๑๖๑–๑๖๔ ๗๒-๗๓. สัพพัญญุตญาณอนาวรณญาณุทเทส อธิบายสัพพัญญุตญาณ (ญาณรู้ธรรมทั้งปวง) โดยแยกแยะความหมายของ สัพพัญญู ๕ แบบ แล้วสรุปว่ามีเพียงญาตสัพพัญญุตา คือรู้สิ่งที่ควรรู้ทั้งหมดแล้วเท่านั้นที่ถูกต้อง ส่วนอนาวรณญาณ (ญาณไม่มีอะไรติดขัด) เป็นญาณที่เนื่องด้วยการนึกถึง ไม่มีสิ่งใดเป็นเครื่องกั้น ปิดท้ายด้วยการสรุปญาณทั้ง ๗๓ ว่าแบ่งเป็นญาณทั่วไปแก่พระสาวก ๖๗ และญาณเฉพาะพระตถาคตเจ้า ๖ ซึ่งจบการแสดงมาติกาของญาณกถา
  38. หน้า ๑๖๕–๑๗๖ ๑. สุตมยญาณกถา ตอนวิสัชนุทเทส (ว่าด้วยการถามปัญหา ๕ แบบ) เริ่มอธิบายสุตมยญาณ (ปัญญาที่เกิดจากการฟัง) เป็นข้อแรกในจำนวนญาณ ๗๓ อย่างละเอียด โดยอธิบายการถามปัญหา ๕ แบบ คือถามเพื่อรู้สิ่งที่ยังไม่เคยเห็น ถามเพื่อเทียบเคียง ถามเพื่อตัดความสงสัย ถามเพื่อสอบทาน และถามเพื่อจะตอบเอง ซึ่งคำถามของพระสารีบุตรในที่นี้เป็นแบบหลัง อธิบายความหมายของคำว่าควรรู้ยิ่ง ควรกำหนดรู้ ควรละ ควรเจริญ ควรทำให้แจ้ง รวมถึงธรรมฝ่ายเสื่อม ฝ่ายตั้งอยู่ ฝ่ายคุณวิเศษ ฝ่ายเบื่อหน่าย และความหมายหลากหลายของคำว่าสัจจะ
  39. หน้า ๑๗๗–๑๙๒ ๑. สุตมยญาณกถา ตอนอภิญเญยยนิทเทส (๑) ธรรมหมวด ๑ ถึง ๕ อธิบายรายละเอียดธรรมที่ควรรู้ยิ่งตามแบบทสุตตรสูตรตั้งแต่หมวด ๑ ถึง ๕ เริ่มจากสัตว์ทั้งปวงดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร ๔ (คำข้าว ผัสสะ เจตนา วิญญาณ) พร้อมยกกรณีพิเศษเช่นอสัญญีสัตว์ที่ดำรงด้วยฌานและสัตว์นรกที่ดำรงด้วยกรรม ตามด้วยธาตุ ๒ (สังขตะ-อสังขตะ) ธาตุ ๓ (กามภพ รูปภพ อรูปภพ) อริยสัจ ๔ และวิมุตตายตนะ ๕ คือเหตุ ๕ ประการที่นำไปสู่ความหลุดพ้น ได้แก่ การฟังธรรม การแสดงธรรม การสาธยายธรรม การตรึกตรองธรรมด้วยใจ และความชำนาญในสมาธินิมิต
  40. หน้า ๑๙๒–๒๑๓ ๑. สุตมยญาณกถา ตอนอภิญเญยยนิทเทส (๒) ธรรมหมวด ๖ ถึง ๑๐ อธิบายต่อธรรมหมวด ๖ ถึง ๑๐ ที่ควรรู้ยิ่ง ได้แก่ อนุตริยะ ๖ (การเห็น การฟัง การได้ การศึกษา การบำรุง และการระลึกถึงพระตถาคตหรือสาวก ซึ่งประเสริฐกว่าสิ่งเดียวกันที่มุ่งเรื่องทางโลก) นิททสวัตถุ ๗ (เหตุแห่งความเป็นพระขีณาสพผู้ไม่ต้องเวียนเกิดอีก) อภิภายตนะ ๘ (ฌานที่ครอบงำอารมณ์กสิณสีต่าง ๆ) อนุปุพพวิหาร ๙ (ฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ และสัญญาเวทยิตนิโรธตามลำดับ) และนิชชรวัตถุ ๑๐ (มรรคมีองค์ ๘ แต่ละองค์ทำให้ธรรมฝ่ายตรงข้ามเสื่อมไปและกุศลธรรมเจริญเต็มที่)
  41. หน้า ๒๑๓–๒๒๒ ๑. สุตมยญาณกถา ตอนอภิญเญยยนิทเทส (๓) ทวาร ๖ ขันธ์ ธรรมหมวด ๖ ธาตุ ๖ อธิบายรายละเอียดสิ่งที่ควรรู้ยิ่งผ่านทวารทั้ง ๖ เริ่มจากจักษุ ๒ อย่าง คือมังสจักษุและปัญญาจักษุซึ่งมี ๕ ชนิด (พุทธจักษุ สมันตจักษุ ญาณจักษุ ทิพยจักษุ ธรรมจักษุ) พร้อมพรรณนากายวิภาคของดวงตาโดยละเอียด แล้วอธิบายทวารที่เหลือคือ หู จมูก ลิ้น กาย ใจ พร้อมอารมณ์ วิญญาณ ผัสสะ และเวทนาของแต่ละทวาร จากนั้นอธิบายขันธ์ ๕ ธรรมหมวด ๖ (เวทนา สัญญา เจตนา ตัณหา วิตก วิจาร) และธาตุ ๖ (ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ วิญญาณ) โดยแสดงความหมายทางนิรุกติศาสตร์ของแต่ละคำ
  42. หน้า ๒๒๓–๒๓๔ ๑. สุตมยญาณกถา ตอนอภิญเญยยนิทเทส (๔) กสิณ ๑๐ อาการ ๓๒ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อธิบายกรรมฐานและรายการธรรมชุดต่อไปที่ควรรู้ยิ่ง ได้แก่ กสิณ ๑๐ (ฌานมีดวงกสิณเป็นอารมณ์) อาการ ๓๒ คือส่วนต่าง ๆ ของร่างกายตั้งแต่ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ไปจนถึงมันสมอง พรรณนาตำแหน่งและลักษณะของแต่ละอาการโดยละเอียดเพื่อใช้เป็นอารมณ์กรรมฐานทั้งแบบอสุภะ วัณณกรรมฐาน และจตุธาตุววัตถาน แล้วอธิบายอายตนะ ๑๒ (โดยนิรุกติศาสตร์ว่าเป็นที่อยู่ ที่เกิด ที่ประชุม และเหตุของจิตเจตสิก) และธาตุ ๑๘
  43. หน้า ๒๓๔–๒๔๑ ๑. สุตมยญาณกถา ตอนอภิญเญยยนิทเทส (๕) อินทรีย์ ๒๒ อธิบายอินทรีย์ ๒๒ ประการทีละข้อโดยนิรุกติศาสตร์ ตั้งแต่จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ มนินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ (รูปและอรูป) อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ เวทนา ๕ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ไปจนถึงอินทรีย์ ๓ ระดับมรรคผล คือ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ (โสดาปัตติมรรค) อัญญินทรีย์ (๖ ฐานะตั้งแต่โสดาปัตติผลถึงอรหัตมรรค) และอัญญาตาวินทรีย์ (อรหัตผล) สรุปว่าทั้งหมดชื่อว่าอินทรีย์เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นจอมทรงแสดงและจัดแจงไว้
  44. หน้า ๒๔๒–๒๔๙ ๑. สุตมยญาณกถา ตอนอภิญเญยยนิทเทส (๖) ธาตุ ๓ โดยภพ ฌาน และปฏิจจสมุปบาท ต่อจากอินทรีย์ ๒๒ พระสารีบุตรอธิบายหมวดธรรมที่ควรรู้ยิ่งต่อไปอีก เริ่มจากธาตุ ๓ คือกามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ จำแนกตามภพ (สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ) จากนั้นอธิบายฌาน ๔ พรหมวิหาร ๔ และอรูปฌาน ๔ (อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ) ปิดท้ายด้วยปฏิจจสมุปบาท ๑๒ องค์ตั้งแต่อวิชชาจนถึงชราและมรณะ ไขความหมายศัพท์แต่ละคำตามนัยอรรถกถา แสดงว่าธรรมแต่ละหมวดเป็นเหตุปัจจัยเกี่ยวเนื่องกันในการเวียนว่ายตายเกิด
  45. หน้า ๒๕๐–๒๖๗ ๒. สุตมยญาณกถา ตอนอภิญเญยยนิทเทส (๗) สัจนิทเทส ว่าด้วยอริยสัจ ๔ ส่วนนี้คือสัจนิทเทส นำอริยสัจ ๔ มาประกอบกับขันธ์ อายตนะ และธรรมอื่นๆ ทุกหมวด ไล่แจกแจงในหลายแง่มุมซ้ำเป็นชุด เช่น สภาพที่ควรกำหนดรู้ ควรละ ควรทำให้แจ้ง ควรเจริญ, เป็นสุขหรือทุกข์ เป็นภัยหรือปลอดภัย มีเครื่องล่อหรือไม่มี เป็นสังขารหรือเป็นนิพพาน รวมข้อวิสัชนาได้ ๘๐๘ ข้อ ตามด้วยอรรถกถาอธิบายวิธีนับจำนวนข้อวิสัชนาเหล่านี้ และชี้ว่านิพพานคือความดับสมุทัยและฉันทราคะในทุกสิ่ง อันเป็นเป้าหมายสูงสุดแห่งการเห็นแจ้งอริยสัจ
  46. หน้า ๒๖๗–๓๑๘ ๓. สุตมยญาณกถา ตอนอภิญเญยยนิทเทส (๘) ทุติยภาณวาร ว่าด้วยธรรมฝ่ายมรรคและบทสรุป ส่วนสุดท้ายนี้ยกหมวดธรรมฝ่ายปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรคผลมาอธิบายละเอียด ได้แก่โพธิปักขิยธรรม ๓๗ (สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ มรรค) องค์ฌาน มหาวิปัสสนา ๑๘ มรรคผล ๘ ความบริสุทธิ์แห่งศีล จิต และทิฏฐิ วิโมกข์ วิชชา วิมุตติ และญาณต่างๆ พร้อมอรรถกถาไขความหมายศัพท์แต่ละคำว่าเหตุใดจึงเรียกเช่นนั้น ปิดท้ายด้วยบทสรุปว่าธรรมที่ได้ฟังมาแล้วรู้ว่า 'ควรรู้ยิ่ง' นี้เรียกว่าสุตมยญาณ ครบจำนวนข้อวิสัชนาในอภิญเญยยนิทเทสทั้งสิ้น ๗,๗๔๐ ข้อ
  47. หน้า ๓๑๙–๓๓๔ ๑. ปริญเญยยนิทเทส (สุตมยญาณ ว่าด้วยธรรมที่ควรกำหนดรู้) ส่วนนี้อธิบายสุตมยญาณในแง่ธรรมที่ควรกำหนดรู้ด้วยตีรณปริญญา คือรู้แจ้งด้วยการพิจารณาไตร่ตรอง ต่างจากญาตปริญญาคือรู้ยิ่งเพียงทรงจำที่กล่าวไว้ก่อนแล้ว ท่านไล่เรียงหมวดธรรมที่ควรกำหนดรู้ตั้งแต่ผัสสะ นามรูป เวทนา อาหาร อุปาทานขันธ์ อายตนะ วิญญาณฐิติ ไปจนถึงสิ่งทั้งปวงมีตาและรูปเป็นต้น รวมขันธ์ ชรามรณะ และนิพพาน ว่าล้วนพึงพิจารณาให้แจ้งชัด ปิดท้ายว่าเมื่อบุคคลบรรลุธรรมใด เช่น เนกขัมมะหรือญาณ ก็ชื่อว่าได้กำหนดรู้และพิจารณาธรรมนั้นแล้ว
  48. หน้า ๓๓๔–๓๕๕ ๒. ปหาตัพพนิทเทส (สุตมยญาณ ว่าด้วยธรรมที่ควรละ) ส่วนนี้อธิบายสุตมยญาณในแง่ธรรมที่ควรละ ไล่เรียงกิเลสตั้งแต่อัสมิมานะ อวิชชา ตัณหา โอฆะ นิวรณ์ อนุสัย จนถึงมิจฉัตตะ ๑๐ พร้อมชี้ลำดับก่อตัวของกิเลสจากตัณหาสู่การแสวงหา การได้มา ความยึดติด ความตระหนี่ จนลุกลามเป็นการทะเลาะวิวาท จากนั้นแสดงปหานะ ๕ วิธีละกิเลสด้วยอุปมา คือ ข่มไว้ด้วยฌานดุจหม้อกวนแหนให้กระจาย ละด้วยองค์ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ดุจแสงประทีปขับไล่ความมืด ตัดขาดด้วยอริยมรรคดุจต้นไม้ถูกฟ้าผ่า สงบระงับด้วยอริยผล และสลัดออกสิ้นเชิงด้วยนิพพาน
  49. หน้า ๓๕๖–๓๙๐ ๑. ภาเวตัพพนิทเทส อธิบายสุตมยญาณด้านธรรมที่ควรเจริญ ไล่รายชื่อธรรมหมวด ๑ ถึงหมวด ๑๐ ที่พึงอบรม เช่น กายคตาสติ สติปัฏฐาน ๔ อินทรีย์ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘ กสิณ ๑๐ จากนั้นขยายความคำว่า 'ภาวนา' ว่ามีหลายนัย ทั้งโลกิยะและโลกุตระ และมีลักษณะ ๔ อย่างคือ แสวงหา ได้เฉพาะ มีรสเดียวกัน และเสพให้ชำนาญ ชี้ว่าเมื่อละอกุศลข้อหนึ่ง เช่น กามฉันทะ ธรรมฝ่ายตรงข้ามอย่างเนกขัมมะพร้อมทั้งอินทรีย์ พละ โพชฌงค์ และองค์มรรคย่อมทำงานประสานกันไม่ก้าวล่วงกันจนถึงอรหัตมรรค
  50. หน้า ๓๙๑–๔๐๓ ๒. สัจฉิกาตัพพนิทเทส อธิบายสุตมยญาณด้านธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ไล่ธรรมหมวด ๑ ถึง ๑๐ ที่พึงประจักษ์ด้วยตนเอง เช่น เจโตวิมุตติอันไม่กำเริบ วิชชา ๓ สามัญญผล ๔ ธรรมขันธ์ ๕ อภิญญา ๖ กำลังพระขีณาสพ ๗ วิโมกข์ ๘ อนุปุพพนิโรธ ๙ และอเสกขธรรม ๑๐ แล้วขยายความว่าแท้จริงสิ่งทั้งปวงที่รับรู้ผ่านอายตนะทั้ง ๖ ก็ควรทำให้แจ้งด้วยการทำให้เป็นอารมณ์แห่งปัญญาเช่นกัน มิใช่เฉพาะโลกุตรธรรมเท่านั้น
  51. หน้า ๔๐๔–๔๐๗ ๓. หานภาคิยจตุกนิทเทส อธิบายธรรม ๔ อย่างที่เกิดแก่ผู้ได้ฌาน คือ สัญญาที่โน้มกลับไปหากามหรือฌานต่ำกว่าทำให้ฌานเสื่อม สัญญาที่พอใจในฌานนั้นทำให้ฌานตั้งอยู่ สัญญาที่ปราศจากวิตกนำไปสู่ฌานสูงขึ้นถือเป็นความวิเศษ ส่วนสัญญาที่ประกอบด้วยความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดนำไปสู่การชำแรกกิเลสด้วยวิปัสสนาและมรรค หลักนี้ใช้ไล่เรียงตั้งแต่ปฐมฌานไปจนถึงอรูปฌานทั้ง ๔
  52. หน้า ๔๐๘–๔๑๐ ๔. ลักขณัตติกนิทเทส อธิบายไตรลักษณ์ในฐานะสุตมยญาณ คือรูปนามทั้งปวงชื่อว่าไม่เที่ยงเพราะมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา ชื่อว่าเป็นทุกข์เพราะสิ่งที่ไม่เที่ยงย่อมน่ากลัวอยู่เสมอ และชื่อว่าเป็นอนัตตาเพราะไม่มีแก่นสารที่จะเป็นตัวตน ผู้อยู่อาศัย ผู้กระทำ หรือผู้มีอำนาจบังคับได้ เนื่องจากสิ่งที่ไม่เที่ยงและเป็นทุกข์นั้นไม่อาจควบคุมความเกิดดับของตนเองได้เลย
  53. หน้า ๔๑๐–๔๒๐ ๕. ทุกขสัจนิทเทส ตอนว่าด้วยชาติ อรรถกถาอธิบายทุกขสัจเริ่มจากคำว่า 'ชาติ' โดยไล่ความหมาย ๘ นัยของศัพท์ แล้วชี้ว่าโดยตรงหมายถึงความปรากฏครั้งแรกของขันธ์ในภพใหม่ จากนั้นพรรณนาโดยพิสดารว่าเหตุใดชาติจึงเป็นทุกข์ ด้วยภาพอุปมาการอยู่ในครรภ์ดุจอยู่ในที่มืดคับแคบสกปรก ความทุกข์เมื่อมารดาเคลื่อนไหวหรือดื่มของร้อนเย็น ความบีบคั้นขณะคลอดดุจช้างถูกฉุดออกจากช่องแคบ และคาถายืนยันว่าทุกข์ในอบายทั้งปวงล้วนมีรากมาจากการเกิดเป็นเบื้องต้น
  54. หน้า ๔๒๑–๔๒๙ ๖. ทุกขสัจนิทเทส ตอนว่าด้วยชรา มรณะ และทุกข์อื่นๆ อธิบายต่อจากชาติว่าชรากับมรณะเป็นทุกข์เพราะบั่นทอนกำลังกายใจและเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์นานา แล้วอธิบายโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ด้วยอุปมาน้ำข้าวเดือดในหม้อคือโสกะ ล้นออกนอกหม้อคือปริเทวะ และแห้งเหือดหมดคืออุปายาสะ ต่อด้วยความประจวบกับสิ่งไม่เป็นที่รัก ความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก และความไม่ได้สมปรารถนา ปิดท้ายด้วยสรุปว่าทุกข์ทั้งหมดนี้แท้จริงย่อมรวมอยู่ในอุปาทานขันธ์ ๕ ดุจรสน้ำทะเลทั้งปวงมีอยู่ในหยาดน้ำเดียว
  55. หน้า ๔๓๐–๔๔๗ ๗. ทุกขสัจนิทเทส ตอนบทภาชนีย์ ส่วนท้ายของทุกขสัจนิทเทสเป็นบทภาชนีย์แบบอภิธรรม ให้นิยามศัพท์แต่ละคำที่กล่าวถึงทุกข์อย่างเป็นทางการทีละข้อ ได้แก่ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ความประจวบกับสิ่งไม่เป็นที่รัก ความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ความไม่ได้สมปรารถนา และอุปาทานขันธ์ ๕ โดยระบุสภาวะและขอบเขตของแต่ละคำอย่างละเอียด เพื่อให้แยกแยะได้ชัดเจนไม่ปะปนกัน ก่อนพระสารีบุตรจะสรุปจบอรรถกถาทุกขสัจนิทเทส
  56. หน้า ๔๔๗–๔๕๑ ๘. สมุทยสัจนิทเทส อธิบายสมุทยสัจคือตัณหาอันนำไปสู่ภพใหม่ มี ๓ อย่างคือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ชี้ว่าตัณหาเกิดและตั้งอยู่ ณ สิ่งที่เป็นที่รักที่ยินดีในโลก ได้แก่ อายตนะภายในภายนอกทั้งหมดตั้งแต่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไปจนถึงเวทนา สัญญา เจตนา และวิตกวิจารที่เกิดจากอายตนะเหล่านั้น อรรถกถาขยายความด้วยอุปมาว่าสัตว์ทั้งหลายหลงเข้าใจว่าอวัยวะรับรู้ของตนงดงามดุจแก้วมณีในวิมานทอง จึงเกิดความยึดติดพอใจอันเป็นบ่อเกิดของตัณหา
  57. หน้า ๔๕๑–๔๕๗ ๙. นิโรธสัจนิทเทส อธิบายนิโรธสัจคือความดับตัณหาโดยสิ้นเชิงไม่เหลือ อันได้แก่พระนิพพาน ชี้ว่าทุกข์จะดับได้ก็ต่อเมื่อดับที่เหตุคือตัณหา ดุจต้นไม้แม้ถูกตัดแต่รากยังแข็งแรงก็งอกขึ้นใหม่ได้ พระสารีบุตรแสดงไวพจน์ของนิพพานกว่า ๒๐ คำ เช่น ความสิ้นราคะ โทสะ โมหะ ความไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย แล้วอุปมาว่าตัณหาที่ถูกอริยมรรคตัดขาดอาศัยนิพพานดับไป ดุจเถาวัลย์ถูกถอนรากจนเหี่ยวแห้ง หรือโจรถูกประหารที่ประตูเมืองย่อมไม่หวนกลับมาปรากฏอีก
  58. หน้า ๔๕๗–๔๖๔ ๑๐. มัคคสัจนิทเทส ภาพรวมและลำดับองค์มรรค แสดงมรรคสัจคืออริยมรรคมีองค์ ๘ โดยนิยามแต่ละองค์ตามพระบาลี เช่น สัมมาทิฏฐิคือความรู้ในอริยสัจ ๔ สัมมาสังกัปปะคือดำริออกจากกาม ไม่พยาบาท ไม่เบียดเบียน ไปจนถึงสัมมาสมาธิคือฌาน ๔ อรรถกถาอธิบายลักษณะเฉพาะของแต่ละองค์และชี้แจงเหตุผลที่ตรัสเรียงลำดับจากสัมมาทิฏฐิไปจนสัมมาสมาธิ โดยเปรียบสัมมาทิฏฐิเป็นดังแสงสว่างนำทาง สัมมาสังกัปปะดังเหรัญญิกพลิกดูเหรียญ แสดงว่าองค์มรรคแต่ละข้อล้วนเกื้อกูลส่งต่อกันเป็นลำดับ
  59. หน้า ๔๖๔–๔๖๘ ๑๑. สัมมาทิฏฐินิทเทส อธิบายสัมมาทิฏฐิคือความรู้ในอริยสัจ ๔ โดยชี้ว่าทุกข์และสมุทัยเรียนรู้ได้ละเอียดเพราะเวียนอยู่ในวัฏฏะ ส่วนนิโรธและมรรคซึ่งพ้นวัฏฏะรู้ได้ด้วยการฟังเป็นหลัก อธิบายว่าสัจจะ ๒ ข้อแรกปรากฏชัดตั้งแต่เกิด เช่น เจ็บปวดหรือหิวอยากกิน จึงว่าเห็นยากเพราะลึกซึ้ง ส่วนอีก ๒ ข้อลึกซึ้งเพราะเห็นยาก ท้ายสุดแสดงทัศนะอาจารย์อื่นว่าญาณในสัจจะมี ๔ ขั้น คือ ญาณจากการฟัง การกำหนด การพิจารณา และการตรัสรู้
  60. หน้า ๔๖๘–๔๗๐ ๑๒. สัมมาสังกัปปนิทเทส อธิบายความดำริชอบ ๓ อย่าง คือ ดำริออกจากกาม ดำริไม่พยาบาท และดำริไม่เบียดเบียน ซึ่งเป็นข้าศึกโดยตรงต่อกามวิตก พยาบาทวิตก และวิหิงสาวิตก ชี้ว่าความดำริเหล่านี้เกิดขึ้นได้หลายขั้น ตั้งแต่การเจริญฌานอันมีอสุภะ เมตตา กรุณาเป็นอารมณ์เพื่อข่มไว้ชั่วคราว ไปจนถึงวิปัสสนาที่ข่มได้ชั่วขณะ และมรรคญาณที่ตัดขาดโดยเด็ดขาด แสดงว่าความดำริชอบพัฒนาไปตามลำดับขั้นของการปฏิบัติ
  61. หน้า ๔๗๐–๔๗๑ ๑๓. สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวนิทเทส อธิบายองค์มรรคฝ่ายศีล ๓ ข้อโดยย่อ คือ สัมมาวาจา ได้แก่ เจตนางดเว้นจากพูดเท็จ ส่อเสียด หยาบคาย และเพ้อเจ้อ สัมมากัมมันตะ ได้แก่ เจตนางดเว้นจากฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ และประพฤติผิดในกาม ส่วนสัมมาอาชีวะคือการเลี้ยงชีพโดยละทิ้งอาชีพผิดๆ ชี้ว่าในเบื้องต้นการงดเว้นแต่ละอย่างเกิดต่างจิตต่างขณะกัน แต่ในขณะแห่งมรรคการงดเว้นทั้งหมดย่อมรวมเป็นหนึ่งเดียวทำหน้าที่ตัดเหตุแห่งความทุศีลโดยสิ้นเชิง
  62. หน้า ๔๗๑–๔๘๒ ๑๔. สัมมาวายามนิทเทส อธิบายความเพียรชอบ ๔ อย่าง คือ เพียรระวังไม่ให้อกุศลที่ยังไม่เกิดเกิดขึ้น เพียรละอกุศลที่เกิดแล้ว เพียรทำกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิด และเพียรรักษากุศลที่เกิดแล้วให้เจริญยิ่ง อรรถกถาอุปมาผู้เจริญมรรคดุจบุรุษเอาหนามพิษปักรอบต้นไม้ใหญ่ให้หยุดออกดอกผล เพื่อตัดรากเหง้าของกิเลสมิให้สืบต่อในภพใหม่ได้อีก และอธิบายละเอียดว่ากิเลสที่ยังไม่เกิดสามารถแฝงอยู่ได้แม้ในผู้ทรงศีล ทรงคัมภีร์ หรือเจริญวิปัสสนา หากขาดความไม่ประมาท
  63. หน้า ๔๘๓–๔๙๔ สรุปสัมมัปปธานและสัมมาสตินิทเทส (สติปัฏฐาน ๔) ปิดท้ายเรื่องสัมมัปปธานว่าความเพียรสี่ด้าน เมื่อถึงขณะแห่งอริยมรรครวมเป็นความเพียรอย่างเดียว จากนั้นขยายความสัมมาสติผ่านสติปัฏฐาน ๔ คือพิจารณากาย เวทนา จิต และธรรม ที่ต้องแยกพิจารณาแต่ละหมวดโดยไม่ปนกันก็เพื่อสลายความยึดว่าเป็นก้อนเป็นตัวตน ดุจแยกส่วนประกอบรถหรือแยกส่วนเมืองออกเป็นชิ้น ๆ จนเห็นว่าไม่มีสัตว์บุคคลอยู่จริง เมื่อเห็นเช่นนี้ย่อมละความยินดียินร้ายในกายและอารมณ์ทั้งปวงได้ ในขณะแห่งโลกุตรมรรค สติปัฏฐานทั้งสี่จึงรวมลงเป็นจิตดวงเดียว
  64. หน้า ๔๙๕–๕๐๙ สัมมาสมาธินิทเทส: ปฐมฌาน-ทุติยฌาน อธิบายสัมมาสมาธิเริ่มจากปฐมฌาน ชี้ว่าการสงัดจากกามและจากอกุศลธรรมเป็นเงื่อนไขที่ขาดไม่ได้ เปรียบดั่งแสงประทีปที่ส่องไม่ได้ตราบยังมีความมืด แล้วอธิบายวิตก (การยกจิตขึ้นสู่อารมณ์) และวิจาร (การประคองจิตให้แนบกับอารมณ์) ด้วยอุปมานกกระพือปีกกับนกร่อนนิ่ง และปีติ ๕ ระดับตั้งแต่ขนลุกจนถึงกายเบาลอย ซึ่งเมื่อแก่กล้าย่อมหนุนให้เกิดสุขและสมาธิ จากนั้นอธิบายทุติยฌานว่าเกิดเมื่อวิตกวิจารสงบไป จิตผ่องใสเป็นหนึ่งเดียวยิ่งขึ้นดุจน้ำที่หยุดเป็นคลื่น
  65. หน้า ๕๑๐–๕๒๒ สัมมาสมาธินิทเทส: ตติยฌาน (อุเบกขา ๑๐ ประเภท) อธิบายตติยฌานผ่านอุเบกขา ๑๐ ประเภทที่เรียกต่างกันตามบริบท แต่ล้วนมีแก่นเดียวคือความเป็นกลางของจิตที่ไม่เอนเอียงยินดียินร้าย เปรียบด้วยผู้จับงูที่ต้องวางใจเป็นกลางทั้งตอนตรวจดูและตอนจับ สติสัมปชัญญะในฌานนี้ต้องแหลมคมยิ่งขึ้น เพราะสุขประณีตอาจทำให้ลุ่มหลงติดใจได้ง่ายกว่าเดิม จากนั้นไขข้อสงสัยว่าเหตุใดจึงตรัสถึงความดับไม่เหลือของทุกข์ โทมนัส สุข และโสมนัสในฌานต่าง ๆ ทั้งที่เคยละได้ในขั้นอุปจารมาก่อนแล้ว เพื่อแสดงว่าการดับในองค์ฌานเด็ดขาดยิ่งกว่า
  66. หน้า ๕๒๓–๕๓๐ สัมมาสมาธินิทเทส: จตุตถฌาน และสรุปมรรคสัจนิทเทส อธิบายจตุตถฌานว่าปราศจากทั้งสุขทุกข์ทางกายและทางใจ อุเบกขาในฌานนี้บริสุทธิ์อย่างยิ่งเพราะไม่ถูกวิตกวิจารและปีติครอบงำ ดุจแสงจันทร์ที่ปรากฏชัดยามค่ำคืนต่างจากกลางวันที่ถูกแสงอาทิตย์กลบ จึงทำให้สติบริสุทธิ์ตามไปด้วย จากนั้นชี้ว่าฌานที่ใช้เป็นฐานออกสู่วิปัสสนาก่อนบรรลุมรรคย่อมกำหนดจำนวนองค์มรรคและโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นต่างกันไป ปิดท้ายด้วยการสรุปอัฏฐังคิกมรรคทั้งแปดองค์ว่าคือวิชชาและจรณะ คือศีล สมาธิ ปัญญา ที่นำไปสู่นิพพาน เป็นอันจบอรรถกถามรรคสัจนิทเทส
  67. หน้า ๕๓๑–๕๔๐ อรรถกถาสัจปกิณกะ และสรุปสุตมยญาณนิทเทส ส่วนเบ็ดเตล็ดว่าด้วยอริยสัจ ๔ อธิบายว่าเหตุใดจึงมีสัจจะพอดีสี่ไม่ขาดไม่เกิน เพราะทุกข์ต้องแสดงพร้อมเหตุคือสมุทัย และนิพพานต้องแสดงพร้อมทางบรรลุคือมรรค ให้อุปมาไว้หลายแบบ เช่น สัจจะสี่ดุจภาระ เหตุแบกภาระ การวางภาระ และอุบายวางภาระ หรือดุจโรค เหตุโรค ความหายโรค และยา ชี้ว่าสัจจะทั้งหมดว่างเปล่าจากตัวตน เพราะไม่มีผู้เสวยทุกข์หรือผู้เดินมรรคจริง ปิดท้ายด้วยการสรุปสุตมยญาณทั้งหมดว่าคือปัญญาที่เกิดจากการทรงจำธรรมที่ได้สดับมา
  68. หน้า ๕๔๑–๖๑๔ ๒. สีลมยญาณนิทเทส สีลมยญาณนิทเทสว่าด้วยปัญญาที่เกิดจากการสำรวมรักษาศีลหลังฟังธรรม จำแนกศีลเป็น ๕ ระดับความบริสุทธิ์ตั้งแต่ศีลคฤหัสถ์จนถึงศีลพระอรหันต์ ชี้ว่าศีลแท้คือเจตนา ความสำรวม และการไม่ล่วงละเมิด มิใช่เพียงข้อห้าม ศีลที่ขาดเพราะยึดติดลาภยศญาติชีวิตเปรียบดังผ้าขาดด่างพร้อย ส่วนศีลบริสุทธิ์นำไปสู่ความไม่เดือดร้อน ปีติ และสมาธิ จากนั้นอธิบายอกุศลกรรมบถและกุศลกรรมบถ ๑๐ อย่างละเอียดพร้อมองค์ประกอบแต่ละข้อ สรุปว่าศีลเป็นฐานให้เกิดสมาธิและปัญญาเห็นแจ้งตามลำดับจนถึงวิมุตติ
  69. หน้า ๖๑๕–๖๓๗ ๓. สมาธิภาวนามยญาณนิทเทส ปัญญาที่เกิดจากการเจริญสมาธิให้ตั้งมั่นด้วยดี พระสารีบุตรจำแนกประเภทของสมาธิไว้หลายหมวดตั้งแต่หมวดเดียวถึงสิบหมวด เช่น สมาธิมีวิตกวิจาร สมาธิที่เสื่อม-ตั้งอยู่-วิเศษ-ชำแรกกิเลส อนุสติหกประการ และสมาธิด้วยกสิณแปด พร้อมอธิบายความเป็นผู้ฉลาดในสมาธิเจ็ดประการ คือ ฉลาดในการเข้า การตั้งอยู่ การออก ความคล่องแคล่ว โคจร และการน้อมจิตไปสู่สมาธิที่สูงขึ้น ผู้ปฏิบัติต้องกำจัดกามฉันทะและนิวรณ์ต่าง ๆ ก่อนเข้าฌาน สมาธิจึงจะตั้งอยู่ได้นานดุจภมรเข้าสู่รังที่สะอาด
  70. หน้า ๖๓๗–๖๕๗ ๔. ธรรมฐิติญาณนิทเทส ปัญญาในการกำหนดปัจจัยแห่งธรรมทั้งหลาย พระสารีบุตรอธิบายปฏิจจสมุปบาท ๑๒ องค์ ตั้งแต่อวิชชาจนถึงชราและมรณะ ว่าแต่ละองค์เป็นเหตุ เป็นปัจจัย เป็นที่ตั้ง เป็นที่ประมวลมาซึ่งกันและกันอย่างไรทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต จำแนกเป็นสังเขป ๔ กาล ๓ สนธิ ๓ ด้วยอาการ ๒๐ คือเหตุอดีต ๕ ผลปัจจุบัน ๕ เหตุปัจจุบัน ๕ ผลอนาคต ๕ และยืนยันว่าความเป็นเหตุเป็นปัจจัยกันของธรรมเหล่านี้เป็นกฎธรรมดาที่มีอยู่แน่นอน ไม่ว่าพระตถาคตจะอุบัติขึ้นหรือไม่ก็ตาม
  71. หน้า ๖๕๗–๖๗๖ ๕. สัมมสนญาณนิทเทส ปัญญาที่ย่นย่อพิจารณาธรรมทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันแล้วกำหนดเป็นไตรลักษณ์ พระโยคาวจรพิจารณาขันธ์ ๕ อายตนะ และองค์ปฏิจจสมุปบาททุกข้อ ทั้งที่เป็นภายในภายนอก หยาบละเอียด เลวประณีต ไกลใกล้ โดยความไม่เที่ยงเพราะสิ้นไป เป็นทุกข์เพราะน่ากลัว เป็นอนัตตาเพราะหาแก่นสารมิได้ และพิจารณาโดยนัยปฏิจจสมุปบาทว่าเมื่อเหตุนั้นไม่มี ผลนั้นก็ไม่มี นับเป็นการพิจารณาแบบกลุ่มก้อนเพื่อให้เห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริงอย่างทั่วถึง
  72. หน้า ๖๗๖–๖๙๒ ๖. อุทยัพพยญาณนิทเทส ปัญญาที่พิจารณาเห็นความแปรปรวนคือความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งขันธ์ ๕ ที่เป็นปัจจุบัน โดยเห็นความเกิดจากปัจจัยสี่ คือ อวิชชา ตัณหา กรรม และอาหาร กับเห็นลักษณะการเกิดดับโดยตรงในแต่ละขณะ รวมเป็นลักษณะ ๕๐ ประการ มีอุปมาว่าสังขารทั้งหลายไม่มีการสะสมไว้ก่อนเกิดและไม่ไปไหนเมื่อดับ ดุจเสียงพิณที่เกิดแล้วดับไปโดยไม่มีที่มาที่ไป การเห็นเช่นนี้ทำให้อริยสัจ ๔ ปรากฏชัด และเป็นฐานให้ผ่านพ้นวิปัสสนูปกิเลสจนถึงมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ
  73. หน้า ๖๙๒–๗๐๓ ๗. ภังคานุปัสสนาญาณนิทเทส ปัญญาที่พิจารณาอารมณ์แล้วเห็นเฉพาะความแตกดับของจิตที่รู้อารมณ์นั้น โดยไม่ใส่ใจความเกิดอีกต่อไป มุ่งเห็นแต่ความดับเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จนเกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และปล่อยวาง ละนิจสัญญา สุขสัญญา และอัตตสัญญาได้ พระสารีบุตรเปรียบสังขารที่แตกดับเนือง ๆ ดุจฟองน้ำที่ผุดแล้วแตกเมื่อฝนตกกระทบผิวน้ำ และแสดงอานิสงส์ ๘ ประการของญาณนี้ เช่น ละภวทิฏฐิ สละความใคร่ในชีวิต และมีอาชีพบริสุทธิ์
  74. หน้า ๗๐๔–๗๑๑ ๘. อาทีนวญาณนิทเทส ปัญญาที่เห็นสังขารทั้งปวงปรากฏเป็นของน่ากลัว พระสารีบุตรแสดงว่าความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต กรรมประมวลมา ปฏิสนธิ ตลอดจนชรา พยาธิ มรณะ ความโศก ความรำพัน และความคับแค้นใจ ล้วนเป็นภัย เป็นทุกข์ มีอามิส และเป็นเพียงสังขาร ในทางตรงข้าม ความไม่เกิด ความไม่เป็นไป ฯลฯ เป็นความปลอดภัย เป็นสุข ไม่มีอามิส คือพระนิพพาน การเห็นทั้งสองด้านนี้พร้อมกันทำให้จิตไม่หวั่นไหวในทิฏฐิต่าง ๆ และโน้มเอียงไปสู่นิพพานยิ่งขึ้น
  75. หน้า ๗๑๑–๗๔๒ ๑. สังขารุเปกขาญาณนิทเทส อธิบายสังขารุเปกขาญาณ คือปัญญาที่วางเฉยต่อสังขารทั้งปวงหลังพิจารณาเห็นไตรลักษณ์จนคลายความยึดติดและความหวาดกลัว จิตตั้งมั่นเป็นกลางไม่ยินดียินร้ายในสังขาร ท่านแสดงความต่างของการน้อมจิตเช่นนี้ในปุถุชน พระเสขะ และพระอรหันต์ผู้ปราศจากราคะ ทั้งอธิบายวิธีเข้าผลสมาบัติ (เข้า ตั้งอยู่ ออก) และวิหารธรรม ๓ คือสุญญตวิหาร อนิมิตตวิหาร อัปปณิหิตวิหาร ญาณนี้เป็นขั้นสุกงอมของวิปัสสนาที่จะนำไปสู่โคตรภูญาณและอริยมรรคต่อไป
  76. หน้า ๗๔๓–๗๕๑ ๒. โคตรภูญาณนิทเทส อธิบายโคตรภูญาณ คือปัญญาที่ก้าวข้ามหรือครอบงำความเกิด ความเป็นไป และสังขารนิมิตทั้งปวง แล้วแล่นมุ่งสู่พระนิพพานอันไม่มีความเกิด เป็นญาณรอยต่อสำคัญที่ตัดขาดจากโคตรปุถุชนก้าวเข้าสู่โคตรพระอริยะ แม้ญาณนี้จะเห็นนิพพานก่อนแล้วก็ยังไม่เรียกว่า 'เห็น' อย่างสมบูรณ์ เพราะยังไม่ได้ทำกิจละกิเลส ต้องรออริยมรรคเกิดขึ้นในลำดับถัดไปจึงจะตัดกิเลสได้จริง
  77. หน้า ๗๕๒–๗๖๖ ๓. มรรคญาณนิทเทส อธิบายมรรคญาณ คือปัญญาในขณะอริยมรรคทั้ง ๔ ที่เกิดขึ้นพร้อมองค์มรรค ๘ ตัดขาดกิเลสตามลำดับ โสดาปัตติมรรคละมิจฉาทิฏฐิและกิเลสหยาบที่นำไปสู่อบาย สกทาคามิมรรคและอนาคามิมรรคละกามราคะและปฏิฆะอย่างหยาบและละเอียดตามลำดับ อรหัตมรรคละกิเลสที่เหลือทั้งหมดรวมทั้งอวิชชา ท่านเปรียบมรรคว่าเป็นโลกุตรฌานที่เผากิเลสซึ่งยังไม่เกิด ด้วยกำลังของสมถะและวิปัสสนาที่มีส่วนเสมอกันเป็นคู่กัน
  78. หน้า ๗๖๖–๗๗๑ ๔-๕. ผลญาณนิทเทส และวิมุตติญาณนิทเทส อธิบายผลญาณและวิมุตติญาณต่อเนื่องกัน ผลญาณคือปัญญาที่เกิดขึ้นเมื่อความเพียรในการออกจากกิเลสสงบระงับลงแล้ว เป็นผลที่ตามมาจากมรรคในแต่ละขั้นทันที ส่วนวิมุตติญาณคือปัญญาที่พิจารณาเห็นว่าอุปกิเลสของจิตถูกอริยมรรคนั้นๆ ตัดขาดดีแล้ว จิตจึงหลุดพ้นจากกิเลสเหล่านั้นโดยสิ้นเชิง ทั้งสองญาณนี้แสดงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นทันทีหลังอริยมรรคแต่ละขั้นทำกิจสำเร็จ
  79. หน้า ๗๗๒–๗๘๑ ๖. ปัจจเวกขณญาณนิทเทส อธิบายปัจจเวกขณญาณ คือปัญญาที่พิจารณาทบทวนธรรมทั้งหลายที่มาประชุมพร้อมกันในขณะแห่งมรรคและผลแต่ละขั้น เช่น องค์มรรค โพชฌงค์ พละ อินทรีย์ สติปัฏฐาน สัจจะ วิมุตติ และนิพพาน หลังพระโยคาวจรออกจากสมาบัติแล้วย่อมพิจารณาย้อนดูว่าตนได้กำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำนิโรธให้แจ้ง และเจริญมรรคแล้วเพียงใด เป็นการรู้แจ้งชัดถึงกิจที่ทำสำเร็จแล้วในแต่ละขั้นของอริยมรรคอริยผล
  80. หน้า ๗๘๒–๗๘๗ ๗. วัตถุนานัตตญาณนิทเทส อธิบายวัตถุนานัตตญาณ คือปัญญากำหนดอายตนะภายในทั้ง ๖ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ว่าแต่ละอย่างเกิดขึ้นเพราะอวิชชา ตัณหา กรรม และอาหารเป็นปัจจัย อาศัยมหาภูตรูป ๔ เกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เมื่อกำหนดเห็นเช่นนี้ย่อมเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และปล่อยวางความยึดถือในอายตนะภายในได้ตามลำดับ
  81. หน้า ๗๘๘–๗๙๓ ๘. โคจรนานัตตญาณนิทเทส อธิบายโคจรนานัตตญาณ คือปัญญากำหนดอารมณ์ภายนอกทั้ง ๖ ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ ด้วยวิธีพิจารณาแบบเดียวกับอายตนะภายใน คือเห็นว่าเกิดจากเหตุปัจจัย ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จนเบื่อหน่ายคลายกำหนัด ท่านย้ำว่าการเห็นแจ้งไม่ควรจำกัดเฉพาะสังขารภายในตน แต่ต้องเห็นแจ้งสังขารภายนอกของผู้อื่นด้วยจึงจะครบถ้วนสมบูรณ์
  82. หน้า ๗๙๓–๘๑๐ ๙. จริยานานัตตญาณนิทเทส อธิบายจริยานานัตตญาณ คือปัญญากำหนดความประพฤติของจิต ๓ แบบ ได้แก่ วิญญาณจริยา คือการรับรู้อารมณ์ทางทวารทั้ง ๖ ที่เป็นเพียงกิริยาอัพยากฤตไม่มีกิเลสเจือปน อัญญาณจริยา คือความประพฤติของอกุศลจิตที่แล่นไปด้วยราคะ โทสะ โมหะ เมื่อกระทบอารมณ์ที่น่ารักหรือไม่น่ารัก และญาณจริยา คือความประพฤติแห่งวิปัสสนาที่พิจารณาเห็นไตรลักษณ์จนถึงมรรคผล ทั้งสามจริยานี้ผสมปนกันในกระแสจิตของปุถุชนตามแต่ว่าขณะใดจะเกิดขึ้น
  83. หน้า ๘๑๑–๘๒๔ ๑๐. ภูมินานัตตญาณนิทเทส อธิบายภูมินานัตตญาณ คือปัญญากำหนดภูมิหรือระดับของธรรมทั้งหลาย ๔ อย่าง ได้แก่ กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ และโลกุตรภูมิ อันครอบคลุมตั้งแต่อบายภูมิจนถึงพรหมโลกและมรรคผลนิพพาน พร้อมทั้งแสดงหมวดธรรมที่นับเป็นชุดสี่อื่นๆ อีกมาก เช่น สติปัฏฐาน สัมมัปธาน อิทธิบาท ฌาน อัปปมัญญา อริยวงศ์ สังคหวัตถุ และธรรมบท เพื่อให้เห็นความหลากหลายของภูมิและหมวดธรรมที่พระโยคาวจรพึงกำหนดรู้
  84. หน้า ๘๒๔–๘๓๖ ๑๑. ธรรมนานัตตญาณนิทเทส อธิบายธรรมนานัตตญาณ คือปัญญากำหนดความเป็นกุศล อกุศล และอัพยากฤตของธรรมในภูมิทั้ง ๔ ทั้งยังแสดงลำดับธรรม ๙ ประการที่มีปราโมทย์เป็นเบื้องต้น คือเมื่อพิจารณาไตรลักษณ์แล้วเกิดปราโมทย์ ปีติ กายสงบ มีสุข จิตตั้งมั่น รู้เห็นตามจริง เบื่อหน่าย คลายกำหนัด จนจิตหลุดพ้น เช่นเดียวกับธรรมที่มีโยนิโสมนสิการเป็นเบื้องต้น และปิดท้ายด้วยความต่างกัน ๙ ขั้นตามสายปฏิจจสมุปบาทย่อ ตั้งแต่ความต่างแห่งธาตุจนถึงความต่างแห่งการได้อารมณ์
  85. หน้า ๘๓๖–๘๓๙ ๒๐-๒๔. ญาณปัญจกนิทเทส อธิบายหน้าที่ ๕ ประการของปัญญาที่ทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวในทุกญาณ คือ ญาตัฏฐะ (รู้ยิ่ง) ติรณัฏฐะ (กำหนดพิจารณา) ปริจจาคัฏฐะ (ละ) เอกรสัฏฐะ (เจริญให้มีกิจเป็นหนึ่งเดียว) และผัสสนัฏฐะ (ทำให้แจ้ง) ชี้ว่าเมื่อรู้ยิ่งธรรมใดก็ชื่อว่าพิจารณาธรรมนั้นแล้ว เมื่อละธรรมใดก็ชื่อว่าสละแล้ว เมื่อเจริญธรรมใดก็มีกิจเดียวกัน และเมื่อทำให้แจ้งธรรมใดก็ชื่อว่าถูกต้องแล้ว เป็นการวางกรอบว่าปัญญาหนึ่งเดียวทำหน้าที่ครบทั้งห้าด้านพร้อมกันในการรู้แจ้งธรรม
  86. หน้า ๘๓๙–๘๔๙ ๒๕-๒๘. ปฏิสัมภิทาญาณนิทเทส อธิบายปฏิสัมภิทา ๔ คือปัญญาแตกฉานด้านอรรถ (ผลหรือความหมาย) ธรรม (เหตุหรือหลักธรรม) นิรุตติ (ภาษาที่ใช้แสดงธรรมนั้น) และปฏิภาณ (ความรู้แจ่มแจ้งในสามด้านรวมกัน) โดยยกอินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ และมรรคมีองค์ ๘ เป็นตัวอย่าง แสดงให้เห็นว่าธรรมแต่ละข้อ (เหตุ) มีผลหรือความมุ่งหมายของตนอย่างไร มีถ้อยคำบัญญัติเรียกอย่างไร และผู้แตกฉานย่อมรู้แจ้งทั้งสามด้านนี้พร้อมกันได้อย่างคล่องแคล่ว
  87. หน้า ๘๔๙–๘๕๘ ๒๙-๓๑. ญาณัตตยานิทเทส อธิบายญาณ ๓ ที่เกี่ยวเนื่องกัน คือ ปัญญารู้ความต่างแห่งวิหารธรรม (การอยู่) ความต่างแห่งสมาบัติ และความต่างแห่งวิหารสมาบัติ โดยอาศัยวิโมกข์ ๓ ประตูสู่นิพพาน คือ อนิมิตตะ (ไม่มีนิมิต) อัปปณิหิตะ (ไม่มีที่ตั้ง) และสุญญตะ (ว่างจากตัวตน) ซึ่งเกิดจากการเห็นสังขารนิมิต ตัณหา และความถือมั่นว่าตนโดยความเป็นภัย แล้วน้อมจิตสู่นิพพานอันตรงข้าม ทั้งในแง่การอยู่ด้วยวิปัสสนาและการเข้าผลสมาบัติ
  88. หน้า ๘๕๘–๘๗๐ ๓๒. อานันตริกสมาธิญาณนิทเทส อานันตริกสมาธิญาณคือปัญญาที่ตัดอาสวะได้ทันทีไม่มีระหว่างคั่น เพราะสมาธิอันไม่ฟุ้งซ่านบริสุทธิ์แล้ว โดยยกสมาธิหลายสิบวิธี เช่น ฌาน กสิณ อนุสติ อสุภะ และอานาปานสติ ๑๖ ขั้น ว่าล้วนเป็นสมถะที่เป็นบาทให้เกิดมรรคญาณตัดอาสวะทั้ง ๔ คือ กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ ตามลำดับมรรค ๔ จนถึงอรหัตมรรคที่ตัดอาสวะได้หมดสิ้นไม่เหลือ แสดงหลักว่าสมถะมาก่อน ญาณเกิดภายหลัง
  89. หน้า ๘๗๐–๘๗๔ ๓๓. อรณวิหารญาณนิทเทส อรณวิหารญาณคือปัญญาว่าด้วยการอยู่อย่างสงบไม่มีข้าศึก ประกอบด้วยความเป็นใหญ่แห่งการเห็นแจ้ง (อนิจจา ทุกขา อนัตตานุปัสนา) วิหารธรรมอันสงบ ๓ (สุญญตะ อนิมิตตะ อัปปณิหิตะ) และจิตที่น้อมไปในผลสมาบัติอันประณีต อรรถกถาอธิบายว่าฌานและอรูปสมาบัติแต่ละขั้นชื่อว่าอรณวิหารเพราะขับไล่ธรรมที่เป็นข้าศึกของตนออกไปตามลำดับ เช่น ปฐมฌานขับนิวรณ์ ทุติยฌานขับวิตกวิจาร เป็นการอยู่อันสงบราบคาบที่แท้จริงสมควรแก่พระอรหันต์ผู้ละกิเลสได้หมดแล้ว
  90. หน้า ๘๗๕–๘๙๕ ๓๔. นิโรธสมาปัตติญาณนิทเทส อธิบายความชำนาญในการเข้าสมาบัติดับสัญญาและเวทนา อาศัยพละ ๒ (สมถะ วิปัสสนา) การระงับสังขาร ๓ ญาณจริยา ๑๖ สมาธิจริยา ๙ และวสี ๕ จากนั้นไขปัญหาสำคัญว่านิโรธสมาบัติคืออะไร ใครเข้าได้ (เฉพาะพระอนาคามีและพระอรหันต์ผู้ได้สมาบัติ ๘) เข้าเพราะเหตุใด เข้าอย่างไร (ต้องทำบุพกิจ ๔ อย่างก่อน เช่น กำหนดอายุสังขาร) ตั้งอยู่และออกอย่างไร จิตที่ออกจากนิโรธน้อมไปสู่นิพพาน และชี้ความต่างระหว่างผู้ตายกับผู้เข้านิโรธว่าผู้เข้านิโรธยังมีไออุ่นและอินทรีย์ไม่แตกดับ
  91. หน้า ๘๙๕–๘๙๘ ๓๕. ปรินิพพานญาณนิทเทส ปรินิพพานญาณคือปัญญารู้ความสิ้นไปแห่งความเป็นไปของกิเลสและขันธ์ของผู้มีสัมปชัญญะ อธิบายว่ากิเลสแต่ละตัวสิ้นไปด้วยธรรมที่เป็นคู่ปรับตามลำดับ เช่น กามฉันทะสิ้นด้วยเนกขัมมะ จนถึงกิเลสทั้งปวงสิ้นด้วยอรหัตมรรค แบ่งเป็นปรินิพพานด้วยข่มไว้ ด้วยองค์ธรรมคู่ปรับ และด้วยตัดขาดเด็ดขาด อีกนัยหนึ่งกล่าวถึงความเป็นไปแห่งตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่สิ้นสุดลงไม่เกิดขึ้นอีกเมื่อผู้สิ้นกิเลสนิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ
  92. หน้า ๘๙๙–๙๐๕ ๓๖. สมสีสัฏฐญาณนิทเทส สมสีสัฏฐญาณคือปัญญารู้ความไม่ปรากฏแห่งธรรมทั้งปวงในการตัดขาดโดยชอบและในนิโรธ อธิบายว่าเมื่อตัดกิเลสแต่ละตัวขาดด้วยธรรมคู่ปรับ กิเลสนั้นย่อมดับสงบไม่ปรากฏอีก และแสดงธรรมที่เป็นประธาน ๑๓ ประการ ฝ่ายกิเลส (ตัณหา มานะ ทิฏฐิ อุทธัจจะ อวิชชา) และฝ่ายมรรค (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ชีวิตินทรีย์ วิโมกข์ นิโรธ) ผู้ชื่อว่าสมสีสีคือผู้ที่การสิ้นกิเลสกับการสิ้นชีวิตเกิดพร้อมกันพอดีในขณะบรรลุอรหัตผล
  93. หน้า ๙๐๕–๙๑๒ ๓๗. สัลเลขัฏฐญาณนิทเทส อธิบายกิเลสอันหนา (ปุถุ) เช่น ราคะ โทสะ โมหะ และกิเลสประเภทต่าง ๆ อีก ๑๖ อย่างเช่นความโกรธ ริษยา ตระหนี่ แสดงคู่ตรงข้ามระหว่างสภาพต่าง ๆ ที่ฟุ้งซ่านไม่มั่นคง (ฝ่ายกิเลส) กับสภาพเดียวที่มั่นคงไม่ดิ้นรน (ฝ่ายกุศลคู่ปรับ) และอธิบายเดช ๕ ประการ คือ จรณเดช คุณเดช ปัญญาเดช บุญเดช ธรรมเดช ที่ใช้เผาผลาญเดชฝ่ายตรงข้าม สรุปว่าธรรมฝ่ายกุศล ๓๗ ประการมีเนกขัมมะเป็นต้นจนถึงอรหัตมรรค ชื่อว่าธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส เป็นสัลเลขัฏฐญาณ
  94. หน้า ๙๑๓–๙๑๖ ๓๘. วีริยารัมภญาณนิทเทส วีริยารัมภญาณคือปัญญาในการประคองจิตที่ไม่หดหู่และไม่ส่งไป (ไม่ตึงไม่หย่อนเกินไป) เพื่อทำสัมมัปปธาน ๔ ให้สำเร็จ คือ เพียรระวังมิให้อกุศลที่ยังไม่เกิดเกิดขึ้น เพียรละอกุศลที่เกิดแล้ว เพียรทำกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น และเพียรรักษากุศลที่เกิดแล้วให้เจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น โดยยกตัวอย่างตั้งแต่การละกามฉันทะเจริญเนกขัมมะไปจนถึงการละกิเลสทั้งปวงด้วยอรหัตมรรค
  95. หน้า ๙๑๖–๙๑๘ ๓๙. อัตถสันทัสนญาณนิทเทส อัตถสันทัสนญาณคือปัญญาในการประกาศธรรมต่าง ๆ ให้ผู้ฟังเข้าใจแจ่มแจ้ง โดยประกาศรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และสภาวธรรมทั้งปวงโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา และเมื่อผู้ฟังละกิเลสแต่ละอย่างได้ก็ย่อมเห็นชัดถึงคุณประโยชน์ของธรรมคู่ปรับนั้น เช่น เห็นชัดคุณของเนกขัมมะเมื่อละกามฉันทะได้ เป็นการแสดงธรรมที่ทำให้ผู้ฟังทั้งละกิเลสและเห็นแจ้งอานิสงส์ไปพร้อมกัน
  96. หน้า ๙๑๙–๙๒๕ ๔๐. ทัสนวิสุทธิญาณนิทเทส ทัสนวิสุทธิญาณคือปัญญาที่สงเคราะห์ธรรมทั้งปวงเป็นหมวดเดียวกันโดยอาการ ๑๒ เช่น โดยสภาพจริงแท้ ไม่ใช่ตัวตน ควรรู้ยิ่ง ควรกำหนดรู้ และแทงตลอดความต่างกับความเป็นอันเดียวกันของธรรมฝ่ายกิเลสกับฝ่ายกุศล อธิบายว่าในขณะมรรคญาณเดียวกันย่อมแทงตลอดอริยสัจ ๔ พร้อมกันทั้งสี่กิจ คือ กำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำนิโรธให้แจ้ง เจริญมรรค เปรียบเหมือนเรือลำเดียวที่ทำกิจสี่อย่างพร้อมกันได้ในขณะเดียว ทัสนะจึงหมดจดในขณะมรรคและหมดจดแล้วในขณะผล
  97. หน้า ๙๒๕–๙๒๘ ๔๑-๔๒. ขันติญาณปริโยคาหณญาณนิทเทส สองญาณที่เกี่ยวเนื่องกัน คือ ขันติญาณ ปัญญาที่ยอมรับได้เมื่อเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ปรากฏโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา และปริโยคาหนญาณ ปัญญาที่หยั่งเข้าไปถูกต้องธรรมนั้นด้วยวิปัสสนาญาณอย่างแนบแน่น ทั้งสองญาณแสดงขั้นตอนต่อเนื่องกันคือเมื่อสภาวธรรมปรากฏชัดแล้วจิตย่อมยอมรับและหยั่งเข้าไปสัมผัสความจริงนั้นโดยตรง
  98. หน้า ๙๒๘–๙๓๖ ๔๓. ปเทสวิหารญาณนิทเทส ปเทสวิหารญาณคือปัญญาในการรวมธรรมเป็นส่วน ๆ อธิบายว่าเวทนาที่เกิดขึ้นเป็นกุศลหรืออกุศลนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ซับซ้อน เช่น มิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัยให้เกิดอกุศลเวทนาได้ แต่บางครั้งผู้มีมิจฉาทิฏฐิทำบุญเพราะทิฏฐินั้นก็เกิดกุศลเวทนาได้เช่นกัน ความสงบแห่งฉันทะ วิตก สัญญา ตามลำดับทำให้เกิดฌานขั้นต่าง ๆ และความเพียรเพื่อบรรลุอรหัตผลที่ยังไม่ถึงก็เป็นกุศลเวทนา แสดงความสัมพันธ์อันละเอียดอ่อนระหว่างทิฏฐิ เจตนา และเวทนาที่เกิดขึ้น
  99. หน้า ๙๓๖–๙๕๐ ๔๔-๔๙. วิวัฏฏญาณฉักกนิทเทส อธิบายญาณ ๖ ประการที่ทำให้จิตหมุนกลับออกจากกิเลสสู่นิพพาน คือ สัญญาวิวัฏฏญาณ (รู้ดีจนหลีกออกได้) เจโตวิวัฏฏญาณ (คิดถึงความเป็นหนึ่งจนใจหลีกออก) จิตตวิวัฏฏญาณ (อธิษฐานจิตด้วยธรรมคู่ปรับ) ญาณวิวัฏฏญาณ (เห็นอายตนะว่างจากตัวตน) วิโมกขวิวัฏฏญาณ (สลัดกิเลสออกด้วยธรรมคู่ปรับ) และสัจวิวัฏฏญาณ (แทงตลอดอริยสัจ ๔) ทั้งหกอย่างเกิดร่วมกันในขณะแห่งมรรคเดียวกัน เชื่อมโยงเป็นกระบวนการเดียวที่นำจิตหลีกออกจากกิเลสไปสู่ความหลุดพ้น
  100. หน้า ๙๕๐–๙๖๙ ๕๐. อิทธิวิธญาณนิทเทส พระสารีบุตรเถระอธิบายอิทธิวิธญาณ ปัญญาที่ทำให้แสดงฤทธิ์ได้ เริ่มจากเจริญอิทธิบาท ๔ คือฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา อบรมจิตให้ควรแก่การงานแล้วน้อมจิตไปเพื่อฤทธิ์ อรรถกถาอธิบายวิธีบริกรรมและอธิษฐานของฤทธิ์แต่ละชนิดอย่างละเอียด เช่น เนรมิตกายคนเดียวเป็นหลายคนหรือหายตัว เดินทะลุฝากำแพงภูเขา ดำดินเดินบนน้ำ เหาะไปในอากาศ และลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ด้วยฝ่ามือ ล้วนสำเร็จด้วยกำลังฌานที่เป็นบาทแห่งอภิญญา
  101. หน้า ๙๖๙–๙๗๔ ๕๑. โสตธาตุวิสุทธิญาณนิทเทส อธิบายโสตธาตุวิสุทธิญาณ ปัญญาทำให้เกิดหูทิพย์ โดยเริ่มจากกำหนดฟังเสียงหยาบเสียงละเอียดในทิศต่างๆ ทั้งใกล้และไกลเป็นนิมิต จนจิตผ่องแผ้วน้อมไปเพื่อญาณอันหมดจดแห่งโสตธาตุ ภิกษุผู้ได้ญาณนี้ย่อมฟังเสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ได้ทั้งในที่ไกลและใกล้ล่วงหูของมนุษย์ปกติ อรรถกถาอธิบายลำดับจิตที่เกิดขึ้นตั้งแต่บริกรรมจนถึงอัปปนาจิตอันทำให้ทิพโสตธาตุญาณสำเร็จ
  102. หน้า ๙๗๔–๙๗๙ ๕๒. เจโตปริยญาณนิทเทส อธิบายเจโตปริยญาณ ปัญญากำหนดรู้ใจผู้อื่นด้วยใจตน อรรถกถาอธิบายวิธีปฏิบัติว่าต้องอาศัยทิพจักษุเห็นสีโลหิตหทัยของผู้อื่นก่อน เพราะสีเลือดหัวใจเปลี่ยนไปตามอารมณ์คือโสมนัส โทมนัส อุเบกขา จึงแสวงหาจิตได้ ภิกษุผู้ได้ญาณนี้ย่อมรู้จิตมีราคะหรือปราศจากราคะ มีโทสะหรือปราศจากโทสะ จิตหดหู่หรือฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิหรือไม่ หลุดพ้นหรือไม่ รวม ๑๖ ประเภท โดยปุถุชนไม่อาจรู้จิตของพระอริยะที่สูงกว่าตนได้
  103. หน้า ๙๘๐–๑๐๒๑ ๕๓. บุพเพนิวาสานุสติญาณนิทเทส อธิบายบุพเพนิวาสานุสติญาณ ปัญญาระลึกชาติก่อนได้ อรรถกถาสอนวิธีเจริญโดยพิจารณาปฏิจจสมุปบาทเป็นเบื้องต้น แล้วทบทวนกิจวัตรย้อนหลังไปเรื่อยๆ จนถึงขณะปฏิสนธิและก้าวข้ามไปเห็นภพก่อน เทียบกำลังระลึกชาติของเดียรถีย์ สาวก มหาสาวก อัครสาวก พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระพุทธเจ้าที่ต่างกันมาก จากนั้นแทรกเรื่องความพินาศของโลกด้วยไฟ น้ำ ลม พร้อมกำเนิดโลกใหม่โดยย่อตามอัคคัญญสูตร ตั้งแต่ง้วนดิน ข้าวสาลี กำเนิดเพศ จนมีพระเจ้ามหาสมมติเป็นกษัตริย์องค์แรก
  104. หน้า ๑๐๒๑–๑๐๓๖ ๕๔. ทิพจักขุญาณนิทเทส อธิบายทิพจักขุญาณ ปัญญาทำให้เกิดตาทิพย์เห็นรูปด้วยแสงสว่าง โดยเจริญอาโลกกสิณจนจิตผ่องใสไม่มีอะไรหุ้มห่อ ภิกษุผู้ได้ญาณนี้ย่อมเห็นหมู่สัตว์กำลังจุติกำลังอุบัติ เลวหรือประณีตตามกรรมที่ทำไว้ ผู้ทำทุจริตมีมิจฉาทิฏฐิย่อมไปอบาย ผู้ทำสุจริตมีสัมมาทิฏฐิย่อมไปสุคติ อรรถกถาอธิบายวิธีเจริญและเตือนอันตรายจากความประมาทเมื่อเห็นรูปที่น่ากลัว ปิดท้ายด้วยการสรุปอารมณ์ของอภิญญาทั้ง ๕ ที่กล่าวมาทั้งหมดไว้เป็นปัญจญาณปกิณกะ
  105. หน้า ๑๐๓๖–๑๐๔๕ ๕๕. อาสวักขยญาณนิทเทส อธิบายอาสวักขยญาณ ความชำนาญในอินทรีย์ ๓ คือ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์เกิดขณะโสดาปัตติมรรค อัญญินทรีย์เกิดตั้งแต่โสดาปัตติผลถึงอรหัตมรรค และอัญญาตาวินทรีย์เกิดขณะอรหัตผล แต่ละอินทรีย์มีอินทรีย์อื่นอีก ๘ เป็นบริวาร รวมเป็นอาการ ๖๔ จากนั้นแสดงอาสวะ ๔ คือกามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ ว่าสิ้นไปตามลำดับมรรคทั้ง ๔ จนหมดสิ้นอาสวะทั้งปวงด้วยอรหัตมรรค เป็นการปิดท้ายอภิญญา ๖ ที่มีทั้งโลกิยะและโลกุตระ
  106. หน้า ๑๐๔๕–๑๐๕๓ ๕๖-๖๓. สัจญาณจตุกทวยนิทเทส อธิบายสัจญาณ ๔ คู่ คือทุกขญาณ สมุทยญาณ นิโรธญาณ มรรคญาณ ทั้งในแง่กิจที่พึงทำต่อแต่ละสัจจะ คือทุกข์ควรกำหนดรู้ สมุทัยควรละ นิโรธควรทำให้แจ้ง มรรคควรเจริญ และในแง่ญาณของผู้พร้อมเพรียงด้วยอริยมรรคที่แทงตลอดสัจจะทั้ง ๔ พร้อมกันในขณะเดียว อรรถกถาอธิบายไวพจน์ของปัญญาจำนวนมากด้วยอุปมาต่างๆ เช่น ปัญญาดังแผ่นดินเพราะกว้างขวาง ดังปฏักเพราะไล่จิตให้เข้าทาง ดังศัสตราเพราะตัดกิเลส ดังปราสาทเพราะขึ้นสูง ดังแสงสว่าง และดังรัตนะเพราะหาได้ยาก
  107. หน้า ๑๐๕๔–๑๐๕๘ ๖๔-๖๗. สุทธิกปฏิสัมภิทาญาณนิทเทส อธิบายปฏิสัมภิทาญาณ ๔ อย่าง คือ อรรถปฏิสัมภิทาแตกฉานในผล ธรรมปฏิสัมภิทาแตกฉานในเหตุ นิรุตติปฏิสัมภิทาแตกฉานในภาษา และปฏิภาณปฏิสัมภิทาแตกฉานในไหวพริบ โดยแสดงญาณเหล่านี้ผ่านความต่างกัน การกำหนด ความหมาย ประเภท ความปรากฏ ความกระจ่าง และความประกาศแห่งอรรถ ธรรม นิรุตติ ปฏิภาณ อรรถกถาโยงความแตกฉานแต่ละขั้นเข้ากับระดับอริยบุคคล ตั้งแต่พระโสดาบันไปจนถึงพระอรหันต์ผู้แตกฉานที่สุด
  108. หน้า ๑๐๕๘–๑๐๖๙ ๖๘. อินทริยปโรปริยัตตญาณนิทเทส อธิบายอินทริยปโรปริยัตตญาณ ญาณเฉพาะพระตถาคตที่ทรงหยั่งรู้ความแก่อ่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลาย ทรงเห็นว่าผู้ใดมีกิเลสธุลีน้อยหรือมากในปัญญาจักษุ มีอินทรีย์แก่กล้าหรืออ่อน มีอาการดีหรือชั่ว พึงให้รู้แจ้งได้ง่ายหรือยาก และเห็นภัยในปรโลกและโทษหรือไม่ ทั้งหมดวัดจากศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา รวมเป็นอาการ ๕๐ อรรถกถาอธิบายว่าโลกและโทษในที่นี้หมายถึงขันธ์ ธาตุ อายตนะ และกิเลสทุจริตทั้งปวงที่ควรเห็นเป็นภัยดุจศัตรูเงื้อดาบ
  109. หน้า ๑๐๖๙–๑๐๙๐ ๖๙. อาสยานุสยญาณนิทเทส พระสารีบุตรเถระอธิบายอาสยานุสยญาณ คือ พระปรีชาญาณหยั่งรู้อัธยาศัยและกิเลสที่นอนเนื่องในสันดานของสัตว์ทั้งหลาย ทรงทราบว่าสัตว์อาศัยทิฏฐิฝ่ายเที่ยงหรือฝ่ายขาดสูญ มีอนุสัย ๗ นอนเนื่องอยู่ เช่น ราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และอวิชชานุสัย ทรงทราบจริตคือกรรมที่สั่งสมมา อธิมุตติคือนิสัยเลวหรือประณีตซึ่งทำให้สัตว์คบหากันตามชั้น และทรงแยกแยะได้ว่าสัตว์ใดเป็นภัพพะควรแก่การบรรลุมรรคผล สัตว์ใดเป็นอภัพพะเพราะถูกกรรม กิเลส หรือวิบากกั้นไว้
  110. หน้า ๑๐๙๑–๑๐๙๙ ๗๐. ยมกปาฏิหาริยญาณนิทเทส พระสารีบุตรเถระอธิบายยมกปาฏิหาริยญาณ คือ พระปรีชาญาณเฉพาะพระองค์ไม่ทั่วไปแก่พระสาวก ทรงแสดงปาฏิหาริย์บันดาลให้ท่อไฟและสายน้ำพวยพุ่งออกจากพระวรกายเป็นคู่ๆ พร้อมกันคราวเดียว ทั้งจากส่วนบนล่าง ซ้ายขวา และทุกขุมพระโลมา พร้อมพระรัศมี ๖ สี ทรงนิรมิตพระพุทธนิมิตแสดงอิริยาบถต่างกันในเวลาเดียวกันด้วย อรรถกถาอธิบายว่าปาฏิหาริย์นี้สำเร็จด้วยฌานมีเตโชกสิณและอาโปกสิณเป็นอารมณ์ ทรงทำได้ด้วยการอธิษฐานครั้งเดียว ต่างจากพระสาวกที่ต้องอธิษฐานหลายครั้ง
  111. หน้า ๑๐๙๙–๑๑๕๓ ๗๑. มหากรุณาสมาปัตติญาณนิทเทส พระสารีบุตรเถระอธิบายมหากรุณาสมาปัตติญาณ คือ พระญาณที่ทรงแผ่มหากรุณาสู่สรรพสัตว์หลังตรัสรู้ ด้วยทรงเห็นโลกด้วยอาการ ๘๙ ประการ เช่น โลกถูกไฟกิเลสแผดเผา ถูกลูกศรตัณหาเสียบแทง มืดบอดด้วยอวิชชา ติดข่ายตัณหาและทิฏฐิ จมในเหวและหล่มใหญ่ ไม่มีที่พึ่งใดนอกจากพระองค์ ทรงดำริว่าพระองค์ข้ามพ้นแล้วแต่สัตว์โลกยังไม่พ้น จึงตั้งพระทัยช่วยสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ด้วย อรรถกถาไขความอุปมาแต่ละข้อ เช่น ลูกศรคือตัณหา ป่ารกชัฏคือราคะโทสะโมหะและทิฏฐิ ๖๒
  112. หน้า ๑๑๕๔–๑๑๗๒ ๗๒-๗๓. สัพพัญญุตญาณนิทเทส (อนาวรณญาณ) พระสารีบุตรเถระอธิบายสัพพัญญุตญาณและอนาวรณญาณว่าเป็นญาณเดียวกัน กล่าวโดยสองแง่มุม คือ ทรงรู้สังขตธรรมและอสังขตธรรมทั้งปวงไม่มีส่วนเหลือ (สัพพัญญุตญาณ) และไม่มีสิ่งปิดกั้นการรู้นั้น (อนาวรณญาณ) ทรงรู้แจ้งอดีตอนาคตปัจจุบัน อารมณ์ทางทวารทั้งหก ไตรลักษณ์ อริยสัจ ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ รวมเป็นพระพุทธญาณ ๑๔ อรรถกถาอธิบายคาถาสรุปว่าทรงเป็นพระสมันตจักษุผู้เห็นรอบด้าน เพราะไม่มีธรรมใดที่มิได้ทรงรู้เห็นแจ้งด้วยพระปัญญา ปิดท้ายญาณกถา ๗๓ และอรรถกถาปฏิสัมภิทามรรค