ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒-พุทธวงศ์-จริยาปิฎก
บาลีสยามรัฐ · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๓๓ · ๕๙๘ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๒๗๔ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๔ ภัททาลิเถราปทาน (ปฐมํ ภทฺทาลิตฺเถราปทานํ, ๔๑๑) ในสมัยพระพุทธเจ้าสุเมธะ ท่านสร้างมณฑปมุงด้วยดอกสาละถวายพระพุทธเจ้าในป่าหิมพานต์ และเฝ้าดูแลบูชาอยู่เจ็ดวันเจ็ดคืนด้วยจิตเลื่อมใส พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ผลบุญนี้ว่าจะทำให้เกิดในสวรรค์ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ และมีบริวารช้างม้ารถอันโอฬาร ในที่สุดท่านได้ออกบวชในศาสนาพระโคดมพุทธเจ้าและบรรลุอรหัตตผล เป็นพระภัททาลิเถระ
- หน้า ๔–๙ เอกฉัตติยเถราปทาน (๔๑๒) ฤๅษีผู้อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำจันทภาคาพร้อมศิษย์จำนวนมาก เมื่อพระพุทธเจ้าอัตถทัสสีอุบัติขึ้น ศิษย์คนหนึ่งไปเรียนวิชาแล้วกลับมาบอกข่าว คณะฤๅษีทั้งหมดจึงพากันไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ท่านได้กั้นร่มขาวถวายพระพุทธเจ้าอยู่หนึ่งวัน ด้วยผลบุญนี้จึงมีร่มกั้นตนเองตลอดทุกภพชาติ ได้เสวยสมบัติทิพย์และเป็นพระเจ้าจักรพรรดิหลายครั้ง ก่อนจะบรรลุอรหัตตผลเป็นพระเอกฉัตติยเถระ
- หน้า ๙–๑๒ ติณสูลกฉาทนิยเถราปทาน (๔๑๓) ฤๅษีผู้อยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาได้ยินเสียงราชสีห์คำรามและออกตามหา แต่กลับพบพระพุทธเจ้าติสสะแทน เกิดความปีติเลื่อมใสจึงบูชาดอกไม้ประดับหลังคาเรือนหญ้า (ติณสูล) ถวายพระองค์ ด้วยผลบุญนี้ท่านไม่เคยตกไปสู่ทุคติเลย ในที่สุดบรรลุอรหัตตผลเป็นพระติณสูลกฉาทนิยเถระ
- หน้า ๑๒–๑๓ มธุมังสทายกเถราปทาน (๔๑๔) ในนครพันธุมดี ท่านเคยเป็นคนขายเนื้อสุกร ได้ปรุงเนื้อเคล้าน้ำผึ้งใส่บาตรถวายแด่พระเถระผู้ใหญ่ในสงฆ์ ด้วยผลบุญนี้ท่านได้เสวยความสุขในสวรรค์ อาหารและเครื่องดื่มบริบูรณ์ตลอดทุกภพ จนบรรลุอรหัตตผลเป็นพระมธุมังสทายกเถระ
- หน้า ๑๔ นาคปัลลวกเถราปทาน (๔๑๕) ในนครพันธุมดี ท่านอาศัยอยู่ใกล้พระราชอุทยาน เมื่อพระวิปัสสีพุทธเจ้าเสด็จมาประทับใกล้ที่อยู่ ท่านนำใบไม้นาคปัลลวะไปถวายและกราบไหว้บูชาพระองค์ ด้วยผลบุญนี้ไม่เคยตกไปสู่ทุคติ จนบรรลุอรหัตตผลเป็นพระนาคปัลลวกเถระ
- หน้า ๑๔–๑๖ เอกทีปิยเถราปทาน (๔๑๖) หลังพระพุทธเจ้าสิทธัตถะเสด็จปรินิพพาน เมื่อยกจิตกาธานขึ้น ท่านได้จุดประทีปดวงหนึ่งไว้ใกล้จิตกาธานให้สว่างไสวจนถึงรุ่งอรุณ ด้วยผลบุญนี้ไปเกิดในดาวดึงส์มีวิมานที่มีประทีปนับแสนดวง ร่างกายสว่างไสวดุจพระอาทิตย์ มองทะลุกำแพงและภูเขาได้ไกลร้อยโยชน์ เป็นท้าวสักกะและพระเจ้าจักรพรรดิหลายครั้ง สุดท้ายมาเกิดเป็นมนุษย์ บวชเมื่ออายุสี่ขวบและบรรลุอรหัตตผลภายในครึ่งเดือน เป็นพระเอกทีปิยเถระ
- หน้า ๑๖–๑๗ อุจฉังคปุปผิยเถราปทาน (๔๑๗) ในนครพันธุมดี ท่านเคยเป็นช่างร้อยดอกไม้ ขณะถือดอกไม้เต็มพกไปตลาด ได้พบพระวิปัสสีพุทธเจ้าเสด็จพร้อมภิกษุสงฆ์ จึงหยิบดอกไม้จากพกบูชาพระพุทธองค์ ด้วยผลบุญนี้ไม่เคยตกไปสู่ทุคติ จนบรรลุอรหัตตผลเป็นพระอุจฉังคปุปผิยเถระ
- หน้า ๑๗–๑๙ ยาคุทายกเถราปทาน (๔๑๘) ท่านพาแขกไปเยี่ยมหมู่บ้านแห่งหนึ่ง พบพระอรัญวาสีถือธุดงค์ที่ไม่อาจไปบิณฑบาตได้เพราะแม่น้ำท่วม จึงเกิดความเลื่อมใสถวายข้าวต้ม (ยาคุ) แก่สงฆ์ ด้วยผลบุญนี้ไปเกิดในวิมานแก้วดาวดึงส์ เป็นท้าวสักกะและพระเจ้าจักรพรรดิหลายครั้ง ในชาติสุดท้ายบวชและบรรลุอรหัตตผลอย่างรวดเร็ว ท่านได้แสดงอานิสงส์ห้าประการของการถวายข้าวต้มแก่สงฆ์ เป็นพระยาคุทายกเถระ
- หน้า ๒๐–๒๑ ปัตโถทนทายกเถราปทาน (๔๑๙) ท่านเคยเป็นคนทำงานในป่า ถือห่ออาหารส่วนตัว (ปัตโถทนะ) ไปทำงาน เมื่อพบพระปัจเจกพุทธเจ้าเสด็จออกบิณฑบาตจากป่า ก็เกิดศรัทธาถวายข้าวส่วนของตนแด่พระองค์ ด้วยผลบุญนี้ได้เสวยทรัพย์สมบัติมากมายทุกภพชาติ สิ่งที่ปรารถนาสำเร็จได้ดั่งใจ จนบรรลุอรหัตตผลเป็นพระปัตโถทนทายกเถระ
- หน้า ๒๑–๒๓ มัญจทายกเถราปทาน (๔๒๐) — จบภัททาลิวรรคที่ ๔๒ หลังพระพุทธเจ้าสิทธัตถะปรินิพพาน ท่านเป็นช่างทำเตียง/ตั่งวรรณะจัณฑาล ได้ทำเตียงอย่างดีถวายแก่สงฆ์ ด้วยผลบุญนี้ได้เสวยที่นอนอันวิจิตรในสวรรค์และเป็นพระเจ้าจักรพรรดิหลายครั้ง แม้ในชาติสุดท้ายก็ยังมีที่นอนปรากฏให้เสมอ จนบรรลุอรหัตตผลเป็นพระมัญจทายกเถระ หน้า ๒๓ ปิดท้ายด้วยคาถาอุทานสรุปรายชื่อพระเถระทั้ง ๑๐ รูปในภัททาลิวรรคที่ ๔๒ ซึ่งจบบริบูรณ์ ณ ที่นี้
- หน้า ๒๔–๒๕ สกิงสัมมัชชกเถราปทาน (๔๒๑) — เริ่มวรรคใหม่ สกิงสัมมัชชกวรรคที่ ๔๓ ในสมัยพระวิปัสสีพุทธเจ้า ท่านเห็นต้นโพธิ์ (ปาฏลี) จึงกวาดบริเวณโพธิ์ครั้งเดียวและกราบไหว้บูชาด้วยใจเลื่อมใส ต่อมาถูกงูเหลือมยักษ์รัดจนตาย แต่ด้วยอานุภาพบุญนั้นไปเกิดในสวรรค์ทันที ผลบุญทำให้ไม่มีโรคผิวหนัง ไม่มีความทุกข์ใจ จนบรรลุอรหัตตผลเป็นพระสกิงสัมมัชชกเถระ (ผู้กวาดครั้งเดียว)
- หน้า ๒๕–๒๗ เอกทุสสทายกเถราปทาน (๔๒๒) ในนครหังสวดี ท่านเป็นคนเกี่ยวหญ้ายากจนมีผ้าห่มเพียงผืนเดียว เมื่อพระปทุมุตตรพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ท่านคิดว่าไม่มีสิ่งอื่นจะถวาย จึงถวายผ้าผืนเดียวที่มีอยู่พร้อมเปล่งวาจาขอให้พระองค์ทรงช่วยให้พ้นทุกข์ พระพุทธเจ้าทรงอนุโมทนา ด้วยผลบุญนี้ท่านไม่ตกทุคติแสนกัป มีผ้าและทรัพย์ไม่มีวันหมด มีผิวพรรณดุจทองคำทุกภพชาติ จนบรรลุอรหัตตผลเป็นพระเอกทุสสทายกเถระ
- หน้า ๒๘–๓๐ เอกาสนทายกเถราปทาน (๔๒๓) ฤๅษีชื่อนารทะ (หรือกัสสปะ) บำเพ็ญพรตแสวงหาความบริสุทธิ์อยู่ที่ภูเขากสิกะใกล้หิมพานต์ เมื่อพระปทุมุตตรพุทธเจ้าเสด็จมาทางอากาศ ท่านได้ปูเตียงไม้ปูหนังเสือถวายเป็นอาสนะ และทูลขอให้พระองค์ผู้เป็นดั่งหมอรักษาผู้ป่วยด้วยราคะช่วยรักษาตน พระพุทธเจ้าประทับนั่งและประทานพร ด้วยผลบุญนี้ท่านมีสมบัติทิพย์และราชสมบัตินับไม่ถ้วน มีบัลลังก์ปรากฏขึ้นเองทุกที่ที่ปรารถนา จนบรรลุอรหัตตผลเป็นพระเอกาสนทายกเถระ
- หน้า ๓๐–๓๑ สัตตกทัมพปุปผิยเถราปทาน (๔๒๔) บนภูเขากทัมพะใกล้หิมพานต์ซึ่งเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าเจ็ดพระองค์ในอดีต ท่านเห็นดอกกทัมพบานสะพรั่งจึงเก็บมาบูชาเจ็ดพวงด้วยจิตเลื่อมใส ด้วยผลบุญนี้ไปเกิดในดาวดึงส์ ไม่เคยตกทุคติ จนบรรลุอรหัตตผลเป็นพระสัตตกทัมพปุปผิยเถระ
- หน้า ๓๑–๓๒ โกรัณฑปุปผิยเถราปทาน (๔๒๕) ท่านเคยเป็นคนงานป่าที่ยากจน เลี้ยงชีพด้วยการล่าสัตว์โดยไม่มีบุญกุศลใดๆ เมื่อเห็นรอยพระบาทของพระติสสพุทธเจ้าก็เกิดปีติ จึงเก็บดอกโกรัณฑ์ที่บานสะพรั่งไปบูชารอยพระบาทนั้น ด้วยผลบุญนี้มีผิวพรรณดุจทองคำทุกภพชาติ ไม่เคยตกทุคติ จนบรรลุอรหัตตผลเป็นพระโกรัณฑปุปผิยเถระ
- หน้า ๓๒–๓๓ ฆฏมัณฑทายกเถราปทาน (๔๒๖) ท่านพบพระพุทธเจ้าประชวรด้วยลมพัดในป่าใหญ่ จึงมีจิตเลื่อมใสนำหัวกะทิ/หัวเชื้อจากหม้อ (ฆฏมัณฑะ) เข้าไปถวาย ด้วยผลบุญนี้ท่านมีทรัพย์มหาศาลเปรียบดั่งมหาสมุทรทั้งสี่และแผ่นดินทั้งหมด มีต้นกัลปพฤกษ์ให้สมปรารถนา เป็นท้าวสักกะและพระเจ้าจักรพรรดิหลายครั้ง จนบรรลุอรหัตตผลเป็นพระฆฏมัณฑทายกเถระ
- หน้า ๓๔–๓๖ เอกธัมมสวนิยเถราปทาน (๔๒๗) ในสมัยพระปทุมุตตรพุทธเจ้า ท่านเคยเป็นชฏิลผู้มีฤทธิ์เหาะได้ แต่ครั้งหนึ่งเหาะข้ามพระพุทธเจ้าไม่ได้ ดุจปะทะภูเขา จึงลงมาสืบดูและได้ยินพระสุรเสียงแสดงธรรมเรื่องอนิจจตา จึงจดจำคำสอนนั้นไว้เพียงบทเดียวจนตลอดชีวิต ตายไปเกิดในสวรรค์ ต่อมาเกิดเป็นมนุษย์ ขณะนั่งในเรือนบิดาได้ยินภิกษุสวดคาถา "อนิจฺจา วต สงฺขารา" จึงระลึกความจำเดิมได้และบรรลุอรหัตตผลเมื่ออายุเพียงเจ็ดขวบ ได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้าเอง เป็นพระเอกธัมมสวนิยเถระ (ผู้ฟังธรรมเพียงบทเดียว)
- หน้า ๓๖–๓๙ สุจินติตเถราปทาน (๔๒๘) ในนครหังสวดี ท่านเป็นชาวนา เมื่อข้าวในนาสุกงอม ท่านคิดว่าควรถวายผลผลิตแรกแด่พระพุทธเจ้าและสงฆ์ก่อนตนเอง จึงนำข้าวใหม่ไปถวายพระปทุมุตตรพุทธเจ้า พระองค์ทรงรับแทนสงฆ์และแสดงธรรมถึงอานิสงส์การถวายแก่สงฆ์อริยะ ทรงแนะให้นิมนต์ภิกษุไปรับที่บ้าน ท่านก็ทำตาม ด้วยผลบุญนี้ไปเกิดในวิมานแก้วดาวดึงส์ เป็นท้าวสักกะและพระเจ้าจักรพรรดิหลายครั้ง มีโภคทรัพย์อาหารบริบูรณ์ทุกภพชาติ ท่านแสดงอานิสงส์แปดประการของการถวายข้าวใหม่ จนบรรลุอรหัตตผลเป็นพระสุจินติตเถระ (มีเครื่องหมายวรรคภาณ "เอกูนวีสติมํ ภาณวารํ" ปรากฏในหน้า
- หน้า ๔๐–๔๑ โสณณกิงกณิยเถราปทาน (๔๒๙) ท่านออกบวชด้วยศรัทธา นุ่งห่มเปลือกไม้บำเพ็ญตบะ เมื่อพระอัตถทัสสีพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ขณะป่วยหนักท่านระลึกถึงพระองค์และโปรยดอกโกฐทองคำ (โสณณกิงกณิ) บูชาพระสถูปด้วยมือตนเอง ปรนนิบัติดุจพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ ด้วยผลบุญนี้ไปเกิดในสวรรค์อย่างสง่างาม มีผิวพรรณทองคำ มีบริวารนางฟ้าและช้างม้ามากมาย เป็นท้าวสักกะและพระเจ้าจักรพรรดิหลายครั้ง จนบรรลุอรหัตตผลเป็นพระโสณณกิงกณิยเถระ
- หน้า ๔๒–๔๓ โสวัณณโกนตริกเถราปทาน (๔๓๐) — จบสกิงสัมมัชชกวรรคที่ ๔๓ ท่านเห็นพระปทุมุตตรพุทธเจ้าประทับสงบนิ่งในสมาธิ จึงนำน้ำในผลน้ำเต้ามาล้างพระบาทและถวายน้ำนั้นตามที่พระองค์ทรงรับสั่ง พระพุทธเจ้าประทานอนุโมทนา ด้วยผลบุญนี้ไปเกิดในสวรรค์และเป็นพระเจ้าจักรพรรดิหลายครั้ง เมื่อเดินหรือยืนจะมีร่มทองคำ (โสวัณณโกนตระ) ปรากฏอยู่ข้างหน้าเสมอ จนบรรลุอรหัตตผลเป็นพระโสวัณณโกนตริกเถระ หน้า ๔๓ ปิดท้ายด้วยคาถาอุทานสรุปรายชื่อพระเถระทั้ง ๑๐ รูป เป็นการจบสกิงสัมมัชชกวรรคที่ ๔๓ บริบูรณ์
- หน้า ๔๔–๔๕ เอกวิหาริยเถราปทาน (๔๓๑) — เริ่มวรรคใหม่ เอกวิหาริวรรคที่ ๔๔ ในภัทรกัปนี้ พระกัสสปพุทธเจ้าทรงเป็นพราหมณ์วงศ์ผู้ยิ่งใหญ่ ทรงมีเมตตากรุณาแสดงทางสู่นิพพาน ท่านได้ฟังธรรมจากพระองค์แล้วออกบวช อยู่ผู้เดียวในป่าอันร่มรื่นเพื่อหลีกเลี่ยงโทษของการคลุกคลีหมู่คณะ เห็นความสงัดเป็นเหตุแห่งความหลุดพ้นจากสักกายทิฏฐิ จนบรรลุอรหัตตผลเป็นพระเอกวิหาริยเถระ (ผู้อยู่ผู้เดียว)
- หน้า ๔๕–๔๖ เอกสังขิยเถราปทาน (๔๓๒) ในสมัยพระวิปัสสีพุทธเจ้า ในงานฉลองต้นโพธิ์ใหญ่ ท่านนำสังข์มาเป่าบูชาต้นโพธิ์ตลอดทั้งวันด้วยความเคารพ ด้วยผลบุญนี้ไปเกิดในสวรรค์มีเครื่องดนตรีหกหมื่นชิ้นบรรเลงถวายเสมอ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรมพระนามสุทัสสนะถึง ๗๑ กัป แม้อยู่ในครรภ์มารดาก็มีเสียงสังข์ประโคม จนบรรลุอรหัตตผลเป็นพระเอกสังขิยเถระ
- หน้า ๔๗–๔๘ ปาฏิหิรสัญญกเถราปทาน (๔๓๓) เมื่อพระปทุมุตตรพุทธเจ้าเสด็จเข้าเมืองพร้อมพระอรหันต์แสนรูป ด้วยอานุภาพของพระองค์ เครื่องดนตรี (พิณ) บรรเลงขึ้นเองโดยไม่มีผู้สัมผัส ท่านเห็นปาฏิหาริย์นี้แล้วเกิดความอัศจรรย์ใจศรัทธาในพระพุทธานุภาพ ด้วยผลบุญนี้ไม่เคยตกทุคติ จนบรรลุอรหัตตผลเป็นพระปาฏิหิรสัญญกเถระ (ผู้กำหนดรู้ปาฏิหาริย์)
- หน้า ๔๘–๔๙ ญาณัตถวิกเถราปทาน (๔๓๔) ท่านเห็นพระพุทธเจ้าเปล่งรัศมีดุจต้นกรรณิการ์ที่ลุกโพลง จึงวางบาตรน้ำ ผ้าเปลือกไม้ และหม้อน้ำลง แล้วถวายบทสรรเสริญพระญาณของพระองค์ผู้ขจัดความมืดแห่งโมหะให้แก่โลก เปรียบพระญาณว่าไม่มีสิ่งใดเทียบได้ ด้วยผลบุญนี้ไม่เคยตกทุคติ จนบรรลุอรหัตตผลเป็นพระญาณัตถวิกเถระ (ผู้สรรเสริญพระญาณ)
- หน้า ๔๙ อุจฉุขัณฑิกเถราปทาน (๔๓๕) ในนครพันธุมดี ท่านเป็นนายประตูเมือง เมื่อพบพระวิปัสสีพุทธเจ้าผู้ปราศจากมลทิน ก็ได้ถวายท่อนอ้อย (อุจฉุขัณฑ์) ด้วยจิตเลื่อมใส ด้วยผลบุญนี้ไม่เคยตกทุคติ จนบรรลุอรหัตตผลเป็นพระอุจฉุขัณฑิกเถระ
- หน้า ๕๐ กลัมพทายกเถราปทาน (๔๓๖) ท่านได้ถวายผลกลัมพ์แด่พระโรมสพุทธเจ้าผู้ประทับอยู่ท่ามกลางภูเขา ด้วยจิตเลื่อมใส ด้วยผลบุญนี้ไม่เคยตกทุคติ จนบรรลุอรหัตตผลเป็นพระกลัมพทายกเถระ เป็นอปทานสั้นมากเพียงไม่กี่คาถา
- หน้า ๕๐–๕๑ อัมพาฏกทายกเถราปทาน (๔๓๗) ท่านเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า (สยัมภู) ในป่า จึงถวายผลมะม่วงป่า (อัมพาฏกะ) แด่พระองค์ ด้วยผลบุญนี้ไม่เคยตกทุคติตลอด ๓๑ กัป จนบรรลุอรหัตตผลเป็นพระอัมพาฏกทายกเถระ
- หน้า ๕๑–๕๒ หรีตกิทายกเถราปทาน (๔๓๘) ท่านมักเก็บผลไม้สมุนไพรต่างๆ เช่น สมอไทย มะขามป้อม มะม่วง หว้า สมอพิเภก ฯลฯ ด้วยตนเอง เมื่อพบพระปัจเจกพุทธเจ้าอ่อนล้าและป่วยไข้พักอยู่บนไหล่เขา จึงถวายผลสมอไทย (หรีตกี) เป็นยา พอพระองค์ทรงรับ อาการป่วยก็หายทันที พระองค์ทรงอนุโมทนาให้ท่านไม่มีโรคภัยในภพต่อไป ด้วยผลบุญนี้ท่านไม่เคยเจ็บป่วยเลยในทุกภพชาติ จนบรรลุอรหัตตผลเป็นพระหรีตกิทายกเถระ
- หน้า ๕๒–๕๓ อัมพปิณฑิยเถราปทาน (๔๓๙) ในอดีตชาติท่านเคยเป็นพญาช้างงางอนเที่ยวไปในป่าใหญ่ พบพระพุทธเจ้า (สิทธัตถะ) จึงถวายพวงมะม่วง (อัมพปิณฑิ) แด่พระองค์ พระองค์ทรงรับและเสวย ด้วยผลบุญนี้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต ต่อมาได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ และในที่สุดชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายที่บรรลุอรหัตตผลเป็นพระอัมพปิณฑิยเถระ
- หน้า ๕๔–๕๕ ชัมพูผลิยเถราปทาน (๔๔๐) — จบเอกวิหาริวรรคที่ ๔๔ ขณะพระปทุมุตตรพุทธเจ้าเสด็จออกบิณฑบาต ท่านได้ถวายผลไม้ชั้นเลิศ (ผลหว้า) ด้วยจิตอันผ่องใสแด่พระองค์ผู้ควรแก่ทักษิณา ด้วยผลบุญนี้ท่านบรรลุถึงฐานะอันไม่หวั่นไหว ไม่เคยตกทุคติตลอดแสนกัป จนบรรลุอรหัตตผลเป็นพระชัมพูผลิยเถระ หน้า ๕๕ ปิดท้ายด้วยคาถาอุทานสรุปรายชื่อพระเถระทั้ง ๑๐ รูป เป็นการจบเอกวิหาริวรรคที่ ๔๔ บริบูรณ์
- หน้า ๕๖ พระวิเภทกพีชิยเถระ (๔๔๑) ในสมัยพระพุทธเจ้ากกุสันธะ ท่านถือเมล็ดพืชร้อยด้วยเถาวัลย์อยู่ในป่า พบพระพุทธเจ้าทรงเข้าฌานอยู่ระหว่างภูเขา จึงเกิดจิตเลื่อมใสถวายเมล็ดพืชนั้นแด่พระองค์ ด้วยผลบุญนี้ท่านไม่เคยไปสู่ทุคติเลยตลอดกัปนี้ จนกระทั่งบรรลุอรหัตตผลในที่สุด
- หน้า ๕๗ พระโกลทายกเถระ (๔๔๒) ท่านนุ่งห่มหนังสัตว์และเปลือกไม้อยู่ในอาศรม เมื่อพระพุทธเจ้าสิขีเสด็จมายังอาศรมของท่านเพียงพระองค์เดียว ท่านมีจิตเลื่อมใสถวายผลพุทรา (โกล) ด้วยมือทั้งสองข้าง ด้วยผลบุญนี้ท่านไม่เคยไปสู่ทุคติเลยตลอด ๓๑ กัป
- หน้า ๕๘ พระเวลุวผลิยเถระ (๔๔๓) อาศรมของท่านอยู่ริมฝั่งแม่น้ำจันทภาคา รายล้อมด้วยต้นเวฬุ เมื่อเห็นต้นเวฬุหอมก็ระลึกถึงพระพุทธเจ้า จึงเข้าไปเฝ้าพระกกุสันธพุทธเจ้าถวายผลมะตูมด้วยจิตเลื่อมใส
- หน้า ๕๙–๖๐ พระภัลลาตกทายกเถระ (๔๔๔) ท่านปูลาดที่นั่งด้วยหญ้าทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าให้ประทับ พระองค์เสด็จลงมาประทับนั่งบนที่ปูลาดนั้น ท่านถวายผลภัลลาตกะ (มะม่วงหิมพานต์ป่า) แด่พระองค์ พระพุทธเจ้าเสวยผลนั้นต่อหน้าท่าน ท่านเกิดปีติเลื่อมใสกราบไหว้
- หน้า ๖๐ พระอุมมาปุปผิยเถระ (๔๔๕) ท่านนำพวงมาลัยดอกอุมมา (ดอกป่านหรือดอกลินิน) ขึ้นบูชาที่ต้นโพธิ์ด้วยจิตเลื่อมใส ด้วยผลบุญนี้ท่านไม่เคยไปสู่ทุคติเลย
- หน้า ๖๐–๖๑ พระอัมพาฏกิยเถระ (๔๔๖) เมื่อพระพุทธเจ้าเวสสภูเสด็จเข้าไปประทับนั่งในซอกเขาดุจราชสีห์ ท่านมีจิตเลื่อมใสนำผลมะกอก (อัมพาฏกะ) มาบูชาพระองค์ด้วยมือทั้งสอง
- หน้า ๖๑–๖๒ พระสีหาสนิกเถระ (๔๔๗) ท่านมีจิตเลื่อมใสถวายบัลลังก์ราชสีห์แด่พระปทุมุตตรพุทธเจ้า ด้วยผลบุญนี้ไม่ว่าเกิดในภพใด ทั้งเทวโลกหรือมนุษยโลก ท่านย่อมได้วิมานอันไพบูลย์และบัลลังก์ทองคำ เงิน แก้วมณีเสมอ
- หน้า ๖๒–๖๓ พระปาทปีฐิยเถระ (๔๔๘) ท่านมีจิตเลื่อมใสสร้างตั่งรองพระบาทถวายไว้ข้างบัลลังก์ของพระสุเมธพุทธเจ้า ด้วยผลบุญนี้เมื่อไปเกิดในภพต่างๆ ทุกย่างก้าวของท่านจะมีตั่งทองรองรับเสมอ
- หน้า ๖๔ พระเวทิยการกเถระ (๔๔๙) ท่านสร้างรั้วหรือฐานล้อม (เวทิกา) ถวายรอบต้นโพธิ์ของพระปทุมุตตรพุทธเจ้าด้วยจิตเลื่อมใส ด้วยผลบุญนี้ท่านไม่ประสบภัยแม้ในสงครามหรือความหวาดกลัวใดๆ
- หน้า ๖๕–๖๖ พระโพธิฆรการกเถระ (๔๕๐) ท่านสร้างเรือนคลุมต้นโพธิ์ถวายแด่พระสิทธัตถพุทธเจ้าด้วยจิตเลื่อมใส ด้วยผลบุญนี้ท่านได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิตอยู่ในเรือนแก้ว และเคยได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดินามกาสิกะ มีปราสาททองคำอันวิจิตร ก่อนจะบรรลุนิพพานในที่สุด จบวรรคที่ ๔๕ วิเภทกิวรรค ที่หน้านี้
- หน้า ๖๗–๖๘ พระชคติทายกเถระ (๔๕๑) เริ่มวรรคที่ ๔๖ ชคติทายกวรรค ท่านสร้างลานหรือกำแพงกันดิน (ชคติ) ถวายรอบต้นโพธิ์ของพระธรรมทัสสีพุทธเจ้าด้วยจิตเลื่อมใส ด้วยผลบุญนี้ท่านไม่เคยตกจากที่สูงหรือถูกโจรและกษัตริย์ข่มเหง
- หน้า ๖๘–๖๙ พระโมรหัตถิยเถระ (๔๕๒) ท่านถวายพัดหางนกยูงแด่พระพุทธเจ้าด้วยจิตเลื่อมใส ด้วยผลแห่งเจตนาและความปรารถนานั้น ไฟกิเลสทั้งสามของท่านดับสนิท
- หน้า ๖๙ พระสีหาสนพีชิยเถระ (๔๕๓) ท่านถือพัดวีชนีถวายงานพัดถวายที่บัลลังก์ราชสีห์ ณ ต้นโพธิ์ของพระติสสพุทธเจ้าด้วยจิตเลื่อมใส
- หน้า ๖๙–๗๐ พระติณุกกธาริยเถระ (๔๕๔) ท่านถือคบเพลิงหญ้า ๓ ดวงถวายเป็นพุทธบูชาที่ต้นโพธิ์ของพระปทุมุตตรพุทธเจ้าด้วยจิตเลื่อมใส
- หน้า ๗๐–๗๑ พระอักกมนทายกเถระ (๔๕๕) ขณะพระกกุสันธพุทธเจ้าเสด็จไปพักผ่อนกลางวัน ท่านถวายทางเดินหรือแผ่นรองเหยียบ (อักกมนะ) แด่พระองค์ด้วยจิตเลื่อมใส
- หน้า ๗๑ พระวนโกรัณฑิยเถระ (๔๕๖) ท่านนำดอกโกรัณฑ์ป่ามาบูชาแด่พระสิทธัตถพุทธเจ้าด้วยจิตเลื่อมใส (ในหน้านี้มีเครื่องหมายกำกับจบภาณวารที่ ๒๐)
- หน้า ๗๒–๗๓ พระเอกฉัตติยเถระ (๔๕๗) เมื่อพระปทุมุตตรพุทธเจ้าเสด็จจงกรมกลางแดดบนพื้นดินร้อนดุจถ่านเพลิง ท่านนำร่มขาวไปถวายเพื่อป้องกันร้อนหนาว พระพุทธเจ้าทรงรับและประทานพร ด้วยผลบุญนี้ท่านได้เป็นท้าวสักกะและพระเจ้าจักรพรรดิหลายครั้ง จนถึงชาติสุดท้ายยังมีร่มขาวคุ้มครองท่านอยู่เสมอ
- หน้า ๗๓–๗๔ พระชาติปุปผิยเถระ (๔๕๘) หลังพระปทุมุตตรพุทธเจ้าปรินิพพาน ท่านนำกระเช้าดอกไม้มาบูชาสรีระของพระองค์ ด้วยผลบุญนี้ท่านไปเกิดในเทวโลกและมนุษยโลกโดยมีฝนดอกไม้ตกลงมาโปรยปรายอยู่เสมอ แม้ในชาติสุดท้ายก็ยังมีฝนดอกไม้ตกให้ท่านทุกเมื่อ
- หน้า ๗๔–๗๕ พระสัตติปัณณิยเถระ (๔๕๙) ขณะกำลังนำสรีระพระพุทธเจ้าออกไปพร้อมเสียงกลองประโคม ท่านมีจิตเลื่อมใสบูชาด้วยดอกไม้
- หน้า ๗๕–๗๖ พระคันธปูชกเถระ (๔๖๐) ขณะกำลังจัดเตรียมเชิงตะกอนด้วยเครื่องหอมนานาชนิด ท่านมีจิตเลื่อมใสบูชาด้วยกำเครื่องหอม ณ เชิงตะกอนถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า จบวรรคที่ ๔๖ ชคติทายกวรรค พร้อมอุทานสรุปวรรคที่หน้า ๗๖
- หน้า ๗๗ พระสาลกุสุมิยเถระ (๔๖๑) เริ่มวรรคที่ ๔๗ สาลปุปผิวรรค เมื่อสรีระพระพุทธเจ้าถูกยกขึ้นสู่เชิงตะกอนหลังปรินิพพาน ท่านมีจิตเลื่อมใสบูชาด้วยดอกสาละ
- หน้า ๗๗–๗๘ พระจิตกปูชกเถระ (๔๖๒) ขณะสรีระพระสิขีพุทธเจ้ากำลังถูกถวายพระเพลิง ท่านนำดอกจำปา ๘ ดอกขึ้นบูชาเชิงตะกอนด้วยจิตเลื่อมใส
- หน้า ๗๘–๗๙ พระจิตกนิพพาปกเถระ (๔๖๓) ขณะสรีระพระเวสสภูพุทธเจ้ากำลังถูกเผาไหม้ ท่านนำน้ำหอมไปดับไฟที่เชิงตะกอนด้วยความเลื่อมใส
- หน้า ๗๙ พระเสตุทายกเถระ (๔๖๔) ท่านสร้างสะพานถวายต่อหน้าพระวิปัสสีพุทธเจ้าขณะทรงจงกรมด้วยจิตเลื่อมใส
- หน้า ๘๐ พระสุมนตาลวัณฏิยเถระ (๔๖๕) ท่านถวายพัดใบตาลประดับดอกมะลิแด่พระสิทธัตถพุทธเจ้าด้วยจิตเลื่อมใส
- หน้า ๘๐–๘๑ พระอวฏผลิยเถระ (๔๖๖) เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จออกจากที่สงัดเพื่อบิณฑบาต ท่านถือผลอวฏะ (ผลไม้ป่าชนิดหนึ่ง) เข้าไปถวายด้วยจิตเลื่อมใส
- หน้า ๘๑–๘๒ พระลพุชผลทายกเถระ (๔๖๗) ครั้งเป็นคนสวนในเมืองพันธุมดี ท่านเห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลีเสด็จไปในอากาศ จึงถือผลลพุช (สาเก) ขึ้นไปถวายขณะพระองค์ประทับยืนอยู่กลางอากาศ
- หน้า ๘๒–๘๓ พระมิลักขุผลทายกเถระ (๔๖๘) ท่านพบพระอัตถทัสสีพุทธเจ้าในป่า มีจิตเลื่อมใสถวายผลมิลักขุ (ผลไม้ป่า) แด่พระองค์
- หน้า ๘๓–๘๔ พระสยัมปฏิภาณิยเถระ (๔๖๙) ท่านเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จดำเนินไปตามถนนพร้อมหมู่สงฆ์และเหล่าเทวดาที่มาทูลถามปัญหา ทรงมีพระรัศมีและอานุภาพยิ่งใหญ่ ท่านจึงเปล่งวาจาสรรเสริญพระพุทธคุณด้วยตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความปีติว่า ใครเล่าเห็นแล้วจะไม่เลื่อมใส ด้วยผลแห่งการสรรเสริญนี้ท่านไม่เคยไปสู่ทุคติเลย
- หน้า ๘๔–๘๖ พระนิมิตตพยากรณิยเถระ (๔๗๐) ท่านเคยเป็นพราหมณ์ผู้เชี่ยวชาญไตรเพทในหิมวันต์ มีศิษย์ถึงห้าหมื่นสี่พันคน เมื่อพระโพธิสัตว์จุติจากดุสิตลงสู่พระครรภ์มารดา แผ่นดินไหวหวั่นไหว ผู้คนหวาดกลัวมาถามท่าน ท่านจึงทำนายนิมิตให้คลายความกลัวและแสดงศีลห้าแก่มหาชน ด้วยผลบุญแห่งการทำนายนี้ท่านไม่เคยไปสู่ทุคติเลย จบวรรคที่ ๔๗ สาลปุปผิวรรค ที่หน้านี้
- หน้า ๘๗ พระนฬมาลิยเถระ (๔๗๑) เริ่มวรรคที่ ๔๘ นฬมาลิวรรค ท่านเห็นพระพุทธเจ้าผู้ข้ามพ้นโอฆะเสด็จดำเนินอยู่ จึงถือพวงมาลัยหญ้าปล้อง (นฬมาลา) ขึ้นบูชาแด่พระองค์ด้วยจิตเลื่อมใส
- หน้า ๘๘–๙๐ พระมณิปูชกเถระ (๔๗๒) ท่านมีวิมานอยู่ใกล้สระใหญ่ในหิมวันต์ เมื่อเห็นพระปทุมุตตรพุทธเจ้าเสด็จไปบิณฑบาตแต่ไม่มีดอกไม้จะบูชา ท่านจึงถอดแก้วมณีประดับศีรษะของตนออกมาบูชาแด่พระองค์ พระพุทธเจ้าทรงหยุดกลางอากาศประทานพรให้ ด้วยผลบุญนี้ท่านได้เป็นท้าวสักกะและพระเจ้าจักรพรรดิหลายครั้ง มีแก้วมณีส่องสว่างเกิดขึ้นเองติดตัวทุกภพชาติ
- หน้า ๙๐–๙๒ พระอุกกาสติกเถระ (๔๗๓) ท่านพบพระโกสิกพุทธเจ้าในหิมวันต์พร้อมข้าราชบริพารสตรี จึงถือคบเพลิงถวายแสงสว่างล้อมรอบพระองค์ตลอดเจ็ดวันเจ็ดคืนที่ทรงเข้าฌาน ครั้นวันที่แปดเมื่อพระองค์ออกจากฌาน ท่านได้ถวายภิกษาหารด้วย ด้วยผลบุญนี้ท่านได้ไปเกิดในดุสิต และได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิครองนครโสภณอันเป็นทองคำล้วน
- หน้า ๙๒ พระสุมนวีชนิยเถระ (๔๗๔) ท่านถือพัดวีชนีถวายพัดต้นโพธิ์ของพระวิปัสสีพุทธเจ้าด้วยจิตเลื่อมใส
- หน้า ๙๓ พระกุมมาสทายกเถระ (๔๗๕) ขณะพระวิปัสสีพุทธเจ้าเสด็จบิณฑบาต ท่านเห็นบาตรว่างเปล่าจึงถวายข้าวสุก (กุมมาส) จนเต็มบาตร
- หน้า ๙๓–๙๔ พระกุสัฏฐกทายกเถระ (๔๗๖) ท่านมีจิตเลื่อมใสถวายกุสัฏฐกะ (พืชชนิดหนึ่ง) แด่พราหมณ์ผู้เป็นบริวารของพระกัสสปพุทธเจ้า
- หน้า ๙๔–๙๕ พระคิริปุนนาคิยเถระ (๔๗๗) ท่านพบพระโสภิตพุทธเจ้าประทับอยู่ที่เขาจิตตกูฏ จึงถือดอกบุนนาคภูเขามาบูชาแด่พระองค์
- หน้า ๙๕ พระวัลลิการผลทายกเถระ (๔๗๘) ท่านถวายผลวัลลิการะ (ผลเถาวัลย์ชนิดหนึ่ง) แด่พระสุมนพุทธเจ้าซึ่งประทับอยู่ที่ตักกรา
- หน้า ๙๕–๙๗ พระปานธิทายกเถระ (๔๗๙) ท่านเห็นพระอโนมทัสสีพุทธเจ้าเสด็จดำเนินด้วยพระบาทเปล่าบนถนน จึงถอดรองเท้าของตนวางถวายแทบพระบาทพร้อมทูลขอให้ทรงสวม พระพุทธเจ้าทรงสวมรองเท้านั้นแล้วทรงพยากรณ์อนาคตของท่านไว้ยาวว่าจะได้เป็นท้าวสักกะและพระเจ้าจักรพรรดิหลายครั้ง และในชาติสุดท้ายจะบวชในศาสนาพระโคดมพุทธเจ้าและบรรลุอรหัตตผลขณะปลงผมบนรถที่กำลังเสด็จออกจากเรือน
- หน้า ๙๘ พระปุฬินจังกมิยเถระ (๔๘๐) ครั้งเป็นพรานล่าเนื้อในป่า ท่านเห็นทางจงกรมของพระพุทธเจ้า จึงกอบเอาทรายในชายพกมาโรยปูทางจงกรมถวายด้วยจิตเลื่อมใส จบวรรคที่ ๔๘ นฬมาลิวรรค (อุทานสรุปวรรคอยู่ที่หน้า ๙๘-๙๙)
- หน้า ๙๙–๑๐๐ พระปังสุกูลสัญญกเถระ (๔๘๑) เริ่มวรรคที่ ๔๙ ปังสุกูลวรรค ครั้งเป็นพรานถือธนู ท่านเห็นผ้าบังสุกุลของพระติสสพุทธเจ้าติดอยู่บนกิ่งไม้ขณะพระองค์เสด็จเข้าวิหาร จึงวางอาวุธลง ประนมมือไหว้และเกิดจิตเลื่อมใสในผ้าบังสุกุลนั้น
- หน้า ๑๐๐–๑๐๒ พระพุทธสัญญกเถระ (๔๘๒) ท่านเป็นอาจารย์สอนไตรเพทมีศิษย์มาก เมื่อทราบข่าวจากศิษย์ของศิษย์ว่าพระสิทธัตถพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก ท่านจึงชวนศิษย์ทั้งหมดออกเดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้า แต่ระหว่างทางท่านล้มป่วยและถึงแก่กรรมโดยมีเพียงความระลึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์สุดท้าย ด้วยผลบุญนี้ท่านไม่เคยไปสู่ทุคติเลย
- หน้า ๑๐๒–๑๐๔ พระภิสทายกเถระ (๔๘๓) ขณะกำลังขุดเหง้าบัวในสระเพื่อยังชีพ ท่านเห็นพระปทุมุตตรพุทธเจ้าเสด็จอยู่กลางอากาศ จึงถวายเหง้าบัวพร้อมน้ำผึ้งนมเนยแด่พระองค์ พระพุทธเจ้าเสด็จลงมารับและประทานพร ภายหลังขณะแขวนเหง้าบัวไว้ที่ต้นไม้และระลึกถึงทานนั้น เกิดพายุใหญ่ฟ้าผ่าลงที่ศีรษะท่านถึงแก่ความตาย แต่ด้วยผลบุญนั้นท่านได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต
- หน้า ๑๐๔–๑๐๗ พระญาณัตถวิกเถระ (๔๘๔) ท่านเป็นดาบสอยู่ในหิมวันต์ สันโดษในลาภที่ได้ เมื่อทราบข่าวพระสุเมธพุทธเจ้าอุบัติขึ้นหลัง ๘ ปี จึงเดินทางไปเฝ้าและกล่าวคาถาสรรเสริญพระปัญญาคุณอันหาประมาณมิได้ของพระองค์ถึง ๖ คาถา เปรียบเทียบว่าแม้มหาสมุทรและแผ่นดินยังพอประมาณได้ แต่พระสัพพัญญุตญาณหาประมาณมิได้ พระสุเมธพุทธเจ้าทรงพอพระทัยจึงพยากรณ์ว่าท่านจะได้เสวยสมบัติในเทวโลกและมนุษยโลกมากมาย และจะบรรลุอรหัตตผลตั้งแต่อายุ ๗ ขวบในศาสนาพระโคดมพุทธเจ้า (หน้า ๑๐๕ มีเครื่องหมายกำกับจบภาณวารที่ ๒๑ แทรกอยู่กลางเรื่อง)
- หน้า ๑๐๗–๑๑๐ พระจันทนมาลิยเถระ (๔๘๕) — เนื้อเรื่องยังไม่จบภายในช่วงหน้านี้ ท่านสละทรัพย์ ๘๐ โกฏิและกามคุณออกบวช อยู่ริมฝั่งแม่น้ำ วันหนึ่งพระสุเมธพุทธเจ้าเสด็จมาหาแต่ท่านไม่ทราบว่าเป็นพระพุทธเจ้า จึงต้อนรับตามปกติและไต่ถามชาติตระกูลว่าเป็นเทวดา คนธรรพ์ หรือท้าวสักกะหรือไม่ เมื่อทราบว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เผากิเลสสิ้นแล้ว ท่านจึงปูลาดหนังเสือให้ประทับนั่ง แล้วรีบขึ้นเขาไปเก็บผลมะม่วง ดอกสาละ และแก่นจันทน์มาถวายและทาถวายพระองค์ด้วยจิตเลื่อมใสอย่างยิ่ง พระสุเมธพุทธเจ้าจึงทรงพยากรณ์ว่าท่านจะเสวยสุขในเทวโลกนับพันกัป ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ และในภพสุดท้ายจะออกบวชบรรลุอ
- หน้า ๑๑๑ จันทนมาลิยเถราปทาน (ตอนจบ) และธาตุปูชกเถราปทาน (๔๘๖) หน้านี้เปิดด้วยบทสรุปปิดท้ายเรื่องของพระจันทนมาลิยเถระ (เนื้อเรื่องหลักอยู่ในหน้าก่อนหน้านี้) จากนั้นเป็นเรื่องพระธาตุปูชกเถระเต็มเรื่อง ท่านเล่าว่าเมื่อพระพุทธเจ้าสิทธัตถะปรินิพพานแล้ว ท่านรวบรวมพระธาตุร่วมกับหมู่ญาติแล้วบูชาพระธาตุด้วยความเลื่อมใส ผลแห่งการบูชาธาตุนี้ทำให้ท่านไม่เคยไปเกิดในทุคติตลอด ๙๔ กัป และในที่สุดได้บรรลุอรหัตตผล
- หน้า ๑๑๑–๑๑๕ ปุฬินุปปาทกเถราปทาน (๔๘๗) ดาบสชื่อเทวละอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์กับศิษย์ ๘๔,๐๐๐ คน ได้สร้างสถูปทรายขึ้นบูชา เมื่อศิษย์ถามว่าบูชาอะไร ท่านจึงอธิบายคุณลักษณะและอาการของพระพุทธเจ้าอย่างพิสดารเป็นบทกวี ต่อมาพระโพธิสัตว์จุติจากดุสิตลงสู่พระครรภ์มารดา ทำให้แผ่นดินไหว ท่านอบรมสั่งสอนศิษย์ก่อนมรณภาพและไปเกิดในเทวโลก เป็นท้าวสักกะและพระเจ้าจักรพรรดิหลายครั้ง ก่อนบรรลุอรหัตตผลในที่สุด
- หน้า ๑๑๕–๑๑๗ ตรณิยเถราปทาน (๔๘๘) ในสมัยพระพุทธเจ้าอัตถทัสสี ท่านเกิดเป็นเต่าในแม่น้ำวินตา เห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมาที่ริมฝั่งจึงเสนอตัวพาข้ามฝั่งแม่น้ำด้วยใจเลื่อมใส พระพุทธเจ้าทรงเหยียบหลังเต่าข้ามน้ำและตรัสพยากรณ์ว่าด้วยอานุภาพแห่งการช่วยพระพุทธเจ้าข้ามน้ำนี้ เต่าจะได้เสวยสุขในเทวโลกถึง ๑,๘๐๐ กัป ก่อนจะบรรลุธรรมในภายหลัง ผลคือท่านไม่เคยตกทุคติและบรรลุอรหัตตผลในชาติสุดท้าย
- หน้า ๑๑๗–๑๒๐ ธัมมรุจิเถราปทาน (๔๘๙) เมื่อพระทีปังกรพยากรณ์สุเมธดาบสว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าโคตมะในอนาคต ท่านเป็นมาณพชื่อเมฆะผู้ได้ยินคำพยากรณ์และออกบวชตามสุเมธดาบส แต่ถูกมิตรชั่วชักจูงจนเสื่อมจากพรหมจรรย์และถึงกับฆ่ามารดา (อนันตริยกรรม) ตกนรกอเวจีนานแสนนาน ต่อมาเกิดเป็นปลาใหญ่ในทะเล ได้ยินพ่อค้าเอ่ยพระนาม "โคตมะ" จึงระลึกอดีตชาติได้ ตายแล้วเกิดเป็นบุตรพราหมณ์ชื่อธัมมรุจิที่สาวัตถี ออกบวชตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ พระพุทธเจ้าตรัสเตือนความหลังให้ระลึกกรรมเก่า และตรัสว่ากรรมดีที่ทำไว้ย่อมไม่สูญเปล่า ท่านจึงบรรลุอรหัตตผล
- หน้า ๑๒๐–๑๒๓ สาลมัณฑปิยเถราปทาน (๔๙๐) ท่านสร้างอาศรมในป่าสาละและมุงหลังคาด้วยดอกสาละ เมื่อพระพุทธเจ้าปิยทัสสีเสด็จมาหาความสงัดในป่านั้น ท่านสร้างปะรำมุงด้วยดอกสาละถวายเป็นที่ประทับ ๗ วันด้วยจิตเลื่อมใส พระพุทธเจ้าทรงแย้มพระโอษฐ์และพยากรณ์ผลบุญว่าจะได้เสวยสุขในเทวโลกภายใต้ร่มดอกสาละเสมอ เป็นท้าวสักกะและพระเจ้าจักรพรรดิหลายครั้ง จนกระทั่งชาติสุดท้ายได้บวชในศาสนาพระโคตมพุทธเจ้าและบรรลุอรหัตตผล แม้ในเวลาปลงศพก็ยังมีดอกสาละร่วงมามุงเชิงตะกอนตามคำพยากรณ์
- หน้า ๑๒๔ อุทานปิดท้ายปังสุกูลวรรคที่ ๔๙ หน้านี้เป็นคาถาอุทานสรุปรายชื่อพระเถระทั้ง ๑๐ รูปในปังสุกูลวรรค (วรรคที่ ๔๙) พร้อมจำนวนคาถารวมของวรรค ไม่มีเนื้อเรื่องใหม่ เป็นเพียงบทสรุปปิดวรรคตามธรรมเนียมการแต่งอปทาน
- หน้า ๑๒๕ ตีณิกิงกณิปุปผิยเถราปทาน (๔๙๑) เปิดกิงกณิปุปผวรรคที่ ๕๐ ท่านเห็นพระพุทธเจ้าวิปัสสีประทับนั่งในซอกเขา ดุจดอกกรรณิการ์อันโชติช่วง จึงเก็บดอกกิงกณิ ๓ ดอกบูชาพระพุทธองค์ด้วยใจเลื่อมใส ผลบุญทำให้ท่านไม่เคยตกทุคติตลอด ๙๑ กัป และในที่สุดได้บรรลุอรหัตตผล
- หน้า ๑๒๖ ปังสุกูลปูชกเถราปทาน (๔๙๒) ที่ภูเขาแห่งหนึ่งใกล้หิมพานต์ ท่านพบผ้าบังสุกุลแขวนอยู่บนกิ่งไม้ จึงเก็บดอกกิงกณิ ๓ ดอกมาบูชาผ้าบังสุกุลนั้นด้วยจิตเบิกบาน ผลแห่งกรรมนี้ทำให้ไม่เคยตกทุคติตลอด ๙๑ กัป และบรรลุอรหัตตผลในที่สุด
- หน้า ๑๒๗–๑๒๘ โกรัณฑปุปผิยเถราปทาน (๔๙๓) แต่ก่อนท่านเป็นนายพรานป่าเลี้ยงชีพด้วยการฆ่าสัตว์ ไม่เคยทำบุญเลย วันหนึ่งพระพุทธเจ้าติสสะทรงแสดงรอยพระบาทไว้ด้วยความอนุเคราะห์ ท่านเห็นรอยพระบาทเกิดความเลื่อมใส แล้วเห็นต้นโกรัณฑ์กำลังออกดอกจึงเก็บดอกมาบูชารอยพระบาทนั้น ผลบุญทำให้ท่านมีผิวกายงามดุจดอกโกรัณฑ์ ไม่ตกทุคติตลอด ๙๒ กัป และบรรลุอรหัตตผล
- หน้า ๑๒๘ กิงสุกปุปผิยเถราปทาน (๔๙๔) ท่านเห็นดอกทองกวาว (กิงสุก) บาน จึงประคองอัญชลีระลึกถึงพระพุทธเจ้าแล้วบูชาขึ้นไปในอากาศด้วยจิตเลื่อมใส ผลแห่งการบูชานี้ทำให้ไม่เคยตกทุคติตลอด ๓๑ กัป และบรรลุอรหัตตผลในที่สุด
- หน้า ๑๒๙–๑๓๐ อุปัฑฒทุสสทายกเถราปทาน (๔๙๕) ในสมัยพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ท่านเป็นสาวกชื่อสุชาตะ เป็นลูกจ้างเขาในกรุงหังสวดี ขณะกำลังหาผ้าบังสุกุลตามกองขยะ ได้ถวายผ้าครึ่งผืน (อุปัฑฒทุสสะ) แด่พระพุทธเจ้าพร้อมกราบไหว้ ผลบุญทำให้ได้เป็นท้าวสักกะ ๓๓ ครั้ง เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๗ ครั้ง มั่งคั่งด้วยโภคทรัพย์นับไม่ถ้วน และบรรลุอรหัตตผลในที่สุด
- หน้า ๑๓๐–๑๓๑ ฆตมัณฑทายกเถราปทาน (๔๙๖) ท่านเห็นพระพุทธเจ้าสุจินติตะประทับอยู่ในป่าใหญ่ ทรงประชวรด้วยโรคลม จึงถวายหัวเนยใส (ฆตมัณฑะ) ด้วยจิตเลื่อมใส ผลบุญทำให้ท่านมีทุกสิ่งที่ปรารถนาเกิดขึ้นตามใจ เป็นท้าวสักกะ ๕๐ ครั้ง เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๑ ครั้ง และบรรลุอรหัตตผลในชาติสุดท้าย
- หน้า ๑๓๑–๑๓๒ อุทกทายกเถราปทาน (๔๙๗) ในสมัยพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ท่านมีจิตเลื่อมใสตักน้ำใส่หม้อถวายแด่หมู่ภิกษุสงฆ์ ผลบุญทำให้ไม่ว่าจะปรารถนาน้ำที่ใดก็บังเกิดขึ้นทันที ท่านไม่เคยตกทุคติตลอด ๑๐๐,๐๐๐ กัป และบรรลุอรหัตตผลในที่สุด
- หน้า ๑๓๒–๑๓๖ ปุฬินถูปิยเถราปทาน (๔๙๘) ท่านเป็นชฎิลชื่อนารทะ อาศัยที่ภูเขายมกะกับศิษย์ ๑๔,๐๐๐ คน รู้สึกกังวลใจว่าตนไม่มีสิ่งใดให้เคารพบูชาเพราะไม่มีอาจารย์ จึงสร้างสถูปทรายที่ริมแม่น้ำอมริกาเพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ตกแต่งด้วยทองคำและบูชาด้วยดอกกิงกณิทองคำ ๓,๐๐๐ ดอก กราบไหว้เช้าเย็นและใช้ระลึกถึงเมื่อจิตฟุ้งซ่านด้วยกิเลส หลังมรณภาพไปเกิดในพรหมโลก แล้วเวียนว่ายเป็นท้าวสักกะและพระเจ้าจักรพรรดิหลายครั้ง จนชาติสุดท้ายเกิดในตระกูลมั่งคั่งที่สาวัตถี ได้บวชเป็นสามเณรตั้งแต่อายุ ๗ ขวบในสำนักพระธรรมเสนาบดี (พระสารีบุตร) และบรรล
- หน้า ๑๓๖–๑๓๗ นฬกุฏิกทายกเถราปทาน (๔๙๙) ท่านสร้างกระท่อมมุงด้วยหญ้าอ้อและปัดกวาดทางจงกรมถวายแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าหรือพระสยัมภูนามว่านารทะที่ภูเขาหาริกะใกล้หิมพานต์ ผลบุญทำให้ได้ปราสาททิพย์รูปทรงกระท่อมอ้อยขนาดใหญ่ในเทวโลก เป็นท้าวสักกะ ๗๑ ครั้ง เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๔ ครั้ง ไม่เคยตกทุคติตลอด ๓๑ กัป และบรรลุอรหัตตผลในที่สุด
- หน้า ๑๓๗–๑๓๘ ปิยาลผลทายกเถราปทาน (๕๐๐) แต่ก่อนท่านเป็นพรานเนื้อเที่ยวอยู่ในป่า เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากกิเลสจึงถวายผลมะเดื่อ (ปิยาลผล) ด้วยจิตเลื่อมใส ผลบุญทำให้ไม่เคยตกทุคติตลอด ๓๑ กัป และบรรลุอรหัตตผลในที่สุด
- หน้า ๑๓๘ อุทานปิดกิงกณิปุปผวรรคที่ ๕๐ และสรุปหมวดร้อยที่ ๕ (เมตเตยยวรรคทสกะ) หน้านี้เป็นคาถาอุทานสรุปรายชื่อพระเถระในกิงกณิปุปผวรรค (วรรคที่ ๕๐) ต่อด้วยคาถาวรรคุทานสรุปรายชื่อวรรคทั้ง ๑๐ วรรคตั้งแต่เมตเตยยวรรคจนถึงวรรคนี้ ปิดท้ายว่าเป็นการจบหมวดร้อยที่ ๕ (๕๐๐ เรื่อง) ของอปทาน ไม่มีเนื้อเรื่องใหม่ เป็นเพียงบทสรุปโครงสร้างคัมภีร์
- หน้า ๑๓๙–๑๔๓ ตีณิกณิการปุปผิยเถราปทาน (๕๐๑) เปิดกณิการวรรคที่ ๕๑ ในสมัยพระพุทธเจ้าสุเมธะ ท่านเป็นวิทยาธรเหาะเหินไปในอากาศด้วยตรีศูล เห็นพระพุทธเจ้าประทับอยู่ในป่าหิมพานต์รุ่งโรจน์ดุจพระจันทร์เต็มดวง จึงเก็บดอกกรรณิการ์ ๓ ดอกน้อมถวายบูชา ด้วยอานุภาพพระพุทธเจ้าดอกไม้กลับหัวลงเป็นเพดานกั้นเงาถวายพระองค์ ผลบุญทำให้ท่านได้วิมานทองในดาวดึงส์ชื่อกัณิการี เป็นท้าวสักกะ ๕ ครั้ง เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓ ครั้ง มั่งคั่งไม่ขาดแคลน เกิดในตระกูลสูงเสมอ มีผิวทองไม่เคยตกทุคติตลอด ๓๐,๐๐๐ กัป จนชาติสุดท้ายบวชแต่อายุ ๗ ขวบและบรรลุอรหัตตผลพร้อมอภิญญา ๖
- หน้า ๑๔๓–๑๔๔ เอกปัตตทายกเถราปทาน (๕๐๒) ท่านเป็นช่างหม้อในกรุงหังสวดี เห็นพระพุทธเจ้าผู้ข้ามพ้นโอฆะแล้ว จึงถวายบาตรดินที่ท่านทำเองแด่พระพุทธองค์ ผลบุญทำให้ในแต่ละภพท่านได้ถาดทองคำ เงิน และแก้วมณีใช้สอย มีเกียรติยศเป็นเลิศในหมู่ชน ไม่เคยตกทุคติตลอด ๙๑ กัป และบรรลุอรหัตตผลในที่สุด
- หน้า ๑๔๔–๑๔๕ กาสุมาริกผลทายกเถราปทาน (๕๐๓) ท่านเห็นพระพุทธเจ้าประทับอยู่ในซอกเขาดุจดอกกรรณิการ์โชติช่วง จึงประคองอัญชลีถวายผลกาสุมาริกด้วยใจเบิกบาน ผลบุญทำให้ไม่เคยตกทุคติตลอด ๓๑ กัป และบรรลุอรหัตตผลในที่สุด
- หน้า ๑๔๕–๑๔๖ อวฏผลิยเถราปทาน (๕๐๔) ท่านเห็นพระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้เองเสด็จออกจากที่หลีกเร้นเพื่อบิณฑบาต จึงถวายผลอวฏะด้วยมือของตนอย่างเลื่อมใส ผลบุญทำให้ไม่เคยตกทุคติตลอด ๙๔ กัป และบรรลุอรหัตตผลในที่สุด
- หน้า ๑๔๖ จารผลิยเถราปทาน (๕๐๕) ท่านเห็นพระพุทธเจ้าผู้มีผิวดุจทองคำเสด็จดำเนินไปตามถนน ผู้ควรแก่การบูชา จึงถวายผลจาระ ผลบุญทำให้ไม่เคยตกทุคติตลอด ๙๑ กัป และบรรลุอรหัตตผลในที่สุด
- หน้า ๑๔๗ มาตุลุงคผลทายกเถราปทาน (๕๐๖) ท่านเห็นพระพุทธเจ้าเปล่งรัศมีดุจดอกกรรณิการ์หรือพระจันทร์เต็มดวง จึงถวายผลมะงั่ว (มาตุลุงคผล) ด้วยจิตเลื่อมใส ผลบุญทำให้ไม่เคยตกทุคติตลอด ๓๑ กัป และบรรลุอรหัตตผลในที่สุด
- หน้า ๑๔๗–๑๔๘ อัชเชลผลทายกเถราปทาน (๕๐๗) ในสมัยพระพุทธเจ้าอชินะผู้ประทับในป่าหิมพานต์ ท่านถวายผลอัชเชละพร้อมใบไม้กันแดดแด่พระพุทธองค์ด้วยความเลื่อมใส ผลบุญทำให้ไม่เคยตกทุคติตลอด ๙๔ กัป และบรรลุอรหัตตผลในที่สุด
- หน้า ๑๔๘–๑๔๙ อโมรผลิยเถราปทาน (๕๐๘) ท่านเห็นพระพุทธเจ้าผู้มีผิวดุจทองคำเสด็จดำเนินไปตามถนน จึงถวายผลอโมระ ผลบุญทำให้ไม่เคยตกทุคติตลอด ๙๑ กัป และบรรลุอรหัตตผลในที่สุด
- หน้า ๑๔๙–๑๕๐ ตาลผลิยเถราปทาน (๕๐๙) ท่านเห็นพระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้เองเสด็จออกจากที่หลีกเร้นเพื่อบิณฑบาต จึงถวายผลตาล ผลบุญทำให้ไม่เคยตกทุคติตลอด ๙๔ กัป และบรรลุอรหัตตผลในที่สุด
- หน้า ๑๕๐–๑๕๑ นาลิเกรผลทายกเถราปทาน (๕๑๐) ปิดกณิการวรรคที่ ๕๑ ท่านเป็นคนดูแลสวนในกรุงพันธุมดี เห็นพระพุทธเจ้าเสด็จผ่านทางอากาศ จึงถวายผลมะพร้าวขณะพระองค์ทรงประทับยืนกลางอากาศรับไว้ ท่านเกิดปีติสุขอย่างยิ่ง ผลบุญทำให้ได้ทิพยจักษุบริสุทธิ์ เป็นเลิศด้านอภิญญา ไม่เคยตกทุคติตลอด ๙๑ กัป และบรรลุอรหัตตผลในที่สุด ท้ายหน้ามีคาถาอุทานปิดท้ายกณิการวรรค (วรรคที่ ๕๑)
- หน้า ๑๕๒ กุรัญชิยผลทายกเถราปทาน (๕๑๑) เปิดผลทายกวรรคที่ ๕๒ แต่ก่อนท่านเป็นพรานเนื้อเที่ยวอยู่ในป่า เห็นพระพุทธเจ้าผู้ถึงพร้อมด้วยธรรมทั้งปวง จึงถวายผลกุรัญชิยด้วยจิตเลื่อมใส ผลบุญทำให้ไม่เคยตกทุคติตลอด ๓๑ กัป และบรรลุอรหัตตผลในที่สุด
- หน้า ๑๕๓ กปิฏฐผลทายกเถราปทาน (๕๑๒) ท่านเห็นพระพุทธเจ้าผู้มีผิวดุจทองคำเสด็จดำเนินไปตามถนน จึงถวายผลกระทกรก (กปิฏฐผล) ผลบุญทำให้ไม่เคยตกทุคติตลอด ๙๑ กัป และบรรลุอรหัตตผลในที่สุด
- หน้า ๑๕๓–๑๕๔ โกสุมพผลิยเถราปทาน (๕๑๓) ท่านเห็นพระพุทธเจ้าผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพเสด็จดำเนินไปตามถนน จึงถวายผลโกสุมพะ ผลบุญทำให้ไม่เคยตกทุคติตลอด ๓๑ กัป และบรรลุอรหัตตผลในที่สุด
- หน้า ๑๕๔–๑๕๕ เกตกปุปผิยเถราปทาน (๕๑๔) ท่านเห็นพระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ริมฝั่งแม่น้ำวินตา มีพระหฤทัยเป็นสมาธิแน่วแน่ จึงถวายดอกเกตกีที่มีกลิ่นหอมด้วยใจเบิกบาน ผลบุญทำให้ไม่เคยตกทุคติตลอด ๙๑ กัป และบรรลุอรหัตตผลในที่สุด
- หน้า ๑๕๕ นาคปุปผิยเถราปทาน (๕๑๕) ท่านเห็นพระพุทธเจ้าผู้มีผิวดุจทองคำเสด็จดำเนินไปตามถนน จึงถวายดอกบุนนาค (นาคปุปผะ) บูชา ผลบุญทำให้ไม่เคยตกทุคติตลอด ๙๑ กัป และบรรลุอรหัตตผลในที่สุด
- หน้า ๑๕๖–๑๕๗ อัชชุนปุปผิยเถราปทาน (๕๑๖) ท่านเคยเป็นกินนรอยู่ริมฝั่งแม่น้ำจันทภาคา เห็นพระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้เองจึงถวายดอกอัชชุนะด้วยความปีติเลื่อมใส ผลบุญทำให้เป็นท้าวสักกะ ๓๖ ครั้ง เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๐ ครั้ง จนชาติสุดท้ายได้บวชและควรค่าแก่การบูชาในศาสนาพระพุทธเจ้า แล้วบรรลุอรหัตตผล
- หน้า ๑๕๗ กุฏชปุปผิยเถราปทาน (๕๑๗) ที่ภูเขาอัจจละใกล้หิมพานต์ ท่านเหาะไปในอากาศถือดอกไม้หิมพานต์ เห็นพระพุทธเจ้าสุทัสสนะ จึงเก็บดอกกุฏชะทูนไว้บนศีรษะแล้วน้อมถวายบูชาพระพุทธองค์ ผลบุญทำให้ไม่เคยตกทุคติตลอด ๓๑ กัป และบรรลุอรหัตตผลในที่สุด
- หน้า ๑๕๘ โฆสสัญญกเถราปทาน (๕๑๘) แต่ก่อนท่านเป็นพรานเนื้ออยู่ในป่า ได้ยินพระสุรเสียงอันไพเราะของพระพุทธเจ้าสิขีทรงแสดงอริยสัจสี่และอมตธรรม เกิดความเลื่อมใสในพระสุรเสียงนั้น (โฆสสัญญา) ผลบุญทำให้ไม่เคยตกทุคติตลอด ๓๑ กัป และบรรลุอรหัตตผลในที่สุด
- หน้า ๑๕๙–๑๖๑ สัพพผลทายกเถราปทาน (๕๑๙) ท่านเป็นพราหมณ์ชื่อวรุณะผู้เชี่ยวชาญมนตร์ ละทิ้งบุตร ๑๐ คนเข้าป่าสร้างอาศรม พระพุทธเจ้าปทุมุตตระเสด็จมาโปรดจนป่าสว่างไสวด้วยพุทธานุภาพ ท่านเห็นปาฏิหาริย์จึงถวายผลไม้เต็มบาตรพร้อมสัมภาระแด่พระพุทธองค์ พระพุทธเจ้าทรงให้แบกสัมภาระตามเสด็จเพื่อร่วมบุญกับสงฆ์ ผลบุญทำให้ได้ไปเกิดในดุสิต เสวยสุขและมีสัตว์ทั้งปวงทั้งนก ยักษ์ นาค สัตว์ป่า ต่างยอมสยบเชื่อฟัง ท่านบรรลุวิโมกข์ ๘ อภิญญา ๖ และอรหัตตผลหลังบูชาพระพุทธเจ้ามานาน ๑๐๐,๐๐๐ กัป
- หน้า ๑๖๒ ปทุมธาริยเถราปทาน (๕๒๐) ที่ภูเขาโรมสะใกล้หิมพานต์ ในสมัยพระพุทธเจ้าพุทโธภิสัมภวะผู้ประทับกลางแจ้ง ท่านซึ่งเป็นเทพลงจากวิมานถือดอกบัวกั้นถวายเป็นเวลาหนึ่งวันแล้วกลับสู่วิมาน ผลบุญทำให้ไม่เคยตกทุคติตลอด ๓๑ กัป และบรรลุอรหัตตผลในที่สุด
- หน้า ๑๖๒–๑๖๓ อุทานปิดผลทายกวรรคที่ ๕๒ คาถาอุทานสรุปรายชื่อพระเถระทั้ง ๑๐ รูปในผลทายกวรรค (วรรคที่ ๕๒) พร้อมจำนวนคาถารวมของวรรค ไม่มีเนื้อเรื่องใหม่ เป็นบทสรุปปิดวรรคตามธรรมเนียม
- หน้า ๑๖๓–๑๖๔ ติณมุฏฐิทายกเถราปทาน (๕๒๑) เปิดติณทายกวรรคที่ ๕๓ ที่ภูเขาลัมพกะใกล้หิมพานต์ พระพุทธเจ้าติสสะทรงจงกรมอยู่กลางแจ้ง ท่านซึ่งแต่ก่อนเป็นพรานเนื้อในป่าเห็นพระพุทธองค์จึงถวายกำหญ้าเป็นอาสนะแล้วกราบลาไป ไม่นานนักถูกราชสีห์ทำร้ายจนถึงแก่ความตาย แต่ด้วยกรรมดีที่ทำใกล้พระพุทธเจ้า ท่านไปเกิดในเทวโลกทันทีในวิมานอันโอฬาร เสวยสุขกับหมู่เทพธิดา ต่อมาเกิดเป็นมนุษย์และบรรลุอรหัตตผลหลังไม่เคยตกทุคติตลอด ๙๔ กัป
- หน้า ๑๖๔–๑๖๕ เวจจกทายกเถราปทาน (๕๒๒) ท่านถวายเตียง/อาสนะ (เวจจกะ) แด่พระพุทธเจ้าวิปัสสีด้วยมือของตนอย่างเลื่อมใส ผลบุญทำให้ได้พาหนะช้าง ม้า และยานทิพย์ในภพต่างๆ ไม่เคยตกทุคติตลอด ๙๑ กัป และบรรลุอรหัตตผลในที่สุด
- หน้า ๑๖๕ สรณคมนิยเถราปทาน (๕๒๓) — ยังไม่จบเมื่อสิ้นสุดช่วงหน้านี้ ท่านเล่าว่าเดิมเป็นอาชีวกโดยสารเรือ เมื่อเรือแตกกลางทะเล มีภิกษุรูปหนึ่งให้ท่านถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ผลแห่งการถึงสรณะนี้ทำให้ไม่เคยตกทุคติตลอด ๓๑ กัป เนื้อหาที่ปรากฏในช่วงหน้าที่ให้มายังไม่จบเรื่อง ตัดตอนอยู่ก่อนถึงบทสรุปการบรรลุอรหัตตผลตามแบบแผนปิดท้ายอปทาน
- หน้า ๑๖๖ สรณคมนิยเถราปทาน (ตอนจบ) ส่วนท้ายของอปทานพระสรณคมนิยเถระที่เริ่มต้นก่อนหน้าช่วงหน้านี้ ปิดท้ายด้วยคาถามาตรฐานว่าท่านเผากิเลสได้หมดสิ้น บรรลุวิชชาสาม ปฏิสัมภิทาสี่ วิโมกข์แปด และอภิญญาหก สำเร็จเป็นพระอรหันต์ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
- หน้า ๑๖๖–๑๖๗ อัพภัญชนทายกเถราปทาน (๕๒๔) ในอดีตชาติท่านเป็นฤๅษีนุ่งหนังสัตว์ถือลักจั่นน้ำ อาศัยอยู่ในพระราชอุทยานเมืองพันธุมดี ได้พบพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากกิเลสกำลังเข้าฌาน เกิดความเลื่อมใสจึงถวายน้ำมันทาตัว (อัพภัญชนะ) แด่พระองค์ ด้วยผลบุญนี้ท่านไม่เคยไปเกิดในทุคติเลยตลอด ๙๑ กัป จนได้บรรลุอรหัตตผลในที่สุด
- หน้า ๑๖๗ สุปฏทายกเถราปทาน (๕๒๕) เมื่อพระวิปัสสีพุทธเจ้าเสด็จออกจากที่ประทับกลางวัน ท่านได้รีบถวายผ้าสไบ (สุปฏิกะ) แด่พระองค์ ด้วยอานิสงส์นี้ท่านได้เสวยสุขในสวรรค์หนึ่งกัป และไม่เคยตกไปสู่ทุคติเลยตลอด ๙๑ กัป ก่อนบรรลุอรหัตตผล
- หน้า ๑๖๗–๑๖๘ ทัณฑทายกเถราปทาน (๕๒๖) ท่านเข้าไปในป่า ตัดไม้ไผ่ทำเป็นราวไม้เท้า (อาลัมพทัณฑ์) ถวายแก่สงฆ์ด้วยจิตเลื่อมใส และไหว้พระผู้ทรงศีลด้วยความนอบน้อม เมื่อ ๙๔ กัปก่อน ด้วยผลบุญนี้ท่านไม่เคยไปเกิดในทุคติเลยจนได้บรรลุอรหัตตผล
- หน้า ๑๖๘–๑๖๙ คิริเนลปูชกเถราปทาน (๕๒๗) แต่เดิมท่านเป็นพรานเนื้อเที่ยวอยู่ในป่า ได้พบพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากกิเลสและทรงถึงที่สุดแห่งธรรมทั้งปวง เกิดจิตเลื่อมใสจึงนำดอกไม้ภูเขา (เนลบุปผา) มาบูชาพระองค์ เมื่อ ๓๑ กัปก่อน ด้วยผลแห่งการบูชานี้ท่านไม่เคยตกทุคติเลย
- หน้า ๑๖๙–๑๗๒ โพธิสัมมัชชกเถราปทาน (๕๒๘) ในอดีตชาติท่านเห็นใบโพธิ์ที่ถูกทิ้งอยู่ในลานเจดีย์ จึงเก็บไปทิ้งให้เรียบร้อยเป็นการทำความสะอาดสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ด้วยกุศลกรรมเพียงเล็กน้อยนี้ท่านได้รับอานิสงส์ยิ่งใหญ่ถึง ๒๐ ประการตลอดหลายภพชาติ เช่น มีรูปกายงดงามผิวทอง ไม่มีโรค ไม่มีศัตรู มั่งคั่งพร้อมบริวาร ปลอดภัยจากไฟและโจร จนในที่สุดบรรลุนิพพาน
- หน้า ๑๗๒–๑๗๓ อามัณฑผลทายกเถราปทาน (๕๒๙) ท่านพบพระปทุมุตตรพุทธเจ้ากำลังจงกรมอยู่หลังจากออกจากสมาธิ จึงถือผลอามัณฑะ (ผลไม้ชนิดหนึ่ง) ที่นำติดตัวมา ประคองอัญชลีถวายแด่พระองค์ด้วยจิตเลื่อมใส เมื่อแสนกัปก่อน ด้วยผลบุญนี้ท่านไม่เคยตกทุคติเลย
- หน้า ๑๗๓–๑๗๘ สุคันธเถราปทาน (๕๓๐) ในสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า ท่านเป็นบุตรเศรษฐีในเมืองพาราณสี ได้ฟังธรรมและออกบวช กลายเป็นพระธรรมกถึกผู้แตกฉาน มักยกย่องสรรเสริญพระคุณของพระพุทธเจ้าอยู่เป็นนิจในท่ามกลางบริษัท ด้วยผลแห่งการสรรเสริญพระพุทธคุณนี้ ท่านจึงเกิดมามีกลิ่นกายหอมตลอดเวลา ทั้งลมหายใจ ปาก และผิวกาย จึงได้นาม "สุคันธะ" และในที่สุดก็บรรลุอรหัตตผล หน้า ๑๗๘ ปิดท้ายด้วยอุทานคาถาสรุปรายชื่อทั้ง ๑๐ อปทานและคาถารวม ๑๒๐ คาถา อันเป็นการจบวรรคที่ ๕๓ ชื่อ "ติณทายกวรรค"
- หน้า ๑๗๙–๑๘๑ มหากัจจายนเถราปทาน (๕๓๑) — เริ่มกัจจายนวรรคที่ ๕๔ ในสมัยพระปทุมุตตรพุทธเจ้า ท่านเป็นดาบสอยู่ในหิมวันต์ ได้ยินพระพุทธองค์ยกย่องพระสาวกผู้อธิบายธรรมได้พิสดารลึกซึ้ง จึงนำดอกไม้จากหิมวันต์มาบูชาและตั้งความปรารถนาตำแหน่งนั้น ในภพสุดท้ายท่านเกิดเป็นบุตรปุโรหิตในเมืองอุชเชนี ถูกส่งไปสืบข่าวพระพุทธเจ้า ได้ฟังธรรมและบรรลุอรหัตตผล ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะด้านอธิบายความย่อให้พิสดาร นามว่า มหากัจจายนะ
- หน้า ๑๘๒–๑๘๕ วักกลิเถราปทาน (๕๓๒) ในสมัยพระปทุมุตตรพุทธเจ้า ท่านเป็นบุตรพราหมณ์ในกรุงหังสวดี ได้ถวายภัตตาหารแด่พระพุทธเจ้าและสงฆ์เจ็ดวัน ตั้งความปรารถนาเป็นผู้เลิศด้านศรัทธาเหมือนภิกษุชื่อวักกลิ ในภพสุดท้ายเกิดที่สาวัตถี เมื่อยังเป็นทารกมารดาได้ถวายตัวท่านต่อพระพุทธเจ้าเพื่อความคุ้มครอง เมื่อโตขึ้นท่านหลงใหลในรูปกายอันงดงามของพระพุทธเจ้าจนละเลยธรรม พระพุทธองค์จึงตรัสสอนว่าผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นชื่อว่าเห็นเรา ท่านจึงเจริญวิปัสสนาจนบรรลุอรหัตตผล ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะด้านผู้น้อมไปในศรัทธา
- หน้า ๑๘๖–๑๙๐ มหากัปปินเถราปทาน (๕๓๓) ในสมัยพระปทุมุตตรพุทธเจ้า ท่านเป็นอำมาตย์ผู้พิพากษาในกรุงหังสวดี ได้ฟังพระพุทธองค์ยกย่องพระสาวกผู้เป็นเลิศด้านการให้โอวาทภิกษุ จึงนิมนต์พระพุทธเจ้าและสงฆ์มาฉันแล้วตั้งความปรารถนาตำแหน่งนั้น ในภพสุดท้ายท่านเกิดเป็นพระราชโอรสนามกัปปินะ เมื่อทราบข่าวพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นจึงสละราชสมบัติพร้อมอำมาตย์ออกบวช ข้ามแม่น้ำที่ท่วมด้วยการอ้างสัจวาจา พบพระพุทธเจ้าที่ริมฝั่งน้ำ บวชแล้วบรรลุอรหัตตผล ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะด้านการให้โอวาทภิกษุ
- หน้า ๑๙๐–๑๙๔ ทัพพมัลลปุตตเถราปทาน (๕๓๔) ในสมัยพระปทุมุตตรพุทธเจ้า ท่านเป็นบุตรเศรษฐีในกรุงหังสวดี ได้ถวายทานแด่พระพุทธเจ้าและสงฆ์เจ็ดวัน ตั้งความปรารถนาเป็นผู้เลิศด้านจัดแจงเสนาสนะ ผ่านหลายภพชาติรวมถึงการถวายข้าวมธุปายาสแด่สาวกพระวิปัสสีพุทธเจ้า ในภพสุดท้ายท่านเกิดในตระกูลมัลละที่กรุงกุสินารา มารดาสิ้นชีวิตขณะตั้งครรภ์บนเชิงตะกอน ทารกตกลงมาบนกองไม้ (ทัพพะ) จึงได้ชื่อ "ทัพพะ" บวชเมื่ออายุ ๗ ขวบและบรรลุอรหัตตผลทันทีที่ผมร่วงขณะปลงผม แม้ถูกใส่ร้ายว่าประพฤติผิดก็อดทนได้ ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะด้านจัดแจงเสนาสนะ
- หน้า ๑๙๔–๑๙๗ กุมารกัสสปเถราปทาน (๕๓๕) ในสมัยพระปทุมุตตรพุทธเจ้า ท่านเป็นพราหมณ์ผู้ตกแต่งมณฑปถวายทานพระพุทธเจ้าและสงฆ์เจ็ดวัน ตั้งความปรารถนาเป็นผู้เลิศด้านแสดงธรรมได้วิจิตร ผ่านหลายภพรวมถึงชาติที่เกิดเป็นกวางซึ่งพญากวางนิโครธช่วยชีวิตมารดาไว้ ในภพสุดท้ายมารดาของท่านบวชเป็นภิกษุณีโดยไม่รู้ว่าตั้งครรภ์อยู่ก่อน พระพุทธเจ้าทรงเมตตาช่วยให้พ้นข้อกล่าวหา ทารกที่เกิดมาได้รับการเลี้ยงดูโดยพระเจ้าปเสนทิโกศลจนได้ชื่อ "กุมารกัสสปะ" ต่อมาบวชกับพระมหากัสสปะ ฟังปัญหาเรื่องกายเปรียบดังจอมปลวกจากพระพุทธเจ้าแล้วบรรลุอรหัตตผล ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะด
- หน้า ๑๙๘–๒๐๒ พาหิยเถราปทาน (๕๓๖) ในสมัยพระปทุมุตตรพุทธเจ้า ท่านถวายทานเจ็ดวันแล้วตั้งความปรารถนาเป็นผู้เลิศด้านตรัสรู้เร็ว ในภพสุดท้ายท่านเป็นพ่อค้าเรือแตกที่เมืองสุปารกะ นุ่งเปลือกไม้ ผู้คนเข้าใจผิดว่าท่านเป็นพระอรหันต์และบูชาสักการะ จนท่านเริ่มหลงคิดว่าตนอาจเป็นอรหันต์จริง เทวดาซึ่งเคยเป็นสหายในชาติก่อนจึงเตือนสติและบอกให้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่สาวัตถี ท่านรีบเดินทางไปพบพระองค์ขณะบิณฑบาต ทูลขอฟังธรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมสั้นๆ เรื่อง "เห็นสักว่าเห็น" ท่านบรรลุอรหัตตผลทันที แต่ถูกแม่โคขวิดตายก่อนจะได้บวชเป็นภิกษุ
- หน้า ๒๐๓–๒๐๖ มหาโกฏฐิกเถราปทาน (๕๓๗) ในสมัยพระปทุมุตตรพุทธเจ้า ท่านเป็นพราหมณ์ในกรุงหังสวดี ถวายทานผ้าและอาหารแด่พระพุทธเจ้าและสงฆ์ ตั้งความปรารถนาเป็นผู้เลิศด้านปฏิสัมภิทา ในภพสุดท้ายเกิดที่สาวัตถีเป็นบุตรพราหมณ์อัสสลายนะ เมื่อบิดาเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ท่านจึงบวชโดยมีพระโมคคัลลานะเป็นอาจารย์และพระสารีบุตรเป็นอุปัชฌาย์ บรรลุอรหัตตผลขณะปลงผม สามารถแก้ปัญหาที่ยังไม่มีใครถามได้เมื่อพระสารีบุตรทดสอบ ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะด้านปฏิสัมภิทา
- หน้า ๒๐๖–๒๑๐ อุรุเวลกัสสปเถราปทาน (๕๓๘) ในสมัยพระปทุมุตตรพุทธเจ้า ท่านถวายมหาทานแก่พราหมณ์พันคนพร้อมพระพุทธเจ้า ตั้งความปรารถนาเป็นผู้มีบริวารมาก ในสมัยพระผุสสพุทธเจ้าท่านและพี่น้องสองคนเป็นขุนศึกที่ได้รับพรให้อุปัฏฐากพระพุทธเจ้าตลอดชีวิต ในภพสุดท้ายท่านและน้องชายสองคน (นทีกัสสปะ คยากัสสปะ) บวชเป็นชฎิลตั้งอาศรมที่อุรุเวลา มีสาวกนับพัน พระพุทธเจ้าทรงแสดงปาฏิหาริย์หลายอย่างจนท่านและบริวารทั้งหมดยอมบวชและบรรลุอรหัตตผลพร้อมกัน ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะด้านมีบริวารมาก (จบภาณวารที่ ๒๔ ในหน้า ๑๙๗ ก่อนหน้าอปทานพาหิยะ)
- หน้า ๒๑๑–๒๑๔ ราธเถราปทาน (๕๓๙) ในสมัยพระปทุมุตตรพุทธเจ้า ท่านฟังพระพุทธองค์ยกย่องพระสาวกผู้มีปฏิภาณเฉียบแหลม จึงถวายการบูชาแล้วตั้งความปรารถนาตำแหน่งนั้น ในภพสุดท้ายท่านเป็นพราหมณ์ยากจนในราชคฤห์ เมื่อชราภาพไร้ที่พึ่งต้องการบวชแต่ไม่มีภิกษุใดยอมบวชให้ พระพุทธเจ้าทรงถามหาผู้ที่เคยรับความช่วยเหลือจากท่าน พระสารีบุตรระลึกได้ว่าเคยรับข้าวจากทัพพีของท่าน จึงบวชให้ด้วยความกตัญญู ท่านบรรลุอรหัตตผลอย่างรวดเร็ว ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะด้านมีปฏิภาณว่องไว
- หน้า ๒๑๔–๒๑๘ โมฆราชเถราปทาน (๕๔๐) — จบกัจจายนวรรคที่ ๕๔ ในสมัยพระปทุมุตตรพุทธเจ้า ท่านเป็นคนยากจนในหังสวดี จุดไฟในศาลาจนไหม้พื้นหินโดยไม่ตั้งใจ แต่ก็ตั้งความปรารถนาเป็นผู้เลิศด้านทรงจีวรเศร้าหมองหลังฟังพระพุทธองค์สรรเสริญพระสาวกรูปหนึ่ง ผลกรรมจากไฟไหม้ทำให้ต้องรับทุกข์ในนรกและเป็นโรคเรื้อนหลายร้อยชาติ ในภพสุดท้ายท่านเกิดเป็นกษัตริย์แต่ป่วยเป็นโรคเรื้อนจนไม่มีความสุขในราชสมบัติ จึงได้ชื่อ "โมฆราช" (ราชาที่ไร้ประโยชน์) สละราชสมบัติเป็นศิษย์พราหมณ์พาวรี ไปทูลถามปัญหาเรื่องการมองโลกให้ว่างเปล่าเพื่อพ้นความตายกับพระพุทธเจ้า ฟังคำตอบแล้วบรรลุอรหัตตผลทันที
- หน้า ๒๑๙–๒๒๐ ลกุณฏกภัททิยเถราปทาน (๕๔๑) — เริ่มภัททิยวรรคที่ ๕๕ (ยังไม่จบในช่วงหน้านี้) เริ่มวรรคใหม่ที่ ๕๕ ชื่อ "ภัททิยวรรค" ในสมัยพระปทุมุตตรพุทธเจ้า ท่านเป็นบุตรเศรษฐีในหังสวดี ได้ฟังพระพุทธองค์สรรเสริญพระสาวกผู้มีเสียงไพเราะ จึงทำความดีตั้งความปรารถนาตำแหน่งนั้น จากนั้นเรื่องย้อนไปสมัยพระผุสสพุทธเจ้าเมื่อ ๙๒ กัปก่อน ท่านเกิดเป็นนกกาเหว่าอาศัยต้นมะม่วงใกล้พระคันธกุฎี เห็นพระพุทธเจ้าเสด็จบิณฑบาตจึงร้องเพลงถวายด้วยจิตเลื่อมใส แล้วนำผลมะม่วงสุกไปถวายพระองค์ด้วยตนเอง ขณะกำลังร้องบูชาด้วยความปีติก็ถูกเหยี่ยวโฉบจับกินตาย เนื้อหาตอนนี้ยังไม่จบ — เรื่องราวยังค้างอยู่ก่อนถึงพยากรณ์การเกิ
- หน้า ๒๒๑–๒๒๒ ลกุณฏกภัททิยเถราปทาน (เรื่องพระลกุณฏกภัททิยะ) — เนื้อเรื่องดำเนินมาจากตอนก่อนหน้าและจบในหน้านี้ เรื่องนี้เริ่มก่อนช่วงหน้าที่ตัดมา ในตอนที่ปรากฏ ท่านเล่าว่าสมัยพระพุทธเจ้ากัสสปะ เมื่อครั้งเป็นแม่ทัพของพระเจ้ากิกิแห่งกาสี ชาวเมืองจะสร้างเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุขนาดใหญ่ ท่านเป็นผู้กำหนดขนาดของเจดีย์ให้ใหญ่โตสมกับพระคุณอันหาประมาณมิได้ของพระพุทธเจ้า ด้วยผลกรรมที่กำหนด "ประมาณ" ให้เจดีย์ ทำให้ในชาติต่อมาท่านมีร่างกายเตี้ยเล็ก (ลกุณฏกสรีระ) แต่ได้บวชและบรรลุอรหัตตผลอย่างรวดเร็ว อีกทั้งด้วยการสรรเสริญพระพุทธเจ้าด้วยเสียงอันไพเราะ ท่านจึงได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะในบรรดาภิกษุผู้มีเสียงไพเราะ
- หน้า ๒๒๒–๒๒๔ กังขาเรวตเถราปทาน (พระกังขาเรวตะ) (๕๔๒) สมัยพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ท่านเป็นพราหมณ์ผู้เรียนจบไตรเพทในเมืองหงสวดี ได้ฟังธรรมแล้วเลื่อมใส ปรารถนาตำแหน่งที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องสาวกรูปหนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่าในอนาคตจะได้เกิดเป็นสาวกของพระโคดมพุทธเจ้า ชื่อว่าเรวตะ ในชาติสุดท้ายท่านเกิดในตระกูลกษัตริย์เมืองโกลิยะ ออกบวชแล้วมีความสงสัย (กังขา) มากมายในธรรมต่าง ๆ พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมขจัดความสงสัยทั้งหมด ท่านจึงบำเพ็ญฌานจนบรรลุอรหัตตผล และได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะผู้ยินดีในฌาน
- หน้า ๒๒๕–๒๒๙ สีวลีเถราปทาน (พระสีวลี) (๕๔๓) สมัยพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ท่านเป็นกษัตริย์เมืองหงสวดี ได้ฟังพระพุทธเจ้าทรงยกย่องสาวกรูปหนึ่งว่าเป็นผู้มีลาภมาก จึงถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าและสงฆ์ตลอด ๗ วัน ปรารถนาตำแหน่งนั้น ย้อนไปสมัยพระพุทธเจ้าวิปัสสี ท่านเคยนำนมส้มกับน้ำผึ้งถวายพระพุทธเจ้าพร้อมสงฆ์เพื่อแข่งกับผู้อื่นที่ทำบุญมากกว่า ในชาติสุดท้ายท่านเกิดเป็นโอรสของพระนางสุปปวาสาแห่งโกลิยะ ต้องอยู่ในครรภ์มารดานานถึง ๗ ปีอันเป็นผลจากกรรมที่เคยปิดล้อมประตูเมือง เมื่อประสูติแล้วออกบวชและบรรลุอรหัตตผลขณะกำลังโกนผม พระพุทธเจ้าทรงยกย่องท่านเป็นเอตทัค
- หน้า ๒๒๙–๒๓๔ วังคีสเถราปทาน (พระวังคีสะ) (๕๔๔) สมัยพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ท่านเป็นพราหมณ์ผู้เลื่อมใสในสาวกผู้เลิศทางปฏิภาณ จึงถวายมหาทานและปรารถนาตำแหน่งนั้น ในชาติสุดท้ายท่านมีความสามารถพิเศษคือเคาะกะโหลกศีรษะคนตายแล้วรู้ว่าไปเกิดที่ใด แต่เมื่อพบกะโหลกของพระอรหันต์กลับบอกไม่ได้ ท่านจึงไปเฝ้าพระพุทธเจ้าและขอบวช เมื่อบวชแล้วถูกภิกษุอื่นกล่าวหาว่าเป็นเพียงกวี พระพุทธเจ้าทรงทดสอบให้แต่งคาถาสรรเสริญพระองค์โดยไม่ได้คิดไว้ก่อน ท่านทำได้อย่างวิจิตร จึงทรงยกย่องท่านเป็นเอตทัคคะผู้เลิศทางปฏิภาณ และไม่นานท่านก็บรรลุอรหัตตผล
- หน้า ๒๓๔–๒๓๖ นันทกเถราปทาน (พระนันทกะ) (๕๔๕) สมัยพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ท่านได้ฟังพระพุทธเจ้าทรงยกย่องสาวกรูปหนึ่งว่าเลิศในการให้โอวาทภิกษุณี จึงนิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมสงฆ์มาฉันภัตตาหารแล้วปรารถนาตำแหน่งเดียวกัน ในชาติสุดท้ายท่านเกิดในตระกูลเศรษฐีเมืองสาวัตถี บวชแล้วไม่นานก็บรรลุอรหัตตผล ต่อมาได้แสดงธรรมและตอบปัญหาแก่ภิกษุณีจำนวนเกือบห้าร้อยรูปจนบรรลุธรรมทั้งหมด พระพุทธเจ้าจึงทรงยกย่องท่านเป็นเอตทัคคะผู้เลิศในการให้โอวาทภิกษุณี
- หน้า ๒๓๖–๒๓๙ กาฬุทายีเถราปทาน (พระกาฬุทายี) (๕๔๖) ท่านเกิดวันเดียวกับเจ้าชายสิทธัตถะที่กรุงกบิลพัสดุ์และเติบโตเป็นสหายสนิทกัน เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว พระเจ้าสุทโธทนะทรงส่งท่านไปทูลเชิญพระพุทธเจ้าเสด็จกลับกรุงกบิลพัสดุ์ ท่านได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วออกบวชก่อนเดินทางไปทูลเชิญ เมื่อไปถึงกรุงกบิลพัสดุ์ท่านได้ทำให้พระประยูรญาติเลื่อมใสจนพระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรด ด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้าทรงยกย่องท่านเป็นเอตทัคคะผู้เลิศในการทำให้ตระกูลเลื่อมใส และท่านได้บรรลุอรหัตตผล
- หน้า ๒๔๐–๒๔๓ อภัยเถราปทาน (พระอภัย โอรสพระเจ้าพิมพิสาร) (๕๔๗) สมัยพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ท่านได้สรรเสริญพระพุทธคุณด้วยคาถาที่แต่งขึ้นเองทุกวันตลอดชีวิต ในชาติสุดท้ายท่านเป็นโอรสของพระเจ้าพิมพิสารแห่งกรุงราชคฤห์ นามว่าอภัยกุมาร ถูกนิครนถ์นาฏบุตรใช้ให้ไปทูลถามปัญหาซับซ้อนเพื่อจับผิดพระพุทธเจ้า แต่เมื่อได้ฟังคำตอบอันแยบคายจากพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านกลับเลื่อมใสและออกบวช ไม่นานก็บรรลุอรหัตตผล
- หน้า ๒๔๓–๒๔๖ โลมสติยเถราปทาน (พระโลมสติยะ/โลมสกังคิยะ) (๕๔๘) สมัยพระพุทธเจ้ากัสสปะ ท่านบวชและประพฤติพรหมจรรย์ร่วมกับเพื่อนชื่อจันทนะ ตายแล้วไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิตด้วยกัน ต่อมาท่านจุติมาเกิดเป็นเจ้าศากยะที่กรุงกบิลพัสดุ์ในยุคพระโคดมพุทธเจ้า เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดพระประยูรญาติที่ยังถือตัวไม่ยอมกราบไหว้ พระองค์ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์เหาะเหินและแสดงชาดกเรื่องเวสสันดรจนพระประยูรญาติหมดทิฐิยอมถวายบังคม ท่านเห็นปาฏิหาริย์นั้นแล้วเลื่อมใสจึงออกบวช เทพบุตรจันทนะเพื่อนเก่ามาสอนเรื่องภัทเทกรัตตสูตรแก่ท่าน ท่านจึงเข้าป่าบำเพ็ญเพียรตามคำสอนนั้นจนบรรลุอรหัตตผล
- หน้า ๒๔๖–๒๔๘ วนวัจฉเถราปทาน (พระวนวัจฉะ) (๕๔๙) สมัยพระพุทธเจ้ากัสสปะ ท่านบวชประพฤติพรหมจรรย์จนตลอดชีวิต ตายแล้วไปเกิดในสวรรค์ ต่อมาเวียนเกิดเป็นนกพิราบในป่าใกล้อาศรมของภิกษุผู้เจริญฌาน และเวียนว่ายเกิดเป็นนักบวชประเภทต่าง ๆ อีกหลายชาติ ในชาติสุดท้ายท่านเกิดเป็นบุตรพราหมณ์วัจฉโคตร มารดาแพ้ท้องอยากอยู่ป่าจึงคลอดท่านในป่า เติบโตเป็นสหายของเจ้าชายสิทธัตถะ เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วท่านออกบวชและเดินทางไปหิมพานต์ ได้พบพระกัสสปะผู้ถือธุดงค์ในป่า ฟังธรรมแล้วบรรลุอภิญญาหกประการ
- หน้า ๒๔๘–๒๕๒ จูฬสุคันธเถราปทาน (พระจูฬสุคันธะ) (๕๕๐) สมัยพระพุทธเจ้ากัสสปะ ท่านเกิดในตระกูลใหญ่เมืองพาราณสี ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วเลื่อมใส จึงนำเครื่องหอมสี่ชนิดไปฉาบทาพื้นกุฏิพระคันธกุฎีของพระพุทธเจ้าเป็นเวลา ๘ เดือน พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่าท่านจะมีร่างกายหอมตลอดไป ในชาติสุดท้ายท่านเกิดในตระกูลพราหมณ์ มารดามีกลิ่นกายหอมขณะตั้งครรภ์ และทั่วเมืองสาวัตถีหอมฟุ้งเมื่อท่านเกิด เมื่อเติบใหญ่ท่านออกบวชพร้อมบริวารและบรรลุอรหัตตผล เป็นผู้มีกลิ่นกายหอมตลอดชีวิต
- หน้า ๒๕๒–๒๕๓ อุทานคาถาปิดท้ายภัททิยวรรค และจบพระเถราปทานทั้งหมด ส่วนนี้เป็นบทสรุปปิดวรรคที่ ๕๕ (ภัททิยวรรค) แห่งเถราปทาน โดยรวมพระเถระสิบรูปในวรรคนี้คือ ภัททิยะ เรวตะ สีวลี(มหาลาภี) วังคีสะ นันทกะ กาฬุทายี อภัยะ โลมสะ วนวัจฉะ และสุคันธะ พร้อมระบุจำนวนคาถารวม จากนั้นมีข้อความประกาศว่าพุทธาปทาน ปัจเจกพุทธาปทาน และเถราปทาน (ของพระภิกษุ) จบบริบูรณ์เพียงเท่านี้
- หน้า ๒๕๔–๒๕๖ สุเมธาเถริยาปทาน (พระสุเมธาเถรี) (๑) — เริ่มต้นเถรีอปทาน วรรคที่ ๑ สุเมธาวรรค เริ่มต้นส่วนเถรีอปทาน (ประวัติพระภิกษุณี) สมัยพระพุทธเจ้าโกนาคมนะ พระสุเมธาเถรีเล่าว่าตนพร้อมสหายหญิงสามคน (รวมนางธนัญชานีและนางเขมา) ได้ร่วมกันสร้างวิหารถวายสงฆ์ ย้อนไปสมัยพระพุทธเจ้ากัสสปะ นางเคยเป็นผู้อุปัฏฐากร่วมกับธิดาทั้งเจ็ดของพระเจ้ากิกิแห่งกาสี ซึ่งล้วนอุทิศตนดูแลพระพุทธเจ้าและรักษาศีล ด้วยผลบุญเหล่านี้นางได้เป็นอัครมเหสีของเทวราชและพระเจ้าจักรพรรดิหลายต่อหลายครั้งก่อนจะมาบรรลุอรหัตตผลในที่สุด
- หน้า ๒๕๖–๒๕๗ เมขลทายิกาเถริยาปทาน (พระเมขลทายิกาเถรี) (๒) สมัยพระพุทธเจ้าสิทธัตถะ นางเป็นผู้ทำงานก่อสร้างและได้ถวายเข็มขัด (เมขลา) แด่พระพุทธเจ้าขณะทรงสร้างพระเจดีย์ เมื่อสร้างพระเจดีย์ใหญ่เสร็จแล้ว นางยังได้ถวายเข็มขัดอีกครั้งด้วยจิตเลื่อมใส ด้วยผลบุญจากการช่วยสร้างพระเจดีย์นี้ นางไม่เคยไปเกิดในทุคติเลย
- หน้า ๒๕๗ มัณฑปทายิกาเถริยาปทาน (พระมัณฑปทายิกาเถรี) (๓) สมัยพระพุทธเจ้าโกนาคมนะ นางได้สร้างมณฑป (ปะรำ) และพระเจดีย์ถวายแด่พระพุทธเจ้า ด้วยผลบุญนี้ไม่ว่านางจะไปยังชนบทหรือเมืองใด ก็ได้รับการเคารพบูชาจากผู้คนทุกแห่ง
- หน้า ๒๕๗–๒๕๘ สังกมนทาเถริยาปทาน (พระสังกมนทาเถรี) (๔) นางเล่าว่าครั้งหนึ่งได้นอนคว่ำหน้าลงกลางถนนเพื่อให้พระพุทธเจ้า (ผู้ทรงเมตตาสัตว์โลก) ทรงเหยียบบนศีรษะของนางเป็นทางเดินข้าม พระพุทธเจ้าทรงเหยียบศีรษะนางด้วยความอนุเคราะห์ ด้วยจิตเลื่อมใสในขณะนั้น นางจึงได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิตหลังจากนั้น
- หน้า ๒๕๘–๒๕๙ นฬมาลิกาเถริยาปทาน (พระนฬมาลิกาเถรี) (๕) ครั้งเป็นนางกินรีอาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำจันทภาคา นางได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้เอง (สยัมภู) จึงเก็บดอกอ้อ (นฬมาลา) มาบูชาด้วยความเลื่อมใส ด้วยผลบุญนี้นางได้เป็นอัครมเหสีของเทวราชถึง ๓๖ องค์และพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๐ องค์ ก่อนจะออกบวชและบรรลุอรหัตตผลในที่สุด
- หน้า ๒๕๙–๒๖๑ เอกปิณฑปาตทายิกาเถริยาปทาน (พระเอกปิณฑปาตทายิกาเถรี) (๖) นางเป็นมเหสีของพระเจ้าพันธุมาแห่งเมืองพันธุมดี เมื่อพิจารณาเห็นว่าตนยังไม่เคยทำบุญใดเลยและเกรงจะตกนรก จึงขอให้พระราชาประทานภิกษุรูปหนึ่งให้นางถวายอาหาร นางได้ถวายบิณฑบาตอย่างประณีตพร้อมทำเพดานหอมคลุมบาตร ด้วยผลบุญนี้นางได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์และเป็นอัครมเหสีของเทวราช ๓๐ องค์และพระเจ้าจักรพรรดิ ๒๐ องค์
- หน้า ๒๖๑–๒๖๒ กฏัจฉุภิกขทายิกาเถริยาปทาน (พระกฏัจฉุภิกขทายิกาเถรี) (๗) นางได้ถวายอาหารเพียงทัพพีเดียว (กฏัจฉุภิกขา) แด่พระพุทธเจ้าติสสะขณะเสด็จบิณฑบาต พระพุทธเจ้าทรงอนุโมทนาและพยากรณ์ว่านางจะได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นอัครมเหสีของเทวราช ๓๖ องค์และพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๐ องค์ ก่อนจะออกบวชและบรรลุนิพพานในที่สุด
- หน้า ๒๖๒–๒๖๔ สัตตอุปปลมาลิกาเถริยาปทาน (พระสัตตอุปปลมาลิกาเถรี) (๘) นางเป็นมเหสีของพระเจ้าอรุณะแห่งเมืองอรุณวดี ถือพวงดอกบัวเจ็ดพวงนั่งคิดว่าดอกไม้เหล่านี้ควรบูชาพระปัญญาของพระพุทธเจ้าดีกว่าประดับศีรษะตนเอง เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จผ่านมา นางจึงถวายดอกบัวทั้งเจ็ดให้ลอยเป็นเพดานเหนือพระเศียรของพระองค์ ด้วยผลบุญนี้นางได้เป็นอัครมเหสีของเทวราชหลายองค์และพระเจ้าจักรพรรดิ ๖๓ องค์ ทั้งมีกลิ่นกายและผิวพรรณดุจดอกบัวตลอดมา
- หน้า ๒๖๔–๒๖๗ ปัญจทีปิกาเถริยาปทาน (พระปัญจทีปิกาเถรี) (๙) ครั้งเป็นนักบวชหญิงเดินจาริกแสวงบุญที่เมืองหงสวดี นางเห็นต้นโพธิ์และนั่งอธิษฐานขอให้เกิดปาฏิหาริย์ ต้นโพธิ์ก็เปล่งรัศมีทองอร่ามทั่วทุกทิศ นางนั่งบูชาอยู่ ๗ วัน ในวันที่ ๗ ได้จุดประทีปห้าดวง (ปัญจทีป) ล้อมรอบต้นโพธิ์จนสว่างไสวถึงรุ่งเช้า ด้วยผลบุญนี้นางมีวิมานชื่อปัญจทีปวิมานล้อมรอบด้วยดวงประทีปนับไม่ถ้วนทุกภพชาติ มองเห็นได้ไม่มีสิ่งกีดขวาง แม้ในครรภ์มารดาตาก็ไม่เคยหลับ นางบวชเมื่ออายุ ๗ ขวบและบรรลุอรหัตตผล
- หน้า ๒๖๗–๒๖๙ อุทกทายิกาเถริยาปทาน (พระอุทกทายิกาเถรี) (๑๐) นางเคยเป็นคนหาบน้ำขายเลี้ยงชีพและเลี้ยงลูกในเมืองพันธุมดี ไม่มีสิ่งใดจะถวายเป็นทานแด่สงฆ์ จึงนำน้ำไปเติมใส่ตุ่มน้ำของวัดแทน ด้วยผลบุญนี้นางได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีวิมานที่สร้างจากภาพลักษณ์แห่งน้ำ เป็นเลิศกว่านางฟ้าพันองค์ ไม่เคยขาดแคลนน้ำ ร่างกายเย็นสบายปราศจากฝุ่นละอองเสมอ และในที่สุดก็บรรลุอรหัตตผล
- หน้า ๒๖๙–๒๗๐ อุทานคาถาปิดท้ายสุเมธาวรรค และเริ่มวรรคที่ ๒ เอกุโปสถวรรค ส่วนนี้เป็นบทสรุปปิดวรรคที่ ๑ (สุเมธาวรรค) แห่งเถรีอปทาน รวบรวมรายชื่อพระเถรีสิบรูปคือ สุเมธา เมขลทายิกา มัณฑปทายิกา สังกมนทา นฬมาลิกา เอกปิณฑปาตทายิกา กฏัจฉุภิกขทายิกา สัตตอุปปลทายิกา ปัญจทีปทายิกา และอุทกทายิกา พร้อมระบุจำนวนคาถารวม จากนั้นเริ่มวรรคใหม่คือเอกุโปสถวรรค
- หน้า ๒๗๐–๒๗๒ เอกุโปสถิกาเถริยาปทาน (พระเอกุโปสถิกาเถรี) (๑๑) นางเป็นทาสีหาบน้ำในเมืองพันธุมดี เห็นพระเจ้าพันธุมาทรงสละราชสมบัติเพื่อรักษาอุโบสถศีลในวันเพ็ญ จึงคิดว่าแม้พระราชายังทรงทำเช่นนี้ ก็คงมีผลบุญมาก นางจึงรักษาอุโบสถศีลด้วยตนเองแม้จะยากจน ด้วยผลบุญนี้นางได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีวิมานใหญ่โต เป็นอัครมเหสีของเทวราช ๖๔ องค์และพระเจ้าจักรพรรดิ ๖๓ องค์ ก่อนจะบวชเมื่ออายุ ๗ ขวบและบรรลุอรหัตตผลภายในครึ่งเดือน
- หน้า ๒๗๒–๒๗๓ สลฬปุปผิกาเถริยาปทาน (พระสลฬปุปผิกาเถรี) (๑๒) ครั้งเป็นนางกินรีอาศัยริมฝั่งแม่น้ำจันทภาคา นางเห็นพระพุทธเจ้าวิปัสสีเสด็จจงกรม จึงเก็บดอกสน (สลฬบุปผา) มาให้พระองค์ทรงสูดดมด้วยจิตเลื่อมใส ด้วยผลบุญนี้นางไม่เคยไปเกิดในทุคติเลย
- หน้า ๒๗๓–๒๗๔ โมทกทายิกาเถริยาปทาน (พระโมทกทายิกาเถรี) (๑๓) นางเป็นทาสีหาบน้ำในเมืองพันธุมดี ระหว่างทางพบสมณะผู้สงบจิต จึงถวายขนมโมทกะ (ขนมกลม) สามชิ้นด้วยจิตเลื่อมใส ด้วยผลบุญนี้นางไม่ตกไปสู่อบายภูมิเป็นเวลานาน และในที่สุดก็บรรลุอรหัตตผล
- หน้า ๒๗๔–๒๗๕ เอกาสนทายิกาเถริยาปทาน (พระเอกาสนทายิกาเถรี) (๑๔) — เนื้อเรื่องยังไม่จบในหน้าสุดท้ายของช่วงนี้ สมัยเมืองหงสวดี นางเป็นเด็กหญิงที่บิดามารดาออกไปทำงาน วันหนึ่งเวลาเที่ยงวันนางเห็นสมณะรูปหนึ่งเดินผ่านมาท่ามกลางแดดจัด จึงปูอาสนะให้ท่านนั่งพักด้วยความสงสารและถวายอาหารในบาตร ด้วยผลบุญนี้นางได้วิมานสวรรค์ประดับด้วยบัลลังก์ทอง แก้วมณี และปะการัง เป็นอัครมเหสีของเทวราช ๘๐ องค์และพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๐ องค์ มีโภคทรัพย์ไม่เคยขาดแคลน เกิดในตระกูลสูงเสมอ ไม่เคยประสบความทุกข์ใจหรือเสียชื่อเสียง — เนื้อเรื่องยังดำเนินต่อไปเมื่อจบช่วงหน้าที่ตัดมานี้ (หน้า ๒๗๕) ยังไม่ถึงตอนที่นางบวชและบรรลุธรรม
- หน้า ๒๗๖ เอกาสนทายิกาเถรีอปทาน (ตอนจบ - เริ่มมาก่อนหน้าช่วงนี้) หน้านี้เป็นตอนจบของอปทานภิกษุณีผู้ถวายอาสนะ/ของกินมื้อเดียว (เอกาสนทาน) ซึ่งเริ่มเล่ามาก่อนหน้าช่วงที่ตัดตอนมา ท่านเล่าอานิสงส์ของการถวายนั้นว่าทำให้มีนางบริวารคอยปรนนิบัติทุกอิริยาบถ และมีบัลลังก์ทิพย์ปรากฏขึ้นตามใจนึก ในภพสุดท้ายท่านสละราชสมบัติออกบวช ไม่เคยตกไปสู่ทุคติตลอดแสนกัปที่ผ่านมา และบรรลุอรหัตตผลสิ้นอาสวะพร้อมวิชชาสามและอภิญญาหกในที่สุด
- หน้า ๒๗๗–๒๗๙ ปัญจทีปทายิกาเถรีอปทาน (๑๕) ในอดีตชาติเมื่อเที่ยวแสวงบุญอยู่ในเมืองหงสวดี นางไปพบต้นโพธิ์อันประเสริฐ เกิดความเลื่อมใสจึงนั่งบูชาอยู่เจ็ดวันเจ็ดคืน แล้วจุดประทีปห้าดวงล้อมรอบบูชาต้นโพธิ์จนถึงรุ่งอรุณ ด้วยผลบุญนี้นางได้ไปเกิดเป็นเทพธิดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีวิมานรายล้อมด้วยแสงประทีปนับไม่ถ้วน เป็นใหญ่เหนือเทวราชและพระเจ้าจักรพรรดิหลายภพ กระทั่งภพสุดท้ายบวชตั้งแต่อายุเจ็ดขวบและบรรลุอรหัตตผล พร้อมได้ตาทิพย์แจ่มใสเป็นพิเศษอันเป็นผลแห่งประทีปนั้น
- หน้า ๒๗๙–๒๘๐ นฬมาลิกาเถรีอปทาน (๑๖) ในอดีตชาติท่านเกิดเป็นนางกินรีอยู่ริมฝั่งแม่น้ำจันทภาคา เมื่อเห็นพระพุทธเจ้าปราศจากกิเลสเสด็จผ่านมาก็เกิดความเลื่อมใสยินดี จึงถือพวงดอกอ้อเข้าไปบูชาพระองค์ ด้วยผลบุญนั้นนางได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ได้เป็นมเหสีเอกของเทวราชและพระเจ้าจักรพรรดิจำนวนมากหลายภพ ก่อนออกบวชในภพสุดท้ายและไม่เคยตกไปสู่ทุคติเลยตลอดเก้าสิบสี่กัป จนบรรลุอรหัตตผลสิ้นอาสวะ
- หน้า ๒๘๑–๒๘๓ มหาปชาบดีโคตมีเถรีอปทาน (๑๗) ตอนที่ 1: ตัดสินใจปรินิพพานก่อนพระศาสดา เมื่อพระพุทธเจ้าประทับที่เมืองเวสาลี พระมหาปชาบดีโคตมี พระน้านางผู้เลี้ยงดูพระพุทธเจ้ามาแต่ทรงพระเยาว์ พร้อมด้วยภิกษุณีอีกห้าร้อยรูปคิดพร้อมกันว่าไม่อยากอยู่เห็นวันปรินิพพานของพระพุทธเจ้าหรือพระอัครสาวก จึงตั้งใจจะปรินิพพานไปก่อน เกิดแผ่นดินไหวและเทวดาโศกเศร้าเมื่อทราบข่าว ระหว่างเดินทางออกจากที่พักภิกษุณีเพื่อไปกราบทูลลาพระศาสดา มีอุบาสิกาผู้เลื่อมใสวิ่งออกมาร้องไห้อ้อนวอนขอไม่ให้พระนางละทิ้งไปนิพพาน แต่พระนางปลอบโยนด้วยธรรมว่ากิจที่ต้องทำได้ทำสำเร็จแล้ว
- หน้า ๒๘๓–๒๘๙ มหาปชาบดีโคตมีเถรีอปทาน (๑๗) ตอนที่ 2: เข้าเฝ้าทูลลาพระศาสดา พระมหาปชาบดีโคตมีนำภิกษุณีบริวารไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า กล่าวคำซาบซึ้งว่าพระองค์ทรงเจริญพระวรกายด้วยน้ำนมของพระนาง ส่วนพระนางก็ได้รับการหล่อเลี้ยงธรรมกายด้วยพระธรรมจากพระองค์ กราบทูลขออนุญาตปรินิพพานและขอขมาโทษที่อาจล่วงเกิน รวมถึงเรื่องที่ทูลขอให้สตรีบวชได้ ภิกษุณีบริวารต่างตามอย่างเข้าไปถวายบังคมลาเป็นครั้งสุดท้ายด้วยความอาลัย ในที่สุดพระพุทธเจ้าทรงมีพระประสงค์ให้พระนางแสดงฤทธิ์ปาฏิหาริย์เพื่อขจัดความสงสัยของผู้ที่ยังไม่เชื่อว่าสตรีจะบรรลุธรรมได้
- หน้า ๒๘๙–๒๙๔ มหาปชาบดีโคตมีเถรีอปทาน (๑๗) ตอนที่ 3: แสดงฤทธิ์และเล่าอดีตชาติ พระมหาปชาบดีโคตมีทรงแสดงฤทธิ์อันมหัศจรรย์ต่อหน้าพุทธบริษัท เช่น จับน้ำในมหาสมุทรทั้งสี่ไว้ในพระหัตถ์ พลิกแผ่นดิน เนรมิตเขาสิเนรุเป็นด้ามฉัตรกางกั้นแผ่นดินทั้งผืน เมื่อบริษัทประหลาดใจถามถึงเหตุแห่งฤทธิ์ พระนางเล่าอดีตชาติสมัยพระพุทธเจ้าปทุมุตตระว่าเคยถวายมหาทานแล้วตั้งความปรารถนาเป็นผู้เลี้ยงดูพระพุทธเจ้าในอนาคต ก่อนเวียนว่ายในภพภูมิต่างๆ จนมาเกิดเป็นเจ้าหญิงศากยะและออกบวชพร้อมบริวารห้าร้อยคนซึ่งบรรลุอรหัตตผลด้วยกันทั้งหมด และต่างแสดงฤทธิ์ถวายเป็นพุทธบูชาเช่นกัน
- หน้า ๒๙๕–๓๐๐ มหาปชาบดีโคตมีเถรีอปทาน (๑๗) ตอนจบ: ปรินิพพานและถวายเพลิง พระพุทธเจ้าเสด็จส่งพระมหาปชาบดีโคตมีไปจนถึงประตูซุ้ม พระนางกราบลาเป็นครั้งสุดท้ายพร้อมกล่าวว่าจะไม่ได้เห็นพระพักตร์อีกแล้ว จากนั้นทรงปลอบโยนอุบาสกอุบาสิกาผู้โศกเศร้าด้วยธรรมเรื่องความไม่เที่ยง แล้วพระนางเข้าฌานทั้งสี่และอรูปฌานตามลำดับทั้งไปกลับก่อนปรินิพพานดุจประทีปดับ พร้อมภิกษุณีบริวารห้าร้อยรูป เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ เทวดาสลดใจ มีขบวนแห่ถวายเพลิงศพอันยิ่งใหญ่โดยเหล่าเทวดา พระอานนท์เศร้าโศกไปแจ้งข่าวแก่หมู่สงฆ์ ก่อนพระศาสดาทรงแสดงธรรมเรื่องความไม่เที่ยงและให้พึ่งตนเป็นเกาะปิดท้ายอปทานนี้
- หน้า ๓๐๐–๓๐๔ เขมาเถรีอปทาน (๑๘) ตอนที่ 1: อดีตชาติและการตั้งความปรารถนา อปทานของพระเขมาเถรี ผู้เลิศทางปัญญามาก ในสมัยพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ นางเกิดในตระกูลเศรษฐีเมืองหงสวดี ได้ฟังธรรมเกิดเลื่อมใสจึงถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าและสงฆ์เจ็ดวัน เมื่อเห็นภิกษุณีรูปหนึ่งได้รับยกย่องเป็นเลิศทางปัญญา นางจึงตั้งความปรารถนาตำแหน่งนั้นและได้รับพยากรณ์ว่าจะได้เป็นพระเขมาในศาสนาพระโคตมพุทธเจ้า จากนั้นเวียนว่ายเกิดเป็นเทพธิดาและพระราชินีหลายภพ กระทั่งสมัยพระวิปัสสีพุทธเจ้าได้บวชประพฤติพรหมจรรย์นานหนึ่งหมื่นปี และสมัยพระกัสสปพุทธเจ้าเกิดเป็นหนึ่งในเจ็ดพระธิดาของพระเจ้ากิกิ
- หน้า ๓๐๔–๓๐๘ เขมาเถรีอปทาน (๑๘) ตอนที่ 2: นางแก้วผู้งามและเวฬุวัน ในภพสุดท้ายพระเขมาเกิดเป็นพระธิดากษัตริย์แคว้นสกละ ได้เป็นพระมเหสีของพระเจ้าพิมพิสาร นางลุ่มหลงในความงามของตนจึงหลีกเลี่ยงไม่เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพราะกลัวถูกตำหนิเรื่องรูปกาย พระเจ้าพิมพิสารจึงให้กวีขับร้องพรรณนาความงามของสวนเวฬุวันจนนางอยากไปชม เมื่อไปถึงได้เห็นหญิงสาวสวยเลิศถวายงานพัดพระพุทธเจ้า แต่ทันใดนั้นหญิงสาวนั้นกลับกลายเป็นหญิงชราทรุดโทรมต่อหน้าต่อตา ทำให้นางสลดใจอย่างยิ่ง พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงธรรมเรื่องความไม่เที่ยงและอสุภกรรมฐานจนนางได้ดวงตาเห็นธรรม
- หน้า ๓๐๘–๓๑๐ เขมาเถรีอปทาน (๑๘) ตอนจบ: บวชและได้รับยกย่อง หลังบรรลุโสดาปัตติผล พระเขมาทูลขอพระราชานุญาตออกบวชและได้รับอนุญาต บวชได้ไม่ถึงครึ่งเดือนก็บรรลุอรหัตตผลพร้อมปฏิสัมภิทาและอภิญญาทั้งปวง ต่อมาที่เมืองสาวัตถี พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลถามปัญหาละเอียดลึกซึ้ง ซึ่งพระนางตอบได้ตรงตามที่พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ทุกประการ พระพุทธเจ้าทรงพอพระทัยในคุณธรรมนี้ จึงทรงตั้งพระนางไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งปวงในทางปัญญามาก
- หน้า ๓๑๐–๓๑๓ อุบลวรรณาเถรีอปทาน (๑๙) ตอนที่ 1: แสดงฤทธิ์ถวายพระศาสดา อปทานของพระอุบลวรรณาเถรี ผู้เลิศทางฤทธิ์ พระนางกราบทูลว่าได้บรรลุธรรมสิ้นทุกข์แล้ว พร้อมขอขมาโทษหากเคยประมาทพลาดพลั้ง และเล่าว่าพระราหุลกับตนเคยเกิดร่วมท้องกันมานับร้อยชาติด้วยจิตผูกพันกัน เพื่อแสดงกำลังฤทธิ์ถวายพระศาสดา นางเนรมิตหยิบน้ำในมหาสมุทรทั้งสี่ใส่ฝ่ามือดุจเด็กเล่นน้ำมัน พลิกแผ่นดินขึ้นเหมือนเด็กดึงกอหญ้า และเนรมิตเขาสิเนรุเป็นสากตำข้าวแสดงฤทธิ์อันมหัศจรรย์ต่อหน้ามหาชน
- หน้า ๓๑๓–๓๑๗ อุบลวรรณาเถรีอปทาน (๑๙) ตอนที่ 2: อดีตชาตินาคกัญญาและบุตรปัจเจกพุทธะ เมื่อถูกถามถึงที่มาแห่งฤทธิ์ พระอุบลวรรณาเล่าว่าในอดีตชาติเคยเกิดเป็นนาคกัญญานามวิมลา ได้นิมนต์พระพุทธเจ้าปทุมุตตระพร้อมสงฆ์มาเสวยในนาคพิภพอย่างสมโภช เมื่อเห็นภิกษุณีอีกรูปแสดงฤทธิ์ได้วิจิตร นางจึงตั้งความปรารถนาจะมีฤทธิ์เช่นนั้นพร้อมถวายดอกอุบลขอให้มีผิวพรรณงามดุจดอกไม้นั้น จากนั้นเวียนว่ายเกิดในภพต่างๆ ถวายทานด้วยดอกอุบลเรื่อยมา จนถึงชาติหนึ่งเป็นพระมเหสีแคว้นกาสีมีโอรสห้าร้อยองค์ซึ่งออกบวชเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าพร้อมกันหมด ทำให้นางต้องพลัดพรากจากบุตรด้วยความอาลัยยิ่ง
- หน้า ๓๑๗–๓๑๙ อุบลวรรณาเถรีอปทาน (๑๙) ตอนจบ: ผจญมารใต้ต้นสาละ ในภพสุดท้ายพระอุบลวรรณาเกิดในตระกูลเศรษฐีเมืองสาวัตถี เป็นที่หมายปองของชายหนุ่มมากมาย นางออกบวชและบรรลุอรหัตตผลภายในไม่ถึงหนึ่งเดือน คราวหนึ่งนางเนรมิตรถทิพย์ไปถวายบังคมพระพุทธเจ้าใต้ต้นสาละที่กำลังผลิดอก ขณะยืนอยู่ตามลำพัง มารได้มาข่มขู่ล่อลวงด้วยเล่ห์กล แต่พระนางไม่หวั่นเกรง ประกาศว่าตนหลุดพ้นจากเครื่องผูกพันทั้งปวงแล้วจึงเอาชนะมารได้ ด้วยคุณธรรมนี้พระพุทธเจ้าจึงทรงตั้งพระนางไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะผู้เลิศทางฤทธิ์
- หน้า ๓๑๙–๓๒๒ ปฏาจาราเถรีอปทาน (๒๐) ตอนที่ 1: หนีตามคนรับใช้และสูญเสียสามี อปทานของพระปฏาจาราเถรี ผู้เลิศทางวินัย ในสมัยพระพุทธเจ้าปทุมุตตระนางเกิดในตระกูลเศรษฐีเมืองหงสวดี ได้ฟังพระพุทธเจ้ายกย่องภิกษุณีผู้ทรงวินัยเป็นเลิศ จึงถวายมหาทานตั้งความปรารถนาตำแหน่งนั้นและได้รับพยากรณ์ ผ่านหลายภพชาติจนถึงภพสุดท้ายเกิดในตระกูลเศรษฐีเมืองสาวัตถี นางลักลอบหนีตามคนรับใช้ในบ้านไปเป็นสามีภรรยากันโดยพ่อแม่ไม่รู้เห็น เมื่อตั้งครรภ์จะกลับไปคลอดที่บ้านเดิม สามีกลับถูกงูกัดตายกลางทาง ทิ้งให้นางคลอดบุตรอยู่กลางป่าตามลำพังอย่างอนาถา
- หน้า ๓๒๒–๓๒๔ ปฏาจาราเถรีอปทาน (๒๐) ตอนจบ: สูญเสียครอบครัวและบรรลุธรรม (จบวรรคที่สอง) ระหว่างอุ้มลูกทั้งสองข้ามแม่น้ำเชี่ยว บุตรคนเล็กถูกเหยี่ยวโฉบไป ส่วนบุตรคนโตถูกกระแสน้ำพัดหายไปต่อหน้าต่อตา เมื่อกลับถึงเมืองสาวัตถีก็ทราบว่าบิดามารดาและพี่ชายเสียชีวิตพร้อมกันจากบ้านที่พังถล่ม นางเสียสติเที่ยวเปลือยกายไปทั่ว กระทั่งพบพระพุทธเจ้าผู้ทรงแสดงธรรมว่าไม่มีบุตรหรือญาติใดเป็นที่พึ่งได้แท้จริง นางได้สติกลับคืนบรรลุโสดาปัตติผลทันที ออกบวชและบรรลุอรหัตตผลไม่นานหลังจากนั้น ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะผู้เลิศทางวินัย ปิดท้ายวรรคที่สอง (เอกุโปสถวรรค) ด้วยคาถาอุทานสรุปรายชื่ออปทานสิบเรื่องในวรรคน
- หน้า ๓๒๕–๓๒๗ ภัททากุณฑลเกสีเถรีอปทาน (๒๑) ตอนที่ 1: อดีตชาติผู้ปรารถนาปฏิภาณเลิศ (เริ่มวรรคที่สาม) เริ่มวรรคที่สาม (กุณฑลเกสีวรรค) ด้วยอปทานของพระภัททากุณฑลเกสีเถรี ผู้เลิศทางปฏิภาณอันรวดเร็ว ในสมัยพระพุทธเจ้าปทุมุตตระนางเกิดในตระกูลเศรษฐีเมืองหงสวดี ได้ฟังพระพุทธเจ้ายกย่องภิกษุณีผู้มีปัญญาแตกฉานรวดเร็ว จึงถวายทานตั้งความปรารถนาและได้รับพยากรณ์ตำแหน่งนั้น ผ่านภพชาติต่างๆ เป็นเทพธิดาและพระราชินี จนถึงสมัยพระกัสสปพุทธเจ้าเกิดเป็นพระธิดาองค์ที่สี่ของพระเจ้ากิกินามว่าภิกขุทาสี ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ตั้งแต่ยังเป็นราชกุมารี
- หน้า ๓๒๗–๓๓๐ ภัททากุณฑลเกสีเถรีอปทาน (๒๑) ตอนจบ: สามีโจรและการบรรลุธรรม ในภพสุดท้ายนางเกิดในตระกูลเศรษฐีเมืองราชคฤห์ หลงรักโจรที่กำลังถูกนำไปประหาร บิดาจึงไถ่ตัวโจรด้วยเงินพันหนึ่งให้แต่งงานกับนาง แต่สามีโจรกลับโลภในเครื่องประดับของนาง ลวงพานางขึ้นหน้าผาอ้างพิธีบูชาเทวดาเพื่อจะฆ่าชิงทรัพย์ นางรู้ทันจึงใช้อุบายผลักสามีตกหน้าผาตายเสียก่อน ด้วยความกลัวจึงไม่กล้ากลับบ้าน ไปบวชเป็นปริพาชิกาถอนผมด้วยแหนบในสำนักนิครนถ์จนเชี่ยวชาญแต่ยังไม่พอใจ ภายหลังได้พบพระอัครสาวกนำไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ทรงแสดงธรรมเรื่องขันธ์และไตรลักษณ์จนนางบรรลุโสดาปัตติผลและอุปสมบท บรรลุอรหัตตผลทันทีขณะล้
- หน้า ๓๓๐ กีสาโคตมีเถรีอปทาน (๒๒) - เพิ่งเริ่มต้น (ยังไม่จบในช่วงนี้) หน้าสุดท้ายของช่วงนี้เริ่มต้นอปทานเรื่องที่สอง (๒๒) ของพระกีสาโคตมีเถรี เพียงกล่าวถึงพระพุทธเจ้าปทุมุตตระผู้เสด็จอุบัติขึ้นเมื่อแสนกัปที่ผ่านมา ยังเป็นเพียงบทเริ่มต้นสองบรรทัดเท่านั้น เนื้อเรื่องยังไม่ได้ดำเนินต่อและจะต้องอ่านต่อในหน้าถัดไปที่อยู่นอกช่วงนี้
- หน้า ๓๓๑–๓๓๕ กิสาโคตมีเถรี (พระกิสาโคตมีเถรี) — ต่อจากตอนก่อนหน้า อปทานนี้เริ่มมาก่อนหน้าช่วงหน้านี้แล้ว (ต่อเนื่องจากตอนก่อน) เล่าว่าในสมัยพระปทุมุตตรพุทธเจ้าและพระกัสสปพุทธเจ้า นางเคยบำเพ็ญบุญและถวายการอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า เคยเป็นหนึ่งในเจ็ดธิดาของพระเจ้ากิกี ครองพรหมจรรย์ตลอดชีวิต ในภพสุดท้ายนางแต่งงานเข้าตระกูลมั่งมี บุตรชายอันเป็นที่รักตายลง นางแบกศพเที่ยวหายาชุบชีวิต จนพระพุทธเจ้าให้ไปขอเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากบ้านที่ไม่เคยมีคนตาย นางหาไม่ได้จึงเข้าใจสัจธรรมเรื่องความไม่เที่ยง บรรลุโสดาบัน บวชและบรรลุอรหัตต์ พระพุทธเจ้าทรงยกย่องเป็นเอตทัคคะฝ่ายผู้ทรงจีวรเศร้า
- หน้า ๓๓๕–๓๓๘ ธมฺมทินฺนาเถริยาปทาน (พระธรรมทินนาเถรี) ในสมัยพระปทุมุตตรพุทธเจ้า นางเกิดในตระกูลที่หาบน้ำ ได้ถวายขนมแก่พระสุชาตะอัครสาวก และเมื่อนำท่านไปฉันที่บ้านทำให้พ่อผัวพอใจรับเป็นลูกสะใภ้ นางได้ฟังธรรมและตั้งความปรารถนาเป็นเอตทัคคะฝ่ายภิกษุณีผู้แสดงธรรมได้ไพเราะ ในสมัยพระกัสสปพุทธเจ้าเป็นหนึ่งในเจ็ดธิดาพระเจ้ากิกี ชื่อสุธัมมา ในภพสุดท้ายเกิดเป็นธิดาเศรษฐีในกรุงราชคฤห์ แต่งงานกับวิสาขะ เมื่อสามีบวชนางก็บวชตาม บรรลุอรหัตต์อย่างรวดเร็วและสามารถวิสัชนาปัญหาธรรมอันลึกซึ้งได้ พระพุทธเจ้าจึงทรงยกย่องเป็นเอตทัคคะฝ่ายภิกษุณีผู้แสดงธรรม.
- หน้า ๓๓๙–๓๔๒ สกุลาเถริยาปทาน (พระสกุลาเถรี) ในสมัยพระปทุมุตตรพุทธเจ้า นางเป็นขัตติยกัญญาน้องสาวต่างมารดาของพระเจ้าอานันทะ ได้ฟังธรรมและเห็นพระพุทธเจ้าทรงยกย่องภิกษุณีผู้มีทิพยจักษุเป็นเลิศ จึงตั้งความปรารถนาตำแหน่งนั้น ในสมัยพระกัสสปพุทธเจ้าเมื่อเป็นปริพาชิกา นางได้ถวายน้ำมันจุดประทีปบูชาเจดีย์ ด้วยผลบุญนี้ไปเกิดที่ใดก็มีแสงสว่างจ้าล้อมรอบ ในภพสุดท้ายเกิดในตระกูลมั่งมี เห็นพระพุทธเจ้าเสด็จเข้าเมืองรุ่งโรจน์ด้วยพระรัศมี จึงบวชและบรรลุอรหัตต์อย่างรวดเร็ว ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะฝ่ายภิกษุณีผู้มีทิพยจักษุ.
- หน้า ๓๔๒–๓๔๘ นนฺทาเถริยาปทาน (พระรูปนันทาเถรี/ชนปทกัลยาณี) ในสมัยพระปทุมุตตรพุทธเจ้า นางเกิดมั่งมี ฟังธรรมแล้วปรารถนาความเป็นพระญาติของพระพุทธเจ้าในอนาคต ท่องเที่ยวในสวรรค์และมนุษยโลกหลายภพ ในภพสุดท้ายเกิดเป็นธิดาพระเจ้าสุทโธทนะ (น้องสาวต่างมารดาของพระพุทธเจ้า) ชื่อนันทา งามเลิศจนได้ฉายาชนปทกัลยาณี เมื่อพระนางถูกชักชวนให้บวชตามพระนางปชาบดีและพระนันทะ นางบวชด้วยใจไม่เต็มใจและหลบเลี่ยงไม่เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพราะหลงในรูปโฉมของตน พระพุทธเจ้าจึงทรงเนรมิตหญิงงามด้วยฤทธิ์ให้นางเห็นค่อยๆ แก่ชราและเน่าเปื่อยเป็นซากศพต่อหน้าต่อตา ทำให้นางสลดใจเห็นความไม่เที่ยงแล้
- หน้า ๓๔๘–๓๕๐ โสณาเถริยาปทาน (พระโสณาเถรี) ในสมัยพระปทุมุตตรพุทธเจ้า นางเกิดมั่งมี ฟังพระพุทธเจ้ายกย่องภิกษุณีผู้มีความเพียรอันปรารภแล้วเป็นเลิศ จึงตั้งความปรารถนาตำแหน่งนั้น ในภพสุดท้ายเกิดในตระกูลมั่งมีที่สาวัตถี แต่งงานมีบุตรสิบคน เมื่อสามีออกบวช นางก็ตัดสินใจบวชตามด้วยเห็นว่าไม่มีใครเป็นที่พึ่งแท้จริง ถูกภิกษุณีรูปอื่นทิ้งให้อยู่คนเดียวและใช้ให้ต้มน้ำ นางพิจารณาขันธ์โดยความไม่เที่ยงจนบรรลุอรหัตต์ในขณะนั้น แล้วใช้ฤทธิ์เตโชธาตุต้มน้ำให้ร้อนทันที ภิกษุณีอื่นพากันประหลาดใจ พระพุทธเจ้าทรงยกย่องนางเป็นเอตทัคคะฝ่ายผู้ปรารภความเพียร.
- หน้า ๓๕๑–๓๕๘ ภทฺทกาปิลานีเถริยาปทาน (พระภัททกาปิลานีเถรี) ในสมัยพระปทุมุตตรพุทธเจ้า นางเป็นภรรยาเศรษฐีวิเทหะในหังสวดี ได้ฟังพระพุทธเจ้ายกย่องภิกษุผู้ทรงธุดงค์เป็นเลิศ จึงถวายทานเจ็ดวันร่วมกับสามีและตั้งความปรารถนาตำแหน่งคู่กับสามี ผ่านมาหลายภพหลายชาติได้บำเพ็ญบุญร่วมกับสามีต่อพระพุทธเจ้าและพระปัจเจกพุทธเจ้าหลายพระองค์ (รวมทั้งเรื่องเคยถวายของไม่บริสุทธิ์ด้วยความโกรธแล้วกลับใจถวายใหม่) ในภพสุดท้ายนางเกิดเป็นธิดาพราหมณ์ แต่งงานกับปิปผลิมาณพ (พระมหากัสสปะในกาลต่อมา) ทั้งสองสละเรือนออกบวชร่วมกัน หลังพลัดกันบวชในสำนักต่างกัน นางไปอยู่ในสำนักพระนางโคตมี บวชแ
- หน้า ๓๕๘–๓๖๗ ยโสธราเถริยาปทาน (พระยโสธราเถรี/พิมพา) เมื่อพระนางยโสธราอายุ ๗๘ ปีใกล้ปรินิพพาน พระนางพร้อมภิกษุณีบริวารหลายแสนเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า กราบทูลขออภัยโทษที่เคยล่วงเกิน และแสดงฤทธิ์ต่างๆ มากมาย เช่น เนรมิตกายใหญ่เท่าจักรวาล แสดงพระอาทิตย์พระจันทร์เขาพระสุเมรุ เป็นต้น จากนั้นทรงเล่าเรื่องราวในอดีตชาติที่เคยเป็นคู่ครองของพระโพธิสัตว์นับภพนับชาติไม่ถ้วน โดยเฉพาะครั้งเป็นนางสุมิตตาถวายดอกบัวร่วมกับสุเมธดาบส (พระโพธิสัตว์) แด่พระทีปังกรพุทธเจ้า จนได้รับพยากรณ์ว่าจะเป็นคู่ครองกันตลอดมา พระนางเล่าถึงการบำเพ็ญทานอันมากมายมหาศาล (สละทรัพย์ บุตรธิดา
- หน้า ๓๖๗–๓๖๙ ทสสหสฺสเถริยาปทาน (ภิกษุณีหมื่นรูปมีพระยโสธราเป็นประมุข) อปทานของภิกษุณีหนึ่งหมื่นรูปที่มีพระนางยโสธราเป็นประมุข กล่าวถึงพระทีปังกรพุทธเจ้าทรงพยากรณ์สุเมธดาบสและสุมิตตาว่าจะได้ร่วมสุขร่วมทุกข์กันตลอดมา คณะภิกษุณีเหล่านี้เคยเป็นบริวารร่วมบำเพ็ญบุญด้วยกันมาหลายภพ ในภพสุดท้ายเกิดเป็นสตรีศากยวงศ์ ออกบวชและบรรลุอรหัตต์ภายในกึ่งเดือนเช่นเดียวกัน แสดงตนต่อพระพักตร์พระพุทธเจ้าว่าได้บรรลุธรรมแล้ว.
- หน้า ๓๖๙–๓๗๕ อฏฺฐารสเถรีสหสฺสานมปทาน (ภิกษุณีหมื่นแปดพันรูปมีพระยโสธราเป็นประมุข) และอุทานปิดวรรค อปทานของภิกษุณีหนึ่งหมื่นแปดพันรูปชาวศากยะที่มีพระนางยโสธราเป็นประมุข เล่าเรื่องราวคล้ายกับหมู่ก่อนคือเคยเป็นบริวารของพระโพธิสัตว์และนางสุมิตตาในการถวายดอกบัวแด่พระทีปังกรพุทธเจ้า ได้รับพยากรณ์ร่วมกัน ท่องเที่ยวในภพภูมิต่างๆ จนในภพสุดท้ายเกิดเป็นสตรีศากยวงศ์ บวชและบรรลุอรหัตต์อย่างรวดเร็ว พร้อมแสดงฤทธิ์ต่างๆ ต่อพระพักตร์พระพุทธเจ้า ท้ายหน้า ๓๗๕ มีอุทานสรุปรายชื่อพระเถรีในวรรคนี้ (กุณฑลาเกสี โคตมี ธัมมทินนา สกุลา นันทา โสณา กาปิลานี ยโสธรา ภิกษุณีหมื่นรูป และหมื่นแปดพันรูป) ปิดท้าย "กุณฑลเกสวรรคท
- หน้า ๓๗๖–๓๗๗ อฏฺฐารสสหสฺสขตฺติยกญฺญาเถรีนมปทาน (ภิกษุณีขัตติยกัญญาหมื่นแปดพันรูป) — เริ่มขัตติยกัญญาวรรคที่ ๔ เริ่มวรรคใหม่ (ขัตติยกัญญาวรรค) ด้วยอปทานของภิกษุณีขัตติยกัญญาหนึ่งหมื่นแปดพันรูป กล่าวถึงบุญเก่าที่เคยอุปัฏฐากบำรุงพระภิกษุทั้งตระกูลสูงต่ำมาแต่ปางก่อน ด้วยผลบุญนั้นจึงได้เกิดเป็นสตรีในตระกูลกษัตริย์ มีรูปทรัพย์ยศเกียรติพรั่งพร้อม ครองเรือนอยู่ในปราสาทดุจนางฟ้า ต่อมาเบื่อหน่ายจึงออกบวชและบรรลุอรหัตต์ภายในไม่กี่วัน.
- หน้า ๓๗๗–๓๘๒ จตุราสีติสหสฺสพฺราหฺมณกญฺญาเถรีนมปทาน (ภิกษุณีพราหมณกัญญาแปดหมื่นสี่พันรูป) อปทานของภิกษุณีพราหมณกัญญาแปดหมื่นสี่พันรูป กล่าวถึงอดีตชาติที่เคยเวียนว่ายเกิดเป็นเทวดา นาค กินนร และมนุษย์ตระกูลต่างๆ มาก่อน ได้อาศัยความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าทำให้บรรลุธรรมได้ในภายหลัง คณะภิกษุณีเหล่านี้แสดงฤทธิ์ร่วมกันมากมาย เช่น แสดงพระอาทิตย์พระจันทร์ ภูเขาสิเนรุ สวรรค์ดาวดึงส์ และพรหมโลก ต่อพระพักตร์พระพุทธเจ้า มีการกล่าวถึงเรื่องเก่าสมัยพระปทุมุตตรพุทธเจ้าที่ชายชื่อชัชชิยะ (หรือชฏิละ) สร้างสะพานข้ามแม่น้ำคงคาและวิหารถวายสงฆ์ที่หังสวดี โดยมีคนทุกชนชั้นร่วมบุญด้วย.
- หน้า ๓๘๒–๓๘๔ อุปฺปลทายิกาเถริยาปทาน (พระอุปปลทายิกาเถรี) ในอดีตชาติเป็นมเหสีของพระเจ้าอรุณะ ณ กรุงอรุณวดี นางคิดว่าตนยังไม่เคยทำบุญใดเลยและเกรงจะตกนรก จึงทูลขอพระราชาให้พระภิกษุรูปหนึ่งมาเพื่อถวายภัตตาหารพร้อมเครื่องหอมอย่างประณีต ด้วยผลบุญนี้นางได้เป็นมเหสีของท้าวสักกะและพระเจ้าจักรพรรดิหลายพันพระองค์ ในภพสุดท้ายเกิดเป็นสตรีศากยวงศ์ อัครมเหสีในบรรดาสตรีนับพัน บวชและบรรลุอรหัตต์ภายในเจ็ดวัน.
- หน้า ๓๘๕ สิงฺคาลมาตาเถริยาปทาน (พระสิงคาลมาตาเถรี) — เริ่มต้น ยังไม่จบในช่วงหน้านี้ อปทานนี้เริ่มต้นในหน้า ๓๘๕ และยังดำเนินต่อเนื่องเกินขอบเขตหน้าที่กำหนดไว้ ในสมัยพระปทุมุตตรพุทธเจ้า นางเกิดในตระกูลอำมาตย์มั่งมีที่หังสวดี ตามบิดาไปฟังธรรมแล้วออกบวช รักษาศีลบริสุทธิ์ทั้งกาย วาจา และอาชีวะ มีความเลื่อมใสอย่างแรงกล้าในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้ยินพระพุทธเจ้ายกย่องภิกษุณีผู้เป็นเลิศด้านศรัทธา จึงตั้งความปรารถนาตำแหน่งนั้นและบำเพ็ญไตรสิกขา พระพุทธเจ้าตรัสสรรเสริญคุณธรรมเรื่องศรัทธาและศีลที่มั่นคง (เนื้อความยังไม่จบเมื่อสิ้นสุดช่วงหน้าที่กำหนด).
- หน้า ๓๘๖–๓๘๘ สิงคาลมาตาเถรีอปทานัง (๓๔) - ตอนจบ เรื่องราวที่ดำเนินมาก่อนหน้านี้เล่าถึงอดีตชาติที่พระเถรีได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งว่าจะได้เป็นมารดาของสิงคาลกะและเป็นสาวิกาของพระโคดมพุทธเจ้าในอนาคต ในชาติสุดท้ายนางเกิดในตระกูลเศรษฐีที่กรุงราชคฤห์ บุตรชายชื่อสิงคาลกะหลงในมิจฉาทิฏฐิไหว้ทิศต่างๆ พระพุทธเจ้าเสด็จโปรดสิงคาลกะระหว่างทาง ทำให้มหาชนสองโกฏิบรรลุธรรม นางฟังธรรมนั้นได้บรรลุโสดาบัน ออกบวชและบรรลุอรหัตต์ พระศาสดาทรงยกย่องนางเป็นเอตทัคคะฝ่ายผู้มีศรัทธาน้อมไปในธรรม
- หน้า ๓๘๘–๓๙๑ สุกกาเถรีอปทานัง (๓๕) พระสุกกาเถรีเล่าว่าในสมัยพระวิปัสสีพุทธเจ้าเป็นต้นมา นางบวชเป็นภิกษุณีผู้เป็นพหูสูตทรงธรรม แสดงธรรมโปรดชนเป็นประจำเรื่อยมาตลอดพุทธันดรของพระพุทธเจ้าหลายพระองค์ (วิปัสสี สิขี เวสสภู กกุสันธะ โกนาคมนะ กัสสปะ) เมื่อสิ้นชาตินั้นๆ ก็ไปเกิดในสวรรค์ ในชาติสุดท้ายเกิดในตระกูลเศรษฐีที่กรุงราชคฤห์ แสดงธรรมแก่มหาชนจนเกิดการตรัสรู้ธรรมหมู่ใหญ่ ยักษ์ตนหนึ่งที่ได้ฟังธรรมของนางเกิดความเลื่อมใสยิ่งนัก นางบวชและบรรลุอรหัตต์
- หน้า ๓๙๑–๓๙๔ อภิรูปนันทาเถรีอปทานัง (๓๖) ในสมัยพระวิปัสสีพุทธเจ้า นางเกิดในตระกูลใหญ่ที่เมืองพันธุมดี ถวายฉัตรทองคำบูชาพระธาตุเจดีย์หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพาน ในชาติสุดท้ายเกิดเป็นพระธิดาพระเจ้าเขมกศากยะ ณ กรุงกบิลพัสดุ์ ชื่อนันทา มีรูปงามยิ่ง เมื่อเกิดวิวาทในหมู่ศากยะเรื่องตัวนาง บิดาจึงให้บวช แต่นางยังหลงในรูปโฉมของตนไม่ยอมเข้าเฝ้าพระศาสดา พระองค์จึงทรงเนรมิตรูปหญิงสาวสวยให้ปรากฏเปลี่ยนแปลงแก่ชราและตายต่อหน้านาง ทำให้นางสลดใจ เจริญอสุภกัมมัฏฐานพิจารณากายจนบรรลุอรหัตต์
- หน้า ๓๙๔–๓๙๖ อัฑฒกาสีเถรีอปทานัง (๓๗) ในสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า นางเคยบวชเป็นภิกษุณีสำรวมศีล แต่ครั้งหนึ่งด่าว่าภิกษุณีรูปหนึ่งด้วยความโกรธว่าเป็น "หญิงแพศยา" ด้วยกรรมนั้นจึงตกนรกและเกิดเป็นหญิงแพศยาสืบมาหลายชาติ ในชาติสุดท้ายเกิดในตระกูลเศรษฐีเมืองกาสี งามดุจนางฟ้า แต่ถูกจัดให้เป็นหญิงแพศยาด้วยผลกรรมเก่า (ได้ชื่อว่าอัฑฒกาสีเพราะค่าตัวเท่ากึ่งหนึ่งของแคว้นกาสี) เมื่อฟังธรรมแล้วออกบวช แต่ระหว่างเดินทางไปอุปสมบทถูกนักเลงขวางทาง จึงได้รับอุปสมบทโดยทางทูต (ทูตุปสัมปทา) และบรรลุอรหัตต์
- หน้า ๓๙๖–๓๙๘ ปุณณิกาเถรีอปทานัง (๓๘) นางเคยเป็นภิกษุณีผู้ทรงธรรมมาตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าทั้งหกพระองค์ก่อนพระโคดม ในชาติสุดท้ายเกิดเป็นทาสีในเรือนท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เมืองสาวัตถี วันหนึ่งไปตักน้ำพบพราหมณ์ชื่อโสตถิยะกำลังหนาวสั่นเพราะลงอาบน้ำล้างบาปในฤดูหนาว นางจึงสนทนาสอนธรรมว่าการอาบน้ำไม่อาจล้างกรรมชั่วได้ พราหมณ์เลื่อมใสในคำสอน ต่อมานางได้รับอิสรภาพและบวช บรรลุอรหัตต์ในเวลาไม่นาน
- หน้า ๓๙๘–๔๐๐ อัมพปาลีเถรีอปทานัง (๓๙) ในสมัยพระผุสสพุทธเจ้า นางเป็นน้องสาวของพระองค์ ถวายมหาทานและตั้งความปรารถนาในรูปสมบัติ ต่อมาในสมัยพระสิขีพุทธเจ้า นางด่าว่าภิกษุณีผู้หลุดพ้นแล้วด้วยความโกรธ จึงตกนรกและเกิดเป็นหญิงแพศยานับหมื่นชาติ ในชาติสุดท้ายเกิดแบบโอปปาติกะในง่ามต้นมะม่วง จึงได้ชื่อว่าอัมพปาลี มีบริวารมาก บวชในพระศาสนาและบรรลุธรรมอันมั่นคง
- หน้า ๔๐๐–๔๐๑ เสลาเถรีอปทานัง (๔๐) ในสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า นางเป็นอุบาสิกาที่เมืองสาวัตถี ได้เห็นและฟังธรรมจากพระองค์ ถือศีลและถึงสรณะ ครั้งพระพุทธเจ้าทรงประกาศการตรัสรู้ของพระองค์แก่มหาชน นางได้ดวงตาเห็นธรรมและความรู้แจ้ง สิ้นชาตินั้นไปเกิดในสวรรค์ ในชาติสุดท้ายเกิดในตระกูลเศรษฐี บวชและบรรลุอรหัตต์ในเวลาไม่นาน
- หน้า ๔๐๒ อุทานวรรคและจบพระเถรีอปทาน หน้านี้เป็นคาถาอุทาน (บัญชีรายชื่อ) สรุปพระเถรีทั้งสิบรูปในขัตติยกัญญาวรรคที่ 4 ได้แก่ ขัตติยพราหมณี อุปปลทายิกา สิงคาลมาตา สุกกา อภิรูปนันทา อัฑฒกาสิกา ปุณณา อัมพปาลี และเสลาภิกษุณี พร้อมประกาศจบวรรคและจบพระอปทานทั้งหมด (เถรีอปทาน) มีเชิงอรรถระบุอุทานคาถาฉบับอื่นแสดงจำนวนคาถารวมทั้งสิ้น
- หน้า ๔๐๓–๔๐๕ พุทธวงศ์ - รัตนจงกมนกัณฑ์ (ตอนต้น): ท้าวสหัมบดีพรหมทูลอาราธนาและปฐมเทศนา เริ่มต้นคัมภีร์พุทธวงศ์ด้วยท้าวสหัมบดีพรหมกราบทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าให้แสดงธรรมโปรดสัตว์โลก พระองค์เสด็จไปแสดงธรรมจักรแก่ปัญจวัคคีย์ที่ป่าอิสิปตนะ ทำให้เกิดการตรัสรู้ธรรมหมู่ใหญ่ จากนั้นเสด็จเมืองราชคฤห์โปรดพระเจ้าพิมพิสารพร้อมบริวาร แล้วเสด็จกรุงกบิลพัสดุ์ทรงแสดงปาฏิหาริย์ที่ริมฝั่งแม่น้ำโรหิณีและแสดงมหาเวสสันดรชาดกโปรดพระราชบิดา ทำให้มหาชนแปดหมื่นสี่พันได้ตรัสรู้ธรรม
- หน้า ๔๐๖–๔๑๒ พุทธวงศ์ - รัตนจงกมนกัณฑ์: ปาฏิหาริย์จงกรมแก้วกลางเวหา เพื่อแสดงพุทธานุภาพให้เทวดาและมนุษย์ประจักษ์ พระพุทธเจ้าทรงเนรมิตทางจงกรมแก้วขึ้นเหนือยอดเขาสิเนรุกลางอากาศ เหล่าเทวดาจากสวรรค์ทุกชั้นทั่วหมื่นโลกธาตุพร้อมนาค ครุฑ และสรรพสัตว์ต่างมาชุมนุมถวายบังคมด้วยความปีติโสมนัส แผ่นดินไหว แสงสว่างจ้า มีการบรรเลงดนตรีทิพย์และโปรยดอกไม้บูชา พร้อมกล่าวคาถาสรรเสริญพระพุทธคุณ พระสารีบุตรผู้อยู่ที่เขาคิชฌกูฏหยั่งรู้ด้วยฤทธิ์ จึงนำภิกษุขีณาสพห้าร้อยรูปเหาะมาเฝ้าชมปาฏิหาริย์นั้น
- หน้า ๔๑๓–๔๑๕ พุทธวงศ์ - รัตนจงกมนกัณฑ์ (จบ): พระสารีบุตรทูลถามอภินิหาร พระศาสดาทรงทราบจิตของพระอัครสาวกและพระเถระผู้ใหญ่ (สารีบุตร โมคคัลลานะ มหากัสสปะ อนุรุทธะ อุบาลี ปุณณะ) จึงตรัสเล่าความอัศจรรย์ของพระองค์เอง ตั้งแต่จุติจากดุสิตภพลงสู่พระครรภ์และประสูติ พระสารีบุตรจึงทูลถามว่าพระองค์ทรงตั้งอภินิหารปรารถนาพุทธภูมิเมื่อใด และทรงบำเพ็ญบารมีสิบอย่างไร พระศาสดาทรงรับจะแสดงเรื่องราวในกาลก่อนให้ฟัง เป็นอันจบรัตนจงกมนกัณฑ์
- หน้า ๔๑๖–๔๑๙ ทีปังกรพุทธวงศ์: กำเนิดสุเมธดาบส เล่าเรื่องในอดีตกาลนับแสนกัปที่นครอมรวดี สุเมธพราหมณ์ผู้มั่งคั่งด้วยทรัพย์และรอบรู้ไตรเพท พิจารณาเห็นความทุกข์ของการเวียนว่ายตายเกิดและปรารถนาแสวงหาความพ้นทุกข์อันเป็นอมตะ จึงสละทรัพย์สมบัติทั้งหมดให้ทาน ออกบวชเป็นดาบสไปตั้งอาศรมอยู่ที่เชิงเขาหิมพานต์ บำเพ็ญเพียรจนได้บรรลุฌานสมาบัติและอภิญญาภายในเจ็ดวัน
- หน้า ๔๑๙–๔๒๔ ทีปังกรพุทธวงศ์: สุเมธดาบสทอดกายรับพยากรณ์เป็นพระพุทธเจ้า เมื่อพระทีปังกรพุทธเจ้าเสด็จมา ชาวเมืองช่วยกันตกแต่งทาง สุเมธดาบสเหาะลงมาขอส่วนหนึ่งของทางไปตกแต่งด้วยความปีติที่ได้ยินคำว่า "พุทโธ" แต่ยังตกแต่งไม่เสร็จพระพุทธเจ้าก็เสด็จมาถึง ดาบสจึงหมอบตัวลงในโคลนตมให้พระพุทธเจ้าและหมู่สงฆ์เหยียบข้ามไป ด้วยตั้งจิตปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้าเองเพื่อช่วยสัตว์ทั้งหลายให้พ้นทุกข์ แทนที่จะบรรลุธรรมเป็นเพียงสาวกในครั้งนั้น พระทีปังกรพุทธเจ้าจึงทรงยืนที่เบื้องศีรษะพยากรณ์ว่าสุเมธจะได้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมในอนาคต พร้อมทำนายรายละเอียดพระชนกชนนี พระอัครสาวก และพระอ
- หน้า ๔๒๔–๔๒๘ ทีปังกรพุทธวงศ์: นิมิตยืนยันความเป็นพระพุทธเจ้าและเริ่มค้นหาบารมี เมื่อได้รับพยากรณ์แล้ว บังเกิดนิมิตอัศจรรย์นานัปการยืนยันว่าสุเมธจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน เช่น น้ำผุดขึ้นเองโดยไม่มีฝนตก ดอกไม้ผลไม้บานสะพรั่งนอกฤดูกาล ทะเลสงบนิ่ง ไฟนรกดับ เป็นต้น สุเมธดาบสจึงตั้งใจมั่นลุกขึ้นจากที่นอน พิจารณาค้นหาธรรมที่ทำให้เป็นพระพุทธเจ้า (พุทธการกธรรม) และค้นพบบารมีข้อแรกคือทานบารมี โดยเปรียบด้วยหม้อน้ำที่คว่ำเทน้ำออกจนหมดสิ้น
- หน้า ๔๒๘–๔๓๓ ทีปังกรพุทธวงศ์: บารมีสิบทัศ สุเมธดาบสค้นพบและพิจารณาบารมีที่เหลืออีกเก้าข้อตามลำดับ ได้แก่ ศีลบารมี (เปรียบด้วยจามรีรักษาขนหาง) เนกขัมมบารมี (เปรียบด้วยนักโทษในเรือนจำที่ต้องการหลุดพ้น) ปัญญาบารมี (เปรียบด้วยภิกษุบิณฑบาตไม่เว้นตระกูล) วิริยบารมี (เปรียบด้วยราชสีห์ผู้ไม่ย่อท้อ) ขันติบารมี (เปรียบด้วยแผ่นดินที่ทนได้ทั้งของสะอาดและสกปรก) สัจจบารมี (เปรียบด้วยดาวประจำเมืองที่ไม่เบี่ยงเบนวิถี) อธิษฐานบารมี (เปรียบด้วยภูเขาที่ไม่หวั่นไหว) เมตตาบารมี (เปรียบด้วยน้ำที่เย็นเสมอกันทั้งคนดีคนชั่ว) และอุเบกขาบารมี (เปรียบด้วยแผ่นดินที
- หน้า ๔๓๓–๔๓๕ ทีปังกรพุทธวงศ์: แผ่นดินไหวและจบเรื่องสุเมธ เมื่อสุเมธดาบสพิจารณาธรรมที่ทำให้เป็นพระพุทธเจ้าครบทั้งสิบบารมีแล้ว เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ทั่วหมื่นโลกธาตุ มหาชนที่มาชุมนุมตกใจกลัว พระทีปังกรพุทธเจ้าจึงตรัสปลอบว่าเป็นเพราะอานุภาพของผู้ที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอนในอนาคต มหาชนคลายความกลัวจึงกลับมากราบไหว้และอวยพรสุเมธดาบสให้สำเร็จความปรารถนาโดยเร็ว สุเมธดาบสรับคำสรรเสริญแล้วเข้าสู่ป่าบำเพ็ญธรรมสิบประการให้บริบูรณ์ เป็นอันจบเรื่องสุเมธกถา
- หน้า ๔๓๕–๔๓๘ ทีปังกรพุทธวงศ์ (จบ): พุทธประวัติและปรินิพพานของพระทีปังกรพุทธเจ้า กล่าวถึงพระทีปังกรพุทธเจ้าทรงสถาปนามหาชนไว้ในสรณะ ศีล ผล และอภิญญาต่างๆ ทำให้ศาสนาแผ่ไพศาล มีการประชุมพระอรหันตสาวก 3 ครั้ง ครั้งที่สามที่เขาสุทัสสนะ สุเมธดาบส (พระโพธิสัตว์) เข้าร่วมถวายภัตตาหารด้วย จากนั้นเล่าพุทธประวัติของพระทีปังกรพุทธเจ้าโดยย่อ ทั้งพระชนกชนนี การครองเรือน การออกผนวช การตรัสรู้ พระอัครสาวก พระชนมายุ และการเสด็จปรินิพพานที่นันทาราม พร้อมการสร้างพระสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุสูง 36 โยชน์ เป็นอันจบทีปังกรพุทธวงศ์ที่หนึ่ง
- หน้า ๔๓๙–๔๔๐ โกณฑัญญพุทธวงศ์ที่สอง (เริ่มต้น) เริ่มเรื่องพระโกณฑัญญพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าพระองค์ที่สองต่อจากพระทีปังกร ทรงมีคุณธรรมเปรียบด้วยมหาสมุทร เขาพระสุเมรุ และท้องฟ้า เมื่อทรงแสดงธรรมจักรมีผู้ตรัสรู้ธรรมจำนวนมากถึงสามครั้งใหญ่ ในครั้งนั้นพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าวิชิตาวีถวายมหาสังฆทานแด่พระโกณฑัญญพุทธเจ้าและหมู่สงฆ์ ได้รับพยากรณ์จากพระองค์ว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมในอนาคต เนื้อหาเริ่มพรรณนารายละเอียดการบังเกิด ณ กรุงกบิลพัสดุ์ พระชนกชนนี พระอัครสาวกและพระอัครสาวิกาในอนาคต ซึ่งยังดำเนินเรื่องต่อไปไม่จบในหน้า 44
- หน้า ๔๔๑–๔๔๓ โกณฑัญญพุทธวงศ์ (ตอนจบ) - พระโกณฑัญญพุทธเจ้า ส่วนนี้เป็นตอนท้ายของพุทธวงศ์องค์ที่ ๒ (เริ่มมาก่อนหน้าช่วงหน้าที่ตัดตอนนี้) กล่าวถึงพระโกณฑัญญพุทธเจ้าเมื่อทรงแสดงธรรมและพยากรณ์แก่หมู่ชนแล้ว ทั้งเทวดาและมนุษย์ต่างปีติโสมนัสในความหวังว่าจะได้พบพระศาสดาในอนาคต พระองค์ทรงมีพระชนมายุแสนปี ทรงโปรดสัตว์จำนวนมาก มีพระขีณาสพผู้บริสุทธิ์ห้อมล้อมดุจดาวประดับท้องฟ้า และเสด็จดับขันธปรินิพพานที่นันทาราม มีพระเจดีย์สูง ๗ โยชน์ประดิษฐานพระธาตุของพระองค์ ปิดท้ายพุทธวงศ์องค์ที่ ๒.
- หน้า ๔๔๓–๔๔๘ มังคลพุทธวงศ์ - พระมังคลพุทธเจ้า พระมังคลพุทธเจ้าองค์ที่ ๓ มีพระรัศมีแผ่ไปทั่วหมื่นโลกธาตุ กลบรัศมีพระจันทร์พระอาทิตย์ เมื่อทรงแสดงธรรมมีผู้บรรลุธรรมนับแสนโกฏิ ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์เสวยชาติเป็นสุรุจิพราหมณ์ผู้เรียนจบไตรเพท ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ถวายของหอมและดอกไม้บูชาพระสงฆ์ พร้อมถวายข้าวปายาสอันประณีต พระมังคลพุทธเจ้าจึงทรงพยากรณ์ว่าสุรุจิพราหมณ์จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะในอนาคตกาล จบด้วยประวัติการประสูติ ออกผนวช ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระมังคลพุทธเจ้าที่สวนเวสสระ มีพระเจดีย์สูง ๓๐ โยชน์.
- หน้า ๔๔๘–๔๕๓ สุมนพุทธวงศ์ - พระสุมนพุทธเจ้า พระสุมนพุทธเจ้าองค์ที่ ๔ ทรงสร้างเมืองแห่งธรรมประดับด้วยองค์ธรรมต่าง ๆ เพื่อโปรดหมู่ชน ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์เสวยชาติเป็นพญานาคผู้มีฤทธิ์มากนามว่าอตุละ ได้พาบริวารออกจากภพนาคมาถวายเครื่องดนตรีทิพย์ ถวายภัตตาหารแด่พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ และถวายผ้าคู่ประเสริฐ พร้อมถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ พระสุมนพุทธเจ้าจึงทรงพยากรณ์ว่าพญานาคนี้จะได้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะในอนาคต จบด้วยประวัติของพระสุมนพุทธเจ้าซึ่งปรินิพพานที่อังคาราม มีพระเจดีย์สูง ๔ โยชน์.
- หน้า ๔๕๓–๔๕๗ เรวตพุทธวงศ์ - พระเรวตพุทธเจ้า พระเรวตพุทธเจ้าองค์ที่ ๕ ทรงแสดงธรรมว่าด้วยขันธ์และธาตุอันไม่ตั้งอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์เสวยชาติเป็นอติเทวพราหมณ์ ได้เข้าไปถึงพระเรวตพุทธเจ้า ถือเอาพระองค์เป็นสรณะ กล่าวสรรเสริญศีล สมาธิ และปัญญาอันประเสริฐของพระองค์ แล้วถวายผ้าห่มอันประณีตตามกำลังศรัทธา จึงได้รับพยากรณ์ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะ จบด้วยประวัติการประสูติ การบำเพ็ญเพียร และปรินิพพานของพระเรวตพุทธเจ้า ซึ่งพระสรีระมีรัศมีแผ่ไปโยชน์หนึ่งทั้งกลางวันกลางคืน และพระธาตุได้กระจายไปประดิษฐานในที่ต่าง ๆ.
- หน้า ๔๕๘–๔๖๒ โสภิตพุทธวงศ์ - พระโสภิตพุทธเจ้า พระโสภิตพุทธเจ้าองค์ที่ ๖ เมื่อทรงแสดงธรรมครั้งแรก มีเทวดาและมนุษย์ตั้งแต่อเวจีนรกจนถึงภวัคคพรหมมาประชุมฟังธรรมเป็นบริษัทเดียวกัน ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์เสวยชาติเป็นสุชาตพราหมณ์ ได้ถวายภัตตาหารแด่พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์ จึงได้รับพยากรณ์ว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะในอนาคต นอกจากนี้ยังกล่าวถึงพระราชาพระนามอุคคตะและปูคคณะผู้ถวายทานใหญ่แด่พระโสภิตพุทธเจ้า จบด้วยประวัติของพระองค์ซึ่งปรินิพพานที่สีหาราม.
- หน้า ๔๖๒–๔๖๖ อโนมทัสสิพุทธวงศ์ - พระอโนมทัสสีพุทธเจ้า พระอโนมทัสสีพุทธเจ้าองค์ที่ ๗ ทรงตัดเครื่องผูกทั้งปวงและแสดงมรรคอันไม่หวนกลับแก่เทวดาและมนุษย์ ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์เสวยชาติเป็นยักษ์ผู้มีฤทธิ์มาก เป็นใหญ่เหนือยักษ์นับโกฏิ ได้เข้าไปถวายข้าวน้ำแด่พระพุทธเจ้าพร้อมพระสงฆ์ จึงได้รับพยากรณ์ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะ จบด้วยประวัติการประสูติ การออกผนวชด้วยวอ การตรัสรู้ใต้ต้นอัชชุนะ และปรินิพพานของพระอโนมทัสสีพุทธเจ้าที่ธรรมาราม มีพระเจดีย์สูง ๒๐ วา.
- หน้า ๔๖๗–๔๗๑ ปทุมพุทธวงศ์ - พระปทุมพุทธเจ้า พระปทุมพุทธเจ้าองค์ที่ ๘ เสด็จเข้าไปเสวยวิเวกในป่า ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์เสวยชาติเป็นราชสีห์เจ้าแห่งมฤคทั้งหลาย เมื่อพบพระพุทธเจ้าประทับเจริญวิเวกอยู่ในป่า ได้ถวายบังคมกระทำประทักษิณ แผดเสียงบันลือสามครั้ง แล้วเฝ้าอุปัฏฐากพระองค์อยู่ตลอดเจ็ดวันโดยไม่ละทิ้ง เมื่อพระพุทธเจ้าออกจากสมาบัติจึงทรงประชุมภิกษุนับโกฏิด้วยพระทัย และพยากรณ์กลางที่ประชุมนั้นว่าราชสีห์จะได้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะ จบด้วยประวัติของพระปทุมพุทธเจ้าซึ่งปรินิพพานที่ธรรมาราม.
- หน้า ๔๗๑–๔๗๖ นารทพุทธวงศ์ - พระนารทพุทธเจ้า พระนารทพุทธเจ้าองค์ที่ ๙ ทรงตรัสรู้ใต้ต้นมหาโสณะและแสดงธรรมโปรดพญานาคชื่อมหาโทณะ ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์เสวยชาติเป็นชฎิลผู้บำเพ็ญตบะ เหาะเหินเวหาได้ สำเร็จอภิญญาห้า ได้เข้าไปถวายข้าวน้ำและเครื่องหอมจันทน์แด่พระพุทธเจ้าพร้อมบริวาร จึงได้รับพยากรณ์ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะ จบด้วยประวัติของพระนารทพุทธเจ้าผู้มีพระรัศมีจากพระวรกายแผ่ไปทั่วโยชน์หนึ่งทั้งกลางวันกลางคืน จนไม่มีผู้ใดต้องจุดประทีป และปรินิพพานที่เมืองสุทัสสนะ มีพระเจดีย์สูง ๔ โยชน์.
- หน้า ๔๗๖–๔๘๐ ปทุมุตตรพุทธวงศ์ - พระปทุมุตตรพุทธเจ้า พระปทุมุตตรพุทธเจ้าองค์ที่ ๑๐ ทรงมีฤทธานุภาพมาก เมื่อครั้งเดียรถีย์ทั้งปวงถูกผู้คนรังเกียจไม่อุปถัมภ์จนได้รับความทุกข์ยาก จึงพากันเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าขอถึงสรณะ พระองค์ทรงอนุเคราะห์ให้ตั้งอยู่ในเบญจศีลด้วยพระกรุณา ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์เสวยชาติเป็นชฎิลชาวชนบทผู้มั่งคั่ง ได้ถวายภัตตาหารและผ้าไตรจีวรแด่พระพุทธเจ้าพร้อมพระสงฆ์ จึงได้รับพยากรณ์ท่ามกลางสงฆ์ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าในอีกแสนกัปข้างหน้า จบด้วยประวัติของพระปทุมุตตรพุทธเจ้าซึ่งปรินิพพานที่นันทาราม มีพระเจดีย์สูง ๑๒ โยชน์.
- หน้า ๔๘๑–๔๘๕ สุเมธพุทธวงศ์ - พระสุเมธพุทธเจ้า พระสุเมธพุทธเจ้าองค์ที่ ๑๑ ทรงทรมานยักษ์กุมภกัณฑ์และแสดงอริยสัจสี่โปรดหมู่ชน ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์เสวยชาติเป็นมาณพหนุ่มนามว่าอุตตระ ผู้มีทรัพย์สมบัติในเรือนถึงแปดสิบโกฏิ ได้สละทรัพย์ทั้งหมดถวายแด่พระพุทธเจ้าพร้อมพระสงฆ์ ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ และออกบวชในสำนักพระองค์ จึงได้รับพยากรณ์ในขณะทรงอนุโมทนาว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าในอีกสามหมื่นกัปข้างหน้า จบด้วยประวัติของพระสุเมธพุทธเจ้าซึ่งปรินิพพานที่เมธาราม.
- หน้า ๔๘๕–๔๙๐ สุชาตพุทธวงศ์ - พระสุชาตพุทธเจ้า พระสุชาตพุทธเจ้าองค์ที่ ๑๒ มีพระวรกายงามดุจพระจันทร์อันปราศจากมลทิน ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์เสวยชาติเป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้เป็นใหญ่ในทวีปทั้งสี่ ได้สละราชสมบัติและแก้วเจ็ดประการทั้งปวงถวายแด่พระพุทธเจ้า แล้วออกผนวชในสำนักของพระองค์ อีกทั้งจัดคนสวนให้ดูแลจัดหาปัจจัยที่พักอาศัยแก่หมู่ภิกษุสงฆ์ตามชนบทต่าง ๆ จึงได้รับพยากรณ์ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าในอีกสามหมื่นกัปข้างหน้า จบด้วยประวัติของพระสุชาตพุทธเจ้า ผู้มีต้นโพธิ์เป็นไม้ไผ่ใหญ่ (มหาเวฬุ) และปรินิพพานที่เสลาราม.
- หน้า ๔๙๐–๔๙๔ ปิยทัสสิพุทธวงศ์ - พระปิยทัสสีพุทธเจ้า พระปิยทัสสีพุทธเจ้าองค์ที่ ๑๓ ทรงทรมานพญาช้างโทณมุขและแสดงธรรมโปรดท้าวสุทัสสนเทวราชผู้เห็นผิด ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์เสวยชาติเป็นมาณพนามว่ากัสสปะผู้เรียนจบไตรเพท เมื่อฟังธรรมแล้วเกิดความเลื่อมใส ได้สร้างสังฆารามด้วยทรัพย์ถึงแสนโกฏิถวายแด่พระพุทธเจ้า แล้วสมาทานสรณะและเบญจศีลอย่างมั่นคง จึงได้รับพยากรณ์ท่ามกลางสงฆ์ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าในอีก ๑,๘๐๐ กัปข้างหน้า จบด้วยประวัติของพระปิยทัสสีพุทธเจ้า ผู้มีต้นโพธิ์ชื่อกกุธะ และปรินิพพานที่อัสสัตถาราม.
- หน้า ๔๙๕ อัตถทัสสิพุทธวงศ์ (เริ่มต้น) - พระอัตถทัสสีพุทธเจ้า เริ่มต้นพุทธวงศ์องค์ที่ ๑๔ กล่าวถึงพระอัตถทัสสีพุทธเจ้าผู้กำจัดความมืดใหญ่แล้วบรรลุพระสัมโพธิญาณ ทรงแสดงธรรมจักรตามคำอาราธนาของพรหม มีการประชุมพระขีณาสพสามครั้งจำนวนหลายหมื่นองค์ ตอนท้ายเริ่มกล่าวถึงพระโพธิสัตว์ผู้เสวยชาติเป็นชฎิลผู้บำเพ็ญตบะนามว่าสุสีมะ ผู้ได้รับการยกย่องเป็นเลิศในแผ่นดิน แต่เนื้อหาเรื่องการถวายทานและการรับพยากรณ์ยังไม่จบภายในช่วงหน้านี้ พุทธวงศ์องค์นี้ยังดำเนินเรื่องต่อเนื่องไปในหน้าถัดไป.
- หน้า ๔๙๖–๔๙๙ อัตถทัสสีพุทธวงศ์ (พุทธวงศ์ที่ ๑๔) เนื้อหาต่อเนื่องจากตอนก่อน กล่าวถึงพระโพธิสัตว์ (พระโคตมะในอดีตชาติ) ถวายดอกมณฑารพ ดอกบัว และดอกปาริฉัตรจากเทวโลกบูชาพระพุทธเจ้าอัตถทัสสี แล้วได้รับพยากรณ์ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าในอีก ๑๘๐๐ กัป พร้อมทำนายรายละเอียดการตรัสรู้ในอนาคต เช่น เมืองกบิลพัสดุ์ พระมารดามายา พระบิดาสุทโธทนะ และอัครสาวก จากนั้นเล่าย้อนถึงพระชาติของพระอัตถทัสสีเอง เช่น เมืองโสภณะ พระราชบิดาสาคระ พระมารดาสุทัสสนา วังสามหลัง อัครสาวกสันตะและอุปสันตะ ต้นโพธิ์จำปกะ และปรินิพพานที่อโนมาราม จบด้วยบทสรุปว่าเป็นพุทธวงศ์ที่ ๑๔
- หน้า ๔๙๙–๕๐๓ ธรรมทัสสีพุทธวงศ์ (พุทธวงศ์ที่ ๑๕) กล่าวถึงพระพุทธเจ้าธรรมทัสสี ผู้ตรัสรู้ในกัปเดียวกัน มีการแสดงธรรมโปรดเทวดาและมนุษย์จนบรรลุธรรมจำนวนมากถึงสามครั้ง พระอินทร์ถวายเครื่องหอมและดนตรีทิพย์บูชา พระโพธิสัตว์ในครั้งนั้นได้รับพยากรณ์ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าในอีก ๑๘๐๐ กัป พร้อมรายละเอียดการตรัสรู้ในอนาคตแบบเดียวกับพุทธวงศ์อื่น จากนั้นเล่าประวัติพระธรรมทัสสี เช่น เมืองสรณะ พระราชบิดาสรณะ อัครสาวกปทุมะและปุสสเทวะ ต้นโพธิ์ติมพชาละ และปรินิพพานที่เกสาราม จบพุทธวงศ์ที่ ๑๕
- หน้า ๕๐๓–๕๐๗ สิทธัตถพุทธวงศ์ (พุทธวงศ์ที่ ๑๖) กล่าวถึงพระพุทธเจ้าสิทธัตถะผู้ตรัสรู้ต่อจากพระธรรมทัสสี มีการแสดงธรรมบรรลุธรรมจำนวนมากสามครั้ง พระโพธิสัตว์ครั้งนั้นเป็นดาบสชื่อมงคล นำผลหว้ามาถวายพระพุทธเจ้า แล้วได้รับพยากรณ์ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าในอีก ๙๔ กัป พร้อมรายละเอียดการตรัสรู้ในอนาคต จากนั้นเล่าประวัติพระสิทธัตถะ เช่น เมืองเวภาระ อัครสาวกสัมพละและสุมิตตะ ต้นโพธิ์กัณณิการ์ และปรินิพพานที่อโนมาราม จบพุทธวงศ์ที่ ๑๖
- หน้า ๕๐๗–๕๑๑ ติสสพุทธวงศ์ (พุทธวงศ์ที่ ๑๗) กล่าวถึงพระพุทธเจ้าติสสะ มีการแสดงธรรมโปรดคนจำนวนมาก พระโพธิสัตว์ครั้งนั้นเป็นกษัตริย์ชื่อสุชาตะที่สละราชสมบัติออกบวชเป็นฤๅษี ได้ถวายดอกมณฑารพและดอกบัวทิพย์บูชาพระติสสพุทธเจ้า แล้วได้รับพยากรณ์ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าในอีก ๙๒ กัป จากนั้นเล่าประวัติพระติสสะ เช่น เมืองเขมกะ อัครสาวกพรหมเทพและอุทัย ต้นโพธิ์อสนะ และปรินิพพานที่นันทาราม จบพุทธวงศ์ที่ ๑๗
- หน้า ๕๑๑–๕๑๕ ปุสสพุทธวงศ์ (พุทธวงศ์ที่ ๑๘) กล่าวถึงพระพุทธเจ้าปุสสะ พระโพธิสัตว์ครั้งนั้นเป็นกษัตริย์ชื่อวิชิตะที่สละราชสมบัติออกบวชในสำนักพระปุสสะ ศึกษาพระไตรปิฎกจนแตกฉาน ทำอภิญญาจนถึงพรหมโลก แล้วได้รับพยากรณ์ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าในอีก ๙๒ กัป จากนั้นเล่าประวัติพระปุสสะ เช่น เมืองกาสี อัครสาวกสุรักขิตและธรรมเสนะ ต้นโพธิ์อามลกะ อายุ ๙ หมื่นปี และปรินิพพานที่เสนาราม จบพุทธวงศ์ที่ ๑๘
- หน้า ๕๑๕–๕๑๙ วิปัสสีพุทธวงศ์ (พุทธวงศ์ที่ ๑๙) กล่าวถึงพระพุทธเจ้าวิปัสสี พระโพธิสัตว์ครั้งนั้นเป็นพญานาคราชชื่ออตุละ ผู้มีฤทธิ์มาก นำหมู่นาคเป็นบริวารมาเข้าเฝ้าพร้อมดนตรีทิพย์ และถวายบัลลังก์ทองคำประดับรัตนะแด่พระวิปัสสี แล้วได้รับพยากรณ์ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าในอีก ๙๑ กัป จากนั้นเล่าประวัติพระวิปัสสี เช่น เมืองพันธุมดี อัครสาวกขัณฑะและติสสะ ต้นโพธิ์ปาฏลี อายุ ๘ หมื่นปี และปรินิพพานที่สุมิตตาราม จบพุทธวงศ์ที่ ๑๙
- หน้า ๕๒๐–๕๒๔ สิขีพุทธวงศ์ (พุทธวงศ์ที่ ๒๐) กล่าวถึงพระพุทธเจ้าสิขี พระโพธิสัตว์ครั้งนั้นเป็นกษัตริย์ชื่ออรินทมะผู้ถวายผ้าจำนวนมากและช้างพระที่นั่งประดับตกแต่งแด่พระสิขีพุทธเจ้าพร้อมพระสงฆ์ แล้วได้รับพยากรณ์ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าในอีก ๓๑ กัป จากนั้นเล่าประวัติพระสิขี เช่น เมืองอรุณวดี อัครสาวกอภิภูและสัมภวะ ต้นโพธิ์บุณฑริก และปรินิพพานที่อัสสาราม จบพุทธวงศ์ที่ ๒๐
- หน้า ๕๒๔–๕๒๘ เวสสภูพุทธวงศ์ (พุทธวงศ์ที่ ๒๑) กล่าวถึงพระพุทธเจ้าเวสสภู พระโพธิสัตว์ครั้งนั้นเป็นกษัตริย์ชื่อสุทัสสนะ ถวายมหาทานแด่พระเวสสภูพุทธเจ้าพร้อมสงฆ์แล้วออกบวชในสำนักของพระองค์ ตั้งใจศึกษาแสวงหาพระสัพพัญญุตญาณ แล้วได้รับพยากรณ์ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าในอีก ๓๑ กัป จากนั้นเล่าประวัติพระเวสสภู เช่น เมืองอโนมะ อัครสาวกโสณะและอุตตระ ต้นโพธิ์มหาสาละ และปรินิพพานที่เขมาราม จบพุทธวงศ์ที่ ๒๑
- หน้า ๕๒๙–๕๓๓ กกุสันธพุทธวงศ์ (พุทธวงศ์ที่ ๒๒) กล่าวถึงพระพุทธเจ้ากกุสันธะ พระโพธิสัตว์ครั้งนั้นเป็นกษัตริย์ชื่อเขมะ ถวายบาตร จีวร ยาหยอดตา และน้ำผึ้งแด่พระกกุสันธะและออกบวชในสำนักพระองค์ แล้วได้รับพยากรณ์ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าในกัปนี้เอง (ภัทรกัป) จากนั้นเล่าประวัติพระกกุสันธะ เช่น เมืองเขมวดี อัครสาวกวิธุระและสัญชีวะ ต้นโพธิ์สิริสะ และปรินิพพานที่เขมาราม จบพุทธวงศ์ที่ ๒๒
- หน้า ๕๓๓–๕๓๗ โกนาคมนพุทธวงศ์ (พุทธวงศ์ที่ ๒๓) กล่าวถึงพระพุทธเจ้าโกนาคมนะ พระโพธิสัตว์ครั้งนั้นเป็นกษัตริย์ชื่อปัพพตะ ถวายผ้าและเครื่องบริขารต่าง ๆ แด่พระโกนาคมนะพร้อมสงฆ์ แล้วได้รับพยากรณ์ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าในภัทรกัปนี้ จากนั้นเล่าประวัติพระโกนาคมนะ เช่น เมืองโสภวดี อัครสาวกภิยโยสะและอุตตระ ต้นโพธิ์อุทุมพร และปรินิพพานที่ปัพพตาราม จบพุทธวงศ์ที่ ๒๓
- หน้า ๕๓๗–๕๔๓ กัสสปพุทธวงศ์ (พุทธวงศ์ที่ ๒๔) กล่าวถึงพระพุทธเจ้ากัสสปะ พระโพธิสัตว์ครั้งนั้นเป็นมาณพหนุ่มชื่อโชติปาละ ผู้เชี่ยวชาญไตรเพท ได้รับการชักชวนจากสหายคือฆฏิการช่างหม้อ (ผู้เป็นอุปัฏฐากพระกัสสปะและเป็นพระอนาคามี) ให้ไปเข้าเฝ้าพระกัสสปพุทธเจ้า เมื่อฟังธรรมแล้วจึงออกบวชในสำนักพระองค์ ตั้งใจศึกษาพระธรรมวินัยจนแตกฉาน แล้วได้รับพยากรณ์ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าในภัทรกัปนี้ จากนั้นเล่าประวัติพระกัสสปะ เช่น เมืองพาราณสี อัครสาวกติสสะและภารทวาชะ ต้นโพธิ์นิโครธ พรรณนาคุณพระรัตนตรัยเป็นอุปมาเครื่องประดับนักรบ และปรินิพพานที่เสตัพยาราม จบพุทธวงศ
- หน้า ๕๔๓–๕๔๖ โคตมพุทธวงศ์ (พุทธวงศ์ที่ ๒๕) พระโคตมพุทธเจ้าตรัสเล่าประวัติของพระองค์เองในฐานะพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ทรงบำเพ็ญเพียร ตรัสรู้ และแสดงธรรมจักรที่ป่าอิสิปตนะ มีอัครสาวกโกลิตะ (โมคคัลลานะ) และอุปติสสะ (สารีบุตร) พระอานนท์เป็นอุปัฏฐาก และภิกษุณีเขมาและอุบลวรรณาเป็นอัครสาวิกา ทรงเล่าถึงตระกูล เมืองกบิลพัสดุ์ พระราชบิดาสุทโธทนะ พระมารดามายา พระชายายโสธราและพระโอรสราหุล และทรงทำนายว่าพระองค์จะปรินิพพานในไม่ช้าด้วยพระชนมายุเพียงร้อยปี จบพุทธวงศ์ที่ ๒๕
- หน้า ๕๔๖–๕๔๘ พุทธปกิณณกกัณฑ์ (บทสรุปรายพระนามพระพุทธเจ้า) เป็นบทสรุปย้อนรำลึกพระพุทธเจ้าทั้งหมด ๒๕ พระองค์ที่ทรงกล่าวถึงในพุทธวงศ์ ตั้งแต่พระตัณหังกร เมธังกร สรณังกร ทีปังกร เรื่อยมาจนถึงพระโกณฑัญญะ มงคล สุมนะ เรวตะ โสภิตะ อโนมทัสสี ปทุมะ นารทะ ปทุมุตตระ สุเมธะ สุชาตะ ปิยทัสสี อัตถทัสสี ธรรมทัสสี สิทธัตถะ ติสสะ ปุสสะ วิปัสสี สิขี เวสสภู กกุสันธะ โกนาคมนะ กัสสปะ จนถึงพระโคตมะ พร้อมระบุระยะห่างของกัประหว่างแต่ละพระองค์ และกล่าวว่าต่อไปพระเมตไตยจะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป
- หน้า ๕๔๘–๕๔๙ ธาตุภาชนียกถา (การแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ) กล่าวถึงการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุของพระโคตมพุทธเจ้าหลังปรินิพพานที่เมืองกุสินารา ออกเป็นส่วนต่าง ๆ ไปประดิษฐานยังเมืองต่าง ๆ เช่น ราชคฤห์ เวสาลี กบิลพัสดุ์ อัลลกัปปะ รามคาม เวฐทีปกะ ปาวา และกุสินารา รวมทั้งพระเขี้ยวแก้วที่ประดิษฐานในเมืองต่าง ๆ และเครื่องบริขาร เช่น บาตร จีวร ไม้เท้า ที่กระจายไปประดิษฐานยังสถานที่ต่าง ๆ ทั่วชมพูทวีป ปิดท้ายด้วยการประกาศจบพระคัมภีร์พุทธวงศ์ทั้งเล่ม
- หน้า ๕๕๐ เริ่มต้นจริยาปิฎก หน้านี้มีเพียงหัวเรื่องขึ้นต้นคัมภีร์ใหม่ คือ "สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก" ซึ่งเป็นการปิดท้ายพุทธวงศ์และเริ่มต้นคัมภีร์จริยาปิฎกในลำดับถัดไป ยังไม่มีเนื้อหาของจริยาปิฎกปรากฏในหน้านี้ ถือว่าเป็นส่วนที่เพิ่งเริ่มต้นและยังไม่จบในช่วงหน้าที่ให้มา
- หน้า ๕๕๑–๕๕๒ อกิตติจริยา (ต้นคัมภีร์จริยาปิฎก ทานปารมิตา) หน้า ๕๕๑ เป็นจุดเริ่มต้นของคัมภีร์จริยาปิฎก (ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของอปทานที่กล่าวถึงก่อนหน้า) ขึ้นต้นด้วยนโมและหมวดทานปารมิตา เรื่องแรกคือครั้งพระโพธิสัตว์เป็นดาบสชื่ออกิตติอาศัยอยู่ในป่าลึก มีพราหมณ์ (พระอินทร์แปลงกาย) มาขอภิกษาซึ่งเป็นเพียงใบไม้ไม่มีเกลือไม่มีน้ำมัน ท่านถวายให้จนหมดสิ้นถึงสามครั้งโดยไม่หวั่นไหวแม้ตนเองจะไม่มีอาหารเหลือ แสดงถึงทานบารมีขั้นสูงสุดที่สละแม้ปัจจัยเลี้ยงชีพของตนโดยไม่หวังผลตอบแทน
- หน้า ๕๕๒–๕๕๓ สังขพราหมณจริยา ครั้งเป็นพราหมณ์ชื่อสังขะเดินทางข้ามทะเลทรายเพื่อไปค้าขายทางเรือ พบพระปัจเจกพุทธเจ้า (สยมภู) เดินเท้าเปล่าท่ามกลางความร้อนจัด จึงถอดรองเท้าและถวายร่มของตนแก่ท่าน ด้วยคิดว่าเมื่อพบเขตบุญอันประเสริฐแล้วไม่ควรพลาดโอกาสทำบุญ
- หน้า ๕๕๓–๕๕๔ กุรุธรรมจริยา (พระเจ้าธนัญชัย) ครั้งเป็นพระเจ้าธนัญชัยแห่งอินทปัตถ์ ผู้ทรงธรรมของชาวกุรุ เมื่อพราหมณ์จากแคว้นกาลิงคะเดินทางมาขอช้างมงคลนามอัญชนะเพื่อแก้ทุพภิกขภัยในบ้านเมืองของตน พระองค์ทรงประทานช้างพร้อมหลั่งทักษิโณทกให้โดยไม่ทรงหวั่นไหว แม้เหล่าอำมาตย์จะทักท้วงว่าจะเสียราชสมบัติเพราะเป็นช้างมงคลคู่บ้านคู่เมือง
- หน้า ๕๕๔–๕๕๕ มหาสุทัสสนจริยา ครั้งเป็นพระเจ้าจักรพรรดิมหาสุทัสสนะครองกรุงกุสาวดี ทรงให้ป่าวประกาศทุกเช้าเย็นทั่วพระนครว่าผู้ใดต้องการสิ่งใดให้มารับพระราชทาน ทรงบริจาคทานแก่ผู้ยากไร้อย่างไม่ขาดสายตลอดพระชนม์ชีพ เปรียบพระองค์เป็นดังแพทย์ที่ต้องรักษาผู้ป่วยให้หายขาดจึงจะหยุดให้ยา
- หน้า ๕๕๕–๕๕๖ มหาโควินทจริยา ครั้งเป็นพราหมณ์มหาโควินทะผู้เป็นปุโรหิตของกษัตริย์ทั้งเจ็ดแคว้น เมื่อได้รับเครื่องบรรณาการจากราชาทั้งเจ็ด ก็นำมาบริจาคเป็นมหาทานอันไพศาลดุจมหาสมุทรแก่ผู้ยากไร้โดยไม่หวงแหนทรัพย์สินใดๆ ไว้เพื่อตน
- หน้า ๕๕๖ เนมิราชจริยา ครั้งเป็นพระเจ้าเนมิราชแห่งมิถิลา ทรงสร้างศาลาทานสี่ด้านสี่ประตู แจกจ่ายอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และที่นอนแก่สรรพสัตว์อย่างไม่ขาดสาย ทรงเปรียบพระองค์ดังผู้รับใช้ที่ปรนนิบัติเจ้านายด้วยกาย วาจา ใจ เพื่อแสวงหาพระโพธิญาณด้วยการให้ทาน
- หน้า ๕๕๖–๕๕๗ จันทกุมารจริยา ครั้งเป็นเจ้าชายจันทกุมาร โอรสพระราชาแห่งนครปุปผวดี เมื่อรอดพ้นจากการถูกจับบูชายัญแล้วเกิดความสังเวชใจ จึงบำเพ็ญมหาทานไม่ยอมเสวยอาหารจนกว่าจะได้ถวายแก่ผู้ควรรับก่อนแม้จะอดอาหารหลายวัน ด้วยเห็นว่าทานที่ให้แก่ผู้อื่นมีอานิสงส์มากกว่าที่บริโภคเอง
- หน้า ๕๕๗–๕๕๙ สีวิราชจริยา ครั้งเป็นพระเจ้าสีวิราชแห่งอริฏฐบุรี ทรงตั้งพระทัยว่าจะให้แม้จักษุของพระองค์แก่ผู้มาขอ พระอินทร์จึงแปลงกายเป็นพราหมณ์ตาบอดมาทูลขอดวงตาทั้งสอง พระองค์ทรงควักพระเนตรประทานให้ด้วยพระทัยยินดีไม่หวั่นไหว เพราะทรงเห็นแก่พระสัพพัญญุตญาณยิ่งกว่าอวัยวะของพระองค์เอง
- หน้า ๕๕๙–๕๖๕ เวสสันตรจริยา เล่าเรื่องพระเวสสันดรตั้งแต่ประสูติกลางถนนพ่อค้าจึงได้พระนามนี้ เมื่อพระชนมายุแปดพรรษาทรงตั้งจิตจะให้ทานแม้หัวใจและร่างกายของตน ต่อมาบริจาคช้างปัจจัยนาคแก่พราหมณ์กาลิงคะจนถูกชาวเมืองขับไล่ เสด็จออกบวชพร้อมพระนางมัทรีและโอรสธิดาสู่เขาวงกต ทรงยกกัณหาชาลีให้พราหมณ์ชูชกและยกพระนางมัทรีให้พระอินทร์แปลงกายเพื่อทดสอบทานบารมี ก่อนได้พบครอบครัวคืนและเสด็จกลับเมืองท่ามกลางฝนแก้วเจ็ดประการ แผ่นดินไหวสะเทือนถึงเจ็ดครั้งด้วยอานุภาพทานบารมีของพระองค์
- หน้า ๕๖๕–๕๖๗ สสปัณฑิตจริยา และปิดหมวดทานปารมิตา ครั้งเป็นกระต่ายป่าผู้สอนธรรมแก่ลิง สุนัขจิ้งจอก และนากให้รักษาอุโบสถและถือทาน ในวันอุโบสถเมื่อไม่มีอาหารจะถวายแก่พราหมณ์ (พระอินทร์แปลงกาย) ที่มาขอ กระต่ายจึงกระโดดเข้ากองไฟเพื่อสละร่างกายตนเป็นอาหารแทน จบด้วยคาถาอุทานรวมรายนามทั้ง ๑๐ ชาติแห่งทานบารมีที่กล่าวมา และคำปิดหมวดว่า "ทานปารมิตา นิฏฺฐิตา"
- หน้า ๕๖๘–๕๖๙ สีลวนาคจริยา (ช้างเลี้ยงมารดา) เริ่มหมวดสีลปารมิตา ครั้งเป็นช้างในป่าที่เลี้ยงดูมารดาผู้ตาบอด มีคุณธรรมเป็นเลิศ เมื่อพรานป่าไปทูลรายงานพระราชา ควาญช้างจึงมาจับตัวไปขณะกำลังหาอาหารเลี้ยงแม่ ช้างยอมให้จับแม้มีกำลังมากพอจะต่อสู้เอาตัวรอดได้ เพราะรักษาศีลของตนยิ่งกว่ารักษาชีวิต
- หน้า ๕๖๙–๕๗๐ ภูริทัตตจริยา ครั้งเป็นพญานาคภูริทัตต์ผู้อธิษฐานศีลนอนบนจอมปลวกยอมสละร่างกายให้เป็นประโยชน์แก่ผู้ต้องการ ถูกหมองูชื่ออาลัมพายนะจับใส่กรงบีบคั้นทรมานเล่นเป็นเครื่องมหรสพ แต่ท่านไม่ยอมโกรธตอบเพราะเกรงจะทำลายศีลที่ตั้งใจรักษา
- หน้า ๕๗๐–๕๗๑ จัมเปยยจริยา ครั้งเป็นพญานาคจัมเปยยะผู้รักษาอุโบสถศีล ถูกหมองูจับตัวไปบังคับให้แปลงร่างต่างๆ เป็นการแสดงหน้าประตูวัง แม้จะมีฤทธิ์สามารถทำลายหมองูนั้นได้ในพริบตาแต่ก็อดกลั้นความโกรธไว้ ไม่ยอมทำลายศีลของตนแม้ร่างกายจะแตกกระจาย
- หน้า ๕๗๑–๕๗๒ จูฬโพธิจริยา ครั้งเป็นดาบสจูฬโพธิผู้สละราชสมบัติออกบวชพร้อมภรรยาพราหมณี เมื่อพระราชาแห่งพาราณสีทอดพระเนตรเห็นนางแล้วหลงใหล จึงให้จับตัวนางไปเป็นนางสนม ดาบสข่มใจระงับความโกรธมิให้ทำลายศีลของตน ทั้งที่มีกำลังมากพอจะแก้แค้นได้
- หน้า ๕๗๒–๕๗๓ มหิสราชจริยา (กระบือใหญ่) ครั้งเป็นกระบือใหญ่ในป่า ถูกลิงชั่วมาถ่ายมูลรดร่างกายซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นประจำ แม้ยักษ์ตนหนึ่งจะยุยงให้ขวิดฆ่าลิงนั้นเสีย กระบือก็ไม่ยอมโกรธเพราะเกรงจะเสื่อมจากศีล ยอมทนต่อการดูหมิ่นด้วยปัญญา
- หน้า ๕๗๓–๕๗๔ รุรุมิคจริยา (พญาเนื้อทอง) ครั้งเป็นพญาเนื้อรุรุสีทองผู้ทรงศีล ช่วยชายคนหนึ่งที่ถูกเจ้าหนี้ไล่จนกระโดดน้ำเกือบจมตายให้รอดชีวิต โดยขอเพียงมิให้เปิดเผยว่าพบตน แต่ชายนั้นผิดคำสัญญานำความไปแจ้งพระราชาเพื่อรับรางวัล เมื่อถูกจับตัวไป พญาเนื้อไม่โกรธและรักษาศีลยิ่งกว่ารักษาชีวิต จนพระราชาทรงเลื่อมใสประกาศคุ้มครองสัตว์ทั้งปวง
- หน้า ๕๗๕ มาตังคจริยา ครั้งเป็นชฎิลชื่อมาตังคะ อาศัยอยู่ริมแม่น้ำคงคาเหนือกุฏิของพราหมณ์ผู้หนึ่ง เมื่อพราหมณ์ผู้ถือตัวว่าสูงศักดิ์กว่ามาด่าแช่งสาปให้ศีรษะแตก มาตังคะไม่โกรธตอบและยังใช้ฤทธิ์ช่วยปลดคำสาปที่ย้อนกลับมาสู่ตัวพราหมณ์นั้นเองในภายหลัง
- หน้า ๕๗๕–๕๗๖ ธรรมเทวบุตรจริยา ครั้งเป็นธรรมยักษ์ผู้ชักชวนมหาชนให้ตั้งอยู่ในกุศลกรรมบถ ๑๐ ปะทะกับอธรรมยักษ์ผู้ชักชวนไปในทางตรงข้าม เมื่อเกิดการทะเลาะวิวาทจนจะลุกลามเป็นสงครามใหญ่ ธรรมยักษ์ระงับใจมิให้โกรธหรือทำลายศีล แผ่นดินจึงแยกออกสูบอธรรมยักษ์กับบริวารลงไปเองในที่สุด
- หน้า ๕๗๖–๕๗๗ ชยทิสจริยา ครั้งเป็นราชโอรสของพระเจ้าชยทิสแห่งกบิลรัฐ เมื่อพระราชบิดาถูกยักษ์กินคนจับตัวไว้เพื่อกินเป็นอาหาร โอรสจึงอาสาไปแทนพระราชบิดา ทรงไม่แสดงความหวาดกลัวหรือคำเดียดฉันท์ใดๆ ต่อยักษ์นั้นเลย จนยักษ์กินคนเลื่อมใสในศีลของพระองค์และเลิกฆ่าสัตว์ตัดชีวิตตลอดไป
- หน้า ๕๗๘–๕๗๙ สังขปาลจริยา และปิดหมวดสีลปารมิตา ครั้งเป็นพญานาคสังขปาละผู้อธิษฐานศีลนอนอยู่กลางทางสี่แพร่ง ยอมให้ร่างกายเป็นประโยชน์แก่ผู้ต้องการ ถูกนายพรานเจ็ดคนใช้ไม้เสียบจมูกทรมานหามไปตามทาง แม้ถูกแทงถูกฟันด้วยหอกดาบก็มิได้โกรธเลย จบด้วยคาถาอุทานรวมรายนามทั้ง ๑๐ ชาติแห่งศีลบารมี และคำปิดหมวดว่า "สีลปารมินิทฺเทโส นิฏฺฐิโต"
- หน้า ๕๗๙–๕๘๐ ยุธัญชยจริยา เริ่มหมวดเนกขัมมาทิปารมิตา (รวมเนกขัมมะ อธิษฐาน สัจจะ เมตตา อุเบกขา) ครั้งเป็นเจ้าชายยุธัญชัย ทอดพระเนตรเห็นหยาดน้ำค้างต้องแสงอาทิตย์เหือดหายไป เกิดความสังเวชในความไม่เที่ยงของชีวิต จึงทูลลาพระราชบิดามารดาออกผนวช แม้ประชาชนทั้งเมืองจะทูลวิงวอนให้ทรงครองราชย์ก็ไม่ทรงหวั่นไหว สละราชสมบัติเพื่อพระโพธิญาณ
- หน้า ๕๘๐–๕๘๑ โสมนัสสจริยา ครั้งเป็นเจ้าชายโสมนัส โอรสอันเป็นที่รักของพระราชา เมื่อทรงเห็นว่าดาบสที่พระราชบิดาเคารพนับถือแท้จริงเป็นคนหลอกลวงไร้ศีลธรรม จึงทูลเตือน แต่กลับถูกดาบสยุยงจนเกือบถูกประหารชีวิต ภายหลังความจริงปรากฏ พระราชาประทานราชสมบัติคืนให้ แต่เจ้าชายทรงเห็นว่าเป็นเหตุแห่งทุกข์จึงเสด็จออกผนวชแทน
- หน้า ๕๘๒–๕๘๓ อโยฆรจริยา ครั้งเป็นราชโอรสพระเจ้ากรุงกาสี ถูกเลี้ยงในเรือนเหล็กตั้งแต่ประสูติเพราะคำทำนายว่าจะเป็นภัยแก่ราชบิดา เมื่อเติบใหญ่ทรงพิจารณาเห็นทุกข์ตั้งแต่กำเนิดจนเบื่อหน่ายในร่างกาย จึงเสด็จหนีออกบวชในป่าทั้งที่พระราชบิดาจะทรงมอบราชสมบัติทั้งหมดให้
- หน้า ๕๘๓–๕๘๔ ภีสจริยา ครั้งเป็นพี่ชายคนโตในบรรดาพี่น้องแปดคน (พี่สาวหนึ่งพี่ชายเจ็ด) เกิดความสังเวชในภัยแห่งภพจึงตั้งใจออกบวช เมื่อญาติมิตรชักชวนให้ครองเรือนทุกคนก็ไม่หวั่นไหว ในที่สุดทั้งครอบครัวรวมทั้งบิดามารดาสละทรัพย์สมบัติทั้งหมดออกบวชพร้อมกัน
- หน้า ๕๘๔ โสณนันทปัณฑิตจริยา ครั้งเป็นบุตรคนโตของตระกูลมหาศาลในนครพรหมวัฒนะ เห็นโลกมืดมนด้วยกิเลสจึงเบื่อหน่ายอยากออกบวช เมื่อน้องชายชื่อนันทะผู้เป็นบัณฑิตสนับสนุนความคิดนี้ด้วย ในที่สุดทั้งสองพี่น้องพร้อมบิดามารดาสละโภคทรัพย์ทั้งหมดเข้าป่าบวชด้วยกัน
- หน้า ๕๘๕–๕๘๗ มูคผักขจริยา (เตมิยกุมาร) ครั้งเป็นเจ้าชายเตมิยะ โอรสพระเจ้ากรุงกาสี เมื่อทรงระลึกชาติได้ว่าเคยตกนรกเพราะการครองราชย์ในอดีต จึงตั้งพระทัยแสร้งเป็นใบ้ หูหนวก และง่อยเปลี้ยอยู่นานถึง ๑๖ ปี แม้ถูกทดสอบด้วยวิธีต่างๆ และถูกสั่งให้นำไปฝังทั้งเป็นก็ยังไม่ทรงเผยความลับ จนสารถีขุดหลุมจะฝัง จึงทรงแสดงฤทธิ์ให้เห็นว่าไม่ได้พิการจริงแล้วเสด็จออกผนวช แสดงถึงอธิษฐานบารมีที่มั่นคงไม่คลอนแคลนตลอด ๑๖ ปี
- หน้า ๕๘๗ กปิราชจริยา ครั้งเป็นพญาลิงถูกจระเข้ล่อลวงหลอกจะพาข้ามฟากแต่แท้จริงหมายจะกิน พญาลิงรู้ทันแต่ก็ตอบตกลงไปด้วยวาจาสัตย์จริง แล้วใช้อุบายกระโดดข้ามหัวจระเข้ไปยังฝั่งตรงข้ามได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ได้พูดเท็จแม้แต่คำเดียว
- หน้า ๕๘๗–๕๘๘ สัจจสวหยปัณฑิตจริยา บทสั้นๆ กล่าวถึงดาบสชื่อสัจจะผู้ปกครองโลกด้วยความสัตย์จริง ทำให้ผู้คนอยู่ร่วมกันด้วยความสามัคคีปรองดอง
- หน้า ๕๘๘–๕๘๙ วัฏฏกโปตกจริยา (ลูกนกคุ่ม) ครั้งเป็นลูกนกคุ่มยังไม่มีปีกบินได้ อาศัยในรังคอยรับอาหารจากมารดา เมื่อเกิดไฟป่าลุกลามเข้ามาใกล้ บิดามารดาตกใจกลัวบินหนีทิ้งลูกไว้ในรัง ลูกนกคุ่มจึงทำสัจกิริยาอ้างอานุภาพแห่งศีลและสัจจะที่มีอยู่ในโลก ไฟป่าจึงดับหายไปไม่ลามมาถึงรังของตน
- หน้า ๕๘๙–๕๙๐ มัจฉราชจริยา ครั้งเป็นพญาปลาในสระใหญ่ที่แห้งขอดเพราะแดดร้อนจัด ฝูงกาและนกยางพากันมาจิกกินปลาที่อดอยากทุกวัน พญาปลาจึงทำสัจกิริยาโดยอ้างว่าตนไม่เคยเบียดเบียนสัตว์อื่นโดยเจตนาเลยตั้งแต่จำความได้ ขอให้ฝนตกช่วยหมู่ญาติปลาให้พ้นภัย ฝนก็ตกลงมาห่าใหญ่ทันที
- หน้า ๕๙๐–๕๙๒ กัณหทีปายนจริยา ครั้งเป็นฤๅษีกัณหทีปายน อยู่ในป่านานกว่า ๕๐ ปีด้วยใจไม่ยินดีในการอยู่ป่าแต่ไม่เคยบอกใคร เมื่อบุตรของสหายพราหมณ์ถูกงูพิษกัดจนสลบล้มลง ฤๅษีจึงทำสัจกิริยาด้วยอานุภาพแห่งพรหมจรรย์ที่ตนประพฤติมาตลอดชีวิต ทำให้พิษงูคลายและเด็กฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาได้
- หน้า ๕๙๒ สุตโสมจริยา ครั้งเป็นพระเจ้าสุตโสม ถูกโจรกินคนโปริสาทจับตัวไว้เพื่อบูชายัญร่วมกับกษัตริย์อีกร้อยพระองค์ เมื่อขอผัดไปฟังธรรมจากพราหมณ์ก่อนแล้วให้สัญญาว่าจะกลับมา แม้ทรงทราบว่าอาจถูกฆ่าก็ยังเสด็จกลับมาตามสัจวาจาที่ให้ไว้อย่างไม่หวั่นไหว
- หน้า ๕๙๓ สุวรรณสามจริยา ครั้งเป็นสุวรรณสามผู้เลี้ยงดูมารดาบิดาผู้ตาบอดอยู่ในป่า แผ่เมตตาจิตไปยังหมู่สัตว์ป่าทั้งราชสีห์ เสือ และสัตว์ร้ายต่างๆ จนสัตว์เหล่านั้นไม่ทำร้ายและไม่มีสัตว์ใดที่ท่านต้องหวาดกลัวเลย
- หน้า ๕๙๓ เอกราชจริยา ครั้งเป็นพระเจ้าเอกราช ปกครองบ้านเมืองด้วยศีลธรรมและกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ เมื่อถูกกษัตริย์ทัพเสนยกทัพมาแย่งชิงราชสมบัติจับกุมไปทั้งพระองค์ อำมาตย์ และพระราชวัง พระองค์มิได้ทรงพยาบาทแม้แต่น้อย ทรงแผ่เมตตาต่อผู้แย่งชิงราชสมบัติเสมือนบุตรอันเป็นที่รัก
- หน้า ๕๙๔–๕๙๕ มหาโลมหังสจริยา และปิดคัมภีร์จริยาปิฎก ครั้งเป็นดาบสผู้บำเพ็ญอุเบกขาบารมี นอนในป่าช้าโดยพิงกองกระดูกศพ ไม่หวั่นไหวไม่ว่าจะมีผู้มาทำร้ายดูหมิ่นหรือมาบูชาสรรเสริญด้วยของหอมและอาหาร วางใจเป็นกลางเสมอกันในสุขและทุกข์ ยศและเสื่อมยศ จากนั้นมีคาถาอุทานสรุปรวม ๑๕ จริยาแห่งหมวดนี้และคาถาปิดท้ายสรุปการบำเพ็ญบารมีทั้งหมดของพระโพธิสัตว์ ปิดท้ายด้วยข้อความว่าพระผู้มีพระภาคทรงแสดงพุทธจริยาในอดีตชาติของพระองค์จบลงเพียงนี้ พร้อมคำว่า "จริยาปิฏกํ นิฏฺฐิตํ" (จริยาปิฎกจบบริบูรณ์) ตามด้วยโศลกของผู้ชำระคัมภีร์ (ปรากฏเฉพาะในฉบับยวน) และคำปิดว่า "จริยาปิฏก
- หน้า ๕๙๖–๕๙๘ สโมธานกถา (บทประมวลบารมี ๑๐ ปิดท้ายจริยาปิฎกและปิดเล่ม ๓๓) บทส่งท้ายซึ่งมีเชิงอรรถกำกับว่าในฉบับมอญและฉบับยวนไม่ปรากฏบทนี้ เนื้อหาประมวลแสดงความสัมพันธ์ระหว่างบารมี ๑๐ อุปบารมี ๑๐ และปรมัตถบารมี ๑๐ กับเรื่องราวชาดกและจริยาต่างๆ ที่กล่าวมาก่อนหน้า เช่น พระเจ้าสีวิราชเป็นตัวอย่างทานปารมี พระเวสสันดรและพระเวลามเป็นทานอุปบารมี พญากระต่ายเป็นทานปรมัตถบารมี มหากปิ ช้างฉัททันต์ และช้างเลี้ยงมารดาเป็นสีลปารมี พญานาคจัมเปยยะและภูริทัตต์เป็นสีลอุปบารมี พญานาคสังขปาลเป็นสีลปรมัตถบารมี ไล่เรียงเช่นนี้ไปจนครบบารมีทั้ง ๑๐ ประการ (ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ ส
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐
หน้า ๔๐๑–๔๕๐
หน้า ๔๕๑–๕๐๐
หน้า ๕๐๑–๕๕๐