วิภังค์

ฉบับ มมร. · พระอภิธรรมปิฎก · เล่มที่ ๗๘ · ๑๐๔๓ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๕๙ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๑๕๔ ๗. สติปัฏฐานวิภังค์ (พร้อมอรรถกถา) วิเคราะห์สติปัฏฐาน 4 (กาย เวทนา จิต ธรรม) คือฐานที่ตั้งของสติ 4 ทาง แท้จริงเป็นการระลึกรู้อารมณ์เดียวกันแต่ต่างมุมตามจริตผู้ปฏิบัติ สุตตันตภาชนีย์อธิบายแบบทั่วไปทั้งภายในภายนอก ส่วนอภิธรรมภาชนีย์จำกัดเฉพาะขณะเจริญโลกุตตรฌาน ปัญหาปุจฉกะจำแนกด้วยมาติกาคู่-สาม ชี้ว่าทั้งสี่ฐานเป็นประตูสู่นิพพานเดียวกันแม้เส้นทางต่างกัน อรรถกถาสัมโมหวิโนทนีขยายความยาวมาก สอนวิธีเจริญกรรมฐานจริง เช่น พิจารณาอาการ 32 ป่าช้า 9 และเหตุผลที่ตรัสไว้เพียง 4 ไม่หย่อนไม่ยิ่ง
  2. หน้า ๑๕๕–๑๙๗ สัมมัปปธานวิภังค์ (๘): ความเพียรชอบ ๔ พร้อมอรรถกถา วิเคราะห์ความเพียรชอบ ๔ อย่าง คือ เพียรป้องกันบาปที่ยังไม่เกิด เพียรละบาปที่เกิดแล้ว เพียรสร้างกุศลที่ยังไม่เกิด และเพียรรักษากุศลที่เกิดแล้วไม่ให้เสื่อม โดยสุตตันตภาชนีย์แสดงทั้งระดับโลกิยะและโลกุตตระปนกัน ส่วนอภิธรรมภาชนีย์และปัญหาปุจฉกะจำกัดเฉพาะขณะแห่งโลกุตตรมรรค อรรถกถาท้ายเล่มอธิบายวิธีนับนัยละเอียด (มรรคละ ๑,๐๐๐ นัย รวม ๒๐,๐๐๐ นัย) ชี้ให้เห็นว่าความเพียรเดียวกันถูกเรียกชื่อต่างกันตามหน้าที่ที่ทำสำเร็จ
  3. หน้า ๑๙๘–๒๒๖ อิทธิปาทวิภังค์ (๙): ฐานแห่งความสำเร็จ ๔ พร้อมอรรถกถา วิเคราะห์อิทธิบาท ๔ ฐานแห่งความสำเร็จ คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา แต่ละอย่างประกอบด้วยสมาธิและปธานสังขาร (ความเพียรปรุงแต่ง) จำแนกทั้งสามชั้นตามแบบวิภังค์ทั่วไป อรรถกถาอธิบายว่าเหตุใดอธิบดีทั้ง ๔ นี้จึงไม่อาจเป็นใหญ่แก่กันได้ ด้วยอุปมาโอรสกษัตริย์ ๔ องค์ที่มีชาติ วัย กำลัง และศิลปะเสมอกัน จึงไม่ยอมให้ความเป็นใหญ่แก่กันเอง
  4. หน้า ๒๒๗–๒๕๗ โพชฌังควิภังค์ (๑๐): องค์แห่งการตรัสรู้ ๗ พร้อมอรรถกถา วิเคราะห์โพชฌงค์ ๗ (สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา) ผ่านสามนัยที่แสดงระดับโลกิยะ ระดับปนกัน และระดับโลกุตตระล้วน ก่อนเข้าสู่อภิธรรมภาชนีย์และปัญหาปุจฉกะ อรรถกถาอธิบายว่าเหตุใดสติต้องมาก่อนเพราะเป็นประโยชน์ในที่ทั้งปวง และแบ่งโพชฌงค์ ๓ (ธัมมวิจยะ วิริยะ ปีติ) เป็นเครื่องแก้ความหดหู่ ส่วนอีก ๓ (ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา) เป็นเครื่องแก้ความฟุ้งซ่าน
  5. หน้า ๒๕๘–๒๘๒ มัคควิภังค์: อริยมรรคมีองค์ ๘ วิเคราะห์อริยมรรคมีองค์ ๘ (สัมมาทิฏฐิถึงสัมมาสมาธิ) ผ่าน ๓ ชั้น: สุตตันตภาชนีย์อธิบายตามสูตรทั่วไป ๒ นัย ทั้งระดับศีลธรรมทั่วไปและระดับที่เจริญเพื่อวิราคะ อภิธรรมภาชนีย์นิยามองค์มรรคทั้ง ๘ ใหม่ในขณะจิตโลกุตตระที่เกิดพร้อมฌาน แบ่งเป็นวาระองค์ ๘ และวาระองค์ ๕ (เมื่อกายกรรมวจีกรรมอาชีวะบริสุทธิ์มาก่อนแล้ว) อรรถกถาท้ายเรื่องโต้วาทะสำนักที่อ้างว่ามรรคมีเพียง ๕ องค์ ยืนยันว่าโลกุตตรมรรคต้องครบองค์ ๘ เสมอ
  6. หน้า ๒๘๓–๔๓๙ ฌานวิภังค์: สูตรการฝึกครบวงจรสู่ฌาน ๘ หมวดที่ใหญ่ที่สุดในเล่มนี้ มาติกาวางสูตรฝึกฝนครบวงจรของภิกษุ ตั้งแต่สำรวมปาฏิโมกข์ อาจาระโคจร สำรวมอินทรีย์ รู้ประมาณโภชนะ มีสติสัมปชัญญะในทุกอิริยาบถ ละนิวรณ์ ๕ จนบรรลุรูปฌาน ๔ และอรูปฌาน ๔ สุตตันตภาชนีย์ไขความทีละบทว่าภิกษุคือใคร ศีลและการสำรวมอินทรีย์คืออะไร อภิธรรมภาชนีย์แยกวิเคราะห์เฉพาะองค์ฌานด้วยกสิณและนัยนับต่างๆนับหมื่นนัย ปัญหาปุจฉกะจัดฌานเข้ามาติกากุศล-อกุศล-วิบาก อรรถกถาขยายความละเอียดทุกบท โดยเฉพาะข้อวัตรของสงฆ์
  7. หน้า ๔๔๐–๔๙๐ วิภังค์ที่ ๑๓ อัปปมัญญาวิภังค์ (พรหมวิหาร ๔) พร้อมอรรถกถา จำแนกอัปปมัญญา ๔ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ที่ได้ชื่อว่า 'หาประมาณมิได้' เพราะแผ่จิตไปสู่สรรพสัตว์ทุกทิศโดยไม่จำกัดขอบเขตหรือเลือกบุคคล สุตตันตภาชนีย์แสดงวิธีแผ่จิตตามพระสูตร อภิธรรมภาชนีย์วิเคราะห์แต่ละข้อผ่านองค์ฌานอย่างละเอียด ปัญหาปุจฉกะจัดหมวดตามมาติกาปกติ ส่วนอรรถกถาอธิบายว่าเมตตาเหมาะกับคนมักโกรธ กรุณาเหมาะกับผู้เห็นสัตว์ตกทุกข์ และชี้ว่าทั้งสี่ข้อนี้เป็นกุศลเพียงระดับโลกีย์ ยังไม่ถึงโลกุตตระ
  8. หน้า ๔๙๑–๕๑๔ ๑๔. สิกขาปทวิภังค์: ศีล ๕ และมาตรวัดความหนักเบาของบาป อธิบายศีล ๕ (เว้นฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ดื่มน้ำเมา) ไม่ใช่เพียงข้อห้ามท่องจำ แต่วิเคราะห์ด้วยจิตกุศลกามาวจร ๘ ดวงว่าการงดเว้นแต่ละข้อประกอบด้วยเจตนาแบบใด จากนั้นอรรถกถาอธิบายเกณฑ์ตัดสินความหนักเบาของบาปแต่ละข้อ เช่น ฆ่าสัตว์เล็กเบากว่าฆ่าสัตว์ใหญ่ ฆ่าปุถุชนเบากว่าฆ่าพระอริยะ ลักทรัพย์คนทุศีลเบากว่าลักทรัพย์พระขีณาสพ แสดงให้เห็นว่าศีลผูกกับเจตนาและคุณค่าของวัตถุที่ถูกล่วงละเมิด มิใช่กฎตายตัวเพียงอย่างเดียว
  9. หน้า ๕๑๕–๕๕๙ ๑๕. ปฏิสัมภิทาวิภังค์: ปัญญาแตกฉาน ๔ ด้านของนักแสดงธรรม ปฏิสัมภิทา ๔ คือปัญญาแตกฉานที่ทำให้ผู้บรรลุธรรมสามารถสอนผู้อื่นได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ใช่รู้แจ้งไว้คนเดียว ได้แก่ รู้แตกฉานในผล (อรรถ) ในเหตุ (ธรรม) ในถ้อยคำที่ตรงสภาวะ (นิรุตติ) และในการเชื่อมโยงทั้งหมดอย่างไหวพริบ (ปฏิภาณ) อรรถกถาอธิบายว่าปฏิสัมภิทาบริสุทธิ์ได้ด้วยการบรรลุอรหัตต์ เรียนปริยัติ ฟังธรรม ไต่ถามอรรถ และการสั่งสมภาวนามาแต่ปางก่อน พร้อมเล่าเรื่องพระเถระผู้เชี่ยวชาญภาษาต่างๆ และชี้ว่าภาษามคธเป็นภาษาสภาวะดั้งเดิมของสรรพสัตว์ทุกภพภูมิ
  10. หน้า ๕๖๐–๕๗๓ ๑๖. ญาณวิภังค์ (๑): มาติกาญาณวัตถุ หมวด ๑ ถึง ๑๐ เปิดคัมภีร์ที่ ๑๖ ด้วยบัญชีรายชื่อ (มาติกา) ของ "ญาณวัตถุ" คือฐานที่ตั้งของความรู้ ไล่เรียงตั้งแต่หมวดละ ๑ คือวิญญาณ ๕ (การเห็น ได้ยิน ดมกลิ่น ลิ้มรส สัมผัส) ไปจนถึงหมวดละ ๑๐ คือทศพลญาณอันเป็นคุณสมบัติเฉพาะพระตถาคตเท่านั้น จัดวางเป็นสเปกตรัมของ "ความรู้" ตั้งแต่การรับรู้พื้นฐานที่สุดของสิ่งมีชีวิตทั่วไป ไปจนถึงปัญญาสูงสุดที่ทำให้พระพุทธเจ้าทรงบันลือสีหนาทประกาศธรรมได้อย่างมั่นพระทัย
  11. หน้า ๕๗๔–๕๘๒ ๑๖. ญาณวิภังค์ (๒): ขยายความหมวด ๑ และหมวด ๒ ขยายความหมวดละ ๑ อธิบายธรรมชาติเฉพาะของวิญญาณ ๕ (ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย) ว่าเกิดขึ้นแยกจากกันเป็นอิสระ ไม่รับรู้อารมณ์ของกันและกัน ไม่มีการนึกคิดไตร่ตรอง เป็นเพียงจุดรับรู้อารมณ์เฉพาะหน้าชั่วขณะเท่านั้น การคิดตัดสินใจหรือจดจำเป็นหน้าที่ของใจในภายหลัง จากนั้นขยายหมวดละ ๒ จำแนกปัญญาเป็นคู่ตรงข้ามหลายสิบคู่ เช่น ปัญญาทางโลก-ปัญญาเหนือโลก มีอาสวะ-ไม่มีอาสวะ เพื่อวางกรอบว่าปัญญาแต่ละระดับมีขอบเขตและคุณสมบัติต่างกันอย่างไร
  12. หน้า ๕๘๓–๕๘๘ ๑๖. ญาณวิภังค์ (๓): ขยายความหมวด ๓ ที่มาและหน้าที่ของปัญญา ขยายความหมวดละ ๓ จำแนกปัญญาเป็นชุดสามตามที่มาและหน้าที่ เช่น ปัญญาเกิดจากคิดเอง-จากฟังผู้อื่น-จากการเจริญภาวนา, ปัญญาจากการให้ทาน-รักษาศีล-เจริญภาวนา, อธิศีล-อธิจิต-อธิปัญญาของผู้ปฏิบัติในระดับต่างๆ และความฉลาดรู้ว่าสิ่งใดควรเจริญ (อายโกศล) สิ่งใดควรเลี่ยง (อปายโกศล) พร้อมวิธีที่เหมาะสม (อุปายโกศล) สะท้อนว่าปัญญามิใช่ก้อนเดียวกัน แต่มีที่มาและบทบาทต่างกันตามบริบทของผู้ปฏิบัติ
  13. หน้า ๕๘๙–๕๙๘ ญาณวัตถุหมวด ๔: มาติกาปัญญาสี่ชนิดที่เกี่ยวกับการเจริญภาวนา บทมาติกาแจกแจงปัญญาที่จัดเป็นหมวดสี่หลายชุด เช่น ธัมมญาณ-อันวยญาณ-ปริจเฉทญาณ-สมมติญาณ ที่แยกความรู้เห็นตรงจากความรู้โดยอนุมาน และปัญญาสี่ระดับของผู้เจริญฌาน คือ หานภาคินี ฐิติภาคินี วิเสสภาคินี และนิพเพธภาคินี ซึ่งบ่งชี้ว่าสมาธิของผู้ปฏิบัติกำลังเสื่อมถอย ทรงตัว ก้าวหน้า หรือเข้าใกล้การรู้แจ้ง ช่วยให้ผู้ภาวนาประเมินสภาวะจิตของตนได้
  14. หน้า ๕๙๙–๖๐๑ ญาณวัตถุหมวด ๖ และหมวด ๘: อภิญญา ๖ กับปัญญาในมรรคผล มาติกาแสดงปัญญาหมวดหกที่เรียกว่าอภิญญา ๖ (ความรู้ยิ่งพิเศษ เช่น ฤทธิ์ ทิพยโสต เจโตปริยญาณ) อันเป็นผลจากการเจริญสมาธิขั้นสูง และปัญญาหมวดแปดที่เชื่อมโยงกับมรรค ๔ ผล ๔ แสดงให้เห็นว่าความรู้พิเศษเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติลอยๆ แต่เป็นผลสืบเนื่องจากไตรสิกขาที่บ่มเพาะมาตามลำดับ
  15. หน้า ๖๐๒–๖๑๖ ทสพลญาณ: มาติกาแสดงกำลังทั้ง ๑๐ ของพระตถาคต บทมาติกาไล่เรียงกำลังพิเศษ ๑๐ ประการที่มีเฉพาะในพระพุทธเจ้า เริ่มจากฐานาฐานญาณ (รู้สิ่งที่เป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ เช่น เหตุใดพระพุทธเจ้าสององค์จึงอุบัติพร้อมกันไม่ได้) กัมมวิปากญาณ (รู้ผลของกรรมโดยละเอียด) ไปจนถึงญาณรู้จริตอัธยาศัยสัตว์และญาณระลึกชาติหนหลัง แต่ละกำลังแสดงมุมมองการหยั่งรู้ที่ลึกและกว้างกว่าสาวกทั่วไป อันเป็นคุณสมบัติเฉพาะของผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ
  16. หน้า ๖๑๗–๖๓๒ อรรถกถาญาณวิภังค์: อธิบายบทมาติกา ก่อนไขความแต่ละหมวด พระอรรถกถาจารย์วางหลักการอ่านมาติกาญาณวิภังค์ทั้ง 10 หมวดไว้ก่อน อธิบายความหมายคำว่า "ญาณวัตถุ" (ที่ตั้งแห่งญาณ) และชี้แจงเหตุที่จัดกลุ่มความรู้เป็นหมวด 1 ถึงหมวด 10 พร้อมสรุปจำนวนหัวข้อย่อยในแต่ละหมวด เพื่อวางกรอบความเข้าใจก่อนเข้าสู่การไขความละเอียดทีละหมวดในลำดับต่อไป
  17. หน้า ๖๓๓–๖๔๔ อรรถกถาเอกกนิทเทส: วิญญาณ 5 ในฐานะญาณวัตถุหมวดเดียว ไขความหมวดความรู้ที่นับเป็นหนึ่งเดียว คือการเห็นแจ้งธรรมชาติของวิญญาณ 5 ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ว่าเป็นเพียงผลแห่งกรรมเก่าที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย ไม่มีรากเหง้ากิเลสเจือปน ไม่จัดเป็นกุศลหรืออกุศลเพราะเป็นเพียงการรับรู้อารมณ์เฉยๆ ยังไม่ใช่การปรุงแต่งของจิต ชี้ว่าการรู้อารมณ์เบื้องต้นทางประสาทสัมผัสยังไม่มีเจตนาสร้างกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง
  18. หน้า ๖๔๕–๖๔๖ อรรถกถาทุกนิทเทส: ปัญญาก่อผล กับปัญญาที่สำเร็จผลแล้ว อธิบายความรู้คู่ที่หนึ่ง แยกปัญญาออกเป็นสองลักษณะตามลำดับเหตุผล คือปัญญาฝ่ายกุศลที่กำลังสร้างผลบุญให้เกิดขึ้น (อัตถชาปิกา) กับปัญญาที่เป็นผลสำเร็จแล้ว ดังเช่นปัญญาของพระอรหันต์ขณะทำกิจอภิญญาและสมาบัติ แสดงความต่างระหว่างเหตุที่กำลังก่อผลกับผลที่เกิดขึ้นสมบูรณ์แล้ว
  19. หน้า ๖๔๗–๖๕๗ อรรถกถาติกนิทเทส: จินตามยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการคิดพิจารณา ไขความหมวดสาม ว่าด้วยปัญญาที่เกิดจากการคิดใคร่ครวญในงานอาชีพ ศิลปะ และวิชาความรู้ทางโลก โดยจำแนกงานและศิลปะแต่ละอย่างเป็นชนิดต่ำและชนิดสูง เช่น งานช่างไม้กับกสิกรรม หรือศิลปะจักสานกับศิลปะคำนวณ ชี้ว่าปัญญาที่ใช้ประกอบสัมมาอาชีพเลี้ยงชีวิตโดยไม่เบียดเบียนผู้อื่น ก็นับเป็นรากฐานของปัญญาขั้นต้นได้เช่นกัน
  20. หน้า ๖๕๘–๖๖๘ อรรถกถาจตุกกนิทเทส: กัมมัสสกตาญาณ ความรู้ว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตน อธิบายความรู้หมวดสี่ เน้นกัมมัสสกตาญาณ คือความเข้าใจว่าอกุศลกรรมแม้ทำแล้วก็ไม่นับว่าเป็น "ของตน" อย่างแท้จริงเพราะทำลายประโยชน์ ส่วนกุศลกรรมจึงนับเป็นของตนเพราะสร้างประโยชน์ให้จริง เปรียบด้วยพ่อค้าบรรทุกเกวียนสินค้าเดินทางไกล ชี้ว่าสิ่งที่ติดตัวไปได้จริงในสังสารวัฏคือผลแห่งการกระทำ ไม่ใช่ทรัพย์สมบัติภายนอก
  21. หน้า ๖๖๙–๖๗๐ อรรถกถาปัญจกนิทเทส: ปัญญาอันเป็นบาทฐานแห่งอภิญญา ไขความหมวดห้า ว่าด้วยองค์ประกอบของฌานที่เป็นฐานให้เกิดอภิญญา ได้แก่ปัญญาที่แผ่ปีติ แผ่ความสุข กำหนดจิตผู้อื่น และแผ่แสงสว่างไป เปรียบดังมือและเท้าที่รองรับร่างกาย แสดงว่าสมาธิและองค์ฌานทั้งห้าต้องประกอบกันอย่างสมดุลจึงจะเป็นฐานให้จิตพัฒนาไปสู่ความรู้พิเศษเหนือสามัญได้
  22. หน้า ๖๗๑–๖๗๕ อรรถกถาหมวด 6-9: อภิญญา ปฏิจจสมุปบาท มรรคผล และสมาบัติ รวมสี่หมวดสั้นๆ คือ อภิญญา 6 ซึ่งมีเพียงข้อสุดท้าย (ความสิ้นอาสวะ) เท่านั้นที่เป็นโลกุตตระ, ญาณ 7 ที่พิจารณาปฏิจจสมุปบาทซ้ำถึง 7 ครั้งเพื่อให้เห็นความเกิดดับแจ่มชัดยิ่งขึ้นทุกครั้ง, ญาณ 8 คือมรรคและผล 4 คู่, และญาณ 9 คือความรู้ในการเข้าออกสมาบัติตามลำดับตั้งแต่ฌานที่หนึ่งถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ
  23. หน้า ๖๗๖–๗๐๘ อรรถกถาทสกนิทเทส: กำลังที่ 1 ของพระตถาคต (ฐานาฐานญาณ) ไขความกำลังข้อแรกของพระพุทธเจ้า คือปรีชาหยั่งรู้ว่าอะไรเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ตามเหตุปัจจัย ยกตัวอย่างว่าผู้มีสัมมาทิฏฐิย่อมไม่มีทางเห็นสังขารใดเที่ยงแท้ และขยายความละเอียดที่สุดว่าเหตุใดพระพุทธเจ้าสองพระองค์จึงเกิดขึ้นพร้อมกันในโลกไม่ได้ โดยอธิบายลำดับการเสื่อมสูญของพระศาสนา ปรินิพพานสามแบบ และอ้างบทสนทนาในมิลินทปัญหาเป็นหลักฐานยืนยัน
  24. หน้า ๗๐๙–๗๑๔ ทศพลญาณ กำลังที่ ๒ (๑): กรรมชั่วกับสมบัติ-วิบัติ ๔ อธิบายว่าเหตุใดกรรมชั่วบางครั้งจึงไม่ให้ผลทันที เพราะคติ (ภพที่เกิด) อุปธิ (รูปกาย) กาล (ยุคสมัย) และปโยคะ (ความเพียร) แต่ละอย่างมีทั้งด้าน "สมบัติ" ที่คุ้มกันไม่ให้กรรมชั่วออกผล และด้าน "วิบัติ" ที่เปิดช่องให้กรรมชั่วให้ผลได้ทันที พระตถาคตทรงหยั่งรู้ความซับซ้อนนี้ด้วยพระญาณกำลังข้อที่ ๒
  25. หน้า ๗๑๕–๗๓๓ ทศพลญาณ กำลังที่ ๒ (๒): กรรมดีกับสมบัติ-วิบัติ ๔ และเรื่องราวประกอบ อธิบายหลักเดียวกันในทางกลับ คือกรรมดีก็อาจถูกคติ อุปธิ กาล หรือปโยคะฝ่าย "วิบัติ" ขัดขวางไม่ให้ออกผล แต่จะให้ผลเมื่อผู้นั้นถึงพร้อมด้วย "สมบัติ" พร้อมเรื่องเล่าประกอบ เช่น พระเจ้าทีปราชผู้ตาบอดจึงพลาดราชสมบัติ และพระเถระผู้อดอยากยามภัยแต่ได้ลาภมหาศาลยามบ้านเมืองสงบ ปิดท้ายด้วยการอธิบายกรรมที่ "เป็นอโหสิ" ตามนัยปฏิสัมภิทามรรค
  26. หน้า ๗๓๔–๗๓๖ ทศพลญาณ กำลังที่ ๓: ญาณรู้ทางไปสู่คติต่างๆ อธิบายว่าพระตถาคตทรงทราบล่วงหน้าได้ว่ากรรมแต่ละอย่าง แม้ดูเหมือนกันภายนอก แต่ความแตกต่างของความพยายามในขณะทำกรรมนั้นจะนำผู้ทำไปเกิดในภพภูมิใด ตั้งแต่นรก เดรัจฉาน เปรต มนุษย์ เทวโลก จนถึงบรรลุมรรคผล และทรงทราบด้วยว่ากรรมนั้นมีกำลังอ่อนหรือแรงเพียงใด
  27. หน้า ๗๓๗–๗๓๘ ทศพลญาณ กำลังที่ ๔: ญาณรู้ความหลากหลายแห่งโลกธาตุ อธิบายพระญาณที่ทรงรู้ความแตกต่างของขันธ์ อายตนะ ธาตุ ทั้งในหมู่สัตว์และสิ่งไม่มีชีวิต เช่น เหตุที่ต้นไม้แต่ละต้นมีสี รูปทรง กลิ่น รสของใบและผลต่างกัน ล้วนเพราะธาตุที่ประกอบต่างกัน ญาณข้อนี้พระอัครสาวกและพระปัจเจกพุทธะรู้ได้เพียงบางส่วน มีแต่พระสัพพัญญูพุทธเจ้าเท่านั้นที่ทรงรู้แจ้งได้หมดสิ้น
  28. หน้า ๗๓๙–๗๔๐ ทศพลญาณ กำลังที่ ๕: ญาณรู้อัธยาศัยอันหลากหลายของสัตว์ อธิบายหลัก "คบคนอัธยาศัยเดียวกัน" คือผู้มีศีลย่อมเข้าหาผู้มีศีล ผู้ทุศีลย่อมเข้าหาผู้ทุศีล เพราะธาตุคืออัธยาศัยเดิมเป็นตัวกำหนด ไม่ใช่ตำแหน่งอาจารย์หรือศิษย์ พระตถาคตทรงทราบพระญาณนี้ตลอดกาล พร้อมยกตัวอย่างพระสารีบุตรผู้มีปัญญามากจึงมีบริษัทที่มีปัญญามากห้อมล้อมเช่นกัน
  29. หน้า ๗๔๑–๗๔๗ ทศพลญาณ กำลังที่ ๖: ญาณรู้อาสยะและอนุสัยของสัตว์ อธิบายพระญาณที่หยั่งรู้อาสยะ (ที่พึ่งพิงทางความเห็น) อนุสัย (กิเลสนอนเนื่องในจิต) จริต (พื้นนิสัย) และอธิมุตติ (ความโน้มเอียงใจ) ของสัตว์แต่ละคน ว่าใครมีกิเลสหนาบางเพียงใด อินทรีย์แก่กล้าหรืออ่อน และใครพร้อมหรือไม่พร้อมจะบรรลุธรรม อันเป็นฐานให้พระองค์ทรงแสดงธรรมได้เหมาะกับแต่ละบุคคล
  30. หน้า ๗๔๘–๗๕๐ ทศพลญาณ กำลังที่ ๗: ญาณเรื่องฌาน วิโมกข์ และสมาธิ อธิบายพระญาณที่ทรงรู้ความแตกต่างของผู้เข้าฌาน ทั้งผู้เข้าใจผิดว่าตนได้ฌานหรือไม่ได้ฌาน ผู้เข้าฌานเร็ว-ช้า ออกเร็ว-ช้า ตลอดจนวิโมกข์ ๘ และสมาธิแบบมีวิตกวิจารหรือไม่มี พร้อมอธิบายความหมายของ "การออกจากสมาธิ" ที่ต่างกันระหว่างฌานทั่วไปกับนิโรธสมาบัติ
  31. หน้า ๗๕๑–๗๕๓ ทศพลญาณ กำลังที่ ๘-๑๐ และสรุปปิดท้ายอรรถกถาญาณวิภังค์ สรุปกำลังข้อที่ ๘ (ระลึกชาติได้) ข้อที่ ๙ (ทิพยจักษุเห็นการจุติเกิด) และข้อที่ ๑๐ (รู้ความหลุดพ้นทางจิตและทางปัญญา) โดยอ้างอิงรายละเอียดจากคัมภีร์วิสุทธิมรรค ปิดท้ายด้วยการวินิจฉัยว่าทศพลญาณต่างจากพระสัพพัญญุตญาณอย่างไร แม้เป็นพระปรีชาของพระพุทธเจ้าเหมือนกัน แต่ทศพลญาณรู้เฉพาะหน้าที่ของตน ส่วนสัพพัญญุตญาณรู้ได้กว้างกว่า
  32. หน้า ๗๕๔–๗๗๔ ขุททกวัตถุวิภังค์ (๑): มาติกาและเอกกนิทเทส เปิดคัมภีร์ที่ ๑๗ ว่าด้วยหัวข้อธรรมเบ็ดเตล็ดที่ไม่จัดเข้าหมวดใหญ่ใด โดยวางมาติกาตั้งแต่หมวด ๑ ถึงหมวด ๑๐ รวมกว่าร้อยหัวข้อ แล้วขยายความหมวด ๑ อย่างละเอียด ส่วนใหญ่เป็น "มทะ" ความมัวเมา ๒๓ ชนิด (เมาชาติ เมาลาภ เมายศ ฯลฯ) และอกุศลจิตเดี่ยวอื่น เช่น ความประมาท ความหัวดื้อ การหลอกลวง แต่ละข้อนิยามด้วยสำนวนซ้ำแบบเดียวกัน
  33. หน้า ๗๗๕–๗๘๒ ขุททกวัตถุวิภังค์ (๒): ทุกนิทเทส ขยายความมาติกาหมวด ๒ คือกิเลสที่มักเกิดคู่กันเป็นเหตุแห่งความขัดแย้งและความเสื่อม เช่น โกรธ-ผูกโกรธ ลบหลู่คุณ-ตีเสมอ ริษยา-ตระหนี่ เจ้าเล่ห์-โอ้อวด รวมถึงคู่ความเห็นผิดสุดโต่ง เช่น เที่ยง-ขาดสูญ มีที่สุด-ไม่มีที่สุด แต่ละคู่นิยามแยกกันด้วยสำนวนมาตรฐานเดียวกับหมวดก่อน
  34. หน้า ๗๘๓–๗๙๕ ขุททกวัตถุวิภังค์ (๓): ติกนิทเทส ตอนต้น ขยายความมาติกาหมวด ๓ ตอนต้น เริ่มจากอกุศลมูล ๓ (โลภ โทสะ โมหะ) อันเป็นรากเหง้าของกิเลสทั้งปวง ตามด้วยวิตก สัญญา ธาตุ ทุจริต อาสวะ สัญโญชน์ ตัณหาหลายนัย เอสนา ภัย และชุดอุปมากิเลสเป็นไฟ เป็นน้ำฝาด เป็นเนิน เป็นมลทิน แสดงว่าโลภ โทสะ โมหะ คือแกนกลางที่กิเลสอื่นแตกแขนงออกมาในหลายแง่มุม
  35. หน้า ๗๙๖–๘๐๔ ขุททกวัตถุวิภังค์ (๔): ติกนิทเทส ตอนปลาย ขยายความมาติกาหมวด ๓ ตอนปลาย ว่าด้วยทิฏฐิ ๓ แบบ (เห็นว่าโลกน่าเสพ เห็นว่ามีตัวตน เห็นผิดทั่วไป) ตามด้วยชุดอกุศลธรรมย่อยที่ผสมกันเป็นสามอย่างซ้ำหลายรูปแบบ เช่น ไม่ยินดี-เบียดเบียน-ประพฤติผิดธรรม ว่ายาก-มีมิตรชั่ว-ฟุ้งซ่าน ไม่ละอาย-ไม่เกรงกลัว-ประมาท แสดงว่าอกุศลจิตเล็กๆ น้อยๆ มักมาเป็นกลุ่มเกื้อหนุนกัน
  36. หน้า ๘๐๕–๘๐๙ ขุททกวัตถุวิภังค์ (๕): จตุกกนิทเทส ขยายความมาติกาหมวด ๔ ได้แก่ อาสวะ คันถะ โอฆะ โยคะ อุปาทาน (เครื่องเกาะยึดที่ทำให้จิตติดอยู่กับกาม ความเห็นผิด และศีลพรตที่ผิด) ตัณหาที่เกิดจากปัจจัย ๔ ความลำเอียง ๔ ทาง ความเข้าใจผิด ๔ อย่าง คำพูดไม่สมควร ภัยหลายชุด และทิฏฐิ ๔ เรื่องบ่อเกิดของสุขทุกข์ แสดงมุมมองหลากหลายของอกุศลธรรมในเชิงจำนวน ๔
  37. หน้า ๘๑๐–๘๑๘ ขุททกวัตถุวิภังค์ (๖): ปัญจกนิทเทส ขยายความมาติกาหมวด ๕ ซึ่งรวมหัวข้อธรรมสำคัญหลายชุด เช่น สัญโญชน์เบื้องต่ำ-เบื้องสูง ๕ ที่ผูกสัตว์ไว้กับภพ มัจฉริยะ ๕ เจโตขีละ ๕ (จุดตันของใจที่ทำให้เจริญสมาธิไม่ได้) นิวรณ์ ๕ และอนันตริยกรรม ๕ (ฆ่ามารดา บิดา พระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้า ทำสงฆ์แตกแยก) ปิดท้ายด้วยทิฏฐิและวาทะเรื่องนิพพานเทียมในปัจจุบันชาติ
  38. หน้า ๘๑๙–๘๒๒ ขุททกวัตถุวิภังค์ (๗): ฉักกนิทเทส ขยายความมาติกาหมวด ๖ ว่าด้วยรากเหง้าแห่งการวิวาท ธรรมที่อิงกามคุณทั้งฝ่ายชอบและฝ่ายชัง ตัณหาที่เกิดทางทวารทั้งหก ความไม่เคารพ ๖ ประการ และธรรมที่ทำให้เสื่อมจากกุศล เช่น ชอบก่อสร้าง ชอบสนทนา ชอบหลับนอน ตลอดจนความรู้สึกดีใจ-เสียใจ-เฉยๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อกระทบอารมณ์ทั้งหกทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
  39. หน้า ๘๒๓–๘๒๗ ขุททกวัตถุวิภังค์ (๘): สัตตกนิทเทส ขยายความมาติกาหมวด ๗ ว่าด้วยอนุสัย ๗ (กิเลสที่นอนเนื่องในจิต) ปริยุฏฐาน ๗ สัญโญชน์ ๗ อสัทธรรม ๗ ทุจริต ๗ มานะ ๗ ระดับ และปิดท้ายด้วยทิฏฐิ ๗ ซึ่งเป็นความเห็นผิดแบบสุดโต่งเรื่องความขาดสูญของอัตตาในระดับต่างๆ ตั้งแต่กายหยาบจนถึงอรูปฌานขั้นสูง
  40. หน้า ๘๒๘ ขุททกวัตถุวิภังค์ (บาลี): สัตตกนิทเทส (หมวด 7) ยกหมวดธรรมชุดละ 7 ว่าด้วยกิเลสที่นอนเนื่องในจิต คือ อนุสัย 7 เช่น กามราคะ ปฏิฆะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ซึ่งเป็นเชื้อกิเลสที่ยังไม่แสดงออก ตามด้วยปริยุฏฐาน 7 คือกิเลสชุดเดียวกันในขณะฟุ้งขึ้นครอบงำจิตแล้ว ปิดท้ายด้วยทิฏฐิ 7 ว่าด้วยความเห็นเกี่ยวกับอัตตา ชี้ให้เห็นความต่างระหว่างกิเลสที่แฝงอยู่เงียบๆ กับกิเลสที่ปะทุออกมาเป็นความคิดความเชื่อจริง
  41. หน้า ๘๒๙–๘๓๕ ขุททกวัตถุวิภังค์ (บาลี): อัฏฐกนิทเทส (หมวด 8) ยกหมวดธรรมชุดละ 8 เริ่มจากวัตถุแห่งกิเลส 8 และวัตถุแห่งความเกียจคร้าน 8 ซึ่งเป็นตัวอย่างข้ออ้างสารพัดที่คนใช้เลี่ยงความเพียร เช่น งานยังไม่เสร็จก็อ้างเหนื่อย งานเสร็จแล้วก็อ้างเหนื่อย ป่วยก็อ้างป่วย หายป่วยก็อ้างเพิ่งหาย ตามด้วยวาจาไม่ใช่ของพระอริยะ 8 แบบที่พูดกลับความจริงระหว่างเห็นกับไม่เห็น รู้กับไม่รู้ ปิดท้ายด้วยลัทธิความเชื่อ 8 แบบเกี่ยวกับอัตตาที่มีสัญญาหรือไม่มีสัญญาหลังตาย
  42. หน้า ๘๓๖–๘๓๙ ขุททกวัตถุวิภังค์ (บาลี): นวกนิทเทส (หมวด 9) ยกหมวดธรรมชุดละ 9 เริ่มจากวัตถุแห่งความอาฆาต 9 ที่ไล่เหตุผูกโกรธตามกาลสามและบุคคลสามฝ่ายคือตนเอง คนรัก และคนที่ไม่รัก ตามด้วยมานะ 9 ที่แจกแจงความถือตัวว่าเลิศกว่า เสมอกัน หรือด้อยกว่า ไขว้กับความรู้สึกนึกคิดจริงสามแบบ และอิญชิตะ 9 ว่าด้วยความหวั่นไหวยึดถือความมีอยู่ของตน ชี้ให้เห็นว่าความโกรธและความถือตัวมีรากจากการเปรียบเทียบตนกับผู้อื่นอย่างเป็นระบบ
  43. หน้า ๘๔๐–๘๔๓ ขุททกวัตถุวิภังค์ (บาลี): ทสกนิทเทส (หมวด 10) ยกหมวดธรรมชุดละ 10 เริ่มจากวัตถุแห่งกิเลสและวัตถุแห่งความอาฆาตฉบับขยาย ตามด้วยมิจฉัตตะ 10 คือมรรคผิดครบวงจรตั้งแต่เห็นผิดจนถึงหลุดพ้นผิด ปิดท้ายด้วยอันตคาหิกทิฏฐิ 10 ทิฏฐิสุดโต่งเกี่ยวกับโลกและชีวะว่าเที่ยงหรือขาดสูญ มีที่สุดหรือไม่มีที่สุด ซึ่งเป็นรากฐานของความเห็นผิดแบบสุดโต่งสองด้านที่พระพุทธศาสนาปฏิเสธทั้งคู่
  44. หน้า ๘๔๔–๘๕๗ ขุททกวัตถุวิภังค์ (บาลี): อัฏฐารสกนิทเทส (หมวด 18) และทิฏฐิ 62 ยกมาติกาสุดท้ายของขุททกวัตถุวิภังค์คือตัณหาวิจริต 18 อาการที่ตัณหาแทรกซึมความคิดเรื่องตัวตนผ่านเบญจขันธ์ ตั้งแต่ 'เรามี' 'เราเป็น' 'เราจักเป็น' ถึง 'เราพึงเป็น' ขยายทั้งภายในภายนอกจนครบ 108 ด้วยกาลสาม ปิดท้ายด้วยการสรุปทิฏฐิ 62 จากพรหมชาลสูตรเป็นหมวดย่อย แสดงว่าความอยากเป็นเช่นนั้นเช่นนี้และความเห็นผิดทั้งปวงล้วนงอกจากการยึดขันธ์ 5 ว่าเป็นตัวตน จบคัมภีร์บาลีขุททกวัตถุวิภังค์
  45. หน้า ๘๕๘–๘๗๐ อรรถกถาขุททกวัตถุวิภังค์: อรรถกถาเอกกนิทเทส ตอนมทะ-ปมาทะ-ถัมภะ-สารัมภะ อรรถกถาเริ่มไขความหมวดหนึ่ง อธิบายความมัวเมา (มทะ) 9 แบบที่คนถือเป็นทุนยกตนข่มท่าน เช่น มัวเมาในชาติกำเนิด ตระกูล ลาภ บริวาร การศึกษา ศีล และรูปร่าง ตามด้วยความประมาทและความดื้อรั้น ปิดท้ายด้วยความแข่งดี พร้อมอุทาหรณ์คนแข่งกันเรียนพระธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยใจอิจฉาแทนที่จะศึกษาเพื่อความสงบ ชี้ให้เห็นว่าแม้กิจที่ดีก็เสียคุณค่าหากทำด้วยใจแข่งขันชิงดี
  46. หน้า ๘๗๑–๘๘๓ อรรถกถาขุททกวัตถุวิภังค์: อรรถกถาเอกกนิทเทส ตอนความโลภสามระดับ อธิบายความโลภสามระดับที่ขยายจากความไม่รู้จักพอ คือ อติจฉตา (อยากได้เกินประมาณ) มหิจฉตา (มักมากไม่สันโดษในลาภของตน) และปาปิจฉตา (ปรารถนาลามกอยากให้คนยกย่องคุณที่ตนไม่มี) พร้อมนิทานเตือนใจสองเรื่องคือพระปลอมที่หลบในตุ่มน้ำและพระปลอมที่โหนรากไทรเพื่อสร้างภาพว่าตนเป็นพระอรหันต์ผู้เหาะเหินได้ จนถูกจับได้และต้องหนีหาย ชี้ผลของการหลอกลวงเพื่อลาภสักการะ
  47. หน้า ๘๘๔–๘๘๙ อรรถกถาขุททกวัตถุวิภังค์: อรรถกถาเอกกนิทเทส ตอนนิสัยเสียเล็กน้อย ไขความลักษณะนิสัยเสียเล็กๆ น้อยๆ ที่บั่นทอนสมณะ เช่น การพูดจาทิ่มแทงเสียดสี ความเหลาะแหละไม่หนักแน่น ความประพฤติไม่เข้ากับหมู่คณะ ความเบื่อหน่ายไม่ยินดีในที่สงัด ความเกียจคร้านทางกายและใจ อาการบิดกายด้วยความขี้เกียจ ตลอดจนความง่วงเหงาอึดอัดเพราะกินอิ่มเกินไป ชี้ให้เห็นว่าอุปนิสัยเล็กน้อยเหล่านี้สะสมกันจนกลายเป็นอุปสรรคต่อการฝึกตนในระยะยาว
  48. หน้า ๘๙๐–๘๙๙ อรรถกถาขุททกวัตถุวิภังค์: อรรถกถาเอกกนิทเทส ตอนมิจฉาชีพ 5 อธิบายมิจฉาชีพ 5 แบบที่ภิกษุใช้หลอกลวงเพื่อลาภสักการะ ได้แก่ การหลอกลวง การพูดประจบเลียบเคียง การใช้ท่าทีชี้แนะให้เขาถวาย การพูดกดดันให้เขาละอายจนต้องถวาย และการเอาลาภไปแลกลาภคือนำของที่ได้จากที่หนึ่งไปโอ้อวดเพื่อขอเพิ่มจากอีกที่หนึ่ง พร้อมตัวอย่างภิกษุที่แจกบิณฑบาตให้เด็กเพื่อสร้างภาพลักษณ์ดีจนได้ลาภมากขึ้นในที่สุด แสดงกลไกจิตเบื้องหลังการทำมาหากินผิดทาง
  49. หน้า ๙๐๐–๙๑๒ อรรถกถาขุททกวัตถุวิภังค์: อรรถกถาเอกกนิทเทส ตอนมานะหลายระดับ (จบเอกกนิทเทส) ไขความมานะ (ความถือตัว) หลายระดับ เริ่มจากมานะ 9 แบบพื้นฐานที่ไขว้ความเป็นจริง (เลิศกว่า เสมอกัน ด้อยกว่า) กับความรู้สึกนึกคิด ตามด้วยมานาติมานะ (ถือตัวข่มคนที่เคยถือว่าเหนือกว่าตน) อธิมานะ (สำคัญผิดว่าบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ) อัสมิมานะ (ความถือตัวว่า 'เรามี' อันเป็นรากลึกที่สุด) และมิจฉามานะ (อวดอ้างความชั่วว่าเป็นความดี) แสดงความซับซ้อนของอัตตาที่ซ่อนอยู่ในทุกมุมของการเปรียบเทียบตน
  50. หน้า ๙๑๓–๙๑๙ อรรถกถาขุททกวัตถุวิภังค์: อรรถกถาทุกนิทเทส (หมวด 2) อรรถกถาไขความหมวดสอง เริ่มจากอุปนาหะ (ความผูกโกรธไว้ไม่ปล่อย) มายา (เจ้าเล่ห์ปิดบังความชั่ว) สาเถยยะ (โอ้อวดคุณที่ไม่มี) ความไม่อ่อนโยนทั้งทางกายและใจ ปิดท้ายด้วยสัญโญชน์ภายใน-ภายนอก อธิบายว่ากิเลสเครื่องผูกที่ผูกไว้กับกามภพเรียกว่าภายในเพราะสัตว์เวียนเกิดในกามภพบ่อยที่สุด ส่วนที่ผูกไว้กับรูปภพและอรูปภพเรียกว่าภายนอกเพราะเวียนเกิดน้อยกว่ามาก
  51. หน้า ๙๒๐–๙๓๓ อรรถกถาขุททกวัตถุวิภังค์: อรรถกถาติกนิทเทส (หมวด 3) อรรถกถาไขความหมวดสามซึ่งเนื้อหากว้างขวางที่สุด ตั้งแต่รากเหง้าวัฏสงสารคือโลภะ โทสะ โมหะ ความสงสัยเรื่องกาลสามที่ทำให้ไม่แน่ใจในอดีต-ปัจจุบัน-อนาคต ไฟสามกองที่แผดเผาใจ ไปจนถึงทุจริตสาม การแสวงหาผิด และการเสพทางผิด รวมถึงความคิดแข่งดีที่คอยจับผิดคนอื่นดุจช่างชุนผ้าคอยหารอยทะลุ แสดงให้เห็นว่ากิเลสพื้นฐานสามตัวคือโลภ โกรธ หลง แตกแขนงเป็นความเสียหายนานัปการในชีวิตประจำวัน
  52. หน้า ๙๓๔–๙๓๙ อรรถกถาขุททกวัตถุวิภังค์: อรรถกถาจตุกกนิทเทส (หมวด 4) อรรถกถาไขความหมวดสี่ อธิบายตัณหาที่เกิดจากปัจจัยสี่ คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และยา ตามด้วยภัย 16 อย่างที่แบ่งเป็น 4 หมวดๆ ละ 4 ได้แก่ ภัยจากการติเตียนตนเอง ภัยจากคนอื่นติเตียน ภัยจากอาชญา และภัยจากอบาย ปิดท้ายด้วยทิฏฐิจตุกกะ 4 ความเห็นผิดเรื่องสุขทุกข์ว่าใครเป็นผู้สร้าง คือตนทำเอง ผู้อื่นทำให้ ทั้งสองทำร่วมกัน หรือเกิดขึ้นเองลอยๆ ไม่มีเหตุ
  53. หน้า ๙๔๐–๙๔๖ อรรถกถาขุททกวัตถุวิภังค์: อรรถกถาปัญจกนิทเทส (หมวด 5) อรรถกถาไขความหมวดห้า เริ่มจากสัญโญชน์เบื้องต่ำ 5 ที่ฉุดรั้งสัตว์กลับสู่กามภพแม้จะเกิดในภพสูงสุด และสัญโญชน์เบื้องบน 5 ที่เปรียบเหมือนเครื่องข้องและลูกศรปักใจ ปิดท้ายด้วยการไขความองค์ฌาน เช่น วิตกและวิจารที่ทำให้ปฐมฌานยังหยาบอยู่เมื่อเทียบกับฌานที่ประณีตกว่า ชี้ให้เห็นลำดับการละกิเลสที่ประณีตขึ้นตามลำดับภูมิจิต
  54. หน้า ๙๔๗–๙๕๑ อรรถกถาฉักกนิทเทส (มาติกาหมวด ๖) อรรถกถาขยายความธรรมหมวดหก ได้แก่ มูลเหตุการวิวาท ๖ ฉันทราคะที่เกิดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ความไม่เคารพ ๖ ประการอันนำไปสู่ความเสื่อม ธรรมที่ทำให้เสื่อมอีก ๖ อย่าง (เพลินงาน เพลินคุย เพลินนอน เพลินหมู่ เพลินคลุกคลี เพลินฟุ้งซ่าน) การครุ่นคิดด้วยโสมนัส โทมนัส อุเบกขาผ่านอายตนะทั้งหก และทิฏฐิเรื่องตัวตน ๖ แบบ ชี้ว่าความขัดแย้งและความเสื่อมทางจิตมักเกิดจากการปล่อยใจไหลตามอารมณ์ทางทวารทั้งหกโดยไม่รู้เท่าทัน
  55. หน้า ๙๕๒–๙๕๓ อรรถกถาสัตตกนิทเทส (มาติกาหมวด ๗) อรรถกถาอธิบายธรรมหมวดเจ็ด ได้แก่ อนุสัย ๗ คือกิเลสอย่างละเอียดที่นอนเนื่องอยู่ในจิตสันดานรอเหตุปัจจัยมากระตุ้นให้กำเริบ แม้ยังไม่แสดงออกก็ไม่ได้แปลว่าหมดไป และแนวคิดเรื่องตัวตนตามความเชื่อต่างๆ ทั้งรูปกายที่เกิดจากมารดาบิดา กายทิพย์ กายที่สำเร็จด้วยใจ ไปจนถึงภาวะอรูปพรหม แสดงให้เห็นว่าความยึดถือตัวตนแปรเปลี่ยนไปตามภพภูมิที่ปุถุชนไปเกิด
  56. หน้า ๙๕๔–๙๕๘ อรรถกถาอัฏฐกนิทเทส (มาติกาหมวด ๘) อรรถกถาขยายความธรรมหมวดแปด เช่น มูลเหตุความเกียจคร้าน ๘ ประการเทียบกับมูลเหตุความเพียร ๘ ประการที่ตรงข้ามกัน โลกธรรม ๘ (ลาภ เสื่อมลาภ ยศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข ทุกข์) ที่กระทบจิตปุถุชนอยู่เสมอแม้แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงประสบ กลวิธี ๘ อย่างที่ผู้ทำผิดใช้บ่ายเบี่ยงเมื่อถูกทักท้วง และทิฏฐิเรื่องตัวตนมีรูปหรือไม่มีรูปแปดแบบ ชี้ให้เห็นวิธีที่จิตหาทางหลบเลี่ยงความจริงเมื่อเผชิญสิ่งไม่พึงประสงค์
  57. หน้า ๙๕๙–๙๖๑ อรรถกถานวกนิทเทส-ทสกนิทเทส (มาติกาหมวด ๙-๑๐) อรรถกถาปิดท้ายชุดมาติกาตัวเลขด้วยหมวดเก้าและหมวดสิบ ได้แก่ อาฆาตวัตถุ ๙ (เหตุแห่งความอาฆาตพยาบาทเมื่อรู้สึกว่าถูกทำร้ายทั้งในอดีต ปัจจุบัน อนาคต) มานะ ๙ ที่แตกแขนงจากความถือตัว และกิเลสวัตถุ ๑๐ กับมิจฉัตตะ ๑๐ (มรรคผิด ๑๐ ประการที่ตรงข้ามกับมรรคมีองค์แปด) เป็นการรวบรวมชุดสุดท้ายก่อนจบการอธิบายมาติกาแบบตัวเลขทั้งหมด
  58. หน้า ๙๖๒–๙๖๘ อรรถกถาตัณหาวิจริตนิทเทส และปิดท้ายขุททกวัตถุวิภังค์ อรรถกถาอธิบายตัณหาวิจริต ๑๐๘ คือกระบวนการที่ตัณหาแตกแขนงความคิดเรื่อง 'เรามีอยู่' ออกไปโดยเปรียบเทียบตนกับผู้อื่นทั้งแบบไม่เปรียบเทียบและเปรียบเทียบ ผ่านขันธ์ ๕ ภายในคูณด้วยฐานต่างๆ แสดงว่าความยึดมั่นในตัวตนมิใช่ความคิดเดียว แต่แตกกิ่งก้านซับซ้อนนับร้อย จากนั้นคัมภีร์อ้างอิงสั้นๆ ถึงทิฏฐิ ๖๒ ในพรหมชาลสูตรโดยไม่ขยายซ้ำ แล้วปิดท้ายวรรณนาขุททกวัตถุวิภังค์อันเป็นบทที่ ๑๗ ของวิภังค์
  59. หน้า ๙๖๙–๑๐๔๓ ธัมมหทยวิภังค์ บทสรุปส่งท้ายคัมภีร์วิภังค์ และคาถาปิดท้ายอรรถกถาสัมโมหวิโนทนี บทสุดท้าย (๑๘) ของวิภังค์ เป็นดัชนีสรุปหมวดธรรมสำคัญทั้งหมด (ขันธ์ อายตนะ ธาตุ สัจจะ อินทรีย์ เหตุ อาหาร ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต) นำมาพิจารณาซ้ำ ๑๐ รอบ เช่น รอบว่าด้วยการเกิดในภพภูมิต่างๆ รอบว่าด้วยธรรมที่มีจริงหรือไม่ และรอบว่าด้วยอายุขัยของสัตว์แต่ละภพ เสมือนแผนที่รวมของพระอภิธรรมทั้งเล่ม ตามด้วยอรรถกถาขยายความแต่ละรอบ แล้วปิดเล่มด้วยคาถานิคมของพระพุทธโฆสาจารย์ อุทิศบุญกุศลให้พระสัทธรรมดำรงอยู่ตลอดกาลนาน