ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒-พุทธวงศ์-จริยาปิฎก

ฉบับ มมร. · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๗๔ · ๖๗๖ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๔๐ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๕๕ อกิตติจริยา (ทานบารมี) อกิตติดาบสเป็นพราหมณ์มั่งคั่งที่สังเวชใจเมื่อบิดามารดาตาย เอาทรัพย์ไปไม่ได้ จึงบริจาคทานทั้งหมดแล้วออกบวช เมื่อมีลาภสักการะมากจนรบกวนความสงบ ท่านหนีไปอยู่ผู้เดียวกลางป่า ยังชีพด้วยใบหมากเม่า ท้าวสักกะแปลงกายมาขอทานสามวันติด ท่านถวายจนหมดทุกครั้งโดยไม่หวั่นไหว ไม่ปรารถนาลาภยศหรือสมบัติเทวดา มุ่งเพียงพระสัพพัญญุตญาณ เมื่อได้รับพร ท่านขอเพียงพ้นความโลภ พ้นคนพาล และไม่ให้ท้าวสักกะมารบกวนอีก แสดงทานบารมีขั้นสูงสุดที่สละแม้อาหารประทังชีวิตด้วยใจยินดี
  2. หน้า ๕๖–๖๘ สังขพราหมณจริยา สังขพราหมณ์ผู้มั่งคั่งตั้งโรงทานหกแห่งเลี้ยงคนยากไร้ทุกวัน วันหนึ่งออกเรือไปหาทรัพย์เพิ่มเพื่อให้ทานต่อได้ไม่ขาด ระหว่างเดินข้ามทะเลทรายร้อนจัดพบพระปัจเจกพุทธเจ้าเดินสวนทางมาเท้าเปล่าบนพื้นทรายราวถ่านไฟ จึงถอดร่มและรองเท้าของตนถวายทันทีโดยไม่ลังเล คิดว่าเนื้อนาบุญมาถึงตนแล้วจะพลาดมิได้ แม้ตนต้องเดินทางต่อโดยไม่มีร่มไม่มีรองเท้า เป็นทานบารมีที่สละความสะดวกสบายส่วนตัวทันทีเมื่อพบผู้สมควรรับ
  3. หน้า ๖๙–๗๙ กุรุธรรมจริยา พระเจ้าธนญชัยแห่งกุรุรัฐทรงบริจาคทานเป็นนิจ เมื่อแคว้นกาลิงคะแล้งฝนอดอยาก ราชากาลิงคะส่งพราหมณ์มาขอพระยาช้างมงคลของพระองค์ไปเรียกฝน พระองค์ทรงยกให้ทันทีโดยไม่หวงแม้ราชสมบัติหรือชีวิตตน เพราะเห็นพระสัพพัญญุตญาณสำคัญกว่าสิ่งใด แต่นำช้างไปแล้วฝนก็ยังไม่ตก จนพบว่าที่แท้ฝนตกเพราะพระองค์และคนทั้งวังถือศีลห้าอย่างเคร่งครัด (ครุธรรม) มิใช่เพราะช้าง เรื่องนี้แสดงทั้งทานบารมีและศีลบารมีที่หนุนเนื่องกัน
  4. หน้า ๘๐–๙๑ มหาสุทัศนจริยา พระเจ้าจักรพรรดิมหาสุทัศนะแห่งกุสาวดีทรงให้ป่าวประกาศวันละสามเวลาว่าผู้ใดหิว กระหาย ต้องการเครื่องนุ่งห่ม ร่ม หรือรองเท้า ให้มารับได้ตามปรารถนา ทรงตั้งโรงทานนับร้อยแห่งทั่วพระนคร ให้ทานไม่ขาดสายทั้งกลางวันกลางคืนตลอดพระชนม์ชีพ มิใช่เพราะไม่รู้จักเก็บออม แต่ทรงเห็นว่าการให้คือหนทางเดียวที่จะปลดเปลื้องตนและสรรพสัตว์จากทุกข์ ดุจคนไข้ยอมเสียทรัพย์ให้หมอเพื่อหายโรค ทรงให้โดยไม่หวังผลตอบแทนใดนอกจากพระสัพโพธิญาณ
  5. หน้า ๙๒–๑๐๓ มหาโควินทจริยา มหาโควินทพราหมณ์ผู้เป็นปุโรหิตของกษัตริย์เจ็ดพระองค์พร้อมกัน ได้รับเครื่องบรรณาการมหาศาลจากทั่วราชอาณาจักร แต่นำทั้งหมดไปตั้งโรงทานแจกจ่ายประชาชนจนแทบไม่เหลือทรัพย์เก็บ เห็นว่าพระสัพพัญญุตญาณสำคัญกว่าลาภยศ ต่อมาได้พบและสนทนาธรรมกับสนังกุมารพรหมผู้สอนหนทางสู่พรหมโลกด้วยการครองตนโดยไม่ยึดถือว่านี่ของเรา เจริญเมตตากรุณา และประพฤติพรหมจรรย์ ท่านจึงชวนกษัตริย์ทั้งเจ็ดและบริวารออกบวชตามกันเป็นหมู่ใหญ่
  6. หน้า ๑๐๔–๑๑๖ เนมิราชจริยา พระเจ้าเนมิราชแห่งมิถิลาสืบเชื้อสายกษัตริย์ผู้ทรงธรรมที่ผนวชเมื่อเห็นผมหงอกต่อกันมาหลายชั่วคน ทรงสร้างโรงทานให้ทานไม่ขาดสายและรักษาศีลจนราษฎรพากันทำดีตามจนนรกแทบว่างเปล่า คืนหนึ่งทรงสงสัยว่าทานหรือพรหมจรรย์ประเสริฐกว่ากัน ท้าวสักกะเสด็จมาไขข้อสงสัยว่าพรหมจรรย์มีผลมากกว่าแต่ควรทำทั้งสองอย่างควบคู่กัน จากนั้นทรงรับเชิญไปเยือนสวรรค์เห็นผลบุญบาปประจักษ์แก่ตา แล้วเสด็จกลับมาสอนธรรมแก่ราษฎรก่อนจะทรงผนวชในบั้นปลายเช่นบรรพบุรุษ
  7. หน้า ๑๑๗–๑๒๗ จันทกุมารจริยาที่ ๗ เรื่องพระจันทกุมาร โอรสพระเจ้าเอกราชแห่งบุปผวดี ผู้ตัดสินคดีเที่ยงธรรมจนขัณฑหาลปุโรหิตกินสินบนถูกลดอำนาจและผูกใจอาฆาต จึงยุยงพระราชาให้บูชายัญด้วยชีวิตคนและสัตว์หวังไปสวรรค์ พระจันทกุมารพร้อมครอบครัวและประชาชนถูกจับเตรียมประหาร แต่พระนางจันทาเทวีตั้งสัตยาธิษฐานจนท้าวสักกะเสด็จมาขู่ให้ปล่อยตัว มหาชนรุมสังหารขัณฑหาละแล้วอภิเษกพระจันทกุมารครองราชย์แทน ทรงบำเพ็ญทานยิ่งขึ้นด้วยความสังเวช สอนโทษของการหลงเชื่อคนพาลและคุณค่าความเที่ยงธรรม
  8. หน้า ๑๒๘–๑๕๒ สิวิราชจริยาที่ ๘ เรื่องพระเจ้าสิวิแห่งอริฏฐปุระ ผู้มีอัธยาศัยในทานกว้างขวางจนดำริว่าแม้ดวงตาของตนก็พร้อมให้ ท้าวสักกะแปลงกายเป็นพราหมณ์ตาบอดมาทูลขอดวงตา พระองค์ทรงยินดีสละดวงตาทั้งสองข้างโดยไม่หวั่นไหว แม้อำมาตย์และประชาชนจะทัดทาน หลังตาบอดทรงออกผนวชและตั้งสัตยาธิษฐานอ้างอานุภาพแห่งทานที่บริจาค จนดวงตากลับคืนมาเป็นทิพยจักษุมองทะลุกำแพงและภูเขาไกลถึงร้อยโยชน์ แสดงกำลังของสัจจะและทานบารมีที่ทำให้สิ่งที่สูญเสียไปกลับคืนมาประเสริฐยิ่งกว่าเดิม
  9. หน้า ๑๕๓–๒๑๕ เวสสันตรจริยาที่ ๙ เรื่องพระเวสสันดร โอรสพระเจ้าสญชัยแห่งเชตุดร มีใจในทานแต่เยาว์วัย บริจาคช้างมงคลแก่พราหมณ์กลิงคะยามข้าวยาก จนถูกชาวสีพีขับไล่ออกเมือง ก่อนบริจาคมหาทานแล้วออกป่ากับพระนางมัทรีและโอรสธิดาไปอยู่เขาวงกต ชูชกพราหมณ์มาขอโอรสธิดาไปเป็นทาส ท้าวสักกะแปลงกายมาขอพระนางมัทรีอีก ทรงสละสิ่งรักทั้งสองไม่หวั่นไหว เพราะรักพระโพธิญาณยิ่งกว่า สุดท้ายพระเจ้าสญชัยตามไปรับกลับเมือง ครอบครัวพบกันครองราชย์ต่อ เป็นทานบารมีสูงสุดของบุตรภรรยา
  10. หน้า ๒๑๖–๒๓๐ สสปัณฑิตจริยาที่ ๑๐ (กระต่ายบัณฑิต) กระต่ายผู้ทรงศีลชักชวนสหายสามตัว (ลิง หมาจิ้งจอก นาก) ให้รักษาอุโบสถและเตรียมทานในวันพระจันทร์เต็มดวง เมื่อคิดว่าตนไม่มีสิ่งใดถวายทักขิไณยบุคคลเพราะกินแต่หญ้า จึงตั้งใจสละเนื้อตัวเองแทน ท้าวสักกะแปลงเป็นพราหมณ์มาทดสอบ กระต่ายกระโดดเข้ากองไฟด้วยใจเบิกบานเพื่อถวายเนื้อตน แต่ไฟกลับเย็นสนิทเพราะอานุภาพทานบารมีอันสมบูรณ์ยิ่ง ท้าวสักกะจึงวาดรูปกระต่ายไว้ในดวงจันทร์เป็นอนุสรณ์ตลอดกัป เรื่องนี้แสดงทานบารมีขั้นปรมัตถ์คือสละแม้ชีวิตตนโดยไม่หวงแหน
  11. หน้า ๒๓๑–๒๓๓ สรุปทานบารมี ๑๐ จริยา (จบวรรคที่ ๑ อกิตติวรรค) หลังจบเรื่องกระต่ายบัณฑิต พระพุทธองค์ทรงสรุปจริยาทั้ง ๑๐ เรื่องที่ทรงบำเพ็ญทานบารมีในอดีตชาติ ตั้งแต่อกิตติดาบสจนถึงสสบัณฑิต ว่าล้วนเป็นการสละสิ่งต่างๆ เพื่อบ่มโพธิญาณ โดยเน้นว่าการสละชีวิตแก่ยาจกในชาติกระต่ายเป็นทานบารมีขั้นปรมัตถ์ที่ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน ปิดท้ายวรรคที่ ๑ (อกิตติวรรค) อันเป็นการบำเพ็ญทานบารมีบทที่หนึ่งของจริยาปิฎก
  12. หน้า ๒๓๔–๒๔๕ สีลวนาคจริยาที่ ๑ (พระยาช้างเลี้ยงมารดา) พระโพธิสัตว์เกิดเป็นช้างเผือกหัวหน้าโขลง แยกตัวไปเลี้ยงมารดาตาบอดในถ้ำ พรานป่าที่หลงทางได้รับความช่วยเหลือจากช้าง แต่กลับนำควาญช้างมาจับถวายพระราชา ช้างครุ่นคิดว่าแม้มีกำลังพอทำลายกองทัพได้ ก็ยอมให้จับเพื่อรักษาศีลไม่ให้ขาด เมื่อพระราชาทราบว่าช้างอดอาหารเพราะห่วงมารดาไร้ผู้เลี้ยงดู จึงทรงปล่อยกลับไป เรื่องนี้แสดงศีลบารมีที่ไม่โกรธแม้ถูกจับกุม และความกตัญญูต่อมารดาอันเป็นแบบอย่าง เปิดวรรคที่ ๒ (หัตถินาควรรค) ว่าด้วยการบำเพ็ญศีลบารมี
  13. หน้า ๒๔๖–๒๖๓ ภูริทัตตจริยาที่ ๒ (พญานาคภูริทัตต์) พญานาคภูริทัตต์แม้มีทิพยสมบัติในนาคพิภพ แต่เบื่อหน่ายกำเนิดนาคจึงออกรักษาอุโบสถศีลบนยอดจอมปลวกริมฝั่งแม่น้ำในโลกมนุษย์ทุกกึ่งเดือน วันหนึ่งถูกหมองูชื่ออาลัมพายน์ (ผู้ได้ข้อมูลจากพรานเนสาทที่ตนเคยช่วยเหลือ) จับด้วยมนตร์และทรมานอย่างสาหัส ทั้งบีบ ทุบ ยัดใส่ตะกร้าให้เล่นกีฬาแลกทรัพย์ แต่ท่านไม่โกรธตอบเพราะเกรงศีลจะขาด จนพี่น้องตามช่วยเหลือได้สำเร็จ แสดงศีลบารมีที่ยอมรับทุกข์แสนสาหัสโดยไม่แปรเปลี่ยนจิตใจ
  14. หน้า ๒๖๔–๒๗๔ จัมเปยยจริยาที่ ๓ (พญานาคจัมเปยยกะ) พญานาคจัมเปยยกะสละสมบัติทิพย์ในนาคพิภพออกมารักษาอุโบสถที่จอมปลวกในโลกมนุษย์เช่นเดียวกับภูริทัตต์ ถูกหมองูจับด้วยมนตร์ทรมานให้แสดงกายสีต่างๆ ตามใจปรารถนาเพื่อหาเลี้ยงชีพ แม้มีฤทธิ์ทำลายหมองูให้เป็นเถ้าได้ในพริบตาแต่ไม่ทำเพราะกลัวศีลขาด จนนางสุมนามเหสีตามพบและพระราชาทรงทราบความจริงจึงให้ปล่อยตัว เรื่องนี้เน้นศีลบารมีแบบเดียวกับภูริทัตต์ คือยอมทนทุกข์แทนการใช้อำนาจแก้แค้น
  15. หน้า ๒๗๕–๒๙๐ จูฬโพธิจริยาที่ ๔ (ปริพาชกจูฬโพธิ) ปริพาชกจูฬโพธิและภรรยาสละทรัพย์มหาศาลออกบวชด้วยกัน อยู่ร่วมกันฉันเพื่อนพรหมจรรย์โดยไม่มีความใคร่ต่อกัน วันหนึ่งพระราชาแห่งพาราณสีทอดพระเนตรเห็นนางเกิดหลงใหล จึงให้ราชบุรุษฉุดคร่านางไป ท่านเกิดความโกรธแต่รีบข่มไว้ทันทีด้วยระลึกถึงศีลบารมีที่มุ่งพระโพธิญาณ เมื่อพระราชาสำนึกผิดจึงเสด็จมาขอโทษ ท่านได้แสดงธรรมว่าด้วยโทษของความโกรธและคุณของการอดกลั้นถวายเป็นข้อคิดสำคัญ
  16. หน้า ๒๙๑–๒๙๘ มหิสราชจริยาที่ ๕ (พระยากระบือ) พระโพธิสัตว์เกิดเป็นกระบือป่าตัวใหญ่ ถูกลิงร้ายขึ้นหลังถ่ายอุจจาระปัสสาวะรดและก่อกวนซ้ำซากทุกวัน เทวดาประจำต้นไม้เห็นแล้วยุยงให้ขวิดฆ่าลิงเสีย แต่กระบือตอบว่าหากตนโกรธก็จะเลวยิ่งกว่าลิง ทั้งจะทำให้ศีลของตนขาดและถูกบัณฑิตติเตียน จึงยอมอดทนต่อการดูหมิ่นของสัตว์ที่ด้อยกว่า เรื่องนี้สอนเรื่องขันติและการไม่ตอบโต้ผู้ที่ด้อยกว่าด้วยความเบียดเบียน นับเป็นอีกหนึ่งจริยาบำเพ็ญศีลบารมี (หมายเหตุ: หัวข้อถัดไปคือรุรุมิคจริยาที่ ๖ เริ่มหน้า ๒๙๙ อยู่นอกช่วงที่รับผิดชอบ)
  17. หน้า ๒๙๙–๓๑๓ รุรุมิคจริยา - พญาเนื้อทองผู้ให้อภัยคนทรยศ พญาเนื้อสีทองชื่อรุรุช่วยชายผู้หนีเจ้าหนี้ที่ลอยคอในแม่น้ำจนรอดตาย แต่ขอเพียงอย่าเปิดเผยที่อยู่ของตน ชายนั้นกลับทรยศนำพระราชาและพรานมาล่าเพื่อแลกรางวัล เมื่อพระราชาจะประหารคนทรยศ พญาเนื้อกลับขอชีวิตเขาไว้ ไม่ถือโทษโกรธแค้น แสดงว่าการรักษาศีลและความกรุณาสำคัญยิ่งกว่าการแก้แค้นแม้ถูกหักหลัง
  18. หน้า ๓๑๔–๓๒๙ มาตังคจริยา - นักบวชจัณฑาลผู้ชนะด้วยคุณธรรม มาตังคบัณฑิตเป็นนักบวชเชื้อจัณฑาลถูกหญิงสาวตระกูลพราหมณ์ดูหมิ่นเพราะชาติกำเนิดต่ำ ท่านจึงใช้ความเพียรบำเพ็ญฌานจนมีฤทธิ์ ทำให้หญิงนั้นกลับมายกย่อง ต่อมาพราหมณ์หยิ่งยโสชื่อชาติมันตะสบประมาทและสาปแช่งให้ศีรษะแตก ท่านไม่โกรธตอบ กลับหาทางช่วยพราหมณ์นั้นให้พ้นจากคำสาปของตัวเอง สอนว่าคุณธรรมสำคัญกว่าชาติกำเนิดและมานะ
  19. หน้า ๓๓๐–๓๔๒ ธรรมเทวปุตตจริยา - เทวบุตรแห่งธรรมสละทางด้วยขันติ เทพบุตรสองตนคือ "ธรรม" ผู้ชักชวนมนุษย์ทำความดี กับ "อธรรม" ผู้ชักชวนทำชั่ว ต่างมีบริวารมากมาย วันหนึ่งรถทรงของทั้งสองปะทะกันกลางทางจนเกือบเกิดสงคราม ธรรมเทพบุตรแม้มีฤทธิ์เหนือกว่าก็ไม่ใช้กำลังทำลายฝ่ายตรงข้าม กลับระงับใจหลีกทางให้ด้วยขันติ ผลคืออธรรมเทพบุตรตกลงสู่แผ่นดินและไปเกิดในนรกเอง สอนเรื่องพลังของความอดทนเหนือกว่าการข่มเหง
  20. หน้า ๓๔๓–๓๕๗ ชยทิสจริยา - เจ้าชายสละชีวิตแทนพระบิดา เจ้าชายอลีนสัตตกุมารทรงทราบว่าพระบิดาต้องกลับไปเป็นอาหารของยักษ์กินคนตามสัญญา จึงอาสาไปแทน โดยไม่พกอาวุธเพื่อไม่ให้ยักษ์หวาดกลัวอันจะทำให้ศีลของตนเศร้าหมอง ทรงพูดจาไพเราะและกล้าหาญจนยักษ์คลายพยศ ภายหลังพบว่ายักษ์นั้นแท้จริงคือพระเชษฐาของพระบิดาที่หายไปนาน จึงพาไปคืนดีและตั้งอยู่ในศีลธรรม
  21. หน้า ๓๕๘–๓๗๐ สังขปาลจริยา - พญานาคผู้ยอมทนทุกข์รักษาศีล (จบวรรคศีลบารมี) พญานาคสังขปาละอธิษฐานถือศีลอุโบสถ ยอมสละร่างกายแก่ผู้ต้องการ ขณะนอนบำเพ็ญศีลถูกกลุ่มลูกพรานใช้หลาวแทงทรมานและหามตัวไป ทั้งที่มีฤทธิ์เผาผลาญแผ่นดินได้ ท่านก็ไม่โกรธแม้แต่น้อยเพื่อไม่ให้ศีลขาด จนกุฎุมพีใจบุญช่วยไถ่ชีวิตไว้ได้ ปิดท้ายวรรคว่าด้วยศีลบารมี สรุปสิบเรื่องที่ยอมสละชีวิตเพื่อรักษาศีลไว้ยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด
  22. หน้า ๓๗๑–๓๘๐ ยุธัญชยจริยา - เจ้าชายสลดใจกับหยาดน้ำค้าง (เปิดวรรคเนกขัมมบารมี) เจ้าชายยุธัญชัยทอดพระเนตรเห็นหยาดน้ำค้างบนยอดหญ้าเหือดแห้งไปเมื่อต้องแสงอาทิตย์ เกิดความสลดใจว่าชีวิตสัตว์ทั้งหลายก็ไม่เที่ยงเช่นเดียวกัน จึงตัดสินพระทัยสละราชสมบัติออกบวช แม้พระบิดามารดาและมหาชนจะพากันร้องขอร้องไห้คร่ำครวญขอร้องก็ไม่ทรงหวั่นไหว เพราะทรงรักพระสัพพัญญุตญาณยิ่งกว่าสิ่งใด
  23. หน้า ๓๘๑–๔๐๑ โสมนัสสจริยา - เจ้าชายเปิดโปงดาบสโกงแล้วออกบวช เจ้าชายโสมนัสถูกดาบสจอมปลอมที่แสร้งทำตนน่าเลื่อมใสใส่ร้ายว่าทำร้าย จนพระราชาสั่งประหารทันที เจ้าชายขอร้องเพชฌฆาตพาไปเข้าเฝ้าก่อน แล้วพิสูจน์ให้เห็นว่าดาบสนั้นหลอกลวงชาวบ้านขายของหากินจริง จึงรอดพ้นและถูกคืนราชสมบัติให้ แต่เมื่อเห็นว่าพระบิดาถูกชักจูงให้หลงเชื่อคนโกงได้ง่ายเพียงนั้น จึงตัดสินใจสละราชสมบัติทั้งหมดออกบวชแสวงหาความหลุดพ้น
  24. หน้า ๔๐๒–๔๑๐ อโยฆรจริยาที่ ๓ อโยฆรกุมาร โอรสพระเจ้ากาสี ประสูติและเติบโตในเรือนเหล็กปิดทึบ ๑๖ ปี เพื่อป้องกันนางยักษิณีที่เคยกินพี่ชายสองคนมาก่อน เมื่อพระบิดาจะมอบราชสมบัติให้ กุมารกลับเห็นว่าชีวิตในเรือนคับแคบและในครรภ์มารดาก็เป็นทุกข์ไม่ต่างกัน จึงไม่ปรารถนาราชสมบัติ ทูลขอออกบวชแสวงหาธรรมที่พ้นจากความแก่และความตาย ท้ายที่สุดพระบิดาก็สละราชสมบัติออกบวชตามไปด้วย
  25. หน้า ๔๑๑–๔๒๗ ภิงสจริยาที่ ๔ มหากัญจนกุมาร บุตรคนโตในตระกูลพราหมณ์มหาศาลที่มีพี่น้องรวม ๘ คน เห็นภพทั้งปวงน่ากลัวดุจไฟไหม้ จึงไม่ยอมครองเรือนแม้ถูกมารดาบิดาและเพื่อนชักชวนหลายครั้ง สุดท้ายทั้งครอบครัวพร้อมบริวารพากันออกบวชในป่าหิมพานต์ เมื่อท้าวสักกะแอบทดลองใจด้วยการซ่อนเง่าบัวที่แบ่งไว้ ดาบสทั้งหลายพากันแช่งคนขโมยด้วยสมบัติทางโลกต่างๆ แต่พระโพธิสัตว์และหมู่ฤาษีไม่หวั่นไหวในกาม แสดงถึงความไม่เยื่อใยโลกียสุขของผู้ตั้งใจปฏิบัติธรรม
  26. หน้า ๔๒๘–๔๓๘ โสณนันทปัณฑิตจริยาที่ ๕ สองพี่น้องโสณบัณฑิตและนันทบัณฑิต พร้อมมารดาบิดาออกบวชอยู่ป่าหิมพานต์ ผลัดกันหาผลไม้บำรุงดูแลท่านทั้งสอง เมื่อนันทบัณฑิตถูกพี่ชายไล่เพราะไม่ทำตามคำสั่งเรื่องการดูแลมารดาบิดา จึงใช้ฤทธิ์ไปนำกษัตริย์ทั่วชมพูทวีปมาช่วยขอขมาพี่ชาย พระโพธิสัตว์ถือโอกาสแสดงธรรมว่าด้วยคุณของการบำรุงมารดาบิดาแก่กษัตริย์เหล่านั้นจนเกิดความเลื่อมใส เรื่องนี้เน้นความกตัญญูและการให้อภัยกันในหมู่พี่น้อง
  27. หน้า ๔๓๙–๔๖๓ มูคผักขจริยาที่ ๖ (เตมิยจริยา) เตมิยกุมาร โอรสพระเจ้ากาสีที่ได้มายากหลังพระราชาไม่มีทายาทมานาน เมื่อยังทารกทรงระลึกชาติเห็นว่าเคยตกนรกเพราะครองราชสมบัติ จึงเกรงกลัวและอธิษฐานแสร้งเป็นใบ้ หนวก ง่อยเปลี้ยอยู่นานถึง ๑๖ ปีเพื่อหนีราชบัลลังก์ แม้ถูกทดสอบและข่มขู่นานัปการก็ไม่หวั่นไหว จนถูกสั่งให้นำไปฝังทั้งเป็น แต่ทรงแสดงกำลังกายให้สารถีเห็นแล้วเล่าความจริง สุดท้ายทั้งพระราชบิดาและมหาชนพากันออกบวชตามเตมิยบัณฑิตในป่าหิมพานต์
  28. หน้า ๔๖๔–๔๖๙ กปิลราชจริยาที่ ๗ พระยาวานรถูกจระเข้ที่หมายจะกินหัวใจตนซุ่มดักอยู่บนแผ่นหินกลางแม่น้ำ ใช้ไหวพริบลวงให้จระเข้อ้าปากเพื่อ "รับ" ตน แล้วกระโดดเหยียบหัวจระเข้หนีไปยังฝั่งได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ผิดคำพูดที่ให้ไว้ว่าจะมาหา จระเข้เองยังยอมรับว่าพระยาวานรมีคุณธรรมสี่ประการคือสัจจะ ปัญญา ความเพียร และความเสียสละ เรื่องนี้แสดงสัจจบารมีที่ควบคู่กับไหวพริบเอาตัวรอดจากภัย
  29. หน้า ๔๗๐–๔๗๒ สัจจสวหยปัณฑิตจริยาที่ ๘ ดาบสชื่อสัจจะ ออกบวชแม้มารดาบิดาทัดทาน เมื่อบำเพ็ญฌานจนได้อภิญญาแล้วตรวจดูโลกเห็นผู้คนวิวาทบาดหมางกันด้วยอำนาจกิเลส จึงไม่นิ่งเฉยแต่เที่ยวแสดงธรรมโปรดให้ผู้คนที่ทะเลาะกันกลับมาสมัครสมานสามัคคี ทั้งชักชวนให้ตั้งอยู่ในกุศลกรรมบถ และบางส่วนออกบวชปฏิบัติธรรมตามท่านด้วย
  30. หน้า ๔๗๓–๔๘๐ วัฏฏกโปตกจริยาที่ ๙ ลูกนกคุ่มตัวเล็กยังไม่มีขน บินไม่ได้ เดินไม่ได้ เมื่อไฟป่าลุกลามเข้าใกล้รัง มารดาบิดาตกใจกลัวจึงบินหนีทิ้งลูกไว้ ลูกนกไม่มีทางหนี จึงระลึกถึงคุณของศีลและพระพุทธเจ้าในอดีต ทำสัจกิริยาประกาศความจริงว่าตนไม่เคยเบียดเบียนสัตว์ใดเลย ทั้งที่ยังบินเดินไม่ได้และถูกพ่อแม่ทิ้ง ด้วยอานุภาพความสัตย์นั้น ไฟป่าที่ลุกโหมก็ดับลงราวกับจุ่มน้ำ ห่างจากรังเพียง ๑๖ กรีส
  31. หน้า ๔๘๑–๔๙๑ มัจฉราชจริยาที่ ๑๐ ฤดูแล้งทำให้น้ำในสระที่พระยาปลาอาศัยอยู่แห้งขอด ฝูงกาและนกร้ายพากันมาจิกกินปลาที่จมอยู่ในเปือกตมทั้งกลางวันกลางคืน พระยาปลาสงสารหมู่ญาติ จึงทำสัจกิริยาโดยอ้างว่าตนไม่เคยเบียดเบียนสัตว์แม้ตัวเดียวตลอดชีวิต แล้วเรียกร้องให้เทพแห่งฝนบันดาลฝนตกช่วยหมู่ญาติให้พ้นภัย ฝนก็ตกลงมาห่าใหญ่จนสระเต็มอีกครั้ง ช่วยชีวิตทั้งปลาและสรรพสัตว์ทั่วแคว้นให้รอดพ้น
  32. หน้า ๔๙๒–๕๐๖ กัณหทีปายนจริยาที่ ๑๑ ดาบสกัณหทีปายนะออกบวชด้วยศรัทธา แต่กลับไม่ยินดีในชีวิตสมณะหลังผ่านไปเพียง ๗ วัน ทว่าอดกลั้นความไม่ยินดีนั้นไว้ในใจนานกว่า ๕๐ ปีโดยไม่บอกใคร เพราะเกรงถูกครหาว่ากลับกลอก เมื่อไปเยี่ยมมัณฑัพยดาบสสหายผู้ถูกเสียบหลาวด้วยเวรกรรมเก่าจนหายดี แล้วบุตรของครอบครัวสหายถูกงูเห่ากัดจนสลบ ท่านจึงใช้สัจวาจาเรื่องความไม่ยินดีในบรรพชาที่ซ่อนไว้นั้นทำสัจกิริยาช่วยให้เด็กพ้นพิษงูฟื้นคืนชีวิตได้อย่างอัศจรรย์
  33. หน้า ๕๐๗–๕๒๓ มหาสุตโสมจริยาที่ ๑๒ พระเจ้าสุตโสมถูกพระยาโปริสาทกษัตริย์กินคนจับตัวไปเพื่อฆ่าบูชายัญ แต่ก่อนถูกจับพระองค์เคยรับปากพราหมณ์ไว้ว่าจะกลับมาฟังคาถาหลังสรงน้ำ จึงขอโปริสาทผ่อนผันให้กลับไปทำตามสัญญาก่อน เมื่อฟังธรรมจากพราหมณ์และให้รางวัลใหญ่แล้ว แม้ทุกคนทัดทาน พระองค์ก็ยอมกลับไปหาโปริสาทตามคำพูดจนอาจถูกฆ่า ความซื่อสัตย์นี้ทำให้โปริสาทเลื่อมใส ยอมปล่อยกษัตริย์ ๑๐๑ องค์ และเลิกกินเนื้อมนุษย์ เป็นสัจจบารมีขั้นสูงสุดที่ยอมสละชีวิตรักษาคำพูด
  34. หน้า ๕๒๔–๕๓๔ สุวรรณสามจริยาที่ ๑๓ สุวรรณสามเป็นบุตรของดาบสตาบอดสองสามีภรรยา คอยปรนนิบัติพ่อแม่ทุกวันด้วยความรักจนสัตว์ป่าไม่กลัวเขาเลย วันหนึ่งพระเจ้ากบิลยักษ์ยิงธนูอาบยาพิษถูกเขาขณะตักน้ำ เข้าใจผิดคิดว่าเป็นเนื้อ สุวรรณสามแม้เจ็บปวดใกล้ตายก็ไม่โกรธผู้ยิง กลับห่วงว่าใครจะเลี้ยงพ่อแม่ตาบอดต่อ พระราชาสำนึกผิดรับอาสาเลี้ยงดูแทน ในที่สุดด้วยสัจกิริยาของทุกฝ่าย สุวรรณสามฟื้นคืนชีวิตและพ่อแม่กลับมองเห็นได้ เป็นเมตตาบารมีที่แผ่ไปถึงสรรพสัตว์
  35. หน้า ๕๓๕–๕๔๔ เอกราชจริยาที่ ๑๔ พระเจ้าเอกราชครองแคว้นด้วยธรรมและเมตตา แต่ถูกพระเจ้าทัพพเสนะยกทัพมาชิงบัลลังก์ พระองค์ห้ามไพร่พลไม่ให้ต่อสู้ ยอมสละราชสมบัติโดยไม่ให้เกิดการนองเลือด แม้ถูกจับฝังทั้งเป็นในหลุมก็ไม่โกรธเคือง กลับแผ่เมตตาให้ศัตรูจนเกิดฤทธิ์ทำให้ร่างกายของพระเจ้าทัพพเสนะร้อนรุ่มทุกข์ทรมาน จนต้องรีบขุดพระองค์ขึ้นมาขอขมาและคืนราชสมบัติให้ เรื่องนี้แสดงเมตตาบารมีที่ไม่หวั่นไหวแม้ต่อผู้ทำร้ายตนถึงที่สุด
  36. หน้า ๕๔๕–๕๕๔ มหาโลมหังสจริยาที่ ๑๕ พระโพธิสัตว์สละทรัพย์มหาศาลออกเดินธุดงค์คนเดียวโดยไม่ถือเพศนักบวช เพื่อฝึกใจให้เป็นกลางอย่างแท้จริง จงใจไปอยู่ในที่ที่คนจะดูหมิ่นเหยียดหยาม ถึงกับนอนป่าช้าเอากระดูกศพหนุนศีรษะ เด็กบ้านนอกพากันแกล้งถ่มน้ำลายใส่ ขณะที่คนอื่นกลับนำของหอมดอกไม้มาถวายด้วยความเลื่อมใส ท่านมีใจเสมอกันทั้งสองฝ่าย ไม่ยินดีไม่ยินร้าย นี่คืออุเบกขาบารมีขั้นสูงสุด ปิดท้ายวรรคที่ ๓ รวม ๑๕ เรื่อง และปิดท้ายพระคาถาจริยาปิฎก ยืนยันว่าทรงบำเพ็ญบารมีครบ ๑๐ ไม่ยิ่งไม่หย่อน
  37. หน้า ๕๕๕–๕๕๘ สโมธานกถา - สรุปการบำเพ็ญบารมี ๓๐ ข้อ บทสรุปประมวลว่าชาติใดของพระโพธิสัตว์จัดเป็นบารมีขั้นใดในบารมี ๑๐ ประการ แต่ละบารมีมี ๓ ระดับคือ บารมี อุปบารมี และปรมัตถบารมี รวม ๓๐ หัวข้อ เช่น ทานที่ให้ทรัพย์สมบัติเป็นบารมี ให้ลูกเมียเป็นอุปบารมี (พระเวสสันดร) และให้ชีวิตตนเป็นปรมัตถบารมี (กระต่ายสละตัวเป็นอาหาร) เป็นการยืนยันว่าพระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญบารมีครบถ้วนไม่ยิ่งไม่หย่อนกว่า ๑๐ ประการจึงตรัสรู้ได้
  38. หน้า ๕๕๙–๕๖๙ อรรถกถาอุททานคาถา อรรถาธิบายคาถาสรุปท้ายเล่ม ไขความหมายชื่อย่อของแต่ละชาติที่กล่าวถึงในคาถาอุทาน พร้อมยกตัวอย่างพระคาถาสั้นๆ ประกอบแต่ละบารมีทั้ง ๑๐ ในระดับปรมัตถบารมีอีกครั้ง เช่น สัจบารมีขั้นสูงสุดคือครั้งเป็นพระเจ้าสุตโสม เมตตาบารมีขั้นสูงสุดคือครั้งเป็นสุวรรณสาม เพื่อยืนยันว่าพระพุทธเจ้าทรงผ่านความทุกข์และสมบัตินับไม่ถ้วนในภพต่างๆ ก่อนจะบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ
  39. หน้า ๕๗๐–๖๗๔ ปกิณณกกถา บทวิเคราะห์เชิงวิชาการอย่างละเอียดว่าด้วยบารมี ๑๐ ประการ ตอบคำถามเชิงหลักธรรมทีละข้อ เช่น บารมีคืออะไร เพราะเหตุใดจึงเรียกเช่นนั้น มีกี่อย่าง เรียงลำดับอย่างไร แต่ละบารมีมีลักษณะ กิจ อาการปรากฏ เหตุใกล้ เหตุเสื่อม เหตุเจริญ ข้าศึก และวิธีปฏิบัติอย่างไร เป็นเนื้อหาเชิงวิเคราะห์ละเอียดยาวกว่า ๑๐๐ หน้า สำหรับผู้ศึกษาลึกซึ้งที่ต้องการเข้าใจการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์อย่างเป็นระบบ ต่างจากนิทานชาดกแบบเรื่องเล่าในหัวข้อก่อนหน้า
  40. หน้า ๖๗๕–๖๗๖ บทสรุป (นิคมนกถา) บทส่งท้ายอรรถกถาจริยาปิฎกทั้งเล่ม พระอาจารย์ธรรมปาละแห่งพัทรดิตถวิหารผู้แต่งคัมภีร์ปรมัตถทีปนีนี้ กล่าวสรรเสริญพระพุทธคุณ เล่าที่มาว่าอาศัยอรรถกถาโบราณเรียบเรียงจนสำเร็จครบ ๒๘ ภาณวาร แล้วอุทิศบุญขอให้สรรพสัตว์เข้าถึงวิมุตติ พระศาสนาดำรงอยู่นาน ฝนตกต้องตามฤดูกาล และโลกอยู่ร่มเย็นเป็นสุขด้วยธรรม ปิดท้ายอรรถกถาจริยาปิฎกทั้งเล่ม