ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒
บาลีโรมัน (มหาสังคีติ) · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๒๘ · ๔๕๒ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๘๐ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๑๑ นฬินิกาชาดก (นฬินิกาชาตกํ) พระราชาทรงส่งนางนฬินิกาเข้าป่าเพื่อล่อฤๅษีหนุ่มอิสิสิงคะ ผู้เกิดจากเนื้อและเติบโตในป่าโดยไม่เคยพบเห็นสตรีมาก่อน ให้ลุ่มหลงในกาม เนื่องด้วยเหตุภัยแล้งหรือความหายนะของบ้านเมือง คาถาพรรณนาการเกี้ยวพาราสีอย่างละเอียด นางแสร้งอ้างว่าถูกหมีทำร้ายเพื่อให้ฤๅษีหนุ่มเข้าใกล้และรักษาแผล พรรณนารูปกายนางอย่างวิจิตรพิสดารเทียบกับสิ่งต่างๆ ในป่า และบทสนทนาที่ฤๅษีหนุ่มถามหาที่อยู่ของ 'พราหมณ์' ผู้มาเยือนจนคลั่งไคล้ ก่อนจบด้วยคำเตือนว่าภูตทั้งหลายแฝงกายหลอกล่อมนุษย์ในหลายรูปแบบ ผู้มีปัญญาไม่ควรคบหาสิ่งเหล่านั้น
- หน้า ๑๑–๒๒ อุมมาทันตีชาดก (อุมฺมาทนฺตีชาตกํ) บทสนทนาระหว่างพระเจ้าสีวิราชกับอำมาตย์สุนันทะเรื่องหญิงงามนามอุมมาทันตี ภรรยาของอภิปารกอำมาตย์ผู้จงรักภักดี พระราชาทรงหลงรักนางเมื่อได้แลเห็น แต่อภิปารกเสนอถวายนางแด่พระราชาด้วยความภักดี พระราชากลับไม่ทรงรับเพราะเกรงบาปจากการแย่งชิงภรรยาของผู้ซื่อสัตย์ต่อพระองค์ คาถาสำคัญคือบท 'ธมฺมญฺจร มหาราช' ที่สอนให้พระราชาทรงประพฤติธรรมในทุกด้าน ทั้งต่อบิดามารดา บุตรภรรยา มิตรอำมาตย์ ไพร่พล ราษฎร สมณพราหมณ์ และสัตว์ทั้งปวง อันจะนำไปสู่สวรรค์
- หน้า ๒๓–๓๐ มหาโพธิชาดก (มหาโพธิชาตกํ) บทสนทนาเชิงปรัชญาระหว่างพระราชากับดาบส (พระโพธิสัตว์) ที่ใช้เรื่องลิงถูกฆ่าเป็นข้ออุปมาโต้แย้งวาทะผิด 4 ลัทธิ คือ อกิริยวาท (การกระทำไม่มีผล) อิสสรนิรมาณวาท (พระเจ้าบันดาล) ปุพเพกตวาท (กรรมเก่ากำหนดทุกสิ่ง) และอุจเฉทวาท (ตายแล้วสูญ) ซึ่งดาบสหักล้างทีละข้อ คาถายังสอนเรื่องการคบมิตรและอุปมาโคจ่าฝูงเดินคดหรือตรงตามสายตาโคนำฝูง เปรียบกับผู้นำที่ประพฤติธรรมหรืออธรรมย่อมส่งผลต่อทั้งแผ่นดิน ปิดท้ายด้วยการพรรณนาถึงความวิบัติของผู้เบียดเบียนดาบสหรือปกครองโดยอธรรม
- หน้า ๓๑–๓๘ โสณกชาดก (โสณกชาตกํ) พระเจ้าอรินทมะแห่งแคว้นกาสีทรงตามหาโสณกะ สหายในวัยเด็กซึ่งออกบวชเป็นดาบส และพบท่านนั่งเจริญฌานอยู่ใต้ต้นไม้ในพระราชอุทยาน โสณกะแสดงธรรมว่าผู้ครองธรรมย่อมไม่ยากจนแท้จริง แล้วสรรเสริญความสุขของบรรพชิตผู้ไม่มีเครื่องผูกพันด้วยคาถาซ้ำ 'ภทฺรมธนสฺส อนาคารสฺส ภิกฺขุโน' ถึง 8 บท และแสดงอุปมาด้วยกาที่หลงกินซากศพลอยน้ำในแม่น้ำคงคาจนถูกพัดออกกลางทะเลไม่มีทางกลับฝั่ง เปรียบกับผู้ติดในกามคุณ พระราชาทรงสลดพระทัย จึงสละราชสมบัติมอบแก่พระโอรสทีฆาวุแล้วออกผนวชตามโสณกะ
- หน้า ๓๘–๔๖ สังกิจจชาดก (สงฺกิจฺจชาตกํ) พระเจ้าพรหมทัตแห่งแคว้นกาสีเสด็จไปหาสังกิจจดาบสในอุทยาน ตรัสถามถึงคติที่ผู้ประพฤติล่วงธรรมต้องไปเกิด สังกิจจดาบสแสดงธรรมโดยพรรณนามหานรกทั้ง 8 ขุมอย่างละเอียด (สัญชีวะ กาฬสุตตะ สังฆาฏะ โรรุวะ 2 มหาวีจี ตาปนะ ปตาปนะ) บรรยายความทุกข์ทรมานสาหัสของผู้ทำบาปต่างๆ เช่น ฆ่าบิดามารดา เบียดเบียนดาบสผู้ทรงศีล ปกครองแผ่นดินโดยอธรรม ประพฤติผิดในกาม และเบียดเบียนสัตว์ ก่อนสรุปเตือนพระราชาให้ทรงครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อไม่ต้องเดือดร้อนใจในภายหลัง จบด้วยอุทานคาถาสรุปนิบาตทั้งสองเรื่อง (โสณกะ-สังกิจจะ)
- หน้า ๔๗–๕๕ กุสชาดก ตอนต้น (กุสชาตกํ) — เนื้อความยังไม่จบ เจ้าชายกุสะ พระโพธิสัตว์ผู้มีพระวรกายอัปลักษณ์แต่มีฤทธานุภาพมาก ทรงถูกพระมเหสีปภาวดีผู้รังเกียจรูปโฉมเสด็จหนีกลับไปยังนครสาคละของพระบิดา เจ้าชายกุสะจึงปลอมพระองค์เป็นพ่อครัว (อาฬาริกะ) เข้าไปทำงานในวังเพื่อได้อยู่ใกล้นาง มีคาถารำพันความรักและคร่ำครวญถึงนางหลายบท ต่อมากษัตริย์ 7 พระองค์ยกทัพมาล้อมเมืองเพื่อแย่งชิงนางปภาวดีจนเกือบถูกประหารเพื่อแบ่งพระศพ พระมารดาทรงห้ามไว้ทัน กุสะจึงเปิดเผยตนว่าเป็นโอรสพระเจ้าโอกกากราช แม้แรกไม่มีใครเชื่อและถูกดูหมิ่นว่าเป็นเพียงคนรับใช้ แต่ในที่สุดทรงเสด็จขึ้นคอช้
- หน้า ๕๖–๕๗ กุสชาดก (ตอนจบ) ส่วนท้ายของกุสชาดก ซึ่งเริ่มต้นมาก่อนหน้าช่วงหน้านี้แล้ว พรรณนาฉากสงครามที่พระเจ้ากุสทรงมีชัยด้วยเสียงคำรามอันน่าสะพรึง (กุสสัททะ) จนกองทัพกษัตริย์ฝ่ายศัตรูแตกพ่าย พระเจ้ากุสทรงจับกษัตริย์ทั้งเจ็ดเป็นเชลยแล้วถวายให้พระสัสสุระ (พ่อตา) ตัดสินชะตากรรม สุดท้ายพระราชาประทานพระราชธิดาทั้งเจ็ดให้เป็นคู่ครองของกษัตริย์เชลยทั้งเจ็ดพระองค์ ส่วนพระเจ้ากุสทรงพาพระนางประภาวดีและแก้วมณีเวโรจนะเสด็จกลับกรุงกุสาวดี มารดาบุตรได้พบกัน สามีภรรยาคืนดีกันครองแผ่นดินอย่างมั่งคั่งสงบสุข
- หน้า ๕๗–๖๗ โสณนันทชาดก เรื่องพี่น้องดาบสสองคนคือโสณะและนันทะผู้เลี้ยงดูมารดาบิดาผู้ชราในป่า พระราชามโนชะเสด็จเยี่ยมอาศรมของโกสิยดาบสผู้เป็นบิดา และนันทะขอให้พระราชาช่วยขอโอกาสรับหน้าที่ปรนนิบัติมารดาบิดาแทนพี่ชายโสณะ แต่มารดายืนกรานต้องการให้โสณะผู้เป็นพี่คนเดียวเป็นผู้ดูแลเช่นเดิม ด้วยความผูกพันและเหตุผลว่าโสณะเป็นพี่ใหญ่ผู้ไม่เคยละเลยธรรม บทคาถาช่วงนี้แทรกคำสอนพิสดารว่าด้วยพระคุณของมารดาบิดา (ผู้เป็นดั่งพรหมและบูรพาจารย์) และผลบุญของการปรนนิบัติท่าน ในที่สุดนันทะยอมรับปัญญาของโสณะและขอเป็นศิษย์ผู้ติดตามแทน จบลงด้วยค
- หน้า ๖๘–๗๗ จุลลหังสชาดก เริ่มต้นอสีตินิบาต ด้วยเรื่องพญาหงส์ธตรฐติดบ่วงนายพราน หมู่หงส์บริวารพากันบินหนีเพราะกลัวภัย แต่สุมุขอำมาตย์ปฏิเสธที่จะทิ้งพระราชาผู้เป็นสหายแม้ตนจะปลอดภัยก็ตาม ยอมอยู่เป็นเพื่อนตายด้วยความภักดี นายพรานเกิดความเลื่อมใสในวาจาอันประกอบด้วยธรรมของสุมุข จึงปล่อยพญาหงส์และนำหงส์ทั้งสองไปถวายพระเจ้ากรุงพาราณสี พระราชาซักถามปัญหาราชธรรมต่าง ๆ แล้วเกิดความพอพระทัยในปัญญาของสุมุข จึงปล่อยหงส์ทั้งสองกลับคืนสู่หมู่ญาติด้วยความยินดี เป็นการแสดงผลแห่งมิตรภาพอันแท้จริง
- หน้า ๗๗–๘๗ มหาหังสชาดก เรื่องซ้ำรอยแบบจุลลหังสชาดกแต่พิสดารกว่า พญาหงส์ธตรฐติดบ่วง สุมุขไม่ยอมละทิ้งไปแม้ตนเป็นอิสระ นายพรานประทับใจในความภักดีจนปล่อยพญาหงส์ ระหว่างนั้นธตรฐแสดงความห่วงใยนางสามาผู้เป็นชายาจนหลุดคำตำหนิสตรีอย่างรุนแรง (ว่าด้วยความไม่น่าไว้ใจของสตรี) ก่อนจะสำนึกได้ นายพรานนำหงส์ทั้งสองไปถวายพระเจ้ากรุงกาสี พระราชาซักถามปัญหาราชธรรมอย่างพิสดาร รวมถึงหลักธรรมสิบประการของนักปกครอง (ทาน ศีล บริจาค อาชวะ มัททวะ ตบะ อักโกธะ อวิหิงสา ขันติ อวิโรธนะ) จนพอพระทัยยิ่ง ทรงมอบทรัพย์และขอให้เป็นอาจารย์ ก่อนปล่อยหงส์ท
- หน้า ๘๘–๑๐๖ สุธาโภชนชาดก ตอนต้นเป็นคำสอนของพราหมณ์แก่โกสิยะผู้ตระหนี่ ให้รู้จักให้ทานแก่แขกก่อนบริโภคเอง โดยมีคาถาซ้ำเตือนว่าผู้กินคนเดียวย่อมไม่พบสุข พร้อมอุทาหรณ์เปรียบเทียบต่าง ๆ ต่อมาเทวดาผู้เป็นญาติในอดีตชาติมาเตือนโกสิยะว่าเคยเป็นคนตระหนี่มาก่อน โกสิยะจึงตั้งใจกลับตัวเป็นผู้ให้ทานไม่ขาดสาย เนื้อหาส่วนใหญ่จึงเป็นตำนานเทพธิดาสี่นาง คือ อาสา (ความหวัง) สัทธา (ศรัทธา) สิริ (สิริมงคล) และหิริ (ความละอายใจ) แย่งชิงกันว่าผู้ใดสมควรได้รับสุธา (อาหารทิพย์) จากดอกปาริฉัตรที่พระฤๅษีนารทนำมาจากอาศรมโกสิยะ มาตลีเทพสารถีไต่สวนแ
- หน้า ๑๐๖–๑๑๐ กุณาลชาดก (ตอนต้น ยังไม่จบ) เริ่มต้นมหานิบาตด้วยกุณาลชาดก มีทั้งความร้อยแก้วและคาถาปนกัน พรรณนาป่าหิมพานต์อันอุดมด้วยพรรณไม้และสัตว์นานาชนิด เป็นที่อยู่ของนกกุณาลผู้มีนางบริวารดิรัจฉานเพศเมีย 3,500 นางคอยปรนนิบัติป้องกันภัยรอบด้านขณะบิน แต่นกกุณาลกลับด่าว่านางเหล่านั้นอย่างรุนแรงว่าเป็นหญิงไม่ซื่อสัตย์ ต่างจากนกดุเหว่าปุณณมุขผู้มีนางบริวาร 1,500 นางที่กลับสรรเสริญและขอบคุณภรรยาของตน ปุณณมุขจึงไปเยี่ยมกุณาล นางบริวารของกุณาลซึ่งเบื่อหน่ายคำหยาบของกุณาลหวังว่าปุณณมุขจะทำให้กุณาลเปลี่ยนนิสัย ปุณณมุขเริ่มไต่ถามกุณาลว่าเหตุใดจึ
- หน้า ๑๑๑–๑๑๒ กุณาลชาดก - ปุณณมุขป่วยหนักและได้รับการช่วยเหลือ นกกุณาลด่าไล่นางนกโกกิลาที่มาแจ้งข่าวว่าปุณณมุขปุสสโกกิลป่วยหนักด้วยโรคบิดจนใกล้ตาย เพราะไม่ไว้ใจว่านางเป็นห่วงจริง แต่เมื่อนกกุณาลเห็นนางบินมาแต่ไกลก็รีบไปเยี่ยมปุณณมุขเอง ใช้ปีกและปากประคองพยุงขึ้นแล้วป้อนยาจนอาการทุเลา แสดงความเอื้อเฟื้อของกุณาลต่อมิตรแม้จะปากร้ายกับผู้อื่น
- หน้า ๑๑๒–๑๑๙ กุณาลชาดก - คำสอนว่าด้วยความไม่น่าไว้ใจของสตรี เมื่อปุณณมุขหายป่วยแล้ว กุณาลเล่าเรื่องสตรีในตำนานหลายนางที่นอกใจสามี เช่น กัณหาผู้มีสามีห้าคนแต่ยังคบชายที่หก สมณีปัญจตปาวี เทวีกากวตี กุรุงคเทวี และมารดาพระเจ้าพรหมทัตต์ เพื่อสรุปว่าไม่ควรไว้ใจสตรีเลย จากนั้นแสดงคาถาข้อสอนเป็นหมวดตัวเลข ได้แก่ สี่สิ่งที่ไม่ควรฝากไว้ในตระกูลอื่น (โคเมีย ยาน วัว ภรรยา) หกสิ่งที่ไร้ประโยชน์ยามคับขัน แปดเหตุที่ภรรยาดูหมิ่นสามี เก้าเหตุที่ภรรยาประพฤตินอกใจ และสี่สิบอาการเจ้าชู้ยั่วยวนของสตรี ปิดท้ายด้วยยี่สิบห้าลักษณะที่บ่งชี้ว่าภรรยาประพฤตินอกใจ
- หน้า ๑๑๙–๑๒๖ กุณาลชาดก - อานนท์คิชฌราชและนารทเทวพราหมณ์เสริมคำสอนเรื่องสตรี คาถายังคงเปรียบสตรีดั่งแม่น้ำคดโกง ป่าไม้ผุ ผู้ที่พร้อมทำบาปหากมีโอกาสและที่ลับ พร้อมยกเรื่องกินรีและมเหสีของพระเจ้าพกะกับพระเจ้าพาวริยะที่นอกใจแม้ได้รับความรักสุดหัวใจ จากนั้นพญาแร้งอานนท์กล่าวคาถาของตนเองเสริมความไม่น่าไว้ใจของสตรีในหลายแง่มุม ต่อมานารทเทวพราหมณ์แสดงธรรมว่ามีสี่สิ่งที่ไม่เคยอิ่ม คือ มหาสมุทร พราหมณ์ (ผู้ใฝ่รู้), พระราชา (ผู้ปรารถนาแผ่นดิน) และสตรี (ผู้ปรารถนาบุรุษ) แม้จะมีสามีแปดคนก็ยังปรารถนาคนที่เก้า
- หน้า ๑๒๖–๑๓๐ กุณาลชาดก - บทสรุปคำสอนและจบชาดก กุณาลกล่าวคาถาปิดท้ายอันยาวเป็นการสรุปสอนไม่ให้ไว้ใจสตรีผู้เปรียบดั่งอสรพิษ ไฟ และรากษส ผู้ใดหลงระเริงในสตรีจะพบความพินาศทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ตกนรกเช่นเดียวกับสัตว์เดรัจฉาน ตรงข้ามกับผู้ละกามได้ย่อมได้เสวยทิพยสมบัติในสวรรค์ ทั้งกามาวจรและรูปาวจร ตลอดจนถึงพระนิพพานอันเป็นสุขล่วงทุกข์ทั้งปวง ท้ายบทพระพุทธเจ้าทรงประชุมชาดกว่ากุณาลคือพระองค์เอง ปุสสโกกิลคืออุทายี อานนท์คิชฌราชาคืออานนท์ และนารทะคือสารีบุตร จบกุณาลชาดกที่สี่
- หน้า ๑๓๐–๑๓๓ มหาสุตโสมชาดก - นายพรานกาฬหัตถีและอุปมาโทษของความละโมบ เริ่มมหาสุตโสมชาดก ผู้ถามตำหนินายรสก (กาฬหัตถี) ที่ฆ่าคนเพื่อเอาเนื้อ นายรสกชี้แจงว่าไม่ได้ทำเพื่อตนแต่เพราะพระราชาผู้เป็นเจ้านายเสวยเนื้อมนุษย์ พราหมณ์แนะให้ไปทูลพระราชาต่อหน้า เมื่อทูลแล้ว พระราชากลับสั่งให้ทำต่อไป พราหมณ์จึงเล่าเรื่องอานนท์ผู้กินปลาจนหมดด้วยความติดรสจนต้องกินตนเองในที่สุด เตือนมิให้พระราชาทำรัฐให้ร้างเพราะติดเนื้อมนุษย์ ต่อด้วยเรื่องเจ้าชายสุชาตะผู้สิ้นชีวิตเพราะโหยหาผลหว้าทิพย์ที่หาไม่ได้ และพระสุชาตะสาวกผู้บรรลุธรรมที่แม้ปรารถนานางฟ้าก็ไม่ยอมเสพสุขที่ยังไม่ถึงพร้อม เปรียบกา
- หน้า ๑๓๓–๑๓๙ มหาสุตโสมชาดก - พระเจ้าสุตโสมทรงรักษาสัจจะต่อพราหมณ์ พระเจ้าสุตโสมถูกโปริสาท (พระราชากินคนที่เคยเป็นสหาย) จับตัวไว้ แต่ได้รับการปล่อยชั่วคราวเพื่อไปทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับพราหมณ์ก่อนถูกจับ แม้โปริสาทและผู้อื่นแคลงใจว่าพระองค์จะไม่กลับมาสู่เงื้อมมือความตายอีก แต่พระเจ้าสุตโสมยืนยันจะรักษาสัจจะแม้ต้องแลกด้วยชีวิต ทรงพบพราหมณ์ ฟังคาถาสี่บทอันทรงคุณค่า สนทนาว่าด้วยการคบหาสัตบุรุษเพียงครั้งเดียวก็มีค่าคุ้มครองไปตลอด (สัพภิ สมาคโม) ทรงพระราชทานรางวัลแก่พราหมณ์แล้วอำลาบิดามารดา เสด็จกลับไปหาโปริสาทตามสัญญา ทรงยอมมอบตนให้เป็นอาหารบูชายัญ
- หน้า ๑๓๙–๑๔๖ มหาสุตโสมชาดก - การโต้ตอบธรรมและอธรรมระหว่างสุตโสมกับโปริสาท โปริสาทตำหนิพระเจ้าสุตโสมว่าไม่ฉลาดในขัตติยธรรมที่ยอมกลับมาสู่ความตาย แต่สุตโสมตอบว่าทรงรักษาสัจจะเพราะเห็นแก่ธรรม ยินดีให้บูชายัญและเสวยตนได้ โปริสาทกล่าวหาว่าสุตโสมเป็นผู้อธรรมเพราะกินสิ่งที่ไม่ควรกิน (คบพราหมณ์แทนที่จะทำตามที่สัญญาไว้กับตน) สุตโสมโต้แย้งด้วยหลักว่าผู้ล่าสัตว์เพื่อเนื้อกับผู้ฆ่าคนเพื่อเนื้อย่อมได้ผลเสมอกันในโลกหน้า ทรงยืนยันความไม่กลัวตายเพราะสัจจะเป็นรสอันประเสริฐสุดกว่ารสทั้งปวงในแผ่นดิน โปริสาทซาบซึ้งในคำสอนและคาถาอันไพเราะ จึงพระราชทานพร ๔ ประการแก่สุตโสมเป็นรางวัล
- หน้า ๑๔๖–๑๕๒ มหาสุตโสมชาดก - พรสี่ประการและจบชาดก พระเจ้าสุตโสมทรงขอพรสี่ประการจากโปริสาท คือ ขอให้โปริสาทมีอายุยืนร้อยปีปราศจากโรค ขอมิให้จับกษัตริย์องค์ใดอีก ขอให้ปล่อยกษัตริย์กว่าร้อยพระองค์ที่ถูกจับไว้กลับคืนสู่แว่นแคว้น และขอให้เลิกเสวยเนื้อมนุษย์ โปริสาทลังเลในข้อสุดท้ายเพราะติดใจในรส แต่สุตโสมทรงสอนว่าการคบหาสัตบุรุษเพียงครั้งเดียวยังประเสริฐกว่าคบหาอสัตบุรุษนาน ในที่สุดโปริสาทยอมรับพรทั้งสี่ กลับใจเลิกเสวยเนื้อมนุษย์ กษัตริย์ที่ถูกจับได้รับการปลดปล่อยกลับแว่นแคว้น จบมหาสุตโสมชาดกที่ห้า และจบอสีตินิบาต
- หน้า ๑๕๓–๑๕๕ เตมิยชาดก (มูคปักขชาดก) - เทวดาสอนให้แสร้งเป็นใบ้ และความจริงถูกเปิดเผยแก่สารถี ขึ้นต้นมหานิบาตด้วยเตมิยชาดก เทวดาแนะนำเจ้าชายมิให้แสดงความฉลาด ให้ทำตนเป็นคนโง่เพื่อความอยู่รอด เจ้าชายรับคำ เรื่องดำเนินมาถึงตอนที่สารถีขุดหลุมเพื่อฝังพระราชโอรสที่พระราชาทรงเข้าใจว่าเป็นใบ้ ง่อย และวิกลจริต แต่เมื่อถูกซัก เจ้าชายก็เผยตัวว่ามิได้เป็นใบ้หรือพิการแต่อย่างใด ทรงแสดงแขนขาและวาจาให้สารถีประจักษ์ พร้อมห้ามมิให้ทำอธรรมด้วยการฝังพระองค์ทั้งเป็น สารถีแปลกใจถามว่าเป็นเทวดาหรือคนธรรพ์หรือพระอินทร์ เจ้าชายเฉลยว่าเป็นโอรสของพระเจ้ากรุงกาสี
- หน้า ๑๕๕–๑๕๙ เตมิยชาดก - เหตุผลที่ทรงแสร้งใบ้และการปฏิเสธราชสมบัติ เจ้าชายทรงเล่าว่าในชาติก่อนเคยครองราชสมบัติยี่สิบปีแล้วต้องเสวยทุกข์ในนรกถึงแปดหมื่นปีเพราะความอาฆาตที่เกิดจากราชกิจ (สั่งฆ่า สั่งลงทัณฑ์) จึงเกรงกลัวราชสมบัติและแสร้งเป็นใบ้บ้าใบ้มาตลอดสิบหกปี พร้อมแสดงคาถายืนยาวสรรเสริญผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร เมื่อสารถีชวนกลับไปครองราชย์ เจ้าชายทรงปฏิเสธ มุ่งหน้าบวชเป็นฤๅษี สารถีขอบวชตามแต่เจ้าชายให้รอจนกว่าพระราชบิดาจะเสด็จมาเยี่ยมก่อน สารถีจึงกลับไปทูลพระราชมารดาผู้ทรงกันแสงเข้าใจผิดว่าพระโอรสถูกสารถีปลงพระชนม์ และเปิดเผยความจริงทั้งหมด
- หน้า ๑๕๙–๑๖๕ เตมิยชาดก - พระราชาเสด็จเยี่ยมและทรงถูกทัดทานด้วยธรรมจนจบชาดก พระราชาพร้อมข้าราชบริพารทั้งปวงเสด็จออกไปยังป่าเพื่อพบพระโอรส หลังการไถ่ถามสุขทุกข์ตามธรรมเนียม พระราชาทรงพยายามชักชวนให้กลับไปครองราชย์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยการเสนอกองทัพ ราชสมบัติ นางสนม และความสุขนานัปการ แต่เจ้าชายทรงปฏิเสธทุกครั้งด้วยคำสอนว่าชีวิตไม่เที่ยง วัยหนุ่มก็ต้องแก่และตาย เปรียบชีวิตมนุษย์ดั่งกระแสน้ำที่ไหลไปไม่หวนกลับ ความตายคุกคามอยู่ทุกขณะไม่มีใครรู้ว่าจะตายเมื่อใด ทรงยืนยันความตั้งใจจะประพฤติพรหมจรรย์ ไม่ปรารถนาราชสมบัติ จบลงด้วยชื่อเรื่องเตมิยชาดกที่หนึ่งแห่งมหานิบาต
- หน้า ๑๖๕ มหาชนกชาดก - เริ่มต้น (ยังไม่จบในหน้านี้) เริ่มต้นมหาชนกชาดกที่สอง เทวดาถามพระมหาชนกซึ่งทรงว่ายอยู่กลางมหาสมุทรโดยมองไม่เห็นฝั่งว่าเหตุใดจึงยังพยายามว่ายต่อไปทั้งที่ไร้หวัง เทวดาชี้ว่าเป็นความพยายามที่ไร้ผล ท้ายที่สุดคงต้องตายก่อนถึงฝั่ง เนื้อความยังไม่จบเพียงหน้า ๑๖๕ ซึ่งเป็นจุดตัดของไฟล์นี้ เรื่องราวการโต้ตอบระหว่างเทวดากับพระมหาชนกจะดำเนินต่อในส่วนถัดไป
- หน้า ๑๖๖–๑๖๗ มหาชนกชาดก ตอนสนทนากับเทพธิดาในมหาสมุทร (ต่อจากตอนก่อน) คาถาต่อเนื่องจากตอนที่พระมหาชนกทรงว่ายน้ำกลางมหาสมุทร มีเทพธิดา (เทวเต) ทักถามว่าเหตุใดจึงยังพยายามในกิจที่ไม่มีทางสำเร็จ ไร้ผล เหน็ดเหนื่อยเปล่า ในเมื่อความตายอาจมาถึงก่อน พระมหาชนกตอบว่าตนเห็นผลแห่งความเพียรประจักษ์อยู่ตรงหน้า จึงจะพยายามสุดกำลังไปให้ถึงฝั่งสมุทรตามหน้าที่ลูกผู้ชาย เทพธิดาจึงอวยพรว่าผู้มีความเพียรทางธรรมเช่นนี้จะไม่จมลง แล้วจงไปตามที่ใจปรารถนา จากนั้นเป็นคาถาไขปริศนาขุมทรัพย์ ๑๖ แห่ง (ที่พระอาทิตย์ขึ้น-ตก ที่ต้นซาลพฤกษ์ ปลายฟัน ปลายผมเป็นต้น) และปิดท้ายด้วยคาถาเรื่องความไม่ท้อ
- หน้า ๑๖๘–๑๗๙ มหาชนกชาดก ตอนคาถาปรารภการออกผนวช (กทาหํ มิถิลํ ผีตํ) พระเจ้าชนกทรงยกย่องเหล่านักพรตผู้ตัดข่ายมัจจุราชได้แล้วอยู่อย่างสงบท่ามกลางโลกที่วุ่นวาย จากนั้นตรัสคาถาซ้ำเป็นชุดยาวว่า "เมื่อไรหนอเราจะละกรุงมิถิลาอันมั่งคั่ง...แล้วออกบวช" ไล่เรียงสิ่งที่จะทรงสละทีละอย่าง ทั้งกำแพงเมือง ถนน อุทยาน ปราสาท เครื่องนอน กองช้าง กองม้า กองรถหลายชนิด นักรบ ราชบุรุษ และมเหสีเจ็ดร้อยนาง จนถึงความปรารถนาจะถือบาตรครองผ้าบังสุกุลเที่ยวบิณฑบาต เมื่อพระองค์เตรียมเสด็จออกจริง เหล่ามเหสีทั้งเจ็ดร้อยนางต่างคร่ำครวญโอบพระพาหาถามว่าเหตุใดจะทรงทอดทิ้งพวกนาง แต่พระองค์ก็เสด็จออกบ
- หน้า ๑๗๙–๑๘๕ มหาชนกชาดก ตอนบททดสอบและคำสอนก่อนแยกจากพระนางสีวลี (จบชาดก) พระนางสีวลีทรงหาทางให้พระเจ้าชนกหวนกลับ โดยให้จุดไฟเผากรุงมิถิลาและปล่อยข่าวโจรปล้นแว่นแคว้น แต่พระองค์ไม่หวั่นไหว ตรัสว่า "เราอยู่เป็นสุขแท้จริง เพราะไม่มีสิ่งใดเป็นของเรา" ระหว่างทางทรงสนทนากับนักพรต (นารทะ/กัสสปะ) เรื่องอุปสรรคของผู้ปฏิบัติธรรม และกับมิคาชินผู้ตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงสละราชสมบัติ ซึ่งพระองค์ทรงตอบด้วยอุปมาต้นมะม่วงมีผลถูกทำลายเพราะผู้คนแย่งชิงผล ต่างจากต้นที่ไม่มีผลจึงปลอดภัย สอนว่าทรัพย์สมบัติคือภัย ท้ายที่สุดราษฎรและพระนางสีวลีทูลขอให้ทรงตั้งโอรสครองราชย์ก่อนออกบวช แต่พระองค์ท
- หน้า ๑๘๕–๑๙๗ สุวรรณสามชาดก สามดาบสถูกพระเจ้าปิลยักขะแห่งแคว้นกาสีทรงยิงด้วยลูกศรขณะกำลังตักน้ำให้บิดามารดาผู้ตาบอดในป่า สามแม้บาดเจ็บหนักก็มิได้โกรธ กลับสลดใจว่าบิดามารดาผู้ตาบอดจะไม่มีใครดูแล พระราชาสำนึกผิดจึงรับอาสาเลี้ยงดูบิดามารดาของสามแทน เมื่อบิดามารดาทราบข่าวว่าสามถูกฆ่าก็โศกเศร้ายิ่งนัก ต่างตั้งสัตยาธิษฐานอ้างคุณความดีของสาม (เป็นผู้ประพฤติธรรม ประพฤติพรหมจรรย์ พูดความจริง เลี้ยงดูบิดามารดา อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่) ขอให้พิษหายไป แม้เทพธิดาประจำป่าก็ร่วมตั้งสัตยาธิษฐานด้วย ในที่สุดสามก็ฟื้นคืนชีวิตอย่างอัศจรรย์ และแสดง
- หน้า ๑๙๘–๒๐๑ เนมิราชชาดก ตอนต้น: ปุจฉาเรื่องทานกับพรหมจรรย์ พระเจ้านิมิ (เนมิ) แห่งวิเทหรัฐ ผู้ทรงบำเพ็ญทานเป็นเลิศ ทรงเกิดความสงสัยว่าทานหรือพรหมจรรย์อย่างใดมีผลมากกว่ากัน ท้าวสักกะจึงเสด็จมาปรากฏกายอันรุ่งเรืองตอบปัญหาว่า การประพฤติพรหมจรรย์อย่างต่ำให้เกิดเป็นกษัตริย์ อย่างกลางเป็นเทวดา อย่างสูงสุดถึงความบริสุทธิ์หมดจด และยกตัวอย่างกษัตริย์นักบูชายัญในอดีตจำนวนมากที่แม้บวงสรวงยิ่งใหญ่ก็มิอาจล่วงพ้นความตายได้ ต่างจากผู้ไม่มีคู่ยินดีอยู่ผู้เดียวได้ปีติแห่งวิเวก ซึ่งประเสริฐกว่าผู้เสวยสุขดุจพระอินทร์แต่ต้องพึ่งพาผู้อื่น ท้าวสักกะยังสอนว่าวรรณะทุกจำพวกหากต
- หน้า ๒๐๑–๒๑๒ เนมิราชชาดก ตอนทัวร์นรก มาตลีเทพสารถีนำพระเจ้านิมิชมนรกต่างๆ เริ่มจากแม่น้ำเวตรณีอันร้อนดุจไฟ จากนั้นเป็นบทสนทนาซ้ำรูปแบบเดิมต่อเนื่องหลายหน้า คือพระเจ้านิมิทอดพระเนตรเห็นภาพน่าสยดสยอง (คนถูกสุนัขป่าและแร้งกากรุมกัดกิน ถูกทุบด้วยท่อนเหล็กร้อน ถูกโยนลงบ่อถ่านเพลิง ถูกต้มในหม้อโลหะคว่ำหัวลง ถูกเฉือนคอ ถูกบังคับดื่มน้ำแกลบ/เลือดหนอง ถูกเบ็ดเกี่ยวลิ้น ถูกแทงด้วยหอก หญิงถูกเสียบตรึงกับพื้น เป็นต้น) แล้วตรัสถามมาตลีว่าคนเหล่านี้ทำบาปอะไร มาตลีก็อธิบายกรรมที่สอดคล้องกันทุกครั้ง เช่น ผู้เบียดเบียนคนอ่อนแอ ผู้ตระหนี่ด่าว่าสมณพร
- หน้า ๒๑๒–๒๒๐ เนมิราชชาดก ตอนทัวร์สวรรค์ (ยังไม่จบ) จากนรก มาตลีพาพระเจ้านิมิชมวิมานสวรรค์ต่างๆ ที่รุ่งเรืองด้วยแก้วผลึกและไพฑูรย์ เต็มไปด้วยนางฟ้าและดนตรีทิพย์ พระเจ้านิมิถามถึงกรรมดีของผู้อยู่ในแต่ละวิมาน มาตลีตอบเป็นชุดซ้ำๆ ว่าเป็นผลของทาสหญิงที่แบ่งปันอาหารแก่แขก คหบดีชื่อโสณทินนะผู้สร้างวิหารเจ็ดหลังถวายสงฆ์และรักษาอุโบสถศีล อุบาสกอุบาสิกาผู้มีศีล ยินดีในทาน สร้างสวน บ่อน้ำ ศาลาพักสำหรับพระอรหันต์และคนเดินทาง ถวายจีวรบิณฑบาตที่พักและรักษาอุโบสถ ๘ ตลอด ซึ่งล้วนเป็นคหบดีจากเมืองต่างๆ เช่น มิถิลา พาราณสี สาวัตถี เนื้อหาส่วนนี้เป็นบทสนทนาถาม-ตอบ
- หน้า ๒๒๑–๒๒๓ เนมิราชชาดก (เนมิราชชาตกํ) ตอนจบ พระเจ้าเนมิราชเสด็จเยี่ยมชมสวรรค์ชั้นดาวดึงส์โดยมีมาตลีเทพสารถีเป็นผู้นำทาง ทรงถามถึงประตูจิตตกูฏและเทวสภาสุธรรมาอันโอฬาร ท้าวสักกะทรงต้อนรับและเชื้อเชิญให้ประทับเสวยกามคุณในหมู่เทวดา แต่พระเจ้าเนมิราชทรงปฏิเสธ ตรัสว่าบุญที่ผู้อื่นให้เปรียบดังของยืม พระองค์ปรารถนาจะกลับไปทำบุญด้วยพระองค์เองในหมู่มนุษย์ด้วยทาน ศีล และการฝึกตน สุดท้ายทรงบูชายัญอันประเสริฐแล้วทรงผนวชเป็นฤๅษี จบเนมิราชชาตกที่ ๔
- หน้า ๒๒๓–๒๒๕ มโหสธชาดก (อุมงคชาดก) ตอนกองทัพปัญจาลล้อมมิถิลา กองทัพมหึมาของพระเจ้าพรหมทัตต์แห่งปัญจาลนครล้อมกรุงมิถิลาไว้จนพระเจ้าเวเทหราชสิ้นหวัง ตรัสถามมโหสธบัณฑิตว่าจะพ้นภัยได้อย่างไร มโหสธหยั่งรู้ว่าศัตรูใช้กลอุบายยกธิดามาผูกไมตรีเพื่อล่อพระเจ้าเวเทหราชไปปลงพระชนม์ จึงทูลเตือนด้วยอุปมาปลาติดเบ็ดไม่ให้ลุ่มหลงเรื่องอภิเษก แต่เหล่าอำมาตย์ผู้ประจบสอพลอกลับดูหมิ่นมโหสธว่าเป็นเพียงคนป่าไถนา และพระราชาทรงกริ้วสั่งจะประหารมโหสธที่ขัดขวางลาภของพระองค์
- หน้า ๒๒๖–๒๒๙ มโหสธชาดก ตอนนกทูตสืบข่าวและการตระเตรียมอภิเษก มโหสธแอบส่งนกแขกเต้าที่ฝึกไว้ชื่อมาธุระไปเกี้ยวนางนกสาลิกาในวังปัญจาลราชเพื่อสืบข่าวแผนการของศัตรู บทสนทนาของนกทั้งคู่แทรกข้อถกเถียงเรื่องความรักต่างเผ่าพันธุ์ ได้ข้อสรุปว่าความใคร่ไม่เลือกชนิด ระหว่างนั้นพระเจ้าเวเทหราชเสด็จไปยังปัญจาลนครตามคำแนะนำของมโหสธ มีการสร้างที่ประทับรองรับ และมีการทาบทามอภิเษกกับพระธิดาปัญจาลราชสำเร็จ
- หน้า ๒๒๙–๒๓๓ มโหสธชาดก ตอนภัยมาถึงในคืนอภิเษก ระหว่างพิธีอภิเษก พระเจ้าเวเทหราชทรงสังเกตเห็นทหารและคบเพลิงล้อมรอบ เมื่อบัณฑิตทูลว่าพระเจ้าจุฬนีพรหมทัตต์วางแผนจะปลงพระชนม์ในยามเช้า พระองค์ทรงหวาดกลัวจนพระทัยเต้นแรงดุจไฟไหม้ภายในแต่ไม่ปรากฏภายนอกดังเตาช่างเหล็ก เสนกอำมาตย์ตำหนิที่ไม่เชื่อคำเตือนของมโหสธแต่แรก ส่วนอำมาตย์บัณฑิตทั้งสี่เมื่อคิดหาทางออกไม่ได้ต่างเสนอจะสิ้นชีวิตด้วยไฟ ยาพิษ แขวนคอ หรือกระโดดหน้าผา ดีกว่าถูกทรมานให้ตายอย่างช้าๆ เปรียบความสิ้นหวังของตนดังเที่ยวค้นแก่นในต้นกล้วยหรือต้นงิ้วที่ไม่มีแก่นให้พบ
- หน้า ๒๓๔–๒๓๖ มโหสธชาดก ตอนหนีผ่านอุโมงค์ลับ มีเพียงมโหสธที่ยังสงบนิ่ง ทูลปลอบพระราชาด้วยอุปมาต่างๆ ว่าจะช่วยให้พ้นภัยดุจพระจันทร์พ้นราหู ช้างพ้นเปือกตม นกพ้นกรง ปลาพ้นแห แล้วนำเสด็จพระราชาและเหล่าอำมาตย์หนีออกทางอุโมงค์ลับ (อุมงค์) ที่เตรียมไว้ใต้พระนคร จัดขบวนให้เสนกนำหน้า มโหสธตามหลัง พระราชาอยู่กลาง เมื่อออกจากอุโมงค์ถึงแม่น้ำเสด็จลงเรือ มโหสธทูลสั่งสอนให้ทรงปฏิบัติต่อพระญาติฝ่ายปัญจาลราชด้วยความรักและเคารพดุจญาติแท้ของพระองค์เอง
- หน้า ๒๓๖–๒๔๑ มโหสธชาดก ตอนพระเจ้าจุฬนีพรหมทัตต์ตามล่า เมื่อรู้ว่าพระเจ้าเวเทหราชหนีไปแล้ว พระเจ้าจุฬนีพรหมทัตต์ทรงกริ้วจัด เสด็จขึ้นคชสารพร้อมจตุรงคเสนามหึมา โอ้อวดว่าไม่มีผู้ใดหนีพ้นแม้มีปีก สั่งให้ช้างเหยียบย่ำนครที่พระเจ้าเวเทหราชสร้างไว้ แต่เมื่อทราบว่าศัตรูข้ามแม่น้ำหนีรอดไปแล้ว ทรงถูกเปรียบเป็นสุนัขจิ้งจอกที่เข้าใจผิดคิดว่าดอกทองกวาวยามค่ำคืนเป็นชิ้นเนื้อ ครั้นรุ่งเช้าเห็นเป็นเพียงดอกไม้ก็ผิดหวัง ทรงกริ้วสั่งจะตัดมือเท้าหูจมูกของผู้ช่วยศัตรูหนี แต่กลับถูกโต้ตอบว่าหากทำเช่นนั้น พระเจ้าเวเทหราชก็จะทรงกระทำเช่นเดียวกันต่อพระธิดา พระมเหสี และพระป
- หน้า ๒๔๑–๒๔๕ มโหสธชาดก ตอนจบ: วังว่างเปล่าและบำเหน็จรางวัล พระเจ้าจุฬนีพรหมทัตต์ทรงตกตะลึงเมื่อพบว่าตำหนักชั้นในว่างเปล่า พระมเหสี พระโอรสธิดา และพระราชมารดาถูกนำออกทางอุโมงค์เดียวกันหมดแล้ว ความเศร้าโศกปนสับสน (บางส่วนเกิดจากมายาที่มโหสธสร้างไว้) กลับกลายเป็นความชื่นชมในสติปัญญาของมโหสธ พระองค์ทรงชักชวนมโหสธให้แปรพักตร์มารับใช้ด้วยทรัพย์และเกียรติยศสองเท่า แต่มโหสธทูลปฏิเสธ ยืนยันความภักดีต่อพระเจ้าเวเทหราชแต่ผู้เดียว จึงทรงพระราชทานบ้านเมือง ทรัพย์สิน และบริวารมากมายแก่มโหสธและกองทัพทั้งหมด แล้วส่งเสด็จกลับมิถิลาด้วยเกียรติยศท่ามกลางเสียงดนตรีและการเฉ
- หน้า ๒๔๕–๒๔๖ ภูริทัตตชาดก (ภูริทตฺตชาตกํ) ตอนพญานาคขอพระธิดา ทูตของพญานาคธตรฐมาทูลขอพระธิดาของพระราชาเมืองมนุษย์เพื่ออภิเษกกับโอรสพญานาค พร้อมเสนอทรัพย์สินทั้งหมดในนาคพิภพแลกเปลี่ยน พระราชาทรงปฏิเสธเพราะไม่เคยมีธรรมเนียมอภิเษกระหว่างมนุษย์กับนาค แม้ถูกเตือนว่าความกริ้วของพญานาคเป็นภัยร้ายแรง พญานาคธตรฐจึงสั่งให้เหล่านาคขึ้นมาล้อมพระนครพาราณสีตามบ้านเรือน ถนน ยอดไม้ และซุ้มประตูทุกแห่งเพื่อข่มขวัญ แต่กำชับมิให้ทำร้ายผู้ใด ราษฎรตื่นตระหนกจนพากันวิงวอนให้พระราชายอมยกพระธิดา
- หน้า ๒๔๖–๒๔๙ ภูริทัตตชาดก ตอนพราหมณ์เยือนวิมานภูริทัตต์ มีผู้พบพราหมณ์ผู้หนึ่งพร้อมบุตรได้เข้าไปในวิมานอันโอฬารกลางสายน้ำยมุนา ซึ่งเจ้าของวิมานเปิดเผยตนว่าคือภูริทัตต์ โอรสของพญานาคธตรฐกับนางสมุทรชา ทรงต้อนรับด้วยกามคุณและประทานแก้วสารพัดนึกให้ แต่พราหมณ์นั้นกลับทูลขอบใจแล้วปฏิเสธ เพราะชราแล้วปรารถนาจะออกบวช ไม่ต้องการกามคุณอีก ส่วนภูริทัตต์เองแม้มีวิมานอันเลิศเสมอสวรรค์ ก็ยังขึ้นมารักษาอุโบสถศีลนอนบนจอมปลวกในโลกมนุษย์เป็นประจำด้วยความเคร่งครัดอย่างยิ่ง
- หน้า ๒๔๙–๒๕๑ ภูริทัตตชาดก ตอนพราหมณ์ทรยศจับภูริทัตต์ พราหมณ์ผู้เคยได้รับความเมตตาจากภูริทัตต์กลับเกิดความโลภ ปรารถนาจะแย่งชิงแก้วสารพัดนึกโดยไม่ชอบธรรม โสมทัตต์บุตรชายผู้ซื่อตรงทัดทานไม่ให้บิดาทรยศต่อผู้มีคุณ แต่บิดาไม่ฟัง โสมทัตต์จึงประณามบิดาต่อหน้าเทวดาทั้งหลายแล้วจากไป ฝ่ายบิดาอาศัยมนตร์วิเศษที่สืบทอดมาจากครุฑผ่านฤๅษีโกสิยะจนถึงตน ร่ายมนตร์จับภูริทัตต์ผู้กำลังนอนรักษาศีลอย่างสงบนิ่งอยู่บนจอมปลวกไปได้สำเร็จ
- หน้า ๒๕๑–๒๕๓ ภูริทัตตชาดก ตอนครอบครัวออกตามหา ภูริทัตต์แม้มีฤทธิ์พอจะทำลายผู้จับตนได้ ก็ยอมถูกจับโดยดีเพื่อรักษาศีลของตนไว้ ก่อนหน้านั้นท่านฝันร้ายว่ามีชายตัดแขนขวาพาไปพลางท่านร้องไห้ ตั้งแต่ฝันนั้นก็ไม่เป็นสุขทั้งกลางวันกลางคืน เมื่อนางนาคที่เคยปรนนิบัติหายไปหมด มารดาและภรรยาของภูริทัตต์จึงไปเยี่ยมเรือนท่าน เมื่อไม่พบก็คร่ำครวญเปรียบดังนกที่รังว่างเปล่า ส่วนอริฏฐะและสุโภคะสองพี่น้องปลอบมารดาแล้วสาบานจะออกตามหาภูริทัตต์ให้ทั่วภูเขา หมู่บ้าน และเมืองต่างๆ ภายในสิบวัน
- หน้า ๒๕๓–๒๕๘ ภูริทัตตชาดก ตอนแสดงงูและคำท้าพนัน พราหมณ์อาลัมพายนะผู้จับภูริทัตต์ได้นำไปแสดงเป็นงูเล่นกลตามหมู่บ้านต่างๆ เพื่อเงินและชื่อเสียง มีชายหนุ่มคนหนึ่ง (สันนิษฐานว่าเป็นพระญาติของภูริทัตต์ปลอมตัวมา) ท้าพนันเงินห้าร้อยกหาปณะ กล่าวหาว่างูที่แสดงนั้นไร้พิษหลอกลวงประชาชน พร้อมขู่ว่าหากยั่วยุอาจบันดาลภัยพิบัติร้ายแรง เช่น เผาผลาญแผ่นดินหรือทำฝนไม่ตกเจ็ดปี เป็นนัยเตือนถึงอำนาจที่แท้จริงของภูริทัตต์และเผ่าพันธุ์นาค ขณะเดียวกันมีผู้เตือนอาลัมพายนะว่าพราหมณ์จะปลอดภัยได้ด้วยคุณสมบัติสามประการเท่านั้น คือ ความรู้พระเวท ความเพียรบำเพ็ญตบะ และการบ
- หน้า ๒๕๘–๒๗๑ ภูริทัตตชาดก ตอนโต้แย้งการบูชายัญและศาสนาพราหมณ์ ส่วนนี้เป็นบทโต้แย้งเชิงปรัชญายาวเหยียดต่อต้านศาสนาพราหมณ์และการบูชายัญ โดยฝ่ายเครือญาติของภูริทัตต์ชี้ว่าไฟมิใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นเพียงปรากฏการณ์ธรรมชาติที่แปรเปลี่ยนได้เหมือนนมแปรเป็นนมส้ม การฆ่าสัตว์บูชายัญหรือกำเนิดในวรรณะสูงไม่อาจชำระบาปหรือนำสู่สวรรค์ได้จริง หากพระพรหมทรงสร้างและปกครองโลกจริง เหตุใดจึงทรงสร้างโลกที่เต็มไปด้วยความทุกข์และความอยุติธรรม พวกพราหมณ์ถูกกล่าวหาว่าใช้พิธีบูชายัญหลอกลวงปล้นทรัพย์กษัตริย์และราษฎรดุจฝูงกาแย่งเหยื่อจากนกฮูก บทสรุปคือมีเพียงความประพฤติดี การให้ทาน ก
- หน้า ๒๗๑–๒๗๒ ภูริทัตตชาดก ตอนจบ: เฉลยพระโอรสพญานาค บทกวีบรรยายถึงชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งปรากฏกายอย่างสง่างามท่ามกลางหมู่สตรีที่ก้มกราบ มีลักษณะพิเศษราวกับเทพ พร้อมอาวุธและเครื่องประดับวิจิตร เมื่อเข้ามาในที่ประชุมก็ถอดพระขรรค์และก้มกราบแทบเท้าผู้เป็นใหญ่ ปิดท้ายด้วยการเฉลยว่าบุคคลเหล่านี้ล้วนเป็นพระโอรสผู้มีฤทธิ์อันไพศาลของพญานาคธตรฐกับนางสมุทรชา จบภูริทัตตชาดกที่ ๖
- หน้า ๒๗๒–๒๗๓ จันทกุมารชาดก (ขัณฑหาลชาดก) ตอนคำแนะนำของปุโรหิตทุจริต พระราชาแห่งเมืองปุปผวดีผู้มีพระอัธยาศัยดุร้าย ตรัสถามขัณฑหาลปุโรหิตผู้เป็นพราหมณ์ทุจริตถึงหนทางไปสู่สุคติ ขัณฑหาละทูลแนะนำว่าการให้ "มหาทาน" ถึงขั้นบูชายัญสิ่งที่ปกติไม่ควรฆ่า (คือผู้ที่รักใคร่ใกล้ชิด) จะนำไปสู่สุคติ พระราชาทรงยินดีจึงตรัสถามต่อว่า "มหาทาน" คืออะไร และใครบ้างที่นับเป็นสิ่งที่ควรบูชายัญ พร้อมทรงปฏิญาณว่าจะทรงบำเพ็ญทานตามที่ทรงแนะนำทุกประการ
- หน้า ๒๗๓–๒๗๕ จันทกุมารชาดก (ขัณฑหาลชาดก) ตอนรายชื่อผู้ถูกบูชายัญ (เนื้อเรื่องยังไม่จบ) ขัณฑหาละทูลระบุว่าต้องบูชายัญด้วยพระโอรส พระมเหสี ชาวเมือง และโคอุสภะสี่ตัวจึงจะครบถ้วน เมื่อทราบข่าวทั่วพระราชวังก็เกิดเสียงร่ำไห้โกลาหล พระราชามีรับสั่งให้เรียกพระโอรสธิดา พระมเหสี อำมาตย์ และคหบดีสำคัญมารวมกันเพื่อเตรียมบูชายัญพร้อมช้างม้าโคในยามรุ่งอรุณถัดไป พระราชมารดาพระองค์หนึ่งเสด็จมาทรงกันแสงแจ้งแก่พระโอรสจันทกุมารว่าพระองค์และพระอนุชาทั้งสามจะถูกบูชายัญ จันทกุมารทรงรับด้วยความสงบเพราะเชื่อว่าจะได้ไปสู่สวรรค์ แต่พระราชมารดาทรงคัดค้านว่าการฆ่าบุตรมิใช่หนทางสู่สุคติ มีแต่การให้ทานและการไม
- หน้า ๒๗๖–๒๘๓ จันทกุมารชาดก (ตอนอ้อนวอนมิให้ฆ่าบูชายัญ) คาถาต่อเนื่องจากตอนก่อน กล่าวถึงพระเจ้าเอกราชผู้ทรงเชื่อคำยุยงของพราหมณ์ปุโรหิตขัณฑหาลว่าการฆ่าโอรสทั้งสี่ (มีจันทกุมารและสุริยกุมาร) บูชายัญแด่พระจันทร์พระอาทิตย์จะนำไปสู่สวรรค์ ทั้งที่พระบิดา (วสวัตติ) เคยเตือนไว้ว่านั่นคือทางนรกมิใช่ทางสวรรค์ และทางแห่งสุคติที่แท้คือทาน ความไม่เบียดเบียน มิใช่การฆ่าบุตร ข้ารับใช้ ราชบริพาร และประชาชนต่างพากันอ้อนวอนขอชีวิตพระโอรส แต่พระราชายืนกรานตามคำปฏิญาณที่ให้ไว้กับขัณฑหาล
- หน้า ๒๘๔–๒๘๙ จันทกุมารชาดก (ตอนขบวนนำไปสู่หลักบูชายัญ) หมู่มเหสีของจันทกุมารเจ็ดร้อยนางสยายผมร่ำไห้ตามขบวน พระโอรสทั้งสองถูกประดับตกแต่งอย่างสวยงามดุจเครื่องบูชา ขณะที่ผู้คนชี้ให้ดูปราสาท สวน และสิ่งของอันเคยเป็นที่รื่นรมย์ของพระโอรสซึ่งจะไม่ได้ใช้อีกต่อไป พระมารดา พระชายา และพระธิดาเสลาต่างคร่ำครวญขอสละชีวิตแทนหรือขอตายร่วมกับพระโอรส พระราชายังคงถูกเร่งเร้าจากขัณฑหาลให้ดำเนินพิธีบูชายัญต่อไป
- หน้า ๒๙๐–๒๙๒ จันทกุมารชาดก (ตอนสัจกิริยาและอวสาน) พระชายาของจันทกุมาร (ราชธิดาแคว้นปัญจาละ) ทรงเดินวนรอบมณฑลพิธีประนมมือกล่าวสัจวาจาอ้างความชั่วของขัณฑหาลเป็นพยาน วิงวอนเทวดาและอมนุษย์ให้ช่วยคุ้มครองพระสวามี อมนุษย์ตนหนึ่งปรากฏกายถือค้อนเหล็กขู่พระราชาให้สำนึก ทุกคนที่ถูกจองจำได้รับการปลดปล่อยทันที ฝูงชนรุมขว้างก้อนดินสังหารขัณฑหาล จากนั้นทุกฝ่ายชื่นชมยินดี มีการอภิเษกจันทกุมาร จบเรื่องจันทกุมารชาดกที่ ๗
- หน้า ๒๙๒–๒๙๘ มหานารทกัสสปชาดก (ตอนต้น - ทิฏฐิผิดของพระเจ้าอังคติ) เริ่มเรื่องที่ ๘ พระเจ้าอังคติแห่งวิเทหรัฐทรงเรียกอำมาตย์ผู้ปราดเปรื่องสามคน (วิชัย สุนามะ เสนาบดีอลาตะ) มาปรึกษาในคืนวันเพ็ญ ตามคำแนะนำของอลาตะจึงเสด็จไปหาคุณอเจลกชีเปลือย ผู้สอนทิฏฐินิยมสูญ (นัตถิกทิฏฐิ) ปฏิเสธกรรม ผลกรรม และโลกหน้า อ้างว่าสรรพสัตว์บริสุทธิ์ได้เองเมื่อครบกัปโดยไม่เกี่ยวกับความประพฤติ พระราชาทรงเชื่อจึงเลิกให้ทาน ห้ามพระธิดารุจาผู้ใฝ่บุญบริจาคทาน และเสนาบดีอลาตะเล่าชาติก่อนของตนที่เคยเป็นคนฆ่าโค แต่ชาตินี้กลับมั่งคั่ง อ้างเป็นหลักฐานว่าบาปไม่มีผล
- หน้า ๒๙๘–๓๐๓ มหานารทกัสสปชาดก (ทาสวีชกะและคำสอนของรุจา) ทาสวีชกะผู้ฟังอยู่ร้องไห้ เล่าว่าชาติก่อนตนเป็นเศรษฐีใจบุญรักษาศีลแต่ชาตินี้กลับเกิดเป็นทาสยากไร้ ดูราวกับบุญไม่มีผล พระเจ้าอังคติทรงปลอบด้วยทิฏฐิว่าไม่มีประตูสู่สุคติที่แน่นอน พระธิดารุจาจึงคัดค้านทั้งอลาตะและวีชกะด้วยอุปมาเรือบรรทุกของหนักเกินจะจมเมื่อเต็มพิกัด และคานชั่งที่จะเอนเมื่อของครบน้ำหนัก แสดงว่าผลกรรมสุกงอมตามเวลา มิใช่ไม่มีผล พร้อมเตือนให้เว้นมิตรชั่วดุจปลาเน่าห่อหญ้าคาทำให้หญ้าเหม็นด้วย และคบบัณฑิตดุจใบไม้ห่อกฤษณาย่อมหอมตาม
- หน้า ๓๐๓–๓๐๖ มหานารทกัสสปชาดก (รุจาระลึกชาติเจ็ดชาติ) พระธิดารุจาเล่าระลึกชาติของตนเองเจ็ดชาติติดต่อกันเพื่อพิสูจน์ความต่อเนื่องของกรรม ชาติหนึ่งเคยเป็นบุตรเศรษฐีในเมืองโกสัมพีที่คบมิตรชั่วจนล่วงประเวณีภรรยาผู้อื่น ต้องตกนรกโรรุวะยาวนาน แล้วเวียนเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานหลายชาติ (แพะ ลิง โค) รับผลบาปนั้น ก่อนจะได้เกิดเป็นเทพธิดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ด้วยอานิสงส์บุญที่เคยทำไว้ แสดงว่ากรรมดีกรรมชั่วไม่สูญหายแม้ผ่านหลายภพชาติ
- หน้า ๓๐๖–๓๑๕ มหานารทกัสสปชาดก (พระนารทพรหมแสดงนรก-สวรรค์) พระนารทพรหม (พระโพธิสัตว์) เสด็จลงจากพรหมโลกมาเยือนพระเจ้าอังคติ อธิบายว่าฤทธิ์ของตนเกิดจากสัจจะ ธรรม ทมะ และจาคะที่บำเพ็ญมา เมื่อพระราชายังไม่เชื่อเรื่องโลกหน้า พระนารทจึงพรรณนาภาพนรกต่าง ๆ อย่างละเอียดน่าสยดสยอง เช่น สุนัขนรกเขี้ยวเหล็ก ฝนอาวุธ ต้นงิ้วมีหนามแหลม แม่น้ำเวตรณีอันร้อนระอุ เพื่อเตือนภัยแก่ผู้ทำบาป และกล่าวถึงกษัตริย์ผู้ทรงธรรมในอดีต (เช่นท้าวธตรฐ) ผู้ไปสู่สวรรค์ พระเจ้าอังคติทรงหวาดกลัวสำนึกผิด ขอทางแห่งความบริสุทธิ์ จบเรื่องด้วยการเฉลยชาติในอดีต (อลาตะ=พระเทวทัต, วีชกะ=พระโมคคัลล
- หน้า ๓๑๕–๓๒๐ วิธุรชาดก (ตอนต้น - ความแพ้ท้องของนางวิมลาและอิรันทตี) เริ่มเรื่องที่ ๙ นางวิมลา มเหสีของพญานาควรุณ เกิดอาการแพ้ท้องประหลาดปรารถนาหัวใจของวิธุรบัณฑิต อำมาตย์ผู้ปราชญ์เฉลียวฉลาดของพระเจ้าธนัญชัยโกรพยะ นางอิรันทตี ราชธิดา เมื่อทราบสาเหตุจึงออกเที่ยวกลางคืนกล่าวคาถาเชื้อเชิญคนธรรพ์ รากษส นาค กินนร หรือมนุษย์ผู้ใดสามารถนำหัวใจวิธุรมาได้ให้เป็นสวามี ยักษ์ปุณณกะผู้ขี่ม้าทิพย์ได้ยินจึงอาสา แต่พญานาควรุณตั้งเงื่อนไขว่าต้องได้หัวใจวิธุรมาโดยธรรม มิใช่ด้วยทรัพย์หรือความรุนแรง จึงจะยกธิดาให้
- หน้า ๓๒๐–๓๒๘ วิธุรชาดก (ปุณณกะแสวงหาแก้วมณีและท้าพนัน - มณีกัณฑ์) ยักษ์ปุณณกะผู้เร่าร้อนด้วยความรักไปสอบถามท้าวเวสวัณกุเวรถึงตัวตนของวิธุรบัณฑิต พร้อมพรรณนาความวิจิตรของนครโภควดีแห่งพญานาค จากนั้นปุณณกะเหาะไปยังภูเขาแห่งหนึ่งพบแก้วมณีวิเศษ (มโนหร/มณิกัณฐ) ที่สะท้อนภาพจักรวาลทั้งหมดไว้ภายใน ทั้งกองทัพ นครต่าง ๆ ทวีปทั้งสี่ เขาสิเนรุ และแดนสวรรค์ต่าง ๆ อย่างพิสดาร (ตอนนี้เรียกว่า "มณีกัณฑ์") แล้วนำแก้วมณีนี้ไปท้าพนันสกากับพระเจ้าธนัญชัยโกรพยะ ณ กรุงอินทปัตถ์ เดิมพันเอาตัววิธุรบัณฑิต
- หน้า ๓๒๘–๓๓๐ วิธุรชาดก (การเล่นสกาพนันตัววิธุรบัณฑิต) ปุณณกะและพระเจ้าธนัญชัยทรงเล่นสกาพนันแก้วมณีอันล้ำค่ากับตัววิธุรบัณฑิต ด้วยฤทธิ์เหนือธรรมชาติปุณณกะเป็นฝ่ายชนะ เมื่อทวงสิทธิ์รับตัววิธุรไป พระราชาทรงลังเลตั้งคำถามว่าวิธุรผู้เป็นอำมาตย์คนสำคัญนั้นแท้จริงเป็น "ทาส" ที่จะยกให้ผู้อื่นได้หรือเป็นเพียงญาติ บทสนทนายังไม่ยุติเมื่อข้อมูลในไฟล์นี้ขาดตอนกลางคาถา (หน้า ๓๓๐ จบไม่สมบูรณ์ ต่อในตอนถัดไป)
- หน้า ๓๓๑–๓๓๒ อักขกัณฑ์ (จบ) และฆราวาสปัญหา - วิธุรชาดก ช่วงท้ายบทสนทนาเรื่องทาสสี่ประเภท (เกิดเป็นทาส ซื้อมาเป็นทาส สมัครเป็นทาสเอง และเป็นทาสเพราะภัย) ซึ่งวิธุรบัณฑิตกล่าวว่าตนเป็นทาสของพระราชาแล้วก็ตกเป็นของปุณณกยักษ์โดยธรรม จบตอนอักขกัณฑ์ (การพนันทอดลูกบาศก์ที่วิธุรถูกพนันแพ้) จากนั้นวิธุรตอบคำถามปุณณกเรื่องธรรมของคฤหัสถ์ผู้อยู่ครองเรือนว่าจะมีความเกษมสำราญและได้รับการสงเคราะห์อย่างไร โดยแสดงหลักความประพฤติ เช่น มีศีล ไม่คบหญิงอื่น ไม่เสพลัทธิโลกายตะ สงเคราะห์มิตร เลี้ยงดูสมณพราหมณ์ เรียกว่าฆราวาสปัญหา
- หน้า ๓๓๒–๓๓๕ วิธุรขอเวลาอำลาครอบครัว วิธุรขอเวลาสามวันเพื่อจัดการบ้านเรือนและสั่งสอนบุตรภรรยาก่อนไปกับปุณณกยักษ์ ปุณณกยินยอมและเดินทางไปกับวิธุรเข้าสู่คฤหาสน์อันโอ่อ่าที่มีนกยูง นกกระเรียน การขับร้องฟ้อนรำและหญิงงามล้อมหน้า วิธุรเรียกภรรยาชื่ออโนชาและสั่งให้เรียกบุตรมาพบ เมื่อบุตรมาถึงวิธุรกอดจูบและแจ้งว่าตนถูกพระราชายกให้แก่มาณพ (ปุณณกในร่างพราหมณ์) แล้ว จึงสอนบุตรว่าหากพระราชากรุงกุรุตรัสถามถึงธรรมเนียมโบราณควรตอบอย่างไร
- หน้า ๓๓๕–๓๔๐ ลักขกัณฑ์ (ราชวสตี) - คำสอนว่าด้วยการอยู่ในราชสำนัก วิธุรบัณฑิตแสดงธรรมเรื่อง 'ราชวสตี' คือแนวปฏิบัติของผู้รับราชการในราชสำนักอย่างละเอียดยืดยาว เช่น ต้องมีศีลปัญญาจนราชาไว้วางใจ วางตนดุจตาชั่งที่ทรงตัวสม่ำเสมอ ไม่กินไม่แต่งกายเทียบเท่าพระราชา ไม่เล่นหัวกับสนมพระราชา ระวังคำพูด ไม่วิสาสะกับราชาเกินไป เอาใจใส่ราชกิจ เลี้ยงดูสมณพราหมณ์ และรักษาความสม่ำเสมอทั้งต่อหน้าและลับหลัง ปิดท้ายด้วยว่าผู้ปฏิบัติเช่นนี้จะเป็นที่โปรดปรานของพระราชาและได้รับการบูชา
- หน้า ๓๔๐–๓๔๔ วิธุรทูลลาพระราชาและครอบครัวร่ำไห้ (อันตรเปยยาล) หลังสั่งสอนญาติแล้ว วิธุรเข้าเฝ้าพระราชาทูลลาและฝากฝังบุตรภรรยา พระราชาทรงเสียใจและขอให้วิธุรฆ่ามาณพเสียแทนที่จะไป แต่วิธุรปฏิเสธเพราะตนเป็นทาสที่ถูกยกให้แล้วโดยธรรม ไม่มีสิทธิ์ขัดขืน จากนั้นบรรยายฉากคร่ำครวญอย่างซ้ำๆ ของภรรยาพันนาง นางทาสเจ็ดร้อย โอรสธิดา พราหมณ์ ทหารม้าทหารช้าง และชาวเมืองที่ยกแขนร่ำไห้ที่คฤหาสน์วิธุร ก่อนที่ยักษ์ในร่างพราหมณ์จะพาวิธุรจากไปทางอากาศ ปิดท้ายด้วยการปลอบใจกันว่าหากครบเจ็ดวันบัณฑิตไม่กลับจะยอมตายตาม จบตอนอันตรเปยยาล
- หน้า ๓๔๔–๓๕๒ กาฬาคิรีกัณฑ์ - ปุณณกพาวิธุรไปยังเขากาฬาคีรีเพื่อหวังหทัย ปุณณกยักษ์คิดจะฆ่าวิธุรเอาหัวใจไปแลกนางอิรันทตีนาคกัญญาที่ตนหลงรัก จึงพาวิธุรไปยังภูเขาแล้วจับห้อยหัวลงในเหวลึกน่าสะพรึงกลัว วิธุรไม่หวาดกลัวและถามปุณณกถึงเหตุผล ปุณณกเล่าว่าตนเป็นยักษ์บริวารท้าวกุเวรผู้หลงรักธิดาของพญานาควรุณ ซึ่งพ่อนางเรียกร้องหัวใจอันได้มาโดยธรรมของบัณฑิตเป็นสินสอด วิธุรยินยอมให้ปุณณกยกตนขึ้นจากเหวเพื่อแสดงธรรมอันดีงามก่อน แล้วปุณณกก็พาวิธุรบินสู่นครพญานาคด้วยความยินดีในธรรมที่วิธุรแสดง จบตอนกาฬาคิรีกัณฑ์
- หน้า ๓๕๒–๓๖๑ วิธุรแสดงธรรมแก่พญานาควรุณและนางวิมลา ได้อิรันทตีเป็นรางวัล เมื่อถึงนาคพิภพ วิธุรไม่หวั่นเกรงและอธิบายว่าผู้ที่ไม่ต้องถูกฆ่าไม่จำเป็นต้องไหว้ผู้ที่จะฆ่าตน พญานาควรุณและต่อมานางวิมลามเหสีถามถึงที่มาของวิมานอันรุ่งเรือง วิธุรตอบว่าเกิดจากบุญที่ตนและภรรยาเคยให้ทานแก่สมณพราหมณ์โดยไม่ขาดตกบกพร่องเมื่อครั้งเป็นมนุษย์ และแนะให้ประพฤติธรรมต่อไปเพื่อรักษาวิมานและไปสู่เทวโลก พญานาคและนางวิมลาโปรดปรานคำตอบจนยินยอมยกนางอิรันทตีให้ปุณณก ปุณณกดีใจมอบมณีรัตนะแก่วิธุรเป็นการตอบแทนก่อนเดินทางกลับ
- หน้า ๓๖๑–๓๖๔ วิธุรกลับสู่กรุงอินทปัตถ์ จบวิธุรชาดก ปุณณกพาวิธุรเหาะกลับด้วยความเร็วยิ่งกว่าใจนึกถึงกรุงอินทปัตถ์ พระเจ้าธนัญชัยทรงปีติยินดี กอดรับและให้นั่งอาสนะสูงสุดในท้องพระโรง วิธุรเล่าเรื่องราวทั้งหมดว่าปุณณกหวังหัวใจตนไปแลกนางนาคกัญญา แต่ด้วยปัญญาธรรมทำให้รอดและได้กลับมา วิธุรเปรียบตนเป็นต้นไม้แห่งปัญญาที่ควรบูชา จึงขอให้ปล่อยนักโทษและแจกทานทั่วรัฐเพื่อเป็นการบูชา ประชาชนทุกหมู่เหล่านำอาหารเครื่องดื่มมาถวายบัณฑิตด้วยความปีติ จบวิธุรชาดกที่เก้า
- หน้า ๓๖๕–๓๖๖ เวสสันตรชาดก - ทศวรคาถา (พรสิบประการของนางผุสดี) เริ่มต้นเวสสันตรชาดก ท้าวสักกะประทานพร 10 ประการแก่นางผุสดีก่อนที่นางจะจุติจากสวรรค์ นางขอพรให้ได้ไปเกิดในราชสกุลสิวิราช มีตาและคิ้วดำสนิทงดงาม ชื่อผุสดี ได้เป็นอัครมเหสี ขอพรให้ได้บุตรผู้ใจบุญไม่ตระหนี่เป็นที่เคารพของกษัตริย์อื่น ขอให้ครรภ์ไม่นูนเหมือนหญิงทั่วไป ถันไม่หย่อนยาน ผมไม่หงอก ผิวไม่มีธุลีจับ และขอให้ได้ปลดปล่อยนักโทษประหารได้ ท้าวสักกะประทานพรทั้งสิบตามที่ขอ จบตอนทศวรคาถา
- หน้า ๓๖๖–๓๗๕ หิมพานต์กัณฑ์ - กำเนิดพระเวสสันดร การให้ช้างปัจจัยนาค และการเนรเทศ นางผุสดีจุติมาเกิดเป็นราชธิดา อภิเษกกับพระเจ้าสญชัยแห่งเชตุดรนคร ประสูติพระเวสสันดรกลางถนนพ่อค้า จึงได้พระนามว่าเวสสันตร ตั้งแต่พระชนมายุ 8 ขวบทรงตั้งจิตปรารถนาจะให้แม้หัวใจ ดวงตา เนื้อ เลือด และร่างกายแก่ผู้ขอ เมื่อเจริญวัยทรงบริจาคช้างมงคลปัจจัยนาคแก่พราหมณ์กาลิงคะที่มาขอเพื่อให้ฝนตกในแคว้นกลิงคะ การให้ช้างทำให้แผ่นดินไหวและชาวสิวีโกรธแค้น กราบทูลพระเจ้าสญชัยให้เนรเทศพระเวสสันดรทั้งที่ทรงลังเลใจ ในที่สุดพระเวสสันดรยอมรับคำสั่งเนรเทศโดยขอเวลาบริจาคทานก่อนออกจากเมือง พระนางมัทรีทรงยืนกรานติดตามพ
- หน้า ๓๗๕–๓๘๓ ความโศกของพระนางผุสดี และมหาทานก่อนเสด็จออกจากพระนคร พระนางผุสดีทรงได้ยินคำร่ำไห้ของบุตรและสะใภ้จึงทรงคร่ำครวญอย่างหนัก ทรงตัดพ้อว่าพระเวสสันดรผู้ใจบุญไม่มีความผิดเหตุใดจึงถูกเนรเทศ เปรียบพระองค์เป็นดั่งนกที่สูญเสียลูกหรือหงส์ที่ขนร่วง ทั้งพระราชวังพากันร่ำไห้ระงม จากนั้นเมื่อรุ่งเช้าพระเวสสันดรเสด็จออกบำเพ็ญมหาทานครั้งใหญ่ก่อนออกจากเมือง พระราชทานผ้า สุรา อาหารแก่ยาจกทุกจำพวก และบริจาคช้าง ม้า รถ นารี โคนม ทาสทาสี อย่างละเจ็ดร้อยพร้อมเครื่องประดับครบครัน เสียงมหรสพและเสียงร้องไห้ระคนกันสนั่นทั้งเมือง ยาจกต่างเมามายอิ่มหนำล้มเกลื่อนด้วยความอุดมของ
- หน้า ๓๘๓–๓๘๕ พระเวสสันดรทูลลา และพระนางมัทรียืนกรานตามเสด็จสู่ป่า พระเวสสันดรทูลลาพระราชบิดาว่าจะเสด็จสู่เขาวงกต พระเจ้าสญชัยทรงอนุญาตให้บวชป่า และทรงพยายามเกลี้ยกล่อมพระนางมัทรีให้อยู่ในเมืองเพราะไม่จำเป็นต้องตามไปโดยไม่เต็มใจ พระนางมัทรีปฏิเสธอย่างแน่วแน่ว่าความตายพร้อมพระสวามีย่อมดีกว่ามีชีวิตอยู่โดยปราศจากพระองค์ พระเจ้าสญชัยจึงพรรณนาถึงภยันตรายในป่าใหญ่ ทั้งแมลง งูใหญ่ สัตว์ร้าย กระบือป่า เพื่อให้นางเปลี่ยนใจ แต่พระนางมัทรียืนยันว่าจะอดทนต่อสู้กับอุปสรรคทั้งปวงและเลือกความยากลำบากคู่พระสวามีดีกว่าชีวิตเป็นม่ายที่ต้องพึ่งพาผู้อื่น เนื้อความยังไม่จบและดำเนิ
- หน้า ๓๘๖–๓๘๙ ทานกัณฑ์ (ตอนจบ) - การออกเดินทางจากพระนคร คาถาต่อเนื่องจากที่พระนางมัทรีทรงใคร่ครวญถึงความทุกข์ของหญิงหม้าย แล้วตัดสินพระทัยติดตามพระเวสสันดรแม้ต้องลำบาก พระเวสสันดรตรัสห้ามมิให้นางพาชาลีกัณหาชินาไปด้วยเพราะชีวิตในป่าต่างจากในวังยิ่งนัก แต่นางยืนยันจะร่วมชะตากรรมเดียวกันกับลูก จากนั้นพระเวสสันดรถวายบังคมลาพระบิดามารดา เสด็จโดยราชรถสี่ม้าพร้อมโอรสธิดาและพระชายา ระหว่างทางมีพราหมณ์ขอม้าทั้งสี่ตัวและขอรถทีละคันจนหมด พระองค์ประทานให้ทั้งสิ้นแล้วเสด็จดำเนินด้วยพระบาทต่อไป จบข้อความ "ทานกัณฑ์"
- หน้า ๓๘๙–๓๙๔ วนปเวสน์ (การเข้าสู่ป่า) คาถาพรรณนาการเดินทางผ่านแคว้นเจตราษฎร์ ชาวเจตราษฎร์พบพระเวสสันดรพร้อมครอบครัวเดินเท้าก็โศกเศร้าอาลัยและถวายการต้อนรับ เสนอจะยกราชสมบัติให้ครองในแคว้นแต่พระองค์ทรงปฏิเสธ ขอเพียงให้ชี้ทางไปยังเขาวงกต ชาวเจติยราชจึงพรรณนาเส้นทางผ่านเขาเวปุลละ แม่น้ำเกตุมดี ต้นไทร เขานาลิกะ สระมุจลินท์ จนถึงจุดที่ควรสร้างอาศรม แล้วให้สร้างบรรณศาลาเลี้ยงชีพด้วยการภิกขาจาร จบข้อความ "วนปเวสน์"
- หน้า ๓๙๔–๔๐๒ ชูชกปัพพ์ (กัณฑ์ชูชก) เล่าเรื่องพราหมณ์ชูชกชาวกลิงคะกับภรรยาสาวชื่ออมิตตตาปนา ผู้ถูกหญิงอื่นที่ท่าน้ำเยาะเย้ยว่าต้องรับใช้สามีแก่ นางจึงต่อว่าและเรียกร้องให้ชูชกไปหาทาสทาสีมาปรนนิบัติตน มิฉะนั้นจะไม่อยู่ด้วย ชูชกเกรงใจภรรยาจึงออกเดินทางไปขอทาสจากพระเวสสันดรที่เขาวงกต เมื่อถึงเมืองสิวีทราบว่าพระเวสสันดรถูกเนรเทศเพราะให้ทานเกินขอบเขต จึงมุ่งหน้าเข้าป่า ถูกฝูงสุนัขไล่จนหลงทาง พบนายพรานเจตบุตรผู้เฝ้าทาง ใช้คำเยินยอพรรณนาคุณพระเวสสันดรหลายอุปมา นายพรานหลงเชื่อจึงมอบเสบียง น้ำผึ้ง เนื้อ และบอกทางให้ จบข้อความ "ชูชกปัพพ์"
- หน้า ๔๐๒–๔๐๖ จุลวนวรรณนา (พรรณนาป่าน้อย) คาถาพรรณนาความงามของแนวป่าเขาคันธมาทน์ระหว่างทางที่ชูชกเดินตามคำบอกของเจตบุตร กล่าวถึงพรรณไม้นานาชนิดมีผลดกทั้งดิบสุก เช่น มะม่วง ขนุน มะขวิด ต้นไทร ต้นตาล มะพร้าว ดอกไม้หลากสีงามดุจดาวพราวฟ้า มีสระบัวและกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วป่า จนมาถึงอาศรมของอัจจุตฤๅษี ผู้นุ่งหนังเสือครองเพศพราหมณ์นมัสการไฟบูชาอยู่ ณ ที่นั้น จบข้อความ "จุลวนวรรณนา"
- หน้า ๔๐๖–๔๑๔ มหาวนวรรณนา (พรรณนาป่าใหญ่) ชูชกเข้าพบอัจจุตฤๅษี ไต่ถามความเป็นอยู่ตามธรรมเนียม ฤๅษีตอบว่าพำนักผาสุกมาหลายปีไม่มีภัย ชูชกกล่าวลวงว่ามาเยี่ยมเยียนด้วยไมตรี ฤๅษีจึงชี้ทางต่อไปยังที่ประทับของพระเวสสันดร พร้อมพรรณนาป่าใหญ่ (มหาวัน) อย่างพิสดารยืดยาวติดต่อกันหลายหน้า ทั้งพรรณไม้ดอกไม้ผล สัตว์นานาชนิดทั้งราชสีห์ เสือ ช้าง กวาง และหมู่นกนานาพันธุ์ร้องขับขานตลอดทาง รวมถึงสระมุจลินท์และบึงบัวอันรื่นรมย์ประดุจสวนนันทวันของเทวดา จบข้อความ "มหาวนวรรณนา"
- หน้า ๔๑๔–๔๒๔ ทารกปัพพ์ (กุมารบรรพ - การให้ทานโอรสธิดา) ชูชกเดินทางถึงอาศรม ชาลีเห็นพราหมณ์แปลกหน้าจึงแจ้งบิดา พระเวสสันดรทักทายต้อนรับตามธรรมเนียม ชูชกเปิดเผยความประสงค์ขอโอรสธิดาทั้งสองไปเป็นทาสรับใช้ภรรยา พระเวสสันดรทรงยินดีบำเพ็ญทานบารมีจึงประทานชาลีและกัณหาชินาให้ แผ่นดินไหวเป็นนิมิต เด็กทั้งสองตกใจวิ่งหนีไปซ่อนตัว แต่พระบิดาทรงเรียกให้ออกมาเพื่อให้ทานสำเร็จ ชูชกใช้เถาวัลย์ผูกมือเด็กทั้งสองแล้วเฆี่ยนต้อนไปต่อหน้าพระบิดาผู้กลั้นน้ำตาไว้ เด็กทั้งสองร่ำไห้คร่ำครวญอาลัยหาแม่และหวาดกลัวว่าชูชกมิใช่พราหมณ์แท้แต่เป็นยักษ์จะมากินตน จบข้อความ "ทารกปัพพ์"
- หน้า ๔๒๔–๔๓๓ มัททีปัพพ์ (กัณฑ์มัทรี) ขณะพระนางมัทรีเสด็จกลับจากหาผลไม้ในป่า มีสัตว์ร้ายสามตัว (ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือดาว) ขวางทางไว้มิให้พระนางกลับทันเห็นเหตุการณ์ พระนางทรงเป็นห่วงและอ้อนวอนขอทางผ่านจากสัตว์เหล่านั้นด้วยคำสัตย์ เมื่อกลับถึงอาศรมยามค่ำพบความเงียบผิดปกติ ไม่พบลูกทั้งสอง จึงคร่ำครวญค้นหาทั่วป่าอย่างสุดแสนอาดูรด้วยคาถาซ้ำหลายบท พระเวสสันดรทรงนิ่งเฉยไม่ตอบด้วยเกรงพระนางเสียพระทัยจนอาจสิ้นพระชนม์ ในที่สุดจึงตรัสเล่าความจริงว่าประทานบุตรแก่พราหมณ์เป็นทาน พระนางเมื่อทราบก็ทรงอนุโมทนาด้วยความปีติ เหตุการณ์นี้สะเทือนถึงเทวโ
- หน้า ๔๓๓–๔๓๗ สักกปัพพ์ (สักกบรรพ) รุ่งเช้าท้าวสักกเทวราชแปลงเป็นพราหมณ์เสด็จมาขอพระนางมัทรีเป็นภรรยาต่อจากพระเวสสันดร เพื่อป้องกันมิให้ผู้อื่นมาขอไปจนสิ้นบารมี พระเวสสันดรทรงยินดีสละพระนางมัทรีเป็นทานโดยไม่หวั่นไหว ด้วยตั้งพระทัยมุ่งพระโพธิญาณเป็นสำคัญ แผ่นดินไหวสะเทือนอีกครั้งเป็นนิมิต ท้าวสักกะจึงเปิดเผยตนและคืนพระนางมัทรีแก่พระเวสสันดร พร้อมประทานพร ๘ ประการ อาทิ ขอให้พระบิดาทรงให้อภัยและรับกลับคืนเมือง ขอให้งดโทษประหารผู้ต้องอาญา ขอให้เป็นที่พึ่งของราษฎรทุกวัย ขอให้ซื่อสัตย์ต่อคู่ครอง ขอให้มีโอรสอายุยืนครองแผ่นดินโดยธรรม และ
- หน้า ๔๓๗–๔๔๐ มหาราชกัณฑ์ (เริ่มต้น - ยังไม่จบในช่วงหน้านี้) เช้าวันรุ่งขึ้น ชูชกพาเด็กทั้งสองซึ่งพระวรกายผ่องใสดุจทองคำเดินทางถึงกรุง พระเจ้าสญชัยทอดพระเนตรเห็นและตรัสถามที่มา ชูชกเล่าว่าได้รับประทานจากพระเวสสันดรเมื่อคืนวันเพ็ญที่สิบห้าค่ำ ราษฎรที่ประชุมกันวิพากษ์ว่าเป็นทานที่ทำใจได้ยากยิ่ง กัณหาชินาเล่าว่าถูกชูชกเฆี่ยนตีต้อนมาอย่างทาส พระเจ้าสญชัยทรงเศร้าสลดจนกันแสง แล้วรับสั่งให้ขุนคลัง (กัตตา) ไถ่ตัวหลานทั้งสองจากชูชกด้วยทาสทาสีอย่างละร้อย โคและช้างอย่างละร้อย และทองคำหนึ่งพัน หลังไถ่ตัวสำเร็จให้สรงน้ำแต่งองค์เด็กทั้งสองแล้วอุ้มไว้บนตัก เริ่มไต่ถามคว
- หน้า ๔๔๑–๔๔๔ มหาราชกัณฑ์ (มหาราชปพฺพํ) ช่วงต้นเป็นคำต่อว่าพระเจ้ากรุงสญชัยว่าไม่ทรงมีเมตตาต่อพระนัดดา พร้อมพรรณนาความยากลำบากของพระนางมัทรีในป่าที่ต้องเลี้ยงชีพด้วยการเก็บผลไม้และหัวมัน เผชิญเหลือบยุงและสัตว์ร้าย จากนั้นพระเจ้าสญชัยทรงสารภาพผิดที่เนรเทศพระเวสสันดรผู้บริสุทธิ์ตามคำทูลของชาวสีวี และตัดสินพระทัยจะเสด็จไปรับพระโอรสด้วยพระองค์เอง ตอนท้ายเป็นบทพรรณนากองทัพใหญ่ที่จัดเตรียม (พลรบ ๖ หมื่น ช้าง ม้า รถ อย่างละ ๑๔,๐๐๐) พร้อมเครื่องประดับ อาหาร และดนตรีตลอดเส้นทาง ก่อนเคลื่อนทัพโดยมีชาลีนำทางเข้าสู่ป่าที่ประทับของพระเวสสันดร จบตอ
- หน้า ๔๔๔–๔๔๘ ฉกษัตริย์กัณฑ์ (ฉกฺขตฺติยปพฺพํ) พระเวสสันดรทรงได้ยินเสียงกองทัพเคลื่อนมาก็ตกพระทัยกลัวเป็นข้าศึก ตรัสถามพระนางมัทรี ซึ่งปลอบว่าอาจเป็นเพียงพรานล่าสัตว์ พระองค์จึงเสด็จลงจากเขากลับเข้าบรรณศาลาตั้งพระทัยมั่น เมื่อพระเจ้าสญชัยเสด็จถึงก็เสด็จลงจากคอช้าง ทรงกันแสงและถวายบังคมพระโอรส ทั้งสองฝ่ายไต่ถามทุกข์สุขซึ่งกันและกัน พระเวสสันดรและพระนางมัทรีเล่าความยากลำบากแต่แจ้งว่าชาลีและกัณหาชินาได้รับการไถ่ตัวคืนจากพราหมณ์ชูชกด้วยทรัพย์ของพระเจ้าสญชัยแล้ว ต่อมาพระนางผุสดีเสด็จมาถึงโดยพระบาทเปล่าปราศจากเครื่องทรงกษัตริย์ พระโอรสธิดาวิ่งเข้า
- หน้า ๔๔๘–๔๕๓ นครกัณฑ์ (นิบาตสุดท้ายของมหาเวสสันตรชาดก) พระเวสสันดรทรงรับที่จะครองราชย์ ทรงรำลึกว่าเคยครองราชย์โดยธรรมแต่ยังถูกเนรเทศ พระเจ้าสญชัยยังคงตรัสสารภาพผิดซ้ำและขอให้พระโอรสสรงน้ำชำระธุลี พระเวสสันดรสรงน้ำ ทรงเครื่องกษัตริย์ ทรงพระขรรค์ เสด็จขึ้นคอช้าง มีเหล่าทหาร ๖ หมื่นแวดล้อมด้วยความปีติ ส่วนพระนางมัทรีได้รับการสรงน้ำและประดับเครื่องอาภรณ์อันวิจิตรจากสาวชาวสีวี งามดุจเทพธิดา มีคำพรรณนาว่าตลอดป่านั้นสัตว์ทั้งปวงไม่เบียดเบียนกันด้วยเดชแห่งพระเวสสันดร และต่างสงบเงียบเมื่อพระองค์เสด็จจากไป จากนั้นเป็นขบวนเสด็จกลับสู่กรุงเชตุดรอย่างสมโภช ตลอดท
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐
หน้า ๔๐๑–๔๕๐