กถาวัตถุ
ฉบับ มมร. · พระอภิธรรมปิฎก · เล่มที่ ๘๑ · ๗๒๖ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๖๕ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๖ นิยามกถา: อริยมรรคอันเป็นทางแน่นอนสู่ความหลุดพ้น เป็นสภาวะไร้ปัจจัยปรุงแต่งจริงหรือ หักล้างนิกายอันธกะที่เชื่อว่า "นิยาม" (มรรคอันแน่นอนที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้น) เป็นอสังขตะเหมือนพระนิพพาน เพราะเข้าใจว่าเมื่อนิยามเกิดแก่บุคคลแล้วบุคคลนั้นจะไม่กลับกลายเป็นผู้ไม่แน่นอนอีก สกวาทีซักว่าถ้าเป็นอสังขตะจริง นิยามก็ต้องมีสถานะเทียบเท่านิพพานทุกประการ และอสังขตะก็ต้องมีสองอย่างซึ่งเป็นไปไม่ได้ อีกทั้งชี้ว่ามรรคซึ่งเป็นตัวนิยามเองยังเกิดดับได้ จึงสรุปว่านิยามเป็นสังขตะ ไม่ใช่สภาวะเที่ยงแท้แบบนิพพาน
- หน้า ๗–๑๔ ปฏิจจสมุปปาทกถา: กฎแห่งเหตุปัจจัยเป็นอสังขตะเหมือนพระนิพพานหรือไม่ หักล้างนิกายปุพพเสลิยะและมหิสาสกะที่ถือเอาพระพุทธพจน์เรื่อง "ธรรมฐิติ ธรรมนิยาม" มาสรุปว่าตัวปฏิจจสมุปบาททั้งสายเป็นอสังขตะ สกวาทีชี้ว่าถ้าเป็นเช่นนั้น องค์ประกอบแต่ละอย่าง เช่น อวิชชา สังขาร วิญญาณ ก็ต้องเป็นอสังขตะไปด้วย ทั้งที่ปรวาทีเองก็ยอมรับว่าธรรมเหล่านี้เกิดดับได้ สรุปว่าสิ่งที่เป็นอสังขตะคือหลักการความสัมพันธ์เชิงเหตุผล ไม่ใช่ตัวกระบวนการที่เกิดดับจริง
- หน้า ๑๕–๒๐ สัจจกถา: อริยสัจ ๔ ทั้งหมดเป็นอสังขตะเหมือนนิพพานจริงหรือ หักล้างนิกายปุพพเสลิยะที่อาศัยพระสูตร "สัจจะ ๔ นี้แท้ ไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่น" มาสรุปว่าทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เป็นอสังขตะทั้งหมด สกวาทีแยกแยะว่าทุกข์ สมุทัย และมรรคยังเกิดดับได้ตามธรรมดา มีเพียงนิโรธ (นิพพาน) เท่านั้นที่เป็นอสังขตะแท้จริง โดยชี้ให้เห็นความขัดแย้งเมื่อปรวาทีต้องยอมรับว่าทุกข์ทางกายทางใจนั้นเกิดดับได้
- หน้า ๒๑–๒๓ อารุปปกถา: อรูปฌาน ๔ เป็นภพที่ไร้การปรุงแต่งเหมือนนิพพานหรือไม่ หักล้างความเห็นที่อาศัยพระบาลีว่าอรูปภพทั้ง ๔ "ไม่หวั่นไหว" มาสรุปว่าอากาสานัญจายตนะเป็นต้นเป็นอสังขตะ สกวาทีชี้ว่าถ้าเป็นอสังขตะจริง อรูปฌานก็ต้องไม่ใช่ภพ ไม่มีกรรมนำเข้าถึง ไม่มีสัตว์เกิดแก่ตายอยู่ในนั้น ซึ่งขัดกับความจริงที่อรูปฌานยังเป็นภพหนึ่งที่สัตว์เกิดตายได้ด้วยกรรม คำว่า "ไม่หวั่นไหว" หมายถึงความมั่นคงเมื่อเทียบกับกามภพ มิใช่พ้นจากการปรุงแต่ง
- หน้า ๒๔–๒๗ นิโรธสมาปัตติกถา: ภาวะดับสัญญาเวทนาเป็นอสังขตะเหมือนนิพพานหรือไม่ หักล้างนิกายอันธกะและอุตตราปถกะที่เห็นว่านิโรธสมาบัติ (ภาวะดับสัญญาและเวทนา) เป็นอสังขตะเช่นเดียวกับนิพพาน สกวาทีชี้ว่านิโรธสมาบัติเป็นสิ่งที่บุคคลเข้าได้ออกได้ มีวจีสังขาร กายสังขาร จิตตสังขารดับและเกิดขึ้นตามลำดับเมื่อเข้าและออก ต่างจากอสังขตะซึ่งไม่มีผู้ใดทำให้เกิดขึ้นหรือออกจากมันได้
- หน้า ๒๘–๓๑ อากาสกถา: อากาศ (ที่ว่าง) เป็นสภาวะเที่ยงแท้ไม่ปรุงแต่งเหมือนนิพพานหรือไม่ หักล้างนิกายอุตตราปถกะและมหิสาสกะที่เห็นว่าอากาศเป็นอสังขตะเหมือนนิพพาน สกวาทีชี้ความไร้เหตุผลด้วยตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม เช่น ถ้าอากาศเป็นอสังขตะจริง คนก็ต้องทำให้อสังขตะกลายเป็นสิ่งอื่นได้เหมือนที่ขุดดินแล้วเกิดที่ว่าง หรือถมดินแล้วที่ว่างหายไป ซึ่งเป็นไปไม่ได้สำหรับสภาวะที่ไม่ปรุงแต่ง สรุปว่าอากาศเป็นเพียงบัญญัติหรือสังขตะ ไม่ใช่สภาวะเที่ยงแท้อย่างนิพพาน
- หน้า ๓๒–๓๔ อากาโสสนิทัสสโนติกถา: อากาศมองเห็นได้ด้วยตาโดยตรงจริงหรือ หักล้างนิกายอันธกะที่เข้าใจว่าอากาศ (ช่องว่าง) เป็นสิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตา โดยสับสนระหว่างการรับรู้ทางมโนทวารกับทางจักขุทวาร สกวาทีชี้ว่าถ้าอากาศเห็นได้ด้วยตาจริง อากาศก็ต้องมีสีและกระทบจักษุเหมือนรูปทั่วไป ส่วนที่ปรวาทีอ้างว่าเห็นช่องระหว่างต้นไม้หรือเสาคือเห็นอากาศนั้น แท้จริงคือมโนวิญญาณที่รู้ว่า "นี่คือที่ว่าง" จากการไม่เห็นรูปในช่องนั้น มิใช่จักขุวิญญาณเห็นอากาศโดยตรง
- หน้า ๓๕–๓๗ ปฐวีธาตุสนิทัสสนาตยาทิกถา: ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นสิ่งที่ตาเห็นได้โดยตรงหรือไม่ หักล้างนิกายอันธกะที่เข้าใจว่าการเห็นแผ่นดิน เห็นน้ำ เห็นไฟลุกโพลง หรือเห็นต้นไม้ไหวเพราะลม คือการเห็นตัวธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม โดยตรง สกวาทีชี้ว่าสิ่งที่ตาเห็นได้จริงคือสีสัน (วัณณะ) ซึ่งเป็นเพียงอาการปรากฏของธาตุ ไม่ใช่ตัวธาตุเอง เพราะธาตุเหล่านี้ไม่ใช่รูปายตนะ ไม่กระทบจักษุ
- หน้า ๓๘–๓๙ จักขุนทริยสนิทัสสนันติอาทิกถา: อินทรีย์ ๕ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) เป็นสิ่งที่ตาเห็นได้หรือไม่ ต่อเนื่องประเด็นเดียวกัน หักล้างความเห็นว่าอินทรีย์ทั้ง ๕ เป็นสิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตา โดยปรวาทีสับสนระหว่างการเห็นอวัยวะภายนอก เช่น ดวงตา หู จมูก กับตัวปสาทรูปที่ทำหน้าที่รับรู้อารมณ์อยู่ภายใน สกวาทีชี้ว่าจักขุนทรีย์ไม่ใช่รูปายตนะ ไม่มีสี ไม่กระทบจักษุ จึงสรุปว่าสิ่งที่มองเห็นคือดวงตาอันเป็นวัตถุ ไม่ใช่ตัวอินทรีย์ที่รับรู้
- หน้า ๔๐–๔๑ กายกัมมสนิทัสสนันติกถา: กายกรรม (เจตนาทางกาย) เป็นสิ่งที่ตาเห็นได้โดยตรงหรือไม่ ปิดท้ายชุดข้อโต้แย้งเรื่อง "สิ่งที่ตาเห็นได้" ด้วยประเด็นกายกรรม ปรวาทีเข้าใจว่าเมื่อเห็นอาการก้าวเดิน เหยียดแขน คู้แขนของผู้อื่น คือการเห็นตัวกายกรรมโดยตรง สกวาทีชี้ว่าสิ่งที่ตาเห็นได้จริงคือรูปร่างและอาการเคลื่อนไหวซึ่งเป็นรูปายตนะ ส่วนกายกรรมอันเป็นเจตนาที่สั่งการเคลื่อนไหวเป็นนามธรรม ไม่มีสี จึงไม่อาจเห็นได้ด้วยตาโดยตรง
- หน้า ๔๒–๔๕ สังคหิตกถา: ธรรมทั้งหลายจัดสงเคราะห์เข้าเป็นหมวดหมู่กันได้จริงหรือไม่ หักล้างนิกายราชคิริกะและสิทธัตถิกะที่ปฏิเสธว่าไม่มีธรรมใด "สงเคราะห์" เข้ากับธรรมอื่นได้ สกวาทีแสดงว่าอายตนะและเวทนาต่างๆ นับเข้าในขันธ์ที่เหมาะสมได้จริง เช่น จักขายตนะนับเข้าในรูปขันธ์ สุขเวทนานับเข้าในเวทนาขันธ์ เปรียบเหมือนโคสองตัวที่ผูกไว้ด้วยเชือกเดียวกัน จึงสรุปว่าธรรมบางเหล่าย่อมสงเคราะห์เข้ากับธรรมบางเหล่าได้จริงตามหมวดหมู่ที่เหมาะสม
- หน้า ๔๖–๔๘ สัมปยุตตกถา: เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ประกอบเข้าด้วยกันได้จริงหรือไม่ หักล้างนิกายราชคิริกะและสิทธัตถิกะที่ปฏิเสธว่าขันธ์ฝ่ายนามธรรมไม่ได้ "สัมปยุต" ประกอบเข้าด้วยกันจริง สกวาทีชี้ว่าเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เกิดร่วมกัน ดับพร้อมกัน มีวัตถุและอารมณ์เดียวกันจริง จึงชื่อว่าสัมปยุตกัน แต่ปฏิเสธอุปมาที่ปรวาทีใช้ว่าธรรมเหล่านี้ "ซึมซาบ" เข้าหากันเหมือนน้ำมันซึมอยู่ในเมล็ดงา
- หน้า ๔๙–๕๑ เจตสิกกถา: มีสภาวธรรมที่ประกอบกับจิต (เจตสิก) อยู่จริงหรือไม่ หักล้างนิกายราชคิริกะและสิทธัตถิกะที่ปฏิเสธว่าไม่มี "เจตสิกธรรม" อยู่จริง สกวาทีชี้ว่าผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา ศรัทธา สติ ปัญญา ล้วนเกิดร่วมกับจิตได้ จึงต้องเรียกว่าเจตสิก แล้วอ้างพระสูตรว่าจิตและเจตสิกธรรมเป็นสิ่งที่ปรากฏแก่ผู้เห็นความเป็นอนัตตา และพระสูตรเรื่องการทายใจผู้อื่นได้ เป็นหลักฐานยืนยันว่าเจตสิกธรรมมีอยู่จริง
- หน้า ๕๒–๕๙ ทานกถา: ทานคือเจตนาบริจาคหรือคือวัตถุสิ่งของที่ให้กันแน่ ถกเถียงว่า "ทาน" คือตัวเจตนาบริจาค (เจตสิกธรรม) หรือคือวัตถุที่ให้ (ไทยธรรม) กันแน่ ปรวาทีถือว่าทานคือเจตสิกธรรมล้วนๆ แต่สกวาทีชี้ความขัดแย้งว่าถ้าเช่นนั้นคนก็ต้อง "ให้เจตสิกธรรม" แก่กันได้เหมือนให้ผัสสะเวทนา ซึ่งเป็นไปไม่ได้ และเมื่ออ้างพระสูตร "ทานมีผลน่าปรารถนา และทานคือจีวร" ก็แสดงว่าทานหมายถึงวัตถุที่ให้ด้วย สรุปว่าทานมีทั้งสองความหมายขึ้นอยู่กับบริบทของพระสูตร
- หน้า ๖๐–๖๘ ปริโภคมยปุญญกถา: บุญเจริญงอกงามได้จากการที่ผู้รับใช้สอยของถวายจริงหรือ หักล้างความเห็นที่ว่าบุญเจริญงอกงามขึ้นเรื่อยๆ จาก "การที่ผู้รับใช้สอยของที่ให้" แม้ผู้ให้จะไม่นึกถึงทานนั้นอีกแล้ว เหมือนเถาวัลย์ที่งอกเติบโตไปเอง สกวาทีชี้ว่าถ้าเป็นเช่นนั้น แม้ผู้ให้ทานโดยไม่ตั้งใจก็ต้องได้บุญเพิ่มไปด้วย ซึ่งขัดกับหลักที่ว่าบุญเกิดจากเจตนาของผู้ให้ในขณะให้เท่านั้น สรุปว่าบุญเกิดจากเจตนาบริจาคของผู้ให้ ไม่ใช่จากการบริโภคของผู้รับ
- หน้า ๖๙–๗๓ อิโตทินนกถา: ทานที่อุทิศจากโลกนี้ ถึงมือผู้ล่วงลับในปรโลกได้อย่างไร ถกเถียงว่าเปรตในปรโลกบริโภคใช้สอยจีวร อาหาร หรือของที่ญาติทำทานอุทิศจากโลกนี้ได้โดยตรงหรือไม่ สกวาทีแย้งว่าเป็นไปไม่ได้ที่คนหนึ่งทำแล้วอีกคนหนึ่งรับผลโดยตรง แต่เมื่อปรวาทีอ้างพระสูตรเรื่องน้ำฝนไหลจากที่ดอนสู่ที่ลุ่มและเรื่องเปตวัตถุ ก็ต้องยอมรับว่าทานที่อุทิศเข้าถึงเปรตได้จริง โดยอรรถกถาอธิบายว่าเปรตได้รับประโยชน์ผ่านความปีติอนุโมทนาของตนเอง มิใช่บริโภคสิ่งของนั้นโดยตรง
- หน้า ๗๔–๘๑ ปฐวีกัมมวิปาโกติกถา: แผ่นดินที่สัตว์อาศัยอยู่เป็นผลของกรรมโดยตรงหรือไม่ หักล้างนิกายอันธกะที่เห็นว่าแผ่นดินเป็นผลแห่งกรรม (วิบาก) ของสัตว์ สกวาทีชี้ว่าวิบากที่แท้จริงต้องประกอบด้วยเวทนา ผัสสะ สัญญา เจตนา และจิต แต่แผ่นดินเป็นเพียงวัตถุไร้ความรู้สึกนึกคิด ทั้งยังถูกไถ ขุด ถม หรือใช้ร่วมกับผู้อื่นได้ ซึ่งวิบากทำเช่นนั้นไม่ได้ สรุปว่าแผ่นดินเป็นเพียงสิ่งที่กรรมของสัตว์เอื้อให้ได้ครอบครองใช้สอย ไม่ใช่ตัววิบากโดยตรง
- หน้า ๘๒–๘๗ ชรามรณวิปาโกติกถา: ความแก่และความตายเป็นวิบากแห่งกรรมโดยตรงหรือไม่ หักล้างนิกายอันธกะที่เห็นว่าชรามรณะเป็นวิบากโดยตรง ด้วยเหตุผลแบบเดียวกับเรื่องแผ่นดิน คือวิบากที่แท้จริงต้องมีเวทนา อารมณ์ ความนึกคิดประกอบ แต่ชรามรณะซึ่งเกิดกับรูปธรรมไม่มีลักษณะเช่นนั้น สรุปว่าชรามรณะเป็นเพียงผลที่กรรมส่งผลถึงในลักษณะเป็นปัจจัยเกื้อหนุน ไม่ใช่วิบากในความหมายเดียวกับผัสสะเวทนาที่เป็นนามธรรมแท้
- หน้า ๘๘–๙๓ อริยธัมมวิปากกถา: ผลแห่งอริยมรรคนับเป็นวิบากอย่างเดียวกับผลทานหรือไม่ อภิปรายสถานะของโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล อรหัตผล ว่านับเป็น "วิบาก" แบบเดียวกับผลของทาน ศีล ภาวนาทั่วไปหรือไม่ สกวาทีชี้ว่าอริยผลมีอยู่จริงและเป็นผลของมรรคก็จริง แต่มีสถานะต่างจากวิบากทั่วไป เพราะโลกุตตรกุศลไม่ก่อให้เกิดการเวียนว่ายในสังสารวัฏต่อไป ต่างจากกุศลฝ่ายโลกีย์ที่วิบากยังคงพาสัตว์เวียนว่ายต่อ
- หน้า ๙๔–๙๘ วิปาโกวิปากธัมมธัมโมติกถา: วิบากเป็นเหตุก่อให้เกิดวิบากต่อไปอีกได้หรือไม่ หักล้างนิกายอันธกะที่เห็นว่าตัววิบากเองเป็น "เหตุ" ให้เกิดวิบากอื่นต่อไปได้อีก โดยอ้างว่านามขันธ์ ๔ ที่เป็นวิบากเกื้อหนุนกันเองได้ สกวาทีชี้ผลไร้เหตุผลที่ตามมาว่า ถ้าวิบากก่อวิบากได้เรื่อยๆ วัฏสงสารก็ไม่มีวันสิ้นสุด ไม่มีการปรินิพพานได้ ทั้งที่จริงบุคคลฆ่าสัตว์ด้วยจิตหนึ่งแล้วไปเสวยผลในนรกด้วยจิตอื่นต่างหาก สรุปว่าวิบากเป็นเพียงผล ไม่ใช่ตัวเหตุที่ก่อวิบากต่อไปอีก (จบวรรคที่ ๗)
- หน้า ๙๙–๑๐๒ ฉคติกถา: คติของสัตว์มี ๖ อย่างโดยนับอสุรกายแยกต่างหากจริงหรือ หักล้างนิกายอันธกะและอุตตราปถกะที่เห็นว่าคติมี ๖ อย่าง โดยนับ "อสุรกาย" เป็นคติที่ ๖ แยกจากคติ ๕ ที่ตรัสไว้ สกวาทีชี้ว่าอสูรกลุ่มกาลกัญชิกามีสภาพเหมือนเปรตทุกประการ ส่วนอสูรบริษัทท้าวเวปจิตติก็เคยเป็นเทวดาและมีสภาพเหมือนเทวดาทุกประการ อสุรกายจึงถูกจัดรวมอยู่ในคติเปรตและคติเทวดาอยู่แล้ว คติจึงมีเพียง ๕ ตามพระพุทธพจน์เดิม
- หน้า ๑๐๓–๑๑๕ อันตราภวกถา: มีภพคั่นระหว่างตายกับเกิดใหม่อยู่จริงหรือไม่ หักล้างนิกายปุพพเสลิยะและสมิติยะที่เชื่อว่ามี "อันตราภพ" คั่นระหว่างกามภพกับรูปภพหรือรูปภพกับอรูปภพ โดยตีความคำว่า "อันตราปรินิพพายี" ผิดไป สกวาทีชี้ว่าถ้ามีอันตราภพจริง มันก็ต้องมีกรรมนำเข้าถึง มีสัตว์เกิดแก่ตายอยู่ในนั้น ซึ่งปรวาทีเองก็ปฏิเสธคุณสมบัติเหล่านี้ทั้งหมด สรุปว่าไม่มีภพคั่นระหว่างภพทั้ง ๓ จริง คำว่า "อันตราปรินิพพายี" หมายถึงพระอนาคามีประเภทหนึ่ง ไม่ได้หมายถึงภพชนิดหนึ่ง
- หน้า ๑๑๖–๑๒๒ กามคุณกถา: กามธาตุมีขอบเขตแคบเพียงเท่ากามคุณ ๕ เท่านั้นจริงหรือ ถกเถียงว่า "กามธาตุ" (ภพแห่งกาม) มีขอบเขตแคบเพียงเท่ากามคุณ ๕ (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสที่น่าใคร่) หรือไม่ นิกายปุพพเสลิยะอ้างพระสูตรเรื่องกามคุณ ๕ มาสรุปว่ากามธาตุมีเท่านั้น สกวาทีชี้ว่าความพอใจ ความกำหนัด ปีติโสมนัสที่เกี่ยวกับกามคุณก็เป็นส่วนหนึ่งของกามธาตุด้วย รวมถึงอินทรีย์ของสัตว์ผู้อยู่ในกามภพ และแม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระสาวกที่อุบัติขึ้นก็อุบัติในกามธาตุเช่นกัน มิใช่มีแค่อารมณ์น่าใคร่ ๕ อย่าง และใจของมนุษย์เองก็จัดเป็นกามธาตุด้วย ไม่ใช่แคบเพียงเท่าอายตนะภายนอก ๕
- หน้า ๑๒๓–๑๒๕ กามกถา: กามคือเพียงอายตนะภายนอก ๕ หรือคือกิเลสตัณหา หักล้างลัทธินิกายปุพพเสลิยะที่ถือเอาความหมายผิวเผินจากพระสูตรเรื่อง "กามคุณ ๕" มาสรุปว่าอายตนะภายนอกทั้ง ๕ เท่านั้นที่ชื่อว่ากาม สกวาทีชี้ว่าความพอใจ ความกำหนัด ปีติโสมนัสที่เกี่ยวกับอายตนะเหล่านั้นต่างหากที่มีอยู่จริง เพราะกามในความหมายที่แท้จริงคือกิเลสกาม (ความยินดีติดใจ) มิใช่วัตถุกามภายนอกเพียงอย่างเดียว
- หน้า ๑๒๖–๑๒๙ รูปธาตุกถา: รูปธาตุคือรูปธรรมเฉยๆ หรือคือรูปภพทั้งหมด หักล้างลัทธินิกายอันธกะที่เข้าใจว่า "รูปธาตุ" หมายถึงรูปธรรม (สิ่งที่มีรูปร่าง) เพียงอย่างเดียว สกวาทีซักว่าถ้าเช่นนั้นรูปจะเป็นภพ เป็นคติ เป็นที่เกิดที่ตายของสัตว์ได้หรือไม่ ปรวาทีต้องยอมรับว่าไม่ได้ แต่กลับยอมรับว่ารูปธาตุเป็นสิ่งเหล่านั้นได้ แสดงว่ารูปธาตุที่แท้คือรูปภพ ซึ่งกว้างกว่ารูปธรรมเฉยๆ
- หน้า ๑๓๐–๑๓๓ อรูปธาตุกถา: อรูปธาตุคือนามธรรมเฉยๆ หรือคืออรูปภพทั้งหมด หักล้างลัทธิเดียวกันในกรณีตรงข้าม คือความเข้าใจผิดว่า "อรูปธาตุ" หมายถึงนามธรรม (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) เพียงอย่างเดียว สกวาทีใช้วิธีซักถามแบบเดียวกับเรื่องรูปธาตุ แสดงให้เห็นว่าอรูปธาตุที่แท้คืออรูปภพ คือภพของสัตว์ที่ไม่มีรูป มิใช่ตัวนามขันธ์เฉยๆ
- หน้า ๑๓๔–๑๔๒ รูปธาตุยาอายตนกถา: พรหมในรูปภพมีอายตนะครบ ๖ จริงหรือ หักล้างลัทธินิกายอันธกะและสมิติยะที่เชื่อว่าพรหมในรูปภพมีอายตนะครบทั้ง ๖ รวมทั้งฆานะ ชิวหา และกาย เพราะเข้าใจพระสูตรที่ว่าพรหมมีอวัยวะสมบูรณ์ไม่บกพร่อง สกวาทีซักว่าถ้ามีอายตนะเหล่านั้นจริง พรหมต้องดมกลิ่น ลิ้มรส และสัมผัสได้ด้วย ซึ่งปรวาทีปฏิเสธเอง แสดงว่าพรหมมีเพียงรูปร่างของอวัยวะเหล่านั้น แต่ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นอายตนะรับรู้อารมณ์จริง
- หน้า ๑๔๓–๑๔๖ อรูเปรูปกถา: พรหมอรูปภพมีรูปละเอียดแฝงอยู่หรือไม่ หักล้างลัทธินิกายอันธกะที่ถือว่ามีรูปสุขุมแฝงอยู่แม้ในอรูปภพ โดยอ้างพระบาลี "วิญญาณปัจจยา นามรูปัง" มาตีความว่าต้องมีรูปอยู่ด้วย สกวาทีชี้ว่าถ้ามีรูปในอรูปสัตว์จริง อรูปสัตว์นั้นก็ต้องกลายเป็นรูปภพ มีรูปคติ มีรูปสงสารไปด้วย ซึ่งขัดกับหลักที่ว่าอรูปภพคือภาวะที่ปราศจากรูปโดยสิ้นเชิง
- หน้า ๑๔๗–๑๗๑ รูปังกัมมันติกถา: กายกรรมวจีกรรมซึ่งเป็นรูป จะเป็นกุศลอกุศลได้หรือไม่ หักล้างลัทธินิกายมหิสาสกะและสมิติยะที่ถือว่ากายวิญญัติและวจีวิญญัติ ซึ่งเป็นรูปธรรม สามารถเป็นกุศลหรืออกุศลได้เองตามจิตที่เป็นต้นเหตุ สกวาทีซักว่าถ้าเช่นนั้นกายกรรมนั้นต้องมีอารมณ์ ความนึก ความจงใจเหมือนเจตนาด้วย ซึ่งเป็นไปไม่ได้เพราะรูปธรรมไม่มีอารมณ์ อีกทั้งอ้างพระสูตรว่าพระพุทธองค์ตรัสเจตนาต่างหากที่เป็นกรรม จึงสรุปว่ารูปเป็นเพียงผลที่เกิดจากกรรมทางใจ ไม่ใช่ตัวกรรมหรือกุศลอกุศลโดยตรง
- หน้า ๑๗๒–๑๘๐ ชีวิตินทริยกถา: มีชีวิตินทรีย์ฝ่ายรูปจริงหรือไม่ หักล้างลัทธินิกายปุพพเสลิยะและสมิติยะที่ปฏิเสธว่าไม่มี "รูปชีวิตินทรีย์" เพราะเข้าใจว่าชีวิตินทรีย์เป็นนามธรรมที่ไม่ประกอบกับจิตเท่านั้น สกวาทีชี้ว่ารูปธรรมทั้งหลายก็มีอายุ มีความดำรงอยู่ มีการหล่อเลี้ยงเช่นกัน และยกกรณีผู้เข้านิโรธสมาบัติกับอสัญญสัตว์มาแสดงว่ายังต้องมีชีวิตินทรีย์ฝ่ายรูปคอยรักษาร่างกายไว้ไม่ให้ตาย แม้ไม่มีจิตทำงานอยู่ก็ตาม
- หน้า ๑๘๑–๑๘๔ กัมมเหตุกถา: พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้เพราะกรรมเก่าจริงหรือ หักล้างลัทธินิกายปุพพเสลิยะและสมิติยะที่เชื่อว่าพระอรหันต์ผู้เคยกล่าวตู่พระอรหันต์องค์อื่นในชาติก่อน จะต้องเสื่อมจากอรหัตผลเพราะกรรมนั้นเป็นเหตุ สกวาทีซักว่าเหตุใดพระโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี จึงไม่เสื่อมจากมรรคผลของตนด้วยเหตุแบบเดียวกัน ท้ายที่สุดสกวาทีชี้ว่าถ้าเป็นจริงตามลัทธินี้ ใครก็ตามที่เคยกล่าวตู่พระอรหันต์ต้องบรรลุอรหัตผลได้ทุกคน ซึ่งขัดกับความเป็นจริง
- หน้า ๑๘๕–๑๘๙ อานิสังสกถา: ละสังโยชน์ได้เพราะเห็นโทษสังขารหรือเห็นอานิสงส์นิพพานเท่านั้น หักล้างลัทธินิกายอันธกะที่ยึดถือเพียงครึ่งเดียวของคำสอน คือเชื่อว่าการละสังโยชน์เกิดจากการเห็นอานิสงส์ในพระนิพพานเท่านั้น โดยไม่ยอมรับว่าการพิจารณาเห็นสังขารทั้งหลายโดยความไม่เที่ยงก็เป็นเหตุละสังโยชน์ได้เช่นกัน สกวาทีชี้ว่าการบรรลุมรรคต้องประกอบด้วยทั้งการเห็นโทษของสังขารและเห็นอานิสงส์ของนิพพานไปพร้อมกันในขณะจิตแห่งอริยมรรคเดียวกัน มิใช่แยกจากกัน
- หน้า ๑๙๐–๑๙๕ อมตารัมมณกถา: สังโยชน์และกิเลสมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ได้หรือไม่ หักล้างลัทธินิกายปุพพเสลิยะที่ตีความพระสูตรเรื่องปุถุชนหมายรู้นิพพานแบบไม่พิจารณาบริบท จนสรุปว่าสังโยชน์ ราคะ โทสะ โมหะ สามารถมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ได้ สกวาทีชี้ว่าถ้าเป็นเช่นนั้นพระนิพพานก็ต้องกลายเป็นที่ตั้งแห่งราคะโทสะโมหะได้ ซึ่งขัดกับธรรมชาติของพระนิพพานที่พ้นจากกิเลสโดยสิ้นเชิง
- หน้า ๑๙๖–๑๙๘ รูปังสารัมมณันติกถา: รูปธรรมมีอารมณ์เหมือนจิตหรือไม่ หักล้างลัทธินิกายอุตตราปถกะที่เข้าใจว่ารูปก็เป็น "ธรรมมีอารมณ์" ได้เหมือนจิตและเจตสิก โดยอาศัยความหมายกว้างของคำว่า "สารัมมณะ" สกวาทีแยกให้เห็นความต่างระหว่างอารมณ์ที่จิตยึดถือรับรู้ กับอารมณ์ที่เป็นเพียงปัจจัยเกื้อหนุน ชี้ว่ารูปไม่มีความนึกคิดจดจ่อต่ออารมณ์อย่างจิต จึงไม่ควรเรียกว่า "มีอารมณ์" ในความหมายแรก
- หน้า ๑๙๙–๒๐๘ อนุสยาอนารัมมณาติกถา: อนุสัยที่นอนเนื่องในสันดานเป็นธรรมไม่มีอารมณ์จริงหรือ หักล้างลัทธินิกายอันธกะ เอกัจจะ และอุตตราปถกะที่เชื่อว่าอนุสัย (กิเลสที่นอนเนื่องในสันดาน) ไม่ประกอบกับจิต จึงเป็นธรรมไม่มีอารมณ์เหมือนรูปธรรม สกวาทีชี้ว่าอนุสัยแท้จริงคือตัวกิเลส เช่น กามราคานุสัยซึ่งเป็นอย่างเดียวกับกามราคะที่มีอารมณ์ เพียงแต่ยังไม่ได้ถูกละด้วยอริยมรรคเท่านั้น จึงยังคงมีอารมณ์อยู่เสมอ
- หน้า ๒๐๙–๒๑๒ ญาณังอนารัมมณันติกถา: ญาณของพระอรหันต์ขณะเห็นรูปเป็นธรรมไม่มีอารมณ์จริงหรือ หักล้างลัทธินิกายอันธกะที่เชื่อว่าญาณของพระอรหันต์ในขณะจักขุวิญญาณกำลังเกิดขึ้นนั้นไม่มีอารมณ์ เพราะเข้าใจผิดจากคำเรียกว่า "ผู้มีญาณ" ในขณะนั้น สกวาทีชี้ว่าญาณก็คือปัญญานั่นเอง นับเนื่องในสังขารขันธ์และต้องมีอารมณ์เสมอเหมือนธรรมอื่นในหมวดเดียวกัน การถูกเรียกว่า "มีญาณ" เป็นเพียงคำเรียกทั่วไป มิได้หมายความว่าญาณกำลังทำงานโดยไม่มีอารมณ์
- หน้า ๒๑๓–๒๑๖ อตีตารัมมณกถา-อนาคตารัมมณกถา: จิตที่รู้อดีตหรืออนาคตเป็นธรรมไม่มีอารมณ์จริงหรือ หักล้างลัทธินิกายอุตตราปถกะที่เชื่อว่าอดีตและอนาคต "ไม่มีอยู่จริง" ดังนั้นจิตที่ระลึกถึงอดีตหรือคาดคะเนอนาคตจึงเป็นธรรมไม่มีอารมณ์ สกวาทีโต้แย้งว่าความนึก ความตั้งใจที่ปรารภอดีตและอนาคตนั้นมีอยู่จริง จึงขัดแย้งในตัวเองที่จะบอกว่าจิตนั้น "มีอดีต/อนาคตเป็นอารมณ์" แต่ในขณะเดียวกันก็ "ไม่มีอารมณ์"
- หน้า ๒๑๗–๒๑๘ วิตักกานุปติตกถา: จิตทุกดวงต้องประกอบด้วยวิตกเสมอไปหรือไม่ หักล้างลัทธินิกายอุตตราปถกะที่เหมารวมว่าจิตทุกดวงต้องเนื่องด้วยวิตก (ความตรึก) เสมอ โดยไม่แยกแยะระหว่างความเนื่องด้วยอารมณ์กับความเนื่องด้วยการประกอบร่วม สกวาทีอ้างพุทธพจน์ถึงสมาธิ ๓ ระดับ เป็นหลักฐานยืนยันว่าจิตบางดวง เช่นในฌานสูง ไม่มีวิตกประกอบอยู่ด้วยเลย
- หน้า ๒๑๙–๒๒๐ วิตักกวิปผารสัททกถา: ความแผ่ไปแห่งวิตกเป็นเสียงที่หูได้ยินจริงหรือ หักล้างลัทธินิกายปุพพเสลิยะที่ตีความพระสูตร "วิตกวิจารเป็นวจีสังขาร" ว่าความแผ่ซ่านของวิตกกลายเป็นเสียงจริงที่คนอื่นอาจได้ยินด้วยโสตวิญญาณ สกวาทีชี้ว่าถ้าเป็นเช่นนั้น การกระทบผัสสะ การเสวยเวทนา ก็ต้องกลายเป็นเสียงไปด้วย จึงสรุปว่าความแผ่ไปแห่งวิตกเป็นเพียงอุปมาเชิงเปรียบเทียบ ไม่ใช่เสียงที่หูสัมผัสได้จริง
- หน้า ๒๒๑–๒๒๔ นยถาจิตตัสสวาจาติกถา: วาจาที่ผิดไปจากที่คิดไว้ แสดงว่าวาจาไม่ขึ้นกับจิตจริงหรือ หักล้างลัทธินิกายปุพพเสลิยะที่อ้างกรณีคนพูดพลั้งปาก คิดจะพูดอย่างหนึ่งแต่กลับพูดออกไปอีกอย่างหนึ่ง มาสรุปว่าวาจาไม่จำเป็นต้องเกิดจากจิตเสมอไป สกวาทีชี้ว่าไม่มีใครพูดได้โดยปราศจากผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา และจิตเลย แม้พูดพลั้งไปก็ยังเกิดจากความปรารถนาจะพูดอยู่นั่นเอง เพียงแต่คำที่ออกมาไม่ตรงกับที่ตั้งใจไว้แต่แรกเท่านั้น
- หน้า ๒๒๕–๒๒๘ นยถาจิตตัสสกายกัมมันติกถา: กายกรรมที่ผิดไปจากที่คิดไว้ แสดงว่ากายกรรมไม่ขึ้นกับจิตจริงหรือ หักล้างลัทธิเดียวกันในกรณีของการกระทำทางกาย เช่น ตั้งใจจะก้าวไปข้างหน้าแต่กลับถอยไปข้างหลัง ปรวาทีอ้างเหตุการณ์เหล่านี้มาสรุปว่ากายกรรมไม่ต้องอาศัยจิตเป็นสมุฏฐานเสมอไป สกวาทียืนยันว่ากายกรรมทุกอย่างเกิดร่วมกับจิตและมีจิตเป็นสมุฏฐานเสมอ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความคลาดเคลื่อนระหว่างเจตนาเดิมกับเจตนาที่ลงมือทำจริง
- หน้า ๒๒๙–๒๓๓ อตีตานาคตปัจจุปปันนกถา: บุคคลประกอบด้วยขันธ์ที่เป็นอดีตและอนาคตพร้อมกันได้หรือไม่ หักล้างลัทธินิกายอันธกะที่เชื่อว่าผู้ได้ฌานสมาบัติยังคงประกอบด้วยฌานที่เป็นอดีตและอนาคตอยู่ด้วย เพราะยังไม่เสื่อมจากการบรรลุนั้น สกวาทีซักว่าถ้าเป็นเช่นนั้น บุคคลก็ต้องประกอบด้วยขันธ์ ๑๕ หรืออายตนะ ๓๖ พร้อมกัน ซึ่งไม่มีใครยอมรับ อธิบายว่าคำว่า "ประกอบด้วย" ในกรณีสมาบัติหมายถึงความชำนาญที่ไม่เสื่อมถอย มิใช่การครอบครองขันธ์ในสามกาลพร้อมกันจริงๆ
- หน้า ๒๓๔–๒๓๗ นิโรธกถา: ขันธ์ใหม่เกิดขึ้นก่อนขันธ์เดิมดับได้หรือไม่ ในขณะจุติ-ปฏิสนธิ หักล้างลัทธินิกายอันธกะที่เชื่อว่าในขณะจุติ ขันธ์ใหม่เกิดขึ้นซ้อนกับขันธ์เดิมก่อนที่ขันธ์เดิมจะดับไป เพราะเกรงว่าสันตติแห่งจิตจะขาดตอน สกวาทีชี้ว่าถ้าเป็นเช่นนั้น ในขณะนั้นจะต้องมีขันธ์ถึง ๑๐ และจิต ๒ ดวงเกิดร่วมกัน ซึ่งขัดกับหลักที่ว่าจิตดวงหนึ่งเกิดได้ครั้งละดวงเดียว จึงยืนยันว่าขันธ์ใหม่ต้องเกิดขึ้นหลังจากขันธ์เดิมดับไปแล้วเท่านั้น
- หน้า ๒๓๘–๒๔๒ รูปังมัคโคติกถา: สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ซึ่งเป็นรูป จะนับเป็นมรรคได้หรือไม่ หักล้างลัทธินิกายมหิสาสกะ สมิติยะ และมหาสังฆิกะที่ถือว่าองค์มรรคฝ่ายศีล เป็นรูปธรรมแต่ก็ยังเรียกว่าเป็นมรรคเช่นเดียวกับสัมมาทิฏฐิและองค์มรรคฝ่ายจิตอื่นๆ สกวาทีซักว่าถ้าเป็นรูปจริง องค์มรรคเหล่านั้นก็ต้องไม่มีอารมณ์ ความนึก ความตั้งใจ ต่างจากองค์มรรคอื่นที่มีอารมณ์ครบ จึงชี้ว่าแท้จริงเป็นเจตสิกธรรม (วิรตีเจตสิก) ที่มีอารมณ์เช่นเดียวกับองค์มรรคอื่น
- หน้า ๒๔๓–๒๕๐ ปัญจวิญญาณสมังคิมัคคภาวนากถา: มรรคเกิดขึ้นพร้อมกับวิญญาณทางปัญจทวารได้หรือไม่ หักล้างลัทธินิกายมหาสังฆิกะที่เชื่อว่าผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยวิญญาณ ๕ (เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส รู้สัมผัส) สามารถเจริญมรรคได้ โดยอ้างพระสูตรเรื่องภิกษุเห็นรูปแล้วไม่ถือนิมิต สกวาทีชี้ว่าวิญญาณ ๕ รับรู้ได้แต่อารมณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้นแล้วเท่านั้น ไม่มีนิพพานเป็นอารมณ์และไม่ใช่โลกุตตระเหมือนมรรค จึงไม่มีทางที่มรรคจะเกิดร่วมกับวิญญาณทั้งห้าได้
- หน้า ๒๕๑–๒๕๔ ปัญจวิญญาณกุสลาปีติกถา: วิญญาณทางตา หู จมูก ลิ้น กายเป็นกุศลหรืออกุศลได้หรือไม่ หักล้างลัทธินิกายมหาสังฆิกะที่อ้างพระสูตรเดียวกันมาสรุปว่าวิญญาณ ๕ เองเป็นกุศลหรืออกุศลได้ สกวาทีใช้เหตุผลเดียวกับกถาก่อนคือวิญญาณ ๕ เพียงรับอารมณ์ที่เกิดแล้วโดยไม่มีการใส่ใจปรุงแต่ง จึงไม่อาจจัดเป็นกุศลหรืออกุศลซึ่งต้องอาศัยเจตนาทางมโนทวาร
- หน้า ๒๕๕–๒๕๘ ปัญจวิญญาณาสาโภคาติกถา: วิญญาณทางปัญจทวารมีความคิดคำนึง (ผูกใจ) ได้หรือไม่ หักล้างลัทธินิกายมหาสังฆิกะที่เชื่อว่าวิญญาณ ๕ มีการคิดคำนึงหรือใส่ใจในอารมณ์ได้ โดยใช้วิธีเทียบเคียงแบบเดียวกับสองกถาก่อน สกวาทีชี้ว่าความคิดคำนึงเกิดได้เฉพาะทางมโนวิญญาณที่ปรารภอดีตอนาคตและสิ่งไม่มีจริงได้ ต่างจากปัญจวิญญาณที่รับรู้ได้เฉพาะอารมณ์ปัจจุบันเท่านั้น
- หน้า ๒๕๙–๒๖๓ ทวีหิสีเลหิสมันนาคโตติกถา: ผู้บรรลุมรรคมีศีลอยู่พร้อมกันสองอย่างจริงหรือ หักล้างลัทธินิกายมหาสังฆิกะที่เชื่อว่าขณะมรรคจิตเกิด บุคคลมีทั้งศีลโลกียะและศีลโลกุตตระอยู่พร้อมกัน สกวาทีซักว่าถ้าเช่นนั้นก็ต้องมีผัสสะ เวทนา จิตอย่างละสองอย่างพร้อมกันด้วย ซึ่งปรวาทีเองก็ไม่ยอมรับ แสดงว่าศีลเก่าได้ดับไปแล้วในขณะที่ศีลแห่งมรรคเกิดขึ้น ไม่ใช่มีสองอย่างซ้อนกัน
- หน้า ๒๖๔–๒๖๙ สีลังอเจตสิกันติกถา: ศีลไม่ใช่เจตสิกจริงหรือ หักล้างลัทธินิกายมหาสังฆิกะที่เห็นว่าศีลแม้ดับไปแล้วผู้สมาทานก็ยังนับว่า "มีศีล" อยู่ต่อเนื่อง จึงคิดว่าศีลต้องไม่ใช่เจตสิกที่เกิดดับตามจิต แต่เป็นสภาวะสั่งสมอย่างอื่น สกวาทีชี้ว่าผัสสะ เวทนา และเจตสิกอื่นก็ดับไปเช่นกันแต่ยังคงเป็นเจตสิกอยู่ การดับไปจึงไม่ใช่เหตุผลที่จะปฏิเสธว่าศีลเป็นเจตสิก
- หน้า ๒๗๐–๒๗๓ สีลังนจิตตานุปริวัตตีติกถา: ศีลไม่เกิดคล้อยตามจิตจริงหรือ กถาต่อเนื่องจากเรื่องศีลไม่เป็นเจตสิก ซึ่งอรรถกถาระบุว่าเป็นเพียงถ้อยคำต่างสำนวนของประเด็นเดียวกัน คือฝ่ายมหาสังฆิกะเชื่อว่าศีลดำรงอยู่ได้โดยไม่ขึ้นกับความเปลี่ยนแปลงของจิตแต่ละขณะ สกวาทีใช้ตรรกะเดียวกับกถาก่อนหักล้างด้วยการเทียบกับสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และองค์มรรคอื่นซึ่งล้วนเกิดดับคล้อยตามจิต
- หน้า ๒๗๔–๒๗๖ สมาทานเหตุกกถา: ศีลที่เกิดจากการสมาทานเจริญงอกงามได้อย่างสิ่งมีชีวิตจริงหรือ หักล้างลัทธินิกายมหาสังฆิกะที่อ้างพระสูตรเรื่องบุญเจริญงอกงามดุจการสร้างสวนสร้างป่า มาสรุปว่าศีลที่สมาทานไว้เจริญเพิ่มพูนได้เอง สกวาทีถามกลับว่าเจริญได้อย่างเถาวัลย์หรือต้นไม้หรือไม่ และชี้ให้เห็นว่าแม้ขณะตรึกกามวิตกอยู่ก็ยังอ้างว่าศีลเจริญได้ ซึ่งย่อมขัดแย้งในตัวเอง เพราะกุศลกับอกุศลจะเกิดร่วมกันไม่ได้
- หน้า ๒๗๗–๒๗๘ วิญญัตติสีลันติกถา: การเคลื่อนไหวกายวาจา (วิญญัตติ) เองเป็นศีลหรือไม่ หักล้างลัทธินิกายมหาสังฆิกะและสมิติยะที่ถือเอาพระสูตรเรื่องกายวิญญัตติเป็นกายกรรม มาสรุปว่าวิญญัตติซึ่งเป็นรูปธรรมนั้นเป็นตัวศีลเอง สกวาทีชี้ว่าศีลแท้จริงคือเจตนางดเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น ไม่ใช่การเคลื่อนไหวร่างกาย พร้อมยกตัวอย่างการกราบไหว้หรือลุกรับซึ่งเป็นวิญญัตติเช่นกันแต่ไม่มีใครเรียกว่าเป็นศีล
- หน้า ๒๗๙–๒๘๓ อวิญญัตติทุสสีลยันตติกถา: การไม่แสดงออกทางกายวาจา (อวิญญัตติ) นับเป็นความทุศีลได้หรือไม่ หักล้างลัทธินิกายมหาสังฆิกะที่เชื่อว่าเพียงตั้งใจจะทำชั่ว แม้ยังไม่ได้ลงมือทำจริง ก็ถือว่าเป็นความทุศีลแล้วในทางอวิญญัตติ สกวาทีซักว่าความคิดนั้นเป็นปาณาติบาตหรืออทินนาทานจริงหรือไม่ ซึ่งปรวาทีก็ปฏิเสธ แสดงว่าการทุศีลต้องมีการกระทำจริงจึงจะเรียกเช่นนั้นได้ (จบวรรคที่ ๑๐ และทุติยปัณณาสก์)
- หน้า ๒๘๔–๒๙๕ ติสโสปิอนุสยกถา: อนุสัย (กิเลสนอนเนื่อง) เป็นอัพยากฤต ไม่มีเหตุ และไม่ประกอบกับจิตจริงหรือ หักล้างลัทธินิกายมหาสังฆิกะและสมิติยะที่เห็นว่าเมื่อปุถุชนมีจิตเป็นกุศลหรืออัพยากฤตอยู่ก็ยังเรียกว่า "ผู้มีอนุสัย" ได้ จึงสรุปว่าอนุสัยต้องไม่ใช่อกุศลจิตที่กำลังเกิดอยู่ขณะนั้น สกวาทีหักล้างด้วยการเทียบว่ากามราคานุสัยกับกามราคะต้องเป็นอกุศลเหมือนกัน เพราะอนุสัยเป็นเพียงกิเลสชนิดเดียวกันในรูปที่ยังไม่ปรากฏออกมาเท่านั้น ไม่ใช่สิ่งอื่นที่แยกขาดจากกัน
- หน้า ๒๙๖–๒๙๘ ญาณกถา (๑): เมื่อความไม่รู้หมดไปแล้ว แต่จิตขณะนั้นไม่ประกอบด้วยญาณ จะเรียกว่า "ผู้มีญาณ" ได้หรือไม่ หักล้างลัทธินิกายมหาสังฆิกะที่เห็นว่าต้องมีญาณจิตเกิดขึ้น ณ ขณะนั้นเท่านั้นจึงจะเรียกว่าผู้มีญาณได้ สกวาทีเทียบว่าคนที่ราคะหมดไปแล้วเราก็ยังเรียกว่า "ผู้ปราศจากราคะ" ได้แม้ขณะนั้นจิตไม่มีราคะเกิดอยู่ ฉะนั้นผู้ที่กำจัดอวิชชาได้แล้วจึงควรเรียกว่าผู้มีญาณได้ตลอดไป ไม่ใช่เฉพาะขณะที่ญาณจิตกำลังเกิด
- หน้า ๒๙๙–๓๐๒ ญาณังจิตตวิปปยุตตันติกถา: ญาณไม่ประกอบกับจิตจริงหรือ หักล้างลัทธินิกายปุพพเสลิยะที่เห็นว่าพระอรหันต์ผู้กำลังมีจักขุวิญญาณเกิดอยู่ ก็ยังเรียกว่า "ผู้มีญาณ" ได้ จึงสรุปว่าญาณต้องไม่ประกอบกับจิตดวงนั้น สกวาทีหักล้างด้วยตรรกะเดียวกับกถาก่อนว่าคำเรียกดังกล่าวเป็นบัญญัติจากการที่เคยบรรลุญาณมาแล้ว ไม่ใช่หลักฐานว่าญาณเป็นธรรมที่แยกขาดจากจิต
- หน้า ๓๐๓–๓๐๘ อิทังทุกขันติกถา: ขณะมรรคจิตเกิด มีการเปล่งวาจาว่า "นี้ทุกข์" พร้อมกับญาณรู้ว่า "นี้ทุกข์" จริงหรือ หักล้างลัทธินิกายอันธกะที่เข้าใจว่าโยคาวจรผู้บรรลุมรรคจะเปล่งวาจาว่า "นี้ทุกข์" และมีญาณรู้ตามคำพูดนั้นไปพร้อมกัน สกวาทีซักว่าถ้าเป็นเช่นนั้นก็ต้องเปล่งวาจาและรู้ตามคำว่า "นี้สมุทัย นี้นิโรธ นี้มรรค" ไปพร้อมกันด้วย ท้ายที่สุดยังชี้ความไร้เหตุผลว่าถ้าคำพูดก่อให้เกิดญาณตามได้จริง ก็ต้องมีญาณรู้แยกไปทีละพยางค์ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องเหลวไหล
- หน้า ๓๐๙–๓๑๕ อิทธิพลกถา: ผู้มีฤทธิ์สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ตลอดกัปจริงหรือ หักล้างลัทธินิกายมหาสังฆิกะที่ถือเอาพระสูตรเรื่องอานิสงส์อิทธิบาทภาวนามาสรุปว่าผู้เจริญฤทธิ์ดีแล้วอยู่ได้ตลอดมหากัป สกวาทีจำแนกคำว่า "กัป" ออกเป็นมหากัปกับอายุกัป ชี้ว่าฤทธิ์เพียงช่วยป้องกันอันตรายมิให้ตายก่อนอายุขัยที่กรรมกำหนดไว้เท่านั้น ไม่อาจก้าวล่วงมหากัปได้จริง เพราะแม้พระพุทธองค์ก็ตรัสว่าไม่มีใครในโลกห้ามความแก่ความตายได้
- หน้า ๓๑๖–๓๑๙ สมาธิกถา: ความสืบเนื่องของกระแสจิต (จิตตสันตติ) คือตัวสมาธิจริงหรือ หักล้างลัทธินิกายสัพพัตถิกวาทะและอุตตราปถกะที่อ้างพุทธพจน์เรื่องเสวยสุขได้ตลอด ๗ วัน ๗ คืน มาสรุปว่าสมาธิคือความต่อเนื่องของจิตหลายขณะ สกวาทีชี้ว่าจิตที่เป็นอดีตก็ดับไปแล้ว อนาคตก็ยังไม่เกิด มีแต่จิตปัจจุบันขณะเดียวเท่านั้นที่มีจริง สมาธิที่แท้คือเอกัคคตาเจตสิกซึ่งเกิดในจิตดวงเดียว ไม่ใช่ความสืบเนื่องของจิตหลายดวง
- หน้า ๓๒๐–๓๒๒ ธัมมัฏฐิตตากถา: ความตั้งอยู่แห่งธรรม (ธรรมฐิติ) เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นจริงต่างหากหรือไม่ หักล้างลัทธินิกายอันธกะที่เห็นว่าหลักปฏิจจสมุปบาทหรือ "ความตั้งอยู่แห่งธรรม" เป็นสภาวธรรมที่เกิดขึ้นจริงต่างหากอีกอย่างหนึ่ง สกวาทีใช้วิธีถามย้อนไม่รู้จบว่าถ้าเช่นนั้นความตั้งอยู่ของความตั้งอยู่นั้นก็ต้องเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นจริงอีก ไปเรื่อยไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจะไม่มีวันถึงที่สุดแห่งทุกข์หรือปรินิพพานได้เลย
- หน้า ๓๒๓–๓๒๗ อนิจจตากถา: ความไม่เที่ยง ความแก่ ความตาย เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นจริงต่างหากจากสิ่งที่ไม่เที่ยงนั้นเองหรือไม่ หักล้างลัทธินิกายอันธกะด้วยตรรกะเดียวกับกถาก่อน คือฝ่ายตรงข้ามเห็นว่าความไม่เที่ยงของรูปเป็นสภาวธรรมที่เกิดขึ้นจริงอีกอย่างหนึ่งแยกจากตัวรูป สกวาทีซักว่าถ้าเช่นนั้นความไม่เที่ยงนั้นก็ต้องมีความไม่เที่ยงของมันเองอีก และความแก่ก็ต้องมีความแก่ของความแก่อีกไม่จบสิ้น (จบวรรคที่ ๑๑)
- หน้า ๓๒๘–๓๓๒ สังวโรกัมมันติกถา: ความสำรวมและไม่สำรวมอินทรีย์เป็นกรรมจริงหรือ หักล้างลัทธินิกายมหาสังฆิกะที่อ้างพระสูตรเรื่องเห็นรูปแล้วถือหรือไม่ถือนิมิต มาสรุปว่าความสำรวม-ไม่สำรวมทางตา หู จมูก ลิ้น กายเป็นกรรมอย่างหนึ่ง สกวาทีซักว่าถ้าเช่นนั้นความสำรวมทางตาก็ต้องเรียกว่า "จักขุกรรม" ซึ่งไม่มีใครเรียกเช่นนั้น กรรมที่แท้จริงเกิดได้เฉพาะทางกาย วาจา ใจ เท่านั้น ไม่ใช่ทางอินทรีย์ทั้งห้า
- หน้า ๓๓๓–๓๓๖ กัมมกถา: กรรมทั้งปวงมีวิบากเสมอไปจริงหรือ หักล้างลัทธินิกายมหาสังฆิกะที่อ้างพุทธพจน์เรื่องกรรมที่ทำแล้วไม่สูญเปล่า มาสรุปว่าเจตนาทุกชนิดต้องมีวิบากเสมอ สกวาทีชี้ว่าเจตนาที่เป็นวิบากอัพยากฤตและเจตนาที่เป็นกิริยาอัพยากฤต (เช่นในพระอรหันต์) นั้นไม่มีวิบากต่ออีก มีเพียงเจตนาฝ่ายกุศลและอกุศลเท่านั้นที่ให้ผล พระสูตรที่ยกมาจึงหมายถึงกรรมที่ให้ผลในภพต่างๆ ไม่ใช่กรรมทุกชนิดไม่เว้นเลย
- หน้า ๓๓๗–๓๓๙ สัทโทวิปาโกติกถา: เสียง (โดยเฉพาะพระสุรเสียงของพระพุทธเจ้า) เป็นวิบากจริงหรือ หักล้างลัทธินิกายมหาสังฆิกะที่อ้างพระสูตรว่าพระพุทธองค์มีเสียงไพเราะดุจเสียงพรหมเพราะกรรมที่สั่งสมไว้ มาสรุปว่าเสียงนั้นเป็นวิบากโดยตรง สกวาทีชี้ว่าวิบากต้องมีลักษณะเสวยสุขทุกข์ มีอารมณ์ มีเจตนาความตั้งใจ แต่เสียงเป็นเพียงรูปธรรมที่ไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้ เสียงจึงเป็นเพียง "กัมมชรูป" มิใช่วิบากตามความหมายทางเทคนิค
- หน้า ๓๔๐–๓๔๓ สฬายตนกถา: อายตนะภายในทั้ง ๖ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) เป็นวิบากทั้งหมดจริงหรือ หักล้างลัทธินิกายมหาสังฆิกะที่เห็นว่าเมื่ออายตนะเกิดขึ้นเพราะกรรมเก่า จึงต้องเป็นวิบากทั้งหมด สกวาทีใช้ตรรกะเดียวกับกถาเรื่องเสียง คือจักขายตนะ กายายตนะ ล้วนเป็นรูปธรรมที่ไม่มีการเสวยอารมณ์หรือความตั้งใจ จึงเป็นเพียงกัมมชรูปเท่านั้น มีเพียงมนายตนะ (ใจ) เท่านั้นที่นับเป็นวิบากได้จริงตามความหมายทางธรรม
- หน้า ๓๔๔–๓๔๙ สัตตักขัตตุปรมกถา และ โกลังโกลเอกพีชีกถา: มี "นิยาม" พิเศษกำหนดจำนวนภพที่เหลือของพระโสดาบันแต่ละประเภทไว้แน่นอนจริงหรือ หักล้างลัทธินิกายอุตตราปถกะที่ถือตามพระสูตรเรื่องบุคคลสัตตักขัตตุปรมะ โกลังโกละ และเอกพีชี ว่าต้องมีนิยามพิเศษนอกเหนือจากอริยมรรคที่กำหนดจำนวนภพชาติไว้ตายตัว สกวาทีชี้ว่านอกจากโสดาปัตติมรรคแล้วไม่มีนิยามอื่นใดกำหนดจำนวนภพที่แน่นอน คำเรียกทั้งสามเป็นเพียงการพยากรณ์ของพระพุทธเจ้าด้วยพระญาณเฉพาะบุคคล ไม่ใช่กฎตายตัวของประเภทบุคคล
- หน้า ๓๕๐–๓๕๓ ชีวิตาโวโรปนกถา: พระโสดาบันพึงแกล้งฆ่าสัตว์ได้จริงหรือ หักล้างลัทธินิกายปุพพเสลิยะที่เห็นว่าปาณาติบาตเกิดจากจิตที่ประกอบด้วยโทสะ และพระโสดาบันยังละโทสะไม่หมด จึงสรุปว่าพระโสดาบันยังพึงแกล้งฆ่าสัตว์ได้ สกวาทีชี้ว่าผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิมีความเคารพในพระศาสดา พระธรรม พระสงฆ์ และสิกขาอย่างมั่นคง จึงไม่มีทางล่วงศีลแม้เพื่อรักษาชีวิตตนเอง ดุจมหาสมุทรที่ไม่มีวันล้นฝั่ง
- หน้า ๓๕๔–๓๕๗ ทุคคติกถา: พระโสดาบันละทุคติได้โดยสิ้นเชิงทั้งสองความหมายจริงหรือ หักล้างลัทธินิกายอุตตราปถกะที่ไม่แยกแยะว่า "ทุคคติ" มีสองนัยคือภูมิที่ไปเกิด กับตัณหาที่มีรูปของสัตว์ในอบายเป็นอารมณ์ จึงเข้าใจว่าพระโสดาบันละทุคติได้หมดทั้งสองอย่าง สกวาทีซักว่าถ้าเช่นนั้นพระโสดาบันจะยังยินดีในรูปเสียงกลิ่นรสของสัตว์อบายได้หรือไม่ ซึ่งปรวาทีก็ปฏิเสธ แสดงว่าพระโสดาบันละได้เฉพาะภูมิอบายเท่านั้น มิใช่ตัณหาที่มีอารมณ์เป็นสัตว์อบายทั้งหมด
- หน้า ๓๕๘ สัตตมภวิกกถา: ผู้เกิดในภพที่ ๗ เป็นอย่างยิ่งละทุคติได้เช่นเดียวกับพระโสดาบันทั่วไปหรือไม่ กถาสั้นที่ใช้วิธีวิเคราะห์แบบเดียวกับทุคคติกถาก่อนหน้า เพียงเปลี่ยนจากพระโสดาบันทั่วไปเป็นพระโสดาบันประเภทที่เหลือภพชาติมากที่สุด สกวาทีย้ำว่าท่านละได้เฉพาะการเข้าถึงนรก กำเนิดดิรัจฉาน และภูมิเปรตเท่านั้น (จบวรรคที่ ๑๒)
- หน้า ๓๕๙–๓๖๓ กัปปัฏฐกถา: ผู้ทำสังฆเภทต้องไหม้ในนรกตลอดกัปทั้งมหากัปจริงหรือ หักล้างลัทธินิกายราชคิริกะที่ถือตามพระสูตรว่าผู้ทำลายสงฆ์ให้แตกกันจะไหม้ในนรกตลอด "กัป" แล้วเข้าใจว่าหมายถึงมหากัปทั้งสิ้น สกวาทีซักว่าถ้าเช่นนั้นกัปนั้นก็ต้องดำรงอยู่พร้อมกับพระพุทธเจ้าองค์ใหม่อุบัติหรือสงฆ์แตกกันใหม่ในกัปเดียวกันได้หรือไม่ ซึ่งปรวาทีปฏิเสธ อรรถกถาอธิบายว่าคำว่า "กัป" ในที่นี้หมายถึงอายุกัป มิใช่มหากัปทั้งกัป
- หน้า ๓๖๔–๓๖๕ กุสลจิตตปฏิลาภกถา: สัตว์นรกผู้ตั้งอยู่ตลอดกัปกลับได้กุศลจิตหรือไม่ หักล้างลัทธินิกายอุตตราปถกะที่เห็นว่าสัตว์ผู้เกิดในนรกและต้องตั้งอยู่ตลอดกัป ไม่มีทางกลับได้กุศลจิตเลยแม้แต่น้อย สกวาทีชี้ว่าถ้าเป็นเช่นนั้น สัตว์นรกก็ต้องไม่สามารถให้ทาน ถวายจีวร บิณฑบาต หรือไหว้เจดีย์ได้เลย ซึ่งขัดกับความเป็นจริง จึงสรุปว่าสัตว์นรกยังกลับได้กุศลจิตในระดับกามาวจรได้ เพียงแต่ไม่อาจได้กุศลจิตระดับสูงกว่านั้น
- หน้า ๓๖๖–๓๗๐ อนันตราปยุตตกถา: ผู้สั่งใช้ให้ทำอนันตริยกรรมยังก้าวลงสู่มรรคผลได้หรือไม่ สกวาทีแย้งลัทธินิกายอุตตราปถกะที่ถือว่าผู้สั่งใช้ให้ผู้อื่นทำอนันตริยกรรมย่อมไม่อาจบรรลุมรรคผลได้อีกไม่ว่ากรณีใด สกวาทีชี้ว่าต้องแยกกรณี หากเป็นคำสั่งเด็ดขาดแน่นอนจนก่อความเดือดร้อนใจกลายเป็นเจตนาสำเร็จแล้ว ผู้นั้นเที่ยงในทางผิดจริง แต่ถ้าเป็นคำสั่งที่ยังไม่แน่นอนแล้วภายหลังล้มเลิกคำสั่งได้ ผู้นั้นยังก้าวลงสู่ทางถูกต้องได้
- หน้า ๓๗๑–๓๗๓ นิยตัสสนิยามกถา: พระโพธิสัตว์ชื่อว่าผู้ก้าวลงสู่นิยามแล้วจริงหรือ หักล้างลัทธินิกายปุพพเสลิยะและอปรเสลิยะที่ถือว่าพระโพธิสัตว์ในภพสุดท้ายเป็น "นิยตบุคคล" คือผู้ก้าวลงสู่นิยามแล้ว สกวาทีชี้ว่านิยามมีเพียง ๒ คือ มิจฉัตตนิยามและสัมมัตตนิยามเท่านั้น และมรรคย่อมเกิดพร้อมกับการก้าวลงสู่นิยามเสมอ พระโพธิสัตว์แม้มีบุญพอจะตรัสรู้แน่นอน แต่ก็ยังไม่ชื่อว่าก้าวลงสู่นิยามจนกว่าจะเห็นสัจธรรมที่โคนต้นโพธิ์
- หน้า ๓๗๔–๓๗๗ นีวุตกถา: จิตที่กำลังถูกนิวรณ์ครอบงำละนิวรณ์ได้ในขณะนั้นเองหรือไม่ หักล้างลัทธินิกายอุตตราปถกะที่เห็นว่าบุคคลผู้มีจิตกำลังถูกนิวรณ์ครอบงำอยู่นั่นเองสามารถละนิวรณ์ได้ในขณะเดียวกัน สกวาทีชี้ความขัดแย้งว่านั่นเท่ากับกล่าวว่าละราคะด้วยราคะ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เพราะธรรมฝ่ายกุศลกับอกุศลเป็นข้าศึกกัน การละนิวรณ์อย่างแท้จริงเกิดขึ้นเมื่อจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์แล้วเท่านั้น
- หน้า ๓๗๘–๓๘๐ สัมมุขีภูตกถา: ผู้มีจิตพรั่งพร้อมด้วยสังโยชน์ละสังโยชน์ได้ในขณะเดียวกันหรือไม่ เป็นเรื่องคู่กับนีวุตกถา หักล้างความเห็นเดียวกันในแง่สังโยชน์ ว่าบุคคลผู้มีจิตพรั่งพร้อมสมบูรณ์ด้วยสังโยชน์อยู่แล้วไม่อาจละสังโยชน์นั้นได้ในขณะเดียวกัน เพราะเท่ากับละราคะด้วยราคะซึ่งขัดแย้งในตัวเอง การละสังโยชน์เด็ดขาดต้องอาศัยจิตบริสุทธิ์หลุดพ้นจากอาสวะแล้วเท่านั้น
- หน้า ๓๘๑–๓๘๔ สมาปันโนอัสสาเทติกถา: ผู้กำลังเข้าฌานย่อมยินดีในฌานนั้นขณะเข้าอยู่จริงหรือ หักล้างลัทธินิกายอันธกะที่ถือเอาพุทธพจน์ "เธอยินดีในฌานนั้น" มาสรุปว่าผู้เข้าฌานมีความยินดีในฌานโดยมีฌานนั้นเองเป็นอารมณ์อยู่ในขณะกำลังเข้าฌาน สกวาทีชี้ว่าเป็นไปไม่ได้ที่จิตดวงเดียวจะรับรู้ตัวมันเองเป็นอารมณ์ซ้อนกัน พุทธพจน์ที่ยกมาจริง ๆ หมายถึงความยินดีที่เกิดขึ้นภายหลังออกจากฌานแล้ว
- หน้า ๓๘๕–๓๘๗ อสาตราคกถา: มีความกำหนัดยินดีเกิดขึ้นในเวทนาที่เป็นทุกข์ได้จริงหรือ หักล้างลัทธินิกายอุตตราปถกะที่อ้างพุทธพจน์เรื่องการเสวยเวทนาแล้ว "เพลิดเพลินหมกมุ่น" มาสรุปว่าคนเรายินดีพอใจได้แม้ในเวทนาที่เป็นทุกข์ สกวาทีชี้หลักอนุสัยว่าราคานุสัยนอนเนื่องเฉพาะในสุขเวทนา ส่วนปฏิฆานุสัยนอนเนื่องในทุกขเวทนา ราคะกับทุกข์เป็นข้าศึกกันไม่อาจเกิดร่วมกันได้
- หน้า ๓๘๘–๓๙๑ ธัมมตัณหาอัพยากตาติกถา: ธัมมตัณหาเป็นอัพยากฤตต่างจากตัณหาอื่นจริงหรือ หักล้างลัทธินิกายปุพพเสลิยะที่เห็นว่าในบรรดาตัณหาทั้ง ๖ ธัมมตัณหามีสภาพเป็นอัพยากฤต ไม่ใช่กุศลหรืออกุศล ต่างจากตัณหาอื่นที่เป็นอกุศล สกวาทีชี้ว่าธัมมตัณหาก็คือความโลภอย่างหนึ่งเช่นเดียวกับตัณหาอื่น และพระพุทธเจ้าตรัสว่าตัณหาทั้งปวงเป็นอกุศล จึงไม่มีเหตุผลจะแยกธัมมตัณหาเป็นอัพยากฤตต่างหาก
- หน้า ๓๙๒–๓๙๕ ธัมมตัณหานทุกขสมุทโยติกถา: ธัมมตัณหาไม่จัดเป็นเหตุแห่งทุกข์จริงหรือ เป็นเรื่องคู่กับกถาก่อนหน้า หักล้างความเห็นเดียวกันว่าธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัยต่างจากตัณหาอีก ๕ อย่าง สกวาทีชี้ว่าธัมมตัณหาก็คือความโลภและเป็นตัณหาประเภทหนึ่ง พระพุทธเจ้าตรัสว่าตัณหาทุกชนิดล้วนเป็นทุกขสมุทัย จึงไม่มีเหตุยกเว้นธัมมตัณหาไว้ต่างหาก (จบวรรคที่ ๑๓)
- หน้า ๓๙๖–๔๐๐ กุสลากุสลปฏิสันทหนกถา: กุศลจิตกับอกุศลจิตเกิดสืบต่อกันโดยตรงได้หรือไม่ หักล้างลัทธินิกายมหาสังฆิกะที่เห็นว่ากุศลมูลกับอกุศลมูลเกิดสืบต่อกันได้โดยตรงในกระแสจิตเดียวกัน โดยอ้างว่าความกำหนัดกับความคลายกำหนัดมีในอารมณ์เดียวกันได้ สกวาทีชี้ว่ากุศลเกิดแก่ผู้ทำไว้ในใจโดยแยบคายเท่านั้น ส่วนอกุศลเกิดแก่ผู้ทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย มีเหตุคนละอย่าง จึงไม่อาจเกิดสืบต่อกันโดยตรงไม่มีอะไรคั่นได้
- หน้า ๔๐๑–๔๐๕ สฬายตนุปปัตติกถา: อายตนะทั้ง ๖ เกิดพร้อมกันหมดในครรภ์มารดาโดยไม่มีก่อนหลังจริงหรือ หักล้างลัทธินิกายปุพพเสลิยะและอปรเสลิยะที่เห็นว่าอายตนะภายในทั้ง ๖ ของสัตว์ในครรภ์เกิดขึ้นพร้อมกันหมดตั้งแต่ปฏิสนธิ ดุจหน่อไม้ที่งอกพร้อมกิ่งก้านสมบูรณ์ สกวาทีชี้ว่าถ้าเป็นเช่นนั้นทารกก็ต้องมีอวัยวะครบตั้งแต่แรกซึ่งขัดความจริง แท้จริงมีเพียงมนายตนะและกายายตนะเท่านั้นที่เกิดพร้อมปฏิสนธิจิต ส่วนตา หู จมูก ลิ้น เกิดภายหลังตามสัปดาห์
- หน้า ๔๐๖–๔๑๒ อนันตรปัจจยกถา: วิญญาณทางทวารต่างกันเป็นอนันตรปัจจัยแก่กันได้หรือไม่ หักล้างลัทธินิกายอุตตราปถกะที่เห็นว่าจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฯลฯ เกิดติดต่อกันไม่มีอะไรคั่น โดยอ้างประสบการณ์ดูมหรสพที่ดูเหมือนเห็นรูปฟังเสียงพร้อมกัน สกวาทีชี้ว่าวิญญาณแต่ละทางเกิดเพราะอาศัยอินทรีย์และอารมณ์เฉพาะของตนเท่านั้น จะอาศัยเหตุเดียวกันเกิดข้ามทวารไม่ได้ ความรู้สึกว่าพร้อมกันเป็นเพียงการสลับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว
- หน้า ๔๑๓–๔๑๕ อริยรูปกถา: สัมมาวาจาสัมมากัมมันตะเป็นรูปที่อาศัยมหาภูตรูปจริงหรือ หักล้างลัทธินิกายอุตตราปถกะที่ตีความพุทธพจน์เรื่อง "รูปอย่างใดอย่างหนึ่งคือมหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป" ว่าสัมมาวาจาสัมมากัมมันตะเป็นรูปธรรมที่อาศัยมหาภูตรูป สกวาทีชี้ข้อขัดแย้ง เช่นอริยรูปต้องเป็นกุศลปราศจากอาสวะ แต่มหาภูตรูปเป็นอัพยากฤตและยังมีอาสวะ พระสูตรที่ยกมาหมายถึงอุปาทายรูป ๒๔ ทั่วไปเท่านั้น
- หน้า ๔๑๖–๔๒๐ อัญโญอนุสโยติกถา: อนุสัยเป็นคนละสิ่งกับปริยุฏฐานกิเลสจริงหรือ หักล้างลัทธินิกายอันธกะที่เห็นว่าอนุสัยเป็นคนละสิ่งกับปริยุฏฐาน โดยอ้างว่าปุถุชนขณะจิตเป็นกุศลยังเรียกว่า "ผู้มีอนุสัย" ได้ แต่เรียกว่าถูกปริยุฏฐานกลุ้มรุมไม่ได้ สกวาทีแสดงว่ากามราคะกับกามราคปริยุฏฐานเป็นสิ่งเดียวกัน และกามราคานุสัยก็คือกามราคะนั่นเอง จึงต้องเป็นสิ่งเดียวกัน มิใช่คนละอย่าง
- หน้า ๔๒๑–๔๒๒ ปริยุฏฐานังจิตตวิปปยุตตันติกถา: ปริยุฏฐานกิเลสไม่ประกอบกับจิตจริงหรือ หักล้างลัทธินิกายอันธกะที่เห็นว่าปริยุฏฐานกิเลสไม่ประกอบกับจิต โดยอาศัยพุทธพจน์เรื่องบุคคลผู้มนสิการสิ่งหนึ่งว่างามแล้วภายหลังกลับมนสิการว่าไม่งาม สกวาทีชี้ว่าจิตที่มีราคะโทสะโมหะเศร้าหมองมีอยู่จริง และปริยุฏฐานก็คือสภาพของจิตเหล่านั้นเอง จึงแยกออกจากจิตไม่ได้
- หน้า ๔๒๓–๔๒๘ ปริยาปันนกถา: รูปราคะและอรูปราคะนับเนื่องในรูปธาตุอรูปธาตุเหมือนกามราคะในกามธาตุหรือไม่ หักล้างลัทธินิกายอันธกะและสมิติยะที่เห็นว่าในเมื่อกามราคะนอนเนื่องนับเนื่องอยู่ในกามธาตุ รูปราคะและอรูปราคะก็ต้องนอนเนื่องนับเนื่องในรูปธาตุอรูปธาตุด้วย สกวาทีชี้ว่ากามราคะเป็นกิเลสกามที่นับเป็นส่วนหนึ่งของกามธาตุโดยตรง แต่รูปราคะอรูปราคะเป็นเพียงความยินดีใคร่ในฌานหรือภพนั้น ไม่ใช่เนื้อเดียวกับจิตที่แสวงหาสมาบัติ
- หน้า ๔๒๙–๔๓๒ อัพยากตกถา: มิจฉาทิฏฐิเป็นอัพยากฤตไม่ใช่กุศลหรืออกุศลจริงหรือ หักล้างลัทธินิกายอันธกะและอุตตราปถกะที่เห็นว่าทิฏฐิเป็นอัพยากฤตเช่นเดียวกับวิบากหรือรูป สกวาทีอ้างพุทธพจน์หลายแห่งยืนยันว่ามิจฉาทิฏฐิเป็นอกุศล เช่น "มิจฉาทิฏฐิเป็นอกุศล สัมมาทิฏฐิเป็นกุศล" ผู้มีมิจฉาทิฏฐิมีคติเป็นนรกหรือดิรัจฉาน ยืนยันว่าทิฏฐิเป็นอกุศลจริง
- หน้า ๔๓๓–๔๓๕ อปริยาปันนกถา: ทิฏฐิเป็นอปริยาปันนะคือโลกุตตรธรรมจริงหรือ หักล้างลัทธินิกายปุพพเสลิยะที่เห็นว่าทิฏฐิเป็นอปริยาปันนะ เพราะปุถุชนผู้ได้ฌานกล่าวได้ว่าปราศจากราคะในกามแล้วแต่กล่าวไม่ได้ว่าปราศจากทิฏฐิ สกวาทีชี้ว่าอปริยาปันนะหมายถึงมรรค ผล นิพพาน สติปัฏฐาน โพชฌงค์เท่านั้น ซึ่งทิฏฐิไม่ใช่สิ่งเหล่านี้เลย ทิฏฐิจึงยังเป็นธรรมฝ่ายปริยาปันนะ (จบวรรคที่ ๑๔)
- หน้า ๔๓๖–๔๔๐ ปัจจยตากถา: ธรรมหนึ่งเป็นปัจจัยได้เพียงแบบเดียวเท่านั้นจริงหรือ หักล้างลัทธินิกายมหาสังฆิกะที่เห็นว่าความเป็นปัจจัยของธรรมแต่ละอย่างถูกจำกัดไว้ตายตัวแบบเดียว สกวาทีแจกแจงตัวอย่างว่าธรรมหนึ่งอาจเป็นปัจจัยพร้อมกันหลายแบบต่อผลเดียวกัน เช่น วิมังสาเป็นทั้งเหตุปัจจัยและอธิปติปัจจัย แสดงว่าความเป็นปัจจัยมิได้ถูกจำกัดไว้แบบเดียว
- หน้า ๔๔๑–๔๔๓ อัญญมัญญปัจจยกถา: อวิชชากับสังขาร ตัณหากับอุปาทาน เป็นปัจจัยแก่กันและกันได้หรือไม่ หักล้างลัทธินิกายมหาสังฆิกะที่เห็นว่าปฏิจจสมุปบาทเป็นไปทางเดียวตายตัว สกวาทีชี้ว่าอวิชชาเกิดพร้อมกับสังขาร (สหชาตธรรม) จึงเป็นปัจจัยแก่กันได้ทั้งสองทาง โดยอ้างพุทธพจน์ที่แสดงชัดว่าวิญญาณกับนามรูปเป็นปัจจัยแก่กันและกันได้ทั้งสองทางเป็นตัวอย่างยืนยัน
- หน้า ๔๔๔–๔๔๘ อัทธากถา: กาลเวลาเป็นสภาวธรรมที่มีอยู่จริงต่างหากจากขันธ์หรือไม่ หักล้างความเห็นว่ากาลเวลาทั้งสาม (อดีต อนาคต ปัจจุบัน) เป็นสภาวะที่มีอยู่จริงต่างหากจากขันธ์ ๕ สกวาทีชี้ว่าถ้ากาลเป็นสภาวะจริงต่างหาก กาลก็ต้องเป็นรูปหรือขันธ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ แท้จริงกาลเป็นเพียงบัญญัติที่อาศัยความเป็นไปของขันธ์ที่เกิดขึ้นแล้วเท่านั้น
- หน้า ๔๔๙–๔๕๐ ขณลยมุหุตตกถา: ขณะ ลยะ มุหุตตะ เป็นสภาวธรรมที่มีอยู่จริงต่างหากหรือไม่ เป็นเรื่องต่อเนื่องจากอัทธากถา หักล้างความเห็นว่าหน่วยเวลาย่อยคือขณะ ลยะ มุหุตตะ เป็นสภาวะที่มีอยู่จริงต่างหากจากขันธ์ ด้วยเหตุผลแบบเดียวกับเรื่องกาล เพราะหน่วยเวลาเหล่านี้ล้วนเป็นเพียงคำเรียกเวลาระดับต่าง ๆ มิใช่สภาวธรรมที่เกิดขึ้นจริงต่างหาก
- หน้า ๔๕๑–๔๕๒ อาสวกถา: อาสวะทั้ง ๔ ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะได้เลยจริงหรือ หักล้างลัทธินิกายเหตุวาทที่เห็นว่าเนื่องจากไม่มีอาสวะอื่นใดยิ่งกว่าอาสวะ ๔ จึงสรุปว่าอาสวะ ๔ ไม่อาจเป็นอารมณ์ของอาสวะได้เลย สกวาทีชี้ว่าหากเป็นเช่นนั้น อาสวะ ๔ ก็จะต้องกลายเป็นมรรค ผล หรือนิพพานไปแทน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ จึงยืนยันว่าอาสวะยังคงเป็นอารมณ์ของอาสวะได้ตามปกติ
- หน้า ๔๕๓–๔๕๕ ชรามรณกถา: ชราและมรณะของโลกุตตรธรรมนับเป็นโลกุตตระด้วยหรือไม่ หักล้างลัทธินิกายมหาสังฆิกะที่เห็นว่าชราและมรณะของธรรมที่เป็นโลกุตตระ เช่นมรรคผล ก็ต้องนับเป็นโลกุตตระไปด้วย สกวาทีชี้ว่าชรามรณะแห่งโลกุตตรธรรมไม่ใช่มรรค ผล หรือนิพพาน จึงจัดเป็นโลกุตตระตรง ๆ ไม่ได้ เพราะเป็นเพียงลักษณะความเป็นไปของสภาวธรรม มิใช่สภาวธรรมที่จะจัดหมวดได้เองโดยตรง
- หน้า ๔๕๖ สัญญาเวทยิตกถา (๑): สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติเป็นโลกุตตระโดยส่วนเดียวจริงหรือ หักล้างลัทธินิกายเหตุวาทที่เห็นว่าสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติเป็นโลกุตตระโดยตรง สกวาทีชี้ว่าสมาบัตินี้ไม่ใช่มรรค ผล หรือนิพพาน จัดเป็นโลกุตตระตรง ๆ ไม่ได้ ความจริงสมาบัตินี้มีทั้งที่เป็นโลกิยะ (ของปุถุชน) และโลกุตตระ (ของพระอริยะ) แยกกันตามผู้เข้า
- หน้า ๔๕๗–๔๕๘ สัญญาเวทยิตกถา (๒): สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติเป็นโลกิยะโดยส่วนเดียวจริงหรือ เป็นเรื่องคู่กับกถาก่อน หักล้างความเห็นตรงข้ามว่าสมาบัตินี้เป็นโลกิยะล้วน ๆ สกวาทีชี้ว่าสมาบัตินี้ไม่ใช่รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งไม่จัดเป็นกามาวจร รูปาวจร หรืออรูปาวจรโดยตรง จะสรุปว่าเป็นโลกิยะอย่างเดียวจึงไม่ถูกต้องเช่นกัน
- หน้า ๔๕๙–๔๖๒ สัญญาเวทยิตกถา (๓): ผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติอาจถึงแก่ความตายขณะอยู่ในสมาบัติได้หรือไม่ หักล้างลัทธินิกายราชคิริกะที่เห็นว่าผู้เข้านิโรธสมาบัติอาจตายลงขณะอยู่ในสมาบัตินั้นได้ เพราะสัตว์ทั้งปวงมีความตายเป็นธรรมดาไม่มีข้อยกเว้น สกวาทีชี้ว่าผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิตในขณะจวนตายไม่มีแก่ผู้เข้านิโรธสมาบัติเลย เพราะสมาบัตินี้ดับการทำงานของจิตเจตสิกทั้งหมด ต้องออกจากสมาบัติก่อนเท่านั้นจึงจะตายได้
- หน้า ๔๖๓–๔๖๗ อสัญญสัตตูปิกากถา: สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติเป็นเหตุให้ไปเกิดเป็นอสัญญสัตว์จริงหรือ หักล้างลัทธินิกายเหตุวาทที่เห็นว่านิโรธสมาบัติเป็นเหตุให้เข้าถึงภพอสัญญสัตว์ เพราะทั้งสองต่างไม่มีสัญญาเหมือนกัน โดยไม่แยกแยะอสัญญสมาบัติของปุถุชนกับนิโรธสมาบัติของพระอริยะ สกวาทีชี้ว่าผู้เข้านิโรธสมาบัติไม่ใช่ทุกคนที่จะไปเกิดเป็นอสัญญสัตว์ จึงเหมาเป็นเหตุผลกันไม่ได้
- หน้า ๔๖๘–๔๗๔ กัมมูปจยกถา: กรรมกับการสั่งสมกรรมเป็นคนละสิ่งกันจริงหรือ หักล้างลัทธินิกายอันธกะที่เห็นว่า "ความสั่งสมกรรม" เป็นสภาวธรรมต่างหากจากตัวกรรม ไม่ประกอบกับจิต เป็นอัพยากฤตไม่มีอารมณ์ ดุจเมล็ดพืชรอวันให้ผล สกวาทีชี้ความขัดแย้งว่าถ้าเป็นเช่นนั้น ความสั่งสมผัสสะเวทนาก็ต้องแยกจากผัสสะเวทนาด้วย แล้วอ้างปุณณสูตรว่ากรรมที่บุคคลสร้างสมไว้ให้ผลแก่ผู้ทำโดยตรง ไม่จำเป็นต้องมีสภาวะแยกต่างหากมาคั่นกลาง (จบวรรคที่ ๑๕ และตติยปัณณาสก์)
- หน้า ๔๗๕–๔๗๙ นิคคหกถา: บุคคลอื่นสามารถข่มจิตของบุคคลอื่นแทนกันได้หรือไม่ หักล้างลัทธินิกายมหาสังฆิกะที่เห็นว่าผู้มีอำนาจมีกำลังย่อมข่มจิตผู้อื่นไม่ให้กำหนัดขัดเคืองหลงได้ มิฉะนั้นความมีอำนาจจะไม่มีประโยชน์ สกวาทีชี้ว่าไม่มีใครบังคับผัสสะเวทนาจิตของผู้อื่นได้โดยตรง ไม่อาจละกิเลสหรือเจริญมรรคแทนผู้อื่นได้ อ้างธรรมบทว่า "ตนทำบาปเองก็เศร้าหมองเอง คนอื่นจะยังคนอื่นให้หมดจดไม่ได้"
- หน้า ๔๘๐–๔๘๒ ปัคคหกถา: บุคคลอื่นสามารถประคองจิตของบุคคลอื่นแทนกันได้หรือไม่ เป็นเรื่องคู่กับนิคคหกถา หักล้างความเห็นตรงข้ามคือผู้มีอำนาจสามารถประคองจิตผู้อื่นให้พ้นกิเลสหรือช่วยยังกุศลมูลศรัทธาวิริยะให้เกิดแก่ผู้อื่นได้โดยตรง สกวาทีใช้เหตุผลชุดเดียวกับเรื่องการข่มจิต ชี้ว่าไม่มีผู้ใดช่วยเจริญมรรคหรือบรรลุธรรมแทนผู้อื่นได้ ความหมดจดเป็นของเฉพาะตน
- หน้า ๔๘๓–๔๘๕ สุขานุปปทานกถา: พระอุทายีสรรเสริญพระพุทธเจ้าว่า "ประทานสุข" แปลว่าส่งความสุขให้คนอื่นได้จริงหรือ หักล้างลัทธินิกายเหตุวาทที่เชื่อว่าบุคคลหนึ่งส่งความสุขให้อีกบุคคลหนึ่งได้โดยตรง โดยอ้างพระสูตรที่พระอุทายีเถระกล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้าว่าทรงประทานสุขธรรมแก่มหาชน สกวาทีซักว่าถ้าส่งสุขให้กันได้จริง ก็ต้องระบุได้ว่าเป็นสุขของใคร ซึ่งปรวาทีตอบไม่ได้ สรุปว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นปัจจัยให้เกิดสุข มิใช่ทรงส่งมอบความสุขให้โดยตรงดังของสิ่งของ
- หน้า ๔๘๖–๔๙๒ อธิคคัยหมนสิการกถา: มนสิการสังขารทั้งปวงพร้อมกันเป็นก้อนเดียวได้จริงหรือ หักล้างลัทธินิกายปุพพเสลิยะที่เชื่อว่าเมื่อเห็นสังขารสิ่งหนึ่งไม่เที่ยงแล้ว จิตย่อมมนสิการสังขารทั้งปวงพร้อมกันเป็นการรวบยอดได้ในคราวเดียว สกวาทีซักว่าถ้าเป็นเช่นนั้นจิตก็ต้องรู้จิตตัวเองด้วย และต้องมนสิการอดีต อนาคต ปัจจุบันพร้อมกันได้ ซึ่งเท่ากับมีผัสสะและจิตหลายดวงเกิดร่วมในขณะเดียว อันเป็นไปไม่ได้ สรุปว่ามนสิการเกิดขึ้นได้ทีละขณะทีละอารมณ์เท่านั้น
- หน้า ๔๙๓–๔๙๕ รูปังเหตูติกถา: รูปเป็น "เหตุ" ในความหมายเดียวกับกุศลมูลหรือไม่ หักล้างลัทธินิกายอุตตราปถกะที่ถือตามพระบาลี "มหาภูตรูปเป็นเหตุแห่งอุปาทายรูป" แล้วสรุปว่ารูปเป็นเหตุอย่างไม่แยกความหมาย สกวาทีชี้ว่าเหตุที่แท้จริงล้วนเป็นธรรมมีอารมณ์ มีความนึกคิด แต่รูปไม่มีคุณสมบัติเช่นนั้นเลย จึงสรุปว่าคำว่า "เหตุ" ในพระบาลีนั้นหมายถึงเป็นปัจจัยเกื้อหนุน มิใช่เหตุมูลอย่างกุศลมูลอกุศลมูล
- หน้า ๔๙๖–๔๙๘ รูปังสเหตุกันติกถา: รูปเป็นธรรม "มีเหตุ" (สเหตุกะ) ปรุงแต่งหรือไม่ ต่อเนื่องจากประเด็นก่อนหน้า ปรวาทีสับสนระหว่างการที่รูปมีปัจจัย (สัปปัจจยะ) กับการเป็นธรรมมีเหตุ (สเหตุกะ) แบบเดียวกับนามธรรม สกวาทีชี้ว่าธรรมมีเหตุทุกอย่างต้องมีอารมณ์และความตั้งใจ แต่รูปไม่มี จึงต้องกล่าวเพียงว่ารูปเป็นธรรมมีปัจจัยเท่านั้น ไม่ใช่ธรรมมีเหตุ
- หน้า ๔๙๙–๕๐๒ รูปังกุสลากุสลันติกถา: กายกรรม วจีกรรม (รูป) เป็นกุศลหรืออกุศลได้จริงหรือ หักล้างลัทธินิกายมหิสาสกะและสมิติยะที่อ้างพระบาลี "กายกรรม วจีกรรม เป็นกุศลก็มีอกุศลก็มี" มาสรุปว่ารูปเองเป็นกุศลอกุศลได้ สกวาทีชี้ว่ากุศลอกุศลที่แท้จริงต้องเป็นธรรมมีอารมณ์มีเจตนา แต่รูปไม่มีคุณสมบัตินี้ ความเป็นกุศล-อกุศลของกายกรรมวจีกรรมจึงเป็นเพียงโวหารเรียกตามเจตนาที่ก่อกรรมนั้น มิใช่ตัวรูปเองมีสภาพเป็นกุศลหรืออกุศล
- หน้า ๕๐๓–๕๐๕ รูปังวิปาโกติกถา: รูปที่เกิดจากกรรมเป็น "วิบาก" เหมือนจิตเจตสิกหรือไม่ หักล้างลัทธินิกายอันธกะและสมิติยะที่เชื่อว่ารูปซึ่งเกิดจากกรรมเป็นวิบากเช่นเดียวกับจิตและเจตสิกที่เกิดจากกรรม สกวาทีชี้ว่าวิบากที่แท้จริงต้องเป็นที่ตั้งของเวทนา สัมปยุตด้วยผัสสะและจิต มีอารมณ์ความนึกคิด แต่รูปไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้ จึงสรุปว่ารูปที่เกิดจากกรรมเรียกว่ากัมมชรูปเท่านั้น ไม่ใช่วิบาก
- หน้า ๕๐๖–๕๐๘ รูปังรูปาวจรารูปาวจรันติกถา: รูปที่เกิดจากกรรมภูมิรูปาวจร/อรูปาวจร จัดเป็นรูปาวจร/อรูปาวจรจริงหรือ หักล้างลัทธินิกายอันธกะที่เทียบเคียงว่าในเมื่อรูปซึ่งเกิดจากกรรมกามาวจรจัดเป็นกามาวจร รูปที่เกิดจากกรรมรูปาวจรและอรูปาวจรก็ควรจัดเป็นรูปาวจรและอรูปาวจรตามกรรมนั้นด้วย สกวาทีชี้ว่าความเป็นรูปาวจร/อรูปาวจรต้องมีลักษณะเฉพาะ ซึ่งรูปไม่มีคุณสมบัติเช่นนี้เลย รูปทั้งหมดไม่ว่าจะเกิดจากกรรมภูมิใดจึงจัดเป็นกามาวจรเสมอ
- หน้า ๕๐๙–๕๑๔ รูปราโครูปธาตุปริยาปันโนติอาทิกถา: รูปราคะและอรูปราคะนับเนื่องในรูปธาตุ-อรูปธาตุจริงหรือ หักล้างลัทธินิกายอันธกะที่เทียบเคียงจากกามราคะซึ่งนับเนื่องในกามธาตุ แล้วสรุปว่ารูปราคะและอรูปราคะก็ควรนับเนื่องในรูปธาตุและอรูปธาตุตามชื่อ สกวาทีซักว่าถ้าเป็นเช่นนั้นความกำหนัดในรูปธาตุก็ต้องมีคุณสมบัติของภูมิรูปาวจรจริง ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะแท้จริงราคะทุกชนิดไม่ว่าจะปรารภอารมณ์ใดล้วนเป็นกามาวจรทั้งสิ้น เพียงแต่ต่างกันที่ชื่อเรียกตามอารมณ์ที่ปรารภเท่านั้น
- หน้า ๕๑๕–๕๑๘ อัตถิอรหโตปุญญูปจโยติกถา: พระอรหันต์ยังสะสมบุญได้อยู่หรือไม่ หักล้างลัทธินิกายอันธกะที่เชื่อว่าพระอรหันต์ยังสะสมบุญได้ เพราะยังคงให้ทาน ไหว้พระเจดีย์ บูชาด้วยดอกไม้ของหอม สกวาทีชี้ว่าพระอรหันต์ละทั้งการสะสมบุญและบาปโดยสิ้นเชิงแล้ว การกระทำที่ดูคล้ายบุญของท่านเป็นเพียงกิริยาจิตปราศจากเจตนาสั่งสมภพชาติ สรุปว่าพระอรหันต์เป็นผู้ "เลิกสะสมแล้วดำรงอยู่" มิใช่ผู้กำลังสะสม
- หน้า ๕๑๙–๕๒๒ นัตถิอรหโตอกาลมัจจูติกถา: พระอรหันต์ตายก่อนเวลาอันควร (อกาลมรณะ) ไม่ได้จริงหรือ หักล้างลัทธินิกายราชคิริกะและสมิติยะที่เชื่อว่าพระอรหันต์ต้องเสวยกรรมวิบากทั้งหมดจนสิ้นเชิงก่อนจึงจะปรินิพพาน จึงไม่มีทางตายก่อนเวลา สกวาทีชี้ให้เห็นว่ามีเหตุการณ์ฆ่าพระอรหันต์เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ และยาพิษ ศาสตรา ไฟ ก็ทำร้ายร่างกายท่านได้จริง ขัดกับความเชื่อที่ว่าท่านต้องตายเฉพาะเมื่อกรรมเก่าให้ผลหมดแล้วเท่านั้น
- หน้า ๕๒๓–๕๒๗ สัพพมิทังกัมมโตติกถา: ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกเกิดขึ้นเพราะกรรมทั้งสิ้นจริงหรือ หักล้างลัทธินิกายราชคิริกะและสิทธัตถิกะที่อ้างพระสูตร "โลกเป็นไปเพราะกรรม" มาสรุปว่าทุกสิ่งรวมทั้งกรรมและวิบากเองก็เกิดจากกรรมทั้งสิ้น สกวาทีซักไล่จนเห็นความขัดแย้งว่าถ้าเช่นนั้นแม้การฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ก็ต้องเป็นผลของวิบากไปเสีย สรุปว่าพระสูตรนั้นเพียงยืนยันว่ากรรมมีอยู่จริง มิได้หมายความว่าทุกสิ่งไม่มีเหตุอื่นนอกจากกรรม
- หน้า ๕๒๘–๕๓๒ อินทริยพัทธกถา: มีแต่สิ่งมีชีวิต (ที่เนื่องด้วยอินทรีย์) เท่านั้นที่เป็นทุกข์จริงหรือ หักล้างลัทธินิกายเหตุวาทะที่เชื่อว่าเฉพาะสิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์เท่านั้นเป็นทุกข์ ส่วนสิ่งไม่มีชีวิตเช่นแผ่นดินภูเขาไม่เป็นทุกข์ สกวาทีชี้ว่าพระพุทธเจ้าตรัสหลักไว้ว่า "สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์" ซึ่งครอบคลุมสิ่งไม่มีชีวิตด้วย จึงต้องแยกทุกข์เป็นสองระดับ คือทุกข์ที่เป็นอริยสัจซึ่งต้องกำหนดรู้ด้วยมรรค กับทุกข์ตามสภาพความไม่เที่ยงทั่วไป
- หน้า ๕๓๓–๕๓๕ ฐเปตวาอริยมัคคันติกถา: ยกเว้นอริยมรรคแล้ว สังขารที่เหลือทั้งหมดเป็นทุกข์จริงหรือ หักล้างลัทธินิกายเหตุวาทะที่ถือว่าเพราะอริยมรรคถูกเรียกว่า "ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา" จึงไม่นับเป็นทุกข์ ส่วนสังขารอื่นทั้งหมดรวมทั้งทุกขสมุทัยต้องเป็นทุกข์ สกวาทีชี้ว่าถ้าเช่นนั้นทุกขสมุทัยก็จะกลายเป็นทุกข์ไปด้วย ทำให้อริยสัจเหลือเพียง ๓ อย่าง ขัดกับที่พระพุทธเจ้าตรัสอริยสัจไว้ชัดเจน ๔ อย่างแยกจากกัน
- หน้า ๕๓๖–๕๓๘ นวัตตัพพังสังโฆทักขิณังปฏิคคัณหาตีติกถา: "พระสงฆ์" ในความหมายที่รับของถวายได้คือใคร หักล้างลัทธินิกายเวตุลลกะที่ถือว่าโดยปรมัตถ์พระสงฆ์คือมรรคและผลเท่านั้น ซึ่งเป็นสภาวธรรมนามธรรมไม่อาจรับสิ่งใดได้ จึงไม่ควรกล่าวว่าพระสงฆ์รับของทำบุญ สกวาทีชี้ว่าพระพุทธเจ้าตรัสยกย่องพระสงฆ์ว่าเป็นเนื้อนาบุญควรแก่ของทำบุญ และผู้คนก็ถวายทานแก่พระสงฆ์จริงในชีวิตประจำวัน แสดงว่าพระสงฆ์ในความหมายนี้คือหมู่บุคคลที่มีชีวิตจริง
- หน้า ๕๓๙–๕๔๑ นวัตตัพพังสังโฆทักขิณังวิโสเธตีติกถา: พระสงฆ์ทำให้ทานมีผลมากขึ้นได้จริงหรือ สืบเนื่องจากประเด็นเดียวกัน ปรวาทีปฏิเสธว่าปฏิคคาหกอย่างพระสงฆ์ไม่มีผลต่อความบริสุทธิ์ของทาน เพราะมรรคผลรับไม่ได้ สกวาทีชี้ว่าคนถวายทานแก่พระสงฆ์แล้วเกิดความชื่นชมยินดีในบุญจริง แสดงว่าคุณสมบัติของปฏิคคาหกมีผลต่อความบริสุทธิ์และปริมาณผลของทานจริง
- หน้า ๕๔๒–๕๔๔ นวัตตัพพังสังโฆภุญชตีติกถา: พระสงฆ์ฉัน ดื่ม เคี้ยว ลิ้มอาหารได้จริงหรือ สืบเนื่องจากลัทธิเดียวกัน ปรวาทีปฏิเสธว่าพระสงฆ์ (มรรคผล) ไม่อาจบริโภคสิ่งใดได้ สกวาทีชี้ว่ามีการทำสังฆภัต อุทเทสภัต และพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติปานะ ๘ ชนิดไว้สำหรับพระสงฆ์โดยเฉพาะ ถ้าพระสงฆ์ฉันไม่ได้จริง การบัญญัติเหล่านี้ก็ไร้ความหมาย
- หน้า ๕๔๕–๕๔๗ นวัตตัพพังสังฆัสสทินนังมหัปผลันติกถา: ทานที่ถวายแก่พระสงฆ์มีผลมากจริงหรือ หักล้างความเชื่อเดียวกันของนิกายเวตุลลกะที่ว่าเพราะพระสงฆ์คือมรรคผลซึ่งรับทานไม่ได้ ทานที่ถวายจึงไม่มีผลมาก สกวาทียกพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสกับพระนางโคตมีว่าการถวายสงฆ์เท่ากับบูชาทั้งพระองค์และพระสงฆ์ และพระสูตรที่ตรัสว่าทักษิณาที่ตั้งในสงฆ์มีผลมากดุจมหาสมุทรอันหาประมาณมิได้ พิสูจน์ว่าทานถวายสงฆ์มีผลมากจริง
- หน้า ๕๔๘–๕๕๐ นวัตตัพพังพุทธัสสทินนังมหัปผลันติกถา: ทานที่ถวายแด่พระพุทธเจ้ามีผลมากจริงหรือ ปรวาทีเชื่อว่าพระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้แล้วไม่ทรงบริโภคสิ่งใดจริง เพียงแสดงพระองค์ให้ดูเหมือนบริโภคเพื่อคล้อยตามชาวโลก ทานที่ถวายจึงไม่มีผลมากเพราะไม่มีผู้รับจริง สกวาทีชี้ว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้เลิศยอดในโลก ไม่มีผู้เสมอเหมือนในศีล สมาธิ ปัญญา ทานที่ถวายแด่ผู้ประเสริฐที่สุดเช่นนี้จึงต้องมีผลมากที่สุด
- หน้า ๕๕๑–๕๕๕ ทักขิณาวิสุทธิกถา: ความบริสุทธิ์ของทานขึ้นอยู่กับทายกฝ่ายเดียวหรือไม่ หักล้างลัทธินิกายอุตตราปถกะที่เชื่อว่าทานบริสุทธิ์ได้เพราะจิตของทายกฝ่ายเดียว ไม่เกี่ยวกับคุณสมบัติของปฏิคคาหกผู้รับ สกวาทียกพระสูตรทักขิณาวิสุทธิ ๔ แบบที่พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ ซึ่งแสดงชัดว่าทานบริสุทธิ์ได้ทั้งจากฝ่ายทายกอย่างเดียว ฝ่ายปฏิคคาหกอย่างเดียว ทั้งสองฝ่าย หรือไม่บริสุทธิ์เลยทั้งคู่ พิสูจน์ว่าคุณสมบัติผู้รับก็มีผลต่อความบริสุทธิ์ของทานเช่นกัน
- หน้า ๕๕๖–๕๕๘ มนุสสโลกกถา: พระพุทธเจ้าเคยประทับอยู่ในโลกมนุษย์จริงหรือ หักล้างลัทธินิกายเวตุลลกะที่เชื่อว่าพระพุทธเจ้าประทับอยู่แต่ในสวรรค์ชั้นดุสิตเท่านั้น ทรงเนรมิตรูปนิมิตให้ปรากฏในโลกมนุษย์เพื่อลวงตาสัตว์โลกเท่านั้น สกวาทีชี้สถานที่จริงที่พระองค์ประสูติ ตรัสรู้ แสดงธรรมจักร ปลงอายุสังขาร และปรินิพพาน ซึ่งล้วนเป็นสถานที่ในโลกมนุษย์ที่ยังปรากฏเป็นเจดีย์กราบไหว้ได้จริง
- หน้า ๕๕๙–๕๖๑ ธัมมเทสนากถา: ผู้แสดงธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าคือใครกันแน่ สืบเนื่องจากความเชื่อเดิมว่าพระพุทธเจ้าประทับที่ดุสิต นิกายเวตุลลกะจึงเชื่อว่าผู้แสดงธรรมจริงคือ "พระพุทธนฤมิต" หรือพระอานนท์เป็นผู้แสดงแทน สกวาทีซักว่าถ้าเช่นนั้นพุทธนฤมิตหรือพระอานนท์ก็ต้องเป็นพระศาสดา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปด้วย ซึ่งปรวาทีเองก็ไม่ยอมรับ จึงขัดแย้งในตัวเอง สรุปว่าพระธรรมเทศนาเป็นของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้เองโดยตรง
- หน้า ๕๖๒–๕๖๔ กรุณากถา: พระพุทธเจ้าไม่มีความกรุณาจริงหรือ หักล้างลัทธินิกายอุตตราปถกะที่เข้าใจว่ากรุณาเป็นชนิดหนึ่งของราคะซึ่งพระพุทธเจ้าผู้หมดกิเลสแล้วย่อมไม่มี สกวาทีชี้ว่าถ้าไม่มีกรุณา เมตตา มุทิตา อุเบกขาก็ต้องไม่มีไปด้วยเพราะเป็นธรรมประเภทเดียวกัน แต่ปรวาทีเองก็ยอมรับว่าพระพุทธเจ้าทรงมีเมตตา มุทิตา อุเบกขา แสดงว่ากรุณาก็ต้องมีเช่นกัน เพราะกรุณาเป็นเจโตวิมุตติธรรมฝ่ายกุศล ไม่ใช่กิเลสอย่างราคะ
- หน้า ๕๖๕–๕๖๖ คันธชาติกถา: อุจจาระปัสสาวะของพระพุทธเจ้าหอมกว่าของหอมทั้งปวงจริงหรือ หักล้างความเชื่อสุดโต่งของนิกายอันธกะและอุตตราปถกะบางส่วนที่เชื่อด้วยความคลั่งไคล้เลื่อมใสอย่างไม่ไตร่ตรองว่าของเสียจากร่างกายพระพุทธเจ้าหอมยิ่งกว่าคันธชาติใดๆ สกวาทีแย้งง่ายๆ ว่าพระองค์เสวยข้าวสุกและขนมกุมมาสตามปกติเหมือนมนุษย์ทั่วไป มิได้เสวยของหอม และไม่มีใครเก็บของเสียนั้นไปบรรจุขวดขายเป็นของหอมจริง
- หน้า ๕๖๗–๕๗๑ เอกมัคคกถา: พระพุทธเจ้าทรงบรรลุผลทั้ง ๔ ด้วยอริยมรรคดวงเดียวจริงหรือ หักล้างลัทธินิกายอันธกะและอุตตราปถกะที่เชื่อด้วยศรัทธาล้นเกินว่าพระพุทธเจ้าทรงทำให้แจ้งสามัญญผลทั้ง ๔ ด้วยอรหัตมรรคดวงเดียว ต่างจากสาวกที่ต้องผ่านมรรคทั้ง ๔ ตามลำดับ สกวาทีชี้ว่าการละกิเลสแต่ละระดับถูกผูกไว้กับผลแต่ละขั้นชัดเจนในพระบาลี และถ้าเป็นจริงตามที่ปรวาทีอ้าง พระพุทธเจ้าก็ต้องเคยเป็นพระโสดาบันมาก่อน ซึ่งปรวาทีเองก็ไม่ยอมรับ
- หน้า ๕๗๒–๕๗๙ ฌานสังกันติกถา: โยคีเลื่อนข้ามฌานได้โดยตรงโดยไม่ผ่านลำดับหรือไม่ หักล้างลัทธินิกายมหิสาสกะและอันธกะที่เชื่อว่าโยคีสามารถเลื่อนจากฌานหนึ่งข้ามไปยังฌานที่ไม่ติดกันได้เลย โดยอ้างพระสูตรที่แสดงฌานเรียงลำดับต่อกัน สกวาทีชี้ว่าถ้าเลื่อนข้ามได้จริงก็ต้องข้ามได้ทุกคู่ซึ่งปรวาทีเองก็ปฏิเสธ และแต่ละฌานต้องอาศัยการทำในใจเฉพาะของตนเพื่อละองค์ฌานเดิมจึงจะเกิดขึ้น ไม่มีฌานใดเกิดขึ้นได้โดยไม่ผ่านการนึกตั้งใจใหม่ตามลำดับ
- หน้า ๕๘๐–๕๘๕ ฌานันตริกกถา: มี "ฌานคั่น" แทรกอยู่ระหว่างฌานที่ ๑ กับฌานที่ ๒ จริงหรือ หักล้างลัทธินิกายสมิติยะและอันธกะที่ไม่เข้าใจการจำแนกฌานแบบปัญจกนัย ซึ่งพระพุทธเจ้าย่อแสดงเป็นสมาธิ ๓ ประเภท จึงเข้าใจผิดว่าสมาธิไม่มีวิตกมีแต่วิจารเป็น "ฌานคั่น" พิเศษแทรกระหว่างฌานที่ ๑ กับ ๒ สกวาทีซักว่าถ้ามีฌานคั่นตรงนี้จริงก็ต้องมีฌานคั่นระหว่างคู่อื่นด้วย ซึ่งปรวาทีเองก็ปฏิเสธ และพระพุทธเจ้าตรัสสมาธิไว้ชัดเจนเพียง ๓ ประเภทเท่านั้น
- หน้า ๕๘๖–๕๘๙ สมาปันโนสัททังสุณาตีติกถา: ผู้เข้าฌานสมาบัติยังได้ยินเสียงอยู่หรือไม่ หักล้างลัทธินิกายปุพพเสลิยะที่เชื่อว่าผู้เข้าฌานยังได้ยินเสียงอยู่ เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่า "เสียง" เป็นข้าศึกต่อปฐมฌาน จึงต้องได้ยินเสียงจึงจะถูกรบกวนได้ สกวาทีชี้ว่าถ้าได้ยินเสียงได้ ก็ต้องเห็นรูป ได้กลิ่น รู้รสไปพร้อมกันด้วย ซึ่งขัดกับสภาวะการเข้าฌานที่ตัดขาดจากอารมณ์ทางปัญจทวารทั้งหมด แท้จริงพระบาลีนั้นหมายถึงเสียงเป็นเหตุให้ออกจากฌานได้หากมากระทบ
- หน้า ๕๙๐–๕๙๔ จักขุนารูปังปัสสตีติกถา: ดวงตา (จักขุประสาท) เป็นผู้เห็นรูปโดยตรงหรือไม่ หักล้างลัทธินิกายมหาสังฆิกะที่ยึดพุทธพจน์ตามตัวอักษรว่า "เห็นรูปด้วยจักษุ" แล้วสรุปว่าจักขุประสาทเป็นผู้เห็นรูปโดยตรง สกวาทีชี้ว่าจักษุเป็นเพียงรูปธรรมไม่มีความนึกคิดหรือความตั้งใจ จึงไม่อาจ "รู้" หรือ "เห็น" ได้ด้วยตัวเอง การเห็นที่แท้จริงเกิดจากจักขุวิญญาณ พระพุทธพจน์ที่ตรัสว่าเห็นด้วยจักษุเป็นเพียงสำนวนเรียกตามเครื่องมือ เหมือนพูดว่า "ยิงด้วยธนู" ทั้งที่จริงยิงด้วยลูกธนูต่างหาก
- หน้า ๕๙๕–๕๙๙ กิเลสชหนกถา: การละกิเลสต้องแยกละทีละกาล (อดีต อนาคต ปัจจุบัน) จริงหรือ หักล้างลัทธินิกายอุตตราปถกะที่เชื่อว่าต้องละกิเลสที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันแยกต่างหากกันทีละอย่าง เหมือนค่อยๆ ทิ้งของทีละชิ้น สกวาทีชี้ว่ากิเลสอดีตก็ดับไปแล้วเองไม่มีอะไรให้ละอีก กิเลสอนาคตก็ยังไม่เกิดจะละอะไร แท้จริงการละกิเลสหมายถึงอริยมรรคทำให้กิเลสที่เป็นอนุสัยไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป มิใช่ไล่ละทีละกาลตามที่ปรวาทีเข้าใจ
- หน้า ๖๐๐–๖๐๔ สุญญตากถา: "ความว่าง" (สุญญตา) ทั้งหมดนับเนื่องอยู่ในสังขารขันธ์จริงหรือ หักล้างลัทธินิกายอันธกะที่ถือว่าสุญญตาทั้งหมดเป็นเพียงลักษณะอนัตตาของสังขารขันธ์เท่านั้น สกวาทีชี้ว่าคำว่าสุญญตายังหมายรวมถึงพระนิพพานด้วย ถ้าถือว่าสุญญตาทั้งหมดเป็นสังขารขันธ์ พระนิพพานก็จะกลายเป็นสังขตธรรมที่ไม่เที่ยงแปรปรวนไปด้วย จึงต้องแยกสุญญตาเป็น ๒ อย่าง คืออนัตตลักษณะของขันธ์ กับพระนิพพาน
- หน้า ๖๐๕–๖๐๗ สามัญญผลกถา: ผลแห่งความเป็นสมณะ (สามัญญผล) เป็นอสังขตธรรมเหมือนพระนิพพานหรือไม่ หักล้างความเห็นของนิกายปุพพเสลิยะที่ว่าสามัญญผล คือผลแห่งความเป็นสมณะ เป็นอสังขตะเช่นเดียวกับพระนิพพาน เพราะถือว่าสามัญญผลคือการละกิเลสที่เกิดพร้อมกับผล สกวาทีซักว่าถ้าเป็นเช่นนั้นจริง โสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล อรหัตผล และนิพพานก็ต้องนับเป็นอสังขตะถึง ๕ อย่าง ซึ่งเป็นไปไม่ได้เพราะอสังขตะแท้จริงมีเพียงพระนิพพานเท่านั้น ผลทั้งหลายยังคงเป็นสังขตธรรม
- หน้า ๖๐๘–๖๑๓ ปัตติกถา: "การได้" (ปัตติ) เป็นอสังขตะหรือไม่ หักล้างลัทธินิกายปุพพเสลิยะที่เห็นว่าการได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ เภสัช การได้ฌาน หรือแม้แต่การได้มรรคผล ล้วนเป็นอสังขตะเหมือนพระนิพพาน สกวาทีชี้ว่าถ้าจริงเช่นนั้นอสังขตะต้องมีมากมายหลายอย่าง ขัดกับหลักที่ว่าอสังขตะมีอย่างเดียวคือนิพพาน และในที่สุดปรวาทีก็ยอมรับว่า "การได้" ไม่ใช่รูป เวทนา สัญญา สังขาร หรือวิญญาณ จึงต้องเป็นสังขตะ
- หน้า ๖๑๔–๖๑๗ ตถตากถา: ความเป็นอย่างนั้นแห่งธรรมทั้งปวงเป็นอสังขตะหรือไม่ หักล้างลัทธินิกายอุตตราปถกะที่เห็นว่า "ตถตา" คือสภาวะโดยธรรมชาติของสิ่งต่าง ๆ เป็นอสังขตะ เพราะไม่ถูกนับเข้าหมู่รูปเป็นต้นที่เป็นสังขตะ สกวาทีซักว่าถ้าเช่นนั้นอสังขตะต้องมีถึง ๖ อย่างตามจำนวนขันธ์ ๕ รวมตถตาเอง ขัดกับหลักที่ว่าอสังขตะมีหนึ่งเดียวคือนิพพาน แสดงว่าตถตาเป็นเพียงลักษณะของสังขตธรรม
- หน้า ๖๑๘–๖๒๐ กุสลกถา: พระนิพพานเป็นกุศลหรือไม่ หักล้างลัทธินิกายอันธกะที่เห็นว่าพระนิพพานเป็นกุศลเพียงเพราะปราศจากโทษ สกวาทีชี้ว่ากุศลแท้จริงต้องเป็นธรรมที่มีอารมณ์และมีเจตนา แต่พระนิพพานไม่มีอารมณ์ไม่มีความนึกคิดใด ๆ จึงไม่เข้าเกณฑ์กุศล เพราะกุศลต้องให้ผลที่น่าปรารถนาในภพต่อไปด้วย ซึ่งนิพพานไม่มีคุณสมบัตินี้
- หน้า ๖๒๑–๖๒๘ อัจจันตนิยามกถา: ปุถุชนแน่นอนโดยส่วนเดียวว่าจะจมในสังสารวัฏหรือไม่ หักล้างลัทธินิกายอุตตราปถกะที่ยกพระสูตรเรื่องบุคคล "จมลงแล้วครั้งหนึ่งก็จมอยู่นั่นเอง" มาสรุปว่าปุถุชนบางคนแน่นอนโดยส่วนเดียวว่าจะจมตลอดไป สกวาทีซักว่าถ้าเช่นนั้นคนทำอนันตริยกรรมก็ต้องแน่นอนเช่นกัน และบุคคลที่ว่าแน่นอนนี้ก็ยังเกิดวิจิกิจฉาและละมิจฉาทิฏฐิได้ อีกทั้งมีพระสูตรกล่าวถึงบุคคลที่ "ผุดขึ้นแล้วไปถึงที่พำนักได้" แสดงว่าไม่มีใครจมอยู่ตลอดไปอย่างสิ้นหวัง
- หน้า ๖๒๙–๖๓๔ อินทริยกถา: ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญาที่เป็นโลกิยะนับเป็นอินทรีย์หรือไม่ หักล้างลัทธินิกายเหตุวาทะและมหิสาสกะที่เห็นว่ามีแต่ธรรมฝ่ายโลกุตตระเท่านั้นที่จัดเป็น "อินทรีย์" ส่วนที่เป็นโลกิยะเป็นเพียงธรรมดาไม่ใช่อินทรีย์ สกวาทีเทียบว่ามโนและชีวิตะที่เป็นโลกิยะก็ยังนับเป็นมนินทรีย์ชีวิตินทรีย์ได้ ฉันใด ศรัทธาปัญญาที่เป็นโลกิยะก็ต้องนับเป็นสัทธินทรีย์ปัญญินทรีย์ได้ฉันนั้น เพราะอินทรีย์หมายถึงความเป็นใหญ่ยิ่งในหน้าที่ของตน ไม่จำกัดเฉพาะระดับโลกุตตระ
- หน้า ๖๓๕–๖๔๑ อสัญจิจจกถา: ฆ่ามารดาโดยไม่เจตนาจัดเป็นอนันตริยกรรมหรือไม่ หักล้างลัทธินิกายอุตตราปถกะที่เห็นว่าแม้ฆ่ามารดา บิดา หรือพระอรหันต์โดยไม่ตั้งใจก็ยังถือเป็นอนันตริยกรรมได้ เพราะเห็นว่าวัตถุแห่งกรรมหนักร้ายแรงเกินกว่าจะพิจารณาเจตนา สกวาทีซักว่าถ้าเช่นนั้นการฆ่าสัตว์ทั่วไปโดยไม่เจตนาก็ต้องนับเป็นปาณาติบาตด้วย ซึ่งปรวาทีเองปฏิเสธ แสดงว่าอนันตริยกรรมต้องประกอบด้วยเจตนาจงใจเช่นเดียวกับกรรมบถทั่วไป
- หน้า ๖๔๒–๖๔๔ ญาณกถา (๑): ปุถุชนมีญาณหรือไม่ หักล้างลัทธินิกายเหตุวาทะที่เห็นว่าปุถุชนไม่มีญาณเลย เพราะถือว่ามีแต่ญาณกำหนดรู้อริยสัจเท่านั้นที่นับเป็นญาณแท้ สกวาทีชี้ว่าปุถุชนมีปัญญา ความรู้ชัด ความวิจัยธรรมอยู่ ทั้งเข้าฌาน ให้ทาน รักษาศีลด้วยกัมมัสสกตาญาณได้ ล้วนต้องอาศัยญาณ จึงไม่ถูกที่จะกล่าวว่าปุถุชนปราศจากญาณโดยสิ้นเชิง
- หน้า ๖๔๕–๖๔๙ นิรยปาลกถา: นายนิรยบาลมีจริงในนรกหรือไม่ หักล้างลัทธินิกายอันธกะที่เห็นว่าไม่มีนายนิรยบาลจริง เพราะกรรมของสัตว์นรกเองต่างหากที่ลงโทษพวกเขา สกวาทีชี้ว่าถ้าไม่มีนายนิรยบาล การลงทัณฑ์ในนรกก็ต้องไม่มีด้วย แต่ในเมื่อการลงทัณฑ์มีอยู่จริง ผู้ลงทัณฑ์ก็ต้องมีจริง และยกพระสูตรบรรยายวิธีทรมานสัตว์นรกของนายนิรยบาลมายืนยัน
- หน้า ๖๕๐–๖๕๒ ติรัจฉานกถา: สัตว์ดิรัจฉานมีอยู่ในหมู่เทวดาจริงหรือไม่ หักล้างลัทธินิกายอันธกะที่เห็นว่าสัตว์ดิรัจฉานมีอยู่จริงในหมู่เทวดา โดยยกช้างเอราวัณเป็นตัวอย่าง สกวาทีชี้ว่าถ้าเช่นนั้นเทวดาก็ต้องมีในหมู่สัตว์ดิรัจฉานด้วย และถ้ามีช้างม้าจริงในสวรรค์ก็ต้องมีคนเลี้ยงช้างม้าด้วย แสดงว่าช้างเอราวัณเป็นเพียงเทพบุตรเนรมิตกาย มิใช่สัตว์ดิรัจฉานแท้จริง
- หน้า ๖๕๓–๖๕๗ มัคคกถา: อริยมรรคมีองค์ ๕ หรือองค์ ๘ หักล้างลัทธินิกายมหิสาสกะที่เห็นว่าอริยมรรคมีองค์เพียง ๕ (ตัดสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะออก เพราะถือเป็นความบริสุทธิ์ทางกายวาจาที่ทำสำเร็จมาก่อน) สกวาทีอ้างพระพุทธพจน์ที่ตรัสรับรองมรรคมีองค์ ๘ ไว้ชัดเจน และซักว่าองค์แห่งมรรคก็ต้องนับเป็นมรรคด้วย จึงสรุปว่ามรรคมีองค์ ๘ ตามที่ตรัสไว้
- หน้า ๖๕๘–๖๖๑ ญาณกถา (๒): ญาณโลกุตตระมีวัตถุ ๑๒ อย่างจริงหรือ หักล้างลัทธินิกายปุพพเสลิยะและอปรเสลิยะที่ถือเอาการหมุนของญาณทัสสนะ ๑๒ อาการในธัมมจักกัปปวัตตนสูตรมาสรุปว่าญาณโลกุตตระมีถึง ๑๒ อย่าง สกวาทีซักว่าถ้าเช่นนั้นแม้แต่ละมรรคก็ต้องมี ๑๒ อย่างไปด้วย ซึ่งปรวาทีเองปฏิเสธ แสดงว่าพระสูตรนั้นเพียงแสดงความแตกต่างของญาณขั้นต้นขั้นปลายต่ออริยสัจแต่ละข้อ มิใช่มีโลกุตตรญาณ ๑๒ ดวงจริง (จบวรรคที่ ๒๐)
- หน้า ๖๖๒–๖๖๔ สาสนกถา: พระศาสนาถูกแต่งขึ้นใหม่ได้หรือไม่ หักล้างลัทธินิกายอุตตราปถกะที่เห็นว่าพระศาสนาถูก "แต่งขึ้นใหม่" ได้ โดยอ้างการทำสังคายนาทั้ง ๓ ครั้งเป็นหลักฐาน สกวาทีซักไล่ทีละองค์ธรรมว่าสติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท ฯลฯ ถูกแต่งขึ้นใหม่ได้หรือไม่ ซึ่งปรวาทีปฏิเสธทุกข้อ แสดงว่าสังคายนาเป็นเพียงการรวบรวมยืนยันพระธรรมวินัยเดิม ไม่ใช่การสร้างศาสนาขึ้นใหม่
- หน้า ๖๖๕–๖๖๖ อวิวิตตกถา: ปุถุชนไม่สงัดจากธรรมทั้ง ๓ ภูมิพร้อมกันในขณะเดียวจริงหรือ หักล้างลัทธินิกายอุตตราปถกะที่เห็นว่า เพราะปุถุชนยังไม่กำหนดรู้ธรรมทั้งกามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ จึงถือว่าเขา "ไม่สงัด" จากธรรมทั้ง ๓ ภูมินี้พร้อมกันทุกขณะจิต สกวาทีชี้ความไร้สาระว่าถ้าเช่นนั้นขณะถวายจีวรเขาก็ต้องเข้าจตุตถฌานหรืออรูปฌานไปพร้อมกันด้วย ซึ่งเป็นไปไม่ได้
- หน้า ๖๖๗–๖๖๙ สัญโญชนกถา: บรรลุอรหัตผลได้ทั้งที่ยังละสังโยชน์ไม่หมดจริงหรือ หักล้างลัทธินิกายมหาสังฆิกะที่เห็นว่าพระอรหันต์ยังละสังโยชน์ไม่ครบ เพราะไม่รู้แจ้งพุทธวิสัยทั้งปวง จึงนับว่ายังไม่ละอวิชชาวิจิกิจฉาเต็มที่ สกวาทีแยกว่าความไม่รู้พุทธวิสัยกับกิเลสคืออวิชชาวิจิกิจฉาเป็นคนละเรื่อง พระอรหันต์หมดราคะโทสะโมหะโดยสิ้นเชิงก่อนแล้ว การไม่มีสัพพัญญุตญาณไม่ได้แปลว่ายังมีสังโยชน์เหลือ
- หน้า ๖๗๐–๖๗๓ อิทธิกถา: ฤทธิ์ให้สำเร็จได้ทุกสิ่งที่ปรารถนาจริงหรือ หักล้างลัทธินิกายอันธกะที่เห็นว่าฤทธิ์ของพระพุทธเจ้าและพระสาวกให้สำเร็จได้ทุกอย่าง โดยอ้างเรื่องพระปิลินทวัจฉะอธิษฐานปราสาทให้เป็นทอง สกวาทีซักว่าถ้าเช่นนั้นฤทธิ์ต้องทำให้ต้นไม้มีใบมีดอกตลอดกาล หรือทำให้สัตว์ไม่ต้องเกิดแก่เจ็บตายได้ด้วย ซึ่งปรวาทีเองปฏิเสธทั้งหมด แสดงว่าฤทธิ์มีขอบเขต ไม่อาจฝืนธรรมชาติความไม่เที่ยงได้
- หน้า ๖๗๔–๖๗๕ พุทธกถา: พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ยิ่งหย่อนกว่ากันจริงหรือ หักล้างลัทธินิกายอันธกะที่เห็นว่าพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งอาจยิ่งหรือหย่อนกว่าอีกพระองค์หนึ่ง สกวาทีซักไล่ทีละคุณธรรม ทั้งสติปัฏฐาน อิทธิบาท พละ โพชฌงค์ ไปจนถึงสัพพัญญุตญาณทัสสนะ ว่าต่างกันในข้อใดหรือไม่ ซึ่งปรวาทีปฏิเสธทุกข้อ แสดงว่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์เสมอกันในคุณธรรมแห่งการตรัสรู้ ต่างกันได้เพียงเรื่องภายนอกเช่นพระวรกาย พระชนมายุ
- หน้า ๖๗๖–๖๗๘ สัพพทิสากถา: พระพุทธเจ้าประทับอยู่ในทิศทั้งปวงพร้อมกันจริงหรือ หักล้างลัทธินิกายมหาสังฆิกะที่เห็นว่ามีพระพุทธเจ้าประทับอยู่พร้อมกันในทุกทิศทุกโลกธาตุ สกวาทีซักว่าพระพุทธเจ้าในทิศต่าง ๆ เหล่านั้นทรงพระนามว่าอะไร มีพระชาติ พระโคตร พระมารดาบิดา และประทับที่ใด ซึ่งปรวาทีตอบไม่ได้เลยสักข้อ แสดงว่าไม่มีพระพุทธเจ้าองค์อื่นดำรงอยู่พร้อมกันในทิศต่าง ๆ จริงตามที่กล่าวอ้าง
- หน้า ๖๗๙–๖๘๒ ธรรมกถา: ธรรมทั้งปวงเป็นนิยตะ (แน่นอนตายตัว) หรือไม่ หักล้างลัทธินิกายอันธกะและอุตตราปถกะที่เห็นว่าธรรมทั้งปวง เช่น รูป เวทนา เป็น "นิยตะ" เพียงเพราะรูปไม่เคยกลายเป็นธรรมอื่น สกวาทีชี้ว่าพระพุทธเจ้าตรัสจำแนกนิยตะไว้เพียง ๓ กอง คือ มิจฉัตตนิยตะ สัมมัตตนิยตะ และอนิยตะ ซึ่งรูปเวทนาไม่จัดเข้าประเภทใดเลย การที่รูปคงสภาพเป็นรูปอยู่เสมอเป็นเพียงเรื่องนิยามศัพท์ ไม่ใช่ "นิยตะ" ตามที่พระพุทธเจ้าตรัส
- หน้า ๖๘๓–๖๘๖ กรรมกถา: กรรมทั้งปวงเป็นนิยตะ (ให้ผลแน่นอน) หรือไม่ หักล้างลัทธินิกายอันธกะและอุตตราปถกะที่เห็นคล้ายธรรมกถาว่ากรรมทั้งปวงเป็นนิยตะ โดยยกกรรมที่จำแนกตามเวลาให้ผลมาอ้าง สกวาทีชี้ว่ากรรมทั้ง ๓ ประเภทนี้ไม่จัดเข้ามิจฉัตตนิยตะหรือสัมมัตตนิยตะเลย และกรรมที่ควรให้ผลชาตินี้แต่ไม่ทันก็กลายเป็นอโหสิกรรมได้ แสดงว่าการจำแนกตามเวลาให้ผลเป็นคนละเรื่องกับนิยตะ (จบวรรคที่ ๒๑)
- หน้า ๖๘๗–๖๘๘ ปรินิพพานกถา: พระอรหันต์ยังละสังโยชน์ไม่หมดแล้วปรินิพพานได้หรือไม่ หักล้างลัทธินิกายอันธกะที่เห็นว่าพระอรหันต์อาจปรินิพพานทั้งที่ยังละสังโยชน์บางอย่างไม่หมด เพราะไม่รู้แจ้งพุทธวิสัยทั้งปวง สกวาทีย้ำว่าพระอรหันต์หมดราคะโทสะโมหะโดยสิ้นเชิงก่อนปรินิพพานเสมอ ความไม่รู้พุทธวิสัยเป็นเรื่องปัญญาระดับสัพพัญญุตญาณ ไม่ใช่กิเลสที่ต้องละอย่างสังโยชน์
- หน้า ๖๘๙–๖๙๑ กุสลจิตตกถา: จิตของพระอรหันต์ขณะปรินิพพานเป็นกุศลหรือไม่ หักล้างลัทธินิกายอันธกะที่เห็นว่าพระอรหันต์ปรินิพพานด้วยจิตกุศล เพราะยังมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ในวาระสุดท้าย สกวาทีชี้ว่าจิตกุศลต้องยังสั่งสมปุญญาภิสังขารเพื่อภพต่อไป แต่พระอรหันต์ขณะปรินิพพานไม่สั่งสมสิ่งใดอีกแล้ว เป็นเพียงผู้ "เลิกสะสมแล้วดำรงอยู่" การมีสติสัมปชัญญะขณะสิ้นชีวิตเป็นเพียงกิริยาของสติ ไม่ใช่เครื่องยืนยันว่าจิตนั้นเป็นกุศล
- หน้า ๖๙๒–๖๙๔ อาเนญชกถา: พระอรหันต์ปรินิพพานด้วยจิตตั้งมั่นไม่หวั่นไหว (อาเนญชะ) จริงหรือ หักล้างลัทธินิกายอุตตราปถกะที่ยกพระสูตรว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าดำรงในจตุตถฌานก่อนปรินิพพาน มาสรุปว่าพระอรหันต์ปรินิพพานด้วยภาวะจิตแบบฌานหรืออรูปสมาบัติ สกวาทีชี้ว่าจิตขณะปรินิพพานที่แท้เป็นเพียงปกติจิตหรือภวังคจิตธรรมดา และพระสูตรที่อ้างนั้นแท้จริงกล่าวว่าพระองค์ "ออกจาก" จตุตถฌานแล้วจึงปรินิพพานในลำดับถัดมา
- หน้า ๖๙๕–๖๙๗ ธัมมาภิสมยกถา: สัตว์ในครรภ์บรรลุธรรมได้หรือไม่ หักล้างลัทธินิกายอุตตราปถกะที่เห็นว่าสัตว์ในครรภ์บรรลุธรรมได้ โดยอ้างพระโสดาบันที่อยู่ในครรภ์นางสุปปวาสาถึง ๗ ปี สกวาทีชี้ว่าเงื่อนไขของการบรรลุธรรม เช่น การฟังธรรม การสำรวมอินทรีย์ ล้วนเป็นไปไม่ได้สำหรับสัตว์ในครรภ์ซึ่งอยู่ในภาวะคล้ายหลับใหลตลอดเวลา จึงไม่มีทางบรรลุธรรมได้ขณะอยู่ในครรภ์
- หน้า ๖๙๘–๖๙๙ ติสสันนัมปิกถา (กถาทั้ง ๓): บรรลุธรรมได้ขณะหลับหรือฝันหรือไม่ ต่อเนื่องจากธัมมาภิสมยกถา ซักไล่ ๓ ประเด็นในทำนองเดียวกันว่า การบรรลุอรหัตผลมีแก่สัตว์ในครรภ์ การตรัสรู้ธรรมมีแก่บุคคลผู้ฝัน และการบรรลุอรหัตผลมีแก่บุคคลผู้ฝันได้หรือไม่ สกวาทีชี้ว่าทั้งสามกรณีล้วนเป็นภาวะที่บุคคลหลับ ประมาท มีสติหลง ไม่มีสัมปชัญญะ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะบรรลุธรรมในภาวะเช่นนั้น
- หน้า ๗๐๐–๗๐๒ อัพยากตกถา: จิตของบุคคลผู้ฝันเป็นอัพยากฤตทั้งหมดจริงหรือ หักล้างลัทธินิกายอุตตราปถกะที่เห็นว่าจิตของคนฝันทุกชนิดเป็นอัพยากฤต โดยอ้างพระวินัยว่าเจตนาขณะฝันเป็น "อัพโพหาริก" ไม่ต้องอาบัติ สกวาทีชี้ว่าคนฝันฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ พูดเท็จ ได้เช่นเดียวกับฝันให้ทานหรือไหว้พระเจดีย์ ซึ่งมีเจตนาฝ่ายกุศลอกุศลแฝงอยู่ คำว่า "อัพโพหาริก" หมายถึงเพียงไม่ต้องรับโทษทางวินัย ไม่ได้แปลว่าจิตขณะฝันเป็นกลางทางศีลธรรมเสมอไป
- หน้า ๗๐๓–๗๐๖ อาเสวนปัจจยตากถา: การซ่องเสพเป็นปัจจัยเพิ่มผลกรรมได้จริงหรือไม่ หักล้างลัทธินิกายอุตตราปถกะที่เห็นว่าไม่มี "ความเป็นอาเสวนปัจจัย" เพราะธรรมทั้งปวงเกิดดับเพียงชั่วขณะ ไม่มีการสั่งสมข้ามเวลา สกวาทีอ้างพระสูตรจำนวนมากว่าการเสพปาณาติบาต อทินนาทาน มิจฉาทิฏฐิ "ซ่องเสพแล้ว อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว" ย่อมนำไปสู่ผลหนักขึ้นตามลำดับ พิสูจน์ว่าอาเสวนปัจจัยมีจริง
- หน้า ๗๐๗–๗๑๐ ขณิกกถา: ธรรมทั้งปวงเป็นไปเพียงชั่วขณะจิตเดียวจริงหรือ หักล้างลัทธินิกายปุพพเสลิยะและอปรเสลิยะที่เห็นว่าธรรมทั้งปวง แม้มหาปฐพี มหาสมุทร ขุนเขาสิเนรุ ล้วนเป็นไปเพียงชั่วขณะจิตเดียว สกวาทีซักว่าถ้าเช่นนั้นสิ่งเหล่านี้ต้องดำรงอยู่ "ในจิต" ด้วยหรือ และอ้างคำพระสารีบุตรว่าจักขุและรูปภายนอกต้องมีอยู่ก่อน แล้วจึงประจวบกันเกิดจักขุวิญญาณตามมา แสดงว่าอายตนะไม่ได้เกิดพร้อมวิญญาณเสมอไป (จบวรรคที่ ๒๒)
- หน้า ๗๑๑–๗๑๒ เอกาธิปปายกถา: เสพเมถุนธรรมด้วยความประสงค์ร่วมกันไม่ผิดปาราชิกจริงหรือ หักล้างลัทธินิกายอันธกะและเวตุลละที่เห็นว่า หากภิกษุกับหญิงเสพเมถุนธรรมด้วย "ความประสงค์อย่างเดียวกัน" ก็ไม่ถือเป็นความผิดถึงขาดจากความเป็นสมณะ สกวาทีเทียบว่าถ้าเช่นนั้นการฆ่าสัตว์หรือลักทรัพย์ที่ทำร่วมกันด้วยความประสงค์เดียวกันก็ต้องไม่ผิดไปด้วย ซึ่งปรวาทีเองปฏิเสธ แสดงว่าเจตนาร่วมกันไม่อาจลบล้างความผิดได้
- หน้า ๗๑๓ อรหันตวัณณกถา: อมนุษย์เสพเมถุนธรรมโดยแปลงเพศเป็นพระอรหันต์ได้จริงหรือ หักล้างลัทธินิกายอุตตราปถกะที่เห็นว่าอมนุษย์สามารถเสพเมถุนธรรมโดยแปลงกายเป็นพระอรหันต์ได้ เพราะเคยเห็นภิกษุลามกที่มีกิริยาอาการดูสมบูรณ์งดงาม สกวาทีเทียบว่าถ้าเช่นนั้นอมนุษย์เหล่านั้นก็ต้องฆ่าสัตว์ลักทรัพย์โดยแปลงเพศเป็นพระอรหันต์ได้ด้วย แสดงว่ากิริยาท่าทางดูดีของภิกษุลามกไม่ใช่หลักฐานว่ามีการแปลงเพศเป็นพระอรหันต์จริง
- หน้า ๗๑๔–๗๑๘ อิสสริยกามการิกากถา: พระโพธิสัตว์ทำกรรมบางอย่างเพราะใคร่ในความเป็นใหญ่จริงหรือ หักล้างลัทธินิกายอันธกะที่อ้างชาดกต่าง ๆ มาสรุปว่าพระโพธิสัตว์ไปสู่วินิบาต หยั่งลงสู่ครรภ์ ทำทุกกรกิริยา หรือไปศึกษากับศาสดาอื่น ล้วนเป็นไปด้วยความใคร่ในความเป็นใหญ่ สกวาทีซักว่าไม่มีพระสูตรใดยืนยันเช่นนั้น และถ้าทำทุกกรกิริยาด้วยมิจฉาทิฏฐิจริง ก็ควรติดอยู่กับสัสสตทิฏฐิหรืออุจเฉททิฏฐิไปเลย ซึ่งไม่จริง
- หน้า ๗๑๙–๗๒๐ ราคปฏิรูปกาทิกถา: มีธรรมที่ไม่ใช่กิเลสแต่ "เทียบเคียง" กิเลสจริงหรือ หักล้างลัทธินิกายอันธกะที่เห็นว่ามีธรรมบางอย่างแม้ไม่ใช่ราคะโทสะโมหะแท้ ๆ แต่ถือเป็น "กิเลสเทียม" ได้ เช่น เมตตากรุณาเป็นราคะเทียม ริษยาเป็นโทสะเทียม แม้แต่วาจาตักเตือนของพระเถระก็เป็นกิเลสเทียม สกวาทีชี้ว่าไม่มีธรรมชนิดใด "ไม่ใช่ผัสสะแต่เทียบด้วยผัสสะ" ได้ฉันใด ก็ไม่มี "กิเลสเทียม" ได้ฉันนั้น
- หน้า ๗๒๑–๗๒๔ อปรินิปผันนกถา: มีเพียงทุกขสัจเท่านั้นที่ "สำเร็จแล้ว" จริงหรือ หักล้างลัทธินิกายอุตตราปถกะและเหตุวาทะที่ยกพุทธพจน์ "ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นดับไป" มาสรุปว่ามีแต่ทุกขสัจเท่านั้นที่เป็น "ปรินิปผันนะ" ส่วนขันธ์ อายตนะ ธาตุ อินทรีย์อื่น ๆ เป็น "อปรินิปผันนะ" สกวาทีชี้ว่ารูปก็ไม่เที่ยง เป็นสังขตะเช่นเดียวกับทุกข์ และสิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นพระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นทุกข์ ดังนั้นรูปและธรรมอื่นที่ไม่เที่ยงจึงเป็นปรินิปผันนะด้วย (จบวรรคที่ ๒๓ และขุททกปัณณาสก์)
- หน้า ๗๒๕–๗๒๖ นิคมคาถา: บทสรุปปิดท้ายคัมภีร์กถาวัตถุ บทส่งท้ายทั้งพระบาลีและอรรถกถา สรุปว่ากถาวัตถุปกรณ์แบ่งเป็น ๕ ปัณณาสก์ (มหา- นิยาม- อนุสย- นิคคห- ขุททกปัณณาสก์) อันพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระทรงใช้พระสูตรเป็นหลักรวบรวมขึ้นเพื่อย่ำยีปรับปวาทของนิกายต่าง ๆ ในคราวสังคายนาครั้งที่ ๓ ระบุว่าพระบาลีมีทั้งสิ้น ๓๕ ภาณวาร ส่วนคาถาปิดท้ายของพระอรรถกถาจารย์ (ตามธรรมเนียมถือเป็นพระพุทธโฆษาจารย์) กล่าวว่าท่านรวบรวมจำแนกกถาทั้งปวงได้ประมาณ ๒๓๐ ประเภท แต่งอรรถกถาไว้เพียง ๑๓ ภาณวาร เพื่อความดำรงมั่นแห่งพระสัทธรรม ปิดท้ายด้วยคำอุทิศส่วนกุศลแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหล
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐
หน้า ๔๐๑–๔๕๐
หน้า ๔๕๑–๕๐๐
หน้า ๕๐๑–๕๕๐
หน้า ๕๕๑–๖๐๐
หน้า ๖๐๑–๖๕๐
หน้า ๖๕๑–๗๐๐