วิภังค์
ฉบับ มมร. · พระอภิธรรมปิฎก · เล่มที่ ๗๗ · ๗๐๕ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๔๙ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๑๙ ขันธวิภังค์ สุตตันตภาชนีย์ - จำแนกขันธ์ 5 แบบพระสูตร เปิดเล่มด้วยการไล่แจกแจงขันธ์ 5 (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ที่ประกอบกันเป็น "ตัวตน" ที่เราคุ้นเคย โดยแบ่งแต่ละขันธ์ออกเป็น 11 มุมมอง เช่น อดีต-อนาคต-ปัจจุบัน ภายใน-ภายนอก หยาบ-ละเอียด ทราม-ประณีต ไกล-ใกล้ เพื่อชี้ว่าสิ่งที่เรียกว่า "เรา" แท้จริงเป็นเพียงกองรวมของส่วนย่อยๆ ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่มีแก่นแท้เป็นก้อนเดียว
- หน้า ๒๐–๔๒ อรรถกถาอธิบายรูปขันธ์ (นิทเทสแห่งรูปขันธ์) อรรถกถาสัมโมหวิโนทนีเริ่มไขความว่า "ขันธ์" แปลว่ากองหรือส่วน ไม่ใช่ตัวตน แล้วอธิบายรูปขันธ์ว่าเหตุใดจึงชื่อว่ารูป เพราะย่อยยับได้ด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ เช่น ความเย็น ร้อน หิว กระหาย พร้อมยกเรื่องราวจากภพภูมิต่างๆ ประกอบ อธิบายเกณฑ์แบ่งรูปอดีต-อนาคต-ปัจจุบันทั้งแบบพระสูตรและแบบอภิธรรม และถกว่าอารมณ์น่าปรารถนา-ไม่น่าปรารถนาเป็นเรื่องสมมติของแต่ละคนหรือเป็นจริงโดยวิบาก
- หน้า ๔๓–๕๖ อรรถกถาอธิบายเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ อธิบายขันธ์ที่เหลือทั้งสี่ด้วยวิธีเดียวกับรูปขันธ์ คือแบ่งเป็นอดีต-อนาคต-ปัจจุบัน ภายใน-ภายนอก หยาบ-ละเอียด โดยเน้นถกเถียงเกณฑ์ตัดสิน "หยาบ-ละเอียด" ของเวทนาอย่างละเอียด เช่น เวทนาที่เกิดจากวิบากกรรมเท่านั้นที่เป็นตัวชี้ขาดว่าอารมณ์น่าพอใจหรือไม่ ไม่ใช่ความรู้สึกชอบ-ชังของจิต พร้อมยกมติของอาจารย์หลายท่านมาเทียบเคียงและชี้ข้อบกพร่องของแต่ละมติ
- หน้า ๕๗–๗๐ ปกิณกะ 16 หมวดว่าด้วยความสัมพันธ์ของขันธ์ 5 อธิบายกลไกการเกิดดับของรูปและนามอย่างละเอียด เช่น ขันธ์ 5 เกิดพร้อมกันในขณะปฏิสนธิได้อย่างไร เหตุใดรูปจึงดับช้ากว่าจิตถึง 17 ขณะ โดยเปรียบรูปเหมือนคนเท้ายาว จิตเหมือนคนเท้าสั้นที่ต้องก้าวถึง 16 ก้าวกว่าคนเท้ายาวจะก้าวครบ 1 ก้าว เพื่อแสดงว่ารูปกับนามแม้มีจังหวะเกิดดับต่างกัน แต่ต้องอิงอาศัยกันตลอดจนกว่าชีวิตจะสิ้นสุด ไม่อาจแยกขาดจากกันได้
- หน้า ๗๑–๘๒ นัยวินิจฉัยขันธ์ 5 และอุปมาขันธ์ 5 (ปิดวรรณนาสุตตันตภาชนีย์) สรุปเหตุผลที่ทรงแสดงขันธ์ 5 ตามลำดับ รูปก่อนเพราะหยาบสุดจึงสังเกตง่าย ไล่ไปจนถึงวิญญาณซึ่งเป็นใหญ่ในกองอื่น ปิดท้ายด้วยอุปมาขันธ์ 5 ที่เลื่องชื่อ: รูปเหมือนก้อนฟองน้ำ เวทนาเหมือนต่อมน้ำ สัญญาเหมือนพยับแดด สังขารเหมือนต้นกล้วย วิญญาณเหมือนมายากล ทั้งหมดล้วนไม่มีแก่นสารให้ยึดถือ เป็นการปิดท้ายอรรถกถาส่วนที่อธิบายพระสูตร (สุตตันตภาชนีย์)
- หน้า ๘๓–๙๗ อภิธรรมภาชนีย์: จำแนกรูปขันธ์และเวทนาขันธ์แบบอภิธรรม เปลี่ยนวิธีอธิบายจากภาษาธรรมดาในสุตตันตภาชนีย์ มาเป็นการไล่จำแนกรูปขันธ์และเวทนาขันธ์ด้วยชุดคุณสมบัติคู่ตรงข้ามนับร้อยคู่ (เช่น มีเหตุ-ไม่มีเหตุ กุศล-อกุศล-อัพยากฤต) ซ้ำหลายรอบในหมวดต่างๆ (ทุกมูลกวาร ติกมูลกวาร ฯลฯ) เป็นแม่บทวิเคราะห์ละเอียดยิบแบบพระอภิธรรม ที่มุ่งฝึกความแม่นยำในการมองสภาวธรรมทุกแง่มุม มากกว่าจะอธิบายความหมายด้วยเรื่องเล่าอย่างอรรถกถาก่อนหน้า
- หน้า ๙๘–๑๐๙ อภิธรรมภาชนีย์: จำแนกสัญญาขันธ์แบบอภิธรรม ใช้วิธีจำแนกแบบเดียวกับเวทนาขันธ์ คือไล่จับคู่สัญญาขันธ์กับคุณสมบัติต่างๆ ซ้ำเป็นรอบๆ ตามหมวดทุกมูลกวาร ติกมูลกวาร อุภโตวัฑฒกวาร และพหุวิธวาร เพื่อแสดงว่าสัญญา (การจำได้หมายรู้) สามารถถูกวิเคราะห์แยกแยะได้ละเอียดในทุกมิติเช่นเดียวกับเวทนา สะท้อนวิธีคิดแบบอภิธรรมที่มองทุกสภาวธรรมผ่านกรอบคุณสมบัติที่ตายตัวและครอบคลุม
- หน้า ๑๑๐–๑๑๕ อภิธรรมภาชนีย์: เริ่มจำแนกสังขารขันธ์แบบอภิธรรม (ทุกมูลกวาร) เริ่มต้นจำแนกสังขารขันธ์ด้วยวิธีเดียวกับขันธ์ก่อนหน้า โดยจบรอบแรก (ทุกมูลกวาร) ที่ไล่จับคู่สังขารขันธ์กับคุณสมบัติพื้นฐาน เช่น มีเหตุ-ไม่มีเหตุ กุศล-อกุศล-อัพยากฤต ยังไม่ครบชุดการจำแนกทั้งหมด เนื้อหาต่อเนื่องไปยังหมวดติกมูลกวารและวารอื่นๆ ในหน้าถัดไป
- หน้า ๑๑๖–๑๒๒ สังขารขันธ์ (อภิธรรมภาชนีย์) สังขารขันธ์คือกองแห่งเจตนาและองค์ประกอบทางจิตที่ปรุงแต่งการกระทำ ไม่รวมเวทนาและสัญญา นิยามด้วยเจตนาที่เกิดจากผัสสะทางทวารทั้ง ๖ แล้วจำแนกซ้ำผ่านหมวดคุณสมบัติต่างๆ เช่น กุศล-อกุศล-อัพยากฤต มีเหตุหรือไม่มีเหตุ เป็นโลกิยะหรือโลกุตระ เพื่อแสดงความหลากหลายของธรรมที่ปรุงแต่งจิตในทุกแง่มุม
- หน้า ๑๒๓–๑๓๕ วิญญาณขันธ์ (อภิธรรมภาชนีย์) และปิดการจำแนกขันธ์ ๕ โดยนัยอภิธรรม วิญญาณขันธ์คือกองแห่งการรู้แจ้งอารมณ์ผ่านทวารทั้ง ๖ ได้แก่ จักขุวิญญาณจนถึงมโนวิญญาณ จำแนกด้วยหมวดคุณสมบัติเดียวกับขันธ์อื่นๆ เพื่อแสดงว่าการรับรู้แต่ละทวารมีลักษณะต่างกันอย่างไร ส่วนนี้ปิดท้ายการจำแนกขันธ์ทั้ง ๕ โดยนัยอภิธรรม (อภิธรรมภาชนีย์) ซึ่งละเอียดกว่านัยพระสูตร
- หน้า ๑๓๖–๑๔๖ วรรณนาอภิธรรมภาชนีย์ (อรรถกถาอธิบายการจำแนกขันธ์ ๕) อรรถกถาอธิบายว่าทำไมพระพุทธเจ้าทรงจำแนกขันธ์แต่ละอย่างต่างรูปแบบกัน โดยเฉพาะเวทนาขันธ์ที่ทรงแสดงได้ถึงหมวด ๗, ๒๔, ๓๐ อย่าง เพื่อให้เหมาะกับอัธยาศัยผู้ฟังและความไพเราะแห่งเทศนา พร้อมเล่าเรื่องภิกษุเจริญกรรมฐานจนบรรลุอรหัตต์ อธิบายว่าเวทนาเกิดขึ้นได้ ๓ ทาง คือ โดยเป็นอุปนิสัยเดิม โดยข้ามพ้นกิเลสได้ทันที และโดยการเจริญวิปัสสนาไปตามลำดับ
- หน้า ๑๔๗–๑๖๐ ปัญหาปุจฉกะแห่งขันธวิภังค์ (เปรียบเทียบขันธ์ ๕) และอรรถกถาปิดท้าย ซักถามเปรียบเทียบว่าคุณสมบัติแต่ละหมวด เช่น กุศล-อกุศล มีเหตุหรือไม่มีเหตุ ใช้ได้กับขันธ์ใดบ้าง พบว่ารูปขันธ์เป็นอัพยากฤตเสมอ ไม่มีอารมณ์ ไม่มีวิตกวิจาร ต่างจากขันธ์ ๔ ที่เหลือซึ่งมีได้หลายลักษณะ จบด้วยอรรถกถาอธิบายว่าขันธ์เป็นอารมณ์ของจิตประเภทใดบ้าง ถือเป็นการจบเนื้อหาขันธวิภังค์ทั้งหมด
- หน้า ๑๖๑–๑๗๖ อายตนวิภังค์: สุตตันตภาชนีย์ และความหมายของคำว่า "อายตนะ" เริ่มบทใหม่ว่าด้วยอายตนะ ๑๒ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และอารมณ์คู่กัน) แสดงว่าทุกอายตนะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จากนั้นอรรถกถาอธิบายรากศัพท์และความหมายของแต่ละอายตนะ เช่น จักขุ (ตา) แปลว่า "สิ่งที่เห็น" และอธิบายว่าเหตุใดจึงเรียกว่า "อายตนะ" เพราะเป็นบ่อเกิด เป็นที่ประชุม เป็นที่อยู่อาศัยของจิตและเจตสิกที่อาศัยทวารนั้นเกิดขึ้น
- หน้า ๑๗๗–๑๘๕ อภิธรรมภาชนีย์แห่งอายตนวิภังค์ และอรรถกถาโต้วาทะเรื่องนิพพาน นิยามอายตนะแต่ละอย่างอย่างละเอียด รวมถึงธรรมายตนะที่ครอบคลุมเวทนา สัญญา สังขารขันธ์ รูปละเอียดที่มองไม่เห็น และอสังขตธาตุ (นิพพาน คือความสิ้นราคะ โทสะ โมหะ) จากนั้นอรรถกถาโต้ตอบนักโต้วาทะที่อ้างว่านิพพานมีหลายอย่างตามจำนวนกิเลสที่ดับ พิสูจน์ว่าแท้จริงนิพพานมีหนึ่งเดียว เพียงแต่เรียกชื่อต่างกันตามแง่มุมของกิเลสที่สิ้นไป
- หน้า ๑๘๖–๑๙๙ ปัญหาปุจฉกะแห่งอายตนวิภังค์ (ปิดบทอายตนวิภังค์) ซักถามเปรียบเทียบคุณสมบัติของอายตนะ ๑๒ ในทำนองเดียวกับขันธ์ ๕ พบว่าอายตนะหยาบ ๑๐ อย่าง (ตา หู จมูก ลิ้น กาย และอารมณ์คู่กัน) เป็นอัพยากฤตเสมอ ไม่มีวิตกวิจาร ไม่เป็นอารมณ์ของสิ่งใด ต่างจากมนายตนะและธรรมายตนะซึ่งซับซ้อนและมีได้หลายลักษณะกว่า จบบทอายตนวิภังค์ทั้งหมด
- หน้า ๒๐๐–๒๐๙ ธาตุวิภังค์: สุตตันตภาชนีย์ ธาตุ ๖ สามนัย เริ่มบทใหม่ว่าด้วยธาตุ นัยที่ ๑ คือธาตุ ๖ ทางกายภาพ (ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ วิญญาณ) แบ่งเป็นภายในตัวและภายนอก นัยที่ ๒ คือธาตุทางความรู้สึก (สุข ทุกข์ โสมนัส โทมนัส อุเบกขา อวิชชา) นัยที่ ๓ คือธาตุฝ่ายกิเลสกับฝ่ายตรงข้าม (กาม พยาบาท เบียดเบียน กับ เนกขัมมะ ไม่พยาบาท ไม่เบียดเบียน) แสดงว่าธาตุคือองค์ประกอบพื้นฐานที่ประกอบกันเป็นทั้งร่างกายและจิตใจ
- หน้า ๒๑๐–๒๑๕ วรรณนาธาตุวิภังค์: ความหมายของธาตุ และเริ่มมนสิการกาย ๓๒ อาการ อรรถกถาอธิบายว่าคำว่า "ธาตุ" หมายถึงสภาวะที่ว่างเปล่าจากความเป็นสัตว์บุคคล ไม่ใช่ตัวตน จากนั้นสอนวิธีปฏิบัติกรรมฐานพิจารณาธาตุดิน (ปฐวีธาตุ) โดยยกอุปมาว่าส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น ผม ขน เล็บ ต่างไม่รู้จักกันเอง ไม่มีเจตนา เป็นเพียงธรรมชาติที่แข็งกระด้าง ไม่ใช่สัตว์บุคคล เนื้อหายังไม่จบ ต่อเนื่องในช่วงถัดไป
- หน้า ๒๑๖–๒๒๖ นิเทศปฐวีธาตุ: กรรมฐานพิจารณาส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย อธิบายวิธีเจริญกรรมฐานพิจารณาอาการ ๓๒ ส่วนที่เป็นของแข็งในร่างกาย เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ไต หัวใจ ตับ ม้าม ปอด ไส้ใหญ่ไส้น้อย มันสมอง โดยเปรียบแต่ละส่วนด้วยอุปมากับสิ่งของในชีวิตประจำวัน เพื่อให้เห็นว่าส่วนเหล่านี้ไม่รู้จักกันและกัน ไม่มีเจตนา ไม่ใช่สัตว์บุคคล เป็นเพียงธรรมชาติแข็งกระด้างคือธาตุดิน เป็นอุบายถอนความยึดมั่นว่าเป็นตัวตน
- หน้า ๒๒๗–๒๔๓ นิเทศอาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ ใช้วิธีอุปมาแบบเดียวกับธาตุดิน อธิบายของเหลวในร่างกาย เช่น น้ำดี เสลด น้ำเลือด เหงื่อ น้ำตา น้ำลาย น้ำมูก น้ำมูตร ว่าเป็นธาตุน้ำที่เกาะกุมไม่มีเจตนา ความร้อนที่ย่อยอาหารและให้ความอบอุ่นเป็นธาตุไฟ ลมต่าง ๆ ที่พัดในร่างกายเป็นธาตุลม ช่องว่างในร่างกายเช่นรูหูรูจมูกเป็นธาตุอากาศ และการรู้อารมณ์ทางทวารทั้งหกเป็นวิญญาณธาตุ ทั้งหมดล้วนไม่มีเจตนาไม่ใช่ตัวตน
- หน้า ๒๔๔–๒๔๙ อรรถาธิบายธาตุ ๖ นัยที่สองและนัยที่สาม อธิบายเหตุผลที่ตรัสสุขธาตุคู่กับทุกขธาตุ โสมนัสคู่กับโทมนัส เพราะเป็นคู่ปฏิปักษ์ที่แผ่ไปในร่างกายเท่ากันเสมอ และอธิบายความตรึกฝ่ายกาม พยาบาท เบียดเบียน เทียบคู่กับความตรึกฝ่ายตรงข้ามที่เป็นกุศล ปิดท้ายด้วยข้อสรุปว่าธาตุทั้งสามหมวดแม้แยกนับหมวดละ ๑๘ แต่เมื่อย่นรวมเป็นอันเดียวกันก็ยังคงเหลือเพียง ๑๘ ธาตุเท่านั้น จบวรรณนาสุตตันตภาชนีย์
- หน้า ๒๕๐–๒๖๖ อภิธรรมภาชนีย์: ธาตุ ๑๘ ตามหลักอภิธรรม พร้อมอรรถาธิบาย จำแนกธาตุ ๑๘ ตามหลักอภิธรรม ครบทั้งหกทวาร เช่น จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ ไปจนถึงมโนธาตุ ธรรมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ พร้อมอรรถาธิบายว่าคำว่าธาตุหมายถึงสภาวะที่ทรงลักษณะของตนไว้ตามจริง ไม่มีอัตตาเป็นเจ้าของเหมือนความเชื่อของลัทธิอื่น อธิบายลำดับการจัดหมวด จำนวนธาตุที่เป็นรูปและอรูป และเปรียบธาตุต่าง ๆ ด้วยอุปมา เช่น จักขุธาตุเหมือนพื้นกลอง มโนวิญญาณธาตุเหมือนลิงป่าที่จับอารมณ์ไม่หยุด
- หน้า ๒๖๗–๒๘๐ ปัญหาปุจฉกะ: ทวนสอบธาตุ ๑๘ ด้วยมาติกา นำธาตุ ๑๘ มาสอบทานกับมาติกาไตรลักษณ์และทุกลักษณ์ เช่น เป็นกุศล อกุศล หรืออัพยากฤต มีเหตุหรือไม่มีเหตุ เป็นรูปหรืออรูป เป็นโลกิยะหรือโลกุตระ เพื่อแสดงว่าธาตุแต่ละอย่างจัดอยู่ในหมวดใดของหลักธรรมทั่วไปในพระอภิธรรม เป็นการทวนสอบความเข้าใจธาตุ ๑๘ อย่างละเอียดรอบด้าน ปิดท้ายธาตุวิภังค์อย่างสมบูรณ์
- หน้า ๒๘๑–๒๙๒ สัจจวิภังค์ สุตตันตภาชนีย์: อริยสัจ ๔ เริ่มวิภังค์ใหม่ว่าด้วยความจริงอันประเสริฐสี่ประการ อธิบายทุกขอริยสัจโดยละเอียด ได้แก่ ความเกิด แก่ ตาย ความโศกเศร้า คร่ำครวญ ทุกข์กาย ทุกข์ใจ คับแค้นใจ พลัดพรากจากที่รัก และไม่สมหวัง สมุทยสัจคือตัณหาที่นำไปสู่ภพใหม่ซึ่งเกิดและตั้งอยู่ที่อารมณ์ทางทวารทั้งหก นิโรธสัจคือความดับตัณหาไม่เหลือ และมรรคสัจคืออริยมรรคมีองค์แปด
- หน้า ๒๙๓–๓๑๕ สัจจวิภังคนิเทศ: อรรถาธิบายอริยสัจ ๔ อย่างพิสดาร อธิบายอริยสัจ ๔ อย่างพิสดารหลายแง่มุม เช่น เหตุที่ตรัสไว้เพียงสี่ข้อไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้ หน้าที่ของญาณที่รู้แจ้งแต่ละสัจจะ คือกำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำนิโรธให้แจ้ง และเจริญมรรค อุปมาสัจจะสี่เทียบกับโรคและยา หรือภาวะข้าวยากหมากแพงกับฝนดี และวิเคราะห์ว่าสัจจะใดมีส่วนเหมือนกันเพราะลึกซึ้งยากหยั่งถึง หรือมีส่วนต่างกันโดยลักษณะเฉพาะตน
- หน้า ๓๑๖–๓๒๕ นิเทศชาติ (ความเกิด) เป็นทุกข์ อธิบายคำว่า "ชาติ" ทั้งโดยสมมติ (ความหมายใช้ทั่วไป เช่น ภพ ตระกูล) และโดยปรมัตถ์ (การเกิดขึ้นของขันธ์จริงๆ) ชี้ว่าชาติเองไม่ใช่ทุกข์ แต่เป็นวัตถุที่ตั้งให้ทุกข์อื่นเกิดขึ้น พรรณนาความทรมานตั้งแต่อยู่ในครรภ์ การคลอด จนถึงทุกข์ในภูมิต่างๆ เช่นนรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย เพื่อแสดงว่าหากไม่มีความเกิด ทุกข์เหล่านี้ก็จะไม่เกิดขึ้นเลย
- หน้า ๓๒๖–๓๓๔ นิเทศชราและมรณะ เป็นทุกข์ อธิบาย "ชรา" (ความแก่) และ "มรณะ" (ความตาย) ทั้งโดยสมมติและปรมัตถ์ แยกชราที่ปรากฏชัด (ฟันหัก ผมหงอก) กับที่ปรากฏยาก ชี้ว่าทั้งสองอย่างไม่ใช่ทุกข์โดยตัวเอง แต่เป็นบ่อเกิดของทุกข์กายและทุกข์ใจ ปิดท้ายด้วยอุปมาว่าชาติ ชรา มรณะเป็นเหมือนข้าศึกสามคนที่ผลัดกันทำร้ายบุรุษผู้หนึ่งจนถึงแก่ความตาย
- หน้า ๓๓๕–๓๕๑ นิเทศโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ ฯลฯ จนถึงอุปาทานขันธ์ อธิบายทุกข์ที่เกิดจากความสูญเสียตามลำดับ ได้แก่ ความโศกเศร้า คร่ำครวญ ทุกข์กายทุกข์ใจ ความขุ่นแค้น การประสบสิ่งไม่เป็นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก และความปรารถนาไม่สมหวัง โดยเปรียบสามอย่างแรกเหมือนน้ำมันเดือดในหม้อที่ยังไม่ล้น ล้นออก และเคี่ยวจนแห้ง ปิดท้ายด้วยการสรุปว่าอุปาทานขันธ์ ๕ (กายใจที่ยึดมั่น) คือแก่นแท้ที่ทุกข์ทั้งหมดที่กล่าวมาล้วนอาศัยเกิด
- หน้า ๓๕๒–๓๕๙ นิเทศสมุทยสัจจะและนิโรธสัจจะ อธิบายตัณหา (ความอยาก) ในฐานะเหตุแห่งทุกข์ แบ่งเป็นกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา และชี้ว่าตัณหาเกิดที่อายตนะทั้งหกซึ่งดูน่ารักน่าพอใจ จากนั้นอธิบายนิโรธคือความดับตัณหาไม่เหลือ อันได้แก่พระนิพพาน พร้อมไวพจน์ของนิพพานจำนวนมาก และอุปมาว่าตัณหาที่ถูกมรรคตัดรากแล้วย่อมไม่ปรากฏอีก เหมือนเถาวัลย์ที่ถูกขุดรากหรือโจรที่ถูกประหารแล้ว
- หน้า ๓๖๐–๓๗๔ นิเทศมรรคสัจจะ (อริยมรรคมีองค์ ๘) อธิบายอริยมรรคมีองค์ ๘ อย่างละเอียด ทั้งความหมายแต่ละองค์ เหตุผลที่ตรัสตามลำดับนี้ (แต่ละองค์เกื้อกูลองค์ถัดไป เช่น สัมมาทิฏฐินำหน้าเพราะเป็นดังประทีป) หน้าที่ของแต่ละองค์ และชี้ว่าขณะบรรลุมรรคจริงองค์ทั้ง ๘ เกิดพร้อมกันเป็นหนึ่งเดียว ต่างจากตอนเจริญเบื้องต้นที่เกิดคนละขณะ ปิดท้ายด้วยการสรุปว่ามรรคนี้ครบทั้งวิชชา-จรณะ สมถะ-วิปัสสนา และไตรสิกขา
- หน้า ๓๗๕–๔๐๑ อภิธรรมภาชนีย์และปัญหาปุจฉกะ (สัจจวิภังค์จบ) จำแนกอริยสัจ ๔ แบบอภิธรรม ต่างจากแบบพระสูตรตรงที่ขยาย "ทุกข์" และ "สมุทัย" ให้ครอบคลุมกิเลสและอกุศลธรรมอื่นที่เหลือด้วย ไม่ใช่เพียงตัณหา แสดงไว้ ๓ แบบคือมรรคองค์ ๘ องค์ ๕ และแบบรวมสัมปยุตธรรมทั้งหมด (รวมได้ถึง ๖๐,๐๐๐ นัย) ปิดท้ายด้วยปัญหาปุจฉกะซึ่งนำสัจจะ ๔ ไปเทียบกับหมวดธรรมคู่และไตรลักษณ์ต่างๆ เช่นกุศล-อกุศล โลกิยะ-โลกุตระ เพื่อจัดวางตำแหน่งของแต่ละสัจจะให้ชัดเจน
- หน้า ๔๐๒–๔๑๕ อินทริยวิภังค์ - อินทรีย์ ๒๒ ขึ้นวิภังค์ใหม่ว่าด้วย "อินทรีย์ ๒๒" คือธรรมที่เป็นใหญ่ในหน้าที่ของตน แบ่งเป็นอินทรีย์ทางกาย (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) เพศ ชีวิต เวทนา ๕ ธรรมฝ่ายบำเพ็ญ (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) และอินทรีย์โลกุตระ ๓ ที่บ่งบอกขั้นการบรรลุธรรม อรรถกถาอธิบายความหมาย ลำดับการแสดง หน้าที่ และภูมิของอินทรีย์แต่ละตัวว่าเกี่ยวข้องกับภพภูมิใด
- หน้า ๔๑๖–๔๓๒ อินทริยวิภังค์ - ปัญหาปุจฉกะ จำแนกอินทรีย์ตามมาติกา นำอินทรีย์ ๒๒ มาจำแนกตามหมวดธรรม (มาติกา) ของพระอภิธรรมว่าแต่ละอินทรีย์เป็นกุศล อกุศล หรือกลางๆ เกี่ยวข้องกับกิเลสหรือไม่ เป็นโลกิยะหรือโลกุตระ มีอารมณ์แบบใด เพื่อวางตำแหน่งอินทรีย์แต่ละตัวในระบบจำแนกธรรมทั้งหมด ปิดท้ายด้วยคำอธิบายเหตุผลของการจัดหมวดจุดที่ซับซ้อน เช่น เหตุใดโทมนัสสินทรีย์และชีวิตินทรีย์จึงมีลักษณะพิเศษต่างจากอินทรีย์อื่น
- หน้า ๔๓๓–๔๔๔ ปัจจยาการวิภังค์ - ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ องค์ และวิธีแสดง ๔ แบบ แสดงหลักปฏิจจสมุปบาท คือธรรมที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ๑๒ ข้อ ตั้งแต่อวิชชาจนถึงชราและมรณะ พร้อมนิยามแต่ละข้อ แล้วอธิบายว่าพระพุทธเจ้าทรงแสดงปฏิจจสมุปบาทได้ ๔ แบบ คือ จากต้นไปปลาย จากกลางไปปลาย จากปลายไปต้น และจากกลางไปต้น เปรียบเหมือนคน ๔ คนจับเถาวัลย์คนละจุดแล้วดึงไปคนละทาง แต่ละแบบมีจุดประสงค์ต่างกันในการสอนคนที่มีพื้นฐานต่างกัน
- หน้า ๔๔๕–๔๕๗ ปัจจยาการวิภังค์ - เหตุที่ตรัสอวิชชาไว้ต้น และการวิเคราะห์ ๕ ด้าน อธิบายว่าเหตุใดจึงตรัสอวิชชาไว้เป็นข้อแรกของปฏิจจสมุปบาท ทั้งที่อวิชชาเองก็มีเหตุคืออาสวะ ไม่ใช่ปฐมเหตุของโลกแบบที่ลัทธิอื่นเชื่อ แล้ววิเคราะห์ปฏิจจสมุปบาททั้งสายโดย ๕ แง่มุม คือความหมายของแต่ละคำ ลักษณะ-กิจ-อาการปรากฏ-เหตุใกล้ของแต่ละองค์ จำนวนประเภทย่อยของแต่ละองค์ และเหตุผลที่กำหนดองค์ไว้ครบ ๑๒ เท่านั้นโดยรวมความโศกและทุกข์ต่างๆ ไว้ในชรามรณะ
- หน้า ๔๕๘–๔๖๕ ปัจจยาการวิภังค์ - ความหมายและลักษณะ ๒๕ ของอวิชชา อธิบายความหมายของอวิชชาว่าคือความไม่รู้อริยสัจ ๔ ทั้งตามนัยพระสูตร (ไม่รู้ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) และนัยพระอภิธรรม (ไม่รู้อดีต อนาคต ทั้งสองกาล และความเป็นปัจจัยของธรรมทั้งหลาย) แล้วขยายความด้วยลักษณะ ๒๕ ประการ เช่น ไม่ใช่ญาณ ไม่ใช่การเห็นแจ้ง เป็นโมหะ เป็นดังกลอนประตูเมืองที่ปิดกั้นทางออกสู่นิพพาน เพื่อชี้ให้เห็นว่าความไม่รู้นี้บดบังปัญญาไว้อย่างไร
- หน้า ๔๖๖–๔๘๓ ปัจจยาการวิภังค์ - สังขาร ๓ และอวิชชาเป็นปัจจัยแก่สังขารอย่างไร อธิบายสังขาร ๓ ที่เกิดจากอวิชชา คือ ปุญญาภิสังขาร (เจตนาฝ่ายดี) อปุญญาภิสังขาร (เจตนาฝ่ายชั่ว) และอาเนญชาภิสังขาร (เจตนาระดับอรูปฌานที่มั่นคงไม่หวั่นไหว) พร้อมทวารกรรม ๓ คือกาย วาจา ใจ แล้วชี้ให้เห็นว่าคนที่ยังไม่รู้อริยสัจย่อมหลงสำคัญทุกข์ว่าเป็นสุข จึงปรุงแต่งกรรมทั้งดีและชั่วสืบเนื่องไปในสังสารวัฏ เหมือนคนตาบอดเดินไปโดยไม่มีผู้นำทางจึงเดินถูกทางบ้างผิดทางบ้าง
- หน้า ๔๘๔–๕๐๐ ปัจจยาการวิภังค์ - วิญญาณ ๓๒ ที่เกิดจากสังขาร และปฏิสนธิ ๒๐ ประเภท อธิบายว่าสังขาร (กรรมดี ชั่ว และมั่นคง) เป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณคือจิตที่เป็นผลของกรรมรวม ๓๒ ดวง แบ่งเป็นวิญญาณที่เป็นไปขณะดำเนินชีวิตปกติ กับวิญญาณที่ทำหน้าที่สืบต่อภพใหม่ตอนตายมี ๒๐ ประเภทตามภูมิที่ไปเกิด พร้อมอธิบายว่าอารมณ์ที่จิตก่อนตายยึดถือได้แก่ตัวกรรม นิมิตแห่งกรรม หรือนิมิตแห่งภพใหม่ที่จะไปเกิด เป็นตัวกำหนดทิศทางของการเกิดใหม่
- หน้า ๕๐๑–๕๑๕ ปัจจยาการวิภังค์ - ความสัมพันธ์จุติ-ปฏิสนธิ และสังขารเป็นปัจจัยแก่วิญญาณตามภพ อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างจิตดวงสุดท้ายก่อนตาย (จุติ) กับจิตดวงแรกของภพใหม่ (ปฏิสนธิ) ว่าไม่ใช่ดวงเดียวกันแต่ก็ไม่ใช่คนละดวงที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย เปรียบเหมือนเสียงสะท้อนหรือเงาที่สืบเนื่องจากต้นเหตุ ไม่มีตัวตนใดเคลื่อนย้ายข้ามภพ แต่กรรมเป็นปัจจัยให้ผลสืบต่อกันไปเหมือนพืชให้ผล ปิดท้ายด้วยการสรุปว่าสังขารแต่ละชนิดเป็นปัจจัยแก่วิญญาณใดในภพ กำเนิด คติ ใดบ้าง
- หน้า ๕๑๖–๕๓๐ นามรูปและสฬายตนะเกิดเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย อธิบายว่าเหตุใดพระอภิธรรมจึงตัด "วิญญาณ" ออกจากคำว่า "นาม" (เหลือเพียงเวทนา สัญญา สังขารขันธ์) เพื่อไม่ให้ธรรมที่เป็นเหตุกับผลปนกัน จากนั้นอธิบายว่าปฏิสนธิแต่ละภพมีรูปเกิดร่วมมากน้อยต่างกัน เช่น อรูปภพไม่มีรูปเลย ส่วนมนุษย์และเทวดามีรูปกลาปหลายชุด และนามรูปนี้เองเป็นเหตุให้เกิดอายตนะ 6 โดยอรูปภพมีเพียงอายตนะใจ แต่ภพที่มีขันธ์ 5 ครบมีอายตนะครบทั้ง 6
- หน้า ๕๓๑–๕๕๓ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ และชาติ เป็นปัจจัยต่อเนื่องกัน ไล่ลำดับลูกโซ่ต่อจากอายตนะ: ผัสสะ (การกระทบอารมณ์) ก่อเวทนา เวทนาที่พอใจก่อตัณหา 3 แบบ (อยากได้ อยากมีอยู่ อยากดับสูญ) ในอารมณ์ 6 ทาง รวม 108 ตัณหา ตัณหาที่แรงกล้าขึ้นกลายเป็นอุปาทาน 4 แบบ (ยึดกาม ยึดความเห็นผิด ยึดข้อวัตรผิด ยึดว่ามีตัวตน) ผลักดันให้ทำกรรมสร้างภพใหม่ซึ่งนำไปสู่การเกิด (ชาติ) โดยชี้ว่าอุปาทานแบบใดก็นำไปเกิดในภพใดก็ได้ ขึ้นกับความปรารถนาของแต่ละคน
- หน้า ๕๕๔–๕๗๔ อธิบายภวจักร 12 องค์โดยพิสดาร อธิบายวงจรปฏิจจสมุปบาท 12 องค์ ("ภวจักร") หลายมุมมอง เช่น มีอวิชชาและตัณหาเป็นราก แบ่ง 3 ช่วงเวลา มี 20 อาการ (เหตุ 5 ผล 5 สลับกัน) ไม่มีผู้สร้างหรือผู้เสวยที่แท้จริง เปรียบเหมือนคนตาบอดเดินสะดุดจนเป็นแผล และอธิบายความลึกซึ้ง 4 ด้าน (ความหมาย หลักธรรม การแสดง การหยั่งรู้) เพื่อชี้ว่าทุกสิ่งเกิดดับตามเหตุปัจจัย ไม่มีตัวตนเที่ยงแท้หรือขาดสูญ
- หน้า ๕๗๕–๕๘๗ อภิธรรมมาติกา: ปัจจยจตุกกะและจตุกกะอื่นในปฏิจจสมุปบาท แสดงบัญชีหัวข้อปฏิจจสมุปบาทแบบอภิธรรม ซึ่งต่างจากพระสูตรตรงที่วิเคราะห์ปัจจัยที่เกิดในขณะจิตเดียว ไม่ใช่ข้ามภพชาติ โดยตั้งหัวข้อ 9 ชุด (เริ่มจากอวิชชา สังขาร วิญญาณ ฯลฯ) แต่ละชุดแสดง 4 แบบ คือ เพราะเป็นปัจจัย เพราะเป็นเหตุ เพราะประกอบร่วมกัน และเพราะเป็นปัจจัยแก่กันและกัน รวม 36 หมวด 144 วาระ เป็นโครงสำหรับอธิบายละเอียดต่อไป
- หน้า ๕๘๘–๖๐๔ วรรณนาอภิธรรมภาชนีย์: เหตุผลความแตกต่างของถ้อยคำในแต่ละจตุกกะ อธิบายเหตุผลเบื้องหลังถ้อยคำที่ต่างกันในแต่ละวาระของมาติกาก่อนหน้า เช่น เหตุใดจึงใช้ "สังขาร" เอกพจน์เพราะในขณะจิตเดียวมีเจตนาเดียว เหตุใดบางวาระจึงต่างกันตามภพที่สัตว์เกิด (ครรภ์ที่อายตนะไม่ครบ กับโอปปาติกะที่อายตนะครบ) และเหตุใดภพ ชาติ ชรามรณะ จึงไม่ใช้คำว่า "มีเหตุ" เพราะไม่ได้เป็นปัจจัยตายตัวแบบอวิคตปัจจัย
- หน้า ๖๐๕–๖๔๒ อกุศลนิเทศ: ปัจจยาการในจิตอกุศลดวงที่ 1 โดยพิสดารทั้ง 4 จตุกกะ นำโครงปฏิจจสมุปบาทแบบอภิธรรมมาใช้จริงกับจิตอกุศลดวงที่ 1 (จิตโลภมูล ประกอบทิฏฐิ เกิดพร้อมโสมนัส) โดยระบุความหมายที่เป็นรูปธรรมของแต่ละองค์ เช่น อวิชชาคือโมหะ สังขารคือเจตนา ตัณหาคือโลภะ อุปาทานคือทิฏฐิ แล้ววิเคราะห์ซ้ำทั้ง 4 แบบ (เป็นปัจจัย เป็นเหตุ เป็นธรรมประกอบร่วม เป็นปัจจัยแก่กันและกัน) เพื่อแสดงว่าปฏิจจสมุปบาทเกิดขึ้นจริงแม้ในจิตดวงเดียวเพียงชั่วขณะ
- หน้า ๖๔๓–๖๕๔ อกุศลนิเทศ (ต่อ): จิตอกุศลดวงที่ 2-12 และคำอธิบาย ขยายกรอบเดียวกันไปยังจิตอกุศลดวงที่ 2-12 โดยย่อ พร้อมชี้ความแตกต่างสำคัญ เช่น จิตที่ไม่ประกอบทิฏฐิใช้ "อธิโมกข์" (การตัดสินใจ) แทนอุปาทาน จิตที่ประกอบโทมนัสใช้ "ปฏิฆะ" (ความขัดเคือง) แทนตัณหา ส่วนจิตที่ประกอบวิจิกิจฉา (ลังเลสงสัย) ไม่มีอธิโมกข์เลยเพราะตัดสินใจไม่ได้ จึงใช้วิจิกิจฉาแทนตัณหาและตัดอุปาทานออก แสดงว่าองค์ปฏิจจสมุปบาทปรับเปลี่ยนไปตามสภาพจิตแต่ละแบบ
- หน้า ๖๕๕–๖๖๕ กุศลนิเทศ - ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายกุศล เมื่อจิตเป็นกุศล (ทั้งกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร และโลกุตระ) สายปฏิจจสมุปบาทปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม โดยใช้ 'กุศลมูล' (อโลภะ อโทสะ อโมหะ) แทนอวิชชาเป็นจุดเริ่ม ใช้ 'ปสาทะ' (ความเลื่อมใสผ่องใส) แทนตัณหา และใช้ 'อธิโมกข์' (การตัดสินใจ) แทนอุปาทาน สะท้อนหลักว่าฝ่ายกุศลไม่มีกิเลสเป็นแรงขับ แต่มีศรัทธาและปัญญาเป็นแรงผลักดันแทน
- หน้า ๖๖๖–๖๘๔ อัพยากตนิเทศ - ปฏิจจสมุปบาทในจิตวิบากและกิริยาจิต อธิบายว่าจิตที่เป็นผลของกรรม (วิบาก) เช่น การเห็น การได้ยิน และจิตที่เป็นเพียงกิริยาไม่ใช่กุศลหรืออกุศล ก็ยังเป็นไปตามปฏิจจสมุปบาทได้ แต่สายที่แสดงสั้นกว่าเดิม เพราะไม่มีอวิชชาเป็นจุดเริ่ม เนื่องจากวิบากและกิริยาไม่ได้สร้างกรรมใหม่ ครอบคลุมจิตวิบากทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทั้งฝ่ายกุศลวิบาก อกุศลวิบาก และกิริยาจิตในภูมิต่างๆ
- หน้า ๖๘๕–๖๙๘ คำอธิบายอัพยากตนิเทศ และปฏิจจสมุปบาทฝ่ายกุศลผ่านอวิชชา-กุศลมูล ส่วนแรกไขข้อสงสัยว่าเหตุใดจิตวิบากและกิริยาจึงไม่มีอวิชชาหรือตัณหาเป็นจุดเริ่ม เพราะขาดธรรมที่มีกำลังพอ จากนั้นแสดงปฏิจจสมุปบาทอีกมุมหนึ่ง คือ อวิชชาเป็นปัจจัยแก่กุศลจิตได้ด้วย 'อุปนิสสยปัจจัย' (แรงผลักดันทางอ้อม ไม่ใช่เกิดร่วมกัน) เพราะผู้ยังไม่ละอวิชชาต้องเจริญกุศลเพื่อละมัน และแสดงว่ากุศลมูลเป็นปัจจัยแก่วิบากของกุศลด้วยวิธีเดียวกัน
- หน้า ๖๙๙–๗๐๕ อกุศลมูลกวิบากนิเทศ และบทสรุปจบปัจจยาการวิภังค์ แสดงว่าอกุศลมูล (โลภะ โทสะ โมหะ) เป็นปัจจัยแก่วิบากฝ่ายอกุศล เช่น การเห็นได้ยินสิ่งไม่น่าปรารถนา ด้วยอุปนิสสยปัจจัยเช่นเดียวกับฝ่ายกุศล ปิดท้ายด้วยคาถาสรุปว่าปฏิจจสมุปบาทนี้ตรัสไว้หลายแง่มุมเพื่อความแตกฉาน ผู้ศึกษาพึงเรียนตามลำดับปริยัติ การฟัง การคิด และการปฏิบัติ ถือเป็นจุดจบบริบูรณ์ของ 'ปัจจยาการวิภังค์' (ว่าด้วยปฏิจจสมุปบาท) ซึ่งเป็นภาคแรกของวิภังค์เล่มนี้ที่จบสมบูรณ์ในตัวเอง
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐
หน้า ๔๐๑–๔๕๐
หน้า ๔๕๑–๕๐๐
หน้า ๕๐๑–๕๕๐
หน้า ๕๕๑–๖๐๐
หน้า ๖๐๑–๖๕๐
หน้า ๖๕๑–๗๐๐