วิภังค์

บาลีโรมัน (มหาสังคีติ) · พระอภิธรรมปิฎก · เล่มที่ ๓๕ · ๕๘๘ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๒๕ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๓ ขันธวิภังค์ (สุตตันตภาชนีย์) - รูปขันธ์ นิยาม 'รูปขันธ์' ว่าคือรูปทั้งหมดไม่ว่าอดีต อนาคต หรือปัจจุบัน โดยจำแนกผ่านคู่ตรงข้ามหกชุด ได้แก่ กาลสามยุค, ภายใน-ภายนอก, หยาบ-ละเอียด, เลว-ประณีต และไกล-ใกล้ ประเด็นสำคัญคือตำรานิยามเชิงปฏิบัติการว่า 'รูปหยาบ' คือรูปที่รับรู้ได้ผ่านอายตนะสิบสอง ส่วน 'รูปละเอียด' คือคุณสมบัติทางกายภาพที่ประณีตกว่า เช่น อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ กวฬิงการาหาร ทำให้ 'รูป' ในความหมายทางเทคนิคนี้ครอบคลุมตั้งแต่สิ่งที่มองเห็นชัดไปจนถึงองค์ประกอบเชิงหน้าที่ที่มองไม่เห็น ที่น่าสนใจคือ 'เลว-ประณีต' ไม่ได้ตัดสินจากขนาดหรื
  2. หน้า ๓–๖ ขันธวิภังค์ (สุตตันตภาชนีย์) - เวทนาขันธ์ ใช้กรอบหกคู่เดียวกับรูปขันธ์มาวิเคราะห์เวทนา แต่เปลี่ยนเกณฑ์จากกายภาพเป็นเกณฑ์เชิงจริยธรรม-สภาวะจิต กล่าวคือ 'เวทนาหยาบ' คือเวทนาที่เป็นอกุศล ส่วน 'เวทนาละเอียด' คือเวทนาของผู้เข้าฌานสมาบัติ และ 'เวทนาไกล-ใกล้' ตัดสินจากความห่างเชิงประเภท (เวทนาอกุศลอยู่ 'ไกล' จากเวทนาที่เป็นกุศลและอัพยากฤต แต่ 'ใกล้' เวทนาประเภทเดียวกัน) ไม่ใช่ระยะทางจริง แสดงวิธีที่ตำรานำโครงสร้างการจำแนกแบบเดียวกันมาปรับใช้ซ้ำกับขันธ์ต่างชนิด โดยเปลี่ยนความหมายของแต่ละคู่ให้เข้ากับธรรมชาติของขันธ์นั้น
  3. หน้า ๖–๑๐ ขันธวิภังค์ (สุตตันตภาชนีย์) - สัญญาขันธ์ วิเคราะห์สัญญาด้วยกรอบหกคู่แบบเดียวกัน แต่ผูกความหยาบ-ละเอียดและไกล-ใกล้ของสัญญาเข้ากับเวทนาที่ประกอบร่วม (เช่น สัญญาที่ประกอบด้วยทุกขเวทนาจัดเป็นหยาบ ส่วนที่ประกอบด้วยอุเบกขาเวทนาละเอียดกว่า) และเข้ากับทวารที่เกิด (จักขุสัมผัสสชาสัญญา โสตสัมผัสสชาสัญญา ฯลฯ) ประเด็นคือแสดงว่าสัญญาแม้ดูเหมือนเกิดร่วมกับเวทนาและวิญญาณเสมอ แต่ก็มีเกณฑ์จำแนกที่นิยามได้เป็นเอกเทศของตัวเอง
  4. หน้า ๑๐–๑๓ ขันธวิภังค์ (สุตตันตภาชนีย์) - สังขารขันธ์ ในที่นี้ตำรานิยาม 'สังขารขันธ์' อย่างจำกัดว่าหมายถึงเฉพาะ 'เจตนา' ที่เกิดจากผัสสะทั้งหกทวาร (จักขุสัมผัสสชาเจตนา ฯลฯ) ไม่ใช่ความหมายกว้างแบบสังขารในชีวิตประจำวันที่ครอบคลุมเจตสิกทุกดวง ซึ่งเป็นการตีกรอบเชิงเทคนิคที่สำคัญของอภิธรรม จากนั้นจึงนำเจตนานี้ไปผ่านกรอบหกคู่เดียวกับขันธ์อื่นๆ
  5. หน้า ๑๓–๑๗ ขันธวิภังค์ (สุตตันตภาชนีย์) - วิญญาณขันธ์ (จบสุตตันตภาชนีย์) นิยาม 'วิญญาณขันธ์' ว่าคือวิญญาณทั้งหกทางทวาร (จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ) วิเคราะห์ด้วยกรอบหกคู่เดียวกับขันธ์ก่อนหน้า ปิดท้ายด้วยคำว่า 'สุตตันตภาชนียํ' ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของการวิเคราะห์ขันธ์ทั้งห้าด้วยวิธีสุตตันตนัยทั้งหมด ก่อนเปลี่ยนไปใช้วิธีอภิธัมมภาชนีย์ในหัวข้อถัดไป
  6. หน้า ๑๗–๒๐ ขันธวิภังค์ (อภิธัมมภาชนีย์) - รูปขันธ์ เปลี่ยนวิธีวิเคราะห์จากบรรยายเป็นการแจกแจงเชิงตัวเลข โดยไล่จำแนกรูปขันธ์ตั้งแต่แบบเดียวถึงสิบเอ็ดแบบ แต่ละรอบไม่ใช่การนับซ้ำ หากคือการนำ 'รูป' ชุดเดียวกันมาตัดผ่านเกณฑ์ต่างกันในแต่ละรอบ เช่น สถานะเชิงเหตุ (รูปไม่ใช่เหตุและไม่สัมปยุตด้วยเหตุ เพราะไม่มีคุณสมบัติทางจิต), การแบ่งอุปาทา/มหาภูต, อายตนะภายใน-นอกหกคู่, ธาตุสี่กับรูปที่อาศัยธาตุ, และปิดท้ายด้วยอายตนะสิบเอ็ดอย่าง สาระสำคัญคือแสดงว่ารูปสามารถ 'สับ' ได้ด้วยระบบจำแนกอิสระต่อกันถึง 11 ระบบโดยยังอธิบายกลุ่มปรากฏการณ์เดียวกันครบถ้วน และยังตอกย้
  7. หน้า ๒๐–๓๒ ขันธวิภังค์ (อภิธัมมภาชนีย์) - เวทนาขันธ์ นำเวทนามาผ่านตารางจำแนกมาตรฐานของอภิธรรม (ทุกะ-ติกะ ตามแนวธัมมสังคณี) ทีละคู่ทีละชุดอย่างเป็นระบบ เช่น มีเหตุหรือไม่มีเหตุ กุศล-อกุศล-อัพยากฤต ภูมิทั้งสี่ เป็นวิบากหรือเหตุแห่งวิบาก เศร้าหมองหรือไม่ ประเด็นคือแสดงว่าเวทนาแม้เป็นขันธ์เดียว แต่ตัดผ่านได้แทบทุกหมวดจริยธรรม-จักรวาลวิทยาที่อภิธรรมกำหนดไว้ เวทนาเดียวกันจึงถูกจัดกลุ่มได้หลายสิบแบบพร้อมกัน ท้ายบทมีหัวข้อย่อย 'ทุกมูลกํ' 'ติกมูลกํ' และ 'อุภโตวฑฺฒกํ' คือการนำคู่และชุดสามจากพระอภิธรรมมาไล่ประกบกับเวทนาอย่างเป็นระบบ แล้วปิดท้ายด้วยการจำแนกไข
  8. หน้า ๓๒–๔๔ ขันธวิภังค์ (อภิธัมมภาชนีย์) - สัญญาขันธ์ ใช้วิธีตารางทุกะ-ติกะแบบเดียวกับเวทนามาวิเคราะห์สัญญา โครงสร้างเนื้อหาขนานกับเวทนาเกือบทั้งหมด ต่างกันที่เกณฑ์เฉพาะของสัญญาเอง เช่น สัมปยุตด้วยเวทนาชนิดใด เกิดจากผัสสะทวารใด ประเด็นคือแสดงว่าสัญญาก็มีโครงเหตุ-ผล-จริยธรรมที่นิยามได้อย่างเป็นเอกเทศไม่ต่างจากเวทนา แม้ในประสบการณ์จริงทั้งสองจะเกิดร่วมกันแยกไม่ออกก็ตาม
  9. หน้า ๔๔–๕๕ ขันธวิภังค์ (อภิธัมมภาชนีย์) - สังขารขันธ์ (ยังไม่จบในช่วงนี้) นิยามสังขารขันธ์ในวิธีนี้ว่าคือ 'สิ่งที่ประกอบกับจิต' (จิตฺตสมฺปยุตฺโต) แล้วนำไปผ่านตารางทุกะ-ติกะเช่นเดียวกับเวทนาและสัญญา แต่ตำราขยายรายละเอียดมากกว่ามากเพราะสังขารขันธ์ครอบคลุมทั้งตัวเหตุ (เช่น โลภะ โทสะ) กิเลส และสังโยชน์เอง ไม่ใช่เพียง 'สัมปยุตด้วย' สิ่งเหล่านั้นแบบขันธ์อื่น จึงต้องมีหมวดเพิ่มแบบ 'เป็นทั้งเหตุและก็มีเหตุด้วย' เทียบกับ 'มีเหตุแต่ไม่ใช่ตัวเหตุ' ซึ่งเป็นความแตกต่างเชิงตรรกะที่ไม่จำเป็นสำหรับเวทนาหรือสัญญา เพราะเวทนาและสัญญาไม่มีทางเป็นตัวเหตุหรือกิเลสได้เอง ส่วนนี้ยังไม่จบภายใ
  10. หน้า ๕๖–๕๘ ขันธวิภังค์ - อภิธัมมภาชนีย์ (ท้ายส่วนสังขารขันธ์) ส่วนนี้เป็นตอนจบของการไล่แจกแจงสังขารขันธ์ (กองปรุงแต่งทางใจ) ที่เริ่มมาก่อนหน้าช่วงหน้านี้ โดยนำสังขารขันธ์มาจัดหมวดซ้อนกันหลายมิติพร้อมกัน เช่น จำแนกตามความรู้สึกที่ประกอบ (สุข ทุกข์ เฉยๆ) ตามอารมณ์ภายใน-ภายนอก ตามภูมิ (กามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร) แล้วซ้อนทับด้วยการจำแนกตามทวารที่เกิดสัมผัส (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) คูณด้วยคุณภาพทางจริยธรรม (กุศล อกุศล อัพยากฤต) จุดสำคัญคือแสดงให้เห็นว่าสังขารขันธ์หนึ่งขณะสามารถถูกตัดแบ่งได้พร้อมกันหลายแกน ไม่ใช่จัดหมวดเดียว จบด้วยคำสรุป "อยํ วุจฺจติ สงฺขารกฺขนฺโ
  11. หน้า ๕๘–๖๘ ขันธวิภังค์ - อภิธัมมภาชนีย์ (วิญญาณขันธ์ แบบละเอียด) วิเคราะห์วิญญาณขันธ์โดยเริ่มจากนิยามที่เรียบง่ายที่สุด (ประกอบด้วยผัสสะ) แล้วค่อยๆ เพิ่มมิติการจำแนกทีละคู่ตรงข้าม (มีเหตุ/ไม่มีเหตุ, กุศล/อกุศล/อัพยากฤต ฯลฯ) จนครบสิบมิติในคราวเดียว และทำซ้ำชุดนี้หลายรอบโดยสลับตัวแปรคู่ที่สอง แสดงวิธี "อุภโตวฑฺฒกำ" คือขยายจากด้านน้อยไปมากพร้อมกันทั้งสองข้าง จุดที่น่าสนใจคือแสดงให้เห็นว่าวิญญาณหนึ่งขณะสามารถอธิบายผ่านเกณฑ์ที่แตกต่างกันได้นับสิบแบบพร้อมกัน (เช่น เป็นโลกิยะหรือโลกุตตระ, มีอาสวะหรือไม่, เกี่ยวข้องกับสังโยชน์หรือไม่) ซึ่งล้วนเป็นการอธิบายสภาวะเดียวก
  12. หน้า ๖๘–๗๐ ขันธวิภังค์ - อภิธัมมภาชนีย์ (วิญญาณขันธ์ แบบย่อ, จบหมวด) กลับมาใช้วิธีจำแนกวิญญาณขันธ์แบบเดียวกับที่ใช้กับสังขารขันธ์ก่อนหน้านี้ คือแบบ 7 อย่าง (กุศล/อกุศล/อัพยากฤต คูณ ภูมิ) และแบบ 24/30/หลายอย่าง ผ่านการจำแนกตามทวารสัมผัสทั้งหกคูณคุณภาพจริยธรรมหรือชนิดวิญญาณ (จักขุวิญญาณ ฯลฯ) เป็นการปิดท้ายให้สมมาตรกับการแจกแจงขันธ์อื่นๆ ก่อนหน้า จบส่วนนี้ด้วย "อยํ วุจฺจติ วิญฺญาณกฺขนฺโธ ฯ อภิธมฺมภาชนียํ ฯ" ซึ่งปิดวิธีอภิธัมมภาชนีย์ของขันธวิภังค์ทั้งหมด
  13. หน้า ๗๐–๘๔ ขันธวิภังค์ - ปัญหาปุจฉกะ นำขันธ์ทั้งห้ามาสอบผ่านมาติกา (ชุดไตรลักษณ์และคู่ตรงข้ามมาตรฐานของอภิธรรม เช่น กุศล-อกุศล-อัพยากฤต, มีเหตุ-ไม่มีเหตุ, มีอาสวะ-ไม่มีอาสวะ) ทีละหัวข้อ เพื่อดูว่าขันธ์ใดเข้าเกณฑ์แน่นอน ขันธ์ใดไม่เข้าเลย และขันธ์ใด "พึงกล่าวได้บ้าง" (สิยา) จุดสำคัญทางตรรกะคือ รูปขันธ์ถูกกำหนดเป็นอัพยากฤตเสมอ (ไม่มีกุศล-อกุศล) ในขณะที่ขันธ์ทางใจทั้งสี่ต้องพิจารณาเป็นกรณีไป และที่น่าสังเกตคือเกิดกรณี "ไม่พึงกล่าว" (น วตฺตพฺโพ) เมื่อถามว่าเวทนาขันธ์ "ประกอบด้วยเวทนา" หรือไม่ เพราะเวทนาขันธ์ก็คือตัวเวทนาเอง การถามเช่นนี
  14. หน้า ๘๕ อายตนวิภังค์ - สุตตันตภาชนีย์ เปิดหมวดใหม่ อายตนวิภังค์ ด้วยรายชื่ออายตนะสิบสอง (ตา-รูป, หู-เสียง, จมูก-กลิ่น, ลิ้น-รส, กาย-สัมผัส, ใจ-ธรรมารมณ์) แล้วกล่าวถึงแต่ละคู่โดยสังเขปเพียงว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา คือใช้ไตรลักษณ์จับอายตนะแต่ละคู่แบบรวบรัดตามแนวพระสูตร ไม่ลงรายละเอียดเชิงเทคนิคเหมือนหมวดอภิธรรมที่จะตามมา
  15. หน้า ๘๕–๘๗ อายตนวิภังค์ - อภิธัมมภาชนีย์ ให้นิยามเชิงเทคนิคของอายตนะแต่ละอย่าง: อายตนะทางกาย (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) ถูกนิยามเป็นเพียง "ความใสที่อาศัยมหาภูตทั้งสี่" พร้อมอุปมาว่าเป็นเสมือน "หมู่บ้านร้าง" คือไม่มีเจ้าของหรือตัวตนอยู่ในนั้น ส่วนมนายตนะ (ใจ) ถูกนิยามโดยโยงกลับไปใช้ชุดการจำแนกวิญญาณขันธ์ทั้งหมดที่อธิบายไว้ในขันธวิภังค์ ขณะที่ธัมมายตนะถูกนิยามให้ครอบคลุมขันธ์ทางใจสามกอง (เวทนา สัญญา สังขาร) รวมกับรูปละเอียดที่มองไม่เห็นสัมผัสไม่ได้ และธาตุที่ปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ (นิพพาน นิยามว่าคือความสิ้นราคะ โทสะ โมหะ) จุดสำคัญคือแสดงให้เห็
  16. หน้า ๘๗–๑๐๑ อายตนวิภังค์ - ปัญหาปุจฉกะ ใช้วิธีสอบผ่านมาติกาแบบเดียวกับขันธวิภังค์ แต่คราวนี้กับอายตนะสิบสอง ผลที่ปรากฏชัดคือ อายตนะสิบในสิบสอง (อวัยวะรับรู้ห้าคู่กับอารมณ์ห้า ซึ่งล้วนเป็นรูปธรรมล้วนๆ) ถูกจัดเป็นอัพยากฤต ไม่มีเหตุ ไม่มีอาสวะ ฯลฯ อย่างตายตัวทุกหัวข้อ มีเพียงมนายตนะกับธัมมายตนะเท่านั้นที่แสดงความหลากหลายทางจริยธรรมและสภาวะได้เต็มรูปแบบ เท่ากับว่าการวิเคราะห์ทั้งหมดยุบตัวลงเหลือเพียงคู่ตรงข้ามใหญ่คือ "รูปธรรมล้วน" กับ "นามธรรมที่ผันแปรได้" จบด้วย "อายตนวิภงฺโค สมตฺโต ฯ"
  17. หน้า ๑๐๑–๑๐๘ ธาตุวิภังค์ - สุตตันตภาชนีย์ (ธาตุหกสามชุด) เปิดหมวดธาตุวิภังค์ด้วยธาตุหกอย่างแรก (ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ วิญญาณ) แต่ละธาตุแบ่งเป็นภายใน (ในร่างกาย) และภายนอก (ในโลก) พร้อมรายการตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมมาก เช่น ธาตุดินภายในคือ ผม ขน เล็บ ฟัน กระดูก ฯลฯ ส่วนธาตุดินภายนอกคือ เหล็ก หิน ภูเขา ฯลฯ จุดสำคัญคือแสดงว่าธาตุแต่ละอย่างเป็นเพียง "คุณสมบัติ" อย่างหนึ่ง (เช่น ความแข็ง สำหรับธาตุดิน) ที่พบได้เหมือนกันทั้งในกายและนอกกาย ไม่มีความต่างในเชิงเนื้อแท้ ทำลายความเข้าใจผิดว่าร่างกายมีสารัตถะพิเศษต่างจากวัตถุภายนอก จากนั้นเพิ่มธาตุหกชุดที่สอง (สุข ทุ
  18. หน้า ๑๐๘–๑๑๐ ธาตุวิภังค์ - อภิธัมมภาชนีย์ (ธาตุสิบแปด, ยังไม่จบ) เปลี่ยนไปใช้ระบบธาตุสิบแปดแบบอภิธรรม คือ อวัยวะรับรู้หกคู่กับอารมณ์หกคู่กับวิญญาณหก ให้นิยามเชิงเทคนิคคล้ายกับที่ให้ไว้ในอายตนวิภังค์ แต่จุดที่ต่างออกไปและสำคัญคือ การแยกวิญญาณทางใจออกเป็นสองธาตุย่อย ได้แก่ มโนธาตุ (ขณะจิตที่เกิดขึ้นทันทีหลังวิญญาณทางปัญจทวารดับไป หรือขณะรับรู้อารมณ์แรกสุด) กับมโนวิญญาณธาตุ (การรับรู้เต็มรูปแบบที่ตามมา) ซึ่งเป็นความละเอียดที่ไม่มีในหมวดอายตนะ เนื้อหาส่วนนี้ยังดำเนินไม่จบภายในช่วงหน้าที่กำหนด ตัดค้างอยู่ที่การเริ่มนิยามธัมมธาตุ (หน้า 110)
  19. หน้า ๑๑๑–๑๑๒ ธาตุวิภังค์ - อภิธัมมภาชนีย์ (ส่วนสรุปท้าย) ส่วนท้ายของการจำแนกธาตุ ๑๘ แบบอภิธรรม (เริ่มก่อนหน้าช่วงหน้านี้) อธิบายว่า 'ธัมมธาตุ' (ธาตุคืออารมณ์ทางใจ) ประกอบด้วยอะไรบ้าง โดยไล่แจกแจงว่าเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์แต่ละอย่างจัดเป็นกุศล อกุศล หรืออัพยากฤตได้อย่างไร รวมทั้งรูปละเอียดที่มองไม่เห็นและกระทบไม่ได้ และธาตุที่ไม่ปรุงแต่ง (นิพพาน) ซึ่งนิยามตรงๆ ว่าคือความสิ้นราคะ โทสะ โมหะ ปิดท้ายด้วยการนิยามมโนวิญญาณธาตุว่าเป็นจิตดวงที่เกิดขึ้นต่อจากปัญจวิญญาณธาตุ (หรือจากมโนธาตุ) แสดงลำดับขั้นของกระบวนการรับรู้ทางใจ เป็นการปิดท้ายวิธีอภิธ
  20. หน้า ๑๑๒–๑๒๗ ธาตุวิภังค์ - ปัญหาปุจฉกะ (คำถามซักถาม) นำธาตุทั้ง ๑๘ มาไล่ตรวจสอบทีละธาตุกับหลักเกณฑ์ทางธรรมจำนวนมาก เช่น เป็นกุศล/อกุศล/อัพยากฤต ประกอบด้วยเวทนาชนิดใด มีเหตุหรือไม่มีเหตุ เป็นวิบากหรือไม่ใช่วิบาก แปดเปื้อนกิเลสหรือไม่ มีวิตกวิจารหรือไม่ ควรละด้วยการเห็นหรือด้วยการเจริญภาวนา เป็นโลกิยะหรือโลกุตตระ ประกอบด้วยอาสวะ สัญโญชน์ คันถะ นิวรณ์ ปรามาส อุปาทาน กิเลสหรือไม่ ฯลฯ จุดสำคัญที่ข้อความแสดงให้เห็นคือ ธาตุส่วนใหญ่ (โดยเฉพาะธาตุที่เกี่ยวกับรูปและปัญจวิญญาณ) เป็นอัพยากฤตล้วนๆ ตายตัว ในขณะที่มีเพียงมโนวิญญาณธาตุกับธัมมธาตุเท่านั้นที่ผันแปร
  21. หน้า ๑๒๗–๑๓๘ สัจจวิภังค์ - สุตตันตภาชนีย์ เริ่มบทใหม่ว่าด้วยอริยสัจสี่ อธิบายแบบพระสูตร ทุกขสัจจ์ไล่แจกแจงทุกรูปแบบของความทุกข์อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ ตาย โศก ปริเทวะ จนถึงรูปแบบที่ละเอียดกว่านั้นคือความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รัก ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก และความปรารถนาไม่สมหวัง แล้วสรุปว่าทั้งหมดนี้คือ 'อุปาทานขันธ์ ๕' แสดงว่าคำว่า 'ทุกข์' ในที่นี้หมายถึงลักษณะไม่น่าพอใจในเชิงโครงสร้างที่แทรกอยู่ในภาวะปรุงแต่งทุกชนิด ไม่ใช่แค่ความเจ็บปวดทางกาย สมุทัยสัจจ์นิยามตัณหาว่าเป็นเหตุแห่งทุกข์ แล้วไล่ชี้จุดที่ตัณหา 'เกิดขึ้นและตั้
  22. หน้า ๑๓๘–๑๔๘ สัจจวิภังค์ - อภิธัมมภาชนีย์ จำแนกอริยสัจสี่แบบอภิธรรม โดยสมุทัยสัจจ์ = ตัณหาล้วนๆ นิโรธสัจจ์ = การละตัณหา ส่วนทุกขสัจจ์เก็บรวมทุกสิ่งที่เหลือ (กิเลสที่เหลือ อกุศลธรรมที่เหลือ กุศลมูล ๓ ที่ยังมีอาสวะ กุศลที่มีอาสวะที่เหลือ วิบากและกิริยาจิต และรูปทั้งปวง) จากนั้นข้อความวนซ้ำการจำแนกนี้ราว ๘ รอบ โดยแต่ละรอบจะโยกหมวดธรรมที่เคยอยู่ใน 'ทุกข์' เข้าไปรวมกับ 'สมุทัย' มากขึ้นเรื่อยๆ (เริ่มจากกิเลสที่เหลือ แล้วอกุศลธรรมทั้งหมด แล้วกุศลมูลที่มีอาสวะ ฯลฯ) พร้อมกับแสดงมรรคในจำนวนองค์ที่ลดหลั่นกัน (๘ องค์ แล้ว ๕ องค์ จนเหลือเพียงผัสสะ..
  23. หน้า ๑๔๘–๑๖๑ สัจจวิภังค์ - ปัญหาปุจฉกะ นำวิธีคำถามซักถามแบบเดียวกับที่ใช้ในธาตุวิภังค์มาใช้กับอริยสัจสี่โดยตรง ตรวจสอบว่าแต่ละสัจจ์ (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) เป็นกุศล/อกุศล/อัพยากฤตหรือไม่ (สมุทัย=อกุศลเสมอ, มรรค=กุศลเสมอ, นิโรธ=อัพยากฤตเสมอ, ทุกข์=ผันแปรได้ทั้งสาม) ประกอบด้วยเหตุหรือไม่ สัมพันธ์กับเวทนาใด เป็นวิบากหรือไม่ แปดเปื้อนหรือไม่ ควรละด้วยการเห็นหรือภาวนา เป็นโลกิยะหรือโลกุตตระ (มีเพียงนิโรธกับมรรคเท่านั้นที่เป็นโลกุตตระ) ผลลัพธ์คือภาพเชิงระบบที่ตอกย้ำว่านิโรธ (นิพพาน) มีสถานะพิเศษแยกจากสัจจ์อื่นทั้งสาม คือไม่ถูกปรุงแต่ง ไม
  24. หน้า ๑๖๑–๑๖๕ อินทริยวิภังค์ - อภิธัมมภาชนีย์ (จำแนกอินทรีย์ ๒๒) เริ่มบทใหม่ว่าด้วยอินทรีย์ ๒๒ ประการ โดยแสดงรายชื่อก่อน แล้วนิยามทีละอินทรีย์ ได้แก่ อินทรีย์ทางประสาทสัมผัสทั้งห้าและมนินทรีย์ อิตถินทรีย์-ปุริสินทรีย์ (ภาวะความเป็นหญิง/ชาย) ชีวิตินทรีย์ อินทรีย์ที่เป็นเวทนาห้า (สุข ทุกข์ โสมนัส โทมนัส อุเบกขา) อินทรีย์ฝ่ายจิตใจห้า (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) และอินทรีย์สามข้อสุดท้ายเฉพาะทางมรรคผล ประเด็นเชิงวิเคราะห์สำคัญคือชีวิตินทรีย์ถูกนิยามสองแบบคือทั้งฝ่ายรูป (การดำรงอยู่ของรูปธรรม) และฝ่ายนาม (การดำรงอยู่ของนามธรรม) แสดงว่า 'ชีวิต' เป็นหลักควบคุมที่
  25. หน้า ๑๖๕ อินทริยวิภังค์ - ปัญหาปุจฉกะ (เริ่มต้น ยังไม่จบในช่วงนี้) เริ่มวิธีปัญหาปุจฉกะสำหรับอินทรีย์ ๒๒ โดยแสดงรายชื่ออินทรีย์อีกครั้งแล้วเริ่มไล่ตรวจว่าอินทรีย์ใดเป็นกุศล อกุศล หรืออัพยากฤต (อินทรีย์ ๑๐ เป็นอัพยากฤตแน่นอน โทมนัสสินทรีย์เป็นอกุศลแน่นอน อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์เป็นกุศลแน่นอน ส่วนที่เหลือผันแปรได้) และเริ่มจำแนกตามชนิดของเวทนาที่สัมพันธ์ด้วย เนื้อหาส่วนนี้ยังดำเนินต่อเนื่องและถูกตัดกลางคันเมื่อจบช่วงหน้าที่กำหนด (หน้า ๑๖๕) ยังไม่จบหัวข้อ
  26. หน้า ๑๖๖–๑๘๑ อินทริยวิภังค์ - ปัญหาปุจฉกะ (ต่อ): แบบสอบถามอินทรีย์ ๒๒ ตามหมวดกิเลสและหมวดจิต, จบพระวิภังค์ ส่วนนี้เป็นการสอบถามแบบตาราง (ปุจฉา-วิสัชนา) ที่ทดสอบอินทรีย์ทั้ง ๒๒ ต่อกรอบจำแนกทางเทคนิคหลายชุดต่อเนื่องกัน เช่น อาสวะ สัญโญชน์ คันถะ โอฆะ โยคะ นิวรณ์ ปรามาส กิเลส และคู่ตรงข้ามอื่นๆ เช่น อุปาทินนะ/อนุปาทินนะ สัมปยุตต์/วิปปยุตต์กับจิต ภายใน/ภายนอก โดยจุดสำคัญคือแสดงให้เห็นว่ากรอบจำแนกเหล่านี้ทับซ้อนกันแต่ไม่เหมือนกันทุกกรณี อินทรีย์ส่วนใหญ่จึงต้องตอบด้วยสูตร "พึงกล่าวว่าบางครั้งเป็น บางครั้งไม่เป็น แต่ไม่พึงกล่าวว่าเป็นทั้งสองอย่างพร้อมกัน" แทนที่จะตอบใช่/ไม่ใช่ตรงไปตรงมา และโทมนัสสินทรีย์มักป
  27. หน้า ๑๘๑–๑๘๖ ปัจจยาการวิภังค์ (บทที่ ๖) เปิดบท - สุตตันตภาชนีย์ เปิดบทใหม่ว่าด้วยปฏิจจสมุปบาท (ปัจจยาการ) โดยแสดงสูตรลูกโซ่ ๑๒ องค์แบบสุตตันตะตามปกติ ตั้งแต่อวิชชาเป็นปัจจัยแก่สังขาร...จนถึงชาติเป็นปัจจัยแก่ชรามรณะ พร้อมผลลัพธ์คือโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส แล้วให้คำนิยามแต่ละองค์ทีละอย่างด้วยภาษาบรรยายแบบพระสูตร เช่น อวิชชาคือความไม่รู้ในทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค และสังขารแยกเป็นบุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อาเนญชาภิสังขาร จุดที่สำคัญคือแสดงว่าแต่ละองค์เป็นเงื่อนไขที่แท้จริงต่อกัน เช่น ตัณหานิยามว่าเป็นราคะ/ความยินดีที่เกิดจากเวทนา แล้วอุปาทานถูกนิยามเป
  28. หน้า ๑๘๖–๑๙๒ ปัจจยาการวิภังค์ - จตุกกะ ๔ ชุด (ปัจจยจตุกกะ เหตุจตุกกะ สัมปยุตตจตุกกะ อัญญมัญญจตุกกะ) และมาติกา ส่วนนี้แสดงลูกโซ่ ๑๒ องค์เดิมซ้ำ ๔ รอบโดยสลับคำแทนองค์กลาง (นาม/นามรูป, ฉัฏฐายตนะ/สฬายตนะ) และสลับวิธีบรรยายความสัมพันธ์เชิงเหตุปัจจัยเอง คือ "ปัจจยา" (เป็นปัจจัยแก่) "เหตุกะ" (มีเป็นเหตุมูล) "สัมปยุตตะ" (ประกอบร่วมกัน) และสุดท้าย "อัญญมัญญะ" (ย้อนกลับเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน) ซึ่งข้อสุดท้ายแสดงว่าองค์หลังก็สามารถเป็นปัจจัยย้อนกลับแก่องค์ก่อนได้เช่นกัน (เช่น วิญญาณมีสังขารเป็นปัจจัย แต่สังขารก็มีวิญญาณเป็นปัจจัยย้อนกลับ) แสดงว่าปฏิจจสมุปบาทมิใช่สายโซ่ทางเดียวตายตัว แต่เป็นเงื่อนไขที่หนุนเสริมกันไ
  29. หน้า ๑๙๒–๑๙๘ ปัจจยาการวิภังค์ - อภิธัมมภาชนีย์ เริ่มต้น (จิตอกุศลดวงที่ ๑, ปัจจยจตุกกะ) เปลี่ยนวิธีอธิบายเป็นแบบอภิธรรม คือแทนที่จะบรรยายลูกโซ่เป็นหลักธรรมทั่วไป กลับแสดงว่าลูกโซ่นี้กำลังทำงานจริงในขณะจิตอกุศลดวงหนึ่งที่กำลังเกิดขึ้น คือจิตอกุศลดวงแรก (โสมนัสสสหคตัง ทิฏฐิคตสัมปยุตตัง) โดยนิยามแต่ละองค์ใหม่ด้วยศัพท์เทคนิคอภิธรรม เช่น วิญญาณ = จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มนายตนะ มนินทรีย์ ฯลฯ แทนคำบรรยายแบบสุตตันตะ แสดงว่าลูกโซ่เดียวกันสามารถตรวจสอบได้ในระดับองค์ประกอบของจิตดวงเดียว ไม่ใช่แค่หลักคำสอนทั่วไป ส่วนนี้ทำซ้ำ ๓ สูตรย่อย (นาม, นามรูป+ฉัฏฐายตนะ, นามรูป+สฬายตนะ) ซึ่งรวมเป็นปัจจ
  30. หน้า ๑๙๘–๒๐๔ ปัจจยาการวิภังค์ - อภิธัมมภาชนีย์: เหตุจตุกกะ (จิตอกุศลดวงที่ ๑) แสดงลูกโซ่เดียวกันของจิตอกุศลดวงแรกซ้ำอีกครั้ง โดยระบุแต่ละองค์ว่าเป็น "-เหตุกะ" (มีองค์ก่อนเป็นเหตุมูล) แทนที่จะเป็นเพียง "ปัจจยา" เช่น วิญญาณระบุชัดว่า "สังขารเหตุกัง" (มีสังขารเป็นเหตุมูล) ซึ่งเป็นการยกระดับข้อความเชิงเหตุจาก "เกิดขึ้นเมื่อมี X" ไปสู่ "เกิดขึ้นเพราะมี X เป็นรากฐานโดยตรง" ตอกย้ำว่าลูกโซ่นี้บรรยายความเป็นเหตุผลจริง ไม่ใช่ลำดับเหตุการณ์บังเอิญ จบด้วย "เหตุจตุกกัง" บนหน้า ๒๐๔
  31. หน้า ๒๐๔–๒๑๐ ปัจจยาการวิภังค์ - อภิธัมมภาชนีย์: สัมปยุตตจตุกกะ (จิตอกุศลดวงที่ ๑) แสดงลูกโซ่เดิมซ้ำอีกครั้งโดยระบุแต่ละองค์ว่า "สัมปยุตตะ" (ประกอบร่วม) กับองค์ถัดไป เน้นว่าภายในขณะจิตเดียวกัน องค์ต่างๆ เหล่านี้มิใช่เหตุการณ์ที่เรียงลำดับกันตามเวลา แต่เป็นคุณสมบัติทางจิตที่เกิดร่วมกันพร้อมกันและอิงอาศัยกันในขณะเดียวกัน ซึ่งต่างจากความสัมพันธ์เชิงเหตุที่ขยายผ่านเวลาซึ่งแสดงไว้ก่อนหน้า จบบนหน้า ๒๑๐
  32. หน้า ๒๑๐–๒๑๙ ปัจจยาการวิภังค์ - อภิธัมมภาชนีย์: อัญญมัญญจตุกกะ (จิตอกุศลดวงที่ ๑) รูปแบบสุดท้ายแสดงความเป็นปัจจัยย้อนกลับซึ่งกันและกันในระดับจิตดวงเดียว เช่น อวิชชาเป็นปัจจัยแก่สังขาร แต่สังขารก็แสดงเป็นปัจจัยย้อนกลับ ("-ปัจจยาปิ") แก่อวิชชาด้วย แสดงว่าภายในขณะจิตอกุศลหนึ่งขณะ ความไม่รู้กับการปรุงแต่งเจตนาต่างหนุนเสริมกันและกัน ไม่ใช่เพียงอย่างหนึ่งเกิดก่อนอีกอย่างหนึ่งเท่านั้น ส่วนนี้ปิดฉากการสาธิตสี่แบบ (ปัจจยา เหตุกะ สัมปยุตตะ อัญญมัญญะ) ที่แสดงว่าปฏิจจสมุปบาทสามารถอธิบายได้ถูกต้องพร้อมกันทั้งในแง่ปัจจัยทางเดียว เหตุมูล ความประกอบร่วม และการหนุนเสริมซึ่งกันและกัน จบด้วย "อ
  33. หน้า ๒๑๙–๒๒๐ ปัจจยาการวิภังค์ - อภิธัมมภาชนีย์ ขยายไปยังจิตอกุศลดวงอื่น (ยังไม่จบในช่วงหน้านี้) เนื้อหาเริ่มนำสูตรปฏิจจสมุปบาท ๑๒ องค์เดิมไปใช้วิเคราะห์จิตอกุศลดวงอื่นนอกเหนือจากดวงแรก โดยเริ่มจากจิตที่ประกอบด้วยโสมนัส สัมปยุตต์ด้วยทิฏฐิ แต่เป็นแบบ "สสังขาเรน" (มีการชักจูง) แทนที่จะเกิดขึ้นเอง จากนั้นขยับไปสู่จิตโสมนัสที่วิปปยุตต์จากทิฏฐิ ซึ่งในกรณีนี้องค์ที่ปกติเรียกว่า "อุปาทาน" (การยึดมั่น) ถูกแทนที่ด้วย "อธิโมกข์" (ความปลงใจ/ตัดสินใจ) เพราะจิตที่ไม่ประกอบด้วยทิฏฐิย่อมไม่อาจแสดงการยึดมั่นแบบทิฏฐิได้ และเริ่มเข้าสู่จิตที่ประกอบด้วยอุเบกขาต่อไป แสดงให้เห็นว่าสูตรปัจจยาการไม่ได้ผูกติดกับจิ
  34. หน้า ๒๒๑–๒๒๕ ปัจจยาการวิภังค์ (อภิธัมมภาชนีย์) - อกุสลนิทเทส (ต่อจากตอนต้น) หมวดนี้เปิดกลางเรื่อง สืบเนื่องจากส่วนก่อนหน้าที่อธิบายจิตอกุศล 12 ดวงตามสายปฏิจจสมุปบาท ประเด็นวิเคราะห์คือสูตร "อวิชชาปัจจยา สังขาร...ชรามรณะ" ไม่ใช่สูตรตายตัว แต่ต้องเติมสภาวธรรมเฉพาะที่ตำแหน่ง "เวทนาปัจจยา X" ให้ตรงกับจิตแต่ละดวง เช่น จิตประกอบปฏิฆะมี "เวทนาปัจจยา ปฏิฆัง" แทนตัณหา จิตประกอบวิจิกิจฉามี "เวทนาปัจจยา วิจิกิจฉา" จิตประกอบอุทธัจจะมี "เวทนาปัจจยา อุทธัจจัง" แสดงว่าอกุศลมูลร่วมกันแต่กิเลสที่ผุดขึ้นหลังเวทนาต่างกันไปตามชนิดจิต จบหมวดกลางหน้า 225 ด้วยคำ "อกุสลนิทฺเทโส"
  35. หน้า ๒๒๕–๒๓๑ ปัจจยาการวิภังค์ (อภิธัมมภาชนีย์) - กุสลนิทเทส เปลี่ยนเงื่อนไขตั้งต้นจากอวิชชาเป็น "กุสลมูลปัจจยา สังขาร" (อโลภะ อโทสะ อโมหะ) แสดงว่าฝ่ายกุศลมีสายปัจจยาการคู่ขนานกับฝ่ายอกุศล เพียงแต่สิ่งที่มาแทนตัณหาในตำแหน่งหลังเวทนาคือ "ปสาทะ" (ความเลื่อมใสศรัทธา) แทนกิเลส ครอบคลุมจิตกุศลกามาวจร รูปาวจรฌาน อรูปาวจรฌาน จนถึงโลกุตตรมรรค ชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างปฏิจจสมุปบาทใช้อธิบายได้ทั้ง 4 ภูมิ ไม่จำกัดเฉพาะกามภูมิ จบที่หน้า 231 ด้วยคำ "กุสลนิทฺเทโส"
  36. หน้า ๒๓๒–๒๔๖ ปัจจยาการวิภังค์ (อภิธัมมภาชนีย์) - อัพยากตนิทเทส (วิบากจิตและกิริยาจิต) หันมาอธิบายวิบากจิตและกิริยาจิต (จิตที่เป็นผล มิใช่การก่อกรรมใหม่) ประเด็นสำคัญคือสายปัจจยาการของวิบากเริ่มที่ "สังขารปัจจยา วิญญาณ" ทันที โดยไม่ย้อนกล่าวถึงอวิชชาหรือกุสลมูลซ้ำ เพราะวิบากเป็นผลของกรรมที่ทำไปแล้ว นอกจากนี้ยังแยกความสัมพันธ์ระหว่างสังขารกับวิญญาณสามแบบ คือเป็นเหตุ (เหตุกะ) เป็นสิ่งประกอบร่วม (สัมปยุตตะ) หรือเกื้อกูลกันและกัน (อัญญมัญญ) ชี้ว่าคำว่า "ปัจจัย" มีได้หลายนัย ครอบคลุมวิบากทางปัญจทวาร มโนธาตุ มโนวิญญาณธาตุ ฌานทุกภูมิ และกิริยาจิตของพระอรหันต์ จบที่หน้า 246 ด้วยคำ "อพฺยาก
  37. หน้า ๒๔๖–๒๔๙ ปัจจยาการวิภังค์ (อภิธัมมภาชนีย์) - อวิชชามูลกกุสลนิทเทส กลับมาอธิบายจิตกุศลอีกครั้ง แต่คราวนี้สืบสายจาก "อวิชชาปัจจยา สังขาร" แทนกุสลมูล ประเด็นวิเคราะห์คือกรรมฝ่ายกุศลก็ยังนับว่ามีอวิชชาเป็นปัจจัยเบื้องลึกได้ เพราะตราบใดยังไม่ตัดอวิชชาโดยสิ้นเชิง การสร้างสังขารแม้เป็นกุศลก็ยังนำไปสู่ภพชาติต่อไป จึงประสานสองมุมมองเข้าด้วยกัน: กุศลกรรมมีกุสลมูลเป็นเหตุใกล้ แต่มีอวิชชาเป็นเหตุไกลตราบที่ยังวนเวียนในสังสารวัฏ ครอบคลุมจนถึงโลกุตตรมรรค จบที่หน้า 249 ด้วยคำ "อวิชฺชามูลกกุสลนิทฺเทโส"
  38. หน้า ๒๔๙–๒๕๓ ปัจจยาการวิภังค์ (อภิธัมมภาชนีย์) - กุสลมูลกวิปากนิทเทส อธิบายวิบากจิตอีกครั้ง แต่สืบสายจาก "กุสลมูลปัจจยา สังขาร" แทนอวิชชา คือผลของกรรมดีที่แสดงผลเป็นวิญญาณต่างๆ ทางปัญจทวารและมโนทวาร ตลอดจนวิบากในภูมิรูปฌาน อรูปฌาน และผลโลกุตตระ ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่าปัจจยาการสายเดียวกันอธิบายได้ทั้งการก่อกรรม (กุสลมูล) และผลของกรรม (วิบาก) เพียงเปลี่ยนจุดตั้งต้นของสาย จบที่หน้า 253 ด้วยคำ "กุสลมูลกวิปากนิทฺเทโส"
  39. หน้า ๒๕๓–๒๕๗ ปัจจยาการวิภังค์ (อภิธัมมภาชนีย์) - อกุสลมูลกวิปากนิทเทส (จบวิภังค์บทที่ 6) ในทำนองเดียวกัน อธิบายวิบากที่เป็นผลจากอกุศลกรรม (สืบจากอกุสลมูลปัจจยา) ซึ่งให้ผลเป็นความรู้สึกทางกาย/ใจที่ไม่น่าพอใจ เช่น ทุกขสหคตกายวิญญาณ ท้ายหมวดมีการนิยามครบทั้ง 12 องค์ของปฏิจจสมุปบาทอย่างละเอียดอีกครั้ง (รวมถึงแยกนิยามชราและมรณะ) จบด้วยคำ "อกุสลมูลกวิปากนิทฺเทโส" ตามด้วย "อภิธมฺมภาชนียํ" และ "ปจฺจยาการวิภงฺโค สมตฺโต" ซึ่งปิดท้ายวิภังค์บทที่ 6 (ปัจจยาการวิภังค์) ทั้งหมดที่หน้า 257
  40. หน้า ๒๕๗–๒๖๐ สติปัฏฐานวิภังค์ (สุตตันตภาชนีย์) - กายานุปัสสนานิทเทส เริ่มวิภังค์บทที่ 7 ด้วยวิธีสุตตันตภาชนีย์ (คำบรรยายแบบพระสูตร ยกมหาสติปัฏฐานสูตรมาเกือบคำต่อคำ) หมวดกายานุปัสสนา อธิบายการพิจารณากายด้วยอาการ 32 (ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ฯลฯ) ว่าเป็นของปฏิกูลไม่สะอาด แบ่งพิจารณากายตนเอง (อัชฌัตตัง) กายผู้อื่น (พหิทธา) และทั้งสอง (อัชฌัตตพหิทธา) แล้ววิเคราะห์ศัพท์สำคัญแต่ละคำอย่างเป็นทางการ ได้แก่ อนุปัสสี วิหรติ อาตาปี สัมปชาโน สติมา และวลี "วิเนยยะ โลเก อภิชฌาโทมนัสสัง" (กำจัดความยินดียินร้ายต่อโลกคือกาย) จบที่หน้า 260
  41. หน้า ๒๖๐–๒๖๓ สติปัฏฐานวิภังค์ (สุตตันตภาชนีย์) - เวทนานุปัสสนานิทเทส ประเด็นวิเคราะห์หลักคือการจำแนกเวทนาไม่ใช่แค่สุข ทุกข์ เฉยๆ (3 อย่าง) แต่ซ้อนมิติที่สองคือ "สามิส" (เจือด้วยกามคุณ/โลกียสุข) กับ "นิรามิส" (ไม่เจือกามคุณ เช่นสุขจากฌาน) รวมเป็น 9 แบบ เพื่อฝึกให้แยกรู้ทันว่าความสุขทางโลกกับความสุขจากการภาวนาเป็นคนละอย่าง แบ่งพิจารณาภายใน ภายนอก และทั้งสองเช่นเดียวกับหมวดกาย จบที่หน้า 263
  42. หน้า ๒๖๓–๒๖๖ สติปัฏฐานวิภังค์ (สุตตันตภาชนีย์) - จิตตานุปัสสนานิทเทส ประเด็นวิเคราะห์คือการรู้ทันสภาพจิตตามที่เป็นจริงในรูปคู่ตรงข้าม 8 คู่ (มีราคะ/ปราศจากราคะ, มีโทสะ/ปราศจาก, มีโมหะ/ปราศจาก, หดหู่/ฟุ้งซ่าน, เป็นมหรคต/ไม่เป็น, มีธรรมอื่นยิ่งกว่า/ไม่มี, ตั้งมั่น/ไม่ตั้งมั่น, หลุดพ้น/ไม่หลุดพ้น) เน้นว่าเป็นการรู้เท่าทันสภาพจิตตามที่ปรากฏขณะนั้น ไม่ใช่การตัดสินหรือประเมินคุณค่า จบที่หน้า 266
  43. หน้า ๒๖๖–๒๗๒ สติปัฏฐานวิภังค์ (สุตตันตภาชนีย์) - ธัมมานุปัสสนานิทเทส (จบวิธีสุตตันตภาชนีย์) ครอบคลุมสองกลุ่มธรรมที่มีลักษณะตรงข้ามกันเชิงปฏิบัติ: นิวรณ์ 5 (กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา) ซึ่งต้องรู้ทั้งว่ามีหรือไม่มีในขณะนั้น รู้เหตุที่ทำให้เกิด วิธีละ และวิธีป้องกันไม่ให้เกิดอีก - กับโพชฌงค์ 7 (สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา) ซึ่งต้องรู้ทั้งว่ามีหรือไม่มี และรู้วิธีทำให้เจริญเต็มบริบูรณ์ กล่าวคือนิวรณ์ต้องกำจัดแต่โพชฌงค์ต้องบำรุงให้เจริญ จบด้วยคำ "ธัมมานุปสฺสนานิทฺเทโส" และ "สุตฺตนฺตภาชนียํ" ซึ่งปิดท้ายวิธีสุตตันตภาชนีย์ของสติปัฏฐานวิภังค์ทั้งหมด
  44. หน้า ๒๗๒–๒๗๕ สติปัฏฐานวิภังค์ (อภิธัมมภาชนีย์) - นิยามสติปัฏฐานทางเทคนิค (ยังไม่จบในช่วงหน้านี้) เริ่มวิธีอภิธัมมภาชนีย์ของสติปัฏฐานวิภังค์ เปลี่ยนมุมมองจากคำบรรยายเชิงปฏิบัติแบบพระสูตรมาเป็นนิยามทางเทคนิค: ชี้ว่า "สติปัฏฐาน" ที่แท้คือเจตสิกตัวเดียวคือ "สติ" ที่เกิดเฉพาะในมรรคจิตโลกุตตระขณะพิจารณากาย เวทนา จิต หรือธรรมเป็นอารมณ์ (โลกุตตรฌานเพื่อละทิฏฐิคตะ) ส่วนเจตสิกอื่นที่ประกอบร่วมเรียกว่า "สติปัฏฐานสัมปยุตตธรรม" มิใช่ตัวสติปัฏฐานเอง เป็นการแยกแก่นแท้ออกจากองค์ประกอบที่ห้อมล้อม ช่วงหน้านี้ยังอยู่ระหว่างขยายซ้ำอธิบายกายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา และเริ่มจิตตานุปัสสนาในระดับผลโลกุตตระ (วิบาก)
  45. หน้า ๒๗๖–๒๗๙ สติปัฏฐานวิภังค์ (ส่วนท้าย: อภิธัมมภาชนีย์ และปัญหาปุจฉกะ) เนื้อหาต่อจากช่วงก่อนหน้า อยู่ระหว่างการอธิบายกลางบท ไม่ใช่จุดเริ่มต้น เป็นการปิดท้ายวิธีอภิธัมมภาชนีย์ของสติปัฏฐานข้อธรรมานุปัสสนา โดยนิยามสติที่เกิดร่วมกับโลกุตตรฌานอันมุ่งละทิฏฐิ จากนั้นเข้าสู่ปัญหาปุจฉกะ คือนำสติปัฏฐานทั้งสี่ไปสอบเทียบกับชุดคู่ตรงข้ามและหมวดธรรมทั้งระบบ (เป็นกุศลหรืออัพยากตะ สัมปยุตด้วยเวทนาชนิดใด เป็นวิบากหรือไม่ ฯลฯ) จุดสำคัญคือการยืนยันตำแหน่งของสติปัฏฐานในระบบอภิธรรมทั้งหมดอย่างละเอียด ไม่ใช่เนื้อหาใหม่ ก่อนที่บทนี้จะจบลงอย่างเป็นทางการ
  46. หน้า ๒๗๙–๒๘๔ สัมมัปปธานวิภังค์ - สุตตันตภาชนีย์ เริ่มบทใหม่ว่าด้วยสัมมัปปธานสี่ (ความเพียรชอบ): ป้องกันอกุศลที่ยังไม่เกิด ละอกุศลที่เกิดแล้ว สร้างกุศลที่ยังไม่เกิด และรักษาต่อยอดกุศลที่เกิดแล้ว ประเด็นวิเคราะห์จริงอยู่ที่การขยายความคำว่า "เพียร" ให้เห็นว่าไม่ใช่เจตนาเดียว แต่เป็นกระบวนการห้าขั้นตอนที่เกิดซ้ำเหมือนกันทุกข้อ คือ ก่อฉันทะ พยายาม ระดมความเพียร ประคองจิต และตั้งมั่น พร้อมนิยามรูปธรรมของ "อกุศลที่ยังไม่เกิด" ว่าคือมูลอกุศลสามและขันธ์ที่ประกอบด้วยมูลนั้น
  47. หน้า ๒๘๔–๒๙๑ สัมมัปปธานวิภังค์ - อภิธัมมภาชนีย์ และปัญหาปุจฉกะ นิยามสัมมัปปธานทั้งสี่ใหม่ในฐานะที่เกิดร่วมกันในขณะจิตเดียวของโลกุตตรฌาน ทำให้ "ความเพียรทั้งสี่ด้าน" กลายเป็นองค์ธรรมเดียวคือวิริยะที่ประกอบอยู่ในมรรคขณะนั้น แสดงว่าในระดับปรมัตถ์ ความเพียรทั้งสี่ลักษณะเป็นเพียงหน้าที่ที่ต่างกันของวิริยเจตสิกตัวเดียว จากนั้นปัญหาปุจฉกะนำวิริยะนี้ไปสอบกับหมวดธรรมทั้งระบบ (เป็นเหตุหรือมีเหตุประกอบ เป็นสาสวะหรืออนาสวะ ฯลฯ) ก่อนจบบท
  48. หน้า ๒๙๒–๒๙๗ อิทธิปาทวิภังค์ - สุตตันตภาชนีย์ เริ่มบทใหม่ว่าด้วยอิทธิบาทสี่ (ฐานแห่งความสำเร็จ): ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วีมังสา แต่ละข้อไม่ได้นิยามเป็นคุณสมบัติเดี่ยว หากอธิบายว่าเมื่อทำคุณสมบัตินั้นให้เป็น "อธิบดี" (ตัวนำ) ของการปฏิบัติ ย่อมได้ทั้งสมาธิและกระบวนการเพียรห้าขั้นตอนแบบเดียวกับที่อธิบายในบทก่อน ประเด็นสำคัญคือแสดงให้เห็นว่าความสำเร็จในการเจริญภาวนาเข้าถึงได้จากจุดตั้งต้นต่างกันสี่ทาง (อยากทำ ขยันทำ ตั้งใจทำ ใคร่ครวญทำ) ซึ่งล้วนนำไปสู่จิตที่เป็นสมาธิเหมือนกัน
  49. หน้า ๒๙๗–๓๐๖ อิทธิปาทวิภังค์ - อภิธัมมภาชนีย์ และปัญหาปุจฉกะ นิยามอิทธิบาททั้งสี่ใหม่ในบริบทโลกุตตรฌาน ตามด้วยการเปรียบเทียบอิทธิบาททั้งสี่ข้อต่อกันเองอย่างมีนัยสำคัญ คือ วีมังสิทธิบาท (ปัญญา) เท่านั้นที่นับเป็น "เหตุ" (อโมหะ) ในตัวเอง ส่วนอีกสามข้อเป็นเพียงธรรมที่มีเหตุประกอบหรือสัมปยุตด้วยเหตุ ไม่ใช่ตัวเหตุเอง แสดงความแตกต่างเชิงโครงสร้างระหว่างวีมังสากับอีกสามฐาน ปิดท้ายด้วยปัญหาปุจฉกะแล้วจบบท
  50. หน้า ๓๐๖–๓๐๙ โพชฌังควิภังค์ - สุตตันตภาชนีย์ เริ่มบทใหม่ว่าด้วยโพชฌงค์เจ็ด วางลำดับเป็นห่วงโซ่เหตุปัจจัยมากกว่ารายการคุณสมบัติแยกกัน: สติที่ตั้งมั่นนำไปสู่การพิจารณาสอดส่องธรรม (ธัมมวิจยะ) ซึ่งจุดชนวนความเพียร อันก่อให้เกิดปีติ ปีตินั้นทำให้กายใจสงบระงับ (ปัสสัทธิ) ความสงบนำไปสู่สมาธิ และสมาธิที่ตั้งมั่นแล้วถูกอุเบกขาคอยกำกับดูแลอย่างเป็นกลาง คือภาพของการตรัสรู้ในฐานะปฏิกิริยาลูกโซ่ นอกจากนี้ยังตรวจสอบแต่ละองค์ว่าใช้ได้ทั้งกับอารมณ์ภายใน (ตนเอง) และภายนอก (ผู้อื่น) เท่าเทียมกัน จึงจะนับเป็นองค์แห่งการตรัสรู้ได้
  51. หน้า ๓๐๙–๓๑๖ โพชฌังควิภังค์ - อภิธัมมภาชนีย์ และปัญหาปุจฉกะ นิยามโพชฌงค์เจ็ดใหม่ในบริบทโลกุตตรฌาน ปัญหาปุจฉกะที่ตามมาชี้ให้เห็นความแตกต่างเฉพาะของปีติสัมโพชฌงค์ เช่น เป็นองค์เดียวที่ผูกตายตัวกับสุขเวทนาและปีติสหคตะ ต่างจากอีกหกองค์ที่ผันแปรได้ (บางครั้งเกิดกับสุขเวทนา บางครั้งเกิดกับอุเบกขาเวทนา) แสดงว่าปีติมีขอบเขตการเกิดแคบกว่าองค์อื่น ก่อนจบบท
  52. หน้า ๓๑๗–๓๑๙ มัคควิภังค์ - สุตตันตภาชนีย์ เริ่มบทใหม่ว่าด้วยอริยมรรคมีองค์แปด นิยามแต่ละองค์อย่างเรียบง่ายตามแบบพระสูตร: สัมมาทิฏฐิคือความรู้อริยสัจสี่ สัมมาสังกัปปะคือความดำริสามด้าน (ออกจากกาม ไม่พยาบาท ไม่เบียดเบียน) สัมมาวาจา-กัมมันตะ-อาชีวะ นิยามด้วยการงดเว้นความประพฤติผิดทางวาจา กาย และการเลี้ยงชีพ ส่วนสัมมาวายามะใช้สูตรความเพียรสี่แบบเดียวกับบทสัมมัปปธาน สัมมาสติใช้สูตรสติปัฏฐานสี่ และสัมมาสมาธิคือฌานสี่ ประเด็นคือมรรคแปดไม่ใช่เนื้อหาใหม่ แต่เป็นการประกอบองค์ธรรมที่วิเคราะห์แยกไว้แล้วในบทก่อนหน้าเข้าเป็นโครงสร้างเดียว
  53. หน้า ๓๑๙–๓๒๘ มัคควิภังค์ - อภิธัมมภาชนีย์ และปัญหาปุจฉกะ นิยามมรรคใหม่ในฐานะเกิดร่วมกันในขณะจิตโลกุตตรฌานเดียว ตรงนี้เผยประเด็นสำคัญ: ในขณะนั้นมีเพียงห้าองค์ที่ปรากฏเป็นเจตสิกจริง (ทิฏฐิ สังกัปปะ วายามะ สติ สมาธิ) ส่วนวาจา กัมมันตะ อาชีวะ ไม่ได้เกิดซ้ำในขณะนั้นเพราะศีลได้สมาทานไว้ก่อนแล้ว จึงเกิด "มรรคมีองค์ห้า" (ปัญจังคิกมรรค) ควบคู่กับ "มรรคมีองค์แปด" (อัฏฐังคิกมรรค) เป็นสองวิธีนับความจริงเดียวกัน ต่างกันที่นับเฉพาะองค์ที่ทำงานอยู่จริง ณ ขณะนั้น หรือรวมศีลที่ตั้งมั่นเป็นพื้นฐานอยู่แล้วด้วย ปิดท้ายด้วยปัญหาปุจฉกะแล้วจบบท
  54. หน้า ๓๒๘–๓๓๐ ฌานวิภังค์ (เริ่มบท - ยังไม่จบในช่วงนี้) เริ่มบทใหม่ ยังค้างอยู่ตอนท้ายของช่วงข้อมูลนี้ วางเนื้อหาเป็นข้อความบรรยายต่อเนื่องมากกว่ารายการศัพท์ ไล่ตั้งแต่การสำรวมในพระปาฏิโมกข์ การสำรวมอินทรีย์ การมีสัมปชัญญะในทุกอิริยาบถและกิจวัตร (เดิน กิน ขับถ่าย ฯลฯ) การหลีกไปอยู่เสนาสนะสงัด และการละนิวรณ์ห้าแต่ละข้อด้วยวิธีเฉพาะ (เช่น ถีนมิทธะละได้ด้วยอาโลกสัญญา) จนถึงฌานสี่และอรูปสมาบัติสี่จบที่เนวสัญญานาสัญญายตนะ จากนั้นข้อความเรียกส่วนนี้ว่า "มาติกา" (บทตั้ง) แล้วเริ่มไขความทีละคำแบบอรรถกถา โดยเพิ่งเริ่มนิยามคำว่า "อิธ" และกำลังนิยามคำว่า "ภิกฺข
  55. หน้า ๓๓๑–๓๓๓ ฌานวิภังค์ สุตตันตภาชนีย์ (ต่อ) — นิยาม "ภิกขุ", ปาติโมกขสังวร, อาจารโคจรสัมปันโน ส่วนนี้ต่อเนื่องมาจากคำอธิบายสูตรมาตรฐานที่บรรยายการฝึกของภิกษุก่อนเข้าฌาน (เริ่มมาก่อนหน้าหน้า 331) โดยนิยามคำว่า "ภิกขุ" ผ่านการสำรวมตามพระปาฏิโมกข์ ไม่ใช่เพียงตำแหน่ง จากนั้นแยก "อาจาระ" ออกจาก "อนาจาระ" โดยตัวชี้วัดคือลักษณะการเลี้ยงชีพ — แม้การรับของกำนัลเล็กน้อย (ให้ไม้ไผ่ ให้ดอกไม้ ประจบเอาใจคฤหัสถ์) ก็นับเป็นมิจฉาชีพและเป็นอนาจารได้ ทั้งที่ไม่ผิดวินัยข้อใหญ่ และแยก "โคจร" (แหล่งคบหาที่เหมาะสม) จาก "อโคจร" โดยพิจารณาจากลักษณะของบุคคล/สถานที่ที่คบหา เช่น ตระกูลไร้ศรัทธาหรือแหล่งอบายมุข ไม่
  56. หน้า ๓๓๓–๓๓๗ เห็นภัยในโทษเล็กน้อย, สมาทานสิกขา, สำรวมอินทรีย์, รู้ประมาณในโภชนะ, เพียรตื่นเฝ้า, สติสัมปชัญญะ อธิบายว่าการ "เห็นภัยแม้ในโทษเล็กน้อย" คือความระมัดระวังจิตแม้ในเรื่องที่ดูไม่ร้ายแรง ไม่ใช่แค่วินัยข้อหนัก จุดสำคัญที่สุดคือการนิยาม "สำรวมอินทรีย์" — ไม่ใช่การไม่รับรู้รูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสเลย แต่คือการไม่ "ยึดถือนิมิต" (ภาพรวมที่ชวนกำหนัด) และไม่ "ยึดถืออนุพยัญชนะ" (รายละเอียดปลีกย่อยที่ชวนกำหนัด) อันเป็นช่องให้อกุศลไหลเข้าทางอินทรีย์ทั้งหก นอกจากนี้ยังอธิบายการฉันอาหารเพื่อยังชีพเท่านั้นไม่ใช่เพื่อสนุกหรือประดับกาย การแบ่งยามกลางคืนสามยามเพื่อชำระจิตแม้ในเวลาพักผ่อน และสัมปชัญญะที่ครอบคลุมถึ
  57. หน้า ๓๓๘–๓๔๖ เสนาสนะสงัด, การนั่งภาวนา, และการละนิวรณ์ 5 ระบุว่า "วิเวก" ของเสนาสนะขึ้นกับว่าที่นั้นพลุกพล่านด้วยคฤหัสถ์หรือไม่ ไม่ใช่ระยะทางใกล้ไกล จากนั้นเข้าสู่การวิเคราะห์นิวรณ์ 5 แต่ละข้อด้วยสูตรตายตัว (นิยามสภาวะ แล้วแสดงการ "สงบระงับดับไป" ไม่ใช่การกดข่มไว้) จุดที่แสดงการแยกแยะเชิงวิเคราะห์ชัดเจนคือ ถีนะ (ความหดหู่ท้อแท้ทางจิต) ถูกแยกออกจากมิทธะ (ความเซื่องซึมทางกาย/ง่วงเหงา) อย่างละเอียด ทั้งที่มักถูกเข้าใจว่าเป็นสิ่งเดียวกัน และกุกกุจจะ (รำคาญใจ) ถูกนิยามผ่านความสับสนว่าสิ่งที่ควรทำเข้าใจผิดเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำหรือกลับกัน ไม่ใช่ความว้าวุ่นทั่ว
  58. หน้า ๓๔๖–๓๕๖ องค์ฌาน 1-4 (วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา) และอรูปฌาน — จบสุตตันตภาชนีย์ นิยามวิตก (การยกจิตขึ้นสู่อารมณ์กรรมฐาน) แยกจากวิจาร (การประคองจิตให้อยู่กับอารมณ์นั้นต่อเนื่อง) ซึ่งเป็นคู่ที่มักเข้าใจปนกัน แล้วแสดงหลักการว่าฌานยิ่งสูงขึ้นด้วยการ "ละองค์ที่หยาบกว่า" ไปทีละชั้น ไม่ใช่การเพิ่มคุณสมบัติ — ฌานที่ 2 ละวิตกวิจาร เหลือปีติสุขที่เกิดจากสมาธิเอง (ไม่ใช่จากวิเวกอีกต่อไป), ฌานที่ 3 ละปีติซึ่งยังเป็นอาการหยาบ เหลือสุขกับสติสัมปชัญญะที่ประณีตขึ้น, ฌานที่ 4 ละทั้งสุขและทุกข์ เหลืออุเบกขาบริสุทธิ์ล้วน ท้ายบทขยายไปถึงอรูปฌาน 4 ขั้นซึ่งแต่ละขั้นก้าวข้ามอารมณ์ของขั้นก่อนไปเรื
  59. หน้า ๓๕๖–๓๖๕ ฌานวิภังค์ อภิธัมมภาชนีย์ — จำแนกฌานตามทางเกิด (รูปฌาน/โลกุตตระ) และนัยห้าขั้น เปลี่ยนวิธีวิเคราะห์จากบรรยายเชิงประสบการณ์มาเป็นการจำแนกทางเทคนิค: ฌานเดียวกันถูกจำแนกซ้ำหลายมุม เช่น ฌานที่นำไปเกิดในรูปภพ เทียบกับฌานที่เป็นโลกุตตระ (เพื่อละทิฏฐิ บรรลุภูมิแรก) ซึ่งมีคำขยายเพิ่มว่า "ปฏิบัติลำบากรู้ช้า" แสดงว่าฌานระดับเดียวกันยังต่างกันได้ตามความยากง่ายในการบรรลุ นอกจากนี้ยังแบ่งฌานเป็นห้าขั้น (ปัญจกนัย) แทนสี่ขั้น โดยแยกละวิตกกับวิจารคนละขั้น (ฌานที่ 2 ละเฉพาะวิตก ฌานที่ 3 จึงละวิจาร) ต่างจากนัยสี่ขั้นที่ละพร้อมกัน และแยกฌานที่เป็นวิบาก (ผลของกรรม) ออกจากฌานที่เป็นกิริยา (ของ
  60. หน้า ๓๖๕–๓๖๘ ฌานวิภังค์ ปัญหาปุจฉกะ — จบฌานวิภังค์ ใช้ชุดคำถามมาตรฐานไล่ตรวจสอบฌานทั้ง 4 ว่ากี่ข้อเป็นกุศล วิบาก หรืออัพยากฤต และสัมพันธ์กับเวทนาแบบใด จุดที่แสดงการวิเคราะห์คือฌาน 1-3 สัมพันธ์กับสุขเวทนา ส่วนฌานที่ 4 สัมพันธ์กับอุเบกขาเวทนา (ไม่ใช่ทุกข์) และมีการแยกฌานที่เป็น "อารมณ์ของมรรค" (มัคคารัมมณะ) ออกจากฌานที่ "มีมรรคเป็นเหตุ" (มัคคเหตุกะ) ซึ่งเป็นการจำแนกละเอียดขึ้นเพื่อกันความสับสนระหว่างฌานที่เป็นตัวมรรคเองกับฌานที่เพียงประกอบร่วมกับมรรค จบฌานวิภังค์ทั้งหมดที่ท้ายหน้า 368
  61. หน้า ๓๖๘–๓๗๕ อัปปมัญญาวิภังค์ สุตตันตภาชนีย์ — เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา แผ่ไปทุกทิศ เริ่มบทใหม่ว่าด้วยพรหมวิหาร 4 โดยใช้สูตรแผ่จิตไปสู่สัตว์ทั้งปวงในทุกทิศอย่างไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน จุดที่แสดงการวิเคราะห์คืออุปมาที่ให้ไว้สำหรับแต่ละข้อ — เมตตาเปรียบเหมือนเห็นคนที่รักแล้วปรารถนาให้เขาเป็นสุข, กรุณาเปรียบเหมือนเห็นคนตกทุกข์ยากแล้วสงสาร, มุทิตาเปรียบเหมือนเห็นคนที่รักได้ดีแล้วพลอยยินดี, อุเบกขาเปรียบเหมือนเห็นคนที่ไม่รักไม่ชังแล้ววางใจเป็นกลาง แสดงว่าทั้งสี่ข้อแม้ผลลัพธ์คือ "แผ่ไปทุกทิศเสมอกัน" แต่กำเนิดจากท่าทีทางใจที่ต่างกันตามสถานการณ์ตั้งต้นคนละแบบ
  62. หน้า ๓๗๕–๓๘๔ อัปปมัญญาวิภังค์ อภิธัมมภาชนีย์ — เมตตา/กรุณา/มุทิตาคู่กับฌาน 1-3, อุเบกขาคู่กับฌานที่ 4 เท่านั้น จำแนกพรหมวิหารแต่ละข้อว่าประกอบร่วมกับฌานระดับใดได้ จุดสำคัญเชิงวิเคราะห์คือเมตตา กรุณา มุทิตา เกิดร่วมกับฌานที่ 1-3 เท่านั้น เพราะยังมีปีติ/โสมนัสเจือปนซึ่งขัดกับความเป็นกลางเต็มที่ ส่วนอุเบกขา (พรหมวิหารข้อที่ 4) เกิดร่วมกับฌานที่ 4 เท่านั้น เพราะต้องอาศัยภาวะเป็นกลางล้วนซึ่งมีเฉพาะฌานขั้นสูงสุด นี่คือเหตุผลที่อุเบกขาแยกขั้นจากพรหมวิหารอีกสามข้ออย่างเป็นระบบ ทั้งหมดยังจำแนกซ้ำเป็นทางที่นำไปเกิดในรูปภพ (วิบาก) กับฌานที่เป็นกิริยาของพระอรหันต์ ตามรูปแบบเดียวกับที่ใช้ในฌานวิภังค์
  63. หน้า ๓๘๔–๓๘๕ อัปปมัญญาวิภังค์ ปัญหาปุจฉกะ (เริ่มต้น ยังไม่จบในช่วงหน้านี้) เริ่มส่วนคำถามตรวจสอบมาตรฐานสำหรับอัปปมัญญาทั้ง 4 ตามแบบเดียวกับปัญหาปุจฉกะของฌานวิภังค์ — ไล่ถามว่ากี่ข้อเป็นกุศลหรืออัพยากฤต สัมพันธ์กับวิตกวิจารหรือไม่ ประกอบกับปีติหรือสุขเวทนาแบบใด และเป็นอารมณ์/เหตุของมรรคหรือไม่ เนื้อหาส่วนนี้เพิ่งเริ่มต้นที่หน้า 384 และดำเนินต่อเนื่องเกินหน้า 385 ยังไม่จบภายในขอบเขตหน้าที่กำหนดให้ในช่วงนี้
  64. หน้า ๓๘๖–๓๘๗ อัปปมัญญาวิภังค์ — ปัญหาปุจฉกะ (จบบท) ส่วนท้ายของบทวิเคราะห์พรหมวิหาร ๔ (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) ที่ดำเนินมาก่อนหน้าช่วงนี้ ใช้ชุดคำถามมาตรฐานไล่ตรวจสอบสถานะของอัปปมัญญาแต่ละข้อ เช่น ยืนยันว่าเมตตาไม่ใช่ 'เหตุ' เองแต่ประกอบด้วยเหตุ และทั้งสี่เป็นธรรมฝ่ายโลกิยะ ไม่มีรูปร่างหรือการกระทบ (อรูป อัปปฏิฆะ) จบบทด้วยข้อความ 'อัปปมัญญาวิภังโค สมตฺโต'
  65. หน้า ๓๘๘–๓๙๕ สิกขาปทวิภังค์ — สุตตันตภาชนีย์ เริ่มบทใหม่ว่าด้วยศีล ๕ (เว้นจากฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ดื่มของมึนเมา) แต่ละข้อถูกนิยามซ้อนกันสามชั้น: ชั้นแรกคือตัวการงดเว้นเอง (วิรัติ) ชั้นที่สองคือเจตนาเบื้องหลังการงดเว้นนั้น และชั้นที่สามคือองค์ประกอบจิตทั้งหมดที่ประกอบร่วม (ผัสสะ ฯลฯ) จากนั้นแสดงว่าการงดเว้นแบบเดียวกันนี้เกิดขึ้นได้ในจิตกุศลกามาวจรทั้ง ๘ ดวง (ประกอบโสมนัส/อุเบกขา มีปัญญา/ไม่มีปัญญา มีการชักจูง/ไม่มี) ประเด็นคือ 'การรักษาศีล' ถูกวิเคราะห์ในฐานะเหตุการณ์ทางจิตที่เกิดขึ้นจริง ณ ขณะงดเว้น ไม่ใช่เพียงกฎภายนอ
  66. หน้า ๓๙๕–๓๙๖ สิกขาปทวิภังค์ — อภิธัมมภาชนียํ ส่วนสั้น ๆ ที่เปลี่ยนมุมมอง แทนที่จะนิยามศีลแต่ละข้อแยกกัน กลับนิยาม 'สิกขา' (การศึกษา/การฝึกฝน) โดยรวมว่าคือองค์ธรรมทั้งหมดที่ประกอบอยู่ในจิตกุศลใด ๆ ไม่ว่าจะมีอารมณ์ใด ขยายกรอบจากศีล ๕ ไปครอบคลุมการอบรมจิตขั้นสูงด้วย รวมถึงฌานและมรรคโลกุตระ
  67. หน้า ๓๙๖–๓๙๘ สิกขาปทวิภังค์ — ปัญหาปุจฉกะ (จบบท) ไล่ตอบคำถามมาตรฐานต่อสิกขาบททั้ง ๕ ในภาพรวม ยืนยันว่าเป็นกุศลล้วน ประกอบด้วยเวทนาสุขหรืออุเบกขา ไม่ใช่สิ่งที่ละได้ด้วยทัสสนะหรือภาวนา (เพราะเป็นกุศลไม่ใช่กิเลส) และจำกัดอยู่ในกามาวจรเท่านั้น จบบทด้วย 'สิกขาปทวิภังโค สมตฺโต'
  68. หน้า ๓๙๘–๔๐๐ ปฏิสัมภิทาวิภังค์ — สุตตันตภาชนีย์ เปิดบทว่าด้วยปฏิสัมภิทา ๔ (ความแตกฉานในอรรถ ธรรม นิรุตติ และปฏิภาณ) แสดงทั้งสี่โดยนำไปจับคู่กับกรอบหลักธรรมที่มีอยู่แล้วซ้ำ ๆ กัน เช่น อริยสัจ ๔ (รู้ทุกข์=อรรถ รู้เหตุ=ธรรม) เหตุ-ผล และที่ยาวที่สุดคือปฏิจจสมุปบาททีละองค์ (ชรามรณะ ชาติ ภพ ฯลฯ) ซึ่งการรู้องค์นั้นเองคืออรรถ รู้เหตุเกิดคือธรรม ท้ายบทนิยามธรรมปฏิสัมภิทาอย่างเป็นรูปธรรมว่าคือความรู้ในองค์ ๙ ของพระธรรม (สุตตะ เคยยะ ฯลฯ) ส่วนอรรถปฏิสัมภิทาคือความเข้าใจความหมายที่แท้จริงของถ้อยคำนั้น
  69. หน้า ๔๐๐–๔๑๕ ปฏิสัมภิทาวิภังค์ — อภิธัมมภาชนียํ ส่วนยาวที่นำปฏิสัมภิทา ๔ ไปจับคู่กับระบบจิตของอภิธรรมแทนที่จะเป็นหลักธรรม โดยไล่ผ่านจิตกุศลกามาวจรทั้ง ๘ ดวง ฌานและมรรคจิต จิตอกุศล จิตวิบากที่เกิดผ่านทวารทั้ง ๖ และจิตกิริยา — สำหรับแต่ละสภาวะ การรู้ตัวสภาวะนั้นเองคือธรรมปฏิสัมภิทา รู้ผลของมันคืออรรถปฏิสัมภิทา รู้ถ้อยคำที่ใช้เรียกคือนิรุตติปฏิสัมภิทา และรู้ว่าความรู้เหล่านี้ส่องความหมายคือปฏิภาณปฏิสัมภิทา การซ้ำแบบนี้ผ่านจิตทุกประเภทคือใจความสำคัญ: แสดงว่าปฏิสัมภิทาทั้งสี่ใช้ได้กับสภาวะจิตทุกชนิดในระบบอภิธรรม ไม่ใช่เฉพาะหลักคำสอน
  70. หน้า ๔๑๕–๔๑๙ ปฏิสัมภิทาวิภังค์ — ปัญหาปุจฉกะ (จบบท) ไล่ตรวจว่าปฏิสัมภิทาแต่ละข้อเป็นกุศล อกุศล หรืออัพยากฤต โลกิยะหรือโลกุตระ (อรรถ ธรรม นิรุตติ เกิดในจิตธรรมดาได้ แต่ปฏิภาณจำกัดกว่าเพราะต้องอาศัยการทำงานร่วมของสิ่งอื่น) ความสัมพันธ์กับเวทนาและอาสวะ จบบทด้วย 'ปฏิสัมภิทาวิภังโค สมตฺโต'
  71. หน้า ๔๑๙–๔๒๐ ญาณวิภังค์ (เริ่มบทใหม่) — เอกวิเธน ญาณวตฺถุ เปิดบทใหม่ว่าด้วย 'ฐานแห่งญาณ' โดยข้อแรกภายใต้ 'นับเป็นหนึ่ง' กลับเป็นวิญญาณ ๕ ทางประสาทสัมผัส (เห็น ได้ยิน ฯลฯ) ซึ่งถูกนิยามในเชิงปฏิเสธว่าไม่ใช่เหตุ ไม่มีเหตุ ไม่ใช่ปัญญา ต้องอาศัยวัตถุ (อินทรีย์) และอารมณ์ที่เกิดขึ้นก่อนแล้วเท่านั้น ประเด็นคือการขีดเส้นแบ่ง: การรับรู้ทางประสาทสัมผัสดิบเป็นเงื่อนไขจำเป็นของความรู้ แต่ตัวมันเองไม่ใช่ปัญญา ก่อนที่บทจะไล่แจกแจงรูปแบบต่าง ๆ ของปัญญาที่แท้จริงต่อไป
  72. หน้า ๔๒๐–๔๒๒ ญาณวิภังค์ — ทุวิเธน ญาณวตฺถุ ไล่แจกแจงปัญญาผ่านคู่ตรงข้ามมาตรฐานที่ใช้ทั่วทั้งคัมภีร์ (โลกิยะ/โลกุตระ, มีอาสวะ/ไม่มี, เกี่ยวกับสัญโญชน์หรือไม่ ฯลฯ) ยืนยันว่าปัญญาเองก็จัดประเภทได้แบบเดียวกับองค์ธรรมอื่น ท้ายส่วนให้คู่ที่มีเนื้อหาจริงคือ ปัญญาที่ 'ก่อให้เกิดผล' (ขณะปฏิบัติมุ่งสู่ผลที่ยังไม่ถึง) กับปัญญา 'ที่ผลเกิดขึ้นแล้ว' (ปัญญาไตร่ตรองหลังบรรลุผล)
  73. หน้า ๔๒๒–๔๒๖ ญาณวิภังค์ — ติวิเธน ญาณวตฺถุ กลุ่มสามที่มีเนื้อหาเด่นที่สุดกลุ่มหนึ่ง: ปัญญาที่เกิดจากการคิดพิจารณาเอง (จินตามยา) ปัญญาที่เกิดจากการฟัง/เรียนมา (สุตมยา) และปัญญาที่เกิดจากการเจริญภาวนา (ภาวนามยา คือปัญญาทั้งหมดของผู้เข้าสมาบัติจริง) — สามแหล่งที่มาคลาสสิกของความเข้าใจ นอกจากนี้ยังให้ชุดสามคือปัญญาที่เกี่ยวกับทาน ศีล และภาวนา และไตรสิกขา (อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา) โดยระบุชัดว่าอธิปัญญาคือปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ เท่านั้น
  74. หน้า ๔๒๖–๔๒๗ ญาณวิภังค์ — จตุพฺพิเธน ญาณวตฺถุ ปัญญาเป็นสี่ประเภท: ความรู้ว่ากรรมเป็นของตน (กัมมัสสกตาญาณ) ญาณที่คล้อยตามสัจจะ (ก่อนบรรลุมรรค) ญาณของผู้มีมรรค และญาณของผู้มีผล จากนั้นนำไปจับคู่กับอริยสัจ ๔ และที่ละเอียดกว่านั้นคือปฏิจจสมุปบาททีละองค์ (ชาติ ภพ ฯลฯ) ซึ่งแต่ละองค์ถูกแยกเป็นรู้ตัวองค์นั้น รู้เหตุเกิด รู้ความดับ และรู้ทางดับ — โครงสร้างอริยสัจ ๔ ซ้อนอยู่ในทุกข้อของสายปฏิจจสมุปบาท
  75. หน้า ๔๒๗ ญาณวิภังค์ — ปัญจวิเธนถึงนววิเธน ญาณวตฺถุ ชุดกลุ่มตัวเลขสั้น ๆ ต่อเนื่องกันทีละประโยค: ปัญญาเป็นห้าตามองค์สัมมาสมาธิ/ญาณสัมปยุตต์ห้า, เป็นหกในอภิญญา ๖, เป็นเจ็ดตาม 'ญาณวัตถุ ๗๗', เป็นแปดคือปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔, และเป็นเก้าคือปัญญาในอนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ — ทำหน้าที่เป็นตัวอ้างอิงสั้น ๆ ถึงเนื้อหาที่แสดงไว้เต็มที่อื่น มากกว่าจะเป็นการวิเคราะห์ใหม่
  76. หน้า ๔๒๗–๔๓๐ ญาณวิภังค์ — ทสวิเธน ญาณวตฺถุ: ตถาคตพละ ๑๐ ส่วนที่พัฒนาเนื้อหามากที่สุดในบทนี้ คือกำลังของพระตถาคต ๑๐ ประการ แต่ละข้อใช้สูตรเดียวกัน: ตถาคตทรงรู้ตามจริงซึ่ง X และด้วยกำลังนี้จึงทรงปฏิญาณฐานะผู้องอาจ บันลือสีหนาท หมุนธรรมจักร สิบข้อคือ รู้ฐานะและอฐานะ, รู้ผลของกรรมตามกาลทั้งสาม, รู้ทางที่นำไปสู่ภูมิทั้งปวง, รู้โลกที่มีธาตุต่าง ๆ, รู้อัธยาศัยของสัตว์ที่ต่างกัน, รู้ความแก่กล้าของอินทรีย์ผู้อื่น, รู้ความเศร้าหมอง/ผ่องแผ้ว/ออกจากฌานและสมาบัติ, ระลึกชาติได้, รู้จุติและอุบัติของสัตว์ (ทิพยจักษุ), และรู้ความสิ้นอาสวะ ปิดท้ายมาติกาตัวเลขที่ไล่ตั้
  77. หน้า ๔๓๐–๔๓๔ ญาณวิภังค์ — อรรถาธิบายหมวด 'เอกวิเธน' (วิญญาณ ๕) อธิบายขยายความทีละคำในนิยามวิญญาณ ๕ ที่ให้ไว้ก่อนหน้า: ชี้แจงว่าเหตุใดจึงเรียกว่า 'เกิดขึ้นอาศัยวัตถุที่เกิดก่อนแล้ว' เหตุใดวิญญาณแต่ละอย่างในห้ามีขอบเขตอารมณ์เฉพาะตัวที่อีกสี่อย่างเข้าถึงไม่ได้ (จักขุวิญญาณไม่รับรู้ขอบเขตของโสตวิญญาณได้ ฯลฯ) และเหตุใดจึงเกิดขึ้น 'โดยไม่มีการนึกคิด' — หมายความว่าวิญญาณดิบทางประสาทสัมผัสเองไม่อาจตัดสินใจ ไม่อาจตั้งกายกรรมวจีกรรม ไม่อาจสมาทานกุศลอกุศล ไม่อาจเข้าออกสมาบัติ ไม่อาจจุติหรืออุบัติ ไม่อาจหลับฝันได้ด้วยตัวมันเอง สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องอาศัยกระบวนการทางมโนทว
  78. หน้า ๔๓๔–๔๓๘ ญาณวิภังค์ — อรรถาธิบายหมวด 'ทุวิเธน' นำการแบ่งปัญญาเป็นสอง (โลกิยะ/โลกุตระ) มาขยายผลอย่างเป็นระบบโดยจับคู่กับกรอบภูมิสาม (กามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร คือจิตกุศล/อัพยากฤตธรรมดา) เทียบกับมรรค ๔ ผล ๔ (โลกุตระ) แสดงชัดว่าคุณสมบัติคู่ต่าง ๆ (มีอาสวะ/ไม่มี เกี่ยวกับสัญโญชน์หรือไม่ เศร้าหมองหรือไม่ ฯลฯ) ข้อใดเป็นของปัญญาโลกิยะ ข้อใดเป็นของปัญญามรรคผล ประเด็นสำคัญคือปัญญาโลกิยะแม้ประณีตเพียงใดก็ยังมีสายสัมพันธ์หลงเหลือกับอาสวะและสัญโญชน์ (เพียงแต่ไม่ประกอบร่วม) ขณะที่ปัญญาโลกุตระพ้นจากสิ่งเหล่านั้นโดยสิ้นเชิง
  79. หน้า ๔๓๘–๔๓๙ ญาณวิภังค์ — อรรถาธิบายหมวด 'ติวิเธน': จินตามยา สุตมยา ภาวนามยา ให้คำนิยามที่เป็นรูปธรรมแทนการแจกแจงชื่อเปล่า ๆ: จินตามยาปัญญาคือความเข้าใจที่บุคคลเข้าถึงได้ด้วยตนเอง เช่น สรุปได้ว่ารูป เวทนา สัญญา ฯลฯ ไม่เที่ยง โดยไม่เคยได้ฟังจากผู้อื่นมาก่อน สุตมยาปัญญาคือความเข้าใจแบบเดียวกันแต่ได้มาหลังฟังจากผู้อื่น ภาวนามยาปัญญาคือปัญญาทั้งหมดของผู้ที่เข้าสมาบัติแล้วจริง ๆ ในทำนองเดียวกัน ทานมยาและสีลมยาปัญญาถูกนิยามว่าเป็นความเข้าใจที่เกิดขึ้นเฉพาะขณะให้ทานหรือรักษาศีล ส่วนปัญญาของผู้เข้าสมาบัติทั้งหมดนับเป็นภาวนามยาอีกครั้งหนึ่ง
  80. หน้า ๔๓๙ ญาณวิภังค์ — อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา นิยามไตรสิกขาอย่างเจาะจง: ปัญญาในอธิศีลคือความเข้าใจของผู้สำรวมด้วยปาติโมกขสังวร ปัญญาในอธิจิตคือความเข้าใจของผู้เข้ารูปาวจร/อรูปาวจรสมาบัติ ส่วนปัญญาในอธิปัญญาถูกจำกัดความอย่างแคบและเจาะจงว่าคือปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ เท่านั้น ไม่มีอะไรน้อยกว่านั้นที่นับเป็นอธิปัญญาได้
  81. หน้า ๔๓๙–๔๔๐ ญาณวิภังค์ — อายโกสัลละ อปายโกสัลละ อุปายโกสัลละ นิยามความฉลาดในความเจริญ (อายโกสัลละ) ว่าคือความเข้าใจ เมื่อใส่ใจสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วทำให้อกุศลที่ยังไม่เกิดไม่เกิดขึ้น อกุศลที่เกิดแล้วถูกละไป และกุศลที่ยังไม่เกิดเกิดขึ้น กุศลที่เกิดแล้วเจริญยิ่งขึ้น ส่วนความฉลาดในความเสื่อม (อปายโกสัลละ) คือกรณีตรงกันข้ามคือใส่ใจแบบที่กลับปิดกั้นกุศลและปล่อยให้อกุศลเติบโต อุปายโกสัลละถูกระบุสั้น ๆ ว่าคือปัญญาทั้งปวงที่เป็นอุบายไปสู่ทั้งสองกรณีนี้ เป็นนิยามเชิงปฏิบัติที่เกี่ยวกับการดูแลจิตมากกว่าจะเป็นการจัดหมวดหมู่เชิงรูปแบบ
  82. หน้า ๔๔๐ ญาณวิภังค์ — จำแนกปัญญาต่อ (วิบาก/อุปาทาน/องค์ฌาน) — ค้างอยู่ท้ายไฟล์ เนื้อหาเริ่มเข้าสู่การจำแนกปัญญาชุดใหม่: ปัญญาที่เป็นวิบาก (เกิดในจิตวิบาก) ปัญญาที่ 'มีสภาพให้ผล' (คือปัญญาในจิตกุศลที่จะให้ผลต่อไป) และปัญญาที่ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง (ปัญญาในจิตกิริยาซึ่งไม่ให้ผลอีก) ตามด้วยความสัมพันธ์กับอุปาทาน (อุปาทินนะ/อนุปาทินนะ) จากนั้นเริ่มจำแนกตามองค์ฌาน (มีวิตกวิจารหรือไม่) และเวทนาที่ประกอบ (ปีติ สุข) — หัวข้อนี้ยังไม่จบ ประโยคถูกตัดกลางคำ ('สุข-') ที่ท้ายไฟล์นี้ และดำเนินต่อในส่วนถัดไป
  83. หน้า ๔๔๑–๔๔๓ ปัญญาจำแนกโดยขอบเขตอารมณ์และกาลเวลา (หมวดสาม ต่อเนื่องจากตอนก่อน) ส่วนนี้ต่อเนื่องมาจากการจำแนกปัญญาที่เริ่มไว้ก่อนหน้าช่วงนี้ (ยังไม่จบเมื่อเริ่มหน้า ๔๔๑) โดยแบ่งปัญญาตามขนาด/ระดับของอารมณ์ที่รู้ - อารมณ์เล็กน้อย (กามาวจร) อารมณ์ใหญ่ (มหัคคตะ) และอารมณ์หาประมาณมิได้ (โลกุตตระ) - แล้วจึงแบ่งตามกาลเวลาที่อารมณ์นั้นตั้งอยู่ (อดีต อนาคต ปัจจุบัน) และตามตำแหน่ง (ภายใน ภายนอก ทั้งสอง) ประเด็นสำคัญคือปัญญามิใช่ความสามารถเดียวที่เหมือนกันหมด แต่ลักษณะและกำลังของมันเปลี่ยนไปตามสิ่งที่มันรู้ ขนาดของอารมณ์ไม่ได้บ่งบอกความลึกของการหยั่งรู้ และปัญญาที่จะปลดปล่อยได้จริงต้อ
  84. หน้า ๔๔๓–๔๕๑ ฐานความรู้หมวดสี่: อริยสัจและปฏิจจสมุปบาท (จตุพฺพิเธน ญาณวตฺถุ) แยกความรู้เรื่องกรรมเป็นของตน (กัมมัสสกตาญาณ - ความเห็นถูกพื้นฐานว่าการกระทำมีผล) และญาณอนุโลมตามสัจจะ (ที่นำหน้าแต่ยังไม่ถึงการรู้แจ้งโดยตรง) ออกจากญาณของผู้บรรลุมรรคผลจริง จากนั้นแสดงให้เห็นว่าความรู้แจ้งในมรรคมีโครงสร้างเป็น "สี่" เสมอ คือสำหรับแต่ละองค์ในปฏิจจสมุปบาท (และอริยสัจสี่เอง) จะต้องมีทั้งความรู้ในตัวสภาวะนั้น รู้เหตุเกิด รู้ความดับ และรู้ทางดับ - เป็นการยืนยันว่าปัญญาที่แท้จริงไม่หยุดแค่เห็นปรากฏการณ์ แต่ต้องเข้าใจเหตุและทางออกเชิงปฏิบัติด้วยเสมอ การนำแม่แบบสี่ข้อนี้ไปใช้ซ้ำกับองค์
  85. หน้า ๔๕๒ สมาธิห้าองค์และหกอภิญญา (ปญฺจวิเธน-ฉพฺพิเธน ญาณวตฺถุ) ระบุองค์ประกอบห้าอย่างที่ทำให้สมาธิเป็น "สัมมาสมาธิ" ในทางปฏิบัติ (ความซาบซ่านด้วยปีติ ด้วยสุข การรู้ใจผู้อื่น แสงสว่างแห่งญาณ และญาณพิจารณาทบทวนหลังออกจากสมาธิ) และความมั่นใจในตนเองห้าประการที่เกิดร่วมกับสัมมาสมาธิ (รู้ว่าสมาธินี้ให้สุขทั้งปัจจุบันและอนาคต ประเสริฐ ไม่มีอามิส ไม่ใช่สิ่งที่คนพาลเสพ และเข้า-ออกด้วยสติ) จากนั้นจัดกลุ่มอภิญญาทั้งหกเข้าด้วยกัน เพื่อชี้ว่ามีเพียงข้อสุดท้ายคืออาสวักขยญาณเท่านั้นที่เป็นเครื่องหมายของความหลุดพ้นแท้จริง ส่วนอีกห้าข้อแม้น่าอัศจรรย์แต่เกิดได้จากความชำนาญใน
  86. หน้า ๔๕๓–๔๕๔ ฐานความรู้เจ็ด-แปด-เก้า: ๗๗ ญาณวัตถุ มรรคผล และสมาบัติเก้า วิเคราะห์ปฏิจจสมุปบาทโดยตั้งคำถามสี่ข้อต่อแต่ละองค์ (มีความรู้ว่าองค์นี้อาศัยเหตุปัจจัยหรือไม่ เมื่อไม่มีเหตุก็ไม่มีผล เป็นจริงในอดีตหรือไม่ และจะเป็นจริงในอนาคตหรือไม่) พร้อมความรู้เพิ่มว่าสิ่งที่เกิดจากเหตุปัจจัยย่อมมีความเสื่อมสลายเป็นธรรมดา รวมเป็น "ฐานความรู้ ๗๗" ซึ่งตอกย้ำว่าปฏิจจสมุปบาทมิใช่หลักความเชื่อ แต่เป็นกฎที่ตรวจสอบได้ข้ามกาลเวลา จากนั้นแสดงปัญญาของมรรคทั้งสี่และผลทั้งสี่ (รวมแปด) เพื่อแยกให้เห็นว่าปัญญาขณะบรรลุมรรค (ขณะทะลุทะลวง) กับปัญญาที่คงอยู่หลังบรรลุผล (ผล) เป็นคนละแบบกัน ไ
  87. หน้า ๔๕๔–๔๖๐ ญาณเฉพาะพระตถาคต (๑): ฐานะ-อฐานะ กรรมวิบาก และปฏิปทาสู่ทุกคติ เริ่มรายการญาณสิบประการที่มีเฉพาะในพระตถาคต โดยสามข้อแรกคือ (๑) ฐานาฐานญาณ - รู้ว่าสิ่งใดเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ตามกฎธรรมชาติ เช่น ผู้มีสัมมาทิฏฐิย่อมไม่เห็นสังขารว่าเที่ยง แต่ปุถุชนเห็นได้ (๒) ความรู้ผลของกรรมสามกาลตามฐานะและเหตุ - ชี้ว่ากรรมชั่วบางอย่างไม่ให้ผลเพราะถูกขัดขวางด้วยคติ อุปธิ กาล หรือความเพียรที่ดี ขณะที่กรรมดีบางอย่างก็ถูกบั่นทอนด้วยปัจจัยลบเดียวกัน แสดงว่าความสัมพันธ์ระหว่างกรรมกับผลซับซ้อนกว่าสูตรตายตัว และ (๓) ปฏิปทาญาณที่นำไปสู่ทุกคติ - รู้ว่าทางใดนำไปนรก เดรัจฉาน เปรต มนุษ
  88. หน้า ๔๖๐–๔๖๓ ญาณเฉพาะพระตถาคต (๒): ความหลากหลายของโลก อัธยาศัย และอินทรีย์ของสัตว์ ต่อด้วยญาณอีกสามข้อ คือ (๔) ความรู้ความหลากหลายของธาตุในโลก (ขันธ์ อายตนะ ธาตุ) (๕) ความรู้อัธยาศัยต่างกันของสัตว์ - ว่าสัตว์ที่มีอัธยาศัยเลวมักคบหากับผู้มีอัธยาศัยเลวด้วยกัน ส่วนผู้มีอัธยาศัยประณีตก็คบผู้ประณีตเช่นกัน ทั้งในอดีต ปัจจุบัน อนาคต และ (๖) ความรู้อินทรีย์ยิ่งหย่อนของสัตว์อื่น - จำแนกสัตว์ตามอาสยะ (แนวโน้มความเชื่อ) อนุสัย (กิเลสนอนเนื่อง) จริต และอัธยาศัย ว่าใครมีธุลีในดวงตามากหรือน้อย อินทรีย์แก่กล้าหรืออ่อน ควรแก่การบรรลุธรรมหรือไม่ ประเด็นรวมคือพระตถาคตทรงเห็นว่าสัตว์แต่ละคนแตกต่
  89. หน้า ๔๖๓–๔๖๗ ญาณเฉพาะพระตถาคต (๓): ฌานสมาบัติ บุพเพนิวาส ทิพยจักษุ และอาสวักขยญาณ (จบญาณวิภังค์) ปิดท้ายรายการญาณสิบด้วยสี่ข้อ คือความรู้ความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว และการออกจากฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ (จำแนกประเภทผู้เข้าฌานสี่แบบ ฌานสี่ วิโมกข์แปด สมาธิสาม สมาบัติเก้า) ตามด้วยสามญาณคืนตรัสรู้อันเลื่องชื่อ - ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ระลึกชาติได้ทั้งรูปแบบและรายละเอียด) จุตูปปาตญาณ/ทิพยจักษุ (เห็นสัตว์จุติและเกิดตามกรรม) และอาสวักขยญาณ (ความรู้ความสิ้นอาสวะ อันเป็นจุดสุดยอดที่ทำให้จิตหลุดพ้นทั้งทางเจโตและปัญญา) ทั้งหมดนี้แสดงว่าความรู้แจ้งของพระพุทธเจ้าเป็นลำดับขั้นจากความเชี่ยวชาญในสมาธิไปสู่ก
  90. หน้า ๔๖๗–๔๗๑ มาติกาแห่งขุททกวัตถุวิภังค์ (บทที่ ๑๗ เริ่มต้น) เปิดบทใหม่ "ขุททกวัตถุวิภังค์" (การจำแนกเรื่องเบ็ดเตล็ด) ด้วยบัญชีรายชื่อกิเลสและสภาวะอกุศลจำนวนมาก ตั้งแต่คำที่หมายถึงความมัวเมา/ถือตัวต่างๆ (มทะ) กิเลสเดี่ยวอื่นๆ ไปจนถึงหมวดคู่ หมวดสาม เรื่อยขึ้นไปจนถึงหมวดสิบแปด (ตัณหาวิจริต ๑๘) พร้อมอ้างถึงทิฏฐิ ๖๒ ในพรหมชาลสูตร ส่วนนี้เป็นเพียง "สารบัญ" ที่รวบรวมหัวข้อทั้งหมดที่จะถูกนำมาอธิบายทีละข้อในบทต่อไป โดยจัดกลุ่มตามจำนวนสมาชิกในแต่ละชุด มิใช่ตามหัวข้อเชิงเนื้อหา - ยังไม่มีการอธิบายความหมายใดๆ ในส่วนนี้
  91. หน้า ๔๗๑–๔๘๓ คำอธิบายหมวดหนึ่ง (เอกกะ): มทะ ปมาทะ อิจฉาปาปิกา และวิตกอกุศล อธิบายทีละคำในกลุ่ม "หนึ่ง": มทะ (ความมัวเมา) หลายสิบชนิดที่ต่างกันเพียงฐานที่ยึด - เมาในชาติกำเนิด ตระกูล สุขภาพ ความหนุ่ม ชีวิต ลาภ เกียรติ ความรู้ ปฏิภาณ ศีล ฌาน ฯลฯ แต่ล้วนลดรูปเป็นอาการเดียวกันคือจิตพองตัวด้วยความถือตน แสดงว่าความถือตัวสามารถแอบแฝงอยู่ในคุณสมบัติที่ดูน่ายกย่องได้เสมอ นอกจากนี้ยังอธิบายปมาทะ ความดื้อรั้น ความอยากได้เกินควร-มากเกินควร-ปรารถนาลามก (การอวดอ้างคุณธรรมที่ไม่มีจริงเพื่อลาภสักการะ) ความมานะหลากเฉด (ถือตัวว่าเหนือกว่า/เสมอกัน/ด้อยกว่า เทียบกับผู้อื่นที่เหนือกว่า/เสม
  92. หน้า ๔๘๓–๔๘๙ คำอธิบายหมวดสอง (ทุกะ): โกรธ-ผูกโกรธ ริษยา-ตระหนี่ และคู่กิเลสอื่นๆ อธิบายกิเลสที่ทำงานเป็น "คู่": โกรธกับการผูกใจเจ็บต่อเนื่อง (อุปนาหะ) การลบหลู่คุณผู้อื่น (มักขะ) กับการแข่งดีชิงดี (ปลาสะ) ริษยาต่อลาภยศผู้อื่นกับความตระหนี่ห้าชนิดของตน มายา (ปกปิดความชั่วที่ทำ) กับสาไถย (เจ้าเล่ห์) อวิชชากับภวตัณหา ทิฏฐิคู่ตรงข้าม (เที่ยง-ขาดสูญ, มีที่สุด-ไม่มีที่สุด) การไม่มีหิริกับการไม่มีโอตตัปปะ ความว่ายากกับการคบมิตรชั่ว ความไม่ซื่อตรงกับความแข็งกระด้าง การไม่อดทนกับวาจาหยาบ การไม่ต้อนรับ การไม่คุ้มครองอินทรีย์กับการไม่รู้ประมาณในการบริโภค สติหลงลืมกับขาดสัมปชัญญะ และวิบ
  93. หน้า ๔๘๙–๔๙๕ คำอธิบายหมวดสาม (ติกะ) เริ่มต้น: มูลอกุศล วิตก สัญญา ธาตุ ทุจริต อาสวะ สังโยชน์ และตัณหา (ยังไม่จบ) เริ่มอธิบายกิเลสหมวด "สาม" ได้แก่ อกุศลมูลสาม (โลภะ-โทสะ-โมหะ อธิบายยาวด้วยไวพจน์จำนวนมากเพื่อแสดงแง่มุมต่างๆ ที่แต่ละรากแสดงออก เช่น โทสะเกิดจากความคิดว่าตนหรือคนที่รักถูกทำร้ายไม่ว่าจะจริงหรือไม่ก็ตาม และโมหะคือความไม่รู้อริยสัจสี่และปฏิจจสมุปบาทเป็นพื้นฐาน) วิตกอกุศลสาม สัญญาอกุศลสาม ธาตุอกุศลสาม ทุจริตสาม (กาย วาจา ใจ) อาสวะสาม สังโยชน์สามที่เป็นเครื่องกั้นโสดาบัน (สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส) และตัณหาสามหลายชุด (แบ่งตามภพ - กาม รูป อรูป, แบ่งตามทิศทาง - ภวตัณหา วิภวตัณหา, และแบ่งรวม
  94. หน้า ๔๙๖–๔๙๗ วิธา ๓ ภยะ ๓ ตมะ ๓ และติตถายตนะ ๓ (ต่อเนื่องจากตอนก่อนหน้า) หมวดนี้เริ่มขึ้นกลางเรื่องแล้ว (ต่อจากการอธิบาย "มานะ" ในหน้าก่อน) โดยไล่เรียงชุดสามอย่างต่อเนื่องกัน: วิธา ๓ คือการวัดตนเทียบผู้อื่นสามแบบ (คิดว่าเหนือกว่า เสมอกัน หรือด้อยกว่า) ภยะ ๓ คือความสะดุ้งกลัวพื้นฐานของชีวิตต่อความเกิด แก่ ตาย มิใช่ความกลัวเฉพาะเรื่อง ตมะ ๓ คือความสงสัยลังเลไม่อาจปลงใจได้ทั้งต่ออดีต อนาคต และปัจจุบัน และติตถายตนะ ๓ คือทฤษฎีปรัชญาคู่แข่งสามสำนักที่อธิบายที่มาของสุขทุกข์ต่างกัน คือ กรรมเก่ากำหนดทั้งหมด พระเจ้าสร้างทั้งหมด หรือไม่มีเหตุปัจจัยใดเลย ประเด็นสำคัญคือทั้งสามทฤ
  95. หน้า ๔๙๗–๔๙๘ กิญจนะ องคณะ มละ วิสมะ อัคคี กสาวะ — ชื่อต่างกันของรากกิเลสเดียวกัน ช่วงนี้ไล่เรียงหัวข้อเจ็ดชื่อติดกัน คือ เครื่องกังวล (กิญจนะ) มลทินใจ (องคณะ) สนิม (มละ) ความไม่เรียบร้อย (วิสมะ สองชุด) ไฟ (อัคคี) และของเสีย (กสาวะ สองชุด) แต่เมื่อดูเนื้อหาจริงพบว่าแทบทุกชื่อถูกนิยามด้วยราคะ โทสะ โมหะ ชุดเดียวกันซ้ำ ๆ ต่างกันเพียงคำเปรียบเทียบเชิงภาพพจน์ (ยกเว้นวิสมะและกสาวะชุดที่สองซึ่งแปลงเป็นความไม่ชอบธรรมทางกาย วาจา ใจแทน) ประเด็นวิเคราะห์คือพระอภิธรรมจงใจแสดงว่าคำศัพท์กิเลสจำนวนมากในคัมภีร์ต่าง ๆ ล้วนย้อนกลับไปหารากเดียวกันคือราคะ โทสะ โมหะ มิใช่ปรากฏการณ์ที่แยกจากกันจริ
  96. หน้า ๔๙๘–๔๙๙ ทิฏฐิสาม (อัสสาททิฏฐิ อัตตานุทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิ) และ อรติ วิเหสา อธรรมจริยา หมวดนี้แยกความเห็นผิดสามแบบที่ต่างกันในเชิงคุณภาพ คือ อัสสาททิฏฐิ (เห็นว่าการเสพกามไม่มีโทษ) อัตตานุทิฏฐิ (สักกายทิฏฐิ คือการยึดขันธ์ห้าเป็นตนในลักษณะใดลักษณะหนึ่งจากยี่สิบแบบ) และมิจฉาทิฏฐิ (การปฏิเสธกฎแห่งกรรมและเหตุผลทางศีลธรรมโดยสิ้นเชิง) แล้วโยงแต่ละอย่างเข้ากับสัสสตทิฏฐิ สักกายทิฏฐิ และอุจเฉททิฏฐิตามลำดับ แสดงว่าความเห็นผิดสามแบบนี้คือรากของทิฏฐิใหญ่สามสายในพุทธปรัชญา นอกจากนี้ยังนิยามอรติ (ความไม่ยินดีในที่สงัดหรือในกุศลธรรม) วิเหสา (การเบียดเบียนทำร้ายผู้อื่นทางกาย) และอธรรมจริยา (ความปร
  97. หน้า ๔๙๙–๕๐๔ ชุดติกะที่เหลือ — คำนิยามซ้ำสูตรเดียวกันสำหรับกิเลสหลายชื่อ จบหมวดติกัง ช่วงยาวนี้ไล่เรียงชุดสามอีกกว่าสิบชื่อ เช่น โทวจัสสตา (ว่ายาก) ปาปมิตตตา (คบมิตรชั่ว) อุทธัจจะ-โกสัชชะ-ปมาทะ (ฟุ้งซ่าน เกียจคร้าน ประมาท) อสันตุฏฐิตา-อสัมปชัญญตา-มหิจฉตา (ไม่สันโดษ ไม่รู้ตัว อยากมาก) อหิริกะ-อโนตตัปปะ (ไม่ละอาย ไม่เกรงกลัวบาป) อสัทธิยะ-อวทัญญุตา (ไม่มีศรัทธา ตระหนี่) อสังวระ-ทุสสีลยะ (ไม่สำรวมอินทรีย์ ผิดศีล) ไปจนถึงมุฏฐสัจจะ-อสัมปชัญญะ-เจโตวิกเขปะ (หลงลืมสติ ไม่รู้ตัว ใจฟุ้งซ่าน) จุดสังเกตสำคัญคือหลายชื่อในที่นี้ถูกนิยามด้วยถ้อยคำสูตรสำเร็จเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า แสดงว่าพระอภิธร
  98. หน้า ๕๐๔–๕๐๙ จตุกกะ — อาสวะ คันถะ ตัณหุปปาทะ อคติ วิปริเยสะ และภยะสี่ชุด หมวดชุดสี่เริ่มด้วยอาสวะ ๔ (กาม ภพ ทิฏฐิ อวิชชา) ซึ่งเป็นกิเลสที่ผูกมัดสัตว์ไว้อย่างซึมลึก ตามด้วยคันถะ โอฆะ โยคะ อุปาทาน ที่มีโครงสร้างขนานกัน ตัณหุปปาทะ ๔ (เหตุที่ตัณหาของภิกษุมักเกิดขึ้นเรื่องจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ หรือภาวะที่จะเป็นจะมี) อคติ ๔ (ลำเอียงเพราะรัก ชัง หลง กลัว) และวิปริเยสะ ๔ ที่น่าสนใจคือความวิปลาสถูกแยกวิเคราะห์ว่าเกิดได้ทั้งในระดับสัญญา จิต และทิฏฐิ แสดงว่าความเข้าใจผิดเรื่องเที่ยง-สุข-อัตตา-งามฝังลึกได้หลายชั้นความคิด นอกจากนี้ยังมีอนริยโวหาร ๔ สองชุด ทุจริต ๔ สองชุด และภยะ ๔
  99. หน้า ๕๐๙–๕๑๓ ปัญจกะ — สังโยชน์ มัจฉริยะ นีวรณ์ อนันตริยกรรม และวาทะทิฏฐธัมมนิพพานห้าแบบ หมวดชุดห้าครอบคลุมสังโยชน์เบื้องต่ำและเบื้องสูง มัจฉริยะ ๕ (ตระหนี่ที่อยู่ ตระกูล ลาภ วรรณะ ธรรม) สังคะและสัลละ (ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ ในภาพลักษณ์ของเครื่องข้องและลูกศร) เจโตขิละ ๕ (ใจแข็งกระด้างเพราะสงสัยในศาสดา ธรรม สงฆ์ สิกขา และโกรธเพื่อนพรหมจรรย์) เจตโสวินิพันธ์ ๕ นีวรณ์ ๕ และอนันตริยกรรม ๕ ซึ่งถูกจัดเป็นกรรมหนักที่สุดเพราะทำลายรากฐานของศีลธรรมหรือความเป็นไปได้แห่งการตรัสรู้โดยตรง (ฆ่ามารดา บิดา พระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้า ทำสังฆเภท) จากนั้นมีทิฏฐิ ๕ เวร ๕ พยสนะ ๕ และภยะ ๕ ปิดท้ายด้วยบ
  100. หน้า ๕๑๓–๕๑๗ ฉักกะ — มูลเหตุวิวาท ฉันทราคะ ปริหานิยธรรม และทิฏฐิว่าด้วยตน หมวดชุดหกเริ่มด้วยวิวาทมูล ๖ (โกรธ ลบหลู่ ริษยา มายา ปรารถนาชั่ว ยึดทิฏฐิตนอย่างดื้อรั้น) ตามด้วยฉันทราคะและวิโรธวัตถุที่จัดเรียงขนานกันตามอายตนะทั้งหกทาง ตัณหากาย ๖ อคารวะ ๖ และปริหานิยธรรม ๖ สองชุด (ชุดแรกคือความเพลินในงาน คำพูด การนอน หมู่คณะ ความคลุกคลี และความฟุ้งซ่านทางความคิด ส่วนชุดที่สองแทนสองข้อท้ายด้วยความว่ายากและการคบมิตรชั่ว) จากนั้นมีโสมนัสสุปวิจาร โทมนัสสุปวิจาร อุเบกขูปวิจาร และคู่ขนานแบบอาศัยเรือน (เคหสิตะ) ที่แสดงว่าความรู้สึกยินดี ยินร้าย และเฉยชาสามารถเกิดขึ้นได้ผ่านอายตนะทั
  101. หน้า ๕๑๗–๕๒๑ สัตตกะ — อนุสัย ปริยุฏฐาน สังโยชน์ และทิฏฐิว่าด้วยการขาดสูญของตนเจ็ดแบบ หมวดชุดเจ็ดแสดงกิเลสเจ็ดตัวเดียวกัน (กามราคะ ปฏิฆะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ภวราคะ อวิชชา) ในสามระดับความลึกที่ต่างกัน คือ อนุสัย (แฝงตัวนอนเนื่อง) ปริยุฏฐาน (ฟุ้งขึ้นครอบงำจิต) และสังโยชน์ (ผูกมัดจนเกิดกรรม) แสดงว่ากิเลสชุดเดียวกันปรากฏได้ตั้งแต่ระดับพื้นฐานสุดจนถึงระดับกระทำจริง จากนั้นมีอสัทธรรม ๗ ทุจริต ๗ และมานะ ๗ ปิดท้ายด้วยทิฏฐิ ๗ เรื่องการขาดสูญของตนหลังตาย ซึ่งขยายความเป็นบทสนทนายาว (หน้า ๕๑๘-๕๒๑) ที่เสนอทฤษฎีตนแบบต่าง ๆ ไล่ตั้งแต่ตนที่มีรูปกาย ไปจนถึงตนในภพอรูปฌานที่ละเอียดขึ้นเรื่อย ๆ แต่
  102. หน้า ๕๒๑–๕๒๖ อัฏฐกะ — กุสีตวัตถุ โลกธรรม ปุริสโทสะ และวาทะเรื่องตนแปดแบบ หมวดชุดแปดมีกิเลสวัตถุ ๘ (หกตัวเดิมบวกอหิริกะ อโนตตัปปะ) และกุสีตวัตถุ ๘ ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จยาวที่แสดงว่าภิกษุสามารถหาข้ออ้างความเกียจคร้านได้จากแทบทุกสถานการณ์ชีวิต ไม่ว่าจะมีงานต้องทำ ทำงานเสร็จแล้ว ต้องเดินทาง เดินทางมาแล้ว ป่วยเล็กน้อย อิ่มเกินไป หิวเกินไป หรือเพิ่งหายป่วย — แสดงว่าความเกียจคร้านหาเหตุผลรองรับตัวเองได้เสมอไม่ว่าสถานการณ์จริงจะเป็นอย่างไร จากนั้นมีโลกธรรม ๘ ที่ทำให้จิตหวั่นไหว อนริยโวหาร ๘ มิจฉัตตะ ๘ และปุริสโทสะ ๘ ซึ่งเป็นบัญชีวิธีที่คนหลบเลี่ยงการถูกตักเตือนเรื่องความผิด (ปฏ
  103. หน้า ๕๒๖–๕๒๘ นวกะ — อาฆาตวัตถุ มลทิน มานะเก้าแบบ และห่วงโซ่เหตุจากตัณหา หมวดชุดเก้าเริ่มด้วยอาฆาตวัตถุ ๙ ที่สร้างจากสามช่วงเวลา (อดีต ปัจจุบัน อนาคต) คูณกับความเสียหายที่เกิดต่อตน ต่อคนรัก หรือจากคนที่ไม่ชอบ ตามด้วยปุริสมลทิน ๙ และมานะ ๙ ซึ่งเป็นตารางเปรียบเทียบตนกับผู้อื่นสามคูณสาม (คิดว่าตนเหนือกว่า เสมอ หรือด้อยกว่า เทียบกับผู้ที่เหนือกว่า เสมอ หรือด้อยกว่าตน) แสดงว่ามานะไม่ได้จำกัดเฉพาะการอวดตนเหนือกว่าเท่านั้น แม้แต่การประเมินตนต่ำก็ยังถือเป็นมานะเพราะเป็นการเทียบตนกับผู้อื่น จากนั้นมีธรรมมีตัณหาเป็นมูล ๙ ข้อ ที่ไล่แสดงห่วงโซ่เหตุ ตั้งแต่ตัณหา นำไปสู่การแสวงหา
  104. หน้า ๕๒๘–๕๒๙ ทสกะ — อกุศลกรรมบถ สังโยชน์ และมิจฉาทิฏฐิสิบฐาน (ปฏิเสธระเบียบศีลธรรมทั้งระบบ) หมวดชุดสิบซึ่งเป็นด่านสุดท้ายของการไล่เรียงตั้งแต่สามถึงสิบ มีกิเลสวัตถุ ๑๐ อาฆาตวัตถุ ๑๐ อกุศลกรรมบถ ๑๐ (ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดหยาบ พูดเพ้อเจ้อ โลภอยากได้ของเขา พยาบาท เห็นผิด) สังโยชน์ ๑๐ และมิจฉัตตะ ๑๐ จากนั้นมีมิจฉาทิฏฐิมีวัตถุสิบ ซึ่งปฏิเสธการให้ทาน การบูชา ผลของกรรมดีกรรมชั่ว โลกนี้ โลกหน้า มารดาบิดา สัตว์ผุดเกิด และสมณพราหมณ์ผู้รู้แจ้ง — เป็นการปฏิเสธเสาหลักของระเบียบศีลธรรมและจักรวาลวิทยาทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงไม่เชื่อเรื่องชาติหน้าอย่างผิวเผิน ปิดท้ายด้ว
  105. หน้า ๕๓๐–๕๔๑ ตัณหาวิจริต ๑๘ (ภายใน-ภายนอก) รวมเป็น ๓๖ และ ๑๐๘ หมวดนี้แยกจากชุดสามถึงสิบ วิเคราะห์ตัณหาไม่ใช่ตามเนื้อหาที่อยาก แต่ตามโครงสร้างการคิดเรื่องตัวตน คือ ๑๘ วิธีที่ตัณหายึดติดกับ "สิ่งภายใน" (ความมีอยู่ของตนเอง เช่น "เราเป็น" "เราจักเป็น" "เราพึงเป็น") ซึ่งแต่ละแบบเกิดขึ้นเมื่อฉันทะ มานะ หรือทิฏฐิเข้าไปจับขันธ์ห้าอย่างใดอย่างหนึ่ง และอีก ๑๘ วิธีคู่ขนานที่ยึดติดกับ "สิ่งภายนอก" ผ่านการเปรียบเทียบกับผู้อื่นหรือทรัพย์สิน (เช่น "ด้วยสิ่งนี้เราเป็นเช่นนั้น" "เราเสมอเขา") ประเด็นสำคัญคือตัณหามิได้เป็นเพียงความอยากได้วัตถุ แต่คือการสร้างและปกป้องอัตลักษณ
  106. หน้า ๕๔๑ ทิฏฐิคตะ ๖๒ (สรุปจากพรหมชาลสูตร) — ปิดท้ายขุททกวัตถุวิภังค์ หน้าสุดท้ายของบทนี้เป็นเพียงบัญชีสรุปจำนวน มิใช่เนื้อหาใหม่ โดยไล่นับทิฏฐิ ๖๒ ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ในพรหมชาลสูตร ได้แก่ สัสสตวาท ๔ เอกัจจสัสสติกา ๔ อันตานันติกา ๔ อมราวิกเขปิกา ๔ อธิจจสมุปปันนิกา ๒ สัญญีวาท ๑๖ อสัญญีวาท ๘ เนวสัญญีนาสัญญีวาท ๘ อุจเฉทวาท ๗ และทิฏฐธัมมนิพพานวาท ๕ ซึ่งส่วนใหญ่อ้างอิงกลับไปยังคำนิยามที่ให้ไว้แล้วในหมวดห้า เจ็ด และแปดก่อนหน้านี้ในบทเดียวกัน ทำหน้าที่เป็นเช็คลิสต์ปิดท้ายที่ยืนยันความครบถ้วนทางตัวเลข จากนั้นข้อความประกาศจบบทด้วยคำว่า "ขุททกวัตถุวิภังโค สมัตโต" ปิดฉาก
  107. หน้า ๕๔๑–๕๔๒ ธัมมหทัยวิภังค์ (บทที่ ๑๘) เริ่มต้น — ภาพรวมและจำนวนหมวดธรรม ทันทีที่ปิดขุททกวัตถุวิภังค์ บทสุดท้ายของคัมภีร์วิภังค์คือธัมมหทัยวิภังค์ก็เริ่มขึ้นในหน้าเดียวกัน โดยเปลี่ยนแนวการนำเสนอไปอย่างสิ้นเชิง จากการไล่เรียงกิเลสมาเป็นการนับและจัดหมวดหมู่ระบบภววิทยาทั้งหมดของพระอภิธรรม เริ่มด้วยคำถามว่ามีขันธ์ อายตนะ ธาตุ สัจจะ อินทรีย์ เหตุ อาหาร ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา และจิตเท่าใด แล้วตอบด้วยตัวเลขมาตรฐาน (๕, ๑๒, ๑๘, ๔, ๒๒, ๙, ๔, ๗, ๗, ๗, ๗, ๗ ตามลำดับ) ก่อนเริ่มนิยามแต่ละหมวดทีละชื่อ
  108. หน้า ๕๔๒–๕๔๔ นิยามขันธ์ อายตนะ ธาตุ สัจจะ อินทรีย์ เหตุ อาหาร ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต ส่วนนี้ให้คำนิยามของสิบสองหมวดธรรมที่ประกาศไว้ก่อนหน้าอย่างเป็นระบบ ทีละหมวด คือขันธ์ห้า อายตนะสิบสอง ธาตุสิบแปด สัจจะสี่ อินทรีย์ยี่สิบสอง เหตุเก้า (แบ่งเป็นกุศล อกุศล และอัพยากตะอย่างละสาม) อาหารสี่ และผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต อย่างละเจ็ดตามทวารทั้งหก (รวมมโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุ) เนื้อหาส่วนนี้เป็นการวางคลังศัพท์แม่บทให้ครบก่อนที่บทถัดไปจะแสดงว่าแต่ละหมวดกระจายอยู่ในภูมิทั้งสามอย่างไร
  109. หน้า ๕๔๔–๕๔๘ การกระจายหมวดธรรมในกามธาตุ รูปธาตุ และอรูปธาตุ ส่วนนี้คำนวณใหม่ว่าแต่ละหมวดธรรม (ขันธ์ อายตนะ ธาตุ สัจจะ อินทรีย์ เหตุ อาหาร ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต) มีจำนวนเท่าใดในแต่ละภูมิทั้งสาม คือกามธาตุ (ยังคงมีครบตามจำนวนมาตรฐานเกือบทั้งหมด) รูปธาตุ (ตัดอายตนะที่เกี่ยวกับกลิ่น รส และสัมผัสทางกายออก เหลือเพียงหกอายตนะ) และอรูปธาตุ (ยุบเหลือเพียงผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา และจิตอย่างละหนึ่งเดียวคือทางมโนวิญญาณธาตุ) ประเด็นวิเคราะห์สำคัญคือแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเมื่อเลื่อนจากภูมิที่มีรูปกายไปสู่ภูมิไร้รูป หมวดธรรมใดหลุดหายไปบ้างโดยเฉพาะ เพราะไม่มีกายและท
  110. หน้า ๕๔๘–๕๕๐ หมวดธรรมในอปริยาปันนะ (โลกุตระ) และเริ่มวิเคราะห์การสังกัดกามธาตุ (ยังไม่จบ) ใช้วิธีวิเคราะห์แบบเดียวกันกับสามภูมิก่อนหน้า มาประยุกต์กับ "อปริยาปันนะ" คือธรรมที่ไม่นับเนื่องในภูมิใดเลย ได้แก่มรรคและผลอันเป็นโลกุตระ พบว่ามีสัจจะเพียงสองในสี่ (มรรคสัจจ์และนิโรธสัจจ์ เพราะทุกขสัจจ์และสมุทัยสัจจ์เป็นเรื่องโลกิยะ) และเหตุหกในเก้า (เพราะจิตมรรคเป็นกุศลหรืออัพยากตะเท่านั้น ไม่มีฝ่ายอกุศล) จากนั้นในหน้า ๕๕๐ เนื้อหาเริ่มวิเคราะห์อีกชั้นหนึ่งว่า ในแต่ละหมวดธรรม (เริ่มจากขันธ์ห้า) มีเท่าใดที่สังกัดกามธาตุแน่นอน เท่าใดที่ไม่สังกัดแน่นอน และเท่าใดที่สังกัดหรือไม่สังกัดก็ได้แล้วแต่กรณ
  111. หน้า ๕๕๑–๕๕๓ ปริยาปันนธรรม: กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ และภาวะที่ไม่นับเนื่องในภพ (เนื้อหาที่ดำเนินมาก่อนหน้านี้) อยู่ระหว่างการวิเคราะห์ที่เริ่มมาก่อนหน้าหน้า ๕๕๑ ไล่ถามว่าขันธ์ อายตนะ ธาตุ ฯลฯ แต่ละอย่างนับเนื่องในรูปธาตุ (รูปภพ) หรืออรูปธาตุ (อรูปภพ) หรือไม่ เช่น รูปขันธ์ไม่จัดเป็นรูปธาตุปริยาปันนะ เพราะคำว่า 'รูปธาตุ' ในที่นี้หมายถึงภพ ไม่ใช่รูปธรรม ส่วนขันธ์ที่เหลือบางทีนับเนื่องบางทีไม่นับเนื่อง จากนั้นสรุปรวมเป็นคำถามกว้างว่าธรรมทั้งหลาย 'ปริยาปันนะ' (นับเนื่องในภพทั้งสาม คือโลกียะ) กับ 'อปริยาปันนะ' (ไม่นับเนื่องในภพใดๆ คือโลกุตรธรรม) ต่างกันอย่างไร
  112. หน้า ๕๕๓–๕๖๖ ขันธ์ อายตนะ ธาตุ ที่ปรากฏในขณะปฏิสนธิ (อุปปัตติกขณะ) วิเคราะห์ว่าในขณะปฏิสนธิของสัตว์ในกามภพ รูปภพ (รวมเทพอสัญญีสัตว์) และอรูปภพ มีขันธ์ อายตนะ ธาตุ อินทรีย์ใดปรากฏบ้าง โดยจำแนกตามลักษณะการเกิดที่ต่างกัน เช่น สัตว์เกิดในครรภ์ (คัพภไสยกะ) ปฏิสนธิด้วยอายตนะเพียง ๗ อย่าง ขณะที่สัตว์ผุดเกิด (โอปปาติกะ) ที่มีอวัยวะครบสมบูรณ์ปฏิสนธิด้วยอายตนะครบ ๑๑ และแยกกรณีพิเศษ เช่น ผู้เกิดมาตาบอดหรือหูหนวกแต่กำเนิดจะขาดอายตนะที่เกี่ยวข้องไป ส่วนเทพอสัญญีสัตว์ปฏิสนธิด้วยรูปขันธ์อย่างเดียว ไม่มีจิตใจเลย
  113. หน้า ๕๖๖–๕๖๗ ขอบเขตของกามาวจรธรรม รูปาวจรธรรม อรูปาวจรธรรม และปริยาปันนธรรม ให้นิยามเชิงภูมิศาสตร์ของภพทั้งสามเพื่อกำหนดขอบเขตธรรมแต่ละประเภท กามาวจรธรรมคือธรรมที่เป็นไปตั้งแต่อเวจีนรกเบื้องล่างจนถึงเทวโลกชั้นปรนิมมิตวสวัตดีเบื้องบน รูปาวจรธรรมคือตั้งแต่พรหมโลกจนถึงอกนิฏฐภูมิ อรูปาวจรธรรมคือตั้งแต่อากาสานัญจายตนภูมิจนถึงเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ ส่วนธรรมที่ไม่นับเนื่องในภพทั้งสามนี้เลย (อปริยาปันนะ) ได้แก่มรรค ผล และนิพพาน
  114. หน้า ๕๖๗–๕๗๐ เทพสามประเภท กรรมนำไปเกิด และอายุของเทวดาชั้นกามาวจร จำแนกเทพเป็น ๓ อย่างคือ สมมติเทพ (พระราชา) อุปปัตติเทพ (เทพโดยกำเนิด) และวิสุทธิเทพ (พระอรหันต์) จากนั้นอธิบายว่าผู้ให้ทาน รักษาศีล รักษาอุโบสถ ย่อมไปเกิดในตระกูลสูงหรือในสวรรค์ชั้นต่างๆ ตามกำลังบุญ แล้วให้ตารางเทียบอายุของเทวดาแต่ละชั้น (จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตดี) โดยเทียบว่าวันคืนหนึ่งบนสวรรค์แต่ละชั้นยาวนานเท่าใดในโลกมนุษย์ แล้วคำนวณอายุรวมเป็นปีมนุษย์ ซึ่งยิ่งสูงชั้นยิ่งมีอายุยืนยาวขึ้นเป็นทวีคูณ
  115. หน้า ๕๗๐–๕๗๓ ฌานนำไปเกิดในพรหมโลก และคาถาว่าด้วยความไม่เที่ยงของภพ อธิบายว่าผู้เจริญปฐมฌาน ทุติยฌาน หรือตติยฌาน ในระดับอย่างต่ำ ปานกลาง หรือประณีต ย่อมไปเกิดในพรหมโลกชั้นต่างๆ ตามลำดับ เช่น ปฐมฌานอย่างประณีตนำไปเกิดเป็นมหาพรหมมีอายุ ๑ กัป ส่วนจตุตถฌานนำไปเกิดได้หลายภูมิรวมทั้งอสัญญีสัตว์และอรูปพรหม โดยให้อายุแต่ละภูมิเป็นกัป ปิดท้ายด้วยคาถาเตือนใจว่าแม้เกิดในภพสูงสุด (ภวัคคะ) ด้วยอานุภาพบุญ ก็ยังต้องจุติกลับสู่ทุคติได้เมื่อสิ้นอายุ เพราะไม่มีภพใดเที่ยงแท้ จึงควรเจริญมรรคเพื่อความหลุดพ้นจากชรามรณะ
  116. หน้า ๕๗๓–๕๗๕ ธรรมที่พึงรู้ยิ่ง พึงกำหนดรู้ พึงละ พึงเจริญ พึงทำให้แจ้ง กลับเข้าสู่รูปแบบคำถามคู่ของธัมมหทยวิภังค์ โดยนำขันธ์ อายตนะ ธาตุ ฯลฯ มาเทียบกับหน้าที่ต่ออริยสัจสี่ คือธรรมใดพึงรู้ยิ่ง พึงกำหนดรู้ พึงละ พึงเจริญ หรือพึงทำให้แจ้ง เช่น ขันธ์ทั้งห้าพึงรู้ยิ่งและพึงกำหนดรู้เสมอ แต่มีเพียงส่วนที่เป็นสมุทัยสัจจ์เท่านั้นที่พึงละ มีเพียงมรรคสัจจ์เท่านั้นที่พึงเจริญ และมีเพียงนิโรธสัจจ์เท่านั้นที่พึงทำให้แจ้ง สะท้อนว่าแต่ละสัจจะในอริยสัจสี่มีหน้าที่ปฏิบัติต่างกัน
  117. หน้า ๕๗๕–๕๗๗ ธรรมที่มีอารมณ์กับธรรมที่ไม่มีอารมณ์ (สารัมมณะ-อนารัมมณะ) จำแนกว่าธรรมใดเป็นสภาวะที่รับรู้อารมณ์ได้ (สารัมมณะ) กับธรรมใดไม่มีอารมณ์เลย (อนารัมมณะ) เช่น รูปขันธ์ไม่มีอารมณ์เพราะเป็นวัตถุ ไม่ใช่จิต ส่วนขันธ์นามธรรมที่เหลือย่อมมีอารมณ์ จากนั้นซ้อนคำถามอีกชั้นว่าในบรรดาธรรมที่มีอารมณ์นั้น ตัวอารมณ์ที่ถูกรับรู้เองก็ยังแบ่งได้อีกว่ามีอารมณ์หรือไม่มีอารมณ์ ทำให้เกิดหมวดละเอียดขึ้นคือ 'สารัมมณารัมมณะ' (มีสิ่งที่มีอารมณ์เป็นอารมณ์) กับ 'อนารัมมณารัมมณะ' (มีสิ่งที่ไม่มีอารมณ์เป็นอารมณ์)
  118. หน้า ๕๗๗–๕๗๘ ธรรมที่เห็นได้ ได้ยิน รับรู้ทางทวารอื่น หรือรู้แจ้งทางใจ (ทิฏฐะ-สุตะ-มุตะ-วิญญาตะ) จำแนกอารมณ์ตามช่องทางการรับรู้ 'ทิฏฐะ' (เห็นได้ทางตา) ใช้กับรูปารมณ์เท่านั้น 'สุตะ' (ได้ยินทางหู) ใช้กับสัททารมณ์เท่านั้น 'มุตะ' (กระทบรู้ได้ทางจมูก ลิ้น กาย) ใช้กับกลิ่น รส และโผฏฐัพพะ ส่วน 'วิญญาตะ' (รู้แจ้งทางใจ) ครอบคลุมธรรมารมณ์ทั้งหมด รวมทั้งอารมณ์สามชนิดข้างต้นเมื่อถูกรู้ทางมโนทวารด้วย แสดงให้เห็นว่าคำเหล่านี้ระบุ 'ทวาร' ที่ใช้รับรู้อารมณ์แต่ละชนิดอย่างเจาะจง
  119. หน้า ๕๗๘–๕๗๙ ธรรมที่เป็นกุศล อกุศล และอัพยากฤต จำแนกขันธ์ อายตนะ ธาตุ ฯลฯ ตามคุณภาพทางจริยธรรมสามอย่าง คือกุศล อกุศล และอัพยากฤต (เป็นกลาง) เช่น รูปขันธ์ทั้งหมดเป็นอัพยากฤตเสมอเพราะวัตถุไม่มีเจตนาดีชั่ว ในขณะที่สมุทยสัจจ์ (ตัณหา) เป็นอกุศลแท้ และมรรคสัจจ์เป็นกุศลแท้ ส่วนขันธ์นามธรรมที่เหลือเป็นได้ทั้งสามอย่างแล้วแต่สภาพจิตขณะนั้น
  120. หน้า ๕๗๙–๕๘๒ ธรรมที่ประกอบด้วยเวทนาสุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุข ไล่ถามว่าขันธ์ อายตนะ ธาตุ ฯลฯ แต่ละอย่างเกิดร่วมกับความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ ได้หรือไม่ เช่น กายสัมผัสสะเกิดร่วมกับสุขเวทนาหรือทุกขเวทนาได้เท่านั้น ไม่มีอทุกขมสุข เพราะความรู้สึกทางกายชัดเจนเป็นสุขหรือทุกข์เสมอ ในขณะที่มโนวิญญาณธาตุสัมผัสสะ (ความรู้สึกทางใจ) ประกอบร่วมได้ทั้งสามแบบ สะท้อนหลักที่ว่าเวทนาทางปัญจทวารมีลักษณะจำกัดกว่าเวทนาทางมโนทวาร
  121. หน้า ๕๘๒–๕๘๓ ธรรมที่เป็นวิบาก เป็นเหตุแห่งวิบาก หรือไม่ใช่ทั้งสอง จำแนกว่าธรรมใดเป็นผลของกรรมโดยตรง (วิปากะ) ธรรมใดเป็นสภาวะที่ยังสามารถให้ผลเป็นวิบากได้ในอนาคต (วิปากธัมมธัมมะ เช่น กุศล-อกุศลจิตที่ยังไม่ให้ผล) และธรรมใดไม่ใช่ทั้งสองอย่าง (เช่น รูปขันธ์ซึ่งไม่ใช่วิบากและไม่ใช่เหตุแห่งวิบาก) ตัวอย่างเช่น มโนธาตุสัมผัสสะบางกรณีเป็นวิบากโดยตรง บางกรณีไม่เข้าข่ายทั้งสองเลย แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างธรรมกับกฎแห่งกรรม
  122. หน้า ๕๘๓–๕๘๕ ธรรมที่เป็นผลกรรมและเป็นอารมณ์ของอุปาทาน (อุปาทินนุปาทานิยะ) จำแนกธรรมตามความสัมพันธ์กับกรรมและกิเลสสองชั้น คือธรรมที่ทั้งเป็นผลของกรรมและยังเป็นอารมณ์ให้อุปาทานยึดได้ (เช่น รูปขันธ์ที่เกิดจากกรรม) ธรรมที่ไม่ใช่ผลกรรมแต่ยังเป็นอารมณ์ของอุปาทานได้ (เช่น เสียง) และธรรมที่ไม่ใช่ทั้งสอง (เช่น มรรคและผล) แสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่าง 'สิ่งที่กรรมสร้างขึ้น' กับ 'สิ่งที่กิเลสอาจยึดติดได้' ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน
  123. หน้า ๕๘๕–๕๘๗ ธรรมที่ประกอบด้วยวิตกวิจาร วิจารอย่างเดียว หรือไม่มีทั้งสอง จำแนกตามองค์ฌาน คือธรรมที่มีทั้งวิตก (ความตรึก) และวิจาร (ความตรอง) ร่วมด้วย ธรรมที่มีวิจารอย่างเดียวไม่มีวิตก (ตรงกับภาวะทุติยฌาน) และธรรมที่ปราศจากทั้งวิตกวิจาร เช่น รูปขันธ์ไม่มีทั้งวิตกวิจารเพราะไม่ใช่นามธรรม ในขณะที่สังขารขันธ์ซึ่งรวมวิตกวิจารไว้ในตัวสามารถเป็นได้ทั้งสามแบบแล้วแต่ระดับฌานที่ประกอบอยู่
  124. หน้า ๕๘๗–๕๘๘ ธรรมที่เป็นรูปหรืออรูป โลกิยะหรือโลกุตตระ และคาถาสรุปหัวข้อ จำแนกสองคู่สุดท้ายของบท คือธรรมที่เป็นรูปธรรมกับอรูปธรรม และธรรมที่เป็นโลกียะ (ยังนับเนื่องในภพ) กับโลกุตตระ (พ้นจากภพ คือมรรค ผล นิพพาน) เช่น กพฬิงการาหาร (อาหารคำข้าว) เป็นรูปธรรมและโลกียะเสมอ ส่วนธาตุส่วนใหญ่เป็นโลกียะ มีเพียงมโนวิญญาณธาตุและธรรมธาตุที่อาจเป็นโลกุตตระได้เมื่อเป็นมรรคจิตหรือผลจิต ปิดท้ายด้วยคาถาสรุปหัวข้อทั้งหมดที่ไล่ถามมาตลอดบท (อภิญญา อารมณ์ ทิฏฐะ กุศล เวทนา วิบาก อุปาทาน วิตกวิจาร รูป โลกิยะ) ทำหน้าที่เป็นบทสรุปทบทวนกรอบการวิเคราะห์ทั้งหมดของธัมมหทยวิภังค์
  125. หน้า ๕๘๘ โคลงท้ายบท: จบธัมมหทยวิภังค์ และจบวิภังคปกรณ์ทั้งสิ้น ปิดท้ายด้วยข้อความรับรองการจบบริบูรณ์สองชั้น คือ 'ธมฺมหทยวิภงฺโค สมตฺโต' (ธัมมหทยวิภังค์จบบริบูรณ์) ซึ่งปิดบทที่ ๑๘ อันเป็นบทสุดท้ายของวิภังค์ และตามด้วย 'วิภงฺคปฺปกรณํ นิฏฺฐิตํ' (คัมภีร์วิภังค์จบสิ้นแล้ว) ซึ่งเป็นโคลงปิดท้ายคัมภีร์วิภังค์ทั้งเล่ม ยืนยันว่าเนื้อหาพระอภิธรรมปิฎกเล่มที่สอง คือวิภังค์ จบสมบูรณ์ ณ จุดนี้ อันเป็นจุดสิ้นสุดที่แท้จริงของเล่ม ๓๕