ธาตุกถา-ปุคคลบัญญัติ

ฉบับ มมร. · พระอภิธรรมปิฎก · เล่มที่ ๗๙ · ๔๖๑ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๖๑ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๔๕ ธาตุกถา (1): มาติกา และนัยที่ 1 (สังคหาสังคหปทนิทเทส) เปิดคัมภีร์ธาตุกถาด้วยมาติกา 5 ชุด ที่สำคัญที่สุดคือนยมาติกา 14 นัย (วิธีวิเคราะห์ว่าธรรมใดสงเคราะห์ได้/ไม่ได้ ประกอบได้/ไม่ได้ กับขันธ์ อายตนะ ธาตุ) และอัพภันตรมาติกา 125 บท (บัญชีหมวดธรรมที่จะถูกนำไปวิเคราะห์) จากนั้นนัยที่ 1 นำหมวดธรรมทั้ง 125 บทมาตรวจสอบทีละหมวดว่านับเข้าได้กับขันธ์ อายตนะ ธาตุ จำนวนเท่าใด พร้อมอรรถกถาอธิบายหลักการสงเคราะห์ 4 แบบ นับเป็นนัยที่ยาวที่สุดในคัมภีร์
  2. หน้า ๔๖–๙๕ ธาตุกถา (2): นัยที่ 2-6 นัยที่ 2-4 นำหมวดธรรมชุดเดิมมาเทียบไขว้กันแบบสั้นกระชับด้วยเกณฑ์สงเคราะห์ (สงเคราะห์ไม่ได้ในสิ่งที่สงเคราะห์ได้ และสลับกัน) นัยที่ 5 ทวนซ้ำด้วยเกณฑ์สงเคราะห์ไม่ได้ล้วนๆ ก่อนนัยที่ 6 เปลี่ยนเกณฑ์จากการสงเคราะห์เป็นการประกอบ (สัมปยุตต-วิปปยุตต) ซึ่งพิจารณาว่าธรรมใดเกิดร่วม ดับร่วม มีที่ตั้งและอารมณ์เดียวกันหรือไม่ พร้อมอรรถกถาประกอบทุกนัย
  3. หน้า ๙๖–๑๐๐ ธาตุกถา: อรรถกถาขยายความนัยที่ ๖-๗ (สัมปโยค-วิปปโยคปทนิทเทส ต่อ) อรรถกถาไขความปัญหาปุจฉาวิสัชนาต่อจากนัยที่ ๖-๗ ว่าธรรมแต่ละอย่าง เช่น อินทรีย์ต่างๆ ประกอบหรือไม่ประกอบกับขันธ์ อายตนะ ธาตุ ใดบ้าง โดยไล่ตอบเป็นคู่ๆ ทีละหมวด ช่วยฝึกการมองเห็นความสัมพันธ์ที่ละเอียดระหว่างสภาวธรรม ว่าสิ่งใดเกิดร่วมกันได้และสิ่งใดแยกจากกันเสมอ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการวิเคราะห์จิตและเจตสิกในอภิธรรม
  4. หน้า ๑๐๑–๑๒๐ ธาตุกถา: นัยที่ ๘-๑๐ อธิบายวิธีวิเคราะห์ธรรม ๑๒๕ หมวดด้วยเกณฑ์ "ประกอบ-ไม่ประกอบ" (สัมปยุตต-วิปปยุตต) อีก ๓ รูปแบบที่เหลือ คือ ไม่ประกอบ×ประกอบ (นัย ๘) ประกอบ×ประกอบ (นัย ๙) และไม่ประกอบ×ไม่ประกอบ (นัย ๑๐) แต่ละนัยถามว่าหมวดธรรมหนึ่งเมื่อไม่ประกอบหรือประกอบกับอีกหมวดหนึ่งแล้ว หมวดที่ได้นั้นจะไปประกอบหรือไม่ประกอบกับขันธ์ อายตนะ ธาตุ จำนวนเท่าใด พร้อมอรรถกถาขยายความประกอบทุกนัย
  5. หน้า ๑๒๑–๑๕๔ ธาตุกถา: นัยที่ ๑๑-๑๔ และจบคัมภีร์ อรรถกถาอธิบายนัยที่ ๑๐ โดยย่อ แล้วแสดงนัยสุดท้ายอีก ๔ แบบที่ผสมเกณฑ์ "สงเคราะห์ได้-ไม่ได้" (ขันธ์ อายตนะ ธาตุ) เข้ากับเกณฑ์ "ประกอบ-ไม่ประกอบ" ไขว้กัน ปิดท้ายด้วยธรรม ๔๗ อย่างที่วิเคราะห์ไม่ได้เพราะเป็นคำถามเปล่า (โมฆปุจฉกะ) จบพระบาลีธาตุกถาบริบูรณ์ ตามด้วยอรรถกถานัยสุดท้ายและคำนิคมสรุปปิดท้ายทั้งคัมภีร์
  6. หน้า ๑๕๕–๑๗๘ ปุคคลบัญญัติ: อุทเทสวารและมาติกาบุคคล ๑-๑๐ จำพวก เปิดคัมภีร์ที่ ๔ ด้วยการประกาศบัญญัติ ๖ อย่าง (ขันธ์ อายตนะ ธาตุ สัจจะ อินทรีย์ บุคคล) โดย ๕ อย่างแรกอธิบายสั้นเพียงแจกแจงจำนวน ก่อนวางมาติกา (บัญชีรายชื่อ) ประเภทบุคคลอย่างละเอียดตั้งแต่ ๑ จำพวกถึง ๑๐ จำพวก ครอบคลุมตั้งแต่ปุถุชนถึงพระอริยบุคคลระดับต่างๆ เป็นเพียงหัวข้อย่อ ยังไม่อธิบายความหมายแต่ละประเภท
  7. หน้า ๑๗๙–๑๘๙ อรรถกถาปุคคลบัญญัติ: พรรณนามาติกา พระอรรถกถาจารย์อธิบายความหมายของคำว่า "บัญญัติ" อย่างละเอียด แบ่งเป็นหลายชุด เช่น บัญญัติสิ่งที่มีอยู่จริงกับที่เป็นเพียงสมมติ (วิชชมาน-อวิชชมานบัญญัติ) และวิธีตั้งชื่อสิ่งต่างๆ ในโลกตามหน้าที่ รูปร่าง เพศ ฐานะ เพื่อวางกรอบว่าคำว่า "บุคคล" ที่จะกล่าวถึงต่อไปเป็นบัญญัติแบบใด ก่อนเข้าสู่การอธิบายบุคคลแต่ละประเภททีละข้อ
  8. หน้า ๑๙๐–๒๐๓ เอกกนิทเทส (1): บุคคลผู้พ้นตามโอกาส และเสถียรภาพแห่งฌาน เริ่มอธิบายบุคคล ๑ จำพวกทีละคู่ตรงข้าม โดยเทียบระดับความมั่นคงของสมาธิและวิปัสสนาในพระอริยบุคคลระดับต้น เช่น ผู้หลุดพ้นจากกิเลสได้เพียงชั่วคราวเมื่อเข้าฌาน (สมยวิมุตต) กับผู้หลุดพ้นถาวรไม่ขึ้นกับการเข้าฌาน (อสมยวิมุตต) ตามด้วยคู่ที่ชี้ว่าฌานสมาบัติของบางคนเสื่อมง่ายเพราะยังไม่ชำนาญ ต้องอาศัยความไม่ประมาทคอยรักษาไว้ ขณะที่บางคนฌานมั่นคงไม่เสื่อมเลย สะท้อนหลักว่าความก้าวหน้าทางจิตต้องหมั่นรักษาด้วยความเพียร มิใช่ได้แล้วจะคงอยู่เองเสมอไป
  9. หน้า ๒๐๔–๒๑๕ เอกกนิทเทส (2): จากปุถุชนสู่ทางแห่งอริยะ อธิบายบุคคลกลุ่มที่ก้าวจากปุถุชนเข้าสู่ทางอริยะ เริ่มจากโคตรภู คือขณะจิตที่ก้าวข้ามจากโคตรปุถุชนสู่โคตรอริยะ ตามด้วยผู้งดเว้นบาปเพราะยังกลัวภัย (พระเสขะและปุถุชนมีศีล) เทียบกับพระอรหันต์ผู้ไม่ต้องกลัวเพราะหมดกิเลสแล้ว ผู้มีเครื่องกั้นจนบรรลุธรรมไม่ได้เทียบกับผู้พร้อมจะบรรลุ และผู้มีชะตาแน่นอนจากกรรมหนักหรือจากการบรรลุธรรม ปิดท้ายด้วยแนวคิดว่าโลกจะไม่พินาศตราบที่ยังมีผู้กำลังบรรลุโสดาปัตติผลอยู่ สะท้อนความสำคัญของการปฏิบัติต่อความมั่นคงของพระศาสนา
  10. หน้า ๒๑๖–๒๒๓ เอกกนิทเทส (3): พระเสขะ-อเสขะ และการหลุดพ้นสองแนวทาง จำแนกพระอริยบุคคลตามระดับการศึกษา คือ พระเสขะ ๗ จำพวกผู้ยังต้องฝึกฝนศีลสมาธิปัญญาต่อไป กับพระอรหันต์ผู้ศึกษาจบสิ้นแล้ว ตามด้วยผู้มีวิชชา ๓ และอภิญญา ๖ อันเป็นผลพลอยได้จากสมาธิ แล้วแยกพระสัมมาสัมพุทธะผู้ตรัสรู้เองและสอนผู้อื่นได้สมบูรณ์ ออกจากพระปัจเจกพุทธะผู้ตรัสรู้เองแต่สอนได้ไม่เต็มที่ ปิดท้ายด้วยการเริ่มจำแนกพระอริยะตามวิธีหลุดพ้น ๓ แบบแรกจากทั้งหมด ๗ แบบ คือ ผู้หลุดพ้นด้วยสมาธิลึกร่วมกับปัญญา ด้วยปัญญาล้วน และผู้ประจักษ์สมาธิด้วยตนเอง
  11. หน้า ๒๒๔–๒๓๑ เอกกนิทเทส (4): อริยบุคคล ๗ จำพวกตามแนวทางหลุดพ้น จำแนกอริยบุคคลอีก ๔ จำพวกที่เหลือในกลุ่ม ๗ จำพวกตามแนวทางสู่การหลุดพ้น ได้แก่ ทิฏฐิปัตตะผู้เห็นแจ้งอริยสัจด้วยปัญญาเป็นหลัก สัทธาวิมุตตผู้หลุดพ้นโดยมีศรัทธานำ และธัมมานุสารี-สัทธานุสารีซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติขั้นต้นยังไม่บรรลุผล แต่ใช้ปัญญาหรือศรัทธาเป็นเครื่องนำไปสู่มรรคผลตามลำดับ สะท้อนหลักว่าคนเราเข้าถึงธรรมได้ต่างวิธีกันตามอินทรีย์ที่แก่กล้า บางคนถนัดพิจารณาด้วยปัญญา บางคนถนัดเชื่อมั่นด้วยศรัทธา แต่ปลายทางคือความหลุดพ้นเดียวกัน
  12. หน้า ๒๓๒–๒๓๘ เอกกนิทเทส (5): พระโสดาบัน ๓ ระดับ และพระสกทาคามี จำแนกพระโสดาบันออกเป็น ๓ ระดับตามจำนวนภพชาติที่เหลือ คือ สัตตักขัตตุปรมะเกิดอีกได้ไม่เกิน ๗ ชาติ โกลังโกละเวียนเกิดในตระกูลดีอีกเพียง ๒-๓ ชาติ และเอกพีชีเกิดอีกเพียงชาติเดียว สะท้อนว่าแม้ตัดสัญโญชน์เบื้องต่ำ ๓ ได้เท่ากัน แต่กำลังศรัทธาและปัญญาที่ต่างกันทำให้เส้นทางสู่นิพพานสั้นยาวต่างกัน จากนั้นอธิบายพระสกทาคามี ผู้ทำราคะ โทสะ โมหะให้เบาบางลงอีกขั้น จะกลับมาเกิดในกามภพเพียงครั้งเดียวก่อนบรรลุที่สูงขึ้น
  13. หน้า ๒๓๙–๒๕๑ เอกกนิทเทส (6, จบ): พระอนาคามี ๕ ประเภท และพระอรหันต์ อธิบายพระอนาคามีผู้ละสัญโญชน์เบื้องต่ำได้หมดแล้วไปเกิดในพรหมโลกชั้นสุทธาวาส แบ่งเป็น ๕ ประเภทตามช่วงเวลาที่บรรลุอรหัตตผลขั้นสุดท้าย เปรียบด้วยประกายไฟจากการตีเหล็ก บางดวงดับเร็วบางดวงลุกลามนาน สื่อว่าความเพียรมากน้อยต่างกันทำให้ถึงจุดหมายเร็วช้าต่างกัน จากนั้นสรุปพระอรหันต์ผู้ละกิเลสละเอียดที่สุดคือรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชาได้หมดสิ้น ปิดท้ายเอกกนิทเทสอันว่าด้วยบุคคล ๑ จำพวกทั้งหมด
  14. หน้า ๒๕๒–๒๕๙ ทุกนิทเทส (1): คู่กิเลสที่ควรละ เริ่มอธิบายบุคคล ๒ จำพวกเป็นคู่ตรงข้าม โดยไล่เรียงกิเลสฝ่ายที่ควรละทีละคู่ เช่น ผู้มักโกรธกับผู้ผูกโกรธไม่ปล่อยวาง ผู้ลบหลู่บุญคุณกับผู้ตีเสมอแข่งดี ผู้ริษยากับผู้ตระหนี่ ผู้โอ้อวดกับผู้มีมายาปิดบังความผิด ผู้ไม่มีหิริโอตตัปปะ ผู้ว่ายากและคบมิตรชั่ว ผู้ไม่สำรวมอินทรีย์และไม่รู้ประมาณในการบริโภค ผู้มีสติหลงไม่รู้ตัว ผู้มีศีลและทิฏฐิวิบัติ ตลอดจนผู้ยังมีเครื่องผูกทั้งภายในและภายนอกใจ แต่ละคู่แสดงพฤติกรรมที่บั่นทอนตนเองและความสัมพันธ์กับผู้อื่น
  15. หน้า ๒๖๐–๒๖๙ ทุกนิทเทส (2): คู่คุณธรรมที่ควรเจริญ และบุคคลหาได้ยาก อธิบายคู่บุคคลฝ่ายตรงข้ามกับตอนก่อน คือคุณธรรมที่ควรเจริญคู่ต่อคู่ ได้แก่ ผู้ไม่โกรธไม่ผูกโกรธ ไม่ลบหลู่ไม่ตีเสมอ ไม่ริษยาไม่ตระหนี่ ไม่โอ้อวดไม่มีมายา มีหิริโอตตัปปะ ว่าง่ายและคบมิตรดี สำรวมอินทรีย์และรู้ประมาณในการบริโภค มีสติสัมปชัญญะ ถึงพร้อมด้วยศีลและทิฏฐิ ปิดท้ายด้วยบุคคล ๒ จำพวกที่หาได้ยากในโลก คือผู้ทำอุปการะก่อนโดยไม่หวังตอบแทน (บิดามารดา อาจารย์) กับผู้รู้คุณและตอบแทนคุณนั้น (บุตรธิดา ศิษย์) ชี้ว่าความกตัญญูเป็นคุณธรรมที่พบได้ยากยิ่ง
  16. หน้า ๒๗๐–๒๗๔ ทุกนิทเทส (3, จบ): บุคคลเบ็ดเตล็ดคู่สุดท้าย ปิดท้ายทุกนิทเทสด้วยคู่บุคคลเบ็ดเตล็ดที่เหลือ เช่น บุคคล ๒ จำพวกที่เลี้ยงง่ายเพราะไม่สะสมและไม่ยึดติดในสิ่งที่ได้ บุคคลที่กิเลสอาสวะไม่เจริญงอกงามเพราะไม่รังเกียจสิ่งที่ไม่ควรรังเกียจและไม่ประพฤติย่อหย่อนในสิ่งที่ควรรังเกียจ และอธิบายเหตุที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงเคารพยำเกรงต่อพระธรรมที่พระองค์ตรัสรู้เอง เพราะไม่มีผู้ใดเป็นครูสอนมาก่อน จบคัมภีร์ส่วนทุกนิทเทสว่าด้วยบุคคล ๒ จำพวกเพียงเท่านี้
  17. หน้า ๒๗๕–๒๘๕ ติกนิทเทส (1): ผู้มีหวัง-ไร้หวัง และอุปมาคนไข้ เปิดติกนิทเทสด้วยบุคคล ๓ จำพวกเปรียบกับความหวังจะบรรลุอรหัตตผล คือ ผู้ยังไม่มีศีลบริบูรณ์จึงไม่กล้าหวัง ผู้มีศีลบริบูรณ์แล้วจึงมีหวังเหมือนกุมารในตระกูลกษัตริย์ที่หวังได้อภิเษกเพราะเกิดในตระกูลเดียวกับผู้ได้อภิเษกแล้ว และพระขีณาสพผู้หมดหวังเพราะบรรลุแล้วไม่ต้องหวังอีก จากนั้นเปรียบกับคนไข้ ๓ จำพวกที่หายป่วยต่างกันตามการรักษา แล้วโยงเข้ากับบุคคล ๓ จำพวกที่ตอบสนองต่อการเห็นพระพุทธเจ้าและฟังธรรมต่างกัน เพื่อชี้เหตุที่ต้องแสดงธรรมแก่คนทุกระดับ
  18. หน้า ๒๘๖–๒๙๖ ติกนิทเทส (2): วาจา จิต และปัญญาสามระดับ อธิบายบุคคล ๓ จำพวกผ่านอุปมาที่งดงาม เริ่มจากลักษณะคำพูด คือ พูดเท็จเหมือนอุจจาระที่ไม่มีใครชอบ พูดจริงแต่หยาบเหมือนดอกไม้ พูดไพเราะน่าฟังเหมือนน้ำผึ้ง ตามด้วยลักษณะจิตเปรียบกับผู้มักโกรธง่ายเหมือนแผลเรื้อรังบอบบาง ผู้เห็นอริยสัจเพียงชั่วแวบเหมือนแสงฟ้าแลบ และพระอรหันต์ผู้ทำลายกิเลสเด็ดขาดเหมือนฟ้าผ่าทำลายหิน ปิดท้ายด้วยปัญญาจักษุ ๓ ระดับ คือ คนบอดไม่เห็นทั้งประโยชน์ทางโลกและทางธรรม คนตาข้างเดียวเห็นแต่ประโยชน์ทางโลก และคนตาสองข้างเห็นทั้งสองด้าน
  19. หน้า ๒๙๗–๓๐๒ ปัญญาดังหม้อคว่ำ หน้าตัก หม้อหงาย (การรักษาสิ่งที่ได้ฟัง) เปรียบการฟังธรรมของคน ๓ แบบกับภาชนะ หม้อคว่ำ-ฟังแล้วลืมหมดทั้งระหว่างฟังและหลังฟัง เหมือนน้ำที่เทลงหม้อคว่ำไม่ขังอยู่ หน้าตัก-จำได้ระหว่างนั่งฟังแต่ลืมเมื่อลุกไป เหมือนของขบเคี้ยวหล่นจากตัก และหม้อหงาย-จำได้ทั้งระหว่างฟังและหลังจากนั้น เตือนสติผู้ฟังธรรมให้ตั้งใจรักษาสิ่งที่ได้ยินได้ฟังไว้ไม่ให้สูญเปล่า
  20. หน้า ๓๐๓ ราคะในกามและในภพของพระอริยบุคคลแต่ละระดับ จำแนกพระอริยบุคคลตามระดับราคะที่ละได้ พระโสดาบันและสกทาคามียังมีราคะทั้งในกามคุณและภพ พระอนาคามีละราคะในกามได้แล้วแต่ยังติดในภพ (รูปภพ-อรูปภพ) พระอรหันต์ละราคะได้หมดทั้งสองด้าน ใช้เป็นมาตรวัดความก้าวหน้าทางจิตใจตามลำดับมรรคผล สะท้อนกิเลสที่เหลืออยู่จริงในแต่ละขั้น
  21. หน้า ๓๐๔–๓๐๗ รอยขีดในหิน ในดิน ในน้ำ (ระยะเวลาของความโกรธ) เปรียบความโกรธของคน ๓ ระดับกับรอยขีด คนที่โกรธแล้วผูกใจเจ็บนานเหมือนรอยขีดบนหิน คนที่โกรธแต่หายเร็วเหมือนรอยขีดบนดินที่ลบง่าย และคนที่แม้ถูกต่อว่าหยาบคายก็ยังคงมิตรภาพไว้ได้เหมือนรอยขีดในน้ำที่หายไปทันที ช่วยให้ผู้ปฏิบัติสำรวจตนเองว่าเก็บความโกรธไว้นานเพียงใด และควรฝึกปล่อยวางให้เร็วขึ้น
  22. หน้า ๓๐๘–๓๑๒ ผ้าเนื้อหยาบ ผ้ากาสี (คุณค่าของภิกษุวัดที่ศีลไม่ใช่พรรษา) เปรียบภิกษุทุศีลกับผ้าเนื้อหยาบสีไม่ดี สัมผัสแข็ง ราคาถูก และภิกษุมีศีลกับผ้าแคว้นกาสีเนื้อดี สีสวย นุ่งสบาย ราคาแพง ควรค่าแก่การเก็บรักษา โดยแบ่งตามพรรษาทั้งพระบวชใหม่ ปานกลาง และพระเถระ ชี้ว่าคุณค่าของนักบวชวัดที่ศีลธรรมไม่ใช่อายุพรรษา และการคบผู้ไม่มีศีลย่อมนำโทษมาสู่ผู้คบไม่ว่าจะตั้งใจเลียนแบบหรือไม่
  23. หน้า ๓๑๓–๓๑๕ ผู้ประมาณได้ง่าย ยาก และประมาณไม่ได้เลย แบ่งคนตามความคาดเดาอุปนิสัยได้ง่ายหรือยาก คนฟุ้งซ่าน ปากกล้า ขาดสติ ถูกประเมินได้ง่ายเหมือนน้ำปริมาณน้อย คนสงบเสงี่ยมมีสติสัมปชัญญะประเมินได้ยากเหมือนน้ำในมหาสมุทร และพระขีณาสพผู้หมดกิเลสแล้วไม่มีใครประเมินระดับจิตใจได้เลย สะท้อนหลักที่ว่ายิ่งจิตสงบมั่นคงเท่าใด ยิ่งยากที่คนภายนอกจะหยั่งถึง
  24. หน้า ๓๑๖–๓๒๑ บุคคลที่ควรคบและไม่ควรคบ สอนหลักเลือกคบคนสองมุม มุมแรกวัดจากศีล สมาธิ ปัญญาเทียบกับตนเอง ด้อยกว่าไม่ควรคบ เสมอกันควรคบเพื่อสนทนาธรรม เหนือกว่าควรคบเพื่อพัฒนาตน มุมที่สองคือคนทุศีลควรเลี่ยงเพราะแม้ไม่เอาอย่างก็พลอยเสียชื่อ เหมือนงูในหลุมคูถ คนขี้โกรธควรวางเฉยไม่เข้าใกล้เกินไปเหมือนไฟไหม้ฟาง ส่วนคนมีศีลธรรมควรคบเพื่อชื่อเสียงและกัลยาณมิตร
  25. หน้า ๓๒๒–๓๒๔ ผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีล สมาธิ ปัญญา ตามระดับมรรคผล อธิบายว่าเหตุใดพระอริยบุคคลแต่ละระดับจึงต่างกัน โสดาบัน-สกทาคามีทำศีลบริบูรณ์แต่ทำสมาธิปัญญาได้เพียงพอประมาณเพราะยังละกามราคะและพยาบาทไม่หมด อนาคามีทำศีลสมาธิบริบูรณ์แต่ปัญญายังไม่เต็มที่ ส่วนพระอรหันต์บริบูรณ์ครบทั้งสามด้าน ชี้ว่าการบรรลุธรรมเป็นการพัฒนาไตรสิกขาไปพร้อมกันตามลำดับ ไม่ใช่แยกส่วนกัน
  26. หน้า ๓๒๕–๓๒๗ ศาสดา ๓ จำพวก (สิ้นสุดติกนิทเทส) จำแนกครูบาอาจารย์นอกศาสนาพุทธกับพระพุทธเจ้าตามคำสอนเรื่องการละกิเลส บางท่านสอนละกามได้แต่ไม่สอนละรูปและเวทนา (ได้แค่ฌานรูปาวจร) บางท่านสอนละกามและรูปได้แต่ไม่ถึงเวทนา (ได้แค่อรูปาวจร) ส่วนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนละได้ครบทั้งสาม อีกนัยหนึ่งแบ่งตามความเชื่อเรื่องอัตตาคือสัสสตทิฏฐิ อุจเฉททิฏฐิ และพระพุทธเจ้าผู้ไม่ยึดทั้งสองสุดโต่ง ปิดท้ายหมวดบุคคล ๓ จำพวก
  27. หน้า ๓๒๘–๓๓๐ อสัตบุรุษและสัตบุรุษยิ่งกว่า (เริ่มจตุกกนิทเทส) เปิดหมวดบุคคล ๔ จำพวก โดยแบ่งคนตามศีล ๕ เป็น ๔ ระดับ คือ ทำชั่วเอง (อสัตบุรุษ) ทำชั่วเองและชักชวนผู้อื่นทำด้วย (อสัตบุรุษยิ่งกว่าอสัตบุรุษ) งดเว้นชั่วด้วยตนเอง (สัตบุรุษ) และงดเว้นเองพร้อมชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นด้วย (สัตบุรุษยิ่งกว่าสัตบุรุษ) ชี้ว่าการชักชวนผู้อื่นทำดีหรือทำชั่วมีผลกรรมเพิ่มขึ้นจากที่ตนทำเอง
  28. หน้า ๓๓๑–๓๓๓ คนลามกและคนดี ยิ่งกว่า (ตามกุศลกรรมบถ ๑๐) ขยายหลักการเดียวกับศีล ๕ ไปสู่กุศลกรรมบถ ๑๐ ประการทั้งทางกาย วาจา ใจ แบ่งเป็นคนลามก คนลามกยิ่งกว่าลามก คนดี และคนดียิ่งกว่าคนดี โดยยึดหลักว่าผู้ที่ทำเองด้วยและชักชวนผู้อื่นด้วยย่อมมีผลกรรมมากกว่าผู้ทำคนเดียว สอนให้ตระหนักว่าการเป็นแบบอย่างและชักจูงผู้อื่นในทางดีมีคุณค่ามากกว่าการทำดีเพียงลำพัง
  29. หน้า ๓๓๔–๓๓๖ ผู้มีโทษมาก โทษน้อย และผู้ไม่มีโทษ แบ่งคนตามสัดส่วนกรรมที่มีโทษกับไม่มีโทษทางกาย วาจา ใจ เป็น ๔ ระดับ ตั้งแต่ปุถุชนคนพาลที่มีแต่โทษ ปุถุชนที่ทำกุศลเป็นครั้งคราว พระโสดาบันถึงอนาคามีที่มีโทษน้อยมาก จนถึงพระอรหันต์ผู้ไม่มีโทษเลย เปรียบเหมือนกองดอกไม้เหม็นที่ทำให้ของตกใส่มีกลิ่นเหม็นไปด้วย ตรงข้ามกับถาดทองคำที่เต็มด้วยของหวานอันบริสุทธิ์
  30. หน้า ๓๓๗–๓๓๘ อุคฆฏิตัญญู วิปัญจิตัญญู เนยยะ ปทปรมะ (๔ ระดับผู้เรียนธรรม) จำแนกผู้ฟังธรรม ๔ ระดับตามความไวในการเข้าใจ อุคฆฏิตัญญูบรรลุธรรมทันทีที่ได้ยินหัวข้อ วิปัญจิตัญญูบรรลุเมื่อได้ฟังคำอธิบายขยายความ เนยยะบรรลุได้ตามลำดับด้วยการศึกษาคบหากัลยาณมิตร และปทปรมะแม้เรียนมากสอนมากก็ยังไม่บรรลุในชาตินี้ หลักนี้สำคัญมากสำหรับผู้สอนธรรมเพื่อปรับวิธีสอนให้เหมาะกับระดับสติปัญญาของผู้ฟังแต่ละคน
  31. หน้า ๓๓๙–๓๔๑ ผู้โต้ตอบปัญหาถูกต้องและว่องไว จำแนกผู้ตอบปัญหา ๔ แบบตามความถูกต้องกับความรวดเร็ว ตอบถูกแต่ช้า ตอบเร็วแต่ผิด ตอบทั้งถูกทั้งเร็ว และตอบทั้งผิดทั้งช้า พร้อมยกตัวอย่างพระเถระในอดีตแต่ละแบบ ชี้ว่าการโต้ตอบปัญหาธรรมที่ดีต้องมีทั้งความแม่นยำและไหวพริบ ไม่ใช่มีอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว
  32. หน้า ๓๔๒ ธรรมกถึก ๔ จำพวก ประเมินนักเทศน์ตามสองปัจจัย คือ ปริมาณที่พูดกับคุณค่าของสิ่งที่พูด พูดน้อยไม่มีประโยชน์ พูดน้อยแต่มีประโยชน์ พูดมากไม่มีประโยชน์ พูดมากและมีประโยชน์ โดยชี้ว่าธรรมกถึกที่แท้จริงมีเพียง ๒ แบบคือที่พูดมีประโยชน์เท่านั้น ไม่ว่าจะพูดน้อยหรือมาก ส่วนอีก ๒ แบบเป็นเพียงชื่อเรียกตามบริษัทที่ฟัง ไม่ใช่ธรรมกถึกโดยแท้
  33. หน้า ๓๔๓–๓๔๕ บุคคลเปรียบด้วยเมฆฝน ๔ อย่าง (คำพูดกับการกระทำ) เปรียบคนกับเมฆ ๔ แบบ คือ พูดแต่ไม่ทำ (ฟ้าร้องฝนไม่ตก) ทำแต่ไม่พูด (ฝนตกฟ้าไม่ร้อง) พูดด้วยทำด้วย (ฟ้าร้องฝนตก) และไม่พูดไม่ทำ (ฟ้าไม่ร้องฝนไม่ตก) พร้อมยกตัวอย่างการนิมนต์และถวายทานที่ผิดพลาดจากคำพูดไม่ตรงกับการกระทำ สอนให้ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาคำพูดให้สอดคล้องกับการกระทำจริง
  34. หน้า ๓๔๖–๓๔๘ บุคคลเปรียบด้วยหนู ๔ จำพวก (ความรู้กับความเข้าใจแจ้ง) เปรียบผู้ศึกษาธรรมกับหนู ๔ แบบ ท่องจำพระไตรปิฎกมากแต่ไม่เข้าใจอริยสัจ (ขุดรูแต่ไม่อยู่ ตกเป็นเหยื่อศัตรู) ไม่ท่องจำแต่เข้าใจอริยสัจได้จากการฟังผู้อื่น (ไม่ขุดรูแต่อาศัยรูคนอื่น) ทั้งท่องจำและเข้าใจ (ปลอดภัยที่สุด) และทั้งไม่ท่องจำทั้งไม่เข้าใจ ชี้ว่าความรู้ทางปริยัติที่ไม่นำไปสู่การเห็นแจ้งสัจธรรมยังไม่พอต่อการพ้นทุกข์
  35. หน้า ๓๔๙–๓๕๑ บุคคลเปรียบด้วยมะม่วง ๔ ชนิด (ภายนอกกับภายใน) เปรียบภิกษุกับมะม่วง ๔ ชนิด โดยดูอิริยาบถภายนอกที่น่าเลื่อมใสหรือไม่ เทียบกับการเข้าใจอริยสัจภายใน ดูดีแต่ในใจยังไม่รู้แจ้ง (ดิบข้างในสีสุก) ดูไม่น่าเลื่อมใสแต่รู้แจ้งแล้ว (สุกข้างในสีดิบ) ดูไม่ดีและยังไม่รู้แจ้ง และดูดีทั้งภายนอกภายใน เตือนใจไม่ให้ตัดสินความก้าวหน้าทางธรรมของผู้อื่นจากรูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว
  36. หน้า ๓๕๒–๓๕๓ บุคคลเปรียบด้วยหม้อ ๔ ชนิด (ภายนอกกับภายใน) เปรียบภิกษุกับหม้อ ๔ ชนิดในประเด็นเดียวกับมะม่วง คือความสอดคล้องระหว่างท่าทีภายนอกกับคุณธรรมภายใน หม้อเปล่าปิดฝา (ดูดีแต่ว่างเปล่า) หม้อเต็มเปิดฝา (ดูไม่ดีแต่มีเนื้อหา) หม้อเปล่าเปิดฝา (ดูไม่ดีและว่างเปล่าจริง) และหม้อเต็มปิดฝา (ดูดีและมีเนื้อหาจริง) ย้ำหลักเดิมว่าคุณค่าที่แท้จริงอยู่ที่เนื้อในไม่ใช่รูปลักษณ์
  37. หน้า ๓๕๔–๓๕๖ บุคคลเปรียบด้วยห้วงน้ำ ๔ ชนิด (ภายนอกกับภายใน) เปรียบภิกษุกับห้วงน้ำ ๔ ชนิด ในประเด็นความสอดคล้องภายนอก-ภายในเช่นเดียวกัน น้ำตื้นดูลึก (ท่าทีน่าเลื่อมใสแต่ไม่รู้แจ้ง) น้ำลึกดูตื้น (ท่าทีไม่น่าเลื่อมใสแต่รู้แจ้งจริง) น้ำตื้นดูตื้น และน้ำลึกดูลึก อุปมาชุดนี้ต่อจากมะม่วงและหม้อล้วนย้ำบทเรียนเดียวกันซ้ำ เพื่อเตือนไม่ให้หลงเชื่อรูปลักษณ์ภายนอกในการประเมินผู้อื่น
  38. หน้า ๓๕๗–๓๕๘ บุคคลเปรียบด้วยโคถึก ๔ จำพวก (พวกตนกับพวกอื่น) เปรียบคนกับโคถึก ๔ จำพวกตามพฤติกรรมก้าวร้าว ดุใส่พวกตนเองแต่สุภาพกับคนนอก ดุใส่คนนอกแต่สุภาพกับพวกตน ดุทั้งสองฝ่าย และไม่ดุทั้งสองฝ่าย ชี้ให้เห็นความไม่สมเหตุสมผลของคนที่ทำร้ายจิตใจคนใกล้ตัวแต่กลับอ่อนน้อมกับคนแปลกหน้า และยกย่องผู้ที่มีเมตตาเสมอกันไม่ว่าต่อใคร
  39. หน้า ๓๕๙–๓๖๐ บุคคลเปรียบด้วยอสรพิษ ๔ จำพวก (ความถี่กับความนานของความโกรธ) เปรียบคนขี้โกรธกับพิษงู ๔ แบบตามความเร็วกับความรุนแรง โกรธง่ายแต่หายเร็ว โกรธยากแต่ผูกใจเจ็บนาน โกรธง่ายและผูกใจเจ็บนาน (อันตรายที่สุด) และโกรธยากทั้งหายเร็ว (ปลอดภัยที่สุด) เป็นเครื่องมือสำรวจตนเองว่าอารมณ์โกรธของตนมีทั้งความถี่และความฝังลึกระดับใด เพื่อรู้จุดที่ต้องฝึกฝนแก้ไข
  40. หน้า ๓๖๑–๓๖๔ การติชมและความเลื่อมใสโดยไม่ไตร่ตรอง กับโดยไตร่ตรอง สอนเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์และศรัทธาที่ถูกต้อง คนไม่ไตร่ตรองอาจสรรเสริญผู้ปฏิบัติผิด ติเตียนผู้ปฏิบัติดี หรือเลื่อมใสในสิ่งที่ไม่ควรเลื่อมใส ส่วนคนไตร่ตรองแล้วจะติชมและเลื่อมใสได้ตรงตามความเป็นจริง รวมถึงจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการชมหรือติ ย้ำว่าการรู้จักกาลเทศะและใช้ปัญญาไตร่ตรองก่อนแสดงความเห็นเป็นคุณสมบัติของบัณฑิต
  41. หน้า ๓๖๕–๓๖๖ ผู้ดำรงชีพด้วยผลแห่งความหมั่นและผลแห่งบุญ แบ่งสรรพสัตว์ตามแหล่งที่มาของการเลี้ยงชีพเป็น ๔ แบบ มนุษย์ทั่วไปดำรงชีพด้วยความขยันหมั่นเพียร เทวดาชั้นสูงดำรงชีพด้วยผลบุญอย่างเดียวไม่ต้องทำงาน มนุษย์ผู้มีบุญได้ทั้งสองอย่าง และสัตว์นรกที่ไม่มีทั้งความหมั่นและบุญให้อาศัย ชี้ให้เห็นว่าฐานะความเป็นอยู่ของแต่ละภพภูมิสัมพันธ์กับกรรมเก่าและความเพียรปัจจุบัน
  42. หน้า ๓๖๗–๓๗๒ ผู้มืดมามืดไป สว่างมาสว่างไป (กำเนิดไม่ได้กำหนดชะตาชีวิต) จำแนกชะตาชีวิตคน ๔ แบบตามต้นทุนการเกิดและการประพฤติ เกิดตระกูลต่ำและประพฤติชั่วจึงตกอบายอีก (มืดมามืดไป) เกิดต่ำแต่ประพฤติดีจึงไปสุคติ (มืดมาสว่างไป) เกิดตระกูลสูงแต่ประพฤติชั่วจึงตกอบาย (สว่างมามืดไป) และเกิดสูงประพฤติดีจึงไปสุคติต่อ (สว่างมาสว่างไป) ชี้ชัดว่าฐานะกำเนิดไม่ได้กำหนดชะตาชีวิต การกระทำปัจจุบันต่างหากที่ตัดสินภพหน้า
  43. หน้า ๓๗๓–๓๗๕ บุคคลเปรียบด้วยต้นไม้ ๔ ชนิด (ตนเองกับบริวาร) เปรียบคนกับต้นไม้ ๔ ต้นในแง่ความเข้มแข็งทางศีลธรรมของตนเองเทียบกับบริวาร ตัวเองศีลย่อหย่อนแต่บริวารมีศีลดี ตัวเองมีศีลดีแต่บริวารย่อหย่อน ทั้งสองฝ่ายย่อหย่อน และทั้งสองฝ่ายมีศีลดี เตือนให้ผู้นำหมู่คณะพิจารณาว่าตนเองกับผู้ตามมีคุณธรรมสอดคล้องกันหรือไม่ เพราะความมั่นคงของหมู่คณะขึ้นอยู่กับทั้งสองฝ่าย
  44. หน้า ๓๗๖–๓๗๘ ผู้ถือรูป เสียง ความเศร้าหมอง หรือธรรมเป็นประมาณ จำแนกคนตามเหตุที่ทำให้เกิดศรัทธาเลื่อมใสผู้อื่น ๔ แบบ เลื่อมใสเพราะรูปร่างหน้าตาดี เพราะชื่อเสียงคำเล่าลือ เพราะความเศร้าหมองสมถะเคร่งครัด หรือเพราะเห็นศีลสมาธิปัญญาอันแท้จริง ชี้ว่าคนส่วนใหญ่ในโลกถือเอาสิ่งภายนอกเป็นเกณฑ์ มีเพียงส่วนน้อยมากที่ถือธรรมเป็นประมาณ แต่พระพุทธเจ้าทรงพร้อมทั้งสี่ด้าน จึงทำให้คนทุกประเภทเลื่อมใสได้
  45. หน้า ๓๗๙–๓๘๑ บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนและเพื่อผู้อื่น ๔ ประเภท จำแนกผู้ปฏิบัติธรรมตามว่าฝึกฝนตนเองอย่างเดียว ชักชวนแต่ผู้อื่นอย่างเดียว ทำทั้งสองอย่าง หรือไม่ทำทั้งสองอย่างเลยในเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ ชี้ให้เห็นคุณค่าของผู้ที่ทั้งพัฒนาตนเองและช่วยผู้อื่นเจริญไปพร้อมกัน ซึ่งถือเป็นแบบอย่างสมบูรณ์ที่สุด เทียบได้กับพระอัครสาวก
  46. หน้า ๓๘๒–๓๙๐ บุคคลผู้ทำตนและผู้อื่นให้เดือดร้อน ๔ ประเภท จำแนกผู้ปฏิบัติตามการทรมานตนเอง (เช่นชีเปลือยบำเพ็ญทุกรกิริยา) การเบียดเบียนผู้อื่น (พรานฆ่าสัตว์ กษัตริย์บูชายัญ) ทำทั้งสอง หรือไม่ทำทั้งสองเลย โดยยกภิกษุผู้บวชถูกทางดำเนินตามศีล สมาธิ ปัญญาจนบรรลุอรหัตต์เป็นแบบอย่างของผู้ไม่เบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่น ชี้ว่าการฝึกตนที่ถูกต้องคือการขัดเกลากิเลส ไม่ใช่การทรมานกาย
  47. หน้า ๓๙๑–๔๑๗ อรรถกถาขยายความเรื่องการทำตน-ผู้อื่นให้เดือดร้อน และพระคุณของพระตถาคต อธิบายรายละเอียดวัตรปฏิบัติของนักบวชนอกศาสนา เช่น ข้อห้ามการรับภิกษา เครื่องนุ่งห่มประหลาด และการทรมานกายต่างๆ อธิบายความหมายพระนาม "ตถาคต" ๘ นัย แล้วไล่เรียงรายละเอียดศีล อินทรียสังวร สติสัมปชัญญะ และการเจริญฌานจนถึงอาสวักขยญาณของภิกษุผู้บวชถูกทาง เพื่อขยายความบทบุคคลผู้ไม่เบียดเบียนตนและผู้อื่น
  48. หน้า ๔๑๘ บุคคลผู้มีราคะ โทสะ โมหะ มานะ ๔ ประเภท กล่าวถึงบุคคลที่ยังละราคะ โทสะ โมหะ หรือมานะไม่ได้แต่ละอย่าง ชี้ให้เห็นว่ากิเลสทั้งสี่นี้เป็นเครื่องวัดว่าบุคคลยังต้องฝึกฝนในด้านใด การรู้จักกิเลสที่ยังครอบงำตนเองอยู่เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการปฏิบัติเพื่อละกิเลสนั้นให้หมดสิ้น
  49. หน้า ๔๑๙–๔๒๐ บุคคลผู้ได้เจโตสมถะและปัญญาวิปัสสนา ๔ ประเภท จำแนกผู้ปฏิบัติตามว่าได้สมาธิ (เจโตสมถะ) เพียงอย่างเดียว ได้ปัญญาเห็นแจ้งเพียงอย่างเดียว ได้ทั้งสองอย่าง หรือไม่ได้ทั้งสองอย่างเลย ชี้ว่าการบรรลุธรรมที่สมบูรณ์ต้องอาศัยทั้งสมาธิและปัญญาประกอบกัน มิใช่มีเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น
  50. หน้า ๔๒๑–๔๒๒ บุคคลผู้ไปตามกระแส ทวนกระแส ตั้งตัวได้ และถึงฝั่ง ๔ ประเภท เปรียบเทียบระดับการหลุดพ้นจากกิเลสด้วยภาพการไหลของกระแสน้ำ ตั้งแต่ผู้ยังไหลตามกิเลสไป ผู้ฝืนกระแสด้วยความเพียรแม้เป็นทุกข์ ผู้ตั้งมั่นไม่หวนกลับ (พระอนาคามี) จนถึงผู้ข้ามพ้นถึงฝั่งอย่างสมบูรณ์ (พระอรหันต์) แสดงลำดับพัฒนาการทางจิตจากปุถุชนสู่ความหลุดพ้น
  51. หน้า ๔๒๓–๔๒๔ บุคคลผู้มีสุตะน้อย-มาก ได้และไม่ได้ประโยชน์จากการฟัง ๔ ประเภท ชี้ว่าปริมาณความรู้ที่ได้ยินได้ฟังมาไม่สำคัญเท่ากับการนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์จริง ผู้มีความรู้น้อยแต่ปฏิบัติถูกต้องย่อมดีกว่าผู้มีความรู้มากแต่ไม่นำไปปฏิบัติ เตือนใจว่าการเรียนธรรมต้องมุ่งความเข้าใจและการปฏิบัติ ไม่ใช่การสะสมความรู้เพียงอย่างเดียว
  52. หน้า ๔๒๕ สมณะ ๔ ประเภท เปรียบด้วยดอกบัว เปรียบระดับความบริสุทธิ์ของพระอริยบุคคลสี่ระดับ (โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์) กับดอกบัวที่ค่อยพ้นจากโคลนตมมากขึ้นตามลำดับ จนถึงพระอรหันต์ผู้หมดกิเลสโดยสิ้นเชิงเปรียบดั่งบัวละเอียดอ่อนที่สุด แสดงลำดับขั้นการหลุดพ้นอย่างเป็นระบบ ปิดท้ายหมวดบุคคล ๔ จำพวก
  53. หน้า ๔๒๖–๔๓๑ ปัญจกนิทเทส บุคคล ๕: ผู้ควรได้รับคำเตือนจากพระขีณาสพ กล่าวถึงพระขีณาสพ (บุคคลที่ ๕) ผู้มีหน้าที่ตักเตือนภิกษุ ๔ จำพวกที่ยังต้องอาบัติหรือเดือดร้อนใจจากความผิดพลาด ให้ละอาสวะและเจริญจิตปัญญาต่อไป สะท้อนบทบาทของกัลยาณมิตรในการช่วยเพื่อนร่วมปฏิบัติให้ก้าวหน้าทางธรรมด้วยความปรารถนาดี ไม่ใช่การตำหนิติเตียน
  54. หน้า ๔๓๒–๔๓๓ บุคคลผู้ให้แล้วดูหมิ่น เชื่อง่าย โลเล และโง่งมงาย ๕ ประเภท ชี้ข้อบกพร่องทางจิตใจในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เช่น การให้ของแล้วดูถูกผู้รับ การลดความเคารพเมื่อคุ้นเคยกันนาน การเชื่อคำพูดคนอื่นง่ายเกินไปโดยไม่ไตร่ตรอง และความไม่รู้จักแยกแยะกุศล-อกุศล เตือนให้ตระหนักถึงข้อบกพร่องเหล่านี้เพื่อพัฒนาความมั่นคงทางจิตใจ
  55. หน้า ๔๓๔–๔๔๑ นักรบอาชีพ ๕ จำพวก เปรียบกับภิกษุผู้เผชิญกิเลสทางกาม เปรียบภิกษุกับนักรบอาชีพ ๕ ระดับตามความอดทนในสนามรบ ตั้งแต่หวั่นไหวเพียงได้ยินข่าวลือเรื่องหญิงงาม จนถึงผู้อดทนแม้ถูกผู้หญิงเข้าใกล้ชิดและยังปฏิบัติต่อจนบรรลุอรหัตต์ได้ แสดงระดับความเข้มแข็งทางจิตใจที่แตกต่างกันในการเผชิญสิ่งยั่วยวนทางกามารมณ์ระหว่างการบวช
  56. หน้า ๔๔๒–๔๔๕ ภิกษุผู้ถือธุดงควัตร ๕ ประเภท ตามเจตนา จำแนกภิกษุที่ถือธุดงค์ (เช่นฉันเฉพาะบิณฑบาต อยู่ป่าช้า) ตามเจตนาเบื้องหลัง บางคนถือเพราะโง่เขลา หวังลาภสักการะ หรือมีจิตฟุ้งซ่าน ซึ่งล้วนไม่ใช่ธุดงค์แท้จริง มีเพียงผู้ถือด้วยความมักน้อยสันโดษและขัดเกลากิเลสอย่างแท้จริงเท่านั้นที่ประเสริฐสุด ชี้ว่าคุณค่าของวัตรปฏิบัติอยู่ที่เจตนา ไม่ใช่รูปแบบภายนอก
  57. หน้า ๔๔๖–๔๔๗ ฉักกนิทเทส บุคคล ๖ จำพวก: จากพระพุทธเจ้าถึงโสดาบัน จัดลำดับผู้บรรลุธรรมตามความสามารถในการตรัสรู้ด้วยตนเองและระดับปัญญา ตั้งแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงค้นพบธรรมเองและสอนผู้อื่นได้ พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้เองแต่ไม่สอน พระอัครสาวก พระอรหันต์ทั่วไป จนถึงพระอนาคามีและโสดาบัน-สกทาคามีผู้ยังต้องเวียนเกิดอีก
  58. หน้า ๔๔๘–๔๕๔ สัตตกนิทเทส บุคคล ๗ จำพวก เปรียบด้วยการข้ามแม่น้ำ เปรียบระดับพัฒนาการทางจิตของบุคคลกับพ่อค้าเจ็ดคนที่ข้ามแม่น้ำ ตั้งแต่ผู้จมน้ำตายเพราะมิจฉาทิฏฐิ ผู้โผล่ขึ้นมาแล้วจมกลับเพราะเสื่อมศรัทธา ผู้ทรงตัวได้มั่นคง จนถึงผู้ข้ามถึงฝั่งขึ้นบกอย่างสมบูรณ์เปรียบดั่งพระอรหันต์ อุปมานี้ช่วยให้เข้าใจง่ายว่าการเจริญกุศลธรรมต้องรักษาความต่อเนื่องไม่ให้เสื่อมถอย
  59. หน้า ๔๕๕–๔๕๘ อัฏฐกนิทเทส-นวกนิทเทส บุคคล ๘ และ ๙ จำพวก ประมวลรายชื่อพระอริยบุคคลตามระดับมรรคผล ๔ คู่ ๘ บุคคล และขยายเป็น ๙ จำพวกโดยรวมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและปัจเจกพุทธเจ้าเข้ากับผู้หลุดพ้นแบบต่างๆ เช่น อุภโตภาควิมุต ปัญญาวิมุต กายสักขี เป็นการสรุปรวมประเภทบุคคลผู้บรรลุธรรมทั้งหมดที่กล่าวมาในคัมภีร์นี้อย่างเป็นระบบ
  60. หน้า ๔๕๙–๔๖๐ ทสกนิทเทส บุคคล ๑๐ จำพวก: สำเร็จในภพนี้กับหลังละภพนี้ จำแนกพระอริยบุคคล ๑๐ ประเภทเป็นสองกลุ่ม กลุ่มที่บรรลุอรหัตต์ได้ในภพมนุษย์นี้เอง (เช่น สัตตักขัตตุปรมะ โกลังโกละ เอกพีชี) กับกลุ่มพระอนาคามีที่ต้องละภพนี้ไปบรรลุในพรหมโลกชั้นสุทธาวาส (เช่นอันตราปรินิพพายี) เป็นบทสรุปปิดท้ายเนื้อหาหลักของคัมภีร์ปุคคลบัญญัติทั้งหมด
  61. หน้า ๔๖๑ นิคมคาถา บทสรุปปิดท้ายอรรถกถาปุคคลบัญญัติ คาถาปิดท้ายที่พระอรรถกถาจารย์กล่าวถึงที่มาของอรรถกถานี้ว่าแปลและเรียบเรียงจากอรรถกถาภาษาสิงหลโบราณ ตัดส่วนที่ซ้ำกับคัมภีร์วิสุทธิมรรคออก แต่งโดยย่อความพอดีไม่สั้นไม่ยาวเกินไป รวม ๗ ภาณวาร พร้อมอุทิศบุญกุศลจากการแต่งคัมภีร์นี้แก่สรรพสัตว์ เป็นการปิดท้ายคัมภีร์ปุคคลบัญญัติทั้งเล่ม